เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส         1



                          เอกสารประกอบการสอน
                                                           เรียบเรียงโดย คุณครูอังสนา แสนเยีย

  เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส




          นักเรียนอาจสงสัยว่าสมองสามารถแปลความรู้สึกได้อย่างไรกระแสประสาทมา จากอวัยวะรับ
 ความรู้สึกชนิดใดก็ตามเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าทางเคมีทั้งสิ้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสมอง
 แปลสัญญาณเหล่านี้อย่างไร แต่ที่สมองแปลความรู้สึกได้แตกต่างกันนั้น เกิดจากสมองมีบริเวณจาเพราะหน้าที่
 รับกระแส

        ประสาทจากอวัยวะรับความรู้สึกชนิดต่างๆ กัน นักเรียนทราบไหมว่าอวัยวะรับความรู้สึกรับ
 ความรู้สึกได้อย่างไร

นัยน์ตากับการมองเห็น

                                                                                                            16 กรกฎาคม 2555




                                   ภาพที่ 1-1 โครงสร้างของนัยน์ตา

 Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส           2



      นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5
เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลาดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroid)
และเรตินา (retina)

      สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า
กระจกตา(cornea)กระจกตามีความสาคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบ
ติอการมองเห็น

      โครอยด์ เป็น ชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจานวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้
แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดย ตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้าง
ของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์
คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของ เลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่าน
ตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดาอยู่
ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวง
และกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้
กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์

             เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูป
แท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่าง
ของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆ
ได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสี ของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ
125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาท
อื่นอีกที่รับ กระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 ซึง อยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้น
                                                                                ่
เมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าว ไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยัง
ส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น


                                                                                                               16 กรกฎาคม 2555




                        ภาพที่ 1-2 โครงสร้างและตาแหน่งของเซลล์ในชั้นเรตินา



Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส     3



        นักเรียนอาจทดสอบดูว่าแต่ละบริเวณของเรตินาสามารถเห็นความชัดเจนเท่ากันหรือไม่ จาก
กิจกรรมที่ 8.1

      กิจกรรมที่ 8.1 การหาตาแหน่งของจุดบอดและโฟเวีย

        วัสดุอุปกรณ์

                    1.กระดาษ

                    2.ไม้บรรทัด

                    3.ปากกาหรือดินสอ

        วิธีการทดลอง

ตอนที่ 1 การหาตาแหน่งของจุดบอด

           1.ทาเครื่องหมาย + และ • ลงในกระดาษขาวในแนวระดับ ให้มีขนาดและระยะห่างระหว่าง
เครื่องหมายทั้งสองนี้ 10 cm ดังภาพ




         2.หลับตาซ้ายเหยียดมือขวาที่จับกระดาษให้ตรง และยกกระดาษที่มีเครื่องหมาย + ตรงกับนัยน์ขวา

        3. ให้นัยน์ตาขวาจับนิ่งกับเครื่องหมาย + ตลอดเวลา ค่อยๆ เคลื่อนกระดาษเข้ามาใกล้ตาอย่างช้า
จนกระทั่งมองไม่เห็นเครื่องหมาย •

         4.ทาขั้นตอนที่ 2 และ3 ซ้า แต่หลับตาขวาและให้นัยน์ซ้ายจับที่เครื่องหมาย • แทน

                       -เพราะเหตุใดจึงมองไม่เห็นเครื่องหมายจุทั้งๆ ยังมีเครื่องหมายอยู่

                       -จาการทดลองพอจะบอกได้หรือไม่ว่าจุดบอดอยู่เยื้องไปทางใดของนัยน์ตา

          ตอนที่ 2 การหาตาแหน่งของโฟเวีย
                                                                                                            16 กรกฎาคม 2555




         1.ให้นักเรียนยื่นแขนไปข้างหลังเพื่อรับวัตถุที่มีสีสดๆ และระบุสีได้ชัดเจนจากเพื่อน เช่น ดินสอ
ปากกา โดยนักเรียน ไม่ทราบมาก่อนว่าวัตถุนั้นมีสีอะไร


Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส         4



            2.มองตรงข้างหน้าค่อยๆ เคลื่อนแขนเหลืองมองวัตถุในมือ เมื่อใดที่นักเรียนเริ่มเห็นวัตถุให้บอกสี
วัตถุนั้น

            -สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น ลัวจะอธิบาย

              โดยปกติแล้วชั้นเรตินาจะมีเซลล์รูปแท่ง หนาแน่นกว่าเซลล์รูปกรวยแต่บริเวณตรงกลางของเรตินา
ที่ เรียกว่า โฟเวีย (fovea) นั้นจะมีเซลล์รูปกรวยหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น ดังนั้นแสงที่ตกบริเวณนี้จึงเกิดเป็น
ภาพได้ชัดเจน ส่วนบริเวณเรตินาที่มีแต่แอกซอนออกจากนัยน์ตา เพื่อเข้าสู่เส้นประสาทตาจะไม่มีเซลล์รูปแท่ง
และเซลล์รูปกรวยอยู่เลย ดังนั้นแสงที่ตกบริเวณนี้จึงไม่เกิดเป็นภาพเรียกบริเวณนี้ว่า จุดบอด (blind spot)

         จากกิจกรรมและข้อมูลข้างต้น นักเรียนคงสามารถตอบคาถามได้ว่าเหตุใดขณะอ่านหนังสือจะ
มองเห็นอักษรที่อยู่ ตรงหน้าของเราได้ชัดเจนกว่าอักษรที่อยู่ข้างๆ

          เลนส์ตา (lens) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย
เลนส์ตามีลักษณะใส และกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน คือช่วงหน้าเลนส์และช่องหลังเลนส์ภายในช่องทั้งสองมี
ของเหลวบรรจุอยู่ ของเหลวดังกล่าวช่วยทาให้ลูกตาเต่งคงสภาพได้ และช่วยในการหักเหของแสงที่ผ่านเข้ามา

            -ถ้าของเหลวนี้มีความดันมากกว่าปกติจะกระทบกระเทือนต่อการเกิดภาพอย่างไร

               ใน การเกิดภาพ แสงจากวัตถุเข้าสู่กระจกตา โดยมีเลนส์ตาทาหน้าที่รวมแสง ดังนั้นการหักเหของ
แสงจึงขึ้นอยู่กับความโค้งของกระจกตาและเลนส์ตา ปกติความโค้งของกระจกตาคงที่เสมอ ส่วนความโค้งของ
เลนส์ตาอาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยสาเหตุใด นักเรียนสามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงส่วนโค้งของเลนส์ตาได้จาก
ภาพที่ 8-32




                     ภาพที่ 1-3 ก. การเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตา ขณะมองวัตถุขณะใกล้

                                   ข.การเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตา ขณะมองวัตถุขณะไกล

              เลนส์ตาถูกยึดด้วย เอ็นยึดเลนส์ (suspensory ligament)โดยเส้นเอ็นดังกล่าวจะอยู่ติด
                                                                                                                16 กรกฎาคม 2555




กับ กล้ามเนื้อยึดเลนส์ (ciliary muscle)ดังนั้นการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์จึงมีผลทาให้เอ็น
ที่ ยึดอยู่หย่อนหรือตึงได้ หากกล้ามเนื้อยึดเลนส์หดตัวเอ็นยึดเลนส์หย่อนลงทาให้เลนส์โป่งออก ผิวของเลนส์จึง
โค้งนูนมากขึ้นทาให้จุดโฟกัสใกล้เลนส์มากขึ้น จึงเหมาะสาหรับการมองภาพในระยะใกล้ ขณะเดียวกันถ้าวัตถุ


Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส         5



นั้นอยู่ไกล เลนส์ตาจะต้องมีความนูนลดลงซึ่งเกิดจากการคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์นั่น เอง จากหลักการ
นักเรียนสามารถตอบได้ว่า ทาไมเวลาอ่านหนังสือนานๆจึงรู้สึกเมื่อยตา แต่ถ้าหากมองภาพวิวจะมองได้นาน




        ภาพที่ 1-4 การแก้ไขสายตาสั้นโดยเลนส์เว้า (ก.) และแก้ไขสายตายาวด้วยเลนส์นูน (ข.)

