รายงานถอดความ จากเวที อุดมธรรม พลังปัญญา
ภายใต้ โครงการสร้างนักปราชญ์จากนักวิชาการ
ปัญญาในการสร้างสมดุลระหว่างโลกทัศน์กับชีวทัศน์ของนักวิชาการ
รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
คณบดีสถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
จัดโดย
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
ปัญญาในการสร้างสมดุลระหว่างโลกทัศน์กับชีวทัศน์ของนักวิชาการ
ผู้นาเสนอ
รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
คณบดีสถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
รายงานถอดความ จากเวที อุดมธรรม พลังปัญญา โครงการสร้างนักปราชญ์จากนักวิชาการ
ผู้ถอดความ: ญาณิศา ยางงาม
บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล
ทีมบรรณาธิการ: ณัฐธิดา เย็นบารุง กฤตภัค พรหมมานุวัติ
อานวยการผลิตโดย: สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ และมูลนิธิสถาบันสร้างสรรค์ปัญญาสาธารณะ
สนับสนุนโดย: สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ปีที่เผยแพร่: เมษายน 2565
www.klangpanya.in.th
ที่อยู่
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
220/104 เลควิวคอนโด อาคารสุพีเรียร์ เมืองทองธานี ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120 โทร. 084-112-063
1
ปัญญาในการสร้างสมดุลระหว่างโลกทัศน์กับชีวทัศน์
ของนักวิชาการ1
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
ผมมีวิธีคิด การดารงชีพ และมีวิธีมองปัญหาที่อาจจะแตกต่างจากคนทั่วไปมาก จนเพื่อนฝูงวงวิชาการ
เรียกว่า “พวกนอกคอก” ในทัศนะทางเศรษฐศาสตร์การเมือง คาว่า “นอกคอก” เป็นสิ่งที่ผมชอบ เพราะสิ่งที่อยู่
ในคอกคือสิ่งที่ถูกจากัด สัตว์ที่อยู่นอกคอกย่อมเป็นสัตว์ที่อิสระ เป็นสัตว์ที่ทาอะไรได้ตามธรรมชาติมากกว่าที่ถูก
กักขัง เพราะฉะนั้น ใครจะเรียกผมว่านอกคอก ผมก็ยินดี การทางานการต่อสู้ทางวิชาการของผมถูกสะสมมาจาก
สิ่งที่เรียกว่า Political Economy เศรษฐศาสตร์การเมือง และคาว่าเศรษฐศาสตร์การเมืองในชีวิตผมมันเริ่มมาจาก
ปรัชญาพุทธ คนในสังคมไทยเวลาพูดถึงเศรษฐศาสตร์การเมือง คนมักจะคิดถึงมาร์กซิสม์หรือ Marxism ดังนั้น คา
ว่าเศรษฐศาสตร์การเมือง องค์ความรู้เศรษฐศาสตร์การเมืองในสังคมไทยจึงถูกจากัด เห็นชัดเจนว่าในสังคมไทยเรา
ไม่มีตาแหน่งทางวิชาการสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง เราไม่สามารถของ ศ. รศ. หรือ ผศ. ในสาขาเศรษฐศาสตร์
การเมือง แต่ว่าเราก็พยายามพิสูจน์ว่าองค์ความรู้แบบนี้เป็นองค์ความรู้สหวิทยาการ ผมก็ฝ่าฝันมาตลอดชีวิตจน
เกิดสถาบันการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์การเมืองขึ้นมาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เศรษฐศาสตร์การเมืองปริญญา
โท หลักสูตรนี้มีมา 20 กว่าปีแล้ว และก็เปิดที่มหาวิทยาลัยรังสิต ปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่ผมจะ
พูดเรื่องคน ๆ หนึ่งที่เดินทางนี้ ไม่ได้บอกว่าผิดหรือถูก นักวิชาการทุกท่านก็ฟังแล้วก็คิดวิจารณ์ได้ตามความพอใจ
ในการมองปัญหาของโลก องค์ความรู้เศรษฐศาสตร์การเมือง มี 8 สานักคิด ใน 8 สานักคิด ในนั้นมี 2
สานักคิดที่ในสังคมไทยมองตรงข้ามกัน ในไทยมักจะพูดถึง Marxism แต่อีกสานักคิดของเศรษฐศาสตร์การเมืองเรา
เรียกว่า Human Family ครอบครัวมนุษย์ และก็ปรากฏว่าแนวคิดครอบครัวมนุษย์คือแนวคิดของศาสดา
ต่าง ๆ ถ้าอ่านปรัชญาพุทธ ในทางพุทธเราจะพบความเป็นครอบครัว มนุษย์นิยม ถ้าเราอ่านไปทางด้านอิสลาม
ในทางคริสต์ก็เช่นเดียวกัน ในทางคริสต์โดดเด่น เพราะมีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอ
ที่ 13 ในระบุไว้ใน หนังสือ Rerum Novarum เกี่ยวกับครอบครัวมนุษย์ มนุษย์อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ไม่ควรเอา
เปรียบกัน ไม่ควรกดขี่ข่มเหงกัน เพราะฉะนั้น Rerum Novarum ถึงขั้นประกาศที่จะวิพากษ์วิจารณ์ทุนที่เอารัด
1 ถอดความจากงาน “อุดมธรรม พลังปัญญา” ระดมความคิด ยกระดับการเรียนรู้ของนักวิชาการเพื่อพัฒนาชีวิตและปัญญา จัดโดยกระทรวงการ
อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ร่วมกับสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ และสานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุข
ภาวะ (สสส.) ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565 ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารสวทช. กระทรวง อว.
2
เอาเปรียบสังคม ประกาศให้มีองค์การแรงงานคริสเตียนแห่งโลกเพื่อต่อสู้กับทุนที่เอาเปรียบ คาพูดของลีโอที่ 13
ผมเคยเอาเป็นข้อสอบให้นักศึกษาถามว่าคาพูดนี้เป็นของใคร 90% ของนักศึกษาบอกว่าของคาร์ล มาร์กซ์ แต่นั้น
คือสิ่งที่โอที่ 13 พูดไว้ ถ้าได้ศึกษาทั้ง 8 สานักคิดจะเห็นอะไรหลายอย่าง ผมพูดเสมอว่า Marxism เป็น
เศรษฐศาสตร์การเมือง แต่เศรษฐศาสตร์การเมืองไม่จาเป็นต้องเป็น Marxism เพียงแต่เป็น 1 ใน 8 สานักคิด คน
เข้าถึงเศรษฐศาสตร์การเมืองจะมีวิธีคิดอีกแบบ ซึ่งน่าคิดมากว่าทาไมความรู้ 8 สานักคิด จึงไม่มีใน
สถาบันการศึกษา กระทรวง อว. เองก็ไม่เคยยอมรับเศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นศาสตร์หนึ่งขององค์ความรู้
กฎธรรมชาติ
วิธีคิดในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง หนึ่ง เราเห็นว่าภาพรวมของโลกในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองเรามีอีก
คาพูดหนึ่งว่า การมองอะไรก็ตามต้องมองให้เห็นคาว่า Structuralism คือ ความเป็นโครงสร้าง ความเป็นส่วนรวม
ความเป็นทั้งหมด นี่คือพุทธแท้ ๆ ความเป็นจักรวาล เป็นธรรมชาติ ชีวิตเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติย่อมเกิดขึ้นดารง
อยู่และเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติมีสิ่งที่ขัดแย้งกันและใกล้กันตลอดเวลา มีกลางวัน กลางคืน มืด สว่าง
มีทุกข์ มีทางแก้ โลกเป็นธรรมชาติต้องเปลี่ยนแปลงแบบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ศาสนาพุทธอธิบายไว้นานแล้ว คาถาม
ข้อแรกคือว่า โลกและจักรวาล คือ ธรรมชาติใช่หรือไม่? ถ้ามันใช่ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติใช่หรือไม่ สัตว์
พืช น้า เป็นธรรมชาติใช่หรือไม่ ถ้ามันใช่ สิ่งเหล่านี้มันจะตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ อย่าไปคิดว่ามันเป็นลัทธิ
ไม่อย่างนั้นจะทะเลาะกัน มันจะเป็นลัทธิอะไรไม่สาคัญ สาคัญคือ มันใช่หรือไม่
กฎข้อที่ 1 ในภาพรวมของธรรมชาติ จักรวาล สรรพสิ่งเหล่านี้ที่เกิดในจักรวาลมีความสัมพันธ์กัน
หมด ผมเคยทดสอบนักศึกษาว่าคุณเชื่อหรือไม่ว่า สรรพสิ่งสัมพันธ์กันหมด เช่น ฝุ่นละอองน้อย ๆ สัมพันธ์กับดวง
อาทิตย์ได้ ผมทดสอบนักศึกษาว่า ช่วยอธิบายได้ไหมว่าเมื่อปลาตัวหนึ่ง โผล่หัวขึ้นมากินแมลงริมฝั่งสัมพันธ์กับดวง
จันทร์บนท้องฟ้า ถ้าใครอธิบายคาถามนี้ได้นั่นแสดงว่าเราเข้าถึงกฎแห่งจักรวาลแล้ว และนี่เป็นต้นทางความคิดของ
ผม สาหรับผม ผมมองอะไรสัมพันธ์กันไปหมด ผมเห็นคนแก่นอนรอความตายที่อีสานสัมพันธ์กับสงครามในซีเรีย
ทาไมคุณยายกาลังจะตายสัมพันธ์กับสงคราม ผมคิดว่าถ้าเรามองเห็นความสัมพันธ์บนโลก เราจะสามารถมองหา
เหตุ หาปัจจัย เราต้องแก้ที่เหตุ เพราะ เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา สรรพสิ่งทั้งหลายมาจากเหตุ
โจทย์ข้อแรกที่ตั้งนักศึกษาเกือบไม่มีใครตอบได้ นักวิทยาศาสตร์ยังตอบไม่ได้ ผมก็ตอบว่า มันเป็นไปได้ใช่
ไหมในยามที่ดวงจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า น้ามันขึ้น พอน้าขึ้น มันก็เป็นไปได้ที่แมลงบางชนิดบนฝั่ง แมลงก็ลอยน้า
ปลาโผล่หัวมากินได้ และคนแก่สัมพันธ์อะไรกับสงคราม สงครามในซีเรีย ซีเรียเป็นประเทศอาหรับ สงครามแบบ
นั้นทาให้เกิดปัญหาการส่งออกบางชนิดของไทยไปแถบนั้น ความไม่สงบเกิดขึ้น มีปัญหา บริษัทก็ลดการผลิต ลดค่า
ล่วงเวลา แรงงานไทยอยู่ได้ด้วยค่าล่วงเวลา เงินส่งให้พ่อแม่ก็ค่าล่วงเวลา อย่างคนงานแถวปราจีนบุรี สมุทรสาคร
3
สมุทรปราการ เขาทางาน 10 – 12 ชั่วโมง เพราะ 8 ชั่วโมงไม่พอกิน เงินที่ส่งให้พ่อแม่ก็คือค่าล่วงเวลา เมื่อค่า
ล่วงเวลาไม่มีเขาก็ไม่มีเงินส่ง ทาให้คนแก่ที่รออยู่ทรุด มันสัมพันธ์กันแบบนี้ เพราะฉะนั้น เวลาเรามองหาเหตุ ผม
คิดว่าลักษณะของพวกเรามีความรู้ แต่ความรู้ที่เราเรียนสอนเป็นช่วงตอนไม่สัมพันธ์กัน เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เรียน
แต่เศรษฐศาสตร์ไม่สัมพันธ์กันกับรัฐศาสตร์ สังคมวิทยาไม่เกี่ยวกับธุรกิจ เราจึงมองไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกัน
เพราะฉะนั้น กฎข้อที่ 1 ของสรรพสิ่งมันมีความสัมพันธ์กันอยู่ที่ว่าเรามองเห็นมันหรือเปล่า และจะทาให้มองเห็น
ทาอย่างไร
กฎข้อที่ 2 สรรพสิ่งที่ดารงอยู่ มีสิ่งตรงกันข้ามฝังอยู่ในทุกสรรพสิ่ง สิ่งตรงกันข้ามนั้น เอาง่าย ๆ ข้อแรก
ในเมื่อสรรพสิ่งเกิดขึ้นดารงอยู่ และสลายไป เพราะฉะนั้น การดารงอยู่กับการสลายไปเป็นสิ่งตรงข้ามไม่ว่าอะไรเกิด
ขึ้นมาคือการดารงอยู่และพัฒนาไปสิ้นสุด มันคือสิ่งตรงข้าม อะไรบ้างไม่อยู่ภายใต้กฎนี้ อะไรบ้างที่เป็นนิรันดร์
แม้แต่จักรวาลยังไม่นิรันดร์ วิทยาศาสตร์ยังบอกว่าจักรวาลยังไม่เป็นนิรันดร์ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
กฎข้อที่ 3 ว่าสรรพสิ่งเมื่อมีสิ่งตรงข้ามดารงอยู่และสลายไป จะนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง ถ้าเราเห็นมัน
