โครงงานภูมิปัญญาท้องถิ่น (การทาขนมตาล)
บทคัดย่อ
ขนมตาล เป็นขนมไทยแท้ดั้งเดิม และเริ่มหาซื้อรับประทานยากขึ้น ตามจานวนของต้นตาล
ที่นับวันจะลดน้อยลงไป ความเด่นของขนมตาล อยู่ที่ความหอมหวลของน้าคั้นจากผลตาลสุก
งอม ความหวานมันที่ได้จาก มะพร้าวขูดเป็นเส้นโรยอยู่หน้าขนม ว่ากันว่าที่ใดมีต้นตาลที่นั่น
ต้องมี ขนมตาล เพราะต้นตาลเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ประโยชน์กับคนไทยมากมาย นับแต่ลูกตาลเนื้อ
นิ่มใสหวานชื่นใจ ที่จะรับประทานสด ๆ หรือนาไปเชื่อม รับประทานกับน้าแข็งก็อร่อยไม่แพ้
กัน จาวตาล หรือส่วนที่อยู่ด้านใน ของเมล็ดตาลที่แก่จัด เฉาะเอามาเชื่อมกับน้าตาลก็
รับประทานได้แถมน้า หวานที่ได้จากงวงตาลก็นามาทาน้าตาลโตนด ที่มีความหอมและหวาน
แหลมอย่างที่น้าตาลทรายก็สู้ไม่ได้คนไทยนิยมเอามาปรุงอาหารไทย
การทาขนมหวานไทยให้ดี ต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง คือ ต้องมีใจรัก ชอบทามี
ความอดทนตั้งใจมีความพิถีพิถันในการประดิษฐ์ให้ขนมมีรูปร่างที่น่ารับประทาน ขนมหวาน
ไทยบางชนิดต้องฝึกทาหลายๆ ครั้งจึงจะได้ลักษณะที่ดี ประสบการณ์ และความชานาญในการ
ทาบ่อย ๆ ผู้ประกอบขนมหวานไทย จะประสบความสาเร็จในการทา
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานเล่มนี้จะสาเร็จไปมิได้หากไม่ได้รับความสนับสนุน และคาปรึกษาจาก อาจารย์
พรทิพย์มหันตมรรค และขอขอบพระคุณ คุณปราณี พรหมทอง และผู้ปกครองที่คอยเป็น
กาลังใจ จนโครงงานเล่มนี้สาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หากเนื้อหาในโครงงานเล่มนี้มีข้อผิดพลาด
ประการใด ขออภัยไว้ณ ที่นี้ด้วย
บทที่ 1
บทนา
แนวคิดที่มาและความสาคัญ
สืบเนื่องมาจากมีความชื่นชอบในขนมตาล ซึ่งในปัจจุบันขนมตาลเป็นขนมที่หากินได้
ยากและกระบวนการทาส่วนผสมมีความยุ่งยาก ส่วนต้นทุนในการลงทุนสูงแต่ได้กาไรน้อย
เพราะส่วนมากในกลุ่มลูกค้าโดยทั่วไปจะเป็นผู้สูงอายุ แต่เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่นิยมบริโภค
ขนมตาลเพราะไม่ทราบว่ามันคือขนมอะไร รสชาติเป็นยังไง และรูปลักษณ์การบรรจุภัณฑ์ไม่น่า
ดึงดูดใจเหมือนขนมขบเคี้ยวทั่วไป จึงทาให้ดิฉันมีความสนใจในการทาโครงงานเรื่องการทา
ขนมตาลเพื่ออนุรักษ์การทาขนมไทยและเพื่อเป็นประโยชน์ในการประการอาชีพ
วัตถุประสงค์
1.จัดทาขึ้นเพื่ออนุรักษ์และสืบทอดการทาขนมตาล
2.จัดทาขึ้นเพื่อได้รู้วิธีการทาขนมตาล
3.สามารถนาไปเผื่อแพร่ให้กับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับวิธีการทา
หลักการและทฤษฎี
เนื่องจากเด็กไทยสมัยนี้มีความนิยมจากชาติตะวันตกมากจนเกินไป จนลืมไปความเป็น
ไทยว่าไทยเราก็มีของดีเยอะมากมาย เช่น เสื้อผ้าการแต่งกาย สถานที่ท่องเที่ยว และอาหารไทย
(ขนมตาล) ข้าพเจ้าได้มองเห็นความสาคัญของอาหารไทย(ขนมตาล) จึงได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูล
เพื่อที่จะสืบทอดของไทย
ขอบเขตของโครงงาน
1.ศึกษาค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต
2.ศึกษาค้นคว้าจาก คุณปราณี พรหมทอง
สถานที่
ต.ปากน้า อ.เมือง จ.กระบี่
ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ได้ทาเป็นอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น
2.ได้มีประสบการณ์ในการลงพื้นที่ได้มากขึ้นกว่าเดิม
3.ได้รักษาอรุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้ไว้เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลัง
4.ได้ใช้เวลาว่างให้เกินประโยชน์
5.เพื่อนาความรู้ที่ได้รับไปเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจ
6.เพื่อฝึกการทางานเป็นกลุ่ม
บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
จากบทสัมภาษณ์
คุณปราณี พรหมทอง
ขนมตาลเป็นขนมที่มีรสชาติหวาน มัน ขั้นตอนในการทานั้นมีความยากพอสมควร
ปัจจุบันขนมตาลจะหานามารับประทานนั้นก็ยากขึ้น เพราะวัตถุดิบในการทาเริ่มมีปริมาณลดลง
และคนที่ทาขายส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ เด็กวัยรุ่นสมัยใหม่ก็ไม่ค่อยนิยมซื้อไปบริโภค อาจ
เพราะเหตุว่า เป็นขนมที่ไม่ทันสมัย จึงไม่นิยมบริโภค
วัตถุดิบในการทา
1. ลูกตาลสุก 2. ข้าวสารเก่า 3. แป้ง 4. น้าตาลทราย
5. หัวกะทิ 6.มะพร้าวทึกขูดฝอย 7. เกลือป่น
บทที่ 3
วิธีการดาเนินงาน
วิธีดาเนินการศึกษาค้นคว้า
การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดาเนินการศึกษาค้นคว้าตามลาดับดังต่อไปนี้
1. ขั้นศึกษาข้อมูล
1.1 ขั้นสารวจและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยการสารวจและศึกษาเอกสารที่ให้ความรู้
เกี่ยวกับเรื่องการทาขนมตาล
1.2 ศึกษาวัตถุดิบและส่วนประกอบการทาขนมตาล
2. ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูล
2.1ได้มีการเก็บรวมรวมข้อมูลจากการสารวจและศึกษาจากเอกสารที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการทาขนมตาล
2.2ได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากการได้สังเกต และสัมภาษณ์
3. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล
นาข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาศึกษา และวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์และเรียบเรียงนาเสนอ
ในเชิงความเรียง
อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต
1.ลูกตาลสุก
2. ข้าวสารเก่า
3. แป้ง
4. น้าตาลทราย
5. หัวกะทิ
6. มะพร้าวทึกขูดฝอย
7. เกลือป่น
บทที่ 4
ผลการศึกษา
ขั้นตอนการผลิต
1.อันดับแรกต้องลอกเปลือกลูกตาลออกให้หมด แล้วขูดเอาเนื้อสีเหลืองออก ตัวลูกตาลแช่น้าไว้จนเนื้อลูกตาลละลายออกหมด ใช้ผ้าห่อเนื้อลูก
ตาล และน้าที่ละลายผูกมัดปากรวมไว้ให้แน่นแขวนหรือทับไว้ให้แห้ง
