เลือกที่จะโจมตีที่ตัวบุคคล โดยละเลยที่จะหักล้างหลักฐาน หรือ
เหตุผลที่เขาผู้นั้นได้นำาเสนอ

- พยายามทำาให้ฝ่ายตรงกันข้ามโกรธ ด้วยวิธหนึ่งวิธีใด หรือ
                                            ี
แสดงอาการที่เสียมารยาทใส่ วิธีที่ดีที่จะจัดการกับสภาพเช่นนี้ก็
คือ ให้แสดงอาการขบขันต่อสิ่งๆนั้นแบบพอควร และ อยู่ในอาการ
สงบมากกว่าที่จะแสดงอาการโกรธออกมา

- มุ่งโจมตีในจุดๆหนึ่งของฝ่ายตรงกันข้าม ที่สามารถบิดเบือนให้ดู
เกินความจริงไปได้

- การที่มีผู้รู้สองกลุ่มขัดแย้งกันในประเด็นหนึ่งประเด็นใด แล้วไป
เหมาว่า พวกเขาไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆโดยรวม...ซึ่งในความ
เป็นจริงแล้วไม่จำาเป็นต้องเป็นเช่นนั้น เช่น นักประวัติศาสตร์ 2
กลุ่ม ขัดแย้งกันว่า ฮิตเลอร์ ฆ่ายิวไปกี่คน กลุ่มที่ 1 บอกว่า 6 ล้าน
คน ส่วนกลุ่มที่ 2 บอก 5 ล้านคน... เพราะฉะนั้นจึงสรุปเหมารวม
เอาว่า ทั้งสองกลุ่มไม่รู้จริงในเรื่อง เหตุการณ์นี้...ซึ่งจริงๆแล้วทั้ง
สองกลุ่มรู้ดีในเหตุการณ์นี้ เพียงแต่ขัดแย้งกันในรายละเอียดบาง
อย่างเท่านั้น...
- เอาผลเสียที่จะเกิดขึ้นในประด็น หรือกรณีหนึ่งกรณีใด มาเป็น
ตัววางเงื่อนไขบังคับให้เกิดสิ่งหนึ่งๆขึ้น ทั้งๆที่ในความเป็นจริง
แล้วมันไม่เกี่ยวข้องกันเลย เช่นถ้าคุณไม่รับศาสนาคริสต์ คุณจะ
ต้องมีบาปติดตัวไปตลอด

- เลือกที่จะนำาเสนอแต่หลักฐาน หรือเหตุผลที่สนับสนุนจุดยืนของ
ตนเอง แต่ละเลยต่อหลักฐานที่จะมาหักล้างจุดยืนของตนเอง

- สมมุติเอาเองว่ามีเพียงแค่สองตัวเลือก แต่ในความเป็นจริงแล้วมี
มากกว่านั้น

- การที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ นั่นไม่ได้หมายความว่า
สิ่งนั้นๆจะไม่มี

- ถามคำาถามฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเป็นคำาถามที่ไม่อาจจะที่จะตอบ
แบบกระฉับ หรือตอบแบบสั้นๆได้ หรือถามคำาถามที่ถ้าตอบไปแล้ว
ผู้ฟังไม่อาจที่จะเข้าใจได้ ถ้าไม่มีความรู้พื้นฐานมาพอสมควรใน
เรื่องนั้นๆ

- ถามคำาถามที่บ่งให้รู้ว่า ผู้ถามได้ทึกทักเอาเองว่าผู้ถูกถามจะต้อง
เป็นเช่นนั้น เช่นนี้

- ทำาให้สิ่งที่ต้องใช้เป็นกฏโดยทั่วไป มายืนยันว่าต้องเป็นเช่นนั้น
ในทุกๆกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น เช่นกฏโดยทั่วไปเมื่อไฟแดง จะ
ต้องหยุดรถ นี่คือกฏทั่วไป แต่กระนั้นก็ตามอนุญาตให้ผ่าไฟแดง
ได้ในกรณีที่ฉุกฉิน

- พูดอะไรให้เกินกว่าที่เป็นจริง หรือทำาให้สิ่งบางสิ่งดูง่ายดายเกิน
กว่าความเป็นจริง ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันมีอะไรที่ซับซ้อนไป
มากกว่านั้น
- พยายามดิสเครดิตแหล่งอ้างอิงของฝ่ายตรงกันข้าม

- ใช้คำาพูดที่ เร้าอารมณ์ ความรู้สึก เพื่อให้ผู้ฟังคล้อยตามมากกว่า
ที่จะใช้หลักฐาน และเหตุผล

- Argument By Personal Charm ใช้ความมีเสน่ห์ส่วนตัว หรือ
ความเป็นที่เคารพนับถือของผู้คน ทำาให้คนคล้อยตามในสิ่งที่พูด
โดยที่ผู้ที่คล้อยตามก็มิได้พิจารณาถึง หลักฐาน และเหตุผล

- ใช้ความน่าสงสารของตัวเอง มาเป็นหลักฐานพิสูจน์จุดยืนของ
ตัวเอง หรือเพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นนั้นๆ

- นำาเสนอสิ่งหนึ่งที่ตัวมันเองจะต้องได้รับการพิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จ
มาเป็นเสมือนข้อเท็จจริง และนำาสิ่งที่ถูกทึกทักว่าเป็นความจริงนั้น
ไปพิสูจน์สิ่งอื่นๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งอย่างใดมา

- ทึกทักเอาไว้คนหนึ่งคนใดที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนึ่งเรื่องใด
แล้ว เขาจะเชี่ยวชาญในรายละเอียด หรือสาขาที่แตกออกไปจาก
เรื่องนั้นๆด้วย ...ซึ่งในความเป็นจริงไม่จำาเป็นว่าต้องเป็นเช่นนั้น
- อ้างอิงหลักฐานอย่างลอยๆ เช่นผู้รู้กล่วว่า นักวิทยาศาสตร์กล่าว
ว่า ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ... เพราะเราไม่สามารถที่จะไปสืบค้น
พิสูจน์ได้เลยว่า สิ่งที่อ้างมานั้นเป็นจริงหรือเท็จ .... แต่ในทาง
ศาสนาแล้ว เราจะต้องอ้างดังนี้เช่น “ ท่านอิบนุฮะญัรกล่าวว่าเอา
ไว้ใน ฟัตฮุลบารีว่า บรรดาอุละมาอฺในยืนยันเอาไว้ว่า....”

- ถ้าจะให้ดูน่าเชื่อถือจะต้อง ยกคำาพูดของเจ้าของคำาพูดมาเลย
พร้อมบอกถึงบริบทที่เจ้าของคำาพูดนั้นๆออกมา

- อ้างอิงหลักฐาน แต่หลักฐานที่อ้างนั้นไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือไป
สนับสนุน ข้ออ้างของเขาผู้นั้นเลย หรืออ้าง ผู้ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งดู
ภายนอกดูเหมือนน่าเชื่อถือ แต่ ถ้าวิเคราะห์ให้ดีจะพบว่าเขาไม่ได้
มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้รู้ในด้านนั้นๆ
- ยกคำาพูด หรือหลักฐานออกนอกบริบท หรือตัดต่อ ศัลยกรรม
หลักฐาน... ที่สำาคัญเราจะต้องยกสถานการณ์ หรือสภาพแวดล้อม
ที่คนๆนั้นพูดสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกมา

- เอาการเปลี่ยนจุดยืนในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ของคนหนึ่งๆมาเป็น
หลักฐานยืนยันความถูกต้องของสิ่งนั้น... ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว
เราจะต้องถามไปว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำาให้เขาเปลี่ยนจุดยืนจาก
สิ่งหนึ่งไปเป็นสิ่งหนึ่ง เขามีอะไรเป็นหลักฐานสนับสนุนตัวเอง
...หรือให้ถามกลับไปว่า ช่วยพิสูจน์มาว่า จุดยืนของเรานั้นผิดตรง
ไหน

- สิ่งหนึ่งที่ใดที่มีลักษณะที่คล้ายกัน ไม่จำาเป็นว่าสองสิ่งนั้นจะมี
ความเกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์กัน

- นำาสิ่งที่เป็นรูปธรรม มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นนามธรรม

- สองสิ่งเกิดขึ้น แต่ไม่จำาเป็นว่าสิ่งหนึ่งจะเป็นสาเหตุทำาให้เกิดอีก
สิ่งขึ้น

- อ้างสาเหตุที่ผิด เพื่ออธิบายว่าสิ่งนั้นๆเกิดขึ้นเพราะอะไร
- เอาสาเหตุเพียงอย่างเดียวมาอธิบายสิ่งหนึ่งๆที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่สิ่ง
นั้นๆที่เกิดขึ้นมาปัจจัยมาจากหลายสาเหตุ

- ทึกทักเอาเองว่า ภาพรวมของสิ่งๆหนึ่ง ก็มีลักษณะที่เหมือนกัน
กับรายละเอียด หรือส่วนปลีกย่อยของสิ่งๆนั้น เช่น พูดว่า อะตอม
เป็นสิ่งที่ไร้สี แมวประกอบไปด้วยอะตอม ดังนั้นแมวจึงเป็นสิ่งที่ไร้
สี

- ทึกทักเอาเองว่า สิ่งที่เป็นจริงหรือเกิดขึ้นจริงกับสิ่งๆหนึ่งเมื่อมอง
โดยภาพรวม ต้องเป็นจริงหรือเกิดขึ้นจริงด้วยกับสิ่งๆนั้น ถ้ามอง
ในรายละเอียด หรือปลีกย่อย เช่นพูดว่า มนุษย์เราประกอบไป
ด้วยอะตอม และมนุษย์เราเป็นสิ่งที่มีความรู้สึกนึกคิด เพราะ
ฉะนั้นอะตอมจึงต้องมีความรู้สึกนึกคิดด้วยเช่นกัน

- นำากลุ่มของสิ่งต่างๆขึ้นมาเสนอ โดยเสนอแนวทางราวกับว่า ถ้า
รับก็จะต้องรับสิ่งต่างๆทั้งหมด หรือถ้าปฏิเสธก็จะต้องถือว่าปฏิเสธ
ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งแต่ละสิ่งนั้นสามารถที่จะถูก
ยอมรับ หรือถูกปฏิเสธ ด้วยตัวของมันเองอย่างเป็นอิสระ ไม่ได้เป็น
เงื่อนไขว่าถ้าปฏิเสธ ข้อที่ 1 นั่นหมายความว่าเท่ากับปฏิเสธ ข้อที่
2 3 4 5 ไปด้วย หรือ ถ้ายอมรับในข้อที่ 1 นั่นหมายความว่า
เท่ากับยอมรับ ข้อที่ 2 3 4 5 ไปด้วย ... เปล่าเลย แต่ทว่า แต่ละข้อ
นั้นเป็นอิสระจากกันและกันในการที่จะถูกยอมรับ หรือ ปฏิเสธ ...
เช่นพูดว่า คุณสนับสนุนเสรีภาพ และ สิทธิ์ที่จะพกพาอาวุธไปไหน
ก็ได้ ไหม .... ไม่จำาเป็นเลยว่าถ้าผมเห็นด้วยกับเสรีภาพ แล้วจะ
เป็นเงื่อนไขบังคับผมว่า เพราะฉะนั้นผมจะต้องเห็นด้วยกับการ
อนุญาตให้พกพาอาวุธไปไหนก็ได้... เปล่าเลย หรือ เราอ่าน
หนังสือเล่มหนึ่งเล่มใด ไม่จำาเป็นเลยว่า ถ้าเราเห็นด้วยกับจุดหนึ่ง
จุดใดของหนังสือ แล้วจะหมายความว่า เราเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่
หนังสือเล่มนั้นกล่าว

- ทึกทักเอาเองว่า ถ้าอนุญาต หรือยอมให้เกิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น
ย่อมจะทำาให้สิ่งที่ไม่ดีอีกสิ่งเกิดขึ้นตามมาด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่
อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น พูดว่า ถ้าผมยกเว้นคุณ มันก็จะทำาให้ผม
ยกเว้นคนอื่นๆไปด้วย ... ซึ่งไม่ใช่เงื่อนไขที่จะมาบังคับกันว่าจะ
ต้องเป็นเช่นนั้นเลย
- ในสิ่งที่นำามาเป็นหลักฐานนั้น มีทั้งความจริง และความเท็จปนกัน
อยู่

- นับแต่เป้าที่โดน แต่เป้าที่พลาดไม่ยอมนับ ... มองแต่ด้านที่เป็น
บวก หรือด้านที่ได้เปรียบ แต่ไม่ยอมมองด้านลบ หรือ ด้านที่จะ
ทำาให้เสียเปรียบ

- เลือกที่จะหักล้าง แต่หลักฐานของอีกฝ่ายที่ง่ายต่อการหักล้าง
และสร้างภาพว่า ตนเองได้ชนะเหนือฝ่ายตรงกันข้ามแล้ว โดยที่
ละเลยที่จะหักล้างหลักฐานที่ยากที่จะหักล้างได้ของอีกฝ่าย
Description of Appeal to Emotion
ใช้อ ารมณ์ค วามรู้ส ึก ส่ว นตัว ของผู้ค นมาเป็น เครื่อ งมือ
ทำา ให้ค นยอมรับ ในสิ่ง ที่ต นเองได้น ำา เสนอ แทนที่จ ะใช้
หลัก ฐานมาอ้า งเป็น เหตุผ ล สิ่ง นี้จ ะพบมากในโฆษณา
ชวนเชื่อ ต่า งๆ และในหลายๆครั้ง ด้ว ยกัน ที่ อารมณ์ค วาม
รู้ส ึก ส่ว นตัว ของคนเราอยู่เ หนือ เหตุแ ละผล
Description of Appeal to Consequences of a Belief
เอาผลดี หรือผลในทางบวกที่จะเกิดขึ้นตามมาถ้าได้ทำาหรือเชื่อสิ่ง
ใดสิ่งหนึ่งมาอ้างเป็นเหตุผลให้ผู้คนเชื่อหรือทำาในสิ่งที่ตนเองได้
นำาเสนอ เช่น “ คุณจะต้องเชื่อน่ะว่า มนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง
เพราะคุณจะได้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของศาสนา และยัง
ปฏิบัติตามที่อารมณ์ต้องการได้อีกด้วย ”

ที่จ ะเรีย กว่า เป็น ผู้ท ี่เ ชี่ย วชาญนั้น จะต้อ งมีล ัก ษณะอย่า งไร
บ้า ง
1. คนๆนั้นที่ถูกยกมาอ้างนั้นจะต้องมีความเชี่ยวชาญที่พอเพียง
ในเรื่องที่กำาลังเป็นประเด็นอยู่
2. สิ่งที่นำาเสนอขึ้นมาจะต้องอยู่ในสาขาวิชา หรือ ด้านที่เขาผู้นั้น
เชี่ยวชาญ เช่น กำาลังถกกันเรื่องโรคหัวใจ แต่กลับไปยก แพทย์ผู้
เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมา แต่เป็นด้านมะเร็ง ไม่ใช่ด้านหัวใจ
เป็นการเฉพาะ
3. ตรวจดูว่าผู้เชี่ยวชาญที่เรายกมานั้น มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
คนอื่นๆเขาขัดแย้งกันในประเด็นนั้นๆหรือไม่ และถ้ามีข้อขัดแย้ง
ระหว่างผู้ที่เชี่ยวเฉพาะด้านด้วยกัน เราพอที่จะหาข้อสรุปได้ไหม
ว่าฝ่ายใดมีนำ้าหนักมากกว่ากัน
4. ผู้เชี่ยวชาญที่เรายกมาอ้างอิงนั้นจะต้องไม่มีอคติในเรื่องนั้นๆ
อย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุด ให้เราอ้างอิงผู้ที่
เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆมา ที่ไม่มีผลประโยชน์ได้เสีย ในเรื่องนั้นๆ
มาจะเป็นการดีมากๆ
6. ผู้เชี่ยวชาญ หรือหลักฐานอ้างอิงที่ยกขึ้นมาอ้างนั้น จะต้อง รู้ได้
ว่าเป็นใคร หรือ มาจากหนังสือเล่มไหน ไม่ใช่กล่าวขึ้นลอยๆว่า ผู้
เชี่ยวชาญได้กล่าวเอาไว้ อย่างนั้น อย่างนี้ หรือ หนังสือเล่มนั้นได้
กล่าวว่าอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่ไม่ได้บอกว่า หนังสือเล่มนั้นเป็น
หนังสือเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นคนเขียน มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่
เขียนมากน้อยแค่ไหน หรือว่าไม่มีเลย
คนๆหนี่งอาจจะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญ แต่ความเชี่ยวชาญของเขานั้น
ไม่ได้เป็นข้อยืนยันว่าสิ่งที่กล่าวอ้างมานั้นเป็นจริงหรือไม่ เพราะ
ฉะนั้นถ้าจะให้สิ่งที่เรานำาเสนอมีความน่าเชื่อถือแล้ว เราจะต้อง
พิสูจน์ด้วยหลักฐานให้ฝ่ายตรงกันข้ามได้ดูเองเลยว่า สิ่งที่เรานำา
เสนอนั้นมีหลักฐานอะไรมาสนับสนุน
Description of Ad Hominem Tu Quoque
ให้เหตุผลว่า หลักฐานหรือเหตุผลของคนใดคนหนึ่งเชื่อถือไม่ได้
เพราะ มันขัดกับสิ่งที่เขาได้เคยพูดเอาไว้ หรือเพราะมันขัดกับ
การกระทำาของเขา ซึ่งความจริงแล้วไม่จำาเป็นต้องเป็นเช่นนั้น
เช่น นาย ก. ได้พิสูจน์ให้นาย ข. รู้ว่า การสูบบุหรี่นั้นเป็นเหตุ
ทำาให้เกิดโรคมะเร็ง จากนั้นอีก 5 วัน นาย ข. ก็เห็นว่านาย ก.
กำาลังสูบบุหรี่อยู่ นาย ข. จึงทึกทักเอาเองว่า คำาพูดของนาย ก.ที่ว่า
การสูบบุหรี่นั้นเป็นเหตุทำาให้เกิดโรคมะเร็ง เป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น การกระทำาของนาย ก. นั้น
ไม่สามารถไปหักล้างหลักฐานที่นาย ก. ได้นำาเสนอกับนาย ข.ได้

