ศูนย์ การสงครามทางอากาศ กองบัญชาการยุทธทางอากาศ
___________________________________________________________________________

นักการสงคราม

อังตวน อองรี โจมินี
(Antoine Henri Jomini)
อังตวน อองรี โจมินี (ค.ศ.๑๗๓๙–๑๘๖๙) เกิดที่เมืองโว ด์ (Vaud) ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์
เป็ นชนชันกลางอยู่ในตระกูลพ่อค้ าที่อพยพจากประเทศอิตาลี เริ่มทางานเป็ นเสมียนธนาคาร แล้ ว
้
ตัดสินใจเข้ าเป็ นทหารเมื่ออายุ ๑๗ ปี ทังนี ้เนื่องจาก โจมินี ชื่นชอบความมีชื่อเสียงของนโปเลียน
้
โบนาปาตที่ได้ รับชัยชนะในการทาสงครามที่ประเทศอิตาลี จึงเข้ าร่วมกับกองทัพของนโปเลียน โดยทา
หน้ าที่เป็ นเจ้ าหน้ าที่สงกาลังบารุง แต่ด้วยความสนใจในการสงคราม เขาได้ ศกษาค้ นคว้ าศิลปะของการ
่
ึ
ทาสงคราม และได้ แต่งหนังสือเล่มแรกชื่อ Traite Des Grandes Operations Miritaires เกี่ยวกับการ
ยุทธของพระเจ้ าเฟรคเดอริค มหาราช เปรียบเทียบกับการยุทธของนโปเลียน หนังสือเล่มนี ้ โจมินีได้ มอบ
ให้ กบนโปเลียน ซึ่งได้ มีโอกาสอ่านขณะว่างการสงคราม นโปเลียนประทับใจในหลักวิชาทหารต่าง ๆ ใน
ั
หนังสือเล่มนี ้ที่สามารถล่วงรู้การศึกษาสงครามแบบนโปเลียน จึงให้ โจมินีรับตาแหน่งเป็ นฝ่ ายเสนาธิการ
ของจอมพลเนย์ แห่งกองทัพนโปเลียนใน ค .ศ.๑๘๐๖ ขณะนันโจมินี อายุ ๒๗ ปี และมีความหวังที่จะ
้
ได้ รับการยกย่องให้ ถือคทาเหมือนจอมพลคนอื่น ๆ
๒
แต่ในชีวิตของทุกคนจะต้ องมีอปสรรคอย่างน้ อย ๑ อย่าง โจมินีก็เช่นกัน เขาไม่ได้ รับการ
ุ
ไว้ วางใจมอบหมายให้ บญชาการในระดับนายพลได้ ตามเรื่องนี ้จากหลักฐานของโจมินีเอง และจากของ
ั
ผู้เขียนชีวประวัติของโจมินีหลายคนแสดงให้ เห็นว่า โจมินีมีเรื่องโกรธเคืองอยู่กบหัวหน้ าเสนาธิการทหาร
ั
ของนโปเลียนชื่อ เปอร์ เธี ย ซึ่งมีลกษณะเหมือนผู้บงคับบัญชาสมัยโบราณที่กีดกันผู้ใต้ บงคับบัญชาที่เด่น
ั
ั
ั
กว่า และพยายามไม่ให้ โจมินีมีตาแหน่งที่สงขึ ้น ความไม่ลงรอยของทังสองคนมีมาก แม้ ในหนังสือ The
ู
้
Art Of War ของโจมินีได้ เขียนไว้ วา “เพียงความตายเท่ านัน ที่จะยุติความเครียดแค้ นซึ่งกันและกัน
่
้
ได้ ”
ในขณะเดียวกันกองทัพรัสเซีย ได้ เสนอให้ โจมินีรับตาแหน่งนายพลหาก เขาจะเข้ าร่วมกับ
กองทัพรัสเซีย โจมินีใช้ เวลาตัดสินใจถึง ๖ ปี ถึงได้ ยอมรับตาแหน่ง นายพลจากกองทัพรัสเซีย ซึ่งต่อมา
เขามีชื่อเสียงโด่งดังมาก ได้ ร่วมก่อตังโรงเรียนนายร้ อยทหารบกรัสเซีย (The Nicholas Military
้
Acadamy) ที่กรุงมอสโค ว์ ในปี ค.ศ.๑๘๓๒ ได้ เป็ นอาจารย์สอนวิชาการทหาร และเป็ นที่ปรึกษาคน
สาคัญของพระเจ้ าซาร์นิโคลัสที่ ๑ แห่งรัสเซีย เขาใช้ เวลาว่างศึกษาค้ นคว้ าแต่งตาราประวัติศาสตร์
การทหาร โจมินีอยู่ในกองทัพรัสเซียจนเกษี ยณอายุราชการ แล้ วจึงกลับกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เขา
เสียชีวิตที่กรุงปารีสเมื่ออายุได้ ๙๐ ปี พร้ อมทังความสาเร็จ ชื่อเสียงเกียรติยศ และความร่ารวย
้
หนังสือและงานเขียน
โจมินีแต่งหนังสือไว้ ๒๗ เล่ม รวมทังวารสารอีกจานวนหนึ่ง ลักษณะงานเขียนเป็ นการวิเคราะห์
้
วิจารณ์การยุทธอย่างละเอียดถึงสาเหตุของความสาเร็จหรือความล้ มเหลวของการยุทธนัน ๆ หนังสือที่มี
้
อิทธิพลต่อทฤษฎีทางทหารมากที่สดเล่มหนึ่งใน ค.ศ. ๑๘๓๘ คือ Precie L’ Art De La Guerre (บทย่อ
ุ
ของ The Art Of War) ซึ่งประเทศสหรัฐ ฯ ได้ นาไปใช้ สอนในโรงเรียนนายร้ อยทหารบก และในสงคราม
กลางเมืองอเมริกา นายพลของทังสองฝ่ ายก็ได้ ใช้ เป็ นแนวคิดเหล่านี ้ไปใช้ ในการทาสงคราม
้
โจมินีมีจิตใจเป็ นครู งานเขียนของเขาจะให้ เหตุผลและบอกประวัติศาสตร์ด้วย จุดประสงค์ของ
การเขียนหนังสือ ก็ เพื่อต้ องการสอนให้ ทหารในสมัยนันฉลาดขึ ้น สามารถทาการรบได้ อย่างมี
้
ประสิทธิภาพ เพราะการรบในสมัยนันมีราคาสูงในการสร้ างกาลังกองทัพ การรบยัง หมายถึงเลือดเนื ้อ
้
และชีวิต หนังสือของโจมินีจึงเขียนให้ ใช้ กาลังทหารอย่างฉลาดและสิ ้นเปลืองทรัพยากรซึ่งรวมทัง
้
ทรัพย์สินและชีวิตคนให้ น้อยที่สด
ุ
คาจากัดความของสงคราม
“สงครามเป็ นสิ่งเลื่อนไหล และมีการเปลี่ยนแปลงได้ ตลอดเวลา”
คาจากัดความนี ้ โจมินีเขียนไว้ ในหนังสือศิลปะการทาสงคราม (The Art of War) โดยเชื่อมันใน
่
หลักการสงครามพื ้นฐานว่าจะยังคงเป็ นจริงอยู่เสมอ
๓
“หลักการสงครามพื้นฐานเป็ นผลดีแก่การสงคราม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ไม่ว่า
เวลาจะเปลี่ยนไป สถานการณ์ จะเปลี่ยนไป และอาวุธที่ใช้จะเปลี่ยนไป แต่หลักการสงครามพื้นฐาน
เหล่านี้จะยังคงเป็ นจริ งเสมอ”
“สงครามนันมีหลักการพื้นฐานใหญ่ ๆ อยู่ ๔ ข้อ ซึ่งหากละเลยเสียจะได้รับภัยอย่างที่สด
้
ุ
ในทางตรงกันข้ามหากนามาใช้ประโยชน์ก็จะนามาซึ่งชัยชนะได้เกื อบทุกกรณี ”

โจมินีเขียนถึงความสาคัญของการนาหลักการสงครามพื ้นฐานมาปฏิบติไว้ อีกว่า
ั
“นักการทหารควรนาหลักการพื้นฐานเหล่านี้มาปฏิ บติให้เกิ ดผลจริ ง ๆ แม้ว่าบางครั้งการปฏิ บติ
ั
ั
ตามหลักการพื้นฐานนี้จะต้องดัดแปลงให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม แต่ผูบญชาการทัพ จะสามารถ
้ ั
นาไป ใช้ ได้ดง เสมือนเข็มทิ ศ ที่ใช้กาหนดทิ ศทาง กว้าง ๆ ในภารกิ จ การปฏิ บติการ ที่ ยุ่งยากซับซ้อน
ั่
ั
ท่ามกลางการรบที่อึกทึกและสับสน”
โจมินีให้ ความสาคัญของคุณสมบัติทางทหารที่จาเป็ นต่อชัยชนะว่า “จะต้องประกอบด้วยความ
กล้าหาญ ความริ เริ่ ม และที่สาคัญยิ่ งคือความเฉลียวฉลาดในการที่จะกาหนดหลักการปฏิ บติของทหาร
ั
ในการยุทธได้”
๔
หลักพืนฐานของการสงคราม
้
(THE FUNDAMENTAL PRINCIPLE OF WAR)
๑. นากาลังส่วนใหญ่ของกองทัพเข้ าโจมตีจดแตกหัก และเส้ นทางคมนาคมของข้ าศึก
ุ
๒. ดาเนินกลยุทธ์ตอกาลังของข้ าศึกที่แตกแยกจากกัน แล้ วใช้ กาลังส่วนใหญ่ของเราเข้ าโจมตี
่
จุดแตกหักของข้ าศึก
๓. ในสนามรบให้ ท่มกาลังส่วนใหญ่โจมตีจดแตกหัก หรือเส้ นทางของข้ าศึก ซึ่ง เป็ นสิ่งสาคัญ
ุ
ุ
ประการแรกที่จะต้ องเอาชนะข้ าศึกให้ ได้
๔. การจัดวางกาลังส่วนใหญ่จะต้ อ งเตรียมการเรื่องต่าง ๆ ให้ กองกาลังไม่เพียงแต่โจมตีจด
ุ
แตกหักของข้ าศึกได้ เท่านัน แต่ต้องสามารถปะทะกับข้ าศึกได้ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และมี
้
ประสิทธิภาพ
หลักการสงครามเหล่านี ้จะช่วยให้ รอดพ้ นวิกฤติการณ์ในการยุทธได้ แต่มีข้อควรระมัดระวังคือ
ในขณะทุ่มกาลังส่วนใหญ่ไปยังบริเวณจุดแตกหัก จะต้ องไม่ทาให้ กองกาลังส่วนน้ อยในเขตหลังของฝ่ าย
เราเป็ นอันตรายได้
โจมินีอธิบายถึงศิลปะของการวางกองกาลังส่วนใหญ่อย่างเหมาะสมว่า
“ศิ ลปะของการวางกาลังส่วนใหญ่อย่างเหมาะสม ขึ้นอยู่กบยุทธศาสตร์ ของผูบญชาการรบ ซึ่ง
ั
้ ั
จะต้องมีความฉลาด มีทกษะ มีพลัง และสามารถวิ เคราะห์เหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เผชิ ญได้ทกเหตุการณ์
ั
ุ
ชัยชนะจะบังเกิ ดเมื่อมีการจัดวางกองกาลังได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม”
จุดแตกหัก
(Decisive Points)
โจมินีได้ เขียนถึงจุดแตกหักไว้ ได้ แก่ จุดที่ถูกโจมตี และถูกยึดแล้ วทาให้ ข้าศึกอยู่ในอันตราย
และอ่ อนกาลังลงเช่ น
๑. ถนนที่เชื่อมต่อกัน
๒. ทางข้ ามแม่น ้า
๓. ทางผ่านภูเขา
๔. ฐานส่งกาลังบารุง
๕. ปี กกองกาลังรบของข้ าศึกที่เปิ ดไว้
สาเหตุของสงคราม
โจมินีได้ เขียนถึง สาเหตุที่รัฐบาลนาประเทศเข้ าสูสงครามไว้ ในหนังสือศิลปะของการสงคราม
่
(The Art of War) ดังนี ้
๕
๑. เพื่ออ้ างสิทธิหรือปกปองสิทธิของประเทศตน(To reclaim certain rights or to defend them)
้
๒. เพื่อปกปองและรักษาผลประโยชน์ที่สาคัญของชาติ (To protect and maintain the great
้
interests of the state)
๓. เพื่อรักษาความสมดุลแห่งอานาจ (To maintain the balance of power)
๔. เพื่อปกปองหรือทาลายล้ างทฤษฎีทางการเมืองหรือทฤษฎีทางศาสนา (To propagate political
้
or religious theories, to crush them or to defend them)
๕. เพื่อเพิ่มอิทธิพลและอานาจให้ กบรัฐโดยการเข้ าครอบครองพื ้นที่ (To increase the influence
ั
and power of the state by acquisitions of territory)
๖. เพื่อสนองความต้ องการของผู้นาประเทศที่ต้องการเป็ นผู้ชนะ (To gratify a mania for
conquest)
โจมินีได้ เขียนถึงสาเหตุของสงครามโดยสรุปได้ ๓ประการ คือ
๑. “It was a war to assert rights”
หมายถึง การทาสงครามเพื่ออ้ างสิทธิ
๒. “It was a war to assist an ally”
หมายถึง การทาสงครามเพื่อสนับสนุนประเทศพันธมิตร
๓. “It was a war to acquire territory”
หมายถึง การทาสงครามเพื่อเข้ ายึดครองดินแดน
เส้ นทางปฏิบัติการ
(Lines Of Operation)
โจมินีได้ เสนอทฤษฎีของ “เส้ นทางปฏิบัติการ” ไว้ ในหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีทางทหารเรื่องแรก
คือ Traite Des Grandes Operations Militaires โจมินียึดถือว่ากองทัพจะปลอดภัยถ้ าใช้ เส้ นทางคูใน
่
การเดินทัพ เพราะเมื่อข้ าศึกเดินทัพเข้ ามาหลายเส้ นทาง ฝ่ ายเราสามารถจะรวมกาลังและแยกการ
ดาเนินการรบให้ บรรลุวตถุประสงค์การสงครามได้
ั
๖

นักยุทธศาสตร์ ทางอากาศ
ดูชเอต์ และ มิตเชลล์
(Douhet & Mitchell)

ดูชเอต์ (Guilio Douhet) ค.ศ.๑๘๖๙-๑๙๓๐ เดิมเป็ นนายทหารปื นใหญ่กองทัพบกอิตาลี เป็ นริเ้ ริ่ม
ผู
สนับสนุนให้ พฒนาการขนส่งทางรถยนต์ในกองทัพบกงได้ แสดงความรู้ความชานาญทางวิทยาศาสตร์โดย
ั
ทั ้
การอานวยการค้ นคว้ าไอพิษชนิดต่าง ๆ ในอุณหภูมิต่า เอต์ได้ เขียนเรื่องความสาคัญของกาลังทางอากาศ
ดูช
เป็ นครังแรกใน คศ.๑๙๐๙ต่อมาใน ค
้
.
.ศ.๑๙๑๕ได้เสนอภาพของ“สงครามเบ็ดเสร็จ” และ “การทาลายขวัญ
ประชาชนพลเรื อนโดยการโจมตีทางอากาศ ซึ่งมีสวนอย่างมากในวิวฒนาการของความคิดเห็นของ ชเอต์
”
่
ั
ดู
นอกจากนี ้ยังได้ สนับสนุนการใช้ กาลัง
ทางอากาศทาลายประเทศชาติข้าศึก โดยถือเป็ นมาตรการทางทหาร
แต่ในตอนปลาย ค.ศ.๑๙๑๖ หลังจากที่ได้ สงบันทึกคาวิจารณ์ นโยบายของฝ่ ายเสนาธิการอิ ที่ใช้ อยู่
่
ตาลี
อย่างเผ็ดร้ อนไปให้ สมาชิกคณะรัฐมนตรีดูชเอต์ก็ถกขึ ้นศาลทหารและ ถูก จาคุก ๑ ปี ต่อมาคาพิพากษา
ู
ของศาลทหารได้ ถก คัด ค้ านและยกเลิกไปใน ค .ศ.๑๙๒๐ ดูชเอต์ ถูกเรียกเข้ าประจาการอีก ครัง ใน
ู
้
กุมภาพันธ์ ค .ศ.๑๙๑๘ และดารงตาแหน่งเจ้ ากรมอากาศยานกลาง ได้ รับยศเป็ นนายพล เมื่อ ค.ศ.
๑๙๒๑ รวมทังเป็ นกรรมาธิการบินเมื่อคณะฟา สซิสต์เข้ ามีอานาจในอิตาลี แต่ ในที่สด ก็ได้ ลาออกมา
้
ุ
เขียนบทความแสดงความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ
มิตเชลล์ (William Mitchell) นักทฤษฎี การสงครามชาว อเมริกนเกิดหลังดูชเอต์ ๑๐ ปี และ
ั
เสียชีวิตหลัง ๖ ปี มิตเชลล์เป็ นนายทหารเหล่าสื่อสารในปี ค.ศ.๑๘๙๘ เคยไปปฏิบติงานอยู่ในอลาสก้ า
ั
ชัวระยะเวลาสัน ๆ โดย ทางาน วางสายโทรเลขเป็ นระยะทาง อันยาว ไกล มิตเชลล์ ตระหนักใน
่
้
๗
ความสาคัญทางยุทธศาสตร์ของดินแดนแห่งนัน ซึ่งมีสวนในการพัฒนาความคิดเกี่ยวกับวิทยาการทาง
้
่
ทหารของเขาในเวลาต่อมา มิตเชล์มีความรู้ความสามารถในเรื่องการใช้ วิทยุและการขนส่งทางรถยนต์ใน
กองทัพบก
เมื่อสหรัฐ ฯ เข้ าสูสงครามโลกครังที่ ๑ ใน ค.ศ.๑๙๑๗ มิตเชลล์ ถกย้ ายไปเป็ นทหารอากาศ ได้
่
้
ู
ฝึ กทาการบินตังแต่ ค.ศ.๑๙๑๖ และถูกส่งไปยุโรปให้ เป็ นผู้สงเกตการณ์ ก่อนที่สหรัฐ ฯ จะเข้ าสูสงคราม
้
ั
่
มิตเชลล์ได้ เลื่อนตาแหน่งสูงขึ ้นเรื่อย ๆ จนได้ เป็ นหัวหน้ าฝ่ ายปฏิบติการทางอากาศของอเมริกนในตอน
ั
ั
ปลายสงคราม หลังสงคราม เขาได้ ไปศึกษาสถานภาพของกองบินในประเทศพันธมิตรและข้ าศึกใน
ตาแหน่งผู้ช่วยผู้บงคับเหล่าทหารอากาศ และได้ ยศพลจัตวาตังแต่ ค .ศ.๑๙๒๑-๑๙๒๕ เขาสนับสนุน
ั
้
อย่างแรงกล้ าให้ แยกกาลังทางอากาศ ออกมาจากกองทัพบกและกองทัพเรือ และการวิพากษ์ วิจารณ์
อย่างเผ็ดร้ อนต่อนโยบายของทบวงการสงครามและทบวงทหารเรือ ซึ่งรวมอยู่ในคากล่าวหาว่าทบวงทัง
้
สอง “ไร้ความสามารถ ขาดความเอาใจใส่อย่างร้ายแรง บริ หารการป้ องกันประเทศผิ ดพลาด” นายทหาร
กับ “ผูแทนที่ทบวงการสงครามและทบวงทหารเรื อ ” ส่งไปยังสภาคองเกรสส์ได้ ให้ ขาวสารไม่ครบถ้ วน
้
่
ชี ้นาให้ เข้ าใจผิดหรือผิดผลาดเกี่ยวกับอากาศยานเกือบตลอดเวลา ทาให้ มิตเชลล์ต้องขึ ้นศาลทหารใน ปี
ค.ศ.๑๙๒๕ และถูกลงโทษให้ ยบยังยศไว้ ๕ ปี เขาออกจากกองทัพบกเมื่อ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ค .ศ.
ั ้
๑๙๒๖ หลังจากนัน ก็ได้ ใช้ เวลาที่เหลืออีก ๑๐ ปี ในชีวิตของเขาไปในการบรรยาย เขียนหนังสือให้ การ
้
แก่คณะกรรมการเรื่องแยกกาลังทางอากาศออกมาเป็ นหน่วยเอกเทศ และการตาหนิการอานวยการของ
ทังกิจการบินทหารและพลเรือนที่กระทาอยู่ในสหรัฐ ฯ รวมทังการวิจยทางอากาศยานอเมริกนและการ
้
้
ั
ั
อุตสาหกรรมอากาศยานอเมริกนซึ่งเขารับผิดชอบในการพัฒนาทางเทคนิคที่ลา ช้ าอยู่ มิตเชลล์ ได้ เป็ น
ั
่
หัวหน้ าในการรณรงค์ให้ มีการยอมรับกันมากขึ ้นว่า “กองทัพอเมริกันจะต้ องมีกองทัพอากาศ ” อยู่
เป็ นเวลาถึง ๖ ปี ก่อนที่จะออกจากกองทัพบกชื่อของเขายังคงเป็ นสัญญลักษณ์ของการรณรงค์ดงกล่าว
ั
อยู่ตลอดไป หนังสือที่เขียน ได้ แก่ Our Air Force (1921), winged Defense (1925), Skyeasy
(1930).
ชีวิตของดูชเอต์กบมิตเชลล์มีอะไรหลายอย่างที่เหมือน ๆกัน ทังสองท่านเข้ าเป็ นทหารแต่ยงหนุ่ม
ั
้
ั
ก่อนพี่น้องตระกูลไรท์จะทาการบินเป็ นครังแรกเป็ นเวลานาน ทังคูมีความคิดคานึงที่ทาให้ ต้องเข้ าทางาน
้
้ ่
เกี่ยวกับการส่งเสริมเรื่องเครื่องยนต์กลไกอื่น ๆ ของทางทหารก่อนที่จะหันมาเอาใจใส่เรื่องการบิน ทัง
้
สองท่านได้ ทาการวิจารณ์อย่างเผ็ดร้ อนต่อภาวะผู้นาทางทหารในขณะนัน และต้ องถูกศาลทหารลงโทษ
้
เพราะรูปแบบของการวิจารณ์และวิธีใช้ ถ้อยคา ทังคูเ่ ป็ นนักเขียนที่เขียนได้ อย่างไพเราะและฉะออด
้
ฉะอ้ อน มิตเชลล์ ม่ ุงเขียนให้ ประชาชนอ่ านเป็ นสาคัญ ขณะที่ดูชเอต์ เขียนให้ ทหารอาชีพอ่ าน
โดยเฉพาะมากกว่ า
ดูชเอต์ ให้ ความ สนใจในกาลังทางอากาศตังแต่ ค .ศ.๑๙๐๙ แต่ทศนะของ เขาได้ เขียนไว้ ใน
้
ั
หนังสือเล่มแรกเมื่อ ค .ศ.๑๙๒๑ ซึ่งต่อมาได้ ถกปรับปรุงแก้ ไขให้ ละเอียดลึกซึ ้งมากขึ ้นอีก ๖ ปี ให้ หลัง
ู
๘
แม้ วาทฤษฎีของดูชเอต์จะถูกใช้ อ้างอิงอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ได้ มีการแปลเป็ นภาษาอื่น ๆ ให้ ได้ ศกษากันอย่าง
่
ึ
กว้ างขวางในต่างประเทศหลังจากที่ผ้ เู ขียนได้ เสียชีวิตแล้ ว บางตอนที่สาคัญได้ จดพิมพ์เป็ นภาษา
ั
ฝรั่งเศสใน ค .ศ.๑๙๓๒ แล้ วถูกแปล เป็ นภาษาอังกฤษและพิมพ์ดีดเป็ นสาเนาแจกจ่ายให้ นายทหารของ
กองบินทหารบกสหรัฐ ฯ ใน ค.ศ.๑๙๓๓ ฉบับแปลเป็ นภาษาเยอรมันใน ค .ศ.๑๙๓๕ และฉบับแปลเป็ น
ภาษาอังกฤษอย่างสมบูรณ์เป็ นครังแรกเมื่อสิ ้น.ศ.๑๙๔๒
้
ค
สมมุติฐานสาคัญ ๆ ในทฤษฎีของดูชเอต์ ได้ แก่
๑. อากาศยานเป็ นเครื่องมือในการรุกที่ไม่มีศกยภาพใดเปรียบได้ ไม่อาจจะคาดหมายการปองกันที่
ั
้
ได้ ผลอย่างใดได้
๒. ขวัญของประชาชนพลเรือนจะถูกทาลายโดยการทิ ้งระเบิดที่ศนย์รวมประชากร
ู
จากสมมุติฐานดังกล่าว ดูชเอต์ได้ กาหนด ทฤษฎีตามปั จจัยพืนฐาน คือ
้
ก. เพื่อที่จะมีการปองกันอย่างเพียงพอ เมื่อเกิดสงครามขึ ้น กาลังทางอากาศจาเป็ นจะต้ องอยู่ใน
้
ฐานะที่จะครองอากาศได้
ข. เปาหมายเบื ้องต้ นในการโจมตีทางอากาศ ไม่ควรเป็ นที่ตงทางทหารแต่ควรเป็ นแหล่ง
้
ั้
อุตสาหกรรมและศูนย์ประชากรห่างจากกองทัพทังหลายบนบก
้
ค. ไม่ควรต่อสู้ในอากาศกับกาลังทางอากาศของข้ าศึก แต่ควรโจมตีทาลาย งแต่พื ้นดิน รวมไปถึง
ตั ้
โรงงานที่ผลิตยุทโธปกรณ์ใด้ วย
ห้
ง. บทบาทของกาลังบนผิวพื ้นควรเป็ นการปองกัน เพื่อยึดแนวที่มนข้ างหน้ าและปองกันไม่ให้
้
ั่
้
ข้ าศึกรุกเข้ ามาทางผิวพื ้น และโดยเฉพาะไม่ให้ ข้าศึกยึดการคมนาคม แหล่งอุตสาหกรรมและที่ตงกาลัง
ั้
ทางอากาศของ ฝ่ ายเราได้ โดยการปฏิบติการทางผิวพื ้น ขณะเดียวกันฝ่ ายเราทาการรุกทางอากาศให้
ั
ข้ าศึกหมดความสามารถที่จะธารงรักษากองทัพและกาลังใจของประชาชนข้ าศึก ให้ อดทนต่อไปได้
จ. ความถูกต้ องของทฤษฎีข้อแรกในเรื่องการครองอากาศแทบจะไม่มีอะไรให้ ต้องสงสัย ถ้ าคู่
สงครามสามารถโจมตีข้าศึกจากทางอากาศได้ ตามความตังใจและการปองกันต่อสู้ทกชนิดกระทาไม่ได้
้
้
ุ
ฝ่ ายที่สามารถใช้ กาลังทางอากาศได้ อย่างเสรีตอข้ าศึกที่ไม่มีกาลังทางอากาศและการปองกันต่อสู้ทาง
่
้
พื ้นดิน ย่อมจะได้ ชยชนะอย่างแน่นอน แต่มีปัญหาอยู่วา การครองอากาศดังกล่าวกระทาได้ ในระดับใด
ั
่
หรือมากน้ อยแค่ไหน ซึ่งยากที่ทฤษฎีของดูชเอต์จะคาดหมายได้ การปองกันต่อสู้เครื่องบินทังทางอากาศ
้
้
และการปองกันต่อสู้ทางพื ้นดินที่กระทาอย่างสุดชีวิตและได้ ผล จะเป็ นการจากัดเสรีในการใช้ กาลังทาง
้
อากาศโจมตีของข้ าศึก
ในทฤษฎีข้อที่ ๒ ที่ให้ โจมตีแหล่งอุตสาหกรรมแทนที่จะเป็ นเปาหมายทางทหาร นับว่าดูชเอต์
้
ได้ คาดหมายวิวฒนาการในอนาคตได้ ใกล้ เคียง แต่ก็ไม่ใช่ความคิดแปลกใหม่อะไร เพราะได้ มีหนังสือ
ั
มากมายตังแต่ก่อน ค.ศ.๑๙๑๔ กล่าวถึงการทาลายแหล่งอุตสาหกรรมและศูนย์ควบคุมการเงินจากทาง
้
อากาศ อย่างไรก็ดี ดูชเอต์เป็ นคนแรกที่กาหนดให้ แหล่งอุตสาหกรรมเป็ นเปาหมายการโจมตีทางอากาศ
้
๙
โดยถือว่าเป็ นหลักสาคัญของหลักนิยมทางทหารทังหมดที่ได้ มีการพัฒนาและส่งเสริมกันมาเป็ นระยะ
้
เวลานาน
ความสาคัญของเปาหมายแหล่งอุตสาหกรรม และที่ตงกาลังทางอากาศข้ าศึกมีมากขึ ้นตามกาลเวลา
้
ั้
ที่ผานไป แต่ตามทฤษฎีของดูชเอต์ที่จะทาลายขวัญของประชาชนนันได้ ผลน้ อย แม้ วาความอดทนของ
่
้
่
มนุษย์จะมีขีดจากัด แต่ประชาชนในจุงกิงที่ถกญี่ปนโจมตีและในโคเวนตรีที่ถกเยอรมันระดมทิ ้งระเบิด ก็
ู ุ่
ู
ไม่ได้ เสียขวัญมากนักตามทฤษฎีของดูชเอต์ ท่านอาจจะคิดว่า เมื่อได้ ครองอากาศแล้ วก็จะสามารถ
ระดมโจมตีอย่างหนักต่อประชาชนที่ไม่มีการปองกันการโจมตีได้ แต่ถึงกระนันดูชเอต์ก็ดจะประมาท
้
้
ู
ความทรหดอดทนของประชาชนต่อการถูกโจมตีทิ ้งระเบิดอย่างเห็นได้ ชด
ั
ดูชเอต์ได้ กล่าวว่า “ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าต้องการจะเน้นถึงปัญหาเรื่องหนึ่ง กล่าวคือผลของการ
โจมตีทางอากาศต่อขวัญอาจมีอิทธิ พลต่อการอานวยการทาสงครามมากยิ่ งกว่าการโจมตีต่อวัตถุเสียอีก
เช่นในการโจมตีต่อศูนย์กลางนครใหญ่ ๆ ลองคิ ดดูว่า จะเกิ ดอะไรขึ้นแก่ประชาชนพลเรื อนระหว่างที่ถูก
หน่วยบิ นทิ้ งระเบิ ดเพียงหน่วยเดียวโจมตีครั้งเดียว สาหรับข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่า ประชาชนจะได้รับ
ผลกระทบอย่างน่าสยดสยอง.”
“อะไรจะเกิ ดขึ้นถ้าสิ่ งที่เกิ ดขึ้นแก่นคร ๆ เดียวในวันเดียวนันเกิ ดขึ้นแก่ ๑๐, ๒๐ หรื อ ๕๐ นคร
้
และโดยที่ข่าวกระพือไปได้รวดเร็ว แม้จะไม่มีโทรเลข โทรศัพท์หรื อวิ ทยุ ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า
ประชาชนตามนครอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบอย่างไรเมื่อถูกโจมตีทิ้งระเบิ ด เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรื อนหรื อ
ทหารจะสามารถรักษาความเป็ นระเบียบเรี ยบร้อย ให้บริ การแก่ประชาชนและทาการผลิ ตภายใต้การ
คุกคามเช่นนี้ได้เพียงไร ? ถ้ายังสามารถรักษาความเป็ นระเบียบเรี ยบร้อยและพอปฏิ บติงานบางอย่าง
ั
ได้อยู่ แต่เมื่อปรากฎเครื่องบิ นข้าศึกเพียงเครื่องเดียวขึ้นอีกก็จะไม่ทาให้ประชาชนตื่นตระหนกจนเกิ ด
ความโกลาหลอลหม่านละหรื อ ? กล่าวได้สน ๆ ว่าประชาชนจะไม่อาจมีชีวิตอยู่ตามปกติ ได้เมื่อต้องฝัน
ั้
ร้ายอยู่ไม่รู้จกหยุดหย่อนว่าความตายและการถูกทาลายกาลังจะมาถึง าอีก ๑๐, ๒๐ หรื อ ๕๐ นคร
ั
และถ้
ถูกทิ้ งระเบิ ดอีกในวันที่สอง ใครจะสามารถป้ องกันไม่ให้ประชาชนที่บาดเจ็บล้มตามและอลหม่านหนี
ความสยดสยองจากการโจมตีทางอากาศออกไปยังที่โล่งนอกเมืองได้ ?”
“การพังทะลายของโครงสร้างทางสังคมโดยสิ้ นเชิ งจะเกิ ดขึ้นในประเทศที่ถูกถล่มทะลายอย่างไม่
ปราณี จากการโจมตีทางอากาศ แล้วก็จะถึงเวลาที่จะต้องหยุดยังความน่ากลัวและความเสียหาย โดย
้
ประชาชนเองที่มีสญชาติ ญาณในการปกป้ องคุมครองตนเอง จะลุกขึ้นเรี ยกร้องให้ยติสงคราม ก่อนที่
ั
้
ุ
กองทัพบกและกองทัพเรื อจะมีเวลาระดมพลได้ทนเสีย”อีก
ั
แนวความคิดของดูชเอต์ในการโจมตีทางอากาศ ไม่วาจะเป็ นแหล่งอุตสาหกรรมหรือเมือง
่
ใหญ่ ๆ ได้ กล่าวไว้ อย่างถูกต้ องทีเดียว การทิ ้งระเบิดในรูปแบบที่สมบูรณ์ดีพร้ อมด้ วยลูกระเบิด ๒๐ ตัน
จะสามารถทาลายทุกสิ่งได้ หมดสิ ้นในรัศมี๕๐๐ เมตร การทาลายอย่างหมดสิ ้นนี ้จะต้ องใช้ ลกระเบิด๒๕๐
ู
ตันต่อตารางไม ดูชเอต์ถามว่า “อะไรจะเกิ ดขึ้นในนครใหญ่ ๆ อย่างลอนดอนถ้าศูนย์กลางของเมืองถูก
ล์
๑๐
ทาลายอย่างหมดสิ้ นเป็ นรัศมี ๕๐๐ เมตร ๑, ๒ หรื อ ๔ แห่ง ?” เขาสันนิษฐานว่ากองบินทิ ้งระเบิด
๑,๐๐๐ เครื่อง จะสามารถทาลายได้ วนละ ๕๐ แห่ง ความขัดแย้ งระหว่างข้ อสันนิษฐานนี ้กับการปฏิบติ
ั
ั
จริง ๆ ใน ค .ศ.๑๙๔๐-๑๙๔๑ หรือระหว่างการคาดคะเนของดูชเอต์กบน ้าหนักลูกระเบิดที่
ั
กองทัพอากาศอังกฤษนาไปโจมตีเยอรมัน ปรากฏว่าได้ ผลน้ อยกว่าที่ดชเอต์กล่าวไว้ ทังนี ้เพราะดูชเอต์
ู
้
ไม่ได้ คิดถึงเรื่องแรงระเบิดจะถูกจากัดในพื ้นที่เปาหมายที่มีการก่อสร้ างแข็งแรง อานาจการทาลายจะไม่
้
เหมือนกับในพื ้นที่โล่งแจ้ ง และ เขาเล็งผลเลิศเกินไปในการทิ ้งระเบิดซึ่งบางเปาหมายได้ ถกทาลายไป
้
ู
ก่อนแล้ ว จึงเป็ นการสูญเปล่าเมื่อไปโจมตีซ ้าอีก สาหรับเปาหมายที่มีอาคารไม่หนาแน่นดังเช่นที่อยู่
้
อาศัย ดูชเอต์ประมาณว่า ลูกระเบิดขนาด ๑ ตันจะทาลายพื ้นที่ได้ เป็ นรัศมี ๓๗๕ ฟุตนับว่าใกล้ เคียงกับ
ประสบการณ์จากสงคราม แต่รัศมีการทาลายจะน้ อยกว่ามากถ้ าเป็ นในเมืองที่มีการก่อสร้ างแข็งแรง
ด้ วยอิฐและคอนกรีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารเสริมเหล็กสมัยใหม่ แม้ ในพื ้นที่การก่อสร้ างไม่หนาแน่น
การโจมตีให้ ได้ ผลตามที่ดเู อชต์คิดคานวณก็จะต้ องกระทาอย่างรอบคอบรัดกุม
ดูชเอต์ ได้ คาดคะเนไว้ ถกต้ องว่า ลูกระเบิดเพลิงจะมีบทบาทสาคัญ การคาดหมายของ เขาใน
ู
เรื่องการใช้ ลกระเบิดไอพิษอย่างกว้ างขวางและได้ ผล ไม่ได้ กระทากันในระยะนัน เกี่ยวกับเรื่องนี ้ควร
ู
้
สังเกตด้ วยว่าดูชเอต์ไม่คอยจะได้ กล่าวถึงขีดจากัดของอาวุธเหล่านี ้ ถ้ อยคาที่อาจแสดงถึงทัศนะของ
่
ท่านเกี่ยวกับสงครามในอนาคต ได้ กล่าวว่า “เมื่อเผชิ ญกับผลประโยชน์ส่วนตัวโดยสัญชาตญาณและ
ความอยู่รอดของประเทศชาติ ระเบียบแบบแผนทุกเรื่องย่อมจะเสียคุณค่าของมันไป ความเป็ นคนใจ
บุญก็ไม่สาคัญอะไร หลักการเดียวเท่านันที่จะต้องพิ จารณาก็คือ ความจาเป็ นที่ตองฆ่าเพื่อไม่ให้ตองถูก
้
้
้
ฆ่าเสียเอง”
แม้ วางานเขียนของดูชเอต์จะกาหนดให้ กาลังภาคพื ้นดินมีหน้ าที่โดยแน่ชดในการปองกันแนวที่
่
ั
้
มันหลัง แนวปอมถาวรหรือในแนวสนามเพลาะ และแม้ บทบาทการปองกันในลักษณะเดียวกันจะเป็ น
่
้
้
ของกาลังทางเรือ ก็ ยัง จาเป็ นต้ องใช้ กาลังทางอากาศอย่างเหมาะสม ในการคาดหมายสงครามใน
อนาคต ดูชเอต์มองเห็นว่า เมืองใหญ่ ๆ ๔ เมืองของฝรั่งเศสจะถูกเปลี่ยนไปเป็ นทะเลเพลิงมหึมา โดยการ
ทิ ้งระเบิดเพียงชัวโมงเดียว ประชาชนจะร้ องตะโกนเรียกหาสันติภภายใน ๓๖ ชัวโมงหลังจากการประกาศ
่
าพ
่
สงคราม ดูชเอต์ได้ กาหนดแนวความคิดในการเอาชนะข้ าศึกโดยการทาลายล้ าง
อย่ งรวดเร็วทันทีทนใด ซึ่ง
ั
ต่อมาได้ มีการคาดหมายอย่างสุขมรอบคอบด้ วยความรู้ความชานาญว่าสงครามที่เกิดขึ ้นในค.ศ.๑๙๓๙
ุ
จะจบลงภายในเวลา ๒-๓ วัน หลังจากที่ได้ เริ่มการสูรบกันจริง ๆ
แม้ ด ู ช เอต์จะเป็ นช่างเทคนิคและนักวิทยาศาสตร์ แต่ เขาก็ไม่ได้ แสดงความรู้ในปั ญหาเรื่อง
วิศวกรการบินมากมายนัก ดูชเอต์ก็เช่นเดียวกับนักการทหารคนอื่น ๆ ที่เห็นว่าเครื่องบินเป็ นเครื่องมือที่
ถูกกว่า เรียบง่ายกว่า และพร้ อมที่จะเปลี่ยนแปลงหน้ าที่ได้ มากกว่าโดยเพียงเปลี่ยนอุปกรณ์บางอย่างใน
สนามรบ เครื่องบินรบตามทฤษฎีของดูชเอต์ได้ ถกสร้ างขึ ้นตามความเชื่อของ ที่วา อากาศยานสามารถ
ู
่
จะออกแบบสร้ างขึ ้นให้ ใช้ ลกระเบิดหรือบรรทุกเชื ้อเพลิง เพื่อใช้ ในการรุกหรือตังรับได้ โดยง่าย แต่การนา
ู
้
๑๑
อากาศยาน มาใช้ ตามแนวความคิดดั งกล่าวไม่ใช่ขอ งง่ายเลยในช่วงเวลาที่ดชเอต์เขียนไว้ เนื่องจาก
ู
เทคโนโลยียงมีขีดจากัดมาก ดูชเอต์ไม่ได้ รังเกียจเครื่องบินขับไล่ แต่ น “เป็ นการพัฒนากาลังที่ไม่
ั
เขาเห็
้
ประหยัดถ้ าจะสร้ างเครื่องยนต์ กลไกขึนมาโดยไม่ มีหน้ าที่อะไรนอกจากการสู้รบกับเครื่อง บิน
ข้ าศึกในอากาศ”
ระหว่างหลายปี ก่อน ค.ศ.๑๙๓๔ ความคิดของดูชเอต์ในเรื่องความสาคัญของเครื่องบินรบ มี
นายทหารบางกลุมที่มีประสบการณ์จา การรบเห็นด้ วย แต่เหตุผลของนายทหารเหล่านันไม่เหมือนกับของ
่
ก
้
ดูชเอต์ ๓ ปี ของประสบการณ์ในสงครามได้ ทาให้ เครื่องบินขับไล่ที่นงเดี่ยวไม่มีความสาคัญสูงอีกต่อไป
ั่
ความจริงมีอยู่วาการที่ฝงเครื่องบินทิ ้งระเบิดของอเมริกาในยุโรปตะวันตก สามารถที่จะบินฝ่ าการโจมตี
่
ู
อย่างหนักของเครื่องบินขับไล่ข้าศึกไปได้ ในตอนปลาย ค .ศ.๑๙๔๒ และ ค.ศ.๑๙๔๓ โดยไม่ได้ รับการ
สูญเสียมากนักอาจเป็ นการสนับสนุนความเชื่อของดูชเอต์ แต่ประสบการณ์ที่ได้ รับจนถึงขณะที่ดชเอต์
ู
เขียนเรื่องนี ้ บรรดาผู้สนับสนุนการใช้ เครื่องบินทิ ้งระเบิดใน ค.ศ.๑๙๔๓ ไม่น่าจะเห็นคล้ อยตามดูชเอต์ที่
กล่าวโดยทัวไปว่า เครื่องบินขับไล่ไม่มีประโยชน์อะไร
่
แต่ดชเอต์มีความคิดไปไกลถึงการใช้ งานเครื่องบินอย่างกว้ างขวางและคิดที่จะใช้ ร่วมกันระหว่าง
ู
กิจการทหารและพลเรือน เขากล่าวว่า “ถ้าเราพิ จารณาอย่างรอบคอบถึงคุณลักษณะในการทางานของ
เครื่องบิ นทิ้ งระเบิ ดและเครื่องบิ นรบตามที่ขาพเจ้าได้พยายามกาหนด เราจะพบว่าเครื่อง บิ นเหล่า นี้มี
้
ลักษณะแทบจะตรงตามคุณลักษณะในการทางานของการบิ นพลเรื อน เมื่อได้ดาเนิ นการแล้ว เครื่องบิ น
ทิ้ งระเบิ ดก็จะเป็ นเครื่องบิ นขนส่งที่มีความเร็วปานกลางและมี รัศมีทาการไกลพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ งมี
อุปกรณ์ บรรทุกลูกระเบิ ดได้ดวย โดยความเข้าใจร่วมกันระหว่างการบิ นของทหารกับพลเรื อน
้
เครื่องบิ นพลเรื อนสามารถจะเปลี่ยนเป็ นเครื่องบิ นทหารได้ในกรณี ที่ตองการ ทังนี้ ในทางกลับกัน
้
้
หมายความว่า เมื่อการบิ นพลเรื อนได้เจริ ญก้าวหน้าไป กองทัพอากาศก็จะสามารถอาศัยสิ่ งที่ตองการ
้
และอุปกรณ์ มากมายจากความก้าวหน้าของทางพลเรื อนเป็ นการเพิ่ มเติ มแก่ทางทหาร ” เขายอมรับว่า
เครื่องมือ ดังกล่าวจะใช้ ได้ ดีไม่วาทางทหารหรือทางพลเรือน แต่ได้ กล่าวต่อไปอีกกว่า “จาเป็ นอยู่
่
เสมอที่จะต้องประนีประนอมกันระหว่างการใช้ของทังสองฝ่ ายสงครามกระทาอันเป็ นเรื่องใหญ่โต และ
้
เรื่องใหญ่โตประกอบขึ้นด้วยเรื่องธรรมดา ๆ กองทัพอากาศต้องการเครื่องบิ นที่มีคณลักษณะธรรมดา ฯ
ุ
คล้ายกับเครื่องบิ นของฝ่ ายพลเรื อน”
คากล่าวที่วา การทา สงครามกระทากันเป็ นเรื่องใหญ่ และการบอกว่า อาจจาเป็ นต้ องใช้
่
เครื่องบินฝ่ ายพลเรือนที่ดดแปลงแล้ วเพื่ อการประหยัด นับว่าเป็ นการขัดแย้ งกับการมองการปฏิบติการ
ั
ั
ทางอากาศอย่างประหยัดของดูชเอต์ที่กล่าวว่า
“กองบิ นที่สามารถทิ้ งระเบิ ดหลายร้อยตันสามารถสร้างขึ้นได้ง่าย”
“กระสุน (ลูกระเบิ ด) เหล่านี้ไม่ตองการโลหะชนิ ดพิ เศษหรื องานพิ ถีพิถนในการทา”
้
ั
๑๒
“กาลังทางอากาศที่สามารถครองอากาศได้ โดยเฉพาะในระยะแรกของความขัดแย้งต้องการแต่
เพียงอาวุธจานวนจากัด กาลังพลจากัดและเงิ นจานวนเล็กน้อย กาลังส่วนนี้สามารถจะจัดขึ้นได้โดยไม่
เป็ นที่สนใจของประเทศที่น่าจะเป็ นข้าศึก”
ดูชเอต์ได้ วาดภาพของสงครามในอนาคตไว้ วา เยอรมันนีจะมีเครื่องบินทิ ้งระเบิด ๑,๕๐๐๐
่
เครื่องเท่านัน ในจานวนนี ้เป็ นเครื่อง บินทิ ้งระเบิดขนาดหนักเพียง ๑๐๐ เครื่อง มีน ้าหนักและกาลัง
้
เทียบเท่ากับเครื่องบิน B - 17 ฟอร์ตเตรส และ B - 24 ลิเบอเรเตอร์ของอเมริกาและแลนคาสเตอร์ของ
อังกฤษ ใน ค.ศ.๑๙๔๒ วันแรกของสงครามตามที่คิดไว้ จะสูญเสียเครื่องบินของกองบินดังกล่าวไป ๑
ใน ๓ แต่ขณะเดียวกันเยอรมันได้ ทาลายเครื่องบินขับไล่ของฝรั่งเศสที่ขึ ้นต่อสู้จนเกือบหมดแล้ วปล่อยให้
กองบัญชาการของตนจัดการกับกองทัพฝรั่งเศสต่อไป
ดูชเอต์ไม่เชื่อเรื่องกอง ทัพสนับสนุน กาลังทหารอากาศทังหมดควรทุ่มใช้ ตงแต่เริ่มสงคราม
้
ั้
ดูชเอต์เกลียดในนโยบายตังรับเพราะสิ ้นเปลืองมากกว่าและได้ ผลน้ อยกว่าการรุกอย่างอาจหาญและไม่
้
จากัดโดยเข้ าทาลายฐานทัพและแหล่งทรัพยากรของข้ าศึกโดยทันที
ในการเน้ นถึงคุณค่าของการรุก ดูชเอต์ไม่ได้ สนใจต่อมาตรการในการปองกัน และไม่คานึงถึงว่า
้
ข้ าศึกจะพัฒนาเทคโนโลยีในการปองกัน ได้ อย่างไร โดยเฉพาะ มิได้ มองเห็นว่าจะมีการพัฒนาการ
้
ตรวจจับตาแหน่งของวิทยุบนเครื่องบินข้ าศึกและคิดว่าการที่เครื่องบินขับไล่สามารถสกัดกันเครื่องบินทิ ้ง
้
ระเบิดข้ าศึกได้ นนเป็ นเรื่องของโชคเสียมากกว่า ดูชเอต์ได้ เลิกล้ มการยิงต่อสู้อากาศยานจากพื ้นดินด้ วย
ั้
ความเห็นที่วา “การใช้ปืนใหญ่ยิงต่อสูเ้ ครื่องบิ นเป็ นการสิ้ นเปลืองพลังงานและทรัพยากรที่ไม่เกิ ด
่
ประโยชน์อะไร” เขาคิดในเรื่องการปองกันโดยเครื่องบินและอ้ างความคิดจากประวัติศาสตร์วา “ทุกครั้งที่
้
่
ทาการโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงใน .ศ.๑๙๑๙ ปรากฏว่าได้ผลตามที่หวังไว้”
ค
ความล้ มเหลวของดูชเอต์ที่ร้ายแรงที่สดเป็ นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาทางเทคนิคด้ านความเร็ว
ุ
ของเครื่องบินทหาร ไม่วาจะพิจารณาจากม าตรฐานความรู้ของช่างเทคนิคการบินในสมัยดูชเอต์ หรือ
่
ประสบการณ์ที่สะสมมาเป็ นเวลา ๑๕ ปี บางทีอาจจะเป็ นเพราะการนาไปเปรียบเทียบกับกาลังทางเรือ
ดูชเอต์จึงสนใจแต่ในด้ านของ กาลังมากน้ อยก่อน ิ่งอื่นใด ดูชเอต์ไม่ได้ เพิกเฉยเรื่องความเร็วโดยสิ ้นเชิง
การมี
ส
โดยกล่าวอยู่บ่อย ๆ ถึงความเร็วที่ต้องการ แต่แล้ วก็กลั บสรุปว่า ปั จจัยด้ านความเร็ว มีความสาคัญ น้ อย
เมื่อเทียบกับปั จจัยด้ านอื่น ๆ ของการทางาน “ไม่ว่าจะเป็ นเครื่องบิ นทิ้ งระเบิ ดหรื อเครื่องบิ นรบ ไม่ตอง
้
เร็วเกิ นกว่าความเร็วปานกลาง ไม่จาเป็ นต้องเน้นในเรื่องความเร็ว การที่ความก้าวหน้าทางเทคนิ คอาจ
ทาให้เครื่องบิ นทิ้ งระเบิ ดหรื อเครื่องบิ นรบมีความเร็วมากขึ้นอีก ๑๐-๒๐ ไมล์ต่อชัวโมง โดยยังคงรักษา
่
คุณลักษณะเบื้องต้นอื่น ๆ ไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลงนัน มีความสาคัญเพียงเล็กน้อยเท่านัน ” ดูชเอต์
้
้
ถูกต้ องที่คาดว่าเครื่องบินทิ ้งระเบิดขนาดหนักจะมีความสาคัญและถูกต้ องที่คาดว่าจะกลับมาใช้
เครื่องบินหุ้มเกราะกันอีก แต่ ผิ ดโดยสิ ้นเชิงเมื่อนาเอามาเปรียบเทียบกับ จจัยด้ านความเร็วซึ่งเป็ นคนละ
ก็
ปั
เรื่องกัน และที่จริงแล้ วความเร็วเป็ นคุณลักษณะที่สาคัญที่สดของเครื่องบินทหารทุกแบบ
ุ
๑๓
ในเรื่องความเร็ว ความผิดพลาดอยู่ที่การประเมินคุณค่าของมัน ดูชเอต์ผิดแม้ ในเรื่องข้ อเท็จจริง
ทางเทคนิค เขาเชื่อว่ากาลังที่ใช้ บินจะลดลงได้ ด้วยการเพิ่มระดับความสูงขึ ้น แต่ ในความเป็ นจริง
เครื่องบินจะต้ องเร่งความเร็วขึ ้นอีกเท่าตัวเพื่อที่จะไต่ระดับขึ ้นไป เพราะความแน่นของอากาศลดลง
ครึ่งหนึ่ง ดูชเอต์ยงผิดอีก กับแนวคิดที่วา “เครื่องบิ นขนาดใหญ่มาก ๆ บางทีจะไม่อาจขึ้นหรื อลงได้
ั
่
นอกจากจะใช้ทางวิ่ งบนของเหลว เราอาจจะต้องสร้างทะเลสาบขึ้นสาหรับให้เครื่องบิ นขึ้น – ลง”
นอกจากข้ อสรุปเกี่ยวกับวิธีดาเนินการยุทธโดยการใช้ กาลังทางอากาศอย่างท่วมท้ นแล้ ว ดูชเอต์
ยังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดหน่วยทางทหารและนโยบายทัวไป อื่น ๆ เขา เป็ นผู้สนับสนุนอย่างไม่
่
เลิกราให้ มีการจัดหน่วยทหารบก ทหารเรือและทหารอากาศร่วมกัน ภายในไม่กี่ปีหลังจาก ค .ศ.๑๙๑๘
ดูเอชต์ได้ พดถึงเรื่อง “สงครามเบ็ดเสร็จ” ใน ค.ศ.๑๙๒๑ ดูชเอต์ ได้ เขียนไว้ วา “รูปแบบการจัดทาง
ู
่
สังคมที่แพร่ หลาย ทาให้ สงครามมีลักษณะเป็ นความเบ็ดเสร็จของชาติ ประชาชนทั่วประเทศ
และทรัพยากรทังหมดของชาติจะถูกดึงดูดเข้ าทาสงครามด้ วย และโดยที่สังคมกาลัง
้
วิวัฒนาการไปในแนวนี ้ สงครามในอนาคตจะมีลักษณะและขอบเขตเป็ นสงครามเบ็ดเสร็จ ”
“ทฤษฎีสงครามทางบก สงครามทางเรือและสงครามทางอากาศ ทฤษฎีเหล่ านีมีอยู่
้
วิวัฒนาการและพัฒนาขึนไปเรื่อย ๆ แต่ ทฤษฎีของสงครามแทบ ที่จะไม่ มีใคร รู้กัน ” ดูชเอต์
้
สนับสนุนให้ จดตังองค์กรปองกันประเทศขึ ้นเป็ นกระทรวงและในปี ค.ศ.๑๙๒๗ เขารู้สก พอใจอย่างยิ่ง ที่
ั ้
้
ึ
ได้ เห็นกระทรวงดังกล่าวตังขึ ้นในกรุงโรม
้
อิทธิพลในงานเขียนของดูชเอต์แ พร่ กระจายไปไกลมาก แนวความคิดที่เขียนไว้ หลายประการ
ได้ รับการสนับสนุนและใช้ เป็ นเอกสารอ้ างอิงโดยผู้มีประสบการณ์และนักเขียนรุ่นหลัง ๆ แต่ ในอีกด้ าน
หนึ่งมีหลายเรื่องที่เป็ นการมองในแง่ดีมากเกินไปหรือไม่ก็เหลวไห ล ความเชื่อของ ดูชเอต์บ างเรื่องก็ไม่
ถูกต้ องในสงครามปั จจุบน แต่แนวโน้ มของการพัฒนาในเกือบทุกเรื่อง นอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับเครื่องบิน
ั
ได้ เป็ นไปในแนวทางที่ดชเอต์ได้ คาดหมายไว้ ดูชเอต์หลงทางไปไกลในเรื่องลักษณะของเครื่องบินที่จะใช้
ู
ในสงครามในอนาคต แต่การคาดคะเนวิธี การนาเครื่องบินไปใช้ นับว่าใช้ ได้ ใน การพัฒนาการทางาน
ของเครื่องบินต่อ ๆ ไป น่าจะทาให้ การปฏิบติการของ ผู้บญชาการ ทหารเป็ นไปตามที่ดชเอต์ สนับสนุน
ั
ั
ู
มากยิ่งขึ ้น การระดมทิ ้งระเบิดอย่างหนาแน่นลงในพื ้นที่เล็ก ๆ การเลือกเปาหมายแหล่งอุตสาหกรรม
้
และการ
สร้ างปอมบินทิ ้งระเบิดขนาดใหญ่ติดอาวุธสาหรับปองกันตนเองอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมีเครื่องบินขับไล่
้
้
คุ้มกันเลยตามที่ดชเอต์คิดไว้ ทงหมดนี ้ดูเหมือนจะปรากฎให้ เห็นชัดพออยู่แล้ วในขณะนี ้ และดูชเอต์เองที่
ู
ั้
เป็ นผู้เปิ ดแนวความคิดเหล่านันสูการทดสอบในช่วงทศวรรษที่ ๒๐ และ ๓๐ เครื่องบินทิ ้งระเบิดไม่ได้ พ้น
้ ่
อันตรายจากการโจมตีทางพื ้นดินหรือากาศ แต่ก็นบว่ามีจดอ่อนน้ อยลงกว่อดีต สมมุติฐานพื ้นฐานในเรื่อง
อ
ั
ุ
า
ที่วาเครื่องบินจะไม่สามารถถูกทาลายและมีกาลังอานาจเหนือกว่า เป็ นอาวุธที่ประหยัดกว่าอาวุธชนิดอื่น
่
ทังหมดนัน ใน คดูชเอต์เอง ปราก ว่าเป็ นไปได้ เพียงส่วนน้ อย ตในปั จจุบนนับว่าใกล้ กบความ นจริงมาก
้
้ ยุ
ฏ
แ่
ั
ั
เป็
ทีเดียว และเมื่อเทคโนโลยีด้านการบินได้ พฒนาต่อไปอีก ในอนาคต ก็อาจเป็ นจริงได้ ตามที่ดชเอต์คิดไว้
ั
ู
๑๔
ผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของชาติในสมัยดูชเอต์ได้ พิจารณาใช้ อาวุธตามที่มีอยู่ขณะนัน ของดูชเอต์
ทฤษฏี
้
ที่กาหนดขึ ้นสาหรับอนาคตจึงใช้ กบเครื่องมือที่มีอยู่ในสมัยของท่านได้ น้อย
ั
แม้ นกศึกษาเรื่องกาลังทหารอากาศในสมัยดูชเอต์ก็ยงคิดค้ านข้ อสันนิษฐานที่ เขาคาดคะเนไว้
ั
ั
และความเห็นที่เป็ นแนวทางในการปฏิบติการทางอากาศก็ถกแย้ งโดย นายพล Golovine (อังกฤษ) ว่า
ั
ู
ดูชเอต์ประเมินผลการทิ ้งระเบิดทาลายขวัญของประชาชนมากเกินไป ประสบการณ์ตงแต่ ค .ศ.๑๙๓๙