             ใน กรณีของคนสายตาเอียงที่เกิดจากความโค้งของกระจกตาในแนวต่างๆไม่เท่ากัน ทาให้เห็น
เส้นในแนวหนึ่งแนวใดไม่ชัดเจนดังภาพที่ 1-4 แก้ไขได้โดยใช้ เลนส์ทรงกระบอก (cylindrical lens)ซึ่งมี
ด้านหน้าเว้าด้านหลังนูน ดังภาพที่ 1-5




                      ภาพที่ 1-5 การแก้ไขสายตาเอียงโดยใช้เลนส์ทรงกระบอก
                                                                                                          16 กรกฎาคม 2555




                ภาพที่ 1-6 แผนภาพแสงสีดาตามแนวต่างๆ เพื่อใช้ทดสอบสายตาเอียง



Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส          6



เมื่อเรตินารับภาพแล้วร่างกายมีกลไกรับรู้ภาพที่เรตินารับได้อย่างไร


                                            นักเรียนรู้หรือเปล่า
       โรคตาจากจอคอมพิวเตอร์(computer vision syndrome) คือ ภาวะอาการปวด เคืองตาภายหลังจา
การใช้จอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เกิดจากการเพ่งใช้สายติดติดต่อกันยาวนาน ทาให้มีอาการเมื่อยล้าจากการ
ใช้สายตา ข้อแนะนา คือ ควรมีการหยุดพักสายตาเป็นระยะ โดยทุกๆ 20 นาที นาที30 นาทีควรพักสายตาจาก
คอมพิวเตอร์โดยมองไปบริเวณกว้างหรือนอกหน้าต่าง เพื่อลดการเพ่งของสายตาประมาณครึ่งถึงหนึ่งนาทีก่อน
กลับมาเริ่มทางานกับจอ คอมพิวเตอร์ต่อไปนอกจากนั้นภาวะเคืองตาจากการใช้จอคอมพิวเตอร์ อาจเกิดจาก
การใช้สมาธิในการทางาน ทาให้มีการกะพริบตาน้อยกว่าปกติ (ประมาณ 10ครั้งต่อนาที) ดังนั้น จึงควรมีการ
กะพริบ หรือหลับตา3-5วินาทีเป็นระยะ เพื่อป้องกันภาวะเคืองตาจากตาแห้งดังกล่าว

       กลไกการมองเห็น

      เยื่อหุ้มเซลล์รูปแท่งจะมีสารสีม่วงแดงชื่อ โรดอปซิน (rhodopsin) ฝังตัวอยู่ สารชนิดนี้ประกอบด้วย
โปรตีนออปซิน (opsin) รวมกับสาร เรตินอล (retinol) ซึ่งไวต่อแสงจะมีการเปลี่ยนแปลง ดังแผนภาพที่




                         ภาพที่ 1-7 การเปลี่ยนแปลงโรดอปซินในเซลล์รูปแท่ง

         เมื่อแสงมากระตุ่นเซลล์รูปแท่ง โมเรกุลของเรตินอลจะเปลี่ยนแปลงไปจนเกาะกับโมเลกุลของออปซิน
ไม่ได้ ขณะนี้เองจะเกิดกระแสประสาทเดินทางไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 เพื่อส่งไปยังสมองให้แปลเป็นภาพ
ถ้าไม่มีแสงออปซินและเรตินอลจะรวมตัวเป็นโรดอปซินใหม่

        สาหรับเรตินอลเป็นสารที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นได้จากวิตามินเอ ถ้าร่างกายขาดวิตามินเอจะทาให้เกิด
โรคตาฟางในช่วงเวลาที่มีแสงสว่างน้อย เช่น ตอนพลบค่า เมื่อเรามองภาพหรืออ่านหนังสือ ในขณะที่มีแสง
สว่างจ้าหรือใช้สายตามากจะรู้สึกตาพร่ามัวที่เป็นเพราะเช่นนั้นเพราะเหตุใด
                                                                                                            16 กรกฎาคม 2555




         เซลล์รูปกรวยแบ่งตามความไวต่อช่วงความยาวคลื่นของแสงได้ 3 ชนิด คือ เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสี
น้าเงิน เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดง และเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีเขียว

Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส          7



         การที่สมองสามารถแยกสีต่างๆ ได้ มากกว่า 3 สี เพราะมีการกระตุ้นเซลล์รูปกรวยแต่ละชนิดพร้อมๆ
กันด้วยความเข้มของแสงสีต่างกัน จึงเกิดการผสมของแสงสีต่างๆ ขึ้น เช่น ขณะมองวัตถุสีม่วงเกิดจากเซลล์รูป
กรวยที่มีความไวต่อแสงสีแดงและแสงสี น้าเงินถูกกระตุ้นพร้อมกัน ทาให้เห็นวัตถุนั้นเป็นสีม่วง เป็นต้น ดัง
ภาพที่




                                 ภาพที่ 1-8 การมองเห็นแสงสีต่างๆ

          ความบกพร่องของเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีใดก็ตามย่อมทาให้เกิดอาการตาบอดสี ขึ้น ดังนั้นตา
บอดสีจึงเป็นลักษณะที่เกี่ยวกับการบกพร่องในการแยกแยะความแตกต่าง ของสี ตาบอดสีที่พบมากที่สุด คือ
ตาบอดสีแดงและสีเขียว อย่างไรก็ตามตาบอดสียังไม่จัดเป็นความปกติร้ายแรง แต่เป็นลักษณะที่ถ่ายทอดได้
ทางพันธุกรรม และพบ
ในเพศชายมากกว่าเพศ
หญิง
                                          เอ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าเราเป็นตา
                                          บอดสีหรือไม่นะ นักเรียนมีวิธีการอย่างไร
                                          บ้างค่ะ ? ถ้าไม่รู้ทากิจกรรมต่อไปได้เลย
                                          ถ้าไม่รู้ลองทากิจกรรมนี้ดูนะค่ะ
                                                                                                            16 กรกฎาคม 2555




Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส       8



กิจกรรมที่ 8.2 ทดสอบตาบอดสี

        วัสดุอุปกรณ์

        แผ่นภาพทดสอบตาบอดสี

วิธีการทดลอง

       ให้นักเรียนทดสอบตาบอดสี โดยใช้แผ่นภาพทดสอบตาบอดสี ให้ยืนห่างจากแผ่นภาพในระยะที่
สามารถมองเห็นได้ชัดเจน




                                        แผ่นภาพทดสอบตาบอดสี



จากภาพนี้นักเรียนมองเห็นตัวเลขอะไรบ้างค่ะ
   1. เลข ...............................................และ..........................................
                                                                                                             16 กรกฎาคม 2555




   2. นักเรียนคนใดเห็นตัวเลขที่แตกต่างจากเพื่อนบ้างค่ะ ?


Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส             9


                                             หูกับการได้ยิน

    หูเป็นอวัยวะรับสัมผัสที่ทาหน้าที่ทั้งการได้ยินเสียง และการทรงตัว หูของคนแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือหูส่วน
นอก หูส่วนกลางและหูส่วนใน ดังภาพที่ 2.1




                                ภาพที่ 2-1 โครงสร้างของภายในของหูคน

        หูส่วยนอก ประกอบ ด้วยใบหูและช่องหูซึ่งนาไปสู่หูส่วยกลางใบหูมีกระดูกอ่อนค้าจุนอยู่ ภายในหูมี
ต่อมสร้างไขมาเคลือบไว้ทาให้ผนังช่องหูไม่แห้ง และป้องกันอันตรายไม้ให้แมลงและฝุ่นละอองเข่าสู่ภายใน
ต้านการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ เมื่อมีมากจะสะสมกลายเป็นขี้หูซึ่งจะหลุดออกมาเอง จึงไม่ควรให้ช่าง
ตัดผมแคะหูให้ เพราะอาจเป็นอันตราย ทาให้เยื่อแก้วหูขาดและกลายเป็นคนหูหนวก ตรงรอยต่อระหว่างหู
ส่วนนอกกับหูส่วนกลาง มีเยื่อบางๆกั้นอยู่เรียกว่า เยื่อแก้วหู (ear drum หรือ tympanic membrane) ซึง        ่
สามารถสั่นได้เมื่อได้รับคลื่นเสียง เช่นเดียวกับหนังหน้ากลองเมื่อถูกตีหูส่วนนอกจึงทาหน้าที่รับคลื่นเสียงและ
เป็นช่องให้คลื่นเสียงผ่าน