ลูกตาลสุก ล้าง ปอก ขูดเนื้อตาลออก
เนื้อตาลที่ได้ ส่วนเมล็ดตาลนาไปขยากับน้าให้เนื้อออกให้
กรองด้วยกระชอน แล้วกรองด้วยถุงผ้าขาวหนา แขวนไว้ให้น้าตกจนหมด ทาก่อนใช้ 1 คืน
2. โม่ข้าวสารที่แช่น้าไว้ให้ละเอียด แล้วทับให้แห้ง
3. จากนั้นผสมข้าวสารที่โม่และทับจนแห้งแล้ว รวมกับแป้งท้าวยายม่อม และลูกตาลที่ทับจน
แห้งแล้วนวดส่วนผสมทั้งหมด เข้าด้วยกันจนแป้งที่ผสมเนียนและนุ่มมือ(ประมาณ 30-60 นาที)
ใส่น้าตาลสลับกับหัวกะทิ นวดจนหัวกะทิและน้าตาล ละลายหมด พักไว้ประมาณ 5-10 ชั่วโมง
นาเนื้อตาลที่ได้มานวดกับแป้ งแล้วเติมกะทิ(ผสมกับน้าตาลทรายตั้งไฟให้เดือดพักให้เย็น)
นวดเนื้อลูกตาลกับแป้ งข้าวเจ้าให้เข้ากัน แล้วค่อยๆเติมกะทิที่เคี่ยวไว้จนหมด
เมื่อเติมกะทิจนหมดได้ลักษณะดังภาพ ปิดฝาพักไว้ 4-5 ชั่วโมงจนขึ้นฟู (เป็นฟองปุดๆๆ)
4. ขั้นตอนรองสุดท้ายให้ตักแป้ งที่ผสมแล้วใส่กระทงหรือถ้วยตะไล โรยมะพร้าว แล้วนึ่งให้สุก
ยกลงถ้าใส่ถ้วยตะไลรอให้เย็นก่อนแล้วจึงนาออกจากถ้วยจัดใส่ภาชนะ
บทที่ 5
สรุปผลการศึกษา
การวิจัยเรื่องการทาขนมตาล ทาให้ได้รู้ถึงรู้หลักวิธีการทา และวัฒนธรรมการการ
อนุรักษ์ของชุมชนในท้องถิ่นภาคใต้อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่สมควรรับการส่งเสริม และ
อนุรักษ์ตลอดไป
จากการศึกษาพบว่า ขนมตาล เป็นขนมไทยที่นิยมกินกันมาตั้งแต่โบราณ โดยให้นา
สิ่งแวดล้อมความเป็นธรรมชาติมาพัฒนาปรับปรุง เพื่อให้เข้ากับชุมชน การทาขนมตาลเป็นอีก
ภูมิปัญญาหนึ่งที่เราควร อนุรักษ์ถึงวัฒนธรรมของชุมชนที่ได้สะท้อนความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
ในท้องถิ่นตามที่ผู้วิจัยได้ทาการศึกษา
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.ได้ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการทาขนมตาล
2. เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และรักษา
ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของท้องถิ่น
3. .ทราบว่าท้องถิ่นใด ที่ยังมีความนิยมขนมตาลอยู่
ข้อเสนอแนะ
การวิจัยเรื่องขนมตาล เพื่อประกอบการศึกษาข้อมูล ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
1. ข้อเสนอแนะทั่วไป
1.1 ควรจะนาผลจากการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ไปปรับใช้ หรือบอกต่อคนในชุมชนอื่นๆที่
สนใจเพื่อการอนุรักษ์และสืบสานต่อไป
1.2 ควรจะนาผลการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เผยแพร่ให้กับบุคคลที่สนใจ เพื่อนาไปพัฒนา
ปรับปรุง เพื่อให้เข้ากับชุมชน
2. ข้อเสนอแนะเพื่อการทาวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ควรจะได้ศึกษา รูปแบบวิถีชีวิตว่าการประกอบอาชีพเป็นอย่างไร และควรจะศึกษา
ข้อแตกต่างจากหลายๆชุมชนเพิ่มเติม

โครงงานภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • 1.
