ความร่วมมือด้านทรัพยากรน้า:
โอกาสและความท้าทายใน
ภูมิภาคอินโดจีน
สถานการณ์
1) ผลจากโครงการพัฒนาตอนบนและตอนกลางของแม่น้า หรือโครงการระเบิดเกาะแก่งที่เคยมีความพยายาม ได้ส่งผลกระทบชัดเจนต่อระบบ
นิเวศ วิถีชีวิต
2) การรับรู้ความเข้าใจในแนวทางการพัฒนาของจีนเรื่องของการทาลายและตักตวงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3) ผลที่ประจักษ์ว่าเกิดความไม่เข้าใจและไว้วางใจกัน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการแม่น้าโขงการกักน้าเพื่อผลิตไฟฟ้าช่วงหน้าฝน และระบายน้า
ในช่วงหน้าแล้งคือ ทาให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไปมากมาย
4) หากต้องการจะสร้างความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน คือ ต้อง “เปิด” (open-up) เรื่องการบริหารจัดการเขื่อนที่สอดคล้องกับระบบนิเวศและ
วิถีชีวิตของประชาชน ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ รวมทั้งกากับดูแลระบบนิเวศร่วมกันอย่างจริงจัง
5) แนวทางการลดความขัดแย้งระหว่างรัฐของจีนกับประชาชานน้าโขงนั้น เป็นโจทย์ที่ต้องการเครือข่ายและระดมความรู้อย่างหลากหลายระบบ
และยึดหลัก No One Left Behind ตลอดจนหลัก Bio-diversity
พหุทัศน์ว่าด้วย “น้า”
 ความแตกต่างของภววิทยาของน้า (water ontology) สู่การบริหารจัดการน้าที่แตกต่างกัน
 แนวคิดเรื่องน้าแบบทันสมัย (modern water) ใช้ฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรืออุทกศาสตร์ รวมทั้งการมองน้าเป็นทรัพยากรที่มีไว้ใน
“มนุษย์” ใช้ประโยชน์ของตัวเอง เป็นรากฐานปัญหาที่ซับซ้อนในปัจจุบัน
 แนวคิดเรื่องมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างน้ากับสังคม (hydrosocial perspective) “น้า” ยึดโยงกับระบบนิเวศ สังคม วัฒนธรรม รวมทั้ง
สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากมนุษย์ การจัดการน้าจึงไม่ควรคิดแคบเพียงแค่ “น้า” แต่ควรคานึงถึงบริบทที่อยู่รอบน้าอย่างเป็น
ระบบ
ปัญหา: ด้านความรู้
 ความขัดแย้งเรื่องน้าไม่ใช่ความขัดแย้งที่ผิวเผิน แต่เป็นความขัดแย้งทางภววิทยา หรือ เป็นความขัดแย้งในการให้ความหมาย คุณค่า และการ
ดารงอยู่
 การให้ความหมายและวิธีคิดเรื่องน้าที่มีอานาจในการจัดการน้าของรัฐไทยเป็นแบบภาวะสมัยใหม่ คือมองน้าในฐานะที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ
แยกส่วนระหว่างธรรมชาติกับสังคม ซึ่งยังไม่เปิดพื้นที่ให้ความหมายหรือวิธีการคิดเรื่องน้าในรูปแบบอื่น เช่น วิธีการคิดเรื่องน้าของท้องถิ่น เข้า
มามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหรือการตัดสินใจทางนโยบายมากนัก
 ไม่เท่าทันปัญหาปัจจุบันและสถานการณ์ระดับโลก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) และการสูญเสียและ
การทาลายความหลากหลายทางชีวภาพ
ปัญหา: ด้านนโยบาย
1) นโยบายการจัดการน้าของไทยมีแนวทางการจัดการที่ไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงตามแนวทางของรัฐบาลแต่ละสมัย
2) การจัดการน้าของไทยที่ผ่านมายังไม่เป็นรูปธรรมเพียงพอที่จะนาไปสู่การปฏิบัติที่ครบถ้วน ไม่มีแผนแม่บทที่เป็นแผนเพื่อการดาเนินงานที่
ชัดเจน ทั้งในระดับประเทศและในระดับลุ่มน้า
3) การจัดการน้าของไทยยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาและการจัดหาแหล่งน้าเพิ่มเติม เช่น การสร้างเขื่อนหรือพัฒนาระบบชลประทาน และไม่มีการ
จัดการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรออบด้านและเป็นระบบ
