ใบความรู้
                             เรือง การสื บพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช

การสื บพันธุ์ของพืช
        พืชดอกมีวธีการสื บพันธุ์ 2 แบบ คือ
                     ิ
         1. การสื บพันธุ์แบบอาศัยเพศ
        สิ งสําคัญทีบอกเพศของพืชดอกคือ เกสรตัวผูและเกสรตัวเมียการสื บพันธุ์แบบอาศัยเพศจึงเป็ น
                                                       ้
                                                      ้ั
การสื บพันธุ์ทีเกิดการผสมระหว่างละอองเกสรตัวผูกบไข่ในรังไข่ของเกสรตัวเมีย เมือผสมกันแล้วก็
เจริ ญเติบโตเป็ นเมล็ด ซึ งเมือนําไปเพาะจะงอกเป็ นพืชต้นใหม่ได้กระบวนการในการสื บพันธุ์แบบ
อาศัยเพศของพืชดอก คือ การถ่าย ละอองเกสรและผสมเกสร
        2. การสื บพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศ
        เป็ นวิธีการสื บพันธุ์อย่างง่าย ๆ ของพืชทีจะเกิดต้นใหม่ได้โดยไม่ตองใช้เมล็ดหรื อการผสมเกสร
                                                                         ้
แต่อย่างใด พืชดอกมีวธีสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศหลายวิธี เช่น การงอกต้นใหม่จากส่ วนต่างๆ เช่น
                          ิ
                                              ่
กล้วย ขิง งอกเป็ นลําต้นใหม่จากลําต้นทีอยูใต้ดินทีเรี ยกว่าการแตกหน่อ เช่นมันสําปะหลัง อ้อย ตัดเอา
ส่ วนของลําต้นทีมีตาและปล้องอยูเ่ พียงท่อนหรื อสองท่อนไปปั กชํา ต้นใหม่ก็จะงอกออกตรงบริ เวณตา
กะเพรา โหระพา ชบา เข็ม นําต้นหรื อกิงไปปั กชําขึนเป็ นต้นใหม่ได้เช่นเดียวกัน ใบของพืชบางชนิด
เช่น ควําตายหงายเป็ น กุหลาบหิ น นํา ไปเพาะให้เกิดเป็ นต้นใหม่
           1. สื บพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็ นการสื บพันธุ์ทีเกิดจากการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผูและ
                                                                                               ้
เซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย พืชต้นใหม่ทีได้จะมีลกษณะของต้นพ่อและแม่ผสมกันซึ งบางครังก็ได้ลกษณะที
                                                ั                                           ั
ดีตามต้องการ แต่บางครังก็อาจได้ลกษณะทีไม่ดี การปฏิสนธิ ของพืชดอก
                                        ั
           2. การสื บพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็ นการสื บพันธุ์ของพืชโดยการผลิตพืชต้นใหม่ขึนมาจากพืช
ต้นเดิมด้วยวิธีการต่างๆ ทีไม่ใช่จากการใช้เซลล์สืบพันธุ์พช เช่น การปั กชํา การติดตา การตอน
                                                             ื
การทาบกิง เป็ นต้น ซึ งวิธีการแต่ละอย่างก็มีความเหมาะสมสําหรับพืชแต่ละชนิด
การถ่ ายละอองเรณู




         การถ่ ายละอองเรณู
          พืชดอกแต่ล่ะชนิดมีละอองเรณูและรังไข่ทีมีรูปร่ างลักษณะ และจํานวนทีแตกต่างกันเมือ
อับเรณูแก่เต็มทีผนังของอับเรณูจะแตกออกละอองเรณูจะกระจายออกไปตกบนยอดเกสรตัวเมีย
โดยอาศัยสื อต่างๆพาไป เช่น ลม นํา แมลง สัตว์ รวมทังมนุษย์ เป็ นต้น ปรากฏการณ์ทีละอองเรณู
ตกลงสู่ ยอดเกสรตัวเมียเรี ยกว่า การถ่ ายละอองเรณู (pollination) การถ่ายละอองเรณู คือ วิธีการ
