2.รูปแบบ เทคนิคต่างๆ และการวางแผนการ
จัดกิจกรรมในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
• การอ่านภาษาอังกฤษ มี 2 ลักษณะ คือ การอ่านออกเสียง (Reading aloud) และ
การอ่านในใจ (Silent Reading ) การอ่านออกเสียงเป็นการอ่านเพื่อฝึกความถูกต้อง
(Accuracy) และความคล่องแคล่ว ( Fluency) ในการออกเสียง ส่วนการอ่านในใจเป็น
การอ่านเพื่อรับรู้และทาความเข้าใจในสิ่งที่อ่านซึ่งเป็นการอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมาย
เช่นเดียวกับการฟัง ต่างกันที่ การฟังใช้การรับรู้จากเสียงที่ได้ยิน ในขณะที่การอ่านจะ
ใช้การรับรู้จากตัวอักษรที่ผ่านสายตา ทักษะการอ่านภาษา อังกฤษเป็นทักษะที่สามารถ
ฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดความชานาญและมีความสามารถเพิ่มพูนขึ้นได้ ด้วยเทคนิควิธีการ
โดยเฉพาะ ครูผู้สอนจึงควรมีความรู้และเทคนิคในการสอนทักษะการอ่านให้แก่ผู้เรียน
เพื่อให้การอ่านแต่ละลักษณะประสบผลสาเร็จ
เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
• การอ่านออกเสียง การฝึกให้ผู้เรียนอ่านออกเสียงได้อย่าง ถูกต้อง และคล่องแคล่ว ควรฝึกฝนไปตามลาดับ โดยใช้เทคนิควิธีการ
ดังนี้
(1) Basic Steps of Teaching (BST) มีเทคนิคขั้นตอนการฝึกต่อเนื่องกันไปดังนี้
- ครูอ่านข้อความทั้งหมด 1 ครั้ง / นักเรียนฟัง
- ครูอ่านทีละประโยค / นักเรียนทั้งหมดอ่านตาม
- ครูอ่านทีละประโยค / นักเรียนอ่านตามทีละคน ( อาจข้ามขั้นตอนนี้ได้ถ้านักเรียนส่วนใหญ่อ่านได้ดีแล้ว)
- นักเรียนอ่านคนละประโยค ให้ต่อเนื่องกันไปจนจบข้อความทั้งหมด
- นักเรียนฝึกอ่านเอง
- สุ่มนักเรียนอ่าน
(2) Reading for Fluency ( Chain Reading) คือ เทคนิคการฝึกให้นักเรียนอ่านประโยคคนละประโยคอย่างต่อเนื่องกัน
ไป เสมือนคนอ่านคนเดียวกัน โดยครูสุ่มเรียกผู้เรียนจากหมายเลขลูกโซ่ เช่น ครูเรียก Chain-number One นักเรียนที่มีหมายเลขลงท้าย
ด้วย 1,11,21,31,41, 51 จะเป็นผู้อ่านข้อความคนละประโยคต่อเนื่องกันไปหากสะดุดหรือติดขัดที่ผู้เรียนคนใด ถือว่าโซ่ขาด ต้อง
เริ่มต้นที่คนแรกใหม่ หรือ เปลี่ยน Chain-number ใหม่
เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
(3) Reading and Look up คือ เทคนิคการฝึกให้นักเรียนแต่ละคน อ่านข้อความโดยใช้วิธี อ่านแล้วจาประโยคแล้วเงยหน้า
ขึ้นพูดประโยคนั้นๆ อย่างรวดเร็ว คล้ายวิธีอ่านแบบนักข่าว
(4) Speed Reading คือ เทคนิคการฝึกให้นักเรียนแต่ละคน อ่านข้อความโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้การอ่านแบบนี้ อาจ
ไม่คานึงถึงความถูกต้องทุกตัวอักษร แต่ต้องอ่านโดยไม่ข้ามคา เป็นการฝึกธรรมชาติในการอ่านเพื่อความคล่องแคล่ว (Fluency) และ
เป็นการหลีกเลี่ยงการอ่านแบบสะกดทีละคา
เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
(5) Reading for Accuracy คือ การฝึกอ่านที่มุ่งเน้นความถูกต้องชัดเจนในการออกเสียง ทั้ง stress / intonation / cluster /
final sounds ให้ตรงตามหลักเกณฑ์ของการออกเสียง (Pronunciation) โดยอาจนาเทคนิคSpeed Reading มาใช้ในการฝึก และเพิ่ม
ความถูกต้องชัดเจนในการออกเสียงสิ่งที่ต้องการ จะเป็นผลให้ผู้เรียนมีความสามารถในการอ่านได้อย่างถูกต้อง (Accuracy) และ
คล่องแคล่ว (Fluency) ควบคู่กันไป
• การอ่านในใจ ขั้นตอนการสอนทักษะการอ่าน มีลักษณะเช่นเดียวกับขั้นตอนการสอนทักษะการฟัง โดย