เปลี่ยนแปลง ทาไมเราต้องเสียใจหรือไม่เสียใจ ทาไมเราจะต้องขัดขวางหรือไม่ขัดขวาง มันเป็นกฎธรรมชาติไม่ใช่
หรือ หลักพุทธบอกว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ กฎพวกนี้เข้าหลักพุทธหมด ฉะนั้น เมื่อมีเปลี่ยนแปลงนั้น
มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนที่ละนิดหน่อยในเชิงปริมาณและในที่สุดมันก็สิ้นสุด แต่ความสิ้นสุดของธรรมชาติก็แปลก มัน
สิ้นสุดจริงหรือเปล่าหรือสิ้นสุดของสภาวะหนึ่งเพื่อนาไปสู่สภาวะหนึ่ง ในความรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์ก็พบว่าสรรพ
สิ่งต่าง ๆ มีความสิ้นสุดในภาวะหนึ่งและนาไปสู่อีกภาวะหนึ่งเสมอ เช่น น้ากลายเป็นไอ ความสิ้นสุดของความเป็น
สสารนาไปสู่พลังงาน
กฎแบบนี้คล้ายกับเข้ากฎของนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ชื่อ โจเซฟ ชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter)
เขาอธิบายการเปลี่ยนแปลงการเศรษฐกิจของโลกว่า ระบบเศรษฐกิจของตะวันตกอยู่ภายใต้ภาวะ Creative
Destruction การรื้อล้างสร้างใหม่ ทุกช่วงเศรษฐกิจจะมีช่วงตกต่าสิ้นสุด แล้วมีนวัตกรรมใหม่ เกิดเป็นระบบ
เศรษฐกิจใหม่ เช่น ตอนนี้เราถูกดิจิตอล Disruption เกือบทุกอย่าง เรากาลังจะไม่เห็นเงินกระดาษอีกแล้ว เงินที่
เป็นกระดาษจะกลายเป็นตัวเลขหมด จนเกิด CBDC (Central Bank Digital Currency) แล้ว ก่อนนี้เป็นพวก
เอกชนที่สนใจ Crypto Currency เงินจาก Block Chain ที่ออกเป็นตัวเลข แต่รัฐบาลพวกก้าวหน้าจะเห็นว่าเป็น
การเปลี่ยนแปลงต้องยอมรับ ดังนั้น ธนาคารของแต่ละประเทศก็เลยออก CBDC (Central Bank Digital
Currency) ซะเองนาโดยจีน ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลง มันคือสิ้นสุดในภาวะหนึ่งและนาไปสู่อีกภาวะหนึ่ง นาไปสู่
Creative Destruction การรื้อล้างสร้างใหม่ ธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้น ร่างกายมนุษย์เซลล์เก่าถูกทาลาย เพราะถูก
เซลล์ใหม่ดันขึ้นมา ทาให้ร่างกายเติบโต Creative ก็คือการสร้างสรรค์เซลล์ใหม่ Destruction คือการทาลายเซลล์
เก่า อันนี้คือกฎธรรมชาติ โยงกลับไปว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติใช่ไหม การเปลี่ยนแปลงมนุษย์จึงเป็น
เรื่องปกติ และมนุษย์มีสังคมใช่ไหม สังคมคือสภาพการดารงอยู่ของความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของมนุษย์ การดารง
4
ความสัมพันธ์ของมนุษย์มันก็เปลี่ยนแปลงตามกฎธรรมชาติ จะหนีกฎ Creative Destruction ได้ไหม ถ้าท่านเชื่อ
กฎนี้ ทาไมเราต้องมานั่งคิดว่าคนนี้จะทาลายสิ่งนั้นนี้ ผมเชื่ออย่างนั้น ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ คนก็เป็นธรรมชาติ
นักวิชาการก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของสังคม
ความรู้ + ภูมิปัญญา = ปราชญ์
จากที่พูดมาทั้งหมด สิ่งแรกเลยผมถือว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ สังคม เราหล่อหลอมตัวเองมา
ตามเส้นทางที่สังคมสร้างสรรค์ไว้ นักวิชาการคือคนที่มีความรู้ แต่ถามว่านักวิชาการเป็นปราชญ์ได้ไหม
มีภูมิปัญญาไหม ผมไม่ทราบ จากประสบการณ์ของผมเอง ผมคิดว่าการที่มนุษย์ต้องพัฒนา การพัฒนาของมนุษย์
ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน หมายความว่าการเกิดการเปลี่ยนแปลงมันต้องมีจุดที่เปลี่ยนแปลงก่อน อุปมาเหมือนดอกไม้
ดอกบัวเริ่มจากตูมไปสู่ดอกบาน จุดเปลี่ยนแปลงมันอยู่ที่ตรงกลางคือเกสรไปสู่กลีบ การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
หรือการเปลี่ยนแปลงของสังคมก็เช่นเดียวกันต้องมีจุดเริ่มต้นตรงไหนสักอย่าง ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์
ต้องเริ่มเปลี่ยนจากความคิดไปสู่การกระทาและไปสู่การเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับหลักพุทธ ในการแก้ทุกข์
มรรค 8 เริ่มจาก สัมมาสังกัปปะ สัมมาทิฏฐิ เริ่มความคิดปัญญา ความรู้อยู่ที่คนค้นคว้า มีเพียงความรู้เป็นปราชญ์
ได้หรือไม่ บางคนเป็นได้ บางคนก็เป็นไม่ได้ เพราะสาหรับผมความรู้ต้องคู่กับภูมิปัญญา ภูมิปัญญา คือ ทักษะ
ความสามารถที่ใช้ความรู้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นและตนเอง เปรียบว่าถ้าเรามีกระบี่ที่ดีเยี่ยมมาก ๆ แต่คนจับกระบี่
ไม่มีเพลงกระบี่ ถามว่ามันจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะฉะนั้น ปราชญ์คือคนที่มีความรู้ คนที่มีกระบี่ดีมาก ๆ
และก็มีเพลงกระบี่ด้วย ภูมิปัญญาคือทักษะในการใช้กระบี่ ถ้าเราสองอย่างนี้เราคือนักกระบี่ เราเป็นปราชญ์แล้ว
ความรู้มาจากการอ่าน การฟัง การคิด การทาอย่างสม่าเสมอ ก็เห็นด้วยทั่วไปกับการหาความรู้ ซึ่งตรงกับ
ภูมิปัญญา 3 ของศาสนาพุทธ สุตตมยะปัญญา องค์ความรู้ที่มาจากการอ่าน การฟัง จิตมยะปัญญา จากการคิด
ไตร่ตรอง ภาวณามยะปัญญา ทาอย่างสม่าเสมอ ดังนั้น เมื่อเรามีความรู้ เราสะสมความรู้ มีประสบการณ์ เรามี
ความรู้แล้วต้องทาให้ความรู้นี้เป็นภูมิปัญญาให้ได้ คือเราใช้ความรู้นั้นเป็นหรือไม่ ใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่ ถ้าเราใช้
อย่างเหมาะสมก็จะเกิดภูมิปัญญา สมมติเรากลับไปสู่เหตุการณ์คนแก่อีสานที่จะตายเพราะสงครามซีเรีย เราจะแก้
เหตุทั้งหมดอย่างไร ถ้าคนแก่ที่อีสานจะตายและคนแก่ที่ภูมิภาคอื่นจะตายด้วยไหม ผมว่าก็จะตายหมดในประเทศ
กาลังพัฒนา การแก้คือ ทาอย่างไรให้โลกไม่มีสงคราม เป็นจุดคานงัดแก้ทีเดียวมีผลทั้งโลก พอสงครามสงบ ทามา
หากินก็สะดวก การคิดแบบองค์รวม เวลาแก้ก็แก้แบบองค์รวม ไม่ใช่แก้แบบช่วงลัดตัดตอน แต่การสอนที่เรามีอยู่
โดยทั่วไปในสาขาวิชาต่าง ๆ จะฝึกในเราแก้เฉพาะจุด เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ถ้าท่านมองโลกนี้ทั้งหมดพวกเรา
เหมือนจิ๊กซอว์ที่เขาตัดแต่งไว้ จิ๊กชอว์ต่อตัวเองไม่เป็นต้องมีคนหยิบต่อกัน ถ้าเคยเห็นเลโก้ คุณนามาตัดแต่งต่อเติม
เป็นบ้าน รถที่เราคิดขึ้นมา
5
ในโลกทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง คิดต่างจากเศรษฐศาสตร์ ที่สาคัญเพราะว่าเศรษฐศาสตร์ถูกสอนให้
เชื่อใน Invisible Hand มือที่มองไม่เห็น ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด แต่เศรษฐศาสตร์การเมืองตอบอีกอย่าง
หนึ่ง มันคือบรรดาต่าง ๆ มาจากปฏิสัมพันธ์เชิงอานาจของกลุ่มคนและชนชั้น ในการจัดสรรแบ่งปันและช่วงชิ่ง
ผลประโยชน์ ปรากฏการณ์บางอย่างมีการปะทุอยู่เบื้องหลัง ภายใต้ทฤษฎีนี้เศรษฐศาสตร์การเมืองเชื่อว่ามันมี Big
Hand ไม่ใช่ Invisible hand ที่มองเห็นได้ แต่เราไม่เคยมองเพราะเราไปเชื่อ Invisible Hand ทาให้เราไปอีกทาง
หนึ่ง แต่ ณ วันนี้สงคราม-รัสเซีย ยูเครน มันมี Big Hand มีต้นตอยาว เชื่อมโยงกันไปหมด ลักษณะแบบนี้ก็ตรงกับ
อิทัปปัจจยตา หลักของพุทธอีกแล้ว เศรษฐศาสตร์การเมืองมันสอดคล้องกับศาสนาพุทธ ความรู้ที่เรามีถ้าเรา
นาไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อโลก มนุษย์ ตนเอง มันคือภูมิปัญญา
ปราชญ์ชาวบ้านเขามีความรู้ เขามีภูมิปัญญา เขาสามารถเอาความรู้นั้นไปทาให้เกิดสังคมในหมู่บ้านเขาได้
ความรู้มาจากภาวนามยปัญญา เขาทาสม่าเสมอ ทาแล้วคิดแล้วทา จนเกิดภูมิปัญญา แต่อีกด้านเรามีความรู้
เยอะแยะแต่ใช้ไม่เป็นภูมิปัญญาไม่เกิด ก็ตรงกับคาว่า ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ในยุคทุนนิยมบรรดาดอกเตอร์
ทางเศรษฐศาสตร์ไปทาธุรกิจสู้คนจบป.4 ไม่ได้ โรงงานทอผ้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจ้าของชื่อ
สุกรี โพธิรัตนังกูร เขียนชื่อได้ แต่อ่านหนังสือไม่ออก ลูกน้องมีแต่ดอกเตอร์ แต่เขามีภูมิปัญญา ประสบการณ์เขา
นามาใช้ได้ถูกต้อง ปราชญ์ไม่จาเป็นต้องจบดอกเตอร์ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเป็นนักวิชาการ ทุกคนมีความรู้ แล้วก็มี
โอกาสทางวิชาการทุกคน แต่ต้องมีภูมิปัญญา
ผมเพิ่งอ่านการประชุมของ Bilderberg เขาบอกว่าสงครามเป็นความจาเป็นของประเทศยิ่งใหญ่ จึงต้อง
ก่อสงครามไปเรื่อย ๆ พูดไว้เมื่อ ค.ศ. 1981 เพราะฉะนั้น เราจะเห็นอาณาจักรใหญ่ ๆ โตมาจากสงครามทั้งนั้น
ของเราก็เหมือนกัน กษัตริย์ก็ต้องเป็นผู้ชนะสงคราม ความรู้ของเรามองไม่เห็นประวัติศาสตร์ ไม่เห็นอนาคต เรา
เห็นเฉพาะวันนี้ และเขาทาให้เรามองเฉพาะวันนี้ เขาทาได้ เพราะเขามีภูมิปัญญา ปราชญ์มีหลายสาย สายดา สาย
ขาว ปราชญ์สายขาว จะเป็นผู้มีความรู้ ภูมิปัญญา เสียสละ เช่น ศาสดาทั้งหลาย ปราชญ์สายดา สายจักรพรรดิ คน
เป็นจักรพรรดิต้องฆ่าคนได้ แต่ฆ่าคนได้ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ การมองโลกแบบนี้แล้วเราจะเลือกทางไหน ถ้าเราอยาก
พัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นปราชญ์ เราจะเป็นสายไหน แต่เราจะต้องสะสมความรู้เพื่อนาไปสู่ภูมิปัญญา
การรู้ ไม่ใช่ความรู้
คนที่มีความรู้และนาไปสู่ภูมิปัญญา ผมสรุปว่าองค์ความรู้นั้นต้องมีการรู้ (Knowing) ไม่ใช่แค่ความรู้
(Knowledge) การรู้ 7 อย่าง รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้คน รู้กาล รู้ประมาณ รู้โลก รู้สังคม นี่คือ สัปปุริยธรรม 7 สาหรับ
รู้เหตุ รู้ผล และรู้ประมาณ นี่คือที่มาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพ่อหลวง ร.9 เศรษฐศาสตร์การเมือง กับความคิด
แบบรัชกาลที่ 9 กับศาสนาพุทธไปด้วยกัน เราจะเห็นสรรพสิ่งมันสัมพันธ์กันหมด เพราะถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ
6
พัฒนาความรู้จากธรรมชาติมันเข้าใกล้กันหมด เรารู้ว่าอะไรคือเหตุ เกิดผลอะไร แก้ที่เหตุผลจะเป็นอย่างไร
เพราะฉะนั้น รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้คน รู้กาล รู้ประมาณ รู้โลก รู้สังคม เราเรียกการมองโลกหรือโลกทัศน์ เพราะฉะนั้น
ถ้าเรามีภูมิปัญญา การรู้ 7 ข้อนี่ เราก็สามารถนาความรู้ไปใช้อย่างเหมาะสม เช่น ทางานกับเกษตรกร ผมไม่
สามารถเอาความรู้แบบนักศึกษาไปให้เขาได้ ความรู้ตัวเดียวกันแต่ให้อีกแบบหนึ่ง เขาเรียกว่าการรู้
การมองโลก
ส่วนรู้โลก รู้สังคมมีความสาคัญอย่างไร ในทัศนะของผมที่ฝ่าฝันมาตลอด ผมคิดว่าโลกมันคือธรรมชาติ เรา
คือธรรมชาติของโลก โลกจะดารงอยู่ได้ให้นานแสนนาน แม้วันหนึ่งก็สิ้นสุดลงก็ตาม แต่เราต้องการอยู่นานที่สุด
ต้องมี 3 ดุลยภาพ คือ ดุลยภาพระหว่างคนกับธรรมชาติ ดุลยภาพระหว่างคนกับสังคม ดุลยภาพระหว่างกายกับจิต
ดุลยภาพที่ 1 ระหว่างคนกับธรรมชาติ ถ้าเราสารวจตัวเอง มนุษย์ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ได้เพราะมีธรรมชาติ
เป็นปัจจัย มนุษย์เติบโตได้เพราะมีปัจจัยสี่มาจากธรรมชาติเป็นหลักใช่หรือไม่ ยุคนี้เป็นยุคของโรงงาน แต่ถามว่า
ผลผลิตออกมาให้เราบาบัดความต้องการของเรามาจากไหน ถ้าไม่มีธรรมชาติเป็นปัจจัยมันมาได้ไหม การ
แปรเปลี่ยนธรรมชาติมาเป็นปัจจัยมนุษย์ คือกระบวนการ Creative Destruction คือการสร้างใหม่ แต่ทาลายสิ่ง
เก่า ท่านสร้างบ้านต้องทาลายต้นไม้ คอนกรีตต้องทาลายภูเขา ท่านกินเนื้อต้องฆ่าสัตว์ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น คน
กับธรรมชาติอยู่ภายใต้กระบวนการรื้อล้างสร้างใหม่ โลกนี้ทุกอย่างมันจากัด ไม่มีอะไรล้นเหลือ มันมีวันสิ้นสุด เมื่อ
ธรรมชาติสิ้นสุดมนุษย์จะอยู่ได้หรือไม่ มนุษย์ต้องดารงธรรมชาติไว้ให้นานที่สุดเช่นกัน ดังนั้น ทุกๆ การสร้างใหม่ม
คือทุกๆ การทาลาย ในการกลับกันทุกการทาลายมันควรมีการสร้างใหม่ ถ้ามีแต่การทาลายไม่มีการสร้างใหม่
ธรรมชาติก็หมด การทาลายมากกว่าการสร้างสรรค์เราก็เริ่มเห็น เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่มากมายแต่ลืมคิดว่ามันคือ
การทาลาย แล้วธรรมชาติก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาทาลายเรา เกิดภาวะโลกร้อน น้าแข็งละลาย เกิดโรคอุบัติใหม่ เกิด
สารพัดที่ทาลายเราคู่กันไป ถ้ามนุษย์ยังต้องการรักษาเผ่าพันธุ์ไว้ ทุกอย่างที่มนุษย์ทาลายลงเพื่อการยังชีพของเรา
นั้น มนุษย์ควรจะสร้างรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน ทาลายป่าต้องสร้างป่ารุ่นใหม่ ทาลายชีวิตต้องสร้างชีวิตรุ่นใหม่ ต้อง
รักษาดุลยภาพของคาว่า Creative Destruction นี่คือดุลยภาพข้อที่ 1 อย่าทาลายจนไม่มีการสร้างสรรค์ ทุกครั้งที่
เราสร้างสรรค์ขึ้นมามันคือการทาลาย
ดุลยภาพที่ 2 คนกับสังคม มนุษย์คือผลผลิตของสังคมท่านเชื่อหรือไม่ สาหรับผมเชื่อสนิทใจ เพราะหน่วย
สังคมที่เล็กที่สุดคือครอบครัว เราต้องมีครอบครัว สังคมจึงจะมีเรา ชีวิตเกิดขึ้นจากสังคมพ่อแม่ พ่อกับแม่เกิดจากปู่
ย่า เราคือผลผลิตของสังคม ดังนั้น ถ้าเราต้องการดารงอยู่เราต้องคิดเสมอว่าสังคมก็ต้องดารงอยู่ เราจะก้าวหน้าได้
เมื่อสังคมก้าวหน้า เติบโต ย่อมสร้างผลผลิตคนอย่างเราที่ก้าวหน้าเติบโต เพราะเราคือลูกของพ่อแม่ ถ้าเราคิดอย่าง
นี้ชีวิตเรา เราไม่สามารถดารงอยู่ได้โดยไม่มีสังคม ปราชญ์เศรษฐศาสตร์การเมืองคนแรกของโลก คือ อดัม สมิธ
7
บอกว่าคนเราจะรวยจะจนขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้แรงงานตนเองและแรงงานผู้อื่น ลาพังเพียงการใช้
แรงงานตัวเองมันสนองความต้องการได้อย่างจากัด แต่ความต้องการของเราบรรลุได้โดยการใช้แรงงานผู้อื่นเสมอ
อะไรบ้างที่เกิดขึ้นจากแรงงานตัวเองนอกจากหาเงินมาเฉย ๆ และไปแลกเสื้อผ้า เสื้อผ้ามาจากไหนก็มาจากโรงงาน
ถ้าไม่มีโรงงานเราผลิตเสื้อผ้าเองได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเมื่อเราเป็นผลผลิตของสังคม เราอยากก้าวหน้า
สบาย แต่ไม่มีทางที่คุณจะไม่ได้มาจากสังคม เราอยากก้าวหน้าในอาชีพการงาน เราก็ต้องมีหัวหน้า องค์กร คนอื่น
ถ้าไม่มีอะไรทั้งสิ้นเราก้าวหน้าได้ไหม เราเป็นสัตว์สังคมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่อาศัยคนอื่น เราจะเป็นปลัดกระทรวง
โดยไม่อาศัยลูกน้องได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น อันนี้ที่ผมคิดว่าถ้าเราคิดอย่างนี้เราจาเป็นที่ต้องสร้างดุลยภาพ สิ่งที่เรา
ได้มาได้มาจากสังคม เพราะฉะนั้นเราอยากได้อะไร เราก็ต้องคิดทาอย่างไรให้สังคมมี คิดถึงตัวเองและคิดถึงสังคม
ไปพร้อมกัน
ดุลยภาพที่ 3 คือกายกับจิต สาคัญมากๆ พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า นัตถิ ตัณหา สมา นที ไม่มีแม่น้าสายใด
กว้างใหญ่เท่าความโลภของมนุษย์ ปรากฏการณ์ส่วนใหญ่เกิดจากความโลภของมนุษย์ ส่วนใหญ่มาจากความ
ต้องการทางจิต ไม่ใช่ความต้องการทางกาย ความต้องการทางกายมันแค่ปัจจัยสี่ แต่เกินจากนั้นมันคือความ
ต้องการทางจิต ในเมื่อโลกมันจากัดแต่ความต้องการไม่จากัดมันอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ดุลยภาพตรงนี้ความ
ต้องการของเราไม่ควรเกินข้อจากัดของโลกใช้หรือไม่ ถ้ามันเกินมันอยู่ไม่ได้
การมองตน
สุดท้ายการมองตน คือว่ามันมี 2 ดุลยภาพ คือ กายกับจิต ตัวเรากับสังคม ก็คล้ายๆ กัน ผมถามตัวเอง
เสมอ กินแค่นี้อิ่มแล้วไหม เราอยากจะขับรถเบนซ์ ต้องประมาณตน การรู้ความต้องการของจิตกับการรู้ความ
จาเป็น การรู้แบบนี้มันสร้างดุลยภาพกายกับจิต เราทาอะไรไม่เกินข้อจากัดธรรมชาติ ทาให้ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ
สังคม เพราะเรามาจากสังคม ผมมีโอกาสที่จะคอรัปชั่นวันละล้านก็ได้ แต่เราทาไม่ได้ เพราะผลที่ตามมาสังคม
เกษตรกรรมเสียหาย ชาวนา ชาวไร่เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น ดุลยภาพระหว่างกายจิต จึงเป็นปัจจัยหลักในทาง
พุทธ ถ้าเรามีดุลยภาพตรงนี้ เราจะไม่เบียดเบียนธรรมขาติ เราจะไม่เบียดเบียนผู้อื่น สังคม อันนี้คือการมองตน
8
ภาพที่ 1 หลักคิดภูมิปัญญา
ที่มา: ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ (2565)
คาถาม – คาตอบ
คาถามที่ 1 ผมได้ฟัง ดร.ณรงค์ ก็เลยคิดถึงทฤษฎีหลักการบริหารของ Maslow ที่ว่ามีขั้นความต้องการอยู่ 5 ขั้น
ความต้องการในเรื่องปัจจัยสี่จนถึงความสมหวังในชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่ Maslow สอนอาจารย์ และอาจารย์ก็ไปสอน
นักศึกษา สอนไม่ลึกครับ แต่วันนี้ผมได้รับสติจากท่านอาจารย์ ก็คงต้องกลับไปสอนใหม่ ในเรื่องของมนุษย์มีความ
ต้องการไม่สิ้นสุด และความต้องการเบียดเบียนคนอื่นและสังคมหรือไม่ ทาให้ตะหนักเลยว่าการที่คนเรามีความ
ต้องการไม่สิ้นสุด ที่ Maslow ได้เคยสอนมา วันนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเราจะทาอย่างไรในการละเลิกความต้องการที่ไม่
สิ้นสุด เช่น เวลาจะซื้อรถ รถญี่ปุ่นก็ได้ ทาไมต้องซื้อรถที่มีราคาสูงกว่า เงินที่เหลือเราสามารถแจกจ่ายให้สังคมได้
ไหม ในวิถีหรือเทคนิคของแต่ละคน ไปทาบุญตามวัด ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นวิธีหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ทาไมเราไม่คิดถึง
การช่วยเหลือคนที่ลาบากมากกว่าเรา เช่น เด็กยากไร้ไม่มีการศึกษา คนป่วยตามโรงพยาบาล ต้องขอบคุณท่าน
อาจารย์ทาให้ผมได้ความคิดที่เป็นประโยชน์สาหรับผม
คาถามที่ 2 อยากจะเรียนถามท่านที่ท่านบอกว่าการพัฒนากายกับจิต หรือเรากับสังคมในบริบทนี้ ผมว่าน่าจะเป็น
ทั้งหมดในการพัฒนามนุษย์ ทาอย่างไรเราถึงกระตุ้นหรือสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะให้คนนั้นหันมาพัฒนากายกับจิตและ
เรากับสังคม ถ้าเราสามารถค้นคิดหรือสร้างนวัตกรรมตัวนี้มา ที่จริงมีอยู่แล้วในพระไตรปิฎกที่ท่านได้ยกมา ต้อง
9
ขอขอบคุณท่านอาจารย์ ที่ได้กระตุ้นส่วนนี้แต่ว่าตอนนี้อุดมธรรมที่จะนาจิตสานึกของสังคมไทยเรา ในแง่คิดของ
อาจารย์ในการพัฒนากายกับจิต หรือว่าเรากับสังคม อาจารย์มีนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากปรัชญาที่อาจารย์ได้เรียนรู้
และมีประสบการณ์ อย่างน้อยอาจจะเป็นประโยชน์เบื้องต้นสาหรับผู้ที่ยังไม่เข้าถึงประเด็นนี้ ผมว่าโอกาสนี้ถือว่า
เป็นการพัฒนากายกับจิต เรากับสังคม ถ้ากระทรวง อว. สามารถกระตุ้นตรงนี้ให้กับสังคมไทยและกระจายไปสู่
สังคมโลก ความขัดแย้งที่ซีเรียหรือประเทศอื่นๆ ความขัดสนในภาคอีสาน และบางประเทศที่ขัดสนกว่า มันก็
อาจจะลดทอนถอยลงไปได้ ฝากให้อาจารย์ให้ความคิดเห็น
คาตอบ ผมยังไม่มีทฤษฎี แต่จะเล่าว่า มันเป็นการฝึกจิต เทคนิคการฝึกจิต ผมนึกถึง ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ
หมายความว่า ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกตนได้แล้ว เป็นผู้ประเสริฐสุด ถ้าเรามีความต้องการทางจิตมาก ผมก็พยายามดูคน
ที่เขาลาบากกว่าเรา สัมผัสเขา คือเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาเหมือนที่รัชกาลที่ 9 ไปพูด ไปอยู่กิน คลุกคลี ดูชีวิต ทา
ไปสักเดือน ก็ทาให้เห็นว่าเขาเป็นมากกว่าเราหลายเท่าทาไมเขาอยู่ได้ ทาให้เราหยุดคิดจริงๆ ถ้าเรามีความสามารถ
ทาก็ควรทา ทาแล้วควรแบ่งปัน ในหลักเศรษฐศาสตร์การเมือง ปฏิสัมพันธ์เชิงอานาจของกลุ่มคนละชนชั้น และ
การจัดสรรแบ่งปันช่วงชิง ผมว่าโลกทุนนิยมมันลืมเรื่องการจัดสรรแบ่งปันไป มีแต่สอนแข่งขันและช่วงชิง
