บรรยายโดยอาจารย์วาสนา ศรีรักษ์
แนวทางการศึกษาคติชนกับสังคม
ขอบข่ายและสถานภาพการศึกษาคติชน
วิทยา
บทบาท หน้าที่ และความสาคัญของคติชน
ในสังคมไทย
ความสัมพันธ์ระหว่างคติชนกับ
ศิลปวัฒนธรรมประเภทอื่น
กาเนิดวิชาคติชน
 วิชาคติชนวิทยาเกิดขึ้นในประเทศตะวันตกใน
ยุคล่าอาณานิคม
 ประเทศตะวันตกได้ครอบครองประเทศที่มี
วัฒนธรรมแตกต่าง
 คนตะวันตกตระหนักว่าในสังคมส่วนใหญ่
ไม่ได้ใช้หนังสือเป็นหลักในการถ่ายทอด
วัฒนธรรม
 วัฒนธรรมหลายประเภทได้รับการถ่ายทอด
โดยผ่านประเพณีการบอกเล่า (oral
tradition) ในสังคม
 ผู้คนในชุมชนมักใช้ตานาน (myth)
อธิบายกาเนิดบรรพบุรุษและกาเนิดของ
ชุมชน
 ผู้คนในชุมชนใช้ภาษิต คาพังเพย ข้อห้าม
ในการอบรมระเบียบสังคม
 ผู้คนในชุมชนใช้เพลง การร่ายรา ประกอบ
พิธีกรรม เพื่อยึดเหนี่ยวคนในชุมชนไว้
ด้วยกัน
 สังคมบางสังคมใช้ระบบครอบครัวเครือ
ญาติเป็นตัวเชื่อมโยงความสัมพันธ์และการ
สร้างเครือข่ายในชุมชน
ขอบข่ายของวิชา
คติชนวิทยา
เปลี่ยนแปลง
ไปตาม
ยุคสมัย
ประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙
พี่น้องตระกูลกริมม์สนใจความ
คล้ายคลึงของนิทานทั่วโลก โดยเฉพาะ
นิทานยุโรปและอินเดีย
นักคติชนในระยะแรกจากัดอยู่ที่นิทาน
พื้นบ้าน
เริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลนิทาน
พื้นบ้าน เรียกว่า คติชนประเภทเรื่องเล่า
(narratives)
ข้อมูลคติชนวิทยาประเภทเรื่องเล่า (narratives)
เรื่องเล่า แบ่งเป็น
 ตานาน (myth)
 นิทานมหัศจรรย์
(fairy tales)
 นิทานท้องถิ่น (legend)
 นิทานตลก (jokes)
 นิทานอธิบายเหตุ
 นิทานเรื่องโม้
 นิทานไม่รู้จบ
วิธีการศึกษานิทานของนักคติชน
ในระยะแรก
 เปรียบเทียบนิทานต่างๆ ในโลก
 สังเกตรายละเอียดนิทานสานวน
ต่างๆ
 อธิบายกาเนิดของนิทาน
 ดูการแพร่กระจายของนิทานจาก
แหล่งหนึ่งไปสู่อีกแหล่งหนึ่ง
ข้อมูลคติชนวิทยาประเภทอื่นๆ ที่นักคติชนในระยะแรกสนใจ
ศิลปวัฒนธรรม
การแสดงออก
ที่เกี่ยวกับการใช้ถ้อยคา
(verbal art)
 เพลงพื้นบ้าน (folksongs)
 - เพลงกล่อมเด็ก
 - เพลงประกอบการละเล่นของเด็ก
 ปริศนาคาทาย
 ภาษิต
 คาพังเพย
ความสนใจของนักคติชนในระยะต่อมา
ศิลปะการแสดง
(performing art)
 การร่ายรา
 การฟ้ อนรา
 การละเล่นพื้นบ้าน
 การแสดงพื้นบ้าน
 ละครของชาวบ้าน
ความสนใจของนักคติชนในระยะต่อมา
ในบางครั้งอาจจะแยก
verbal art
ออกจาก
performing
art ได้ยาก
เมื่อจะศึกษาเพลงประกอบการละเล่น
ของเด็กก็ต้องศึกษาการละเล่นนั้นๆ
ไปด้วย
จะศึกษาการแสดงพื้นบ้าน ก็ต้อง
ศึกษาเพลงประกอบการแสดงด้วย
ข้อมูลคติชนในการศึกษาภายหลังต่อมา
การศึกษาคติชนในบริบททางวัฒนธรรม
(verbal art + performing art)