ทีละอองเรณูตวผูเ้ คลือนทีไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย เพือให้เกิดการผสมพันธุ์และสื บพันธุ์ต่อไป
                ั
การถ่ายละอองเรณูมี 3 แบบ คือ
         1. การถ่ ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน พืชทีมีดอกเป็ นดอกสมบูรณ์เพศ คือ พืชทีมีเกสรตัวผู ้
              ่
และตัวเมียอยูในดอกเดียวกันละอองเรณูตวผูนนสามารถร่ วงหรื อปลิวมาตกบนยอดเกสรตัวเมียได้พืชที
                                          ั ้ ั
ถ่ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน ได้แก่ ถัว มะเขือ ฝ้ ายและพืชทีมีดอกสมบูรณ์เพศอืน ๆ




                       เกสรตัวผู ้               เกสรตัวเมีย


        2. การถ่ ายละอองเรณูข้ามดอกในต้ นเดียวกัน เกิดกับพืชทีมีดอกไม่สมบูรณ์เพศ อะอองเรณู ตว
                                                                                            ั
ผูจะต้องเคลือนทีไปตกบนยอดเกสรตัวเมียของอีกดอกหนึงในต้นเดียวกัน พืชทีต้องถ่ายละอองเรณู
  ้
แบบนี ได้แก่ ฟักทอง แตงกวา เป็ นต้น
เกสรตัวเมีย




                                    เกสรตัวผู ้



                                                                                ่
           3. การถ่ ายละอองเรณูข้ามต้ น เกิดกับพืชทีมีดอกตัวผูหรื อดอกตัวเมียอยูคนละต้นจึงต้องใช้
                                                               ้
วิธีการถ่ายละอองเรณูขามต้นพืชทีมีดอกสมบูรณ์เพศหรื อพืชทีมีดอกตัวผูและดอกตัวเมียอยูในต้น
                          ้                                                ้             ่
เดียวกันก็อาจจะถ่ายละอองเรณูขามต้นได้เหมือนกันโดยอาศัยลมมนุษย์หรื อสัตว์พาไป
                                   ้
           สิ งทีช่ วยในการถ่ ายละอองเรณู
           พืชเคลือนทีด้วยตนเองไม่ได้ ส่ วนประกอบของพืชก็เคลือนทีไปเองไม่ได้เช่นกัน ละอองเรณู
ตัวผูเ้ มือไม่สมบูรณ์เพศและเติบโตพร้อมทีจะถ่ายละอองเรณูไปผสมพันธุ์จึงต้องอาศัยธรรมชาติและ
สิ งแวดล้อมเข้าช่วยเหลือ สิ งสําคัญทีช่วยในการถ่ายละอองเรณูของพืชดอกได้แก่แมลง
           แมลงเป็ นสัตว์ทีมีส่วนช่วยในการถ่ายละอองเรณูของพืชมากทีสุ ดดอกของพืชเมือเจริ ญเติบโต
กลีบดอกจะมีสีสวยงาม บางชนิดมีกลินหอมบริ เวณโคนกลีบดอกจะมีนาหวานซึ งเป็ นอาหารของแมลง
                                                                        ํ
พืชสร้างสี กลินและนําหวานทีดอกเพือล่อแมลงมาเกาะแล้วละอองเรณูตวผูจะได้ติดไปกับขา ขนปี ก
                                                                          ั ้
ปากของแมลงไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย แมลงทีช่วยในการถ่ายละอองเรณูของพืชมีหลายชนิด
เช่น ผีเสื อ ผึง แมลงภู่
           พืชบางชนิดทีเป็ นพืชเศรษฐกิจ หรื อพืชทีใช้บริ โภคเป็ นอาหาร ถ้าปล่อยให้เกิดการถ่ายละออง
เรณู ตามธรรมชาติ ผลผลิตทีได้จะไม่มากนัก เช่น ทุเรี ยนพันธุ์ชะนีจะติดผลเพียงร้อยละ 3 ส่ วนพันธุ์
ก้านยาวติดผลร้อยละ 10 พืชบางชนิด เช่น สละ เกสรเพศผูมีนอยมาก จึงทําให้การถ่ายละอองเรณูเกิด
                                                           ้ ้
ได้นอย นอกจากนียังมีปัจจัยหลายประการทีส่ งผลให้การถ่ายละอองเรณูได้นอย เช่น จํานวนของแมลง
       ้                                                                      ้
