บทที่ 1
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ
เศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ คือ อะไร
• ความต้องการไม่จากัด
• ทรัพยากรมีอยู่จากัด เมื่อเทียบกับ
ความต้องการไม่จากัด
ความต้องการ > ทรัพยากร
เกิดความขาดแคลน
ทาการเลือกภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่นั้น
ค่าเสียโอกาส
การเลือก
ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)
• คุณค่าหรือมูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดในบรรดา
ทางเลือกทั้งหลายที่ต้องสละไป เมื่อมีการตัดสินใจ
เลือกทางใดทางหนึ่งในการใช้ทรัพยากร
• ค่าเสียโอกาสต่า : เลือกใช้ทรัพยากรได้เหมาะสม
เศรษฐศาสตร์
เป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ที่ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์และ
สังคมในการตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จากัดและ
สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายทาง มาใช้ในการผลิตสินค้าและ
บริการต่างๆ อย่างประหยัดที่สุดหรืออย่างมีประสิทธิภาพทาง
เทคนิคสูงสุด และหาทางจาแนกแจกจ่ายสินค้าและบริการ
เหล่านั้นไปยังบุคคลในสังคมให้ได้รับความพอใจสูงสุดหรือ
อย่างมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจสูงสุด
ความสาคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์
• เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ปัญหา และ
ตัดสินใจปัญหานั้น
• เพื่อเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่
เกิดขึ้น ทั้งสาเหตุ และผลกระทบต่อบุคคล
และสังคม ตลอดจนรู้แนวทางที่จะนาไปแก้ไข
หรือประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตประจาวัน
อย่างมีเหตุผลทางเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ระหว่างเศรฐศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ
เศรษฐศาสตร์มีความสัมพันธ์กับรัฐศาสตร์ในแง่ที่ว่า การ
กาหนดนโยบายต่างๆ ทางเศรษฐกิจก็ยังอยู่ภายใต้อิทธิพล
หรืออุดมการทางเมืองของพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก
เข้ามาบริหารประเทศ
เศรษฐศาสตร์มีความสัมพันธ์กับกฎหมายในแง่ที่ว่า การอก
กกฎหมายบางเรื่อง อาจเกิดขึ้นเนื่องจากความพยายามที่จะ
แก้ปัญหาเศรษฐกิจบางอย่าง เช่น กฎหมายว่าด้วยการค้า
กาไรเกินควรหรือกฎหมายแรงงานขั้นต่า
ความสัมพันธ์ระหว่างเศรฐศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ
• เศราฐศาสตร์มีความสัมพันธ์กับบริหารธุรกิจอย่างมาก เพราะในการ
ตัดสินปัญหาต่างๆในการบริหารธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านการ
เลือกโครงการการลงทุน การเลือกวิธีการผลิตตลอดจนการกาหนดราคา
สินค้าและปริมาณการผลิตเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กาหนดไว้ นักธุรกิจ
จาเป็นต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์เข้าช่วยในการตัดสินใจ
นอกจากนี้นักธุรกิจยังต้องมีความรอบรู้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับระบบ
เศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นประจา
ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพราะปัจจัยเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อ
การลงทุนโดยตรง
ความสัมพันธ์ระหว่างเศรฐศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ
• เศรษฐศาสตร์ยังมีความสัมพันธ์กับจิตวิทยาด้วย เพราะพฤติกรรมของ
มนุษย์ในการติดสินปัญหาเศรษฐกิจบางเรื่องต้องคานึงถึงหลักจิตวิทยา
ด้วย ตัวอย่างเช่น มีผู้ผลิตบางรายนิยมตั้งราคาสินค้าให้ลงท้ายด้วยเลข 9
เพราะต้องการให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าสินค้ายังราคาถูกอยู่ เช่น ถ้าตั้งราคารองเท้า
คู่ละ 200 บาท คนทั่ว ๆ ไปอาจจะรู้สึกว่าแพง เพราะราคาสูงถึง 200 แต่
ถ้าตั้งราคาคู่ละ 199 บาท คนจะรู้สึกว่าราคาถูก เพราะไม่ถึง 200 บาท
เป็นต้น
ขอบเขตของวิชาเศรษฐศาสตร์
• วิชาเศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับการตัดสิน
ปัญหาทางเศรษฐกิจของมนุษย์และสังคม ดังนั้น
เนื้อหาเศรษฐศาสตร์จึงครอบคลุมถึงพฤติกรรมของ
มนุษย์และสังคมตลอดจนปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมนั้นๆ
วิธีการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์
• วิธีอนุมาน (Deductive) เป็นการสร้างทฤษฎีโดยเริ่มต้น
จากการสร้างสมมุติฐาน (Hypothesis) โดยอาศัยเหตุและ
ผลตามแบบตรรกวิทยา จากนั้นทาการทดสอบข้อเท็จจริงที่
เกิดขึ้น ถ้าสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ แสดงว่า
สมมุติฐานนั้นถูกต้องสามารถสรุปออกมาเป็นทฤษฎี
• วิธีอุปมาน (Induction) คือ วิธีการหาเหตุจากผล เป็นการ
สร้างทฤษฎีโดยการรวบรวมข้อเท็จจริงจากปรากฏการณ์
ต่างๆ มาเป็นข้อมูล แล้วตั้งเป็นกฎหรือทฤษฎีเพื่อนาไปใช้
ในการอธิบายเหตุการณ์อื่นๆในระดับที่กว้างด้วยการพิสูจน์
ข้อมูลโดยใช้หลักทางสถิติ เรียกว่า การสรุปจากความจริง
ย่อยไปสู่ความจริงหลัก
คือ การตัดสินปัญหาทางเศรษฐกิจของบุคคล
จะเป็นไปในทางที่จะทาให้ตนเองได้รับ
ประโยชน์สูงสุด
1. มนุษย์เป็นผู้มีเหตุผลในทางเศรษฐศาสตร์
(Economic rationality)
ข้อสมมติที่สาคัญในการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์
คือ การกาหนดให้สิ่งอื่นๆ คงที่หรือไม่มีอิทธิพล
ใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรง
กับเรื่องที่กาลังศึกษา
2. ข้อสมมติให้สิ่งอื่นๆ คงที่
(Other things being constant)
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กับสภาพความเป็นจริง
• การนาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มาอธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจตามความ
เป็นจริงจึงถูกจากัดโดยข้อสมมติที่กาหนดขึ้นในแต่ละทฤฎี แต่แม้
กระนั้น การสร้างทฤษฎีเศรษฐศาตร์เพื่อย่นย่อพฤติกรรมต่างๆ ทาง
เศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่จาเป็นและมีประโยชน์ เพราะทฤษฎีเหล่านั้น
สามารถใช้อธิบายพฤติกรรมสามารถใช้อธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ
ภายใต้สถานการณ์บางอย่างได้และอาจใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ
ในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจให้บรรลุเป้าหมายที่กาหนดไว้ได้
เศรษฐศาสตร์จุลภาค
และ
เศรษฐศาสตร์มหภาค
• เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) เป็นการศึกษา
ถึงพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของแต่ละบุคคล ได้แก่ ผู้ผลิต
ผู้บริโภค และเจ้าของปัจจัยการผลิต เนื้อหาของวิชาส่วน
ใหญ่จึงเกี่ยวข้องกับการผลิต การบริโภค การกาหนดราคา
สินค้าและปัจจัยการผลิตภายใต้การดาเนินงานของตลาด
ต่างๆ หรือเรียกทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคว่า "ทฤษฎีราคา
(Price Theory)“
• เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) เป็นการศึกษา
ถึงพฤติกรรมของเศรษฐกิจส่วนรวม เช่น รายได้ประชาชาติ
การลงทุน การจ้างงาน การค้าระหว่างประเทศ และการ
พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หรือเรียกว่า "ทฤษฎีรายได้
และการจ้างงาน (Income and Employment Theory)"
เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์
และ
เศรษฐศาสตร์นโยบาย
เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ (Positive Economics)
• การศึกษาเพื่อแสวงหาความรู้ความเข้าใจใน
ปรากฎการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้น
โดยเป็นการศึกษาหาเหตุและผลของ
ปรากฎการณ์ทางเศรษฐกิจ
• ในภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรืองการเก็บภาษีแบบอัตรา
ก้าวหน้าจะทาให้รัฐได้รับรายได้เพิ่มขึ้น
เศรษฐศาสตร์นโยบาย (Normative Economics)
• การศึกษาเพื่อใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์
มากาหนดแนวทางที่ถูกว่าควรเป็นเช่นใด ควรจะแก้ไข
อย่างไร