แบ่งเป็น 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมนาเข้าสู่การอ่าน ( Pre-Reading) กิจกรรมระหว่างการอ่าน หรือ ขณะที่สอนอ่าน (While-
Reading) กิจกรรมหลังการอ่าน (Post-Reading) แต่ละกิจกรรมอาจใช้เทคนิค
1) กิจกรรมนาเข้าสู่การอ่าน ( Pre-Reading) การที่ผู้เรียนจะอ่านสารได้อย่างเข้าใจ ควรต้องมีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับสาร
ที่จะได้อ่าน โดยครูผู้สอนอาจใช้กิจกรรมนาให้ผู้เรียนได้มีข้อมูลบางส่วนเพื่อช่วยสร้างความเข้าใจในบริบท ก่อนเริ่มต้นอ่านสารที่
กาหนดให้ โดยทั่วไป มี 2 ขั้นตอน คือ
- ขั้น Personalizationเป็นขั้นสนทนาโต้ตอบ ระหว่างครู กับผู้เรียน หรือ ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน เพื่อทบทวนความรู้เดิมและเตรียม
รับความรู้ใหม่จากการอ่าน
- ขั้น Predicting เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนคาดเดาเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่าน โดยอาจใช้รูปภาพ แผนภูมิ หัวเรื่อง ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะได้
อ่าน แล้วนาสนทนา หรือ อภิปราย หรือ หาคาตอบเกี่ยวกับภาพนั้น ๆ หรือ อาจฝึกกิจกรรมที่เกี่ยวกับคาศัพท์ เช่น ขีดเส้นใต้หรือ
วงกลมล้อมรอบคาศัพท์ในสารที่อ่าน หรือ อ่านคาถามเกี่ยวกับเรื่องที่จะได้อ่าน
เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
2) กิจกรรมระหว่างการอ่าน หรือ กิจกรรมขณะที่สอนอ่าน ( While-Reading) เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติใน
ขณะที่อ่านสารนั้น กิจกรรมนี้มิใช่การทดสอบการอ่าน แต่เป็นการ “ฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ” กิจกรรมที่จัดให้ในขณะฝึก
อ่าน ควรเป็นประเภทต่อไปนี้
- Matching คือ อ่านแล้วจับคู่คาศัพท์กับ คาจากัดความ หรือ จับคู่ประโยค เนื้อเรื่องกับภาพ แผนภูมิ
- Ordering คือ อ่านแล้วเรียงภาพ แผนภูมิ ตามเนื้อเรื่องที่อ่าน หรือ เรียงประโยค (Sentences) ตามลาดับเรื่อง หรือเรียงเนื้อหาแต่ละ
ตอน (Paragraph) ตามลาดับของเนื้อเรื่อง
- Completing คือ อ่านแล้วเติมคา สานวน ประโยค ข้อความ ลงในภาพ แผนภูมิ ตาราง ฯลฯ ตามเรื่องที่อ่าน
- Correcting คือ อ่านแล้วแก้ไขคา สานวน ประโยค ข้อความ ให้ถูกต้องตามเนื้อเรื่องที่ได้อ่าน
- Deciding คือ อ่านแล้วเลือกคาตอบที่ถูกต้อง (Multiple Choice) หรือ เลือกประโยคถูกผิด (True/False) หรือ เลือกว่ามีประโยค
นั้นๆ ในเนื้อเรื่องหรือไม่ หรือ เลือกว่าประโยคนั้นเป็นข้อเท็จจริง (Fact) หรือ เป็นความคิดเห็น (Opinion)
- Supplying / Identifying คือ อ่านแล้วหาประโยคหัวข้อเรื่อง ( Topic Sentence) หรือ สรุปใจความสาคัญ
เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
3) กิจกรรมหลังการอ่าน (Post-Reading) เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาในลักษณะทักษะสัมพันธ์เพิ่มขึ้น
จากการอ่าน ทั้งการฟัง การพูดและการเขียน ภายหลังที่ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมระหว่างการอ่านแล้ว โดยอาจฝึกการแข่งขันเกี่ยวกับ
คาศัพท์สานวน ไวยากรณ์ จากเรื่องที่ได้อ่าน เป็นการตรวจสอบทบทวนความรู้ ความถูกต้องของคาศัพท์สานวน โครงสร้าง
ไวยากรณ์ หรือฝึกทักษะการฟังการพูดโดยให้ผู้เรียนร่วมกันตั้งคาถามเกี่ยวกับเนื้อเรื่องแล้วช่วยกันหาคาตอบ สาหรับผู้เรียนระดับสูง