ทีมาผสมเกสร ระยะเวลาของการเจริ ญเติบโตเต็มทีของเกสรเพศเมีย และเกสรเพศผูไม่พร้อมกัน้
ปั จจุบนมนุษย์จึงเข้าไปช่วยทําให้เกิดการถ่ายละอองเรณูได้มากขึน เช่น เลียงผึงเพือช่วยผสมเกสรศึกษา
         ั
การเจริ ญของละอองเรณู และออวุล แล้วนําความรู ้มาช่วยผสมเกสร เช่นในทุเรี ยน การเจริ ญ เติบโต
ของอับเรณู จะเจริ ญเต็มทีในเวลา 19.00 – 19.30 น. ชาวสวนก็จะตัดอับเรณูทีแตกเก็บไว้ และเมือเวลาที
                                                                       ่ ั
เกสรเพศเมียเจริ ญเต็มที คือ ประมาณเวลา 19.30 น. เป็ นต้นไป ก็จะนําพูกนมาแตะละอองเรณูทีตัดไว้
วางบนยอดเกสรเพศเมีย หรื อเมือตัดอับเรณู แล้วก็ใส่ ถุงพลาสติก แล้วไปครอบทีเกสรเพศเมีย เมือเกสร
เพศเมียเจริ ญเต็มทีแล้วการถ่ายละอองเรณู จะเกิดได้ดี และในผลไม้อืน เช่น สละก็ใช้วธีการเดียวกันนี
                                                                                    ิ
การผสมเกสร เป็ นกระบวนการผสมพันธุ์ของพืชดอกทีเกิดต่อเนื องจากการถ่ายละอองรณู
บางครังอาจจะเรี ยกการผสมเกสรว่า “การปฏิสนธิ ก็ได้ การผสมเกสรหรื อการปฏิสนธิ ของพืชมีขึนเพือให้
พืชได้มีเมล็ดทีมีตนอ่อนไว้ขยายพันธุ์สืบทอดต่อไป ในการผสมเกสรต้องใช้เกสรตัวผูและเกสรตัวเมีย
                   ้                                                                  ้
เป็ นองค์ประกอบสําคัญ เริ มตังแต่เกสรตัวผูตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย ซึ งมีนาเหนียวๆ คอยจับให้ละออง
                                             ้                               ํ
เรณู ตวผูจบแน่น ละอองเรณู ตวผูจะดูดนําหวาน ๆ จนพองโตแล้วงอกสิ งทีมีลกษณะคล้ายท่อออกมาชอน
       ั ้ั                     ั ้                                            ั
ไชลงในก้านเกสรตัวเมีย ลงไปถึงรังไข่ทีโคนเกสรตัวเมีย ในรังไข่จะมีไข่อยูเ่ ป็ นจํานวนมาก เมือท่อที
งอกมาจากละอองเรณู ตวผูเ้ จาะรังไข่เข้าไปแล้ว เชือจากละอองเรณูตวผูก็จะเข้าผสมกับไข่จึงจะเรี ยกว่า
                         ั                                          ั ้
เกิดการผสมหรื อการปฏิสนธิ ในการผสมเกสรนันจะต้องใช้ละอองเรณูตวผูและไข่เป็ นจํานวนมากเพราะ
                                                                         ั ้
การผสมระหว่างละอองเรณู ตวผูกบไข่จะผสมกันเป็ นคู่ ๆ เพียงหนึง ต่อหนึงเท่านัน ถ้ามีละอองเรณู
                               ั ้ั
ตัวผูนอยมาก การเจริ ญเติบโตเป็ นเมล็ดและผลก็มีโอกาสน้อยตามไปด้วย หลังการผสมเรณูหรื อปฏิสนธิ
     ้ ้
                                                              ้ ่
แล้ว ไข่ทีได้รับการผสมจะเจริ ญเติบโตเป็ นเมล็ด รังไข่ทีห่ อหุ มอยูจะเจริ ญเติบโตเป็ นเนือของผลต่อไป
         หลังจากเกิดการปฏิสนธิแล้ ว ส่ วนต่ างๆ ของดอกจะมีการเปลียนแปลงดังนี
                  กลีบเลียง         จะเหี ยวแล้วร่ วงหล่นไป
                  กลีบดอก           จะเหี ยวแล้วร่ วงหล่นไป
                  เกสรตัวผู ้       จะเหี ยวแล้วร่ วงหล่นไป
                  เกสรตัวเมีย จะเจริ ญไปเป็ นผลไม้รังไข่
                  ออวุล             จะเปลียนแปลงไปเป็ นเมล็ด
                  รังไข่            จะเจริ ญไปเป็ นผล