ตลอดเวลา ไม่ได้คิดถึงการจัดสรรแบ่งปัน เพราะฉะนั้น การที่เราได้เห็นความทุกข์ยากของคน ถ้าเราไปซึมซับเขา
เราไปเข้าใจ เราจะรู้ว่าเราสามารถทาอะไรได้อีกมาก ที่จะก้าวไปเพื่อเขาบ้าง อย่าอยู่แต่ในห้องเรียน ลองไปดูว่าคน
เขาอยู่กันเท่าไร ผมมีเพื่อนตั้งแต่กรรมกรแบกหามไปยันรัฐมนตรี ไปยันนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น การที่เราเข้าใจ
คนทุกชั้นทาให้จิตใจเราเป็นกลาง ไม่โลภเกินไป ไม่ดูถูกความสามารถตัวเอง ไม่ดูถูกคนอื่น ทาให้เกิดดุลยภาพในจิต
ของเรา ทาให้เกิด Mind Training การฝึกเข้าถึงคนอื่นทุกประเภท แต่นักวิชาการของเรา พอเราเข้าถึงคนที่สูงกว่า
เรา เราอยากจะไปกับเขา เพราะเรามีโอกาส
คาถามที่ 3 ผมได้ข้อคิดที่ดีมาก อยากจะเรียนถาม คือว่า ข้อคิดจากการบรรยาย Equilibrium ที่เกิดขึ้นในโลกนี้
มักจะมาจากสภาวะธรรมชาติที่มีการปรับตัวเข้าสู่สมดุล เช่น เรื่องของการเกิดภาวะ Creative Destruction เมื่อ
สิ่งหนึ่งล่มสลายก็จะปรากฏสิ่งที่ทดแทนเสมอ ที่นี้ผมจะถามว่าในบทบาทในศาสตร์ด้าน Policy มันจะอยู่ตรงไหน
เพราะดูเหมือนว่าธรรมชาติมันปรับตัวเองแบบ Creative Destruction แล้วที่เรามาเล่นบทบาท Policy มันเป็น
การแทรกแซงหรือไม่ แล้วถ้าไม่ใช่แล้วการใช้ Policy ขนาดไหนจะเกิดความสมดุลไม่ไปทาให้กระบวนการ
Creative Destruction มันเกิดการบิดเบี้ยวไป
คาถามที่ 4 ที่น่าสนใจคือ ดุลยภาพ สังคม กาย จิต เชื่อมโยงกับเชิงพุทธว่าทั้งสามตัวมันจะไปครองตน ครองคนใน
โลกที่ขัดแย้งอย่างไร
10
คาถามที่ 5 เริ่มต้นที่ผมชอบคาว่านอกคอก ผมก็นอกคอกเหมือนกัน เวลาเราไปทางานที่มีความสัมพันธ์ของสรรพ
สิ่งที่เวลาทางาน พอหลังจากไปทางานแล้วมักจะเจอประเด็นย่อย โจทย์ที่ 1 คาตอบที่ 2 3 ท่านมีหลักในการตั้ง
หลักในการแก้ปัญหาอย่างไรที่ไม่เคว้งคว้าง เพราะจุดสุดท้ายเราไม่รู้เลยว่าความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น อะไรที่เรา
เข้าไปแก้ปัญหามันจริงๆ และท่านบอกว่าเวลาเกิดอะไรขึ้นมันจะมีสิ่งที่ตรงข้ามดับไปเกิดขึ้นใหม่ เลยคิดว่าเมื่อ 20
กว่าปีก่อนที่ท่านได้เปิดหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง ได้หลักสูตรใหม่แต่ท่านสูญเสียอะไร
คาถามที่ 6 ผมเกิดที่บ้านนอกผมก็จะถามแบบปัญหาของคนบ้านนอกที่อยากจะแก้ปัญหานี้มานาน อยากทราบ
วิธีการคิดของอาจารย์ มีคนขาดโอกาส ชีวิตสุดจะยากจน ใช้เวลาในการดารงชีวิตแบบนี้หลายสิบปี ก็ยังไม่มีโอกาส
ที่จะลืมตาอ้าปากได้ อาจารย์มองว่าปัญหานี้ในกระบวนการของสังคมให้เกิดประเด็นปัญหานี้ได้
คาตอบ ผมจะตอบจากดุลยภาพก่อน จากนั้นจะตอบปัญหาเฉพาะหน้า และตอบเรื่อง Policy มาถึงการแก้ปัญหา
คาตอบของผม สิ่งแรกท่านต้องนา 7 รู้มาสู่ภูมิปัญญา การที่เรารู้ว่าเราเป็นใคร รู้ตนเอง ฐานะเราเป็นยังไง
ความสามารถเราเป็นอย่างไร คนอื่น สังคมเป็นอย่างไรมาเทียบกับเรา เราเป็นส่วนไหนของสังคม เราทาอะไรได้
บ้างมากน้อยแค่ไหน อันนี้การประมาณตน เราต้องนา 7 รู้ มาประมวลและดูตัวเราว่าไปถึงไหนได้ เราใช้ภูมิปัญญา
จาก 7 รู้ สร้างดุลยภาพเพราะไม่มีอะไรในสายตาสังคมที่จะคิดเหมือนเรา แต่โดยภูมิปัญญาที่เรามีอยู่ เราตอบว่า
เราควรจะทาอะไร อันนี้เป็นหลักพุทธว่าการบรรลุเป็นเรื่องเฉพาะตน มันช่วยเราไม่ได้ ประสบการณ์ผมก็จะบอกว่า
ในเรื่องนี้ดุลยภาพผมอยู่ตรงไหน มีแต่ผมเท่านั้นที่บอกได้ ก็ผมใช้ 7 รู้ สร้างภูมิปัญญาตนเอง ซึ่งก็เป็น Step ไป ใน
หลักพุทธเราต้องฝึกฝนตนเองเสมอในการตัดสินอย่างนี้ ต้องฝึกฝน ถ้าเรามี 7 รู้ และพยายามใช้ 7 รู้ วัดไปเรื่อย ๆ
ว่า อยู่ตรงไหน สิ่งที่เหมาะสมกับเราแล้วคนอื่นอาจจะมองอีกแบบ แต่ถ้าเราเชื่อมั่นในตนเองก็ทาไป ผมเลยนอก
คอก
มาถึงอันที่สองที่ท่านพูด เรามีปัญหาเฉพาะหน้าเรื่อย ๆ เมื่อเรามี 7 รู้ เราก็ใส่การจัดลาดับเข้าไป จัดลาดับ
ความสาคัญให้ถูกต้อง ปัญหานี้อะไรหนักเบา ทาอะไรได้ก่อน ปัญหาย่อยถ้าเรามัวหมกมุ่นกับมันมากไปหมดเวลา
ไปแล้วปัญหาใหญ่ไม่ได้แก้ เหมือนรัฐบาลไม่ได้แก้โครงสร้าง 10 หรือ 20 ปี ไม่เคยพูดถึงปัญหาใหญ่ 14 ตุลา 6
ตุลา พฤษภา 35 ก็แล้ว มันก็เหมือนเดิม เพราะทุกคนแก้ปัญหาย่อยไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครแก้ปัญหาใหญ่ เพราะฉะนั้น
ต้องจัดลาดับชั้น ปัญหานี้เราจะให้ใครแก้ มีคนทางานแทนเราไหม แต่ว่าปัญหาย่อยนี้ ปัญหาใหญ่อยู่ตรงไหน อะไร
คือจุดคานงัด ปัญหาย่อยสารพัด ถ้าเราจัดลาดับได้ เราจะพบมี 1 ประการที่เป็นหลัก ถ้าแก้ 1 ประการนี้อีก 6
ประการคลี่คลายเอง ถ้าแก้จุดนี้ก่อนตัวอื่นมันจะคลี่คลายไปเองที่สุด อย่างเรื่องความเหลื่อมล้า เรื่องสิทธิ โอกาส
อานาจ ศักดิ์ศรี รายได้ ต้องแก้ที่ความสัมพันธ์เชิงอานาจ ปัญหารายได้ก็จะคลี่คลายโอกาสก็จะมีมากขึ้น ให้
จัดลาดับแล้วดูว่าอะไรคือตัวหลักและตัวอื่นก็คลี่คลายไปเอง ผมก็ถูกฝึกฝนมาอย่างนั้น และเลือกว่าจุดไหนเป็นจุด
คานงัด
11
เรื่องจุดคานงัดมันโยงถึง Policy ถามว่า นโยบายแห่งรัฐมีไว้เพื่ออะไร คืออะไร แนวทางแก้ปัญหาจาก
นโยบายไปสู่แผน แนวทางกว้างๆ คุณมีแนวทางนี้เพื่ออะไร เพื่อประชาชนหรือเปล่า ถ้าเพื่อประชาชน แล้วใครคือ
ประชาชน เช่น เราต้องแก้ปัญหาฐานราก รากไหน อยู่ตรงไหน เราสร้างนโยบายขึ้นมาแต่แนวคิดนโยบายตอบไม่ได้
อะไรคือฐานราก นโยบายแห่งรัฐ คือ แก้ปัญหาและพัฒนาเพื่อคนส่วนใหญ่ เราไม่สามรถทาให้ทุกคนพอใจ แต่ต้อง
เป็นส่วนใหญ่พอใจได้ประโยชน์ คนส่วนน้อยจะเสียประโยชน์ไปบ้าง ถ้ามันเป็นการเสียโดยไม่ควรก็ชดเชย
วันนี้ก็ยังมีข้อถกเถียงตกลงคนส่วนใหญ่ในสังคมคือใคร ฐานรากคือใคร เราเป็นสังคมการค้าอุตสาหกรรม
ทุนนิยม คนส่วนใหญ่คือมนุษย์ค่าจ้าง คนทางาน 39 ล้านคน เป็นมนุษย์ค่าจ้าง 18 ล้านคน เกษตรกร 11 ล้านคน
เป็นอาชีพอิสระ 8 – 9 ล้านคน คนส่วนใหญ่เป็นใคร ถ้าดูจากตัวเลขนี้ คนส่วนใหญ่ก็คือมนุษย์ค่าจ้างและถามว่า
คุณมี Policy อะไรบ้าง ที่ทาเพื่อมนุษย์ค่าจ้าง นี่คือโจทย์คาถาม ตรงนี้เราจะตอบได้เมื่อมีภูมิปัญญาที่เข้าถึงมัน มี
ความรู้ และแปลความรู้นั้นมาสู่ภูมิปัญญา จะสร้างประโยชน์ได้อย่างไร เรียกว่า 7 รู้ รัฐบาลมีหรือไม่ กลับไปสู่
ปัญหานโยบายไปถึงปัญหาความยากจน ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน คนทางานวัน 12 ชั่วโมง ขี้เกียจหรือไม่ ถ้า
จนเพราะอะไร ก็กลับไปสู่ปฏิสัมพันธ์เชิงอานาจของกลุ่มสังคมและชนชั้นในการจัดสรรแบ่งปันและช่วงชิง
ผลประโยชน์ คนที่ขยันแต่ยากจน เพราะเขาไม่ได้รับการจัดสรรแบ่งปันที่ดี เพราะเขาถูกช่วงชิงผลประโยชน์มากไป
ใช่หรือไม่ เรามองไม่เห็นว่าช่วงชิงอย่างไร เช่น
จีนมองออกเลย เมื่อเขาเปิดประเทศ จุดแข็งเขาคือคน เขามีกาลังแรงงานสารพัด ในเรื่องกาลังแรงงาน
นักคิดคนแรกที่พูดคือ อดัม สมิธ บอกว่าในการสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็คือการใช้แรงงานไปแปลงวัตถุดิบขึ้นมา ทาให้
วัตถุดิบมีค่าสูงขึ้น มูลค่าที่สูงขั้นนั้น ถูกแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นค่าจ้าง ส่วนที่สองเป็นผู้ลงทุน อดัม สมิธ
ไม่ได้บอกว่าส่วนที่เป็นค่าจ้างเป็นเท่าไร ส่วนที่เป็นของลงทุนเป็นเท่าไร แต่ คาร์ล มาร์ก นามาวิเคราะห์ภายหลัง
ว่าส่วนที่เป็นของนายจ้างเอาไปมากเสมอ ส่วนที่ให้ลูกจ้างนั้นน้อยเสมอ จริงเท็จไม่รู้ แต่จีนเขารู้ว่าการที่เขามีคน
มาก เขาสามารถเอาคนมาทางานในอุตสาหกรรมและการลงทุนของเขา แม้ว่าจะเป็นของนายจ้างมาก แต่มีกฎว่า
นายจ้างจะต้องเอาเงินที่ได้จากลูกจ้างเขามาใช้ในประเทศจีนให้มากที่สุด เช่น กาไร 100 บาท ต้องใช้ภายในเกิน
ครึ่ง แต่ประเทศไทยไม่ใช่แบบนั้น ญี่ปุ่น อเมริกา มาลงทุน ได้เงินมา 100 บาท ส่งออก 100 บาท แทบไม่เหลือกิน
ใช้ในประเทศ เราพัฒนาก่อนจีนก็จริง ความมั่งคั่งเราน้อยกว่าจีน จีนเขารู้ความมั่นคั่งมาจากแรงงานของเขา เขา
ทาได้ ดังนั้น จีนเปิดประเทศใช้ตลาดเมื่อ ค.ศ. 1980 ตอนเปิดใหม่ๆ นายทุนไทยแห่ไปลงทุนเมื่อจีนเพราะค่าจ้าง
ถูก ณ วันนี้ ค่าจ้างในจีนสูงกว่าเราเท่าตัว โดยเฉลี่ย 30% ค่าจ้างจีน จีนมาลงทุนเมืองไทย ไทยไม่กล้าลงทุนเมือง
จีนแล้วค่าจ้างแพงกว่า เพราะเขารู้ว่าความมั่งคั่งว่าจากตรงไหน
อดัม สมิธ เขียนหนังสือจากคาถามว่าความมั่งคั่งมาจากไหน เขียนตาราที่ว่า An Inquiry Into the
Nature and Causes of the Wealth of Nations เหตุของความมั่งคั่ง เหตุและต้นตอความมั่งคั่งมากจาก 2
อย่าง 1 คือ มาจาการใช้แรงงาน จีนเขาก็รู้ เขาก็เอาแรงงานมาสร้างชาติ ส่วนไทยเอาแรงงานไปสร้างชาติอื่น
12
สุดท้ายจีนก็ทาได้ แต่ของไทยยังไม่ได้ทา ทาไมเราจึงไม่คิดว่าแรงงานไทยเป็นจุดขาย ในยุคต้นๆ ที่คนมาเพราะ
ค่าจ้างถูก ทาไมเราจึงไม่รู้จักใช้ตัวนั้นมาสร้างชาติ แบ่งปันให้คนงานมากขึ้นเหมือนจีนเขาทา เพราะอะไร ในสังคม
ทุนนิยม ตลาดต้องพึ่งการบริโภค ณ วันนี้ GDP 50 เปอร์เซ็นต์พึ่งการบริโภค มาจากการค้าแค่ 10% มาจาก
รัฐบาล 14% มาจากธุรกิจ 24% ไม่ถึงครึ่งการของบริโภคด้วยซ้า และการบริโภคมาจากรายได้ของเรา เงินใน
กระเป๋ามาจากค่าจ้าง ส่วนรายได้ประชาชาติมาจากค่าจ้าง 41% มาจากเกษตรกร อาชีพอื่นๆ 37% มาจากธุรกิจ
17% รายได้ประชาชาติ ไม่ใช่ GDP รายได้ประชาชาติ หมายถึงเงินที่ควักมาใช้ได้ ตัวเลขพวกนี้เป็นความรู้ ใน
ความรู้เหล่านี้ ใช้ตัวเลขพวกนี้สร้างภูมิปัญญาขึ้นมา สร้างชาติได้ไหม สร้างคนให้พ้นความจนได้ไหม ถ้าเรามีภูมิ
ปัญญาเราสร้างได้

ปัญญาในการสร้างสมดุลระหว่างโลกทัศน์กับชีวทัศน์ของนักวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

  • 1.
