ศาสนาคริส ต์
ประวัต ิค วามเป็น มาของศาสนาคริส ต์
     ถิ่น กำา เนิด ศาสนาคริสต์มีถิ่นกำาเนิดในดินแดนปาเลสไตน์
(ประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวัน
ตกเฉียงใต้ แต่ไปเจริญรุ่งเรืองในทวีปยุโรป และภูมิภาคอื่น ๆ ของ
โลก ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาที่มีผู้คนนับถือมากที่สุดในโลก

             สัญ ลัก ษณ์     : ไม้ก างเขน
             ความหมาย        : ความเสีย สละ ของ
                               พระเยซูค ริส ต์

     ศาสดาผู้ป ระกาศศาสนา ศาสนาคริสต์มีวิวัฒนาการมาจาก
ศาสนายูดาย (หรือศาสนายิว, นับถือกันมากในประเทศอิสราเอล ซึ่ง
เป็นที่ตั้งประเทศของชนชาติยิว) เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยมหรือ
ศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวา และศาสดาของคริสต์
ศาสนา คือพระเยซู
 พระเยซู ทรงเป็นชาวยิว ถือกำาเนิดเมื่อปี พ.ศ. ๕๔๓ หรือ ค.ศ. ๑ (ค
ริสต์ศักราชที่ ๑ เริ่มนับในปีที่พระเยซูประสูติ) ณ หมู่บ้านเบธเลเฮม
แคว้นยูดายห์ ในดินแดนปาเลสไตน์ บิดาของพระเยซูเป็นช่างไม้ชื่อโย
เซฟ และมารดาชื่อมาเรียหรือมารีอา ในวัยเยาว์ พระเยซูเติบโตใน
หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ในเมืองนาซาเรธ แคว้นกาลิลี เป็นผู้สนใจ
ศึกษาหลักคำาสอนอของศาสนายูดายโดยตลอดมา ครั้นเมื่อทรงมี
พระชนม์ได้ ๓๐ พรรษา ทรงรับศีลล้างบาปตามลัทธิของนักบุญโยฮัน
และได้ปลีกตัวไปประทับที่ป่าแห่งหนึ่ง เพื่ออธิษฐาน และนมัสการ
พระเจ้า หลังจากนั้นจึงทรงประกาศศาสนาใหม่ เรียกว่า ศาสนาคริสต์
       การต่อ ต้า นจากผู้เ สีย ผลประโยชน์ พระเยซูเผยแผ่หลักคำา
สอนของพระองค์ได้ ๓ ปี มีผู้คนศรัทธาเปลี่ยนมานับถือคริสต์ชน
จำานวนมาก จึงเกิดผลกระทบต่อศาสนาเดิม ทำาให้กลุ่มผู้นำาทางศาสนา
ยูดายคิดกำาจัดพระองค์ โดยใส่ร้ายพระองค์และฟ้องร้องต่อผู้ปกครอง
แคว้น ในที่สุด พระเยซูถูกจับและถูกประหารชีวิตด้วยการตรึงร่างกาย
ไว้บนไม้กางเขนรวมพระชนม์ได้ ๓๓ พรรษา ภายหลังที่สิ้นพระชนม์
บรรดาสาวกได้ร่วมมือกันเผยแผ่หลักคำาสอนของพระองค์ต่อไป
ศาสนาคริสต์ลงรากฐานที่มั่นคงในดินแดนยิว ผู้คนที่นับถือคริสต์
ศาสนาในระยะแรกส่วนใหญ่เป็นชาวยิว ต่อมากได้เผยแผ่เข้าไปในหมู่
ชาวกรีก ชาวโรมัน ฯลฯ และกลายเป็นศาสนาประจำาชาติของ
อาณาจักรโรมันและประเทศอื่น ๆ ในยุโปในเวลาต่อมา


     นิก ายสำา คัญ ของศาสนาคริส ต์
 ศาสนาคริสต์กำาเนิดในโลกนี้นานกว่า ๒,๐๐๐ ปี มีนิกาย ๆ ๓ นิกาย
 ๑ นิก ายโรมัน คาทอลิก เป็นนิกายที่ยึดมั่นคำาสอนของพระเยซูโดย
เคร่งครัด มีศูนย์อยู่ที่นครวาติกัน (ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี) มี
พระสันตะปาปา หรือโป๊ป (Pope) เป็นประมุข ผู้นับถือนิกายนี้จะ