                  ไซโกต             เจริ ญไปเป็ นเอมบริ โอ
                  เอนโดสเปิ ร์ ม เจริ ญไปเป็ นอาหารสําหรับเลียงเอมบริ โอ

                                                                                     ่
        ในพืชบางชนิดเอนโดสเปิ ร์ มจะสลายไปก่อนทีเมล็ดจะเจริ ญ ดังนันอาหารสะสมจึงอยูภายใน
ใบเลียงของเอมบริ โอ การปฏิสนธิ ซอนของพืชดอกมีความสําคัญเป็ นอย่างมาก เนืองจากเป็ นการสร้าง
                                    ้
อาการให้แก่สิงมีชีวตอืนๆ เช่น ผลไม้ทีเราใช้รับประทานก็เกิดมาจากการปฏิสนธิ อาหารพวก ข้าว
                    ิ
                                                                                  ่
ข้าวโพด ก็เป็ นส่ วนของเอนโดสเปิ ร์ ม อาหารในเมล็ดถัวหลายชนิดก็เป็ นอาหารทีสะสมอยูในใบเลียง
ของเอมบริ โอของถัว
การปฏิสนธิซ้อน
           เมือละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย ทิวบ์นิวเคลียสของละอองเรณู แต่ละอันจะสร้าง
หลอดละอองเรณูดวยการงอกหลอดลงไปตามก้านเกสรเพศเมียผ่านทางรู ไมโครไพล์ของออวุล ระยะนี
                   ้
เจเนอเรทิฟนิวเคลียสจะแบบนิวเคลียสแบบไมโทซิ สได้ 2 สเปิ ร์ มนิวเคลียส (spermnucleus) สเปิ ร์ ม
นิวเคลียสหนึงจะผสมกับเซลล์ไข่ได้ไซโกต ส่ วนอีกสเปิ ร์ มนิวเคลียสจะเข้าผสมกับเซลล์โพลาร์
นิวเคลียสไอได้ เอนโดสเปิ ร์ ม (endosperm) เรี ยกการผสม 2 ครัง ของสเปิ ร์ มนิวเคลียสนีว่า
การปฏิสนธิซ้อน (double fertilization)
         การเกิดผล
           ภายหลังการปฏิสนธิ ออวุลแต่ละออวุลจะเจริ ญไปเป็ นเมล็ด ส่ วนรังไข่จะเจริ ญไปเป็ นผล
มีผลบางชนิดทีสามารถเจริ ญมาจากฐานรองดอก ได้แก่ ชมพู่ แอปเปิ ล สาลี ฝรัง
           ผลของพืชบางชนิ ดอาจเจริ ญเติบโตมาจากรังไข่โดยไม่มีการปฏิสนธิ หรื อมีการปฏิสนธิ
ตามปกติแต่ออวุลไม่เจริ ญเติบโตเป็ นเมล็ด ส่ วนรังไข่สามารถเจริ ญเติบโตเป็ นผลได้ เช่น กล้วยหอม
องุ่นไม่มีเมล็ด
นักพฤกษศาสตร์ ได้แบ่งผลตามลักษณะของดอกและการเกิดผลออกเป็ น 3 ชนิด ดังนี
          1. ผลเดียว (simple fruit) เป็ นผลทีเกิดจากดอกเดียว หรื อ ช่อดอกซึ งแต่ละดอกมีรังไข่เพียง
อันเดียวเช่น ส้ม ลินจี เงาะ ลําไย ทุเรี ยน ตะขบ เป็ นต้น




                                                                                   ่
         2. ผลกลุ่ม (aggregate fruit) เป็ นผลทีเกิดจากดอกหนึงดอกซึ งมีหลายรังไข่อยูแยกกันหรื อ
              ่
ติดกันก็ได้อยูบนฐานรองดอกเดียวกัน เช่น น้อยหน่า กระดังงา สตรอเบอรี มณฑา เป็ นต้น




      3. ผลรวม (multiple fruit) เป็ นผลเกิดจากรังไข่ของดอกย่อยแต่ละดอกของช่อดอกหลอม
รวมกันเป็ นผลใหญ่ เช่น ยอ ขนุน หม่อน สับปะรด เป็ นต้น
การเกิดเมล็ด
           การเกิดของเมล็ดพืช
           ภายหลังการปฏิสนธิ ( double fertilization ) ของพืชดอก ซึ งเกิดขึนภายในออวุลของรังไข่
จะได้ไซโกตและเอนโดสเปิ ร์ ม ทังไซโกตและเอนโดสเปิ ร์ ม จะจริ ญเติบโตและพัฒนาอยูภายในเมล็ด่
           โครงสร้ างภายในเมล็ดพืช
           เมล็ด ( Seed ) หมายถึง ออวุลซึ งเจริ ญเต็มทีแล้วภายหลังการปฏิสนธิ เมล็ดแต่ละชนิดจะมี
รู ปร่ าง ลักษณะ ขนาด แตกต่างกันไป แต่จะมีส่วนประกอบหลักเหมือนกันคือ เปลือกหุ มเมล็ด  ้
เอ็มบริ โอ และ เอนโดสเปิ ร์ ม
แบบฝึ กหัด

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช

  • 1.
