บรรยายโดย อาจารย์วาสนา ศรีรักษ์
เคนเน็ธ โกลสไตน์ (Kennenth S. Goldstein,1964) :
นักคติชนวิทยาควรจะเรียนรู้แนววิจัยต่างๆ ให้กว้างขวางที่สุด
เท่าที่จะมากได้ เพื่อที่จะได้ไม่จากัดตนเองอยู่เฉพาะแนวใดแนวเดียว
หรือวิธีการเก็บข้อมูลภาคสนามวิธีใด วิธีเดียว แต่สามารถ
ที่จะเลือกใช้วิธีการและแนววิเคราะห์วิจัยที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด
ให้ความเข้าใจสิ่งที่ศึกษาได้กว้างลึกซึ้งที่สุด
ข้อควรตระหนักในการศึกษาวิจัยและการเก็บข้อมูล
 แนวการศึกษาวิจัยแต่ละแนว วิธีการเก็บข้อมูลแต่ละวิธี สามารถให้ข้อมูล
และคาตอบได้ตามที่ผู้วิจัยได้ตั้งเป้าหมายไว้เท่านั้น เช่น หากก่อนเก็บข้อมูล
ในสนามได้ตั้งเป้าหมายไว้แต่เพียงว่า ต้องการจะบรรยายเกี่ยวกับคติชนที่พบ
และเก็บได้ในสนาม ข้อมูลที่ได้จะเป็ นข้อมูลประเภทบรรยาย
(descriptive data) เท่านั้น และเมื่อขาดการวางประเด็น
การตั้งปัญหา ตั้งคาถาม ตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนการศึกษาเก็บข้อมูลในสนาม
ข้อมูลที่เก็บมาได้ก็มักจะขาดข้อมูลที่จะให้คาตอบต่อประเด็น หรือคาถาม
อันน่าที่จะเป็นสมมุติฐาน น่าที่จะเป็นเป้าหมายการวิจัย โดยที่ผู้วิจัย
อาจมองข้าม ไม่ทันได้ตระหนักถึงความสาคัญของข้อมูลในประเด็นดังกล่าว
SCIENTIFIC INQUIRY – การเก็บข้อมูลอย่างเป็นวิชาการ
 ขั้นตอนการเก็บข้อมูล
 ๑. การวางประเด็นของเรื่องในรูปแบบของการตั้งสมมติฐาน
 ๒. การวิเคราะห์แผนการเก็บข้อมูล
 ๓. การเก็บข้อมูล
 ๔. การวิเคราะห์ข้อมูล
 ๕. การเสนอผลวิจัย
 ๖. การสร้างสมมติฐานจากผลการวิจัยเพื่อใช้เป็นเป้าหมาย หรือเป็นประเด็นสาหรับ
โครงการวิจัยอื่นต่อไป
 การวางประเด็นของเรื่องหมายถึงการตั้งเป้าหมายก่อนการเก็บข้อมูลภาคสนาม
ว่าต้องการศึกษาเก็บข้อมูลเรื่องนั้นด้านใด และวางปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนั้นไว้
อย่างไร
 สมมติฐานไม่ใช่การคาดคะเน แต่เป็นสิ่งสมมุติขึ่นชั่วคราวก่อนการเก็บข้อมูลว่า
เป็นความจริง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัย เพื่อทาการทดสอบค้นหาคาตอบ
ในสนาม
 เพราะฉะนั้น ก่อนตั้งสมมติฐาน จะยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานมาพิสูจน์ว่า
สมมติฐานนั้นสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่
๑.การวางประเด็นของเรื่องในรูปแบบของการตั้งสมมติฐาน
 คำตอบที่หำได้จำกข้อมูลภำคสนำมนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบที่สนับสนุน
สมมติฐำนที่ตั้งไว้ เพรำะจุดประสงค์ของกำรตั้งสมมติฐำนนั้น คือ ช่วยทำให้
กระบวนกำรเก็บข้อมูลในสนำมไม่เลื่อนลอย มีเป้ ำหมำย และสำมำรถทำกำร
ทดสอบได้
 ไม่ว่ำข้อมูลที่เก็บได้ในภำคสนำมจะสนับสนุนสมมติฐำนหรือไม่ ข้อมูลนั้นก็
น่ำสนใจทั้งสิ้น
 กำรตั้งสมมติฐำนก่อนกำรเก็บข้อมูลในสนำมอำจตั้งไว้หลำยสมมติฐำนได้ เพื่อ
เป็นแนว เป็นเป้ ำหมำย และเป็นจุดเริ่มของกำรวิจัย
๑.กำรวำงประเด็นของเรื่องในรูปแบบของกำรตั้งสมมติฐำน
 เมื่อตั้งสมมติฐำนแล้ว ผู้เก็บข้อมูลควรวำงแนวควำมคิดของตนเองไว้ให้เป็น