         หูส่วนกลาง มีลักษณะเป็นโพรง ติดต่อกับโพรงจมูกและมีท่อติดต่อกับคอหอย ท่อนี้เรียกว่า ท่อยูสเต
เชียน (Eustachian tube)ปกติท่อนี้จะตีบ แต่ในขณะเคี้ยวหรือกลืนอาหารท่อนี้จะขยับเปิดเพื่อปรับความดัน
2 ด้านของเยื่อแก้วหูให้เท่ากัน นอกจากนี้เมื่อความดันอากาศภายนอกลดลงหรือสูงกว่าความดันในหูส่วนกลาง
อย่าง รวดเร็ว ความแตกต่างระหว่างความดันอากาศภายนอกและภายในหูส่วนกลางอาจทาให้เยื่อแก้ว หูถูก
ดันให้โป่งออกไป หรือถูกดันเข้า ทาให้การสั่นและการนาเสียงของเยื่อแก้วหูลดลง เราจะรู้สึกว่าหูอื้อ หรือปวด
หู จึงมีการปรับความดันในช่องหูส่วนกลางโดยผ่านแรงดันอากาศบางส่วนไปทางท่อยู สเตเชียน นอกจากนี้
ภายในหูส่วนกลางประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกค้อน (milieus) กระดูกทั่ง (incurs) และ กระดูก
โกลน (stapes) ยึดกันอยู่เมื่อมีการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นที่เยื่อแก้วหูจะถ่ายทอดมายัง กระดูกค้อนและกระดูกทั่ง
ทาให้กระดูกหู 2 ชิ้นนี้เคลื่อนและเพิ่มแรงสั่นสะเทือนและส่งแรงสั่นสะเทือนนี้ต่อไปยัง กระดูกโกลนเพื่อเข่าสู่หู
                                                                                                                   16 กรกฎาคม 2555




ส่วนในต่อไป คลื่นเสียงที่ผ่านเข้ามาถึงหูส่วนในจะขยายแอมพลิจูดของคลื่นเสียงเพิ่มจากหู ส่วนนอกประมาณ
22 เท่า


Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส         10



                                                       รู้หรือเปล่า
                               หูของคนปกติสามารถรับฟังเสียงที่มีความถี่ของเคลื่อนเสียงตั้งแต่
                            20-20,000เฮิร์ตซ์ขณะที่สัตว์บางชนิด เช่นสุนัขสามารถรับคลื่นเสียงที่มี
                            ความถี่สูงกว่านี้ได้หูของค้างคาวสามารถ รับเคลื่อนเสียงที่มีความถี่สูง
                            มาก




      หูส่วนใน ประกอบด้วย โครงสร้างที่ทาหน้าที่แตกต่างกัน 2 ชุด คือ ชุดที่ใช้ฟังเสียงและชุดที่ใช้ในการ
ทรงตัว

      ชุดที่ใช้ฟังเสียง อยู่ทางด้านหน้าเป็นท่อที่ม้วนตัวลักษณะคล้ายก้นหอย ประมาณสองรอบครึ่ง เรียกว่า
คอเคลีย (cochlea) ภายในมีของเหลวบรรจุอยู่ เมื่อคลื่นเสียงผ่านเข้ามาจนถึงคอเคลียจะทาให้ของเหลว
ภายในคอเคลียสั่น สะเทือน ทาหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณเสียงเป็นกระแสประสาท โดยกระตุ้นเซลล์เสียงให้ส่ง
กระแสประสาทไปยัง<b>เส้นประสาทรับ เสียง</b> (auditory nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 8 เพื่อ
เข้าไปสู่สมองส่วนเซรีบรัมที่เป็นศูนย์ควบคุมการได้ยินเพื่อจะแปลผลต่อ ไป

        ชุดที่ใช้ในการทรงตัว อยู่ ด้านหลังของหูส่วนใน ทาหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับการเอียงและการหมุนของศีรษะ
ตลอดการทรงตัวของร่าง กาย มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม 3 หลอดวางตั้งฉากกันเรียกว่า เซมิเซอร์คิวลาร์
แคแนล (semicircular canal) ภายในหลอดมีของเหลวบรรจุอยู่ ที่โคนหลอดมีส่วนโป่งพองออกมา
เรียกว่า แอมพูลลา (impala) ภายในมี เซลล์ความรู้สึกที่มีขน (hair cell)ซึ่งไวต่อการไหลของของเหลว
ภายในหลอดทีเปลี่ยนแปลงตามตาแหน่งของศีรษะ และทิศทางการวางตัวของร่างกาย ขณะที่ร่างกาย
เคลื่อนไหวจะกระตุ้นเซลล์ที่ทาหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับการทรง ตัว ให้ส่งกระแสประสาทไปตามเส้นประสาทที่ออก
จากเซมิเซอร์คิวลาร์แคแนลไปรวมกับ เส้นประสาทของคอเคลียและออกไปรวมกับเส้นประสาทรับเสียงเพื่อ
นากระแสประสาทไป ยังสมองส่วนเซรีบรัมต่อไป

        -ลักษณะของใบหูที่แผ่กว้างติดต่อกับรูหูที่เป็นท่อยาวไปจรดเยื่อแก้วหูนั้น มีส่วนช่วยในการได้ยิน
หรือไม่อย่างไร

        -ขี้หูเป็นของเสียที่เกิดจากการขับถ่ายหรือไม่

        -ถ้านักเรียนขึ้นภูเขาหรือดาน้าทะเลลึกจะรู้สึกปวดแก้วหูเพราะเหตุใด
                                                                                                                16 กรกฎาคม 2555




        -ท่อยูสเตเชียนทาหน้าที่อย่างไร

        -หากได้ยินเสียงดังมาติดต่อกันในเวลานานๆ จะมีผลต่อการรับฟังอย่างไร

Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส          11


                                         จมูกกับการดมกลิ่น

             นักเรียนอาจสงสัยว่าเรารับรู้กลิ่นต่างๆ ได้อย่างไร นักชีววิทยาอธิบายว่าเพราะในเยื่อบุจมูก
มี เซลล์ประสาทรับกลิ่น (olfactory neuron) ที่สามารถเปลี่ยนสารที่ทาให้เกิดกลิ่นเป็นกระแสประสาทแล้ว
ส่งต่อไปตาม เส้นประสาทรับกลิ่น (olfactory nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 1 ผ่านออลแฟกทอรีบัลบ์
เพื่อส่งต่อไปยังสมองส่วนเซรีบรัมให้แปลเป็นกลิ่นต่อไปดังภาพที่ 8-39




                                ภาพที่ 3-1 โครงสร้างภายในของจมูก




                                                                                                             16 กรกฎาคม 2555




Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส           12




                                           ลิ้นกับการรับรส


        ถ้านักเรียนสังเกตลิ้นจากกระจกจะเห็นว่าด้านบนของผิวลิ้นจะมีปุ่มเล็กๆ มากมาย ปุ่มเหล่านี้ คือ ปุ่ม
ลิน (papilla) ซึ่งที่ปุ่มลิ้นมี ตุ่มรับรส (taste bud) หลายตุ่มทาหนี้ที่รับรส ดังภาพที่8-40
  ้




                    ภาพที่ 4.1โครงสร้างของลิ้น (ก.) ด้านบนของลิ้นจะแสดงปุ่มลิ้น

                         (ข.) ภาพตัดขวางของปุ่มลิ้น (ค.) ตุ่มรับรสขยายให้เห็นเซลล์รับรส

        แต่ละตุ่มรับรสจะมี เซลล์รับรส (gustatory cell) ซึ่งต่อกับใยประสาท เมื่อตุ่มรับรสได้รับการกระตุ้น
จะเกิดกระแสประสาทส่งไปตาม เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 และเส้นประสาทสมองคู่ที่ 9 ไป ยังเซรีบรัมบริเวณ
ศูนย์รับรส เพื่อให้สมองส่วนนี้แปลผลว่าเป็นรสอะไร ตุ่มรับรสมี 4 ชนิด ได้แก่ ตุ่มรับรสหวาน รสขม รสเปรี้ยว
และรสเค็ม ซึ่งกระจายอยู่บนลิ้น ดังภาพที่ 4-2