* “ ยานี้จ ะช่ว ยให้ค ุณ หายไข้ไ ด้ ” ( ข้อความนี้ถือเป็น ความ
จริง ) “ เพราะฉะนั้น คุณ จะต้อ งรับ ประทานยานี้ ” (
ข้อความนี้ถือเป็น ความเห็นส่วนตัว ) ตามหลักแล้วจะต้องมี
ข้อความอีกข้อความหนึ่ง หรือหลายข้อความก็ได้ เข้ามาแซรกตรง
กลาง ซึ่งเป็นข้อความที่เป็นความจริง เพื่อทำาให้ขอความที่ว่า “
                                                  ้
เพราะฉะนั้น คุณ จะต้อ งรับ ประทานยานี้ ” มีนำ้าหนักในเชิง
บังคับขึ้นมา ข้อที่ว่าก็คือ “ คุณ ต้อ งการที่จ ะหายจากอาการ
ไข้น ี้ ” เมื่อเรียงข้อความต่างๆเข้าด้วยกันก็จะได้ “ ยานี้จ ะช่ว ย
ให้ค ุณ หายไข้ไ ด้ คุณ ต้อ งการที่จ ะหายจากอาการไข้น ี้
เพราะฉะนั้น คุณ จะต้อ งรับ ประทานยานี้ ” หรือนำ้าหนักจะมี
มากขึ้นถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ “ ยานี้เ ป็น ชนิด เดีย วเท่า นั้น ที่
จะช่ว ยให้ค ุณ หายไข้ไ ด้ และคุณ เองก็ต ้อ งการที่จ ะหาย
จากอาการไข้น ี้ใ ห้เ ร็ว ที่ส ุด เพราะฉะนั้น คุณ จะต้อ งรับ
ประทานยานี้ ”
Inconsistency
นำาเสนอเหตุผลมามากกว่าหนึ่งอย่าง แต่เป็นไปไม่ได้ที่เหตุผล
เหล่านั้นจะถูกต้องพร้อมๆกันได้ทั้งหมด เพราะเหตุผลมันขัดแย้ง
กัน หรือตรงกันข้ามกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ให้เราทึกทักไปก่อนว่า มี
ข้อความหนึ่งเป็นข้อความที่ถูก และใช้ข้อความนั้นเป็นความจริง
ขั้นพื้นฐาน เพื่อที่จะพิสูจน์ว่า ข้อความอื่นนั้นเป็นเท็จ
เช่น: นาย ก. สูงกว่านาย ข. นาย ข. สูงกว่านาย ค. ในขณะที่
นาย ค. สูงกว่านาย ก.
Denying the Antecedent
เหตุผลหรือหลักฐานที่นำาเสนออาจจะเป็นจริง แต่กระนั้นก็ตามข้อ
สรุปอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น “ ถ้าคุณรับอิสลาม คุณจะถูกกล่าว
หาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง แต่เพราะคุณไม่ได้รับอิสลาม ดังนั้นคุณ
จะไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง” จะเห็นได้ว่า ไม่จำาเป็น
เลยว่าถ้าไม่ได้รับอิสลามแล้วจะไม่มีสิทธิที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่
ก่อการร้าย เขาผู้นั้นที่ไม่รับอิสลาม อาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก
หัวรุนแรงได้อันเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ

Examples:
(i)
If you get hit by a car when you are six then you will die
young.
But you were not hit by a car when you were six.
Thus you will not die young.
(Of course, you could be hit by a train at age seven.)

Affirming the Consequent
เหตุผลหรือหลักฐานที่นำาเสนออาจจะเป็นจริง แต่กระนั้นก็ตามข้อ
สรุปอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น “ ถ้าคุณรับอิสลาม คุณจะถูกกล่าว
หาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง เนื่องจากคุณถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก
รุนแรง นั่นก็หมายความว่า คุณเข้ารับอิสลาม” จะเห็นได้ว่าการที่
เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง แล้วจะหมายความว่าเขาผู้
นั้นเข้ารับอิสลาม เพราะอาจจะมีสาเหตุอื่นๆที่ทำาให้เข้าผู้นั้นถูก
กล่าวหาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง
Division
ทึกทักเอาว่า เนื่องจากถ้ามองโดยรวมแล้ว สิ่งนั้นๆมีลักษณะหรือ
คุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะฉะนั้น รายละเอียดของสิ่งนั้นๆ
จึงจะต้องมีลักษณะหรือคุณสมบัติเช่นนั้นด้วย แต่ในความเป็นจริง
แล้วไม่จำาเป็นเลยว่า ถ้าลักษณะโดยรวมของสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นเช่น
ไร แล้ว รายละเอียดของสิ่งนั้นๆจะต้องมีลักษณะเป็นเช่นนั้นด้วย
เช่น “สมองเป็นสิ่งที่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้ ดังนั้นเซลล์ประสาทที่
อยู่ในสมองจึงสามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้เช่นกัน” แต่ความจริงไม่ใช่
เช่นนั้น เพราะเซลล์ประสาทเป็นสิ่งที่ไร้ความรู้สึก ไม่มีชีวิตไม่
สามารถรับรู้อะไรได้
Examples:
(i) Each brick is three inches high, thus, the brick wall is
three inches high.
Composition
ส่วนหนึ่งจากทั้งหมดมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด จึงทึกทักเอาว่า
ทั้งหมดจึงมีลักษณะเช่นนั้นด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่จำาเป็น
ต้องเป็นเช่นนั้นเลย
Examples:
(i) The brick wall is six feet tall. Thus, the bricks in the wall
are six feet tall.
(ii) Germany is a militant country. Thus, each German is
militant.
(iii) Conventional bombs did more damage in W.W. II than
nuclear bombs. Thus, a conventional bomb is more
dangerous than a nuclear bomb. (From Copi, p. 118)
Straw Man
มองข้ามจุดยืน หรือ เหตุผลที่แท้จริงของอีกฝ่าย และแทนที่จุดยืน
หรือเหตุผลที่แท้จริงนั้นด้วยกับ สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย หรือสิ่งที่
บิดเบือนไปจากความเป็นจริง หรือทำาให้ผู้อื่นเข้าใจผิดไปว่า
จุดยืน หรือ เหตุผลที่แท้จริงของอีกฝ่ายเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ แต่ใน
ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย ที่ทำาเช่นนี้ก็เพื่อที่จะได้โจมตีฝ่ายตรง
กันข้ามได้อย่างงายดาย
"Senator Jones says that we should not fund the attack
submarine program. I disagree entirely. I can't understand
why he wants to leave us defenseless like that."
ไม่จำาเป็นเลยว่า การที่ Senator Jones ไม่ต้องการให้งบประมาณ
กับเรือดำานำ้าโจมตี แล้วจะหมายความว่าเขาต้องการจะให้ประเทศ
นั้นๆ พ่ายแพ้ไม่มีทางสู้ นี่เป็นการสรุปสาเหตุของฝ่ายตรงกันข้าม
เอาเอง ถ้าจะให้ถูกเราจะต้องถาม และให้เขาบอกถึงเหตุผลที่เขา
พูดเช่นนั้นออกมาว่าทำาไม
Bill and Jill are arguing about cleaning out their closets:
Jill: "We should clean out the closets. They are getting a
bit messy."
Bill: "Why, we just went through those closets last year.
Do we have to clean them out everyday?"
Jill: "I never said anything about cleaning them out every
day. You just want too keep all your junk forever, which is
just ridiculous."
ไม่จำาเป็นเลยว่า การที่ Jill บอกให้ Bill ทำาความสะอาดห้องส้วม
แล้วจะหมายความว่า Jill ต้องการให้ทำาความสะอาดห้องส้วมทุก
วัน จะเห็นได้ว่า Bill ได้สรุปสาเหตุที่ Jill บอกให้ Bill ทำาความ
สะอาดห้องส้วมเอาเอง
Irrelevant Conclusion (ignoratio elenchi) เหตุผลที่ให้ไปไม่
ตรงประเด็นในการที่จะใช้เป็นหลักฐานที่จะนำามาใช้สนับสนุนข้อ
อ้างของตนได้ / ดูเหมือนว่าเหตุผลที่ยกมาอ้างนั้น จะไป
สนับสนุนข้อสรุปของตนเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่เกี่ยว
กันเลย หรือมันไม่จำาเป็นต้องเกี่ยวกันเลย
For example, a Christian may begin by saying that he will
argue that the teachings of Christianity are undoubtedly
true. If he then argues at length that Christianity is of great
help to many people, no matter how well he argues he will
not have shown that Christian teachings are true.
Begging the Question (petitio principii)
สมมุติเอาเองว่า บี เป็นจริง จึงเป็นเหตุทำาให้ เอ ถูกต้องไปโดย
ปริยาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้องไปพิสูจน์กันก่อนว่า บีเป็น
ความจริงหรือไม่
Bill: "God must exist." พระเจ้ามีจริงอย่างแน่นอน
Jill: "How do you know." คุณรู้ได้อย่างไร
Bill: "Because the Bible says so." เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าว
เอาไว้เช่นนั้น
Jill: "Why should I believe the Bible?" ทำาไมผมต้องเชื่อใน
คัมภีร์ไบเบิ้ลด้วย
Bill: "Because the Bible was written by God." ก็เพราะว่า
คัมภีร์ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้า
จะเห็นได้ว่า เริ่มต้นจากพระเจ้า ( ที่ทำาสีนำ้าเงินเอาไว้) และสุดท้าย
ก็กลับมาที่เดิม คือ พระเจ้า ( ที่ทำาสีนำ้าเงินเอาไว้) แต่ตามหลักแล้ว
คุณจะต้องไปหาหลักฐานจากแหล่งอื่นที่จะมาพิสูจน์ว่าคัมภีร์ไบเบิ้
ลมาจากพระเจ้า
คุณสมมุติเอาเองโดยปราศจากหลักฐานว่า ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้า
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับว่า ความเชื่อที่ว่าพระเจ้ามีจริงนั้น
ถูกต้องไปโดยปริยาย แต่ตามหลักการแล้วคุณจะต้องพิสูจน์ให้ได้
เสียก่อนว่า ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้าจริงๆ หรือ พิสูจน์ให้ได้ก่อนว่า
พระเจ้ามีจริง และ ไบเบิ้ลนั้นมาจากพระเจ้า
       หรือ เราถามว่า : คุณรู้ได้อย่างไรว่าอัล-กุรอานไม่เคยถูก
เปลี่ยนแปลงแก้ไข ถ้าตอบว่า : ก็เพราะอัล-กุรอานได้บอกเอาไว้
...ถ้าตอบอย่างนี้ถือว่าผิดพลาดในการใช้เหตุผล ทั้งนี้ก็เพราะ ผู้ที่
ถามเขาไม่เชื่อว่าอัล-กุรอานมาจากพระเจ้า... เพราะฉะนั้นการที่
เราตอบเช่นนั้นถือว่าเราไปทึกทักเอาเองว่าเขาเชื่อว่าอัล-กุรอา
นมาจากพระเจ้า
       ลองอ่านบทสนทนาต่อไปนี้ดู:
ก. นายฮัมซะชอบกินส้ม
ข. นายฮัมซะจะชอบกินส้มไม่ได้เด็ดขาด
 ก.ทำาไมถึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆที่ผมมีหลักฐานยืนยันว่าฮัมซะชอบกิน
ส้ม
ข. ก็เพราะมันค้านกับความเชื่อของผม
       ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่านาย ข. ใช้เหตุผลที่ผดพลาด เพราะไป
                                                      ิ
ทึกทักเอาเองว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อนั้นเป็นจริง ทั้งๆที่ไม่มีข้อพิสูจน์
Complex Cause
บี เป็นสาเหตุทำาให้เกิด เอ ขึน ... จริง แต่ไม่ใช่ บี อย่างเดียว แต่มี
                               ้
สาเหตุอื่นๆอีกที่มีส่วนพอๆกันที่ทำาให้เกิด เอ ขึ้นมา

Wrong Direction
เอ ไม่ได้เป็นสาเหตุทำาให้เกิด บี แต่กลับกัน บีต่างหากที่ทำาให้เกิด
เอ ขึน
     ้

Examples:
(i) Cancer causes smoking.
(ii) The increase in AIDS was caused by more sex
education. (In fact, the increase in sex education was
caused by the spread of AIDS.) การใช้ถุงยาง กับ โรคเอดส์
Genuine but Insignificant Cause
เอ เป็นสาเหตุทำาให้ บี เกิดขึ้นจริง แต่ เอมีส่วนน้อยมากที่ทำาให้
เกิด บีขึ้น แต่จะต้องไปหากันว่า แล้วอะไรเป็นตัวการหลักที่ทำาให้
เกิด บีขึ้น

Examples:
(i) Smoking is causing air pollution in Edmonton. (True,
but the effect of smoking is insignificant compared to the
effect of auto exhaust.)
Joint Effect
ทึกทักเอาว่าที่ เกิด เอ ขึ้นก็เพราะ บี เป็นสาเหตุทำาให้ เอ เกิดขึ้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง เอ และ บี เกิดขึ้นมาโดยมี ซี เป็น
สาเหตุหลัก
Examples:
(i) We are experiencing high unemployment which is being
caused by a low consumer demand. (In fact, both may be
caused by high interest rates.)
Coincidental Correlation (post hoc ergo propter hoc)
ไม่จำาเป็นต้องเป็นสาเหตุทำาให้เกิดสิ่งนั้นๆขึ้น ถึงแม้ว่าดูผิวเผิน
แล้วเหมือนจะใช่สาเหตุ
Examples:
(i) Immigration to Alberta from Ontario increased. Soon
after, the welfare rolls increased. Therefore, the increased
immigration caused the increased welfare rolls.
Converse Accident
นำาเอากฎข้อยกเว้นมาใช้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วต้องใช้กฎ
เกณฑ์โดยทั่วไป
Examples:
(i) Because we allow terminally ill patients to use heroin,
we should allow everyone to use heroin. คือโดยทั่วไปแล้ว
เฮโรอินเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาต แต่ก็อาจจะอนุญาตในบางกรณีเท่านั้น
ไม่ใช่เพราะการที่มีคนหนึ่งสามารถใช้เฮโรอินได้แล้วจะ
หมายความว่า ทุกคนก็สามารถใช้ได้ด้วย

Accident
ในความเป็นแล้วจะต้องใช้กฎข้อยกเว้น แต่กลับนำากฏเกณฑ์โดย
ทั่วไปมาใช้
Examples:
(i) The law says that you should not travel faster than 50
kph. Thus, even though your father could not breathe, you
should not have travelled faster than 50 kph.
โดยปรกติไม่อนุญาตให้ขับเร็วเกิน 50 ก.ม. ต่อชั่วโมง แต่ก็อาจจะ
มีข้อยกเว้น ไม่ใช่จะไม่อนุญาตให้ขับเร็วเกิน 50 ก.ม. ต่อชั่วโมง
ทุกสถานการณ์
Fallacy of Exclusion
หลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดขาดหายไป ซึ่งยังผลทำาให้ได้ข้อสรุป
อีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้านำาหลักฐานที่ขาดหายไปมาแล้ว ก็จะทำาให้ข้อ
สรุปเปลี่ยนไปจากเดิมในทันที
The requirement that all relevant information be included
is called the "principle of total evidence".
Slothful Induction
ไม่ยอมรับผลหรือข้อสรุปที่มีหลักฐานพอเพียงมาสนับสนุน และ
กล่าวในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับผลสรุปนั้น
Examples:
(i) Hugo has had twelve accidents in the last six months,
yet he insists that it is just a coincidence and not his fault.
(Inductively, the evidence is overwhelming that it is his
fault. This example borrowed from Barker, p. 189)

False Analogy
เปรียบเทียบว่า ก. และ ข. ว่ามีสิ่งที่คล้ายคลึงกัน แต่เมื่อวิเคราะห์ดู
ในรายละเอียดของ ก. และ ข. แล้ว ก. และ ข. ไม่เหมือนกัน ที่จะ
สามารถนำาใช้เปรียบเทียบกันได้
เช่น เปรียบคนที่ยืนหลังอิหม่ามที่อ่านอัล-กุรอานนานว่าเหมือนหนู
เห็นเหล็ก คือ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเพราะไม่รู้ความหมาย หรือ
ชีอะฮฺเปรียบเทียบ ว่ารุก่นอีหม่าน 5 ข้อไม่มีกล่าวเอาไว้ในอัล-กุ
รอาน เหมือนกับที่ ละหมาดมัฆริบไม่ได้ถูกกล่าวเอาไว้ในอัล-กุ
รอาน หรื่อ เปรียบเทียบว่า อัล-กุลัยนี่เชื่อถือไม่ได้เพราะในฮะดีษ
ของเขาระบุว่าอัล-กุรอานไม่สมบูรณ์ โดยเทียบกับอิหม่ามบุคคอรี
โดยบอกว่าในหนังสือของอิหม่ามบุคอรีก็มีฮะดีษดออีฟเช่นกัน
Unrepresentative Sample
สุ่มตัวอย่างไม่ถูกต้อง โดยไม่ครอบคลุมพอ
Hasty Generalization
ด่วนสรุป และเหมารวมว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ทั้งๆที่ไม่จำาเป็นต้อง
เป็นเช่นนั้น
Style Over Substance
เอาลีล่า หรือเทคนิคในการนำาเสนอหลักฐานมาเป็นเครื่องตัดสิน
ความถูกต้อง โดยที่ไม่ดูที่เนื้อหาสาระ ดังนั้นสไตล์หรือลีล่าใน
การนำาเสนอข้อมูล ไม่มีผลทำาให้ตัวเนื้อหาเป็นจริง หรือเป็นเท็จขึ้น
มาได้
Anonymous Authorities
ยกหลักฐานอ้างอิงแต่ไม่บอกแหล่งที่มา หรือ ตัวบุคคลว่าเป็นใคร
เพียงแต่ยกหรืออ้างขึ้นมาลอยๆเท่านั้น ทำาให้อีกฝ่ายไม่สามารถ
ตรวจสอบความถูกต้องได้