    รายงานถอดความ จากเวที อุดมธรรมพลังปัญญา ภายใต้ โครงการสร้างนักปราชญ์จากนักวิชาการ ปัญญาในการสร้างสมดุลระหว่างโลกทัศน์กับชีวทัศน์ของนักวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีสถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
  • 2.
    ปัญญาในการสร้างสมดุลระหว่างโลกทัศน์กับชีวทัศน์ของนักวิชาการ ผู้นาเสนอ รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์เพ็ชรประเสริฐ คณบดีสถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต รายงานถอดความ จากเวที อุดมธรรม พลังปัญญา โครงการสร้างนักปราชญ์จากนักวิชาการ ผู้ถอดความ: ญาณิศา ยางงาม บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล ทีมบรรณาธิการ: ณัฐธิดา เย็นบารุง กฤตภัค พรหมมานุวัติ อานวยการผลิตโดย: สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ และมูลนิธิสถาบันสร้างสรรค์ปัญญาสาธารณะ สนับสนุนโดย: สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปีที่เผยแพร่: เมษายน 2565 www.klangpanya.in.th ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ 220/104 เลควิวคอนโด อาคารสุพีเรียร์ เมืองทองธานี ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120 โทร. 084-112-063
  • 3.
    1 ปัญญาในการสร้างสมดุลระหว่างโลกทัศน์กับชีวทัศน์ ของนักวิชาการ1 รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ผมมีวิธีคิด การดารงชีพและมีวิธีมองปัญหาที่อาจจะแตกต่างจากคนทั่วไปมาก จนเพื่อนฝูงวงวิชาการ เรียกว่า “พวกนอกคอก” ในทัศนะทางเศรษฐศาสตร์การเมือง คาว่า “นอกคอก” เป็นสิ่งที่ผมชอบ เพราะสิ่งที่อยู่ ในคอกคือสิ่งที่ถูกจากัด สัตว์ที่อยู่นอกคอกย่อมเป็นสัตว์ที่อิสระ เป็นสัตว์ที่ทาอะไรได้ตามธรรมชาติมากกว่าที่ถูก กักขัง เพราะฉะนั้น ใครจะเรียกผมว่านอกคอก ผมก็ยินดี การทางานการต่อสู้ทางวิชาการของผมถูกสะสมมาจาก สิ่งที่เรียกว่า Political Economy เศรษฐศาสตร์การเมือง และคาว่าเศรษฐศาสตร์การเมืองในชีวิตผมมันเริ่มมาจาก ปรัชญาพุทธ คนในสังคมไทยเวลาพูดถึงเศรษฐศาสตร์การเมือง คนมักจะคิดถึงมาร์กซิสม์หรือ Marxism ดังนั้น คา ว่าเศรษฐศาสตร์การเมือง องค์ความรู้เศรษฐศาสตร์การเมืองในสังคมไทยจึงถูกจากัด เห็นชัดเจนว่าในสังคมไทยเรา ไม่มีตาแหน่งทางวิชาการสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง เราไม่สามารถของ ศ. รศ. หรือ ผศ. ในสาขาเศรษฐศาสตร์ การเมือง แต่ว่าเราก็พยายามพิสูจน์ว่าองค์ความรู้แบบนี้เป็นองค์ความรู้สหวิทยาการ ผมก็ฝ่าฝันมาตลอดชีวิตจน เกิดสถาบันการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์การเมืองขึ้นมาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เศรษฐศาสตร์การเมืองปริญญา โท หลักสูตรนี้มีมา 20 กว่าปีแล้ว และก็เปิดที่มหาวิทยาลัยรังสิต ปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่ผมจะ พูดเรื่องคน ๆ หนึ่งที่เดินทางนี้ ไม่ได้บอกว่าผิดหรือถูก นักวิชาการทุกท่านก็ฟังแล้วก็คิดวิจารณ์ได้ตามความพอใจ ในการมองปัญหาของโลก องค์ความรู้เศรษฐศาสตร์การเมือง มี 8 สานักคิด ใน 8 สานักคิด ในนั้นมี 2 สานักคิดที่ในสังคมไทยมองตรงข้ามกัน ในไทยมักจะพูดถึง Marxism แต่อีกสานักคิดของเศรษฐศาสตร์การเมืองเรา เรียกว่า Human Family ครอบครัวมนุษย์ และก็ปรากฏว่าแนวคิดครอบครัวมนุษย์คือแนวคิดของศาสดา ต่าง ๆ ถ้าอ่านปรัชญาพุทธ ในทางพุทธเราจะพบความเป็นครอบครัว มนุษย์นิยม ถ้าเราอ่านไปทางด้านอิสลาม ในทางคริสต์ก็เช่นเดียวกัน ในทางคริสต์โดดเด่น เพราะมีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอ ที่ 13 ในระบุไว้ใน หนังสือ Rerum Novarum เกี่ยวกับครอบครัวมนุษย์ มนุษย์อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ไม่ควรเอา เปรียบกัน ไม่ควรกดขี่ข่มเหงกัน เพราะฉะนั้น Rerum Novarum ถึงขั้นประกาศที่จะวิพากษ์วิจารณ์ทุนที่เอารัด 1 ถอดความจากงาน “อุดมธรรม พลังปัญญา” ระดมความคิด ยกระดับการเรียนรู้ของนักวิชาการเพื่อพัฒนาชีวิตและปัญญา จัดโดยกระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ร่วมกับสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ และสานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุข ภาวะ (สสส.) ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565 ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารสวทช. กระทรวง อว.
  • 4.
    2 เอาเปรียบสังคม ประกาศให้มีองค์การแรงงานคริสเตียนแห่งโลกเพื่อต่อสู้กับทุนที่เอาเปรียบ คาพูดของลีโอที่13 ผมเคยเอาเป็นข้อสอบให้นักศึกษาถามว่าคาพูดนี้เป็นของใคร 90% ของนักศึกษาบอกว่าของคาร์ล มาร์กซ์ แต่นั้น คือสิ่งที่โอที่ 13 พูดไว้ ถ้าได้ศึกษาทั้ง 8 สานักคิดจะเห็นอะไรหลายอย่าง ผมพูดเสมอว่า Marxism เป็น เศรษฐศาสตร์การเมือง แต่เศรษฐศาสตร์การเมืองไม่จาเป็นต้องเป็น Marxism เพียงแต่เป็น 1 ใน 8 สานักคิด คน เข้าถึงเศรษฐศาสตร์การเมืองจะมีวิธีคิดอีกแบบ ซึ่งน่าคิดมากว่าทาไมความรู้ 8 สานักคิด จึงไม่มีใน สถาบันการศึกษา กระทรวง อว. เองก็ไม่เคยยอมรับเศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นศาสตร์หนึ่งขององค์ความรู้ กฎธรรมชาติ วิธีคิดในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง หนึ่ง เราเห็นว่าภาพรวมของโลกในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองเรามีอีก คาพูดหนึ่งว่า การมองอะไรก็ตามต้องมองให้เห็นคาว่า Structuralism คือ ความเป็นโครงสร้าง ความเป็นส่วนรวม ความเป็นทั้งหมด นี่คือพุทธแท้ ๆ ความเป็นจักรวาล เป็นธรรมชาติ ชีวิตเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติย่อมเกิดขึ้นดารง อยู่และเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติมีสิ่งที่ขัดแย้งกันและใกล้กันตลอดเวลา มีกลางวัน กลางคืน มืด สว่าง มีทุกข์ มีทางแก้ โลกเป็นธรรมชาติต้องเปลี่ยนแปลงแบบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ศาสนาพุทธอธิบายไว้นานแล้ว คาถาม ข้อแรกคือว่า โลกและจักรวาล คือ ธรรมชาติใช่หรือไม่? ถ้ามันใช่ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติใช่หรือไม่ สัตว์ พืช น้า เป็นธรรมชาติใช่หรือไม่ ถ้ามันใช่ สิ่งเหล่านี้มันจะตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ อย่าไปคิดว่ามันเป็นลัทธิ ไม่อย่างนั้นจะทะเลาะกัน มันจะเป็นลัทธิอะไรไม่สาคัญ สาคัญคือ มันใช่หรือไม่ กฎข้อที่ 1 ในภาพรวมของธรรมชาติ จักรวาล สรรพสิ่งเหล่านี้ที่เกิดในจักรวาลมีความสัมพันธ์กัน หมด ผมเคยทดสอบนักศึกษาว่าคุณเชื่อหรือไม่ว่า สรรพสิ่งสัมพันธ์กันหมด เช่น ฝุ่นละอองน้อย ๆ สัมพันธ์กับดวง อาทิตย์ได้ ผมทดสอบนักศึกษาว่า ช่วยอธิบายได้ไหมว่าเมื่อปลาตัวหนึ่ง โผล่หัวขึ้นมากินแมลงริมฝั่งสัมพันธ์กับดวง จันทร์บนท้องฟ้า ถ้าใครอธิบายคาถามนี้ได้นั่นแสดงว่าเราเข้าถึงกฎแห่งจักรวาลแล้ว และนี่เป็นต้นทางความคิดของ ผม สาหรับผม ผมมองอะไรสัมพันธ์กันไปหมด ผมเห็นคนแก่นอนรอความตายที่อีสานสัมพันธ์กับสงครามในซีเรีย ทาไมคุณยายกาลังจะตายสัมพันธ์กับสงคราม ผมคิดว่าถ้าเรามองเห็นความสัมพันธ์บนโลก เราจะสามารถมองหา เหตุ หาปัจจัย เราต้องแก้ที่เหตุ เพราะ เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา สรรพสิ่งทั้งหลายมาจากเหตุ โจทย์ข้อแรกที่ตั้งนักศึกษาเกือบไม่มีใครตอบได้ นักวิทยาศาสตร์ยังตอบไม่ได้ ผมก็ตอบว่า มันเป็นไปได้ใช่ ไหมในยามที่ดวงจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า น้ามันขึ้น พอน้าขึ้น มันก็เป็นไปได้ที่แมลงบางชนิดบนฝั่ง แมลงก็ลอยน้า ปลาโผล่หัวมากินได้ และคนแก่สัมพันธ์อะไรกับสงคราม สงครามในซีเรีย ซีเรียเป็นประเทศอาหรับ สงครามแบบ นั้นทาให้เกิดปัญหาการส่งออกบางชนิดของไทยไปแถบนั้น ความไม่สงบเกิดขึ้น มีปัญหา บริษัทก็ลดการผลิต ลดค่า ล่วงเวลา แรงงานไทยอยู่ได้ด้วยค่าล่วงเวลา เงินส่งให้พ่อแม่ก็ค่าล่วงเวลา อย่างคนงานแถวปราจีนบุรี สมุทรสาคร
  • 5.
    3 สมุทรปราการ เขาทางาน 10– 12 ชั่วโมง เพราะ 8 ชั่วโมงไม่พอกิน เงินที่ส่งให้พ่อแม่ก็คือค่าล่วงเวลา เมื่อค่า ล่วงเวลาไม่มีเขาก็ไม่มีเงินส่ง ทาให้คนแก่ที่รออยู่ทรุด มันสัมพันธ์กันแบบนี้ เพราะฉะนั้น เวลาเรามองหาเหตุ ผม คิดว่าลักษณะของพวกเรามีความรู้ แต่ความรู้ที่เราเรียนสอนเป็นช่วงตอนไม่สัมพันธ์กัน เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เรียน แต่เศรษฐศาสตร์ไม่สัมพันธ์กันกับรัฐศาสตร์ สังคมวิทยาไม่เกี่ยวกับธุรกิจ เราจึงมองไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพราะฉะนั้น กฎข้อที่ 1 ของสรรพสิ่งมันมีความสัมพันธ์กันอยู่ที่ว่าเรามองเห็นมันหรือเปล่า และจะทาให้มองเห็น ทาอย่างไร กฎข้อที่ 2 สรรพสิ่งที่ดารงอยู่ มีสิ่งตรงกันข้ามฝังอยู่ในทุกสรรพสิ่ง สิ่งตรงกันข้ามนั้น เอาง่าย ๆ ข้อแรก ในเมื่อสรรพสิ่งเกิดขึ้นดารงอยู่ และสลายไป เพราะฉะนั้น การดารงอยู่กับการสลายไปเป็นสิ่งตรงข้ามไม่ว่าอะไรเกิด ขึ้นมาคือการดารงอยู่และพัฒนาไปสิ้นสุด มันคือสิ่งตรงข้าม อะไรบ้างไม่อยู่ภายใต้กฎนี้ อะไรบ้างที่เป็นนิรันดร์ แม้แต่จักรวาลยังไม่นิรันดร์ วิทยาศาสตร์ยังบอกว่าจักรวาลยังไม่เป็นนิรันดร์ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กฎข้อที่ 3 ว่าสรรพสิ่งเมื่อมีสิ่งตรงข้ามดารงอยู่และสลายไป จะนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง ถ้าเราเห็นมัน เปลี่ยนแปลง ทาไมเราต้องเสียใจหรือไม่เสียใจ ทาไมเราจะต้องขัดขวางหรือไม่ขัดขวาง มันเป็นกฎธรรมชาติไม่ใช่ หรือ หลักพุทธบอกว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ กฎพวกนี้เข้าหลักพุทธหมด ฉะนั้น เมื่อมีเปลี่ยนแปลงนั้น มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนที่ละนิดหน่อยในเชิงปริมาณและในที่สุดมันก็สิ้นสุด แต่ความสิ้นสุดของธรรมชาติก็แปลก มัน สิ้นสุดจริงหรือเปล่าหรือสิ้นสุดของสภาวะหนึ่งเพื่อนาไปสู่สภาวะหนึ่ง ในความรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์ก็พบว่าสรรพ สิ่งต่าง ๆ มีความสิ้นสุดในภาวะหนึ่งและนาไปสู่อีกภาวะหนึ่งเสมอ เช่น น้ากลายเป็นไอ ความสิ้นสุดของความเป็น สสารนาไปสู่พลังงาน กฎแบบนี้คล้ายกับเข้ากฎของนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ชื่อ โจเซฟ ชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter) เขาอธิบายการเปลี่ยนแปลงการเศรษฐกิจของโลกว่า ระบบเศรษฐกิจของตะวันตกอยู่ภายใต้ภาวะ Creative Destruction การรื้อล้างสร้างใหม่ ทุกช่วงเศรษฐกิจจะมีช่วงตกต่าสิ้นสุด แล้วมีนวัตกรรมใหม่ เกิดเป็นระบบ เศรษฐกิจใหม่ เช่น ตอนนี้เราถูกดิจิตอล Disruption เกือบทุกอย่าง เรากาลังจะไม่เห็นเงินกระดาษอีกแล้ว เงินที่ เป็นกระดาษจะกลายเป็นตัวเลขหมด จนเกิด CBDC (Central Bank Digital Currency) แล้ว ก่อนนี้เป็นพวก เอกชนที่สนใจ Crypto Currency เงินจาก Block Chain ที่ออกเป็นตัวเลข แต่รัฐบาลพวกก้าวหน้าจะเห็นว่าเป็น การเปลี่ยนแปลงต้องยอมรับ ดังนั้น ธนาคารของแต่ละประเทศก็เลยออก CBDC (Central Bank Digital Currency) ซะเองนาโดยจีน ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลง มันคือสิ้นสุดในภาวะหนึ่งและนาไปสู่อีกภาวะหนึ่ง นาไปสู่ Creative Destruction การรื้อล้างสร้างใหม่ ธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้น ร่างกายมนุษย์เซลล์เก่าถูกทาลาย เพราะถูก เซลล์ใหม่ดันขึ้นมา ทาให้ร่างกายเติบโต Creative ก็คือการสร้างสรรค์เซลล์ใหม่ Destruction คือการทาลายเซลล์ เก่า อันนี้คือกฎธรรมชาติ โยงกลับไปว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติใช่ไหม การเปลี่ยนแปลงมนุษย์จึงเป็น เรื่องปกติ และมนุษย์มีสังคมใช่ไหม สังคมคือสภาพการดารงอยู่ของความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของมนุษย์ การดารง
  • 6.