ั้
ได้ สนับสนุนแนวความคิดของดูชเอต์ในเรื่องเหล่านี ้ และ ในเรื่องหลักการทัวไป “เวลา”ได้ เข้ าข้ างดูชเอต์
่
ทฤษฎีของดูชเอต์ได้ กลายเป็ นเนื ้อหาสาระในนโยบายของประเทศอิตาลี แม้ ประเทศต่าง ๆ ใน
ยุโรปจะไม่นาเอาทฤษฎีของเขาไปใช้ ทังหมด เยอรมันได้ ใช้ กาลังทางอากาศทาความสยดสยองให้ แก่
้
ยุโรปจากปี ค.ศ.๑๙๓๘ จนกระทังถึงการระดมทิ ้งระเบิดอังกฤษอย่างขนานใหญ่ (Battle of Britain) แต่
่
เยอรมันไม่ได้ รวมการปฏิบติการระหว่างกาลังทางอากาศกับทางผิวพื ้นอย่างต่อเนื่อง กลับเก็บเอากาลัง
ั
ทางผิวพื ้นไว้ วางแนวที่มนหนุนและใช้ เครื่องบินทิ ้งระเบิดเบาแทนที่จะเป็ นขนาดหนัก เมื่อกองทัพอากาศ
ั่
เยอรมันปฏิบติการต่ออังกฤษได้ ใกล้ จะเป็ นไปตามทฤษฎีของดูชเอต์ใน ค .ศ.๑๙๔๐ แต่ ก็ปรากฏว่า
ั
ประสบความล้ ม เหลวแม้ วาการโจมตีจะประสบผลสาเร็จ เป็ นเรื่องที่จะต้ องศึกษาพิจารณากัน
่
ว่า
เยอรมันน่าจะปฏิบติการได้ ดีกว่านี ้ ในเมื่อมีโรงงานสร้ างเครื่องบิน ที่ใหญ่กว่าและกองทัพอากาศที่โตก
ั
ว่า แล้ วเอายุทโธปกรณ์และกาลังพลที่ท่มเทไปให้ รถถังและปื นใหญ่ เรือดาน ้า และเรือผิวน ้ามาให้ แก่
ุ
เครื่องบิน ย้ ายเอาทหารบกและทหารเรือบางส่วนไปให้ กองทัพอากาศ และโรงงานสร้ างเครื่องบิน
สาหรับงานเขียนของนายพลมิตเชลล์เป็ นรุ่นเดียวกันและกว้ างขวางพอ ๆ กับของดูชเอต์ ทังสอง
้
ท่านมีอะไรหลายอย่างคล้ ายกัน แต่ก็มีสวนที่แตกต่างกันอยู่บ้างในเรื่องความคิดเห็นมิตเชลล์เขียนและ
่
พูดอย่างรุนแรง คัดค้ านอย่างใจร้ อน และประณามคนอย่างสาดเสียเทเสียว่าเป็ นพวกที่โง่เขลา ตาบอด
เพราะเห็นแก่ตว หรือทุจริต พวกที่คิดค้ านความเห็นของมิตเชลล์ก็ตอบโต้ มิตเชลล์อย่างเผ็ดร้ อนเช่นกัน
ั
มิตเชลล์เห็นด้ วยกับดูชเอต์ ในบางประการ แต่ ไม่เห็นด้ วยว่าจะต้ องโจมตีโครงสร้ างทาง
เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่าง รุนแรง เขา เห็นด้ วยกับความเชื่อในเรื่องความเปราะบาง ในขวัญ ของ
ประชาชนพลเรือนเช่นเดียวกับดูชเอต์ และเชื่อว่าเป็ นไปได้ ที่จะทาให้ กิจการพลเรือนและอุตสาหกรรม
เป็ นอัมพาตไปได้ โดยการทิ ้งระเบิดอย่างไม่รุนแรง เมื่อพูดถึงการโจมตีของข้ าศึกที่อาจเป็ นไปได้ ตอเมือง
่
ใหญ่ ๆ ของสหรัฐ ฯ มิตเชลล์กล่าวว่า “ไม่จาเป็ นจะต้องทาลายเมืองเหล่านี้ โดยที่บานทุกหลังอยู่บน
้
พื้นดิ น เพียงแต่ขบให้ประชาชนพลเรื อนออกไปเสียจากเมืองเพื่อที่จะได้ไม่สามารถประกอบอาชี พ
ั
ตามปกติ ได้ก็พอแล้ว ใช้ลูกระเบิ ดไอพิ ษไม่กี่ลูกก็ทาได้”
ลูกระเบิดหลายพันตันได้ ถกทิ ้งลงในกรุงลอนดอนเมื่อ ค .ศ.๑๙๔๐ และ ๑๙๔๑ แต่ชีวิตความ
ู
เป็ นอยู่ในเมืองก็คงยังดาเนินต่อไป อาคารเพียงส่วนน้ อยเท่านันที่ใช้ การไม่ได้
้
“ในอนาคต เพียงถูกคุกคามว่าเครื่องบิ นจะมาทิ้ งระเบิ ดก็จะต้องมีการอพยพกัน งานทุกอย่างใน
โรงงานจะหยุด การที่จะให้ได้ชยชนะสงครามอย่างถาวร กาลังในการทาสงครามของประเทศข้าศึก
ั
๑๕
จะต้องถูกทาลาย ทังนี้ หมายถึงโรงงาน การติ ดต่อสื่อสาร การผลิ ตอาหาร แม้กระทังผลิ ตภัณฑ์ จากไร่
้
่
นา เชื้อเพลิ งและน้ามัน และสถานที่ซึ่งประชาชนอยู่อาศัยและดาเนิ นชี วิตประจาวัน เครื่องบิ นที่ไป
ปฏิ บติการในใจกลางของประเทศข้าศึก จะสามารถบรรลุจุดหมายนี้ได้ในเวลาอันสันอย่างไม่น่าเชื่อ ”
ั
้
“กาลังทางอากาศที่สามารถบิ นตรงไปยังศูนย์ต่าง ๆ ที่สาคัญเพื่อทาการรบกวนหรื อทาลาย ได้
ทาให้ระบบการทาสงครามแบบเก่าเปลี่ยนรูปไปเป็ นแบบใหม่โดยสิ้ นเชิ ง กองทัพส่วนใหญ่ของข้าศึกใน
สนามจะไม่ใช่เป้ าหมาย เป้ าหมายที่แท้จริ งจะเป็ นศูนย์ต่าง ๆ ที่สาคัญของประเทศ ..ผลของการทา
สงครามทางอากาศจะทาให้เกิ ดความเด็ดขาดขึ้นอย่างรวดเร็ว กาลังทางอากาศที่เหนือกว่าจะทาให้
เกิ ดความยุ่งเหยิ งโกลาหลหรื อการคุกคามด้วยความโกลาหลในประเทศฝ่ ายตรงข้าม อันจะทาให้การ
ยุทธที่ฝ่ายตรงข้ามเตรี ยมมาเป็ นเวลานานไม่บงเกิ ดขึ้น”
ั
ในงานเขียนครังแรกของมิตเชลล์หลังปี ค .ศ.๑๙๑๘ เขาให้ ความ สนใจในเรื่อง ของการร่วม
้
ปฏิบติการระหว่างกาลังทางอากาศกับทางผิวพื ้น แต่เมื่อเวลาล่วงไปกาลังทางผิวพื ้นได้ ลดความสาคัญ
ั
ลงไปเป็ นรองโดยสิ ้นเชิงในการประมาณการณ์ของมิตเชลล์ โดยเขาเชื่อมันว่า ความสามารถทางเทคนิค
่
ของเครื่องบินจะมีมากขึ ้น อย่างไรก็ดี มิตเชลล์ได้ ให้ ความสาคัญอย่างมากแก่การใช้ กาลังทางอากาศใน
การทาลายกาลังทางผิวพื ้นของข้ าศึก ในเรื่องนี ้ เขามีความเห็นแตกต่างกับดูชเอต์ ซึ่งไม่สนใจ ในกาลัง
ทางผิวพื ้นแต่คิดที่จะทาลายไปยังประเทศชาติและทรัพยากรความแตกต่างนี ้ บางส่วนเป็ นเพราะความ
แตกต่างในเรื่องเชื ้อชาติและการพิจารณาด้ านภูมิศาสตร์ของ ทังสอง โดยเฉพาะในเรื่องความสามารถ
้
ของเครื่องบินที่จะบินวนรอบเรือผิวน ้าทุกชนิดได้ ซึ่งทาให้ เรือผิวน ้าหมด หนทางที่จะดาเนินการอย่างไร
ต่อไป เป็ นเรื่องที่มิตเชลล์เชื่ออย่างจริงใจ
“ถ้าระเบิ ด (ลูกระเบิ ด ๒,๐๐๐ ปอนด์ ทิ้ งจากเครื่องบิ น ) ตกลงใกล้ ๆ เรื อภายในระยะ ๒๐๐
ฟิ ต แรงระเบิ ดใต้น้าจะมากพอที่จะเจาะรูใต้ทองเรื อทาให้เรื อจมได้ ” เรือจานวนมากต้ องจมลง โดยการ
้
โจมตีทางอากาศระหว่างสงคราม แต่ที่จมลงด้ วยการโจมตีวิธีอื่นที่ง่ายกว่าการโจมตีทางอากาศก็มีมาก
“ในสงครามอนาคต อาจจะกระทาโดยกาลังทางอากาศชันดีเป็ นพิ เศษ เหมือนกับอัศวิ นหุม
้
้
เกราะในสมัยกลางก็ได้ นี่ก็อีกเช่นกัน ประชาชนทังหมดจะไม่ตองถูกเรี ยกระดมในภาวะฉุกเฉิ น แต่เรี ยก
้
้
เอาคนเพียงให้พอกับเครื่องมือที่มีกาลังอานาจมากที่สดในการป้ องกันประเทศ”
ุ
ในฐานะที่เป็ นนักบินทหารที่มีประสบการณ์ในการบัญชา การกาลังทางอากาศเข้ าทาการยุทธ
จริง นายพลมิตเชลล์จะคุ้นเคยกับปั ญหาทางยุทธวิธีกว่าดูชเอต์มาก เขาได้ ใช้ ความสามารถในการคิด
หาทางปรับปรุงยุทธวิธีที่ใช้ อยู่อย่างเต็มที่ ข้ อเส นอที่ดีเด่นประการหนึ่งและเป็ นการมองการณ์ไกล ของ
มิตเชลล์ได้ แก่ การวางแผนใช้ หน่วยทหารพลร่มหลังแนวข้ าศึกใน ค.ศ.๑๙๑๘
มิตเชลล์ไม่ยอมผิดพลาดตามดูชเอต์ในการคิดใช้ เครื่องบินอเนกประสงค์ เครื่องบินขับไล่ยงคง
ั
มีงานมากในแผนการทาสงครามของมิตเชลล์ เมื่อสภาพการณ์อาจจะทาให้ กาลังทางอากาศของคู่
สงครามต้ องเข้ าปะทะโดยตรง มิตเชลล์ เขียนไว้ วา “สงครามในยุโรปได้พิสูจน์แล้วว่า การป้ องกันการ
่
๑๖
โจมตีทางอากาศได้ผลแต่เพียงทางเดียวเท่านัน ได้แก่ การกวาดล้างกาลังทางอากาศของข้าศึกให้หมด
้
ไปในการยุทธทางอากาศ”
ในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับลักษณะทางเทคนิคของเครื่องบิน และรายละเอียดในการทางานของ
เครื่องบินมิตเชลล์ไม่ได้ มีความชานาญไปกว่าดูชเอต์ ความกระตือรือร้ นของมิตเชลล์ได้ ทาให้ บางครังคิด
้
ไปว่าความก้ าวหน้ าทางเทคนิคจะมีมากในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสมัยที่ มิตเชลล์ เขียนถึงเรื่องนี ้เป็ นสิ่งที่ไม่
น่าจะเป็ นไปได้ ตวอย่างเช่น เขาเขียนว่า “ข้าพเจ้าสามารถบอกได้ เลยว่า เราจะมีความ สามารถในการ
ั
บิ นรอบโลก ได้ดวยเวลาอันสันและ การเติ ม น้ามัน เชื้อเพลิ ง เพียงครั้งเดียว ” การคาดคะเนนี ้ล่วงเลยมา
้
้
หลายสิบปี แล้ ว ก็ยงห่างไกลกับความเป็ นจริง
ั
ความแตกต่างที่สาคัญที่สดระหว่างความคิดเห็นทางทหารของสองท่านนี ้เป็ นความแตกต่างใน
ุ
การมองภาพของภูมิศาสตร์ ดูชเอต์เขียนเป็ นภาษาอิตาลี และได้ ทดสอบทฤษฎีโดยใช้ กบอิตาลีซึ่งเป็ น
ั
ประเทศที่มีประเทศซึ่งเป็ นข้ าศึกตังอยู่รอบด้ าน
้
“ตามธรรมดา ความคิ ดเห็นครั้งแรกของข้าพเจ้าเป็ นเรื่องของสถานการณ์ ของประเทศเราเอง
ต่อมาเป็ นเรื่องความขัดแย้งระหว่างอิ ตาลีกบบางประเทศที่อาจจะเป็ นข้าศึกของอิ ตาลี ข้าพเจ้าขอรับว่า
ั
ทฤษฎีที่ข้ าพเจ้าอธิ บายนันมีเรื่องดังกล่าวเป็ นภูมิหลังอยู่ เพราะฉะนันจึงไม่ควรที่จะนาไปใช้กบทุก
้
้
ั
ประเทศ น่าเชื่อได้แน่ว่า ถ้าข้าพเจ้าพิ จารณาถึงความขัดแย้งระหว่างญี่ปนกับสหรัฐ
ุ่
ฯ โดยเฉพาะ
ข้าพเจ้าจะไม่ได้ขอสรุปออกมาอย่างเดียวกัน เพื่อเป็ นวิ ธีทว ๆ ไปในการเอาชนะสงคราม การนาไปใช้
้
ั่
ของทุกชาติ ควรจะเข้าใจเรื่องของข้าพเจ้าให้ถูกต้อง ข้าพเจ้าตังใจเพียงแต่จะชี้ให้เห็นถึงหนทางที่ดีที่สด
้
ุ
และมีประสิ ทธิ ภาพมากที่สดสาหรับประเทศของเราในการเตรี ยมทาสงครามที่น่าจะเกิ ดขึ้นในอนาคต”
ุ
ผู้สนับสนุนชาวอเมริกนหลายคนที่ยกให้ กาลังทางอากาศเป็ นกาลังสาคัญ ส่วนแรกขององค์กร
ั
ทางทหาร โดยกล่าวว่า การปองกันสหรัฐ ฯ เป็ นภาระหน้ าที่ดงเดิมของทหารบก แต่มิตเชลล์ไม่เคย
้
ั้
ยอมรับข้ อจากัดดังกล่าว เขาเป็ นคนแรกที่พดถึงการใช้ กาลังทางอากาศตามสภาพการณ์ของโลก โดยมี
ู
กาลังทางผิวพื ้นสนับสนุนเล็กน้ อย มิตเชลล์ ได้ สนับสนุนอย่างไม่ร้ ูจกเหน็ดเหนื่อย ในการ ใช้ เส้ นทาง
ั
เดินอากาศระหว่างทวีปผ่านมหาสมุทรอา ร์ คติก ซึ่งในปั จจุบน ก็เป็ นที่สนใจกันอย่างกว้ างขวาง เขาได้
ั
สาธยายอย่างไม่หยุดหย่อนถึงคุณค่าของเส้ นทางข้ ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยผ่านกรีนแลนด์และ
ไอซแลนด์และความเป็ นไปได้ ในการเคลื่อนย้ ายระหว่างสหรัฐ ฯ กับเอเชียผ่านทางอลาสก้ าและไซบีเรีย
หรือทางหมูเ่ กาะอลิวเ ซี ยนและหมูเ่ กาะคูริล โดยตอนเริ่มแรกอาชีพทาง ทหาร มิตเชลล์ ได้ กาหนดให้
อลาสก้ าเป็ นประตูสาคัญ สู่การเป็ นใหญ่ทางทหารในแปซิฟิก แต่เมื่อมีการใช้ เครื่องบินและกาลังทาง
อากาศได้ พฒนาขึ ้น ทาให้ ความเห็นของ เขาผิดพลาดไป ระหว่างที่มิตเชลล์เป็ นผู้ช่วยผู้บงคับกองบิน
ั
ั
ฝูงบินทหารบก ๓ เครื่องได้ ทาการบินรอบโลกโดยทางแปซิฟิกและแอตแลนติก ผ่านไปตามเกาะต่าง ๆ ที่
เขาได้ กล่าวว่าเป็ นเส้ นทางสาหรับสหรัฐ ฯ และเป็ นเส้ นทางที่ คกคามต่อความปลอดภัยของอเมริกา ใน
ุ
ปั จจุบน เส้ นทางผ่านกรีนแลนด์และไอซแลนด์ได้ ใช้ กนแล้ ว ความสาเร็จของญี่ปนในการเข้ ายึดหมูเ่ กาะ
ั
ั
ุ่
๑๗
อลิวเซียนในฤดูร้อน ค.ศ.๑๙๔๒ ซึ่งในยามสงบไม่ได้ สร้ างฐานทัพไว้ นบว่าเป็ นการยืนยันความถูกต้ องใน
ั
การคาดหมายถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ ้นของมิตเชลล์ แม้ วาจะมีการใช้ กองเรืออย่างกว้ างขวางและการ
่
โจมตีทางอากาศน้ อยกว่าที่เขาได้ คาดไว้
การคาดคะเนของมิตเชลล์หลายเรื่องได้ เป็ นความจริง แต่การพัฒนาทางเทค
โนโลยี หลาย
ประการอย่างที่ดเู หมือนจะเริ่มปรากฏให้ เห็นกันราไรในขณะที่เขากาลังเขียนเรื่องอยู่นนยังคงไป ถึงไหน
ั้
ไม่
มิตเชลล์มีจินตนาการกว้ างขวางทังเรื่องทางเทคนิคและยุทธวิธี นผู้ริเริ่มแต่ก็ เบื่อหน่ายต่ออุปสรรค เอา
้
เขาเป็
จริงและหนักแน่นต่อการที่จะทาให้ ความฝั นเป็ นความจริง มิตเชลล์มองเห็นแนวทางที่จะดาเนินการ าน
ในด้
กาลังทางอากาศ ก้าวหน้ ามากกว่าดูชเอต์ แต่ คาดหมายอะไรวดเร็วมากเกินไปอยู่บ่อย ๆ เหตุนี ้จึงทา
ให้
เขาก็
ร
ให้ มิตเชลล์มีข้อบาดหมางกับผูอื่นและทาให้ ตวเองมีจดอ่อนในอันที่จะได้ รับการสนับสนุนและยอมรับจาก
้
ั
ุ
วงการทหารในขณะนัน
้
๑๘

เคล้ าเซวิตซ์
(Karl Maria von Clausewitz)
ค.ศ.๑๗๘๐-๑๘๓๑

นักยุทธศาสตร์ สงครามทางบก
คาร์ล ฟอน เคล้ าเซวิตซ์ นายพลปรัสเซียนักทฤษฎี การสงคราม รุ่นราวคราวเดียวกันกับโจมินี
เป็ นผู้แต่งหนังสือ On War อันมีชื่อเสียง แม้ บางคนจะมองว่า On War น่าจะนาใช้ ในการอ้ างอิงมากกว่า
นาไปศึกษาอย่างจริงจัง แม้ เวลาที่ลวงเลย จะทาให้ คณค่าของทฤษฎีลดน้ อยลงไปบ้ าง โดยเฉพาะอย่าง
่
ุ
ยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับยุทธวิธี แต่ On War ก็เป็ นหนังสือที่ศกษาถึงการทาสงคราม โดยกล่าวถึงรากฐาน
ึ
ของเรื่องสงคราม และรูปแบบของความคิดที่นาไปใช้ ในทุกขันตอนของประวัติศาสตร์และการปฏิบติทาง
้
ั
ทหารเป็ นครังแรกได้ อย่างชัดจริง เคล้ าเซวิตซ์ได้ เสียชีวิตใน ค.ศ.๑๘๓๑ ก่อนที่ จะเขียนหนังสือ เล่มนี ้ได้
้
จบสมบูรณ์ ต้ นฉบับที่ตรวจแก้ ครังสุดท้ ายยังมีเรื่องที่ไม่สอดคล้ องตรงกันบางประการที่ยงไม่ได้ กล่าวถึง
้
ั
ให้ กระจ่างชัด โจมินีกล่าวหาว่างานเขียนของท่าน “เลยเถิดและหยิ่งยะโส”
อย่างไรก็ดี โดยทัวไปแล้ ว เป็ นธรรมดาที่เคล้ าเซวิตซ์มองเห็นลักษณะและข้ อจากัดประจาชาติใน
่
ด้ านที่แตกต่างไป เขาอธิบายถึง “ลัทธิปรัสเซียนิยม” และ “ความบ้ าคลั่งการยุทธ” ในศตวรรษที่ ๑๙
Count Schlieffen บอกว่า “เคล้าเซวิ ตซ์ ทาให้นายทหารปรัสเซี ยมีแนวความคิ ดในการทาสงครามที่
แท้จริ ง” นาวาเอก Liddell Hart นักวิจารณ์ทางทหารชาวอังกฤษกล่าว ว่า “นายพลในช่วงครึ่ งศตวรรษ
นัน ได้ถูกมอมเมาด้วยเหล้าองุ่นแดงสีเลือดที่เคล้าเซวิ ตซ์ ทาขึ้น ” ตังแต่สมัยเคล้ าเซวิตซ์จนถึงจอมพล
้
้
Foch และ Ludendorff นักทฤษฎีทางทหารได้ อธิบายความคิดในการทาสงครามว่าเป็ นการทาลายกันอย่าง
รุนแรง ที่สด
ุ
๑๙
งานเขียนของเคล้ าเซวิตซ์ ที่เกี่ยวกับกิจการทหารและการทาสงครามได้ จดพิมพ์ขึ ้น ๑๐ เรื่อง
ั
หลังจากมรณกรรมของเขา เรื่องที่ทาให้ เคล้ าเซวิตซ์มีชื่อเสียงโด่งดังคือ On War ซึ่งแบ่งออกเป็ น ๘ เล่ม
เล่มแรกกล่าวถึงลักษณะองสงคราม เล่ม ่ ๒ เป็ นทฤษฎีของสงคราม เล่ม ี่ ๓ ยุทธศาสตร์ เล่มที่ ๔ การรบ
ข
ที
ท
เล่มที่ ๕ และเล่มที่ ๖ กาลังทหารและการตังรับ การเข้ าตีและแผนสงคราม คุณลักษณะที่สาคัญที่สด
้
ุ
ประการเดียวของเคล้ าเซวิตซ์ในการวิเคราะห์สงครามก็คือ การประสานปรัชญาเข้ ากับประสบการณ์
อย่ างใกล้ ชด
ิ
เมื่อเคล้ าเซวิตซ์มีอายุเพียง๑๓ ปี ได้ มีโอกาสเข้ ารบกับฝรั่งเศสในการยุทธที่แม่น ้าไรน์ าง ค.ศ.
ระหว่
๑๗๙๓-๑๗๙๔ต่อมาใน ค.ศ.๑๘๐๑ ได้ เข้ าโรงเรียนนายทหารในกรุงเบอร์ลินและได้ รับความสนใจเป็ น
พิเศษจากนายพลชานร์ฮอสต์ ผู้ปรับปรุงกองทัพบกปรัสเซีย ในการยุทธปี ค.ศ.๑๘๐๖ เคล้ าเซวิตซ์ได้ ยศ
ร้ อยเอก และเป็ นนายทหารคนสนิท ของเจ้ าชายปรัสเซีย หลังการยุทธทีAuerstadt เขาต้ องถูกจับและไป
่
เสียเวลาอยู่ในฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ่ ๑ ปี กว่า เมื่อกลับมาแล้ วได้ เป็ นผู้ช่วยของนายพลชานร์ฮอสต์
อยู
ในการปฏิรูปและปลุกขวัญให้ แก่กองทัพบกและประเทศปรัสเซีย พอถึง ค .ศ.๑๘๑๑ ปรัสเซียได้ ถก
ู
บังคับให้ ร่วมมือทางทหารกับนโปเลียนเคล้ าเซวิตซ์ได้ เข้ าประจาการในกองทัพรัสเซีย โดยในตอนต้ น
ของสงครามปลดปล่อย ค .ศ.๑๘๑๓ ได้ เป็ นนายพันเอกของรัสเซีย ทาหน้ าที่ เป็ นนายทหารติดต่ออยู่ที่
กองบัญชาการของBlucher ต่อมาได้ เป็ นเสนาธิการของกองทหารรัสเซีย
-เยอรมัน เคล้ าเซวิทซ์ ได้ กลับเข้ า
ทางานในกองทัพบกปรัสเซียอีกครัง และได้ เป็ นเสนาธิการของกองทัพน้ อย ใน ค .ศ.๑๘๑๕ ได้ เข้ าทา
้
การยุทธที่ Ligny และ Wawre ในทางยุทธวิธี การยุทธทังสองครังปรัสเซียเป็ นฝ่ ายพ่ายแพ้ แต่ในทาง
้
้
ยุทธศาสตร์ ปรัสเซียสามารถเอาชนะได้ ในขันสุดท้ ายในการยุทธที่วอเตอร์ลู เคล้ าเซวิตซ์เองไม่ได้ เข้ าร่วม
้
แต่
ด้ วยโดยตรง ตังแต่ ค.ศ.๑๘๑๘-๑๘๓๐ เขาได้ เป็ นผู้อานวยการฝ่ ายจัดการของโรงเรียนนายร้ อยทหารบกใน
้
กรุงเบอร์ลิน มีเพื่อนไม่กี่คนเท่านันที่ร้ ูวา เคล้ าเซวิซ์ได้ ทาการศึกษาและรวบรวมประสบการณ์ในชีวิตเขียน
้ ่
ต
หนังสือที่ห้องรับเแขกของภริยา ไม่ใช่ที่โต๊ ะทางาน เคล้ าเซวิตซ์ถือว่า สงครามไม่ใช่การแข่งขันกันทาง
วิทยาการหรือกีฬาระหว่างชาติ แต่เป็ น “พฤติ กรรมอันรุนแรง” ในลักษณะของสงครามไม่มีอะไรที่ไม่รุนแรง
หรือเมตตาปราณี ดังที่ท่านกล่าวอยู่บ่อย ๆ ในหนังสือ War ว่า “เราไม่อยากจะได้ยินว่าแม่ทพนายกองได้
On
ั
ชัยชนะ มาโดยไม่มีการหลังเลือด” ทังนี ้เป็ นการหมายถึงว่า ศาสตร์ของสงครามไม่อาจจะทาให้ สงครามไม่
่
้
รุนแรงหรือมีศีลธรรมได้ ความเห็นของเคล้ าเซวิตซ์ในศาสตร์สงคราม ซึ่งเป็ นเรืที่สามารถประเมินผลและ
่อง
ทาให้ ถกหลักการของเหตุผลได้ นน มีความสาคัญแต่เป็ นรองเท่านันไม่มากที่สด เคล้ าเซวิตซ์ไม่ได้ ดเู บา
ู
ั้
้
ุ
เรื่องการส่งกาลังหรือลักษณะทางภูมิศาสตร์ของยุทธบริเวณ เขายอมรับว่าปั จจัยทางคณิตศาสตร์และ
ภูมิประเทศมีความสาคัญต่อยุทธวิธี แต่ก็มีความสาคัญน้ อยต่อยุทธศาสตร์ เคลาเซวิตซ์หยิบยกเอาเรื่อง
นี ้มากล่าวไว้ ในงานเขียน ยุค แรก ๆ เมื่อ ค .ศ.๑๘๐๕ ขณะที่มีผ้ พยายามจะทาให้ สงครามเป็ นศาสตร์
ู
เขาได้ ยืนยันถึงความโดดเด่นของปั จจัยที่ไม่มีตวตนคือ “ขวัญ”
ั
๒๐
เคล้ าเซวิตซ์ได้ นิยามคา “สงคราม” ว่าเป็ น “การกระทาที่รุนแรงมุ่งจะบีบบังคับฝ่ ายตรงข้ าม
ให้ ปฏิบัติตามเจตนาของเรา ” สงครามเป็ นเรื่องของสังคมชีวิตเป็ นความขัดแย้ งของผลประโยชน์
มหาศาลที่ตกลงกันด้ วยการหลังเลือด... การที่ฝ่ายตรงข้ ามจะยอมทาตามเจตนาของเราก็ตอเมื่อถูกปลด
่
่
อาวุธหรืออยู่ในฐานะที่จะต้ องถูกปลดอาวุธ ดังนันจุดหมายของการทาสงครามจึงต้ องเป็ นการปลดอาวุธหรือ
้
ล้ มล้ างข้ าศึก และโดยที่ ทังสองฝ่ ายมีจดหมายเหมือนกัน การปฏิบติการตอบโต้ กนจึงเป็ นไปอย่าง
้
ุ
ั
ั
สุดกาลัง “สงครามเป็ นการกระทาอันรุนแรง ที่เร่ งเร้ ากันอย่ างสุดเหวี่ยง” ซึ่งอาจเรียกแนวความคิด
ของเคล้ าเซวิตซ์นี ้ว่าเป็ น“สงครามเด็ดขาด อย่างไรก็ดีท่านไม่ได้ ละเลยในความสาคัญของทฤษฎี หน้ าที่
”
ของทฤษฎีก็คือ “ให้ตาแหน่งแหล่งที่ซึ่งดีเยี่ยมแก่รูปแบบที่เด็ดขาดของสงคราม และใช้รูปแบบนันเป็ น
้
แนวทางทัวไป...”
่
ในตอนท้ ายของหนังสือ War เคล้ าเซวิตซ์ชี ้ให้ เห็นว่า“ทฤษฎีไม่ใช่นงร้านสาหรับขึ้นไปปฏิ บติการ
On
ั่
ั
ใด ๆ” หรือ “แนวทางที่แท้จริ งในการปฏิ บต”ิ ทฤษฎีคอนข้ างจะเป็ น “การสืบสวนเชิ งวิ เคราะห์เรื่องที่นาไปสู่
ั
่
ความรู้ที่ถูกต้อง โดยแท้ และถ้านามาพิ จารณากับผลของประสบการณ์ ซึ่งในกรณี ของเราได้แก่
ประวัติศาสตร์ ทหาร ก็จะเรี ยนรู้ได้อย่างละเอียดลออ... ทฤษฎีควรให้ความคิ ดแก่ผูนาในอนาคตในการ
้
ทาสงคราม หรื อให้คาแนะนาในการให้ความรู้แก่ตนเอง แต่ไม่ใช่สิ่งจะนาติ ดตัวไปในสนามรบ เพียงแต่
เป็ นรูปแบบของการฝึ กสอนที่มีเหตุผลและให้ความสว่างแก่ความคิ ดของเยาวชน โดยไม่ทาให้เขาต้องถูกชัก
ใยไปตลอดชัวชี วิต ในหนังสือนี ้ท่านยังกล่าวอีกว่า“สิ่ งที่อจฉริ ยะบุคคลกระทาจะต้องดีที่สดตามกฎทุกข้อ
่ ”
ั
ุ
แต่ทฤษฎีไม่สามารถทาอะไรได้ดีไปกว่าที่จะแสดงให้เห็นว่า างไรและทาไมจึงเป็ นเช่นนัน”
อย่
้
สงครามไม่ใช่การปฏิบติที่โดดเดี่ยวหรือประกอบด้ วยการปฏิบติแต่เพียงเรื่องเดียว ปั จจัยหลาย
ั
ั
ประการเช่น กองทหาร ี่ตงขึ ้นใหม่ การขยายยุทธบริเวณหรือระบบพันธมิตร อาจเข้ ามามีบทบาทอย่างมาก
ท ั้
เมื่อคูสงครามฝ่ ายใด อ่อนกาลังก็จะต้ องลดวัตถุประสงค์ลงเพื่อที่จะได้ จากัดการปฏิบติการให้ น้อยลงใน
่
ั
ระดับที่จากัด การทาสงครามเป็ นเรื่องที่ เกี่ยวกับอันตราย การใช้ กาลังร่างกาย ข่าวสารของสงคราม และ
ปั จจัยในความไม่แน่นอนกับโอกาสอื่น ๆ อีกหลายประการ ซึ่งจะทาให้ ต้องแยกแนวความคิดในการทา
สงครามออกจากการปฏิบติการจริง ๆ เคล้ าเซวิตซ์ สรุปรวมเรียก ปั จจัยต่าง ๆ นี ้ ว่า “ความฝื ด (Friction)”
ั
ความฝื ด ไม่เพียงแต่จะเป็ นเรื่องของเครื่องยนต์กลไก กลไกทางทหาร
ประกอบด้ วย ทหารที่แต่ละคนจะต้ อง
ชดเชยความอ่อนแอของมนุษยชาติ ท่านบอกว่า ความฝื ด เป็ นเพียงแนวความคิด ซึ่งโดยทัวไปตรงกับสิ่งที่
่
แตกต่างระหว่างสงครามจริง ๆ กับสงครามบนกระดาษ สภาวะแวดล้ อมมากมายเหลือคณนา ทาให้ แผนไม่
บรรลุผลตามที่กาหนดไว้ ในเรื่องนี ้ เคล้ าเซวิตซ์ได้ กล่าวเป็ นประโยคที่ในปั จจุบนได้ ปรากฎอยู่ในคูมือทางทหาร
ั
่
ว่า “ทุกสิ่ งง่ายมากในสงคราม แต่สิ่งที่ง่ายที่สดย่อมยาก... กิ จกรรมในสงครามเป็ นการเคลื่อนไหวที่มีการ
ุ
ต้านทานขัดขวางเหมือนคนอยู่ในน้า จะไม่สามารถเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ และง่าย ๆ ที่สดได้สะดวก
ุ
ตามปกติ อันได้แก่ การเดิ นดังนันในสงครามก็จะไม่สามารถเคลื่อนไหวด้วยกาลังตามปกติ ให้ได้แม้อย่าง
้
ธรรมดาสามัญ
”
๒๑
ในเรื่องความแตกต่างระหว่างยุทธศาสตร์กบยุทธวิธี เคล้ าเซวิตซ์กล่าวไว้ ในงานเขียนเมื่อ ค .ศ.
ั
๑๘๐๕ ว่า “ยุทธวิ ธีเป็ นทฤษฎีของการใช้กาลังทหารในการรบ ยุทธศาสตร์ เป็ นทฤษฎีของการใช้การยุทธ์
เพื่อจุดหมายของสงคราม ในหนังสือOn War เขาเขียนไว้ วา “เมื่อกองทหารเข้าที่ตงก็จะต้องมีความคิ ดที่จะ
”
่
ั้
สูรบอยู่เสมอ จกรรมทุกอย่างในสงครามจาเป็ นต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ กบการรบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
้
...กิ
ั
ทหารได้ถูกเกณฑ์ เข้ามาแต่งเครื่องแบบรับอาวุธ ทาการฝึ ก หลับนอน กิ นอาหาร ดื่มและเดิ นทาง
ทังหมดนี้เพียงเพื่อจะทาการสู่รบในเวลาและสถานที่อนสมควร ” กองทหารใช้ ทาการสู้รบ การรบใช้ ให้
้
ั
บรรลุจดหมายของสงครามจุดหมาย ในการล้ มล้ างเจตนาของข้ าศึกโดยการปลดอาวุธด้ วยการยุทธที่
ุ
แตกหัก อันเป็ นวิถีทางเฉพาะที่สดของสงคราม างไรก็ดี การทาลายล้ างข้ าศึกไม่ใช่กฎหมายสูงสุด แต่เป็ น
ุ
อย่
เพียงการบอกทิศทางทัว ๆ ไปเท่านัน โดยเหตุนี ้ผู้บงคับบัญจะต้ องตระหนักว่า “ยุทธศาสตร์ ที่ดีที่สด ก็คือ
่
้
ั
ชา
ุ
ต้องแข็งแกร่งมาก ๆ อยู่ตลอดเวลา ขันแตก โดยทัวไป ต่อไป ณ จุดเด็ดขาดที่จดเด็ดขาดหรือรู้แพ้ ร้ ูชนะ
้
่
” ุ
แตกหักไปเลยนี ้ ทหารทุกคนที่มีอยู่จะต้ องรวมกาลังเข้ าปฏิบติการ
ั
ความสัมพันธ์ระหว่างวิถีทางกับจุดหมายเป็ นพื ้นฐานในการแปลความหมายของสงครามทาง
การเมืองโดยเคล้ าเซวิตซ์ ตามปกติจดหมายย่อมมีอิทธิพลเหนือวิถีทาง แต่บางครังอาจกลับกันการยุทธ
ุ
้
ที่เด็ดขาดดูเหมือนจะมีผลบังคับความมุงหมายของสงคราม เคล้ าเซวิตซ์ ชี ้ให้ เห็นว่า จุดหมายทางทหาร
่
ในการทาลายล้ างข้ าศึกจะเข้ าแทนที่วตถุประสงค์ขนสุดท้ ายคือ จุดหมายทางการเมือง ดังที่ได้ เป็ นมา
ั
ั้
แล้ ว ในเรื่องนี ้ท่านได้ ยืนยันว่า นายพลควรเป็ นอิสระจากการตกลงใจทางการเมือง และที่จริงแล้ ว เขา
ควรอยู่ในฐานะที่มีอิทธิพลต่อเรื่อง เหล่านัน เขากล่าวว่า “จุดหมายทางการเมืองไม่ใช่กฎหมายที่เด็ดขาด
้
จะต้องปรับให้เข้ากับลักษณะของวิ ถีทาง
และอาจต้องเปลี่ยนใหม่ทงหมดอยู่บ่อย ๆ.ยุทธศาสตร์ โดยทัวไป
ั้
่
และโดยเฉพาะผูบญชาการทหารสูงสุด อาจต้องการให้ความโน้มเอียง และจุดหมายทางการเมืองไม่
้ ั
ขัดแย้งกับลักษณะเฉพาะของวิ ถีทางทางทหาร และความต้องการนี้จะว่าเป็ นเรื่องเล็กน้อยไม่ได้เลย ”
การที่กล่าวไว้ เช่นนี ้ เคล้ าเซวิตซ์ อาจนึกถึงความชอบกล ของพวกช่างประจบหรือที่ปรึกษาหารือซึ่งใน
ศตวรรษที่ ๑๘ ได้ เข้ ายุ่งเกี่ยวในการปฏิบติการทางทหารอยู่บ่อย ๆ ท่านอาจนึกถึงข้ อเท็จจริงจากการ
ั
สงครามที่นโยบายต้ องขึ ้นอยู่กบความเป็ นไปได้ ในด้ านทหารอีกด้ วย นอกจากนี ้ยังนึกอยู่ในใจว่าลักษณะ
ั
สาคัญของการตกลงใจทางทหารมีผลกระทบต่อทหารด้ วยเหตุผลเบื ้องตนที่สด และนโยบายไม่สามารถจะชี ้นา
ุ
อะไรได้
อย่างไรก็ดีข้อคิดทังมวลของเคล้ าเซวิตซ์คอนข้ างจะเป็ นไปในทางที่กลับกัน สงครามเป็ นเพียงส่วน
้
่
หนึ่งของสังคมทังหมด แตกต่างกันไปโดยวิถีทางเฉพาะของสงครามเท่านันแต่ องการทางทหารอย่าง
้
้ “ความต้
รุนแรงอาจมีปฏิ กิริยาต่อจุดหมายทางการเมืองในบางกรณี โดยจะเป็ นเพียงการปรับจุดหมายเหล่านี้เท่านัน
้
เมื่อจุดหมายทางการเมืองเป็ นจุดหมายปลายทางและสงครามเป็ นวิ ถีทางจึงไม่สามารถกาหนดวิ ถีทางขึ้นได้
โดยปราศจากจุดหมาย” นี่คือทัศนะพื ้นฐานที่ทาให้ ประโยคหนึ่งในหนังสือ On War มีชื่อเสียงที่สด ได้ แก่
ุ
“สงครามไม่ ใช่ อะไรอื่น นอกไปเสียจากการดาเนินนโยบายของรัฐต่ อไปโดยวิถีทางที่แตกต่”างไป
เขา
๒๒
กล่าวต่อเติมในที่อื่น ๆ ไว้ ละเอียดลออมากขึ ้นว่า “สงครามไม่ ใช่ อะไรอื่น นอกจากการดาเนินการทาง
การเมืองต่ อไปโดยคลุกเคล้ ากับวิถีทางที่แตกต่ างไป เราพูดว่ าคลุกเคล้ ากับวิถีทางที่แตกต่ าง
เพื่อที่จะกล่ าวว่ าในขณะเดียวกันนัน การดาเนินการทางการเมืองเหล่ านีไม่ ได้ หยุดลงโดยสงคราม
้
้
เอง และก็จะไม่ เปลี่ยนไปอย่ างแตกต่ างโดยสินเชิง หากแต่ เนือหาสาระยังคงมีอยู่ต่อไปไม่ ว่าจะใช้
้
้
วิถีทางใด...”
นโยบายของรัฐเป็ น “ครรภ์ที่สงครามเจริ ญเติ บโตเป็ นรูปเป็ นร่างขึ้น ” ฉะนันนโยบายจึงกาหนด
้
เส้ นทางหลักที่สงครามจะดาเนินตาม นี่เป็ นลาดับของเรื่องที่ถกต้ อง นอกจากเสียว่านโยบายนันไม่ต้องการ
ู
้
อะไรที่ขดแย้ งกับลักษณะของสงคราม อันที่จริงย่อมเป็ นเรื่อง เหลวไหลน่าหัวเราะที่นายพลจะวางแผน
ั
ปฏิบติการขึ ้นมาลอย ๆ ่ งเหลวไหลใหญ่ ที่นกทฤษฎีจะเรี ยกร้องให้กาหนดวิ ถีทางที่มีอยู่ของการทาสงคราม
ั
“ยิ
ั
ให้แก่นายพล เพื่อที่เขาอาจจะวางแผนทางทหารล้วน ๆ
“
ในสงครามที่ต้องสู้รบกับฝ่ ายตรงข้ ามหลายชาติที่เป็ นพันธมิตรกัน เคล้ าเซวิตซ์ า “จะต้องเผชิ ญ
บอกว่
กับปัญหาในการตัดสิ นใจว่า กองทัพพันธมิ ตรชาติ ใดแข็งหรื ออ่อนกว่าที่ควรจะทาลายก่อน ” อันเป็ น
ยุทธศาสตร์ทางเส้ นใน ไม่วาจะตัดสินใจอย่างไร จะต้ องคานึงถึงข้ อผูกมัดในการรวมเป็ นพันธมิตรกัน ซึ่งเป็ น
่
วัตถุประสงค์ทางทหารตามก ฎหมาย จุดหมายเบื ้องตนในการทาลายกองทัพข้ าศึกอาจถูกปรับแก้ โดย
สภาพแวดล้ อมอื่น ๆ เช่นกัน ตัวอย่างเช่น การเข้ าครองดินแดนข้ าศึก โดยตัวของมันเองนับเป็ นอาวุธที่ร้ายแรง
เพราะจะทาลายความสามารถของข้ าศึกในการสร้ างกองทัพขึ ้นมาใหม่ การเสียดินแดนพร้ อมด้ วยการพ่ายแพ้
ทางทหารของข้ าศึกจะมีผลในการบันทอนกาลังใจข้ าศึก เหตุนี ้จุดหมายในการปลดอาวุธข้ าศึกอาจกระทาได้
่
โดยการปลดอาวุธทางจิตวิทยา ซึ่งจะเกิดขึ ้นเมื่อข้ าศึกตระหนักว่า ไม่น่าจะได้ ชยชนะหรือจะเสียหายมาก
ั
เกินไป
ปั ญหาพื ้นฐานของนักยุทธศาสตร์จึงเป็ นการมองเห็น “จุดศูนย์ ดุลย์ (Center Of Gravity)” ที่
จะต้ องทาการเข้ าตี จุดศูนย์ดลย์นี ้อาจอยู่ในที่ตาง ๆ กัน เนื่องจากสภาพแวดล้ อมอันหลากหลายเกือบทุก
ุ
่
กรณีจะเป็ นกาลังรบ าศึกแต่ถ้าประเทศข้ าศึกถูกแบ่งแยกเพราะการแตกร้ าวทางพลเรือน จุดศุนย์
ของข้
ดุลย์อาจเป็ นเมืองหลวงก็ได้ ในสงครามที่รบกับกองทัพพันธมิตร จุดศูนย์ดลย์อยู่ที่กองทัพที่แข็งแกร่ง
ุ
ที่สดของพันธมิตรหรือผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างพันธมิตร ส่วนสงครามภายในชาติ “ความเห็นของ
ุ
ประชาชน” เป็ นจุดศูนย์ดลย์ที่สาคัญและวัตถุประสงค์สาคัญทางทหาร นับว่าเคล้ าเซวิตซ์ได้ สมผัสกับ
ุ
ั
แนวความคิดสมัยใหม่ในการทาสงครามจิตวิทยาเข้ าแล้ วซึ่งอาจจะกระทาก่อนร่วมกับหรือแม้ จะทาแทน
การสู้รบจริง ๆ ก็ได้
ในปี ค.ศ.๑๘๒๗ เคล้ าเซวิตซ์บอกว่าจะแก้ ไขหนังสือ On War ในสองเรื่อง เรื่องแรก เขาต้ องการ
จะแสดงความแตกต่างระหว่างสงคราม ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งมีจดหมาย “ในการทาลายล้ างข้ าศึก ” อีก
ุ
ชนิดหนึ่งเพียง “เข้ าครอบครองเขตแดนข้ าศึกไว้ อย่ างถาวรหรือใช้ เป็ นสิ่งแลกเปลี่ยนในการตก
ลงสงบศึก” เรื่องที่ ๒ เขาต้ องการจะย ้าถึงความจริงที่วาสงครามเป็ นแต่การดาเนิน นโยบายต่อไป และ
่
๒๓
ความเห็นเรื่องนี ้มีเจตนาจะให้ เกิด “เอกภาพมากขึ้น ” ในแนวความคิดทังมวลของสงคราม การแก้ ไขนี ้
้
เคล้ าเซวิตซ์ คิดว่า “จะรี ดทับให้รอยยับยู่ยี่ในหัวของนักยุทธศาสตร์ และรัฐบุรุษราบเรี ยบลงได้”
หนังสือเล่มที่ ๘ เกี่ยวกับแผนสงครามของเคล้ าเซวิตซ์ เขาได้ แสดงถึงความแตกต่างระหว่าง
สงครามสองชนิดอย่างรอบคอบ ได้ แก่ สงครามทาลายล้ างข้ าศึกและสงครามจากัด การปฏิบติการ
ั
ทางยุทธศาสตร์ จะมีความหมายต่างกันมากระหว่างในกรณีหนึ่งกับอีกกรณีหนึ่ง ในกรณีหนึ่งผลขัน
้
สุดท้ ายเท่านันที่ต้องการ ส่วนอีกกรณีผลบางส่วนอาจถูกรวบรวมไว้ และปั จจัยในเรื่องเวลาก็นบว่ามีคา
้
ั
่
จนกระทังข้ าศึกจะใจอ่อนลง ในกรณีหนึ่งการเข้ าครอบครองดินแดนไม่มีประโยชน์อะไรจนกว่ากาลัง
่
ข้ าศึกจะถูกทาลาย ส่วนอีกกรณีการเข้ าครอบครองอาจะเป็ นการช่วยเพิ่มความเป็ นเจ้ าของดินแดนมากขึ ้น
สงครามจากัดได้ เกิดขึ ้นแล้ วและจะเกิดขึ ้นอีกใน ๒ กรณี กรณีแรกเมื่อความตึงเครียดทางการเมือง หรือ
จุดหมายทางการเมืองที่เกี่ยวข้ องไม่รุนแรงใหญ่โตกรณีทเมื่อวิถีทางทางทหารอยู่ในสภาพที่มองไม่เห็นทาง
๒ ี่
ที่จะสามารถทาลายล้ างข้ าศึกได้ เลย หรือสามารถเพียงแต่จะทาลายล้ างได้ โดยทางอ้ อมเท่านัน กาลังทหาร
้
หน่วยเล็ก ๆ ที่สงไปปฏิบติการนอกประเทศและสงครามเศรษฐกิจจะไม่สามารถ ทาลายข้ าศึกตาม
่
ั
ความหมายทางทหารได้ สงครามเกาหลีที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้ หรือชนะ ฝ่ ายสหประชาชาติต้องใช้ กาลังถึง
๙๓๒,๕๓๙ คน (๓๑ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๕๓) ส่วนสงครามอ่าวเปอร์เชียที่ฝ่ายพันธมิตรสามารถทาลาย
ล้ างกาลังของอิรักบางส่วนได้ สาเร็จก็ต้องใช้ ถึง ๗๐๒,๖๗๐ คน ไม่ใช่กาลังน้ อย ๆ เลย
การกล่าวถึงความแตกต่างของเคล้ าเซวิตซ์อีกเรื่องหนึ่ง เป็ นเรื่องการตังรับกับการเข้ าตี ซึ่งแตกต่าง
้
กัน ทังในด้ านการเมือง ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี เขาเชื่อมัน ในคุณประโยชน์ ของการมีขวัญ ที่ดีมากกว่า
้
่
การเข้ าตี และเห็นว่าการจู่โจมมีความสาคัญโดยเฉพาะในด้ านยุทธวิธี แต่สาคัญน้ อยในด้ านยุทธศาสตร์
เมื่อฝ่ ายเข้ าตีมีการเคลื่อนไหว ฝ่ ายตังรับก็จะใช้ ความได้ เปรียบทังหมดที่มีอยู่ การตังรับเป็ นวิธีรบเริ่มแรก
้
้
้
ของสงคราม ท่านชี ้ให้ เห็นว่าผู้รุกราน (ทางการเมือง) เป็ น “ผูรักสันติ เสมอ” กล่าวคือใคร่ที่จะบุกรุกเพื่อน
้
บ้ านอย่างสันติ นอกจากว่าจะมีการรวมกาลังทาการต้ านทาน
ทฤษฎีของเคล้ าเซวิตซ์ โน้ มเอียงไปในทางที่จะพิสจน์วา ฝ่ ายที่ออนกาลังอย่างน้ อยก็มีโอกาส
ู ่
่
มากพอที่จะต้ านทานข้ าศึกที่มีกาลังมากกว่า เพราะ งรับเป็ น รูปแบบของการทาสงครามที่แข็งแรงกว่า
“การตั้
”
ประเด็นที่เขาย ้าในส่วนดีของการตังรับเป็ นเรื่องทางยุทธวิธีเช่นเดียวกับยุทธศาสตร์และการเมือง ฝ่ ายเข้ าตีจะ
้
ได้ รับความเห็นใจ เข้ าข้ างทางการเมืองและได้ เปรียบทางขวัญจากการที่เป็ นการกระทาเพื่อปองกัน
้
ประเทศ ท่านได้ เห็นคุณประโยชน์ของยุทธบริเวณ ปอมค่าย ที่มนและการใช้ ภมิประเทศ
้
ั่
ู
เขาจะใช้
ประโยชน์จากการได้ เวลาและเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมายทังหมดจากการอ่อนกาลังของข้ าศึก การที่การตัง้
้
รับเป็ นรูปแบบที่แข็งแรงกว่าก็เพราะลักษณะของมันโดยแท้ “การสงวนรักษาย่อมง่ายกว่าการให้ได้มา ”
เขาแนะว่าทุกสิ่งที่ไม่ได้ เกิดขึ ้นต้ องยกให้ เป็ นความเชื่อถือของฝ่ ายตังรับ “เขาเก็บเกี่ยวในที่ซึ่งไม่ได้เพาะ
้
หว่าน”
๒๔
การตังรับเป็ นรูปแบบที่แข็งแรงกว่าด้ วยจุดหมายที่ไม่แน่นอน แต่การเข้ าตีเป็ นรูปแบบที่ออนแอ
้
่
กว่าด้ วยจุดหมายที่แน่นอน ในการเข้ าตีถ้ามีจดหมายใหญ่โตฝ่ ายเข้ าตีจะต้ องพยามสู้รบให้ ได้ ผลแน่นอนตาม
ุ
ความหมายของสงครามเด็ดขาด การตังรับในระหว่างการเข้ าตีเป็ นเพียง “น้าหนักถ่วง” และ “บาปอย่าง
้
มหันต์ ” ซึ่งจาเป็ นจะต้ องมีการเปลี่ยนไปทาการรุกด้ วย การตังรับอย่างเด็ดขาดย่อมขัดกับลักษณะของ
้
สงครามที่จะไม่ชนะด้ วยการถอยและการส่งกลับ ฉะนันเคล้ าเซวิตซ์ จึงสรุปไว้การรุกอย่างรวดเร็วและแข็ง
้
“ วา
่
ขัน การกวัดแกว่งดาบแห่งการแก้แค้นให้เป็ นประกาย นับเป็ นจุดประสงค์ที่หลักแหลมที่สดในการตั”งเมื่อ
ุ
้ รับ
ฝ่ ายเข้ าตีทาการรุกไปไกลก็จะถูกบังคับให้ ทาการตังรับอย่างที่ไม่ได้ ประโยชน์จากรูปแบบที่แข็งแรงกว่า ปั จจัย
้
เรื่องขวัญและจิตวิทยาจะมีปัญหาขึ ้น แต่ก็นบว่ายังได้ ประโยชน์อยู่อย่างหนึ่งในการตังรับ โดยได้ ครอบครอง
ั
้
ดินแดนหรือพื ้นที่ เมื่อฝ่ ายเข้ าตีสามารถจะทาลายล้ างข้ าศึกได้ อีกฝ่ ายหนึ่งก็จะไม่สามารถบรรลุจดหมาย
ุ
นี ้ได้
ในบางบทของหนังสือ On War เคล้ าเซวิตซ์ ได้ กล่าวถึงเรื่องขวัญและจิตวิทยาไว้ เขา ได้
วิเคราะห์อย่างรอบคอบถึงคุณสมบัติที่ผ้ บญชาการทหารสูงสุด และนายพลธรรมดาจะพึงมี คาแนะนาที่
ู ั
เขาได้ ถวายแก่มกุฎราชกุมารปรัสเซียบอกว่า เราควรที่จะใช้ หวอันเยือกเย็นมากกว่าที่ร้อนแรงในการให้
ั
สวัสดิการแก่พี่น้องและเด็ก ๆ ในเวลาสงคราม หรืออีกแห่งหนึ่งเขียนไว้ วา จิตใจที่เข้ มแข็งไม่ใช่สิ่งที่จะทา
่
ให้ เกิดอารมณ์รุนแรง แต่จะทาให้ อารมณ์ที่รุนแรงที่สดสงบลงได้ มีเสรีอย่างสมบูรณ์ในการมองการณ์
ุ
ไกลและพิจารณาตกลงใจ คล้ ายกับเข็มทิศในเรือที่ถกพายุซดไปซัดมา
ู
ั
ความสามารถทางทหารของกองทัพต้ องการมากกว่าเพียงความกล้ าหาญ ไม่ใช่อารมณ์แต่เป็ น
จิตใจของกองทัพที่นบว่ามีคา และไม่ใช่เรื่องของจานวนแต่เพียงอย่างเดียว การกล่าวถึงการมีจานวน
ั
่
เหนือกว่าโดยทัวไป ขันต่อไป ณ จุดแตกหัก พึงอย่างเข้ าใจผิดไปว่าจานวนของกาลังจะมีคณค่าเฉพาะ
่
้
ุ
แต่อย่างเดียว นอกจากนี ้ ท่านยังได้ ยืนยันว่าการทาลายล้ างข้ าศึกไม่ควรเข้ าใจผิดว่าเป็ นการเน้ น
เพียงแต่การสังหารตัวทหารเท่านัน การยุทธ์ใหญ่ ๆ เป็ นการสังหารความกล้ าหาญของข้ าศึกมากกว่า
้
ทหารข้ าศึก การยุทธ์จะยังไม่พ่ายแพ้ ทางวัตถุ จนกว่าจิตใจของผู้บงคับบัญชาหรือกองทัพจะถูกทาลาย
ั
อย่างไรก็ดี ทัศนะพื ้นฐานของเคล้ าเซวิตซ์ ในเรื่องต่าง ๆ ย่อมจะไม่ล้าสมัย หากแต่ยง สามารถ
ั
นาไปใช้ ในกองทัพปั จจุบนได้ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากองทหารเดินเท้ าและขี่ม้าในต้ นศตวรรษที่ ๑๙ ความ
ั
ขัดแย้ งที่เกิดขึ ้นทุกวันนี ้ได้ พิสจน์ให้ เห็นความจริงของกฏเกณฑ์ของเคล้ าเซวิตซ์ ที่วา กาลังทางกายภาพ
ู
่
เป็ น “ด้ ามไม้ ของดาบ” แต่ “กาลังทางขวัญ” เป็ น “ใบดาบที่ เปล่ งปลั่ง”
๒๕

มอลท์ เก้
(Helmunth Karl Bernhard von Moltke)
ค.ศ.๑๘๐๑-๑๘๙๑
ยอดเสนาธิการปรัสเซีย
จอมพลแห่งกองทัพ ปรัสเซีย ผู้นี ้ เกิดเมื่อ ๒๖ ตุลาคม ค .ศ.๑๘๐๐ ที่ Parchim, Mecklenburh
ในตระกูลผู้ดีเก่าของเยอรมัน มอลท์เก้ เติบโตขึ ้นมาในสภาวะอันคับแค้ นของครอบครัว เมื่ออายุได้ ๑๑ปี
ก็ถกส่งเข้ าโรงเรียนนายร้ อยที่โคเปนเฮเกน สอบออกได้ เป็ นที่ ๔ ในชัน วิชาที่ออนที่สดก็คือ ยุทธวิธีและ
ู
้
่
ุ
ศิลปการสงคราม อาจารย์คน หนึ่งถึงกับบอกว่า “เด็กคนนันจะฝึ กอบรมให้เป็ นทหารไม่ได้เลย” มอลท์เก้
้
เข้ าประจาการในกองทัพเดนมาร์กในปี ค.ศ.๑๘๑๑ พออายุ ๒๑ ปี ก็ย้ายกลับมาอยู่ในกองทัพปรัสเซีย มี
ยศเป็ นร้ อยตรีในกรมทหารราบที่ ๘ เมื่ออายุได้ ๒๓ ปี ได้ เข้ าวิทยาลัยการสงคราม ซึ่ง ในขณะนัน เคล้ า
้
เซวิตซ์ดารงตาแหน่งเป็ นผู้อานวยการ ผลการเรียนของมอลท์เก้ อยู่ในระดับดีมาก ตอนจบหลักสูต ร ในปี
ค.ศ.๑๘๒๖ มอลท์เก้ ได้ กลับไปเป็ นผู้บญชาการโรงเรียนนายร้ อยที่ตนเองเคยเรียนอยู่ ๑ ปี หลังจากนัน
ั
้
เขาไปทางานการสารวจใน Silesia และ Posen อยู่ ๓ ปี จึงได้ ย้ายเข้ ามาอยู่ในกองเสนาธิการที่เบอร์ลิน
เมื่อปี ค.ศ.๑๘๓๓ มอลท์เก้ ชอบวรรณคดี ประวัติศาสตร์ และการเดินทางไปในที่ตาง ๆ
่

King William I of Prussia, right, and his Staff at the battle of Koniggratz. Moltke is the second from the right, and
Bismarck third from the left, in the front row. Although Moltke had been Chief of the General Staff since 1857, his name
was not a household word in the Prussian army. At Koniggratz, one general commented that a written orders seemed to
be all right, “But who is this General Von Moltke?” After the Battle the question was not ask again.
