การจัดประสบการณ์
การศึกษาแบบเรียนรวม
สาหรับเด็กปฐมวัย
อ.ตฤณ แจ่มถิน
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
• การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
• การศึกษาพิเศษ (Special Education)
• การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ
Mainstreaming)
• การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
รูปแบบการจัดการศึกษา
การจัดการศึกษาสาหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
• เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับ
โอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม
(Integrated Education หรือ Mainstreaming)
• การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป
• มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทาร่วมกัน
• ใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน
• ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน
การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
• การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา
• เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ
• เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจ
เรียนร่วมเต็มเวลาได้
การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)
• การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน
• เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียน
เหมือนเด็กปกติ
การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming) ต่อ
• มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่ง
กันและกันและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
• เด็กปกติจะยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ เข้าใจว่าคนเราเกิดมา
ไม่จาเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เรา
ต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน
ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม
(Inclusive Education)
• การศึกษาสาหรับทุกคน
• รับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา
• จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
Wilson , 2007
• การจัดการเรียนการสอนที่ยึดปรัชญาของการอยู่รวมกัน (Inclusion)
เป็นหลัก
• การสอนที่ดี เป็นการสอนที่ครูกับนักเรียนช่วยกันให้ทุกคนเป็นสมาชิกที่
ดีของชุมชน
Wilson , 2007 (ต่อ)
• กิจกรรมทุกชนิดที่จะนาไปสู่การสอนที่ดี (Good Teaching) ต้อง
คิดอย่างรอบคอบเพื่อหาหนทางให้นักเรียนทุกคนสามารถเรียนได้
• เป็นการกาหนดทางเลือกหลายๆ ทาง
"Inclusive Education is Education for all,
It involves receiving people
at the beginning of their education,
with provision of additional services
needed by each individual"
สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม
• เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดย
รับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการ
พิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
• เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการ
เรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (ต่อ)
• เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสาหรับทุกคน
(Education for All)
• การเรียนรวม เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัด
การศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็ก
ปกติ หรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (ต่อ)
• เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก
• เด็กทุกคนที่ผู้ปกครองพาเข้ามาโรงเรียนทางโรงเรียนจะต้องรับเด็กไว้
และจะต้องจัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม และดาเนินการเรียนใน
ลักษณะ “รวมกัน” ที่ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคม ทุกคนยอมรับ
ซึ่งกันและกัน
สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (ต่อ)
• ทุกคนยอมรับว่ามี ผู้พิการ อยู่ในสังคมและเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นส่วน
หนึ่งของสังคมที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับคนปกติ โดยไม่มีการแบ่งแยก
ความสาคัญของการศึกษาแบบเรียนรวม
สาหรับเด็กปฐมวัย
• ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสาคัญที่สุดของการเรียนรู้
• “สอนได้”
• เป็นการจัดการศึกษาสาหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจากัดน้อยที่สุด
บทบาทครูปฐมวัย
ในห้องเรียนรวม
ครูไม่ควรวินิจฉัย
• การวินิจฉัย หมายถึงการตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือ
สัญญาณบางอย่าง
• จากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนาไปสู่ความเข้าใจผิดได้
ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
• เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
• ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป
• เด็กจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
• พ่อแม่ของเด็กพิเศษ มักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา
• พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้าในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว
• ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวก แต่ต้องไม่ให้เกิด
ความหวังผิดๆ
• ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทาอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่า
เด็กทาอะไรไม่ได้
• ครูช่วยให้ผู้ปกครองมีความหวังและเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา
ครูทาอะไรบ้าง
• ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับ
พัฒนาการต่างๆ
• ให้ข้อแนะนาในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผล
หรือวินิจฉัย
• สังเกตเด็กอย่างมีระบบ
• จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ
สังเกตอย่างมีระบบ
• ไม่มีใครสามารถสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครู
• ครูเห็นเด็กในสถานการณ์ต่างๆ ช่วงเวลายาวนานกว่า
• ต่างจากแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก มักมุ่งความสนใจอยู่ที่
ปัญหา
การตรวจสอบ
• จะทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร
• เป็นแนวทางสาคัญที่ทาให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้น
• บอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ
ข้อควรระวังในการปฏิบัติ
• ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้
• ประเมินให้น้าหนักความสาคัญของเรื่องต่างๆได้
• พฤติกรรมบางอย่างของเด็กไม่ได้ปรากฏให้เห็นเสมอไป
การบันทึกการสังเกต
• การนับอย่างง่ายๆ
• การบันทึกต่อเนื่อง
• การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
การนับอย่างง่ายๆ
• นับจานวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม
• กี่ครั้งในแต่ละวัน กี่ครั้งในแต่ละชั่วโมง
• ระยะเวลาในการเกิดพฤติกรรม
การบันทึกต่อเนื่อง
• ให้รายละเอียดได้มาก
• เขียนทุกอย่างที่เด็กทาในช่วงเวลาหนึ่ง หรือช่วงกิจกรรมหนึ่ง
• โดยไม่ต้องเข้าไปแนะนาช่วยเหลือ
น้อง____ อายุ____ขวบ
บันทึกวันที่ ____
กิจกรรม____
การบันทึกเป็นคาๆ
น้อง ____ อายุ ____ ขวบ
บันทึกวันที่ ____
ช่วงเวลา ____
คาพูดเด็ก
การบันทึกเป็นคาๆ
น้อง______ อายุ____ขวบ
บันทึกวันที่ 26 มกราคม 2558
ช่วงเวลา ____
คาพูดเด็ก
การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
• บันทึกลงบัตรเล็กๆ
• เป็นการบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน
ในช่วงเวลาหนึ่ง
ด.ญ.______
อายุ____ขวบ
บันทึกวันที่ 26 มกราคม 2558
ช่วงเวลา กิจกรรมกลางแจ้ง
การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
• ควรเอาใจใส่ถึงระดับความมากน้อยของความบกพร่อง
มากกว่าชนิดองความบกพร่อง
• พฤติกรรมไม่เหมาะสมที่พบได้ในเด็กทุกคน ไม่ควรจัดเป็นสิ่ง
ผิดปกติ
การตัดสินใจ
• ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง
• พฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้น ไปขัดขวางความสามารถในการ
เรียนรู้ของเด็กหรือไม่

การจัดประสบการณ์ การศึกษาแบบเรียนรวม สำหรับเด็กปฐมวัย