กลำง ไม่ควรมีอคติเข้ำข้ำงสมมติฐำนที่ตั้งไว้ ซึ่งจะมีผลทำให้พยำยำม
ทดสอบพิสูจน์ว่ำสมมติฐำนที่ตั้งไว้นั้นสอดคล้องกับข้อมูลควำมเป็นจริงใน
ภำคสนำม ผู้วิจัยควรพยำยำมตรวจสอบข้อมูล สังเกตพฤติกรรม เหตุกำรณ์
และสอบถำมผู้ให้ข้อมูล รวมทั้งพยำยำมวิเครำะห์ค้นคว้ำว่ำมีข้อมูลที่คัดค้ำน
สมมติฐำนหรือไม่ อย่ำงไร
 ในกรณีที่เข้ำไปเก็บข้อมูลในสังคมหรือหมู่บ้ำนที่ไม่คุ้นเคย ผู้เก็บข้อมูล
จำเป็นจะต้องค้นคว้ำในห้องสมุดหรือตำมเว็บไซต์เพื่อค้นหำข้อมูล แนวคิด
หรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น เพื่อนำมำเป็นพื้นฐำนของกำรตั้ง
สมมตฐำน
 ๑. สถานที่ที่จะดาเนินงานวิจัย
- เก็บข้อมูลจากสถานที่ใดบ้าง และสถานที่นั้นมีลักษณะเฉพาะอย่างไร
 ๒. กาหนดเวลาสาหรับเก็บข้อมูล
- จะใช้เวลาในการเก็บข้อมูลภาคสนามนานเท่าใด
 ๓. ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง
- มีข้อมูลอื่นใด ที่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่ และจะค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่ใด
๓. วิธีการเก็บข้อมูล
๓.๑ วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์สอบถาม
๓.๑.๑ สัมภาษณ์แบบเป็นทางการ formal interview
- มีแบบฟอร์มสอบถาม พูดคุยตามหัวข้อที่กาหนดไว้
- นัดล่วงหน้า อธิบายล่วงหน้าให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เข้าใจ
๓.๑.๒ สัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ informal
interview
- การพูดคุยแลกเปลี่ยน เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกโอกาส
๓. วิธีการเก็บข้อมูล
• ๓.๒ หลักการในการสัมภาษณ์
๑. ใช้คาพูดที่เข้าใจง่าย
๒. งดเว้นการใช้ศัพท์ทางวิชาการ
๓. ตามเรื่อง เพราะผู้พูดบางคนอาจพูดเก่ง ขี้อาย พูดน้อย ไม่นัดแสดงความ
คิดเห็น
๔. หากผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่สะดวกใจให้มีการบันทึกเทป ผู้สัมภาษณ์ต้องมี
วิธีการบันทึกข้อมูลที่ได้สัมภาษณ์ให้ได้ข้อมูลครบถ้วน
๕. หากมีการบันทึกเสียงด้วยเครื่องมือต่างๆ ผู้สัมภาษณ์ควรเปิดสิ่งที่บันทึก
ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ฟังด้วย
๓. วิธีการเก็บข้อมูล
 ๓.๓ จรรยาบรรณของผู้วิจัย
 ๓.๓.๑ หากผู้ให้ข้อมูลไม่เต็มใจที่จะให้มีการบันทึกข้อมูลไว้เป็นลายลักษณ์
อักษรหรือบันทึกเสียงด้วยเครื่องมือต่างๆ ผู้วิจัยควรเคารพสิทธิ์ของผู้ให้
ข้อมูล และปฏิบัติตามคาร้องขอ
 ๓.๓.๒ ผู้เก็บข้อมูลต้องบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของข้อมูล ต้องระบุ
ชื่อและบันทึกรายละเอียดที่จาเป็นและเกี่ยวข้องกับผู้ให้ข้อมูลให้ครบถ้วน
เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้ให้ข้อมูล
 ๓.๓.๓ หากทาโครงการวิจัยเกี่ยวข้องกับทั้งชุมชน ทั้งหมู่บ้าน ทุกคนใน
หมู่บ้านนั้นมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าตนเป็นเป้าหมายการวิจัย มีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าหัวข้อ
วิจัยคืออะไร และเมื่อวิจัยเสร็จแล้ว ผลวิจัยจะถูกนาไปใช้อย่างไร
๓. วิธีการเก็บข้อมูล