เคารพพระแม่มาเรียหรือนักบุญต่าง ๆ
๒ นิก ายออร์โ ธด๊อ กซ์ มีหลักคำาสอนที่เหมือนกับนิกาย
โรมันคาทอลิกทุกประการ แต่มีความแตกต่างในรูปแบบของพิธีกรรม
และระเบียบปฏิบัติของนักบวช เช่น ยินยอมให้นักบวชชั้นผู้น้อย
แต่งงานหรือมีครอบครัวได้ ในขณะที่นักบวชทุกระดับของนิกาย
โรมันคาทอลิกจะใช้ชีวิตสมรสไม่ได้
 ประการสำาคัญ นิกายออร์โธด็อกซ์จะไม่ขึ้นกับสันตะปาปาที่นคร
วาติกัน แต่ถือว่าประมุขทางศาสนาของแต่ละประเทศต่างเป็นอิสระและ
มีฐานะเท่าเทียมกัน
๓ นิก ายโปรเตสแตนต์ เป็นนิกายที่แยกออกจากนิกาย
โรมันคาทอลิก เนื่องจากมีความเห็นเกี่ยวกับหลักคำาสอนในคัมภีร์
ไบเบิลที่แตกต่างกัน และการปฏิบัติในพิธีกรรมก็ไม่เหมือนกัน โดย
นิกายโปรเตสแตนต์นิยมความเรียบง่าย ไม่หรูหรา ในปัจจุบัน นิกายนี้
แยกเป็นนิกายย่อย ๆ อีกหลายนิกาย
 นอกจากนั้น นิกายโปรเตสแตนต์จะไม่ยอมรับในอำานาจของพระ
สันตะปาปาหรือโป๊ปที่นครวาติกัน ไม่ยอมรับในพระแม่มาเรียหรือ
นักบุญทั้งหลาย (ในโบสถ์จึงไม่มีรูปปั้นของนักบุญดังกล่าว จะมีเพียง
ไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายเท่านั้น) ไม่มีนักบุญหรือบาทหลวง จะมีแต่
ผู้ทำาหน้าเผยแผ่ศาสนา ซึ่งสามารถแต่งงานมีครอบครัวได้
       คัม ภีร ์ข องศาสนา
    ศาสนาคริสต์รวบรวมหลักคำาสอนไว้ในคัมภีร์ “ไบเบิล” (Bible) ซึ่ง
เป็นพระวจนะ (คำาพูด) ของพระเจ้า เพื่อชี้แนวทางให้มนุษย์หลุดพ้น
จากบาป และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพระเจ้าบนอาณาจักรสวรรค์


      หลัก คำา สอนสำา คัญ
 หลักคำาสอนที่สำาคัญของศาสนาคริสต์ มี ๔ หัวข้อ ดังนี้
 ๑ บัญ ญัต ิ ๑๐ ประการ เป็นหลักธรรมของศาสนายูดาย (ศาสนา
ชนชาติยิว) ซึ่งพระเจ้าประทานให้แก่ชาวยิวผ่านทาง “โมเสส” ผู้นำาชาว
ยิวในสมัยนั้น เนื่องจากศาสนาคริสต์มีวิวัฒนาการมากจากศาสนายูดาย
จึงนำาหลักบัญญัติ ๑๐ ประการมาปฏิบัติด้วย มีดังนี้
  ๑. จงนมัสการพระเจ้า (พระยะโฮวา) เพียงพระองค์เดียว
  ๒. อย่ากล่าวนามพระเจ้าโดยไม่สมควร
  ๓. อย่าทำารูปปั้นรูปเคารพศาสนาอื่นใด
  ๔. จงนับถือบิดามารดา
  ๕. จงนับถือวันพระเจ้าหรือวันสะบาโต (วันเสาร์) เป็นวันศักสิทธิ์
  ๖. อย่าฆ่าคน
  ๗. อย่าหลักทรัพย์
  ๘. อย่าใส่ความนินทาให้ร้ายผู้อื่น
  ๙. อย่าผิดประเวณี
  ๑๐. อย่าโลภสิ่งของผู้อื่น


๒ หลัก ตรีเ อกานุภ าพ เป็นหลักคำาสอนที่ระบุว่า “พระเจ้ามีองค์
เดียว แต่มีสามบุคคล” คือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต มีความหมาย
ดังนี้
 ๑. พระบิดา คือ พระเจ้าผู้สร้างโลก และให้กำาเนิดแก่ชีวิตทุกชีวิต
 ๒. พระบุตร คือ พระเจ้าทรงมาเกิดเพื่อไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ ซึ่ง
หมายถึงพระเยซู