    4 ความสัมพันธ์ของมนุษย์มันก็เปลี่ยนแปลงตามกฎธรรมชาติ จะหนีกฎ CreativeDestruction ได้ไหม ถ้าท่านเชื่อ กฎนี้ ทาไมเราต้องมานั่งคิดว่าคนนี้จะทาลายสิ่งนั้นนี้ ผมเชื่ออย่างนั้น ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ คนก็เป็นธรรมชาติ นักวิชาการก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของสังคม ความรู้ + ภูมิปัญญา = ปราชญ์ จากที่พูดมาทั้งหมด สิ่งแรกเลยผมถือว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ สังคม เราหล่อหลอมตัวเองมา ตามเส้นทางที่สังคมสร้างสรรค์ไว้ นักวิชาการคือคนที่มีความรู้ แต่ถามว่านักวิชาการเป็นปราชญ์ได้ไหม มีภูมิปัญญาไหม ผมไม่ทราบ จากประสบการณ์ของผมเอง ผมคิดว่าการที่มนุษย์ต้องพัฒนา การพัฒนาของมนุษย์ ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน หมายความว่าการเกิดการเปลี่ยนแปลงมันต้องมีจุดที่เปลี่ยนแปลงก่อน อุปมาเหมือนดอกไม้ ดอกบัวเริ่มจากตูมไปสู่ดอกบาน จุดเปลี่ยนแปลงมันอยู่ที่ตรงกลางคือเกสรไปสู่กลีบ การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงของสังคมก็เช่นเดียวกันต้องมีจุดเริ่มต้นตรงไหนสักอย่าง ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ ต้องเริ่มเปลี่ยนจากความคิดไปสู่การกระทาและไปสู่การเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับหลักพุทธ ในการแก้ทุกข์ มรรค 8 เริ่มจาก สัมมาสังกัปปะ สัมมาทิฏฐิ เริ่มความคิดปัญญา ความรู้อยู่ที่คนค้นคว้า มีเพียงความรู้เป็นปราชญ์ ได้หรือไม่ บางคนเป็นได้ บางคนก็เป็นไม่ได้ เพราะสาหรับผมความรู้ต้องคู่กับภูมิปัญญา ภูมิปัญญา คือ ทักษะ ความสามารถที่ใช้ความรู้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นและตนเอง เปรียบว่าถ้าเรามีกระบี่ที่ดีเยี่ยมมาก ๆ แต่คนจับกระบี่ ไม่มีเพลงกระบี่ ถามว่ามันจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะฉะนั้น ปราชญ์คือคนที่มีความรู้ คนที่มีกระบี่ดีมาก ๆ และก็มีเพลงกระบี่ด้วย ภูมิปัญญาคือทักษะในการใช้กระบี่ ถ้าเราสองอย่างนี้เราคือนักกระบี่ เราเป็นปราชญ์แล้ว ความรู้มาจากการอ่าน การฟัง การคิด การทาอย่างสม่าเสมอ ก็เห็นด้วยทั่วไปกับการหาความรู้ ซึ่งตรงกับ ภูมิปัญญา 3 ของศาสนาพุทธ สุตตมยะปัญญา องค์ความรู้ที่มาจากการอ่าน การฟัง จิตมยะปัญญา จากการคิด ไตร่ตรอง ภาวณามยะปัญญา ทาอย่างสม่าเสมอ ดังนั้น เมื่อเรามีความรู้ เราสะสมความรู้ มีประสบการณ์ เรามี ความรู้แล้วต้องทาให้ความรู้นี้เป็นภูมิปัญญาให้ได้ คือเราใช้ความรู้นั้นเป็นหรือไม่ ใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่ ถ้าเราใช้ อย่างเหมาะสมก็จะเกิดภูมิปัญญา สมมติเรากลับไปสู่เหตุการณ์คนแก่อีสานที่จะตายเพราะสงครามซีเรีย เราจะแก้ เหตุทั้งหมดอย่างไร ถ้าคนแก่ที่อีสานจะตายและคนแก่ที่ภูมิภาคอื่นจะตายด้วยไหม ผมว่าก็จะตายหมดในประเทศ กาลังพัฒนา การแก้คือ ทาอย่างไรให้โลกไม่มีสงคราม เป็นจุดคานงัดแก้ทีเดียวมีผลทั้งโลก พอสงครามสงบ ทามา หากินก็สะดวก การคิดแบบองค์รวม เวลาแก้ก็แก้แบบองค์รวม ไม่ใช่แก้แบบช่วงลัดตัดตอน แต่การสอนที่เรามีอยู่ โดยทั่วไปในสาขาวิชาต่าง ๆ จะฝึกในเราแก้เฉพาะจุด เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ถ้าท่านมองโลกนี้ทั้งหมดพวกเรา เหมือนจิ๊กซอว์ที่เขาตัดแต่งไว้ จิ๊กชอว์ต่อตัวเองไม่เป็นต้องมีคนหยิบต่อกัน ถ้าเคยเห็นเลโก้ คุณนามาตัดแต่งต่อเติม เป็นบ้าน รถที่เราคิดขึ้นมา
  • 7.
    5 ในโลกทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง คิดต่างจากเศรษฐศาสตร์ ที่สาคัญเพราะว่าเศรษฐศาสตร์ถูกสอนให้ เชื่อในInvisible Hand มือที่มองไม่เห็น ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด แต่เศรษฐศาสตร์การเมืองตอบอีกอย่าง หนึ่ง มันคือบรรดาต่าง ๆ มาจากปฏิสัมพันธ์เชิงอานาจของกลุ่มคนและชนชั้น ในการจัดสรรแบ่งปันและช่วงชิ่ง ผลประโยชน์ ปรากฏการณ์บางอย่างมีการปะทุอยู่เบื้องหลัง ภายใต้ทฤษฎีนี้เศรษฐศาสตร์การเมืองเชื่อว่ามันมี Big Hand ไม่ใช่ Invisible hand ที่มองเห็นได้ แต่เราไม่เคยมองเพราะเราไปเชื่อ Invisible Hand ทาให้เราไปอีกทาง หนึ่ง แต่ ณ วันนี้สงคราม-รัสเซีย ยูเครน มันมี Big Hand มีต้นตอยาว เชื่อมโยงกันไปหมด ลักษณะแบบนี้ก็ตรงกับ อิทัปปัจจยตา หลักของพุทธอีกแล้ว เศรษฐศาสตร์การเมืองมันสอดคล้องกับศาสนาพุทธ ความรู้ที่เรามีถ้าเรา นาไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อโลก มนุษย์ ตนเอง มันคือภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้านเขามีความรู้ เขามีภูมิปัญญา เขาสามารถเอาความรู้นั้นไปทาให้เกิดสังคมในหมู่บ้านเขาได้ ความรู้มาจากภาวนามยปัญญา เขาทาสม่าเสมอ ทาแล้วคิดแล้วทา จนเกิดภูมิปัญญา แต่อีกด้านเรามีความรู้ เยอะแยะแต่ใช้ไม่เป็นภูมิปัญญาไม่เกิด ก็ตรงกับคาว่า ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ในยุคทุนนิยมบรรดาดอกเตอร์ ทางเศรษฐศาสตร์ไปทาธุรกิจสู้คนจบป.4 ไม่ได้ โรงงานทอผ้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจ้าของชื่อ สุกรี โพธิรัตนังกูร เขียนชื่อได้ แต่อ่านหนังสือไม่ออก ลูกน้องมีแต่ดอกเตอร์ แต่เขามีภูมิปัญญา ประสบการณ์เขา นามาใช้ได้ถูกต้อง ปราชญ์ไม่จาเป็นต้องจบดอกเตอร์ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเป็นนักวิชาการ ทุกคนมีความรู้ แล้วก็มี โอกาสทางวิชาการทุกคน แต่ต้องมีภูมิปัญญา ผมเพิ่งอ่านการประชุมของ Bilderberg เขาบอกว่าสงครามเป็นความจาเป็นของประเทศยิ่งใหญ่ จึงต้อง ก่อสงครามไปเรื่อย ๆ พูดไว้เมื่อ ค.ศ. 1981 เพราะฉะนั้น เราจะเห็นอาณาจักรใหญ่ ๆ โตมาจากสงครามทั้งนั้น ของเราก็เหมือนกัน กษัตริย์ก็ต้องเป็นผู้ชนะสงคราม ความรู้ของเรามองไม่เห็นประวัติศาสตร์ ไม่เห็นอนาคต เรา เห็นเฉพาะวันนี้ และเขาทาให้เรามองเฉพาะวันนี้ เขาทาได้ เพราะเขามีภูมิปัญญา ปราชญ์มีหลายสาย สายดา สาย ขาว ปราชญ์สายขาว จะเป็นผู้มีความรู้ ภูมิปัญญา เสียสละ เช่น ศาสดาทั้งหลาย ปราชญ์สายดา สายจักรพรรดิ คน เป็นจักรพรรดิต้องฆ่าคนได้ แต่ฆ่าคนได้ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ การมองโลกแบบนี้แล้วเราจะเลือกทางไหน ถ้าเราอยาก พัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นปราชญ์ เราจะเป็นสายไหน แต่เราจะต้องสะสมความรู้เพื่อนาไปสู่ภูมิปัญญา การรู้ ไม่ใช่ความรู้ คนที่มีความรู้และนาไปสู่ภูมิปัญญา ผมสรุปว่าองค์ความรู้นั้นต้องมีการรู้ (Knowing) ไม่ใช่แค่ความรู้ (Knowledge) การรู้ 7 อย่าง รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้คน รู้กาล รู้ประมาณ รู้โลก รู้สังคม นี่คือ สัปปุริยธรรม 7 สาหรับ รู้เหตุ รู้ผล และรู้ประมาณ นี่คือที่มาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพ่อหลวง ร.9 เศรษฐศาสตร์การเมือง กับความคิด แบบรัชกาลที่ 9 กับศาสนาพุทธไปด้วยกัน เราจะเห็นสรรพสิ่งมันสัมพันธ์กันหมด เพราะถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ
  • 8.
