- 1 -
แนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ
โดย นายทวี หนูทอง
ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยเป็นที่ทราบกันมาแล้วใน
หลายทศวรรษ ที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทางด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมทั้งในและรอบๆ
พื้นที่คุ้มครอง ปัญหาดังกล่าวได้มีการระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11
(พ.ศ. 2555-2559) เป็นการกาหนดนโยบายจากข้อมูลเพื่อการแก้ไขปัญหาการบริหารของประเทศ นโยบาย
ประกอบด้วย การคงไว้ซึ่งความปลอดภัยของอาหารและน้าเพื่อการดารงชีวิตของมนุษย์สนับสนุนให้ชุมชน
มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การประกอบอาชีพและมีความยั่งยืนในชีวิต สนับสนุน
การศึกษาและการฝึกอบรมที่ให้มีความเชื่อมโยง มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม การเพิ่มผลผลิต
ทางด้านการเกษตร นอกจากนี้ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมี
ผลกระทบกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ฉะนั้น ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองก็เกิดจากการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ
ของประเทศ ซึ่งมีผลกระทบกับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครอง ที่สาคัญคือปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับ
การใช้ประโยชน์ที่ดิน เหตุการณ์ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครองในหลายๆ ประเทศทั่วโลกที่เป็น
บทเรียนที่ได้นามาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหา
ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการพื้นที่คุ้มครองกับการพัฒนาประเทศจะมีความเกี่ยวข้องกัน
โดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งการบริการของระบบนิเวศ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจึงได้กาหนดเป็นนโยบาย
โดยทางานร่วมกันระหว่างนักวางแผน นักจัดการและนักวิจัย แผนการบริหารจัดการจึงได้บรรจุไว้ใน
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะความร่วมมือในการพัฒนาและการบริการจัดการพื้นที่
คุ้มครองอย่างยั่งยืน รายละเอียดต่างๆ ของข้อมูลที่จะต้องนามาพิจารณาคือ :
1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กาหนดไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมี
ผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศชาติและการดารงชีวิตของมนุษย์จึงได้มีความร่วมมือกับนานาชาติ
ในการวิเคราะห์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ประเทศไทย
เป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและมีบทบาทสาคัญในการร่วมมือกับนานาชาติ
ภายใต้UNFCCC ซึ่งมีกฎหรือข้อกาหนดในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- 2 -
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบกับระบบนิเวศในประเทศไทยรวมทั้งพื้นที่
คุ้มครอง ที่เห็นได้ชัดเจนคือการสูงขึ้นของระดับน้าทะเล การเกิดฝนกรด การเกิดลมพายุที่รุนแรงและ
การเปลี่ยนแปลงของผลผลิตทางการเกษตร การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลและอุณหภูมิที่สูงขึ้น มีผลกระทบ
กับฤดูกาลและเกิดภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อม การเกิดน้าท่วม น้าประปาขาดแคลน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล
น้ามีปริมาณน้อย มีการเปลี่ยนแปลงด้านการท่องเที่ยว และมีผลกระทบกับสุขภาพของมนุษย์ เช่น การแพร่
ระบาดของเชื้อโรคบางชนิดและแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นและอื่นๆ เหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้น
มาแล้วหลายตัวอย่าง เช่น ไข้หวัดนก เมอร์ส ซึ่งเราเรียกว่าเป็นภัยธรรมชาติ รวมถึงการเกิดลมพายุที่รุนแรง
ฝนตกหนักที่ทาให้เกิดน้าท่วม การพังทลายของดินและการตกตะกอนในลาน้าทาให้แม่น้าตื้นเขิน เป็นต้น
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนับว่าเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงประเภทหนึ่งที่มีผลกระทบกับ
การใช้ประโยชน์ที่ดินในระดับชาติ ภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จะมีผลกระทบกับระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ความจริงแล้วพื้นที่คุ้มครองจะมี
การควบคุมมิให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเป็นแหล่งที่พักพิงของชนิดพันธุ์ต่างๆ พื้นที่
คุ้มครองเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่สาคัญ กระบวนการของระบบนิเวศและโครงสร้างสามารถที่จะเห็นได้
ชัด การอนุรักษ์แหล่งต้นน้าและการคงไว้ซึ่งระบบนิเวศที่สมบูรณ์
ไม่ต้องแปลกใจว่า สานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้กาหนดและให้
ความสาคัญถึงบทบาทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมทั้งการป้องกันเพื่อลดภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจาก
ธรรมชาติที่สาคัญในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองให้เป็นแหล่งการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ที่สาคัญ
ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะมีผลกระทบกับชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในหลายๆ
ส่วนของพื้นที่ในโลกนี้ สัตว์หลายชนิดจะต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่
เปลี่ยนไป บางชนิดพันธุ์ไม่สามารถปรับตัวได้ก็อาจจะตายหรือสูญพันธุ์ไป งานศึกษาวิจัยด้านนี้จะต้องเร่ง
ดาเนินการหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองต้องมีหน้าที่รับผิดชอบช่วยเหลือชนิดพันธุ์ให้พ้นภัยหรือดูแลรักษาพื้นที่ป่าไม้ให้
เป็นอยู่อาศัยของชนิดอย่างปลอดภัย
2. การสูญเสียซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ (Loss of biodiversity)
ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พื้นที่ป่าไม้ที่เป็นถิ่นที่อยู่
อาศัยของชนิดพันธุ์ต่างๆ เป็นแนวเชื่อมต่อทางชีวภูมิศาสตร์ที่ประกอบด้วยภูมิภาคกล่าวคือภาคตะวันตก
(อินโด-เบอร์มิส) ภาคเหนือถึงภาคตะวันออก (อินโด-ไชนีส) และภาคใต้(มาเลเซียน) ซึ่งชนิดพันธุ์จะมีความ
แตกต่างกันตามลักษณะของภูมิประเทศ กล่าวคือ มีชนิดพันธุ์นกมากกว่า 1,000 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม
302 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาย 356 ชนิด สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก 137 ชนิด ปลา 2,820 ชนิด และชนิดพันธุ์พืชไม่
ต่ากว่า 12,000 ชนิด ซึ่งในจานวนชนิดพันธุ์ดังกล่าว เป็นชนิดพันธุ์ประจาถิ่นหรือท้องถิ่น พื้นที่คุ้มครองก็
เป็นหน้าที่หรือบทบาทหนึ่งเป็นที่รวมของความหลากหลายทางชีวภาพดังกล่าว เช่น อุทยานแห่งชาติดอยสุ
เทพ มีชนิดพันธุ์พืชไม่ต่ากว่า 2,247 ชนิด อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
มีชนิดพันธุ์แนวป่าในแต่ละพื้นที่ถึง 7 ชนิด
- 3 -
จากข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พื้นที่คุ้มครองมีความสามารถในการรองรับชนิดพันธุ์ได้อาศัย
อยู่อย่างปลอดภัยแต่มีบางชนิดกลายเป็นพันธุ์ที่มีฐานะสูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น เนื้อสมัน (Cerous schomburki)
กูปรี (Bos sauveli) ซึ่งสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว ส่วนแรดชะวา (Rhinoceros sondicus) และแรดสุ
มาตรา (Didermorhinus sumatraensis) อาจจะมีอาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครองบางแห่ง องค์กร IUCN ได้จัดให้อยู่
ในสถานการณ์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งที่ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม 12 ชนิด และนก 43 ชนิด หรือ
ชนิดพันธุ์หาได้ยากที่ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม 35 ชนิด และนก 66 ชนิด และนก 71 ชนิด ซึ่งสรุป
แล้วประมาณว่าชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามมีประมาณ 12%
ส่วนชนิดพันธุ์พืชมีการสารวจพบว่ามีหลายชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามมีการสารวจพบชนิดพันธุ์
ใหม่ๆ อยู่เสมอ จากการศึกษามีชนิดพันธุ์พืชมากกว่า 12,000 ชนิด มากกว่าชนิดพันธุ์พืชที่พบในแถบยุโรป
และปรากฏว่ามีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามอย่างน้อย 1,400 ชนิดใน 16 สกุล บางชนิดพันธุ์สูญพันธุ์ไปจาก
ธรรมชาติแล้วแต่ยังมีอยู่ในสถานที่เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ พบว่า จากข้อมูลที่ได้จาก The Red List of
Threatened Species พบว่ามีชนิดพันธุ์ที่จัดอยู่ในสถานภาพหาได้อย่างยิ่ง 20 ชนิด หาได้ยาก 13 ชนิดและมี
แนวโน้มหาได้ยากถึง 440 ชนิดพันธุ์ทั้งหมดจะเป็นชนิดพันธุ์อนุรักษ์
The IUCN Red List of Threatened Species
การสูญพันธุ์ (Extinct) หมายถึง ชนิดพันธุ์ใหม่ๆ จะสูญพันธุ์ได้ต่อเมื่อชนิดพันธุ์ตัวสุดท้ายได้
ตายไปแล้วอย่างไม่มีข้อสงสัยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ (Extinct in the Wild) หมายถึง ชนิดพันธุ์ที่สูญพันธุ์
ไปจากธรรมชาติแล้ว แต่ยังมีประชากรที่มีชีวิตอยู่รอดในสถานที่เพาะเลี้ยง สวนสัตว์หรือนอกถิ่นกาเนิดและ
สามารถนาชนิดพันธุ์ดังกล่าวไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้ทาให้เกิดอันตราย (Endangered) หมายถึงชนิดพันธุ์
ที่ถูกคุกคามจนใกล้จะสูญพันธุ์อย่างยิ่ง
ใกล้สูญพันธุ์ (Critically endangered) หมายถึง ชนิดพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ที่สูงมาก
มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable) หมายถึง ชนิดพันธุ์ที่ประสบความเสี่ยงต่อการสูญเสียในธรรมชาติ/ใน
อนาคตอันใกล้นี้
ฯลฯ
การสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์พืชจะมีผลกระทบกับผลิตผลในอันดับแรกของระบบนิเวศ การลดลง
ของมวลชีวภาพและการสลายตัวของพืช ผลจากการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ควรมีการอนุรักษ์ความหลากหลาย
ของชนิดพันธุ์พืชจึงเป็นการได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง ฉะนั้น การสูญหายไปของชนิดพันธุ์จะเป็นการสูญเสีย
คุณค่าของธรรมชาติที่สาคัญยิ่ง
ระดับของการสูญพันธุ์จากที่กาหนดไว้ในหนังสือ IUCN Red List of Species แสดงให้เห็นถึง
ความสาคัญของประชากรชนิดพันธุ์โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม การที่ประชากรของชนิดพันธุ์ลด
จานวนลงก็เนื่องมาจากสาเหตุในเรื่องที่เกี่ยวข้องการทาลายถิ่นที่อาศัย การลักลอบล่าสัตว์ป่ า การ
- 4 -
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น ช้างป่า เสือโคร่ง หรือชนิดพันธุ์พืชที่หาได้
ยากที่อยู่ในพื้นที่คุ้มครองเดียวจะไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้
การที่องค์การ IUCN ได้จัดพิมพ์หนังสือ Red List of Species ขึ้นมาเพื่อให้นานาประเทศที่เป็น
ภาคีสมาชิกได้จัดเตรียมและจัดทาเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในความร่วมมือกับนานาชาติในการอนุรักษ์โดยจะอยู่
ภายใต้กฎหมายของประเทศที่เกี่ยวข้องและต้องการให้มีการคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ การใช้เป็นข้อมูล
พื้นฐานและการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติโดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่อพยพข้ามแดนระหว่างประเทศจะเป็น
ความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่นและระหว่างประเทศ
การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปริมาณประชากรจะมีการศึกษาถึงสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา ปัจจัย
แนวโน้มที่เกี่ยวกับความอยู่รอดของประชากร ซึ่งเรียกว่า การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของประชากร
(Moris and Dock, 2002) ผลที่ได้จากการวิจัยจะเป็นข้อมูลที่สาคัญอย่างมาก การศึกษาชนิดพันธุ์ข้ามพรม
แพนก็ใช้เป็นข้อมูลจัดทาแนวเชื่อมต่อระหว่างประเทศหรือการจัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ตามแนวชายแดน
สาเหตุของการสูญหายไปของความหลากหลายทางชีวภาพจะมีรายละเอียดอีกมาก แต่สิ่งสาคัญ
คือพื้นที่คุ้มครองเป็นพื้นที่รองรับชนิดพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์ให้เป็นมรดกและสมบัติของชาติ
3. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเนื่องมาจากการ
พัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น การเกิดสึนามิปี 2547 และการเกิดน้าท่วมปี 2554 และ
ปัจจัยอื่นๆ จากข้อมูลธนาคารโลกกล่าวถึงรายได้ GDP ของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านโตแค่ -2.3% (ปี
2552) 7.8% (ปี 2553) 0.1% (ปี 2554) 7.7% ) 2555 และ 1.8% (ปี 2556) จากข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง
ภาวะเศรษฐกิจของประเทศชาติขึ้นลงเป็นอย่างมาก และขยายตัวเป็นอย่างมากในช่วงปี 2523-2555 จาก
ข้อมูลของ IMF ที่มีการจัดระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกจัดอยู่ในอันดับที่ 29 และรายได้ต่อหัว
อยู่ในระดับ 92 (IMF 2014) การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับสินค้าส่งออกจากภาคอุตสาหกรรม
การเกษตร การท่องเที่ยว และอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม แรงงานที่ทางานอยู่ตามภาคส่วนต่างๆ ก็มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะภาคส่วน
การเกษตร การประมงและป่าไม้ประมาณ 38% มีรายได้ต่ากว่าค่าเฉลี่ยของรายได้สหประชาชาติอาชีพการ
