มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของบริการนิเวศจากกลุ่มป่า
ตะวันออก
29 พฤศจิกายน 2559
โครงการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มป่ าตะวันออก
ในการใช้น้าในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร
พิเชษฎ์ ภูวภิรมย์ขวัญ
ผู้วิจัย
โครงการเร่งเสริมความยั่งยืน ของระบบการจัดการ
พื้นที่คุ้มครอง (catspa)
สานักอุทยาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธ์พืช
ภายใต้การกากับดูแลของ
ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่กลุ่มป่าตะวันออกมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อ
ปริมาณและคุณภาพของน้าดิบที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและการผลิตน้าประปา
สาหรับการอุปโภค บริโภค ของประชาชนในภาคตะวันออก รวมถึงการใช้น้าเพื่อ
การเกษตรในพื้นที่ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่ง
ทะเลภาคตะวันออกซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศทาให้มี
ความการใช้น้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การจัดสรรน้าในสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่าง
ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภค จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายของผู้มี
อานาจรับผิดชอบอยู่เสมอ ดังนั้นการศึกษาถึงมูลค่าการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้า
ของภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภคของชุมชนในภาค
ตะวันออกจึงมีความจาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสาหรับการจัดการ
ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และยังใช้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการจัดตั้ง
โครงการอนุรักษ์ต่างๆ เช่น โครงการค่าแทนคุณระบบนิเวศของพื้นที่ต้นน้าป่า
ตะวันออก(PES) เป็นต้น เพื่อการอนุรักษ์พื้นที่ให้ยั่งยืน สืบไป
โครงการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์
ของกลุ่มป่าตะวันออกในการใช้น้า
ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคธุรกิจในเมือง
– ประเมินมูลค่าการใช้น้าของภาคอุตสาหกรรม โดยวิธีการวัดการเปลี่ยนแปลงของ
ผลผลิต(Change in Productivity Approach) หากขาดน้าในกระบวนการผลิต
– เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างโรงงานอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก โดยกระจายขนาด
ประเภท และที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยเก็บข้อมูลจากโรงงาน
อุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม และนอกนิคมอุตสาหกรรม รวม 40 แห่ง
– ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบละเอียด โดยสัมภาษณ์ผู้แทนของโรงงานอุตสาหกรรมแต่ละ
แห่งซึ่งรับผิดชอบดูแลเรื่องการใช้น้าในโรงงานอุตสาหกรรมนั้น
การประเมินมูลค่าการใช้น้าในภาคอุตสาหกรรม
ค่าสถิติสาคัญของกลุ่มตัวอย่างโรงงานอุตสาหกรรม
ปัจจัยทางสถิติ โรงงานในนิคมฯ โรงงานนอกนิคมฯ หน่วย
ขนาดพื้นที่ 39.16 7.19 ไร่
จานวนแรงงาน 164 28 คน
มูลค่าผลผลิต 714.80 48.15 ล้านบาท/ปี
ปริมาณน้าใช้ 798,313 51,004 ลบ.ม/ปี
จานวนโรงงาน 2,250 6,705 โรงงาน
สถานการณ์
มูลค่าความเสียหายจากผลผลิตที่ลดลง (ล้านบาท/โรงงาน/ปี)
โรงงานในนิคมฯ โรงงานนอกนิคมฯ
น้าใช้เพื่อการผลิตลดลง 10% 67.8 4.8
น้าใช้เพื่อการผลิตลดลง 30% 230.5 16.0
น้าใช้เพื่อการผลิตลดลง 50% 499.5 30.2
คานวณเป็นมูลค่าน้า (บาท/ลบ.ม.) 1,021 989
มูลค่าน้าเพื่ออุตสาหกรรม
มูลค่าน้าเพื่ออุตสาหกรรม
โรงงานใน
นิคมฯ
83%
โรงงาน
นอกนิคมฯ
17%
มูลค่าผลผลิตรวม
โรงงานใน
นิคมฯ
84%
โรงงาน
นอกนิคมฯ
16%
ปริมาณน้าใช้
หมายเหตุ: โรงงานในนิคมมี 2,250 แห่ง โรงงานนอกนิคมมี 6,705 แห่ง
การแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลโรงงานในนิคม
กลุ่มอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์
อุตสาหกรรมโลหะ
อุตสาหกรรมซ่อมบารุงเครื่องจักร
อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วน
อุตสาหกรรมผลิตอาหาร
อุตสาหกรรมพลาสติก
อุตสาหกรรมอโลหะ
0
200
400
600
800
1000
1200
อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์
อุตสาหกรรมโลหะ
อุตสาหกรรมซ่อมบารุง
เครื่องจักร
อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วน
อุตสาหกรรมผลิตอาหาร
อุตสาหกรรมพลาสติก
อุตสาหกรรมอโลหะ
ล้านบาท/ปี
มูลค่าผลผลิตต่อโรงงาน
ปริมาณน้าใช้ในกระบวนการผลิตต่อโรงงาน
อุตสาหกรรม
เคมีภัณฑ์
24%
อุตสาหกรรมโลหะ
10%
อุตสาหกรรมซ่อม
บารุงเครื่องจักร
8%
อุตสาหกรรมผลิต
ชิ้นส่วน
15%
อุตสาหกรรมผลิต
อาหาร
14%
อุตสาหกรรม
พลาสติก
15%
อุตสาหกรรมอโลหะ
14%
บาท / ลบ.ม.