4) ไม่ได้ให้ความสาคัญกับการจัดลาดับความสาคัญการใช้น้าและการจัดสรรน้าบนพื้นฐานความเป็นธรรม หรือการจัดการน้าเพื่อประโยชน์
ส่วนรวม
5) ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และเน้นการดาเนินงานแบบบนลงล่าง (Top-down approach) และการคิดและกาหนดนโยบายยังอยู่ในวง
แคบ ซึ่งสะท้อนการดาเนินงานแบบรวมศูนย์มากกว่าการกระจายอานาจ
สถานการณ์และปัญหา: ด้านการจัดการทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันข้ามประเทศ
1) ปัจจุบันมีข้อตกลงระหว่างประเทศ เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐ ระหว่างสถาบันหลัก ทาให้ระดับการคิดเรื่องสมบัติสาธารณะ (local commons)
ไม่ได้คานึงถึงท้องถิ่นเท่าที่ควร ซึ่งแม่น้าไม่ได้เป็นแค่สมบัติสาธารณะของภูมิภาค แต่เป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานสาคัญของการดารงชีวิตสาหรับคนใน
ท้องถิ่นนั้น
2) สถาบันหลักส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มักจะมองทรัพยากรนี้ว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ หรือเรื่องของการพัฒนา
ประเทศ
3) วิธิคิดและจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบง่าย เช่น การจัดการน้าเพียงเรื่องน้าท่วม น้าแล้ง แต่มิได้พิจารณาในมิติที่สลับซับซ้อน เช่น สังคม
การเมือง สิ่งแวดล้อม ที่ปรากฏเรื่องตะกอน ความหลากหลายของพันธุ์ปลา การกระจายผลประโยชน์สู่ท้องถิ่นที่ใช้น้าจากแม่น้าโขง ฯลฯ
4) ขาดการพิจารณาถึงเรื่องการไหลเวียนของเงินทุน พลังงาน แรงงาน และผลกระทบข้ามพรมแดน
โอกาสและความท้าทายในภูมิภาคอินโดจีน: ความร่วมมือของประชาคมวิชาการ-นโยบาย
1) เพิ่มหรือสนับสนุนการทางานร่วมกับพื้นที่ ท้องถิ่น และภาคประชาสังคมในระยะยาว เพราะเป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดกับพื้นที่และปัญหาของประชาชน
โดยเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านกระบวนการทางานหรือการวิจัย และการสร้างเครือข่ายการทางานวิชาการ-นโยบายบนฐานความรู้
2) ทางานกับภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้า เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาและหาทางออก รวมถึงการพัฒนาสมรรถนะ
การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคส่วน
3) ทางานร่วมกับกลุ่มเยาวชน นักวิชาการรุ่นใหม่ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายและสร้างศักยภาพแก่คนรุ่นใหม่ต่อไป และส่งเสริมหรือเปิดพื้นที่ให้
เยาวชน หรือนักวิชาการรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการทางานมากขึ้น
4) สร้างโอกาสในการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการ ผ่านกลไกต่าง ๆ ทั้งระดับพื้นที่ ภูมิภาค และกลไกระดับนานาชาชาติที่ประเทศ
ไทยมีส่วนร่วม
โอกาสและความท้าทาย: การสร้างความรู้ร่วมกัน
1) ขยับขยายวิธีคิดและทฤษฎีในการทางานเรื่องการจัดการน้า โดยการนาแนวคิดต่าง ๆ เช่น เพศสภาพและความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และ
การทางานเชิงสหวิทยาการต่าง ๆ เพื่อเป็นกรอบแนวคิดใหม่เพื่อเข้ามาแก้ไขหรือศึกษาวิจัยด้านน้าและสิ่งแวดล้อมอื่น ซึ่งมิติเหล่านี้
จาเป็นต้องนามาพิจารณาหากต้องการยกระดับหรือพัฒนาการจัดการน้าของภูมิภาค
2) การสร้างเครือข่ายนักวิจัย นักวิชาการ นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม ข้าราชการหรือหน่วยงานรัฐที่ทางานด้านน้า และชาวบ้านในพื้นที่ ในการ
ทางานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการผลิตความรู้ร่วมกัน (co-production of knowledge) ซึ่งจะนาไปสู่การวางนโยบายหรือกลไกเพื่อการจัดการและ
แก้ไขปัญหาร่วมกัน
ปฏิบัติการภาคประชาสังคมไทยเพื่อปรับตัวระดับครัวเรือนถึงระดับข้ามชาติ
1) การเปิดพื้นที่ทางความรู้เพื่อให้เกิดบูรณาการความรู้พื้นบ้านและของประชาสังคมเข้ากับความรู้ทางการและ
ภาครัฐที่มีอานาจเหนือกว่า
2) การปรับตัวเชิงสถาบันตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับภูมิภาคในรูปประชาสังคมข้ามชาติ
3) การใช้กลไกด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นเครื่องมือระหว่างประเทศและ multilateralism เช่น UN Business and
Human Rights guideline
4) การแก้ไขปัญหาผลกระทบที่ได้พัฒนาความรู้และความร่วมมือข้ามศาสตร์และภาคส่วน
ข้อคานึงบางประการในการพัฒนาในการรับมือต่อปัญหา
1) กรอบการวิเคราะห์พ้นจากความคิดแบบคู่ตรงกันข้ามไปสู่หลัก Global governance
2) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอานาจของตัวแสดงต่างๆมากขึ้น ซึ่งทั้งในภาคประชาสังคมเองและในระดับอนุภูมิภาค
ในภาคประชาสังคมเอง
3) การขยายการผลิตสร้างพื้นที่ภาคประชาสังคม ซึ่งการรวมเอา (inclusion) มีความจาเป็นมากขึ้น ในขณะที่การแบ่งแยก
(exclusion) ยังต้องเข้มงวดภายใต้การมีเอกภาพ
4) การใช้หลายแนวคิดและปฏิบัติการหลายด้านหลายระดับ ซึ่งต้องเป็นไปอย่างมีปฏิสัมพันธ์มีพลวัตและมีความยืดหยุ่น

ความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำ: โอกาสและความท้าทายในภูมิภาคอินโดจีน

  • 1.
  • 2.
    สถานการณ์ 1) ผลจากโครงการพัฒนาตอนบนและตอนกลางของแม่น้า หรือโครงการระเบิดเกาะแก่งที่เคยมีความพยายามได้ส่งผลกระทบชัดเจนต่อระบบ นิเวศ วิถีชีวิต 2) การรับรู้ความเข้าใจในแนวทางการพัฒนาของจีนเรื่องของการทาลายและตักตวงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 3) ผลที่ประจักษ์ว่าเกิดความไม่เข้าใจและไว้วางใจกัน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการแม่น้าโขงการกักน้าเพื่อผลิตไฟฟ้าช่วงหน้าฝน และระบายน้า ในช่วงหน้าแล้งคือ ทาให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไปมากมาย 4) หากต้องการจะสร้างความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน คือ ต้อง “เปิด” (open-up) เรื่องการบริหารจัดการเขื่อนที่สอดคล้องกับระบบนิเวศและ วิถีชีวิตของประชาชน ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ รวมทั้งกากับดูแลระบบนิเวศร่วมกันอย่างจริงจัง 5) แนวทางการลดความขัดแย้งระหว่างรัฐของจีนกับประชาชานน้าโขงนั้น เป็นโจทย์ที่ต้องการเครือข่ายและระดมความรู้อย่างหลากหลายระบบ และยึดหลัก No One Left Behind ตลอดจนหลัก Bio-diversity
  • 3.
    พหุทัศน์ว่าด้วย “น้า”  ความแตกต่างของภววิทยาของน้า(water ontology) สู่การบริหารจัดการน้าที่แตกต่างกัน  แนวคิดเรื่องน้าแบบทันสมัย (modern water) ใช้ฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรืออุทกศาสตร์ รวมทั้งการมองน้าเป็นทรัพยากรที่มีไว้ใน “มนุษย์” ใช้ประโยชน์ของตัวเอง เป็นรากฐานปัญหาที่ซับซ้อนในปัจจุบัน  แนวคิดเรื่องมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างน้ากับสังคม (hydrosocial perspective) “น้า” ยึดโยงกับระบบนิเวศ สังคม วัฒนธรรม รวมทั้ง สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากมนุษย์ การจัดการน้าจึงไม่ควรคิดแคบเพียงแค่ “น้า” แต่ควรคานึงถึงบริบทที่อยู่รอบน้าอย่างเป็น ระบบ
  • 4.