Appeal to Authority (argumentum ad verecundiam)
มีความผิดพลาดในการยกหลักฐานมาสนับสนุน เช่น บุคคลที่ยก
มาอ้างนั้น ไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญโดยตรงในเรื่องนั้นๆ หรือ ยกผู้ที่
เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆมาจริง แต่ผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆขัดแย้ง
กัน หรือ ผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านนั้น เพียงพูดออกมาลอยๆ ไม่จริงจัง
อะไร

Attacking the Person (argumentum ad hominem)
แทนที่จะไปหักล้างที่หลักฐานหรือเหตุผลที่เขายกมาโดยตรง แต่
กลับมุ่งโจมตีที่ตัวบุคคลนั้นที่ยกเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงขึ้นมา
อาจจะโจมตีที่ บุคลิก เชื้อชาติ ศาสนา การศึกษา หรือ สภาพ
แวดล้อมของคนนั้นๆ หรือ โจมตีว่าคนนั้นๆไม่ยอมปฏิบัติตามที่ตัว
เองบอก หรือโจมตีว่า คนนั้นๆเรียนก็ไม่จบ ทั้งนี้เพราะไม่
สามารถหักล้างเหตุผล หรือ หลักฐานที่เขาผู้นั้นยกมาได้ จึงต้อง
สร้างภาพว่าตนเองสามารถหักล้างที่หลักฐานหรือเหตุผลที่เขาผู้
นั้นยกมาได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

Appeal to Popularity (argumentum ad populum)
เชื่อว่าถูกต้องและเป็นจริงเพียงเพราะ มีผู้คนจำานวนมาก เชื่อเช่น
นั้น หรือเพียงเพราะ อารมณ์ ความรู้สึกส่วนตัวพาให้เชื่อไปเช่น
นั้น

Prejudicial Language
ใช้ถ้อยคำาที่ออกมาจากความรู้สึกส่วนตัว หรือถ้อยคำาที่ทำาให้ใคร
ที่ไม่เชื่อเหมือนตนเองดูเหมือนเป็นคนผิด ทั้งนี้เพื่อจูงใจคนให้
เชื่อในเหตุผลของตนเอง
Examples:
(i) Right thinking Canadians will agree
Appeal to Consequences (argumentum ad consequentiam)
ใช้ผลที่จะตามมาเป็นเหตุผลทำาให้อีกฝ่ายเชื่อในสิ่งที่ตนเอง
ต้องการพิสูจน์ เช่น คนๆหนึ่งไม่ต้องการให้คนอีกคนหนึ่งรับ
อิสลามก็เลยพูดว่า “ อย่ารับอิสลามน่ะ เพราะถ้าคุณรับอิสลามแล้ว
คุณจะต้องถูกมองเป็นผู้ก่อการร้าย” การที่ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการ
ร้าย ไม่สามารถใช้มาเป็นเหตุผลหักล้างความเที่ยงแท้ของศาสนา
อิสลามได้ หรือไม่สามารถใช้เป็นเงื่อนไขได้ว่า “ เพราะฉะนั้น
คุณจะต้องไม่รับอิสลาม” การที่คุณรับอิสลามและถูกมองว่าเป็นผู้
ก่อการร้าย ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานหรือเหตุผลหักล้างได้เลย
ว่า อิสลามเป็นศาสนาที่ไม่แท้จริง
ความจริงก็คือความจริง ถึงแม้ว่าผลที่จะออกมาจากการเชื่อหรือ
ยึดถือความจริงนั้น จะถูกมองไปในทางลบ หรือทางที่ไม่ดีก็ตาม
เช่น อิสลามคือศาสนาที่แท้จริง ถึงแม้ว่า ผลที่จะตามมาจากการรับ
อิสลามจะออกมาในทางลบก็ตาม เพราะผลที่จะออกมาในทางลบ
นั้น ตัวมันเองไม่ได้เป็นเหตุผลหรือหลักฐานหักล้างความเป็น
ศาสนาที่แท้จริงของอิสลามได้
หรือสมมุติ คนสองกลุ่มทะเลาะกัน และเราก็รู้ว่ากลุ่มไหนเป็นกลุ่มที่
ถูกต้อง แต่กลุ่มที่อยู่บนความจริง อยู่บนความถูกต้องกลับถูกมอง
ในแง่ลบ ในทางที่เสียหาย โดยคนทั่วไป แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผม
ขอถามคุณว่า ถ้าคุณเป็นผู้รักความจริง รักความยุติธรรม คุณจะ
เลือกเข้าข้างฝ่ายไหน?.... ( หรือ สองประเทศกำาลังรบกัน หรือเรื่อ
งอื่นๆ)
โลจิคข้อนี้ต่างกับคำาพูดที่ว่า “ อย่าขับรถฝ่าไฟแดงน่ะ เพราะคุณ
จะถูกตำารวจจับ” ซึ่งสามารถใช้เป็นข้ออ้างได้ เพราะเราพิสูจน์รู้
แล้วว่า ข้อความที่ว่า “ เพราะคุณจะถูกตำารวจจับ” เป็นข้อความที่
สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ และการขับรถฝ่าไฟแดง
โดยตัวของมันก็เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย

Example:
(i) You can't agree that evolution is true, because if it
were, then we would be no better than monkeys and apes.
(ii) You must believe in God, for otherwise life would have
no meaning. (Perhaps, but it is equally possible that since
life has no meaning that God does not exist.) ชี้แจง: เราไม่
ได้เชื่อในพระเจ้า เพราะกลัวว่าชีวิตในโลกนี้จะไร้เป้าหมาย แต่
เราเชื่อในพระเจ้าเพราะเราสามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานอื่นๆที่
เชื่อถือได้ แต่ความรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมาย มีจุดมุ่งหมายเป็น
ผลพลอยได้จากการเชื่อในพระเจ้า

Appeal to Pity (argumentum ad misercordiam)
ใช้ความน่าสงสาร หรือความน่าเห็นอกเห็นใจ มาเป็นเหตุผลให้
ผู้คนเชื่อในสิ่งที่ตนเองนำาเสนอ เช่น นาย หนึ่ง กับ นาย สอง
โต้วาทีกัน ผลที่ปรากฏออกมาก็คือ นาย สอง โต้นายหนึ่งไม่ได้
เลย แต่นายสองก็กล่าวกับ ผู้ฟังว่า “ วันนี้ทั้งๆที่ผมป่วยมาก แต่ผม
ก็ยังมาโต้วาที แต่สงสัยว่านายหนึ่งคงไม่ทราบว่าผมป่วยกระมั่ง ”
จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่านายสองจะป่วยก็ตาม แต่นั้นก็มิได้เป็น
เหตุผลทำาให้ผู้ฟังต้องเชื่อในสิ่งที่นายสองได้นำาเสนอ หรือ ไปหัก
ล้างเหตุผล หรือหลักฐานของนายหนึ่งได้
มีในบางกรณีเราจะต้องใช้วิจารณญาณของเราเองในการตัดสิน
เนื่องจากความไม่ชัดเจน เช่น นักเรียนได้รับมอบหมายจาก
อาจารย์ให้ทำางานชิ้นหนึ่ง ให้เวลา 3 เดือน 3 เดือนได้ผ่านไป
โดยที่นักเรียนคนนั้นทำางานยังไม่เสร็จเลย พอเจออาจารย์ก็พูดกับ
อาจารย์ว่า “ อาจารย์ครับ ผมป่วยเข้าโรงพยาบาล เมื่อสัปดาห์ที่
แล้วจึงยังทำางานไม่เสร็จ”

Appeal to Force (argumentum ad baculum)
ใช้ผลร้ายที่จะตามมา มาเป็นเหตุผลทำาให้คนใดคนหนึ่งเชื่อในสิ่ง
ที่ตนเองได้นำาเสนอ
Examples:
(i) You had better agree that the new company policy is
the best bet if you expect to keep your job.

Complex Question
คนๆหนึ่งนำาเสนอสิ่งสองสิ่งดูคล้ายกับว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน หรือ
เป็นประเด็นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองไม่จำาเป็นต้อง
เกี่ยวข้องหรือเป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป โดยที่คนๆนั้นต้องการให้
คุณ ยอมรับทั้งสองพร้อมๆกัน หรือ ไม่ก็ปฏิเสธทั้งสองพร้อมๆกัน
ซึ่งความจริงแล้วไม่จำาเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเลย หรือ คนๆหนึ่งพูด
หรือถามคำาถามโดยทึกทักเอาเองว่า ผู้ที่ถูกถามนั้น มีทั้งสองสิ่ง
พร้อมๆกัน

Examples:
(i) You should support home education and the God-given
right of parents to raise their children according to their
own beliefs.

Slippery Slope
คนๆหนึ่งต้องการที่จะปฏิเสธสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือ ห้ามไม่ให้ใครทำา
สิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยใช้ผลเสียของสิ่งนั้นๆที่จะตามมาเป็นเหตุผล
สนับสนุนจุดยืนของตนเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่จำาเป็นเลย
ว่าจะต้องมีผลเสียติดตามมา
Examples:
(i) If we pass laws against fully-automatic weapons, then it
won't be long before we pass laws on all weapons, and
then we will begin to restrict other rights, and finally we will
end up living in a communist state. Thus, we should not
ban fully-automatic weapons.
Argument From Ignorance (argumentum ad ignorantiam)
ทึกทักเอาเองว่าเหตุผลหรือข้ออ้างทั้งหลายนั้น ถ้าไม่เป็นจริง ก็
ต้องเป็นเท็จ หรือ ถ้าไม่เท็จ ก็ตองเป็นจริง ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
                                ้
แต่ในความเป็นจริงไม่จำาเป็นต้องเป็นเช่นนั้น
As Davis writes, "Lack of proof is not proof." (p. 59)
Examples:
(i) Since you cannot prove that ghosts do not exist, they
must exist. เนื่องจากคุณไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าญินนั้นมีอยู่จริง
นั่นก็หมายความว่า ญินจะต้องมีอยู่จริง
False Dilemma
จำากัดตัวเลือกให้ฝ่ายตรงข้ามได้เลือก เช่น ตัวเลือก 2 ตัว แต่ใน
ความเป็นจริงแล้ว ไม่จำาเป็นเลยว่าจะต้องมีเพียงแค่ตัวเลือก 2 ตัว
นั้นเท่านั้น แต่ตัวเลือกมีมากว่านั้น การทำาเช่นนี้เหมือนกับมัดมือ
ชก

False Dilemma คือ
การจำากัดหรือกำาหนดตัวเลือกให้ฝ่ายตรงข้ามได้เลือก เช่น
กำาหนดตัวเลือกให้เลือกเพียง 2 ตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่
จำาเป็นเลยว่าจะต้องมีเพียงแค่ตัวเลือก 2 ตัวนั้นเท่านั้น แต่ตัวเลือก
มีมากว่านั้น การทำาเช่นนี้เหมือนกับมัดมือชก ที่ทำาเช่นนี้ก็เพื่อที่จะ
โน้มน้าวให้ฝ่ายตรงกันข้ามเชื่อและคล้อยตามในสิ่งตนนำาเสนอ
เป็นวิธีที่ไม่ซื่อสัตย์ ถ้าฝ่ายที่ถูกชักชวนด้วยวิธีนี้ไม่รู้ วิธีการ
โต้ตอบ ก็อาจจะหลงและคล้อยตามได้ โดยถูกบังคับทางอ้อมให้
เลือกในสิ่งที่เขานำาเสนอมาให้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงตัวเลือกไม่
ได้มีเพียงแค่นั้น
- นำาเสนอสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมา และสรุปเอาเองว่า ถ้าทำาตามสิ่งที่
ตนเองได้นำาเสนอแล้วจะทำาให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้น .... แต่ในความ
เป็นจริงแล้ว ทั้งสิ่งที่ ถูกนำาเสนอ และสิ่งที่เขาผู้นั้นอ้างว่า จะได้
จากการทำาตามสิ่งที่เขานำาเสนอนั้น ต่างก็เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการ
พิสูจน์ความถูกต้อง และความเป็นจริงทั้งคู่ เช่น คำาพูดที่ว่า “ มา
ออกตับลีฆ 40 วันซิ แล้ว อิหม่านจะเพิ่มอย่างแน่นอน” ตรงนี้เราจะ
ต้องมาพิสูจน์กันก่อนว่า 1. ทำาไมต้องออกตับลีฆ และ 2. อิหม่านจะ
เพิ่มเพราะออกตับลีฆ 3. ตกลงถ้าไม่ออกตับลีฆฺแล้วอีหม่านจะไม่
เพิ่มใช่ไหม

A deductive argument เป็นการให้เหตุผลที่มี ข้อเสนอที่จะมีผล
ทำาให้ข้อสรุปถูกต้องและเป็นจริง และถ้าข้อเสนอเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
แล้ว จะเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่ข้อสรุปจะเป็นสิ่งที่ผิด ( การที่จะได้
ข้อสรุปที่เป็นจริงออกมานั้น สิ่งที่ใช้นำาเสนอทั้งหมดจะต้องถูกต้อง
และเป็นจริงด้วย ) ( สิ่งที่นำาเสนอยืนยันถึงความเป็นจริงของข้อ
สรุปที่จะมีมา แต่ที่สำาคัญ ข้อเสนอจะต้องเป็นจริงด้วย )
There are 32 books on the top-shelf of the bookcase, and
12 on the lower shelf of the bookcase. There are no books
anywhere else in my bookcase. Therefore, there are 44
books in the bookcase.

An inductive argument เป็นการให้เหตุผลที่มีข้อเสนอที่ได้ข้อ
สรุปที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นความจริง โดยประเภทนี้จะมีการ
ให้ข้อนำาเสนอที่มีนำ้าหนักมาก จนกระทั่งว่าถ้าข้อเสนอเป็นสิ่งที่ถูก
ต้องแล้ว ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าข้อสรุปจะผิดพลาด
It has snowed in Massachusetts every December in
recorded history.
Therefore, it will snow in Massachusetts this coming
December. ( ไม่มีอะไรมายืนยันได้ 100 % ว่าหิมะจะตกใน
เดือนธันวาคมที่จะมาถึง พูดได้แต่ว่า มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็น
เช่นนั้น)

- ข้อสรุปไม่จำาเป็นจะต้องอยู่ท้ายประโยคเสมอไป อาจจะอยู่หน้า
สุด หรือกลางประโยคก็ได้
- ( arguments คือ คำาพูดที่เราใช้เพื่อพยายามทำาให้ใครคนใดคน
หนึ่งมั่นใจ ต่อบางสิ่งที่เรากำาลังนำาเสนอต่อเขา หรืออาจจะกล่าว
อีกนัยหนึ่งก็คือ arguments คือ เหตุผลต่างๆที่ถูกนำาเสนอเพื่อให้
เกิดการยอมรับในข้อสรุปบางอย่าง)
- ( แต่ เราจะต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง คำาที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ
เพื่อยืนยัน หรือ บอกกล่าวสิ่งหนึ่งสิ่งใด กับ คำาที่กล่าวออกมาเพื่อ
พยายามทำาให้ใครคนใดคนหนึ่งมั่นใจ ต่อบางสิ่งที่เรากำาลังนำา
เสนอต่อเขา )
- ( ไม่เสมอไปที่เหตุผลที่คนๆหนึ่งให้ออกมาเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อในข้อ
สรุปของตนเอง จะไปสนับสนุนข้อสรุปของคนๆนั้น )
- ( สิ่งที่นำาเสนออาจจะเป็นความจริง แต่กระนั้นก็ตาม ไม่เป็น
เหตุผลเสมอไปที่จะได้ข้อสรุปเช่นนั้นเช่นนี้ออกมา) ( แต่หลายๆ
กรณีที่ ถ้าสิ่งที่นำาเสนอเป็นเช่นนั้นเช่นนี้แล้ว ข้อสรุปที่ได้ออกมาก็
จะต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ด้วย )
- ( อีกอย่างก็คือ เราจะต้อง แยกแยะให้ออกระหว่าง สิ่งที่เรียกว่า
argument และ explanation เพราะถ้าทุกคนที่อยู่ในที่นั้นเห็น
ด้วยกับข้อสรุปนั้นแล้ว เหตุผลที่ให้ออกไปจะถูกเรียกว่า เป็นคำา
อธิบายต่อสิ่งนั้นๆ )
- All popes reside at the Vatican.
John Paul II resides at the Vatican.
Therefore, John Paul II is a pope. ( ตรงนี้ถ้าจะจี้ให้เกิด
ความชัดเจนแล้ว เราจะต้องถามว่า เฉพาะโป๊ปอย่างเดียวเท่านั้น
ใช่ไหมที่อยู่ในวาทิกัน คนอื่นที่ไม่ใช่โป๊ปไม่มีเลยใช่ไหม )
Arguments with this form are invalid. This is easy to see
with the first example. The second example may seem like
a good argument because the premises and the
conclusion are all true, but note that the conclusion's truth
isn't guaranteed by the premises' truth.
( ไม่จำาเป็นเลยว่า ถ้าข้อเสนอเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเป็นความจริง
แล้ว จะบังคับให้ข้อสรุปเป็นจริงไปด้วยโดยไม่มีทางเป็นอย่างอื่น
ไปได้ บางทีข้อสรุปที่ได้ออกมาอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้อย่างเช่นใน
กรณีนี้ )
- เลือกที่จะโจมตีที่ตัวบุคคล โดยละเลยที่จะหักล้างหลักฐาน หรือ
เหตุผลที่เขาผู้นั้นได้นำาเสนอ

- พยายามทำาให้ฝ่ายตรงกันข้ามโกรธ ด้วยวิธหนึ่งวิธีใด หรือ
                                            ี
แสดงอาการที่เสียมารยาทใส่ วิธีที่ดีที่จะจัดการกับสภาพเช่นนี้ก็
คือ ให้แสดงอาการขบขันต่อสิ่งๆนั้นแบบพอควร และ อยู่ในอาการ
สงบมากกว่าที่จะแสดงอาการโกรธออกมา