๒๖
นอก เหนือ จาก เมื่อครัง ที่เป็ นนายร้ อยโทอยู่ในกองทัพเดนมาร์กและปรัสเซีย อยู่ ๕ ปี แล้ ว
้
มอลท์เก้ ไม่เคยอยู่กบหน่วยทหารใด ๆ เลย เขาไม่เคยบังคับบัญชากองร้ อยหรือหน่วย อื่นใดที่ใหญ่กว่า
ั
จนกระทังอายุได้ ๖๕ ปี เขาจึงได้ บงคับบัญชากองทัพปรัสเซียทาสงครามกับออสเตรีย ในระหว่าง ค .ศ.
่
ั
๑๘๓๕-๑๘๓๙ มอลท์เก้ ไปเป็ นที่ปรึกษาทางทหารให้ แก่ตรกีส้ รบกับอียิปต์ ผู้บงคับบัญชาของตุรกีไม่
ุ ู
ั
สนใจคาแนะนาที่ดีของนายร้ อยเอกหนุ่มผู้นี ้ และต้ องพ่ายแพ้ สงครามไปในที่สด
ุ
ช่วงชีวิตที่ยากลาบากที่สดของท่านเคานท์ได้ จบสิ ้นลงเมื่อได้ กลับไปยังกรุงเบอร์ลินตอนที่เป็ น
ุ
นายร้ อยโทมอลท์เก้ ไม่มีเงินใช้ เลย ความจาเป็ นทาให้ เขาต้ องเขียนเรื่องสันลงในวารสารหรือบทความทาง
้
ประวัติศาสตร์ และแปลหนังสือประวัติศาสตร์ของกิบบอน ๖ ตอนเพื่อความก้ าวหน้ า ซึ่ง ก็ทาให้ ได้ เข้ า
ทางานในกองเสนาธิการในเวลาต่อมา งานเขียนในยุคแรก ๆ ของเขาจะเกี่ยวกับ เรื่องภูมิประเทศ แต่ จะ
เกินเลยไปถึงเรื่องภูมิศาสตร์ในทุก ๆ ด้ าน รวมทัง ลงลึกไป ถึง ประวัติศาสตร์อีกด้ วย การเรียนรู้และ
้
การศึกษาของเขากระทาได้ อย่างดียิ่งในทุก ๆ เรื่อง ซึ่งก็สนับสนุน ให้ การเขียนหนังสือ ของเขาดียิ่งขึ ้นไป
อีก มอลท์เก้ ได้ กลายเป็ นนักเขียนชันเยี่ยมของเยอรมัน
้
มอลท์เก้ ไม่ได้ เป็ นรัฐบุรุษหรือนักคิดทางการเมือง แต่ความเป็ นนายทหารที่เงียบขรึม ยนรู้อย่าง
การเรี
กว้ างขวาง ทาให้เขาได้ เข้ าทางานในราชสานัก โดยใน ค
.ศ.๑๘๕๕ พระเจ้ าเฟรดเดอริค วิลเลียมที่๔ ทรง
แต่งตังให้ เป็ นราชองครักษ์ ของเจ้ าชายเฟรดเดอริค วิลเลียม ราชนัดดา ซึ่งต่อมาได้ เป็ นพระเจ้รพรรดิ์เฟรด
้
าจัก
เดอริคที่ ๓ การแต่งตังครังนี ้ทาให้ มอลท์เก้ ได้ พบปะกับพระราชบิดาของ าชาย พระเจ้ าวิลเลียมที่ ๑ ผู้ทรง
้ ้
เจ้
เห็นแววความสามารถของมอลเค้ และเสนอให้ ดารงตาแหน่งเสนาธิการ .ศ.๑๘๕๗
ใน ค
ต่อมาได้ มีความพยายามที่จะปรับปรุงกองทัพ โดยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรูน และพระเจ้ า
วิลเลียมเสนอให้ ปรับปรุงประสิทธิภาพกองทัพอย่างเฉียบขาด บทบาทของรูนในระยะที่เกิดความขัดแย้ ง
ทางการเมืองได้ ทาให้ มอลท์เก้ มีอิทธิพลมากที่สดในกองทัพ ก่อน ค .ศ.๑๘๖๖ พระเจ้ าวิลเลี่ยมที่ ๑ ได้
ุ
ปฏิบติตามคาแนะนาของรูน จนเสนาธิการเกือบถูกลืม มอลท์เก้ ผู้ไม่ชอบอวดอ้ างตนเป็ นที่ร้ ูจกกันน้ อย
ั
ั
ในกองทัพแม้ ในการยุทธที่ซาโควา ผู้บญชาการกองพลที่ได้ รับคาสังจากมอล ท์เก้ ยังบอกว่า “ดูเหมือน
ั
่
คาสังนี่จะใช้ได้เลย แต่พลเอกมอล ท์เก้ เป็ นใคร ?” ความเหินห่างจากการเมืองระหว่าง ค .ศ.๑๘๕๗่
๑๘๖๖ ทาให้ มอล ท์เก้ หั นมาสนใจในการเตรียมการปฏิบติการทางทหาร มอล ท์เก้ ได้ เริ่มยกร่างแผน
ั
ต่าง ๆ ที่ฝ่ายเสนาธิการปรัสเซียจัดทาไว้ ใหม่ทนที เขาเชื่อในความสามารถของนายทหารปรัสเซียในการ
ั
แก้ ปัญหาทางยุทธวิธี นายทหารที่รุกข้ ามเขตแดนเข้ าไปในโบฮีเมียใน ค .ศ.๑๘๖๖ ได้ ปฏิบติการตาม
ั
ความคิดเห็นของเขาเองเป็ นส่วนใหญ่
มอลท์เก้ เร่งรัดกองทัพปรัสเซียให้ ระดมพลรวดเร็วมากยิ่งขึ ้น เพราะโครงสร้ างทางภูมิศาสตร์ที่ไม่
เอื ้ออานวยและปั ญหาทางทหารต่อปรัสเซีย อย่างไรก็ตาม เขา ได้ ใช้ ทางรถไฟให้ เป็ นประโยชน์ในการ
แก้ ปัญหาด้ านสภาพภูมิศาสตร์ อย่างเต็มที่ มอลท์เก้ ได้ เริ่มศึกษาในเรื่องเส้ นทางรถไฟก่อนที่ทางรถไฟราง
เดี่ยวจะถูกสร้ างขึ ้นในเยอรมันนีเสียอีก มอลท์เก้ ยอ มเสี่ยงที่จะไม่ลงทุนสร้ างทางรถไฟสายเบอร์ลิน -
๒๗
ฮัมบวกร์ แต่สนใจที่จะลดระยะทางระหว่างปรัสเซียกับฮอลสเตน และในปี ค.ศ.๑๘๔๗-๑๘๕๐ กอง
ทหารชาติตาง ๆ จึง ได้ เคลื่อนย้ าย กาลังพล โดยทางรถไฟเป็ นครังแรก ต่อมาใน ปี ค.ศ.๑๘๕๙ ขณะที่
่
้
ปรัสเซียกาลังเริ่มระดมพลในระหว่างสงครามอิตาลี มอล์เก้ ก็มีโอกาสได้ ทดสอบการขนส่งกองทัพทังกอง พ
ท
้ ทั
โดยทางรถไฟซึ่งถือว่าเป็ นการเปลี่ยนแปลงครังาคัญ ทางรถไฟได้ เปิ ดโอกาสทางยุทธศาสตร์ขึ ้นใหม่ การ
ส้
ขนส่งกองทหารกระทาได้ เร็วกว่าการเดินทัพของนโปเลียนถึง ๖ เท่า รากฐานของยุทธศาสตร์ทงปวงอัน
ั้
ได้ แก่ เวลาและพื ้นที่ได้ ปรากฏแง่คิดใหม่ขึ ้น ประเทศที่มีระบบการคมนาคมทางรถไฟพัฒนาไปมากแล้ ว
จะได้ เปรียบอย่างสูงและอาจถึงขันเด็ดขาดในการทาสงคราม ความรวดเร็วในการระดมพลและการรวม
้
กาลังของกองทัพได้ กลายเป็ นปั จจัยสาคัญในการคิดคานวณและวางแผนทางยุทธศาสตร์ ความจริงแล้ ว
ตารางเวลาในการระดมพลและการรวมพลพร้ อมกับคาสังการเดิน ทางครังแรก ถือเป็ นเนื ้อหาสาระสาคัญ
่
้
อย่างมากในแผนยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายเสนาธิการองจัดทาเมื่อคาดว่าจะเกิดสงคราม
ต้
นอกจากการใช้ ทางรถไฟ
สมัยใหม่แล้ ว มอล ท์เก้ ยังได้ เสนอให้ ใช้ ระบบ ขนส่งทาง ถนนที่ มีโครงข่ายเชื่อมโยง หนาแน่น อันเป็ น
วิถีทางแห่งการปฏิวติอตสาหกรรม ในเรื่องของการเดินทัพนี ้ นโปเลียนได้ ให้ บทเรียนสาคัญ ไว้ ดังเช่นใน
ั ุ
การยุทธปี ค .ศ.๑๘๐๕ ที่กองทัพออสเตรียต้ องพ่ายแพ้ ที่อล์ม ถือ เป็ นตัวอย่างชันเยี่ยมของ ผลจาก
ู
้
ยุทธศาสตร์ การแยกกัน เดินทัพ ความไม่พร้ อมในการเข้ าทาการยุทธในเวลาที่ต้องการของ ขบวนทัพที่
แยกการเดินทาง และต้ องใช้ เวลาเต็มวันในเพื่อการปรับขบวนเมื่อถึงที่หมาย ทาให้ ต้องใช้ กองทัพน้ อย ที่
มีกาลังเพียง ๓๐,๐๐๐ คนเข้ าทาการรบ หัวใจสาคัญคือ การเปลี่ยนขบวนเดินทางไปเป็ นขบวนรบ
เป็ นกรรมวิธีท่ ต้องใช้ เวลา ฉะนันการรวมกาลังกองทัพหลาย ๆ กอง ทัพ จึงต้ องใช้ เวลาหลายวันก่อน
ี
้
เข้ าทาการยุทธ หลังจาก ค.ศ.๑๘๑๕ สภาพของถนนได้ รับการปรับปรุงให้ดีขึ ้นมากและสามารถใช้ ยทธวิธี
ุ
ใหม่ ๆ ได้ จากความสะดวกในการเคลื่อนย้ ายทัพใน ค.ศ.๑๘๖๕ มอลท์เก้ เขียนไว้ วา “ความยากลาบากใน
่
การเคลื่อนย้ายเพิ่ มขึ้นตามขนาดของหน่วย
ทหารกาลังเกิ นกว่า๑ กองทัพน้อยจะไม่สามารถเดิ นทางบนถนน
สายเดียวในวันเดียวกันได้ ยิ่ งไปกว่านัน ความ ยุ่งยากยัง เพิ่ มขึ้น อีก เมื่อหน่วยที่ใกล้กว่าไปถึงที่หมาย
้
ก่อนเพราะความจากัดของจานวนถนนที่มีอยู่ สิ่ งที่ตามมาก็คือ โดยปกติ กองทัพจะแบ่งออกเป็ นกองทัพ
น้อยและเมื่อรวมกาลังกองทัพน้อยเหล่านี้เข้าด้วยกันโดยไม่มี กาหนดการ ที่แน่นอนย่อมเป็ น ความ
ผิ ดพลาดที่มหันต์ การจัดกาลังและรวมกาลังพลที่ขาดความต่อเนื่องและต้อง ถูกบีบบังคับให้เข้าทาการ
ยุทธในเวลาที่ยงไม่มีความพร้อมไม่ควรกระทาอย่างยิ่ ง การเดิ นทัพ ที่ตองแยกกาลัง ออกเป็ นหลายกลุ่ม
ั
้
จะเป็ นอันตรายต่อหน้าข้าศึก หากระบบที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายกาลังพลไม่เหมาะสมเพียงพอ
อย่างไรก็ดี การรวมทัพและกาลังทหารก็ยงเป็ นสิ่ งจาเป็ นสาหรับการยุทธ สาระสาคัญของยุทธศาสตร์ จึง
ั
รวมอยู่ในการจัดให้กองทหารเดิ นทางแยกกัน แต่ตองให้รวมกาลังกันได้ในโอกาสอันสมควร”
้
หลังการยุทธที่ซาโควา มอล ท์เก้ ได้ สรุปความคิดของท่านไว้ ดงนี ้ “จะเป็ นการดีกว่าถ้าจะ
ั
เคลื่อนย้ายกาลังในวันที่จะทาการยุทธจากจุดต่าง ๆ เข้าในสนามรบ อีกนัยหนึ่งถ้าการปฏิ บติการ
ั
สามารถจะกระทาโดยการเคลื่อนย้ายระยะใกล้ ๆ จากทิ ศทางต่าง ๆ ไปยังแนวรบและจุดยุทธศาสต์ของ
๒๘
ข้าศึกได้แล้ว จะเป็ นการดาเนิ นยุทธศาสตร์ ได้ดีที่สด อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจ คาดการณ์ ล่วงหน้า หรื อ
ุ
รับรองผลของการปฏิ บติเมื่อต้องใช้การแยกการเดิ นทัพ เช่นนี้ เพราะนี้เพราะมี ปัจจัย ในเรื่องของ พื้นที่
ั
เวลา สภาพลมฟ้ าอากาศ การข่าวที่ไม่เต็ม ๑๐๐ เปอร์ เซ็นต์เข้ามาเกี่ยวข้อง สรุปแล้ว นอกเหนือจาก
การวางแผนและเตรี ยมการที่ดีแล้ว โอกาสและโชคในชีวตมนุษย์ ก็เป็ นปัจจัยที่ทานายมิ ได้เช่นกัน
ิ
ท้ายที่สด ความสาเร็จอันยิ่ งใหญ่ในสงครามจะไม่ได้มา หากไม่มีการเสี่ยงอย่างใหญ่หลวง”
ุ
ข้ อสังเกตที่กล่าวมานี ้ ทาให้ เห็นถึงปรัชญาในการทาสงครามของมอล ท์เก้ เขาเป็ นนักศึกษาที่
จงรักภักดีของเคล้ าเซวิตซ์ จึงเป็ นกังวลที่จะใช้ เหตุผลในการทาสงครามให้ มากที่สดเท่าที่จะมากได้ เขา
ุ
ทราบดีวาปั ญหาของสงครามจะไม่หมดไปด้ วยการคิดคานวณ สงครามเป็ นเครื่องมือของนโยบาย แม้ จะ
่
ยืนยันว่าผู้ บังคับบัญชาทหารควรจะมีเสรีในการอานวยการการปฏิบติการทางทหาร แต่เขาก็ยอมรับว่า
ั
จุดหมายทางการเมืองที่แกว่ งไกวไปมาและสภาวะแวดล้ อม ที่เปลี่ยนแปร ทาให้ ต้องปรับแก้
ยุทธศาสตร์ อยู่ตลอดเวลา
การที่การเมืองมีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ ทาให้ มอลท์เก้ ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน เขารู้สก
ึ
ว่า การระดมพลและการรวมกาลังของกองทัพสามารถคิด เตรียมการ ไว้ ได้ เป็ นเวลานานก่อนที่สงคราม
จะเกิดขึ ้น เขากล่าวว่า “ความผิดพลาดในการรวมกาลังกองทัพไว้ ตังแต่ ต้น ยากที่จะแก้ ไขเมื่ออยู่
้
ในระหว่ างการดาเนินการยุทธทังมวล” อย่างไรก็ดี คาสัง การเตรียมทัพอันรอบคอบจะต้ องออกและ
้
่
นาไปสูการเตรียมการก่อนเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ กองทหารสามารถเตรียมพร้ อมที่จะเข้ าสูสงคราม รวมไป
่
่
ถึงการจัดการด้ านการขนส่งที่เหมาะสม “ไม่มีแผนการใดที่จะสามารถกาหนดความแน่นอนหลังจากการ
ปะทะครั้งแรก กับกาลังส่วนใหญ่ของข้าศึก ..ตลอดการยุทธผูบงคับบัญชาจะถูกบังคับให้ตกลงใจตาม
้ ั
สถานการ ์ ที่ไม่สามารถจะคาดหมายได้...ปัญหาจึงอยู่ที่การเข้าใจสถานการณ์ ที่เป็ นจริ งซึ่งปกคลุมไป
ณ
ด้วยความพร่ามัวของความไม่แน่นอน การประเมิ นข้อเท็จจริ งได้ถูกต้อง การคาดคะเนสิ่ งที่ยงไม่รู้ การ
ั
ตัดสิ นใจอย่างรวดเร็ว และการปฏิ บติการ อย่างสุดกาลัง ต่อเนื่อง และทรหด ...เห็นได้ชดว่าความรู้ทาง
ั
ั
ทฤษฎีไม่เพียงพอ ยังต้องประกอบไปด้วยคุณลักษณะแห่งจิ ตใจและศิ ลปในการรบที่ได้จากการฝึ กอบรม
ทางทหาร ประสบการณ์ จากประวัติศาสตร์ ทหารและจากชี วิตของตนเองด้วย...”
มอลท์ เก้ ไม่ ยอมรับว่ ายุทธศาสตร์ เป็ นศาสตร์ และหลักการรบทั่วไปสามารถกาหนดขึน
้
ได้ ซึ่งทาให้ การวางแผนปฏิบติการกระทาได้ อย่างมีเหตุผล
ั
แม้ กฎดังกล่าวจะเป็ นเรื่อง ของความ
ได้ เปรียบทางการยุทธ แต่ดเู หมือนมอลท์เก้ จะให้ เหตุผลโดยอนุโลม แต่ละสถานการณ์จาเป็ นต้ องคล้ อย
ตามสภาวะแวดล้ อมของมันเอง และ สามารถ แก้ ไขได้ โดยการฝึ ก ฝน การหา ความรู้ การมีวิสยทัศน์ที่
ั
กว้ างไกลและความกล้ าหาญ ตามความเห็นของมอล ท์เก้ เรื่องนี ้เป็ นบทเรียนสาคัญที่สดที่จะศึกษาได้
ุ
จากประวัติศาสตร์ การศึกษาประวัติศาสตร์ ยังเป็ นประโยชน์ มากที่สุดในการทาให้ ผ้ ูบังคับบัญชา
ในอนาคตคุ้นเคยกับความซับซ้ อนของสภาวะแวดล้ อมที่การปฏิบัติทางทหารจะต้ องกระทา
ท่านเชื่อว่า ไม่มีฝ่ายเสนาธิการหรือผู้ดาเนินกลยุทธ์คนใดจะมองเห็นภาพที่แท้ จริงของลักษณะหน้ าตาที่
๒๙
สาคัญของสงครามได้ เหมือนกับการศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็ นเรื่องที่จะขาดเสียมิได้ เช่นเดียวกับการ
ฝึ กอบรมของนายทหารฝ่ ายเสนาธิการ
การศึกษาประวัติศาสตร์ทหาร เป็ นความรับผิดชอบส่วนกลางของกรมเสนาธิการของปรัสเซีย
ไม่ใช่ของแผนกขึ ้นตรง มอล์เก้ ได้ ทาตัวเป็ นแบบอย่างโดยการเขียนเรื่องชันเยี่ยมเกี่ยวกับสงครามอิตาลี ปี
ท
้
เมื่อ
ค.ศ.๑๘๕๙ และนาไป ดพิมพ์ครังแรกเมื่อ คศ.๑๘๖๒ บทความของเขา งที่จะพรรณนาเหตุการณ์โดยมีการ
จั
้
.
มุ่
ยกตัวอย่างให้ เห็นเพื่อที่จะสรุปออกมาด้อย่างมีเหตุมีผล เหมาะสมกับความเป็ นจริง ประวัติศาสตร์สงคราม
ไ
ปี ค.ศ.๑๘๖๖ และ ค.ศ.๑๘๗๐-๑๘๗๑ ได้ เขียนขึ ้นภายหลังในลักษณะคล้ าย ๆ กันในความอานวยการของ
เขา มอลท์เก้ เห็นว่า การวางยุทธศาสตร์ จะได้ ประโยชน์ อย่ างมากจากประวัติศาสตร์ ถ้าหากศึกษา
อย่ างลึกซึงและถูกต้ อง เขาเองได้ ทาตนเป็ นตัวอย่างในการใช้ ประโยชน์จากการศึกษาประวัติศาสตร์
้
มอลท์เก้ ทราบดีวา นโปเลียนใช้ กองทัพน้ อยเข้ าตีทางด้ านข้ างหรือด้ านหลังของข้ าศึก การปฏิบติเหล่านี ้
่
ั
ไม่มีผลกระทบต่อหลักการรบทัวไป ในการรวมกาลังกองทัพให้ เข้ มแข็งของ นโปเลียนเชื่อว่า ข้ าศึก จะไม่
่
สามารถต้ านทานการเข้ าตี จากโดยรอบ ได้ คุณประโยชน์ของยุทธศาสตร์ดงกล่าวโด่งดังมากในสมัย
ั
นโปเลียน แต่ก็ไม่ได้ ปองกันมิให้ นโปเลียนต้ องพ่ายแพ้ ในท้ ายที่สดได้ การยุทธที่ไลปซิกได้ แสดงให้ เห็นถึง
้
ุ
การเคลื่อนย้ ายเข้ ารวมกาลังของแต่ละกองทัพที่ชานฮอสต์แนะนาว่า ไม่ควรที่จะรวมกาลังพล
ของ
กองทัพอย่างไร้ จดหมาย หากแต่การรวมกาลังจะต้ องเป็ นการรวมกาลัง เพื่อที่จะใช้ เข้ าสู้รบเสมอ มอล ท์
ุ
เก้ มีความเห็นว่า ความก้ าวหน้ าของเทคโนโลยีและการขนส่งทาให้ ผู้บญชาการ สามารถวางแผนรวม
ั
กาลังเข้ าปฏิบติการในขอบเขตที่กว้ างใหญ่กว่าที่ เคยกระทามาแล้ วในครึ่งศตวรรษที่แล้ วมา
ั
มอลท์เก้ ชี ้ให้ เห็นว่า แม้ประวัติศาสตร์จะมีความสาคัญต่อ
การวางแนวความคิดแต่จะใช้ ถือเป็ นหลัก
ยุทธศาสตร์เลยทีเดียวไม่ได้ “ยุทธศาสตร์ เป็ นระบบการปฏิบัติท่ ีดีเฉพาะกรณีมากกว่ า ความรอบรู้เป็ น
การใช้ ความรู้ในชีวตจริง การพัฒนาความคิดที่มีอยู่เดิมให้ สอดคล้ องกับสภาวะแวดล้ อมที่
ิ
เปลี่ยนแปลงอย่ างต่ อเนื่อง เป็ นศิลปในการปฏิบัติภายใต้ ความกดดันของสภาพการณ์ ท่ ย่ ุงยาก
ี
ที่สุด”
ฉะนัน การจัดการบังคับบัญชาจึงเป็ นเรื่องสาคัญในความคิดเกี่ยวกับสงครามของมอล ท์เก้ เขา
้
ได้ กล่าวถึงเรื่องนี ้อย่างละเอียดในประวัติการยุทธที่อิตาลี สภาการสงครามไม่อาจอานวยการยุทธ ให้ แก่
กองทัพ และเสนาธิการควรเป็ นเพียงที่ปรึกษาของผู้บงคับหน่วยเกี่ยวกับแผนการปฏิบติ แม้ จะวางแผน
ั
ั
ไว้ ผิดพลาดหากปฏิบติตามแผนได้ อย่างแน่วแน่มนคงก็จะเป็ นการทาให้บทเรียนและเกิดผลการปฏิบติอน
ั
ั่
ได้
ั ั
เป็ นรูปเป็ นร่างขึ ้น ได้ อีกประการหนึ่ง แม้ แผนการปฏิบัติท่ ดีท่ สุดก็ไม่ อาจจะคาดหมายความ
ี ี
เปลี่ยนแปลงของสงครามได้ ดังนัน จึงจาเป็ นที่จะต้ องใช้ การตัดสินใจทางยุทธวิธีของแต่ละคนในแต่
้
ละเหตุการณ์ ตามทัศนะของมอลท์เก้ เห็นว่า การปฏิบติตามแผนอย่างดันทุรังปราศจากเหตุผลเป็ นการ
ั
ทาบาปอย่างมหันต์ ผู้บงคับบัญชาทุกคนจะต้ องมีความริเริ่ม การรู้จกพิจารณาตกลงใจอย่างอิสระของ
ั
ั
นายทหารทุกคนถือเป็ นคุณสมบัติพิเศษ
๓๐
มอลท์เก้ ไม่ยอมที่จะออกคาสังใด ๆ ที่ไม่จาเป็ นจ ๆ “คาสั่งจะมีเรื่องทุกเรื่องที่ผ้ ูบังคับบัญชาม่
่
ริง
ไ
สามารถทาได้ ด้วยตนเอง ไม่ มีเรื่องอื่นใดอีก” ทังนี ้หมายความว่า ผู้บญชาการทหารสูงสุดหรือแม่ทพ
้
ั
ั
ไม่ควรเข้ าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการทางยุทธวิธี แต่มอลเค้ ยอมที่จะหันเหแผนการปฏิบติ ถ้ านายพลใต้
ั
บังคับบัญชาสามารถ นาความ สาเร็จทางยุทธวิธี ได้ เขา กล่าวว่า “ในกรณี ที่มีชยชนะทางยุทธวิ ธี ทาง
ั
ยุทธศาสตร์ ก็ยอมให้ เขาไม่ได้ เคลื่อนไหวอะไรเมื่อนายพลบางคนปฏิบติการอย่างบ้ าระห่าในสัปดาห์แรก ๆ
”
ั
ของสงครามฝรั่งเศส ปรัสเซีย ซึ่งแม้ จะเป็ นการเสี่ยงโชคที่ได้ ผล แต่ก็ทาให้ แผนการปฏิบติทงหมดพังทลาย
ั ั้
ลง
มอลท์เก้ ไม่ต้องการที่จะบันทอนจิตใจในการสู้รบของกองทัพหรือการปฏิบติการตามความ
่
ั
คิดเห็นของตนเอง และมีปฏิกิริยาต่อต้ านจากผู้ใต้ บงคับบัญชา การพัฒนา กองทัพ สมัยใหม่ได้ ให้ อิสระ
ั
ในความรับผิดชอบมากขึ ้นกว่าในยุคที่แล้ วมา เหตุผลสาคัญประการหนึ่งที่นโปเลียนให้ กองทัพอยู่ใกลั ๆ
กันก็เพื่อให้ กองทหารทังหมดอยู่ในระยะที่จะรับคาสังได้ โดยตรง ระบบการวางกาลังทหาร ในแนวกว้ าง
้
่
ของมอลท์เก้ ทาให้ การอานวยการยุทธจากส่วนกลางกระทาได้ ยากลาบาก แม้ วาการเดินทัพก่อนการ
่
ยุทธจะอานวยการได้ สะดวกโดยการใช้ โทรเลข มอลท์เก้ ได้ อานวยการในการเคลื่อนย้ ายทัพในสงครามปี
ค.ศ.๑๘๖๖ จากกองบัญชาการในกรุงเบอร์ลินไปยังยุทธบริเวณเพียง ๔ วันก่อนการยุทธที่ซาโควา เขา
จากัดการออกคาสังทางยุทธศาสตร์ทวไปอย่างชาญฉลาด กองบัญชาการต่าง ๆ ของกองทัพจะ
่
ั่
ปฏิบติการตามความคิดทางยุทธศาสตร์ ของตนได้ อย่างเสรี ขณะที่การแก้ ปัญหาทางยุทธวิธีเป็ นเรื่อง
ั
ของผู้บงคับบัญชากองทัพน้ อยและกองพลต่าง ๆ
ั
มอลท์เก้ ดาเนินยุทธศาสตร์เอาชนะสงครามได้ ถึง ๓ ครัง ได้ แก่ สงครามเดนมาร์ก ค .ศ.๑๘๖๔
้
สงครามออสเตรีย ๗ สัปดาห์ ค .ศ. ๑๘๖๖ และสงครามฝรั่งเศส - ปรัสเซีย ค .ศ. ๑๘๗๐-๑๘๗๑
ความคิดและ การปฏิบติทางยุทธศาสตร์ของมอลเค้ ได้ ถกทดสอบเป็ นครังแรกอย่างยิ่งใหญ่ในการยุทธกับ
ั
ู
้
ออสเตรีย ปี ค.ศ.๑๘๖๖ บทบาทของเขาในสงครามที่ออสเ ยร่วมกับปรัสเซียรบกับเดนม ก ใน ค.ศ.๑๘๖๔
ตรี
าร์
นับว่าไม่มากมายอะไร ในตอนท้ าย
ของสงครามเขาได้ หยุดยังข้ อผิดพลาดได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดง ให้ เห็น
้
ถึงลักษณะของระบอบของจอมพลแรงเกิลผู้ชรา เขาเป็ นนักยุทธศาสตร์ที่ สุขม รอบคอบคนหนึ่ง การถก
ุ
แถลงแผนการสงครามที่กระทาต่อออสเตรีย ทาให้ เขาโดดเด่นยิ่งขึ ้นจนถึงกับพระเจ้ าวิลเลีย มที่ ๑ ได้ สง
ั่
เมื่อ ๒ มิถนายน ค .ศ.๑๘๖๖ ให้ คาสังทุกฉบับที่ ยังลงไปไม่ถึงกองทัพ ให้ ผานมอลท์เก้ ก่อน ด้ วยเหตุที่
ุ
่
่
แม้ แต่กษัตริย์ยงยอมรับคาปรึกษาของมอลเค้ อย่างเกือบไม่มีเงื่อนไขใด นายพลชราอายุ ๖๕ ปี ที่กาลังคิด
ั
ๆ
จะเกษี ยณอายุ ก็ได้ เป็ นผู้บญชาการกองทัพบกปรัสเซียอย่างแทัจริง
ั
๓๑

นักยุทธศาสตร์ ทางทะเล
มาฮาน
(Alfred Thayer Mahan)
มาฮาน (Alfred Thayer Mahan) ค.ศ.๑๘๔๐-๑๙๔๑ เกิดในโรงเรียนนายร้ อยทหารบกเวสต์ปอยนต์
สหรัฐ ฯ เพราะบิดาเป็ นอาจารย์อยู่ที่นน แต่มาฮานไปสาเร็จโรงเรียนนายเรือที่แอนนาโปลิส เมื.ศ.๑๘๕๙
ั่
่อ ค
เขาได้ เป็ นประธานวิทยาลัยการทัพเรือ ใน ค.ศ.๑๘๘๐-๑๘๘๙ และ ๑๘๙๒-๑๘๙๓ เกษี ยณอายุเมื่อ ค.ศ.