อาจให้พูดอภิปรายเกี่ยวกับอารมณ์หรือเจตคติของผู้เขียนเรื่องนั้น หรือฝึกทักษะการเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ได้อ่าน เป็น
ต้น
เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
“เกล็ดเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ”
แนะนา 5 เทคนิคดีๆ ในการฝึก ‘อ่านภาษาอังกฤษ’ ให้เก่งขั้นเทพ…!! หลายคนอยากจะฝึกฝนภาษาอังกฤษโดยเริ่มจาก
การอ่าน เลยเริ่มไปซื้อหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษมาอ่าน แต่ก็เจอปัญหาว่าอ่านอย่างไรก็ไม่เข้าใจสักที และทาให้ท้อถอย หมดกาลังใจ
จนล้มเลิกไปเลยก็มี วันนี้เราเลยอยากจะแนะนาเทคนิคดีๆในการฝึกอ่านภาษาอังกฤษ ให้สามารถอ่านเข้าใจ อ่านรู้เรื่อง จนกระทั่งอ่าน
หนังสือเรียนภาษาอังกฤษกันได้เลยล่ะ
1 เริ่มจากหนังสือง่ายๆ
สาหรับคนที่หัดใหม่ แม้แต่หนังสือเรียนของเด็ก นิตยสาร หนังสือพิมพ์ก็อาจจะยากจนเกินไป เพราะฉะนั้นไม่ต้องอายเลย
ที่จะไปซื้อนิทานภาษาอังกฤษของเด็ก 3 ขวบมาอ่าน ลองนึกถึงตอนเราฝึกภาษาไทยใหม่ๆตอนเด็ก เราก็อ่านนิทานของเด็ก 3 ขวบ
มาแล้ว ซึ่งจะทาให้เข้าใจและจับรูปแบบประโยคง่ายขึ้น
เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
2 อ่านมากกว่าคนอื่น
ยิ่งทาอะไรมาก เราก็จะยิ่งเชี่ยวชาญมาก และถ้าคนอื่นอ่านแค่รอบเดียวรู้เรื่อง เราก็อาจจะต้องอ่านตั้งแต่ 2 รอบ 3 รอบ หรือ
กระทั่ง 4 รอบให้เข้าใจทั้งหมด แต่ก็อย่าเพิ่งท้อถอย แนะนาว่าให้พกหนังสือติดตัวตลอดเวลา และหาโอกาสอ่านบ่อยๆ อ่านในทุกๆที่
เพราะคนเราเวลาว่างที่อยู่เฉยๆวันหนึ่งมีเยอะพอสมควร
เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
3 ใช้เทคนิคอ่านแบบ Skimming
คือการอ่านรอบแรกแบบผ่านๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าพูดถึงอะไร และเนื้อเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นอย่างไร จากนั้นรอบที่ 2 ก็
เริ่มจับใจความสาคัญ จดโน้ต เน้นศัพท์ที่ไม่เข้าใจ หาคาศัพท์ที่มีความหมายหลัก จะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้น
4 อย่าใช้ดิกชันนารีบ่อยๆ
แม้การเปิดดิกชันนารี จะช่วยให้เราเข้าใจความหมายของแต่ละคา แต่การอ่านไปเปิดไปเกือบทุกคา มันจะทาให้เราไม่รู้จัก
การอ่านจับใจความโดยข้ามศัพท์ที่ไม่รู้เรื่องไป เชื่อรึเปล่าว่าฝรั่งหลายคนก็ไม่เข้าใจทุกคาศัพท์แต่ก็อ่านข้ามโดยอาศัยคาอื่นๆมาช่วย
แปลความหมาย และค่อยมาเปิดหาความหมายคาที่ไม่รู้จริงๆในตอนท้าย
เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
5 สู้ให้สุด และห้ามท้อ
เรื่องนี้สาคัญที่สุด หลายคนอาจจะท้อเพียงเพราะเจอคนรอบข้างบอกว่า อ่านหนังสือภาษาอังกฤษทาไม อ่านไปก็ไม่เก่ง
ขึ้น หรือเห็นบางคนมาหัดอ่านทีหลัง แล้วไปได้เร็วกว่า เลยเกิดอาการน้อยใจ ขอให้ตั้งเป้าหมายไปที่ตัวเราคนเดียว ดูว่าเราพัฒนาขึ้น
จากเมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อนหรือไม่ ตั้งเป้าระยะยาวไว้เป็นปีๆ แล้วพยายามทาตามเป้าช้าๆโดยตั้งใจ
5.การสร้างเจตคติและทัศนคติในการเรียนการ
สอนภาษาอังกฤษ
เจตคติในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
• การเรียนการสอนภาษาอังกฤษจะประสบผลสาเร็จสูงสุดนั้น สิ่งหนึ่งที่จะส่งผลก็คือเจตคติที่ดีในการเรียนภาษาอังกฤษของเด็ก