มูลค่าความเต็มใจจะจ่ายเพื่ออนุรักษ์นิเวศต้นน้า
0
200
400
600
800
1000
1200
1400
1600
อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์
อุตสาหกรรมโลหะ
อุตสาหกรรมซ่อมบารุงเครื่องจักร
อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วน
อุตสาหกรรมผลิตอาหาร
อุตสาหกรรมพลาสติก
อุตสาหกรรมอโลหะ
• ทาให้ทราบถึงมูลค่าน้าที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งเป็นตัว
สะท้อนถึงค่าความเต็มใจจะจ่ายในการอนุรักษ์ต้นน้าของแต่ละกลุ่ม
อุตสาหกรรม
• ใช้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการจัดตั้งโครงการอนุรักษ์ต่างๆ เช่น โครงการค่าแทน
คุณระบบนิเวศของพื้นที่ต้นน้าป่าตะวันออก(PES)ของภาคอุตสาหกรรม
ประโยชน์ของการศึกษา
– ประเมินมูลค่าการใช้น้าของภาคการเกษตร โดยวิธีการวัดการเปลี่ยนแปลงของผลผลิต
(Change in Productivity Approach) หากขาดน้าเพื่อการเกษตร
– เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรในภาคตะวันออก โดยกระจายพื้นที่การเก็บข้อมูล
ใน 4 จังหวัดตัวแทนภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัด ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
– ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบละเอียด โดยสัมภาษณ์เกษตรกรแบบตัวต่อตัว ถึงข้อมูลการ
ใช้น้าเพื่อการเกษตร รวม 300 ตัวอย่าง
การประเมินมูลค่าการใช้น้าในภาคการเกษตร
วิธีการวัดการเปลี่ยนแปลงของประสิทธิภาพการผลิต จะใช้ในกรณีที่เกิดการ
เปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศในส่วนที่มนุษย์ได้
ประโยชน์จากมูลค่าของการใช้ทางตรง เช่น ปริมาณน้ามีผลโดยตรงต่อการทา
การเกษตร ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้ง ขาดน้า ย่อมมีผลกระทบต่อผลผลิตทาง
การเกษตร หลักการวัดมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของน้าที่ใช้ในการเกษตรคือ การวัด
การเปลี่ยนแปลงของผลผลิตที่เป็นสินค้าหรือบริการที่มีการซื้อขายกันในตลาดและมี
มูลค่าทางตลาดที่วัดเป็นตัวเงินอยู่แล้วซึ่งในที่นี้ก็คือผลผลิตทางการเกษตรนั่นเอง
วิธีการวัดการเปลี่ยนแปลงของผลผลิต
(Change in Productivity Approach)
วิธีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์
พื้นที่เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร
การแบ่งกลุ่มการวิเคราะห์ข้อมูล
พืชสวน พืชไร่ ยางพารา
ทุเรียน มันสาปะหลัง ยางพารา
ปาล์ม ข้าว
มังคุด อ้อย
เงาะ สัปปะรด
ลาไย ข้าวโพด
ลองกอง
มะพร้าว
121 ตัวอย่าง 78 ตัวอย่าง 101 ยางพารา
40% 26% 34%
ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร
ปัจจัยทางสถิติ พืชสวน พืชไร่ ยางพารา หน่วย
อายุ 36.78 36.87 37.16 ปี
การศึกษา 9.79 9.73 9.45 ปี
รายได้การเกษตร 10,050 9,497 10,059 บาท/ครัวเรือน/เดือน
รายได้นอกภาคการเกษตร 2,033 1,820 2,381 บาท/ครัวเรือน/เดือน
รายได้รวม 12,083 11,294 12,440 บาท/ครัวเรือน/เดือน