- มุ่งโจมตีในจุดๆหนึ่งของฝ่ายตรงกันข้าม ที่สามารถบิดเบือนให้ดู
เกินความจริงไปได้

- การที่มีผู้รู้สองกลุ่มขัดแย้งกันในประเด็นหนึ่งประเด็นใด แล้วไป
เหมาว่า พวกเขาไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆโดยรวม...ซึ่งในความ
เป็นจริงแล้วไม่จำาเป็นต้องเป็นเช่นนั้น เช่น นักประวัติศาสตร์ 2
กลุ่ม ขัดแย้งกันว่า ฮิตเลอร์ ฆ่ายิวไปกี่คน กลุ่มที่ 1 บอกว่า 6 ล้าน
คน ส่วนกลุ่มที่ 2 บอก 5 ล้านคน... เพราะฉะนั้นจึงสรุปเหมารวม
เอาว่า ทั้งสองกลุ่มไม่รู้จริงในเรื่อง เหตุการณ์นี้...ซึ่งจริงๆแล้วทั้ง
สองกลุ่มรู้ดีในเหตุการณ์นี้ เพียงแต่ขัดแย้งกันในรายละเอียดบาง
อย่างเท่านั้น...
- เอาผลเสียที่จะเกิดขึ้นในประด็น หรือกรณีหนึ่งกรณีใด มาเป็น
ตัววางเงื่อนไขบังคับให้เกิดสิ่งหนึ่งๆขึ้น ทั้งๆที่ในความเป็นจริง
แล้วมันไม่เกี่ยวข้องกันเลย เช่นถ้าคุณไม่รับศาสนาคริสต์ คุณจะ
ต้องมีบาปติดตัวไปตลอด

- เลือกที่จะนำาเสนอแต่หลักฐาน หรือเหตุผลที่สนับสนุนจุดยืนของ
ตนเอง แต่ละเลยต่อหลักฐานที่จะมาหักล้างจุดยืนของตนเอง

- สมมุติเอาเองว่ามีเพียงแค่สองตัวเลือก แต่ในความเป็นจริงแล้วมี
มากกว่านั้น

- การที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ นั่นไม่ได้หมายความว่า
สิ่งนั้นๆจะไม่มี

- ถามคำาถามฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเป็นคำาถามที่ไม่อาจจะที่จะตอบ
แบบกระฉับ หรือตอบแบบสั้นๆได้ หรือถามคำาถามที่ถ้าตอบไปแล้ว
ผู้ฟังไม่อาจที่จะเข้าใจได้ ถ้าไม่มีความรู้พื้นฐานมาพอสมควรใน
เรื่องนั้นๆ

- ถามคำาถามที่บ่งให้รู้ว่า ผู้ถามได้ทึกทักเอาเองว่าผู้ถูกถามจะต้อง
เป็นเช่นนั้น เช่นนี้

- ทำาให้สิ่งที่ต้องใช้เป็นกฏโดยทั่วไป มายืนยันว่าต้องเป็นเช่นนั้น
ในทุกๆกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น เช่นกฏโดยทั่วไปเมื่อไฟแดง จะ
ต้องหยุดรถ นี่คือกฏทั่วไป แต่กระนั้นก็ตามอนุญาตให้ผ่าไฟแดง
ได้ในกรณีที่ฉุกฉิน

- พูดอะไรให้เกินกว่าที่เป็นจริง หรือทำาให้สิ่งบางสิ่งดูง่ายดายเกิน
กว่าความเป็นจริง ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันมีอะไรที่ซับซ้อนไป
มากกว่านั้น
- พยายามดิสเครดิตแหล่งอ้างอิงของฝ่ายตรงกันข้าม

- ใช้คำาพูดที่ เร้าอารมณ์ ความรู้สึก เพื่อให้ผู้ฟังคล้อยตามมากกว่า
ที่จะใช้หลักฐาน และเหตุผล
- Argument By Personal Charm ใช้ความมีเสน่ห์ส่วนตัว หรือ
ความเป็นที่เคารพนับถือของผู้คน ทำาให้คนคล้อยตามในสิ่งที่พูด
โดยที่ผู้ที่คล้อยตามก็มิได้พิจารณาถึง หลักฐาน และเหตุผล

- ใช้ความน่าสงสารของตัวเอง มาเป็นหลักฐานพิสูจน์จุดยืนของ
ตัวเอง หรือเพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นนั้นๆ

- นำาเสนอสิ่งหนึ่งที่ตัวมันเองจะต้องได้รับการพิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จ
มาเป็นเสมือนข้อเท็จจริง และนำาสิ่งที่ถูกทึกทักว่าเป็นความจริงนั้น
ไปพิสูจน์สิ่งอื่นๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งอย่างใดมา

- ทึกทักเอาไว้คนหนึ่งคนใดที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนึ่งเรื่องใด
แล้ว เขาจะเชี่ยวชาญในรายละเอียด หรือสาขาที่แตกออกไปจาก
เรื่องนั้นๆด้วย ...ซึ่งในความเป็นจริงไม่จำาเป็นว่าต้องเป็นเช่นนั้น

- อ้างอิงหลักฐานอย่างลอยๆ เช่นผู้รู้กล่วว่า นักวิทยาศาสตร์กล่าว
ว่า ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ... เพราะเราไม่สามารถที่จะไปสืบค้น
พิสูจน์ได้เลยว่า สิ่งที่อ้างมานั้นเป็นจริงหรือเท็จ .... แต่ในทาง
ศาสนาแล้ว เราจะต้องอ้างดังนี้เช่น “ ท่านอิบนุฮะญัรกล่าวว่าเอา
ไว้ใน ฟัตฮุลบารีว่า บรรดาอุละมาอฺในยืนยันเอาไว้ว่า....”

- ถ้าจะให้ดูน่าเชื่อถือจะต้อง ยกคำาพูดของเจ้าของคำาพูดมาเลย
พร้อมบอกถึงบริบทที่เจ้าของคำาพูดนั้นๆออกมา

- อ้างอิงหลักฐาน แต่หลักฐานที่อ้างนั้นไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือไป
สนับสนุน ข้ออ้างของเขาผู้นั้นเลย หรืออ้าง ผู้ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งดู
ภายนอกดูเหมือนน่าเชื่อถือ แต่ ถ้าวิเคราะห์ให้ดีจะพบว่าเขาไม่ได้
มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้รู้ในด้านนั้นๆ
- ยกคำาพูด หรือหลักฐานออกนอกบริบท หรือตัดต่อ ศัลยกรรม
หลักฐาน... ที่สำาคัญเราจะต้องยกสถานการณ์ หรือสภาพแวดล้อม
ที่คนๆนั้นพูดสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกมา

- เอาการเปลี่ยนจุดยืนในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ของคนหนึ่งๆมาเป็น
หลักฐานยืนยันความถูกต้องของสิ่งนั้น... ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว
เราจะต้องถามไปว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำาให้เขาเปลี่ยนจุดยืนจาก
สิ่งหนึ่งไปเป็นสิ่งหนึ่ง เขามีอะไรเป็นหลักฐานสนับสนุนตัวเอง
...หรือให้ถามกลับไปว่า ช่วยพิสูจน์มาว่า จุดยืนของเรานั้นผิดตรง
ไหน

- สิ่งหนึ่งที่ใดที่มีลักษณะที่คล้ายกัน ไม่จำาเป็นว่าสองสิ่งนั้นจะมี
ความเกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์กัน

- นำาสิ่งที่เป็นรูปธรรม มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นนามธรรม

- สองสิ่งเกิดขึ้น แต่ไม่จำาเป็นว่าสิ่งหนึ่งจะเป็นสาเหตุทำาให้เกิดอีก
สิ่งขึ้น

- อ้างสาเหตุที่ผิด เพื่ออธิบายว่าสิ่งนั้นๆเกิดขึ้นเพราะอะไร

- เอาสาเหตุเพียงอย่างเดียวมาอธิบายสิ่งหนึ่งๆที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่สิ่ง
นั้นๆที่เกิดขึ้นมาปัจจัยมาจากหลายสาเหตุ

- ทึกทักเอาเองว่า ภาพรวมของสิ่งๆหนึ่ง ก็มีลักษณะที่เหมือนกัน
กับรายละเอียด หรือส่วนปลีกย่อยของสิ่งๆนั้น เช่น พูดว่า อะตอม
เป็นสิ่งที่ไร้สี แมวประกอบไปด้วยอะตอม ดังนั้นแมวจึงเป็นสิ่งที่ไร้
สี

- ทึกทักเอาเองว่า สิ่งที่เป็นจริงหรือเกิดขึ้นจริงกับสิ่งๆหนึ่งเมื่อมอง
โดยภาพรวม ต้องเป็นจริงหรือเกิดขึ้นจริงด้วยกับสิ่งๆนั้น ถ้ามอง
ในรายละเอียด หรือปลีกย่อย เช่นพูดว่า มนุษย์เราประกอบไป
ด้วยอะตอม และมนุษย์เราเป็นสิ่งที่มีความรู้สึกนึกคิด เพราะ
ฉะนั้นอะตอมจึงต้องมีความรู้สึกนึกคิดด้วยเช่นกัน

- นำากลุ่มของสิ่งต่างๆขึ้นมาเสนอ โดยเสนอแนวทางราวกับว่า ถ้า
รับก็จะต้องรับสิ่งต่างๆทั้งหมด หรือถ้าปฏิเสธก็จะต้องถือว่าปฏิเสธ
ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งแต่ละสิ่งนั้นสามารถที่จะถูก
ยอมรับ หรือถูกปฏิเสธ ด้วยตัวของมันเองอย่างเป็นอิสระ ไม่ได้เป็น
เงื่อนไขว่าถ้าปฏิเสธ ข้อที่ 1 นั่นหมายความว่าเท่ากับปฏิเสธ ข้อที่
2 3 4 5 ไปด้วย หรือ ถ้ายอมรับในข้อที่ 1 นั่นหมายความว่า
เท่ากับยอมรับ ข้อที่ 2 3 4 5 ไปด้วย ... เปล่าเลย แต่ทว่า แต่ละข้อ
นั้นเป็นอิสระจากกันและกันในการที่จะถูกยอมรับ หรือ ปฏิเสธ ...
เช่นพูดว่า คุณสนับสนุนเสรีภาพ และ สิทธิ์ที่จะพกพาอาวุธไปไหน
ก็ได้ ไหม .... ไม่จำาเป็นเลยว่าถ้าผมเห็นด้วยกับเสรีภาพ แล้วจะ
เป็นเงื่อนไขบังคับผมว่า เพราะฉะนั้นผมจะต้องเห็นด้วยกับการ
อนุญาตให้พกพาอาวุธไปไหนก็ได้... เปล่าเลย หรือ เราอ่าน
หนังสือเล่มหนึ่งเล่มใด ไม่จำาเป็นเลยว่า ถ้าเราเห็นด้วยกับจุดหนึ่ง
จุดใดของหนังสือ แล้วจะหมายความว่า เราเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่
หนังสือเล่มนั้นกล่าว

- ทึกทักเอาเองว่า ถ้าอนุญาต หรือยอมให้เกิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น
ย่อมจะทำาให้สิ่งที่ไม่ดีอีกสิ่งเกิดขึ้นตามมาด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่
อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น พูดว่า ถ้าผมยกเว้นคุณ มันก็จะทำาให้ผม
ยกเว้นคนอื่นๆไปด้วย ... ซึ่งไม่ใช่เงื่อนไขที่จะมาบังคับกันว่าจะ
ต้องเป็นเช่นนั้นเลย

- ในสิ่งที่นำามาเป็นหลักฐานนั้น มีทั้งความจริง และความเท็จปนกัน
อยู่

- นับแต่เป้าที่โดน แต่เป้าที่พลาดไม่ยอมนับ ... มองแต่ด้านที่เป็น
บวก หรือด้านที่ได้เปรียบ แต่ไม่ยอมมองด้านลบ หรือ ด้านที่จะ
ทำาให้เสียเปรียบ

- เลือกที่จะหักล้าง แต่หลักฐานของอีกฝ่ายที่ง่ายต่อการหักล้าง
และสร้างภาพว่า ตนเองได้ชนะเหนือฝ่ายตรงกันข้ามแล้ว โดยที่
ละเลยที่จะหักล้างหลักฐานที่ยากที่จะหักล้างได้ของอีกฝ่าย
- นำาเสนอคำาอธิบายที่แปลกประหลาดต่อเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์
ใดที่เกิดขึ้น แทนที่จะคิดหาคำาอธิบายที่ธรรมดาทั่วไปที่เป็นไปได้
เสียก่อน
- ทึกทักเอาว่า สถานภาพของคนหนึ่ง จะคงอยู่กับเขาคนนั้นตลอด
เวลาไม่ว่าเขาผู้นั้นจะในสถานการณ์ไหนก็ตามหรือ บริบทไหน
ก็ตาม.... ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เช่นาย ยศ พูดว่า “ สม
ศักดิ์พูดกับผมว่า เขาต้องการพบเพื่อนบ้านใหม่ของเขาคืนนี้ที่ชื่อ
โอชา แต่ผมรู้มาว่านายโอชาคนนี้เป็นสายลับ ดังนั้นจึงเท่ากับว่า
สมศักดิ์ตองการพบสายลับในคืนนี้ ”
          ้
จะเห็นได้ว่านาย ยศได้ทึกทักเอาเองอย่างไม่ถูกต้องว่า การที่นาย
โอชาถูกรู้จักในสถานการณ์หนึ่งว่าเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง (ในที่นี้
คือสายสืบ) แล้วจะหมายความว่านายโอชาคนเดียวกันนั้นจะต้อง
เป็นเช่นนั้นในอีกสถานการณ์หนึ่งด้วย