ดังนั้นในการสอนจะต้องมีกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กให้เกิดความรู้สึกไม่เบื่อหน่าย เรียนอย่างมีความสุข
บรรยากาศในห้องเรียนก็จะสนุก ไม่เคร่งเครียด แต่จะมีข้อจากัดอยู่บ้างนั่นคือ เสียงดัง!!! (ตัวอย่างชั้นเรียน ป.1-ป.6)เป็นสิ่งที่
หลายๆท่านลืมเรื่องของธรรมชาติของเด็กไปโดยทั่วไปครูจะชอบให้เด็กเรียนแบบเงียบๆ ฟังการบรรยายอย่างเดียว ซึ่งหากจะเป็น
กิจกรรมที่สนุกสนานสิ่งที่ตามมาก็คือเสียงหัวเราะหรือการพูดคุยอันดังสนั่นส่งผลให้รบกวนห้องเรียนข้างๆ จนทาให้ครูเกิดความ
กังวลใจไม่กล้านากิจกรรมเหล่านั้นมาใช้ หากครูทุกคนเข้าใจธรรมชาติของเด็กเห็นแนวทางและประโยชน์การสอนแบบ
สนุกสนานไม่เบื่อหน่าย(อาจจะทาให้ครูเหนื่อยมากขึ้นก็ตาม) การที่เด็กเสียงดังแต่แฝงไปด้วยการเรียนรู้จะดีกว่าการที่เด็กเงียบแต่
ไม่เกิดการเรียนรู้เลย
ทัศนคติในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
• ทัศนคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษและการระบุปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความสาเร็จหรือล้มเหลวในการเรียนภาษาอังกฤษในอดีตของนักศึกษา มี
ความสาคัญต่อความพยายาม และความคาดหวังต่อความสาเร็จในการเรียนในอนาคต ผลการเรียนเป็นปัจจัยด้านแรงจูงใจที่สาคัญอย่างยิ่งปัจจัย
หนึ่งที่นักศึกษาใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสาเร็จในการเรียน ดังนั้น สาหรับนักศึกษาที่มีผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษในระดับต่า นักศึกษากลุ่มนี้
อาจรับรู้เกี่ยวกับตนเองว่าไม่มีความสามารถในการเรียน อันอาจส่งผลให้นักศึกษามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ วัตถุประสงค์ของ
การวิจัยชิ้นนี้คือการศึกษาทัศนคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษและการระบุปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความสาเร็จหรือล้มเหลวในการเรียน
ภาษาอังกฤษของนักศึกษาที่เรียนวิชาปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษซึ่งถูกจัดว่าเป็นนักศึกษากลุ่มที่มีผลการเรียนภาษาอังกฤษในระดับต่าจานวน
542 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่านักศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษใน
แง่ของความสาคัญของภาษาอังกฤษในการเรียน การทางานในอนาคต และการสื่อสาร ถึงแม้ว่านักศึกษาจานวนมากแสดงความคิดเห็นที่มี
แนวโน้มว่าไม่ชอบภาษาอังกฤษ ไม่สนุกในการเรียนภาษาอังกฤษ หรือยังไม่แน่ใจว่าตนเองชอบหรือมีความสุขกับการเรียนภาษาอังกฤษ
หรือไม่ก็ตาม นักศึกษาอ้างปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความสาเร็จหรือล้มเหลวหลักสองปัจจัย ได้แก่ ความพยายามในการเรียน และครูผู้สอน ผล
การศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษ ให้เข้าใจมุมมองนักศึกษาที่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีผลการเรียนภาษาอังกฤษในระดับต่า
และดาเนินการเกี่ยวกับปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความสาเร็จหรือล้มเหลวอย่างเหมาะสมเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดแรงจูงใจในการเรียน และ
ความคาดหวังต่อความสาเร็จในเรียนในอนาคต

รูปแบบ เทคนิคต่างๆ และการวางแผนการจัดกิจกรรมในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ

  • 1.