 ๓.๓.๔ เมื่อทางานวิจัยเสร็จแล้ว หรือเก็บข้อมูลเขียนเป็นรายงานแล้ว
ควรส่งรายงานหรือผลการวิจัยกลับไปยังชุมชนหรือหมู่บ้านที่ผู้วิจัย
เข้าไปเก็บข้อมูล ถ้าชุมชนนั้นไม่มีห้องสมุด ให้ส่งกลับไปที่กานัน
ผู้ใหญ่บ้าน ครูใหญ่ เป็นต้น
 ๓.๓.๕ ผู้ให้ข้อมูลและชุมชนที่ศึกษา มีสิทธิ์ที่จะรับรู้ว่า เรื่องที่เขา
ถ่ายทอด ปัญหาที่เขาเปิดเผยให้ฟัง ได้รับการเสนอหรือวิเคราะห์
ตีความถูกต้องหรือไม่ เขาเห็นด้วยหรือไม่ ยิ่งเป็นประวัติศาสตร์จาก
คาบอกเล่าหรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิต เกียรติยศชื่อเสียง ยิ่งต้งอ
ระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
๓. วิธีการเก็บข้อมูล
 ๓.๓.๖ ทัศนคติของผู้วิจัยเกี่ยวกับบทบาทของตนเองขณะที่เก็บข้อมูล
ภาคสนามเป็นตัวแปรที่สาคัญยิ่ง
 ๓.๓.๗ ผู้วิจัยควรเข้าไปทาการวิจัยด้วยทัศนคติที่ว่า ตนคือผู้ที่
ต้องการเรียนรู้ เป็นผู้ศึกษา เป็นผู้ไม่รู้ ไม่ใช่ผู้คงแก่เรียนที่รู้ดีแล้ว
เพราะหากรู้ดีแล้ว ก็ไม่ต้องเข้าไปศึกษาวิจัย
 ๓.๓.๘ ผู้วิจัยต้องมีความละเอียดอ่อน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เคารพ
สิทธิ์ของผู้ให้ข้อมูล มีจรรยาบรรณ
 ๓.๓.๙ ต้องสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่ให้เกิด
ผลกระทบต่อผู้อื่น
 ๑. กล้องถ่ายรูป
 ๒. เครื่องมือสาหรับบันทึกเสียง – ภาพเคลื่อนไหว
 ๓. แบบฟอร์มบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับภาพถ่าย หรือ เสียงที่บันทึก หรือภาพ
เหตุการณ์ที่บันทึกไว้
 ผู้เก็บข้อมูล................................... เทป/ภาพถ่ายเลขที่...............................
 ชื่อผู้ให้ข้อมูล/ชื่อเหตุการณ์.........................................................................
 ข้อมูลประกอบหน้า/เรื่อง...................ภาพ/เสียงประกอบเลขที่.....................
 วันเดือนปีที่บันทึก......................................เวลาที่บันทึก..............................
 สถานที่เก็บข้อมูล........................................................................................
 ฉาก/โอกาสที่แสดง......................................................................................
 ข้อมูลเพิ่มเติม/ข้อสังเกต..............................................................................
 ข้อมูลอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง................................................................................
การวางแผนการวิจัยที่ดีนั้น ไม่ควรเป็น
การเก็บข้อมูลแบบสะเปะสะปะ แต่ควรมี
ขั้นตอน มีกระบวนการ ไม่กว้างเกินไป
จนเก็บข้อมูลไม่ได้สาเร็จครบถ้วน และไม่
แคบเกินไปจนมองไม่เห็นความสาคัญ
เลยว่า ทาไมจึงควรศึกษาคติชนนั้นๆ
ที่มาของข้อมูล
 วรรณี วิบูลย์สวัสดิ์ แอนเดอร์สัน (บรรณาธิการ). พื้นถิ่นพื้นฐาน:
มิติใหม่ของคติชนวิทยาและวิถีชีวิตสามัญของ “พื้นบ้าน
พื้นเมือง. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๓๑. หน้า ๙๐-
๑๐๔.