พื้นที่เพาะปลูก 10.48 15.06 12.25 ไร่/ครัวเรือน
การได้รับน้าในช่วงฤดูแล้ง
น้าเพียงพอ
3%
ขาดน้า
เล็กน้อย
15%
ขาดน้าอย่าง
มาก
37%
ขาดน้าระดับ
วิกฤต
45%
พืชสวน
น้าเพียงพอ
10% ขาดน้า
เล็กน้อย
13%
ขาดน้าอย่าง
มาก
40%
ขาดน้าระดับ
วิกฤต
37%
พืชไร่ น้าเพียงพอ
4%
ขาดน้า
เล็กน้อย
15%
ขาดน้าอย่าง
มาก
34%
ขาดน้าระดับ
วิกฤต
47%
ยางพารา
มูลค่าน้าเพื่อการเกษตร
สถานการณ์
มูลค่าความเสียหายจากผลผลิตที่ลดลง (บาท/ครัวเรือน/เดือน)
พืชสวน พืชไร่ ยางพารา
น้าใช้เพื่อการเกษตรลดลง 10% 1,129 554 613
น้าใช้เพื่อการเกษตรลดลง 30% 4,540 3,043 3,017
น้าใช้เพื่อการเกษตรลดลง 50% 8,043 6,085 5,890
คานวณเป็นมูลค่าน้า (บาท/ลบ.ม.) 86.84 56.91 57.14
มูลค่าน้าเพื่อการเกษตร
0
10
20
30
40
50
60
70
80
90
100
พืชสวน พืชไร่ ยางพารา
มูลค่าน้าเพื่อการเกษตร (บาท/ลบ.ม.)
ความยินดีจ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์ต้นน้าป่าตะวันออก
เงินอนุรักษ์
(บาท/เดือน)
จานวนผู้ยินดีจ่าย
(คน)
จานวนตัวอย่าง
(คน)
สัดส่วน
ผู้ยินดีจ่าย
20 16 16 100%
50 15 20 75%
100 14 21 67%
150 8 18 44%
200 2 26 8%
กลุ่มเกษตรกร
ความยินดีจ่ายเพื่อการอนุรักษ์ต้นน้า
(บาท/เดือน)
ปัจจัยที่มีผลต่อ
ความยินดีจ่าย
พืชสวน 208.89 รายได้
พืชไร่ 136.76 รายได้ , การศึกษา
ยางพารา 150.66 รายได้
ความยินดีจ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์ต้นน้าป่าตะวันออก
ความยินดีจ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์ต้นน้าป่าตะวันออก
0
50
100
150
200
250
พืชสวน พืชไร่ ยางพารา
ความยินดีจ่ายเพื่อการอนุรักษ์ต้นน้า (บาท/เดือน)
สรุปมูลค่าน้าเพื่อการเกษตร
กลุ่มเกษตรกร สัดส่วนกลุ่มตัวอย่าง มูลค่าน้าเพื่อการเกษตร ความยินดีจ่ายเงินอนุรักษ์
(ร้อยละ) (บาท/ลบ.ม.) (บาท/ครัวเรือน/เดือน)
พืชสวน 40 86.84 208.89
พืชไร่ 26 56.91 136.76
ยางพารา 34 57.14 150.66
รวม 100
สรุปมูลค่าน้าเพื่อการเกษตร
พืชสวน
40%
พืชไร่
26%
ยางพารา
34%
กลุ่มตัวอย่างเกษตรกร
กลุ่มพืชสวนมีความยินดีจ่ายเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ามากกว่ากลุ่มอื่นประมาณ 1.5 เท่า
ความยินดีจ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์แยกตามชนิดพืช
กลุ่มเกษตรกร ความยินดีจ่ายเงินอนุรักษ์
(บาท/ครัวเรือน/เดือน)
ทุเรียน 124.52
ปาล์ม 67.92
มังคุด 106.67
เงาะ 122.63
ลาไย 164.44
ลองกอง 100.00
มะพร้าว 133.33
มันสาปะหลัง 72.83
สัปปะรด 92.86
ข้าว 56.67
อ้อย 81.11
ยางพารา 76.83
ความยินดีจ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์แยกตามชนิดพืช
0
20
40
60
80
100
120
140
160
180
ทุเรียน
ปาล์ม
มังคุด
เงาะ
ลาไย
ลองกอง
มะพร้าว
มันสาปะหลัง
สัปปะรด
ข้าว
อ้อย
ยางพารา
บาท/ครัวเรือน/เดือน
– ทาให้ทราบถึงความยินดีในการมีส่วนร่วมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่า