  • 2.
    • การอ่านภาษาอังกฤษ มี2 ลักษณะ คือ การอ่านออกเสียง (Reading aloud) และ การอ่านในใจ (Silent Reading ) การอ่านออกเสียงเป็นการอ่านเพื่อฝึกความถูกต้อง (Accuracy) และความคล่องแคล่ว ( Fluency) ในการออกเสียง ส่วนการอ่านในใจเป็น การอ่านเพื่อรับรู้และทาความเข้าใจในสิ่งที่อ่านซึ่งเป็นการอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมาย เช่นเดียวกับการฟัง ต่างกันที่ การฟังใช้การรับรู้จากเสียงที่ได้ยิน ในขณะที่การอ่านจะ ใช้การรับรู้จากตัวอักษรที่ผ่านสายตา ทักษะการอ่านภาษา อังกฤษเป็นทักษะที่สามารถ ฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดความชานาญและมีความสามารถเพิ่มพูนขึ้นได้ ด้วยเทคนิควิธีการ โดยเฉพาะ ครูผู้สอนจึงควรมีความรู้และเทคนิคในการสอนทักษะการอ่านให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้การอ่านแต่ละลักษณะประสบผลสาเร็จ
  • 3.
    เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ • การอ่านออกเสียง การฝึกให้ผู้เรียนอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้อง และคล่องแคล่ว ควรฝึกฝนไปตามลาดับ โดยใช้เทคนิควิธีการ ดังนี้ (1) Basic Steps of Teaching (BST) มีเทคนิคขั้นตอนการฝึกต่อเนื่องกันไปดังนี้ - ครูอ่านข้อความทั้งหมด 1 ครั้ง / นักเรียนฟัง - ครูอ่านทีละประโยค / นักเรียนทั้งหมดอ่านตาม - ครูอ่านทีละประโยค / นักเรียนอ่านตามทีละคน ( อาจข้ามขั้นตอนนี้ได้ถ้านักเรียนส่วนใหญ่อ่านได้ดีแล้ว) - นักเรียนอ่านคนละประโยค ให้ต่อเนื่องกันไปจนจบข้อความทั้งหมด - นักเรียนฝึกอ่านเอง - สุ่มนักเรียนอ่าน
  • 4.
    (2) Reading forFluency ( Chain Reading) คือ เทคนิคการฝึกให้นักเรียนอ่านประโยคคนละประโยคอย่างต่อเนื่องกัน ไป เสมือนคนอ่านคนเดียวกัน โดยครูสุ่มเรียกผู้เรียนจากหมายเลขลูกโซ่ เช่น ครูเรียก Chain-number One นักเรียนที่มีหมายเลขลงท้าย ด้วย 1,11,21,31,41, 51 จะเป็นผู้อ่านข้อความคนละประโยคต่อเนื่องกันไปหากสะดุดหรือติดขัดที่ผู้เรียนคนใด ถือว่าโซ่ขาด ต้อง เริ่มต้นที่คนแรกใหม่ หรือ เปลี่ยน Chain-number ใหม่ เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ (3) Reading and Look up คือ เทคนิคการฝึกให้นักเรียนแต่ละคน อ่านข้อความโดยใช้วิธี อ่านแล้วจาประโยคแล้วเงยหน้า ขึ้นพูดประโยคนั้นๆ อย่างรวดเร็ว คล้ายวิธีอ่านแบบนักข่าว
  • 5.
    (4) Speed Readingคือ เทคนิคการฝึกให้นักเรียนแต่ละคน อ่านข้อความโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้การอ่านแบบนี้ อาจ ไม่คานึงถึงความถูกต้องทุกตัวอักษร แต่ต้องอ่านโดยไม่ข้ามคา เป็นการฝึกธรรมชาติในการอ่านเพื่อความคล่องแคล่ว (Fluency) และ เป็นการหลีกเลี่ยงการอ่านแบบสะกดทีละคา เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ (5) Reading for Accuracy คือ การฝึกอ่านที่มุ่งเน้นความถูกต้องชัดเจนในการออกเสียง ทั้ง stress / intonation / cluster / final sounds ให้ตรงตามหลักเกณฑ์ของการออกเสียง (Pronunciation) โดยอาจนาเทคนิคSpeed Reading มาใช้ในการฝึก และเพิ่ม ความถูกต้องชัดเจนในการออกเสียงสิ่งที่ต้องการ จะเป็นผลให้ผู้เรียนมีความสามารถในการอ่านได้อย่างถูกต้อง (Accuracy) และ คล่องแคล่ว (Fluency) ควบคู่กันไป
  • 6.