 ๓. พระจิต คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่ปรากฏในจิตใจของ
มนุษย์ คอยกระตุ้นให้มนุษย์สำานึกใสคุณธรรมความดี และนำามนุษย์ไปสู่
อาณาจักรของพระเจ้า


๓ หลัก ความรัก ศาสนาคริสต์ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรัก
เพราะสอนให้มนุษย์มีความรักต่อพระเจ้า และมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์
ด้วยกัน (แม้แต่ศัตรู) ความรักดังกล่าว หมายถึง ความเมตตา กรุณา
เสียสละ และการให้อภัย


๔ อาณาจัก รพระเจ้า เป็นหลักคำาสอนที่กล่าวถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของ
ชีวิต ซึ่งชาวคริสต์ทุกคนจะต้องไปให้ถึง คือ เข้าไปสู่อาณาจักรพระเจ้า
 อาณาจักรพระเจ้า หมายถึงอาณาจักรแห่งจิตใจ บุคคลผู้มีใจบริสุทธิ์
อันเกิดจากการปฏิบัติตามหลักคำาสอน และมีความศรัทธาต่อพระเจ้าและ
พระเยซู บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงการเป็นบุตรพระเจ้าอย่างแท้จริง และได้
เป็นสมาชิกของอาณาจักรอันบริสุทธิ์ของพระองค์
  หลักคำาสอนเรื่องอาณาจักรพระเจ้า ช่วยให้มนุษย์สร้างศรัทธาขึ้นใน
จิตใจของตนเพื่อรับฟังคำาสั่งสอนและปฏิบัติได้ถูกต้อง อาณาจักรพระเจ้า
แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน
 ๑. อาณาจักรพระเจ้าบนโลกมนุษย์ คือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในชุมชน
ชาวคริสต์อย่างมีระเบียบและสงบสุข ผู้ยดมั่นในหลักคำาสอน และมี
                                      ึ
ศรัทธาในพระเจ้าอย่างเปี่ยมล้น
 ๒. อาณาจักรพระเจ้าบนสวรรค์ ชาวคริสต์ที่ศรัทธาในพระเจ้า
ประกอบแต่คุณงามความดี เมื่อตายไปวิญญาณจะไปอยู่ร่วมกับพระเจ้า
บนสรวงสวรรค์ และมีชีวิตนิรันดร


       พิธ ีก รรมทางศาสนา
 พิธีกรรมทางศาสนาที่สำาคัญของศาสนาคริสต์ เรียกว่า “พิธีรับศีล
ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งนิกายโรมันคาทอลิกกับนิกายออร์โธด็อกซ์ จะรับปฏิบัติทั้ง
๗ พิธี
 ๑. ศีลล้างบาป เป็นพิธีกรรมแรกสำาหรับผู้เริ่มนับถือคริสต์ศาสนา ทั้ง
เด็กทารกแรกเกิดและผู้ใหญ่ เพราะมีความเชื่อว่ามนุษย์มีบาปติดตัวมา
ตั้งแต่เกิด โดยบาทหลวงจะเทนำ้าลงบนศรีษะ ๓ ครั้ง เพื่อล้างบาปมลทิน
ต่าง ๆ นิกายโปรเตสแตนต์ เรียกพิธีกรรมนี้ว่า “ศีลจุ่ม”
 ๒. ศีลกำาลัง เป็นพิธีกรรมที่ทำาให้เป็นชาวคริสต์ที่สมบูรณ์ โดย
บาทหลวงจะเจิมนำ้ามันที่หน้าผากเป็นรูปไม้กางเขน เป็นการยืนยันว่าพระ
จิตหรือวิญญาณอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้เสด็จเข้าสู่จิตใจของชาวคริสต์
ผู้นั้นแล้ว โดยทั่วไป การทำาพิธีถือ “ศีลกำาลัง” จะทำาเมื่อมีอายุ ๗ ขวบขึ้น
ไป
 ๓. ศีลมหาสนิท เป็นพิธีกรรมที่ชาวคริสต์จะร่วมกันปฏิบัติที่โบสถ์ทุกวัน