    6 พัฒนาความรู้จากธรรมชาติมันเข้าใกล้กันหมด เรารู้ว่าอะไรคือเหตุ เกิดผลอะไรแก้ที่เหตุผลจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้คน รู้กาล รู้ประมาณ รู้โลก รู้สังคม เราเรียกการมองโลกหรือโลกทัศน์ เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีภูมิปัญญา การรู้ 7 ข้อนี่ เราก็สามารถนาความรู้ไปใช้อย่างเหมาะสม เช่น ทางานกับเกษตรกร ผมไม่ สามารถเอาความรู้แบบนักศึกษาไปให้เขาได้ ความรู้ตัวเดียวกันแต่ให้อีกแบบหนึ่ง เขาเรียกว่าการรู้ การมองโลก ส่วนรู้โลก รู้สังคมมีความสาคัญอย่างไร ในทัศนะของผมที่ฝ่าฝันมาตลอด ผมคิดว่าโลกมันคือธรรมชาติ เรา คือธรรมชาติของโลก โลกจะดารงอยู่ได้ให้นานแสนนาน แม้วันหนึ่งก็สิ้นสุดลงก็ตาม แต่เราต้องการอยู่นานที่สุด ต้องมี 3 ดุลยภาพ คือ ดุลยภาพระหว่างคนกับธรรมชาติ ดุลยภาพระหว่างคนกับสังคม ดุลยภาพระหว่างกายกับจิต ดุลยภาพที่ 1 ระหว่างคนกับธรรมชาติ ถ้าเราสารวจตัวเอง มนุษย์ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ได้เพราะมีธรรมชาติ เป็นปัจจัย มนุษย์เติบโตได้เพราะมีปัจจัยสี่มาจากธรรมชาติเป็นหลักใช่หรือไม่ ยุคนี้เป็นยุคของโรงงาน แต่ถามว่า ผลผลิตออกมาให้เราบาบัดความต้องการของเรามาจากไหน ถ้าไม่มีธรรมชาติเป็นปัจจัยมันมาได้ไหม การ แปรเปลี่ยนธรรมชาติมาเป็นปัจจัยมนุษย์ คือกระบวนการ Creative Destruction คือการสร้างใหม่ แต่ทาลายสิ่ง เก่า ท่านสร้างบ้านต้องทาลายต้นไม้ คอนกรีตต้องทาลายภูเขา ท่านกินเนื้อต้องฆ่าสัตว์ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น คน กับธรรมชาติอยู่ภายใต้กระบวนการรื้อล้างสร้างใหม่ โลกนี้ทุกอย่างมันจากัด ไม่มีอะไรล้นเหลือ มันมีวันสิ้นสุด เมื่อ ธรรมชาติสิ้นสุดมนุษย์จะอยู่ได้หรือไม่ มนุษย์ต้องดารงธรรมชาติไว้ให้นานที่สุดเช่นกัน ดังนั้น ทุกๆ การสร้างใหม่ม คือทุกๆ การทาลาย ในการกลับกันทุกการทาลายมันควรมีการสร้างใหม่ ถ้ามีแต่การทาลายไม่มีการสร้างใหม่ ธรรมชาติก็หมด การทาลายมากกว่าการสร้างสรรค์เราก็เริ่มเห็น เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่มากมายแต่ลืมคิดว่ามันคือ การทาลาย แล้วธรรมชาติก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาทาลายเรา เกิดภาวะโลกร้อน น้าแข็งละลาย เกิดโรคอุบัติใหม่ เกิด สารพัดที่ทาลายเราคู่กันไป ถ้ามนุษย์ยังต้องการรักษาเผ่าพันธุ์ไว้ ทุกอย่างที่มนุษย์ทาลายลงเพื่อการยังชีพของเรา นั้น มนุษย์ควรจะสร้างรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน ทาลายป่าต้องสร้างป่ารุ่นใหม่ ทาลายชีวิตต้องสร้างชีวิตรุ่นใหม่ ต้อง รักษาดุลยภาพของคาว่า Creative Destruction นี่คือดุลยภาพข้อที่ 1 อย่าทาลายจนไม่มีการสร้างสรรค์ ทุกครั้งที่ เราสร้างสรรค์ขึ้นมามันคือการทาลาย ดุลยภาพที่ 2 คนกับสังคม มนุษย์คือผลผลิตของสังคมท่านเชื่อหรือไม่ สาหรับผมเชื่อสนิทใจ เพราะหน่วย สังคมที่เล็กที่สุดคือครอบครัว เราต้องมีครอบครัว สังคมจึงจะมีเรา ชีวิตเกิดขึ้นจากสังคมพ่อแม่ พ่อกับแม่เกิดจากปู่ ย่า เราคือผลผลิตของสังคม ดังนั้น ถ้าเราต้องการดารงอยู่เราต้องคิดเสมอว่าสังคมก็ต้องดารงอยู่ เราจะก้าวหน้าได้ เมื่อสังคมก้าวหน้า เติบโต ย่อมสร้างผลผลิตคนอย่างเราที่ก้าวหน้าเติบโต เพราะเราคือลูกของพ่อแม่ ถ้าเราคิดอย่าง นี้ชีวิตเรา เราไม่สามารถดารงอยู่ได้โดยไม่มีสังคม ปราชญ์เศรษฐศาสตร์การเมืองคนแรกของโลก คือ อดัม สมิธ
  • 9.
    7 บอกว่าคนเราจะรวยจะจนขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้แรงงานตนเองและแรงงานผู้อื่น ลาพังเพียงการใช้ แรงงานตัวเองมันสนองความต้องการได้อย่างจากัด แต่ความต้องการของเราบรรลุได้โดยการใช้แรงงานผู้อื่นเสมอ อะไรบ้างที่เกิดขึ้นจากแรงงานตัวเองนอกจากหาเงินมาเฉยๆ และไปแลกเสื้อผ้า เสื้อผ้ามาจากไหนก็มาจากโรงงาน ถ้าไม่มีโรงงานเราผลิตเสื้อผ้าเองได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเมื่อเราเป็นผลผลิตของสังคม เราอยากก้าวหน้า สบาย แต่ไม่มีทางที่คุณจะไม่ได้มาจากสังคม เราอยากก้าวหน้าในอาชีพการงาน เราก็ต้องมีหัวหน้า องค์กร คนอื่น ถ้าไม่มีอะไรทั้งสิ้นเราก้าวหน้าได้ไหม เราเป็นสัตว์สังคมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่อาศัยคนอื่น เราจะเป็นปลัดกระทรวง โดยไม่อาศัยลูกน้องได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น อันนี้ที่ผมคิดว่าถ้าเราคิดอย่างนี้เราจาเป็นที่ต้องสร้างดุลยภาพ สิ่งที่เรา ได้มาได้มาจากสังคม เพราะฉะนั้นเราอยากได้อะไร เราก็ต้องคิดทาอย่างไรให้สังคมมี คิดถึงตัวเองและคิดถึงสังคม ไปพร้อมกัน ดุลยภาพที่ 3 คือกายกับจิต สาคัญมากๆ พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า นัตถิ ตัณหา สมา นที ไม่มีแม่น้าสายใด กว้างใหญ่เท่าความโลภของมนุษย์ ปรากฏการณ์ส่วนใหญ่เกิดจากความโลภของมนุษย์ ส่วนใหญ่มาจากความ ต้องการทางจิต ไม่ใช่ความต้องการทางกาย ความต้องการทางกายมันแค่ปัจจัยสี่ แต่เกินจากนั้นมันคือความ ต้องการทางจิต ในเมื่อโลกมันจากัดแต่ความต้องการไม่จากัดมันอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ดุลยภาพตรงนี้ความ ต้องการของเราไม่ควรเกินข้อจากัดของโลกใช้หรือไม่ ถ้ามันเกินมันอยู่ไม่ได้ การมองตน สุดท้ายการมองตน คือว่ามันมี 2 ดุลยภาพ คือ กายกับจิต ตัวเรากับสังคม ก็คล้ายๆ กัน ผมถามตัวเอง เสมอ กินแค่นี้อิ่มแล้วไหม เราอยากจะขับรถเบนซ์ ต้องประมาณตน การรู้ความต้องการของจิตกับการรู้ความ จาเป็น การรู้แบบนี้มันสร้างดุลยภาพกายกับจิต เราทาอะไรไม่เกินข้อจากัดธรรมชาติ ทาให้ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ สังคม เพราะเรามาจากสังคม ผมมีโอกาสที่จะคอรัปชั่นวันละล้านก็ได้ แต่เราทาไม่ได้ เพราะผลที่ตามมาสังคม เกษตรกรรมเสียหาย ชาวนา ชาวไร่เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น ดุลยภาพระหว่างกายจิต จึงเป็นปัจจัยหลักในทาง พุทธ ถ้าเรามีดุลยภาพตรงนี้ เราจะไม่เบียดเบียนธรรมขาติ เราจะไม่เบียดเบียนผู้อื่น สังคม อันนี้คือการมองตน
  • 10.
    8 ภาพที่ 1 หลักคิดภูมิปัญญา ที่มา:ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ (2565) คาถาม – คาตอบ คาถามที่ 1 ผมได้ฟัง ดร.ณรงค์ ก็เลยคิดถึงทฤษฎีหลักการบริหารของ Maslow ที่ว่ามีขั้นความต้องการอยู่ 5 ขั้น ความต้องการในเรื่องปัจจัยสี่จนถึงความสมหวังในชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่ Maslow สอนอาจารย์ และอาจารย์ก็ไปสอน นักศึกษา สอนไม่ลึกครับ แต่วันนี้ผมได้รับสติจากท่านอาจารย์ ก็คงต้องกลับไปสอนใหม่ ในเรื่องของมนุษย์มีความ ต้องการไม่สิ้นสุด และความต้องการเบียดเบียนคนอื่นและสังคมหรือไม่ ทาให้ตะหนักเลยว่าการที่คนเรามีความ ต้องการไม่สิ้นสุด ที่ Maslow ได้เคยสอนมา วันนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเราจะทาอย่างไรในการละเลิกความต้องการที่ไม่ สิ้นสุด เช่น เวลาจะซื้อรถ รถญี่ปุ่นก็ได้ ทาไมต้องซื้อรถที่มีราคาสูงกว่า เงินที่เหลือเราสามารถแจกจ่ายให้สังคมได้ ไหม ในวิถีหรือเทคนิคของแต่ละคน ไปทาบุญตามวัด ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นวิธีหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ทาไมเราไม่คิดถึง การช่วยเหลือคนที่ลาบากมากกว่าเรา เช่น เด็กยากไร้ไม่มีการศึกษา คนป่วยตามโรงพยาบาล ต้องขอบคุณท่าน อาจารย์ทาให้ผมได้ความคิดที่เป็นประโยชน์สาหรับผม คาถามที่ 2 อยากจะเรียนถามท่านที่ท่านบอกว่าการพัฒนากายกับจิต หรือเรากับสังคมในบริบทนี้ ผมว่าน่าจะเป็น ทั้งหมดในการพัฒนามนุษย์ ทาอย่างไรเราถึงกระตุ้นหรือสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะให้คนนั้นหันมาพัฒนากายกับจิตและ เรากับสังคม ถ้าเราสามารถค้นคิดหรือสร้างนวัตกรรมตัวนี้มา ที่จริงมีอยู่แล้วในพระไตรปิฎกที่ท่านได้ยกมา ต้อง
  • 11.
    9 ขอขอบคุณท่านอาจารย์ ที่ได้กระตุ้นส่วนนี้แต่ว่าตอนนี้อุดมธรรมที่จะนาจิตสานึกของสังคมไทยเรา ในแง่คิดของ อาจารย์ในการพัฒนากายกับจิตหรือว่าเรากับสังคม อาจารย์มีนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากปรัชญาที่อาจารย์ได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ อย่างน้อยอาจจะเป็นประโยชน์เบื้องต้นสาหรับผู้ที่ยังไม่เข้าถึงประเด็นนี้ ผมว่าโอกาสนี้ถือว่า เป็นการพัฒนากายกับจิต เรากับสังคม ถ้ากระทรวง อว. สามารถกระตุ้นตรงนี้ให้กับสังคมไทยและกระจายไปสู่ สังคมโลก ความขัดแย้งที่ซีเรียหรือประเทศอื่นๆ ความขัดสนในภาคอีสาน และบางประเทศที่ขัดสนกว่า มันก็ อาจจะลดทอนถอยลงไปได้ ฝากให้อาจารย์ให้ความคิดเห็น คาตอบ ผมยังไม่มีทฤษฎี แต่จะเล่าว่า มันเป็นการฝึกจิต เทคนิคการฝึกจิต ผมนึกถึง ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ หมายความว่า ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกตนได้แล้ว เป็นผู้ประเสริฐสุด ถ้าเรามีความต้องการทางจิตมาก ผมก็พยายามดูคน ที่เขาลาบากกว่าเรา สัมผัสเขา คือเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาเหมือนที่รัชกาลที่ 9 ไปพูด ไปอยู่กิน คลุกคลี ดูชีวิต ทา ไปสักเดือน ก็ทาให้เห็นว่าเขาเป็นมากกว่าเราหลายเท่าทาไมเขาอยู่ได้ ทาให้เราหยุดคิดจริงๆ ถ้าเรามีความสามารถ ทาก็ควรทา ทาแล้วควรแบ่งปัน ในหลักเศรษฐศาสตร์การเมือง ปฏิสัมพันธ์เชิงอานาจของกลุ่มคนละชนชั้น และ การจัดสรรแบ่งปันช่วงชิง ผมว่าโลกทุนนิยมมันลืมเรื่องการจัดสรรแบ่งปันไป มีแต่สอนแข่งขันและช่วงชิง ตลอดเวลา ไม่ได้คิดถึงการจัดสรรแบ่งปัน เพราะฉะนั้น การที่เราได้เห็นความทุกข์ยากของคน ถ้าเราไปซึมซับเขา เราไปเข้าใจ เราจะรู้ว่าเราสามารถทาอะไรได้อีกมาก ที่จะก้าวไปเพื่อเขาบ้าง อย่าอยู่แต่ในห้องเรียน ลองไปดูว่าคน เขาอยู่กันเท่าไร ผมมีเพื่อนตั้งแต่กรรมกรแบกหามไปยันรัฐมนตรี ไปยันนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น การที่เราเข้าใจ คนทุกชั้นทาให้จิตใจเราเป็นกลาง ไม่โลภเกินไป ไม่ดูถูกความสามารถตัวเอง ไม่ดูถูกคนอื่น ทาให้เกิดดุลยภาพในจิต ของเรา ทาให้เกิด Mind Training การฝึกเข้าถึงคนอื่นทุกประเภท แต่นักวิชาการของเรา พอเราเข้าถึงคนที่สูงกว่า เรา เราอยากจะไปกับเขา เพราะเรามีโอกาส คาถามที่ 3 ผมได้ข้อคิดที่ดีมาก อยากจะเรียนถาม คือว่า ข้อคิดจากการบรรยาย Equilibrium ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ มักจะมาจากสภาวะธรรมชาติที่มีการปรับตัวเข้าสู่สมดุล เช่น เรื่องของการเกิดภาวะ Creative Destruction เมื่อ สิ่งหนึ่งล่มสลายก็จะปรากฏสิ่งที่ทดแทนเสมอ ที่นี้ผมจะถามว่าในบทบาทในศาสตร์ด้าน Policy มันจะอยู่ตรงไหน เพราะดูเหมือนว่าธรรมชาติมันปรับตัวเองแบบ Creative Destruction แล้วที่เรามาเล่นบทบาท Policy มันเป็น การแทรกแซงหรือไม่ แล้วถ้าไม่ใช่แล้วการใช้ Policy ขนาดไหนจะเกิดความสมดุลไม่ไปทาให้กระบวนการ Creative Destruction มันเกิดการบิดเบี้ยวไป คาถามที่ 4 ที่น่าสนใจคือ ดุลยภาพ สังคม กาย จิต เชื่อมโยงกับเชิงพุทธว่าทั้งสามตัวมันจะไปครองตน ครองคนใน โลกที่ขัดแย้งอย่างไร
  • 12.