                        ภาพที่ 4-2 บริเวณของลิ้นที่มีตุ่มรับรสต่างๆ กระจายอยู่
                                                                                                                16 กรกฎาคม 2555




Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส            13



         อย่างไรก็ตาม เมื่อรับประทานอาหารแต่ละมื้อจะรู้สึกถึงความอร่อยในรสอาหารแตกต่าง
กัน นักเรียนคิดว่าความอร่อยเกิดจากอะไร

           การรับรู้รสอาหารเกิดจากการทางานของอวัยวะหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ถ้าดื่มน้ามะนาวเย็น
ได้รสเปรี้ยวจากลิ้น ได้กลิ่นมะนาวจากจมูก รู้สึกเย็นจากผิวลิ้นที่สัมผัส

        -เพราะเหตุใดในช่วงที่เป็นหวัด นักเรียนจึงรับประทานอาหารได้ไม่อร่อย


                                     ผิวหนังกับการรับความรู้สึก
นอกจากผิวหนังเป็นอวัยวะที่ห่อหุ้มร่างกายแล้วยังจัดเป็นอวัยวะรับความรู้สึกที่กว้างกว่าอวัยวะรับความรู้สึก
อื่นอีกด้วย




                 ภาพที่ 5-1 ปลายประสาทที่ทาหน้าที่รับความรู้สึกต่างๆ บริเวณผิวหนัง

                  เมื่อพิจารณาภาพที่ 5-1 จะสังเกตได้ว่าผิวหนังมีหน่วยรับความรู้สึกซึ่งไวต่อการกระตุ้นเฉพาะ
อย่าง เช่น หน่วยรับความดัน มีลักษณะคล้ายหัวหอมผ่าซีก มีปลายประสาทเดนไดรต์อยู่ตรงกลางและมี
เนื้อเยื่อเกี่ยวฟันหุ้มปลาย ประสาทอยู่รอบๆหน่วยรับความรู้สึกชนิดนี้ฝังลึกอยู่ในผิวหนังบริเวณของหนัง
                                                                                                                  16 กรกฎาคม 2555




(dermis)หน่วยรับความรู้สึกเจ็บปวดจะเป็นปลายประสาทเดนไดรต์ที่แทรกอยู่ใน ชั้นหนังกาพร้า (epidermis)
หน่วยรับสัมผัสบางหน่วยอาจอยู่



Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส            14



อิสระ บางหน่วยพับอยู่รอบเส้นขน ดังภาพที่ 5-1 ดังนั้นเมื่อลูบเส้นขนเบาๆ ก็จะรับรู้การสัมผัสได้เช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีหน่วยรับความรู้สึกเกี่ยวกับอุณหภูมิ ซึ่งประกอบด้วยปลายประสาทที่รับความรู้สึกร้อนและเย็น

     นักเรียนคิดว่าบนผิวหนังสามารถรับสัมผัสได้เท่ากันทุกจุดหรือไม่ ซึ่งสามารถศึกษาได้จากกิจกรรม
ต่อไปนี้



กิจกรรมที่ 8.3 ความไวแต่ละบริเวณของผิวหนัง

วัสดุอุปกรณ์

            1.ลวดหนีบกระดาษ

            2. ไม้บรรทัด

วิธีการทดลอง

          1.ให้ผู้ถูกทดลองหลับตา แล้วผู้ทดลองใช้ปลายลวดหนีบกรดาษ ซึ่งกางห่างกันพอสมควร แตะลง
บนผิวหนังของผู้ทดลอง โดยแตะด้วยปลายข้างเดียวบ้าง และแตะทั้งสองปลายบ้าง ให้ผู้ถูกทดลองบอกว่าถูก
แตะด้วยปลายลวดกี่ข้าง

          2.ปรับปลายลวดทั้ง 2 ข้างให้ชิดมาเป็นระยะๆ แล้วทดลองซ้าตามข้อ 1 เรื่อยๆจนกระทั่งผู้ถูก
ทดลองไม่สามารถบอกความแตกต่างด้วยปลายลวด 1 ปลายและ 2ปลายได้ วัดความห่างของปลายลวดใน
ขณะนั้นแล้วบันทึกไว้ในตาราง

          3.ลองทาเช่นเดียวกันตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณต้นคอ ปลายนิ้ว แขน

          ตารางบันทึกผลการทดลอง

บริเวณของร่างกาย                       ระยะห่างของปลายลวดหนีบ                  จานวนปลายลวดที่ถูกแตะ
                     ทดลองครั้งที่
                                             กระดาษ (cm)                1 ปลาย       2 ปลาย             3 ปลาย
                           1
                           2
                           3

   นักเรียนจะสรุปผลการทดลองนี้อย่างไร
                                                                                                               16 กรกฎาคม 2555




Biologynsp.wordpress.com
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส                        15



          จากกิจกรรมดังกล่าวจะเห็นว่า บริเวณต่างๆ ของผิวหนังในร่างกายจะมีปลายประสาทอยู่ไม่เท่ากัน
บริเวณที่มีความละเอียดอ่อนน้อยก็จะมีปลายประสาทอยู่น้อย ส่วนที่มีความละเอียดอ่อนมากก็จะมีปลาย
ประสาทอยู่มาก

         นักเรียนคงเคยเห็นแล้วว่าร่างกายเรามีกลไกการทางานของระบบประสาทและ อวัยวะรับสัมผัสที่
ซับซ้อนและมีความสอดคล้องกันทาให้เราสามารถรับรู้และตอบ สนองต่อสิ่งเร้าได้ ซึ่งมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อ
การดารงชีวิต ดังนั้นจึงควรตระหนักถึงวิธีป้องกันรักษาระบบดังกล่าวนี้ไว้และใช้อย่างถูก วิธีจะทาให้มีชีวิต
อย่างเป็นสุข

        การควบคุมดุลยภาพของร่างกายโดยผ่านเซลล์ประสาทมีการส่งกระแสประสาท ไปตามเส้นใย
ประสาท เพื่อควบคุมการติดต่อประสานงานเกี่ยวกับอวัยวะที่อยู่ห่างไกล ทาให้มีลักษณะการสั่งงานโดยผ่าน
สารเคมีที่ผลิตโดยต่อมไร้ท่อ ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษาในบทต่อไป

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                   กิจกรรมท้ายบทที่ 8

1. เหตุใดผู้ที่มีสมองพิการมาแต่กาเนิดมักเป็นโรคปัญญาอ่อน

2. ทาไมตารวจจึงนิยมฝึกสุนัขเอาไว้สาหรับตรวจหาร่องรอยของอาชญากร

3. ชายคนหนึ่งผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทสมอง พบว่า หลังจาก

   ผ่าตัด ผู้ป่วยแสดงความรู้สึกทางสีหน้าไม่ได้อยู่ระยะหนึ่ง นักเรียนคิกว่าการผ่าตัดกระทบกับ

   เส้นประสาทสมองคู่ใดบ้าง

4. ก่อนตรวจนัยน์ตาผู้ป่วยมักจะได้รับการหยอดยาหยอดตาเพื่อให้รูม่านตาขยายตัว จักษุแพทย์

   จึงมองเห็นส่วนต่างๆ ได้ง่าย นักเรียนบอกได้ไหมว่า ยาหยอกตามีผลต่อต่อระบบประสาทอย่างไร

5. เมื่อเราจับกระทะที่ร้อนเราจะปล่อยมือทันที จงเขียนแผนภาพแสดงวงจรประสาทในการแสดง

   พฤติกรรมเช่นนี้

6. จงลาดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดกระแสประสาทในเซลล์ประสาทและกระแสประสาท

   เคลื่อนที่จากเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์ประสาทหนึ่ง
                                                                                                                                         16 กรกฎาคม 2555