    ใบความรู้ เรือง การสื บพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช การสื บพันธุ์ของพืช พืชดอกมีวธีการสื บพันธุ์ 2 แบบ คือ ิ 1. การสื บพันธุ์แบบอาศัยเพศ สิ งสําคัญทีบอกเพศของพืชดอกคือ เกสรตัวผูและเกสรตัวเมียการสื บพันธุ์แบบอาศัยเพศจึงเป็ น ้ ้ั การสื บพันธุ์ทีเกิดการผสมระหว่างละอองเกสรตัวผูกบไข่ในรังไข่ของเกสรตัวเมีย เมือผสมกันแล้วก็ เจริ ญเติบโตเป็ นเมล็ด ซึ งเมือนําไปเพาะจะงอกเป็ นพืชต้นใหม่ได้กระบวนการในการสื บพันธุ์แบบ อาศัยเพศของพืชดอก คือ การถ่าย ละอองเกสรและผสมเกสร 2. การสื บพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศ เป็ นวิธีการสื บพันธุ์อย่างง่าย ๆ ของพืชทีจะเกิดต้นใหม่ได้โดยไม่ตองใช้เมล็ดหรื อการผสมเกสร ้ แต่อย่างใด พืชดอกมีวธีสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศหลายวิธี เช่น การงอกต้นใหม่จากส่ วนต่างๆ เช่น ิ ่ กล้วย ขิง งอกเป็ นลําต้นใหม่จากลําต้นทีอยูใต้ดินทีเรี ยกว่าการแตกหน่อ เช่นมันสําปะหลัง อ้อย ตัดเอา ส่ วนของลําต้นทีมีตาและปล้องอยูเ่ พียงท่อนหรื อสองท่อนไปปั กชํา ต้นใหม่ก็จะงอกออกตรงบริ เวณตา กะเพรา โหระพา ชบา เข็ม นําต้นหรื อกิงไปปั กชําขึนเป็ นต้นใหม่ได้เช่นเดียวกัน ใบของพืชบางชนิด เช่น ควําตายหงายเป็ น กุหลาบหิ น นํา ไปเพาะให้เกิดเป็ นต้นใหม่ 1. สื บพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็ นการสื บพันธุ์ทีเกิดจากการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผูและ ้ เซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย พืชต้นใหม่ทีได้จะมีลกษณะของต้นพ่อและแม่ผสมกันซึ งบางครังก็ได้ลกษณะที ั ั ดีตามต้องการ แต่บางครังก็อาจได้ลกษณะทีไม่ดี การปฏิสนธิ ของพืชดอก ั 2. การสื บพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็ นการสื บพันธุ์ของพืชโดยการผลิตพืชต้นใหม่ขึนมาจากพืช ต้นเดิมด้วยวิธีการต่างๆ ทีไม่ใช่จากการใช้เซลล์สืบพันธุ์พช เช่น การปั กชํา การติดตา การตอน ื การทาบกิง เป็ นต้น ซึ งวิธีการแต่ละอย่างก็มีความเหมาะสมสําหรับพืชแต่ละชนิด
  • 2.