ท่องเที่ยว ธนาคาร สถาบันการเงินค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 48% และ 14% อยู่ในภาคอุตสาหกรรม
การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของเศรษฐกิจต่างๆ เหล่านี้ทาให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มี
ผลกระทบต่อพื้นที่คุ้มครองทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะความต้องการของประชาชนในการใช้
ประโยชน์ที่ดินบริเวณพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเพื่อการเกษตรกรรมมากว่าการเพิ่มประมาณ
การผลิต จึงมีผลทาให้ชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ลดลง ความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นจนทาให้เกิดผล
กระทบกับพื้นที่คุ้มครอง ด้วยเหตุผลนี้จึงได้มีการปรับวิธีการจัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจึงได้กาหนดกลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับชาติ
ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่นเพื่อให้การจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ได้
ระบุถึงรายได้ของประชาชนต่อหัวอยู่ในระดับกลางที่อยู่ในภาวะยากจนโดยเฉพาะภาคส่วนของชาวนาทาง
- 5 -
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่คุ้มครองสามารถจะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎรได้ ซึ่ง
ประชาชนในภาคนี้ยังมีรายได้ต่าอยู่
4. ความต้องการใช้ประโยชน์จากไม้สัตว์ป่ าและของป่ าเพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจของประเทศมีการพัฒนาที่เพิ่มขึ้น ความต้องการใช้ทรัพยากรก็เพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง
ความต้องการเพิ่มผลผลิตทางด้านอาหาร เส้นใย เนื้อไม้พืชเภสัชกรรม สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ
ซึ่งมิได้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน การนาเอาเชื้อเพลิงประเภทก๊าชชีวภาพ โดยใช้ผลผลิตทางการเกษตรมา
ใช้ในการผลิตก๊าชชีวภาพจึงทาให้มีความต้องการใช้พืชเกษตรมากขึ้น ราคาผลผลิตจะสูงขึ้นซึ่งแสดงให้เห็น
ว่าประชาชนมีสุขภาพดี ประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นมีความต้องการแหล่งอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์และ
ปลา จึงมีความต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อเลี้ยงปศุสัตว์เพิ่มขึ้น ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา ประเทศไทยเป็น
ผู้ส่งออกถึงผลผลิตอาหารที่มีคุณภาพจากฟาร์มดังกล่าว เช่น กุ้งแช่แข็ง การดาเนินการดังกล่าวเป็นการใช้
ประโยชน์ที่ดินบริเวณป่าชายเลน ทาให้พื้นที่คุ้มครองชายเลนลดจานวนลง
การส่งออกซึ่งผลผลิตทางอาหารทางการเกษตรของประเทศไทยไปยังต่างประเทศจะเป็นหนึ่ง
ในเอเซีย และติดอยู่ในอันดับหนึ่งในห้าของโลก เรื่องส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร มีบริษัทที่ผลิตเพื่อการส่งออก
มากกว่า 10,00 แห่ง ผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารได้จากวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ ผลิตภัณฑ์อาหาร
จากปลาก็มีการประมงทางทะเลและมหาสมุทร
การพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้านจะมีความต้องการผลผลิตจากสัตว์ป่าที่มีถิ่นกาเนิดในประเทศ
ไทย โดยเฉพาะการส่งออกที่ผิดกฎหมาย เช่น งาช้าง มีการนางาช้างจากอาฟริกาผ่านประเทศไทยและงาช้าง
ไทยก็ถูกรวบรวบไปด้วย ทาให้นานาชาติตาหนิประเทศเป็นการลักลอบนาเข้าข้ามแดนยากที่จะควบคุม ชนิด
พันธุ์พืชที่ใช้ในทางเภสัชกรรม รวมทั้งสัตว์ป่ามีความต้องการกันมาก เช่น ตัวลิ่นหรือนิ่ม (มีคุณค่าทางเภสัช
กรรม) รวมทั้งม้าทะเล เสือโคร่งและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ มักจะมีลักลอบล่าในพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งจะเป็นภัย
คุกคามประการหนึ่งที่เกิดขึ้นที่ทาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้อง
ทางานหนักในการป้ องกันปราบปราม และมีความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น ตารวจ ทหาร ศุลกากร
กระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนองค์กรภาคเอกชนต่างๆ
การค้าสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายจะเป็นชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามถึง 30% (Lengen
et.at. 2012) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 50-150 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ/ปี สาเหตุที่มีการลักลอบล่าสัตว์ป่าเพื่อ
นาเอาซากไปจาหน่ายทาได้ง่ายเนื่องมาจากมีอาวุธปืนที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันมีการสื่อสารที่
ทันสมัยมีการป้องกันการลักลอบการค้าสัตว์ป่าได้มีการสร้างเครือข่ายการป้ องกันระหว่างประเทศโดยความ
ร่วมมือกับนานาชาติ ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นภาคีหนึ่งเช่นกัน ในการสร้างความ
ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะได้รับความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศเป็นอย่างดี
การเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อการค้าชนิดพันธุ์และซากของชนิดพันธุ์ที่ดาเนินการอยู่ เช่น ฟาร์ม
จระเข้ แหล่งข้อมูลพบว่ามีฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ถึง 836 ฟาร์ม มีจานวนจระเข้ประมาณ 700,000 ตัว (จาก
สถิติกรมประมง) ซึ่งเป็นการลดภัยคุกคามจากการล่าจระเข้ในธรรมชาติ จระเข้ในธรรมชาติในประเทศไทย
จัดอยู่ในสถานใกล้จะสูญพันธุ์ จระเข้น้าจืด (Crocodylus siamensis) มีพบที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
- 6 -
จ.เพชรบุรี จระเข้น้าเค็ม (Crocolylus sorosus) มีพบเฉพาะพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลฝั่งอันดามัน เช่น
ปี 2556 พบที่หาดไม้ขาว จ.ภูเก็ต สันนิษฐานว่าเป็นจระเข้ที่หลุดจากฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ที่จังหวัดพังงา
ส่วนตะโขง (Tomistoma schlegellii) เป็นจระเข้ที่จมูกยาวกินปลาเป็นอาหารไม่พบมาตั้งแต่ปี 2513 คงจะ
สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว (IUCN, 2014) ธุรกิจการเพาะเลี้ยงจระเข้เพื่อการค้าโดยเฉพาะการส่งออกมี
มูลค่าไม่ต่ากว่า 160 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี นอกจากนี้ฟาร์มจระเข้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวส่วนการค้า
ภายในประเทศจะเป็นการค้าเนื้อที่ใช้ประกอบอาหารตามร้านอาหารหลายๆ แห่ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์
เครื่องประดับ จึงไม่มีการลักลอบล่าจระเข้ในธรรมชาติ การที่มีจระเข้อาศัยอยู่ในแหล่งน้าตามธรรมชาติ
แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศในธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ มีวัฏจักรของแร่ธาตุในพื้นที่ นักอนุรักษ์เป็น
ห่วงจระเข้จะสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติจึงได้มีการนาจระเข้น้าจืดพันธุ์ไทยไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติที่อุทยาน
แห่งชาติปางสีดาเมื่อปี 2548 และ 2549 จานวน 20 ตัว ส่วนจระเข้ธรรมชาติที่ปรากฏอยู่ในอุทยานแห่งชาติ
แก่งกระจาน คาดว่าเป็นตัวเมีย จาเป็นต้องปล่อยเพศผู้เพื่อให้มีการผสมพันธุ์และขยายพันธุ์ในธรรมชาติได้
ประเทศไทยได้มีการยกเลิกการสัมปทานการทาได้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 แต่ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ
ไม้ยังคงมีอยู่ซึ่งได้ไม้จากการปลูกสร้างสวนป่าและการนาเข้าจากต่างประเทศ การลักลอบทาไม้ที่ผิด
กฎหมายในประเทศรวมถึงการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การทาไม้ในที่ดิน
กรรมสิทธิ์ก็ยังมีอยู่ การลักลอบตัดไม้ในเขตพื้นที่คุ้มครองก็ยังมีอยู่ในบางแห่ง เช่น การลักลอบตัดไม้พะยูง
(Dalbergia cochinnensis) เป็นพันธุ์ไม้เนื้อแข็งทนทานและสวยงาม เป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาแพง
มีการลักลอบส่งออกโดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีน ทาให้เกิดเหตุการณ์การส่งออกตามแนวชายแดน
เป็นจานวนมาก พนักงานเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานจึงได้สร้างความร่วมมือกับป้ องกันการลักลอบส่งออก
เช่น กรมป่าไม้ตารวจและทหาร เป็นต้น
การบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินก็ยังคงเป็นปัจจัยคุกคามที่สาคัญในพื้นที่คุ้มครอง ราษฎรมี
เป้ าประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น ต้องการที่ดินเพื่อทาการเกษตรเพิ่มขึ้น การสร้างที่พัก เป็นต้น ทาให้มีการ
สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อการป้ องกันการบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินภายในพื้นที่คุ้มครอง
เช่น ตารวจ ทหาร ที่ดินและฝ่ายปกครองในภูมิภาค
การจับปลาเกินปริมาณหรือการประมงที่ผิดกฎหมายโดยเฉพาะในทะเลอ่าวไทยและฝั่งอันดา
มัน ทาให้มีผลกระทบกับความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและเศรษฐกิจของประเทศ การใช้เครื่องมือ
การประมงประเภทอวนลาก อวนรุนและความถี่ของตาข่ายทาให้มีการทาผิดกฎหมายมากขึ้น ปริมาณผลผลิต
การประมงก็ลดลงจากรายงานของกรมประมง พบว่า ปี 2548 จับได้2.6 ล้านตัน ปี 2552 ลดลงเหลือ 1.5 ล้าน
ตัน เนื่องจากเครื่องมือการประมงที่ผิดกฎหมายทาให้มีการจับสัตว์ป่าได้ในปริมาณมาก จึงมีความจาเป็นที่
จะต้องอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองทางทะเลให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อที่จะให้สัตว์น้าได้ไปอาศัยอยู่ใน
แหล่งอื่นๆ ต่อไป
- 7 -
5. ความต้องการใช้ประโยชน์จากน้าเพิ่มขึ้น
ทรัพยากรน้าในประเทศไทยมีความสาคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม เช่น การทา
นา บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางหรือที่ราบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา แหล่งอู่ข้าวที่ใช้เลี้ยงประชากรส่วนใหญ่ของ
ประเทศ นอกจากนี้ความสาคัญของน้ากับประเพณีวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น เทศกาลสงกรานต์
ประเพณีลอยกระทง เทศกาลออกพรรษา ประเพณีชักพระ ประเพณีแต่งตั้ง หรือพิธีศพคนตาย (การลอยอัง
คาน) การอนุรักษ์แหล่งน้าตกที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งน้าเป็นที่อยู่อาศัยหากินของปศุสัตว์บางชนิด เช่น
ควายในชนบทบางแห่ง ปัจจุบันการเลี้ยงควายเพื่อใช้ทางานลดน้อยลง เนื่องจากมีการใช้เครื่องจักรกลในภาค
เกษตรกรที่สาคัญเพิ่มขึ้น เช่น รถแทรคเตอร์ ประเทศไทยมีการใช้น้าโดยเฉลี่ยประมาณ 800 ล้านล้านคิวบิก
เมตร/ปี พื้นที่คุ้มครองที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ช่วยในการชะลอการไหลของน้าในช่วงฤดูฝนและการชลประทานเพื่อ
ผลิตผลต่างๆ ทางการเกษตร
ปัจจุบันปัญหาเรื่องน้าเริ่มเกิดขึ้นมาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเกิด
ความแห้งแล้งฝนไม่ตกตามฤดูกาล โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผลกระทบกับภาคการเกษตรการ
เกิดฝนตกหนักจนน้าท่วมในปี พ.ศ. 2554 ทาให้ประชาชนเดือดร้อนกันเป็นจานวนมาก การเปลี่ยนแปลงของ
ระดับน้าใต้ดิน น้าบนดิน ชาวนา ชาวประมง และโรงงานอุตสาหกรรมเริ่มมีความรู้สึกถึงความลาบากในการ
ใช้น้าเพิ่มขึ้น การใช้น้าในธรรมชาติเพิ่มปริมาณมากขึ้นประเทศไทยมีการใช้น้าเพื่อการเกษตรมากกว่า 70%
แต่มีการใช้น้าจากระบบชลประทานประมาณ 22% ภาคอุตสาหกรรมก็มีการใช้น้าเพิ่มขึ้นการประปาก็ได้มี
การขุดเจาะแหล่งน้า น้าใต้ดินก็อยู่ในระดับต่ามีการแย่งชิงน้าเพื่อทาการเกษตร ภายในประเทศเพิ่มขึ้น ปีละ
12.5%
การใช้น้าภาคครัวเรือนจาเป็นต้องมีคุณภาพ ภาคอุตสาหกรรม การเกษตร หรือน้าที่ไหลบ่า ถ้า
หากไม่มีการกรองหรือกาจัดของเสียจะทาให้เกิดมลพิษ มีสารโลหะหนัก หรือน้าเสียที่เกิดจากการใช้ของ
มนุษย์ทาให้เกิดมลพิษทางน้าและจะมีผลกระทบกับการดารงชีวิตของมนุษย์และระบบนิเวศ โดยเฉพาะสัตว์
น้าหรือชนิดพันธุ์ที่อาศัยหากินตามแหล่งน้า เช่น สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล
การบริหารจัดการทรัพยากรน้าจะอยู่ภายใต้การดูแลของ 4 กระทรวงหลัก คือ
กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รับผิดชอบการบริหารจัดการพื้นที่
คุ้มครอง เป็นพื้นที่ต้นน้าลาธาร เป็นแหล่งต้นน้าของแม่น้าที่สาคัญหลายสาย หน่วยงานต่างๆ ดังกล่าวจะต้อง
มีการวางแผนการใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้าจากพื้นที่คุ้มครองประเทศไทยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ
ทรัพยากรน้า คณะกรรมการลุ่มน้าโขงในระดับนานาชาติมีหน่วยงานรับผิดชอบการอนุรักษ์แหล่งต้นน้าที่อยู่
ในพื้นที่คุ้มครองเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
ด้านความร่วมมือกับนานาชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการกาหนดแผนการจัดการน้าอย่าง
บูรณาการเมื่อปี 2549 มีการร่างระเบียบเกี่ยวกับนโยบายเรื่องน้า การจัดตั้งหน่วยงานจัดการแหล่งต้นน้า การ
จัดระบบชลประทาน การเก็บค่าน้าจากผู้ใช้น้าจากระบบชลประทาน การใช้น้าจากเขื่อนหรืออ่างเก็บน้า การ
ฟื้นฟูแหล่งต้นน้าหรือพื้นที่ชุ่มน้าจะต้องให้ความสาคัญเป็นอันดับแรกๆ
- 8 -
การจัดการระบบนิเวศ โดยเฉพาะการจัดการเรื่องน้าในระดับชาติต้องดาเนินการภายใต้แนวคิด
ของวิศวกรรม การลงทุน การสร้างคลองส่งน้า การสร้างเขื่อน การแก้ไขปัญหาน้าท่วมในเมืองหรือชนบท