ระเบียบวิธีวิจัย

  • 1.
  • 2.
    เคนเน็ธ โกลสไตน์ (KennenthS. Goldstein,1964) : นักคติชนวิทยาควรจะเรียนรู้แนววิจัยต่างๆ ให้กว้างขวางที่สุด เท่าที่จะมากได้ เพื่อที่จะได้ไม่จากัดตนเองอยู่เฉพาะแนวใดแนวเดียว หรือวิธีการเก็บข้อมูลภาคสนามวิธีใด วิธีเดียว แต่สามารถ ที่จะเลือกใช้วิธีการและแนววิเคราะห์วิจัยที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด ให้ความเข้าใจสิ่งที่ศึกษาได้กว้างลึกซึ้งที่สุด
  • 3.
    ข้อควรตระหนักในการศึกษาวิจัยและการเก็บข้อมูล  แนวการศึกษาวิจัยแต่ละแนว วิธีการเก็บข้อมูลแต่ละวิธีสามารถให้ข้อมูล และคาตอบได้ตามที่ผู้วิจัยได้ตั้งเป้าหมายไว้เท่านั้น เช่น หากก่อนเก็บข้อมูล ในสนามได้ตั้งเป้าหมายไว้แต่เพียงว่า ต้องการจะบรรยายเกี่ยวกับคติชนที่พบ และเก็บได้ในสนาม ข้อมูลที่ได้จะเป็ นข้อมูลประเภทบรรยาย (descriptive data) เท่านั้น และเมื่อขาดการวางประเด็น การตั้งปัญหา ตั้งคาถาม ตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนการศึกษาเก็บข้อมูลในสนาม ข้อมูลที่เก็บมาได้ก็มักจะขาดข้อมูลที่จะให้คาตอบต่อประเด็น หรือคาถาม อันน่าที่จะเป็นสมมุติฐาน น่าที่จะเป็นเป้าหมายการวิจัย โดยที่ผู้วิจัย อาจมองข้าม ไม่ทันได้ตระหนักถึงความสาคัญของข้อมูลในประเด็นดังกล่าว
  • 4.
    SCIENTIFIC INQUIRY –การเก็บข้อมูลอย่างเป็นวิชาการ  ขั้นตอนการเก็บข้อมูล  ๑. การวางประเด็นของเรื่องในรูปแบบของการตั้งสมมติฐาน  ๒. การวิเคราะห์แผนการเก็บข้อมูล  ๓. การเก็บข้อมูล  ๔. การวิเคราะห์ข้อมูล  ๕. การเสนอผลวิจัย  ๖. การสร้างสมมติฐานจากผลการวิจัยเพื่อใช้เป็นเป้าหมาย หรือเป็นประเด็นสาหรับ โครงการวิจัยอื่นต่อไป
  • 5.
     การวางประเด็นของเรื่องหมายถึงการตั้งเป้าหมายก่อนการเก็บข้อมูลภาคสนาม ว่าต้องการศึกษาเก็บข้อมูลเรื่องนั้นด้านใด และวางปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนั้นไว้ อย่างไร สมมติฐานไม่ใช่การคาดคะเน แต่เป็นสิ่งสมมุติขึ่นชั่วคราวก่อนการเก็บข้อมูลว่า เป็นความจริง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัย เพื่อทาการทดสอบค้นหาคาตอบ ในสนาม  เพราะฉะนั้น ก่อนตั้งสมมติฐาน จะยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานมาพิสูจน์ว่า สมมติฐานนั้นสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่
  • 6.
    ๑.การวางประเด็นของเรื่องในรูปแบบของการตั้งสมมติฐาน  คำตอบที่หำได้จำกข้อมูลภำคสนำมนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบที่สนับสนุน สมมติฐำนที่ตั้งไว้เพรำะจุดประสงค์ของกำรตั้งสมมติฐำนนั้น คือ ช่วยทำให้ กระบวนกำรเก็บข้อมูลในสนำมไม่เลื่อนลอย มีเป้ ำหมำย และสำมำรถทำกำร ทดสอบได้  ไม่ว่ำข้อมูลที่เก็บได้ในภำคสนำมจะสนับสนุนสมมติฐำนหรือไม่ ข้อมูลนั้นก็ น่ำสนใจทั้งสิ้น  กำรตั้งสมมติฐำนก่อนกำรเก็บข้อมูลในสนำมอำจตั้งไว้หลำยสมมติฐำนได้ เพื่อ เป็นแนว เป็นเป้ ำหมำย และเป็นจุดเริ่มของกำรวิจัย
  • 7.