๑๘๙๖ และได้ รับยศเป็ นพลเรือตรีหลังเกษี ยณแล้ วใน ค
.ศ.๑๙๐๖ เขาถูกเรียกว่า “นักปรัชญากาลังทาง
ทะเล” จุดหมายของขาต้ องการจะแสดงว่า การครองทะเลเป็ นปั จจัยเด็ดขาดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เ
เขาเร่งเร้ าให้ สหรัฐปรับปรุงกองทัพเรือให้ เข้ มแข็งเพื่อที่จะปองกันการเดินเรือสินค้ าของประเทศสนับสนุนการ
้
ผนวกเอาฮาวายเป็ นอีกรัฐหนึ่งของสหรัฐและการขุดคลองปานามาในอเมริกากลาง ความคิดของ
เขาหลาย
เรื่องได้ ถกเห็นคุณค่าระหว่างและหลังสงครามสเปน กา (ค.ศ.๑๘๙๘) งานเขียนของเขาได้ ถกแปลกัน
ู
-อเมริ
ู
อย่างกว้ างขวางและมีอิทธิพลต่อความคิดของกองทัพเรือในอังกฤษ เยอรมันนีและญี่ปน
ุ่
เราอาจเรียกมาฮาน วาเป็ นเคล้ าเซวิตซ์ของยุทธศาสตร์ทางเรือ ความคิดเห็นทางภูมิรัฐศาสตร์ของ
ได้ ่
เขาในเรื่องความสาคัญของที่ตงทางภูมิศาสตร์ และกาลังกับจุดอ่อนเปรียบเทียบของประเทศที่ไม่มีทางออก
ั้
ทะเลกับประเทศที่อยู่ริมทะเลได้ ฟืนฟูความคิดของนักเขียนอย่างเฮาสโฮเฟรและแมคคินเดอร์ขึ ้นมาอีก ซึ่งทา
้
ให้ ฮิตเลอร์ต้องเพิกถอนหลักเกณฑ์ตาง ๆ เกี่ยวกับโลกออกไปมาก
่
งานเขียนชิ ้นแรกของมาฮานที่จดพิมพ์ใน ค
ั
.ศ.๑๘๗๘ ซึ่งเป็ นเรื่องร้ อยแก้ ว “Naval Education for
Officers and Men” ส่งเข้ าประกวดได้ รับรางวัลที่ ๓ หนังสือเล่มแรกที่จดพิมพ์เมื่อ ค.ศ.๑๘๘๓ คือเรื่อง The
ั
Gulf and Inland Watersการที่มาฮานได้ ศกษาถึงเหตุผลที่ฮนนิบาลเลือกใช้ เส้ นทางบกโจมตีอิตาลีแทนที่จะใช้
ึ
ั
ทางทะเล ทาให้
เขาสงสัยว่าผลการยุทธของฮันนิบาลจะออกมาเป็ นอย่างไรหากเลือกใช้ อีกเส้ นทางหนึ่ง
เขา
ได้ สรุปไว้ วา “การควบคุมทะเลเป็ นปัจจัยในประวัติศาสตร์ ที่ไม่เคยถูกเห็นคุณค่าและแสดงให้เห็นอย่างมี
่
ระบบ” มาฮานได้ มีโอกาสศึกษาถึงเรื่องการเปรียบเทียบการทาสงครามทางบกกับทางเรือ ซึ่งหวังที่จะได้
ทฤษฎีของยุทธวิธีทางเรือท่านได้ เขียนหนังสือในระยะต่อมาอีก๓ เรื่อง ได้ แก่ The Influence of Sea Power
upon History, 1660-1783 พิมพ์เมื่อ ค .ศ.๑๘๙๐, The Influence of Sea Power upon the French
Revolution and Empire, 1793-1812 พิมพ์เมื่อ ค.ศ.๑๘๙๒, Sea Power in its Relation to the War of 1812
พิมพ์เมื่อ ค.ศ.๑๙๐๕
๓๒
ในหนังสือเหล่านี ้ เขาได้ กล่าวถึง ปั ญหาของนโยบาย ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีทางเรืออยู่บ่อย ๆ
นอกจากนี ้แล้ วเขายังได้ เขียนบทความและหนังสือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางเรือและกิจการระหว่างประเทศอยู่
เรื่อย ๆ เป็ นประจาในหนังสือและบทความสาคัญ ๆ ที่เป็ นประวัติศาสตร์เขาได้ เพ่งเล็งถึงอานาจทางทะเล
การกล่าวถึงนโยบายของชาติ นโยบายของกองทัพเรือ ยุทธศาสตร์ทางเรือ และยุทธวิธี ได้ กระทารวม ๆ กัน
ไปในลักษณะของลาดับเหตุการณ์ไม่ได้ แยกกล่าวเป็ นเรื่อง ๆ การประเมินและจัดระเบียบความคิดทางทหาร
เสียใหม่ ประการแรก พฒนาปรัชญาของกาลังทางทะเลซึ่งได้ รับการยอมรับแม้ นอกวงการทหารเรือไป
เขาได้ ั
ทัวโลก ประการที่ ๒ ได้ กาหนดทฤษฎีใหม่ของยุทธศาสตร์ทางเรือ สุดท้ ายเขาได้ วิพากษ์ วิจารณ์เกี่ยวกับ
่
ยุทธวิธีทางเรือ
ยุทธศาสตร์ทางเรือและกาลังทางทะเลจะเป็ นไปตาม
ธรรมชาติของสภาพของภูมิประเทศช่เน การอยู่
ติดทะเล การมีเรือสินค้ าและฐานทัพโพ้ นทะเล นโยบายของประเทศเกี่ยวกับกองทัพเรือ ยุทธวิธีทางเรือ
เกี่ยวกับการปฏิบติการหลังจากที่ได้ เริ่มรบกันแล้ ว ฯลฯ ยุทธวิธีเป็ นศิะการใช้ อาวุธที่มนุษย์กาหนดขึ ้นซึ่ง
ั
ลป
อาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่นเดียวกับอาวุธ แต่หลักการของยุทธศาสตร์ทางเรือมีรากฐานที่กว้ างขวางกว่าและ
สามารถใช้ ในยามสงบเช่นเดียวกับนยามสงคราม
ใ
การให้ ความแตกต่างระหว่างยุทธศาสตร์กบยุทธวิธีอย่างชัดเจน ทาให้ มาฮานอยู่เหนือนักเขียนรุ่น
ั
ก่อน ๆ ที่เห็นว่า กาลังทางเรือมีหน้ าที่หลักในการปองกันการเดินเรือสินค้ าและช่วยผลักดันการบุกรุกเท่านัน
้
้
การศึกษาของมาฮานทาให้ เชื่อว่ากาลังทางทะเลมีหน้ าที่กว้ างกว่านัน นันคือ เป็ นเครื่องมือในการดาเนิน
้ ่
นโยบายส่งเสริมให้ ประเทศชาติมีอานาจและเกียรติ
จากสมมุติฐานของมาฮานที่วา กาลังทางทะเลมีความสาคัญต่อความเจริญเติบโต ความรุ่งเรือง
่
และความมันคงของประเทศชาติ พิจารณาต่อไปถึงปั จจัยของกาลังทางทะเลใน๖ ประการหลัก ๆ ที่มี
่
เขาได้
ผลต่อการพัฒนา ได้ แก่ที่ตงทางภูมิศาสตร์ สภาพภูมิประเทศ (รวมทังทรัพยากรธรรมชาติและภูมิอากาศ
ั้
้
)
ขนาดของดินแดน ประชากร ลักษณะนิสยประจาชาติ และสถาบันของรัฐบาล ดังจะอธิบายพอสังเขป
ั
ดังต่อไปนี ้
ที่ตงทางภูมิศาสตร์ ในฐานะที่เป็ นปั จจัยของกาลังทางทะเลพิจารณาเปรียบเทียบที่ตงของเกาะ
ั้
ั้
อังกฤษกับประเทศฝรั่งเศสและฮอลแลนด์ ความปลอดภัยของเกาะอังกฤษช่วยให้ รัฐบาลไม่ นต้ องมีและ
จาเป็
บารุงเลี ้ยงกองทัพบก ี่ใหญ่โตซึ่งทาให้เกิดความสิ ้นเปลืองลดความมังคังของประเทศลง หมูเ่ กาะอังกฤษอยู่
ท
่ ่
ใกล้ ทวีปยุโรปในระยะที่จะถูกโจมตีจากข้ าศึกได้ แต่ก็ไกลพอที่จะปลอดภัยจากการบุกรุก กองทัพเรืออังกฤษ
สามารถจะรวมกาลังและทาการปองกันพร้ อมกันได้ หรือทาการปิ ดกันท่าเรือต่าง ๆ ตามขอบทวีปได้ แต่
้
้
ฝรั่งเศสต้ องแยกกาลังทางเรือออกไปปฏิบติการตามชายฝั่ งมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเร์ตอ ยน
ั
เรเนี
ลักษณะที่ตงของหมูเ่ กาะอังกฤษยังช่วยให้ สามารถควบคุมเส้ นทางเดินเรือจากยุโรปเหนือได้ อีกด้ วย การขอ
ั้
ใช้ เกาะสาคัญ ๆ และฐานทัพทางยุทธศาสตร์อย่างยิบรอลตาร์ จะทาให้ องกฤษสามารถควบคุมทะเล
ั
๓๓
เมดิเตอร์ เรเนียนซึ่งมีความสาคัญมาแล้ วในประวัติศาสตร์โลกทังในด้ านการพาณิชย์และการทหารยิ่งกว่า
้
ทะเลใด ๆ ขนาดเดียวกัน
สภาพภูมิประเทศ เป็ นปั จจัยกาหนดให้ ประชาชนแสวงหาและอยากจะมีอานาจทางทะเล ลักษณะ
ของชายฝั่ งทะเลจะอานวยให้ สามารถไปถึงทะเลได้ หรือไม่ ท่าเรือที่ดีจะใช้ เป็ นที่ตงกาลังทางเรือได้ สภาพของ
ั้
ผิวดินอาจทาให้ ประชาชนไปอยู่หรือไปทามาหากินห่างจากทะเลชาวดัชท์ถกผลักดันให้ ไปสูทะเล แต่การ
ู
่
พึ่งพาอาศัยทะเลเกือบโดยสิ ้นเชิงของเขาก่อให้ เกิดจุดอ่อนขึ ้น การใส่ป๋ ยลงในดินทาให้ คนฝรั่งเศสไม่
ุ
จาเป็ นต้ องไปอยู่ตามชายทะเลนอกจากพวกเขาต้ องการจะไปเอง ประเทศหมูเ่ กาะหรือประเทศที่ อยู่บน
คาบสมุทร เช่น อังกฤษ สเปน และอิตาลี จาเป็ นจะต้ องมีความเข้ข็มแ
งทางทะเล ถ้ าต้ องการจะแสดงว่ามี
อานาจทางทะเลให้ ได้ ผล ชาติใดที่มีฝั่งทะเลเป็ นเขตแดนกาลังอานาจของชาติจะเข้ มแข็งเพียงไรพิจารณาได้
จากลักษณะของการยื่นขยายเขตแดนออกไป
ขนาดของดิ นแดน อาจเป็ นจุดอ่อนหรือจุดแข็งก็ได้ สุด แล้ ว แต่วาจะได้ รับการสนับสนุนจาก
่
ประชาชน ทรัพยากรและปั จจัยกาลังอานาจอื่น ๆ เพียงไร ถ้ าดินแดนที่เหยียดยาวกว้ างไกลมาสิ ้นสุดลงที่
ปาก
แม่น ้าที่น ้าจืดกับน ้าเค็มมาจรดกันจะเป็ นจุดอ่อนเพิ่มขึ ้น มาฮานได้ ยกเอาดินแดนฝ่ ายใต้ ในสงครามกลาง
เมืองอเมริกาเป็ นตัวอย่างประเทศที่มีดินแดนมากเกินไปตามสัดส่วนของประชากรและทรัพยากร ชายฝั่ ง
หรือมี
และลาน ้าในประเทศมากเกินไปเมื่อพิจารณาถึงกาลังที่มีอยู่
ขนาดและลักษณะนิ สยของประชากร ทังสองประการนี ้จะเกี่ยวข้ องกับ การจัดกาลังทางทะเล
ั
้
ประเทศที่อยู่ติดทะเลอย่างอังกฤษไม่เพียง ะต้ องมีจานวนทหารตามความจาเป็ นเท่านัน หากจะต้ องมีอีก
ที่จ
้
จานวนมากทาหน้ าที่โดยตรงหรือทางอ้ อมในการยึดครองพื ้นที่ในทะเล การพาณิชย์ของประเทศในยามสงบ
เป็ นเครื่องชี ้ถึงกาลังที่มีอยู่ในการทาสงครามทางเรือ ประเทศจะต้ องมีกาลังสารองจานวนมาก มีฝีมือที่
จาเป็ นแก่การบารุงรักษากองเรือทังในยามสงบและสงคราม ดังตัวอย่างประเทศอังกฤษ ไม่ใช่แต่เพียงเป็ น
้
ประเทศในทะเลเท่านัน แต่ยงต่อเรือและค้ าขายทางเรือ จึงต้ องมีทรัพยากรมนุษย์และเทคนิคให้ เพียงพอแก่
้
ั
การเอาชนะสงครามทางเรือได้ อย่างไรก็ดี กาลังที่มีไว้ เป็ นการปองปรามก็
้
ต้ องการการทานุบารุงที่ดี แม้ กาลัง
ที่มีอยู่ ทัง ทางบกหรือทางทะเล จะแข็งแรงพอที่จะยันการบุกรุกของข้ าศึกไว้ ได้ ก็
้
ยัง ต้ องอาศัย
ทรัพยากรธรรมชาติและสาธารณูปโภคอื่น ๆ เข้ ามาช่วยเสริมอีก มาฮานได้ ย ้าบทเรียนที่จะต้ องเรียนรู้อยู่
บ่อย ๆ ว่า กาลังที่ องการเพิ่มขึ ้น กกับกาลังที่มีอยู่แล้ วไม่เหมือนกันและจะต้ องมี ดเตรียมอย่างสมดุล
ต้
อี
การจั
และมีเหตุผล
ลักษณะนิ สยและความสามารถของประชาชาติ นปั จจัยสาคัญในความสาเร็จของประ
ั
เป็
ชาชนที่ไป
หากินในทะเลไกล ๆ ความต้ องการที่จะทาการค้ าและความสามารถในการผลิตสินค้ าไปขายจะร่วมกัน
ก่อให้ เกิดลักษณะนิสยประจาชาติที่สาคัญยิ่งในการพัฒนากาลังอานาจทางทะเล ถ้ ามีลกษณะดังกล่าวและ
ั
ั
ชายฝั่ งทะเลดี ๆ ก็ไม่น่าจะมีอนตรายจากทะเลหรือความรังเกียจใด ๆ ที่จะขัดขวางไม่ให้ ประชาชนแสวงหา
ั
ความมังคังโดยการทาการพาณิชย์ในมหาสมุทอนเป็ นเหตุผลประการแรกทีเดียวในการมีกาลังอานาจทาง
่ ่
รั
๓๔
ทะเล การรวมกันของการพาณิชย์ทางทะเลอย่างกว้ างขวางกับกองทัพเรืออันใหญ่โต ได้ ทาให้ องกฤษมีกาลัง
ั
อานาจทางทะเลเหนือใครในโลก เมื่อทาการค้ าขายไปก็จะได้ เมืองขึ ้นเป็ นตลาดและเป็ นการชุบเลี ้ยงการ
พาณิชย์และการเดินเรือให้ เจริญเติบโต ฉะนันจึงไม่ต้องสงสัยว่าทาไมอังกฤษจึงมีเมืองขึ ้นมากมาย
้
เช่นเดียวกับกาลังอานาจทางการพาณิชย์และทางกองทัพเรือที่เข้ มแข็ง
ลักษณะของรัฐบาลมีความสาคัญอย่างยิ่งในการมีกาลังอานาจทางทะเล การที่จะประสบผลสาเร็จ
ทางทะเลได้ รัฐบาลจะต้ องส่งเสริมและจัดการผลประโยชน์ของชาติในทะเลอย่างเฉลียว ฉลาดและด้ วย
ความสามารถ างไม่ลดละ
อย่
นโยบายของอังกฤษตังแต่รัชสมัยพระเจ้ าเจมส์ที่ (ค.ศ.๑๕๖๖-๑๖๒๕) ได้ กาหนดให้ ทาการรักษา
้
๑
และทานุบารุงอาณานิคม การพาณิชย์และความเป็ นเจ้ าทางเรือโดยใช้ มาตรการทุกอย่างที่จาเป็ น มา ่อ
ฮานเชื
ว่าการยืดมันในนโยบายที่เป็ นไปในแนวเดียวกันนี ้กระทาได้ ง่ายขึ ้น เพราะรัฐบาลอังฤษอยู่ในกามือของชนชัน
่
้
เดียวได้ แก่คนชันสูงบนบก เขาสงสัยอยู่บ้างว่า การดาเนินนโยบายต่อเนื่องไปภายใต้ การปกครองที่เป็ น
้
ประชาธิปไตยมากขึ ้นในสมัยของพระองค์จะกระทาได้ เพียงไร โดยที่ ่อว่ารัฐบาลประชาธิปไตยจะไม่เต็ม
เขาเชื
ใจเสียเงินเสียทองพื่อให้ คงมีกาลังอานาจทางเรืออยูลอดไป และไม่มีสายตาไกลที่จะให้ มีการเตรียมการทาง
เ
่ต
ทหารอย่างเพียงพอ ฝรั่งเศสสมัยรัฐบุรุษคอลแบรต์ ผู้รับผิดชอบการพัฒนาอุตสาหกรรม การพาณิชย์และการ
สร้ างกองทัพเรือให้ เข้ มแข็งในศตวรรษที่ ๑๗ ได้ พยายามจะเป็ นมหาอานาจทางทะเลด้ วยเหมือนกัน แต่
นโยบายนี ้กลับทาให้ คอลแบรต์อยู่ในตาแหน่งได้ ไม่นาน และไม่ได้ รับการสนับสนุนจากวงการพาณิชย์และ
อาณานิคมที่รุ่งเรือง
ประสิทธิภาพความเฉลียวฉลาดและความตังใจแน่วแน่ของรัฐบาลจะเป็ นปั จจัยในการพิจารณาถึง
้
การพัฒนากาลังอานาจทางทะเล รัฐบาลควบคุมขนาดของกองทัพเรือ คุณภาพของส่วนราชการทหารเรือ ขีด
ความสามารถของหน่วยทหารเรือในการขยายกาลังยามสงคราม จิตใจของทหารและผลสาเร็จในการรบ
ยิ่งกว่านันหลักนิยมทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอาจมีความสาคัญเกี่ยวกับกาลังอานาจทางทะเลที่ประเทศมี
้
อยู่จริง ๆ ดังตัวอย่างจากรัฐบาล ่งเศสที่ยืนยันอยู่หลายปี ให้ นายพลเรือครองทะเลไว้ ให้ นานเท่าที่จะทาได้
ฝรั
ขณะเดียวกันให้ หลีกเลี่ยงการปฏิบติการที่จะทาให้ สญเสียเรืออันเป็ นยุทธศาสตร์ที่กนไม่ให้ กองทัพเรือ
ั
ู
ั
ฝรั่งเศสปฏิบติการอย่างแตกหัก และทาให้ หมดโอกาสที่จะได้ ชนะในตอนสุดท้ ายต่อกองเรืออังกฤษ
ั
ในการวิเคราะห์ ปัจจัยของกาลังอานาจทางทะเล มาฮานได้ มองจักรวรรดิ์นิยมในอีกแง่มมหนึ่งที่
ุ
แตกต่างไป มาฮานเป็ นนักต่อต้ านจักรวรรดิ์นิยม เขามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอาณานิคมกับกาลัง
อานาจทางทะเล การสร้ างกาลังทางเรือในอาณานิคมเป็ นการย่างก้ าวเข้ าไปในดินแดนต่างประเทศ แสวงหา
ช่องทางที่จะขายสินค้ า ได้ น่านน ้าใหม่ในการเดินเรือ มีการจ้ างงานประชาชนของตนมากขึ ้น ทาให้ ตนเองสุข
สบายและมังคังยิ่งขึ ้น
่ ่
อย่างไรก็ดี การค้ าขายไม่ใช่วาจะกระทาได้ โดยจุดหมายปลายทางการเดินเรือมีความปลอดภัย การ
่
เดินทางระยะไกล ๆ และมีอนตราย ทะเลมีศตรูคอยรบกวน เหตุนี ้จึงต้ องมีสถานีตามเส้ นทางเดินเรือ เช่น แห
ั
ั
๓๕
ลมกู๊ดโฮป เกาะเซนต์เฮเลนา ฯลฯ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการค้ าเป็ นสาคัญ แต่เพื่อการปองกันและสงคราม
้
ด้ วย การมีที่ตงกองทหารอย่างที่ยิบรอลต้มอลต้ า ฯลฯ มีคณค่าทางยุทธศาสตร์เป็ นสาคัญ อาณานิคมและ
ั้
า
ุ
ค่ายทหารในอาณานิคมบางครัง อยู่ในลักษณะของเรื่องทางการค้ า แต่บางครังก็เป็ นเรื่องทางทหาร การ
้
้
แสวงหาดินแดนจะต้ องคานึงถึงข้ อเท็จจริงพื ้นฐานเหล่านี ้ด้ วย การพิจารณาตกลงใจของรัฐบาลว่าจะตังฐาน
้
ทัพเรือหรือไม่และที่ไหน เป็ นภาระสาคัญแก่กาลังอานาจทางทะเล เรือของประเทศที่ไม่มีฐานทัพโพ้ นทะเล
เพียงพออย่างสหรัฐฯ (สมัยนัน) จะเป็ น “นกบนบกที่ไม่สามารถจะบิ นไกลออกไปจากฝั่งทะเลได้
้
”
จากการวิเคราะห์ปัจจัยกาลังอานาจทางทะเลของมาฮาน เป็ นที่ประจักษ์ ชดว่าการมีอิทธิพลของ
ั
อังกฤษไม่ได้ อยู่ที่กาลังกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่และหลักนิยมทางยุทธศาสตร์ที่เหนือกว่าเท่านัน หากแต่องกฤษ
้
ั
ยังควบคุมท้ องทะเล แคบ ๆ อีกด้ วย เช่น ช่องแคบอังกฤษ ช่องแคบยิบรอลต้ า ซิซีเลียน ดาร์ดาเนลส์ และบอส
ฟอรัส ซึ่งอาจจะควบคุมได้ ง่ายจากชายฝั่ งทังสองข้ าง อังกฤษมีที่ตงกาลังทางเรือหลายแห่ง เมื่อประกอบกับ
้
ั้
กองเรือรบแล้ วทาให้ สามารถควบคุมทะเลได้ เป็ นอย่างดี ไม่มีความขัดแย้ งใด ๆ ในตอนที่องกฤษมีกาลังทาง
ั
เรือใหญ่โตนอกพื ้นที่ยโรปในปี ค.ศ.๑๘๙๐ มาฮานมีความเห็นว่าการควบคุมน่านน ้ายุโรปได้ ก็เท่ากับได้
ุ
ควบคุมมหาสมุทรทุกแห่งของโลก จะถูกคุกคามบ้ างก็แต่เฉพาะจากการมีกาลังอานาจของประเทศนอกยุโรป
เท่านัน อย่างไรก็ดีตลอดศตวรรษที่ การมีกาลังทางเรือเหนือกว่าใครทาให้ เส้ นทางเดินเรือหลัก ๆ ของโลก
้
๑๙
กลายเป็ นเส้ นทางคมนาคมภายในจัก ์องกฤษไป
รวรรดิ ั
มาฮานสงสัยว่าอังกฤษจะรักษาฐานะในการเป็ นมหาอานาจทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ที่สดต่อไปตลอดกาล
ุ
หรือไม่ ท่านเขียนไว้ วา พื ้นฐานกว้ าง ๆ ของกาลังอานาจดังกล่าว “ยังคงอยู่ที่การค้าอย่างกว้างขวาง การ
่
อุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรอันใหญ่โตและระบบอาณานิ คมที่แผ่ขยายออกไป ” แต่ “ไม่ว่ารัฐบาล
ประชาธิ ปไตยจะมองการณ์ ไกลหรื อไม่ ความรู้สึกกระตือรื อร้นต่อฐานะและชื่อเสียงของชาติ ความเต็มใจที่จะ
ให้มีความรุ่งเรื องโดยการใช้จ่ายเงิ นอย่างเพียงพอในยามสงบ ทังหมดนี้จาเป็ นต้องมีการเตรี ยมการทางทหาร
้
ซึ่งเป็ นปัญหาที่ยงถกเถียงกันอยูอันที่จริง ผลของการพัฒนาในด้ านต่าง ๆ ที่องกฤษควบคุมได้ เพียงเล็กน้ อย
ั
”่
ั
ทาให้ เกิดดุลอานาจทางเรืออย่างใหม่ขึ ้นในระหว่างศตวรรษที่ ๒๐ได้ แก่ การเกิดมีมหาอานาจทางเรือใหม่
ขึ ้นมา กาลังทางบกหรือกาลังทางทะเลในยุโรปได้ เพิ่มขึ ้นอย่างมหาศาลและพัฒนาการทางเทคโนโลยี
บางอย่างซึ่งทาให้ การปิ ดกันทางทะเลได้ ผลน้ อยลงกว่าแต่ก่อน
้
การเกิดมหาอานาจทางทะเลของญี่ปนได้ ทาให้ ยทธศาสตร์ของอังกฤษในยุโรปและตะวันออกไกลชัก
ุ่
ุ
หวันไหว ในทศวรรษ
่
๑๘๘๐ และ ๑๘๙๐ อูตอเรืออังกฤษได้ ตอเรือรบส่งให้ ญี่ปนลาแล้ วลาเล่า รัฐบาลของมิ
่ ่
่
ุ่
กาโดได้ ขอยืมตัวนายทหารเรืออังกฤษไปสอนวิชาการและการบริหารของทหารเรือ บางคนอาจจะแย้ งว่าแม้
อังกฤษจะไม่ตอเรือและให้ คาแนะนาแก่ญี่ปน อื่นก็อาจจะทาให้ หรืออาจแย้ งว่า ที่องกฤษทาไปก็เพื่อจะ
่
ุ่ ชาติ
ั
คานลัทธิจกรวรรดิ์นิยมของรัสเซีย แต่ความจริงก็คือ กองเรือทันสมัยของญี่ปนในน่านน ้าเอเซียได้ ผลิกผัน
ั
ุ่
สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ให้ ใหม่เป็ นผลดีตออังกฤษ หมูเ่ รือของอังกฤษปองกันรักษาช่องแคบอังกฤษ ทะเล
่
้
๓๖
เหนือและทะเลเมดิเตอร์ เรเนียนได้ แต่ไม่อาจจะคุ้มครองเส้ นทางคมนาคมทางทะเลในตะวันออกไกลได้ อีก
ต่อไป
ก่อนสงครามการเมือง สหรัฐ ฯ มีกองทัพเรือและนโยบายทางเรืออยู่แล้ ว แต่ไม่มีผลต่อการเมือง
ของโลกแต่อย่างใด หลังจากสงครามจึงได้ มีการปรับปรุงกองทัพเรือสหรัฐ ฯ งานเขียนของมาฮานได้ เร่ง
ให้ เปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนากองทัพเรือสหรัฐ ฯ พอถึง ค.ศ.๑๘๙๘ กองทัพเรือสหรัฐ ฯ ได้ เพิ่ม
กาลังจากเรือไม่กี่ลาเป็ นกองเรือรบชันหนึ่งอย่างรวดเร็ว การควบคุมทะเลแคบ ๆ ของยุโรปไม่อาจทาให้
้
ครองครองทะเลในโลกอีกต่อไป อังกฤษจะต้ องเสริมกาลังทางเรือโพ้ นทะเลให้ เข้ มแข็งมากขึ ้นจึงจะ
สามารถครองน่านน ้าอเมริกาและตะวันออกไกลได้ ตอไปอีก การพัฒนากาลังใกล้ ๆ เกาะอังกฤษก็จะ
่
ช่วยให้ เป็ นไปได้ อย่างแท้ จริงไม่วาทางการอังกฤษจะต้ องการหรือไม่ก็ตาม การเร่งสร้ างกาลังทางเรือใน
่
ยุโรปโดยเฉพาะกองทัพเรือเยอรมันที่เติบโตขึ ้นอย่างรวดเร็วหลัง ค .ศ.๑๙๐๐ ได้ คกคามต่อการครอง
ุ
ทะเลในน่านน ้ายุโรปของอังกฤษที่มีอยู่มานานแล้ ว ฉะนัน แทนที่จะเสริมกาลังกองเรือโพ้ นทะเล รัฐบาล
้
อังกฤษจึงได้ ลดกาลังส่วนนันลงเพื่อที่จะยังคงรักษาความเป็ นเจ้ าทะเลในทะเลแคบ ๆ และแอตแลนติก
้
ตะวันออก
เป็ นไปได้ วามาฮานเองได้ ให้ เร่งเสริมกาลังทางเรือของสหรัฐ ฯ เพื่อลดการครองทะเลทัวโลกของ
่
่
อังกฤษให้ น้อยลง เขาเห็นว่า การมีกาลังอานาจทางทะเลประกอบกับความยิ่งใหญ่ของประเทศและการ
สร้ างจักรวรรดิ์นิยมด้ วยกาลังทางทะเลเป็ นแรงกระตุ้นให้ องกฤษแผ่ขยายอิทธิพลที่กาลังวุนวายอยู่ใน
ั
่
ยุโรปตะวันออกไปและอเมริกา หลักการในเรื่องกาลังอานาจทางทะเลของมาฮานได้ ทาให้ การเมืองและ
เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้ มเปลี่ยนไป ซึ่งก็ได้ เร่งขยายกาลังกองทัพเรือกันอยู่แล้ ว กาลังทาง
เรือเหล่านี ้จะส่งเสริมและสนับสนุนการแสวงหาอาณานิคมแห่งใหม่ อันจะทาให้ ต้องเร่งสร้ างกาลังทาง
เรือเร็วขึ ้นอีก การเพิ่มกาลังทางเรือของประเทศอื่น ๆ ทาให้ การครองทะเลของอังกฤษลดลง
ไม่ใช่แต่เพียงฐานะทางยุทธศาสตร์ของอังกฤษและกาลังทะเลของประเทศอื่น ๆ จะค่อย ๆ เสื่อม
ลงทีละน้ อย การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเครื่องยนต์กลไกที่เกิดขึ ้นยังทาให้ ความสาคัญทางการเมือง
และทางทหารของกาลังอานาจทางทะเลลดลงไปอีกด้ วย หนึ่งในการพัฒนาเหล่านี ้ ได้ แก่ การปรับปรุง
ทางรถไฟและการขนส่งทางถนนในทวีปยุโรป การพัฒนาเรื่องอื่น ๆ เป็ นการพัฒนาเมื่อพรรคนาซีขึ ้น
ปกครองเยอรมันนี ได้ แก่ การผลิตวัตถุดิบทดแทนวัตถุดิบทางยุทธศาสตร์ซึ่งแต่ก่อนจะต้ องนาเข้ ายุโรป
จากโพ้ นทะเล
อิทธิพลทางทะเลของอังกฤษมีอยู่มากในตอนที่การขนส่งทางบกในทวีปยุโรปยังเก่าแก่พ้นสมัย
การขนส่งสินค้ าส่วนใหญ่กระทาโดยทางน ้า ไปตามแม่น ้าและลาครอง ผ่านน่านน ้าชายฝั่ งหรือทะเลลึก
สินค้ าที่ถกส่งจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือไปยังภาคใต้ ของเยอรมันนี อาจส่งทางเรือจากท่าทางเหนือ
ู
ผ่านช่องแคบอังกฤษ อ้ อมแหลมยิบรอลตาร์เข้ าช่องแคบคาร์ดาแนลส์ แล้ วจึงเข้ าแม่น ้าดานูบไปยัง
ปลายทาง การสร้ างระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนได้ ทาให้ เปลี่ยนสภาพการขนส่งสินค้ าดังกล่าวไป
๓๗
และมีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์เช่นเดียวกับการพาณิชย์ มาฮานยอมรับการพัฒนาใหม่ ๆ เหล่านี ้ แต่
สรุปว่า “การขนส่งสิ่ งของจานวนมาก ๆ เป็ นระยะทางไกล ๆ กระทาได้ง่ายและมากมายกว่าทางบก
อย่างเด็ดขาดโดยทางทะเล และนี่เป็ นเหตุผลที่ทาการครองทะเลจึงสาคัญนัก ” เขาได้ ยืนยันว่า เส้ นทาง
ทะเลยังคงเป็ น “ทางคมนาคมเส้นใน” อยู่ซึ่งให้ ความได้ เปรียบทางทหารอย่างแน่นอนในบทความของ
มาฮานเมื่อ ค.ศ.๑๙๐๗ เขาได้ ยอมรับว่า มีทางเลือกอีกมากสาหรับการขนส่งทางทะเล และไม่อาจจะ
กล่าวได้ อีกต่อไปว่า การขนส่งทางทะเลจะเฟื่ องฟูเช่นที่ได้ เป็ นมาแต่ก่อน ด้ วยเหตุผลที่ชดแจ้ งในเรื่องค่า
ั
ขนส่งถูกและความสะดวก การขนส่งทางน ้าจะยังคงรักษาตาแหน่งความสาคัญในการขนส่งไว้ ได้ อาจ
สาคัญน้ อยลงแต่ก็ยงคงเป็ นเครื่องมือขนส่งที่ยิ่งใหญ่อยู่เสมอจนกว่าเราจะทาการขนส่งทางอากาศได้
ั
เป็ นผลสาเร็จ
ใน ค.ศ.๑๙๐๗ แม้ วาการขนส่งทางรถยนต์จะยังเพิ่งเริ่มขึ ้น แต่ก็พอจะมองเห็นได้ แล้ วว่าอนาคต
่
การคมนาคมขนส่ง ต่อไปจะเป็ นอย่างไร อย่างไรก็ตาม มาฮานยังนิยมเรื่องเก่า ๆ อยู่ ไม่เคยใฝ่ ฝั นถึง
เรื่องความคล่องแคล่วที่กาลังทางบกจะมีในสงครามโลกครังที่ ๒ ความคล่องแคล่วของกาลังทางบกนี ้
้
ไม่เพียงแต่จะทาให้ กาลังอานาจทางทะเลไม่เป็ น “ทางคมนาคมเส้นใน ” อีกต่อไป หากยังคุกคามต่อ
ความปลอดภัยของฐานทัพบนบกที่ไม่มีกาลังอานาจทางทะเลอีกด้ วย
มาฮานเชื่อว่ากาลังอานาจทางทะเลในทุกกิ่งก้ านสาขา เป็ นถนนไปสูความมังคังและเกียรติของ
่
่ ่
ทุกประเทศที่สามารถพัฒนาได้ เขาชี ้ให้ เห็นว่าฝรั่งเศสอยู่ในสภาพที่เอื ้ออานวยมากที่สดในการพัฒนา
ุ
กาลังอานาจทางพาณิชย์และทางเรือฐานะของฝรั่งเศสแข็งแรงกว่าประเทศยุโรปอื่นใดในการรบกับ
อังกฤษ แต่ฝรั่งเศสเป็ นมหาอานาจทางบกมากกว่าทางทะเล เยอรมันนีเสียเปรียบมากในการที่การ
พาณิชย์ทางทะเลจะต้ องผ่านทะเลเหนือหรือช่องแคบอังกฤษที่อยู่ในระยะยิงของปื นเรืออังกฤษ
นอกจากนี ้ประเทศยุโรปใด ๆ ที่จะต้ องปองกันชายแดนจากการบุกรุกของประเทศเพื่อนบ้ านที่มีกาลัง
้
มาก จะไม่สามารถเปลี่ยนเอาทหารและอาวุธของกองทัพบกให้ มาทาการครองทะเลได้
เมื่อเทคโนโลยีทาให้ กาลังอานาจทางทะเลมีความสาคัญเป็ นเครื่องมือในการเมืองของโลก
ความสาคัญของปั จจัยพื ้นฐานของกาลังอานาจทางทะเลจึงเปลี่ยนไปมาฮานเห็นว่าการที่ไอน ้าทาให้ เรือ
แล่นได้ โดยไม่ต้องอาศัยลมที่ไม่แน่นอน ทาให้ การปองกันหมูเ่ กาะทางบกลดน้ อยลง ไอน ้าช่วยเพิ่มรัศมี
้
การปฏิบติการจากสถานีทหารเรือต่าง ๆ มากขึ ้น แต่นนเป็ นเพียงการเริ่มต้ นเท่านัน เพราะต่อมาเรือดา
ั
ั่
้
น ้าและเครื่องบินได้ คอย ๆ ทาให้ คณค่าในการปองกันของเกาะหมดไป มาฮานไม่ได้ มีชีวิตยืนยาวจนได้
่
ุ
้
เห็นเรือดาน ้าเยอรมันทาการปิ ดกันเกาะอังกฤษระหว่าง ค.ศ.๑๙๑๗ เพื่อบังคับให้ องกฤษยอมแพ้ หรือ
้
ั
ได้ เห็นการโจมตีทางอากาศใน ค.ศ.๑๙๔๐ ต่อย่านอุตสาหกรรมและท่าเรือ ซึ่งเป็ นกระดูกสันหลังของ
กาลังอานาจทางเรืออังกฤษ การครองทะเลโดยกองเรือผิวน ้าใหญ่โตที่เคยกระทามานาน ไม่อาจจะ
ประกันความปลอดภัยของฐานทัพบนเกาะอังกฤษได้ อีกต่อไปแล้ ว ยิ่งกว่านันกองเรือรบเองก็เป็ น
้
จุดอ่อนต่อการโจมตีด้วยอาวุธใหม่เหล่านี ้ การระวังไม่ให้ ถกเรือดาน ้าข้ าศึกโจมตีต้องกระทาอยู่
ู
๓๘
ตลอดเวลา ทะเลแคบ ๆ และชายฝั่ งที่อยู่ในระยะปฏิบติการของเครื่องบินข้ าศึกบนบก ถ้ าไม่อาจปองกัน
ั
้
การโจมตีได้ เรือรบจะต้ องระมัดระวังให้ มากอาวุธใหม่สามารถจะทาการโจมตีในรัศมีที่ใกล้ กบการ
ั
ปฏิบติการของ กองเรือได้
ั
มาฮานได้ ย ้าหลายครังหลายคราว่า ฐานทัพที่ปลอดภัยเป็ นรากฐานที่จาเป็ นในการมีกาลัง
้
อานาจทางทะเล แต่ เขาไม่ได้ มองไกลไปถึงการที่ฐานทัพจะถูกโจมตีทางอากาศ การปองกันฐานทัพ
้
จะต้ องกระทาในทางลึก ไม่เฉพาะแต่ปองกันการทาสงครามยานยนต์ แต่ยงต้ องปองกันการโจมตีทาง
้
ั
้
อากาศทุกรูปแบบอีกด้ วย ฐานทัพเรือที่ไม่มีการปองกันทางลึกและแหล่งส่งกาลังใหญ่โต อย่างฐานทัพ
้
ที่สิงคโปร์และฮ่องกงจะไม่สามารถรักษาไว้ ได้ โดยกาลังทางทะเล ถ้ าถูกโจมตีด้วยหน่วยยานยนต์จาก
ทางบกหรือกาลังทางอากาศ
มาฮานได้ อานประวัติศาสตร์ยโรปและศึกษางานเขียนของโจมินีอยู่ปีครึ่ง ซึ่งได้ ใช้ ความรู้มา
่
ุ
พิจารณาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทหารเรือ เขาได้ เรียนรู้จากโจมินีวา ไม่มีข้อแตกต่างที่เด่นชัด
่
ระหว่างการพิจารณาทางการเมืองกับการทหาร และได้ นาเอาวิธีวิเคราะห์วิจารณ์การยุทธและการรบมา
ใช้ โจมินีได้ กาหนดหลักการสงครามจากแนวคิดพื ้นฐานในเรื่องที่ตงเส้ นทาง การคมนาคม และการรวม
ั้
กาลัง มาฮานพยายามที่จะกาหนดหลักการให้ คล้ ายคลึงกันเกี่ยวกับยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ทางเรือ
เขาได้ พบว่าแนวความคิดของโจมินีหลายประการนาไปใช้ ในการทาสงครามทางเรือได้ แม้ บางประการ
จะต้ องปรับปรุงแก้ ไขหรือใช้ อย่างจากัด เหตุนี ้หลักการที่มาฮานกาหนดจึงเป็ นรากฐานของระบบ
ยุทธศาสตร์ทางเรือที่มีผลกระทบต่อแผนและนโยบายของกองทัพเรือประเทศชันนาทังหลาย
้
้
มาฮานเห็นว่า ที่ตงของกองกาลังตรงย่านกลางให้ ความได้ เปรียบในการตังรับเช่นเดียวกับการ
ั้
้
รุกในทะเลที่เหมือนกับบนบก ที่ตงเช่นนี ้ให้ ทางเส้ นในเป็ นเส้ นทางที่สนกว่าในการโจมตีอนที่จริงทางเส้ น
ั้
ั้
ั
ในเป็ นการยึดที่ตงตรงย่านกลางออกไป หรือที่ตงตรงย่านกลางที่เรียงติดต่ อกันเป็ นลาดับไป ฝ่ ายอยู่ใน
ั้
ั้
ที่ตงดังกล่าวสามารถรวมกาลังทางด้ านหนึ่งด้ านใดในหลายด้ านได้ อย่างรวดเร็วกว่าข้ าศึก และจึง
ั้
สามารถใช้ กาลังได้ ผลดีกว่า ตัวอย่างเช่นคลองสุเอซเป็ นทางเส้ นในเมื่อเปรียบกับทางอ้ อมแหลมกู๊ดโอป
คลองปานามาเมื่อเปรียบกับแหลมมาเจลแลน และคลองคีลเมื่อเปรียบกับช่องแคบสกาเยอรักระหว่าง
เดนมาร์กกับนอร์เวย์
คุณค่าทางยุทธศาสตร์ ของที่ตง มาฮานให้ เหตุผลว่า ไม่เพียงขึ ้นอยู่กบความสัมพันธ์ที่มีตอ
ั้
ั
่
เส้ นทางยุทธศาสตร์ หากยังขึ ้นอยู่กบกาลังที่แท้ จริงและทรัพยากรของที่ตงเองหรือประเทศรอบ ๆ ข้ าง
ั
ั้
ที่ตงขอเมืองโดเวอร์หรือยิบรอลตาร์ ซึ่งใกล้ เส้ นทางทะเลหรือใกล้ ทางผ่านของเส้ นทางทะเลหลาย
ั้
เส้ นทางก็น่าจะเป็ นที่ตงตรงกลางด้ วย คุณค่าของที่ตงทางยุทธศาสตร์ดงกล่าวมีมากขึ ้น เพราะทาง
ั้
ั้
ั
เดินเรือในบริเวณเหล่านี ้จะแคบยิ่งขึ ้น และเรือจานวนมากจาเป็ นต้ องผ่านกาลังทางทหารของที่ตงแต่ละ
ั้
แห่งอาจเพิ่มขึ ้นโดยการสร้ างปอมค่ายขึ ้นตามความเหมาะสม แต่ถ้าจะต้ องนาเอาอาวุธยุทโธปกรณ์มา
้
๓๙
จากที่ไกล ๆ ที่ตงนันก็จะเสียเปรียบแก่ฝ่ายอื่นที่มีเพื่อนบ้ านร่ารวยและพัฒนาสนับสนุนอยู่ ยิบรอลตาร์
ั้ ้
เป็ นตัวอย่างที่องกฤษเสียเปรียบในเรื่องนี ้
ั
คาว่า “เส้นทางคมนาคม” มาฮานหมายถึง เส้ นทางเคลื่อนย้ ายระหว่างกาลังกับแหล่งส่งกาลัง
เขาเขียนไว้ วา “เส้ นทางคมนาคมเป็ นปั จจัยสาคัญที่สุดทางยุทธศาสตร์ การเมืองหรือการทหาร ”
่
กาลังอานาจทางทะเลจะมีมากได้ ขึ ้นอยู่กบการควบคุมเรื่องเหล่านัน ฉะนัน กาลังอานาจที่จะให้ สามารถ
ั
้
้
ใช้ เส้ นทางคมนาคมสาหรับตนเอง และขัดขวางไม่ให้ ข้าศึกใช้ นน จึงมีผลกระทบต่อความเข้ มแข็งของ
ั้
ประเทศ เส้ นทางคมนาคมยิ่งไกลขึ ้น ประโยชน์ที่จะได้ รับจากกาลังอานาจทางทะเลก็จะยิ่งมากขึ ้น ที่ตง้ั
ตรงย่านกลางซึ่งสามารถปองกันเส้ นทางคมนาคมของตนได้ ย่อมได้ เปรียบมาก ดังเช่นที่ตงของฝรั่งเศส
้
ั้
ในการทาสงครามกับสเปนและออสเตรีย หรือที่ตงของอังกฤษเมื่อทาสงครามกับฝรั่งเศส กองเรือ
ั้
อังกฤษสามารถจะปิ ดกันชายฝั่ งทะเลฝรั่งเศส ขณะเดียวกันก็จะสามารถปกปองผลประโยชน์ของ
้
้
อังกฤษตังแต่ทะเลบอลติกลงไปจนถึงอียิปต์ได้
้
มาฮานย ้าว่า การรวมกาลังเป็ นหลักการพื้นฐานของทังการทาสงครามทางทะเลและทางบก
้
คุณค่าของที่ตงตรงย่านกลางอยู่ที่ความสะดวกและง่ายต่อการรวมกาลัง ถ้ ากองเรือเผชิญกับข้ าศึกสอง
ั้
ทาง จะต้ องเข้ าทาลายข้ าศึกทางด้ านหนึ่งก่อนแล้ วจึงเข้ าทาลายอีกด้ านหนึ่ง นี่คือหลักการที่อยู่ในใจของ
ประธานาธิบดีรูสเวลท์ เมื่อท่านไม่ยอมให้ แยกกองทัพเรืออเมริกนออกเป็ นกองเรือแปซิฟิกและ
ั
แอตแลนติก
การศึกษาประวัติศาสตร์ทาให้ มาฮานเชื่อว่า การยุทธในอดีตทางทะเลและทางบก “ย่ อมจะ
สาเร็จหรือล้ มเหลวตามที่ได้ ส้ ูรบให้ สอดคล้ องกับหลักการสงครามเพียงไร ” เนื ้อหาสาระของ
หลักนิยมทางยุทธศาสตร์ของมาฮาน ได้ แก่ ความจาเป็ นในการครองทะเล ซึ่ง เขาว่าจะกระทาได้ ก็โดย
การรวมกาลังให้ สามารถขับไล่เรือรบและเรือพาณิชย์ข้าศึกออกไปจากทะเลได้ เท่านัน ถ้ าจุดหมาย
้
สาคัญของกองเรือรบอยู่ที่การครองทะเล ไม่ใช่การไล่ติดตามหรือหนีข้าศึกกองเรือก็จะต้ องมีลกษณะ
ั
ของกาลังในการรุกรบไม่ใช่ความเร็ว การไปถึงจุดหมายก่อนไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากว่าจะมีกาลัง
เหนือกว่าเมื่อข้ าศึกไปถึงที่นน หลักการนี ้มาฮานเชื่อว่าเป็ นความจริงทางทะเลมากกว่าทางบก
ั่
ความเร็วเป็ นประโยชน์แต่ใช้ แทนกาลังยิงไม่ได้ เรือขนาดหนักซึ่งในระยะหลังได้ แก่เรือ ประจัญบาน จึง
เป็ นกระดูกสันหลังของกาลังทางเรือ
ประเทศที่โชคไม่ดีมีกองเรือที่ออนกาลัง มาฮานแนะนาให้ วางกาลังให้ เกิดประโยชน์มากที่สด
่
ุ
ข้ าศึกโจมตีให้ แตกไม่ได้ และหลอกข้ าศึกด้ วยการระวังปองกันน่านน ้าอย่างสม่าเสมอไม่ให้ ข้าศึกเล็ดลอด
้
เข้ ามาได้ กองเรือเยอรมันได้ กระทาเช่นนี ้ในสงครามโลกครังที่ ๑ และกองเรืออิตาลีในสงครามโลกครังที่
้
้
๒ การมีกองเรือที่ด้อยกาลังกว่านี ้เป็ นการบังคับให้ ข้าศึกจากัดการปฏิบติการลงจนกระทังกองเรือนันจะ
ั
่
้
ถูกทาลาย กาลังที่เหนือกว่าจะไล่ลากาลังที่ออนกว่าเข้ าฝั่ งหมด
่
่
๔๐
ในเรื่องที่ “ตามนัยทางการเมือง กองทัพเรื อทาการป้ องกันเท่านัน ” มาฮานได้ อธิบายว่า
้
“หมายถึงว่ากองทัพเรื อจะถูกใช้ให้ทาการป้ องกันเท่านัน ในกรณี ที่เราถูกบังคับให้ทาสงคราม ใน
้
ความหมายทางทหาร หมายถึงว่า กองทัพเรื อคอยโจมตีและป้ องกันตนเองได้เท่านัน ปล่อยให้ขาศึกอยู่
้
้
ตามสบายเท่าที่จะได้ประโยชน์ และมีเสรี ในการเลือกเวลาและวิ ธีการสูรบของตนเอาเอง ” มาฮาน
้
ยืนยันอย่าง แข็งขันว่า “กองทั พเรื อไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการป้ องกันชายฝั่งตามความหมาย
แคบ ๆ ซึ่งจากัดอยู่แต่การป้ องกันเมืองท่าเท่านัน การป้ องกันชายฝั่งเชิ งรับเหมาะที่จะให้กองทัพบก
้
กระทา ถ้าจะให้ทหารเรื อป้ องกันก็จะเป็ นการใช้ทหารที่ฝึกมาอย่างหนึ่งให้ไปทางานอีกอย่างหนึ่ง
ยิ่ งกว่านัน ถ้าเมืองท่าที่จะต้องป้ องกันมีหลายแห่ง กาลังทางเรื อก็จะต้องแบ่งแยกกันออกไปเป็ นการ
้
เสียกาลัง การป้ องกันกาลังอานาจทางทะเลควรใช้ป้อมค่ายชายฝั่งไม่ใช่งานของกองทัพเรื อ แต่อยู่ใน
ความสนใจเพราะฐานทัพที่ปลอดภัยเป็ นรากฐานที่จาเป็ นของกาลังอานาจทางเรื อ”
สาหรับข้ อที่วาการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ เช่น เรือรบและตอร์ปิโด จะมีผลต่อทฤษฎีการ
่
ครองทะเลอย่างไร การปิ ดกันที่เป็ นยุทธศาสตร์ทางเรือในอดีตสามารถจะกระทาได้ อยู่อีกหรือไม่ มาฮา
้
นบอกว่ายังคงทาได้ อยู่ ลมจากัดการแล่นของเรือใบ แต่กองเรือสมัยใหม่จะเป็ นกาลังปองกันที่เข้ มแข็ง
้
โดยใช้ กาลังขับเคลื่อนของเรือไม่ต้องอาศัยลม ตอร์ปิโดอาจเป็ นอันตรายต่อกาลังที่ปิดกัน แต่ก็ใช้ ยิงเรือที่
้
พยายามจะหลบหนีได้ สภาวการณ์ใหม่ ๆ “ทาให้ปฏิ บติการได้กว้างขวางขึ้ น แต่จะไม่เปลี่ยนแปลง
ั
ลักษณะของการปฏิ บติการ” แม้ คาถามอย่างเดียวกันเกี่ยวกับเรือดาน ้า ตอร์ปิโดแบบใหม่ และโทรเลข
ั
ไร้ สายได้ เกิดขึ ้นอีก ๑๖ ปี ต่อมา มาฮานก็ตอบอย่างเดียวกันว่า “เรื อดาน้าและตอร์ ปิโดแบบใหม่จะทา
ให้ตองใช้กาลังในการปิ ดกันมากขึ้นและบังคับให้ปิดกันในระยะไกลมากขึ้นอีกมาก ” แต่หลักการของ
้
้
้
ยุทธศาสตร์จะไม่เปลี่ยนแปลง
ปั ญหาที่แท้ จริงเกิดจากจุดอ่อนของเรือรบขนาดใหญ่ที่จะถูกเรือดาน ้าและเครื่องบินโจมตี หลัง
สงครามโลกครังที่ ๑ ได้ มีการทดลองทิ ้งระเบิดเรือเยอรมันที่ยอมแพ้ และได้ ข้อสรุป ๒ ประการ ประการ
้
แรกในทะเลแคบ ๆ ที่เครื่องบินข้ าศึกจากฐานบินบนบกบินมาโจมตีถึง เรือรบใหญ่ ๆ จะไม่สามารถ
ปองกันได้ นอกจากเรือรบจะอยู่ในระยะนันเป็ นเวลาสัน ๆ และมีการปองกันทางอากาศอย่างแข็งแรง
้
้
้
้
ส่วนในทะเลเปิ ดกองเรือจะต้ องมีอาวุ ธต่อสู้เรือดาน ้าและอากาศยานที่เข็มแข็ง ยังไม่มีรูปแบบการใช้
กาลังทางเรืออื่น ๆ แทนกองเรือขนาดใหญ่ ๆ แม้ จะเป็ นความจริงที่ในสงครามโลกครังที่ ๒ ทางด้ าน
้
แปซิฟิกได้ นาเอายุทธศาสตร์ใหม่ ๆ มาใช้ โดยกองเรือบรรทุกเครื่องบินเฉพาะกิจที่มีความเร็วและกาลัง
โจมตีสงเป็ นระยะทางไกล ๆ
ู
หลังจากที่มาฮานเสียชีวิตใน ค.ศ.๑๙๑๔ แล้ ว งานเขียนของ เขายังคงฝั งอยู่ในความรู้สกของ
ึ
นายพลเรือทุกคน ทัศนะของเขามีผลกระทบต่อความคิดเห็นของฝ่ ายพลเรือน และนโยบายของรัฐใน
อเมริกา ยุโรป และตะวันออกไกลอิทธิพลของความคิดเห็นของมาฮานได้ มีตอนโยบายกองทัพเรือ
่
อเมริกน ก่อนที่จะพิมพ์หนังสือเล่มแรกของเขาออกมาใน ค.ศ.๑๘๙๐ คาบรรยายของเขาที่วิทยาลัยการ
ั
๔๑
ทัพเรือใน ค .ศ.๑๘๘๖ และก่อน ค .ศ.๑๘๙๐ เป็ นที่ค้ นเคยแก่นายทหารเรือและข้ ารัฐการรวมทัง
ุ
้
ประธานาธิบดีรูสเวลต์ ในรายงานประจาปี ของ รัฐมนตรีทบวงทหารเรือเทรซี เมื่อธันวาคม ค .ศ.๑๘๘๙
ได้ ลอกเลียนเอาความคิดเห็นของมาฮานมาใส่ไว้ โดยตลอด นอกจากนี ้ในรายงานของ
คณะกรรมการนโยบายที่เทรซีตงขึ ้นทาให้ การพิจารณาความต้ องการกาลังทางเรือของสหรัฐ ฯ ก็ยงได้
ั้
ั
อาศัยข้ อคิดเห็นของมาฮานที่ได้ จากการศึกษาประวัติศาสตร์ คณะกรรมการได้ เสนอให้ สร้ างเรือรบ
สมัยใหม่ทกชันมากกว่า ๒๐๐ ลา ด้ วยความเชื่อว่า สหรัฐ ฯ กาลังจะเข้ าสูระยะการแข่งขันและขยายตัว
ุ ้
่
ของการพาณิชย์ รวมทังการพัฒนาทางการค้ าของตนเองและการเปิ ดคลองลัดคอคอดที่เป็ นแหล่ง
้
อันตราย เรือรบที่เสนอให้ สร้ างเป็ นเรือลาดตระเวนระยะใกล้ สาหรับปองกันชายฝั่ ง และเรือลาดตระเวน
้
ระยะไกลสาหรับการปฏิบติการรุก
ั
ในพฤศจิกายน ค.ศ.๑๘๙๓ รัฐมนตรีทบวงทหารเรือ เฮอร์เบอตร์ ผู้ถกงานเขียนของมาฮานดล
ู
ใจ ได้ ยอมรับทฤษฎีการใช้ เรือขนาดหนักในการปองกันอย่างหนักแน่นยิ่งกว่ารัฐมนตรีคนก่อน ทังนี ้
้
้
เพื่อที่จะใช้ กองทัพเรือเป็ นเครื่องมือในการส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติในต่างประเทศ และเป็ นเขี ้ยวเล็บ
ของการทูตทัว ๆ ไป แม้ ในยามสงบ นอกจากนันการยุทธทางเรือระหว่างจีนกับญี่ปน (ค.ศ.๑๘๙๔่
้
ุ่
๑๘๙๕) ได้ แสดงให้ เห็นคุณค่าในการสู้รบของเรือขนาดใหญ่
ชื่อเสียงของมาฮานได้ โด่งดังขึ ้นเรื่อย ๆ ได้ มีการเอ่ยนามและอ้ างความคิดเห็นของ เขาในการ
อภิปรายของกองทัพเรือ ค.ศ.๑๘๙๐ ในวงการรัฐสภาเมื่อ ค .ศ.๑๘๙๕ และ ๑๘๙๖ ซึ่งเป็ นครังแรกที่
้
วุฒิสมาชิกและผู้แทนราษฎรได้ เข้ าใจทฤษฎีของยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ฯ พอสมควร ครันเมื่อรูสเวลต์ได้
้
เป็ นประธานาธิบดีในกันยายน ค.ศ.๑๙๐๑ ปรัชญาในการมีกาลังอานาจทางทะเลของมาฮานจึงได้ เข้ า
สูทาเนียบขาวทางประธานาธิบดีรูสเวลต์ อันเป็ นผลให้ สหรัฐ ฯ เสริมสร้ างกองทัพเรือเป็ นการใหญ่ ใน
่
ค.ศ.๑๙๐๕ สภาคองเกรสได้ อนุมติการจัดหาเรือประจัญบานชันหนึ่ง ๑๐ ลา เรือลาดตระเวนหุ้มเกราะ
ั
้
๔ ลา และเรืออื่น ๆ อีก ๑๗ ลา ในปี ต่อ ๆ มาได้ มีการจัดหาเรือขนาดใหญ่อีก ๔ ลา และเรือพิฆาต ๒๐
ลา แต่เมื่อรูสเวลต์พ้นจากตาแหน่งได้ ๕ ปี กองทัพเรือได้ เติบโตช้ าลง พอเกิดสงครามโลกครังที่ ๑
้
โครงการกองทัพเรือกลับเดินหน้ าไปไกลเกินกว่าที่จะให้ “เป็ นรองแต่องกฤษเท่านัน ” ซึ่งเป็ นนโยบายที่
ั
้
กาหนดไว้ ตงแต่ ค .ศ.๑๙๐๑ ถ้ ามาฮานมีชีวิตอยู่ตอไปอีกสักปี ถึงธันวาคม ค .ศ.๑๙๑๕ ก็จะได้ ยิน
ั้
่
ประธานาธิบดีวิลสันขออนุมติรัฐสภาสร้ างกองทัพเรือให้ “เท่าเทียมกับชาติ ที่มีกาลังมากที่สด ในโลก”
ั
ุ
รัฐบัญญัติวาด้ วยกองทัพเรือ ค.ศ.๑๙๑๖ ได้ อนุมติจริง ๆ ให้ สหรัฐสร้ าง “กองทัพเรื อที่ไม่เป็ นรองใคร”
่
ั
ในอังกฤษ มาฮานได้ รับความนิยมสูงสุดและโดยทันที หนังสือเรื่อง The Influence of Sea
Power upon History ได้ ไปปรากฏในอังกฤษพอดีกบเวลาที่จะต้ องให้ ได้ รับความสนใจและเห็นชอบ ใน
ั
ทศวรรษ ๑๙๘๐ ได้ มีการแก่งแย่งและขัดแ ย้ งกันระหว่างชาติในยุโรปในการล่าอาณานิคมเพื่อการค้ า
ขายและแสวงหาวัตถุดิบทาให้ มีการปรับปรุงกองทัพเรือกันโดยทัวไป สาหรับอังกฤษนันกองทัพเรือมี
่
้
“ความจาเป็ นอย่างสาคัญที่สด ” แต่สวนประเทศบนแผ่นดินใหญ่ไม่ใช่เกาะเป็ น “เพียงของฟุ่ มเฟื อย ”
ุ
่
๔๒
หนังสือ สองเล่มขอมาฮานใน ค .ศ.๑๘๙๐ และ ๑๘๙๒ ได้ มีสวนทาให้ คนอังกฤษทังชาติมีจิตใจเป็ น
่
้
ทหารเรือ ซึ่งไม่ยากที่ประชาชนชาวอังกฤษจะเข้ าใจความคิดเห็นของมาฮานได้ เขาได้ มองเห็นหลักการ
เบื ้องต้ นที่ทาให้ องกฤษครองทะเลได้ จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ทางเรือและการเมืองของอังกฤษ
ั
โดยกล่าวถึงหลักการเหล่านี ้ในรูปแบบที่แม้ แต่คนธรรมดาก็เข้ าใจได้ คนอังกฤษมีกาลังทางทะเลมาแต่
โบราณ เกิดการแข่งขันกันสร้ างกาลังทางเรือ และกาลังอยู่ในยุคใหม่ของการล่าอาณานิคม ฉะนัน จึง
้
ไม่ประหลาดใจที่คนอังกฤษสรรเสริญเยินยองานเขียนของมาฮานโดยทันที มาฮานได้ ไปเยือนอังกฤษ
หลายครังระหว่าง ค.ศ.๑๘๙๓-๑๘๙๕ เขาได้ ร่วมรับประทานอาหารกับพระราชินีและนายกรัฐมนตรี
้
ได้ รับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยอ๊ อกซ์ฟอร์ดและแคมบริจด์ และเป็ นแขกสาคัญของราชนาวี
สโมสรซึ่งเป็ นชาวต่างชาติคนแรกที่ได้ รับเกียรตินี ้
ในฝรั่งเศส ซึ่งเป็ นประเทศที่มีกาลังทางเรือเป็ นที่ ๒ ของโลก ใน ค .ศ.๑๘๙๐ หนังสือของ
มาฮานเล่มแรกได้ ถกแปลและเป็ นที่สนใจของนายทหารเรือฝรั่งเศส นาวาเอก
ู
Darrieus อดีต
ศาสตราจารย์วิชายุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางเรือของวิทยาลัยการทัพเรือฝรั่งเศส รู้สกประทับใจคา
ึ
วิจารณ์นโยบายกองทัพเรือฝรั่งเศสของมาฮาน อย่างมาก นายพลเรือ Raoul Castex แห่งวิทยาลัยการ
ทัพเรือบอกว่าความคิดของมาฮาน ๒ ประการ ประการแรกเป็ นความสาคัญสูงสุดของการครองทะเล
และประการที่ ๒ เป็ นความจาเป็ นของกาลังที่จดไว้ ทาให้ เป็ นการพิจารณาของคนรุ่นหลังไป Castex ไม่
ั
ชอบงานเขียนแบบของมาฮาน แต่ ก็เชื่อว่าไม่ได้ ทาให้ เสียคุณค่าอันประมาณมิได้ ในงานเขียนของ
มาฮานซึ่งเป็ นเจ้ าความคิดอย่างแท้ จริงในด้ านทฤษฎีของยุทธศาสตร์ นับได้ วาความคิดของมาฮานไม่ได้
่
มีผลในฝรั่งเศสเหมือนอย่างในอังกฤษ สหรัฐ ฯ และเยอรมันนี
ในเยอรมันนี งานเขียนของมาฮานมีอิทธิพลต่อนโยบายมากและเป็ นรองแต่ในสหรัฐ ฯ เท่านัน
้
โดยที่พระเจ้ าจักรพรรดิ์วิลเลียมที่ ๒ ได้ ให้ บิสมาร์กออกจากราชการ เพราะบิสมาร์กดื ้อรันที่จะให้
้
เยอรมันนีเป็ นมหาอานาจในทวีปยุโรปอยู่ตอไป และเยอรมันนียคคนเยอรมันรุ่นหนุ่มมีนโยบายในการ
่
ุ
ขยายอานาจออกไปโพ้ นทะเล กองทัพเรือเยอรมันที่จดตังขึ ้นใหม่ตามนโยบายนี ้จะเล็กแต่ก็กาลังเติบโต
ั ้
กาลังอานาจทางทะเลของเยอรมันนีไม่ได้ เกิดขึ ้นเองโดยธรรมชาติเหมือนอย่างของอังกฤษ ผู้นาของ
เยอรมันนีได้ พยายามให้ ประชาชนมองเห็นคุณค่า ในงานเขียนของมาฮาน และกองทัพเรือได้ แปลเป็ น
ภาษาเยอรมัน Ernst von Halle ผู้นาขบวนการสนับสนุนกาลังทางเรือได้ เขียนหนังสือโดยใช้ หลักนิยม
ของมาฮานให้ เข้ ากับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของเยอรมันนี นักโฆษณาชวนเชื่อได้ บอกแก่ประชาชน
เยอรมันว่า การที่จาเป็ นต้ องมีกาลังอานาจทางเรือนันเป็ นเรื่องธุรกิจ โดยอ้ างการยืนยันของมาฮานที่วา
้
่
การสร้ างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีกาไรดีในโพ้ นทะเล ย่อมขึ ้นอยู่กบการมีกาลังอานาจทางทะเล
ั
เยอรมันนีตางกับฝรั่งเศสและอังกฤษในการที่ไม่มีประวัติกองทัพเรือเลย ทาให้ มีขนบประเพณีทาง
่
ทหารเรืออยู่เพียงเล็กน้ อย นายทหารเยอรมันจึงเต็มใจที่จะรับเอาหลักนิยมทางยุทธศาสตร์ที่มาฮาน
กาหนดไว้ แล้ ว แต่มาฮานเห็นว่ากาลังอานาจทางทะเลได้ จากการประกอบกันของอาณานิคม การค้ า
๔๓
โพ้ นทะเลและกาลังทางเรือ จึงนับว่าเป็ นการมอมเมาประชาชนที่เพิ่งตื่นตัวให้ สนใจในเรื่องผลประโยชน์
ในอาณานิคมและการค้ าต่างประเทศ
จดหมายที่พระเจ้ าไกเซอร์ของเยอรมันนีทรงเขียนส่งไปให้ พระสหายเมื่อ พฤษภาคม ค
.ศ.
๑๘๙๔ ได้ แสดงถึงการยอมรับความคิดของมาฮานในเยอรมนี พระองค์ท่านเขียนไปว่า “ฉันไม่ได้เพียง
อ่านหนังสือของนาวาเอกมาฮานเฉย ๆ แต่อ่านอย่างใจจดใจจ่อทีเดียว และพยายามจะเรี ยนรู้ให้ขึ้นใจ
มันเป็ นงานเขียนชิ้ นเอก และยอดเยี่ยมในทุกประเด็น เรื อทุกลาของฉันมีหนังสือและผูบงคับการเรื อกับ
้ ั
นายทหารของฉันอ้างถึงอยู่เสมอ ” พลเรือเอก Alfred von Tirpitz ผู้ปรับปรุงกองทัพเรือเยอรมันให้
ใหญ่โตเป็ นที่ ๒ ของโลก จาก ค.ศ.๑๘๙๗ จนกระทังสงครามโลกครังที่ ๑ ได้ อานหนังสือของมาฮานและ
่
้
่
พูดชมอยู่เสมอ ผลที่ความคิดของนายทหารเรืออเมริกนมีตอโครงการและนโยบายของ Tirpitz ปรากฎ
ั ่
เห็นได้ ชดเจน แต่เยอรมันก็นาเอาเรื่องที่เข้ าใจผิด ๆ จากความคิดของมาฮานไปใช้ Tirpitz ไม่พยายาม
ั
จะเข้ าใจข้ อจากัดทางภูมิศาสตร์ของที่ตงประเทศเยอรมนีที่เกี่ยวกับการครองทะเล ยิ่งกว่านันท่านไม่ได้
ั้
้
เอาใจใส่ตอคาเตือนของมาฮานที่วา อย่าหวังว่าเป็ นมหาอานาจทางบกแล้ วจะเป็ นมหาอานาจทางทะเล
่
่
ได้ อีกด้ วยเหมือนกัน
ทฤษฎีของมาฮานได้ มีสวนในการพัฒนาภูมิรัฐศาสตร์ของเยอรมันนีอีกด้ วย การดาเนินการของ
่
เยอรมนีตามแนวทางใหม่นี ้ได้ ใช้ ทฤษฎีที่วา กาลังอานาจและการเติบโตของรัฐต้ องอาศัยกาลังทางบกที่
่
ขยายใหญ่โตขึ ้นเป็ นพื ้นฐาน เปรียบได้ กบปรัชญาในการขยายกาลังทางทะเลของมาฮานโดยอนุโลม ใน
ั
หนังสือ Geopolitics : The Struggle for Space and Power (ค.ศ.๑๙๔๒) ของ Robert Strausz-Hupe
ได้ กล่าวว่า มาฮานเป็ น “นักคิ ดแองโกลแซกซอนคนหนึ่งในจานวนหลายคนที่อิทธิ พลของเขาสังเกตเห็น
ได้ชดแจ้งที่สดจากคาสอนของเฮาสโฮเฟรทังหมดโดยตลอด ทัง ๆ ที่ หรื อบางทีเป็ นเพราะหลักนิ ยมใน
ั
ุ
้
้
กาลังทางบกของเฮาสโฮเฟรเองเป็ นการค้านทฤษฎีของมาฮานอย่างรุนแรงที่สุด” ส่วนใหญ่ของงานเขียน
และความคิดในเรื่องภูมิรัฐจะเกี่ยวกับความขัดแย้ งระหว่างกาลังทางบกกับกาลังทางเรือเฮาสโฮเฟรและ
ผู้นิยมชมชอบเขาหวันใจว่าความสาคัญทางยุทธศาสตร์ของภูมิศาสตร์จะเปลี่ยนไปโดยการมีทางรถไฟ
่
และต่อมาการทาสงครามยานยนต์เร็วกว่าทางด้ นกาลังทางทะเลมาก พวกเขาพูดถึงจุดอ่อนของฮ่องกง
และสิงคโปร์หลายปี ก่อนเกิดสงครามโลกครังที่ ๒ เฮาสโฮเฟรยอมรับว่ามาฮานเป็ นนักคิดทางภูมิ
้
รัฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ผู้ทาให้ สหรัฐ ฯ ดาเนินไปสูความยิ่งใหญ่ ผู้สอนรัฐบุรุษอเมริกนให้ คิดในเรื่องกาลัง
่
ั
อานาจของโลกและพื ้นที่กว้ างขวางมากขึ ้น

บทความชุดนักการสงคราม

  • 1.