    การถ่ ายละอองเรณู การถ่ ายละอองเรณู พืชดอกแต่ล่ะชนิดมีละอองเรณูและรังไข่ทีมีรูปร่ างลักษณะ และจํานวนทีแตกต่างกันเมือ อับเรณูแก่เต็มทีผนังของอับเรณูจะแตกออกละอองเรณูจะกระจายออกไปตกบนยอดเกสรตัวเมีย โดยอาศัยสื อต่างๆพาไป เช่น ลม นํา แมลง สัตว์ รวมทังมนุษย์ เป็ นต้น ปรากฏการณ์ทีละอองเรณู ตกลงสู่ ยอดเกสรตัวเมียเรี ยกว่า การถ่ ายละอองเรณู (pollination) การถ่ายละอองเรณู คือ วิธีการ ทีละอองเรณูตวผูเ้ คลือนทีไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย เพือให้เกิดการผสมพันธุ์และสื บพันธุ์ต่อไป ั การถ่ายละอองเรณูมี 3 แบบ คือ 1. การถ่ ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน พืชทีมีดอกเป็ นดอกสมบูรณ์เพศ คือ พืชทีมีเกสรตัวผู ้ ่ และตัวเมียอยูในดอกเดียวกันละอองเรณูตวผูนนสามารถร่ วงหรื อปลิวมาตกบนยอดเกสรตัวเมียได้พืชที ั ้ ั ถ่ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน ได้แก่ ถัว มะเขือ ฝ้ ายและพืชทีมีดอกสมบูรณ์เพศอืน ๆ เกสรตัวผู ้ เกสรตัวเมีย 2. การถ่ ายละอองเรณูข้ามดอกในต้ นเดียวกัน เกิดกับพืชทีมีดอกไม่สมบูรณ์เพศ อะอองเรณู ตว ั ผูจะต้องเคลือนทีไปตกบนยอดเกสรตัวเมียของอีกดอกหนึงในต้นเดียวกัน พืชทีต้องถ่ายละอองเรณู ้ แบบนี ได้แก่ ฟักทอง แตงกวา เป็ นต้น
  • 3.
    เกสรตัวเมีย เกสรตัวผู ้ ่ 3. การถ่ ายละอองเรณูข้ามต้ น เกิดกับพืชทีมีดอกตัวผูหรื อดอกตัวเมียอยูคนละต้นจึงต้องใช้ ้ วิธีการถ่ายละอองเรณูขามต้นพืชทีมีดอกสมบูรณ์เพศหรื อพืชทีมีดอกตัวผูและดอกตัวเมียอยูในต้น ้ ้ ่ เดียวกันก็อาจจะถ่ายละอองเรณูขามต้นได้เหมือนกันโดยอาศัยลมมนุษย์หรื อสัตว์พาไป ้ สิ งทีช่ วยในการถ่ ายละอองเรณู พืชเคลือนทีด้วยตนเองไม่ได้ ส่ วนประกอบของพืชก็เคลือนทีไปเองไม่ได้เช่นกัน ละอองเรณู ตัวผูเ้ มือไม่สมบูรณ์เพศและเติบโตพร้อมทีจะถ่ายละอองเรณูไปผสมพันธุ์จึงต้องอาศัยธรรมชาติและ สิ งแวดล้อมเข้าช่วยเหลือ สิ งสําคัญทีช่วยในการถ่ายละอองเรณูของพืชดอกได้แก่แมลง แมลงเป็ นสัตว์ทีมีส่วนช่วยในการถ่ายละอองเรณูของพืชมากทีสุ ดดอกของพืชเมือเจริ ญเติบโต กลีบดอกจะมีสีสวยงาม บางชนิดมีกลินหอมบริ เวณโคนกลีบดอกจะมีนาหวานซึ งเป็ นอาหารของแมลง ํ พืชสร้างสี กลินและนําหวานทีดอกเพือล่อแมลงมาเกาะแล้วละอองเรณูตวผูจะได้ติดไปกับขา ขนปี ก ั ้ ปากของแมลงไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย แมลงทีช่วยในการถ่ายละอองเรณูของพืชมีหลายชนิด เช่น ผีเสื อ ผึง แมลงภู่ พืชบางชนิดทีเป็ นพืชเศรษฐกิจ หรื อพืชทีใช้บริ โภคเป็ นอาหาร ถ้าปล่อยให้เกิดการถ่ายละออง เรณู ตามธรรมชาติ ผลผลิตทีได้จะไม่มากนัก เช่น ทุเรี ยนพันธุ์ชะนีจะติดผลเพียงร้อยละ 3 ส่ วนพันธุ์ ก้านยาวติดผลร้อยละ 10 พืชบางชนิด เช่น สละ เกสรเพศผูมีนอยมาก จึงทําให้การถ่ายละอองเรณูเกิด ้ ้ ได้นอย นอกจากนียังมีปัจจัยหลายประการทีส่ งผลให้การถ่ายละอองเรณูได้นอย เช่น จํานวนของแมลง ้ ้ ทีมาผสมเกสร ระยะเวลาของการเจริ ญเติบโตเต็มทีของเกสรเพศเมีย และเกสรเพศผูไม่พร้อมกัน้ ปั จจุบนมนุษย์จึงเข้าไปช่วยทําให้เกิดการถ่ายละอองเรณูได้มากขึน เช่น เลียงผึงเพือช่วยผสมเกสรศึกษา ั การเจริ ญของละอองเรณู และออวุล แล้วนําความรู ้มาช่วยผสมเกสร เช่นในทุเรี ยน การเจริ ญ เติบโต ของอับเรณู จะเจริ ญเต็มทีในเวลา 19.00 – 19.30 น. ชาวสวนก็จะตัดอับเรณูทีแตกเก็บไว้ และเมือเวลาที ่ ั เกสรเพศเมียเจริ ญเต็มที คือ ประมาณเวลา 19.30 น. เป็ นต้นไป ก็จะนําพูกนมาแตะละอองเรณูทีตัดไว้ วางบนยอดเกสรเพศเมีย หรื อเมือตัดอับเรณู แล้วก็ใส่ ถุงพลาสติก แล้วไปครอบทีเกสรเพศเมีย เมือเกสร เพศเมียเจริ ญเต็มทีแล้วการถ่ายละอองเรณู จะเกิดได้ดี และในผลไม้อืน เช่น สละก็ใช้วธีการเดียวกันนี ิ
  • 4.