ทาให้ขอบข่ายการศึกษาของคติชน ขยายรวมไปถึง
การศึกษา ศิลปะทางวัตถุ (material art)
ซึ่งหมายถึง เครื่องจักสาน เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ของ
ชาวบ้าน
เข้าไปด้วยในภายหลัง
๑. เป็นข้อมูลศิลปวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดกันด้วยปากต่อปาก ใช้วิธีจาและเล่าต่อๆ
กันมา
๒. เป็นข้อมูลที่ไม่ทราบตัวผู้แต่ง บอกไม่ได้ว่าใครแต่ง เพราะใช้เล่าสืบต่อกันมา
๓. ข้อมูลคติชนมักมีหลายสานวนขึ้นอยู่กับว่า เป็นสานวนของหมู่บ้านใด อาเภอ
ใด จังหวัดใด ไม่มีสานวนที่ตายตัวแน่นอน ไม่มีสานวนใดถูกต้องกว่าสานวน
ใด ขึ้นอยู่กับวิธีการเล่าของผู้เล่า ขึ้นอยู่กับผู้ฟัง สถานที่เล่า
นิทาน / เพลง จึงมีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาอยู่ตลอดเวลาตามสถานการณ์ที่เล่า และตามยุคสมัย
 นักคติชนวิทยาในสหรัฐอเมริกา ได้ขยายขอบเขตของคติชนออกไป
กว้างขวางมาก ถึงขนาดที่นับว่าคติชนของคนตั้งแต่ ๒-๓ คนขึ้นไปก็
นับว่าเป็น folklore ในแง่นี้ folk จึงไม่ได้จากัดเฉพาะชาวบ้าน
อีกต่อไป อาจรวมไปถึงชาวเมืองด้วย จึงอาจมี family lore อัน
หมายถึงเรื่องที่เล่ากันในครอบครัว เช่นเรื่องประเภทสมัยคุณตาคุณ
ยายยังเด็ก อาจมีคติชนของคนที่อยู่ในอาชีพเดียวกัน เช่น ในหมู่บ้าน
ชาวประมงอาจมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับทะเล หรือคติชนในหมู่บ้านที่นับถือ
ศาสนาเดียวกัน เช่นอาจมีมุกตลกของคนที่นับถือโรมันคาทอลิก
เกี่ยวกับคนที่นับถือโปรแตสแตนต์
 นักคติชนในยุโรปสนใจวิเคราะห์ตัวบท (textual analysis) ของคติชน
 นักคติชนในอเมริกาสนใจศึกษาบริบทของคติชน (contextual analysis)
นิทาน
๑. ใครเป็นผู้เล่า
๒. กลุ่มผู้ฟังเป็น
ใคร
๓. เล่าที่ไหน
ถ้าผู้เล่าต่างคนกัน
ถ้าผู้ฟังเป็นคนละกลุ่ม
ถ้าเปลี่ยนสถานที่
สานวนนิทานเรื่องนั้นๆ
จะเปลี่ยนไปหรือไม่
ผลการวิจัย
นิทานเรื่องเดียวกัน
ถ้าผู้เล่าเป็นผู้เฒ่าอายุ ๗๐ ปี จะเล่าเรื่องออกมาฟังดูเป็น
ตานานของหมู่บ้าน มีเค้าเรื่องจริง
ถ้าผู้เล่าเป็นคนหนุ่มสาว อายุ ๓๐ ปี เป็นลูกหลานของผู้เฒ่า
ผู้นั้น จะเล่าเรื่องออกมาฟังดูเป็นนิทานธรรมดาๆ ไม่มีการโยง
สถานที่จริงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้านนั้น
ผลการวิจัย
นักเล่านิทานคนหนึ่งเล่านิทานในศาลากลางจังหวัด ให้
หมอ ผู้พิพากษา ครู ทนายความฟัง สานวนนิทานเป็น
แบบหนึ่ง
พอกลับไปเล่าให้เพือ่นบ้านซึ่งเป็นชาวนาในหมู่บ้านฟัง จะมี
การเพิ่มเติมสีสัน มีการโยงเรื่องกับชื่อคนหรือสถานที่ใน
หมู่บ้านที่ผู้ฟังรู้จัก นิทานสานวนนั้นก็ออกมาอีกแบบหนึ่ง

แนวทางการศึกษาคติชนวิทยา