• เพื่อประโยชน์ในการวางแผนหรือกาหนดนโยบาย
ทางเศรษฐกิจ
• เช่น รัฐควรเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าเพื่อการกระจาย
รายได้ที่ดีขึ้น
ประโยชน์ของวิชาเศรษฐศาสตร์
• ในฐานะผู้บริโภค ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถ
ประมาณการและวางแผนในการบริโภคสินค้าและบริการเพื่อให้ได้รับ
ความพอใจสูงสุดจากงบประมาณที่มีอยู่จากัด
• ในฐานะผู้ผลิต ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จะช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับ
การค้าและการลงทุน เช่น ควรจะผลิตสินค้าชนิดใดเป็นปริมาณและ
ราคาเท่าใด หรือควรเลือกใช้เทคนิคการผลิตอย่างไร
• ในฐานะผู้บริหารประเทศ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้เข้าใจใน
ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศตลอดจนการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมได้อย่างเหมาะสม
ทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิต
(Resources or Factor of Production)
: ทรัพยากรที่นามาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ
แบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
• ที่ดิน (Land)
• แรงงานหรือทรัพยากรมนุษย์หรือทุนมนุษย์
(Labor or Human resource or Human capital)
• ทุนหรือสินค้าทุน (Capital or Capital Goods)
• ผู้ประกอบการ (entrepreneur)
ที่ดิน (Land)
• รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เช่น ป่าไม้
แร่ธาตุ สัตว์ป่า สัตว์บก สัตว์น้า
ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปริมาณน้าฝน ฯลฯ
• มนุษย์สร้างขึ้นไม่ได้ แต่สามารถ
ปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นได้
• ค่าตอบแทน : ค่าเช่า (Rent)
แรงงานหรือทรัพยากรมนุษย์หรือทุนมนุษย์
(Labor or Human resource or Human capital)
• แรงกาย แรงใจ รวมถึงสติปัญญา ความรู้
ความสามารถ และความคิดที่ใช้ในการผลิตสินค้า
และบริการ
• แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ แรงงานมีฝีมือ
แรงงานกึ่งมีฝีมือ และแรงงานไร้ฝีมือ
• ค่าตอบแทน : ค่าจ้าง หรือเงินเดือน (Wage and
Salary)
ทุนหรือสินค้าทุน (Capital or Capital Goods)
• สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ร่วมกับปัจจัยการผลิต
อื่นๆ เพื่อผลิตสินค้าและบริการ
• แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สิ่งก่อสร้าง และ
เครื่องมือเครื่องจักร
• ค่าตอบแทน : ดอกเบี้ย (Interest)
ผู้ประกอบการ (entrepreneur)
Land CapitalLabor
Entrepreneur
ผู้ประกอบการ (entrepreneur)
• ทาหน้าที่ในการวางแผนและกาหนดนโยบาย
ในการผลิต
• ภาระความเสี่ยงทางด้านการผลิตและการตลาด
• ค่าตอบแทน : กาไร (Profit)
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ หน่วยเศรษฐกิจ และ
ภาวะเศรษฐกิจ
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ หมายถึง การดาเนินกิจกรรมต่างๆ
โดยยึดหลักความประหยัดเป็นสาคัญ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ที่สาคัญๆ ได้แก่ การบริโภค การผลิต และการซื้อขาย
แลกเปลี่ยน บุคคลที่ดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เรียกว่า
หน่วยเศรษฐกิจ หน่วยเศรษฐกิจที่สาคัญประกอบด้วย
ผู้บริโภค (Consumer) เป็นผู้ดาเนินกิจกรรมที่เกี่ยวกับการ
บริโภคสินค้าและบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายคือ แสวงหาความพอใจสูงสุด
จากการบริโภคสินค้าและบริการภายใต้งบประมาณที่มีอยู่จากัด
• ผู้ผลิตหรือหน่วยธุรกิจ (Producer or firms) เป็นผู้ดาเนิน
กิจกรรมเกี่ยวกับการผลิตสินค้าและบริการเพื่อจาหน่าย
ให้กับผู้บริโภค โดยมีจุดมุ่งหมายคือ แสวงหากาไรสูงสุดจาก
การผลิตสินค้าและบริการ
• เจ้าของปัจจัยการผลิต (Factors of entrepreneur) คือ ผู้
ที่เป็นเจ้าของที่ดิน ทุน แรงงาน หรือเป็นผู้ประกอบการ
บุคคลคนเดียวอาจเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตได้มากกว่าหนึ่ง