    ศูนย์ การสงครามทางอากาศ กองบัญชาการยุทธทางอากาศ ___________________________________________________________________________ นักการสงคราม อังตวนอองรี โจมินี (Antoine Henri Jomini) อังตวน อองรี โจมินี (ค.ศ.๑๗๓๙–๑๘๖๙) เกิดที่เมืองโว ด์ (Vaud) ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็ นชนชันกลางอยู่ในตระกูลพ่อค้ าที่อพยพจากประเทศอิตาลี เริ่มทางานเป็ นเสมียนธนาคาร แล้ ว ้ ตัดสินใจเข้ าเป็ นทหารเมื่ออายุ ๑๗ ปี ทังนี ้เนื่องจาก โจมินี ชื่นชอบความมีชื่อเสียงของนโปเลียน ้ โบนาปาตที่ได้ รับชัยชนะในการทาสงครามที่ประเทศอิตาลี จึงเข้ าร่วมกับกองทัพของนโปเลียน โดยทา หน้ าที่เป็ นเจ้ าหน้ าที่สงกาลังบารุง แต่ด้วยความสนใจในการสงคราม เขาได้ ศกษาค้ นคว้ าศิลปะของการ ่ ึ ทาสงคราม และได้ แต่งหนังสือเล่มแรกชื่อ Traite Des Grandes Operations Miritaires เกี่ยวกับการ ยุทธของพระเจ้ าเฟรคเดอริค มหาราช เปรียบเทียบกับการยุทธของนโปเลียน หนังสือเล่มนี ้ โจมินีได้ มอบ ให้ กบนโปเลียน ซึ่งได้ มีโอกาสอ่านขณะว่างการสงคราม นโปเลียนประทับใจในหลักวิชาทหารต่าง ๆ ใน ั หนังสือเล่มนี ้ที่สามารถล่วงรู้การศึกษาสงครามแบบนโปเลียน จึงให้ โจมินีรับตาแหน่งเป็ นฝ่ ายเสนาธิการ ของจอมพลเนย์ แห่งกองทัพนโปเลียนใน ค .ศ.๑๘๐๖ ขณะนันโจมินี อายุ ๒๗ ปี และมีความหวังที่จะ ้ ได้ รับการยกย่องให้ ถือคทาเหมือนจอมพลคนอื่น ๆ
  • 2.
    ๒ แต่ในชีวิตของทุกคนจะต้ องมีอปสรรคอย่างน้ อย๑ อย่าง โจมินีก็เช่นกัน เขาไม่ได้ รับการ ุ ไว้ วางใจมอบหมายให้ บญชาการในระดับนายพลได้ ตามเรื่องนี ้จากหลักฐานของโจมินีเอง และจากของ ั ผู้เขียนชีวประวัติของโจมินีหลายคนแสดงให้ เห็นว่า โจมินีมีเรื่องโกรธเคืองอยู่กบหัวหน้ าเสนาธิการทหาร ั ของนโปเลียนชื่อ เปอร์ เธี ย ซึ่งมีลกษณะเหมือนผู้บงคับบัญชาสมัยโบราณที่กีดกันผู้ใต้ บงคับบัญชาที่เด่น ั ั ั กว่า และพยายามไม่ให้ โจมินีมีตาแหน่งที่สงขึ ้น ความไม่ลงรอยของทังสองคนมีมาก แม้ ในหนังสือ The ู ้ Art Of War ของโจมินีได้ เขียนไว้ วา “เพียงความตายเท่ านัน ที่จะยุติความเครียดแค้ นซึ่งกันและกัน ่ ้ ได้ ” ในขณะเดียวกันกองทัพรัสเซีย ได้ เสนอให้ โจมินีรับตาแหน่งนายพลหาก เขาจะเข้ าร่วมกับ กองทัพรัสเซีย โจมินีใช้ เวลาตัดสินใจถึง ๖ ปี ถึงได้ ยอมรับตาแหน่ง นายพลจากกองทัพรัสเซีย ซึ่งต่อมา เขามีชื่อเสียงโด่งดังมาก ได้ ร่วมก่อตังโรงเรียนนายร้ อยทหารบกรัสเซีย (The Nicholas Military ้ Acadamy) ที่กรุงมอสโค ว์ ในปี ค.ศ.๑๘๓๒ ได้ เป็ นอาจารย์สอนวิชาการทหาร และเป็ นที่ปรึกษาคน สาคัญของพระเจ้ าซาร์นิโคลัสที่ ๑ แห่งรัสเซีย เขาใช้ เวลาว่างศึกษาค้ นคว้ าแต่งตาราประวัติศาสตร์ การทหาร โจมินีอยู่ในกองทัพรัสเซียจนเกษี ยณอายุราชการ แล้ วจึงกลับกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เขา เสียชีวิตที่กรุงปารีสเมื่ออายุได้ ๙๐ ปี พร้ อมทังความสาเร็จ ชื่อเสียงเกียรติยศ และความร่ารวย ้ หนังสือและงานเขียน โจมินีแต่งหนังสือไว้ ๒๗ เล่ม รวมทังวารสารอีกจานวนหนึ่ง ลักษณะงานเขียนเป็ นการวิเคราะห์ ้ วิจารณ์การยุทธอย่างละเอียดถึงสาเหตุของความสาเร็จหรือความล้ มเหลวของการยุทธนัน ๆ หนังสือที่มี ้ อิทธิพลต่อทฤษฎีทางทหารมากที่สดเล่มหนึ่งใน ค.ศ. ๑๘๓๘ คือ Precie L’ Art De La Guerre (บทย่อ ุ ของ The Art Of War) ซึ่งประเทศสหรัฐ ฯ ได้ นาไปใช้ สอนในโรงเรียนนายร้ อยทหารบก และในสงคราม กลางเมืองอเมริกา นายพลของทังสองฝ่ ายก็ได้ ใช้ เป็ นแนวคิดเหล่านี ้ไปใช้ ในการทาสงคราม ้ โจมินีมีจิตใจเป็ นครู งานเขียนของเขาจะให้ เหตุผลและบอกประวัติศาสตร์ด้วย จุดประสงค์ของ การเขียนหนังสือ ก็ เพื่อต้ องการสอนให้ ทหารในสมัยนันฉลาดขึ ้น สามารถทาการรบได้ อย่างมี ้ ประสิทธิภาพ เพราะการรบในสมัยนันมีราคาสูงในการสร้ างกาลังกองทัพ การรบยัง หมายถึงเลือดเนื ้อ ้ และชีวิต หนังสือของโจมินีจึงเขียนให้ ใช้ กาลังทหารอย่างฉลาดและสิ ้นเปลืองทรัพยากรซึ่งรวมทัง ้ ทรัพย์สินและชีวิตคนให้ น้อยที่สด ุ คาจากัดความของสงคราม “สงครามเป็ นสิ่งเลื่อนไหล และมีการเปลี่ยนแปลงได้ ตลอดเวลา” คาจากัดความนี ้ โจมินีเขียนไว้ ในหนังสือศิลปะการทาสงคราม (The Art of War) โดยเชื่อมันใน ่ หลักการสงครามพื ้นฐานว่าจะยังคงเป็ นจริงอยู่เสมอ
  • 3.
    ๓ “หลักการสงครามพื้นฐานเป็ นผลดีแก่การสงคราม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาไม่ว่า เวลาจะเปลี่ยนไป สถานการณ์ จะเปลี่ยนไป และอาวุธที่ใช้จะเปลี่ยนไป แต่หลักการสงครามพื้นฐาน เหล่านี้จะยังคงเป็ นจริ งเสมอ” “สงครามนันมีหลักการพื้นฐานใหญ่ ๆ อยู่ ๔ ข้อ ซึ่งหากละเลยเสียจะได้รับภัยอย่างที่สด ้ ุ ในทางตรงกันข้ามหากนามาใช้ประโยชน์ก็จะนามาซึ่งชัยชนะได้เกื อบทุกกรณี ” โจมินีเขียนถึงความสาคัญของการนาหลักการสงครามพื ้นฐานมาปฏิบติไว้ อีกว่า ั “นักการทหารควรนาหลักการพื้นฐานเหล่านี้มาปฏิ บติให้เกิ ดผลจริ ง ๆ แม้ว่าบางครั้งการปฏิ บติ ั ั ตามหลักการพื้นฐานนี้จะต้องดัดแปลงให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม แต่ผูบญชาการทัพ จะสามารถ ้ ั นาไป ใช้ ได้ดง เสมือนเข็มทิ ศ ที่ใช้กาหนดทิ ศทาง กว้าง ๆ ในภารกิ จ การปฏิ บติการ ที่ ยุ่งยากซับซ้อน ั่ ั ท่ามกลางการรบที่อึกทึกและสับสน” โจมินีให้ ความสาคัญของคุณสมบัติทางทหารที่จาเป็ นต่อชัยชนะว่า “จะต้องประกอบด้วยความ กล้าหาญ ความริ เริ่ ม และที่สาคัญยิ่ งคือความเฉลียวฉลาดในการที่จะกาหนดหลักการปฏิ บติของทหาร ั ในการยุทธได้”
  • 4.
    ๔ หลักพืนฐานของการสงคราม ้ (THE FUNDAMENTAL PRINCIPLEOF WAR) ๑. นากาลังส่วนใหญ่ของกองทัพเข้ าโจมตีจดแตกหัก และเส้ นทางคมนาคมของข้ าศึก ุ ๒. ดาเนินกลยุทธ์ตอกาลังของข้ าศึกที่แตกแยกจากกัน แล้ วใช้ กาลังส่วนใหญ่ของเราเข้ าโจมตี ่ จุดแตกหักของข้ าศึก ๓. ในสนามรบให้ ท่มกาลังส่วนใหญ่โจมตีจดแตกหัก หรือเส้ นทางของข้ าศึก ซึ่ง เป็ นสิ่งสาคัญ ุ ุ ประการแรกที่จะต้ องเอาชนะข้ าศึกให้ ได้ ๔. การจัดวางกาลังส่วนใหญ่จะต้ อ งเตรียมการเรื่องต่าง ๆ ให้ กองกาลังไม่เพียงแต่โจมตีจด ุ แตกหักของข้ าศึกได้ เท่านัน แต่ต้องสามารถปะทะกับข้ าศึกได้ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และมี ้ ประสิทธิภาพ หลักการสงครามเหล่านี ้จะช่วยให้ รอดพ้ นวิกฤติการณ์ในการยุทธได้ แต่มีข้อควรระมัดระวังคือ ในขณะทุ่มกาลังส่วนใหญ่ไปยังบริเวณจุดแตกหัก จะต้ องไม่ทาให้ กองกาลังส่วนน้ อยในเขตหลังของฝ่ าย เราเป็ นอันตรายได้ โจมินีอธิบายถึงศิลปะของการวางกองกาลังส่วนใหญ่อย่างเหมาะสมว่า “ศิ ลปะของการวางกาลังส่วนใหญ่อย่างเหมาะสม ขึ้นอยู่กบยุทธศาสตร์ ของผูบญชาการรบ ซึ่ง ั ้ ั จะต้องมีความฉลาด มีทกษะ มีพลัง และสามารถวิ เคราะห์เหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เผชิ ญได้ทกเหตุการณ์ ั ุ ชัยชนะจะบังเกิ ดเมื่อมีการจัดวางกองกาลังได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม” จุดแตกหัก (Decisive Points) โจมินีได้ เขียนถึงจุดแตกหักไว้ ได้ แก่ จุดที่ถูกโจมตี และถูกยึดแล้ วทาให้ ข้าศึกอยู่ในอันตราย และอ่ อนกาลังลงเช่ น ๑. ถนนที่เชื่อมต่อกัน ๒. ทางข้ ามแม่น ้า ๓. ทางผ่านภูเขา ๔. ฐานส่งกาลังบารุง ๕. ปี กกองกาลังรบของข้ าศึกที่เปิ ดไว้ สาเหตุของสงคราม โจมินีได้ เขียนถึง สาเหตุที่รัฐบาลนาประเทศเข้ าสูสงครามไว้ ในหนังสือศิลปะของการสงคราม ่ (The Art of War) ดังนี ้
  • 5.
    ๕ ๑. เพื่ออ้ างสิทธิหรือปกปองสิทธิของประเทศตน(Toreclaim certain rights or to defend them) ้ ๒. เพื่อปกปองและรักษาผลประโยชน์ที่สาคัญของชาติ (To protect and maintain the great ้ interests of the state) ๓. เพื่อรักษาความสมดุลแห่งอานาจ (To maintain the balance of power) ๔. เพื่อปกปองหรือทาลายล้ างทฤษฎีทางการเมืองหรือทฤษฎีทางศาสนา (To propagate political ้ or religious theories, to crush them or to defend them) ๕. เพื่อเพิ่มอิทธิพลและอานาจให้ กบรัฐโดยการเข้ าครอบครองพื ้นที่ (To increase the influence ั and power of the state by acquisitions of territory) ๖. เพื่อสนองความต้ องการของผู้นาประเทศที่ต้องการเป็ นผู้ชนะ (To gratify a mania for conquest) โจมินีได้ เขียนถึงสาเหตุของสงครามโดยสรุปได้ ๓ประการ คือ ๑. “It was a war to assert rights” หมายถึง การทาสงครามเพื่ออ้ างสิทธิ ๒. “It was a war to assist an ally” หมายถึง การทาสงครามเพื่อสนับสนุนประเทศพันธมิตร ๓. “It was a war to acquire territory” หมายถึง การทาสงครามเพื่อเข้ ายึดครองดินแดน เส้ นทางปฏิบัติการ (Lines Of Operation) โจมินีได้ เสนอทฤษฎีของ “เส้ นทางปฏิบัติการ” ไว้ ในหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีทางทหารเรื่องแรก คือ Traite Des Grandes Operations Militaires โจมินียึดถือว่ากองทัพจะปลอดภัยถ้ าใช้ เส้ นทางคูใน ่ การเดินทัพ เพราะเมื่อข้ าศึกเดินทัพเข้ ามาหลายเส้ นทาง ฝ่ ายเราสามารถจะรวมกาลังและแยกการ ดาเนินการรบให้ บรรลุวตถุประสงค์การสงครามได้ ั
  • 6.
    ๖ นักยุทธศาสตร์ ทางอากาศ ดูชเอต์ และมิตเชลล์ (Douhet & Mitchell) ดูชเอต์ (Guilio Douhet) ค.ศ.๑๘๖๙-๑๙๓๐ เดิมเป็ นนายทหารปื นใหญ่กองทัพบกอิตาลี เป็ นริเ้ ริ่ม ผู สนับสนุนให้ พฒนาการขนส่งทางรถยนต์ในกองทัพบกงได้ แสดงความรู้ความชานาญทางวิทยาศาสตร์โดย ั ทั ้ การอานวยการค้ นคว้ าไอพิษชนิดต่าง ๆ ในอุณหภูมิต่า เอต์ได้ เขียนเรื่องความสาคัญของกาลังทางอากาศ ดูช เป็ นครังแรกใน คศ.๑๙๐๙ต่อมาใน ค ้ . .ศ.๑๙๑๕ได้เสนอภาพของ“สงครามเบ็ดเสร็จ” และ “การทาลายขวัญ ประชาชนพลเรื อนโดยการโจมตีทางอากาศ ซึ่งมีสวนอย่างมากในวิวฒนาการของความคิดเห็นของ ชเอต์ ” ่ ั ดู นอกจากนี ้ยังได้ สนับสนุนการใช้ กาลัง ทางอากาศทาลายประเทศชาติข้าศึก โดยถือเป็ นมาตรการทางทหาร แต่ในตอนปลาย ค.ศ.๑๙๑๖ หลังจากที่ได้ สงบันทึกคาวิจารณ์ นโยบายของฝ่ ายเสนาธิการอิ ที่ใช้ อยู่ ่ ตาลี อย่างเผ็ดร้ อนไปให้ สมาชิกคณะรัฐมนตรีดูชเอต์ก็ถกขึ ้นศาลทหารและ ถูก จาคุก ๑ ปี ต่อมาคาพิพากษา ู ของศาลทหารได้ ถก คัด ค้ านและยกเลิกไปใน ค .ศ.๑๙๒๐ ดูชเอต์ ถูกเรียกเข้ าประจาการอีก ครัง ใน ู ้ กุมภาพันธ์ ค .ศ.๑๙๑๘ และดารงตาแหน่งเจ้ ากรมอากาศยานกลาง ได้ รับยศเป็ นนายพล เมื่อ ค.ศ. ๑๙๒๑ รวมทังเป็ นกรรมาธิการบินเมื่อคณะฟา สซิสต์เข้ ามีอานาจในอิตาลี แต่ ในที่สด ก็ได้ ลาออกมา ้ ุ เขียนบทความแสดงความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ มิตเชลล์ (William Mitchell) นักทฤษฎี การสงครามชาว อเมริกนเกิดหลังดูชเอต์ ๑๐ ปี และ ั เสียชีวิตหลัง ๖ ปี มิตเชลล์เป็ นนายทหารเหล่าสื่อสารในปี ค.ศ.๑๘๙๘ เคยไปปฏิบติงานอยู่ในอลาสก้ า ั ชัวระยะเวลาสัน ๆ โดย ทางาน วางสายโทรเลขเป็ นระยะทาง อันยาว ไกล มิตเชลล์ ตระหนักใน ่ ้
  • 7.
    ๗ ความสาคัญทางยุทธศาสตร์ของดินแดนแห่งนัน ซึ่งมีสวนในการพัฒนาความคิดเกี่ยวกับวิทยาการทาง ้ ่ ทหารของเขาในเวลาต่อมา มิตเชล์มีความรู้ความสามารถในเรื่องการใช้วิทยุและการขนส่งทางรถยนต์ใน กองทัพบก เมื่อสหรัฐ ฯ เข้ าสูสงครามโลกครังที่ ๑ ใน ค.ศ.๑๙๑๗ มิตเชลล์ ถกย้ ายไปเป็ นทหารอากาศ ได้ ่ ้ ู ฝึ กทาการบินตังแต่ ค.ศ.๑๙๑๖ และถูกส่งไปยุโรปให้ เป็ นผู้สงเกตการณ์ ก่อนที่สหรัฐ ฯ จะเข้ าสูสงคราม ้ ั ่ มิตเชลล์ได้ เลื่อนตาแหน่งสูงขึ ้นเรื่อย ๆ จนได้ เป็ นหัวหน้ าฝ่ ายปฏิบติการทางอากาศของอเมริกนในตอน ั ั ปลายสงคราม หลังสงคราม เขาได้ ไปศึกษาสถานภาพของกองบินในประเทศพันธมิตรและข้ าศึกใน ตาแหน่งผู้ช่วยผู้บงคับเหล่าทหารอากาศ และได้ ยศพลจัตวาตังแต่ ค .ศ.๑๙๒๑-๑๙๒๕ เขาสนับสนุน ั ้ อย่างแรงกล้ าให้ แยกกาลังทางอากาศ ออกมาจากกองทัพบกและกองทัพเรือ และการวิพากษ์ วิจารณ์ อย่างเผ็ดร้ อนต่อนโยบายของทบวงการสงครามและทบวงทหารเรือ ซึ่งรวมอยู่ในคากล่าวหาว่าทบวงทัง ้ สอง “ไร้ความสามารถ ขาดความเอาใจใส่อย่างร้ายแรง บริ หารการป้ องกันประเทศผิ ดพลาด” นายทหาร กับ “ผูแทนที่ทบวงการสงครามและทบวงทหารเรื อ ” ส่งไปยังสภาคองเกรสส์ได้ ให้ ขาวสารไม่ครบถ้ วน ้ ่ ชี ้นาให้ เข้ าใจผิดหรือผิดผลาดเกี่ยวกับอากาศยานเกือบตลอดเวลา ทาให้ มิตเชลล์ต้องขึ ้นศาลทหารใน ปี ค.ศ.๑๙๒๕ และถูกลงโทษให้ ยบยังยศไว้ ๕ ปี เขาออกจากกองทัพบกเมื่อ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ค .ศ. ั ้ ๑๙๒๖ หลังจากนัน ก็ได้ ใช้ เวลาที่เหลืออีก ๑๐ ปี ในชีวิตของเขาไปในการบรรยาย เขียนหนังสือให้ การ ้ แก่คณะกรรมการเรื่องแยกกาลังทางอากาศออกมาเป็ นหน่วยเอกเทศ และการตาหนิการอานวยการของ ทังกิจการบินทหารและพลเรือนที่กระทาอยู่ในสหรัฐ ฯ รวมทังการวิจยทางอากาศยานอเมริกนและการ ้ ้ ั ั อุตสาหกรรมอากาศยานอเมริกนซึ่งเขารับผิดชอบในการพัฒนาทางเทคนิคที่ลา ช้ าอยู่ มิตเชลล์ ได้ เป็ น ั ่ หัวหน้ าในการรณรงค์ให้ มีการยอมรับกันมากขึ ้นว่า “กองทัพอเมริกันจะต้ องมีกองทัพอากาศ ” อยู่ เป็ นเวลาถึง ๖ ปี ก่อนที่จะออกจากกองทัพบกชื่อของเขายังคงเป็ นสัญญลักษณ์ของการรณรงค์ดงกล่าว ั อยู่ตลอดไป หนังสือที่เขียน ได้ แก่ Our Air Force (1921), winged Defense (1925), Skyeasy (1930). ชีวิตของดูชเอต์กบมิตเชลล์มีอะไรหลายอย่างที่เหมือน ๆกัน ทังสองท่านเข้ าเป็ นทหารแต่ยงหนุ่ม ั ้ ั ก่อนพี่น้องตระกูลไรท์จะทาการบินเป็ นครังแรกเป็ นเวลานาน ทังคูมีความคิดคานึงที่ทาให้ ต้องเข้ าทางาน ้ ้ ่ เกี่ยวกับการส่งเสริมเรื่องเครื่องยนต์กลไกอื่น ๆ ของทางทหารก่อนที่จะหันมาเอาใจใส่เรื่องการบิน ทัง ้ สองท่านได้ ทาการวิจารณ์อย่างเผ็ดร้ อนต่อภาวะผู้นาทางทหารในขณะนัน และต้ องถูกศาลทหารลงโทษ ้ เพราะรูปแบบของการวิจารณ์และวิธีใช้ ถ้อยคา ทังคูเ่ ป็ นนักเขียนที่เขียนได้ อย่างไพเราะและฉะออด ้ ฉะอ้ อน มิตเชลล์ ม่ ุงเขียนให้ ประชาชนอ่ านเป็ นสาคัญ ขณะที่ดูชเอต์ เขียนให้ ทหารอาชีพอ่ าน โดยเฉพาะมากกว่ า ดูชเอต์ ให้ ความ สนใจในกาลังทางอากาศตังแต่ ค .ศ.๑๙๐๙ แต่ทศนะของ เขาได้ เขียนไว้ ใน ้ ั หนังสือเล่มแรกเมื่อ ค .ศ.๑๙๒๑ ซึ่งต่อมาได้ ถกปรับปรุงแก้ ไขให้ ละเอียดลึกซึ ้งมากขึ ้นอีก ๖ ปี ให้ หลัง ู
  • 8.
    ๘ แม้ วาทฤษฎีของดูชเอต์จะถูกใช้ อ้างอิงอยู่บ่อยๆ แต่ก็ได้ มีการแปลเป็ นภาษาอื่น ๆ ให้ ได้ ศกษากันอย่าง ่ ึ กว้ างขวางในต่างประเทศหลังจากที่ผ้ เู ขียนได้ เสียชีวิตแล้ ว บางตอนที่สาคัญได้ จดพิมพ์เป็ นภาษา ั ฝรั่งเศสใน ค .ศ.๑๙๓๒ แล้ วถูกแปล เป็ นภาษาอังกฤษและพิมพ์ดีดเป็ นสาเนาแจกจ่ายให้ นายทหารของ กองบินทหารบกสหรัฐ ฯ ใน ค.ศ.๑๙๓๓ ฉบับแปลเป็ นภาษาเยอรมันใน ค .ศ.๑๙๓๕ และฉบับแปลเป็ น ภาษาอังกฤษอย่างสมบูรณ์เป็ นครังแรกเมื่อสิ ้น.ศ.๑๙๔๒ ้ ค สมมุติฐานสาคัญ ๆ ในทฤษฎีของดูชเอต์ ได้ แก่ ๑. อากาศยานเป็ นเครื่องมือในการรุกที่ไม่มีศกยภาพใดเปรียบได้ ไม่อาจจะคาดหมายการปองกันที่ ั ้ ได้ ผลอย่างใดได้ ๒. ขวัญของประชาชนพลเรือนจะถูกทาลายโดยการทิ ้งระเบิดที่ศนย์รวมประชากร ู จากสมมุติฐานดังกล่าว ดูชเอต์ได้ กาหนด ทฤษฎีตามปั จจัยพืนฐาน คือ ้ ก. เพื่อที่จะมีการปองกันอย่างเพียงพอ เมื่อเกิดสงครามขึ ้น กาลังทางอากาศจาเป็ นจะต้ องอยู่ใน ้ ฐานะที่จะครองอากาศได้ ข. เปาหมายเบื ้องต้ นในการโจมตีทางอากาศ ไม่ควรเป็ นที่ตงทางทหารแต่ควรเป็ นแหล่ง ้ ั้ อุตสาหกรรมและศูนย์ประชากรห่างจากกองทัพทังหลายบนบก ้ ค. ไม่ควรต่อสู้ในอากาศกับกาลังทางอากาศของข้ าศึก แต่ควรโจมตีทาลาย งแต่พื ้นดิน รวมไปถึง ตั ้ โรงงานที่ผลิตยุทโธปกรณ์ใด้ วย ห้ ง. บทบาทของกาลังบนผิวพื ้นควรเป็ นการปองกัน เพื่อยึดแนวที่มนข้ างหน้ าและปองกันไม่ให้ ้ ั่ ้ ข้ าศึกรุกเข้ ามาทางผิวพื ้น และโดยเฉพาะไม่ให้ ข้าศึกยึดการคมนาคม แหล่งอุตสาหกรรมและที่ตงกาลัง ั้ ทางอากาศของ ฝ่ ายเราได้ โดยการปฏิบติการทางผิวพื ้น ขณะเดียวกันฝ่ ายเราทาการรุกทางอากาศให้ ั ข้ าศึกหมดความสามารถที่จะธารงรักษากองทัพและกาลังใจของประชาชนข้ าศึก ให้ อดทนต่อไปได้ จ. ความถูกต้ องของทฤษฎีข้อแรกในเรื่องการครองอากาศแทบจะไม่มีอะไรให้ ต้องสงสัย ถ้ าคู่ สงครามสามารถโจมตีข้าศึกจากทางอากาศได้ ตามความตังใจและการปองกันต่อสู้ทกชนิดกระทาไม่ได้ ้ ้ ุ ฝ่ ายที่สามารถใช้ กาลังทางอากาศได้ อย่างเสรีตอข้ าศึกที่ไม่มีกาลังทางอากาศและการปองกันต่อสู้ทาง ่ ้ พื ้นดิน ย่อมจะได้ ชยชนะอย่างแน่นอน แต่มีปัญหาอยู่วา การครองอากาศดังกล่าวกระทาได้ ในระดับใด ั ่ หรือมากน้ อยแค่ไหน ซึ่งยากที่ทฤษฎีของดูชเอต์จะคาดหมายได้ การปองกันต่อสู้เครื่องบินทังทางอากาศ ้ ้ และการปองกันต่อสู้ทางพื ้นดินที่กระทาอย่างสุดชีวิตและได้ ผล จะเป็ นการจากัดเสรีในการใช้ กาลังทาง ้ อากาศโจมตีของข้ าศึก ในทฤษฎีข้อที่ ๒ ที่ให้ โจมตีแหล่งอุตสาหกรรมแทนที่จะเป็ นเปาหมายทางทหาร นับว่าดูชเอต์ ้ ได้ คาดหมายวิวฒนาการในอนาคตได้ ใกล้ เคียง แต่ก็ไม่ใช่ความคิดแปลกใหม่อะไร เพราะได้ มีหนังสือ ั มากมายตังแต่ก่อน ค.ศ.๑๙๑๔ กล่าวถึงการทาลายแหล่งอุตสาหกรรมและศูนย์ควบคุมการเงินจากทาง ้ อากาศ อย่างไรก็ดี ดูชเอต์เป็ นคนแรกที่กาหนดให้ แหล่งอุตสาหกรรมเป็ นเปาหมายการโจมตีทางอากาศ ้
  • 9.
    ๙ โดยถือว่าเป็ นหลักสาคัญของหลักนิยมทางทหารทังหมดที่ได้ มีการพัฒนาและส่งเสริมกันมาเป็นระยะ ้ เวลานาน ความสาคัญของเปาหมายแหล่งอุตสาหกรรม และที่ตงกาลังทางอากาศข้ าศึกมีมากขึ ้นตามกาลเวลา ้ ั้ ที่ผานไป แต่ตามทฤษฎีของดูชเอต์ที่จะทาลายขวัญของประชาชนนันได้ ผลน้ อย แม้ วาความอดทนของ ่ ้ ่ มนุษย์จะมีขีดจากัด แต่ประชาชนในจุงกิงที่ถกญี่ปนโจมตีและในโคเวนตรีที่ถกเยอรมันระดมทิ ้งระเบิด ก็ ู ุ่ ู ไม่ได้ เสียขวัญมากนักตามทฤษฎีของดูชเอต์ ท่านอาจจะคิดว่า เมื่อได้ ครองอากาศแล้ วก็จะสามารถ ระดมโจมตีอย่างหนักต่อประชาชนที่ไม่มีการปองกันการโจมตีได้ แต่ถึงกระนันดูชเอต์ก็ดจะประมาท ้ ้ ู ความทรหดอดทนของประชาชนต่อการถูกโจมตีทิ ้งระเบิดอย่างเห็นได้ ชด ั ดูชเอต์ได้ กล่าวว่า “ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าต้องการจะเน้นถึงปัญหาเรื่องหนึ่ง กล่าวคือผลของการ โจมตีทางอากาศต่อขวัญอาจมีอิทธิ พลต่อการอานวยการทาสงครามมากยิ่ งกว่าการโจมตีต่อวัตถุเสียอีก เช่นในการโจมตีต่อศูนย์กลางนครใหญ่ ๆ ลองคิ ดดูว่า จะเกิ ดอะไรขึ้นแก่ประชาชนพลเรื อนระหว่างที่ถูก หน่วยบิ นทิ้ งระเบิ ดเพียงหน่วยเดียวโจมตีครั้งเดียว สาหรับข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่า ประชาชนจะได้รับ ผลกระทบอย่างน่าสยดสยอง.” “อะไรจะเกิ ดขึ้นถ้าสิ่ งที่เกิ ดขึ้นแก่นคร ๆ เดียวในวันเดียวนันเกิ ดขึ้นแก่ ๑๐, ๒๐ หรื อ ๕๐ นคร ้ และโดยที่ข่าวกระพือไปได้รวดเร็ว แม้จะไม่มีโทรเลข โทรศัพท์หรื อวิ ทยุ ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ประชาชนตามนครอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบอย่างไรเมื่อถูกโจมตีทิ้งระเบิ ด เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรื อนหรื อ ทหารจะสามารถรักษาความเป็ นระเบียบเรี ยบร้อย ให้บริ การแก่ประชาชนและทาการผลิ ตภายใต้การ คุกคามเช่นนี้ได้เพียงไร ? ถ้ายังสามารถรักษาความเป็ นระเบียบเรี ยบร้อยและพอปฏิ บติงานบางอย่าง ั ได้อยู่ แต่เมื่อปรากฎเครื่องบิ นข้าศึกเพียงเครื่องเดียวขึ้นอีกก็จะไม่ทาให้ประชาชนตื่นตระหนกจนเกิ ด ความโกลาหลอลหม่านละหรื อ ? กล่าวได้สน ๆ ว่าประชาชนจะไม่อาจมีชีวิตอยู่ตามปกติ ได้เมื่อต้องฝัน ั้ ร้ายอยู่ไม่รู้จกหยุดหย่อนว่าความตายและการถูกทาลายกาลังจะมาถึง าอีก ๑๐, ๒๐ หรื อ ๕๐ นคร ั และถ้ ถูกทิ้ งระเบิ ดอีกในวันที่สอง ใครจะสามารถป้ องกันไม่ให้ประชาชนที่บาดเจ็บล้มตามและอลหม่านหนี ความสยดสยองจากการโจมตีทางอากาศออกไปยังที่โล่งนอกเมืองได้ ?” “การพังทะลายของโครงสร้างทางสังคมโดยสิ้ นเชิ งจะเกิ ดขึ้นในประเทศที่ถูกถล่มทะลายอย่างไม่ ปราณี จากการโจมตีทางอากาศ แล้วก็จะถึงเวลาที่จะต้องหยุดยังความน่ากลัวและความเสียหาย โดย ้ ประชาชนเองที่มีสญชาติ ญาณในการปกป้ องคุมครองตนเอง จะลุกขึ้นเรี ยกร้องให้ยติสงคราม ก่อนที่ ั ้ ุ กองทัพบกและกองทัพเรื อจะมีเวลาระดมพลได้ทนเสีย”อีก ั แนวความคิดของดูชเอต์ในการโจมตีทางอากาศ ไม่วาจะเป็ นแหล่งอุตสาหกรรมหรือเมือง ่ ใหญ่ ๆ ได้ กล่าวไว้ อย่างถูกต้ องทีเดียว การทิ ้งระเบิดในรูปแบบที่สมบูรณ์ดีพร้ อมด้ วยลูกระเบิด ๒๐ ตัน จะสามารถทาลายทุกสิ่งได้ หมดสิ ้นในรัศมี๕๐๐ เมตร การทาลายอย่างหมดสิ ้นนี ้จะต้ องใช้ ลกระเบิด๒๕๐ ู ตันต่อตารางไม ดูชเอต์ถามว่า “อะไรจะเกิ ดขึ้นในนครใหญ่ ๆ อย่างลอนดอนถ้าศูนย์กลางของเมืองถูก ล์
  • 10.
    ๑๐ ทาลายอย่างหมดสิ้ นเป็ นรัศมี๕๐๐ เมตร ๑, ๒ หรื อ ๔ แห่ง ?” เขาสันนิษฐานว่ากองบินทิ ้งระเบิด ๑,๐๐๐ เครื่อง จะสามารถทาลายได้ วนละ ๕๐ แห่ง ความขัดแย้ งระหว่างข้ อสันนิษฐานนี ้กับการปฏิบติ ั ั จริง ๆ ใน ค .ศ.๑๙๔๐-๑๙๔๑ หรือระหว่างการคาดคะเนของดูชเอต์กบน ้าหนักลูกระเบิดที่ ั กองทัพอากาศอังกฤษนาไปโจมตีเยอรมัน ปรากฏว่าได้ ผลน้ อยกว่าที่ดชเอต์กล่าวไว้ ทังนี ้เพราะดูชเอต์ ู ้ ไม่ได้ คิดถึงเรื่องแรงระเบิดจะถูกจากัดในพื ้นที่เปาหมายที่มีการก่อสร้ างแข็งแรง อานาจการทาลายจะไม่ ้ เหมือนกับในพื ้นที่โล่งแจ้ ง และ เขาเล็งผลเลิศเกินไปในการทิ ้งระเบิดซึ่งบางเปาหมายได้ ถกทาลายไป ้ ู ก่อนแล้ ว จึงเป็ นการสูญเปล่าเมื่อไปโจมตีซ ้าอีก สาหรับเปาหมายที่มีอาคารไม่หนาแน่นดังเช่นที่อยู่ ้ อาศัย ดูชเอต์ประมาณว่า ลูกระเบิดขนาด ๑ ตันจะทาลายพื ้นที่ได้ เป็ นรัศมี ๓๗๕ ฟุตนับว่าใกล้ เคียงกับ ประสบการณ์จากสงคราม แต่รัศมีการทาลายจะน้ อยกว่ามากถ้ าเป็ นในเมืองที่มีการก่อสร้ างแข็งแรง ด้ วยอิฐและคอนกรีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารเสริมเหล็กสมัยใหม่ แม้ ในพื ้นที่การก่อสร้ างไม่หนาแน่น การโจมตีให้ ได้ ผลตามที่ดเู อชต์คิดคานวณก็จะต้ องกระทาอย่างรอบคอบรัดกุม ดูชเอต์ ได้ คาดคะเนไว้ ถกต้ องว่า ลูกระเบิดเพลิงจะมีบทบาทสาคัญ การคาดหมายของ เขาใน ู เรื่องการใช้ ลกระเบิดไอพิษอย่างกว้ างขวางและได้ ผล ไม่ได้ กระทากันในระยะนัน เกี่ยวกับเรื่องนี ้ควร ู ้ สังเกตด้ วยว่าดูชเอต์ไม่คอยจะได้ กล่าวถึงขีดจากัดของอาวุธเหล่านี ้ ถ้ อยคาที่อาจแสดงถึงทัศนะของ ่ ท่านเกี่ยวกับสงครามในอนาคต ได้ กล่าวว่า “เมื่อเผชิ ญกับผลประโยชน์ส่วนตัวโดยสัญชาตญาณและ ความอยู่รอดของประเทศชาติ ระเบียบแบบแผนทุกเรื่องย่อมจะเสียคุณค่าของมันไป ความเป็ นคนใจ บุญก็ไม่สาคัญอะไร หลักการเดียวเท่านันที่จะต้องพิ จารณาก็คือ ความจาเป็ นที่ตองฆ่าเพื่อไม่ให้ตองถูก ้ ้ ้ ฆ่าเสียเอง” แม้ วางานเขียนของดูชเอต์จะกาหนดให้ กาลังภาคพื ้นดินมีหน้ าที่โดยแน่ชดในการปองกันแนวที่ ่ ั ้ มันหลัง แนวปอมถาวรหรือในแนวสนามเพลาะ และแม้ บทบาทการปองกันในลักษณะเดียวกันจะเป็ น ่ ้ ้ ของกาลังทางเรือ ก็ ยัง จาเป็ นต้ องใช้ กาลังทางอากาศอย่างเหมาะสม ในการคาดหมายสงครามใน อนาคต ดูชเอต์มองเห็นว่า เมืองใหญ่ ๆ ๔ เมืองของฝรั่งเศสจะถูกเปลี่ยนไปเป็ นทะเลเพลิงมหึมา โดยการ ทิ ้งระเบิดเพียงชัวโมงเดียว ประชาชนจะร้ องตะโกนเรียกหาสันติภภายใน ๓๖ ชัวโมงหลังจากการประกาศ ่ าพ ่ สงคราม ดูชเอต์ได้ กาหนดแนวความคิดในการเอาชนะข้ าศึกโดยการทาลายล้ าง อย่ งรวดเร็วทันทีทนใด ซึ่ง ั ต่อมาได้ มีการคาดหมายอย่างสุขมรอบคอบด้ วยความรู้ความชานาญว่าสงครามที่เกิดขึ ้นในค.ศ.๑๙๓๙ ุ จะจบลงภายในเวลา ๒-๓ วัน หลังจากที่ได้ เริ่มการสูรบกันจริง ๆ แม้ ด ู ช เอต์จะเป็ นช่างเทคนิคและนักวิทยาศาสตร์ แต่ เขาก็ไม่ได้ แสดงความรู้ในปั ญหาเรื่อง วิศวกรการบินมากมายนัก ดูชเอต์ก็เช่นเดียวกับนักการทหารคนอื่น ๆ ที่เห็นว่าเครื่องบินเป็ นเครื่องมือที่ ถูกกว่า เรียบง่ายกว่า และพร้ อมที่จะเปลี่ยนแปลงหน้ าที่ได้ มากกว่าโดยเพียงเปลี่ยนอุปกรณ์บางอย่างใน สนามรบ เครื่องบินรบตามทฤษฎีของดูชเอต์ได้ ถกสร้ างขึ ้นตามความเชื่อของ ที่วา อากาศยานสามารถ ู ่ จะออกแบบสร้ างขึ ้นให้ ใช้ ลกระเบิดหรือบรรทุกเชื ้อเพลิง เพื่อใช้ ในการรุกหรือตังรับได้ โดยง่าย แต่การนา ู ้
  • 11.
    ๑๑ อากาศยาน มาใช้ ตามแนวความคิดดังกล่าวไม่ใช่ขอ งง่ายเลยในช่วงเวลาที่ดชเอต์เขียนไว้ เนื่องจาก ู เทคโนโลยียงมีขีดจากัดมาก ดูชเอต์ไม่ได้ รังเกียจเครื่องบินขับไล่ แต่ น “เป็ นการพัฒนากาลังที่ไม่ ั เขาเห็ ้ ประหยัดถ้ าจะสร้ างเครื่องยนต์ กลไกขึนมาโดยไม่ มีหน้ าที่อะไรนอกจากการสู้รบกับเครื่อง บิน ข้ าศึกในอากาศ” ระหว่างหลายปี ก่อน ค.ศ.๑๙๓๔ ความคิดของดูชเอต์ในเรื่องความสาคัญของเครื่องบินรบ มี นายทหารบางกลุมที่มีประสบการณ์จา การรบเห็นด้ วย แต่เหตุผลของนายทหารเหล่านันไม่เหมือนกับของ ่ ก ้ ดูชเอต์ ๓ ปี ของประสบการณ์ในสงครามได้ ทาให้ เครื่องบินขับไล่ที่นงเดี่ยวไม่มีความสาคัญสูงอีกต่อไป ั่ ความจริงมีอยู่วาการที่ฝงเครื่องบินทิ ้งระเบิดของอเมริกาในยุโรปตะวันตก สามารถที่จะบินฝ่ าการโจมตี ่ ู อย่างหนักของเครื่องบินขับไล่ข้าศึกไปได้ ในตอนปลาย ค .ศ.๑๙๔๒ และ ค.ศ.๑๙๔๓ โดยไม่ได้ รับการ สูญเสียมากนักอาจเป็ นการสนับสนุนความเชื่อของดูชเอต์ แต่ประสบการณ์ที่ได้ รับจนถึงขณะที่ดชเอต์ ู เขียนเรื่องนี ้ บรรดาผู้สนับสนุนการใช้ เครื่องบินทิ ้งระเบิดใน ค.ศ.๑๙๔๓ ไม่น่าจะเห็นคล้ อยตามดูชเอต์ที่ กล่าวโดยทัวไปว่า เครื่องบินขับไล่ไม่มีประโยชน์อะไร ่ แต่ดชเอต์มีความคิดไปไกลถึงการใช้ งานเครื่องบินอย่างกว้ างขวางและคิดที่จะใช้ ร่วมกันระหว่าง ู กิจการทหารและพลเรือน เขากล่าวว่า “ถ้าเราพิ จารณาอย่างรอบคอบถึงคุณลักษณะในการทางานของ เครื่องบิ นทิ้ งระเบิ ดและเครื่องบิ นรบตามที่ขาพเจ้าได้พยายามกาหนด เราจะพบว่าเครื่อง บิ นเหล่า นี้มี ้ ลักษณะแทบจะตรงตามคุณลักษณะในการทางานของการบิ นพลเรื อน เมื่อได้ดาเนิ นการแล้ว เครื่องบิ น ทิ้ งระเบิ ดก็จะเป็ นเครื่องบิ นขนส่งที่มีความเร็วปานกลางและมี รัศมีทาการไกลพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ งมี อุปกรณ์ บรรทุกลูกระเบิ ดได้ดวย โดยความเข้าใจร่วมกันระหว่างการบิ นของทหารกับพลเรื อน ้ เครื่องบิ นพลเรื อนสามารถจะเปลี่ยนเป็ นเครื่องบิ นทหารได้ในกรณี ที่ตองการ ทังนี้ ในทางกลับกัน ้ ้ หมายความว่า เมื่อการบิ นพลเรื อนได้เจริ ญก้าวหน้าไป กองทัพอากาศก็จะสามารถอาศัยสิ่ งที่ตองการ ้ และอุปกรณ์ มากมายจากความก้าวหน้าของทางพลเรื อนเป็ นการเพิ่ มเติ มแก่ทางทหาร ” เขายอมรับว่า เครื่องมือ ดังกล่าวจะใช้ ได้ ดีไม่วาทางทหารหรือทางพลเรือน แต่ได้ กล่าวต่อไปอีกกว่า “จาเป็ นอยู่ ่ เสมอที่จะต้องประนีประนอมกันระหว่างการใช้ของทังสองฝ่ ายสงครามกระทาอันเป็ นเรื่องใหญ่โต และ ้ เรื่องใหญ่โตประกอบขึ้นด้วยเรื่องธรรมดา ๆ กองทัพอากาศต้องการเครื่องบิ นที่มีคณลักษณะธรรมดา ฯ ุ คล้ายกับเครื่องบิ นของฝ่ ายพลเรื อน” คากล่าวที่วา การทา สงครามกระทากันเป็ นเรื่องใหญ่ และการบอกว่า อาจจาเป็ นต้ องใช้ ่ เครื่องบินฝ่ ายพลเรือนที่ดดแปลงแล้ วเพื่ อการประหยัด นับว่าเป็ นการขัดแย้ งกับการมองการปฏิบติการ ั ั ทางอากาศอย่างประหยัดของดูชเอต์ที่กล่าวว่า “กองบิ นที่สามารถทิ้ งระเบิ ดหลายร้อยตันสามารถสร้างขึ้นได้ง่าย” “กระสุน (ลูกระเบิ ด) เหล่านี้ไม่ตองการโลหะชนิ ดพิ เศษหรื องานพิ ถีพิถนในการทา” ้ ั
  • 12.
    ๑๒ “กาลังทางอากาศที่สามารถครองอากาศได้ โดยเฉพาะในระยะแรกของความขัดแย้งต้องการแต่ เพียงอาวุธจานวนจากัด กาลังพลจากัดและเงินจานวนเล็กน้อย กาลังส่วนนี้สามารถจะจัดขึ้นได้โดยไม่ เป็ นที่สนใจของประเทศที่น่าจะเป็ นข้าศึก” ดูชเอต์ได้ วาดภาพของสงครามในอนาคตไว้ วา เยอรมันนีจะมีเครื่องบินทิ ้งระเบิด ๑,๕๐๐๐ ่ เครื่องเท่านัน ในจานวนนี ้เป็ นเครื่อง บินทิ ้งระเบิดขนาดหนักเพียง ๑๐๐ เครื่อง มีน ้าหนักและกาลัง ้ เทียบเท่ากับเครื่องบิน B - 17 ฟอร์ตเตรส และ B - 24 ลิเบอเรเตอร์ของอเมริกาและแลนคาสเตอร์ของ อังกฤษ ใน ค.ศ.๑๙๔๒ วันแรกของสงครามตามที่คิดไว้ จะสูญเสียเครื่องบินของกองบินดังกล่าวไป ๑ ใน ๓ แต่ขณะเดียวกันเยอรมันได้ ทาลายเครื่องบินขับไล่ของฝรั่งเศสที่ขึ ้นต่อสู้จนเกือบหมดแล้ วปล่อยให้ กองบัญชาการของตนจัดการกับกองทัพฝรั่งเศสต่อไป ดูชเอต์ไม่เชื่อเรื่องกอง ทัพสนับสนุน กาลังทหารอากาศทังหมดควรทุ่มใช้ ตงแต่เริ่มสงคราม ้ ั้ ดูชเอต์เกลียดในนโยบายตังรับเพราะสิ ้นเปลืองมากกว่าและได้ ผลน้ อยกว่าการรุกอย่างอาจหาญและไม่ ้ จากัดโดยเข้ าทาลายฐานทัพและแหล่งทรัพยากรของข้ าศึกโดยทันที ในการเน้ นถึงคุณค่าของการรุก ดูชเอต์ไม่ได้ สนใจต่อมาตรการในการปองกัน และไม่คานึงถึงว่า ้ ข้ าศึกจะพัฒนาเทคโนโลยีในการปองกัน ได้ อย่างไร โดยเฉพาะ มิได้ มองเห็นว่าจะมีการพัฒนาการ ้ ตรวจจับตาแหน่งของวิทยุบนเครื่องบินข้ าศึกและคิดว่าการที่เครื่องบินขับไล่สามารถสกัดกันเครื่องบินทิ ้ง ้ ระเบิดข้ าศึกได้ นนเป็ นเรื่องของโชคเสียมากกว่า ดูชเอต์ได้ เลิกล้ มการยิงต่อสู้อากาศยานจากพื ้นดินด้ วย ั้ ความเห็นที่วา “การใช้ปืนใหญ่ยิงต่อสูเ้ ครื่องบิ นเป็ นการสิ้ นเปลืองพลังงานและทรัพยากรที่ไม่เกิ ด ่ ประโยชน์อะไร” เขาคิดในเรื่องการปองกันโดยเครื่องบินและอ้ างความคิดจากประวัติศาสตร์วา “ทุกครั้งที่ ้ ่ ทาการโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงใน .ศ.๑๙๑๙ ปรากฏว่าได้ผลตามที่หวังไว้” ค ความล้ มเหลวของดูชเอต์ที่ร้ายแรงที่สดเป็ นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาทางเทคนิคด้ านความเร็ว ุ ของเครื่องบินทหาร ไม่วาจะพิจารณาจากม าตรฐานความรู้ของช่างเทคนิคการบินในสมัยดูชเอต์ หรือ ่ ประสบการณ์ที่สะสมมาเป็ นเวลา ๑๕ ปี บางทีอาจจะเป็ นเพราะการนาไปเปรียบเทียบกับกาลังทางเรือ ดูชเอต์จึงสนใจแต่ในด้ านของ กาลังมากน้ อยก่อน ิ่งอื่นใด ดูชเอต์ไม่ได้ เพิกเฉยเรื่องความเร็วโดยสิ ้นเชิง การมี ส โดยกล่าวอยู่บ่อย ๆ ถึงความเร็วที่ต้องการ แต่แล้ วก็กลั บสรุปว่า ปั จจัยด้ านความเร็ว มีความสาคัญ น้ อย เมื่อเทียบกับปั จจัยด้ านอื่น ๆ ของการทางาน “ไม่ว่าจะเป็ นเครื่องบิ นทิ้ งระเบิ ดหรื อเครื่องบิ นรบ ไม่ตอง ้ เร็วเกิ นกว่าความเร็วปานกลาง ไม่จาเป็ นต้องเน้นในเรื่องความเร็ว การที่ความก้าวหน้าทางเทคนิ คอาจ ทาให้เครื่องบิ นทิ้ งระเบิ ดหรื อเครื่องบิ นรบมีความเร็วมากขึ้นอีก ๑๐-๒๐ ไมล์ต่อชัวโมง โดยยังคงรักษา ่ คุณลักษณะเบื้องต้นอื่น ๆ ไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลงนัน มีความสาคัญเพียงเล็กน้อยเท่านัน ” ดูชเอต์ ้ ้ ถูกต้ องที่คาดว่าเครื่องบินทิ ้งระเบิดขนาดหนักจะมีความสาคัญและถูกต้ องที่คาดว่าจะกลับมาใช้ เครื่องบินหุ้มเกราะกันอีก แต่ ผิ ดโดยสิ ้นเชิงเมื่อนาเอามาเปรียบเทียบกับ จจัยด้ านความเร็วซึ่งเป็ นคนละ ก็ ปั เรื่องกัน และที่จริงแล้ วความเร็วเป็ นคุณลักษณะที่สาคัญที่สดของเครื่องบินทหารทุกแบบ ุ
  • 13.