อาทิตย์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “พิธีมสซา” เพื่อระลึกถึงชีวิตและคำาสอนของ
                                      ิ
พระเยซู ชาวคริสต์จะอดอาหารก่อนเข้าร่วมพิธีหนึ่งชั่วโมง แล้วจึงสวด
มนต์ ต่อจากนั้นจึงรับขนมปังและเหล้าองุ่นจากบาทหลวงมารับประทาน
 ๔. ศีลแก้บาป ชาวคริสต์จะทำาพิธีแก้บาปอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดย
คุกเข่าและกล่าวคำาสารภาพบาปหรือความผิดที่ตนได้กระทำาลงไปต่อ
บาทหลวง เพื่อให้พระเจ้ายกโทษให้ ทั้งนี้ต้องตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำา
ผิดซำ้าอีก
 ๕. ศีลเจิมคนไข้ เป็นพิธีเจิมคนไข้ด้วยนำ้ามันอันศักดิ์สิทธิ์ บาทหลวงจะ
ทำาพิธีนี้แก่ผู้ป่วยเรื้อรังหรือคนไข้ที่เจ็บหนัก เพื่อให้มีกำาลังใจเอาชนะ
โรคภัยไข้เจ็บ และลดบาปให้
 ๖. ศีลบวช (หรือศีลอนุกรม) เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์สำาหรับบวชให้ชาวคริสต์ผู้
สมัครใจเป็นบาทหลวง ผู้บวชจะต้องมีอายุ ๒๔ ปีบริบูรณ์ มีความ
ประพฤติดี โดยพระสังฆราชจะเป็นผู้ทำาพิธีนี้ให้ โดยเจิมนำ้ามันศักดิ์สิทธิ์
ที่มือของผู้รับศีล
 ๗. ศีลสมรส เป็นพิธีแต่งงานของชายและหญิงในโบสถ์ โดยบาทหลวง
เป็นผู้ทำาพิธีให้ สำาหรับนิกายโรมันคาทอลิก ถือว่าเป็นพิธีกรรมอัน
ศักดิ์สิทธิ์ คู่สมรสจะต้องอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิต จะหย่าร้างกันมิได้

ใบความรู้ศาสนาคริสต์

  • 1.
    ศาสนาคริส ต์ ประวัต ิความเป็น มาของศาสนาคริส ต์ ถิ่น กำา เนิด ศาสนาคริสต์มีถิ่นกำาเนิดในดินแดนปาเลสไตน์ (ประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวัน ตกเฉียงใต้ แต่ไปเจริญรุ่งเรืองในทวีปยุโรป และภูมิภาคอื่น ๆ ของ โลก ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาที่มีผู้คนนับถือมากที่สุดในโลก สัญ ลัก ษณ์ : ไม้ก างเขน ความหมาย : ความเสีย สละ ของ พระเยซูค ริส ต์ ศาสดาผู้ป ระกาศศาสนา ศาสนาคริสต์มีวิวัฒนาการมาจาก ศาสนายูดาย (หรือศาสนายิว, นับถือกันมากในประเทศอิสราเอล ซึ่ง เป็นที่ตั้งประเทศของชนชาติยิว) เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยมหรือ ศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวา และศาสดาของคริสต์ ศาสนา คือพระเยซู พระเยซู ทรงเป็นชาวยิว ถือกำาเนิดเมื่อปี พ.ศ. ๕๔๓ หรือ ค.