    โครงงานภูมิปัญญาท้องถิ่น (การทาขนมตาล) บทคัดย่อ ขนมตาล เป็นขนมไทยแท้ดั้งเดิมและเริ่มหาซื้อรับประทานยากขึ้น ตามจานวนของต้นตาล ที่นับวันจะลดน้อยลงไป ความเด่นของขนมตาล อยู่ที่ความหอมหวลของน้าคั้นจากผลตาลสุก งอม ความหวานมันที่ได้จาก มะพร้าวขูดเป็นเส้นโรยอยู่หน้าขนม ว่ากันว่าที่ใดมีต้นตาลที่นั่น ต้องมี ขนมตาล เพราะต้นตาลเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ประโยชน์กับคนไทยมากมาย นับแต่ลูกตาลเนื้อ นิ่มใสหวานชื่นใจ ที่จะรับประทานสด ๆ หรือนาไปเชื่อม รับประทานกับน้าแข็งก็อร่อยไม่แพ้ กัน จาวตาล หรือส่วนที่อยู่ด้านใน ของเมล็ดตาลที่แก่จัด เฉาะเอามาเชื่อมกับน้าตาลก็ รับประทานได้แถมน้า หวานที่ได้จากงวงตาลก็นามาทาน้าตาลโตนด ที่มีความหอมและหวาน แหลมอย่างที่น้าตาลทรายก็สู้ไม่ได้คนไทยนิยมเอามาปรุงอาหารไทย การทาขนมหวานไทยให้ดี ต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง คือ ต้องมีใจรัก ชอบทามี ความอดทนตั้งใจมีความพิถีพิถันในการประดิษฐ์ให้ขนมมีรูปร่างที่น่ารับประทาน ขนมหวาน ไทยบางชนิดต้องฝึกทาหลายๆ ครั้งจึงจะได้ลักษณะที่ดี ประสบการณ์ และความชานาญในการ ทาบ่อย ๆ ผู้ประกอบขนมหวานไทย จะประสบความสาเร็จในการทา กิตติกรรมประกาศ โครงงานเล่มนี้จะสาเร็จไปมิได้หากไม่ได้รับความสนับสนุน และคาปรึกษาจาก อาจารย์ พรทิพย์มหันตมรรค และขอขอบพระคุณ คุณปราณี พรหมทอง และผู้ปกครองที่คอยเป็น กาลังใจ จนโครงงานเล่มนี้สาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หากเนื้อหาในโครงงานเล่มนี้มีข้อผิดพลาด ประการใด ขออภัยไว้ณ ที่นี้ด้วย บทที่ 1 บทนา แนวคิดที่มาและความสาคัญ
  • 2.
    สืบเนื่องมาจากมีความชื่นชอบในขนมตาล ซึ่งในปัจจุบันขนมตาลเป็นขนมที่หากินได้ ยากและกระบวนการทาส่วนผสมมีความยุ่งยาก ส่วนต้นทุนในการลงทุนสูงแต่ได้กาไรน้อย เพราะส่วนมากในกลุ่มลูกค้าโดยทั่วไปจะเป็นผู้สูงอายุแต่เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่นิยมบริโภค ขนมตาลเพราะไม่ทราบว่ามันคือขนมอะไร รสชาติเป็นยังไง และรูปลักษณ์การบรรจุภัณฑ์ไม่น่า ดึงดูดใจเหมือนขนมขบเคี้ยวทั่วไป จึงทาให้ดิฉันมีความสนใจในการทาโครงงานเรื่องการทา ขนมตาลเพื่ออนุรักษ์การทาขนมไทยและเพื่อเป็นประโยชน์ในการประการอาชีพ วัตถุประสงค์ 1.จัดทาขึ้นเพื่ออนุรักษ์และสืบทอดการทาขนมตาล 2.จัดทาขึ้นเพื่อได้รู้วิธีการทาขนมตาล 3.สามารถนาไปเผื่อแพร่ให้กับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับวิธีการทา หลักการและทฤษฎี เนื่องจากเด็กไทยสมัยนี้มีความนิยมจากชาติตะวันตกมากจนเกินไป จนลืมไปความเป็น ไทยว่าไทยเราก็มีของดีเยอะมากมาย เช่น เสื้อผ้าการแต่งกาย สถานที่ท่องเที่ยว และอาหารไทย (ขนมตาล) ข้าพเจ้าได้มองเห็นความสาคัญของอาหารไทย(ขนมตาล) จึงได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูล เพื่อที่จะสืบทอดของไทย ขอบเขตของโครงงาน 1.ศึกษาค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต 2.ศึกษาค้นคว้าจาก คุณปราณี พรหมทอง สถานที่ ต.ปากน้า อ.เมือง จ.กระบี่ ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.ได้ทาเป็นอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น
  • 3.