พื้นที่คุ้มครองเป็นพื้นที่ที่ช่วยป้ องกันการเกิดน้าท่วมบ้านเมืองได้ คือการช่วยชะลอไหลของน้า การจัดสรร
น้าให้แก่ชาวนาอย่างเท่าเทียมกัน แนวทางเหล่านี้ก็ควรจะกาหนดให้อยู่ในระดับชาติ
การสร้างเขื่อนเก็บกักน้าเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าหรือเพื่อการชลประทานในประเทศจีนหรือ
ลาวอาจจะมีผลกระทบกับความแห้งแล้งในภาคอีสาน โดยเฉพาะน้าในแม่น้าโขงที่ประชาชนใช้บริโภคใน
พื้นที่ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการแม่น้าโขงในระดับนานาชาติ พื้นที่
คุ้มครองหลายแห่งเป็นแหล่งอานวยน้าให้ไหลลงสู่แม่น้าโขง การสร้างเขื่อนในประเทศสาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้แก่ประเทศไทย การสร้างเขื่อนดังกล่าวจะทาให้มี
ผลกระทบกับปลาในแม่น้าโขงไม่ต่ากว่า 850 ชนิดที่ถูกคุกคาม ในจานวนนี้มี 135 ชนิดที่เป็นชนิดพันธุ์
อพยพไปมาในแม่น้าโขงเพื่อการวางไข่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมแม่น้าโขงได้ใช้ปลาเหล่านั้นเพื่อการ
บริโภคเป็นอาหารที่สาคัญ (Dugan et.al. 2010)
บทสรุป ในเรื่องน้าการพัฒนาทางเศรษฐกิจก็จะมีผลกระทบกับแหล่งน้าเช่นกัน ควรให้
ความสาคัญกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่เป็นแหล่งต้นน้าลาธารที่อานวยน้าที่สะอาดช่วยลดการเกิดน้าท่วม
การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหรือการป้องกันลมพายุการใช้แหล่งน้าเพื่อการประมง
6. ความต้องการใช้ประโยชน์ด้านแร่ธาตุ
การทาเหมืองแร่ในพื้นที่คุ้มครองส่วนใหญ่จะเป็นการทาลายระบบนิเวศในพื้นที่ ซึ่งมีพบอยู่ใน
พื้นที่บางแห่งในอนาคตก็มีความเสี่ยงในการใช้ประโยชน์ดังกล่าว การทาเหมืองแร่ที่ผิดกฎหมายในพื้นที่
อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ความต้องการแร่ธาตุจานวนเพชรพลอย เชื้อเพลิงเริ่มมีการสารวจ
มากขึ้น ประเทศไทยมีการขุดนาแร่มาใช้ประโยชน์มากกว่า 100,000 ตัน/ปี การเก็บขี้ค้างคาวตามถ้าหินปูนที่
มีค้างคาวอาศัยอยู่ผลกระทบยังมิได้มีการศึกษารายละเอียด อย่างไรก็ดีค้างคาวเป็นสัตว์กินแมลงเป็นอาหาร
ถ่ายมูลสามารถนาไปเป็นปุ๋ ยแก่ระบบนิเวศค้างคาวมีส่วนในการควบคุมแมลงระบบนิเวศ พื้นที่คุ้มครองที่มี
เขาหินปูนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของค้างคาว ควรจัดการถ้ามิให้เกิดผลกระทบที่เกิดจากการใช้ขี้ค้างคาวต่อ
ระบบนิเวศ
ปัญหาในปัจจุบัน คือ การค้นหาเชื้อเพลิงจากซากพืชเป็นผลที่ทาให้เกิดภาวะเรือนกระจก การ
ขุดเจาะแก๊สธรรมชาติในทะเลฝั่งอันดามัน การขุดเจาะน้ามันดิบในทะเล จะมีปรากฏการณ์ที่มีการรั่วไหล
ของน้ามันดิบทาให้เกิดมลภาวะทางทะเล ปะการัง ชายหาดและชนิดพันธุ์อื่นๆ ในพื้นที่คุ้มครอง จึงมีการ
สร้างความร่วมมือในการป้องกันการเกิดมลพิษเหล่านี้
พื้นที่คุ้มครองทางบกหลายแห่ง การทาเหมืองแร่ก็ยังมีอยู่บางแห่ง ควรจะได้มีความร่วมมือกับ
บริษัทที่ดาเนินการมิให้เกิดผลกระทบกับการอนุรักษ์พื้นที่ โดยเฉพาะมลพิษทางน้าและอากาศ เช่น การเกิด
ฝุ่นละอองในอากาศที่มีผลกระทบกับการดารงชีวิตของมนุษย์
- 9 -
7. การเพิ่มขึ้นของประชากรของประเทศ
แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรของประเทศจะสัมพันธ์กับการพัฒนาของบ้านเมืองหรือ
ชนบทที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามชนบทรอบๆ เขตพื้นที่คุ้มครองและได้รับผลประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครอง อัตราการ
เพิ่มขึ้นของประชากรประมาณ 0.3% ต่อปี เป็นการเพิ่มในอัตราที่ต่า ซึ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นการ
คาดคะเนที่กาหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของภาคแรงงานที่จะ
มีผลต่อการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง
ประมาณว่าประชากรของประเทศไทยประมาณ 40% อาศัยอยู่ในชนบททาให้มีการพัฒนาของ
ท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้นการเพิ่มขึ้นของประชากรจะมีความสัมพันธ์กับการบริโภคการบริการของระบบนิเวศจาก
พื้นที่คุ้มครอง การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองที่เดินทางมาจากตัวเมืองใหญ่ๆ จึงจาเป็นจะต้อง
ให้ความเข้าใจในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อการดารงชีวิตของชุมชนในท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรที่เกิดจากการอพยพย้ายถิ่นจากประเทศ
เพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เมียนมาและลาว (การอพยพเข้ามาทางานอย่างผิดกฎหมาย) หรือการลักลอบล่าสัตว์
ป่า ลักลอบตัดไม้ที่เป็นภัยคุกคามต่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน เช่น พื้นที่กลุ่มป่า
ตะวันตก พื้นที่กลุ่มป่าตะวันออก เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้จะต้องระบุไว้ในแผนการจัดการ
8. การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในท้องที่
ความต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แร่ธาตุ น้า หรือการบริการของระบบนิเวศ
ในพื้นที่ชนบทมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศต่างๆ เกิดขึ้นมาแล้วนับเป็นร้อยๆ
ปี การพัฒนาทางเศรษฐกิจ ประชากรเพิ่มขึ้นมีผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่เพิ่มขึ้น
ตลอดเวลา และมีผลกระทบกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองทั้งทางบกและทางทะเล การปลูกพืชเกษตรเพิ่มขึ้น
(เช่น การปลูกยางพารา การปลูกผลไม้ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า การแบ่งเขตการจัดการเขตกันชน
จะทาได้ยาก) ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งก็มีการทาลายป่าชายเลนเพื่อนาไปทาเป็นฟาร์มกุ้ง (เช่น
อุทยานแห่งชาติทางทะเลและชายฝั่งที่เป็น Rammar Site)
การใช้ประโยชน์ที่ดินในแต่ละภาคของประเทศไทยไม่เหมือนกัน เช่น บริเวณพื้นที่จังหวัด
นครราชสีมาใกล้ๆ กับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีการยึดถือครอบครองที่ดินโดยภาคเอกชน ภาครัฐมีหน้าที่
ควบคุมดูแลพื้นที่ป่าสงวนและปลูกสร้างสวนป่า มีพื้นที่เกษตรปลูกพืชอื่นๆ เช่น ข้าวไร่ ผัก ข้าวโพด ที่มีการ
ใช้ปุ๋ ยอนินทรีย์และยาฆ่าแมลง (มลพิษจากยาฆ่าแมลงมีผลกระทบกับประชากรของสัตว์ป่าเนื่องจากได้รับ
สารพิษดังกล่าว โดยเฉพาะนกกินแมลง ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ชนิดพันธุ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างถูก
ตัดไปใช้ในการก่อสร้าง ทาให้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สูญเสียไป
พื้นที่ในท้องที่ภาคเหนือมีความแตกต่างจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการปลูกพืช
การเกษตรบริเวณพื้นที่ที่เป็นภูเขา ในอดีตเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกฝิ่นมาก่อนโดยชาวเขาบางเผ่าและถูกปล่อย
ทิ้งไว้นานจนเกิดเป็นป่าขึ้นมาใหม่ มีการปลูกพืชเกษตรที่มีอายุสั้นๆ เช่น ข้าวโพด การทาไร่เลื่อนลอย
ประชากรในท้องที่เพิ่มขึ้นจึงมีการทาการเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว มีการปลูกผักพืชเมืองหนาวมีการใช้
- 10 -
สารเคมีกันมาก มีการพัฒนาระบบชลประทาน มีการใช้ประเพณีวัฒนธรรมในการอนุรักษ์พื้นที่โดยเฉพาะ
พื้นที่ต้นน้า มีการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองภายใต้กฎหมายที่กาหนด ทาให้พื้นที่อานวยแหล่งน้าให้แก่เกษตรกร
ภาคใต้พบว่ามีการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้กันเป็นจานวนมาก มีการปลูกยางพาราในพื้นที่ทั่วไป
ป่าชายเลนถูกทาลายนามาทาฟาร์มเลี้ยงกุ้ง เป็นต้น
การใช้ประโยชน์ที่ดินในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงหลายทศวรรษที่แล้ว
และกระจายอยู่ทั่วประเทศสาเหตุเกิดจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามนโยบายการคุ้มครองพื้นที่
ที่เป็นป่าไม้ให้เป็นพื้นที่คุ้มครองมีเป้ าหมายอยู่ที่ 20% ของพื้นที่ทั้งประเทศ เพื่อให้อานวยการบริการของ
ระบบนิเวศให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น
9. การตั้งถิ่นฐานและชุมชนทั้งในและรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง
มีงานวิจัยรายงานว่ามีประชาชนตั้งถิ่นฐานอยู่พื้นที่คุ้มครองประมาณ 1,800 ชุมชน จานวน
100,000 ครัวเรือน มีประชากรรวมกันประมาณ 615,000 คน ชุมชนบางแห่งมีการตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนที่
ประกาศจัดตั้งเป็นพื้นที่คุ้มครองและเป็นการยากที่จะควบคุมให้อยู่ในวงจากัดตลอดจนการอพยพไปให้อยู่
ในแหล่งที่อยู่ใหม่ แต่ก็มีบางพื้นที่ก็ได้มีการอพยพออกไปได้ ซึ่งการที่ชุมชนอยู่ในพื้นที่คุ้มครองจะมีภัย
คุกคามด้านการขยายพื้นที่ทากินการลักลอบตัดไม้การลักลอบล่าสัตว์ป่าและการเก็บหาของป่า ตลอดจนทา
ให้เกิดไฟป่า
แต่อย่างไรก็ดี หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองก็ได้มีแนวทางการจัดการอย่างมีส่วนร่วม โดยการสร้าง
ความเข้าใจกับชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ให้เข้าใจถึงคุณค่าของพื้นที่คุ้มครองที่มีประโยชน์ต่อชุมชน โดยให้ชุมชน
มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง การสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์ จัดทาแนวเขตที่ทากินให้ชัดเจนไม่
ขยายพื้นที่ทากิน ส่งเสริมอาชีพที่ไม่ทาลายทรัพยากรธรรมชาติและร่วมตรวจตราลาดตระเวนป้ องกันพื้นที่
ร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ในปัจจุบันการดาเนินงานได้เน้นหนักไปเฉพาะเรื่อง มีการบังคับใช้กฎหมาย
มากกว่าการสร้างความร่วมมือ ระบบวิธีการจัดการจึงได้มีการดาเนินงานแบ่งเขตการจัดการและ
หลักธรรมาภิบาล การใช้หลักโปรแกรมงานของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่สนับสนุน
กรอบงาน (Goal 2.1) ความเท่าเทียมและการใช้ประโยชน์ร่วมกัน และ (Goal 2.2) สนับสนุนให้ชุมชน
ท้องถิ่นดั้งเดิมและชุมชนท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) ก็ได้กาหนดรายละเอียดให้
ชุมชนท้องถิ่นเป็นกลไกหนึ่งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วม การพัฒนาคุณภาพของชีวิต
และทางานร่วมกัน มียุทธศาสตร์การพัฒนา การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การปฏิรูปการจัดการร่วมกันใน
พื้นที่ของตนเองอย่างบูรณาการ การจัดการทรัพยากรน้าและมีส่วนร่วมในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมเพื่อการจัดการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาการทางเศรษฐกิจมีผลกระทบกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่ชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง มี
รายงานการศึกษาวิจัยได้รวบรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม ศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่ป่าไม้ และ
การใช้ประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครองเพื่อการบริโภคของชุมชนที่ยากจนเพื่อทาการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ พื้นที่
คุ้มครองอานวยผลประโยชน์ในท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ผลประโยชน์ได้จากการ
- 11 -
ลงทุนและผลกาไรที่ได้จากการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจากการท่องเที่ยวจะได้ลดผลกระทบจาก
การลักลอบล่าสัตว์ของชุมชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยว
10. การเพิ่มขึ้นของจานวนนักท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวที่เข้าไปใช้ประโยชน์หรือพักผ่อนหย่อนใจหรือท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองมีสอง
กลุ่ม คือ นักท่องเที่ยวภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่จะไปท่องเที่ยว
บริเวณอุทยานแห่งชาติทางทะเล หรือแหล่งธรรมชาติ หรือแหล่งวัฒนธรรมและพื้นที่อื่นๆ ได้ทารายได้จาก
การท่องเที่ยวประมาณ 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ผู้รับผิดชอบการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีการ
พัฒนาพื้นที่คุ้มครองเพื่อดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวเข้าไปใช้ประโยชน์ ปัญหาจานวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป
จะมีผลกระทบกับพื้นที่หรือแหล่งท่องเที่ยว ทาให้ธรรมชาติหรือวัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลง จากรายงาน
พบว่านักท่องเที่ยวภายในประเทศมักจะเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองช่วงวันหยุด หรือเสาร์-อาทิตย์
ความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวจะพบเห็นในหลายๆ พื้นที่ เช่น ชายฝั่งทะเล พื้นที่คุ้มครองทางบกมี
หลายแห่งก็ได้รับผลกระทบจากจานวนนักท่องเที่ยวเช่นกัน จึงจาเป็นอย่างยิ่งที่หัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง จะต้อง
ดาเนินการจัดการมิให้มีผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น จานวนชนิดสัตว์ป่า ขยะ น้า หรือมลพิษสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นรายได้ประเภทหนึ่งที่นาเข้าสู่ประเทศ ทาให้มีการพัฒนาทางสังคม
และเศรษฐกิจ จากสถิติรายงานว่าจานวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จานวน 27 ล้านคนใน
ปี 2556 ทารายได้ให้แก่ประเทศชาติถึง 57.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จานวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศ
เอเซียน มากกว่า 7 ล้านคน จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 4.5 ล้านคน จากกลุ่มประเทศยุโรป 4.5 ล้าน
คน (รัสเซียมากที่สุด) จากประเทศญี่ปุ่น 1.5 ล้านคน ประเทศเกาหลี 1.3 ล้านคน ประเทศออสเตรเลีย 09.