    ปัญหา: ด้านความรู้  ความขัดแย้งเรื่องน้าไม่ใช่ความขัดแย้งที่ผิวเผินแต่เป็นความขัดแย้งทางภววิทยา หรือ เป็นความขัดแย้งในการให้ความหมาย คุณค่า และการ ดารงอยู่  การให้ความหมายและวิธีคิดเรื่องน้าที่มีอานาจในการจัดการน้าของรัฐไทยเป็นแบบภาวะสมัยใหม่ คือมองน้าในฐานะที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ แยกส่วนระหว่างธรรมชาติกับสังคม ซึ่งยังไม่เปิดพื้นที่ให้ความหมายหรือวิธีการคิดเรื่องน้าในรูปแบบอื่น เช่น วิธีการคิดเรื่องน้าของท้องถิ่น เข้า มามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหรือการตัดสินใจทางนโยบายมากนัก  ไม่เท่าทันปัญหาปัจจุบันและสถานการณ์ระดับโลก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) และการสูญเสียและ การทาลายความหลากหลายทางชีวภาพ
  • 5.
    ปัญหา: ด้านนโยบาย 1) นโยบายการจัดการน้าของไทยมีแนวทางการจัดการที่ไม่ต่อเนื่องเปลี่ยนแปลงตามแนวทางของรัฐบาลแต่ละสมัย 2) การจัดการน้าของไทยที่ผ่านมายังไม่เป็นรูปธรรมเพียงพอที่จะนาไปสู่การปฏิบัติที่ครบถ้วน ไม่มีแผนแม่บทที่เป็นแผนเพื่อการดาเนินงานที่ ชัดเจน ทั้งในระดับประเทศและในระดับลุ่มน้า 3) การจัดการน้าของไทยยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาและการจัดหาแหล่งน้าเพิ่มเติม เช่น การสร้างเขื่อนหรือพัฒนาระบบชลประทาน และไม่มีการ จัดการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรออบด้านและเป็นระบบ 4) ไม่ได้ให้ความสาคัญกับการจัดลาดับความสาคัญการใช้น้าและการจัดสรรน้าบนพื้นฐานความเป็นธรรม หรือการจัดการน้าเพื่อประโยชน์ ส่วนรวม 5) ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และเน้นการดาเนินงานแบบบนลงล่าง (Top-down approach) และการคิดและกาหนดนโยบายยังอยู่ในวง แคบ ซึ่งสะท้อนการดาเนินงานแบบรวมศูนย์มากกว่าการกระจายอานาจ
  • 6.
    สถานการณ์และปัญหา: ด้านการจัดการทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันข้ามประเทศ 1) ปัจจุบันมีข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐ ระหว่างสถาบันหลัก ทาให้ระดับการคิดเรื่องสมบัติสาธารณะ (local commons) ไม่ได้คานึงถึงท้องถิ่นเท่าที่ควร ซึ่งแม่น้าไม่ได้เป็นแค่สมบัติสาธารณะของภูมิภาค แต่เป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานสาคัญของการดารงชีวิตสาหรับคนใน ท้องถิ่นนั้น 2) สถาบันหลักส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มักจะมองทรัพยากรนี้ว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ หรือเรื่องของการพัฒนา ประเทศ 3) วิธิคิดและจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบง่าย เช่น การจัดการน้าเพียงเรื่องน้าท่วม น้าแล้ง แต่มิได้พิจารณาในมิติที่สลับซับซ้อน เช่น สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม ที่ปรากฏเรื่องตะกอน ความหลากหลายของพันธุ์ปลา การกระจายผลประโยชน์สู่ท้องถิ่นที่ใช้น้าจากแม่น้าโขง ฯลฯ 4) ขาดการพิจารณาถึงเรื่องการไหลเวียนของเงินทุน พลังงาน แรงงาน และผลกระทบข้ามพรมแดน
  • 7.