    2.ได้มีประสบการณ์ในการลงพื้นที่ได้มากขึ้นกว่าเดิม 3.ได้รักษาอรุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้ไว้เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลัง 4.ได้ใช้เวลาว่างให้เกินประโยชน์ 5.เพื่อนาความรู้ที่ได้รับไปเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจ 6.เพื่อฝึกการทางานเป็นกลุ่ม บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง จากบทสัมภาษณ์ คุณปราณี พรหมทอง ขนมตาลเป็นขนมที่มีรสชาติหวานมัน ขั้นตอนในการทานั้นมีความยากพอสมควร ปัจจุบันขนมตาลจะหานามารับประทานนั้นก็ยากขึ้น เพราะวัตถุดิบในการทาเริ่มมีปริมาณลดลง และคนที่ทาขายส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ เด็กวัยรุ่นสมัยใหม่ก็ไม่ค่อยนิยมซื้อไปบริโภค อาจ เพราะเหตุว่า เป็นขนมที่ไม่ทันสมัย จึงไม่นิยมบริโภค วัตถุดิบในการทา 1. ลูกตาลสุก 2. ข้าวสารเก่า 3. แป้ง 4. น้าตาลทราย 5. หัวกะทิ 6.มะพร้าวทึกขูดฝอย 7. เกลือป่น บทที่ 3 วิธีการดาเนินงาน วิธีดาเนินการศึกษาค้นคว้า การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดาเนินการศึกษาค้นคว้าตามลาดับดังต่อไปนี้ 1. ขั้นศึกษาข้อมูล 1.1 ขั้นสารวจและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยการสารวจและศึกษาเอกสารที่ให้ความรู้ เกี่ยวกับเรื่องการทาขนมตาล
  • 4.
    1.2 ศึกษาวัตถุดิบและส่วนประกอบการทาขนมตาล 2. ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูล 2.1ได้มีการเก็บรวมรวมข้อมูลจากการสารวจและศึกษาจากเอกสารที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการทาขนมตาล 2.2ได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากการได้สังเกตและสัมภาษณ์ 3. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล นาข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาศึกษา และวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์และเรียบเรียงนาเสนอ ในเชิงความเรียง อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต 1.ลูกตาลสุก 2. ข้าวสารเก่า 3. แป้ง 4. น้าตาลทราย 5. หัวกะทิ 6. มะพร้าวทึกขูดฝอย 7. เกลือป่น บทที่ 4 ผลการศึกษา ขั้นตอนการผลิต 1.อันดับแรกต้องลอกเปลือกลูกตาลออกให้หมด แล้วขูดเอาเนื้อสีเหลืองออก ตัวลูกตาลแช่น้าไว้จนเนื้อลูกตาลละลายออกหมด ใช้ผ้าห่อเนื้อลูก ตาล และน้าที่ละลายผูกมัดปากรวมไว้ให้แน่นแขวนหรือทับไว้ให้แห้ง ลูกตาลสุก ล้าง ปอก ขูดเนื้อตาลออก
  • 5.