ล้านคน และประเทศสหรัฐอเมริกา 0.8 ล้านคน (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2557) จานวนนักท่องเที่ยว
จานวนมากไปท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองมีน้อยมากประมาณ 10% เท่านั้น ยกเว้น พื้นทุ้มครองทางทะเลที่มี
นักท่องเที่ยวต่างชาติมีมากกว่านักท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่วนใหญ่ไปดาน้าเพื่อดูปะการัง โดยเฉพาะใน
ทะเลฝั่งอันดามัน (Nabangchang et.al. 2555)
นักท่องเที่ยวภายในประเทศจานวนมากที่ทาให้เกิดรายได้ของชาติประมาณ 400 ล้านบาทในปี
2555 นักท่องเที่ยวประมาณ 90% ไปท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่คุ้มครองก็สามารถรองรับ
นักท่องเที่ยวจานวนมากและมีผลกระทบกับชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่คุ้มครองแต่มีผลดีเฉพาะการขายสินค้าที่
ระลึกในท้องถิ่น
11. ความขัดแย้งระหว่างสัตว์ป่ ากับมนุษย์
ขณะที่ชุมชนในท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครองหรือในพื้นที่คุ้มครองมักจะ
ได้รับปัญหาจากสัตว์ป่ าบางชนิดที่เข้ามากินพืชผลทางการเกษตร ทาร้ายปศุสัตว์หรือทรัพย์สินจนถึง
การทาลายชีวิตคน เช่น ช้างป่า เสือโคร่ง หมูป่า กวางป่า และลิง หรือนกบางชนิดจากพื้นที่คุ้มครองที่ออกมา
กัดกินเมล็ดพืชหรือผลไม้ ปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าเป็นที่สนใจของนักวิชาการที่ต้องการ
ทราบถึงสาเหตุที่เป็นปัญหาพื้นฐานว่าสัตว์ป่าเป็นปัญหากับชุมชนในท้องถิ่น พื้นที่คุ้มครองหลายๆ แห่งได้มี
- 12 -
การจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์มาใช้ในการป้ องกัน เช่น การทารั้วไฟฟ้า ขุดคูรอบพื้นที่กันมิให้ช้างออกมาจาก
พื้นที่ เป็นต้น ชาวสวนผลไม้บางแห่งใช้วิธีเก็บผลไม้ก่อนที่จะสุกเพื่อป้องกันมิให้นกหรือค้างคาวไปกัดกิน
ช้างป่าที่ออกมาหากินนอกเขตพื้นที่คุ้มครองที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน เนื่องจากบริเวณใกล้เคียง
กับพื้นที่คุ้มครองเป็นพื้นที่การเกษตร มีการปลูกพืชเกษตรที่ช้างชอบกินเป็นอาหาร โดยเฉพาะพืชเชิงเดี่ยว
เช่น ข้าวโพด ที่มีการปลูกเพื่อเป็นอาหารสัตว์หรือการส่งออก (สัปปะรด ยางพารา ปาล์มน้ามัน) ช้างก็มีความ
ต้องการเช่นกัน บางพื้นที่ของเกษตรกรเป็นเส้นทางอพยพของช้าง รวมทั้งสิ่งก่อสร้าง ถนนหนทางเป็นสิ่งกั้น
ทางเดินของช้างทาให้ช้างได้รับภัยอันตรายจากยานพาหนะ ช้างป่าเป็นสัตว์ประจาชาติของไทยมีการอนุรักษ์
ตามประเพณีวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยโบราณ การใช้ช้างเป็นพาหนะในสงคราม การเดินทางของกองทัพ
ในช่วงที่มีการสัมปทานทาไม้ช้างป่าถูกจับมาฝึกให้ชักลากไม้ซุงในท้องที่กันดาร หรือปัจจุบันมีการนาช้าง
มาใช้เพื่อการท่องเที่ยวป่า (การนั่งหลังช้างดูธรรมชาติ) หรือเป็นพาหนะในการเดินทาง การที่พื้นที่คุ้มครอง
ได้รับการดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทาให้ประชากรช้างต้องเพิ่มขึ้นมีการเดินทางไปมาหากินระหว่าง
พื้นที่คุ้มครอง จึงทาให้มีแนวคิดในการดาเนินงานจัดทาแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศหรือถิ่นที่อาศัย
(Ecological corridor หรือ Habitat Linkage) เพื่อให้สัตว์เดินทางไปมาหากินได้ เช่น พื้นที่ระหว่างอุทยาน
แห่งชาติเขาชะเมา-เขาวงกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าที่เกิดขึ้นมีน้อยกว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับ
คน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่กับชุมชนในท้องถิ่นที่มีวัฒนธรรมความคิดเห็นและ
ความต้องการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ปัญหาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่จะต้องนามาพิจารณาว่า
เป็นภัยคุกคามที่ต้องรีบแก้ไข จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจถึงรูปแบบของกระบวนการอนุรักษ์ให้เกิดขึ้น
เพื่อให้สู่เป้ าหมายของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น แนวเขตกันชนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
อุทัยธานีที่มีปศุสัตว์หรือสัตว์เลี้ยงถูกรบกวนจากเสือโคร่งที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
เนื่องจากประชากรของเสือโคร่งเพิ่มขึ้นที่พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้รับการดูแลให้มีความอุดมสมบูรณ์
และปลอดภัยจากการบุกรุกของราษฎร
อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีการจัดการและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
ระหว่างชุมชนท้องถิ่นที่เข้าไปปลูกสัปปะรดในพื้นที่ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่าที่ใช้เป็นเส้นทางอพยพของช้าง
และได้มีโครงการจัดการถิ่นที่อาศัยในพื้นที่ให้เป็นที่อยู่ของสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น กระทิง เป็นต้น พัฒนา
ให้ชุมชนท้องถิ่นดาเนินการหารายได้ใหม่ทดแทนการปลูกพืชเกษตร คือ การท่องเที่ยวด้านสัตว์ป่า (มีการ
ปลูกพืชให้สัตว์ป่าใช้เป็นอาหาร)
- 13 -
12. ชนิดพันธุ์รุกรานเพิ่มมากขึ้น
ชนิดพันธุ์ใดก็ตามที่มิใช่พันธุ์ถิ่นเดิมของประเทศไทยเป็นภัยคุกคามที่ก่อให้เกิดปัญหาทาลาย
ระบบนิเวศและถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า มีการแพร่กระจายในพื้นที่จนชนิดพันธุ์ท้องถิ่นสูญหายไป อนุสัญญา
ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) เรียกร้องให้ประเทศภาคีสมาชิกดาเนินการป้ องกัน ควบคุม
การนาเข้าและกาจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เป็นภัยคุกคามระบบนิเวศ ถิ่นที่อาศัยและชนิดพันธุ์ การประเมินระบบ
นิเวศในรอบสหัสวรรษ (MEA 2005) กาหนดให้ชนิดพันธุ์รุกรานเป็นหนึ่งในห้าของภัยคุกคามที่ไป
เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อาศัย การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและมลพิษ ปัญหา
เหล่านี้สหภาพยุโรป (EU) ได้กาหนดเป็นข้อห้ามสาหรับประเทศสมาชิกห้ามทาลายระบบนิเวศที่เป็น
ฐานเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการห้ามนาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งมีข้อมูลว่ามีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นได้
ทาลายระบบนิเวศที่มีผลกระทบกับมนุษย์เกิดความเสียหายประมาณ 12 ล้านล้านยูโรต่อปี (507 ล้านล้าน
บาท)
จากข้อมูลด้านสัตว์ป่า (Species Database) รายงานว่า ชนิดพันธุ์รุกรานที่พบในประเทศไทยมี
ประมาณ 138 ชนิด โดยเฉพาะพืชต่างถิ่นที่ทาลายระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง (Foxcroft et.al.2013)
โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงทัศนียภาพที่มีผลกระทบกับการท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและ
ระบบนิเวศความหลกาหลายทางชีวภาพภายในพื้นที่คุ้มครอง การแพร่กระจายของชนิดพันธุ์รุกรานมี
ผลกระทบกับโครงสร้างของระบบนิเวศความหลากหลายและทาลายชนิดพันธุ์ถิ่นเดิม ทาให้ชุมชนท้องถิ่นมี
ความยากจนเกิดขึ้น กระทบกับการดารงชีวิต โดยเฉพาะทาให้เกิดปัญหากับการบริการของระบบนิเวศ ทาให้
คุณค่าของธรรมชาติและวัฒนธรรมลดลง
อุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีโครงการทาลายพืชชนิดพันธุ์รุกรานออกจากพื้นที่ เช่น สาบเสือ
ผกากรอง เป็นต้น แล้วดาเนินการปลูกพืชชนิดพันธุ์ที่สัตว์กินเป็นอาหาร เป็นการเพิ่มประชากรชนิดพันธุ์
สัตว์ป่าในพื้นที่และให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีพืชชนิดพันธุ์รุกรานในพื้นที่ที่สัตว์ป่าไม่
ชอบเกิดขึ้นอยู่ เช่น ใบยภพยักษ์ กระถิน หญ้าคา และผักตบชะวาตามแหล่งน้า ผักเป็ด หรือพืชน้าชนิดอื่นๆ
ที่ทาให้แหล่งน้าตื้นเขินพืชรุกรานที่เป็นพืชน้าที่ไปแพร่หลายตามแหล่งน้าจะทาให้มีผลกระทบกับชนิดพันธุ์
ดั้งเดิมและทาให้แหล่งน้าทั่วไปตื้นเขินมีผลกระทบทาให้เกิดน้าท่วมในฤดูฝน นอกจากพืชต่างถิ่นแล้วก็ยังมี
การแพร่หลายของสัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีการนามาจากต่างประเทศและแพร่กระจายตามแหล่งน้า เช่น หอย
เชอรี่ เป็นต้น
ส่วนชนิดพันธุ์รุกรานต่างถิ่นตามทะเลและชายฝั่งก็จะมีสัตว์น้าว่ายน้าตามเรือเดินสมุทรมาเมื่อ
เรือเทียบท่าก็จะอาศัยอยู่ตามแหล่งน้านั้นทาให้เป็นชนิดพันธุ์ใหม่ในพื้นที่ เช่น ปลาดาวหนามที่มีผลกระทบ
กับปะการัง การป้องกันชนิดพันธุ์รุกรานในทางทะเลก็ควรที่จะได้มีความร่วมมือระหว่างกรมประมงกับกรม
อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
------------------------------------------------------
- 14 -
เอกสารอ้างอิง
1. Dugan, P.J. et.at. 2010. Fish migration, dams, and loss of ecosystem services in the Mekong
Basin. Ambio 39: 344-348.
2. IMF. 2014. World Economic Outlook Database. April, 2014.
3. IUCN. 2014. The IUCN Red List of Threatened Species.
4. Lengen, M. et.al. 2013. International Trade drives biodiversity threats in developing nations.
Nature 486:109-112.
5. MEA. 2005. Ecosystems and Human Well- being : Biodiversity Synthesis. World Resources
Institute, Washington, D.C.
6. Morris, W.F. and D.F. Doak. 2002. Quantitative Conservation Biology: Theory and Practice of
Population Viability Analysis. Sinaur Associates, Sunderland, MA. USA.