7. ภายในเรตินาของชายคนหนึ่งไม่มีเซลล์รับแสงรูปกรวยอยู่เลย นักเรียนคิดว่าเขาจะยังคงมีความสามารถใน
การมองเห็นหรือไม่อย่างไร


Biologynsp.wordpress.com

เอกสารประกอบการสอน อวัยวะรับสัมผัส

  • 1.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 1 เอกสารประกอบการสอน เรียบเรียงโดย คุณครูอังสนา แสนเยีย เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส นักเรียนอาจสงสัยว่าสมองสามารถแปลความรู้สึกได้อย่างไรกระแสประสาทมา จากอวัยวะรับ ความรู้สึกชนิดใดก็ตามเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าทางเคมีทั้งสิ้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสมอง แปลสัญญาณเหล่านี้อย่างไร แต่ที่สมองแปลความรู้สึกได้แตกต่างกันนั้น เกิดจากสมองมีบริเวณจาเพราะหน้าที่ รับกระแส ประสาทจากอวัยวะรับความรู้สึกชนิดต่างๆ กัน นักเรียนทราบไหมว่าอวัยวะรับความรู้สึกรับ ความรู้สึกได้อย่างไร นัยน์ตากับการมองเห็น 16 กรกฎาคม 2555 ภาพที่ 1-1 โครงสร้างของนัยน์ตา Biologynsp.wordpress.com
  • 2.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 2 นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลาดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina) สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา(cornea)กระจกตามีความสาคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบ ติอการมองเห็น โครอยด์ เป็น ชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจานวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดย ตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้าง ของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์ คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของ เลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่าน ตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดาอยู่ ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวง และกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้ กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์ เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูป แท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่าง ของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆ ได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสี ของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาท อื่นอีกที่รับ กระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 ซึง อยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้น ่ เมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าว ไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยัง ส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น 16 กรกฎาคม 2555 ภาพที่ 1-2 โครงสร้างและตาแหน่งของเซลล์ในชั้นเรตินา Biologynsp.wordpress.com
  • 3.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 3 นักเรียนอาจทดสอบดูว่าแต่ละบริเวณของเรตินาสามารถเห็นความชัดเจนเท่ากันหรือไม่ จาก กิจกรรมที่ 8.1 กิจกรรมที่ 8.1 การหาตาแหน่งของจุดบอดและโฟเวีย วัสดุอุปกรณ์ 1.กระดาษ 2.ไม้บรรทัด 3.ปากกาหรือดินสอ วิธีการทดลอง ตอนที่ 1 การหาตาแหน่งของจุดบอด 1.ทาเครื่องหมาย + และ • ลงในกระดาษขาวในแนวระดับ ให้มีขนาดและระยะห่างระหว่าง เครื่องหมายทั้งสองนี้ 10 cm ดังภาพ 2.หลับตาซ้ายเหยียดมือขวาที่จับกระดาษให้ตรง และยกกระดาษที่มีเครื่องหมาย + ตรงกับนัยน์ขวา 3. ให้นัยน์ตาขวาจับนิ่งกับเครื่องหมาย + ตลอดเวลา ค่อยๆ เคลื่อนกระดาษเข้ามาใกล้ตาอย่างช้า จนกระทั่งมองไม่เห็นเครื่องหมาย • 4.ทาขั้นตอนที่ 2 และ3 ซ้า แต่หลับตาขวาและให้นัยน์ซ้ายจับที่เครื่องหมาย • แทน -เพราะเหตุใดจึงมองไม่เห็นเครื่องหมายจุทั้งๆ ยังมีเครื่องหมายอยู่ -จาการทดลองพอจะบอกได้หรือไม่ว่าจุดบอดอยู่เยื้องไปทางใดของนัยน์ตา ตอนที่ 2 การหาตาแหน่งของโฟเวีย 16 กรกฎาคม 2555 1.ให้นักเรียนยื่นแขนไปข้างหลังเพื่อรับวัตถุที่มีสีสดๆ และระบุสีได้ชัดเจนจากเพื่อน เช่น ดินสอ ปากกา โดยนักเรียน ไม่ทราบมาก่อนว่าวัตถุนั้นมีสีอะไร Biologynsp.wordpress.com
  • 4.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 4 2.มองตรงข้างหน้าค่อยๆ เคลื่อนแขนเหลืองมองวัตถุในมือ เมื่อใดที่นักเรียนเริ่มเห็นวัตถุให้บอกสี วัตถุนั้น -สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น ลัวจะอธิบาย โดยปกติแล้วชั้นเรตินาจะมีเซลล์รูปแท่ง หนาแน่นกว่าเซลล์รูปกรวยแต่บริเวณตรงกลางของเรตินา ที่ เรียกว่า โฟเวีย (fovea) นั้นจะมีเซลล์รูปกรวยหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น ดังนั้นแสงที่ตกบริเวณนี้จึงเกิดเป็น ภาพได้ชัดเจน ส่วนบริเวณเรตินาที่มีแต่แอกซอนออกจากนัยน์ตา เพื่อเข้าสู่เส้นประสาทตาจะไม่มีเซลล์รูปแท่ง และเซลล์รูปกรวยอยู่เลย ดังนั้นแสงที่ตกบริเวณนี้จึงไม่เกิดเป็นภาพเรียกบริเวณนี้ว่า จุดบอด (blind spot) จากกิจกรรมและข้อมูลข้างต้น นักเรียนคงสามารถตอบคาถามได้ว่าเหตุใดขณะอ่านหนังสือจะ มองเห็นอักษรที่อยู่ ตรงหน้าของเราได้ชัดเจนกว่าอักษรที่อยู่ข้างๆ เลนส์ตา (lens) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย เลนส์ตามีลักษณะใส และกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน คือช่วงหน้าเลนส์และช่องหลังเลนส์ภายในช่องทั้งสองมี ของเหลวบรรจุอยู่ ของเหลวดังกล่าวช่วยทาให้ลูกตาเต่งคงสภาพได้ และช่วยในการหักเหของแสงที่ผ่านเข้ามา -ถ้าของเหลวนี้มีความดันมากกว่าปกติจะกระทบกระเทือนต่อการเกิดภาพอย่างไร ใน การเกิดภาพ แสงจากวัตถุเข้าสู่กระจกตา โดยมีเลนส์ตาทาหน้าที่รวมแสง ดังนั้นการหักเหของ แสงจึงขึ้นอยู่กับความโค้งของกระจกตาและเลนส์ตา ปกติความโค้งของกระจกตาคงที่เสมอ ส่วนความโค้งของ เลนส์ตาอาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยสาเหตุใด นักเรียนสามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงส่วนโค้งของเลนส์ตาได้จาก ภาพที่ 8-32 ภาพที่ 1-3 ก. การเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตา ขณะมองวัตถุขณะใกล้ ข.การเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตา ขณะมองวัตถุขณะไกล เลนส์ตาถูกยึดด้วย เอ็นยึดเลนส์ (suspensory ligament)โดยเส้นเอ็นดังกล่าวจะอยู่ติด 16 กรกฎาคม 2555 กับ กล้ามเนื้อยึดเลนส์ (ciliary muscle)ดังนั้นการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์จึงมีผลทาให้เอ็น ที่ ยึดอยู่หย่อนหรือตึงได้ หากกล้ามเนื้อยึดเลนส์หดตัวเอ็นยึดเลนส์หย่อนลงทาให้เลนส์โป่งออก ผิวของเลนส์จึง โค้งนูนมากขึ้นทาให้จุดโฟกัสใกล้เลนส์มากขึ้น จึงเหมาะสาหรับการมองภาพในระยะใกล้ ขณะเดียวกันถ้าวัตถุ Biologynsp.wordpress.com
  • 5.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 5 นั้นอยู่ไกล เลนส์ตาจะต้องมีความนูนลดลงซึ่งเกิดจากการคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์นั่น เอง จากหลักการ นักเรียนสามารถตอบได้ว่า ทาไมเวลาอ่านหนังสือนานๆจึงรู้สึกเมื่อยตา แต่ถ้าหากมองภาพวิวจะมองได้นาน ภาพที่ 1-4 การแก้ไขสายตาสั้นโดยเลนส์เว้า (ก.) และแก้ไขสายตายาวด้วยเลนส์นูน (ข.) ใน กรณีของคนสายตาเอียงที่เกิดจากความโค้งของกระจกตาในแนวต่างๆไม่เท่ากัน ทาให้เห็น เส้นในแนวหนึ่งแนวใดไม่ชัดเจนดังภาพที่ 1-4 แก้ไขได้โดยใช้ เลนส์ทรงกระบอก (cylindrical lens)ซึ่งมี ด้านหน้าเว้าด้านหลังนูน ดังภาพที่ 1-5 ภาพที่ 1-5 การแก้ไขสายตาเอียงโดยใช้เลนส์ทรงกระบอก 16 กรกฎาคม 2555 ภาพที่ 1-6 แผนภาพแสงสีดาตามแนวต่างๆ เพื่อใช้ทดสอบสายตาเอียง Biologynsp.wordpress.com
  • 6.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 6 เมื่อเรตินารับภาพแล้วร่างกายมีกลไกรับรู้ภาพที่เรตินารับได้อย่างไร นักเรียนรู้หรือเปล่า โรคตาจากจอคอมพิวเตอร์(computer vision syndrome) คือ ภาวะอาการปวด เคืองตาภายหลังจา การใช้จอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เกิดจากการเพ่งใช้สายติดติดต่อกันยาวนาน ทาให้มีอาการเมื่อยล้าจากการ ใช้สายตา ข้อแนะนา คือ ควรมีการหยุดพักสายตาเป็นระยะ โดยทุกๆ 20 นาที นาที30 นาทีควรพักสายตาจาก คอมพิวเตอร์โดยมองไปบริเวณกว้างหรือนอกหน้าต่าง เพื่อลดการเพ่งของสายตาประมาณครึ่งถึงหนึ่งนาทีก่อน กลับมาเริ่มทางานกับจอ คอมพิวเตอร์ต่อไปนอกจากนั้นภาวะเคืองตาจากการใช้จอคอมพิวเตอร์ อาจเกิดจาก การใช้สมาธิในการทางาน ทาให้มีการกะพริบตาน้อยกว่าปกติ (ประมาณ 10ครั้งต่อนาที) ดังนั้น จึงควรมีการ กะพริบ หรือหลับตา3-5วินาทีเป็นระยะ เพื่อป้องกันภาวะเคืองตาจากตาแห้งดังกล่าว กลไกการมองเห็น เยื่อหุ้มเซลล์รูปแท่งจะมีสารสีม่วงแดงชื่อ โรดอปซิน (rhodopsin) ฝังตัวอยู่ สารชนิดนี้ประกอบด้วย โปรตีนออปซิน (opsin) รวมกับสาร เรตินอล (retinol) ซึ่งไวต่อแสงจะมีการเปลี่ยนแปลง ดังแผนภาพที่ ภาพที่ 1-7 การเปลี่ยนแปลงโรดอปซินในเซลล์รูปแท่ง เมื่อแสงมากระตุ่นเซลล์รูปแท่ง โมเรกุลของเรตินอลจะเปลี่ยนแปลงไปจนเกาะกับโมเลกุลของออปซิน ไม่ได้ ขณะนี้เองจะเกิดกระแสประสาทเดินทางไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 เพื่อส่งไปยังสมองให้แปลเป็นภาพ ถ้าไม่มีแสงออปซินและเรตินอลจะรวมตัวเป็นโรดอปซินใหม่ สาหรับเรตินอลเป็นสารที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นได้จากวิตามินเอ ถ้าร่างกายขาดวิตามินเอจะทาให้เกิด โรคตาฟางในช่วงเวลาที่มีแสงสว่างน้อย เช่น ตอนพลบค่า เมื่อเรามองภาพหรืออ่านหนังสือ ในขณะที่มีแสง สว่างจ้าหรือใช้สายตามากจะรู้สึกตาพร่ามัวที่เป็นเพราะเช่นนั้นเพราะเหตุใด 16 กรกฎาคม 2555 เซลล์รูปกรวยแบ่งตามความไวต่อช่วงความยาวคลื่นของแสงได้ 3 ชนิด คือ เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสี น้าเงิน เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดง และเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีเขียว Biologynsp.wordpress.com
  • 7.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 7 การที่สมองสามารถแยกสีต่างๆ ได้ มากกว่า 3 สี เพราะมีการกระตุ้นเซลล์รูปกรวยแต่ละชนิดพร้อมๆ กันด้วยความเข้มของแสงสีต่างกัน จึงเกิดการผสมของแสงสีต่างๆ ขึ้น เช่น ขณะมองวัตถุสีม่วงเกิดจากเซลล์รูป กรวยที่มีความไวต่อแสงสีแดงและแสงสี น้าเงินถูกกระตุ้นพร้อมกัน ทาให้เห็นวัตถุนั้นเป็นสีม่วง เป็นต้น ดัง ภาพที่ ภาพที่ 1-8 การมองเห็นแสงสีต่างๆ ความบกพร่องของเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีใดก็ตามย่อมทาให้เกิดอาการตาบอดสี ขึ้น ดังนั้นตา บอดสีจึงเป็นลักษณะที่เกี่ยวกับการบกพร่องในการแยกแยะความแตกต่าง ของสี ตาบอดสีที่พบมากที่สุด คือ ตาบอดสีแดงและสีเขียว อย่างไรก็ตามตาบอดสียังไม่จัดเป็นความปกติร้ายแรง แต่เป็นลักษณะที่ถ่ายทอดได้ ทางพันธุกรรม และพบ ในเพศชายมากกว่าเพศ หญิง เอ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าเราเป็นตา บอดสีหรือไม่นะ นักเรียนมีวิธีการอย่างไร บ้างค่ะ ? ถ้าไม่รู้ทากิจกรรมต่อไปได้เลย ถ้าไม่รู้ลองทากิจกรรมนี้ดูนะค่ะ 16 กรกฎาคม 2555 Biologynsp.wordpress.com
  • 8.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 8 กิจกรรมที่ 8.2 ทดสอบตาบอดสี วัสดุอุปกรณ์ แผ่นภาพทดสอบตาบอดสี วิธีการทดลอง ให้นักเรียนทดสอบตาบอดสี โดยใช้แผ่นภาพทดสอบตาบอดสี ให้ยืนห่างจากแผ่นภาพในระยะที่ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แผ่นภาพทดสอบตาบอดสี จากภาพนี้นักเรียนมองเห็นตัวเลขอะไรบ้างค่ะ 1. เลข ...............................................และ.......................................... 16 กรกฎาคม 2555 2. นักเรียนคนใดเห็นตัวเลขที่แตกต่างจากเพื่อนบ้างค่ะ ? Biologynsp.wordpress.com