--ใช้ข้ออ้าง เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของข้อสรุป และใช้ข้อสรุป
เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของข้ออ้าง วนกันไปวนกันมา
- ละเลยต่อสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งๆหนึ่งที่เกิดขึ้น และ นำาสิ่งหนึ่งที่
ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงมาทึกทักเอาว่าเป็นสาเหตุที่แท้จริง แต่ใน
ความเป็นจริงแล้วสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งๆนั้นที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอีก
อย่างหนึ่ง
- ทึกทักเอาเองว่า ถ้าทำาสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะเป็นเหตุทำาให้ต้องทำาสิ่ง
อื่นๆตามมาด้วย โดยที่ไม่อธิบายเหตุผลหรือความเกี่ยวข้องกันว่า
ทำาไมเมื่อทำาสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว จะต้องเป็นเหตุให้ทำาสิ่งอื่นๆตามมา
ด้วย
-ปกป้องการอ้างเหตุผลที่ผิดของตนเองด้วยการ อ้างว่าทีคนนั้นๆ
ยังทำาเลย
-ให้ความหมายผิด หรือสร้างภาพที่ลบจากที่เป็นจริง เพื่อทำาให้
ฝ่ายตรงกันข้ามถูกมองในทางที่เสียหาย หรือในทางที่ลบ เช่น
ภาษีได้ถูกให้คำานิยามว่าเป็น รูปแบบหนึ่งของการขโมย ทั้งนี้ก็
เพื่อทำาให้ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการเก็บภาษาถูกมองในทางที่ไม่ดี
... หรือ อะฮฺลุซซุนนะฮฺถูกนิยามอย่างผิดๆ เพื่อให้ผู้คนเข้าใจผิด
ว่า คือกลุ่มที่ตามซอฮาบะฮฺ โดยทิ้งลูกหลานนบี ... หรือ นิยามว่า
วะฮาบีคือ พวกหัวรุนแรง สุดโต่ง
- ปฏิเ สธข้อ สรุป ทั้ง ๆที่ห ลัก ฐานบ่ง ชี้ว ่า เป็น เช่น นั้น เช่น
ตัวอย่างต่อไปนี้
ผลสำารวจครั้งแล้วครั้งเล่าออกมาว่า พรรค A จะได้ที่นั่งในรัฐสภา
น้อยกว่า 10 ที่นั่ง แต่กระนั้น หัวหน้าพรรค A กลับอ้างว่า พรรค
เราสามารถทำาได้ดีกว่าที่ผลสำารวจได้ทำาออกมา
ในกรณีเช่นนี้ให้เราพยายามชี้ให้เขาเห็นถึงหลักฐาน และความ
น่าเชื่อถือของหลักฐาน
- เหตุผลที่ให้มาเป็นข้อสรุปนั้นไม่ได้ไปสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้น ว่า
ต้องเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เช่นพูดว่า สาเหตุที่เขาพ่ายแพ้ในการโต้วาทีก็เพราะ เหงื่อทีหน้า   ่
ผากเขา
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การที่มีเหงื่อออกทีหน้าผากนั้น ไม่มีผล
                                               ่
เลยต่อการที่เขาต้องพ่ายแพ้ในการโต้วาที
-คำา อธิบ ายที่ไ ม่ใ ช่ค ำา อธิบ ายที่แ ท้จ ริง .... เช่นพูดว่า โรนัล เร
เกน มีความคิดที่นิยมทางทหาร ทั้งนี้เพราะเขาเป็นคนอเมริกา...
ความเป็นชาวอเมริกาของเขาไม่ใช่คำาอธิบายถึงสาเหตุที่เขามี
ความนิยมในทางทหาร เพราะถ้าเราถ้ากลับไปว่า นั่นก็หมายความ
ว่า ชาวอเมริกาทุกคนนั้นมีความนิยมในทางทหาร...ใช่ไหม...คำา
ตอบก้คือไม่ใช่ ซึ่งตรงนี้เราจะเห็นได้ว่า คำาอธิบายที่ให้มานั้น
ไม่ใช่คำาอธิบายที่แท้จริง เพราะฉะนั้นเราจะต้องวิเคราะห์ดูให้ดีว่า
คำาอธิบายที่คนหนึ่งคนใดใช้อธิบายสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น ในความเป็น
จริงแล้ว คำาอธิบายนั้นๆที่เขาให้มานั้น ถือว่าเป็นคำาอธิบายที่แท้
จริงหรือไม่
-การที่เราไม่สามารถที่จะจิตนากรได้ว่าสิ่งนั้นๆเกิดขึ้นได้อย่างไร
นั่นไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นๆจะถูกเรียกว่า ไร้สาระ หรือเหลว
ไหล หรือไม่เป็นจริง (argument from ignorance) ซึ่งต่างกับ สิ่ง
ที่เป็นถูกพิสูจน์แล้วว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะมันมีสิ่งที่
ขัดแย้งกันในตัวเองอยู่ ( reductio ad absurdum )
- การที่คนหนึ่งคนใดนิ่งเฉยในประเด็นหนึ่งประเด็นใด อาจจะเป็น
ไปได้ว่าเขาไม่รู้เรื่องนั้นๆ และก็อาจจะเป็นไปได้ด้วยว่า เขารู้แต่
ไม่พูดอันเนื่องมาจากสาเหตุหนึ่งสาเหตุใด เช่น ผมถามนาย ก.ว่า
รู้ภาษาอาหรับไหม เขาก็ตอบว่า “รู้อย่างดีเลย” ผมก็บอกว่า “ถ้า
อย่างนั้นก็ดีเลย ช่วยแปล “ คุณมาจากไหนครับ” เป็นภาษาอาหรับ
ให้หน่อย แต่นาย ก. กลับพูดว่า “ขอโทษด้วยผมไม่มีเวลา ต้อง
ขอตัวก่อน” และถ้าผมถามนาย ก. อยู่โดยเสมอว่าให้ช่วยแปลให้
หน่อย และถ้านาย ก. ไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่จะเป็นข้ออ้างว่าทำาไมจึง
ไม่แปลให้ ถ้าเช่นนั้น ผมสามารถสรุปได้อย่างมีเหตุผลว่า นาย ก.
ไม่รู้ภาษาอาหรับ เพราะฉะนั้น คำาอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุดที่ว่า
ทำาไม นาย ก.จึงเลี่ยงที่จะไม่แปล ก็คือ เพราะเขาไม่รู้ภาษาอาหรับ
 แต่ตัวอย่างต่อไปนี้จะแตกต่างกันไปจากตัวอย่างแรก ถ้าสมมุติผม
ถาม นาย ก. ว่า “ คุณรู้รหัสผ่านของ อีเมลล์ของภรรยาคุณไหม”
นาย ก.ก็บอกว่า “ใช่ผมรู้” จากนั้นผมก็ถามว่า “ถ้าเช่นนั้นช่วย
บอกผมได้ไหม” และนาย ก. ก็ตอบว่า “ นั่นไม่ใช่เรื่องของคุณเลย
ที่จะรู้” และถ้านาย ก. ปฏิเสธอยู่เช่นนั้น ทุกครั้งที่ถูกขอ เช่นนี้เรา
ไม่สามารถสรุปได้ว่า “เพราะฉะนั้น คำาอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุด
ที่ว่าทำาไม นาย ก. ไม่บอก รหัสผ่าน ก็เพราะเขาไม่รู้นั่นเอง” ทั้งนี้
เพราะ อาจจะเป็นไปได้ที่จะมีสาเหตุอื่นๆที่จะมาอธิบายได้ว่าทำาไม
เขาถึงไม่บอกรหัสผ่านของอีเมลล์ของภรรยายของเขา
        จะเห็นได้ว่า เราจะต้องวิเคราะห์ไปเป็นกรณีๆไป ก่อนที่จะ
ฟันธงว่าต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งจากที่กล่าวมาข้างต้น ศัพท์
วิชาการในทางตรรกะจะเรียกในภาษาอังกฤษว่า Argument
from silence
- ละเลยคำาอธิบายที่มีเหตุผลมากที่สุดต่อสิ่งหนึ่งๆที่เกิดขึ้น และไป
เลือกเอาคำาอธิบายที่แปลกประหลาดมาอธิบาย โดยบังคับให้เป็น
เพียงคำาอธิบายเดียว... แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราจะต้องเอาคำา
อธิบายที่สามัญสำานึกคนโดยทั่วไปเข้าใจ คือให้อธิบายสิ่งนั้นตาม
ปรกติ อย่านำาความคิดอะไรที่แปลกประหลาดมาอธิบายสิ่งนั้นก่อน
... วิธีจัดการกับคนที่มักทำาเช่นนี้ก็คือ ถ้าคุณได้ยินเสียงคนกำาลัง
พิมพ์ดีด ก็อย่าคิดน่ะว่านั้นคือเสียงแป้นพิมพ์ดีดที่มีคนกำาลังกด
พิมพ์อยู่ แต่ให้พยายามหาคำาอธิบายที่ประหลาดๆเข้าไว้ก่อน
 - Subjectivist fallacy ( คือ การที่ค นหนึ่ง คนใดอ้า งขึ้น มา
ในลัก ษณะที่ว ่า “ สิ่ง นั้น หรือ สิ่ง นี้อ าจจะเป็น จริง หรือ ถูก
ต้อ งสำา หรับ คุณ แต่ไ ม่ใ ช่ส ำา หรับ ผม ” ...ซึ่ง ในความเป็น
จริง แล้ว ไม่ไ ด้เ ป็น เช่น นั้น เลย เพราะสิ่ง นั้น ๆนอกจากจะ
เป็น จริง สำา หรับ ตัว ผู้พ ูด แล้ว ยัง เป็น จริง สำา หรับ คนอื่น ๆด้ว ย
เช่น ผมพูด กับ คนๆหนึ่ง ว่า โลกกลม และพิส ูจ น์ใ ห้ด ูด ้ว ย
คนๆนั้น ที่ผ มพูด ด้ว ยไม่ส ามารถพูด ว่า “โลกอาจจะกลม
สำา หรับ คุณ แต่ส ำา หรับ ผมแล้ว ไม่ใ ช่” ... การพูด เช่น นี้ถ ือ
เป็น สิ่ง ที่ไ ร้ส าระ เป็น การอ้า งเพื่อ ที่จ ะไม่ย อมรับ ความจริง
ซึ่ง ไร้เ หตุผ ล ฟัง ไม่ข ึ้น เพราะฉะนั้น เมื่อ มีผ ู้ใ ห้ข ้อ อ้า งขึ้น
มาในลัก ษณะที่ว ่า “ สำา หรับ คุณ แล้ว มัน อาจจะเป็น จริง
เชื่อ ถือ ได้ แต่ส ำา หรับ ผมแล้ว ไม่ใ ช่เ ช่น นั้น ” หรือ อะไร
ทำา นองนี้ ก็ใ ห้เ ราวิเ คราะห์ด ูว ่า มัน เป็น จริง หรือ ไม่
เพราะบางทีส ิ่ง ๆหนึ่ง อาจจะเป็น จริง สำา หรับ คนๆหนึ่ง แต่
ไม่เ ป็น จริง สำา หรับ อีก คนหนึ่ง ก็ๆ ได้เ ช่น คนสองคนใส่เ สื้อ
ชนิด ที่ม ีเ นื้อ ผ้า ชนิด เดีย วกัน โดยที่ค นหนึ่ง รู้ส ึก ไม่ส บาย
ตัว แต่ไ ม่จ ำา เป็น ว่า อีก คนก็จ ะต้อ งรู้ส ึก ไม่ส บายตัว ไป
ด้ว ย.... เช่น นี้ถ ือ ว่า ยอมรับ ได้ แต่ถ ้า คนๆหนึ่ง ได้ร ับ การ
พิส ูจ น์ห ลัก ฐานอย่า งชัด เจนในเรื่อ งหนึ่ง เรื่อ งใดแล้ว จะ
ถือ ว่า เป็น การไร้ส าระ ไร้เ หตุผ ลที่จ ะอ้า งว่า “ สำา หรับ คุณ
แล้ว มัน อาจจะเป็น จริง เชื่อ ถือ ได้ แต่ส ำา หรับ ผมแล้ว ไม่ใ ช่
เช่น นั้น ” ... การที่จ ะให้ไ ด้ม าซึ่ง ความชัด เจนยิ่ง ขึ้น ในขั้น
ตอนการแสวงหาความจริง ในเรื่อ งหนึ่ง เรื่อ งใดก็ค ือ เรา
จะต้อ ง ถามหาสาเหตุ หรือ เหตุผ ลที่ค นๆหนึ่ง อ้า งขึ้น เพื่อ
สนับ สนุน ความเชื่อ ของเขา เมื่อ รู้แ ล้ว จากนั้น ก็ใ ห้ห ัก ล้า ง
หรือ โต้แ ย้ง เหตุผ ลของเขานั้น ๆให้ต รงจุด ให้ถ ูก จุด ถ้า
เราเห็น ว่า เหตุผ ลที่เ ขาให้ม านั้น สามารถหัก ล้า งได้ ถ้า เรา
รู้ว ่า เหตุผ ลที่เ ขาให้ม านั้น เป็น การให้เ หตุผ ลที่ผ ิด ก็ใ ห้เ รา
ชี้ว ่า ผิด เพราะอะไร ยกตัว อย่า งให้เ ห็น ภาพที่
- ในการเปรียบเทียบเราจะต้องดูว่า สิ่งสองสิ่งที่นำามาเปรียบเทียบ
กันนั้นมีจุดที่แตกต่างกันที่มีผลทำาให้การเปรียบเทียบนั้นใช้ไม่ได้
หรือไม่ ( having critical points of difference )
- การที่จะสรุปเอาว่า เหตุการณ์ A เป็นเหตุทำาให้เกิด เหตุการณ์ B
ตามมานั้น เราจะต้องมีหลักฐานที่จะใช้ยืนยันได้ว่า เหตุการณ์ B
จะไม่เกิดขึ้นถ้า เหตุการณ์ A ไม่เกิดขึ้นก่อน และ เหตุการณ์ B จะ
เกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ A ขึ้นก่อน
- เมื่อเกิดความไม่ชัดเจนจากฝ่ายตรงข้าม ให้เราถามไปว่า ที่พูด
เช่นนั้นออกมานั้นต้องการจะพิสูจน์อะไร
- สิ่งใดก็แล้วแต่ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วย สิ่งนั้นสามารถใช้เป็นหลัก
ฐานในการพูดคุยในเรื่องนั้นๆได้ ซึ่งอาจจะใช้เป็นหลักฐานกับ
ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นไม่ตรงกัน
- ในการสนทนาที่ดี เราจะต้องจับข้อความของอีกฝ่ายที่เป็นข้อ
อ้างให้ได้ ทั้งนี้ ถ้าเราปล่อยไปก็จะเท่ากับว่าเรายอมรับข้ออ้างนั้น
โดยที่อีกฝ่ายสามารถใช้ข้ออ้างนั้นๆเป็นหลักฐานเสียเองในการ
พิสูจน์ประเด็นปลีกย่อยในเรื่องที่กำาลังพูดกันอยู่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จะ
ทำาให้เกิดความสับสน และไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการสนทนา
อีกทั้งสิ่งที่เขาพูดอ้างออกมานั้น มีกี่ข้ออ้าง เพราะบางคนพูดอะไร
บางอย่างออกมาโดยคิดว่า สิ่งนั้นๆเป็นหลักฐานที่จะสนับสนุน
ข้อความแรก แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เขาพูดออกมาแล้วคิด
ว่า สิ่งนั้นๆเป็นหลักฐานที่จะสนันสนุน ข้อความแรกนั้น ก็เป็นข้อ
อ้างอีกอันหนึ่งที่ต้องการหลักฐานมาสนับสนุนตัวมันเองด้วย (
เช่น The US federal government should cut the income tax
rate to stimulate the economy. จะเห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว
ประโยคนี้ มีข้ออ้าง 2 ข้อด้วยกัน ซึ่งก็ต้องการเหตุผลหรือหลัก
ฐานมาสนับสนุนตัวเองทั้งคู่ ซึ่งข้ออ้างแรกก็คือ “ The US federal
government should cut the income tax rate. ข้ออ้างที่สองก็
คือ “ Cutting the income tax rate will stimulate the
economy. ซึ่งจะต้องถกกันที่ละประเด็นข้ออ้างแยกกัน)
- ถ้าเราต้องการที่จะอ้างอะไรสักอย่าง ประการแรกเลยเราจะต้อง
กล่าวข้ออ้างนั้นๆออกมาให้ชัดเจน และจะต้องเป็นข้ออ้างหลักด้วย
- เราจะต้องตั้งหัวข้อการสนทนาที่ ผู้คนไม่เห็นด้วยในสิ่งที่เรา
กำาลังจะนำาเสนอ ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับสิ่งที่เรากำาลังจะนำาเสนอแล้ว
จะมีประโยชน์อะไร ที่จะชักชวนคนอื่นให้เชื่อเหมือนเรา เพราะ
เขาก็เชื่อเช่นนั้นอยู่แล้ว หรือเราอาจจะนำาเสนอหัวข้อที่คนทั้ง
หลายยังอยู่กลางๆ คือ ยังไม่เชื่อ แต่ก็ยังไม่ปฏิเสธ เช่น “ อิสลาม
เป็นศาสนาแห่งการก่อการร้ายจริงหรือไม่”               “ อิสลาม กดขี่สิทธิ
สตรีจริงหรือไม่”
- อีกอย่างคือ เราจะต้อง รู้ด้วยว่า ผู้ที่จะฟังเรานำาเสนอสิ่งหนึ่งสิ่ง
ใดนั้น เข้าใจประเด็นนั้นๆดีมากน้อยแค่ไหน มีความรู้พื้นฐานเกี่ยว
กับเรื่องนั้นๆมากน้อยแค่ไหน ความรู้ของเขาพอเพียงหรือไม่ ที่จะ
ใช้เป็นเครื่องตัดสินใจหลังจากที่ได้รับฟังสิ่งที่เราได้นำาเสนอ รวม
ถึงผู้ฟังรู้ถึงที่มาที่ไปของความขัดแย้งในเรื่องนั้นๆหรือไม่
- เหตุผลที่จะนำามาใช้สนับสนุนข้ออ้างนั้นจะต้องอยู่ในประเด็น
เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่นำาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องมาปนกันทำาให้
ประเด็นขุ่นมัว สับสน
- ข้อระวังเมื่อมีใครยกหลักฐานอ้างอิง 1. ตัดคำาบางคำาออกไปจาก
หลักฐานที่ยกมาเพื่อทำาให้หลักฐานนั้นมองดูแล้วไปสนับสนุนข้อ
อ้างของตนเอง แต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ;
2. แยกแยะไม่ออกว่าหลักฐานอย่างไหนเป็น primary sources
และหลักฐานอย่างไหนเป็น secondary sources. sources. The
primary source is the source in which the evidence first
appeared. Eyewitness accounts; original documents; and
transcripts of speeches as originally delivered are
examples of primary sources. Secondary sources are
sources that compile, analyze, or summarize primary
sources. Secondary sources often provide an
interpretation or a restatement of what was originally said.
3. ไม่นำาเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจากแหล่งอ้างอิงของหลัก
ฐานที่ได้ยกไป
- - วิธีที่จะทำาให้เราไม่ตกอยู่ใน non sequitor fallacy ( “ it does
not follow” เหตุผลหรือหลักฐานที่ยกมานั้น ถ้าสังเกตและ
วิเคราะห์ดูให้ดี ไม่ได้ไปสนับสุนนข้ออ้างเลย) is to ask “ what
kind of evidence would be needed to support this claim?
and “ Does this evidence qualify?” ตัวอย่างของ non
sequitor fallacy : “ The United States is the only
industrialized country in the world where teenage
pregnancy is increasing. The Guttamachur study found
that the U.S. pregnancy rate is twice that of Canada,
England, or France, and seven times that of the
Natherlands.”
- ในการเปรียบเทียบ จะต้องดูว่า 1. สิ่งสองสิ่งที่นำามาเปรียบเทียบ
กันนั้นอยู่ในประเภทเดียวกัน รวมทั้งมี สิ่งเหมือนกันที่เป็นส่วน
สำาคัญ ( sharing significant similarities relevant to the
conclusion drawn by the arguer ) ; 2 . Quantity: จำานวนสิ่งที่
เหมือนกันของทั้งสองสิ่งพอเพียงหรือไม่ที่จะนำามาสนับสนุนขอ
เปรียบเทียบนั้น 3. จะต้องไม่มีส่วนแตกต่างที่เป็นผลทำาให้การ
เปรียบเทียบนั้นใช้ไม่ได้
- ( เช่นถ้าจะเปรียบเทียบการ์ตูน ก็จะต้องเป็นการ์ตูนชนิดเดียวกัน
เช่น สำาหรับเด็กอายุตั้งแต่ เท่าไหร่ถึงเท่าไหร่) . Second, a
sufficient number of examples has to be cited ( สมมุติมี
การ์ตูนอยู่ 30 เรื่อง ก็จะต้องยกตัวอย่างให้มากพอที่จะสรุปได้ว่า
เรื่องอื่นๆก็คงจะมีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ด้วย ไม่ใช่ มีการ์ตูนอยู่
30 เรื่อง แต่ยกมาแค่ 7 เรื่อง). Third, the existence of
counterexamples provides the test of opposition to both
generalization and argument from example ( ดูว่ามีตัวอย่า
งอื่นๆในเรื่องเดียวกันที่ค้านกับตัวอย่างที่เรายกมาเปรียบเทียบ
หรือไม่ เพราะถ้ามีสิ่งที่ค้านกันแล้วจะยังผลทำาให้การเปรียบเทียบ
นั้นไร้ผล ) .