7. Nabangchang, O. et.at. 2012. Sustainable Financing Strategy for Lanta, Similan and Surin Island
National Park. Report of the Strengthening Andamen Marine Protected Areas. Network Project.
DNP/WWF Thailand, Bangkok.
8. NESDB. 2012. Eleventh National Economic and Social Development Plam (2012-2016) National
Economic and Social Development Board. Bangkok.
------------------------------------------

แนวทางการวิเคาระห์ข้อมูลพื้นฐาน

  • 2.
    - 1 - แนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ โดยนายทวี หนูทอง ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยเป็นที่ทราบกันมาแล้วใน หลายทศวรรษ ที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทางด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมทั้งในและรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง ปัญหาดังกล่าวได้มีการระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) เป็นการกาหนดนโยบายจากข้อมูลเพื่อการแก้ไขปัญหาการบริหารของประเทศ นโยบาย ประกอบด้วย การคงไว้ซึ่งความปลอดภัยของอาหารและน้าเพื่อการดารงชีวิตของมนุษย์สนับสนุนให้ชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การประกอบอาชีพและมีความยั่งยืนในชีวิต สนับสนุน การศึกษาและการฝึกอบรมที่ให้มีความเชื่อมโยง มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม การเพิ่มผลผลิต ทางด้านการเกษตร นอกจากนี้ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมี ผลกระทบกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองก็เกิดจากการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ ของประเทศ ซึ่งมีผลกระทบกับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครอง ที่สาคัญคือปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับ การใช้ประโยชน์ที่ดิน เหตุการณ์ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครองในหลายๆ ประเทศทั่วโลกที่เป็น บทเรียนที่ได้นามาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหา ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการพื้นที่คุ้มครองกับการพัฒนาประเทศจะมีความเกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งการบริการของระบบนิเวศ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจึงได้กาหนดเป็นนโยบาย โดยทางานร่วมกันระหว่างนักวางแผน นักจัดการและนักวิจัย แผนการบริหารจัดการจึงได้บรรจุไว้ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะความร่วมมือในการพัฒนาและการบริการจัดการพื้นที่ คุ้มครองอย่างยั่งยืน รายละเอียดต่างๆ ของข้อมูลที่จะต้องนามาพิจารณาคือ : 1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กาหนดไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมี ผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศชาติและการดารงชีวิตของมนุษย์จึงได้มีความร่วมมือกับนานาชาติ ในการวิเคราะห์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ประเทศไทย เป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและมีบทบาทสาคัญในการร่วมมือกับนานาชาติ ภายใต้UNFCCC ซึ่งมีกฎหรือข้อกาหนดในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • 3.
    - 2 - การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบกับระบบนิเวศในประเทศไทยรวมทั้งพื้นที่ คุ้มครองที่เห็นได้ชัดเจนคือการสูงขึ้นของระดับน้าทะเล การเกิดฝนกรด การเกิดลมพายุที่รุนแรงและ การเปลี่ยนแปลงของผลผลิตทางการเกษตร การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลและอุณหภูมิที่สูงขึ้น มีผลกระทบ กับฤดูกาลและเกิดภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อม การเกิดน้าท่วม น้าประปาขาดแคลน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ามีปริมาณน้อย มีการเปลี่ยนแปลงด้านการท่องเที่ยว และมีผลกระทบกับสุขภาพของมนุษย์ เช่น การแพร่ ระบาดของเชื้อโรคบางชนิดและแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นและอื่นๆ เหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้น มาแล้วหลายตัวอย่าง เช่น ไข้หวัดนก เมอร์ส ซึ่งเราเรียกว่าเป็นภัยธรรมชาติ รวมถึงการเกิดลมพายุที่รุนแรง ฝนตกหนักที่ทาให้เกิดน้าท่วม การพังทลายของดินและการตกตะกอนในลาน้าทาให้แม่น้าตื้นเขิน เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนับว่าเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงประเภทหนึ่งที่มีผลกระทบกับ การใช้ประโยชน์ที่ดินในระดับชาติ ภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะมีผลกระทบกับระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ความจริงแล้วพื้นที่คุ้มครองจะมี การควบคุมมิให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเป็นแหล่งที่พักพิงของชนิดพันธุ์ต่างๆ พื้นที่ คุ้มครองเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่สาคัญ กระบวนการของระบบนิเวศและโครงสร้างสามารถที่จะเห็นได้ ชัด การอนุรักษ์แหล่งต้นน้าและการคงไว้ซึ่งระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ไม่ต้องแปลกใจว่า สานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้กาหนดและให้ ความสาคัญถึงบทบาทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมทั้งการป้องกันเพื่อลดภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจาก ธรรมชาติที่สาคัญในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองให้เป็นแหล่งการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ที่สาคัญ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะมีผลกระทบกับชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในหลายๆ ส่วนของพื้นที่ในโลกนี้ สัตว์หลายชนิดจะต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ เปลี่ยนไป บางชนิดพันธุ์ไม่สามารถปรับตัวได้ก็อาจจะตายหรือสูญพันธุ์ไป งานศึกษาวิจัยด้านนี้จะต้องเร่ง ดาเนินการหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองต้องมีหน้าที่รับผิดชอบช่วยเหลือชนิดพันธุ์ให้พ้นภัยหรือดูแลรักษาพื้นที่ป่าไม้ให้ เป็นอยู่อาศัยของชนิดอย่างปลอดภัย 2. การสูญเสียซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ (Loss of biodiversity) ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พื้นที่ป่าไม้ที่เป็นถิ่นที่อยู่ อาศัยของชนิดพันธุ์ต่างๆ เป็นแนวเชื่อมต่อทางชีวภูมิศาสตร์ที่ประกอบด้วยภูมิภาคกล่าวคือภาคตะวันตก (อินโด-เบอร์มิส) ภาคเหนือถึงภาคตะวันออก (อินโด-ไชนีส) และภาคใต้(มาเลเซียน) ซึ่งชนิดพันธุ์จะมีความ แตกต่างกันตามลักษณะของภูมิประเทศ กล่าวคือ มีชนิดพันธุ์นกมากกว่า 1,000 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม 302 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาย 356 ชนิด สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก 137 ชนิด ปลา 2,820 ชนิด และชนิดพันธุ์พืชไม่ ต่ากว่า 12,000 ชนิด ซึ่งในจานวนชนิดพันธุ์ดังกล่าว เป็นชนิดพันธุ์ประจาถิ่นหรือท้องถิ่น พื้นที่คุ้มครองก็ เป็นหน้าที่หรือบทบาทหนึ่งเป็นที่รวมของความหลากหลายทางชีวภาพดังกล่าว เช่น อุทยานแห่งชาติดอยสุ เทพ มีชนิดพันธุ์พืชไม่ต่ากว่า 2,247 ชนิด อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีชนิดพันธุ์แนวป่าในแต่ละพื้นที่ถึง 7 ชนิด
  • 4.
    - 3 - จากข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่คุ้มครองมีความสามารถในการรองรับชนิดพันธุ์ได้อาศัย อยู่อย่างปลอดภัยแต่มีบางชนิดกลายเป็นพันธุ์ที่มีฐานะสูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น เนื้อสมัน (Cerous schomburki) กูปรี (Bos sauveli) ซึ่งสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว ส่วนแรดชะวา (Rhinoceros sondicus) และแรดสุ มาตรา (Didermorhinus sumatraensis) อาจจะมีอาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครองบางแห่ง องค์กร IUCN ได้จัดให้อยู่ ในสถานการณ์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งที่ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม 12 ชนิด และนก 43 ชนิด หรือ ชนิดพันธุ์หาได้ยากที่ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม 35 ชนิด และนก 66 ชนิด และนก 71 ชนิด ซึ่งสรุป แล้วประมาณว่าชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามมีประมาณ 12% ส่วนชนิดพันธุ์พืชมีการสารวจพบว่ามีหลายชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามมีการสารวจพบชนิดพันธุ์ ใหม่ๆ อยู่เสมอ จากการศึกษามีชนิดพันธุ์พืชมากกว่า 12,000 ชนิด มากกว่าชนิดพันธุ์พืชที่พบในแถบยุโรป และปรากฏว่ามีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามอย่างน้อย 1,400 ชนิดใน 16 สกุล บางชนิดพันธุ์สูญพันธุ์ไปจาก ธรรมชาติแล้วแต่ยังมีอยู่ในสถานที่เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ พบว่า จากข้อมูลที่ได้จาก The Red List of Threatened Species พบว่ามีชนิดพันธุ์ที่จัดอยู่ในสถานภาพหาได้อย่างยิ่ง 20 ชนิด หาได้ยาก 13 ชนิดและมี แนวโน้มหาได้ยากถึง 440 ชนิดพันธุ์ทั้งหมดจะเป็นชนิดพันธุ์อนุรักษ์ The IUCN Red List of Threatened Species การสูญพันธุ์ (Extinct) หมายถึง ชนิดพันธุ์ใหม่ๆ จะสูญพันธุ์ได้ต่อเมื่อชนิดพันธุ์ตัวสุดท้ายได้ ตายไปแล้วอย่างไม่มีข้อสงสัยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ (Extinct in the Wild) หมายถึง ชนิดพันธุ์ที่สูญพันธุ์ ไปจากธรรมชาติแล้ว แต่ยังมีประชากรที่มีชีวิตอยู่รอดในสถานที่เพาะเลี้ยง สวนสัตว์หรือนอกถิ่นกาเนิดและ สามารถนาชนิดพันธุ์ดังกล่าวไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้ทาให้เกิดอันตราย (Endangered) หมายถึงชนิดพันธุ์ ที่ถูกคุกคามจนใกล้จะสูญพันธุ์อย่างยิ่ง ใกล้สูญพันธุ์ (Critically endangered) หมายถึง ชนิดพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ที่สูงมาก มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable) หมายถึง ชนิดพันธุ์ที่ประสบความเสี่ยงต่อการสูญเสียในธรรมชาติ/ใน อนาคตอันใกล้นี้ ฯลฯ การสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์พืชจะมีผลกระทบกับผลิตผลในอันดับแรกของระบบนิเวศ การลดลง ของมวลชีวภาพและการสลายตัวของพืช ผลจากการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ควรมีการอนุรักษ์ความหลากหลาย ของชนิดพันธุ์พืชจึงเป็นการได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง ฉะนั้น การสูญหายไปของชนิดพันธุ์จะเป็นการสูญเสีย คุณค่าของธรรมชาติที่สาคัญยิ่ง ระดับของการสูญพันธุ์จากที่กาหนดไว้ในหนังสือ IUCN Red List of Species แสดงให้เห็นถึง ความสาคัญของประชากรชนิดพันธุ์โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม การที่ประชากรของชนิดพันธุ์ลด จานวนลงก็เนื่องมาจากสาเหตุในเรื่องที่เกี่ยวข้องการทาลายถิ่นที่อาศัย การลักลอบล่าสัตว์ป่ า การ
  • 5.
    - 4 - เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชนิดพันธุ์สัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น ช้างป่า เสือโคร่ง หรือชนิดพันธุ์พืชที่หาได้ ยากที่อยู่ในพื้นที่คุ้มครองเดียวจะไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ การที่องค์การ IUCN ได้จัดพิมพ์หนังสือ Red List of Species ขึ้นมาเพื่อให้นานาประเทศที่เป็น ภาคีสมาชิกได้จัดเตรียมและจัดทาเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในความร่วมมือกับนานาชาติในการอนุรักษ์โดยจะอยู่ ภายใต้กฎหมายของประเทศที่เกี่ยวข้องและต้องการให้มีการคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ การใช้เป็นข้อมูล พื้นฐานและการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติโดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่อพยพข้ามแดนระหว่างประเทศจะเป็น ความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่นและระหว่างประเทศ การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปริมาณประชากรจะมีการศึกษาถึงสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา ปัจจัย แนวโน้มที่เกี่ยวกับความอยู่รอดของประชากร ซึ่งเรียกว่า การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของประชากร (Moris and Dock, 2002) ผลที่ได้จากการวิจัยจะเป็นข้อมูลที่สาคัญอย่างมาก การศึกษาชนิดพันธุ์ข้ามพรม แพนก็ใช้เป็นข้อมูลจัดทาแนวเชื่อมต่อระหว่างประเทศหรือการจัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ตามแนวชายแดน สาเหตุของการสูญหายไปของความหลากหลายทางชีวภาพจะมีรายละเอียดอีกมาก แต่สิ่งสาคัญ คือพื้นที่คุ้มครองเป็นพื้นที่รองรับชนิดพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์ให้เป็นมรดกและสมบัติของชาติ 3. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเนื่องมาจากการ พัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น การเกิดสึนามิปี 2547 และการเกิดน้าท่วมปี 2554 และ ปัจจัยอื่นๆ จากข้อมูลธนาคารโลกกล่าวถึงรายได้ GDP ของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านโตแค่ -2.3% (ปี 2552) 7.8% (ปี 2553) 0.1% (ปี 2554) 7.7% ) 2555 และ 1.8% (ปี 2556) จากข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง ภาวะเศรษฐกิจของประเทศชาติขึ้นลงเป็นอย่างมาก และขยายตัวเป็นอย่างมากในช่วงปี 2523-2555 จาก ข้อมูลของ IMF ที่มีการจัดระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกจัดอยู่ในอันดับที่ 29 และรายได้ต่อหัว อยู่ในระดับ 92 (IMF 2014) การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับสินค้าส่งออกจากภาคอุตสาหกรรม การเกษตร การท่องเที่ยว และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม แรงงานที่ทางานอยู่ตามภาคส่วนต่างๆ ก็มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะภาคส่วน การเกษตร การประมงและป่าไม้ประมาณ 38% มีรายได้ต่ากว่าค่าเฉลี่ยของรายได้สหประชาชาติอาชีพการ ท่องเที่ยว ธนาคาร สถาบันการเงินค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 48% และ 14% อยู่ในภาคอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของเศรษฐกิจต่างๆ เหล่านี้ทาให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มี ผลกระทบต่อพื้นที่คุ้มครองทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะความต้องการของประชาชนในการใช้ ประโยชน์ที่ดินบริเวณพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเพื่อการเกษตรกรรมมากว่าการเพิ่มประมาณ การผลิต จึงมีผลทาให้ชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ลดลง ความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นจนทาให้เกิดผล กระทบกับพื้นที่คุ้มครอง ด้วยเหตุผลนี้จึงได้มีการปรับวิธีการจัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจึงได้กาหนดกลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่นเพื่อให้การจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ได้ ระบุถึงรายได้ของประชาชนต่อหัวอยู่ในระดับกลางที่อยู่ในภาวะยากจนโดยเฉพาะภาคส่วนของชาวนาทาง
  • 6.