  • 9.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 9 หูกับการได้ยิน หูเป็นอวัยวะรับสัมผัสที่ทาหน้าที่ทั้งการได้ยินเสียง และการทรงตัว หูของคนแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือหูส่วน นอก หูส่วนกลางและหูส่วนใน ดังภาพที่ 2.1 ภาพที่ 2-1 โครงสร้างของภายในของหูคน หูส่วยนอก ประกอบ ด้วยใบหูและช่องหูซึ่งนาไปสู่หูส่วยกลางใบหูมีกระดูกอ่อนค้าจุนอยู่ ภายในหูมี ต่อมสร้างไขมาเคลือบไว้ทาให้ผนังช่องหูไม่แห้ง และป้องกันอันตรายไม้ให้แมลงและฝุ่นละอองเข่าสู่ภายใน ต้านการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ เมื่อมีมากจะสะสมกลายเป็นขี้หูซึ่งจะหลุดออกมาเอง จึงไม่ควรให้ช่าง ตัดผมแคะหูให้ เพราะอาจเป็นอันตราย ทาให้เยื่อแก้วหูขาดและกลายเป็นคนหูหนวก ตรงรอยต่อระหว่างหู ส่วนนอกกับหูส่วนกลาง มีเยื่อบางๆกั้นอยู่เรียกว่า เยื่อแก้วหู (ear drum หรือ tympanic membrane) ซึง ่ สามารถสั่นได้เมื่อได้รับคลื่นเสียง เช่นเดียวกับหนังหน้ากลองเมื่อถูกตีหูส่วนนอกจึงทาหน้าที่รับคลื่นเสียงและ เป็นช่องให้คลื่นเสียงผ่าน หูส่วนกลาง มีลักษณะเป็นโพรง ติดต่อกับโพรงจมูกและมีท่อติดต่อกับคอหอย ท่อนี้เรียกว่า ท่อยูสเต เชียน (Eustachian tube)ปกติท่อนี้จะตีบ แต่ในขณะเคี้ยวหรือกลืนอาหารท่อนี้จะขยับเปิดเพื่อปรับความดัน 2 ด้านของเยื่อแก้วหูให้เท่ากัน นอกจากนี้เมื่อความดันอากาศภายนอกลดลงหรือสูงกว่าความดันในหูส่วนกลาง อย่าง รวดเร็ว ความแตกต่างระหว่างความดันอากาศภายนอกและภายในหูส่วนกลางอาจทาให้เยื่อแก้ว หูถูก ดันให้โป่งออกไป หรือถูกดันเข้า ทาให้การสั่นและการนาเสียงของเยื่อแก้วหูลดลง เราจะรู้สึกว่าหูอื้อ หรือปวด หู จึงมีการปรับความดันในช่องหูส่วนกลางโดยผ่านแรงดันอากาศบางส่วนไปทางท่อยู สเตเชียน นอกจากนี้ ภายในหูส่วนกลางประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกค้อน (milieus) กระดูกทั่ง (incurs) และ กระดูก โกลน (stapes) ยึดกันอยู่เมื่อมีการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นที่เยื่อแก้วหูจะถ่ายทอดมายัง กระดูกค้อนและกระดูกทั่ง ทาให้กระดูกหู 2 ชิ้นนี้เคลื่อนและเพิ่มแรงสั่นสะเทือนและส่งแรงสั่นสะเทือนนี้ต่อไปยัง กระดูกโกลนเพื่อเข่าสู่หู 16 กรกฎาคม 2555 ส่วนในต่อไป คลื่นเสียงที่ผ่านเข้ามาถึงหูส่วนในจะขยายแอมพลิจูดของคลื่นเสียงเพิ่มจากหู ส่วนนอกประมาณ 22 เท่า Biologynsp.wordpress.com
  • 10.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 10 รู้หรือเปล่า หูของคนปกติสามารถรับฟังเสียงที่มีความถี่ของเคลื่อนเสียงตั้งแต่ 20-20,000เฮิร์ตซ์ขณะที่สัตว์บางชนิด เช่นสุนัขสามารถรับคลื่นเสียงที่มี ความถี่สูงกว่านี้ได้หูของค้างคาวสามารถ รับเคลื่อนเสียงที่มีความถี่สูง มาก หูส่วนใน ประกอบด้วย โครงสร้างที่ทาหน้าที่แตกต่างกัน 2 ชุด คือ ชุดที่ใช้ฟังเสียงและชุดที่ใช้ในการ ทรงตัว ชุดที่ใช้ฟังเสียง อยู่ทางด้านหน้าเป็นท่อที่ม้วนตัวลักษณะคล้ายก้นหอย ประมาณสองรอบครึ่ง เรียกว่า คอเคลีย (cochlea) ภายในมีของเหลวบรรจุอยู่ เมื่อคลื่นเสียงผ่านเข้ามาจนถึงคอเคลียจะทาให้ของเหลว ภายในคอเคลียสั่น สะเทือน ทาหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณเสียงเป็นกระแสประสาท โดยกระตุ้นเซลล์เสียงให้ส่ง กระแสประสาทไปยัง<b>เส้นประสาทรับ เสียง</b> (auditory nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 8 เพื่อ เข้าไปสู่สมองส่วนเซรีบรัมที่เป็นศูนย์ควบคุมการได้ยินเพื่อจะแปลผลต่อ ไป ชุดที่ใช้ในการทรงตัว อยู่ ด้านหลังของหูส่วนใน ทาหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับการเอียงและการหมุนของศีรษะ ตลอดการทรงตัวของร่าง กาย มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม 3 หลอดวางตั้งฉากกันเรียกว่า เซมิเซอร์คิวลาร์ แคแนล (semicircular canal) ภายในหลอดมีของเหลวบรรจุอยู่ ที่โคนหลอดมีส่วนโป่งพองออกมา เรียกว่า แอมพูลลา (impala) ภายในมี เซลล์ความรู้สึกที่มีขน (hair cell)ซึ่งไวต่อการไหลของของเหลว ภายในหลอดทีเปลี่ยนแปลงตามตาแหน่งของศีรษะ และทิศทางการวางตัวของร่างกาย ขณะที่ร่างกาย เคลื่อนไหวจะกระตุ้นเซลล์ที่ทาหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับการทรง ตัว ให้ส่งกระแสประสาทไปตามเส้นประสาทที่ออก จากเซมิเซอร์คิวลาร์แคแนลไปรวมกับ เส้นประสาทของคอเคลียและออกไปรวมกับเส้นประสาทรับเสียงเพื่อ นากระแสประสาทไป ยังสมองส่วนเซรีบรัมต่อไป -ลักษณะของใบหูที่แผ่กว้างติดต่อกับรูหูที่เป็นท่อยาวไปจรดเยื่อแก้วหูนั้น มีส่วนช่วยในการได้ยิน หรือไม่อย่างไร -ขี้หูเป็นของเสียที่เกิดจากการขับถ่ายหรือไม่ -ถ้านักเรียนขึ้นภูเขาหรือดาน้าทะเลลึกจะรู้สึกปวดแก้วหูเพราะเหตุใด 16 กรกฎาคม 2555 -ท่อยูสเตเชียนทาหน้าที่อย่างไร -หากได้ยินเสียงดังมาติดต่อกันในเวลานานๆ จะมีผลต่อการรับฟังอย่างไร Biologynsp.wordpress.com
  • 11.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 11 จมูกกับการดมกลิ่น นักเรียนอาจสงสัยว่าเรารับรู้กลิ่นต่างๆ ได้อย่างไร นักชีววิทยาอธิบายว่าเพราะในเยื่อบุจมูก มี เซลล์ประสาทรับกลิ่น (olfactory neuron) ที่สามารถเปลี่ยนสารที่ทาให้เกิดกลิ่นเป็นกระแสประสาทแล้ว ส่งต่อไปตาม เส้นประสาทรับกลิ่น (olfactory nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 1 ผ่านออลแฟกทอรีบัลบ์ เพื่อส่งต่อไปยังสมองส่วนเซรีบรัมให้แปลเป็นกลิ่นต่อไปดังภาพที่ 8-39 ภาพที่ 3-1 โครงสร้างภายในของจมูก 16 กรกฎาคม 2555 Biologynsp.wordpress.com