    การผสมเกสร เป็ นกระบวนการผสมพันธุ์ของพืชดอกทีเกิดต่อเนืองจากการถ่ายละอองรณู บางครังอาจจะเรี ยกการผสมเกสรว่า “การปฏิสนธิ ก็ได้ การผสมเกสรหรื อการปฏิสนธิ ของพืชมีขึนเพือให้ พืชได้มีเมล็ดทีมีตนอ่อนไว้ขยายพันธุ์สืบทอดต่อไป ในการผสมเกสรต้องใช้เกสรตัวผูและเกสรตัวเมีย ้ ้ เป็ นองค์ประกอบสําคัญ เริ มตังแต่เกสรตัวผูตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย ซึ งมีนาเหนียวๆ คอยจับให้ละออง ้ ํ เรณู ตวผูจบแน่น ละอองเรณู ตวผูจะดูดนําหวาน ๆ จนพองโตแล้วงอกสิ งทีมีลกษณะคล้ายท่อออกมาชอน ั ้ั ั ้ ั ไชลงในก้านเกสรตัวเมีย ลงไปถึงรังไข่ทีโคนเกสรตัวเมีย ในรังไข่จะมีไข่อยูเ่ ป็ นจํานวนมาก เมือท่อที งอกมาจากละอองเรณู ตวผูเ้ จาะรังไข่เข้าไปแล้ว เชือจากละอองเรณูตวผูก็จะเข้าผสมกับไข่จึงจะเรี ยกว่า ั ั ้ เกิดการผสมหรื อการปฏิสนธิ ในการผสมเกสรนันจะต้องใช้ละอองเรณูตวผูและไข่เป็ นจํานวนมากเพราะ ั ้ การผสมระหว่างละอองเรณู ตวผูกบไข่จะผสมกันเป็ นคู่ ๆ เพียงหนึง ต่อหนึงเท่านัน ถ้ามีละอองเรณู ั ้ั ตัวผูนอยมาก การเจริ ญเติบโตเป็ นเมล็ดและผลก็มีโอกาสน้อยตามไปด้วย หลังการผสมเรณูหรื อปฏิสนธิ ้ ้ ้ ่ แล้ว ไข่ทีได้รับการผสมจะเจริ ญเติบโตเป็ นเมล็ด รังไข่ทีห่ อหุ มอยูจะเจริ ญเติบโตเป็ นเนือของผลต่อไป หลังจากเกิดการปฏิสนธิแล้ ว ส่ วนต่ างๆ ของดอกจะมีการเปลียนแปลงดังนี กลีบเลียง จะเหี ยวแล้วร่ วงหล่นไป กลีบดอก จะเหี ยวแล้วร่ วงหล่นไป เกสรตัวผู ้ จะเหี ยวแล้วร่ วงหล่นไป เกสรตัวเมีย จะเจริ ญไปเป็ นผลไม้รังไข่ ออวุล จะเปลียนแปลงไปเป็ นเมล็ด รังไข่ จะเจริ ญไปเป็ นผล ไซโกต เจริ ญไปเป็ นเอมบริ โอ เอนโดสเปิ ร์ ม เจริ ญไปเป็ นอาหารสําหรับเลียงเอมบริ โอ ่ ในพืชบางชนิดเอนโดสเปิ ร์ มจะสลายไปก่อนทีเมล็ดจะเจริ ญ ดังนันอาหารสะสมจึงอยูภายใน ใบเลียงของเอมบริ โอ การปฏิสนธิ ซอนของพืชดอกมีความสําคัญเป็ นอย่างมาก เนืองจากเป็ นการสร้าง ้ อาการให้แก่สิงมีชีวตอืนๆ เช่น ผลไม้ทีเราใช้รับประทานก็เกิดมาจากการปฏิสนธิ อาหารพวก ข้าว ิ ่ ข้าวโพด ก็เป็ นส่ วนของเอนโดสเปิ ร์ ม อาหารในเมล็ดถัวหลายชนิดก็เป็ นอาหารทีสะสมอยูในใบเลียง ของเอมบริ โอของถัว
  • 5.