    ๑.กำรวำงประเด็นของเรื่องในรูปแบบของกำรตั้งสมมติฐำน  เมื่อตั้งสมมติฐำนแล้ว ผู้เก็บข้อมูลควรวำงแนวควำมคิดของตนเองไว้ให้เป็น กลำงไม่ควรมีอคติเข้ำข้ำงสมมติฐำนที่ตั้งไว้ ซึ่งจะมีผลทำให้พยำยำม ทดสอบพิสูจน์ว่ำสมมติฐำนที่ตั้งไว้นั้นสอดคล้องกับข้อมูลควำมเป็นจริงใน ภำคสนำม ผู้วิจัยควรพยำยำมตรวจสอบข้อมูล สังเกตพฤติกรรม เหตุกำรณ์ และสอบถำมผู้ให้ข้อมูล รวมทั้งพยำยำมวิเครำะห์ค้นคว้ำว่ำมีข้อมูลที่คัดค้ำน สมมติฐำนหรือไม่ อย่ำงไร  ในกรณีที่เข้ำไปเก็บข้อมูลในสังคมหรือหมู่บ้ำนที่ไม่คุ้นเคย ผู้เก็บข้อมูล จำเป็นจะต้องค้นคว้ำในห้องสมุดหรือตำมเว็บไซต์เพื่อค้นหำข้อมูล แนวคิด หรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น เพื่อนำมำเป็นพื้นฐำนของกำรตั้ง สมมตฐำน
  • 8.
     ๑. สถานที่ที่จะดาเนินงานวิจัย -เก็บข้อมูลจากสถานที่ใดบ้าง และสถานที่นั้นมีลักษณะเฉพาะอย่างไร  ๒. กาหนดเวลาสาหรับเก็บข้อมูล - จะใช้เวลาในการเก็บข้อมูลภาคสนามนานเท่าใด  ๓. ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง - มีข้อมูลอื่นใด ที่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่ และจะค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่ใด
  • 9.
    ๓. วิธีการเก็บข้อมูล ๓.๑ วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์สอบถาม ๓.๑.๑สัมภาษณ์แบบเป็นทางการ formal interview - มีแบบฟอร์มสอบถาม พูดคุยตามหัวข้อที่กาหนดไว้ - นัดล่วงหน้า อธิบายล่วงหน้าให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เข้าใจ ๓.๑.๒ สัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ informal interview - การพูดคุยแลกเปลี่ยน เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกโอกาส
  • 10.
    ๓. วิธีการเก็บข้อมูล • ๓.๒หลักการในการสัมภาษณ์ ๑. ใช้คาพูดที่เข้าใจง่าย ๒. งดเว้นการใช้ศัพท์ทางวิชาการ ๓. ตามเรื่อง เพราะผู้พูดบางคนอาจพูดเก่ง ขี้อาย พูดน้อย ไม่นัดแสดงความ คิดเห็น ๔. หากผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่สะดวกใจให้มีการบันทึกเทป ผู้สัมภาษณ์ต้องมี วิธีการบันทึกข้อมูลที่ได้สัมภาษณ์ให้ได้ข้อมูลครบถ้วน ๕. หากมีการบันทึกเสียงด้วยเครื่องมือต่างๆ ผู้สัมภาษณ์ควรเปิดสิ่งที่บันทึก ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ฟังด้วย
  • 11.
    ๓. วิธีการเก็บข้อมูล  ๓.๓จรรยาบรรณของผู้วิจัย  ๓.๓.๑ หากผู้ให้ข้อมูลไม่เต็มใจที่จะให้มีการบันทึกข้อมูลไว้เป็นลายลักษณ์ อักษรหรือบันทึกเสียงด้วยเครื่องมือต่างๆ ผู้วิจัยควรเคารพสิทธิ์ของผู้ให้ ข้อมูล และปฏิบัติตามคาร้องขอ  ๓.๓.๒ ผู้เก็บข้อมูลต้องบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของข้อมูล ต้องระบุ ชื่อและบันทึกรายละเอียดที่จาเป็นและเกี่ยวข้องกับผู้ให้ข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้ให้ข้อมูล  ๓.๓.๓ หากทาโครงการวิจัยเกี่ยวข้องกับทั้งชุมชน ทั้งหมู่บ้าน ทุกคนใน หมู่บ้านนั้นมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าตนเป็นเป้าหมายการวิจัย มีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าหัวข้อ วิจัยคืออะไร และเมื่อวิจัยเสร็จแล้ว ผลวิจัยจะถูกนาไปใช้อย่างไร
  • 12.