  • 12.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 12 ลิ้นกับการรับรส ถ้านักเรียนสังเกตลิ้นจากกระจกจะเห็นว่าด้านบนของผิวลิ้นจะมีปุ่มเล็กๆ มากมาย ปุ่มเหล่านี้ คือ ปุ่ม ลิน (papilla) ซึ่งที่ปุ่มลิ้นมี ตุ่มรับรส (taste bud) หลายตุ่มทาหนี้ที่รับรส ดังภาพที่8-40 ้ ภาพที่ 4.1โครงสร้างของลิ้น (ก.) ด้านบนของลิ้นจะแสดงปุ่มลิ้น (ข.) ภาพตัดขวางของปุ่มลิ้น (ค.) ตุ่มรับรสขยายให้เห็นเซลล์รับรส แต่ละตุ่มรับรสจะมี เซลล์รับรส (gustatory cell) ซึ่งต่อกับใยประสาท เมื่อตุ่มรับรสได้รับการกระตุ้น จะเกิดกระแสประสาทส่งไปตาม เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 และเส้นประสาทสมองคู่ที่ 9 ไป ยังเซรีบรัมบริเวณ ศูนย์รับรส เพื่อให้สมองส่วนนี้แปลผลว่าเป็นรสอะไร ตุ่มรับรสมี 4 ชนิด ได้แก่ ตุ่มรับรสหวาน รสขม รสเปรี้ยว และรสเค็ม ซึ่งกระจายอยู่บนลิ้น ดังภาพที่ 4-2 ภาพที่ 4-2 บริเวณของลิ้นที่มีตุ่มรับรสต่างๆ กระจายอยู่ 16 กรกฎาคม 2555 Biologynsp.wordpress.com
  • 13.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 13 อย่างไรก็ตาม เมื่อรับประทานอาหารแต่ละมื้อจะรู้สึกถึงความอร่อยในรสอาหารแตกต่าง กัน นักเรียนคิดว่าความอร่อยเกิดจากอะไร การรับรู้รสอาหารเกิดจากการทางานของอวัยวะหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ถ้าดื่มน้ามะนาวเย็น ได้รสเปรี้ยวจากลิ้น ได้กลิ่นมะนาวจากจมูก รู้สึกเย็นจากผิวลิ้นที่สัมผัส -เพราะเหตุใดในช่วงที่เป็นหวัด นักเรียนจึงรับประทานอาหารได้ไม่อร่อย ผิวหนังกับการรับความรู้สึก นอกจากผิวหนังเป็นอวัยวะที่ห่อหุ้มร่างกายแล้วยังจัดเป็นอวัยวะรับความรู้สึกที่กว้างกว่าอวัยวะรับความรู้สึก อื่นอีกด้วย ภาพที่ 5-1 ปลายประสาทที่ทาหน้าที่รับความรู้สึกต่างๆ บริเวณผิวหนัง เมื่อพิจารณาภาพที่ 5-1 จะสังเกตได้ว่าผิวหนังมีหน่วยรับความรู้สึกซึ่งไวต่อการกระตุ้นเฉพาะ อย่าง เช่น หน่วยรับความดัน มีลักษณะคล้ายหัวหอมผ่าซีก มีปลายประสาทเดนไดรต์อยู่ตรงกลางและมี เนื้อเยื่อเกี่ยวฟันหุ้มปลาย ประสาทอยู่รอบๆหน่วยรับความรู้สึกชนิดนี้ฝังลึกอยู่ในผิวหนังบริเวณของหนัง 16 กรกฎาคม 2555 (dermis)หน่วยรับความรู้สึกเจ็บปวดจะเป็นปลายประสาทเดนไดรต์ที่แทรกอยู่ใน ชั้นหนังกาพร้า (epidermis) หน่วยรับสัมผัสบางหน่วยอาจอยู่ Biologynsp.wordpress.com
  • 14.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 14 อิสระ บางหน่วยพับอยู่รอบเส้นขน ดังภาพที่ 5-1 ดังนั้นเมื่อลูบเส้นขนเบาๆ ก็จะรับรู้การสัมผัสได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีหน่วยรับความรู้สึกเกี่ยวกับอุณหภูมิ ซึ่งประกอบด้วยปลายประสาทที่รับความรู้สึกร้อนและเย็น นักเรียนคิดว่าบนผิวหนังสามารถรับสัมผัสได้เท่ากันทุกจุดหรือไม่ ซึ่งสามารถศึกษาได้จากกิจกรรม ต่อไปนี้ กิจกรรมที่ 8.3 ความไวแต่ละบริเวณของผิวหนัง วัสดุอุปกรณ์ 1.ลวดหนีบกระดาษ 2. ไม้บรรทัด วิธีการทดลอง 1.ให้ผู้ถูกทดลองหลับตา แล้วผู้ทดลองใช้ปลายลวดหนีบกรดาษ ซึ่งกางห่างกันพอสมควร แตะลง บนผิวหนังของผู้ทดลอง โดยแตะด้วยปลายข้างเดียวบ้าง และแตะทั้งสองปลายบ้าง ให้ผู้ถูกทดลองบอกว่าถูก แตะด้วยปลายลวดกี่ข้าง 2.ปรับปลายลวดทั้ง 2 ข้างให้ชิดมาเป็นระยะๆ แล้วทดลองซ้าตามข้อ 1 เรื่อยๆจนกระทั่งผู้ถูก ทดลองไม่สามารถบอกความแตกต่างด้วยปลายลวด 1 ปลายและ 2ปลายได้ วัดความห่างของปลายลวดใน ขณะนั้นแล้วบันทึกไว้ในตาราง 3.ลองทาเช่นเดียวกันตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณต้นคอ ปลายนิ้ว แขน ตารางบันทึกผลการทดลอง บริเวณของร่างกาย ระยะห่างของปลายลวดหนีบ จานวนปลายลวดที่ถูกแตะ ทดลองครั้งที่ กระดาษ (cm) 1 ปลาย 2 ปลาย 3 ปลาย 1 2 3 นักเรียนจะสรุปผลการทดลองนี้อย่างไร 16 กรกฎาคม 2555 Biologynsp.wordpress.com
  • 15.
    เอกสารประกอบการสอน เรื่อง อวัยวะรับสัมผัส 15 จากกิจกรรมดังกล่าวจะเห็นว่า บริเวณต่างๆ ของผิวหนังในร่างกายจะมีปลายประสาทอยู่ไม่เท่ากัน บริเวณที่มีความละเอียดอ่อนน้อยก็จะมีปลายประสาทอยู่น้อย ส่วนที่มีความละเอียดอ่อนมากก็จะมีปลาย ประสาทอยู่มาก นักเรียนคงเคยเห็นแล้วว่าร่างกายเรามีกลไกการทางานของระบบประสาทและ อวัยวะรับสัมผัสที่ ซับซ้อนและมีความสอดคล้องกันทาให้เราสามารถรับรู้และตอบ สนองต่อสิ่งเร้าได้ ซึ่งมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อ การดารงชีวิต ดังนั้นจึงควรตระหนักถึงวิธีป้องกันรักษาระบบดังกล่าวนี้ไว้และใช้อย่างถูก วิธีจะทาให้มีชีวิต อย่างเป็นสุข การควบคุมดุลยภาพของร่างกายโดยผ่านเซลล์ประสาทมีการส่งกระแสประสาท ไปตามเส้นใย ประสาท เพื่อควบคุมการติดต่อประสานงานเกี่ยวกับอวัยวะที่อยู่ห่างไกล ทาให้มีลักษณะการสั่งงานโดยผ่าน สารเคมีที่ผลิตโดยต่อมไร้ท่อ ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษาในบทต่อไป --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- กิจกรรมท้ายบทที่ 8 1. เหตุใดผู้ที่มีสมองพิการมาแต่กาเนิดมักเป็นโรคปัญญาอ่อน 2. ทาไมตารวจจึงนิยมฝึกสุนัขเอาไว้สาหรับตรวจหาร่องรอยของอาชญากร 3. ชายคนหนึ่งผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทสมอง พบว่า หลังจาก ผ่าตัด ผู้ป่วยแสดงความรู้สึกทางสีหน้าไม่ได้อยู่ระยะหนึ่ง นักเรียนคิกว่าการผ่าตัดกระทบกับ เส้นประสาทสมองคู่ใดบ้าง 4. ก่อนตรวจนัยน์ตาผู้ป่วยมักจะได้รับการหยอดยาหยอดตาเพื่อให้รูม่านตาขยายตัว จักษุแพทย์ จึงมองเห็นส่วนต่างๆ ได้ง่าย นักเรียนบอกได้ไหมว่า ยาหยอกตามีผลต่อต่อระบบประสาทอย่างไร 5. เมื่อเราจับกระทะที่ร้อนเราจะปล่อยมือทันที จงเขียนแผนภาพแสดงวงจรประสาทในการแสดง พฤติกรรมเช่นนี้ 6. จงลาดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดกระแสประสาทในเซลล์ประสาทและกระแสประสาท เคลื่อนที่จากเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์ประสาทหนึ่ง 16 กรกฎาคม 2555 7. ภายในเรตินาของชายคนหนึ่งไม่มีเซลล์รับแสงรูปกรวยอยู่เลย นักเรียนคิดว่าเขาจะยังคงมีความสามารถใน การมองเห็นหรือไม่อย่างไร Biologynsp.wordpress.com