    • การอ่านในใจ ขั้นตอนการสอนทักษะการอ่านมีลักษณะเช่นเดียวกับขั้นตอนการสอนทักษะการฟัง โดย แบ่งเป็น 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมนาเข้าสู่การอ่าน ( Pre-Reading) กิจกรรมระหว่างการอ่าน หรือ ขณะที่สอนอ่าน (While- Reading) กิจกรรมหลังการอ่าน (Post-Reading) แต่ละกิจกรรมอาจใช้เทคนิค 1) กิจกรรมนาเข้าสู่การอ่าน ( Pre-Reading) การที่ผู้เรียนจะอ่านสารได้อย่างเข้าใจ ควรต้องมีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับสาร ที่จะได้อ่าน โดยครูผู้สอนอาจใช้กิจกรรมนาให้ผู้เรียนได้มีข้อมูลบางส่วนเพื่อช่วยสร้างความเข้าใจในบริบท ก่อนเริ่มต้นอ่านสารที่ กาหนดให้ โดยทั่วไป มี 2 ขั้นตอน คือ - ขั้น Personalizationเป็นขั้นสนทนาโต้ตอบ ระหว่างครู กับผู้เรียน หรือ ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน เพื่อทบทวนความรู้เดิมและเตรียม รับความรู้ใหม่จากการอ่าน - ขั้น Predicting เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนคาดเดาเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่าน โดยอาจใช้รูปภาพ แผนภูมิ หัวเรื่อง ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะได้ อ่าน แล้วนาสนทนา หรือ อภิปราย หรือ หาคาตอบเกี่ยวกับภาพนั้น ๆ หรือ อาจฝึกกิจกรรมที่เกี่ยวกับคาศัพท์ เช่น ขีดเส้นใต้หรือ วงกลมล้อมรอบคาศัพท์ในสารที่อ่าน หรือ อ่านคาถามเกี่ยวกับเรื่องที่จะได้อ่าน เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
  • 7.
    2) กิจกรรมระหว่างการอ่าน หรือกิจกรรมขณะที่สอนอ่าน ( While-Reading) เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติใน ขณะที่อ่านสารนั้น กิจกรรมนี้มิใช่การทดสอบการอ่าน แต่เป็นการ “ฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ” กิจกรรมที่จัดให้ในขณะฝึก อ่าน ควรเป็นประเภทต่อไปนี้ - Matching คือ อ่านแล้วจับคู่คาศัพท์กับ คาจากัดความ หรือ จับคู่ประโยค เนื้อเรื่องกับภาพ แผนภูมิ - Ordering คือ อ่านแล้วเรียงภาพ แผนภูมิ ตามเนื้อเรื่องที่อ่าน หรือ เรียงประโยค (Sentences) ตามลาดับเรื่อง หรือเรียงเนื้อหาแต่ละ ตอน (Paragraph) ตามลาดับของเนื้อเรื่อง - Completing คือ อ่านแล้วเติมคา สานวน ประโยค ข้อความ ลงในภาพ แผนภูมิ ตาราง ฯลฯ ตามเรื่องที่อ่าน - Correcting คือ อ่านแล้วแก้ไขคา สานวน ประโยค ข้อความ ให้ถูกต้องตามเนื้อเรื่องที่ได้อ่าน - Deciding คือ อ่านแล้วเลือกคาตอบที่ถูกต้อง (Multiple Choice) หรือ เลือกประโยคถูกผิด (True/False) หรือ เลือกว่ามีประโยค นั้นๆ ในเนื้อเรื่องหรือไม่ หรือ เลือกว่าประโยคนั้นเป็นข้อเท็จจริง (Fact) หรือ เป็นความคิดเห็น (Opinion) - Supplying / Identifying คือ อ่านแล้วหาประโยคหัวข้อเรื่อง ( Topic Sentence) หรือ สรุปใจความสาคัญ เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
  • 8.