ต้นน้าของเกษตรกร เพื่อให้มีน้าใช้เพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน
– ทาให้ทราบถึงความรุนแรงของผลกระทบจากการขาดแคลนน้าเพื่อใช้ใน
การเกษตร
– สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อระดมทุนเข้าองค์กรอนุรักษ์ที่อาจจัดตั้งใจ
อนาคต เช่น กองทุนค่าแทนคุณระบบนิเวศของพื้นที่ต้นน้าป่าตะวันออก
(PES) ของเกษตรกร
ประโยชน์ของการศึกษา
– เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรในพื้นที่บริเวณรอยต่อเขาชะเมา-เขาอ่างฤาไน
โดยกระจายพื้นที่การเก็บข้อมูลใน 3 หมู่บ้านใหญ่ในพื้นที่รอยต่อ ได้แก่ บ้านเขาพัง
บ้านน้ากร่อย บ้านเขาพัง
– ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบละเอียด โดยสัมภาษณ์เกษตรกรแบบตัวต่อตัว ถึงข้อมูลการ
ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตร รวม 100 ตัวอย่าง
– ประเมินมูลค่าความมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าต้นน้าของเกษตรกรในพื้นที่จาก
เทคนิคสมมติเหตุการณ์ (Contingent Valuation method)
การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตร
บริเวณรอยต่อเขาชะเมา-เขาอ่างฤาไน
พื้นที่เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร
ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร
ปัจจัยทางสถิติ ค่าเฉลี่ย หน่วย
อายุ 44.60 ปี
การศึกษา 4.68 ปี
รายได้การเกษตรปัจจุบัน 3,205 บาท/ครัวเรือน/เดือน
รายได้นอกภาคการเกษตรปัจจุบัน 850 บาท/ครัวเรือน/เดือน
รายได้รวมปัจจุบัน 4,055 บาท/ครัวเรือน/เดือน
รายได้การเกษตรเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว 10,955 บาท/ครัวเรือน/เดือน
พื้นที่เพาะปลูก 12.43 ไร่/ครัวเรือน
การขาดแคลนน้าของผลผลิตในหน้าแล้ง
ไม่ขาดน้า
1%
ขาดน้า
เล็กน้อย
10%
ขาดน้าอย่าง
รุนแรง
89%
ปัจจัยหลักที่กระทบผลผลิต
ช้างป่าบุกรุก
พื้นที่
24%
การขาดน้า
ภัยแล้ง
76%
ความยินดีจ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์ป่าต้นน้า
เงินอนุรักษ์
(บาท/เดือน)
จานวนผู้ยินดีจ่าย
(คน)
จานวนตัวอย่าง
(คน)
สัดส่วน
ผู้ยินดีจ่าย
20 20 20 100%
50 18 20 90%
100 12 20 60%
150 9 20 45%
200 6 20 30%
– ปัจจัยที่มีผลต่อความยินดีจ่ายคือ รายได้จากการเกษตรในช่วงก่อนเกิดภัยแล้ง
และจานวนสมาชิกในครอบครัว
– ความยินดีที่จะจ่ายเงินสมทบเพื่อการอนุรักษ์ป่าต้นน้าเฉลี่ย 96.72 บาทต่อ
ครัวเรือนต่อเดือน
พื้นที่ทากินทางการเกษตรในพื้นที่รอยต่อ
บ้านเขาพัง
62%
บ้านน้ากร่อย
12%
บ้านเขาจันทร์
26%
ประเภทการยึดครองพื้นที่ทากิน
นอกเขตฯ
(ภบท.5)
83%
พื้นที่ในเขต
อุทยาน
17%
พืชที่สร้างรายได้หลักในพื้นที่รอยต่อ
ยางพารา
68%
ทุเรียนและ
พืชสวน
32%
–ทาให้ทราบถึงความยินดีในการมีส่วนร่วมเพื่อการอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าต้นน้าของเกษตรกรในพื้นที่รอยต่อฯ
–ทาให้ทราบถึงลักษณะการใช้ที่ดินทากินเพื่อเกษตรของเกษตรกร
ในพื้นที่
–สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อระดมทุนเข้าองค์กรอนุรักษ์ที่
อาจจัดตั้งใจอนาคต เช่น กองทุนค่าแทนคุณระบบนิเวศของพื้นที่
รอยต่อเขาชะเมา-เขาอ่างฤาไน(PES) ของเกษตรกร
ประโยชน์ของการศึกษา
– เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการธุรกิจโดยกระจายพื้นที่การเก็บข้อมูลใน 4
อาเภอเมืองในจังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัด ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
– ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบละเอียด โดยสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจแบบตัวต่อตัว ถึง
ข้อมูลการใช้น้าในการดาเนินกิจการรวม 300 ตัวอย่าง
– ประเมินมูลค่าความมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าต้นน้าของผู้ประกอบการธุรกิจจาก
เทคนิคสมมติเหตุการณ์ (Contingent Valuation method)
การประเมินมูลค่าการใช้น้าในภาคธุรกิจในเมือง
พื้นที่เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร
การแบ่งกลุ่มการวิเคราะห์ข้อมูล
ธุรกิจพาณิชย์ ธุรกิจบริการ ธุรกิจอาหาร
ร้านสะดวกซื้อ(โชห่วย) ที่พัก ร้านอาหาร(นั่งกิน)
ร้านค้าขายส่ง คลินิกรักษาโรค ร้านขายอาหาร(ซื้อกลับ)
ร้านเครื่องเขียน ร้านตัดผม
ร้านขายวัสดุก่อสร้าง
ร้านหนังสือ
ร้านขายสินค้าเกษตร
ร้านขายเสื้อผ้า
ร้านเฟอนิเจอร์
ร้านขายทอง
ร้านขายยา
144 ตัวอย่าง 51 ตัวอย่าง 105 ตัวอย่าง
48% 17% 35%
ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างธุรกิจในเมือง
ปัจจัยทางสถิติ ธุรกิจพาณิชย์ ธุรกิจบริการ ธุรกิจอาหาร หน่วย
อายุเจ้าของกิจการ 44.27 43.10 42.43 ปี
การศึกษาเจ้าของกิจการ 12.06 12.29 11.08 ปี
รายได้กิจการ 100,313 113,059 57,409 บาท/เดือน
จานวนพนักงาน 2.86 4.71 3.62 คน
ปริมาณน้าที่ใช้ 44.90 88.28 129.50 ลบ.ม./เดือน
ค่าใช้จ่ายน้าที่ใช้ 771 1,689 2,562 บาท/เดือน
ความยินดีจ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์ต้นน้าป่าตะวันออก
เงินอนุรักษ์
(บาท/เดือน)
จานวนผู้ยินดีจ่าย
(คน)
จานวนตัวอย่าง
(คน)
สัดส่วน
ผู้ยินดีจ่าย
20 30 31 97%
50 26 28 93%
100 19 27 70%
150 18 34 53%
200 13 24 54%
กลุ่มธุรกิจ
ความยินดีจ่ายเพื่อการอนุรักษ์ต้นน้า
(บาท/เดือน)
ปัจจัยที่มีผลต่อ
ความยินดีจ่าย
ธุรกิจพาณิชย์ 179.63 -
ธุรกิจบริการ 326.93 รายได้
ธุรกิจอาหาร 195.14 -
ความยินดีจ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์ต้นน้าป่าตะวันออก
ความยินดีจ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์ต้นน้าป่าตะวันออก
0
50
100
150
200
250
300
350
ความยินดีจ่ายเพื่อการอนุรักษ์ต้นน้า(บาท/เดือน)
ความยินดีจ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์แยกตามชนิดธุรกิจ
กลุ่มธุรกิจ ความยินดีจ่ายเงินอนุรักษ์
(บาท/เดือน)
ร้านอาหาร(นั่งกิน) 102.54
ร้านตัดผม 81.58
ที่พัก 132.50
ร้านสะดวกซื้อ(โชห่วย) 80.64
ร้านเครื่องเขียน 84.44