    - 5 - ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่คุ้มครองสามารถจะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎรได้ซึ่ง ประชาชนในภาคนี้ยังมีรายได้ต่าอยู่ 4. ความต้องการใช้ประโยชน์จากไม้สัตว์ป่ าและของป่ าเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศมีการพัฒนาที่เพิ่มขึ้น ความต้องการใช้ทรัพยากรก็เพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง ความต้องการเพิ่มผลผลิตทางด้านอาหาร เส้นใย เนื้อไม้พืชเภสัชกรรม สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งมิได้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน การนาเอาเชื้อเพลิงประเภทก๊าชชีวภาพ โดยใช้ผลผลิตทางการเกษตรมา ใช้ในการผลิตก๊าชชีวภาพจึงทาให้มีความต้องการใช้พืชเกษตรมากขึ้น ราคาผลผลิตจะสูงขึ้นซึ่งแสดงให้เห็น ว่าประชาชนมีสุขภาพดี ประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นมีความต้องการแหล่งอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์และ ปลา จึงมีความต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อเลี้ยงปศุสัตว์เพิ่มขึ้น ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา ประเทศไทยเป็น ผู้ส่งออกถึงผลผลิตอาหารที่มีคุณภาพจากฟาร์มดังกล่าว เช่น กุ้งแช่แข็ง การดาเนินการดังกล่าวเป็นการใช้ ประโยชน์ที่ดินบริเวณป่าชายเลน ทาให้พื้นที่คุ้มครองชายเลนลดจานวนลง การส่งออกซึ่งผลผลิตทางอาหารทางการเกษตรของประเทศไทยไปยังต่างประเทศจะเป็นหนึ่ง ในเอเซีย และติดอยู่ในอันดับหนึ่งในห้าของโลก เรื่องส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร มีบริษัทที่ผลิตเพื่อการส่งออก มากกว่า 10,00 แห่ง ผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารได้จากวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ ผลิตภัณฑ์อาหาร จากปลาก็มีการประมงทางทะเลและมหาสมุทร การพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้านจะมีความต้องการผลผลิตจากสัตว์ป่าที่มีถิ่นกาเนิดในประเทศ ไทย โดยเฉพาะการส่งออกที่ผิดกฎหมาย เช่น งาช้าง มีการนางาช้างจากอาฟริกาผ่านประเทศไทยและงาช้าง ไทยก็ถูกรวบรวบไปด้วย ทาให้นานาชาติตาหนิประเทศเป็นการลักลอบนาเข้าข้ามแดนยากที่จะควบคุม ชนิด พันธุ์พืชที่ใช้ในทางเภสัชกรรม รวมทั้งสัตว์ป่ามีความต้องการกันมาก เช่น ตัวลิ่นหรือนิ่ม (มีคุณค่าทางเภสัช กรรม) รวมทั้งม้าทะเล เสือโคร่งและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ มักจะมีลักลอบล่าในพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งจะเป็นภัย คุกคามประการหนึ่งที่เกิดขึ้นที่ทาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้อง ทางานหนักในการป้ องกันปราบปราม และมีความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น ตารวจ ทหาร ศุลกากร กระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนองค์กรภาคเอกชนต่างๆ การค้าสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายจะเป็นชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามถึง 30% (Lengen et.at. 2012) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 50-150 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ/ปี สาเหตุที่มีการลักลอบล่าสัตว์ป่าเพื่อ นาเอาซากไปจาหน่ายทาได้ง่ายเนื่องมาจากมีอาวุธปืนที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันมีการสื่อสารที่ ทันสมัยมีการป้องกันการลักลอบการค้าสัตว์ป่าได้มีการสร้างเครือข่ายการป้ องกันระหว่างประเทศโดยความ ร่วมมือกับนานาชาติ ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นภาคีหนึ่งเช่นกัน ในการสร้างความ ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะได้รับความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศเป็นอย่างดี การเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อการค้าชนิดพันธุ์และซากของชนิดพันธุ์ที่ดาเนินการอยู่ เช่น ฟาร์ม จระเข้ แหล่งข้อมูลพบว่ามีฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ถึง 836 ฟาร์ม มีจานวนจระเข้ประมาณ 700,000 ตัว (จาก สถิติกรมประมง) ซึ่งเป็นการลดภัยคุกคามจากการล่าจระเข้ในธรรมชาติ จระเข้ในธรรมชาติในประเทศไทย จัดอยู่ในสถานใกล้จะสูญพันธุ์ จระเข้น้าจืด (Crocodylus siamensis) มีพบที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
  • 7.
    - 6 - จ.เพชรบุรีจระเข้น้าเค็ม (Crocolylus sorosus) มีพบเฉพาะพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลฝั่งอันดามัน เช่น ปี 2556 พบที่หาดไม้ขาว จ.ภูเก็ต สันนิษฐานว่าเป็นจระเข้ที่หลุดจากฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ที่จังหวัดพังงา ส่วนตะโขง (Tomistoma schlegellii) เป็นจระเข้ที่จมูกยาวกินปลาเป็นอาหารไม่พบมาตั้งแต่ปี 2513 คงจะ สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว (IUCN, 2014) ธุรกิจการเพาะเลี้ยงจระเข้เพื่อการค้าโดยเฉพาะการส่งออกมี มูลค่าไม่ต่ากว่า 160 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี นอกจากนี้ฟาร์มจระเข้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวส่วนการค้า ภายในประเทศจะเป็นการค้าเนื้อที่ใช้ประกอบอาหารตามร้านอาหารหลายๆ แห่ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ เครื่องประดับ จึงไม่มีการลักลอบล่าจระเข้ในธรรมชาติ การที่มีจระเข้อาศัยอยู่ในแหล่งน้าตามธรรมชาติ แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศในธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ มีวัฏจักรของแร่ธาตุในพื้นที่ นักอนุรักษ์เป็น ห่วงจระเข้จะสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติจึงได้มีการนาจระเข้น้าจืดพันธุ์ไทยไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติที่อุทยาน แห่งชาติปางสีดาเมื่อปี 2548 และ 2549 จานวน 20 ตัว ส่วนจระเข้ธรรมชาติที่ปรากฏอยู่ในอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน คาดว่าเป็นตัวเมีย จาเป็นต้องปล่อยเพศผู้เพื่อให้มีการผสมพันธุ์และขยายพันธุ์ในธรรมชาติได้ ประเทศไทยได้มีการยกเลิกการสัมปทานการทาได้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 แต่ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ ไม้ยังคงมีอยู่ซึ่งได้ไม้จากการปลูกสร้างสวนป่าและการนาเข้าจากต่างประเทศ การลักลอบทาไม้ที่ผิด กฎหมายในประเทศรวมถึงการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การทาไม้ในที่ดิน กรรมสิทธิ์ก็ยังมีอยู่ การลักลอบตัดไม้ในเขตพื้นที่คุ้มครองก็ยังมีอยู่ในบางแห่ง เช่น การลักลอบตัดไม้พะยูง (Dalbergia cochinnensis) เป็นพันธุ์ไม้เนื้อแข็งทนทานและสวยงาม เป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาแพง มีการลักลอบส่งออกโดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีน ทาให้เกิดเหตุการณ์การส่งออกตามแนวชายแดน เป็นจานวนมาก พนักงานเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานจึงได้สร้างความร่วมมือกับป้ องกันการลักลอบส่งออก เช่น กรมป่าไม้ตารวจและทหาร เป็นต้น การบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินก็ยังคงเป็นปัจจัยคุกคามที่สาคัญในพื้นที่คุ้มครอง ราษฎรมี เป้ าประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น ต้องการที่ดินเพื่อทาการเกษตรเพิ่มขึ้น การสร้างที่พัก เป็นต้น ทาให้มีการ สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อการป้ องกันการบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินภายในพื้นที่คุ้มครอง เช่น ตารวจ ทหาร ที่ดินและฝ่ายปกครองในภูมิภาค การจับปลาเกินปริมาณหรือการประมงที่ผิดกฎหมายโดยเฉพาะในทะเลอ่าวไทยและฝั่งอันดา มัน ทาให้มีผลกระทบกับความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและเศรษฐกิจของประเทศ การใช้เครื่องมือ การประมงประเภทอวนลาก อวนรุนและความถี่ของตาข่ายทาให้มีการทาผิดกฎหมายมากขึ้น ปริมาณผลผลิต การประมงก็ลดลงจากรายงานของกรมประมง พบว่า ปี 2548 จับได้2.6 ล้านตัน ปี 2552 ลดลงเหลือ 1.5 ล้าน ตัน เนื่องจากเครื่องมือการประมงที่ผิดกฎหมายทาให้มีการจับสัตว์ป่าได้ในปริมาณมาก จึงมีความจาเป็นที่ จะต้องอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองทางทะเลให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อที่จะให้สัตว์น้าได้ไปอาศัยอยู่ใน แหล่งอื่นๆ ต่อไป
  • 8.
    - 7 - 5.ความต้องการใช้ประโยชน์จากน้าเพิ่มขึ้น ทรัพยากรน้าในประเทศไทยมีความสาคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม เช่น การทา นา บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางหรือที่ราบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา แหล่งอู่ข้าวที่ใช้เลี้ยงประชากรส่วนใหญ่ของ ประเทศ นอกจากนี้ความสาคัญของน้ากับประเพณีวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น เทศกาลสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง เทศกาลออกพรรษา ประเพณีชักพระ ประเพณีแต่งตั้ง หรือพิธีศพคนตาย (การลอยอัง คาน) การอนุรักษ์แหล่งน้าตกที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งน้าเป็นที่อยู่อาศัยหากินของปศุสัตว์บางชนิด เช่น ควายในชนบทบางแห่ง ปัจจุบันการเลี้ยงควายเพื่อใช้ทางานลดน้อยลง เนื่องจากมีการใช้เครื่องจักรกลในภาค เกษตรกรที่สาคัญเพิ่มขึ้น เช่น รถแทรคเตอร์ ประเทศไทยมีการใช้น้าโดยเฉลี่ยประมาณ 800 ล้านล้านคิวบิก เมตร/ปี พื้นที่คุ้มครองที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ช่วยในการชะลอการไหลของน้าในช่วงฤดูฝนและการชลประทานเพื่อ ผลิตผลต่างๆ ทางการเกษตร ปัจจุบันปัญหาเรื่องน้าเริ่มเกิดขึ้นมาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเกิด ความแห้งแล้งฝนไม่ตกตามฤดูกาล โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผลกระทบกับภาคการเกษตรการ เกิดฝนตกหนักจนน้าท่วมในปี พ.ศ. 2554 ทาให้ประชาชนเดือดร้อนกันเป็นจานวนมาก การเปลี่ยนแปลงของ ระดับน้าใต้ดิน น้าบนดิน ชาวนา ชาวประมง และโรงงานอุตสาหกรรมเริ่มมีความรู้สึกถึงความลาบากในการ ใช้น้าเพิ่มขึ้น การใช้น้าในธรรมชาติเพิ่มปริมาณมากขึ้นประเทศไทยมีการใช้น้าเพื่อการเกษตรมากกว่า 70% แต่มีการใช้น้าจากระบบชลประทานประมาณ 22% ภาคอุตสาหกรรมก็มีการใช้น้าเพิ่มขึ้นการประปาก็ได้มี การขุดเจาะแหล่งน้า น้าใต้ดินก็อยู่ในระดับต่ามีการแย่งชิงน้าเพื่อทาการเกษตร ภายในประเทศเพิ่มขึ้น ปีละ 12.5% การใช้น้าภาคครัวเรือนจาเป็นต้องมีคุณภาพ ภาคอุตสาหกรรม การเกษตร หรือน้าที่ไหลบ่า ถ้า หากไม่มีการกรองหรือกาจัดของเสียจะทาให้เกิดมลพิษ มีสารโลหะหนัก หรือน้าเสียที่เกิดจากการใช้ของ มนุษย์ทาให้เกิดมลพิษทางน้าและจะมีผลกระทบกับการดารงชีวิตของมนุษย์และระบบนิเวศ โดยเฉพาะสัตว์ น้าหรือชนิดพันธุ์ที่อาศัยหากินตามแหล่งน้า เช่น สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล การบริหารจัดการทรัพยากรน้าจะอยู่ภายใต้การดูแลของ 4 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รับผิดชอบการบริหารจัดการพื้นที่ คุ้มครอง เป็นพื้นที่ต้นน้าลาธาร เป็นแหล่งต้นน้าของแม่น้าที่สาคัญหลายสาย หน่วยงานต่างๆ ดังกล่าวจะต้อง มีการวางแผนการใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้าจากพื้นที่คุ้มครองประเทศไทยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ ทรัพยากรน้า คณะกรรมการลุ่มน้าโขงในระดับนานาชาติมีหน่วยงานรับผิดชอบการอนุรักษ์แหล่งต้นน้าที่อยู่ ในพื้นที่คุ้มครองเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ด้านความร่วมมือกับนานาชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการกาหนดแผนการจัดการน้าอย่าง บูรณาการเมื่อปี 2549 มีการร่างระเบียบเกี่ยวกับนโยบายเรื่องน้า การจัดตั้งหน่วยงานจัดการแหล่งต้นน้า การ จัดระบบชลประทาน การเก็บค่าน้าจากผู้ใช้น้าจากระบบชลประทาน การใช้น้าจากเขื่อนหรืออ่างเก็บน้า การ ฟื้นฟูแหล่งต้นน้าหรือพื้นที่ชุ่มน้าจะต้องให้ความสาคัญเป็นอันดับแรกๆ
  • 9.