    3) กิจกรรมหลังการอ่าน (Post-Reading)เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาในลักษณะทักษะสัมพันธ์เพิ่มขึ้น จากการอ่าน ทั้งการฟัง การพูดและการเขียน ภายหลังที่ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมระหว่างการอ่านแล้ว โดยอาจฝึกการแข่งขันเกี่ยวกับ คาศัพท์สานวน ไวยากรณ์ จากเรื่องที่ได้อ่าน เป็นการตรวจสอบทบทวนความรู้ ความถูกต้องของคาศัพท์สานวน โครงสร้าง ไวยากรณ์ หรือฝึกทักษะการฟังการพูดโดยให้ผู้เรียนร่วมกันตั้งคาถามเกี่ยวกับเนื้อเรื่องแล้วช่วยกันหาคาตอบ สาหรับผู้เรียนระดับสูง อาจให้พูดอภิปรายเกี่ยวกับอารมณ์หรือเจตคติของผู้เขียนเรื่องนั้น หรือฝึกทักษะการเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ได้อ่าน เป็น ต้น เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
  • 9.
    “เกล็ดเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ” แนะนา 5 เทคนิคดีๆในการฝึก ‘อ่านภาษาอังกฤษ’ ให้เก่งขั้นเทพ…!! หลายคนอยากจะฝึกฝนภาษาอังกฤษโดยเริ่มจาก การอ่าน เลยเริ่มไปซื้อหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษมาอ่าน แต่ก็เจอปัญหาว่าอ่านอย่างไรก็ไม่เข้าใจสักที และทาให้ท้อถอย หมดกาลังใจ จนล้มเลิกไปเลยก็มี วันนี้เราเลยอยากจะแนะนาเทคนิคดีๆในการฝึกอ่านภาษาอังกฤษ ให้สามารถอ่านเข้าใจ อ่านรู้เรื่อง จนกระทั่งอ่าน หนังสือเรียนภาษาอังกฤษกันได้เลยล่ะ 1 เริ่มจากหนังสือง่ายๆ สาหรับคนที่หัดใหม่ แม้แต่หนังสือเรียนของเด็ก นิตยสาร หนังสือพิมพ์ก็อาจจะยากจนเกินไป เพราะฉะนั้นไม่ต้องอายเลย ที่จะไปซื้อนิทานภาษาอังกฤษของเด็ก 3 ขวบมาอ่าน ลองนึกถึงตอนเราฝึกภาษาไทยใหม่ๆตอนเด็ก เราก็อ่านนิทานของเด็ก 3 ขวบ มาแล้ว ซึ่งจะทาให้เข้าใจและจับรูปแบบประโยคง่ายขึ้น เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
  • 10.
    2 อ่านมากกว่าคนอื่น ยิ่งทาอะไรมาก เราก็จะยิ่งเชี่ยวชาญมากและถ้าคนอื่นอ่านแค่รอบเดียวรู้เรื่อง เราก็อาจจะต้องอ่านตั้งแต่ 2 รอบ 3 รอบ หรือ กระทั่ง 4 รอบให้เข้าใจทั้งหมด แต่ก็อย่าเพิ่งท้อถอย แนะนาว่าให้พกหนังสือติดตัวตลอดเวลา และหาโอกาสอ่านบ่อยๆ อ่านในทุกๆที่ เพราะคนเราเวลาว่างที่อยู่เฉยๆวันหนึ่งมีเยอะพอสมควร เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ 3 ใช้เทคนิคอ่านแบบ Skimming คือการอ่านรอบแรกแบบผ่านๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าพูดถึงอะไร และเนื้อเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นอย่างไร จากนั้นรอบที่ 2 ก็ เริ่มจับใจความสาคัญ จดโน้ต เน้นศัพท์ที่ไม่เข้าใจ หาคาศัพท์ที่มีความหมายหลัก จะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้น
  • 11.
    4 อย่าใช้ดิกชันนารีบ่อยๆ แม้การเปิดดิกชันนารี จะช่วยให้เราเข้าใจความหมายของแต่ละคาแต่การอ่านไปเปิดไปเกือบทุกคา มันจะทาให้เราไม่รู้จัก การอ่านจับใจความโดยข้ามศัพท์ที่ไม่รู้เรื่องไป เชื่อรึเปล่าว่าฝรั่งหลายคนก็ไม่เข้าใจทุกคาศัพท์แต่ก็อ่านข้ามโดยอาศัยคาอื่นๆมาช่วย แปลความหมาย และค่อยมาเปิดหาความหมายคาที่ไม่รู้จริงๆในตอนท้าย เทคนิคต่างๆในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ 5 สู้ให้สุด และห้ามท้อ เรื่องนี้สาคัญที่สุด หลายคนอาจจะท้อเพียงเพราะเจอคนรอบข้างบอกว่า อ่านหนังสือภาษาอังกฤษทาไม อ่านไปก็ไม่เก่ง ขึ้น หรือเห็นบางคนมาหัดอ่านทีหลัง แล้วไปได้เร็วกว่า เลยเกิดอาการน้อยใจ ขอให้ตั้งเป้าหมายไปที่ตัวเราคนเดียว ดูว่าเราพัฒนาขึ้น จากเมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อนหรือไม่ ตั้งเป้าระยะยาวไว้เป็นปีๆ แล้วพยายามทาตามเป้าช้าๆโดยตั้งใจ
  • 12.