ร้านขายวัสดุก่อสร้าง 234.62
ร้านหนังสือ 50.00
ร้านขายสินค้าเกษตร 115.00
ร้านขายอาหาร(ซื้อกลับ) 80.83
ร้านเสื้อผ้า 74.29
ร้านเฟอนิเจอร์ 145.38
ร้านขายยา 162.35
คลินิกรักษาโรค 272.50
ร้านค้าขายส่ง 102.22
ร้านขายทอง 235.71
บาท/เดือน
0
50
100
150
200
250
300
ร้านอาหาร(นั่งกิน)
ร้านตัดผม
ที่พัก
ร้านสะดวกซื้อ(โชห่วย)
ร้านเครื่องเขียน
ร้านขายวัสดุก่อสร้าง
ร้านหนังสือ
ร้านขายสินค้าเกษตร
ร้านขายอาหาร(ซื้อกลับ)
ร้านเสื้อผ้า
ร้านเฟอนิเจอร์
ร้านขายยา
คลินิกรักษาโรค
ร้านค้าขายส่ง
ร้านขายทอง
ความยินดีจ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์แยกตามชนิดธุรกิจ
– ทาให้ทราบถึงความยินดีในการมีส่วนร่วมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่า
ต้นน้าผู้ประกอบการที่อยู่ในเมือง
– สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อระดมทุนเข้าองค์กรอนุรักษ์ที่อาจจัดตั้งใจ
อนาคต เช่น กองทุนค่าแทนคุณระบบนิเวศของพื้นที่ต้นน้าป่าตะวันออก
(PES) ของผู้ประกอบการธุรกิจ
ประโยชน์ของการศึกษา
– เก็บข้อมูลสัมภาษณ์ผู้แทนผู้ให้บริการน้าในพื้นที่ โดยเก็บข้อมูลจาก
• หัวหน้าส่วนการประปาส่วนภูมิภาค สาขาปากน้าประแสร์
• หัวหน้าส่วนการประปาส่วนภูมิภาค สาขาบ้านบึง
• ผู้อานวยการกองการประปาเทศบาลเมืองแกลง
• ผู้แทนของเทศบาลตาบลชุมแสง อาเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง
– ผู้แทนทั้งหมดแสดงความเห็นตรงกันว่า
• แหล่งน้าที่ใช้ในการผลิตน้าประปาในพื้นที่ส่วนสาคัญมาจากป่าตะวันออก
• ป่าตะวันออกก็มีความสาคัญอย่างมากต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้าและน้า
ใช้ในพื้นที่
การเก็บข้อมูลจากผู้ให้บริการน้าในพื้นที่
– ผู้แทนทั้งหมดพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการเพื่อการอนุรักษ์ป่าตะวันออกที่อาจจะ
เกิดขึ้นในอนาคต พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
• ยินดีส่งเจ้าหน้าที่ร่วมประชุมหรือร่วมกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ต่างๆ
• ยินดีร่วมประชาสัมพันธ์กิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ เช่น การใช้วิทยุชุมชนของท้องถิ่น ติด
แผ่นป้ายประกาศแนะนาโครงการอนุรักษ์ต่างๆ บริเวณที่ว่าการเทศบาล หรือ แนบใบ
ประกาศโครงการอนุรักษณ์พร้อมการเก็บค่าน้า
• ช่วยประสานผู้นาชุมชนในการร่วมกิจกรรมต่างๆ
• หากมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการอนุรักษ์ ที่มีการขอเงินบริจาคหรือเรียกเก็บเงินเพื่อการ
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าต้นน้ากลุ่มป่าตะวันออก ก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือในการเก็บ
เงินเพื่อการอนุรักษ์ดังกล่าวพร้อมกับการเก็บค่าบริการน้าประปาในชุมชน หากได้รับ
หนังสือหรือคาสั่งที่เป็นทางการ
การเก็บข้อมูลจากผู้ให้บริการน้าในพื้นที่

โครงการประเมินมูลค่าการใช้น้ำป่าตะวันออก