-อีกตัวอย่างก็คือ The merchants downtown are beginning to
close early and have installed iron grillwork on their
windows. Crime must be becoming a serious problem in
the community. แต่เราจะต้องดูด้วยว่า One might see
occasional grillwork on a building in an area because it is
used for decoration, not for protection. นั้นคือ ทึกทักเอาเอง
ก่อนว่า ที่เขาใส่เหล็กดัดที่หน้าต่างก็เพราะมีขโมยมาก แต่ถ้าเป็น
ที่รู้กันว่า การติดเหล็กดัดที่หน้าต่างจะมีขึ้นในกรณีที่มีขโมยมาก
เท่านั้น หรือเป็นเครื่องหมายบ่งบอกเลยว่ามีขโมยมาก ถ้าเป็นเช่น
นี้จริง ตัวอย่างที่ยกมาก็ถือว่าถูกต้องและใช้ได้
         Countersigns ก็คือ สิ่งที่จะไปหักล้างข้อสรุปนั้นๆ เช่น จาก
ตัวอย่างข้างต้น ถ้าพิสูจน์ได้ว่า แม้แต่เมืองที่เขาแทบไม่มีขโมย
เขาก็ติดเหล็กดัดกัน เพราะฉะนั้นการติดเหล็กดัดจึงไม่สามารถใช้
เป็นเครื่องหมายยืนยันถึงการมีขโมยมากได้ ( หลักฐานจำาเป็นที่
บ่งชี้ถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง กับ หลักฐานที่ไม่จำาเป็นที่จะบ่งชี้ถึงสิ่งหนึ่งสิ่ง
ใด )
- แต่ในบางกรณี ไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ฝ่ายใดต้องนำาเสนอหลักฐาน
กันแน่ ในสถานการณ์เช่นนี้ ฝ่ายที่ไม่ยืนยันในความเห็นหนึ่ง
ความเห็นใดเป็นการเฉพาะไม่ต้องนำาเสนอหลักฐาน แต่ฝ่ายที่จะ
ต้องนำาเสนอหลักฐานก็คือ ฝ่ายที่ ยืนยันในจุดยืนหนึ่งจุดยืนใดที่
แน่นอน
- ในขณะที่เกิดการถกเถียงกัน และฝ่ายหนึ่งต้องการ พิสูจน์ว่า สิ่ง
ที่ตัวเองกำาลังนำาเสนออยู่นั้นเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ ให้
เราวิเคราะห์ดูก่อนว่า เรื่องหรือประเด็นที่กำาลังถกเถียงกันอยู่นั้น
อยู่ในประเภทไหนระหว่าง 1. Value claim หรือ 2. Policy claim
หรือ 3. Fact claims ถ้าอยู่ในประเภท Value claim อันนี้หาข้อ
ยุติยากหน่อย หรืออาจจะไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นทางที่ดี ให้บอก
ไปว่า สิ่งที่เรากำาลังเถียงกันอยู่นี้ อยู่ในประเภท Value claim
เพราะฉะนั้น เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะจะหาอะไรมาเป็น
หลักฐานตายตัวอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้
       Claim บางอย่างเป็นการอ้างอิงหลักฐานที่ตายตัวซึ่งสามารถ
ตรวจสอบความถูกต้องได้ เพราะมีความเป็นรูปธรรม ในขณะที่ข้อ
อ้างบางอย่างเกี่ยวกับความคิดเห็น หรือทัศนะคติส่วนตัว ซึ่งอาจจะ
ไม่มีหลักฐานอะไรเป็นรูปธรรมที่มีให้เราพิสูจน์หรือตรวจสอบกัน
ได้



Five Categories of Claims
Argumentative essays are based on a claim, which almost
always falls into one of the five following categories.

1. Claims of fact. Is it real? Is it a fact? Did it really
happen? Is it true? Does it exist?
Examples: Global warming is occurring. Women are just
as effective as men in combat. Affirmative action
undermines individual achievement. Immigrants are taking
away jobs from Americans who need work.
2. Claims of definition. What is it? What is it like? How
should it be classified? How can it be defined? How do we
interpret it? Does its meaning shift in particular contexts?
Examples: Alcoholism is a disease, not a vice. We need to
define the term family before we can talk about family
values. Date rape is a violent crime. The death penalty
constitutes "cruel and unusual punishment."
3. Claims of cause. How did this happen? What caused it?
What led up to this? What are its effects? What will this
produce?
Examples: The introduction of the computer into university
writing classes has enhanced student writing ability. The
popularity of the Internet has led to a rise in plagiarism
amongst students. The economic boom of the 1990s was
due in large part to the skillful leadership of the executive
branch.
4. Claims of value. Is it good or bad? Beneficial or
harmful? Moral or immoral? Who says so? What do these
people value? What value system will be used to judge?
Examples: Doctor-assisted suicide is immoral. Violent
computer games are detrimental to children’s social
development. The Simpsons is not a bad show for young
people to watch. Dancing is good, clean fun.
5. Claims of policy. What should we do? How are we to
act? What policy should we take? What course of action
should we take to solve this problem?
Examples: We should spend less on the prison systems
and more on early intervention programs. Welfare
programs should not be dismantled. The state of
Oklahoma ought to begin to issue vouchers for parents to
use to fund their children’s education. Every person in the
United States should have access to federally-funded
health insurance.
Adapted from Nancy Wood’s Perspectives on Argument,
2nd ed. (pp.161-72)

- หลายครั้งด้วยกัน ที่เราต้องชัดเจนในคำานิยามเสียก่อน ถึงจะถก
ลงลึกรายละเอียดกันต่อไปได้ รวมถึงมาตรฐานที่จะมาตัดสินใน
สิ่งนั้นๆที่ไม่มีกฏเกณฑ์อะไรตายตัว
- วิธีโต้ :
1. ใช้วิธีถามกลับ ซึ่งเป็นคำาถามที่จะนำาไปสู่การพิสูจน์ความจริง
หรือเป็นคำาถามเชิงคัดค้าน เพื่อให้อีกฝ่ายต้องชี้แจงให้เกิดความ
ชัดเจนเสียก่อนในประเด็นนั้นๆ ซึ่งท่านนบีก็ได้เคยทำาเอาไว้
2. หาสิ่งที่ขัดแย้งกันในของฝ่ายตรงกันข้าม

Appeal to Ignorance
เอาการไม่มีหลักฐาน มาเป็นหลักฐานเสียเอง เพื่อรองรับจุดยืนของ
ตนเอง
การที่ข้ออ้างหนึ่งไม่มีหลักฐานมายืนยันสนับสนุนทั้งในทางบวก
หรือลบ นั่นไม่ได้เป็นหลักฐานว่าสิ่งนั้นๆจะต้องเป็นเช่นนั้นหรือจะ
ต้องไม่เป็นเช่นนั้น เช่น “เนื่องจากคุณพิสูจน์ไม่ได้ตามที่คุณอ้าง
มาว่า ผีไม่มีจริง เพราะฉะนั้น ผีจึงมีจริง ” เราจะเห็นว่าการที่ฝ่าย
หนึ่งหาหลักฐานมายืนยันไม่ได้ว่าผีไม่มีจริงนั้น นั่นไม่ได้
หมายความว่า เพราะฉะนั้นผีจะต้องมีจริง แต่การจะพูดแบบฟันธง
ได้ว่าผีมีจริงนั้น ฝ่ายที่เชื่อจะต้องนำาหลักฐานข้อพิสูจน์มายืนยัน
การมีอยู่จริงของผี เรื่องนี้สามารถใช้กับเรื่อง พระเจ้าก็ได้ แต่เรา
จะต้องพิจารณาและวิเคราะห์ดูให้ดีๆในแต่ละกรณีว่า มันจะเรียก
ว่าเป็นการ Appeal to Ignorance หรือไม่ / เอาการไม่มีหลักฐาน
มาเป็นหลักฐานเสียเอง เพื่อรองรับจุดยืนของตนเอง เช่นผู้ที่เป็น
ศัตรูอสลามอาจจะพูดว่า “ การที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า มุฮัมหมัด
        ิ
ไม่เคยพูดโกหก นั่นไม่ได้หมายความว่า มุฮัมหมัดจะไม่เคยพูด
โกหกเลย” ในกรณีเช่นนี้ เราจะต้องโต้ตอบว่า ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่า
มีหลักฐานยืนยันว่า มุฮัมหมัดได้รับฉายาจากผู้ที่อยู่ร่วมสมัยกับ
เขาว่า “ อัล-อามีน” ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ยิ่ง อีก
ทั้ง ยังได้รับการยอมรับแม้แต่ผู้เป็นศัตรูถึงความซื่อสัตย์ และยิ่งไป
กว่านั้น แม้แต่ศัตรูก็ยังนำาสิ่งของมาฝากกับมุฮัมหมัด อันเนื่องจาก
ความไว้วางใจในตัวมุฮัมหมัด ถ้าพิสูจน์ได้เช่นนี้แล้ว เขาผู้นั้นไม่มี
สิทธิ์ที่จะยังกล่าวว่า “ การที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า มุฮัมหมัดไม่
เคยพูดโกหก นั่นไม่ได้หมายความว่า มุฮัมหมัดจะไม่เคยพูดโกหก
เลย” แต่เป็นหน้าที่ของเขาผู้นั้นจะต้องนำาหลักฐานมาให้ได้ที่จะ
พิสูจน์ว่า มุฮัมหมัดเคยโกหกจริง เพราะเขาไม่อาจที่จะเอาการไม่มี
หลักฐานมาเป็นหลักฐานเสียเองได้อีกต่อไป และถ้าเขาไม่อาจที่จะ
หาหลักฐานที่เชื่อได้มายืนยันได้ว่ามุฮัมหมัดเคยพูดโกหก เช่นนั้น
ตามหลักวิชาการ เราจะต้องยืนยันว่า มุฮัมหมัดไม่เคยพูดโกหก
        เช่นกัน ศัตรูอสลามบางคนอ้างว่า “ การที่ไม่มีหลักฐานว่า ฮะ
                      ิ
ดีษนั้นถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข นั่นไม่ได้หมายความว่า ฮะดีษจะไม่
เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขเลย” เราขอตอบว่า “ คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะ
เอาการไม่มีหลักฐานมาเป็นหลักฐานเสียเองได้ แต่คุณต่างหากที่
จะต้องเป็นฝ่ายนำาหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันว่า ฮะดีษได้เคยถูก
เปลี่ยนแปลงแก้ไข เช่น ฮะดีษ บุคอรีที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น ไม่
เหมือนกับ ฮะดีษบุค คอรีเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ถ้าคุณไม่สามารถนำา
หลักฐานมายืนยันถึงการถูกเปลี่ยนแปลงได้ เช่นนี้ เราจะต้อง
ยืนยันว่า ฮะดีษไม่มีถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ทั้งนี้ก็เพราะว่า ตำารา
บันทึกฮะดีษบุคคอรี เหมือนกันทั่วโลก ไม่ว่าจะฉบับเก่าแก้ หรือ
ฉบับใหม่ที่ถูกพิมพ์ออกมา สามารถเทียบกันดูได้ และอีกอย่างก็คือ
ตำาราบันทึกประวัติบรรดานักรายงานฮะดีษแต่ละเล่มก็เหมือนกัน
ทั่วโลก เช่นตำาราบันทึกประวัติบรรดานักรายงานฮะดีษที่มีชื่อว่า
ตับรีบุซตะฮิซีบ ไม่ว่าจะสมัยไหนก็เหมือนกัน ไม่มีการถูก
เปลี่ยนแปลงแม้แต่ในรายละเอียดของตำารา ซึ่งในตำาราบันทึก
ประวัติบรรดานักรายงานฮะดีษนี้ ประวัติ ที่มาที่ไป และราย
ละเอียดต่างๆของนักรายงานฮะดีษแต่ละคนจะถูกบันทึกเอาไว้
อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความจำา ความน่าเชื่อถือ เคย
โกหกเอาไว้หรือไม่ แม้แต่ครั้งเดียว มีอาจารย์ชื่ออะไร มีลูกศิษย์
ชื่ออะไร เกิดที่ไหน ตายที่ไหน มีความเชื่อเป็นอย่างไร เขียนตำารา
เอาไว้กี่เล่ม และลายละเอียดอื่นๆ ที่จะถูกนำามาใช้ในการตัดสินว่า
ฮะดีษบทนั้นๆที่เขาได้รายงานนั้นเชื่อถือได้หรือไม่
        แต่กระนั้นก็ตามในบางกรณี จะไม่ถือว่าเป็นการ Appeal to
Ignorance เช่น คนๆหนึ่งถูกกล่าวอ้างว่า ทำาในสิ่งที่ผิดกฏหมาย
แต่กระนั้นก็ตาม ผู้ที่กล่าวอ้างว่าคนๆนั้นทำาสิ่งที่ผิดกฏหมายไม่มี
อะไรมาเป็นหลักฐานยืนยัน เพื่อเอาผิดเขา และในขณะเดียวกัน
คนๆนั้นก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ทำาผิดจริง เช่นนี้ เรา
จะต้องเราสามารถทึกทักเอาเองได้ก่อนเบื้องแรกว่า ข้ออ้างนั้นไม่
เป็นความจริง คือ เขาไม่ได้ทำาความผิด และ อีกอย่างก็คือ เมื่อ
พิจารณาดูว่าข้ออ้างนั้น ฟังดูไม่ค่อยน่าจะมีความเป็นไปได้ หรือ
เป็นสิ่งที่ใหม่ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เช่นคนๆหนึ่งอ้างว่าได้ไปดาว
อังคารมา โดยมีมนุษย์ต่างดาวพาไป หรือ แม้แต่เปาโลที่อ้างว่าได้
เจอกับพระเยซู เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเข้ากฏอีกข้อก็คือ ให้เป็นผู้ที่อ้าง
สิ่งหนี่งสิ่งใดขึ้นมา เขาผู้นั้นจะต้องนำาหลักฐานข้อพิสูจน์มายืนยัน
เพราะโดยปรกติทั่วไปแล้ว สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นเป็นที่แพร่หลาย
        สิ่งที่ถ้าเป็นจริงแล้ว ก็จะสามารถรู้ได้ และถ้าไม่สามารถรู้ถึง
สิ่งนั้นๆได้ว่าเป็นจริง เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นจึงไม่เป็นความจริง เรา
เรียกเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "auto-epistemic" ("self-knowing")
เช่นพูดว่า “ ถ้าผมถูกรับมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม ผมก็จะรู้แล้วใน
ตอนนี้ แต่เนื่องจากผมไม่รับรู้เลยว่าผมนั้นลูกรับมาเลี้ยง ดังนั้นผม
จึง ไม่ได้เป็นลูกบุญธรรม”
 เช่นเดียวกัน เมื่อได้มีการตรวจสอบสิ่งๆหนึ่งดูอย่างดีแล้ว ถือว่ามี
เหตุผลที่เราจะบอกได้ว่า สิ่งนั้นๆเป็นเท็จอันเนื่องจากไม่มีหลักฐาน
ที่จะมาสนับสนุนว่ามันเป็นจริง เช่น ถ้ายาชนิดหนึ่งได้รับการตรวจ
สอบ ทดลองโดยอย่างดีแล้วว่ามีผลที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่
และไม่ปรากฏพบเลยว่าจะมีผลอันตรายใด เช่นนี้ ถือว่าเป็นการสม
เหตุสมผลที่จะสรุปได้ว่า ยานี้ปลอดภัย
ในขณะที่การไม่มีหลักฐานยืนยันในบางสิ่งนั้นถือว่าเป็นที่รู้กันว่า
เชื่อถือได้ เช่น ตารางเดินเครื่องบิน ทั้งบินเข้าและบินออก ถ้าเรา
ดูที่ตารางเดินเครื่องบินแล้ว ไม่พบว่า มีเครื่องบินไปและบินกลับมา
จากตุรกีเลย เราสันนิษฐานเอาได้เลยว่าวันนั้นๆ ไม่มีเครื่องบินๆไป
หรือ กลับจากประเทศตุรกี ทั้งนี้ก็เพราะเวลาเข้าและออกของทุก
สายการบินจะถูกระบุเอาไว้ในตารางนี้ ที่อื่นไม่มี ในภาษาอังกฤษ
เราจะเรียกว่า          “ closed world assumption”
บางสิ่งบางอย่าง บ่งชี้ว่าถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานมายืนยันว่าต้อง
เป็นเช่นนั้นแต่ก็มีเหตุผลที่จะเชื่อเช่นนั้น
แต่กระนั้นสุดท้ายเราก็จะต้องวิเคราะห์ให้ดีว่า ฝ่ายไหนกันแน่ที่จะ
ต้องเป็นฝ่ายนำาหลักฐานมาพิสูจน์ ( burden of proof )
และในบางกรณีเราจะต้องทึกทักในด้านบวกเอาไว้ก่อนเพราะ
ความปลอดภัย เช่น เราไม่รู้ว่าปืนมีลูกกระสุนหรือไม่ เพราะฉะนั้น
ทางที่ดีให้ทึกทักเอาไว้ก่อนว่ามี
Description of Burden of Proof
* ฝ่ายไหนฟันธงว่าต้องเป็นอย่างนั้น หรือไม่เป็นอย่างนั้น ฝ่ายนั้น
จะต้อง นำาหลักฐานมาพิสูจน์
Fallacy: Misleading Vividness สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่หลอกลวง
        ตามปรกติสิ่งใดหรือเหตุการณ์ใดก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นที่ดูแล้ว
สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน อีกทั้งทำาให้อารมณ์เกิดความ
รู้สึกอ่อนไหวได้ง่ายจากเหตุการณ์นั้นๆ สิ่งนั้นมักจะมีอิทธิพลต่อ
จิตใจคน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนๆหนึ่งรอดตายจากเครื่องบินตกได้
แน่นอนเขาย่อมคิดว่าการเดินทางโดยเครื่องบินเป็นอันตราย
มากกว่าเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ แน่นอน ภาพเหตุการณ์ที่มีคนนอน
ตายกันเต็มไปหมดต่อหน้าต่อตาเขา อีกทั้ง ภาพเหตุการณ์ระเบิด
ของเครื่องต่อหน้าเขาย่อมมีผลต่อจิตใจเขาอย่างแน่นอน โดย
ทำาให้เขามองข้ามสถิติที่แท้จริงไป ที่ระบุว่ามีคนตายจากการถูก
ฟ้าฝ่านั้นมากกว่า คนที่ตายเพราะเครื่องบินตกเสียอีก ...เพราะ
ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าภาพที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนของเหตุกา
รณ์นั้นๆที่เกิดขึ้นย่อมมีผลต่อจิตใจของผู้ที่ประสบเหตุการณ์นั้นๆ
มากกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
      เทียบได้กับเหตุการณ์ 11 กันยายน กับ สถานการณ์ใน
ปาเลสไตน คนโดยร่วมมองภาพเครื่องบินชนตึก ย่อมเกิดความ
เห็นใจ มากกว่าข่าวที่ได้รับฟังมาเพียงอย่างเดียว
      เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ภาพเหตุการณ์ใดๆก็แล้วแต่ที่
ปรากฏขึ้นกับเราไม่จำาเป็นเลยที่ มันจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ความที่
เราได้รับผลกระทบทางจิตใจกับเหตุการณ์มาก จึงทำาให้ดูเหมือน
ว่า เราจะต้องประสบกับสิ่งนั้นบ่อยครั้ง...ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว
ไม่ใช่เช่นนั้นเลย
      เช่นกันชีอะฮฺสร้างหนังเกี่ยวกับตัวท่านฮุเซ็น และสร้างฉากที่
ท่านฮุเซ็นถูกฆ่าตาย ซึ่งฉากนี้มีผลต่อจิตใจคนดู แน่นอนคนที่ไม่มี
ความรู้ย่อมคล้อยตายไปกับสิ่งที่เขาได้เห็นในหนัง โดยเฉพาะถ้า
ถูกยืนยันว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
- ความผิดพลาดในการใช้เหตุผลนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ ใช้อารมณ์
ความรู้สึกส่วนตัวนำาหน้าเหตุผล
Fallacy: Red Herring