    ๑๓ ในเรื่องความเร็ว ความผิดพลาดอยู่ที่การประเมินคุณค่าของมัน ดูชเอต์ผิดแม้ในเรื่องข้ อเท็จจริง ทางเทคนิค เขาเชื่อว่ากาลังที่ใช้ บินจะลดลงได้ ด้วยการเพิ่มระดับความสูงขึ ้น แต่ ในความเป็ นจริง เครื่องบินจะต้ องเร่งความเร็วขึ ้นอีกเท่าตัวเพื่อที่จะไต่ระดับขึ ้นไป เพราะความแน่นของอากาศลดลง ครึ่งหนึ่ง ดูชเอต์ยงผิดอีก กับแนวคิดที่วา “เครื่องบิ นขนาดใหญ่มาก ๆ บางทีจะไม่อาจขึ้นหรื อลงได้ ั ่ นอกจากจะใช้ทางวิ่ งบนของเหลว เราอาจจะต้องสร้างทะเลสาบขึ้นสาหรับให้เครื่องบิ นขึ้น – ลง” นอกจากข้ อสรุปเกี่ยวกับวิธีดาเนินการยุทธโดยการใช้ กาลังทางอากาศอย่างท่วมท้ นแล้ ว ดูชเอต์ ยังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดหน่วยทางทหารและนโยบายทัวไป อื่น ๆ เขา เป็ นผู้สนับสนุนอย่างไม่ ่ เลิกราให้ มีการจัดหน่วยทหารบก ทหารเรือและทหารอากาศร่วมกัน ภายในไม่กี่ปีหลังจาก ค .ศ.๑๙๑๘ ดูเอชต์ได้ พดถึงเรื่อง “สงครามเบ็ดเสร็จ” ใน ค.ศ.๑๙๒๑ ดูชเอต์ ได้ เขียนไว้ วา “รูปแบบการจัดทาง ู ่ สังคมที่แพร่ หลาย ทาให้ สงครามมีลักษณะเป็ นความเบ็ดเสร็จของชาติ ประชาชนทั่วประเทศ และทรัพยากรทังหมดของชาติจะถูกดึงดูดเข้ าทาสงครามด้ วย และโดยที่สังคมกาลัง ้ วิวัฒนาการไปในแนวนี ้ สงครามในอนาคตจะมีลักษณะและขอบเขตเป็ นสงครามเบ็ดเสร็จ ” “ทฤษฎีสงครามทางบก สงครามทางเรือและสงครามทางอากาศ ทฤษฎีเหล่ านีมีอยู่ ้ วิวัฒนาการและพัฒนาขึนไปเรื่อย ๆ แต่ ทฤษฎีของสงครามแทบ ที่จะไม่ มีใคร รู้กัน ” ดูชเอต์ ้ สนับสนุนให้ จดตังองค์กรปองกันประเทศขึ ้นเป็ นกระทรวงและในปี ค.ศ.๑๙๒๗ เขารู้สก พอใจอย่างยิ่ง ที่ ั ้ ้ ึ ได้ เห็นกระทรวงดังกล่าวตังขึ ้นในกรุงโรม ้ อิทธิพลในงานเขียนของดูชเอต์แ พร่ กระจายไปไกลมาก แนวความคิดที่เขียนไว้ หลายประการ ได้ รับการสนับสนุนและใช้ เป็ นเอกสารอ้ างอิงโดยผู้มีประสบการณ์และนักเขียนรุ่นหลัง ๆ แต่ ในอีกด้ าน หนึ่งมีหลายเรื่องที่เป็ นการมองในแง่ดีมากเกินไปหรือไม่ก็เหลวไห ล ความเชื่อของ ดูชเอต์บ างเรื่องก็ไม่ ถูกต้ องในสงครามปั จจุบน แต่แนวโน้ มของการพัฒนาในเกือบทุกเรื่อง นอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับเครื่องบิน ั ได้ เป็ นไปในแนวทางที่ดชเอต์ได้ คาดหมายไว้ ดูชเอต์หลงทางไปไกลในเรื่องลักษณะของเครื่องบินที่จะใช้ ู ในสงครามในอนาคต แต่การคาดคะเนวิธี การนาเครื่องบินไปใช้ นับว่าใช้ ได้ ใน การพัฒนาการทางาน ของเครื่องบินต่อ ๆ ไป น่าจะทาให้ การปฏิบติการของ ผู้บญชาการ ทหารเป็ นไปตามที่ดชเอต์ สนับสนุน ั ั ู มากยิ่งขึ ้น การระดมทิ ้งระเบิดอย่างหนาแน่นลงในพื ้นที่เล็ก ๆ การเลือกเปาหมายแหล่งอุตสาหกรรม ้ และการ สร้ างปอมบินทิ ้งระเบิดขนาดใหญ่ติดอาวุธสาหรับปองกันตนเองอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมีเครื่องบินขับไล่ ้ ้ คุ้มกันเลยตามที่ดชเอต์คิดไว้ ทงหมดนี ้ดูเหมือนจะปรากฎให้ เห็นชัดพออยู่แล้ วในขณะนี ้ และดูชเอต์เองที่ ู ั้ เป็ นผู้เปิ ดแนวความคิดเหล่านันสูการทดสอบในช่วงทศวรรษที่ ๒๐ และ ๓๐ เครื่องบินทิ ้งระเบิดไม่ได้ พ้น ้ ่ อันตรายจากการโจมตีทางพื ้นดินหรือากาศ แต่ก็นบว่ามีจดอ่อนน้ อยลงกว่อดีต สมมุติฐานพื ้นฐานในเรื่อง อ ั ุ า ที่วาเครื่องบินจะไม่สามารถถูกทาลายและมีกาลังอานาจเหนือกว่า เป็ นอาวุธที่ประหยัดกว่าอาวุธชนิดอื่น ่ ทังหมดนัน ใน คดูชเอต์เอง ปราก ว่าเป็ นไปได้ เพียงส่วนน้ อย ตในปั จจุบนนับว่าใกล้ กบความ นจริงมาก ้ ้ ยุ ฏ แ่ ั ั เป็ ทีเดียว และเมื่อเทคโนโลยีด้านการบินได้ พฒนาต่อไปอีก ในอนาคต ก็อาจเป็ นจริงได้ ตามที่ดชเอต์คิดไว้ ั ู
  • 14.
    ๑๔ ผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของชาติในสมัยดูชเอต์ได้ พิจารณาใช้ อาวุธตามที่มีอยู่ขณะนันของดูชเอต์ ทฤษฏี ้ ที่กาหนดขึ ้นสาหรับอนาคตจึงใช้ กบเครื่องมือที่มีอยู่ในสมัยของท่านได้ น้อย ั แม้ นกศึกษาเรื่องกาลังทหารอากาศในสมัยดูชเอต์ก็ยงคิดค้ านข้ อสันนิษฐานที่ เขาคาดคะเนไว้ ั ั และความเห็นที่เป็ นแนวทางในการปฏิบติการทางอากาศก็ถกแย้ งโดย นายพล Golovine (อังกฤษ) ว่า ั ู ดูชเอต์ประเมินผลการทิ ้งระเบิดทาลายขวัญของประชาชนมากเกินไป ประสบการณ์ตงแต่ ค .ศ.๑๙๓๙ ั้ ได้ สนับสนุนแนวความคิดของดูชเอต์ในเรื่องเหล่านี ้ และ ในเรื่องหลักการทัวไป “เวลา”ได้ เข้ าข้ างดูชเอต์ ่ ทฤษฎีของดูชเอต์ได้ กลายเป็ นเนื ้อหาสาระในนโยบายของประเทศอิตาลี แม้ ประเทศต่าง ๆ ใน ยุโรปจะไม่นาเอาทฤษฎีของเขาไปใช้ ทังหมด เยอรมันได้ ใช้ กาลังทางอากาศทาความสยดสยองให้ แก่ ้ ยุโรปจากปี ค.ศ.๑๙๓๘ จนกระทังถึงการระดมทิ ้งระเบิดอังกฤษอย่างขนานใหญ่ (Battle of Britain) แต่ ่ เยอรมันไม่ได้ รวมการปฏิบติการระหว่างกาลังทางอากาศกับทางผิวพื ้นอย่างต่อเนื่อง กลับเก็บเอากาลัง ั ทางผิวพื ้นไว้ วางแนวที่มนหนุนและใช้ เครื่องบินทิ ้งระเบิดเบาแทนที่จะเป็ นขนาดหนัก เมื่อกองทัพอากาศ ั่ เยอรมันปฏิบติการต่ออังกฤษได้ ใกล้ จะเป็ นไปตามทฤษฎีของดูชเอต์ใน ค .ศ.๑๙๔๐ แต่ ก็ปรากฏว่า ั ประสบความล้ ม เหลวแม้ วาการโจมตีจะประสบผลสาเร็จ เป็ นเรื่องที่จะต้ องศึกษาพิจารณากัน ่ ว่า เยอรมันน่าจะปฏิบติการได้ ดีกว่านี ้ ในเมื่อมีโรงงานสร้ างเครื่องบิน ที่ใหญ่กว่าและกองทัพอากาศที่โตก ั ว่า แล้ วเอายุทโธปกรณ์และกาลังพลที่ท่มเทไปให้ รถถังและปื นใหญ่ เรือดาน ้า และเรือผิวน ้ามาให้ แก่ ุ เครื่องบิน ย้ ายเอาทหารบกและทหารเรือบางส่วนไปให้ กองทัพอากาศ และโรงงานสร้ างเครื่องบิน สาหรับงานเขียนของนายพลมิตเชลล์เป็ นรุ่นเดียวกันและกว้ างขวางพอ ๆ กับของดูชเอต์ ทังสอง ้ ท่านมีอะไรหลายอย่างคล้ ายกัน แต่ก็มีสวนที่แตกต่างกันอยู่บ้างในเรื่องความคิดเห็นมิตเชลล์เขียนและ ่ พูดอย่างรุนแรง คัดค้ านอย่างใจร้ อน และประณามคนอย่างสาดเสียเทเสียว่าเป็ นพวกที่โง่เขลา ตาบอด เพราะเห็นแก่ตว หรือทุจริต พวกที่คิดค้ านความเห็นของมิตเชลล์ก็ตอบโต้ มิตเชลล์อย่างเผ็ดร้ อนเช่นกัน ั มิตเชลล์เห็นด้ วยกับดูชเอต์ ในบางประการ แต่ ไม่เห็นด้ วยว่าจะต้ องโจมตีโครงสร้ างทาง เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่าง รุนแรง เขา เห็นด้ วยกับความเชื่อในเรื่องความเปราะบาง ในขวัญ ของ ประชาชนพลเรือนเช่นเดียวกับดูชเอต์ และเชื่อว่าเป็ นไปได้ ที่จะทาให้ กิจการพลเรือนและอุตสาหกรรม เป็ นอัมพาตไปได้ โดยการทิ ้งระเบิดอย่างไม่รุนแรง เมื่อพูดถึงการโจมตีของข้ าศึกที่อาจเป็ นไปได้ ตอเมือง ่ ใหญ่ ๆ ของสหรัฐ ฯ มิตเชลล์กล่าวว่า “ไม่จาเป็ นจะต้องทาลายเมืองเหล่านี้ โดยที่บานทุกหลังอยู่บน ้ พื้นดิ น เพียงแต่ขบให้ประชาชนพลเรื อนออกไปเสียจากเมืองเพื่อที่จะได้ไม่สามารถประกอบอาชี พ ั ตามปกติ ได้ก็พอแล้ว ใช้ลูกระเบิ ดไอพิ ษไม่กี่ลูกก็ทาได้” ลูกระเบิดหลายพันตันได้ ถกทิ ้งลงในกรุงลอนดอนเมื่อ ค .ศ.๑๙๔๐ และ ๑๙๔๑ แต่ชีวิตความ ู เป็ นอยู่ในเมืองก็คงยังดาเนินต่อไป อาคารเพียงส่วนน้ อยเท่านันที่ใช้ การไม่ได้ ้ “ในอนาคต เพียงถูกคุกคามว่าเครื่องบิ นจะมาทิ้ งระเบิ ดก็จะต้องมีการอพยพกัน งานทุกอย่างใน โรงงานจะหยุด การที่จะให้ได้ชยชนะสงครามอย่างถาวร กาลังในการทาสงครามของประเทศข้าศึก ั
  • 15.
    ๑๕ จะต้องถูกทาลาย ทังนี้ หมายถึงโรงงานการติ ดต่อสื่อสาร การผลิ ตอาหาร แม้กระทังผลิ ตภัณฑ์ จากไร่ ้ ่ นา เชื้อเพลิ งและน้ามัน และสถานที่ซึ่งประชาชนอยู่อาศัยและดาเนิ นชี วิตประจาวัน เครื่องบิ นที่ไป ปฏิ บติการในใจกลางของประเทศข้าศึก จะสามารถบรรลุจุดหมายนี้ได้ในเวลาอันสันอย่างไม่น่าเชื่อ ” ั ้ “กาลังทางอากาศที่สามารถบิ นตรงไปยังศูนย์ต่าง ๆ ที่สาคัญเพื่อทาการรบกวนหรื อทาลาย ได้ ทาให้ระบบการทาสงครามแบบเก่าเปลี่ยนรูปไปเป็ นแบบใหม่โดยสิ้ นเชิ ง กองทัพส่วนใหญ่ของข้าศึกใน สนามจะไม่ใช่เป้ าหมาย เป้ าหมายที่แท้จริ งจะเป็ นศูนย์ต่าง ๆ ที่สาคัญของประเทศ ..ผลของการทา สงครามทางอากาศจะทาให้เกิ ดความเด็ดขาดขึ้นอย่างรวดเร็ว กาลังทางอากาศที่เหนือกว่าจะทาให้ เกิ ดความยุ่งเหยิ งโกลาหลหรื อการคุกคามด้วยความโกลาหลในประเทศฝ่ ายตรงข้าม อันจะทาให้การ ยุทธที่ฝ่ายตรงข้ามเตรี ยมมาเป็ นเวลานานไม่บงเกิ ดขึ้น” ั ในงานเขียนครังแรกของมิตเชลล์หลังปี ค .ศ.๑๙๑๘ เขาให้ ความ สนใจในเรื่อง ของการร่วม ้ ปฏิบติการระหว่างกาลังทางอากาศกับทางผิวพื ้น แต่เมื่อเวลาล่วงไปกาลังทางผิวพื ้นได้ ลดความสาคัญ ั ลงไปเป็ นรองโดยสิ ้นเชิงในการประมาณการณ์ของมิตเชลล์ โดยเขาเชื่อมันว่า ความสามารถทางเทคนิค ่ ของเครื่องบินจะมีมากขึ ้น อย่างไรก็ดี มิตเชลล์ได้ ให้ ความสาคัญอย่างมากแก่การใช้ กาลังทางอากาศใน การทาลายกาลังทางผิวพื ้นของข้ าศึก ในเรื่องนี ้ เขามีความเห็นแตกต่างกับดูชเอต์ ซึ่งไม่สนใจ ในกาลัง ทางผิวพื ้นแต่คิดที่จะทาลายไปยังประเทศชาติและทรัพยากรความแตกต่างนี ้ บางส่วนเป็ นเพราะความ แตกต่างในเรื่องเชื ้อชาติและการพิจารณาด้ านภูมิศาสตร์ของ ทังสอง โดยเฉพาะในเรื่องความสามารถ ้ ของเครื่องบินที่จะบินวนรอบเรือผิวน ้าทุกชนิดได้ ซึ่งทาให้ เรือผิวน ้าหมด หนทางที่จะดาเนินการอย่างไร ต่อไป เป็ นเรื่องที่มิตเชลล์เชื่ออย่างจริงใจ “ถ้าระเบิ ด (ลูกระเบิ ด ๒,๐๐๐ ปอนด์ ทิ้ งจากเครื่องบิ น ) ตกลงใกล้ ๆ เรื อภายในระยะ ๒๐๐ ฟิ ต แรงระเบิ ดใต้น้าจะมากพอที่จะเจาะรูใต้ทองเรื อทาให้เรื อจมได้ ” เรือจานวนมากต้ องจมลง โดยการ ้ โจมตีทางอากาศระหว่างสงคราม แต่ที่จมลงด้ วยการโจมตีวิธีอื่นที่ง่ายกว่าการโจมตีทางอากาศก็มีมาก “ในสงครามอนาคต อาจจะกระทาโดยกาลังทางอากาศชันดีเป็ นพิ เศษ เหมือนกับอัศวิ นหุม ้ ้ เกราะในสมัยกลางก็ได้ นี่ก็อีกเช่นกัน ประชาชนทังหมดจะไม่ตองถูกเรี ยกระดมในภาวะฉุกเฉิ น แต่เรี ยก ้ ้ เอาคนเพียงให้พอกับเครื่องมือที่มีกาลังอานาจมากที่สดในการป้ องกันประเทศ” ุ ในฐานะที่เป็ นนักบินทหารที่มีประสบการณ์ในการบัญชา การกาลังทางอากาศเข้ าทาการยุทธ จริง นายพลมิตเชลล์จะคุ้นเคยกับปั ญหาทางยุทธวิธีกว่าดูชเอต์มาก เขาได้ ใช้ ความสามารถในการคิด หาทางปรับปรุงยุทธวิธีที่ใช้ อยู่อย่างเต็มที่ ข้ อเส นอที่ดีเด่นประการหนึ่งและเป็ นการมองการณ์ไกล ของ มิตเชลล์ได้ แก่ การวางแผนใช้ หน่วยทหารพลร่มหลังแนวข้ าศึกใน ค.ศ.๑๙๑๘ มิตเชลล์ไม่ยอมผิดพลาดตามดูชเอต์ในการคิดใช้ เครื่องบินอเนกประสงค์ เครื่องบินขับไล่ยงคง ั มีงานมากในแผนการทาสงครามของมิตเชลล์ เมื่อสภาพการณ์อาจจะทาให้ กาลังทางอากาศของคู่ สงครามต้ องเข้ าปะทะโดยตรง มิตเชลล์ เขียนไว้ วา “สงครามในยุโรปได้พิสูจน์แล้วว่า การป้ องกันการ ่
  • 16.
    ๑๖ โจมตีทางอากาศได้ผลแต่เพียงทางเดียวเท่านัน ได้แก่ การกวาดล้างกาลังทางอากาศของข้าศึกให้หมด ้ ไปในการยุทธทางอากาศ” ในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับลักษณะทางเทคนิคของเครื่องบินและรายละเอียดในการทางานของ เครื่องบินมิตเชลล์ไม่ได้ มีความชานาญไปกว่าดูชเอต์ ความกระตือรือร้ นของมิตเชลล์ได้ ทาให้ บางครังคิด ้ ไปว่าความก้ าวหน้ าทางเทคนิคจะมีมากในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสมัยที่ มิตเชลล์ เขียนถึงเรื่องนี ้เป็ นสิ่งที่ไม่ น่าจะเป็ นไปได้ ตวอย่างเช่น เขาเขียนว่า “ข้าพเจ้าสามารถบอกได้ เลยว่า เราจะมีความ สามารถในการ ั บิ นรอบโลก ได้ดวยเวลาอันสันและ การเติ ม น้ามัน เชื้อเพลิ ง เพียงครั้งเดียว ” การคาดคะเนนี ้ล่วงเลยมา ้ ้ หลายสิบปี แล้ ว ก็ยงห่างไกลกับความเป็ นจริง ั ความแตกต่างที่สาคัญที่สดระหว่างความคิดเห็นทางทหารของสองท่านนี ้เป็ นความแตกต่างใน ุ การมองภาพของภูมิศาสตร์ ดูชเอต์เขียนเป็ นภาษาอิตาลี และได้ ทดสอบทฤษฎีโดยใช้ กบอิตาลีซึ่งเป็ น ั ประเทศที่มีประเทศซึ่งเป็ นข้ าศึกตังอยู่รอบด้ าน ้ “ตามธรรมดา ความคิ ดเห็นครั้งแรกของข้าพเจ้าเป็ นเรื่องของสถานการณ์ ของประเทศเราเอง ต่อมาเป็ นเรื่องความขัดแย้งระหว่างอิ ตาลีกบบางประเทศที่อาจจะเป็ นข้าศึกของอิ ตาลี ข้าพเจ้าขอรับว่า ั ทฤษฎีที่ข้ าพเจ้าอธิ บายนันมีเรื่องดังกล่าวเป็ นภูมิหลังอยู่ เพราะฉะนันจึงไม่ควรที่จะนาไปใช้กบทุก ้ ้ ั ประเทศ น่าเชื่อได้แน่ว่า ถ้าข้าพเจ้าพิ จารณาถึงความขัดแย้งระหว่างญี่ปนกับสหรัฐ ุ่ ฯ โดยเฉพาะ ข้าพเจ้าจะไม่ได้ขอสรุปออกมาอย่างเดียวกัน เพื่อเป็ นวิ ธีทว ๆ ไปในการเอาชนะสงคราม การนาไปใช้ ้ ั่ ของทุกชาติ ควรจะเข้าใจเรื่องของข้าพเจ้าให้ถูกต้อง ข้าพเจ้าตังใจเพียงแต่จะชี้ให้เห็นถึงหนทางที่ดีที่สด ้ ุ และมีประสิ ทธิ ภาพมากที่สดสาหรับประเทศของเราในการเตรี ยมทาสงครามที่น่าจะเกิ ดขึ้นในอนาคต” ุ ผู้สนับสนุนชาวอเมริกนหลายคนที่ยกให้ กาลังทางอากาศเป็ นกาลังสาคัญ ส่วนแรกขององค์กร ั ทางทหาร โดยกล่าวว่า การปองกันสหรัฐ ฯ เป็ นภาระหน้ าที่ดงเดิมของทหารบก แต่มิตเชลล์ไม่เคย ้ ั้ ยอมรับข้ อจากัดดังกล่าว เขาเป็ นคนแรกที่พดถึงการใช้ กาลังทางอากาศตามสภาพการณ์ของโลก โดยมี ู กาลังทางผิวพื ้นสนับสนุนเล็กน้ อย มิตเชลล์ ได้ สนับสนุนอย่างไม่ร้ ูจกเหน็ดเหนื่อย ในการ ใช้ เส้ นทาง ั เดินอากาศระหว่างทวีปผ่านมหาสมุทรอา ร์ คติก ซึ่งในปั จจุบน ก็เป็ นที่สนใจกันอย่างกว้ างขวาง เขาได้ ั สาธยายอย่างไม่หยุดหย่อนถึงคุณค่าของเส้ นทางข้ ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยผ่านกรีนแลนด์และ ไอซแลนด์และความเป็ นไปได้ ในการเคลื่อนย้ ายระหว่างสหรัฐ ฯ กับเอเชียผ่านทางอลาสก้ าและไซบีเรีย หรือทางหมูเ่ กาะอลิวเ ซี ยนและหมูเ่ กาะคูริล โดยตอนเริ่มแรกอาชีพทาง ทหาร มิตเชลล์ ได้ กาหนดให้ อลาสก้ าเป็ นประตูสาคัญ สู่การเป็ นใหญ่ทางทหารในแปซิฟิก แต่เมื่อมีการใช้ เครื่องบินและกาลังทาง อากาศได้ พฒนาขึ ้น ทาให้ ความเห็นของ เขาผิดพลาดไป ระหว่างที่มิตเชลล์เป็ นผู้ช่วยผู้บงคับกองบิน ั ั ฝูงบินทหารบก ๓ เครื่องได้ ทาการบินรอบโลกโดยทางแปซิฟิกและแอตแลนติก ผ่านไปตามเกาะต่าง ๆ ที่ เขาได้ กล่าวว่าเป็ นเส้ นทางสาหรับสหรัฐ ฯ และเป็ นเส้ นทางที่ คกคามต่อความปลอดภัยของอเมริกา ใน ุ ปั จจุบน เส้ นทางผ่านกรีนแลนด์และไอซแลนด์ได้ ใช้ กนแล้ ว ความสาเร็จของญี่ปนในการเข้ ายึดหมูเ่ กาะ ั ั ุ่
  • 17.
    ๑๗ อลิวเซียนในฤดูร้อน ค.ศ.๑๙๔๒ ซึ่งในยามสงบไม่ได้สร้ างฐานทัพไว้ นบว่าเป็ นการยืนยันความถูกต้ องใน ั การคาดหมายถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ ้นของมิตเชลล์ แม้ วาจะมีการใช้ กองเรืออย่างกว้ างขวางและการ ่ โจมตีทางอากาศน้ อยกว่าที่เขาได้ คาดไว้ การคาดคะเนของมิตเชลล์หลายเรื่องได้ เป็ นความจริง แต่การพัฒนาทางเทค โนโลยี หลาย ประการอย่างที่ดเู หมือนจะเริ่มปรากฏให้ เห็นกันราไรในขณะที่เขากาลังเขียนเรื่องอยู่นนยังคงไป ถึงไหน ั้ ไม่ มิตเชลล์มีจินตนาการกว้ างขวางทังเรื่องทางเทคนิคและยุทธวิธี นผู้ริเริ่มแต่ก็ เบื่อหน่ายต่ออุปสรรค เอา ้ เขาเป็ จริงและหนักแน่นต่อการที่จะทาให้ ความฝั นเป็ นความจริง มิตเชลล์มองเห็นแนวทางที่จะดาเนินการ าน ในด้ กาลังทางอากาศ ก้าวหน้ ามากกว่าดูชเอต์ แต่ คาดหมายอะไรวดเร็วมากเกินไปอยู่บ่อย ๆ เหตุนี ้จึงทา ให้ เขาก็ ร ให้ มิตเชลล์มีข้อบาดหมางกับผูอื่นและทาให้ ตวเองมีจดอ่อนในอันที่จะได้ รับการสนับสนุนและยอมรับจาก ้ ั ุ วงการทหารในขณะนัน ้
  • 18.
    ๑๘ เคล้ าเซวิตซ์ (Karl Mariavon Clausewitz) ค.ศ.๑๗๘๐-๑๘๓๑ นักยุทธศาสตร์ สงครามทางบก คาร์ล ฟอน เคล้ าเซวิตซ์ นายพลปรัสเซียนักทฤษฎี การสงคราม รุ่นราวคราวเดียวกันกับโจมินี เป็ นผู้แต่งหนังสือ On War อันมีชื่อเสียง แม้ บางคนจะมองว่า On War น่าจะนาใช้ ในการอ้ างอิงมากกว่า นาไปศึกษาอย่างจริงจัง แม้ เวลาที่ลวงเลย จะทาให้ คณค่าของทฤษฎีลดน้ อยลงไปบ้ าง โดยเฉพาะอย่าง ่ ุ ยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับยุทธวิธี แต่ On War ก็เป็ นหนังสือที่ศกษาถึงการทาสงคราม โดยกล่าวถึงรากฐาน ึ ของเรื่องสงคราม และรูปแบบของความคิดที่นาไปใช้ ในทุกขันตอนของประวัติศาสตร์และการปฏิบติทาง ้ ั ทหารเป็ นครังแรกได้ อย่างชัดจริง เคล้ าเซวิตซ์ได้ เสียชีวิตใน ค.ศ.๑๘๓๑ ก่อนที่ จะเขียนหนังสือ เล่มนี ้ได้ ้ จบสมบูรณ์ ต้ นฉบับที่ตรวจแก้ ครังสุดท้ ายยังมีเรื่องที่ไม่สอดคล้ องตรงกันบางประการที่ยงไม่ได้ กล่าวถึง ้ ั ให้ กระจ่างชัด โจมินีกล่าวหาว่างานเขียนของท่าน “เลยเถิดและหยิ่งยะโส” อย่างไรก็ดี โดยทัวไปแล้ ว เป็ นธรรมดาที่เคล้ าเซวิตซ์มองเห็นลักษณะและข้ อจากัดประจาชาติใน ่ ด้ านที่แตกต่างไป เขาอธิบายถึง “ลัทธิปรัสเซียนิยม” และ “ความบ้ าคลั่งการยุทธ” ในศตวรรษที่ ๑๙ Count Schlieffen บอกว่า “เคล้าเซวิ ตซ์ ทาให้นายทหารปรัสเซี ยมีแนวความคิ ดในการทาสงครามที่ แท้จริ ง” นาวาเอก Liddell Hart นักวิจารณ์ทางทหารชาวอังกฤษกล่าว ว่า “นายพลในช่วงครึ่ งศตวรรษ นัน ได้ถูกมอมเมาด้วยเหล้าองุ่นแดงสีเลือดที่เคล้าเซวิ ตซ์ ทาขึ้น ” ตังแต่สมัยเคล้ าเซวิตซ์จนถึงจอมพล ้ ้ Foch และ Ludendorff นักทฤษฎีทางทหารได้ อธิบายความคิดในการทาสงครามว่าเป็ นการทาลายกันอย่าง รุนแรง ที่สด ุ
  • 19.
    ๑๙ งานเขียนของเคล้ าเซวิตซ์ ที่เกี่ยวกับกิจการทหารและการทาสงครามได้จดพิมพ์ขึ ้น ๑๐ เรื่อง ั หลังจากมรณกรรมของเขา เรื่องที่ทาให้ เคล้ าเซวิตซ์มีชื่อเสียงโด่งดังคือ On War ซึ่งแบ่งออกเป็ น ๘ เล่ม เล่มแรกกล่าวถึงลักษณะองสงคราม เล่ม ่ ๒ เป็ นทฤษฎีของสงคราม เล่ม ี่ ๓ ยุทธศาสตร์ เล่มที่ ๔ การรบ ข ที ท เล่มที่ ๕ และเล่มที่ ๖ กาลังทหารและการตังรับ การเข้ าตีและแผนสงคราม คุณลักษณะที่สาคัญที่สด ้ ุ ประการเดียวของเคล้ าเซวิตซ์ในการวิเคราะห์สงครามก็คือ การประสานปรัชญาเข้ ากับประสบการณ์ อย่ างใกล้ ชด ิ เมื่อเคล้ าเซวิตซ์มีอายุเพียง๑๓ ปี ได้ มีโอกาสเข้ ารบกับฝรั่งเศสในการยุทธที่แม่น ้าไรน์ าง ค.ศ. ระหว่ ๑๗๙๓-๑๗๙๔ต่อมาใน ค.ศ.๑๘๐๑ ได้ เข้ าโรงเรียนนายทหารในกรุงเบอร์ลินและได้ รับความสนใจเป็ น พิเศษจากนายพลชานร์ฮอสต์ ผู้ปรับปรุงกองทัพบกปรัสเซีย ในการยุทธปี ค.ศ.๑๘๐๖ เคล้ าเซวิตซ์ได้ ยศ ร้ อยเอก และเป็ นนายทหารคนสนิท ของเจ้ าชายปรัสเซีย หลังการยุทธทีAuerstadt เขาต้ องถูกจับและไป ่ เสียเวลาอยู่ในฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ่ ๑ ปี กว่า เมื่อกลับมาแล้ วได้ เป็ นผู้ช่วยของนายพลชานร์ฮอสต์ อยู ในการปฏิรูปและปลุกขวัญให้ แก่กองทัพบกและประเทศปรัสเซีย พอถึง ค .ศ.๑๘๑๑ ปรัสเซียได้ ถก ู บังคับให้ ร่วมมือทางทหารกับนโปเลียนเคล้ าเซวิตซ์ได้ เข้ าประจาการในกองทัพรัสเซีย โดยในตอนต้ น ของสงครามปลดปล่อย ค .ศ.๑๘๑๓ ได้ เป็ นนายพันเอกของรัสเซีย ทาหน้ าที่ เป็ นนายทหารติดต่ออยู่ที่ กองบัญชาการของBlucher ต่อมาได้ เป็ นเสนาธิการของกองทหารรัสเซีย -เยอรมัน เคล้ าเซวิทซ์ ได้ กลับเข้ า ทางานในกองทัพบกปรัสเซียอีกครัง และได้ เป็ นเสนาธิการของกองทัพน้ อย ใน ค .ศ.๑๘๑๕ ได้ เข้ าทา ้ การยุทธที่ Ligny และ Wawre ในทางยุทธวิธี การยุทธทังสองครังปรัสเซียเป็ นฝ่ ายพ่ายแพ้ แต่ในทาง ้ ้ ยุทธศาสตร์ ปรัสเซียสามารถเอาชนะได้ ในขันสุดท้ ายในการยุทธที่วอเตอร์ลู เคล้ าเซวิตซ์เองไม่ได้ เข้ าร่วม ้ แต่ ด้ วยโดยตรง ตังแต่ ค.ศ.๑๘๑๘-๑๘๓๐ เขาได้ เป็ นผู้อานวยการฝ่ ายจัดการของโรงเรียนนายร้ อยทหารบกใน ้ กรุงเบอร์ลิน มีเพื่อนไม่กี่คนเท่านันที่ร้ ูวา เคล้ าเซวิซ์ได้ ทาการศึกษาและรวบรวมประสบการณ์ในชีวิตเขียน ้ ่ ต หนังสือที่ห้องรับเแขกของภริยา ไม่ใช่ที่โต๊ ะทางาน เคล้ าเซวิตซ์ถือว่า สงครามไม่ใช่การแข่งขันกันทาง วิทยาการหรือกีฬาระหว่างชาติ แต่เป็ น “พฤติ กรรมอันรุนแรง” ในลักษณะของสงครามไม่มีอะไรที่ไม่รุนแรง หรือเมตตาปราณี ดังที่ท่านกล่าวอยู่บ่อย ๆ ในหนังสือ War ว่า “เราไม่อยากจะได้ยินว่าแม่ทพนายกองได้ On ั ชัยชนะ มาโดยไม่มีการหลังเลือด” ทังนี ้เป็ นการหมายถึงว่า ศาสตร์ของสงครามไม่อาจจะทาให้ สงครามไม่ ่ ้ รุนแรงหรือมีศีลธรรมได้ ความเห็นของเคล้ าเซวิตซ์ในศาสตร์สงคราม ซึ่งเป็ นเรืที่สามารถประเมินผลและ ่อง ทาให้ ถกหลักการของเหตุผลได้ นน มีความสาคัญแต่เป็ นรองเท่านันไม่มากที่สด เคล้ าเซวิตซ์ไม่ได้ ดเู บา ู ั้ ้ ุ เรื่องการส่งกาลังหรือลักษณะทางภูมิศาสตร์ของยุทธบริเวณ เขายอมรับว่าปั จจัยทางคณิตศาสตร์และ ภูมิประเทศมีความสาคัญต่อยุทธวิธี แต่ก็มีความสาคัญน้ อยต่อยุทธศาสตร์ เคลาเซวิตซ์หยิบยกเอาเรื่อง นี ้มากล่าวไว้ ในงานเขียน ยุค แรก ๆ เมื่อ ค .ศ.๑๘๐๕ ขณะที่มีผ้ พยายามจะทาให้ สงครามเป็ นศาสตร์ ู เขาได้ ยืนยันถึงความโดดเด่นของปั จจัยที่ไม่มีตวตนคือ “ขวัญ” ั
  • 20.
    ๒๐ เคล้ าเซวิตซ์ได้ นิยามคา“สงคราม” ว่าเป็ น “การกระทาที่รุนแรงมุ่งจะบีบบังคับฝ่ ายตรงข้ าม ให้ ปฏิบัติตามเจตนาของเรา ” สงครามเป็ นเรื่องของสังคมชีวิตเป็ นความขัดแย้ งของผลประโยชน์ มหาศาลที่ตกลงกันด้ วยการหลังเลือด... การที่ฝ่ายตรงข้ ามจะยอมทาตามเจตนาของเราก็ตอเมื่อถูกปลด ่ ่ อาวุธหรืออยู่ในฐานะที่จะต้ องถูกปลดอาวุธ ดังนันจุดหมายของการทาสงครามจึงต้ องเป็ นการปลดอาวุธหรือ ้ ล้ มล้ างข้ าศึก และโดยที่ ทังสองฝ่ ายมีจดหมายเหมือนกัน การปฏิบติการตอบโต้ กนจึงเป็ นไปอย่าง ้ ุ ั ั สุดกาลัง “สงครามเป็ นการกระทาอันรุนแรง ที่เร่ งเร้ ากันอย่ างสุดเหวี่ยง” ซึ่งอาจเรียกแนวความคิด ของเคล้ าเซวิตซ์นี ้ว่าเป็ น“สงครามเด็ดขาด อย่างไรก็ดีท่านไม่ได้ ละเลยในความสาคัญของทฤษฎี หน้ าที่ ” ของทฤษฎีก็คือ “ให้ตาแหน่งแหล่งที่ซึ่งดีเยี่ยมแก่รูปแบบที่เด็ดขาดของสงคราม และใช้รูปแบบนันเป็ น ้ แนวทางทัวไป...” ่ ในตอนท้ ายของหนังสือ War เคล้ าเซวิตซ์ชี ้ให้ เห็นว่า“ทฤษฎีไม่ใช่นงร้านสาหรับขึ้นไปปฏิ บติการ On ั่ ั ใด ๆ” หรือ “แนวทางที่แท้จริ งในการปฏิ บต”ิ ทฤษฎีคอนข้ างจะเป็ น “การสืบสวนเชิ งวิ เคราะห์เรื่องที่นาไปสู่ ั ่ ความรู้ที่ถูกต้อง โดยแท้ และถ้านามาพิ จารณากับผลของประสบการณ์ ซึ่งในกรณี ของเราได้แก่ ประวัติศาสตร์ ทหาร ก็จะเรี ยนรู้ได้อย่างละเอียดลออ... ทฤษฎีควรให้ความคิ ดแก่ผูนาในอนาคตในการ ้ ทาสงคราม หรื อให้คาแนะนาในการให้ความรู้แก่ตนเอง แต่ไม่ใช่สิ่งจะนาติ ดตัวไปในสนามรบ เพียงแต่ เป็ นรูปแบบของการฝึ กสอนที่มีเหตุผลและให้ความสว่างแก่ความคิ ดของเยาวชน โดยไม่ทาให้เขาต้องถูกชัก ใยไปตลอดชัวชี วิต ในหนังสือนี ้ท่านยังกล่าวอีกว่า“สิ่ งที่อจฉริ ยะบุคคลกระทาจะต้องดีที่สดตามกฎทุกข้อ ่ ” ั ุ แต่ทฤษฎีไม่สามารถทาอะไรได้ดีไปกว่าที่จะแสดงให้เห็นว่า างไรและทาไมจึงเป็ นเช่นนัน” อย่ ้ สงครามไม่ใช่การปฏิบติที่โดดเดี่ยวหรือประกอบด้ วยการปฏิบติแต่เพียงเรื่องเดียว ปั จจัยหลาย ั ั ประการเช่น กองทหาร ี่ตงขึ ้นใหม่ การขยายยุทธบริเวณหรือระบบพันธมิตร อาจเข้ ามามีบทบาทอย่างมาก ท ั้ เมื่อคูสงครามฝ่ ายใด อ่อนกาลังก็จะต้ องลดวัตถุประสงค์ลงเพื่อที่จะได้ จากัดการปฏิบติการให้ น้อยลงใน ่ ั ระดับที่จากัด การทาสงครามเป็ นเรื่องที่ เกี่ยวกับอันตราย การใช้ กาลังร่างกาย ข่าวสารของสงคราม และ ปั จจัยในความไม่แน่นอนกับโอกาสอื่น ๆ อีกหลายประการ ซึ่งจะทาให้ ต้องแยกแนวความคิดในการทา สงครามออกจากการปฏิบติการจริง ๆ เคล้ าเซวิตซ์ สรุปรวมเรียก ปั จจัยต่าง ๆ นี ้ ว่า “ความฝื ด (Friction)” ั ความฝื ด ไม่เพียงแต่จะเป็ นเรื่องของเครื่องยนต์กลไก กลไกทางทหาร ประกอบด้ วย ทหารที่แต่ละคนจะต้ อง ชดเชยความอ่อนแอของมนุษยชาติ ท่านบอกว่า ความฝื ด เป็ นเพียงแนวความคิด ซึ่งโดยทัวไปตรงกับสิ่งที่ ่ แตกต่างระหว่างสงครามจริง ๆ กับสงครามบนกระดาษ สภาวะแวดล้ อมมากมายเหลือคณนา ทาให้ แผนไม่ บรรลุผลตามที่กาหนดไว้ ในเรื่องนี ้ เคล้ าเซวิตซ์ได้ กล่าวเป็ นประโยคที่ในปั จจุบนได้ ปรากฎอยู่ในคูมือทางทหาร ั ่ ว่า “ทุกสิ่ งง่ายมากในสงคราม แต่สิ่งที่ง่ายที่สดย่อมยาก... กิ จกรรมในสงครามเป็ นการเคลื่อนไหวที่มีการ ุ ต้านทานขัดขวางเหมือนคนอยู่ในน้า จะไม่สามารถเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ และง่าย ๆ ที่สดได้สะดวก ุ ตามปกติ อันได้แก่ การเดิ นดังนันในสงครามก็จะไม่สามารถเคลื่อนไหวด้วยกาลังตามปกติ ให้ได้แม้อย่าง ้ ธรรมดาสามัญ ”
  • 21.
    ๒๑ ในเรื่องความแตกต่างระหว่างยุทธศาสตร์กบยุทธวิธี เคล้ าเซวิตซ์กล่าวไว้ในงานเขียนเมื่อ ค .ศ. ั ๑๘๐๕ ว่า “ยุทธวิ ธีเป็ นทฤษฎีของการใช้กาลังทหารในการรบ ยุทธศาสตร์ เป็ นทฤษฎีของการใช้การยุทธ์ เพื่อจุดหมายของสงคราม ในหนังสือOn War เขาเขียนไว้ วา “เมื่อกองทหารเข้าที่ตงก็จะต้องมีความคิ ดที่จะ ” ่ ั้ สูรบอยู่เสมอ จกรรมทุกอย่างในสงครามจาเป็ นต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ กบการรบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ้ ...กิ ั ทหารได้ถูกเกณฑ์ เข้ามาแต่งเครื่องแบบรับอาวุธ ทาการฝึ ก หลับนอน กิ นอาหาร ดื่มและเดิ นทาง ทังหมดนี้เพียงเพื่อจะทาการสู่รบในเวลาและสถานที่อนสมควร ” กองทหารใช้ ทาการสู้รบ การรบใช้ ให้ ้ ั บรรลุจดหมายของสงครามจุดหมาย ในการล้ มล้ างเจตนาของข้ าศึกโดยการปลดอาวุธด้ วยการยุทธที่ ุ แตกหัก อันเป็ นวิถีทางเฉพาะที่สดของสงคราม างไรก็ดี การทาลายล้ างข้ าศึกไม่ใช่กฎหมายสูงสุด แต่เป็ น ุ อย่ เพียงการบอกทิศทางทัว ๆ ไปเท่านัน โดยเหตุนี ้ผู้บงคับบัญจะต้ องตระหนักว่า “ยุทธศาสตร์ ที่ดีที่สด ก็คือ ่ ้ ั ชา ุ ต้องแข็งแกร่งมาก ๆ อยู่ตลอดเวลา ขันแตก โดยทัวไป ต่อไป ณ จุดเด็ดขาดที่จดเด็ดขาดหรือรู้แพ้ ร้ ูชนะ ้ ่ ” ุ แตกหักไปเลยนี ้ ทหารทุกคนที่มีอยู่จะต้ องรวมกาลังเข้ าปฏิบติการ ั ความสัมพันธ์ระหว่างวิถีทางกับจุดหมายเป็ นพื ้นฐานในการแปลความหมายของสงครามทาง การเมืองโดยเคล้ าเซวิตซ์ ตามปกติจดหมายย่อมมีอิทธิพลเหนือวิถีทาง แต่บางครังอาจกลับกันการยุทธ ุ ้ ที่เด็ดขาดดูเหมือนจะมีผลบังคับความมุงหมายของสงคราม เคล้ าเซวิตซ์ ชี ้ให้ เห็นว่า จุดหมายทางทหาร ่ ในการทาลายล้ างข้ าศึกจะเข้ าแทนที่วตถุประสงค์ขนสุดท้ ายคือ จุดหมายทางการเมือง ดังที่ได้ เป็ นมา ั ั้ แล้ ว ในเรื่องนี ้ท่านได้ ยืนยันว่า นายพลควรเป็ นอิสระจากการตกลงใจทางการเมือง และที่จริงแล้ ว เขา ควรอยู่ในฐานะที่มีอิทธิพลต่อเรื่อง เหล่านัน เขากล่าวว่า “จุดหมายทางการเมืองไม่ใช่กฎหมายที่เด็ดขาด ้ จะต้องปรับให้เข้ากับลักษณะของวิ ถีทาง และอาจต้องเปลี่ยนใหม่ทงหมดอยู่บ่อย ๆ.ยุทธศาสตร์ โดยทัวไป ั้ ่ และโดยเฉพาะผูบญชาการทหารสูงสุด อาจต้องการให้ความโน้มเอียง และจุดหมายทางการเมืองไม่ ้ ั ขัดแย้งกับลักษณะเฉพาะของวิ ถีทางทางทหาร และความต้องการนี้จะว่าเป็ นเรื่องเล็กน้อยไม่ได้เลย ” การที่กล่าวไว้ เช่นนี ้ เคล้ าเซวิตซ์ อาจนึกถึงความชอบกล ของพวกช่างประจบหรือที่ปรึกษาหารือซึ่งใน ศตวรรษที่ ๑๘ ได้ เข้ ายุ่งเกี่ยวในการปฏิบติการทางทหารอยู่บ่อย ๆ ท่านอาจนึกถึงข้ อเท็จจริงจากการ ั สงครามที่นโยบายต้ องขึ ้นอยู่กบความเป็ นไปได้ ในด้ านทหารอีกด้ วย นอกจากนี ้ยังนึกอยู่ในใจว่าลักษณะ ั สาคัญของการตกลงใจทางทหารมีผลกระทบต่อทหารด้ วยเหตุผลเบื ้องตนที่สด และนโยบายไม่สามารถจะชี ้นา ุ อะไรได้ อย่างไรก็ดีข้อคิดทังมวลของเคล้ าเซวิตซ์คอนข้ างจะเป็ นไปในทางที่กลับกัน สงครามเป็ นเพียงส่วน ้ ่ หนึ่งของสังคมทังหมด แตกต่างกันไปโดยวิถีทางเฉพาะของสงครามเท่านันแต่ องการทางทหารอย่าง ้ ้ “ความต้ รุนแรงอาจมีปฏิ กิริยาต่อจุดหมายทางการเมืองในบางกรณี โดยจะเป็ นเพียงการปรับจุดหมายเหล่านี้เท่านัน ้ เมื่อจุดหมายทางการเมืองเป็ นจุดหมายปลายทางและสงครามเป็ นวิ ถีทางจึงไม่สามารถกาหนดวิ ถีทางขึ้นได้ โดยปราศจากจุดหมาย” นี่คือทัศนะพื ้นฐานที่ทาให้ ประโยคหนึ่งในหนังสือ On War มีชื่อเสียงที่สด ได้ แก่ ุ “สงครามไม่ ใช่ อะไรอื่น นอกไปเสียจากการดาเนินนโยบายของรัฐต่ อไปโดยวิถีทางที่แตกต่”างไป เขา
  • 22.
    ๒๒ กล่าวต่อเติมในที่อื่น ๆ ไว้ละเอียดลออมากขึ ้นว่า “สงครามไม่ ใช่ อะไรอื่น นอกจากการดาเนินการทาง การเมืองต่ อไปโดยคลุกเคล้ ากับวิถีทางที่แตกต่ างไป เราพูดว่ าคลุกเคล้ ากับวิถีทางที่แตกต่ าง เพื่อที่จะกล่ าวว่ าในขณะเดียวกันนัน การดาเนินการทางการเมืองเหล่ านีไม่ ได้ หยุดลงโดยสงคราม ้ ้ เอง และก็จะไม่ เปลี่ยนไปอย่ างแตกต่ างโดยสินเชิง หากแต่ เนือหาสาระยังคงมีอยู่ต่อไปไม่ ว่าจะใช้ ้ ้ วิถีทางใด...” นโยบายของรัฐเป็ น “ครรภ์ที่สงครามเจริ ญเติ บโตเป็ นรูปเป็ นร่างขึ้น ” ฉะนันนโยบายจึงกาหนด ้ เส้ นทางหลักที่สงครามจะดาเนินตาม นี่เป็ นลาดับของเรื่องที่ถกต้ อง นอกจากเสียว่านโยบายนันไม่ต้องการ ู ้ อะไรที่ขดแย้ งกับลักษณะของสงคราม อันที่จริงย่อมเป็ นเรื่อง เหลวไหลน่าหัวเราะที่นายพลจะวางแผน ั ปฏิบติการขึ ้นมาลอย ๆ ่ งเหลวไหลใหญ่ ที่นกทฤษฎีจะเรี ยกร้องให้กาหนดวิ ถีทางที่มีอยู่ของการทาสงคราม ั “ยิ ั ให้แก่นายพล เพื่อที่เขาอาจจะวางแผนทางทหารล้วน ๆ “ ในสงครามที่ต้องสู้รบกับฝ่ ายตรงข้ ามหลายชาติที่เป็ นพันธมิตรกัน เคล้ าเซวิตซ์ า “จะต้องเผชิ ญ บอกว่ กับปัญหาในการตัดสิ นใจว่า กองทัพพันธมิ ตรชาติ ใดแข็งหรื ออ่อนกว่าที่ควรจะทาลายก่อน ” อันเป็ น ยุทธศาสตร์ทางเส้ นใน ไม่วาจะตัดสินใจอย่างไร จะต้ องคานึงถึงข้ อผูกมัดในการรวมเป็ นพันธมิตรกัน ซึ่งเป็ น ่ วัตถุประสงค์ทางทหารตามก ฎหมาย จุดหมายเบื ้องตนในการทาลายกองทัพข้ าศึกอาจถูกปรับแก้ โดย สภาพแวดล้ อมอื่น ๆ เช่นกัน ตัวอย่างเช่น การเข้ าครองดินแดนข้ าศึก โดยตัวของมันเองนับเป็ นอาวุธที่ร้ายแรง เพราะจะทาลายความสามารถของข้ าศึกในการสร้ างกองทัพขึ ้นมาใหม่ การเสียดินแดนพร้ อมด้ วยการพ่ายแพ้ ทางทหารของข้ าศึกจะมีผลในการบันทอนกาลังใจข้ าศึก เหตุนี ้จุดหมายในการปลดอาวุธข้ าศึกอาจกระทาได้ ่ โดยการปลดอาวุธทางจิตวิทยา ซึ่งจะเกิดขึ ้นเมื่อข้ าศึกตระหนักว่า ไม่น่าจะได้ ชยชนะหรือจะเสียหายมาก ั เกินไป ปั ญหาพื ้นฐานของนักยุทธศาสตร์จึงเป็ นการมองเห็น “จุดศูนย์ ดุลย์ (Center Of Gravity)” ที่ จะต้ องทาการเข้ าตี จุดศูนย์ดลย์นี ้อาจอยู่ในที่ตาง ๆ กัน เนื่องจากสภาพแวดล้ อมอันหลากหลายเกือบทุก ุ ่ กรณีจะเป็ นกาลังรบ าศึกแต่ถ้าประเทศข้ าศึกถูกแบ่งแยกเพราะการแตกร้ าวทางพลเรือน จุดศุนย์ ของข้ ดุลย์อาจเป็ นเมืองหลวงก็ได้ ในสงครามที่รบกับกองทัพพันธมิตร จุดศูนย์ดลย์อยู่ที่กองทัพที่แข็งแกร่ง ุ ที่สดของพันธมิตรหรือผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างพันธมิตร ส่วนสงครามภายในชาติ “ความเห็นของ ุ ประชาชน” เป็ นจุดศูนย์ดลย์ที่สาคัญและวัตถุประสงค์สาคัญทางทหาร นับว่าเคล้ าเซวิตซ์ได้ สมผัสกับ ุ ั แนวความคิดสมัยใหม่ในการทาสงครามจิตวิทยาเข้ าแล้ วซึ่งอาจจะกระทาก่อนร่วมกับหรือแม้ จะทาแทน การสู้รบจริง ๆ ก็ได้ ในปี ค.ศ.๑๘๒๗ เคล้ าเซวิตซ์บอกว่าจะแก้ ไขหนังสือ On War ในสองเรื่อง เรื่องแรก เขาต้ องการ จะแสดงความแตกต่างระหว่างสงคราม ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งมีจดหมาย “ในการทาลายล้ างข้ าศึก ” อีก ุ ชนิดหนึ่งเพียง “เข้ าครอบครองเขตแดนข้ าศึกไว้ อย่ างถาวรหรือใช้ เป็ นสิ่งแลกเปลี่ยนในการตก ลงสงบศึก” เรื่องที่ ๒ เขาต้ องการจะย ้าถึงความจริงที่วาสงครามเป็ นแต่การดาเนิน นโยบายต่อไป และ ่
  • 23.
    ๒๓ ความเห็นเรื่องนี ้มีเจตนาจะให้ เกิด“เอกภาพมากขึ้น ” ในแนวความคิดทังมวลของสงคราม การแก้ ไขนี ้ ้ เคล้ าเซวิตซ์ คิดว่า “จะรี ดทับให้รอยยับยู่ยี่ในหัวของนักยุทธศาสตร์ และรัฐบุรุษราบเรี ยบลงได้” หนังสือเล่มที่ ๘ เกี่ยวกับแผนสงครามของเคล้ าเซวิตซ์ เขาได้ แสดงถึงความแตกต่างระหว่าง สงครามสองชนิดอย่างรอบคอบ ได้ แก่ สงครามทาลายล้ างข้ าศึกและสงครามจากัด การปฏิบติการ ั ทางยุทธศาสตร์ จะมีความหมายต่างกันมากระหว่างในกรณีหนึ่งกับอีกกรณีหนึ่ง ในกรณีหนึ่งผลขัน ้ สุดท้ ายเท่านันที่ต้องการ ส่วนอีกกรณีผลบางส่วนอาจถูกรวบรวมไว้ และปั จจัยในเรื่องเวลาก็นบว่ามีคา ้ ั ่ จนกระทังข้ าศึกจะใจอ่อนลง ในกรณีหนึ่งการเข้ าครอบครองดินแดนไม่มีประโยชน์อะไรจนกว่ากาลัง ่ ข้ าศึกจะถูกทาลาย ส่วนอีกกรณีการเข้ าครอบครองอาจะเป็ นการช่วยเพิ่มความเป็ นเจ้ าของดินแดนมากขึ ้น สงครามจากัดได้ เกิดขึ ้นแล้ วและจะเกิดขึ ้นอีกใน ๒ กรณี กรณีแรกเมื่อความตึงเครียดทางการเมือง หรือ จุดหมายทางการเมืองที่เกี่ยวข้ องไม่รุนแรงใหญ่โตกรณีทเมื่อวิถีทางทางทหารอยู่ในสภาพที่มองไม่เห็นทาง ๒ ี่ ที่จะสามารถทาลายล้ างข้ าศึกได้ เลย หรือสามารถเพียงแต่จะทาลายล้ างได้ โดยทางอ้ อมเท่านัน กาลังทหาร ้ หน่วยเล็ก ๆ ที่สงไปปฏิบติการนอกประเทศและสงครามเศรษฐกิจจะไม่สามารถ ทาลายข้ าศึกตาม ่ ั ความหมายทางทหารได้ สงครามเกาหลีที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้ หรือชนะ ฝ่ ายสหประชาชาติต้องใช้ กาลังถึง ๙๓๒,๕๓๙ คน (๓๑ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๕๓) ส่วนสงครามอ่าวเปอร์เชียที่ฝ่ายพันธมิตรสามารถทาลาย ล้ างกาลังของอิรักบางส่วนได้ สาเร็จก็ต้องใช้ ถึง ๗๐๒,๖๗๐ คน ไม่ใช่กาลังน้ อย ๆ เลย การกล่าวถึงความแตกต่างของเคล้ าเซวิตซ์อีกเรื่องหนึ่ง เป็ นเรื่องการตังรับกับการเข้ าตี ซึ่งแตกต่าง ้ กัน ทังในด้ านการเมือง ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี เขาเชื่อมัน ในคุณประโยชน์ ของการมีขวัญ ที่ดีมากกว่า ้ ่ การเข้ าตี และเห็นว่าการจู่โจมมีความสาคัญโดยเฉพาะในด้ านยุทธวิธี แต่สาคัญน้ อยในด้ านยุทธศาสตร์ เมื่อฝ่ ายเข้ าตีมีการเคลื่อนไหว ฝ่ ายตังรับก็จะใช้ ความได้ เปรียบทังหมดที่มีอยู่ การตังรับเป็ นวิธีรบเริ่มแรก ้ ้ ้ ของสงคราม ท่านชี ้ให้ เห็นว่าผู้รุกราน (ทางการเมือง) เป็ น “ผูรักสันติ เสมอ” กล่าวคือใคร่ที่จะบุกรุกเพื่อน ้ บ้ านอย่างสันติ นอกจากว่าจะมีการรวมกาลังทาการต้ านทาน ทฤษฎีของเคล้ าเซวิตซ์ โน้ มเอียงไปในทางที่จะพิสจน์วา ฝ่ ายที่ออนกาลังอย่างน้ อยก็มีโอกาส ู ่ ่ มากพอที่จะต้ านทานข้ าศึกที่มีกาลังมากกว่า เพราะ งรับเป็ น รูปแบบของการทาสงครามที่แข็งแรงกว่า “การตั้ ” ประเด็นที่เขาย ้าในส่วนดีของการตังรับเป็ นเรื่องทางยุทธวิธีเช่นเดียวกับยุทธศาสตร์และการเมือง ฝ่ ายเข้ าตีจะ ้ ได้ รับความเห็นใจ เข้ าข้ างทางการเมืองและได้ เปรียบทางขวัญจากการที่เป็ นการกระทาเพื่อปองกัน ้ ประเทศ ท่านได้ เห็นคุณประโยชน์ของยุทธบริเวณ ปอมค่าย ที่มนและการใช้ ภมิประเทศ ้ ั่ ู เขาจะใช้ ประโยชน์จากการได้ เวลาและเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมายทังหมดจากการอ่อนกาลังของข้ าศึก การที่การตัง้ ้ รับเป็ นรูปแบบที่แข็งแรงกว่าก็เพราะลักษณะของมันโดยแท้ “การสงวนรักษาย่อมง่ายกว่าการให้ได้มา ” เขาแนะว่าทุกสิ่งที่ไม่ได้ เกิดขึ ้นต้ องยกให้ เป็ นความเชื่อถือของฝ่ ายตังรับ “เขาเก็บเกี่ยวในที่ซึ่งไม่ได้เพาะ ้ หว่าน”
  • 24.