ศ. ๑ (ค ริสต์ศักราชที่ ๑ เริ่มนับในปีที่พระเยซูประสูติ) ณ หมู่บ้านเบธเลเฮม แคว้นยูดายห์ ในดินแดนปาเลสไตน์ บิดาของพระเยซูเป็นช่างไม้ชื่อโย เซฟ และมารดาชื่อมาเรียหรือมารีอา ในวัยเยาว์ พระเยซูเติบโตใน หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ในเมืองนาซาเรธ แคว้นกาลิลี เป็นผู้สนใจ ศึกษาหลักคำาสอนอของศาสนายูดายโดยตลอดมา ครั้นเมื่อทรงมี พระชนม์ได้ ๓๐ พรรษา ทรงรับศีลล้างบาปตามลัทธิของนักบุญโยฮัน และได้ปลีกตัวไปประทับที่ป่าแห่งหนึ่ง เพื่ออธิษฐาน และนมัสการ พระเจ้า หลังจากนั้นจึงทรงประกาศศาสนาใหม่ เรียกว่า ศาสนาคริสต์ การต่อ ต้า นจากผู้เ สีย ผลประโยชน์ พระเยซูเผยแผ่หลักคำา สอนของพระองค์ได้ ๓ ปี มีผู้คนศรัทธาเปลี่ยนมานับถือคริสต์ชน จำานวนมาก จึงเกิดผลกระทบต่อศาสนาเดิม ทำาให้กลุ่มผู้นำาทางศาสนา ยูดายคิดกำาจัดพระองค์ โดยใส่ร้ายพระองค์และฟ้องร้องต่อผู้ปกครอง แคว้น ในที่สุด พระเยซูถูกจับและถูกประหารชีวิตด้วยการตรึงร่างกาย ไว้บนไม้กางเขนรวมพระชนม์ได้ ๓๓ พรรษา ภายหลังที่สิ้นพระชนม์ บรรดาสาวกได้ร่วมมือกันเผยแผ่หลักคำาสอนของพระองค์ต่อไป
  • 2.
    ศาสนาคริสต์ลงรากฐานที่มั่นคงในดินแดนยิว ผู้คนที่นับถือคริสต์ ศาสนาในระยะแรกส่วนใหญ่เป็นชาวยิว ต่อมากได้เผยแผ่เข้าไปในหมู่ ชาวกรีกชาวโรมัน ฯลฯ และกลายเป็นศาสนาประจำาชาติของ อาณาจักรโรมันและประเทศอื่น ๆ ในยุโปในเวลาต่อมา นิก ายสำา คัญ ของศาสนาคริส ต์ ศาสนาคริสต์กำาเนิดในโลกนี้นานกว่า ๒,๐๐๐ ปี มีนิกาย ๆ ๓ นิกาย ๑ นิก ายโรมัน คาทอลิก เป็นนิกายที่ยึดมั่นคำาสอนของพระเยซูโดย เคร่งครัด มีศูนย์อยู่ที่นครวาติกัน (ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี) มี พระสันตะปาปา หรือโป๊ป (Pope) เป็นประมุข ผู้นับถือนิกายนี้จะ เคารพพระแม่มาเรียหรือนักบุญต่าง ๆ ๒ นิก ายออร์โ ธด๊อ กซ์ มีหลักคำาสอนที่เหมือนกับนิกาย โรมันคาทอลิกทุกประการ แต่มีความแตกต่างในรูปแบบของพิธีกรรม และระเบียบปฏิบัติของนักบวช เช่น ยินยอมให้นักบวชชั้นผู้น้อย แต่งงานหรือมีครอบครัวได้ ในขณะที่นักบวชทุกระดับของนิกาย โรมันคาทอลิกจะใช้ชีวิตสมรสไม่ได้ ประการสำาคัญ นิกายออร์โธด็อกซ์จะไม่ขึ้นกับสันตะปาปาที่นคร วาติกัน แต่ถือว่าประมุขทางศาสนาของแต่ละประเทศต่างเป็นอิสระและ มีฐานะเท่าเทียมกัน ๓ นิก ายโปรเตสแตนต์ เป็นนิกายที่แยกออกจากนิกาย โรมันคาทอลิก เนื่องจากมีความเห็นเกี่ยวกับหลักคำาสอนในคัมภีร์ ไบเบิลที่แตกต่างกัน และการปฏิบัติในพิธีกรรมก็ไม่เหมือนกัน โดย นิกายโปรเตสแตนต์นิยมความเรียบง่าย ไม่หรูหรา ในปัจจุบัน นิกายนี้ แยกเป็นนิกายย่อย ๆ อีกหลายนิกาย นอกจากนั้น นิกายโปรเตสแตนต์จะไม่ยอมรับในอำานาจของพระ สันตะปาปาหรือโป๊ปที่นครวาติกัน ไม่ยอมรับในพระแม่มาเรียหรือ นักบุญทั้งหลาย (ในโบสถ์จึงไม่มีรูปปั้นของนักบุญดังกล่าว จะมีเพียง ไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายเท่านั้น) ไม่มีนักบุญหรือบาทหลวง จะมีแต่ ผู้ทำาหน้าเผยแผ่ศาสนา ซึ่งสามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ คัม ภีร ์ข องศาสนา ศาสนาคริสต์รวบรวมหลักคำาสอนไว้ในคัมภีร์ “ไบเบิล” (Bible) ซึ่ง
  • 3.
