๕
๑. เพื่ออ้ างสิทธิหรือปกปองสิทธิของประเทศตน(Toreclaim certain rights or to defend them)
้
๒. เพื่อปกปองและรักษาผลประโยชน์ที่สาคัญของชาติ (To protect and maintain the great
้
interests of the state)
๓. เพื่อรักษาความสมดุลแห่งอานาจ (To maintain the balance of power)
๔. เพื่อปกปองหรือทาลายล้ างทฤษฎีทางการเมืองหรือทฤษฎีทางศาสนา (To propagate political
้
or religious theories, to crush them or to defend them)
๕. เพื่อเพิ่มอิทธิพลและอานาจให้ กบรัฐโดยการเข้ าครอบครองพื ้นที่ (To increase the influence
ั
and power of the state by acquisitions of territory)
๖. เพื่อสนองความต้ องการของผู้นาประเทศที่ต้องการเป็ นผู้ชนะ (To gratify a mania for
conquest)
โจมินีได้ เขียนถึงสาเหตุของสงครามโดยสรุปได้ ๓ประการ คือ
๑. “It was a war to assert rights”
หมายถึง การทาสงครามเพื่ออ้ างสิทธิ
๒. “It was a war to assist an ally”
หมายถึง การทาสงครามเพื่อสนับสนุนประเทศพันธมิตร
๓. “It was a war to acquire territory”
หมายถึง การทาสงครามเพื่อเข้ ายึดครองดินแดน
เส้ นทางปฏิบัติการ
(Lines Of Operation)
โจมินีได้ เสนอทฤษฎีของ “เส้ นทางปฏิบัติการ” ไว้ ในหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีทางทหารเรื่องแรก
คือ Traite Des Grandes Operations Militaires โจมินียึดถือว่ากองทัพจะปลอดภัยถ้ าใช้ เส้ นทางคูใน
่
การเดินทัพ เพราะเมื่อข้ าศึกเดินทัพเข้ ามาหลายเส้ นทาง ฝ่ ายเราสามารถจะรวมกาลังและแยกการ
ดาเนินการรบให้ บรรลุวตถุประสงค์การสงครามได้
ั
๒๕
มอลท์ เก้
(Helmunth KarlBernhard von Moltke)
ค.ศ.๑๘๐๑-๑๘๙๑
ยอดเสนาธิการปรัสเซีย
จอมพลแห่งกองทัพ ปรัสเซีย ผู้นี ้ เกิดเมื่อ ๒๖ ตุลาคม ค .ศ.๑๘๐๐ ที่ Parchim, Mecklenburh
ในตระกูลผู้ดีเก่าของเยอรมัน มอลท์เก้ เติบโตขึ ้นมาในสภาวะอันคับแค้ นของครอบครัว เมื่ออายุได้ ๑๑ปี
ก็ถกส่งเข้ าโรงเรียนนายร้ อยที่โคเปนเฮเกน สอบออกได้ เป็ นที่ ๔ ในชัน วิชาที่ออนที่สดก็คือ ยุทธวิธีและ
ู
้
่
ุ
ศิลปการสงคราม อาจารย์คน หนึ่งถึงกับบอกว่า “เด็กคนนันจะฝึ กอบรมให้เป็ นทหารไม่ได้เลย” มอลท์เก้
้
เข้ าประจาการในกองทัพเดนมาร์กในปี ค.ศ.๑๘๑๑ พออายุ ๒๑ ปี ก็ย้ายกลับมาอยู่ในกองทัพปรัสเซีย มี
ยศเป็ นร้ อยตรีในกรมทหารราบที่ ๘ เมื่ออายุได้ ๒๓ ปี ได้ เข้ าวิทยาลัยการสงคราม ซึ่ง ในขณะนัน เคล้ า
้
เซวิตซ์ดารงตาแหน่งเป็ นผู้อานวยการ ผลการเรียนของมอลท์เก้ อยู่ในระดับดีมาก ตอนจบหลักสูต ร ในปี
ค.ศ.๑๘๒๖ มอลท์เก้ ได้ กลับไปเป็ นผู้บญชาการโรงเรียนนายร้ อยที่ตนเองเคยเรียนอยู่ ๑ ปี หลังจากนัน
ั
้
เขาไปทางานการสารวจใน Silesia และ Posen อยู่ ๓ ปี จึงได้ ย้ายเข้ ามาอยู่ในกองเสนาธิการที่เบอร์ลิน
เมื่อปี ค.ศ.๑๘๓๓ มอลท์เก้ ชอบวรรณคดี ประวัติศาสตร์ และการเดินทางไปในที่ตาง ๆ
่
King William I of Prussia, right, and his Staff at the battle of Koniggratz. Moltke is the second from the right, and
Bismarck third from the left, in the front row. Although Moltke had been Chief of the General Staff since 1857, his name
was not a household word in the Prussian army. At Koniggratz, one general commented that a written orders seemed to
be all right, “But who is this General Von Moltke?” After the Battle the question was not ask again.