    เนื้อตาลที่ได้ ส่วนเมล็ดตาลนาไปขยากับน้าให้เนื้อออกให้ กรองด้วยกระชอน แล้วกรองด้วยถุงผ้าขาวหนาแขวนไว้ให้น้าตกจนหมด ทาก่อนใช้ 1 คืน 2. โม่ข้าวสารที่แช่น้าไว้ให้ละเอียด แล้วทับให้แห้ง 3. จากนั้นผสมข้าวสารที่โม่และทับจนแห้งแล้ว รวมกับแป้งท้าวยายม่อม และลูกตาลที่ทับจน แห้งแล้วนวดส่วนผสมทั้งหมด เข้าด้วยกันจนแป้งที่ผสมเนียนและนุ่มมือ(ประมาณ 30-60 นาที) ใส่น้าตาลสลับกับหัวกะทิ นวดจนหัวกะทิและน้าตาล ละลายหมด พักไว้ประมาณ 5-10 ชั่วโมง นาเนื้อตาลที่ได้มานวดกับแป้ งแล้วเติมกะทิ(ผสมกับน้าตาลทรายตั้งไฟให้เดือดพักให้เย็น) นวดเนื้อลูกตาลกับแป้ งข้าวเจ้าให้เข้ากัน แล้วค่อยๆเติมกะทิที่เคี่ยวไว้จนหมด
  • 6.
    เมื่อเติมกะทิจนหมดได้ลักษณะดังภาพ ปิดฝาพักไว้ 4-5ชั่วโมงจนขึ้นฟู (เป็นฟองปุดๆๆ) 4. ขั้นตอนรองสุดท้ายให้ตักแป้ งที่ผสมแล้วใส่กระทงหรือถ้วยตะไล โรยมะพร้าว แล้วนึ่งให้สุก ยกลงถ้าใส่ถ้วยตะไลรอให้เย็นก่อนแล้วจึงนาออกจากถ้วยจัดใส่ภาชนะ บทที่ 5 สรุปผลการศึกษา การวิจัยเรื่องการทาขนมตาล ทาให้ได้รู้ถึงรู้หลักวิธีการทา และวัฒนธรรมการการ อนุรักษ์ของชุมชนในท้องถิ่นภาคใต้อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่สมควรรับการส่งเสริม และ อนุรักษ์ตลอดไป จากการศึกษาพบว่า ขนมตาล เป็นขนมไทยที่นิยมกินกันมาตั้งแต่โบราณ โดยให้นา สิ่งแวดล้อมความเป็นธรรมชาติมาพัฒนาปรับปรุง เพื่อให้เข้ากับชุมชน การทาขนมตาลเป็นอีก ภูมิปัญญาหนึ่งที่เราควร อนุรักษ์ถึงวัฒนธรรมของชุมชนที่ได้สะท้อนความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ในท้องถิ่นตามที่ผู้วิจัยได้ทาการศึกษา ประโยชน์ที่ได้รับ
  • 7.
    1.ได้ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการทาขนมตาล 2. เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และรักษา ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของท้องถิ่น 3. .ทราบว่าท้องถิ่นใด ที่ยังมีความนิยมขนมตาลอยู่ ข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่องขนมตาล เพื่อประกอบการศึกษาข้อมูล ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ 1. ข้อเสนอแนะทั่วไป 1.1 ควรจะนาผลจากการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ไปปรับใช้ หรือบอกต่อคนในชุมชนอื่นๆที่ สนใจเพื่อการอนุรักษ์และสืบสานต่อไป 1.2 ควรจะนาผลการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เผยแพร่ให้กับบุคคลที่สนใจ เพื่อนาไปพัฒนา ปรับปรุง เพื่อให้เข้ากับชุมชน 2. ข้อเสนอแนะเพื่อการทาวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรจะได้ศึกษา รูปแบบวิถีชีวิตว่าการประกอบอาชีพเป็นอย่างไร และควรจะศึกษา ข้อแตกต่างจากหลายๆชุมชนเพิ่มเติม