    ๒๔ การตังรับเป็ นรูปแบบที่แข็งแรงกว่าด้ วยจุดหมายที่ไม่แน่นอนแต่การเข้ าตีเป็ นรูปแบบที่ออนแอ ้ ่ กว่าด้ วยจุดหมายที่แน่นอน ในการเข้ าตีถ้ามีจดหมายใหญ่โตฝ่ ายเข้ าตีจะต้ องพยามสู้รบให้ ได้ ผลแน่นอนตาม ุ ความหมายของสงครามเด็ดขาด การตังรับในระหว่างการเข้ าตีเป็ นเพียง “น้าหนักถ่วง” และ “บาปอย่าง ้ มหันต์ ” ซึ่งจาเป็ นจะต้ องมีการเปลี่ยนไปทาการรุกด้ วย การตังรับอย่างเด็ดขาดย่อมขัดกับลักษณะของ ้ สงครามที่จะไม่ชนะด้ วยการถอยและการส่งกลับ ฉะนันเคล้ าเซวิตซ์ จึงสรุปไว้การรุกอย่างรวดเร็วและแข็ง ้ “ วา ่ ขัน การกวัดแกว่งดาบแห่งการแก้แค้นให้เป็ นประกาย นับเป็ นจุดประสงค์ที่หลักแหลมที่สดในการตั”งเมื่อ ุ ้ รับ ฝ่ ายเข้ าตีทาการรุกไปไกลก็จะถูกบังคับให้ ทาการตังรับอย่างที่ไม่ได้ ประโยชน์จากรูปแบบที่แข็งแรงกว่า ปั จจัย ้ เรื่องขวัญและจิตวิทยาจะมีปัญหาขึ ้น แต่ก็นบว่ายังได้ ประโยชน์อยู่อย่างหนึ่งในการตังรับ โดยได้ ครอบครอง ั ้ ดินแดนหรือพื ้นที่ เมื่อฝ่ ายเข้ าตีสามารถจะทาลายล้ างข้ าศึกได้ อีกฝ่ ายหนึ่งก็จะไม่สามารถบรรลุจดหมาย ุ นี ้ได้ ในบางบทของหนังสือ On War เคล้ าเซวิตซ์ ได้ กล่าวถึงเรื่องขวัญและจิตวิทยาไว้ เขา ได้ วิเคราะห์อย่างรอบคอบถึงคุณสมบัติที่ผ้ บญชาการทหารสูงสุด และนายพลธรรมดาจะพึงมี คาแนะนาที่ ู ั เขาได้ ถวายแก่มกุฎราชกุมารปรัสเซียบอกว่า เราควรที่จะใช้ หวอันเยือกเย็นมากกว่าที่ร้อนแรงในการให้ ั สวัสดิการแก่พี่น้องและเด็ก ๆ ในเวลาสงคราม หรืออีกแห่งหนึ่งเขียนไว้ วา จิตใจที่เข้ มแข็งไม่ใช่สิ่งที่จะทา ่ ให้ เกิดอารมณ์รุนแรง แต่จะทาให้ อารมณ์ที่รุนแรงที่สดสงบลงได้ มีเสรีอย่างสมบูรณ์ในการมองการณ์ ุ ไกลและพิจารณาตกลงใจ คล้ ายกับเข็มทิศในเรือที่ถกพายุซดไปซัดมา ู ั ความสามารถทางทหารของกองทัพต้ องการมากกว่าเพียงความกล้ าหาญ ไม่ใช่อารมณ์แต่เป็ น จิตใจของกองทัพที่นบว่ามีคา และไม่ใช่เรื่องของจานวนแต่เพียงอย่างเดียว การกล่าวถึงการมีจานวน ั ่ เหนือกว่าโดยทัวไป ขันต่อไป ณ จุดแตกหัก พึงอย่างเข้ าใจผิดไปว่าจานวนของกาลังจะมีคณค่าเฉพาะ ่ ้ ุ แต่อย่างเดียว นอกจากนี ้ ท่านยังได้ ยืนยันว่าการทาลายล้ างข้ าศึกไม่ควรเข้ าใจผิดว่าเป็ นการเน้ น เพียงแต่การสังหารตัวทหารเท่านัน การยุทธ์ใหญ่ ๆ เป็ นการสังหารความกล้ าหาญของข้ าศึกมากกว่า ้ ทหารข้ าศึก การยุทธ์จะยังไม่พ่ายแพ้ ทางวัตถุ จนกว่าจิตใจของผู้บงคับบัญชาหรือกองทัพจะถูกทาลาย ั อย่างไรก็ดี ทัศนะพื ้นฐานของเคล้ าเซวิตซ์ ในเรื่องต่าง ๆ ย่อมจะไม่ล้าสมัย หากแต่ยง สามารถ ั นาไปใช้ ในกองทัพปั จจุบนได้ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากองทหารเดินเท้ าและขี่ม้าในต้ นศตวรรษที่ ๑๙ ความ ั ขัดแย้ งที่เกิดขึ ้นทุกวันนี ้ได้ พิสจน์ให้ เห็นความจริงของกฏเกณฑ์ของเคล้ าเซวิตซ์ ที่วา กาลังทางกายภาพ ู ่ เป็ น “ด้ ามไม้ ของดาบ” แต่ “กาลังทางขวัญ” เป็ น “ใบดาบที่ เปล่ งปลั่ง”
  • 25.
    ๒๕ มอลท์ เก้ (Helmunth KarlBernhard von Moltke) ค.ศ.๑๘๐๑-๑๘๙๑ ยอดเสนาธิการปรัสเซีย จอมพลแห่งกองทัพ ปรัสเซีย ผู้นี ้ เกิดเมื่อ ๒๖ ตุลาคม ค .ศ.๑๘๐๐ ที่ Parchim, Mecklenburh ในตระกูลผู้ดีเก่าของเยอรมัน มอลท์เก้ เติบโตขึ ้นมาในสภาวะอันคับแค้ นของครอบครัว เมื่ออายุได้ ๑๑ปี ก็ถกส่งเข้ าโรงเรียนนายร้ อยที่โคเปนเฮเกน สอบออกได้ เป็ นที่ ๔ ในชัน วิชาที่ออนที่สดก็คือ ยุทธวิธีและ ู ้ ่ ุ ศิลปการสงคราม อาจารย์คน หนึ่งถึงกับบอกว่า “เด็กคนนันจะฝึ กอบรมให้เป็ นทหารไม่ได้เลย” มอลท์เก้ ้ เข้ าประจาการในกองทัพเดนมาร์กในปี ค.ศ.๑๘๑๑ พออายุ ๒๑ ปี ก็ย้ายกลับมาอยู่ในกองทัพปรัสเซีย มี ยศเป็ นร้ อยตรีในกรมทหารราบที่ ๘ เมื่ออายุได้ ๒๓ ปี ได้ เข้ าวิทยาลัยการสงคราม ซึ่ง ในขณะนัน เคล้ า ้ เซวิตซ์ดารงตาแหน่งเป็ นผู้อานวยการ ผลการเรียนของมอลท์เก้ อยู่ในระดับดีมาก ตอนจบหลักสูต ร ในปี ค.ศ.๑๘๒๖ มอลท์เก้ ได้ กลับไปเป็ นผู้บญชาการโรงเรียนนายร้ อยที่ตนเองเคยเรียนอยู่ ๑ ปี หลังจากนัน ั ้ เขาไปทางานการสารวจใน Silesia และ Posen อยู่ ๓ ปี จึงได้ ย้ายเข้ ามาอยู่ในกองเสนาธิการที่เบอร์ลิน เมื่อปี ค.ศ.๑๘๓๓ มอลท์เก้ ชอบวรรณคดี ประวัติศาสตร์ และการเดินทางไปในที่ตาง ๆ ่ King William I of Prussia, right, and his Staff at the battle of Koniggratz. Moltke is the second from the right, and Bismarck third from the left, in the front row. Although Moltke had been Chief of the General Staff since 1857, his name was not a household word in the Prussian army. At Koniggratz, one general commented that a written orders seemed to be all right, “But who is this General Von Moltke?” After the Battle the question was not ask again.
  • 26.
    ๒๖ นอก เหนือ จากเมื่อครัง ที่เป็ นนายร้ อยโทอยู่ในกองทัพเดนมาร์กและปรัสเซีย อยู่ ๕ ปี แล้ ว ้ มอลท์เก้ ไม่เคยอยู่กบหน่วยทหารใด ๆ เลย เขาไม่เคยบังคับบัญชากองร้ อยหรือหน่วย อื่นใดที่ใหญ่กว่า ั จนกระทังอายุได้ ๖๕ ปี เขาจึงได้ บงคับบัญชากองทัพปรัสเซียทาสงครามกับออสเตรีย ในระหว่าง ค .ศ. ่ ั ๑๘๓๕-๑๘๓๙ มอลท์เก้ ไปเป็ นที่ปรึกษาทางทหารให้ แก่ตรกีส้ รบกับอียิปต์ ผู้บงคับบัญชาของตุรกีไม่ ุ ู ั สนใจคาแนะนาที่ดีของนายร้ อยเอกหนุ่มผู้นี ้ และต้ องพ่ายแพ้ สงครามไปในที่สด ุ ช่วงชีวิตที่ยากลาบากที่สดของท่านเคานท์ได้ จบสิ ้นลงเมื่อได้ กลับไปยังกรุงเบอร์ลินตอนที่เป็ น ุ นายร้ อยโทมอลท์เก้ ไม่มีเงินใช้ เลย ความจาเป็ นทาให้ เขาต้ องเขียนเรื่องสันลงในวารสารหรือบทความทาง ้ ประวัติศาสตร์ และแปลหนังสือประวัติศาสตร์ของกิบบอน ๖ ตอนเพื่อความก้ าวหน้ า ซึ่ง ก็ทาให้ ได้ เข้ า ทางานในกองเสนาธิการในเวลาต่อมา งานเขียนในยุคแรก ๆ ของเขาจะเกี่ยวกับ เรื่องภูมิประเทศ แต่ จะ เกินเลยไปถึงเรื่องภูมิศาสตร์ในทุก ๆ ด้ าน รวมทัง ลงลึกไป ถึง ประวัติศาสตร์อีกด้ วย การเรียนรู้และ ้ การศึกษาของเขากระทาได้ อย่างดียิ่งในทุก ๆ เรื่อง ซึ่งก็สนับสนุน ให้ การเขียนหนังสือ ของเขาดียิ่งขึ ้นไป อีก มอลท์เก้ ได้ กลายเป็ นนักเขียนชันเยี่ยมของเยอรมัน ้ มอลท์เก้ ไม่ได้ เป็ นรัฐบุรุษหรือนักคิดทางการเมือง แต่ความเป็ นนายทหารที่เงียบขรึม ยนรู้อย่าง การเรี กว้ างขวาง ทาให้เขาได้ เข้ าทางานในราชสานัก โดยใน ค .ศ.๑๘๕๕ พระเจ้ าเฟรดเดอริค วิลเลียมที่๔ ทรง แต่งตังให้ เป็ นราชองครักษ์ ของเจ้ าชายเฟรดเดอริค วิลเลียม ราชนัดดา ซึ่งต่อมาได้ เป็ นพระเจ้รพรรดิ์เฟรด ้ าจัก เดอริคที่ ๓ การแต่งตังครังนี ้ทาให้ มอลท์เก้ ได้ พบปะกับพระราชบิดาของ าชาย พระเจ้ าวิลเลียมที่ ๑ ผู้ทรง ้ ้ เจ้ เห็นแววความสามารถของมอลเค้ และเสนอให้ ดารงตาแหน่งเสนาธิการ .ศ.๑๘๕๗ ใน ค ต่อมาได้ มีความพยายามที่จะปรับปรุงกองทัพ โดยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรูน และพระเจ้ า วิลเลียมเสนอให้ ปรับปรุงประสิทธิภาพกองทัพอย่างเฉียบขาด บทบาทของรูนในระยะที่เกิดความขัดแย้ ง ทางการเมืองได้ ทาให้ มอลท์เก้ มีอิทธิพลมากที่สดในกองทัพ ก่อน ค .ศ.๑๘๖๖ พระเจ้ าวิลเลี่ยมที่ ๑ ได้ ุ ปฏิบติตามคาแนะนาของรูน จนเสนาธิการเกือบถูกลืม มอลท์เก้ ผู้ไม่ชอบอวดอ้ างตนเป็ นที่ร้ ูจกกันน้ อย ั ั ในกองทัพแม้ ในการยุทธที่ซาโควา ผู้บญชาการกองพลที่ได้ รับคาสังจากมอล ท์เก้ ยังบอกว่า “ดูเหมือน ั ่ คาสังนี่จะใช้ได้เลย แต่พลเอกมอล ท์เก้ เป็ นใคร ?” ความเหินห่างจากการเมืองระหว่าง ค .ศ.๑๘๕๗่ ๑๘๖๖ ทาให้ มอล ท์เก้ หั นมาสนใจในการเตรียมการปฏิบติการทางทหาร มอล ท์เก้ ได้ เริ่มยกร่างแผน ั ต่าง ๆ ที่ฝ่ายเสนาธิการปรัสเซียจัดทาไว้ ใหม่ทนที เขาเชื่อในความสามารถของนายทหารปรัสเซียในการ ั แก้ ปัญหาทางยุทธวิธี นายทหารที่รุกข้ ามเขตแดนเข้ าไปในโบฮีเมียใน ค .ศ.๑๘๖๖ ได้ ปฏิบติการตาม ั ความคิดเห็นของเขาเองเป็ นส่วนใหญ่ มอลท์เก้ เร่งรัดกองทัพปรัสเซียให้ ระดมพลรวดเร็วมากยิ่งขึ ้น เพราะโครงสร้ างทางภูมิศาสตร์ที่ไม่ เอื ้ออานวยและปั ญหาทางทหารต่อปรัสเซีย อย่างไรก็ตาม เขา ได้ ใช้ ทางรถไฟให้ เป็ นประโยชน์ในการ แก้ ปัญหาด้ านสภาพภูมิศาสตร์ อย่างเต็มที่ มอลท์เก้ ได้ เริ่มศึกษาในเรื่องเส้ นทางรถไฟก่อนที่ทางรถไฟราง เดี่ยวจะถูกสร้ างขึ ้นในเยอรมันนีเสียอีก มอลท์เก้ ยอ มเสี่ยงที่จะไม่ลงทุนสร้ างทางรถไฟสายเบอร์ลิน -
  • 27.
    ๒๗ ฮัมบวกร์ แต่สนใจที่จะลดระยะทางระหว่างปรัสเซียกับฮอลสเตน และในปีค.ศ.๑๘๔๗-๑๘๕๐ กอง ทหารชาติตาง ๆ จึง ได้ เคลื่อนย้ าย กาลังพล โดยทางรถไฟเป็ นครังแรก ต่อมาใน ปี ค.ศ.๑๘๕๙ ขณะที่ ่ ้ ปรัสเซียกาลังเริ่มระดมพลในระหว่างสงครามอิตาลี มอล์เก้ ก็มีโอกาสได้ ทดสอบการขนส่งกองทัพทังกอง พ ท ้ ทั โดยทางรถไฟซึ่งถือว่าเป็ นการเปลี่ยนแปลงครังาคัญ ทางรถไฟได้ เปิ ดโอกาสทางยุทธศาสตร์ขึ ้นใหม่ การ ส้ ขนส่งกองทหารกระทาได้ เร็วกว่าการเดินทัพของนโปเลียนถึง ๖ เท่า รากฐานของยุทธศาสตร์ทงปวงอัน ั้ ได้ แก่ เวลาและพื ้นที่ได้ ปรากฏแง่คิดใหม่ขึ ้น ประเทศที่มีระบบการคมนาคมทางรถไฟพัฒนาไปมากแล้ ว จะได้ เปรียบอย่างสูงและอาจถึงขันเด็ดขาดในการทาสงคราม ความรวดเร็วในการระดมพลและการรวม ้ กาลังของกองทัพได้ กลายเป็ นปั จจัยสาคัญในการคิดคานวณและวางแผนทางยุทธศาสตร์ ความจริงแล้ ว ตารางเวลาในการระดมพลและการรวมพลพร้ อมกับคาสังการเดิน ทางครังแรก ถือเป็ นเนื ้อหาสาระสาคัญ ่ ้ อย่างมากในแผนยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายเสนาธิการองจัดทาเมื่อคาดว่าจะเกิดสงคราม ต้ นอกจากการใช้ ทางรถไฟ สมัยใหม่แล้ ว มอล ท์เก้ ยังได้ เสนอให้ ใช้ ระบบ ขนส่งทาง ถนนที่ มีโครงข่ายเชื่อมโยง หนาแน่น อันเป็ น วิถีทางแห่งการปฏิวติอตสาหกรรม ในเรื่องของการเดินทัพนี ้ นโปเลียนได้ ให้ บทเรียนสาคัญ ไว้ ดังเช่นใน ั ุ การยุทธปี ค .ศ.๑๘๐๕ ที่กองทัพออสเตรียต้ องพ่ายแพ้ ที่อล์ม ถือ เป็ นตัวอย่างชันเยี่ยมของ ผลจาก ู ้ ยุทธศาสตร์ การแยกกัน เดินทัพ ความไม่พร้ อมในการเข้ าทาการยุทธในเวลาที่ต้องการของ ขบวนทัพที่ แยกการเดินทาง และต้ องใช้ เวลาเต็มวันในเพื่อการปรับขบวนเมื่อถึงที่หมาย ทาให้ ต้องใช้ กองทัพน้ อย ที่ มีกาลังเพียง ๓๐,๐๐๐ คนเข้ าทาการรบ หัวใจสาคัญคือ การเปลี่ยนขบวนเดินทางไปเป็ นขบวนรบ เป็ นกรรมวิธีท่ ต้องใช้ เวลา ฉะนันการรวมกาลังกองทัพหลาย ๆ กอง ทัพ จึงต้ องใช้ เวลาหลายวันก่อน ี ้ เข้ าทาการยุทธ หลังจาก ค.ศ.๑๘๑๕ สภาพของถนนได้ รับการปรับปรุงให้ดีขึ ้นมากและสามารถใช้ ยทธวิธี ุ ใหม่ ๆ ได้ จากความสะดวกในการเคลื่อนย้ ายทัพใน ค.ศ.๑๘๖๕ มอลท์เก้ เขียนไว้ วา “ความยากลาบากใน ่ การเคลื่อนย้ายเพิ่ มขึ้นตามขนาดของหน่วย ทหารกาลังเกิ นกว่า๑ กองทัพน้อยจะไม่สามารถเดิ นทางบนถนน สายเดียวในวันเดียวกันได้ ยิ่ งไปกว่านัน ความ ยุ่งยากยัง เพิ่ มขึ้น อีก เมื่อหน่วยที่ใกล้กว่าไปถึงที่หมาย ้ ก่อนเพราะความจากัดของจานวนถนนที่มีอยู่ สิ่ งที่ตามมาก็คือ โดยปกติ กองทัพจะแบ่งออกเป็ นกองทัพ น้อยและเมื่อรวมกาลังกองทัพน้อยเหล่านี้เข้าด้วยกันโดยไม่มี กาหนดการ ที่แน่นอนย่อมเป็ น ความ ผิ ดพลาดที่มหันต์ การจัดกาลังและรวมกาลังพลที่ขาดความต่อเนื่องและต้อง ถูกบีบบังคับให้เข้าทาการ ยุทธในเวลาที่ยงไม่มีความพร้อมไม่ควรกระทาอย่างยิ่ ง การเดิ นทัพ ที่ตองแยกกาลัง ออกเป็ นหลายกลุ่ม ั ้ จะเป็ นอันตรายต่อหน้าข้าศึก หากระบบที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายกาลังพลไม่เหมาะสมเพียงพอ อย่างไรก็ดี การรวมทัพและกาลังทหารก็ยงเป็ นสิ่ งจาเป็ นสาหรับการยุทธ สาระสาคัญของยุทธศาสตร์ จึง ั รวมอยู่ในการจัดให้กองทหารเดิ นทางแยกกัน แต่ตองให้รวมกาลังกันได้ในโอกาสอันสมควร” ้ หลังการยุทธที่ซาโควา มอล ท์เก้ ได้ สรุปความคิดของท่านไว้ ดงนี ้ “จะเป็ นการดีกว่าถ้าจะ ั เคลื่อนย้ายกาลังในวันที่จะทาการยุทธจากจุดต่าง ๆ เข้าในสนามรบ อีกนัยหนึ่งถ้าการปฏิ บติการ ั สามารถจะกระทาโดยการเคลื่อนย้ายระยะใกล้ ๆ จากทิ ศทางต่าง ๆ ไปยังแนวรบและจุดยุทธศาสต์ของ
  • 28.
    ๒๘ ข้าศึกได้แล้ว จะเป็ นการดาเนินยุทธศาสตร์ ได้ดีที่สด อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจ คาดการณ์ ล่วงหน้า หรื อ ุ รับรองผลของการปฏิ บติเมื่อต้องใช้การแยกการเดิ นทัพ เช่นนี้ เพราะนี้เพราะมี ปัจจัย ในเรื่องของ พื้นที่ ั เวลา สภาพลมฟ้ าอากาศ การข่าวที่ไม่เต็ม ๑๐๐ เปอร์ เซ็นต์เข้ามาเกี่ยวข้อง สรุปแล้ว นอกเหนือจาก การวางแผนและเตรี ยมการที่ดีแล้ว โอกาสและโชคในชีวตมนุษย์ ก็เป็ นปัจจัยที่ทานายมิ ได้เช่นกัน ิ ท้ายที่สด ความสาเร็จอันยิ่ งใหญ่ในสงครามจะไม่ได้มา หากไม่มีการเสี่ยงอย่างใหญ่หลวง” ุ ข้ อสังเกตที่กล่าวมานี ้ ทาให้ เห็นถึงปรัชญาในการทาสงครามของมอล ท์เก้ เขาเป็ นนักศึกษาที่ จงรักภักดีของเคล้ าเซวิตซ์ จึงเป็ นกังวลที่จะใช้ เหตุผลในการทาสงครามให้ มากที่สดเท่าที่จะมากได้ เขา ุ ทราบดีวาปั ญหาของสงครามจะไม่หมดไปด้ วยการคิดคานวณ สงครามเป็ นเครื่องมือของนโยบาย แม้ จะ ่ ยืนยันว่าผู้ บังคับบัญชาทหารควรจะมีเสรีในการอานวยการการปฏิบติการทางทหาร แต่เขาก็ยอมรับว่า ั จุดหมายทางการเมืองที่แกว่ งไกวไปมาและสภาวะแวดล้ อม ที่เปลี่ยนแปร ทาให้ ต้องปรับแก้ ยุทธศาสตร์ อยู่ตลอดเวลา การที่การเมืองมีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ ทาให้ มอลท์เก้ ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน เขารู้สก ึ ว่า การระดมพลและการรวมกาลังของกองทัพสามารถคิด เตรียมการ ไว้ ได้ เป็ นเวลานานก่อนที่สงคราม จะเกิดขึ ้น เขากล่าวว่า “ความผิดพลาดในการรวมกาลังกองทัพไว้ ตังแต่ ต้น ยากที่จะแก้ ไขเมื่ออยู่ ้ ในระหว่ างการดาเนินการยุทธทังมวล” อย่างไรก็ดี คาสัง การเตรียมทัพอันรอบคอบจะต้ องออกและ ้ ่ นาไปสูการเตรียมการก่อนเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ กองทหารสามารถเตรียมพร้ อมที่จะเข้ าสูสงคราม รวมไป ่ ่ ถึงการจัดการด้ านการขนส่งที่เหมาะสม “ไม่มีแผนการใดที่จะสามารถกาหนดความแน่นอนหลังจากการ ปะทะครั้งแรก กับกาลังส่วนใหญ่ของข้าศึก ..ตลอดการยุทธผูบงคับบัญชาจะถูกบังคับให้ตกลงใจตาม ้ ั สถานการ ์ ที่ไม่สามารถจะคาดหมายได้...ปัญหาจึงอยู่ที่การเข้าใจสถานการณ์ ที่เป็ นจริ งซึ่งปกคลุมไป ณ ด้วยความพร่ามัวของความไม่แน่นอน การประเมิ นข้อเท็จจริ งได้ถูกต้อง การคาดคะเนสิ่ งที่ยงไม่รู้ การ ั ตัดสิ นใจอย่างรวดเร็ว และการปฏิ บติการ อย่างสุดกาลัง ต่อเนื่อง และทรหด ...เห็นได้ชดว่าความรู้ทาง ั ั ทฤษฎีไม่เพียงพอ ยังต้องประกอบไปด้วยคุณลักษณะแห่งจิ ตใจและศิ ลปในการรบที่ได้จากการฝึ กอบรม ทางทหาร ประสบการณ์ จากประวัติศาสตร์ ทหารและจากชี วิตของตนเองด้วย...” มอลท์ เก้ ไม่ ยอมรับว่ ายุทธศาสตร์ เป็ นศาสตร์ และหลักการรบทั่วไปสามารถกาหนดขึน ้ ได้ ซึ่งทาให้ การวางแผนปฏิบติการกระทาได้ อย่างมีเหตุผล ั แม้ กฎดังกล่าวจะเป็ นเรื่อง ของความ ได้ เปรียบทางการยุทธ แต่ดเู หมือนมอลท์เก้ จะให้ เหตุผลโดยอนุโลม แต่ละสถานการณ์จาเป็ นต้ องคล้ อย ตามสภาวะแวดล้ อมของมันเอง และ สามารถ แก้ ไขได้ โดยการฝึ ก ฝน การหา ความรู้ การมีวิสยทัศน์ที่ ั กว้ างไกลและความกล้ าหาญ ตามความเห็นของมอล ท์เก้ เรื่องนี ้เป็ นบทเรียนสาคัญที่สดที่จะศึกษาได้ ุ จากประวัติศาสตร์ การศึกษาประวัติศาสตร์ ยังเป็ นประโยชน์ มากที่สุดในการทาให้ ผ้ ูบังคับบัญชา ในอนาคตคุ้นเคยกับความซับซ้ อนของสภาวะแวดล้ อมที่การปฏิบัติทางทหารจะต้ องกระทา ท่านเชื่อว่า ไม่มีฝ่ายเสนาธิการหรือผู้ดาเนินกลยุทธ์คนใดจะมองเห็นภาพที่แท้ จริงของลักษณะหน้ าตาที่
  • 29.
    ๒๙ สาคัญของสงครามได้ เหมือนกับการศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะขาดเสียมิได้ เช่นเดียวกับการ ฝึ กอบรมของนายทหารฝ่ ายเสนาธิการ การศึกษาประวัติศาสตร์ทหาร เป็ นความรับผิดชอบส่วนกลางของกรมเสนาธิการของปรัสเซีย ไม่ใช่ของแผนกขึ ้นตรง มอล์เก้ ได้ ทาตัวเป็ นแบบอย่างโดยการเขียนเรื่องชันเยี่ยมเกี่ยวกับสงครามอิตาลี ปี ท ้ เมื่อ ค.ศ.๑๘๕๙ และนาไป ดพิมพ์ครังแรกเมื่อ คศ.๑๘๖๒ บทความของเขา งที่จะพรรณนาเหตุการณ์โดยมีการ จั ้ . มุ่ ยกตัวอย่างให้ เห็นเพื่อที่จะสรุปออกมาด้อย่างมีเหตุมีผล เหมาะสมกับความเป็ นจริง ประวัติศาสตร์สงคราม ไ ปี ค.ศ.๑๘๖๖ และ ค.ศ.๑๘๗๐-๑๘๗๑ ได้ เขียนขึ ้นภายหลังในลักษณะคล้ าย ๆ กันในความอานวยการของ เขา มอลท์เก้ เห็นว่า การวางยุทธศาสตร์ จะได้ ประโยชน์ อย่ างมากจากประวัติศาสตร์ ถ้าหากศึกษา อย่ างลึกซึงและถูกต้ อง เขาเองได้ ทาตนเป็ นตัวอย่างในการใช้ ประโยชน์จากการศึกษาประวัติศาสตร์ ้ มอลท์เก้ ทราบดีวา นโปเลียนใช้ กองทัพน้ อยเข้ าตีทางด้ านข้ างหรือด้ านหลังของข้ าศึก การปฏิบติเหล่านี ้ ่ ั ไม่มีผลกระทบต่อหลักการรบทัวไป ในการรวมกาลังกองทัพให้ เข้ มแข็งของ นโปเลียนเชื่อว่า ข้ าศึก จะไม่ ่ สามารถต้ านทานการเข้ าตี จากโดยรอบ ได้ คุณประโยชน์ของยุทธศาสตร์ดงกล่าวโด่งดังมากในสมัย ั นโปเลียน แต่ก็ไม่ได้ ปองกันมิให้ นโปเลียนต้ องพ่ายแพ้ ในท้ ายที่สดได้ การยุทธที่ไลปซิกได้ แสดงให้ เห็นถึง ้ ุ การเคลื่อนย้ ายเข้ ารวมกาลังของแต่ละกองทัพที่ชานฮอสต์แนะนาว่า ไม่ควรที่จะรวมกาลังพล ของ กองทัพอย่างไร้ จดหมาย หากแต่การรวมกาลังจะต้ องเป็ นการรวมกาลัง เพื่อที่จะใช้ เข้ าสู้รบเสมอ มอล ท์ ุ เก้ มีความเห็นว่า ความก้ าวหน้ าของเทคโนโลยีและการขนส่งทาให้ ผู้บญชาการ สามารถวางแผนรวม ั กาลังเข้ าปฏิบติการในขอบเขตที่กว้ างใหญ่กว่าที่ เคยกระทามาแล้ วในครึ่งศตวรรษที่แล้ วมา ั มอลท์เก้ ชี ้ให้ เห็นว่า แม้ประวัติศาสตร์จะมีความสาคัญต่อ การวางแนวความคิดแต่จะใช้ ถือเป็ นหลัก ยุทธศาสตร์เลยทีเดียวไม่ได้ “ยุทธศาสตร์ เป็ นระบบการปฏิบัติท่ ีดีเฉพาะกรณีมากกว่ า ความรอบรู้เป็ น การใช้ ความรู้ในชีวตจริง การพัฒนาความคิดที่มีอยู่เดิมให้ สอดคล้ องกับสภาวะแวดล้ อมที่ ิ เปลี่ยนแปลงอย่ างต่ อเนื่อง เป็ นศิลปในการปฏิบัติภายใต้ ความกดดันของสภาพการณ์ ท่ ย่ ุงยาก ี ที่สุด” ฉะนัน การจัดการบังคับบัญชาจึงเป็ นเรื่องสาคัญในความคิดเกี่ยวกับสงครามของมอล ท์เก้ เขา ้ ได้ กล่าวถึงเรื่องนี ้อย่างละเอียดในประวัติการยุทธที่อิตาลี สภาการสงครามไม่อาจอานวยการยุทธ ให้ แก่ กองทัพ และเสนาธิการควรเป็ นเพียงที่ปรึกษาของผู้บงคับหน่วยเกี่ยวกับแผนการปฏิบติ แม้ จะวางแผน ั ั ไว้ ผิดพลาดหากปฏิบติตามแผนได้ อย่างแน่วแน่มนคงก็จะเป็ นการทาให้บทเรียนและเกิดผลการปฏิบติอน ั ั่ ได้ ั ั เป็ นรูปเป็ นร่างขึ ้น ได้ อีกประการหนึ่ง แม้ แผนการปฏิบัติท่ ดีท่ สุดก็ไม่ อาจจะคาดหมายความ ี ี เปลี่ยนแปลงของสงครามได้ ดังนัน จึงจาเป็ นที่จะต้ องใช้ การตัดสินใจทางยุทธวิธีของแต่ละคนในแต่ ้ ละเหตุการณ์ ตามทัศนะของมอลท์เก้ เห็นว่า การปฏิบติตามแผนอย่างดันทุรังปราศจากเหตุผลเป็ นการ ั ทาบาปอย่างมหันต์ ผู้บงคับบัญชาทุกคนจะต้ องมีความริเริ่ม การรู้จกพิจารณาตกลงใจอย่างอิสระของ ั ั นายทหารทุกคนถือเป็ นคุณสมบัติพิเศษ
  • 30.
    ๓๐ มอลท์เก้ ไม่ยอมที่จะออกคาสังใด ๆที่ไม่จาเป็ นจ ๆ “คาสั่งจะมีเรื่องทุกเรื่องที่ผ้ ูบังคับบัญชาม่ ่ ริง ไ สามารถทาได้ ด้วยตนเอง ไม่ มีเรื่องอื่นใดอีก” ทังนี ้หมายความว่า ผู้บญชาการทหารสูงสุดหรือแม่ทพ ้ ั ั ไม่ควรเข้ าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการทางยุทธวิธี แต่มอลเค้ ยอมที่จะหันเหแผนการปฏิบติ ถ้ านายพลใต้ ั บังคับบัญชาสามารถ นาความ สาเร็จทางยุทธวิธี ได้ เขา กล่าวว่า “ในกรณี ที่มีชยชนะทางยุทธวิ ธี ทาง ั ยุทธศาสตร์ ก็ยอมให้ เขาไม่ได้ เคลื่อนไหวอะไรเมื่อนายพลบางคนปฏิบติการอย่างบ้ าระห่าในสัปดาห์แรก ๆ ” ั ของสงครามฝรั่งเศส ปรัสเซีย ซึ่งแม้ จะเป็ นการเสี่ยงโชคที่ได้ ผล แต่ก็ทาให้ แผนการปฏิบติทงหมดพังทลาย ั ั้ ลง มอลท์เก้ ไม่ต้องการที่จะบันทอนจิตใจในการสู้รบของกองทัพหรือการปฏิบติการตามความ ่ ั คิดเห็นของตนเอง และมีปฏิกิริยาต่อต้ านจากผู้ใต้ บงคับบัญชา การพัฒนา กองทัพ สมัยใหม่ได้ ให้ อิสระ ั ในความรับผิดชอบมากขึ ้นกว่าในยุคที่แล้ วมา เหตุผลสาคัญประการหนึ่งที่นโปเลียนให้ กองทัพอยู่ใกลั ๆ กันก็เพื่อให้ กองทหารทังหมดอยู่ในระยะที่จะรับคาสังได้ โดยตรง ระบบการวางกาลังทหาร ในแนวกว้ าง ้ ่ ของมอลท์เก้ ทาให้ การอานวยการยุทธจากส่วนกลางกระทาได้ ยากลาบาก แม้ วาการเดินทัพก่อนการ ่ ยุทธจะอานวยการได้ สะดวกโดยการใช้ โทรเลข มอลท์เก้ ได้ อานวยการในการเคลื่อนย้ ายทัพในสงครามปี ค.ศ.๑๘๖๖ จากกองบัญชาการในกรุงเบอร์ลินไปยังยุทธบริเวณเพียง ๔ วันก่อนการยุทธที่ซาโควา เขา จากัดการออกคาสังทางยุทธศาสตร์ทวไปอย่างชาญฉลาด กองบัญชาการต่าง ๆ ของกองทัพจะ ่ ั่ ปฏิบติการตามความคิดทางยุทธศาสตร์ ของตนได้ อย่างเสรี ขณะที่การแก้ ปัญหาทางยุทธวิธีเป็ นเรื่อง ั ของผู้บงคับบัญชากองทัพน้ อยและกองพลต่าง ๆ ั มอลท์เก้ ดาเนินยุทธศาสตร์เอาชนะสงครามได้ ถึง ๓ ครัง ได้ แก่ สงครามเดนมาร์ก ค .ศ.๑๘๖๔ ้ สงครามออสเตรีย ๗ สัปดาห์ ค .ศ. ๑๘๖๖ และสงครามฝรั่งเศส - ปรัสเซีย ค .ศ. ๑๘๗๐-๑๘๗๑ ความคิดและ การปฏิบติทางยุทธศาสตร์ของมอลเค้ ได้ ถกทดสอบเป็ นครังแรกอย่างยิ่งใหญ่ในการยุทธกับ ั ู ้ ออสเตรีย ปี ค.ศ.๑๘๖๖ บทบาทของเขาในสงครามที่ออสเ ยร่วมกับปรัสเซียรบกับเดนม ก ใน ค.ศ.๑๘๖๔ ตรี าร์ นับว่าไม่มากมายอะไร ในตอนท้ าย ของสงครามเขาได้ หยุดยังข้ อผิดพลาดได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดง ให้ เห็น ้ ถึงลักษณะของระบอบของจอมพลแรงเกิลผู้ชรา เขาเป็ นนักยุทธศาสตร์ที่ สุขม รอบคอบคนหนึ่ง การถก ุ แถลงแผนการสงครามที่กระทาต่อออสเตรีย ทาให้ เขาโดดเด่นยิ่งขึ ้นจนถึงกับพระเจ้ าวิลเลีย มที่ ๑ ได้ สง ั่ เมื่อ ๒ มิถนายน ค .ศ.๑๘๖๖ ให้ คาสังทุกฉบับที่ ยังลงไปไม่ถึงกองทัพ ให้ ผานมอลท์เก้ ก่อน ด้ วยเหตุที่ ุ ่ ่ แม้ แต่กษัตริย์ยงยอมรับคาปรึกษาของมอลเค้ อย่างเกือบไม่มีเงื่อนไขใด นายพลชราอายุ ๖๕ ปี ที่กาลังคิด ั ๆ จะเกษี ยณอายุ ก็ได้ เป็ นผู้บญชาการกองทัพบกปรัสเซียอย่างแทัจริง ั
  • 31.
    ๓๑ นักยุทธศาสตร์ ทางทะเล มาฮาน (Alfred ThayerMahan) มาฮาน (Alfred Thayer Mahan) ค.ศ.๑๘๔๐-๑๙๔๑ เกิดในโรงเรียนนายร้ อยทหารบกเวสต์ปอยนต์ สหรัฐ ฯ เพราะบิดาเป็ นอาจารย์อยู่ที่นน แต่มาฮานไปสาเร็จโรงเรียนนายเรือที่แอนนาโปลิส เมื.ศ.๑๘๕๙ ั่ ่อ ค เขาได้ เป็ นประธานวิทยาลัยการทัพเรือ ใน ค.ศ.๑๘๘๐-๑๘๘๙ และ ๑๘๙๒-๑๘๙๓ เกษี ยณอายุเมื่อ ค.ศ. ๑๘๙๖ และได้ รับยศเป็ นพลเรือตรีหลังเกษี ยณแล้ วใน ค .ศ.๑๙๐๖ เขาถูกเรียกว่า “นักปรัชญากาลังทาง ทะเล” จุดหมายของขาต้ องการจะแสดงว่า การครองทะเลเป็ นปั จจัยเด็ดขาดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เ เขาเร่งเร้ าให้ สหรัฐปรับปรุงกองทัพเรือให้ เข้ มแข็งเพื่อที่จะปองกันการเดินเรือสินค้ าของประเทศสนับสนุนการ ้ ผนวกเอาฮาวายเป็ นอีกรัฐหนึ่งของสหรัฐและการขุดคลองปานามาในอเมริกากลาง ความคิดของ เขาหลาย เรื่องได้ ถกเห็นคุณค่าระหว่างและหลังสงครามสเปน กา (ค.ศ.๑๘๙๘) งานเขียนของเขาได้ ถกแปลกัน ู -อเมริ ู อย่างกว้ างขวางและมีอิทธิพลต่อความคิดของกองทัพเรือในอังกฤษ เยอรมันนีและญี่ปน ุ่ เราอาจเรียกมาฮาน วาเป็ นเคล้ าเซวิตซ์ของยุทธศาสตร์ทางเรือ ความคิดเห็นทางภูมิรัฐศาสตร์ของ ได้ ่ เขาในเรื่องความสาคัญของที่ตงทางภูมิศาสตร์ และกาลังกับจุดอ่อนเปรียบเทียบของประเทศที่ไม่มีทางออก ั้ ทะเลกับประเทศที่อยู่ริมทะเลได้ ฟืนฟูความคิดของนักเขียนอย่างเฮาสโฮเฟรและแมคคินเดอร์ขึ ้นมาอีก ซึ่งทา ้ ให้ ฮิตเลอร์ต้องเพิกถอนหลักเกณฑ์ตาง ๆ เกี่ยวกับโลกออกไปมาก ่ งานเขียนชิ ้นแรกของมาฮานที่จดพิมพ์ใน ค ั .ศ.๑๘๗๘ ซึ่งเป็ นเรื่องร้ อยแก้ ว “Naval Education for Officers and Men” ส่งเข้ าประกวดได้ รับรางวัลที่ ๓ หนังสือเล่มแรกที่จดพิมพ์เมื่อ ค.ศ.๑๘๘๓ คือเรื่อง The ั Gulf and Inland Watersการที่มาฮานได้ ศกษาถึงเหตุผลที่ฮนนิบาลเลือกใช้ เส้ นทางบกโจมตีอิตาลีแทนที่จะใช้ ึ ั ทางทะเล ทาให้ เขาสงสัยว่าผลการยุทธของฮันนิบาลจะออกมาเป็ นอย่างไรหากเลือกใช้ อีกเส้ นทางหนึ่ง เขา ได้ สรุปไว้ วา “การควบคุมทะเลเป็ นปัจจัยในประวัติศาสตร์ ที่ไม่เคยถูกเห็นคุณค่าและแสดงให้เห็นอย่างมี ่ ระบบ” มาฮานได้ มีโอกาสศึกษาถึงเรื่องการเปรียบเทียบการทาสงครามทางบกกับทางเรือ ซึ่งหวังที่จะได้ ทฤษฎีของยุทธวิธีทางเรือท่านได้ เขียนหนังสือในระยะต่อมาอีก๓ เรื่อง ได้ แก่ The Influence of Sea Power upon History, 1660-1783 พิมพ์เมื่อ ค .ศ.๑๘๙๐, The Influence of Sea Power upon the French Revolution and Empire, 1793-1812 พิมพ์เมื่อ ค.ศ.๑๘๙๒, Sea Power in its Relation to the War of 1812 พิมพ์เมื่อ ค.ศ.๑๙๐๕
  • 32.
    ๓๒ ในหนังสือเหล่านี ้ เขาได้กล่าวถึง ปั ญหาของนโยบาย ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีทางเรืออยู่บ่อย ๆ นอกจากนี ้แล้ วเขายังได้ เขียนบทความและหนังสือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางเรือและกิจการระหว่างประเทศอยู่ เรื่อย ๆ เป็ นประจาในหนังสือและบทความสาคัญ ๆ ที่เป็ นประวัติศาสตร์เขาได้ เพ่งเล็งถึงอานาจทางทะเล การกล่าวถึงนโยบายของชาติ นโยบายของกองทัพเรือ ยุทธศาสตร์ทางเรือ และยุทธวิธี ได้ กระทารวม ๆ กัน ไปในลักษณะของลาดับเหตุการณ์ไม่ได้ แยกกล่าวเป็ นเรื่อง ๆ การประเมินและจัดระเบียบความคิดทางทหาร เสียใหม่ ประการแรก พฒนาปรัชญาของกาลังทางทะเลซึ่งได้ รับการยอมรับแม้ นอกวงการทหารเรือไป เขาได้ ั ทัวโลก ประการที่ ๒ ได้ กาหนดทฤษฎีใหม่ของยุทธศาสตร์ทางเรือ สุดท้ ายเขาได้ วิพากษ์ วิจารณ์เกี่ยวกับ ่ ยุทธวิธีทางเรือ ยุทธศาสตร์ทางเรือและกาลังทางทะเลจะเป็ นไปตาม ธรรมชาติของสภาพของภูมิประเทศช่เน การอยู่ ติดทะเล การมีเรือสินค้ าและฐานทัพโพ้ นทะเล นโยบายของประเทศเกี่ยวกับกองทัพเรือ ยุทธวิธีทางเรือ เกี่ยวกับการปฏิบติการหลังจากที่ได้ เริ่มรบกันแล้ ว ฯลฯ ยุทธวิธีเป็ นศิะการใช้ อาวุธที่มนุษย์กาหนดขึ ้นซึ่ง ั ลป อาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่นเดียวกับอาวุธ แต่หลักการของยุทธศาสตร์ทางเรือมีรากฐานที่กว้ างขวางกว่าและ สามารถใช้ ในยามสงบเช่นเดียวกับนยามสงคราม ใ การให้ ความแตกต่างระหว่างยุทธศาสตร์กบยุทธวิธีอย่างชัดเจน ทาให้ มาฮานอยู่เหนือนักเขียนรุ่น ั ก่อน ๆ ที่เห็นว่า กาลังทางเรือมีหน้ าที่หลักในการปองกันการเดินเรือสินค้ าและช่วยผลักดันการบุกรุกเท่านัน ้ ้ การศึกษาของมาฮานทาให้ เชื่อว่ากาลังทางทะเลมีหน้ าที่กว้ างกว่านัน นันคือ เป็ นเครื่องมือในการดาเนิน ้ ่ นโยบายส่งเสริมให้ ประเทศชาติมีอานาจและเกียรติ จากสมมุติฐานของมาฮานที่วา กาลังทางทะเลมีความสาคัญต่อความเจริญเติบโต ความรุ่งเรือง ่ และความมันคงของประเทศชาติ พิจารณาต่อไปถึงปั จจัยของกาลังทางทะเลใน๖ ประการหลัก ๆ ที่มี ่ เขาได้ ผลต่อการพัฒนา ได้ แก่ที่ตงทางภูมิศาสตร์ สภาพภูมิประเทศ (รวมทังทรัพยากรธรรมชาติและภูมิอากาศ ั้ ้ ) ขนาดของดินแดน ประชากร ลักษณะนิสยประจาชาติ และสถาบันของรัฐบาล ดังจะอธิบายพอสังเขป ั ดังต่อไปนี ้ ที่ตงทางภูมิศาสตร์ ในฐานะที่เป็ นปั จจัยของกาลังทางทะเลพิจารณาเปรียบเทียบที่ตงของเกาะ ั้ ั้ อังกฤษกับประเทศฝรั่งเศสและฮอลแลนด์ ความปลอดภัยของเกาะอังกฤษช่วยให้ รัฐบาลไม่ นต้ องมีและ จาเป็ บารุงเลี ้ยงกองทัพบก ี่ใหญ่โตซึ่งทาให้เกิดความสิ ้นเปลืองลดความมังคังของประเทศลง หมูเ่ กาะอังกฤษอยู่ ท ่ ่ ใกล้ ทวีปยุโรปในระยะที่จะถูกโจมตีจากข้ าศึกได้ แต่ก็ไกลพอที่จะปลอดภัยจากการบุกรุก กองทัพเรืออังกฤษ สามารถจะรวมกาลังและทาการปองกันพร้ อมกันได้ หรือทาการปิ ดกันท่าเรือต่าง ๆ ตามขอบทวีปได้ แต่ ้ ้ ฝรั่งเศสต้ องแยกกาลังทางเรือออกไปปฏิบติการตามชายฝั่ งมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเร์ตอ ยน ั เรเนี ลักษณะที่ตงของหมูเ่ กาะอังกฤษยังช่วยให้ สามารถควบคุมเส้ นทางเดินเรือจากยุโรปเหนือได้ อีกด้ วย การขอ ั้ ใช้ เกาะสาคัญ ๆ และฐานทัพทางยุทธศาสตร์อย่างยิบรอลตาร์ จะทาให้ องกฤษสามารถควบคุมทะเล ั
  • 33.
    ๓๓ เมดิเตอร์ เรเนียนซึ่งมีความสาคัญมาแล้ วในประวัติศาสตร์โลกทังในด้านการพาณิชย์และการทหารยิ่งกว่า ้ ทะเลใด ๆ ขนาดเดียวกัน สภาพภูมิประเทศ เป็ นปั จจัยกาหนดให้ ประชาชนแสวงหาและอยากจะมีอานาจทางทะเล ลักษณะ ของชายฝั่ งทะเลจะอานวยให้ สามารถไปถึงทะเลได้ หรือไม่ ท่าเรือที่ดีจะใช้ เป็ นที่ตงกาลังทางเรือได้ สภาพของ ั้ ผิวดินอาจทาให้ ประชาชนไปอยู่หรือไปทามาหากินห่างจากทะเลชาวดัชท์ถกผลักดันให้ ไปสูทะเล แต่การ ู ่ พึ่งพาอาศัยทะเลเกือบโดยสิ ้นเชิงของเขาก่อให้ เกิดจุดอ่อนขึ ้น การใส่ป๋ ยลงในดินทาให้ คนฝรั่งเศสไม่ ุ จาเป็ นต้ องไปอยู่ตามชายทะเลนอกจากพวกเขาต้ องการจะไปเอง ประเทศหมูเ่ กาะหรือประเทศที่ อยู่บน คาบสมุทร เช่น อังกฤษ สเปน และอิตาลี จาเป็ นจะต้ องมีความเข้ข็มแ งทางทะเล ถ้ าต้ องการจะแสดงว่ามี อานาจทางทะเลให้ ได้ ผล ชาติใดที่มีฝั่งทะเลเป็ นเขตแดนกาลังอานาจของชาติจะเข้ มแข็งเพียงไรพิจารณาได้ จากลักษณะของการยื่นขยายเขตแดนออกไป ขนาดของดิ นแดน อาจเป็ นจุดอ่อนหรือจุดแข็งก็ได้ สุด แล้ ว แต่วาจะได้ รับการสนับสนุนจาก ่ ประชาชน ทรัพยากรและปั จจัยกาลังอานาจอื่น ๆ เพียงไร ถ้ าดินแดนที่เหยียดยาวกว้ างไกลมาสิ ้นสุดลงที่ ปาก แม่น ้าที่น ้าจืดกับน ้าเค็มมาจรดกันจะเป็ นจุดอ่อนเพิ่มขึ ้น มาฮานได้ ยกเอาดินแดนฝ่ ายใต้ ในสงครามกลาง เมืองอเมริกาเป็ นตัวอย่างประเทศที่มีดินแดนมากเกินไปตามสัดส่วนของประชากรและทรัพยากร ชายฝั่ ง หรือมี และลาน ้าในประเทศมากเกินไปเมื่อพิจารณาถึงกาลังที่มีอยู่ ขนาดและลักษณะนิ สยของประชากร ทังสองประการนี ้จะเกี่ยวข้ องกับ การจัดกาลังทางทะเล ั ้ ประเทศที่อยู่ติดทะเลอย่างอังกฤษไม่เพียง ะต้ องมีจานวนทหารตามความจาเป็ นเท่านัน หากจะต้ องมีอีก ที่จ ้ จานวนมากทาหน้ าที่โดยตรงหรือทางอ้ อมในการยึดครองพื ้นที่ในทะเล การพาณิชย์ของประเทศในยามสงบ เป็ นเครื่องชี ้ถึงกาลังที่มีอยู่ในการทาสงครามทางเรือ ประเทศจะต้ องมีกาลังสารองจานวนมาก มีฝีมือที่ จาเป็ นแก่การบารุงรักษากองเรือทังในยามสงบและสงคราม ดังตัวอย่างประเทศอังกฤษ ไม่ใช่แต่เพียงเป็ น ้ ประเทศในทะเลเท่านัน แต่ยงต่อเรือและค้ าขายทางเรือ จึงต้ องมีทรัพยากรมนุษย์และเทคนิคให้ เพียงพอแก่ ้ ั การเอาชนะสงครามทางเรือได้ อย่างไรก็ดี กาลังที่มีไว้ เป็ นการปองปรามก็ ้ ต้ องการการทานุบารุงที่ดี แม้ กาลัง ที่มีอยู่ ทัง ทางบกหรือทางทะเล จะแข็งแรงพอที่จะยันการบุกรุกของข้ าศึกไว้ ได้ ก็ ้ ยัง ต้ องอาศัย ทรัพยากรธรรมชาติและสาธารณูปโภคอื่น ๆ เข้ ามาช่วยเสริมอีก มาฮานได้ ย ้าบทเรียนที่จะต้ องเรียนรู้อยู่ บ่อย ๆ ว่า กาลังที่ องการเพิ่มขึ ้น กกับกาลังที่มีอยู่แล้ วไม่เหมือนกันและจะต้ องมี ดเตรียมอย่างสมดุล ต้ อี การจั และมีเหตุผล ลักษณะนิ สยและความสามารถของประชาชาติ นปั จจัยสาคัญในความสาเร็จของประ ั เป็ ชาชนที่ไป หากินในทะเลไกล ๆ ความต้ องการที่จะทาการค้ าและความสามารถในการผลิตสินค้ าไปขายจะร่วมกัน ก่อให้ เกิดลักษณะนิสยประจาชาติที่สาคัญยิ่งในการพัฒนากาลังอานาจทางทะเล ถ้ ามีลกษณะดังกล่าวและ ั ั ชายฝั่ งทะเลดี ๆ ก็ไม่น่าจะมีอนตรายจากทะเลหรือความรังเกียจใด ๆ ที่จะขัดขวางไม่ให้ ประชาชนแสวงหา ั ความมังคังโดยการทาการพาณิชย์ในมหาสมุทอนเป็ นเหตุผลประการแรกทีเดียวในการมีกาลังอานาจทาง ่ ่ รั
  • 34.