    10 คาถามที่ 5 เริ่มต้นที่ผมชอบคาว่านอกคอกผมก็นอกคอกเหมือนกัน เวลาเราไปทางานที่มีความสัมพันธ์ของสรรพ สิ่งที่เวลาทางาน พอหลังจากไปทางานแล้วมักจะเจอประเด็นย่อย โจทย์ที่ 1 คาตอบที่ 2 3 ท่านมีหลักในการตั้ง หลักในการแก้ปัญหาอย่างไรที่ไม่เคว้งคว้าง เพราะจุดสุดท้ายเราไม่รู้เลยว่าความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น อะไรที่เรา เข้าไปแก้ปัญหามันจริงๆ และท่านบอกว่าเวลาเกิดอะไรขึ้นมันจะมีสิ่งที่ตรงข้ามดับไปเกิดขึ้นใหม่ เลยคิดว่าเมื่อ 20 กว่าปีก่อนที่ท่านได้เปิดหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง ได้หลักสูตรใหม่แต่ท่านสูญเสียอะไร คาถามที่ 6 ผมเกิดที่บ้านนอกผมก็จะถามแบบปัญหาของคนบ้านนอกที่อยากจะแก้ปัญหานี้มานาน อยากทราบ วิธีการคิดของอาจารย์ มีคนขาดโอกาส ชีวิตสุดจะยากจน ใช้เวลาในการดารงชีวิตแบบนี้หลายสิบปี ก็ยังไม่มีโอกาส ที่จะลืมตาอ้าปากได้ อาจารย์มองว่าปัญหานี้ในกระบวนการของสังคมให้เกิดประเด็นปัญหานี้ได้ คาตอบ ผมจะตอบจากดุลยภาพก่อน จากนั้นจะตอบปัญหาเฉพาะหน้า และตอบเรื่อง Policy มาถึงการแก้ปัญหา คาตอบของผม สิ่งแรกท่านต้องนา 7 รู้มาสู่ภูมิปัญญา การที่เรารู้ว่าเราเป็นใคร รู้ตนเอง ฐานะเราเป็นยังไง ความสามารถเราเป็นอย่างไร คนอื่น สังคมเป็นอย่างไรมาเทียบกับเรา เราเป็นส่วนไหนของสังคม เราทาอะไรได้ บ้างมากน้อยแค่ไหน อันนี้การประมาณตน เราต้องนา 7 รู้ มาประมวลและดูตัวเราว่าไปถึงไหนได้ เราใช้ภูมิปัญญา จาก 7 รู้ สร้างดุลยภาพเพราะไม่มีอะไรในสายตาสังคมที่จะคิดเหมือนเรา แต่โดยภูมิปัญญาที่เรามีอยู่ เราตอบว่า เราควรจะทาอะไร อันนี้เป็นหลักพุทธว่าการบรรลุเป็นเรื่องเฉพาะตน มันช่วยเราไม่ได้ ประสบการณ์ผมก็จะบอกว่า ในเรื่องนี้ดุลยภาพผมอยู่ตรงไหน มีแต่ผมเท่านั้นที่บอกได้ ก็ผมใช้ 7 รู้ สร้างภูมิปัญญาตนเอง ซึ่งก็เป็น Step ไป ใน หลักพุทธเราต้องฝึกฝนตนเองเสมอในการตัดสินอย่างนี้ ต้องฝึกฝน ถ้าเรามี 7 รู้ และพยายามใช้ 7 รู้ วัดไปเรื่อย ๆ ว่า อยู่ตรงไหน สิ่งที่เหมาะสมกับเราแล้วคนอื่นอาจจะมองอีกแบบ แต่ถ้าเราเชื่อมั่นในตนเองก็ทาไป ผมเลยนอก คอก มาถึงอันที่สองที่ท่านพูด เรามีปัญหาเฉพาะหน้าเรื่อย ๆ เมื่อเรามี 7 รู้ เราก็ใส่การจัดลาดับเข้าไป จัดลาดับ ความสาคัญให้ถูกต้อง ปัญหานี้อะไรหนักเบา ทาอะไรได้ก่อน ปัญหาย่อยถ้าเรามัวหมกมุ่นกับมันมากไปหมดเวลา ไปแล้วปัญหาใหญ่ไม่ได้แก้ เหมือนรัฐบาลไม่ได้แก้โครงสร้าง 10 หรือ 20 ปี ไม่เคยพูดถึงปัญหาใหญ่ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 ก็แล้ว มันก็เหมือนเดิม เพราะทุกคนแก้ปัญหาย่อยไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครแก้ปัญหาใหญ่ เพราะฉะนั้น ต้องจัดลาดับชั้น ปัญหานี้เราจะให้ใครแก้ มีคนทางานแทนเราไหม แต่ว่าปัญหาย่อยนี้ ปัญหาใหญ่อยู่ตรงไหน อะไร คือจุดคานงัด ปัญหาย่อยสารพัด ถ้าเราจัดลาดับได้ เราจะพบมี 1 ประการที่เป็นหลัก ถ้าแก้ 1 ประการนี้อีก 6 ประการคลี่คลายเอง ถ้าแก้จุดนี้ก่อนตัวอื่นมันจะคลี่คลายไปเองที่สุด อย่างเรื่องความเหลื่อมล้า เรื่องสิทธิ โอกาส อานาจ ศักดิ์ศรี รายได้ ต้องแก้ที่ความสัมพันธ์เชิงอานาจ ปัญหารายได้ก็จะคลี่คลายโอกาสก็จะมีมากขึ้น ให้ จัดลาดับแล้วดูว่าอะไรคือตัวหลักและตัวอื่นก็คลี่คลายไปเอง ผมก็ถูกฝึกฝนมาอย่างนั้น และเลือกว่าจุดไหนเป็นจุด คานงัด
  • 13.
    11 เรื่องจุดคานงัดมันโยงถึง Policy ถามว่านโยบายแห่งรัฐมีไว้เพื่ออะไร คืออะไร แนวทางแก้ปัญหาจาก นโยบายไปสู่แผน แนวทางกว้างๆ คุณมีแนวทางนี้เพื่ออะไร เพื่อประชาชนหรือเปล่า ถ้าเพื่อประชาชน แล้วใครคือ ประชาชน เช่น เราต้องแก้ปัญหาฐานราก รากไหน อยู่ตรงไหน เราสร้างนโยบายขึ้นมาแต่แนวคิดนโยบายตอบไม่ได้ อะไรคือฐานราก นโยบายแห่งรัฐ คือ แก้ปัญหาและพัฒนาเพื่อคนส่วนใหญ่ เราไม่สามรถทาให้ทุกคนพอใจ แต่ต้อง เป็นส่วนใหญ่พอใจได้ประโยชน์ คนส่วนน้อยจะเสียประโยชน์ไปบ้าง ถ้ามันเป็นการเสียโดยไม่ควรก็ชดเชย วันนี้ก็ยังมีข้อถกเถียงตกลงคนส่วนใหญ่ในสังคมคือใคร ฐานรากคือใคร เราเป็นสังคมการค้าอุตสาหกรรม ทุนนิยม คนส่วนใหญ่คือมนุษย์ค่าจ้าง คนทางาน 39 ล้านคน เป็นมนุษย์ค่าจ้าง 18 ล้านคน เกษตรกร 11 ล้านคน เป็นอาชีพอิสระ 8 – 9 ล้านคน คนส่วนใหญ่เป็นใคร ถ้าดูจากตัวเลขนี้ คนส่วนใหญ่ก็คือมนุษย์ค่าจ้างและถามว่า คุณมี Policy อะไรบ้าง ที่ทาเพื่อมนุษย์ค่าจ้าง นี่คือโจทย์คาถาม ตรงนี้เราจะตอบได้เมื่อมีภูมิปัญญาที่เข้าถึงมัน มี ความรู้ และแปลความรู้นั้นมาสู่ภูมิปัญญา จะสร้างประโยชน์ได้อย่างไร เรียกว่า 7 รู้ รัฐบาลมีหรือไม่ กลับไปสู่ ปัญหานโยบายไปถึงปัญหาความยากจน ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน คนทางานวัน 12 ชั่วโมง ขี้เกียจหรือไม่ ถ้า จนเพราะอะไร ก็กลับไปสู่ปฏิสัมพันธ์เชิงอานาจของกลุ่มสังคมและชนชั้นในการจัดสรรแบ่งปันและช่วงชิง ผลประโยชน์ คนที่ขยันแต่ยากจน เพราะเขาไม่ได้รับการจัดสรรแบ่งปันที่ดี เพราะเขาถูกช่วงชิงผลประโยชน์มากไป ใช่หรือไม่ เรามองไม่เห็นว่าช่วงชิงอย่างไร เช่น จีนมองออกเลย เมื่อเขาเปิดประเทศ จุดแข็งเขาคือคน เขามีกาลังแรงงานสารพัด ในเรื่องกาลังแรงงาน นักคิดคนแรกที่พูดคือ อดัม สมิธ บอกว่าในการสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็คือการใช้แรงงานไปแปลงวัตถุดิบขึ้นมา ทาให้ วัตถุดิบมีค่าสูงขึ้น มูลค่าที่สูงขั้นนั้น ถูกแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นค่าจ้าง ส่วนที่สองเป็นผู้ลงทุน อดัม สมิธ ไม่ได้บอกว่าส่วนที่เป็นค่าจ้างเป็นเท่าไร ส่วนที่เป็นของลงทุนเป็นเท่าไร แต่ คาร์ล มาร์ก นามาวิเคราะห์ภายหลัง ว่าส่วนที่เป็นของนายจ้างเอาไปมากเสมอ ส่วนที่ให้ลูกจ้างนั้นน้อยเสมอ จริงเท็จไม่รู้ แต่จีนเขารู้ว่าการที่เขามีคน มาก เขาสามารถเอาคนมาทางานในอุตสาหกรรมและการลงทุนของเขา แม้ว่าจะเป็นของนายจ้างมาก แต่มีกฎว่า นายจ้างจะต้องเอาเงินที่ได้จากลูกจ้างเขามาใช้ในประเทศจีนให้มากที่สุด เช่น กาไร 100 บาท ต้องใช้ภายในเกิน ครึ่ง แต่ประเทศไทยไม่ใช่แบบนั้น ญี่ปุ่น อเมริกา มาลงทุน ได้เงินมา 100 บาท ส่งออก 100 บาท แทบไม่เหลือกิน ใช้ในประเทศ เราพัฒนาก่อนจีนก็จริง ความมั่งคั่งเราน้อยกว่าจีน จีนเขารู้ความมั่นคั่งมาจากแรงงานของเขา เขา ทาได้ ดังนั้น จีนเปิดประเทศใช้ตลาดเมื่อ ค.ศ. 1980 ตอนเปิดใหม่ๆ นายทุนไทยแห่ไปลงทุนเมื่อจีนเพราะค่าจ้าง ถูก ณ วันนี้ ค่าจ้างในจีนสูงกว่าเราเท่าตัว โดยเฉลี่ย 30% ค่าจ้างจีน จีนมาลงทุนเมืองไทย ไทยไม่กล้าลงทุนเมือง จีนแล้วค่าจ้างแพงกว่า เพราะเขารู้ว่าความมั่งคั่งว่าจากตรงไหน อดัม สมิธ เขียนหนังสือจากคาถามว่าความมั่งคั่งมาจากไหน เขียนตาราที่ว่า An Inquiry Into the Nature and Causes of the Wealth of Nations เหตุของความมั่งคั่ง เหตุและต้นตอความมั่งคั่งมากจาก 2 อย่าง 1 คือ มาจาการใช้แรงงาน จีนเขาก็รู้ เขาก็เอาแรงงานมาสร้างชาติ ส่วนไทยเอาแรงงานไปสร้างชาติอื่น
  • 14.
    12 สุดท้ายจีนก็ทาได้ แต่ของไทยยังไม่ได้ทา ทาไมเราจึงไม่คิดว่าแรงงานไทยเป็นจุดขายในยุคต้นๆ ที่คนมาเพราะ ค่าจ้างถูก ทาไมเราจึงไม่รู้จักใช้ตัวนั้นมาสร้างชาติ แบ่งปันให้คนงานมากขึ้นเหมือนจีนเขาทา เพราะอะไร ในสังคม ทุนนิยม ตลาดต้องพึ่งการบริโภค ณ วันนี้ GDP 50 เปอร์เซ็นต์พึ่งการบริโภค มาจากการค้าแค่ 10% มาจาก รัฐบาล 14% มาจากธุรกิจ 24% ไม่ถึงครึ่งการของบริโภคด้วยซ้า และการบริโภคมาจากรายได้ของเรา เงินใน กระเป๋ามาจากค่าจ้าง ส่วนรายได้ประชาชาติมาจากค่าจ้าง 41% มาจากเกษตรกร อาชีพอื่นๆ 37% มาจากธุรกิจ 17% รายได้ประชาชาติ ไม่ใช่ GDP รายได้ประชาชาติ หมายถึงเงินที่ควักมาใช้ได้ ตัวเลขพวกนี้เป็นความรู้ ใน ความรู้เหล่านี้ ใช้ตัวเลขพวกนี้สร้างภูมิปัญญาขึ้นมา สร้างชาติได้ไหม สร้างคนให้พ้นความจนได้ไหม ถ้าเรามีภูมิ ปัญญาเราสร้างได้