    โอกาสและความท้าทายในภูมิภาคอินโดจีน: ความร่วมมือของประชาคมวิชาการ-นโยบาย 1) เพิ่มหรือสนับสนุนการทางานร่วมกับพื้นที่ท้องถิ่น และภาคประชาสังคมในระยะยาว เพราะเป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดกับพื้นที่และปัญหาของประชาชน โดยเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านกระบวนการทางานหรือการวิจัย และการสร้างเครือข่ายการทางานวิชาการ-นโยบายบนฐานความรู้ 2) ทางานกับภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้า เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาและหาทางออก รวมถึงการพัฒนาสมรรถนะ การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคส่วน 3) ทางานร่วมกับกลุ่มเยาวชน นักวิชาการรุ่นใหม่ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายและสร้างศักยภาพแก่คนรุ่นใหม่ต่อไป และส่งเสริมหรือเปิดพื้นที่ให้ เยาวชน หรือนักวิชาการรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการทางานมากขึ้น 4) สร้างโอกาสในการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการ ผ่านกลไกต่าง ๆ ทั้งระดับพื้นที่ ภูมิภาค และกลไกระดับนานาชาชาติที่ประเทศ ไทยมีส่วนร่วม
  • 8.
    โอกาสและความท้าทาย: การสร้างความรู้ร่วมกัน 1) ขยับขยายวิธีคิดและทฤษฎีในการทางานเรื่องการจัดการน้าโดยการนาแนวคิดต่าง ๆ เช่น เพศสภาพและความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และ การทางานเชิงสหวิทยาการต่าง ๆ เพื่อเป็นกรอบแนวคิดใหม่เพื่อเข้ามาแก้ไขหรือศึกษาวิจัยด้านน้าและสิ่งแวดล้อมอื่น ซึ่งมิติเหล่านี้ จาเป็นต้องนามาพิจารณาหากต้องการยกระดับหรือพัฒนาการจัดการน้าของภูมิภาค 2) การสร้างเครือข่ายนักวิจัย นักวิชาการ นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม ข้าราชการหรือหน่วยงานรัฐที่ทางานด้านน้า และชาวบ้านในพื้นที่ ในการ ทางานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการผลิตความรู้ร่วมกัน (co-production of knowledge) ซึ่งจะนาไปสู่การวางนโยบายหรือกลไกเพื่อการจัดการและ แก้ไขปัญหาร่วมกัน
  • 9.
    ปฏิบัติการภาคประชาสังคมไทยเพื่อปรับตัวระดับครัวเรือนถึงระดับข้ามชาติ 1) การเปิดพื้นที่ทางความรู้เพื่อให้เกิดบูรณาการความรู้พื้นบ้านและของประชาสังคมเข้ากับความรู้ทางการและ ภาครัฐที่มีอานาจเหนือกว่า 2) การปรับตัวเชิงสถาบันตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับภูมิภาคในรูปประชาสังคมข้ามชาติ 3)การใช้กลไกด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นเครื่องมือระหว่างประเทศและ multilateralism เช่น UN Business and Human Rights guideline 4) การแก้ไขปัญหาผลกระทบที่ได้พัฒนาความรู้และความร่วมมือข้ามศาสตร์และภาคส่วน
  • 10.
    ข้อคานึงบางประการในการพัฒนาในการรับมือต่อปัญหา 1) กรอบการวิเคราะห์พ้นจากความคิดแบบคู่ตรงกันข้ามไปสู่หลัก Globalgovernance 2) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอานาจของตัวแสดงต่างๆมากขึ้น ซึ่งทั้งในภาคประชาสังคมเองและในระดับอนุภูมิภาค ในภาคประชาสังคมเอง 3) การขยายการผลิตสร้างพื้นที่ภาคประชาสังคม ซึ่งการรวมเอา (inclusion) มีความจาเป็นมากขึ้น ในขณะที่การแบ่งแยก (exclusion) ยังต้องเข้มงวดภายใต้การมีเอกภาพ 4) การใช้หลายแนวคิดและปฏิบัติการหลายด้านหลายระดับ ซึ่งต้องเป็นไปอย่างมีปฏิสัมพันธ์มีพลวัตและมีความยืดหยุ่น