    การปฏิสนธิซ้อน เมือละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย ทิวบ์นิวเคลียสของละอองเรณู แต่ละอันจะสร้าง หลอดละอองเรณูดวยการงอกหลอดลงไปตามก้านเกสรเพศเมียผ่านทางรู ไมโครไพล์ของออวุล ระยะนี ้ เจเนอเรทิฟนิวเคลียสจะแบบนิวเคลียสแบบไมโทซิ สได้ 2 สเปิ ร์ มนิวเคลียส (spermnucleus) สเปิ ร์ ม นิวเคลียสหนึงจะผสมกับเซลล์ไข่ได้ไซโกต ส่ วนอีกสเปิ ร์ มนิวเคลียสจะเข้าผสมกับเซลล์โพลาร์ นิวเคลียสไอได้ เอนโดสเปิ ร์ ม (endosperm) เรี ยกการผสม 2 ครัง ของสเปิ ร์ มนิวเคลียสนีว่า การปฏิสนธิซ้อน (double fertilization) การเกิดผล ภายหลังการปฏิสนธิ ออวุลแต่ละออวุลจะเจริ ญไปเป็ นเมล็ด ส่ วนรังไข่จะเจริ ญไปเป็ นผล มีผลบางชนิดทีสามารถเจริ ญมาจากฐานรองดอก ได้แก่ ชมพู่ แอปเปิ ล สาลี ฝรัง ผลของพืชบางชนิ ดอาจเจริ ญเติบโตมาจากรังไข่โดยไม่มีการปฏิสนธิ หรื อมีการปฏิสนธิ ตามปกติแต่ออวุลไม่เจริ ญเติบโตเป็ นเมล็ด ส่ วนรังไข่สามารถเจริ ญเติบโตเป็ นผลได้ เช่น กล้วยหอม องุ่นไม่มีเมล็ด
  • 6.
    นักพฤกษศาสตร์ ได้แบ่งผลตามลักษณะของดอกและการเกิดผลออกเป็ น3 ชนิด ดังนี 1. ผลเดียว (simple fruit) เป็ นผลทีเกิดจากดอกเดียว หรื อ ช่อดอกซึ งแต่ละดอกมีรังไข่เพียง อันเดียวเช่น ส้ม ลินจี เงาะ ลําไย ทุเรี ยน ตะขบ เป็ นต้น ่ 2. ผลกลุ่ม (aggregate fruit) เป็ นผลทีเกิดจากดอกหนึงดอกซึ งมีหลายรังไข่อยูแยกกันหรื อ ่ ติดกันก็ได้อยูบนฐานรองดอกเดียวกัน เช่น น้อยหน่า กระดังงา สตรอเบอรี มณฑา เป็ นต้น 3. ผลรวม (multiple fruit) เป็ นผลเกิดจากรังไข่ของดอกย่อยแต่ละดอกของช่อดอกหลอม รวมกันเป็ นผลใหญ่ เช่น ยอ ขนุน หม่อน สับปะรด เป็ นต้น
  • 7.
    การเกิดเมล็ด การเกิดของเมล็ดพืช ภายหลังการปฏิสนธิ ( double fertilization ) ของพืชดอก ซึ งเกิดขึนภายในออวุลของรังไข่ จะได้ไซโกตและเอนโดสเปิ ร์ ม ทังไซโกตและเอนโดสเปิ ร์ ม จะจริ ญเติบโตและพัฒนาอยูภายในเมล็ด่ โครงสร้ างภายในเมล็ดพืช เมล็ด ( Seed ) หมายถึง ออวุลซึ งเจริ ญเต็มทีแล้วภายหลังการปฏิสนธิ เมล็ดแต่ละชนิดจะมี รู ปร่ าง ลักษณะ ขนาด แตกต่างกันไป แต่จะมีส่วนประกอบหลักเหมือนกันคือ เปลือกหุ มเมล็ด ้ เอ็มบริ โอ และ เอนโดสเปิ ร์ ม
  • 8.