    ๓. วิธีการเก็บข้อมูล  ๓.๓.๔เมื่อทางานวิจัยเสร็จแล้ว หรือเก็บข้อมูลเขียนเป็นรายงานแล้ว ควรส่งรายงานหรือผลการวิจัยกลับไปยังชุมชนหรือหมู่บ้านที่ผู้วิจัย เข้าไปเก็บข้อมูล ถ้าชุมชนนั้นไม่มีห้องสมุด ให้ส่งกลับไปที่กานัน ผู้ใหญ่บ้าน ครูใหญ่ เป็นต้น  ๓.๓.๕ ผู้ให้ข้อมูลและชุมชนที่ศึกษา มีสิทธิ์ที่จะรับรู้ว่า เรื่องที่เขา ถ่ายทอด ปัญหาที่เขาเปิดเผยให้ฟัง ได้รับการเสนอหรือวิเคราะห์ ตีความถูกต้องหรือไม่ เขาเห็นด้วยหรือไม่ ยิ่งเป็นประวัติศาสตร์จาก คาบอกเล่าหรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิต เกียรติยศชื่อเสียง ยิ่งต้งอ ระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
  • 13.
    ๓. วิธีการเก็บข้อมูล  ๓.๓.๖ทัศนคติของผู้วิจัยเกี่ยวกับบทบาทของตนเองขณะที่เก็บข้อมูล ภาคสนามเป็นตัวแปรที่สาคัญยิ่ง  ๓.๓.๗ ผู้วิจัยควรเข้าไปทาการวิจัยด้วยทัศนคติที่ว่า ตนคือผู้ที่ ต้องการเรียนรู้ เป็นผู้ศึกษา เป็นผู้ไม่รู้ ไม่ใช่ผู้คงแก่เรียนที่รู้ดีแล้ว เพราะหากรู้ดีแล้ว ก็ไม่ต้องเข้าไปศึกษาวิจัย  ๓.๓.๘ ผู้วิจัยต้องมีความละเอียดอ่อน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เคารพ สิทธิ์ของผู้ให้ข้อมูล มีจรรยาบรรณ  ๓.๓.๙ ต้องสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่ให้เกิด ผลกระทบต่อผู้อื่น
  • 14.
     ๑. กล้องถ่ายรูป ๒. เครื่องมือสาหรับบันทึกเสียง – ภาพเคลื่อนไหว  ๓. แบบฟอร์มบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับภาพถ่าย หรือ เสียงที่บันทึก หรือภาพ เหตุการณ์ที่บันทึกไว้
  • 15.
     ผู้เก็บข้อมูล................................... เทป/ภาพถ่ายเลขที่............................... ชื่อผู้ให้ข้อมูล/ชื่อเหตุการณ์.........................................................................  ข้อมูลประกอบหน้า/เรื่อง...................ภาพ/เสียงประกอบเลขที่.....................  วันเดือนปีที่บันทึก......................................เวลาที่บันทึก..............................  สถานที่เก็บข้อมูล........................................................................................  ฉาก/โอกาสที่แสดง......................................................................................  ข้อมูลเพิ่มเติม/ข้อสังเกต..............................................................................  ข้อมูลอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง................................................................................
  • 16.
    การวางแผนการวิจัยที่ดีนั้น ไม่ควรเป็น การเก็บข้อมูลแบบสะเปะสะปะ แต่ควรมี ขั้นตอนมีกระบวนการ ไม่กว้างเกินไป จนเก็บข้อมูลไม่ได้สาเร็จครบถ้วน และไม่ แคบเกินไปจนมองไม่เห็นความสาคัญ เลยว่า ทาไมจึงควรศึกษาคติชนนั้นๆ
  • 17.
    ที่มาของข้อมูล  วรรณี วิบูลย์สวัสดิ์แอนเดอร์สัน (บรรณาธิการ). พื้นถิ่นพื้นฐาน: มิติใหม่ของคติชนวิทยาและวิถีชีวิตสามัญของ “พื้นบ้าน พื้นเมือง. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๓๑. หน้า ๙๐- ๑๐๔.