    - 8 - การจัดการระบบนิเวศโดยเฉพาะการจัดการเรื่องน้าในระดับชาติต้องดาเนินการภายใต้แนวคิด ของวิศวกรรม การลงทุน การสร้างคลองส่งน้า การสร้างเขื่อน การแก้ไขปัญหาน้าท่วมในเมืองหรือชนบท พื้นที่คุ้มครองเป็นพื้นที่ที่ช่วยป้ องกันการเกิดน้าท่วมบ้านเมืองได้ คือการช่วยชะลอไหลของน้า การจัดสรร น้าให้แก่ชาวนาอย่างเท่าเทียมกัน แนวทางเหล่านี้ก็ควรจะกาหนดให้อยู่ในระดับชาติ การสร้างเขื่อนเก็บกักน้าเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าหรือเพื่อการชลประทานในประเทศจีนหรือ ลาวอาจจะมีผลกระทบกับความแห้งแล้งในภาคอีสาน โดยเฉพาะน้าในแม่น้าโขงที่ประชาชนใช้บริโภคใน พื้นที่ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการแม่น้าโขงในระดับนานาชาติ พื้นที่ คุ้มครองหลายแห่งเป็นแหล่งอานวยน้าให้ไหลลงสู่แม่น้าโขง การสร้างเขื่อนในประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้แก่ประเทศไทย การสร้างเขื่อนดังกล่าวจะทาให้มี ผลกระทบกับปลาในแม่น้าโขงไม่ต่ากว่า 850 ชนิดที่ถูกคุกคาม ในจานวนนี้มี 135 ชนิดที่เป็นชนิดพันธุ์ อพยพไปมาในแม่น้าโขงเพื่อการวางไข่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมแม่น้าโขงได้ใช้ปลาเหล่านั้นเพื่อการ บริโภคเป็นอาหารที่สาคัญ (Dugan et.al. 2010) บทสรุป ในเรื่องน้าการพัฒนาทางเศรษฐกิจก็จะมีผลกระทบกับแหล่งน้าเช่นกัน ควรให้ ความสาคัญกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่เป็นแหล่งต้นน้าลาธารที่อานวยน้าที่สะอาดช่วยลดการเกิดน้าท่วม การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหรือการป้องกันลมพายุการใช้แหล่งน้าเพื่อการประมง 6. ความต้องการใช้ประโยชน์ด้านแร่ธาตุ การทาเหมืองแร่ในพื้นที่คุ้มครองส่วนใหญ่จะเป็นการทาลายระบบนิเวศในพื้นที่ ซึ่งมีพบอยู่ใน พื้นที่บางแห่งในอนาคตก็มีความเสี่ยงในการใช้ประโยชน์ดังกล่าว การทาเหมืองแร่ที่ผิดกฎหมายในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ความต้องการแร่ธาตุจานวนเพชรพลอย เชื้อเพลิงเริ่มมีการสารวจ มากขึ้น ประเทศไทยมีการขุดนาแร่มาใช้ประโยชน์มากกว่า 100,000 ตัน/ปี การเก็บขี้ค้างคาวตามถ้าหินปูนที่ มีค้างคาวอาศัยอยู่ผลกระทบยังมิได้มีการศึกษารายละเอียด อย่างไรก็ดีค้างคาวเป็นสัตว์กินแมลงเป็นอาหาร ถ่ายมูลสามารถนาไปเป็นปุ๋ ยแก่ระบบนิเวศค้างคาวมีส่วนในการควบคุมแมลงระบบนิเวศ พื้นที่คุ้มครองที่มี เขาหินปูนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของค้างคาว ควรจัดการถ้ามิให้เกิดผลกระทบที่เกิดจากการใช้ขี้ค้างคาวต่อ ระบบนิเวศ ปัญหาในปัจจุบัน คือ การค้นหาเชื้อเพลิงจากซากพืชเป็นผลที่ทาให้เกิดภาวะเรือนกระจก การ ขุดเจาะแก๊สธรรมชาติในทะเลฝั่งอันดามัน การขุดเจาะน้ามันดิบในทะเล จะมีปรากฏการณ์ที่มีการรั่วไหล ของน้ามันดิบทาให้เกิดมลภาวะทางทะเล ปะการัง ชายหาดและชนิดพันธุ์อื่นๆ ในพื้นที่คุ้มครอง จึงมีการ สร้างความร่วมมือในการป้องกันการเกิดมลพิษเหล่านี้ พื้นที่คุ้มครองทางบกหลายแห่ง การทาเหมืองแร่ก็ยังมีอยู่บางแห่ง ควรจะได้มีความร่วมมือกับ บริษัทที่ดาเนินการมิให้เกิดผลกระทบกับการอนุรักษ์พื้นที่ โดยเฉพาะมลพิษทางน้าและอากาศ เช่น การเกิด ฝุ่นละอองในอากาศที่มีผลกระทบกับการดารงชีวิตของมนุษย์
  • 10.
    - 9 - 7.การเพิ่มขึ้นของประชากรของประเทศ แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรของประเทศจะสัมพันธ์กับการพัฒนาของบ้านเมืองหรือ ชนบทที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามชนบทรอบๆ เขตพื้นที่คุ้มครองและได้รับผลประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครอง อัตราการ เพิ่มขึ้นของประชากรประมาณ 0.3% ต่อปี เป็นการเพิ่มในอัตราที่ต่า ซึ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นการ คาดคะเนที่กาหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของภาคแรงงานที่จะ มีผลต่อการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ประมาณว่าประชากรของประเทศไทยประมาณ 40% อาศัยอยู่ในชนบททาให้มีการพัฒนาของ ท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้นการเพิ่มขึ้นของประชากรจะมีความสัมพันธ์กับการบริโภคการบริการของระบบนิเวศจาก พื้นที่คุ้มครอง การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองที่เดินทางมาจากตัวเมืองใหญ่ๆ จึงจาเป็นจะต้อง ให้ความเข้าใจในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อการดารงชีวิตของชุมชนในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรที่เกิดจากการอพยพย้ายถิ่นจากประเทศ เพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เมียนมาและลาว (การอพยพเข้ามาทางานอย่างผิดกฎหมาย) หรือการลักลอบล่าสัตว์ ป่า ลักลอบตัดไม้ที่เป็นภัยคุกคามต่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน เช่น พื้นที่กลุ่มป่า ตะวันตก พื้นที่กลุ่มป่าตะวันออก เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้จะต้องระบุไว้ในแผนการจัดการ 8. การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในท้องที่ ความต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แร่ธาตุ น้า หรือการบริการของระบบนิเวศ ในพื้นที่ชนบทมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศต่างๆ เกิดขึ้นมาแล้วนับเป็นร้อยๆ ปี การพัฒนาทางเศรษฐกิจ ประชากรเพิ่มขึ้นมีผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่เพิ่มขึ้น ตลอดเวลา และมีผลกระทบกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองทั้งทางบกและทางทะเล การปลูกพืชเกษตรเพิ่มขึ้น (เช่น การปลูกยางพารา การปลูกผลไม้ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า การแบ่งเขตการจัดการเขตกันชน จะทาได้ยาก) ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งก็มีการทาลายป่าชายเลนเพื่อนาไปทาเป็นฟาร์มกุ้ง (เช่น อุทยานแห่งชาติทางทะเลและชายฝั่งที่เป็น Rammar Site) การใช้ประโยชน์ที่ดินในแต่ละภาคของประเทศไทยไม่เหมือนกัน เช่น บริเวณพื้นที่จังหวัด นครราชสีมาใกล้ๆ กับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีการยึดถือครอบครองที่ดินโดยภาคเอกชน ภาครัฐมีหน้าที่ ควบคุมดูแลพื้นที่ป่าสงวนและปลูกสร้างสวนป่า มีพื้นที่เกษตรปลูกพืชอื่นๆ เช่น ข้าวไร่ ผัก ข้าวโพด ที่มีการ ใช้ปุ๋ ยอนินทรีย์และยาฆ่าแมลง (มลพิษจากยาฆ่าแมลงมีผลกระทบกับประชากรของสัตว์ป่าเนื่องจากได้รับ สารพิษดังกล่าว โดยเฉพาะนกกินแมลง ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ชนิดพันธุ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างถูก ตัดไปใช้ในการก่อสร้าง ทาให้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สูญเสียไป พื้นที่ในท้องที่ภาคเหนือมีความแตกต่างจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการปลูกพืช การเกษตรบริเวณพื้นที่ที่เป็นภูเขา ในอดีตเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกฝิ่นมาก่อนโดยชาวเขาบางเผ่าและถูกปล่อย ทิ้งไว้นานจนเกิดเป็นป่าขึ้นมาใหม่ มีการปลูกพืชเกษตรที่มีอายุสั้นๆ เช่น ข้าวโพด การทาไร่เลื่อนลอย ประชากรในท้องที่เพิ่มขึ้นจึงมีการทาการเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว มีการปลูกผักพืชเมืองหนาวมีการใช้
  • 11.
    - 10 - สารเคมีกันมากมีการพัฒนาระบบชลประทาน มีการใช้ประเพณีวัฒนธรรมในการอนุรักษ์พื้นที่โดยเฉพาะ พื้นที่ต้นน้า มีการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองภายใต้กฎหมายที่กาหนด ทาให้พื้นที่อานวยแหล่งน้าให้แก่เกษตรกร ภาคใต้พบว่ามีการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้กันเป็นจานวนมาก มีการปลูกยางพาราในพื้นที่ทั่วไป ป่าชายเลนถูกทาลายนามาทาฟาร์มเลี้ยงกุ้ง เป็นต้น การใช้ประโยชน์ที่ดินในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงหลายทศวรรษที่แล้ว และกระจายอยู่ทั่วประเทศสาเหตุเกิดจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามนโยบายการคุ้มครองพื้นที่ ที่เป็นป่าไม้ให้เป็นพื้นที่คุ้มครองมีเป้ าหมายอยู่ที่ 20% ของพื้นที่ทั้งประเทศ เพื่อให้อานวยการบริการของ ระบบนิเวศให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น 9. การตั้งถิ่นฐานและชุมชนทั้งในและรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง มีงานวิจัยรายงานว่ามีประชาชนตั้งถิ่นฐานอยู่พื้นที่คุ้มครองประมาณ 1,800 ชุมชน จานวน 100,000 ครัวเรือน มีประชากรรวมกันประมาณ 615,000 คน ชุมชนบางแห่งมีการตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนที่ ประกาศจัดตั้งเป็นพื้นที่คุ้มครองและเป็นการยากที่จะควบคุมให้อยู่ในวงจากัดตลอดจนการอพยพไปให้อยู่ ในแหล่งที่อยู่ใหม่ แต่ก็มีบางพื้นที่ก็ได้มีการอพยพออกไปได้ ซึ่งการที่ชุมชนอยู่ในพื้นที่คุ้มครองจะมีภัย คุกคามด้านการขยายพื้นที่ทากินการลักลอบตัดไม้การลักลอบล่าสัตว์ป่าและการเก็บหาของป่า ตลอดจนทา ให้เกิดไฟป่า แต่อย่างไรก็ดี หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองก็ได้มีแนวทางการจัดการอย่างมีส่วนร่วม โดยการสร้าง ความเข้าใจกับชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ให้เข้าใจถึงคุณค่าของพื้นที่คุ้มครองที่มีประโยชน์ต่อชุมชน โดยให้ชุมชน มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง การสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์ จัดทาแนวเขตที่ทากินให้ชัดเจนไม่ ขยายพื้นที่ทากิน ส่งเสริมอาชีพที่ไม่ทาลายทรัพยากรธรรมชาติและร่วมตรวจตราลาดตระเวนป้ องกันพื้นที่ ร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ในปัจจุบันการดาเนินงานได้เน้นหนักไปเฉพาะเรื่อง มีการบังคับใช้กฎหมาย มากกว่าการสร้างความร่วมมือ ระบบวิธีการจัดการจึงได้มีการดาเนินงานแบ่งเขตการจัดการและ หลักธรรมาภิบาล การใช้หลักโปรแกรมงานของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่สนับสนุน กรอบงาน (Goal 2.1) ความเท่าเทียมและการใช้ประโยชน์ร่วมกัน และ (Goal 2.2) สนับสนุนให้ชุมชน ท้องถิ่นดั้งเดิมและชุมชนท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) ก็ได้กาหนดรายละเอียดให้ ชุมชนท้องถิ่นเป็นกลไกหนึ่งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วม การพัฒนาคุณภาพของชีวิต และทางานร่วมกัน มียุทธศาสตร์การพัฒนา การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การปฏิรูปการจัดการร่วมกันใน พื้นที่ของตนเองอย่างบูรณาการ การจัดการทรัพยากรน้าและมีส่วนร่วมในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมเพื่อการจัดการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาการทางเศรษฐกิจมีผลกระทบกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่ชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง มี รายงานการศึกษาวิจัยได้รวบรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม ศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่ป่าไม้ และ การใช้ประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครองเพื่อการบริโภคของชุมชนที่ยากจนเพื่อทาการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ พื้นที่ คุ้มครองอานวยผลประโยชน์ในท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ผลประโยชน์ได้จากการ
  • 12.