การเบี่ยงเบนเรื่องที่กำาลังพูด หรือ ถกกันอยู่ไปยังประเด็นอื่นๆ
ทั้งนี้เพื่อ ดึงความสนใจไปยังเรื่องอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็น
หลักที่กำาลังพูดกันอยู่ แต่ผู้พูดแซร้งทำาเป็นว่า เรื่องที่ตัวเองพูดอยู่
นั้นเกี่ยวกับข้องกับหัวข้อเรื่อง ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ ...เมื่อเป็นเช่นนี้
แล้วหัวข้อหลักจึงถูกละเลยไป ทำาให้หัวข้ออื่นเข้ามาแทนที่

Fallacy: Slippery Slope

     การตั้งเงื่อนไขเอาว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ เอ ขึ้น เหตุการณ์ ซี
จะต้องตามมาอย่างแน่นอนเลย โดยไม่ได้ให้เหตุ หรือ พิสูจน์ว่า
ทำาไมมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

Begging the question / Circular Reasoning

ดูการสนทนาระหว่าง นาย เอ กับ นาย บี
A1: เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าพระเจ้า
มีจริง
B1: แล้วทำาไมผมจะต้องเชื่อในคัมภีร์ ไบเบิ้ลด้วย
A2: เพราะสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวจะต้องเป็นความจริง
B2: แล้วผมจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่ในคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นความจริง
A3: เพราะพระเจ้าเขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล และพระเจ้าไม่มีทางที่จะพูด
โกหก
จากข้อความข้างต้นนั้น ถ้าเราจะถามว่า ข้อความไหนถือว่าเป็น
การแสดงจุดยืน หรือ ถือเป็นข้อสรุป ( conclusion ) ที่ตัวมันเอง
จะต้องมีเหตุผล หรือ หลักฐาน (premise) มาสนับสนุนอีกที โดยที่
เราไม่อาจที่จะทึกทักให้เป็นจริงก่อนได้
คำาตอบก็คือข้อความที่ว่า 1. เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง 2. พระเจ้า
เขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล / ส่วนข้อความที่เหลือถือเป็นประเด็นปลีกย่อย
เพราะถ้าสมมุติว่า (ข้อยำ้าว่าสมมุติ) มีการพิสูจน์แล้วว่าพระเจ้าไม่มี
จริง ข้อความทั้งหมดที่กล่าวมาก็จะถือว่าไร้ความหมาย และเรา
จะเห็นได้ว่า ข้อความ “ เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าพระเจ้ามีจริง”
และ “ เพราะสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวจะต้องเป็นความจริง” จะไม่
แตกต่างอะไรกันมากนัก เพราะต่างก็ถูกสนับสนุนด้วยข้อความที่
ว่า “ พระเจ้าเขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล และพระเจ้าไม่มีทางที่จะพูดโกหก
” อีกที
เราสามารถเขียนแยกออกจากกันเพื่อให้เห็นภาพชัดได้ดังนี้:
 “ เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง” ( ข้อความนี้เป็น จุดยืน หรือ ข้อ
สรุป conclusion )
“ คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าพระเจ้ามีจริง ” ( ข้อความนี้เป็น เหตุผล
(premise ) ไปสนับสนุนประโยคบน นั้นคือ ข้อสรุปอีกที )
“ สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวจะต้องเป็นความจริง ” ( ข้อความนี้เป็น
เหตุผลย่อย (premise ) เพื่อไปสนับสนุนเหตุผล(premise )ข้าง
บนอีกที )
“ พระเจ้าเขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล และพระเจ้าไม่มีทางที่จะพูดโกหก ” (
ข้อความนี้เป็น เหตุผลย่อย (premise ) ลงมาอีก เพื่อไปสนับสนุน
เหตุผล(premise ) ย่อยข้างบนอีกที )
       เพราะฉะนั้นถ้าเหตุผลที่ “ย่อยลงมาอีก” ด้านล่างสุด ถูก
พิสูจน์ว่าไม่เป็นจริง เหตุผลที่เหลือข้างบนทั้งหมดจะผิดไปโดย
ปริยาย และเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้อสรุป หรือจุดยืนที่ว่าพระเจ้ามีจริง
โดยใช้ไบเบิ้ลพิสูจน์นั้นก็ไร้ผล ใช้ไม่ได้ไปโดยปริยาย เพราะ
ฉะนั้นประโยคนี้ถ้าจะลดลงให้เหลือสั้นๆจะได้ดังนี้:
“ เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง” ( ข้อความนี้เป็น จุดยืน หรือ ข้อ
สรุป conclusion )
“ เพราะพระเจ้าเป็นผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล ” ( ข้อความนี้เป็น
เหตุผล (premise ) เพื่อไปสนับสนุนจุดยืนข้างบน )
      แต่ Premise นี้ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็น Premise
แต่มันเป็น Conclusion อีกอันหนึ่ง ที่ต้องถูกสนับสนุนด้วยเหตุผล
( premise ) และหลักฐานอีกที ทั้งสองข้อความ เป็น
Conclusion ทั้งคู่ เพราะฉะนั้น ข้อความข้างต้นยังไม่อาจจะเป็นที่
ยอมรับได้ว่าเป็นความจริง ( แต่เรื่องพระเจ้านั้นได้มีการพิสูจน์
อย่างชัดเจนแล้วว่ามีอยู่จริงอย่างแน่นอน)



ผู้สัมภาษณ์: ประวัติส่วนตัวของคุณดูน่าประทับใจทีเดียว แต่ทว่า
ผมต้องการอีกสิ่งหนึ่งที่จะเป็นสิ่งยืนยันเกี่ยวกับตัวคุณ
บิล: จิลสามารถให้ข้อมูลคุณได้เกี่ยวกับตัวผม
ผู้สัมภาษณ์: เอ้า แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่า จิลเป็นคนที่เชื่อถือได้
บิล: แน่นอน ผมรับประกันให้เจลได้
... ทึกทักเอาเองว่าข้ออ้างหรือเหตุผล (premise) นั้นๆถือว่าเป็น
ความจริงทั้งๆที่ยังไม่ได้พิสูจน์ / เอาข้ออ้างมาเป็นข้อสรุป เช่นพูด
ว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลไม่มีข้อผิดพลาดใดทั้งสิ้น ...ทำาไม..ก็เพราะว่า
คัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นถ้อยคำาที่มาจากพระเจ้า...รู้ได้อย่างๆไรว่าไบเบิ้
ลมาจากพระเจ้า.... ก็เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราเช่นนั้น / เช่น
ข้อความที่ว่า “คัมภีร์ไบเบิ้ลไม่มีข้อผิดพลาดใดทั้งสิ้น” ถือว่าเป็น
จุดยืน หรือข้อสรุป (conclusion) ที่จะต้องมีเหตุผล (premise)
มาสนับสนุนว่าเป็นจริงหรือถูกต้องหรือไม่ ส่วนข้อความที่ว่า
 “เพราะว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นถ้อยคำาที่มาจากพระเจ้า” ถูกใช้เป็น
เหตุผล (premise) เพื่อสนับสนุน conclusion ในความเป็นจริง
แล้ว ข้อความนี้คือจุดยืน หรือข้อสรุป (conclusion) อีกอันหนึ่ง ที่
จะต้องมี premise มาสนับสนุน ตัวมันเองไม่ได้เป็น premise
เพราะฉะนั้นทั้งสองข้อความดังกล่าวต่างก็ยังไม่มี premise ใดๆ
มาสนับสนุนยืนยันว่าเป็นความจริง หรือ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะ
ข้อความทั้งสองต่างก็เป็น จุดยืน หรือ ข้อสรุป (conclusion) ทั้งคู่
- ข้อความหนึ่งข้อความใดไม่อาจที่จะเป็นหลักฐานข้อพิสูจน์ให้กับ
ตัวมันเองได้ หากแต่ว่ามันจะต้องมีอีกแหล่งหนึ่งของหลักฐานที่จะ
มาพิสูจน์ว่ามันเป็นจริง
----------------------------.
บ่อยครั้งด้วยในขบวนการใช้เหตุ เราจะพบว่ามีการ สร้างเงื่อนไข
ขึ้นมาเพื่อรองรับจุดยืนของตนเอง ทั้งๆที่เงื่อนไขที่สร้างขึ้นมานั้น
ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรที่จะไปสนับสนุนอีกเหตุผลหนึ่ง ทั้ง
สองไม่ได้สามารถถูกนำาไปใช้สนับสนุนซึ่งกันและกันได้เลย ถ้า
ปราศจากซึ่งหลักฐาน อีกชิ้นหนึ่งที่จะมายืนยันว่า ทั้งสองนั้น
เกี่ยวข้องกันอย่างไร ในที่นี้เราจะเรียกว่า หลักฐานขั้นกลาง เพื่อ
โยงทั้งสองให้เกี่ยวข้องกัน และเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกัน และกัน
เพราะถ้าปราศจากหลักฐานขั้นกลางนี้แล้ว ต่างฝ่ายต่างก็จะตั้ง
เงื่อนไขเข้าข้างตนเอง เพื่อรองรับกับจุดยืนของตนเอง

ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ คนหนึ่ง พูดกับนักเรียนในชั้นเรียนว่า “
ให้นักเรียนทุกคนส่งงาน ในวันจันทร์ ที่ จะถึง ” ถามว่า ถ้าจะมี
นักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ อาจารย์ ไม่ได้หมายความว่าให้ส่ง
วันจันทร์จริงๆ เพราะ เพื่อนผมเห็นเพื่อนผมอีกห้องหนึ่ง ส่งงาน
วันศุกร์ ทั้งๆที่อาจารย์ให้ส่งวันจันทร์ เพราะฉะนั้น อาจารย์ให้ส่ง
วันศุกร์ ไม่ใช่วันจันทร์ ” ถ้าจะเขียนให้เห็นภาพชัดเจนเราจะ
เขียนได้ดังนี้ :

“ เนื่องจากเพื่อนของผมได้ส่งงานในวันศุกร์ ทั้งๆที่อาจารย์ได้สั่ง
ให้ส่งในวันจันทร์ ” ( ข้อความนี้เรียกในภาษาอังกฤษว่า
premise และถือว่าเป็นข้อความที่เป็นความจริง เพราะเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นจริง)

“ ผมก็เป็นนักเรียนของอาจารย์คนเดียวกัน กับที่สอนเพื่อนของ
ผม ” ( ข้อความนี้เรียกในภาษาอังกฤษว่า premise และถือว่าเป็น
ข้อความที่เป็นความจริง )

“ เพราะฉะนั้น ผมก็สามารถส่งงานในวันศุกร์ได้ด้วย ทั้งๆที่
อาจารย์จะกำาหนดให้ส่งวันจันทร์ก็ตาม ” ( ข้อความนี้ ถือเป็น
จุดยืนของผู้พูด หรือ เรียกในภาษาอังกฤษว่า conclusion ซึ่งเป็น
สิ่งที่ผิด )
เราจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่า premise ทั้งสองจะถูกก็ตาม แต่ก็ไม่
จำาเป็นว่า ข้อสรุปจะเป็นจริง หรือ ถูกต้อง ทั้งนี้ก็เพราะ premise
ทั้งสอง ไม่มีความเกี่ยวของอะไรที่จะไปสนับสนุน จุดยืน
(conclusion) ของคนนั้นๆ นอกจากจะข้อความ ( premise) ที่
จะมาโยงให้เกี่ยวข้องกัน หรือ เป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน เพื่อยืนยัน
ว่าจุดยืน หรือ ข้อสรุป ( conclusion) นั้นถูกต้องและใช้ได้ ดังใน
ตัวอย่างต่อไปนี้:

“ เนื่องจากเพื่อนของผมได้ส่งงานในวันศุกร์ ทั้งๆที่อาจารย์ได้สั่ง
ให้ส่งในวันจันทร์ ”     ( ข้อความนี้เรียกในภาษาอังกฤษว่า
premise และถือว่าเป็นข้อความที่เป็นความจริง เพราะเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นจริง)

“ ผมก็เป็นนักเรียนของอาจารย์คนเดียวกัน กับที่สอนเพื่อนของ
ผม ” ( ข้อความนี้เรียกในภาษาอังกฤษว่า premise และถือว่าเป็น
ข้อความที่เป็นความจริง )

“ สาเหตุที่เพื่อนผมส่งงานในวันศุกร์ เพราะเขาป่วย อาจารย์จึง
อนุญาตให้เขาส่งงานได้วันศุกร์ได้ ”     ( ข้อความนี้เรียกใน
ภาษาอังกฤษว่า premise และถือว่าเป็นข้อความที่เป็นความจริง )

“ ผมก็ป่วยเช่นเดียวกันกับเพื่อนของผม ” ( ข้อความนี้เรียกใน
ภาษาอังกฤษว่า premise และถือว่าเป็นข้อความที่เป็นความจริง )

“ เพราะฉะนั้น ผมก็สามารถส่งงานในวันศุกร์ได้ด้วย ทั้งๆที่
อาจารย์จะกำาหนดให้ส่งวันจันทร์ก็ตาม ” ( ข้อความนี้ ถือเป็น
จุดยืนของผู้พูด หรือ เรียกในภาษาอังกฤษว่า conclusion ซึ่งเป็น
สิ่งที่ถูก )

จะเห็นได้ว่า จุดยืน หรือ ข้อสรุป ถือว่าฟังขึ้น และมีเหตุผลเพียง
พอ ทั้งนี้เพราะ premise ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น นอกจากจะเป็น
ความจริงแล้ว ยังมีความเกี่ยวข้อง กันอีก ไปสนับสนุนซึ่งกันและ
กัน
ยกตัวอย่างเช่น ผมไปหาหมอ และหมอบอกกับผมว่า “ ให้คุณกิน
ยาที่ให้ไปนี้ให้หมด ” ถ้าเราถามคนทั่วไปว่า สามัญสำานึกของเรา
จะเข้าใจอย่างไรในคำาพูดของหมอระหว่าง 1. “ กินยานี้ให้หมด
ถึงแม้ว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ตาม ” หรือ 2. “ ถ้าอาการของ
คุณดีขึ้นแล้วก็หยุดทานยาได้ ” ถามว่าในความเข้าใจที่มีนำ้า
หนัก และ สอดคล้องกับความเข้าใจทั่วไป เราว่า คำาพูดไหนมี
เหตุผลและสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่ากัน .... แน่นอน
คำาพูดที่ 1 ย่อม มีนำ้าหนัก และ สอดคล้องกับความเข้าใจทั่วไป
และ มีเหตุผลและสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า แต่ถ้าใคร
จะยืนยันว่า เป็นข้อความที่ 2 เช่นนี้เขาจะอ้างลอยๆไม่ได้ แต่จะ
ต้องนำาหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งมา เพื่อสนับสนุนจุดยืนของตนเอง ดู
ตัวอย่างในประโยคต่อไปนี้:

“ เพื่อนผมป่วยไปหาหมอ และ หมอบอกว่า ให้ทานยาที่ให้ไปให้
หมด แต่เพื่อนผมถาม กลับไปว่า ถ้าอาการดีขึ้นแล้วหยุดทานยา
ได้ หรือไม่ ซึ่งหมอก็ตอบมาว่า สามารถหยุดได้ ”        (
premise นี้ถือว่าเป็นความจริง )

“ ผมป่วยไปหาหมอคนเดียวกับที่เพื่อนผมไปหา และ หมอก็บอก
ให้ทานยาให้หมด เช่นกัน ” ( premise นี้ถือว่าเป็นความจริง )

“ เพราะฉะนั้น ผมจึงสามารถหยุดทานยาได้ เช่นกัน ถ้าผมอาการ
ดีแล้ว” ( ข้อความนี้ ถือเป็น จุดยืนของผู้พูด หรือ เรียกในภาษา
อังกฤษว่า conclusion แต่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะ premise ทั้ง
สองนั้น ไม่ใช่เป็นเหตุผลที่สามารถจะถูกนำาไปใช้สนับสนุน ข้อ
สรุปได้ เพราะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน )

ต่อไปนี้เป็น การยก premise ที่เป็นจริง อีกทั้ง เกี่ยวข้องกัน และ
พอเพียงที่สามารถจะถูกนำาไปใช้สนับสนุน ข้อสรุปได้:

“ เพื่อนผมเป็นโรคเดียวกัน กับที่ผมเป็น และเขาก็ไปหาหมอ คน
เดียวกัน และหมอก็พูดเช่นกันว่า “ ให้คุณกินยาที่ให้ไปนี้ให้หมด ”
” ( premise นี้ถือว่าเป็นความจริง )
“ เพื่อนผมก็ถาม หมดกลับไปว่า ถ้าอาการดีขึ้นแล้ว หยุดกินยาได้
ไหม ถึงแม้ยาจะยังไม่หมดก็ตาม ซึ่งหมดบอกว่า สามารถหยุดได้ ”
( premise นี้ถือว่าเป็นความจริง )
“ ยาที่ให้มาก็เป็นยาชนิดเดียวกัน” ( premise นี้ถือว่าเป็นความ
จริง )

“ ดังนั้น ผมก็สามารถ หยุดกินยาได้เช่นเดียวกันถ้าอาการดีขึ้น
แล้ว ถึงแม้ว่ายาจะยังไม่หมดก็ตาม” ( ข้อความนี้ ถือเป็น จุดยืน
ของผู้พูด หรือ เรียกในภาษาอังกฤษว่า conclusion และถือว่า
เป็นสิ่งที่ถูกต้อง )

จะเห็นได้ว่า premise ทั้งสามนั้นนอกจากถูกต้องแล้ว ยัง
เกี่ยวข้องกันกับ ข้อสรุป อีกทั้งเพียงพอที่จะใช้ไปสนับสนุนของ
สรุป หรือ จุดยืนของคนนั้นๆได้