  • 13.
    เจตคติในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ • การเรียนการสอนภาษาอังกฤษจะประสบผลสาเร็จสูงสุดนั้น สิ่งหนึ่งที่จะส่งผลก็คือเจตคติที่ดีในการเรียนภาษาอังกฤษของเด็ก ดังนั้นในการสอนจะต้องมีกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กให้เกิดความรู้สึกไม่เบื่อหน่ายเรียนอย่างมีความสุข บรรยากาศในห้องเรียนก็จะสนุก ไม่เคร่งเครียด แต่จะมีข้อจากัดอยู่บ้างนั่นคือ เสียงดัง!!! (ตัวอย่างชั้นเรียน ป.1-ป.6)เป็นสิ่งที่ หลายๆท่านลืมเรื่องของธรรมชาติของเด็กไปโดยทั่วไปครูจะชอบให้เด็กเรียนแบบเงียบๆ ฟังการบรรยายอย่างเดียว ซึ่งหากจะเป็น กิจกรรมที่สนุกสนานสิ่งที่ตามมาก็คือเสียงหัวเราะหรือการพูดคุยอันดังสนั่นส่งผลให้รบกวนห้องเรียนข้างๆ จนทาให้ครูเกิดความ กังวลใจไม่กล้านากิจกรรมเหล่านั้นมาใช้ หากครูทุกคนเข้าใจธรรมชาติของเด็กเห็นแนวทางและประโยชน์การสอนแบบ สนุกสนานไม่เบื่อหน่าย(อาจจะทาให้ครูเหนื่อยมากขึ้นก็ตาม) การที่เด็กเสียงดังแต่แฝงไปด้วยการเรียนรู้จะดีกว่าการที่เด็กเงียบแต่ ไม่เกิดการเรียนรู้เลย
  • 14.
    ทัศนคติในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ • ทัศนคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษและการระบุปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความสาเร็จหรือล้มเหลวในการเรียนภาษาอังกฤษในอดีตของนักศึกษา มี ความสาคัญต่อความพยายามและความคาดหวังต่อความสาเร็จในการเรียนในอนาคต ผลการเรียนเป็นปัจจัยด้านแรงจูงใจที่สาคัญอย่างยิ่งปัจจัย หนึ่งที่นักศึกษาใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสาเร็จในการเรียน ดังนั้น สาหรับนักศึกษาที่มีผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษในระดับต่า นักศึกษากลุ่มนี้ อาจรับรู้เกี่ยวกับตนเองว่าไม่มีความสามารถในการเรียน อันอาจส่งผลให้นักศึกษามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ วัตถุประสงค์ของ การวิจัยชิ้นนี้คือการศึกษาทัศนคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษและการระบุปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความสาเร็จหรือล้มเหลวในการเรียน ภาษาอังกฤษของนักศึกษาที่เรียนวิชาปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษซึ่งถูกจัดว่าเป็นนักศึกษากลุ่มที่มีผลการเรียนภาษาอังกฤษในระดับต่าจานวน 542 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่านักศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษใน แง่ของความสาคัญของภาษาอังกฤษในการเรียน การทางานในอนาคต และการสื่อสาร ถึงแม้ว่านักศึกษาจานวนมากแสดงความคิดเห็นที่มี แนวโน้มว่าไม่ชอบภาษาอังกฤษ ไม่สนุกในการเรียนภาษาอังกฤษ หรือยังไม่แน่ใจว่าตนเองชอบหรือมีความสุขกับการเรียนภาษาอังกฤษ หรือไม่ก็ตาม นักศึกษาอ้างปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความสาเร็จหรือล้มเหลวหลักสองปัจจัย ได้แก่ ความพยายามในการเรียน และครูผู้สอน ผล การศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษ ให้เข้าใจมุมมองนักศึกษาที่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีผลการเรียนภาษาอังกฤษในระดับต่า และดาเนินการเกี่ยวกับปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความสาเร็จหรือล้มเหลวอย่างเหมาะสมเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดแรงจูงใจในการเรียน และ ความคาดหวังต่อความสาเร็จในเรียนในอนาคต