ชนิด เจ้าของปัจจัยการผลิตจะเสนอขายปัจจัยการผลิตชนิด
ต่างๆ ให้กับผู้ผลิต โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะแสวงหา
ผลตอบแทนสูงสุดจากปัจจัยการผลิตที่ครอบครอง
ระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
สินค้าและบริการ
ค่าใช้จ่ายในการซื้อ
สินค้าและบริการ
ปัจจัยการผลิต
ค่าตอบแทนปัจจัย
การผลิต (รายได้)
ผู้ผลิตครัวเรือน
Money Sector
Real Sector
ระบบเศรษฐกิจ
• หน่วยเศรษฐกิจที่รวมตัวเป็นกลุ่มสถาบันทาง
เศรษฐกิจ (Economic Institutions) โดยจะมี
การแบ่งงานกันทาตามความถนัดของแต่ละ
หน่วย ทุกหน่วยจะต้องประสานงานกัน
ดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้ระเบียบ
ข้อบังคับต่างๆ ขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรม และกฎหมายอันเดียวกัน
ระบบเศรษฐกิจ
แบ่งได้ 3 ระบบใหญ่ ๆ คือ
– ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism)
– ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง
(Central Planning System)
– ระบบเศรษฐกิจแบบผสม
(Mixed Economy)
I ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism)
• ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม (Free - Enterprise
System) หรือ ระบบตลาด (Market System)
• ลักษณะสาคัญ
• กรรมสิทธิในทรัพยากรเป็นของเอกชน
• เสรีภาพในการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
• มีกาไรเป็นเครื่องจูงใจ
• รัฐบาลจะไม่เข้าแทรกแซงโดยไม่จาเป็น
• ระบบราคา : แก้ปัญหาพื้นฐาน
• ผลิตอะไร
การแก้ปัญหาพื้นฐาน
เลือกผลิตสินค้าที่มีความต้องการมาก
ราคาสินค้าสูง
เปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิต
มีกาไร
ผลิต
การแก้ปัญหาพื้นฐาน (ต่อ)
• ผลิตอย่างไร
• ผู้ผลิตต้องการกาไรสูงสุด
• แต่ไม่สามารถตั้งราคาได้ตามต้องการ
• ลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ได้กาไรเพิ่มขึ้น
• มองราคาปัจจัยการผลิต และวิธีการผลิต
การแก้ปัญหาพื้นฐาน (ต่อ)
• ผลิตเพื่อใคร
• ความสามารถในการจ่ายของบุคคล
รายได้มาก จ่ายได้มาก
รายได้น้อย จ่ายได้น้อย
การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
ราคาของปัจจัยการผลิต
ข้อดี :ระบบทุนนิยม
• มีแรงจูงใจในการผลิต
• มีการปรับปรุงเทคนิคการผลิตให้มีประสิทธิภาพ
เพื่อลดต้นทุนการผลิต
• มีการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ และ
มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ข้อเสีย :ระบบทุนนิยม
• การกระจายผลผลิตหรือกระจายรายได้
ไม่เท่าเทียมกัน
• อาจเกิดการผูกขาดขึ้นได้ในระบบเศรษฐกิจ
เป้าหมาย :ระบบทุนนิยม
• ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
• ความมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ
II ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง
(Central Planning System)
• ลักษณะสาคัญ : รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
ต่างๆ รวมถึงแรงงาน
• การแก้ปัญหาพื้นฐาน : รัฐบาลเป็นผู้กาหนด
นโยบาย
ข้อดี : ข้อเสีย
• ข้อดี
• ก่อให้เกิดความเสมอภาค : การบริโภค การมีรายได้
การมีงานทา
• มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
• ข้อเสีย
• ขาดเสรีภาพในทางเศรษฐกิจ
• ประชาชนขาดแรงจูงใจในการแสวงหารายได้
• ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างช้าๆ
เป้าหมาย : แบบวางแผนจากส่วนกลาง
• ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
• ความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
III ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy)
• การแก้ปัญหาพื้นฐาน
– กลไกราคาและการวางแผนจากส่วนกลาง
ทุนนิยมวางแผน
แบบผสม
ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
• ผลิตอะไร (What to produce ?)
• ผลิตอย่างไร (How to produce ?)
• ผลิตเพื่อใคร (For whom to produce ?)

เศรษฐศาสตร์