    ๓๔ ทะเล การรวมกันของการพาณิชย์ทางทะเลอย่างกว้ างขวางกับกองทัพเรืออันใหญ่โตได้ ทาให้ องกฤษมีกาลัง ั อานาจทางทะเลเหนือใครในโลก เมื่อทาการค้ าขายไปก็จะได้ เมืองขึ ้นเป็ นตลาดและเป็ นการชุบเลี ้ยงการ พาณิชย์และการเดินเรือให้ เจริญเติบโต ฉะนันจึงไม่ต้องสงสัยว่าทาไมอังกฤษจึงมีเมืองขึ ้นมากมาย ้ เช่นเดียวกับกาลังอานาจทางการพาณิชย์และทางกองทัพเรือที่เข้ มแข็ง ลักษณะของรัฐบาลมีความสาคัญอย่างยิ่งในการมีกาลังอานาจทางทะเล การที่จะประสบผลสาเร็จ ทางทะเลได้ รัฐบาลจะต้ องส่งเสริมและจัดการผลประโยชน์ของชาติในทะเลอย่างเฉลียว ฉลาดและด้ วย ความสามารถ างไม่ลดละ อย่ นโยบายของอังกฤษตังแต่รัชสมัยพระเจ้ าเจมส์ที่ (ค.ศ.๑๕๖๖-๑๖๒๕) ได้ กาหนดให้ ทาการรักษา ้ ๑ และทานุบารุงอาณานิคม การพาณิชย์และความเป็ นเจ้ าทางเรือโดยใช้ มาตรการทุกอย่างที่จาเป็ น มา ่อ ฮานเชื ว่าการยืดมันในนโยบายที่เป็ นไปในแนวเดียวกันนี ้กระทาได้ ง่ายขึ ้น เพราะรัฐบาลอังฤษอยู่ในกามือของชนชัน ่ ้ เดียวได้ แก่คนชันสูงบนบก เขาสงสัยอยู่บ้างว่า การดาเนินนโยบายต่อเนื่องไปภายใต้ การปกครองที่เป็ น ้ ประชาธิปไตยมากขึ ้นในสมัยของพระองค์จะกระทาได้ เพียงไร โดยที่ ่อว่ารัฐบาลประชาธิปไตยจะไม่เต็ม เขาเชื ใจเสียเงินเสียทองพื่อให้ คงมีกาลังอานาจทางเรืออยูลอดไป และไม่มีสายตาไกลที่จะให้ มีการเตรียมการทาง เ ่ต ทหารอย่างเพียงพอ ฝรั่งเศสสมัยรัฐบุรุษคอลแบรต์ ผู้รับผิดชอบการพัฒนาอุตสาหกรรม การพาณิชย์และการ สร้ างกองทัพเรือให้ เข้ มแข็งในศตวรรษที่ ๑๗ ได้ พยายามจะเป็ นมหาอานาจทางทะเลด้ วยเหมือนกัน แต่ นโยบายนี ้กลับทาให้ คอลแบรต์อยู่ในตาแหน่งได้ ไม่นาน และไม่ได้ รับการสนับสนุนจากวงการพาณิชย์และ อาณานิคมที่รุ่งเรือง ประสิทธิภาพความเฉลียวฉลาดและความตังใจแน่วแน่ของรัฐบาลจะเป็ นปั จจัยในการพิจารณาถึง ้ การพัฒนากาลังอานาจทางทะเล รัฐบาลควบคุมขนาดของกองทัพเรือ คุณภาพของส่วนราชการทหารเรือ ขีด ความสามารถของหน่วยทหารเรือในการขยายกาลังยามสงคราม จิตใจของทหารและผลสาเร็จในการรบ ยิ่งกว่านันหลักนิยมทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอาจมีความสาคัญเกี่ยวกับกาลังอานาจทางทะเลที่ประเทศมี ้ อยู่จริง ๆ ดังตัวอย่างจากรัฐบาล ่งเศสที่ยืนยันอยู่หลายปี ให้ นายพลเรือครองทะเลไว้ ให้ นานเท่าที่จะทาได้ ฝรั ขณะเดียวกันให้ หลีกเลี่ยงการปฏิบติการที่จะทาให้ สญเสียเรืออันเป็ นยุทธศาสตร์ที่กนไม่ให้ กองทัพเรือ ั ู ั ฝรั่งเศสปฏิบติการอย่างแตกหัก และทาให้ หมดโอกาสที่จะได้ ชนะในตอนสุดท้ ายต่อกองเรืออังกฤษ ั ในการวิเคราะห์ ปัจจัยของกาลังอานาจทางทะเล มาฮานได้ มองจักรวรรดิ์นิยมในอีกแง่มมหนึ่งที่ ุ แตกต่างไป มาฮานเป็ นนักต่อต้ านจักรวรรดิ์นิยม เขามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอาณานิคมกับกาลัง อานาจทางทะเล การสร้ างกาลังทางเรือในอาณานิคมเป็ นการย่างก้ าวเข้ าไปในดินแดนต่างประเทศ แสวงหา ช่องทางที่จะขายสินค้ า ได้ น่านน ้าใหม่ในการเดินเรือ มีการจ้ างงานประชาชนของตนมากขึ ้น ทาให้ ตนเองสุข สบายและมังคังยิ่งขึ ้น ่ ่ อย่างไรก็ดี การค้ าขายไม่ใช่วาจะกระทาได้ โดยจุดหมายปลายทางการเดินเรือมีความปลอดภัย การ ่ เดินทางระยะไกล ๆ และมีอนตราย ทะเลมีศตรูคอยรบกวน เหตุนี ้จึงต้ องมีสถานีตามเส้ นทางเดินเรือ เช่น แห ั ั
  • 35.
    ๓๕ ลมกู๊ดโฮป เกาะเซนต์เฮเลนา ฯลฯไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการค้ าเป็ นสาคัญ แต่เพื่อการปองกันและสงคราม ้ ด้ วย การมีที่ตงกองทหารอย่างที่ยิบรอลต้มอลต้ า ฯลฯ มีคณค่าทางยุทธศาสตร์เป็ นสาคัญ อาณานิคมและ ั้ า ุ ค่ายทหารในอาณานิคมบางครัง อยู่ในลักษณะของเรื่องทางการค้ า แต่บางครังก็เป็ นเรื่องทางทหาร การ ้ ้ แสวงหาดินแดนจะต้ องคานึงถึงข้ อเท็จจริงพื ้นฐานเหล่านี ้ด้ วย การพิจารณาตกลงใจของรัฐบาลว่าจะตังฐาน ้ ทัพเรือหรือไม่และที่ไหน เป็ นภาระสาคัญแก่กาลังอานาจทางทะเล เรือของประเทศที่ไม่มีฐานทัพโพ้ นทะเล เพียงพออย่างสหรัฐฯ (สมัยนัน) จะเป็ น “นกบนบกที่ไม่สามารถจะบิ นไกลออกไปจากฝั่งทะเลได้ ้ ” จากการวิเคราะห์ปัจจัยกาลังอานาจทางทะเลของมาฮาน เป็ นที่ประจักษ์ ชดว่าการมีอิทธิพลของ ั อังกฤษไม่ได้ อยู่ที่กาลังกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่และหลักนิยมทางยุทธศาสตร์ที่เหนือกว่าเท่านัน หากแต่องกฤษ ้ ั ยังควบคุมท้ องทะเล แคบ ๆ อีกด้ วย เช่น ช่องแคบอังกฤษ ช่องแคบยิบรอลต้ า ซิซีเลียน ดาร์ดาเนลส์ และบอส ฟอรัส ซึ่งอาจจะควบคุมได้ ง่ายจากชายฝั่ งทังสองข้ าง อังกฤษมีที่ตงกาลังทางเรือหลายแห่ง เมื่อประกอบกับ ้ ั้ กองเรือรบแล้ วทาให้ สามารถควบคุมทะเลได้ เป็ นอย่างดี ไม่มีความขัดแย้ งใด ๆ ในตอนที่องกฤษมีกาลังทาง ั เรือใหญ่โตนอกพื ้นที่ยโรปในปี ค.ศ.๑๘๙๐ มาฮานมีความเห็นว่าการควบคุมน่านน ้ายุโรปได้ ก็เท่ากับได้ ุ ควบคุมมหาสมุทรทุกแห่งของโลก จะถูกคุกคามบ้ างก็แต่เฉพาะจากการมีกาลังอานาจของประเทศนอกยุโรป เท่านัน อย่างไรก็ดีตลอดศตวรรษที่ การมีกาลังทางเรือเหนือกว่าใครทาให้ เส้ นทางเดินเรือหลัก ๆ ของโลก ้ ๑๙ กลายเป็ นเส้ นทางคมนาคมภายในจัก ์องกฤษไป รวรรดิ ั มาฮานสงสัยว่าอังกฤษจะรักษาฐานะในการเป็ นมหาอานาจทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ที่สดต่อไปตลอดกาล ุ หรือไม่ ท่านเขียนไว้ วา พื ้นฐานกว้ าง ๆ ของกาลังอานาจดังกล่าว “ยังคงอยู่ที่การค้าอย่างกว้างขวาง การ ่ อุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรอันใหญ่โตและระบบอาณานิ คมที่แผ่ขยายออกไป ” แต่ “ไม่ว่ารัฐบาล ประชาธิ ปไตยจะมองการณ์ ไกลหรื อไม่ ความรู้สึกกระตือรื อร้นต่อฐานะและชื่อเสียงของชาติ ความเต็มใจที่จะ ให้มีความรุ่งเรื องโดยการใช้จ่ายเงิ นอย่างเพียงพอในยามสงบ ทังหมดนี้จาเป็ นต้องมีการเตรี ยมการทางทหาร ้ ซึ่งเป็ นปัญหาที่ยงถกเถียงกันอยูอันที่จริง ผลของการพัฒนาในด้ านต่าง ๆ ที่องกฤษควบคุมได้ เพียงเล็กน้ อย ั ”่ ั ทาให้ เกิดดุลอานาจทางเรืออย่างใหม่ขึ ้นในระหว่างศตวรรษที่ ๒๐ได้ แก่ การเกิดมีมหาอานาจทางเรือใหม่ ขึ ้นมา กาลังทางบกหรือกาลังทางทะเลในยุโรปได้ เพิ่มขึ ้นอย่างมหาศาลและพัฒนาการทางเทคโนโลยี บางอย่างซึ่งทาให้ การปิ ดกันทางทะเลได้ ผลน้ อยลงกว่าแต่ก่อน ้ การเกิดมหาอานาจทางทะเลของญี่ปนได้ ทาให้ ยทธศาสตร์ของอังกฤษในยุโรปและตะวันออกไกลชัก ุ่ ุ หวันไหว ในทศวรรษ ่ ๑๘๘๐ และ ๑๘๙๐ อูตอเรืออังกฤษได้ ตอเรือรบส่งให้ ญี่ปนลาแล้ วลาเล่า รัฐบาลของมิ ่ ่ ่ ุ่ กาโดได้ ขอยืมตัวนายทหารเรืออังกฤษไปสอนวิชาการและการบริหารของทหารเรือ บางคนอาจจะแย้ งว่าแม้ อังกฤษจะไม่ตอเรือและให้ คาแนะนาแก่ญี่ปน อื่นก็อาจจะทาให้ หรืออาจแย้ งว่า ที่องกฤษทาไปก็เพื่อจะ ่ ุ่ ชาติ ั คานลัทธิจกรวรรดิ์นิยมของรัสเซีย แต่ความจริงก็คือ กองเรือทันสมัยของญี่ปนในน่านน ้าเอเซียได้ ผลิกผัน ั ุ่ สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ให้ ใหม่เป็ นผลดีตออังกฤษ หมูเ่ รือของอังกฤษปองกันรักษาช่องแคบอังกฤษ ทะเล ่ ้
  • 36.
    ๓๖ เหนือและทะเลเมดิเตอร์ เรเนียนได้ แต่ไม่อาจจะคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเลในตะวันออกไกลได้ อีก ต่อไป ก่อนสงครามการเมือง สหรัฐ ฯ มีกองทัพเรือและนโยบายทางเรืออยู่แล้ ว แต่ไม่มีผลต่อการเมือง ของโลกแต่อย่างใด หลังจากสงครามจึงได้ มีการปรับปรุงกองทัพเรือสหรัฐ ฯ งานเขียนของมาฮานได้ เร่ง ให้ เปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนากองทัพเรือสหรัฐ ฯ พอถึง ค.ศ.๑๘๙๘ กองทัพเรือสหรัฐ ฯ ได้ เพิ่ม กาลังจากเรือไม่กี่ลาเป็ นกองเรือรบชันหนึ่งอย่างรวดเร็ว การควบคุมทะเลแคบ ๆ ของยุโรปไม่อาจทาให้ ้ ครองครองทะเลในโลกอีกต่อไป อังกฤษจะต้ องเสริมกาลังทางเรือโพ้ นทะเลให้ เข้ มแข็งมากขึ ้นจึงจะ สามารถครองน่านน ้าอเมริกาและตะวันออกไกลได้ ตอไปอีก การพัฒนากาลังใกล้ ๆ เกาะอังกฤษก็จะ ่ ช่วยให้ เป็ นไปได้ อย่างแท้ จริงไม่วาทางการอังกฤษจะต้ องการหรือไม่ก็ตาม การเร่งสร้ างกาลังทางเรือใน ่ ยุโรปโดยเฉพาะกองทัพเรือเยอรมันที่เติบโตขึ ้นอย่างรวดเร็วหลัง ค .ศ.๑๙๐๐ ได้ คกคามต่อการครอง ุ ทะเลในน่านน ้ายุโรปของอังกฤษที่มีอยู่มานานแล้ ว ฉะนัน แทนที่จะเสริมกาลังกองเรือโพ้ นทะเล รัฐบาล ้ อังกฤษจึงได้ ลดกาลังส่วนนันลงเพื่อที่จะยังคงรักษาความเป็ นเจ้ าทะเลในทะเลแคบ ๆ และแอตแลนติก ้ ตะวันออก เป็ นไปได้ วามาฮานเองได้ ให้ เร่งเสริมกาลังทางเรือของสหรัฐ ฯ เพื่อลดการครองทะเลทัวโลกของ ่ ่ อังกฤษให้ น้อยลง เขาเห็นว่า การมีกาลังอานาจทางทะเลประกอบกับความยิ่งใหญ่ของประเทศและการ สร้ างจักรวรรดิ์นิยมด้ วยกาลังทางทะเลเป็ นแรงกระตุ้นให้ องกฤษแผ่ขยายอิทธิพลที่กาลังวุนวายอยู่ใน ั ่ ยุโรปตะวันออกไปและอเมริกา หลักการในเรื่องกาลังอานาจทางทะเลของมาฮานได้ ทาให้ การเมืองและ เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้ มเปลี่ยนไป ซึ่งก็ได้ เร่งขยายกาลังกองทัพเรือกันอยู่แล้ ว กาลังทาง เรือเหล่านี ้จะส่งเสริมและสนับสนุนการแสวงหาอาณานิคมแห่งใหม่ อันจะทาให้ ต้องเร่งสร้ างกาลังทาง เรือเร็วขึ ้นอีก การเพิ่มกาลังทางเรือของประเทศอื่น ๆ ทาให้ การครองทะเลของอังกฤษลดลง ไม่ใช่แต่เพียงฐานะทางยุทธศาสตร์ของอังกฤษและกาลังทะเลของประเทศอื่น ๆ จะค่อย ๆ เสื่อม ลงทีละน้ อย การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเครื่องยนต์กลไกที่เกิดขึ ้นยังทาให้ ความสาคัญทางการเมือง และทางทหารของกาลังอานาจทางทะเลลดลงไปอีกด้ วย หนึ่งในการพัฒนาเหล่านี ้ ได้ แก่ การปรับปรุง ทางรถไฟและการขนส่งทางถนนในทวีปยุโรป การพัฒนาเรื่องอื่น ๆ เป็ นการพัฒนาเมื่อพรรคนาซีขึ ้น ปกครองเยอรมันนี ได้ แก่ การผลิตวัตถุดิบทดแทนวัตถุดิบทางยุทธศาสตร์ซึ่งแต่ก่อนจะต้ องนาเข้ ายุโรป จากโพ้ นทะเล อิทธิพลทางทะเลของอังกฤษมีอยู่มากในตอนที่การขนส่งทางบกในทวีปยุโรปยังเก่าแก่พ้นสมัย การขนส่งสินค้ าส่วนใหญ่กระทาโดยทางน ้า ไปตามแม่น ้าและลาครอง ผ่านน่านน ้าชายฝั่ งหรือทะเลลึก สินค้ าที่ถกส่งจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือไปยังภาคใต้ ของเยอรมันนี อาจส่งทางเรือจากท่าทางเหนือ ู ผ่านช่องแคบอังกฤษ อ้ อมแหลมยิบรอลตาร์เข้ าช่องแคบคาร์ดาแนลส์ แล้ วจึงเข้ าแม่น ้าดานูบไปยัง ปลายทาง การสร้ างระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนได้ ทาให้ เปลี่ยนสภาพการขนส่งสินค้ าดังกล่าวไป
  • 37.
    ๓๗ และมีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์เช่นเดียวกับการพาณิชย์ มาฮานยอมรับการพัฒนาใหม่ ๆเหล่านี ้ แต่ สรุปว่า “การขนส่งสิ่ งของจานวนมาก ๆ เป็ นระยะทางไกล ๆ กระทาได้ง่ายและมากมายกว่าทางบก อย่างเด็ดขาดโดยทางทะเล และนี่เป็ นเหตุผลที่ทาการครองทะเลจึงสาคัญนัก ” เขาได้ ยืนยันว่า เส้ นทาง ทะเลยังคงเป็ น “ทางคมนาคมเส้นใน” อยู่ซึ่งให้ ความได้ เปรียบทางทหารอย่างแน่นอนในบทความของ มาฮานเมื่อ ค.ศ.๑๙๐๗ เขาได้ ยอมรับว่า มีทางเลือกอีกมากสาหรับการขนส่งทางทะเล และไม่อาจจะ กล่าวได้ อีกต่อไปว่า การขนส่งทางทะเลจะเฟื่ องฟูเช่นที่ได้ เป็ นมาแต่ก่อน ด้ วยเหตุผลที่ชดแจ้ งในเรื่องค่า ั ขนส่งถูกและความสะดวก การขนส่งทางน ้าจะยังคงรักษาตาแหน่งความสาคัญในการขนส่งไว้ ได้ อาจ สาคัญน้ อยลงแต่ก็ยงคงเป็ นเครื่องมือขนส่งที่ยิ่งใหญ่อยู่เสมอจนกว่าเราจะทาการขนส่งทางอากาศได้ ั เป็ นผลสาเร็จ ใน ค.ศ.๑๙๐๗ แม้ วาการขนส่งทางรถยนต์จะยังเพิ่งเริ่มขึ ้น แต่ก็พอจะมองเห็นได้ แล้ วว่าอนาคต ่ การคมนาคมขนส่ง ต่อไปจะเป็ นอย่างไร อย่างไรก็ตาม มาฮานยังนิยมเรื่องเก่า ๆ อยู่ ไม่เคยใฝ่ ฝั นถึง เรื่องความคล่องแคล่วที่กาลังทางบกจะมีในสงครามโลกครังที่ ๒ ความคล่องแคล่วของกาลังทางบกนี ้ ้ ไม่เพียงแต่จะทาให้ กาลังอานาจทางทะเลไม่เป็ น “ทางคมนาคมเส้นใน ” อีกต่อไป หากยังคุกคามต่อ ความปลอดภัยของฐานทัพบนบกที่ไม่มีกาลังอานาจทางทะเลอีกด้ วย มาฮานเชื่อว่ากาลังอานาจทางทะเลในทุกกิ่งก้ านสาขา เป็ นถนนไปสูความมังคังและเกียรติของ ่ ่ ่ ทุกประเทศที่สามารถพัฒนาได้ เขาชี ้ให้ เห็นว่าฝรั่งเศสอยู่ในสภาพที่เอื ้ออานวยมากที่สดในการพัฒนา ุ กาลังอานาจทางพาณิชย์และทางเรือฐานะของฝรั่งเศสแข็งแรงกว่าประเทศยุโรปอื่นใดในการรบกับ อังกฤษ แต่ฝรั่งเศสเป็ นมหาอานาจทางบกมากกว่าทางทะเล เยอรมันนีเสียเปรียบมากในการที่การ พาณิชย์ทางทะเลจะต้ องผ่านทะเลเหนือหรือช่องแคบอังกฤษที่อยู่ในระยะยิงของปื นเรืออังกฤษ นอกจากนี ้ประเทศยุโรปใด ๆ ที่จะต้ องปองกันชายแดนจากการบุกรุกของประเทศเพื่อนบ้ านที่มีกาลัง ้ มาก จะไม่สามารถเปลี่ยนเอาทหารและอาวุธของกองทัพบกให้ มาทาการครองทะเลได้ เมื่อเทคโนโลยีทาให้ กาลังอานาจทางทะเลมีความสาคัญเป็ นเครื่องมือในการเมืองของโลก ความสาคัญของปั จจัยพื ้นฐานของกาลังอานาจทางทะเลจึงเปลี่ยนไปมาฮานเห็นว่าการที่ไอน ้าทาให้ เรือ แล่นได้ โดยไม่ต้องอาศัยลมที่ไม่แน่นอน ทาให้ การปองกันหมูเ่ กาะทางบกลดน้ อยลง ไอน ้าช่วยเพิ่มรัศมี ้ การปฏิบติการจากสถานีทหารเรือต่าง ๆ มากขึ ้น แต่นนเป็ นเพียงการเริ่มต้ นเท่านัน เพราะต่อมาเรือดา ั ั่ ้ น ้าและเครื่องบินได้ คอย ๆ ทาให้ คณค่าในการปองกันของเกาะหมดไป มาฮานไม่ได้ มีชีวิตยืนยาวจนได้ ่ ุ ้ เห็นเรือดาน ้าเยอรมันทาการปิ ดกันเกาะอังกฤษระหว่าง ค.ศ.๑๙๑๗ เพื่อบังคับให้ องกฤษยอมแพ้ หรือ ้ ั ได้ เห็นการโจมตีทางอากาศใน ค.ศ.๑๙๔๐ ต่อย่านอุตสาหกรรมและท่าเรือ ซึ่งเป็ นกระดูกสันหลังของ กาลังอานาจทางเรืออังกฤษ การครองทะเลโดยกองเรือผิวน ้าใหญ่โตที่เคยกระทามานาน ไม่อาจจะ ประกันความปลอดภัยของฐานทัพบนเกาะอังกฤษได้ อีกต่อไปแล้ ว ยิ่งกว่านันกองเรือรบเองก็เป็ น ้ จุดอ่อนต่อการโจมตีด้วยอาวุธใหม่เหล่านี ้ การระวังไม่ให้ ถกเรือดาน ้าข้ าศึกโจมตีต้องกระทาอยู่ ู
  • 38.
    ๓๘ ตลอดเวลา ทะเลแคบ ๆและชายฝั่ งที่อยู่ในระยะปฏิบติการของเครื่องบินข้ าศึกบนบก ถ้ าไม่อาจปองกัน ั ้ การโจมตีได้ เรือรบจะต้ องระมัดระวังให้ มากอาวุธใหม่สามารถจะทาการโจมตีในรัศมีที่ใกล้ กบการ ั ปฏิบติการของ กองเรือได้ ั มาฮานได้ ย ้าหลายครังหลายคราว่า ฐานทัพที่ปลอดภัยเป็ นรากฐานที่จาเป็ นในการมีกาลัง ้ อานาจทางทะเล แต่ เขาไม่ได้ มองไกลไปถึงการที่ฐานทัพจะถูกโจมตีทางอากาศ การปองกันฐานทัพ ้ จะต้ องกระทาในทางลึก ไม่เฉพาะแต่ปองกันการทาสงครามยานยนต์ แต่ยงต้ องปองกันการโจมตีทาง ้ ั ้ อากาศทุกรูปแบบอีกด้ วย ฐานทัพเรือที่ไม่มีการปองกันทางลึกและแหล่งส่งกาลังใหญ่โต อย่างฐานทัพ ้ ที่สิงคโปร์และฮ่องกงจะไม่สามารถรักษาไว้ ได้ โดยกาลังทางทะเล ถ้ าถูกโจมตีด้วยหน่วยยานยนต์จาก ทางบกหรือกาลังทางอากาศ มาฮานได้ อานประวัติศาสตร์ยโรปและศึกษางานเขียนของโจมินีอยู่ปีครึ่ง ซึ่งได้ ใช้ ความรู้มา ่ ุ พิจารณาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทหารเรือ เขาได้ เรียนรู้จากโจมินีวา ไม่มีข้อแตกต่างที่เด่นชัด ่ ระหว่างการพิจารณาทางการเมืองกับการทหาร และได้ นาเอาวิธีวิเคราะห์วิจารณ์การยุทธและการรบมา ใช้ โจมินีได้ กาหนดหลักการสงครามจากแนวคิดพื ้นฐานในเรื่องที่ตงเส้ นทาง การคมนาคม และการรวม ั้ กาลัง มาฮานพยายามที่จะกาหนดหลักการให้ คล้ ายคลึงกันเกี่ยวกับยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ทางเรือ เขาได้ พบว่าแนวความคิดของโจมินีหลายประการนาไปใช้ ในการทาสงครามทางเรือได้ แม้ บางประการ จะต้ องปรับปรุงแก้ ไขหรือใช้ อย่างจากัด เหตุนี ้หลักการที่มาฮานกาหนดจึงเป็ นรากฐานของระบบ ยุทธศาสตร์ทางเรือที่มีผลกระทบต่อแผนและนโยบายของกองทัพเรือประเทศชันนาทังหลาย ้ ้ มาฮานเห็นว่า ที่ตงของกองกาลังตรงย่านกลางให้ ความได้ เปรียบในการตังรับเช่นเดียวกับการ ั้ ้ รุกในทะเลที่เหมือนกับบนบก ที่ตงเช่นนี ้ให้ ทางเส้ นในเป็ นเส้ นทางที่สนกว่าในการโจมตีอนที่จริงทางเส้ น ั้ ั้ ั ในเป็ นการยึดที่ตงตรงย่านกลางออกไป หรือที่ตงตรงย่านกลางที่เรียงติดต่ อกันเป็ นลาดับไป ฝ่ ายอยู่ใน ั้ ั้ ที่ตงดังกล่าวสามารถรวมกาลังทางด้ านหนึ่งด้ านใดในหลายด้ านได้ อย่างรวดเร็วกว่าข้ าศึก และจึง ั้ สามารถใช้ กาลังได้ ผลดีกว่า ตัวอย่างเช่นคลองสุเอซเป็ นทางเส้ นในเมื่อเปรียบกับทางอ้ อมแหลมกู๊ดโอป คลองปานามาเมื่อเปรียบกับแหลมมาเจลแลน และคลองคีลเมื่อเปรียบกับช่องแคบสกาเยอรักระหว่าง เดนมาร์กกับนอร์เวย์ คุณค่าทางยุทธศาสตร์ ของที่ตง มาฮานให้ เหตุผลว่า ไม่เพียงขึ ้นอยู่กบความสัมพันธ์ที่มีตอ ั้ ั ่ เส้ นทางยุทธศาสตร์ หากยังขึ ้นอยู่กบกาลังที่แท้ จริงและทรัพยากรของที่ตงเองหรือประเทศรอบ ๆ ข้ าง ั ั้ ที่ตงขอเมืองโดเวอร์หรือยิบรอลตาร์ ซึ่งใกล้ เส้ นทางทะเลหรือใกล้ ทางผ่านของเส้ นทางทะเลหลาย ั้ เส้ นทางก็น่าจะเป็ นที่ตงตรงกลางด้ วย คุณค่าของที่ตงทางยุทธศาสตร์ดงกล่าวมีมากขึ ้น เพราะทาง ั้ ั้ ั เดินเรือในบริเวณเหล่านี ้จะแคบยิ่งขึ ้น และเรือจานวนมากจาเป็ นต้ องผ่านกาลังทางทหารของที่ตงแต่ละ ั้ แห่งอาจเพิ่มขึ ้นโดยการสร้ างปอมค่ายขึ ้นตามความเหมาะสม แต่ถ้าจะต้ องนาเอาอาวุธยุทโธปกรณ์มา ้
  • 39.
    ๓๙ จากที่ไกล ๆ ที่ตงนันก็จะเสียเปรียบแก่ฝ่ายอื่นที่มีเพื่อนบ้านร่ารวยและพัฒนาสนับสนุนอยู่ ยิบรอลตาร์ ั้ ้ เป็ นตัวอย่างที่องกฤษเสียเปรียบในเรื่องนี ้ ั คาว่า “เส้นทางคมนาคม” มาฮานหมายถึง เส้ นทางเคลื่อนย้ ายระหว่างกาลังกับแหล่งส่งกาลัง เขาเขียนไว้ วา “เส้ นทางคมนาคมเป็ นปั จจัยสาคัญที่สุดทางยุทธศาสตร์ การเมืองหรือการทหาร ” ่ กาลังอานาจทางทะเลจะมีมากได้ ขึ ้นอยู่กบการควบคุมเรื่องเหล่านัน ฉะนัน กาลังอานาจที่จะให้ สามารถ ั ้ ้ ใช้ เส้ นทางคมนาคมสาหรับตนเอง และขัดขวางไม่ให้ ข้าศึกใช้ นน จึงมีผลกระทบต่อความเข้ มแข็งของ ั้ ประเทศ เส้ นทางคมนาคมยิ่งไกลขึ ้น ประโยชน์ที่จะได้ รับจากกาลังอานาจทางทะเลก็จะยิ่งมากขึ ้น ที่ตง้ั ตรงย่านกลางซึ่งสามารถปองกันเส้ นทางคมนาคมของตนได้ ย่อมได้ เปรียบมาก ดังเช่นที่ตงของฝรั่งเศส ้ ั้ ในการทาสงครามกับสเปนและออสเตรีย หรือที่ตงของอังกฤษเมื่อทาสงครามกับฝรั่งเศส กองเรือ ั้ อังกฤษสามารถจะปิ ดกันชายฝั่ งทะเลฝรั่งเศส ขณะเดียวกันก็จะสามารถปกปองผลประโยชน์ของ ้ ้ อังกฤษตังแต่ทะเลบอลติกลงไปจนถึงอียิปต์ได้ ้ มาฮานย ้าว่า การรวมกาลังเป็ นหลักการพื้นฐานของทังการทาสงครามทางทะเลและทางบก ้ คุณค่าของที่ตงตรงย่านกลางอยู่ที่ความสะดวกและง่ายต่อการรวมกาลัง ถ้ ากองเรือเผชิญกับข้ าศึกสอง ั้ ทาง จะต้ องเข้ าทาลายข้ าศึกทางด้ านหนึ่งก่อนแล้ วจึงเข้ าทาลายอีกด้ านหนึ่ง นี่คือหลักการที่อยู่ในใจของ ประธานาธิบดีรูสเวลท์ เมื่อท่านไม่ยอมให้ แยกกองทัพเรืออเมริกนออกเป็ นกองเรือแปซิฟิกและ ั แอตแลนติก การศึกษาประวัติศาสตร์ทาให้ มาฮานเชื่อว่า การยุทธในอดีตทางทะเลและทางบก “ย่ อมจะ สาเร็จหรือล้ มเหลวตามที่ได้ ส้ ูรบให้ สอดคล้ องกับหลักการสงครามเพียงไร ” เนื ้อหาสาระของ หลักนิยมทางยุทธศาสตร์ของมาฮาน ได้ แก่ ความจาเป็ นในการครองทะเล ซึ่ง เขาว่าจะกระทาได้ ก็โดย การรวมกาลังให้ สามารถขับไล่เรือรบและเรือพาณิชย์ข้าศึกออกไปจากทะเลได้ เท่านัน ถ้ าจุดหมาย ้ สาคัญของกองเรือรบอยู่ที่การครองทะเล ไม่ใช่การไล่ติดตามหรือหนีข้าศึกกองเรือก็จะต้ องมีลกษณะ ั ของกาลังในการรุกรบไม่ใช่ความเร็ว การไปถึงจุดหมายก่อนไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากว่าจะมีกาลัง เหนือกว่าเมื่อข้ าศึกไปถึงที่นน หลักการนี ้มาฮานเชื่อว่าเป็ นความจริงทางทะเลมากกว่าทางบก ั่ ความเร็วเป็ นประโยชน์แต่ใช้ แทนกาลังยิงไม่ได้ เรือขนาดหนักซึ่งในระยะหลังได้ แก่เรือ ประจัญบาน จึง เป็ นกระดูกสันหลังของกาลังทางเรือ ประเทศที่โชคไม่ดีมีกองเรือที่ออนกาลัง มาฮานแนะนาให้ วางกาลังให้ เกิดประโยชน์มากที่สด ่ ุ ข้ าศึกโจมตีให้ แตกไม่ได้ และหลอกข้ าศึกด้ วยการระวังปองกันน่านน ้าอย่างสม่าเสมอไม่ให้ ข้าศึกเล็ดลอด ้ เข้ ามาได้ กองเรือเยอรมันได้ กระทาเช่นนี ้ในสงครามโลกครังที่ ๑ และกองเรืออิตาลีในสงครามโลกครังที่ ้ ้ ๒ การมีกองเรือที่ด้อยกาลังกว่านี ้เป็ นการบังคับให้ ข้าศึกจากัดการปฏิบติการลงจนกระทังกองเรือนันจะ ั ่ ้ ถูกทาลาย กาลังที่เหนือกว่าจะไล่ลากาลังที่ออนกว่าเข้ าฝั่ งหมด ่ ่
  • 40.
    ๔๐ ในเรื่องที่ “ตามนัยทางการเมือง กองทัพเรือทาการป้ องกันเท่านัน ” มาฮานได้ อธิบายว่า ้ “หมายถึงว่ากองทัพเรื อจะถูกใช้ให้ทาการป้ องกันเท่านัน ในกรณี ที่เราถูกบังคับให้ทาสงคราม ใน ้ ความหมายทางทหาร หมายถึงว่า กองทัพเรื อคอยโจมตีและป้ องกันตนเองได้เท่านัน ปล่อยให้ขาศึกอยู่ ้ ้ ตามสบายเท่าที่จะได้ประโยชน์ และมีเสรี ในการเลือกเวลาและวิ ธีการสูรบของตนเอาเอง ” มาฮาน ้ ยืนยันอย่าง แข็งขันว่า “กองทั พเรื อไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการป้ องกันชายฝั่งตามความหมาย แคบ ๆ ซึ่งจากัดอยู่แต่การป้ องกันเมืองท่าเท่านัน การป้ องกันชายฝั่งเชิ งรับเหมาะที่จะให้กองทัพบก ้ กระทา ถ้าจะให้ทหารเรื อป้ องกันก็จะเป็ นการใช้ทหารที่ฝึกมาอย่างหนึ่งให้ไปทางานอีกอย่างหนึ่ง ยิ่ งกว่านัน ถ้าเมืองท่าที่จะต้องป้ องกันมีหลายแห่ง กาลังทางเรื อก็จะต้องแบ่งแยกกันออกไปเป็ นการ ้ เสียกาลัง การป้ องกันกาลังอานาจทางทะเลควรใช้ป้อมค่ายชายฝั่งไม่ใช่งานของกองทัพเรื อ แต่อยู่ใน ความสนใจเพราะฐานทัพที่ปลอดภัยเป็ นรากฐานที่จาเป็ นของกาลังอานาจทางเรื อ” สาหรับข้ อที่วาการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ เช่น เรือรบและตอร์ปิโด จะมีผลต่อทฤษฎีการ ่ ครองทะเลอย่างไร การปิ ดกันที่เป็ นยุทธศาสตร์ทางเรือในอดีตสามารถจะกระทาได้ อยู่อีกหรือไม่ มาฮา ้ นบอกว่ายังคงทาได้ อยู่ ลมจากัดการแล่นของเรือใบ แต่กองเรือสมัยใหม่จะเป็ นกาลังปองกันที่เข้ มแข็ง ้ โดยใช้ กาลังขับเคลื่อนของเรือไม่ต้องอาศัยลม ตอร์ปิโดอาจเป็ นอันตรายต่อกาลังที่ปิดกัน แต่ก็ใช้ ยิงเรือที่ ้ พยายามจะหลบหนีได้ สภาวการณ์ใหม่ ๆ “ทาให้ปฏิ บติการได้กว้างขวางขึ้ น แต่จะไม่เปลี่ยนแปลง ั ลักษณะของการปฏิ บติการ” แม้ คาถามอย่างเดียวกันเกี่ยวกับเรือดาน ้า ตอร์ปิโดแบบใหม่ และโทรเลข ั ไร้ สายได้ เกิดขึ ้นอีก ๑๖ ปี ต่อมา มาฮานก็ตอบอย่างเดียวกันว่า “เรื อดาน้าและตอร์ ปิโดแบบใหม่จะทา ให้ตองใช้กาลังในการปิ ดกันมากขึ้นและบังคับให้ปิดกันในระยะไกลมากขึ้นอีกมาก ” แต่หลักการของ ้ ้ ้ ยุทธศาสตร์จะไม่เปลี่ยนแปลง ปั ญหาที่แท้ จริงเกิดจากจุดอ่อนของเรือรบขนาดใหญ่ที่จะถูกเรือดาน ้าและเครื่องบินโจมตี หลัง สงครามโลกครังที่ ๑ ได้ มีการทดลองทิ ้งระเบิดเรือเยอรมันที่ยอมแพ้ และได้ ข้อสรุป ๒ ประการ ประการ ้ แรกในทะเลแคบ ๆ ที่เครื่องบินข้ าศึกจากฐานบินบนบกบินมาโจมตีถึง เรือรบใหญ่ ๆ จะไม่สามารถ ปองกันได้ นอกจากเรือรบจะอยู่ในระยะนันเป็ นเวลาสัน ๆ และมีการปองกันทางอากาศอย่างแข็งแรง ้ ้ ้ ้ ส่วนในทะเลเปิ ดกองเรือจะต้ องมีอาวุ ธต่อสู้เรือดาน ้าและอากาศยานที่เข็มแข็ง ยังไม่มีรูปแบบการใช้ กาลังทางเรืออื่น ๆ แทนกองเรือขนาดใหญ่ ๆ แม้ จะเป็ นความจริงที่ในสงครามโลกครังที่ ๒ ทางด้ าน ้ แปซิฟิกได้ นาเอายุทธศาสตร์ใหม่ ๆ มาใช้ โดยกองเรือบรรทุกเครื่องบินเฉพาะกิจที่มีความเร็วและกาลัง โจมตีสงเป็ นระยะทางไกล ๆ ู หลังจากที่มาฮานเสียชีวิตใน ค.ศ.๑๙๑๔ แล้ ว งานเขียนของ เขายังคงฝั งอยู่ในความรู้สกของ ึ นายพลเรือทุกคน ทัศนะของเขามีผลกระทบต่อความคิดเห็นของฝ่ ายพลเรือน และนโยบายของรัฐใน อเมริกา ยุโรป และตะวันออกไกลอิทธิพลของความคิดเห็นของมาฮานได้ มีตอนโยบายกองทัพเรือ ่ อเมริกน ก่อนที่จะพิมพ์หนังสือเล่มแรกของเขาออกมาใน ค.ศ.๑๘๙๐ คาบรรยายของเขาที่วิทยาลัยการ ั
  • 41.
    ๔๑ ทัพเรือใน ค .ศ.๑๘๘๖และก่อน ค .ศ.๑๘๙๐ เป็ นที่ค้ นเคยแก่นายทหารเรือและข้ ารัฐการรวมทัง ุ ้ ประธานาธิบดีรูสเวลต์ ในรายงานประจาปี ของ รัฐมนตรีทบวงทหารเรือเทรซี เมื่อธันวาคม ค .ศ.๑๘๘๙ ได้ ลอกเลียนเอาความคิดเห็นของมาฮานมาใส่ไว้ โดยตลอด นอกจากนี ้ในรายงานของ คณะกรรมการนโยบายที่เทรซีตงขึ ้นทาให้ การพิจารณาความต้ องการกาลังทางเรือของสหรัฐ ฯ ก็ยงได้ ั้ ั อาศัยข้ อคิดเห็นของมาฮานที่ได้ จากการศึกษาประวัติศาสตร์ คณะกรรมการได้ เสนอให้ สร้ างเรือรบ สมัยใหม่ทกชันมากกว่า ๒๐๐ ลา ด้ วยความเชื่อว่า สหรัฐ ฯ กาลังจะเข้ าสูระยะการแข่งขันและขยายตัว ุ ้ ่ ของการพาณิชย์ รวมทังการพัฒนาทางการค้ าของตนเองและการเปิ ดคลองลัดคอคอดที่เป็ นแหล่ง ้ อันตราย เรือรบที่เสนอให้ สร้ างเป็ นเรือลาดตระเวนระยะใกล้ สาหรับปองกันชายฝั่ ง และเรือลาดตระเวน ้ ระยะไกลสาหรับการปฏิบติการรุก ั ในพฤศจิกายน ค.ศ.๑๘๙๓ รัฐมนตรีทบวงทหารเรือ เฮอร์เบอตร์ ผู้ถกงานเขียนของมาฮานดล ู ใจ ได้ ยอมรับทฤษฎีการใช้ เรือขนาดหนักในการปองกันอย่างหนักแน่นยิ่งกว่ารัฐมนตรีคนก่อน ทังนี ้ ้ ้ เพื่อที่จะใช้ กองทัพเรือเป็ นเครื่องมือในการส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติในต่างประเทศ และเป็ นเขี ้ยวเล็บ ของการทูตทัว ๆ ไป แม้ ในยามสงบ นอกจากนันการยุทธทางเรือระหว่างจีนกับญี่ปน (ค.ศ.๑๘๙๔่ ้ ุ่ ๑๘๙๕) ได้ แสดงให้ เห็นคุณค่าในการสู้รบของเรือขนาดใหญ่ ชื่อเสียงของมาฮานได้ โด่งดังขึ ้นเรื่อย ๆ ได้ มีการเอ่ยนามและอ้ างความคิดเห็นของ เขาในการ อภิปรายของกองทัพเรือ ค.ศ.๑๘๙๐ ในวงการรัฐสภาเมื่อ ค .ศ.๑๘๙๕ และ ๑๘๙๖ ซึ่งเป็ นครังแรกที่ ้ วุฒิสมาชิกและผู้แทนราษฎรได้ เข้ าใจทฤษฎีของยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ฯ พอสมควร ครันเมื่อรูสเวลต์ได้ ้ เป็ นประธานาธิบดีในกันยายน ค.ศ.๑๙๐๑ ปรัชญาในการมีกาลังอานาจทางทะเลของมาฮานจึงได้ เข้ า สูทาเนียบขาวทางประธานาธิบดีรูสเวลต์ อันเป็ นผลให้ สหรัฐ ฯ เสริมสร้ างกองทัพเรือเป็ นการใหญ่ ใน ่ ค.ศ.๑๙๐๕ สภาคองเกรสได้ อนุมติการจัดหาเรือประจัญบานชันหนึ่ง ๑๐ ลา เรือลาดตระเวนหุ้มเกราะ ั ้ ๔ ลา และเรืออื่น ๆ อีก ๑๗ ลา ในปี ต่อ ๆ มาได้ มีการจัดหาเรือขนาดใหญ่อีก ๔ ลา และเรือพิฆาต ๒๐ ลา แต่เมื่อรูสเวลต์พ้นจากตาแหน่งได้ ๕ ปี กองทัพเรือได้ เติบโตช้ าลง พอเกิดสงครามโลกครังที่ ๑ ้ โครงการกองทัพเรือกลับเดินหน้ าไปไกลเกินกว่าที่จะให้ “เป็ นรองแต่องกฤษเท่านัน ” ซึ่งเป็ นนโยบายที่ ั ้ กาหนดไว้ ตงแต่ ค .ศ.๑๙๐๑ ถ้ ามาฮานมีชีวิตอยู่ตอไปอีกสักปี ถึงธันวาคม ค .ศ.๑๙๑๕ ก็จะได้ ยิน ั้ ่ ประธานาธิบดีวิลสันขออนุมติรัฐสภาสร้ างกองทัพเรือให้ “เท่าเทียมกับชาติ ที่มีกาลังมากที่สด ในโลก” ั ุ รัฐบัญญัติวาด้ วยกองทัพเรือ ค.ศ.๑๙๑๖ ได้ อนุมติจริง ๆ ให้ สหรัฐสร้ าง “กองทัพเรื อที่ไม่เป็ นรองใคร” ่ ั ในอังกฤษ มาฮานได้ รับความนิยมสูงสุดและโดยทันที หนังสือเรื่อง The Influence of Sea Power upon History ได้ ไปปรากฏในอังกฤษพอดีกบเวลาที่จะต้ องให้ ได้ รับความสนใจและเห็นชอบ ใน ั ทศวรรษ ๑๙๘๐ ได้ มีการแก่งแย่งและขัดแ ย้ งกันระหว่างชาติในยุโรปในการล่าอาณานิคมเพื่อการค้ า ขายและแสวงหาวัตถุดิบทาให้ มีการปรับปรุงกองทัพเรือกันโดยทัวไป สาหรับอังกฤษนันกองทัพเรือมี ่ ้ “ความจาเป็ นอย่างสาคัญที่สด ” แต่สวนประเทศบนแผ่นดินใหญ่ไม่ใช่เกาะเป็ น “เพียงของฟุ่ มเฟื อย ” ุ ่
  • 42.
    ๔๒ หนังสือ สองเล่มขอมาฮานใน ค.ศ.๑๘๙๐ และ ๑๘๙๒ ได้ มีสวนทาให้ คนอังกฤษทังชาติมีจิตใจเป็ น ่ ้ ทหารเรือ ซึ่งไม่ยากที่ประชาชนชาวอังกฤษจะเข้ าใจความคิดเห็นของมาฮานได้ เขาได้ มองเห็นหลักการ เบื ้องต้ นที่ทาให้ องกฤษครองทะเลได้ จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ทางเรือและการเมืองของอังกฤษ ั โดยกล่าวถึงหลักการเหล่านี ้ในรูปแบบที่แม้ แต่คนธรรมดาก็เข้ าใจได้ คนอังกฤษมีกาลังทางทะเลมาแต่ โบราณ เกิดการแข่งขันกันสร้ างกาลังทางเรือ และกาลังอยู่ในยุคใหม่ของการล่าอาณานิคม ฉะนัน จึง ้ ไม่ประหลาดใจที่คนอังกฤษสรรเสริญเยินยองานเขียนของมาฮานโดยทันที มาฮานได้ ไปเยือนอังกฤษ หลายครังระหว่าง ค.ศ.๑๘๙๓-๑๘๙๕ เขาได้ ร่วมรับประทานอาหารกับพระราชินีและนายกรัฐมนตรี ้ ได้ รับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยอ๊ อกซ์ฟอร์ดและแคมบริจด์ และเป็ นแขกสาคัญของราชนาวี สโมสรซึ่งเป็ นชาวต่างชาติคนแรกที่ได้ รับเกียรตินี ้ ในฝรั่งเศส ซึ่งเป็ นประเทศที่มีกาลังทางเรือเป็ นที่ ๒ ของโลก ใน ค .ศ.๑๘๙๐ หนังสือของ มาฮานเล่มแรกได้ ถกแปลและเป็ นที่สนใจของนายทหารเรือฝรั่งเศส นาวาเอก ู Darrieus อดีต ศาสตราจารย์วิชายุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางเรือของวิทยาลัยการทัพเรือฝรั่งเศส รู้สกประทับใจคา ึ วิจารณ์นโยบายกองทัพเรือฝรั่งเศสของมาฮาน อย่างมาก นายพลเรือ Raoul Castex แห่งวิทยาลัยการ ทัพเรือบอกว่าความคิดของมาฮาน ๒ ประการ ประการแรกเป็ นความสาคัญสูงสุดของการครองทะเล และประการที่ ๒ เป็ นความจาเป็ นของกาลังที่จดไว้ ทาให้ เป็ นการพิจารณาของคนรุ่นหลังไป Castex ไม่ ั ชอบงานเขียนแบบของมาฮาน แต่ ก็เชื่อว่าไม่ได้ ทาให้ เสียคุณค่าอันประมาณมิได้ ในงานเขียนของ มาฮานซึ่งเป็ นเจ้ าความคิดอย่างแท้ จริงในด้ านทฤษฎีของยุทธศาสตร์ นับได้ วาความคิดของมาฮานไม่ได้ ่ มีผลในฝรั่งเศสเหมือนอย่างในอังกฤษ สหรัฐ ฯ และเยอรมันนี ในเยอรมันนี งานเขียนของมาฮานมีอิทธิพลต่อนโยบายมากและเป็ นรองแต่ในสหรัฐ ฯ เท่านัน ้ โดยที่พระเจ้ าจักรพรรดิ์วิลเลียมที่ ๒ ได้ ให้ บิสมาร์กออกจากราชการ เพราะบิสมาร์กดื ้อรันที่จะให้ ้ เยอรมันนีเป็ นมหาอานาจในทวีปยุโรปอยู่ตอไป และเยอรมันนียคคนเยอรมันรุ่นหนุ่มมีนโยบายในการ ่ ุ ขยายอานาจออกไปโพ้ นทะเล กองทัพเรือเยอรมันที่จดตังขึ ้นใหม่ตามนโยบายนี ้จะเล็กแต่ก็กาลังเติบโต ั ้ กาลังอานาจทางทะเลของเยอรมันนีไม่ได้ เกิดขึ ้นเองโดยธรรมชาติเหมือนอย่างของอังกฤษ ผู้นาของ เยอรมันนีได้ พยายามให้ ประชาชนมองเห็นคุณค่า ในงานเขียนของมาฮาน และกองทัพเรือได้ แปลเป็ น ภาษาเยอรมัน Ernst von Halle ผู้นาขบวนการสนับสนุนกาลังทางเรือได้ เขียนหนังสือโดยใช้ หลักนิยม ของมาฮานให้ เข้ ากับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของเยอรมันนี นักโฆษณาชวนเชื่อได้ บอกแก่ประชาชน เยอรมันว่า การที่จาเป็ นต้ องมีกาลังอานาจทางเรือนันเป็ นเรื่องธุรกิจ โดยอ้ างการยืนยันของมาฮานที่วา ้ ่ การสร้ างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีกาไรดีในโพ้ นทะเล ย่อมขึ ้นอยู่กบการมีกาลังอานาจทางทะเล ั เยอรมันนีตางกับฝรั่งเศสและอังกฤษในการที่ไม่มีประวัติกองทัพเรือเลย ทาให้ มีขนบประเพณีทาง ่ ทหารเรืออยู่เพียงเล็กน้ อย นายทหารเยอรมันจึงเต็มใจที่จะรับเอาหลักนิยมทางยุทธศาสตร์ที่มาฮาน กาหนดไว้ แล้ ว แต่มาฮานเห็นว่ากาลังอานาจทางทะเลได้ จากการประกอบกันของอาณานิคม การค้ า
  • 43.
    ๔๓ โพ้ นทะเลและกาลังทางเรือ จึงนับว่าเป็นการมอมเมาประชาชนที่เพิ่งตื่นตัวให้ สนใจในเรื่องผลประโยชน์ ในอาณานิคมและการค้ าต่างประเทศ จดหมายที่พระเจ้ าไกเซอร์ของเยอรมันนีทรงเขียนส่งไปให้ พระสหายเมื่อ พฤษภาคม ค .ศ. ๑๘๙๔ ได้ แสดงถึงการยอมรับความคิดของมาฮานในเยอรมนี พระองค์ท่านเขียนไปว่า “ฉันไม่ได้เพียง อ่านหนังสือของนาวาเอกมาฮานเฉย ๆ แต่อ่านอย่างใจจดใจจ่อทีเดียว และพยายามจะเรี ยนรู้ให้ขึ้นใจ มันเป็ นงานเขียนชิ้ นเอก และยอดเยี่ยมในทุกประเด็น เรื อทุกลาของฉันมีหนังสือและผูบงคับการเรื อกับ ้ ั นายทหารของฉันอ้างถึงอยู่เสมอ ” พลเรือเอก Alfred von Tirpitz ผู้ปรับปรุงกองทัพเรือเยอรมันให้ ใหญ่โตเป็ นที่ ๒ ของโลก จาก ค.ศ.๑๘๙๗ จนกระทังสงครามโลกครังที่ ๑ ได้ อานหนังสือของมาฮานและ ่ ้ ่ พูดชมอยู่เสมอ ผลที่ความคิดของนายทหารเรืออเมริกนมีตอโครงการและนโยบายของ Tirpitz ปรากฎ ั ่ เห็นได้ ชดเจน แต่เยอรมันก็นาเอาเรื่องที่เข้ าใจผิด ๆ จากความคิดของมาฮานไปใช้ Tirpitz ไม่พยายาม ั จะเข้ าใจข้ อจากัดทางภูมิศาสตร์ของที่ตงประเทศเยอรมนีที่เกี่ยวกับการครองทะเล ยิ่งกว่านันท่านไม่ได้ ั้ ้ เอาใจใส่ตอคาเตือนของมาฮานที่วา อย่าหวังว่าเป็ นมหาอานาจทางบกแล้ วจะเป็ นมหาอานาจทางทะเล ่ ่ ได้ อีกด้ วยเหมือนกัน ทฤษฎีของมาฮานได้ มีสวนในการพัฒนาภูมิรัฐศาสตร์ของเยอรมันนีอีกด้ วย การดาเนินการของ ่ เยอรมนีตามแนวทางใหม่นี ้ได้ ใช้ ทฤษฎีที่วา กาลังอานาจและการเติบโตของรัฐต้ องอาศัยกาลังทางบกที่ ่ ขยายใหญ่โตขึ ้นเป็ นพื ้นฐาน เปรียบได้ กบปรัชญาในการขยายกาลังทางทะเลของมาฮานโดยอนุโลม ใน ั หนังสือ Geopolitics : The Struggle for Space and Power (ค.ศ.๑๙๔๒) ของ Robert Strausz-Hupe ได้ กล่าวว่า มาฮานเป็ น “นักคิ ดแองโกลแซกซอนคนหนึ่งในจานวนหลายคนที่อิทธิ พลของเขาสังเกตเห็น ได้ชดแจ้งที่สดจากคาสอนของเฮาสโฮเฟรทังหมดโดยตลอด ทัง ๆ ที่ หรื อบางทีเป็ นเพราะหลักนิ ยมใน ั ุ ้ ้ กาลังทางบกของเฮาสโฮเฟรเองเป็ นการค้านทฤษฎีของมาฮานอย่างรุนแรงที่สุด” ส่วนใหญ่ของงานเขียน และความคิดในเรื่องภูมิรัฐจะเกี่ยวกับความขัดแย้ งระหว่างกาลังทางบกกับกาลังทางเรือเฮาสโฮเฟรและ ผู้นิยมชมชอบเขาหวันใจว่าความสาคัญทางยุทธศาสตร์ของภูมิศาสตร์จะเปลี่ยนไปโดยการมีทางรถไฟ ่ และต่อมาการทาสงครามยานยนต์เร็วกว่าทางด้ นกาลังทางทะเลมาก พวกเขาพูดถึงจุดอ่อนของฮ่องกง และสิงคโปร์หลายปี ก่อนเกิดสงครามโลกครังที่ ๒ เฮาสโฮเฟรยอมรับว่ามาฮานเป็ นนักคิดทางภูมิ ้ รัฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ผู้ทาให้ สหรัฐ ฯ ดาเนินไปสูความยิ่งใหญ่ ผู้สอนรัฐบุรุษอเมริกนให้ คิดในเรื่องกาลัง ่ ั อานาจของโลกและพื ้นที่กว้ างขวางมากขึ ้น