    เป็นพระวจนะ (คำาพูด) ของพระเจ้าเพื่อชี้แนวทางให้มนุษย์หลุดพ้น จากบาป และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพระเจ้าบนอาณาจักรสวรรค์ หลัก คำา สอนสำา คัญ หลักคำาสอนที่สำาคัญของศาสนาคริสต์ มี ๔ หัวข้อ ดังนี้ ๑ บัญ ญัต ิ ๑๐ ประการ เป็นหลักธรรมของศาสนายูดาย (ศาสนา ชนชาติยิว) ซึ่งพระเจ้าประทานให้แก่ชาวยิวผ่านทาง “โมเสส” ผู้นำาชาว ยิวในสมัยนั้น เนื่องจากศาสนาคริสต์มีวิวัฒนาการมากจากศาสนายูดาย จึงนำาหลักบัญญัติ ๑๐ ประการมาปฏิบัติด้วย มีดังนี้ ๑. จงนมัสการพระเจ้า (พระยะโฮวา) เพียงพระองค์เดียว ๒. อย่ากล่าวนามพระเจ้าโดยไม่สมควร ๓. อย่าทำารูปปั้นรูปเคารพศาสนาอื่นใด ๔. จงนับถือบิดามารดา ๕. จงนับถือวันพระเจ้าหรือวันสะบาโต (วันเสาร์) เป็นวันศักสิทธิ์ ๖. อย่าฆ่าคน ๗. อย่าหลักทรัพย์ ๘. อย่าใส่ความนินทาให้ร้ายผู้อื่น ๙. อย่าผิดประเวณี ๑๐. อย่าโลภสิ่งของผู้อื่น ๒ หลัก ตรีเ อกานุภ าพ เป็นหลักคำาสอนที่ระบุว่า “พระเจ้ามีองค์ เดียว แต่มีสามบุคคล” คือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต มีความหมาย ดังนี้ ๑. พระบิดา คือ พระเจ้าผู้สร้างโลก และให้กำาเนิดแก่ชีวิตทุกชีวิต ๒. พระบุตร คือ พระเจ้าทรงมาเกิดเพื่อไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ ซึ่ง หมายถึงพระเยซู ๓. พระจิต คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่ปรากฏในจิตใจของ มนุษย์ คอยกระตุ้นให้มนุษย์สำานึกใสคุณธรรมความดี และนำามนุษย์ไปสู่ อาณาจักรของพระเจ้า ๓ หลัก ความรัก ศาสนาคริสต์ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรัก
  • 4.
    เพราะสอนให้มนุษย์มีความรักต่อพระเจ้า และมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ด้วยกัน (แม้แต่ศัตรู)ความรักดังกล่าว หมายถึง ความเมตตา กรุณา เสียสละ และการให้อภัย ๔ อาณาจัก รพระเจ้า เป็นหลักคำาสอนที่กล่าวถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของ ชีวิต ซึ่งชาวคริสต์ทุกคนจะต้องไปให้ถึง คือ เข้าไปสู่อาณาจักรพระเจ้า อาณาจักรพระเจ้า หมายถึงอาณาจักรแห่งจิตใจ บุคคลผู้มีใจบริสุทธิ์ อันเกิดจากการปฏิบัติตามหลักคำาสอน และมีความศรัทธาต่อพระเจ้าและ พระเยซู บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงการเป็นบุตรพระเจ้าอย่างแท้จริง และได้ เป็นสมาชิกของอาณาจักรอันบริสุทธิ์ของพระองค์ หลักคำาสอนเรื่องอาณาจักรพระเจ้า ช่วยให้มนุษย์สร้างศรัทธาขึ้นใน จิตใจของตนเพื่อรับฟังคำาสั่งสอนและปฏิบัติได้ถูกต้อง อาณาจักรพระเจ้า แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ๑. อาณาจักรพระเจ้าบนโลกมนุษย์ คือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในชุมชน ชาวคริสต์อย่างมีระเบียบและสงบสุข ผู้ยดมั่นในหลักคำาสอน และมี ึ ศรัทธาในพระเจ้าอย่างเปี่ยมล้น ๒. อาณาจักรพระเจ้าบนสวรรค์ ชาวคริสต์ที่ศรัทธาในพระเจ้า ประกอบแต่คุณงามความดี เมื่อตายไปวิญญาณจะไปอยู่ร่วมกับพระเจ้า บนสรวงสวรรค์ และมีชีวิตนิรันดร พิธ ีก รรมทางศาสนา พิธีกรรมทางศาสนาที่สำาคัญของศาสนาคริสต์ เรียกว่า “พิธีรับศีล ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งนิกายโรมันคาทอลิกกับนิกายออร์โธด็อกซ์ จะรับปฏิบัติทั้ง ๗ พิธี ๑. ศีลล้างบาป เป็นพิธีกรรมแรกสำาหรับผู้เริ่มนับถือคริสต์ศาสนา ทั้ง เด็กทารกแรกเกิดและผู้ใหญ่ เพราะมีความเชื่อว่ามนุษย์มีบาปติดตัวมา ตั้งแต่เกิด โดยบาทหลวงจะเทนำ้าลงบนศรีษะ ๓ ครั้ง เพื่อล้างบาปมลทิน ต่าง ๆ นิกายโปรเตสแตนต์ เรียกพิธีกรรมนี้ว่า “ศีลจุ่ม” ๒. ศีลกำาลัง เป็นพิธีกรรมที่ทำาให้เป็นชาวคริสต์ที่สมบูรณ์ โดย บาทหลวงจะเจิมนำ้ามันที่หน้าผากเป็นรูปไม้กางเขน เป็นการยืนยันว่าพระ จิตหรือวิญญาณอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้เสด็จเข้าสู่จิตใจของชาวคริสต์
  • 5.
    ผู้นั้นแล้ว โดยทั่วไป การทำาพิธีถือ“ศีลกำาลัง” จะทำาเมื่อมีอายุ ๗ ขวบขึ้น ไป ๓. ศีลมหาสนิท เป็นพิธีกรรมที่ชาวคริสต์จะร่วมกันปฏิบัติที่โบสถ์ทุกวัน อาทิตย์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “พิธีมสซา” เพื่อระลึกถึงชีวิตและคำาสอนของ ิ พระเยซู ชาวคริสต์จะอดอาหารก่อนเข้าร่วมพิธีหนึ่งชั่วโมง แล้วจึงสวด มนต์ ต่อจากนั้นจึงรับขนมปังและเหล้าองุ่นจากบาทหลวงมารับประทาน ๔. ศีลแก้บาป ชาวคริสต์จะทำาพิธีแก้บาปอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดย คุกเข่าและกล่าวคำาสารภาพบาปหรือความผิดที่ตนได้กระทำาลงไปต่อ บาทหลวง เพื่อให้พระเจ้ายกโทษให้ ทั้งนี้ต้องตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำา ผิดซำ้าอีก ๕. ศีลเจิมคนไข้ เป็นพิธีเจิมคนไข้ด้วยนำ้ามันอันศักดิ์สิทธิ์ บาทหลวงจะ ทำาพิธีนี้แก่ผู้ป่วยเรื้อรังหรือคนไข้ที่เจ็บหนัก เพื่อให้มีกำาลังใจเอาชนะ โรคภัยไข้เจ็บ และลดบาปให้ ๖. ศีลบวช (หรือศีลอนุกรม) เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์สำาหรับบวชให้ชาวคริสต์ผู้ สมัครใจเป็นบาทหลวง ผู้บวชจะต้องมีอายุ ๒๔ ปีบริบูรณ์ มีความ ประพฤติดี โดยพระสังฆราชจะเป็นผู้ทำาพิธีนี้ให้ โดยเจิมนำ้ามันศักดิ์สิทธิ์ ที่มือของผู้รับศีล ๗. ศีลสมรส เป็นพิธีแต่งงานของชายและหญิงในโบสถ์ โดยบาทหลวง เป็นผู้ทำาพิธีให้ สำาหรับนิกายโรมันคาทอลิก ถือว่าเป็นพิธีกรรมอัน ศักดิ์สิทธิ์ คู่สมรสจะต้องอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิต จะหย่าร้างกันมิได้