    - 11 - ลงทุนและผลกาไรที่ได้จากการพัฒนาพื้นที่ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจากการท่องเที่ยวจะได้ลดผลกระทบจาก การลักลอบล่าสัตว์ของชุมชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยว 10. การเพิ่มขึ้นของจานวนนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่เข้าไปใช้ประโยชน์หรือพักผ่อนหย่อนใจหรือท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองมีสอง กลุ่ม คือ นักท่องเที่ยวภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่จะไปท่องเที่ยว บริเวณอุทยานแห่งชาติทางทะเล หรือแหล่งธรรมชาติ หรือแหล่งวัฒนธรรมและพื้นที่อื่นๆ ได้ทารายได้จาก การท่องเที่ยวประมาณ 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ผู้รับผิดชอบการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีการ พัฒนาพื้นที่คุ้มครองเพื่อดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวเข้าไปใช้ประโยชน์ ปัญหาจานวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป จะมีผลกระทบกับพื้นที่หรือแหล่งท่องเที่ยว ทาให้ธรรมชาติหรือวัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลง จากรายงาน พบว่านักท่องเที่ยวภายในประเทศมักจะเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองช่วงวันหยุด หรือเสาร์-อาทิตย์ ความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวจะพบเห็นในหลายๆ พื้นที่ เช่น ชายฝั่งทะเล พื้นที่คุ้มครองทางบกมี หลายแห่งก็ได้รับผลกระทบจากจานวนนักท่องเที่ยวเช่นกัน จึงจาเป็นอย่างยิ่งที่หัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง จะต้อง ดาเนินการจัดการมิให้มีผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น จานวนชนิดสัตว์ป่า ขยะ น้า หรือมลพิษสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นรายได้ประเภทหนึ่งที่นาเข้าสู่ประเทศ ทาให้มีการพัฒนาทางสังคม และเศรษฐกิจ จากสถิติรายงานว่าจานวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จานวน 27 ล้านคนใน ปี 2556 ทารายได้ให้แก่ประเทศชาติถึง 57.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จานวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศ เอเซียน มากกว่า 7 ล้านคน จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 4.5 ล้านคน จากกลุ่มประเทศยุโรป 4.5 ล้าน คน (รัสเซียมากที่สุด) จากประเทศญี่ปุ่น 1.5 ล้านคน ประเทศเกาหลี 1.3 ล้านคน ประเทศออสเตรเลีย 09. ล้านคน และประเทศสหรัฐอเมริกา 0.8 ล้านคน (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2557) จานวนนักท่องเที่ยว จานวนมากไปท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองมีน้อยมากประมาณ 10% เท่านั้น ยกเว้น พื้นทุ้มครองทางทะเลที่มี นักท่องเที่ยวต่างชาติมีมากกว่านักท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่วนใหญ่ไปดาน้าเพื่อดูปะการัง โดยเฉพาะใน ทะเลฝั่งอันดามัน (Nabangchang et.al. 2555) นักท่องเที่ยวภายในประเทศจานวนมากที่ทาให้เกิดรายได้ของชาติประมาณ 400 ล้านบาทในปี 2555 นักท่องเที่ยวประมาณ 90% ไปท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่คุ้มครองก็สามารถรองรับ นักท่องเที่ยวจานวนมากและมีผลกระทบกับชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่คุ้มครองแต่มีผลดีเฉพาะการขายสินค้าที่ ระลึกในท้องถิ่น 11. ความขัดแย้งระหว่างสัตว์ป่ ากับมนุษย์ ขณะที่ชุมชนในท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครองหรือในพื้นที่คุ้มครองมักจะ ได้รับปัญหาจากสัตว์ป่ าบางชนิดที่เข้ามากินพืชผลทางการเกษตร ทาร้ายปศุสัตว์หรือทรัพย์สินจนถึง การทาลายชีวิตคน เช่น ช้างป่า เสือโคร่ง หมูป่า กวางป่า และลิง หรือนกบางชนิดจากพื้นที่คุ้มครองที่ออกมา กัดกินเมล็ดพืชหรือผลไม้ ปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าเป็นที่สนใจของนักวิชาการที่ต้องการ ทราบถึงสาเหตุที่เป็นปัญหาพื้นฐานว่าสัตว์ป่าเป็นปัญหากับชุมชนในท้องถิ่น พื้นที่คุ้มครองหลายๆ แห่งได้มี
  • 13.
    - 12 - การจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์มาใช้ในการป้องกัน เช่น การทารั้วไฟฟ้า ขุดคูรอบพื้นที่กันมิให้ช้างออกมาจาก พื้นที่ เป็นต้น ชาวสวนผลไม้บางแห่งใช้วิธีเก็บผลไม้ก่อนที่จะสุกเพื่อป้องกันมิให้นกหรือค้างคาวไปกัดกิน ช้างป่าที่ออกมาหากินนอกเขตพื้นที่คุ้มครองที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน เนื่องจากบริเวณใกล้เคียง กับพื้นที่คุ้มครองเป็นพื้นที่การเกษตร มีการปลูกพืชเกษตรที่ช้างชอบกินเป็นอาหาร โดยเฉพาะพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ที่มีการปลูกเพื่อเป็นอาหารสัตว์หรือการส่งออก (สัปปะรด ยางพารา ปาล์มน้ามัน) ช้างก็มีความ ต้องการเช่นกัน บางพื้นที่ของเกษตรกรเป็นเส้นทางอพยพของช้าง รวมทั้งสิ่งก่อสร้าง ถนนหนทางเป็นสิ่งกั้น ทางเดินของช้างทาให้ช้างได้รับภัยอันตรายจากยานพาหนะ ช้างป่าเป็นสัตว์ประจาชาติของไทยมีการอนุรักษ์ ตามประเพณีวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยโบราณ การใช้ช้างเป็นพาหนะในสงคราม การเดินทางของกองทัพ ในช่วงที่มีการสัมปทานทาไม้ช้างป่าถูกจับมาฝึกให้ชักลากไม้ซุงในท้องที่กันดาร หรือปัจจุบันมีการนาช้าง มาใช้เพื่อการท่องเที่ยวป่า (การนั่งหลังช้างดูธรรมชาติ) หรือเป็นพาหนะในการเดินทาง การที่พื้นที่คุ้มครอง ได้รับการดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทาให้ประชากรช้างต้องเพิ่มขึ้นมีการเดินทางไปมาหากินระหว่าง พื้นที่คุ้มครอง จึงทาให้มีแนวคิดในการดาเนินงานจัดทาแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศหรือถิ่นที่อาศัย (Ecological corridor หรือ Habitat Linkage) เพื่อให้สัตว์เดินทางไปมาหากินได้ เช่น พื้นที่ระหว่างอุทยาน แห่งชาติเขาชะเมา-เขาวงกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าที่เกิดขึ้นมีน้อยกว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับ คน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่กับชุมชนในท้องถิ่นที่มีวัฒนธรรมความคิดเห็นและ ความต้องการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ปัญหาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่จะต้องนามาพิจารณาว่า เป็นภัยคุกคามที่ต้องรีบแก้ไข จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจถึงรูปแบบของกระบวนการอนุรักษ์ให้เกิดขึ้น เพื่อให้สู่เป้ าหมายของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น แนวเขตกันชนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อุทัยธานีที่มีปศุสัตว์หรือสัตว์เลี้ยงถูกรบกวนจากเสือโคร่งที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เนื่องจากประชากรของเสือโคร่งเพิ่มขึ้นที่พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้รับการดูแลให้มีความอุดมสมบูรณ์ และปลอดภัยจากการบุกรุกของราษฎร อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีการจัดการและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างชุมชนท้องถิ่นที่เข้าไปปลูกสัปปะรดในพื้นที่ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่าที่ใช้เป็นเส้นทางอพยพของช้าง และได้มีโครงการจัดการถิ่นที่อาศัยในพื้นที่ให้เป็นที่อยู่ของสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น กระทิง เป็นต้น พัฒนา ให้ชุมชนท้องถิ่นดาเนินการหารายได้ใหม่ทดแทนการปลูกพืชเกษตร คือ การท่องเที่ยวด้านสัตว์ป่า (มีการ ปลูกพืชให้สัตว์ป่าใช้เป็นอาหาร)
  • 14.
    - 13 - 12.ชนิดพันธุ์รุกรานเพิ่มมากขึ้น ชนิดพันธุ์ใดก็ตามที่มิใช่พันธุ์ถิ่นเดิมของประเทศไทยเป็นภัยคุกคามที่ก่อให้เกิดปัญหาทาลาย ระบบนิเวศและถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า มีการแพร่กระจายในพื้นที่จนชนิดพันธุ์ท้องถิ่นสูญหายไป อนุสัญญา ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) เรียกร้องให้ประเทศภาคีสมาชิกดาเนินการป้ องกัน ควบคุม การนาเข้าและกาจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เป็นภัยคุกคามระบบนิเวศ ถิ่นที่อาศัยและชนิดพันธุ์ การประเมินระบบ นิเวศในรอบสหัสวรรษ (MEA 2005) กาหนดให้ชนิดพันธุ์รุกรานเป็นหนึ่งในห้าของภัยคุกคามที่ไป เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อาศัย การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและมลพิษ ปัญหา เหล่านี้สหภาพยุโรป (EU) ได้กาหนดเป็นข้อห้ามสาหรับประเทศสมาชิกห้ามทาลายระบบนิเวศที่เป็น ฐานเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการห้ามนาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งมีข้อมูลว่ามีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นได้ ทาลายระบบนิเวศที่มีผลกระทบกับมนุษย์เกิดความเสียหายประมาณ 12 ล้านล้านยูโรต่อปี (507 ล้านล้าน บาท) จากข้อมูลด้านสัตว์ป่า (Species Database) รายงานว่า ชนิดพันธุ์รุกรานที่พบในประเทศไทยมี ประมาณ 138 ชนิด โดยเฉพาะพืชต่างถิ่นที่ทาลายระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง (Foxcroft et.al.2013) โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงทัศนียภาพที่มีผลกระทบกับการท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและ ระบบนิเวศความหลกาหลายทางชีวภาพภายในพื้นที่คุ้มครอง การแพร่กระจายของชนิดพันธุ์รุกรานมี ผลกระทบกับโครงสร้างของระบบนิเวศความหลากหลายและทาลายชนิดพันธุ์ถิ่นเดิม ทาให้ชุมชนท้องถิ่นมี ความยากจนเกิดขึ้น กระทบกับการดารงชีวิต โดยเฉพาะทาให้เกิดปัญหากับการบริการของระบบนิเวศ ทาให้ คุณค่าของธรรมชาติและวัฒนธรรมลดลง อุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีโครงการทาลายพืชชนิดพันธุ์รุกรานออกจากพื้นที่ เช่น สาบเสือ ผกากรอง เป็นต้น แล้วดาเนินการปลูกพืชชนิดพันธุ์ที่สัตว์กินเป็นอาหาร เป็นการเพิ่มประชากรชนิดพันธุ์ สัตว์ป่าในพื้นที่และให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีพืชชนิดพันธุ์รุกรานในพื้นที่ที่สัตว์ป่าไม่ ชอบเกิดขึ้นอยู่ เช่น ใบยภพยักษ์ กระถิน หญ้าคา และผักตบชะวาตามแหล่งน้า ผักเป็ด หรือพืชน้าชนิดอื่นๆ ที่ทาให้แหล่งน้าตื้นเขินพืชรุกรานที่เป็นพืชน้าที่ไปแพร่หลายตามแหล่งน้าจะทาให้มีผลกระทบกับชนิดพันธุ์ ดั้งเดิมและทาให้แหล่งน้าทั่วไปตื้นเขินมีผลกระทบทาให้เกิดน้าท่วมในฤดูฝน นอกจากพืชต่างถิ่นแล้วก็ยังมี การแพร่หลายของสัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีการนามาจากต่างประเทศและแพร่กระจายตามแหล่งน้า เช่น หอย เชอรี่ เป็นต้น ส่วนชนิดพันธุ์รุกรานต่างถิ่นตามทะเลและชายฝั่งก็จะมีสัตว์น้าว่ายน้าตามเรือเดินสมุทรมาเมื่อ เรือเทียบท่าก็จะอาศัยอยู่ตามแหล่งน้านั้นทาให้เป็นชนิดพันธุ์ใหม่ในพื้นที่ เช่น ปลาดาวหนามที่มีผลกระทบ กับปะการัง การป้องกันชนิดพันธุ์รุกรานในทางทะเลก็ควรที่จะได้มีความร่วมมือระหว่างกรมประมงกับกรม อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ------------------------------------------------------
  • 15.
    - 14 - เอกสารอ้างอิง 1.Dugan, P.J. et.at. 2010. Fish migration, dams, and loss of ecosystem services in the Mekong Basin. Ambio 39: 344-348. 2. IMF. 2014. World Economic Outlook Database. April, 2014. 3. IUCN. 2014. The IUCN Red List of Threatened Species. 4. Lengen, M. et.al. 2013. International Trade drives biodiversity threats in developing nations. Nature 486:109-112. 5. MEA. 2005. Ecosystems and Human Well- being : Biodiversity Synthesis. World Resources Institute, Washington, D.C. 6. Morris, W.F. and D.F. Doak. 2002. Quantitative Conservation Biology: Theory and Practice of Population Viability Analysis. Sinaur Associates, Sunderland, MA. USA. 7. Nabangchang, O. et.at. 2012. Sustainable Financing Strategy for Lanta, Similan and Surin Island National Park. Report of the Strengthening Andamen Marine Protected Areas. Network Project. DNP/WWF Thailand, Bangkok. 8. NESDB. 2012. Eleventh National Economic and Social Development Plam (2012-2016) National Economic and Social Development Board. Bangkok. ------------------------------------------