ขอยกให้ดอีกตัวอย่างเป็นการสนทนาของคน 2 คน จะใช้ชื่อเรียก
            ู
แทนว่า 1 กับ 2 :
1. พระเยซูถูกส่งมาให้สอนเฉพาะกลุ่มชนยิวในสมัยนั้นเท่านั้น ไม่
ได้สอนกลุ่มชนอื่นๆที่ไม่ใช่ยิว
2. ผมขอปฏิเสธในสิ่งที่คุณกล่าว เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า พระ
เยซูถูกส่งมาสอนแก่ชนชาติทั้งหลาย
1. ชนชาติทั้งหลายที่ไบเบิ้ลกล่าวนั้นหมายถึง เฉพาะคนยิวในสมัย
นั้นๆเท่านั้น ที่กระจายตัวกันอยู่ตายที่ต่างๆ ไม่ใช่ทุกกลุ่มชน และ
ไม่ใช่ยุคทุกสมัย เพราะฉะนั้น คำาสอนของพระเยซูจึงใช่ไม่ได้
แล้วในตอนนี้ เพราะพระเยซูได้จากโลกนี้ไปแล้ว

ถามว่าชาวคริสต์จะยอมรับคำากล่าวของ คนที่ 1 หรือไม่ ...
แน่นอนคริสต์ไม่ยอมรับคำากล่าวดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่คำาถาม
คือ แล้วคนที่ 1 ผิดพลาดตรงไหนในการใช้เหตุผล คำาตอบก็คือ
คนที่ 1 ได้สร้างข้อจำากัด หรือ ข้อยกเว้นโดยปราศจากหลักฐาน
ยืนยัน เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของคนที่ 1 ที่จะต้องนำาหลักฐานที่
จะมาบ่งชี้ว่า คำาว่า ชนชาติทั้งหลายในที่นี้ หมายถึง เฉพาะคนยิว
ในสมัยนั้นๆเท่านั้น ที่กระจายตัวกันอยู่ตายที่ต่างๆ ไม่ใช่ทุกกลุ่ม
ชน ไม่ใช่คนทุกชนชาติ เผ่าพันธ์ และไม่ใช่คนในทุกยุคสมัย และ
ตราบใดที่ คนที่ 1 ไม่สามารถนำาหลักฐานมายืนยันให้เกี่ยวข้องกัน
ได้ นั่นเท่ากับว่าคำากล่าวของคนที่ 1 นั้นถือเป็น การสร้างข้อจำากัด
หรือ ข้อยกเว้นโดยปราศจากหลักฐาน ซึ่งไม่อาจจะเชื่อถือได้

----------------------------.
“ เมื่อวานเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง วันนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงเช่นเดียวกัน
และเราก็มั่นใจว่า พรุ่งก็จะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เช่นกัน ” ( ข้อความ
นี้ เป็น premise ที่เป็นจริง )

“ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเชื่อว่า เมื่อวานมีอยู่จริง นั่นก็เท่ากับเราต้อง
เชื่อด้วยว่า ชาติที่แล้วมีอยู่จริง และถ้าเรา มั่นใจว่า พรุ่งก็จะเป็น
สิ่งที่มีอยู่จริง นั่นก็เท่ากับว่าเราต้องเชื่อด้วยว่า ชาติหน้ามีอยู่จริง
” (ข้อความนี้เป็น จุดยืน หรือ ข้อสรุป ( conclusion ) ของผู้พูด
แต่ผิด ทั้งนี้ก็เพราะ ว่า premise ที่ยกมาสนับสนุนข้อสรุปนั้น
ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เมื่อไม่เกี่ยวข้องกัน จึงไม่อาจที่จะใช้นำา
สนับสนุนข้อสรุปได้ )

*     ใช้เหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องไปสนับสนุนจุดยืน หรือ ข้อสรุป (
conclusion) โดยเหตุผลชุดที่ถูกยกไปนั้นอาจจะเป็นความจริง แต่
กระนั้นมันไม่สามารถถูกนำาไปสนับสนุนจุดยืน หรือ ข้อสรุป นั้นๆ
ได้ เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกัน

ในหลายครั้งด้วยกันที่ เมื่อมีการนำาเสนอ เหตุผล หรือ หลักฐาน
เพื่อพิสูจน์เรื่องหนึ่ง เรื่องใด และ อีกฝ่าย ( เช่น ฝ่าย เอ )ไม่
สามารถที่จะโต้ตอบ หรือหักล้างเหตุผล หรือ หลักฐานของอีกฝ่าย
ได้       ( เช่นฝ่าย บี ) ฝ่าย เอ ก็จะเริ่มยกข้อมูลต่างๆมา
มากมาย ที่เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว ข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นไม่อาจจะนำาไป
หักล้าง ฝ่าย บี ได้เลย ทั้งนี้เพราะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และที่
ฝ่าย เอ ทำาเช่นนี้ก็เพราะต้องการสร้างภาพให้เกิดความเข้าใจผิด
ว่า ตนเองสามารถหักล้าง หรือ โต้ตอบฝ่าย บีได้แล้ว ทั้งๆที่ใน
ความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
      ยกตัวอย่างเช่น นาย บี พูดว่า 1+1 เท่ากับ 2 สมมุติว่า นาย
เอ ไม่เห็นด้วย แต่เนื่องจากตัวเองไม่สามารถหักล้างนาย บี ได้ จึง
นำาข้อมูลมานำาเสนอว่า 5+9 เท่ากับ 14 จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่นาย
เอ นำามานั้นถูกต้อง แต่กระนั้นก็ตาม มันไม่สามารถถูกนำาไปหัก
ล้าง หลักฐานของนาย บีได้ เพราะมันไม่เกี่ยวข้องกัน
ยกอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ สมมุติว่า นาย บี พิสูจน์แล้วว่า พระผู้
เป็นเจ้า หรือพระผู้สร้างที่แท้จริงนั้นมีอยู่จริง แต่เนื่องจากนาย เอ
ไม่สามารถหักล้าง หรือแย้งหลักฐาน หรือ ข้อพิสูจน์ที่นาย บี ได้
นำาเสนอได้ นาย เอ จึงพูดขึ้นมาว่า “ มีความชั่ว เกิดขึ้นมากมาย
เต็มไปหมด แล้วจะมีพระเจ้าได้อย่างไร มนุษย์ เรามีทั้งรวย และ
จน แข็งแรง และ พิการ ทำาไมถึงเป็นเช่นนั้น ” จะเห็นได้ว่า สิ่งที่
นาย เอ พูดนั้นเป็นความจริง แต่ถึงแม้จะเป็นจริงก็ตาม แต่ก็ไม่
สามารถใช้เป็นเหตุผลหักล้าง ข้อมูล หรือ หลักฐานของนาย บี ได้
ทั้งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน

      ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการหักล้างที่ใช้ได้ เพราะมีความ
เกี่ยวข้องกัน:

นาย เอ ยืนยันจุดยืนของตนเองว่า ท่านศาสดานบีมุฮัมหมัดได้แต่ง
คัมภีร์อัล-กุรอานขึ้นมา โดยคัดลอกมาจาก คัมภีร์ไบเบิ้ล แต่นาย
บี แย้งขึ้นว่า “ จะเป็นไปได้อย่างไร ที่มุฮัมหมัดจะคัดลอกมาจาก
ไบเบิ้ล เพราะเรื่องที่คัมภีร์ไบเบิ้ลผิดพลาด คัมภีร์ อัล-กุรอาน กลับ
กล่าวเอาไว้ได้ถูกต้อง เช่น ไบเบิ้ลบอกโลกแบน แต่อัล-กุรอานบ
อกโลกกลม และเรื่องอื่นๆ ” นาย เอ ก็แย้งนาย บี ขึนว่า “ ก็คัด
                                                       ้
ลอกในส่วนที่เหมือนกันไง ระหว่างอัล-กุรอาน กับ ไบเบิ้ล” นาย บี
ก็แย้งนาย เอ กลับว่า “ ถ้าการเหมือนกันเป็นการลอกกันมา นั่นก็
หมายความว่า นักเรียนที่ทำาข้อสอบปีนี้ ที่เขียนตอบลงกระดาษ
สอบ แล้วไปเหมือนกัน คำาตอบของนักเรียนปีที่แล้ว นั่นเท่ากับ
นักเรียนปีนี้ไปลอกคำาตอบมาจากนักเรียนปีที่แล้วใช่ไหม? ” นาย
บี ยังกล่าวกับนาย เอ อีกว่า “ ความเหมือนกันไม่ได้เป็นเหตุที่จะนำา
มาใช้ยืนยันได้ว่า เป็นการลอกกันมา เพราะมันไม่เกี่ยวข้องกัน”
จะเห็นได้ว่า นาย บี สามารถหักล้าง หรือ แย้งเหตุผล ของนาย เอ
ได้อย่างถูกต้อง โดยมีความเกี่ยวข้องกัน และเป็นเหตุผลซึ่งกันและ
กัน

- โยงหลักฐานเข้าหากัน เพื่อรองรับจุดยืนของตนเอง / สร้างข้อ
จำากัด หรือ ข้อยกเว้นโดยปราศจากหลักฐาน / making
exception without evidence

---------------------------------.
Analogy การเปรียบเทียบ
Strong analogies will be ones in which the two things we
compare possess relevant similarities and lack relevant
differences.




- หมอเก้าในสิบคน แนะนำาให้ใช้ยาแอสไพรินแก้ปวดหัว ( ตรงนี้
เป็น premise ที่ถูกนำามาใช้สนับสนุน conclusion )
- ยาแอสไพรินเป็นยาสรรพัดประโยชน์ และมีประสิทธิภาพ ( ตรงนี้
เป็น conclusion )
จะสังเกตุได้ว่า premise ที่ถูกยกมาเพื่อสนับสนุน conclusion จะ
เป็นความจริงก็ตาม แต่มันก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรที่จะสามาถ
ไปสนับสนุนข้อสรุปได้
Trivial objections (also referred to as hair-splitting, nothing
but objections, barrage of objections and banal objections)
hair-splitting
คือหนึ่งในการใช้เหตุผลที่ผิด โดยนำาเอาประเด็นปลีกย่อยของ
เรื่องนั้นมาตั้งเป็นประเด็นหลัก เพื่อใช้โจมตีอีกฝ่าย ทั้งนี้เพราะ
ตนเองไม่สามารถที่จะหักล้างประเด็นหลักๆหรือ เหตุผลหลักที่อีก
ฝ่ายได้นำาเสนอได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเสาะแสวงหาส่วนที่ดูเหมือน
จะเป็นจุดเสียเปรียบของอีกฝ่ายในประเด็นนั้น แล้วพยายามสร้าง
ภาพว่า นี่คือประเด็นหลัก แต่ในความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
และถึงแม้ว่า อีกฝ่ายจะไม่สามารถหักล้าง ประเด็นปลีกย่อยนี้ได้ ก็
จะไม่มีผลอย่างใดต่อสิ่งที่เขาได้นำาเสนอเป็นจุดยืน ทั้งนี้เพราะ
เหตุผล หรือ หลักฐานหลักยังคงยืนอยู่โดยไม่สามารถถูกหักล้าง
ได้
       เช่น ตำารวจจับคนค้ายาเสพติดได้ โดยตำารวจพูดกับเขาว่า “
ไอ้สารเลว มึงกำาลังทำาลายชาติมึงรู้ตัวหรือเปล่า” คนค้ายาจึงพูด
กับตำารวจกลับไปว่า “ คุณพูดกับประชาชนหยาบคายอย่างนี้หรือ
ตอบผมมาทำาไมคุณพูดจาหยาบคายอย่างนี้ ”
      จะเห็นได้ว่า คนค้ายาเสพติดไม่สามารถแก้ตัวในความผิด
ของตนเองได้ จึง หยิบเอาประเด็นปลีกย่อย ( การพูดหยาบคาย
ของตำารวจ) มาสร้างเป็นประเด็นใหญ่ แต่กระนั้นมันก็ไม่สามารถ
ไปหักล้างความจริงที่ว่า ตัวเองถูกจับเพราะค้ายาเสพติดได้

False / Weak Analogy

         ความผิดพลาดอีกอย่างหนี่งในการใช้เหตุผลก็คือ การ
เปรียบเทียบที่ผิด เช่น เปรียบเทียบว่า ก. และ ข. ว่ามีสิ่งที่
คล้ายคลึงกัน แต่เมื่อวิเคราะห์ดูในรายละเอียดของ ก. และ ข.
แล้ว ก. และ ข. ไม่เหมือนกัน ที่จะสามารถนำาใช้เปรียบเทียบกันได้
/ ในการเปรียบเทียบเราจะต้องดูว่า สิ่งสองสิ่งที่นำามาเปรียบเทียบ
กันนั้นมีจุดที่แตกต่างกัน ยังผลทำาให้การเปรียบเทียบนั้นใช้ไม่ได้
หรือไม่ ( having critical points of difference )
ขอยกตัวอย่างเรื่องการเปรียบเทียบด้วยคำาพูดของชายคนหนี่งต่อ
ไปนี้ :
  “ ปืนก็เหมือนฆ้อน – ทั้งสองสิ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนที่เป็นโลหะ ที่
สามารถใช้ฆ่าคนตายได้ แต่กระนั้นก็ตาม จะถือเป็นเรื่องตลกที่จะ
มาจำากัดการซื้อ ขายฆ้อน – ดังนั้น การที่จะมาจำากัดการซื้อขาย
ปืนจึงเป็นเรื่องตลกเช่นกัน”
ชี้แจง:
จริงอยู่ที่ทั้งปืน และฆ้อนต่างก็มีลักษณะที่คล้ายๆกันอยู่ แต่ลักษณะ
ต่างๆเหล่านี้ ( มีส่วนที่เป็นโลหะ เป็นอุปกรณ์ สามารถใช้ทำาร้าย
ได้) ไม่ใช้สิ่งที่เป็นจุดสำาคัญที่จะถูกนำามาใช้ในการพิจารณาการ
จำากัดการซื้อ ขายปืน แต่ทว่า จุดสำาคัญอยู่ตรงที่ว่า ที่มีการจำากัด
การซื้อขายปืนนั้นก็เพราะว่า ปืนนั้นสามารถถูกนำาไปใช้ฆ่าคน
ได้ทีละจำานวนมาก อีกทั้งสามารถฆ่าในระยะไกลได้อีกต่างหาก
และลักษณะนี้นี่แหละที่ฆ้อนไม่มี – มันเป็นเรื่องยากที่จะฆ่าคนทีละ
จำานวนมากๆโดยใช้ฆ้อน และอีกอย่างคือ เป้าหมายเดิมๆของฆ้อน
นั้น เอาไว้ใช้ในงานช่าง ไม่ใช่ฆ่า หรือทำาอันตรายต่อสิ่งใด เพราะ
ฉะนั้น การนำาฆ้อนมาเปรียบเทียบกับปืนในเรื่องนี้จึงเป็นการ
เปรียบเทียบที่ใช้ไม่ได้ ( Weak analogy )
           เมื่อเราจะนำาสิ่งสองสิ่งมาเปรียบเทียบกัน สิ่งที่สำาคัญก็คือ
เราจะต้องจับประเด็นให้ได้ก่อนว่าเราจะเปรียบเทียบเรื่องอะไร
เช่นตัวอย่างข้างบน จุดที่ต้องการเปรียบเทียบคือ การฆ่า หรือการ
ทำาอันตราย จากนั้นให้ดูกันต่อไปว่า ทั้งสองสิ่งนั้นมีรายละเอียดที่
แตกต่างกัน อันเป็นผลให้การเปรียบเทียบนั้นใช้ไม่ได้ หรือไม่
อย่าลืมว่ากรดอะมิโนเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความคิด ไม่สามารถ
เลือกถูกเลือกผิดได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การที่จะมายกตัวอย่าง
เรื่อง ข้อสอบ หรือ ตัวเลือก 4 ข้อมาเปรียบเทียบกับในกรณีของ
กรดอะมิโน จึงถือว่าเป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่ผิดพลาด
ในตัวอย่างเรื่อง ข้อสอบ หรือ ตัวเลือก นั้น ก็คือ การที่คนๆหนึ่ง
เดาคำาตอบ ว่าจะเป็น ก. ข. ค. หรือ ง. เมื่อเดาผิด เมื่อตอบครั้งที่
สองก็จะไม่เลือกข้อที่ผิด เมื่อเป็นเช่นนี้โอกาศที่จะเดาถูกก็มีมาก
ขึ้น เพราะเหลือตัวเลือกอยู่แค่สามตัว และถ้าตอบผิดอีก การตอบ
ครั้งต่อไปก็จะเหลือตัวเลือกอยู่แค่สองตัว ทำาให้โอกาศที่จะเดาถูกก็
มีมากขึ้นไปอีก
 แต่ในกรณีของกรดอะมิโนนั้น มันไม่ใช่เช่นนั้น แต่เราจะต้องยก
ตัวอย่างดังต่อไปนี้:
 เรามีลูกแก้วอยู่ 200 ลูก และมีอยู่ลูกเดียวเท่านั้นที่สีเขียว ความ
น่าจะเป็นที่ผมจะหยิบลูกแก้วสีเขียวนี้ออกมากล่องได้อย่างถูกต้อง
มีเท่าไหร่ และ ถ้าผม หยิบ 1000 ครั้งด้วยกัน ความน่าจะเป็นที่จะ
ถูกทุกครั้งเป็นเท่าไหร่ โดยแต่ละครั้งที่หยิบออกมาผิดจะต้องใส่
ลูกแก้วกลับเข้าไปอย่างเดิม และทำาการหยิบใหม่ แน่นอนที่สุด
ความน่าจะเป็นไม่ว่าจะครั้งที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า และไปเรื่อยๆ
นั้นไม่ต่างกันเลย
----------------------------------------.
หลักการตรวจสอบ 4 ข้อ ในการใช้เหตุผล
การอ้างเหตุผล หรือ ขบวนการอ้างเหตุผล หรือ การอ้างหลักฐาน
ที่ดี ที่จะเป็นที่ยอมรับได้นั้น จะต้องประกอบไปด้วย 4 ประการด้วย
กันคือ:

1. เหตุผลที่ยกไปนั้นจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับเรื่อง (Relevance
Principle) หรือ ประเด็นนั้นๆ ที่ผหนึ่งกล่าวอ้างไม่ว่าจะในเชิง
                                 ู้
ยอมรับ หรือ ปฏิเสธก็ตาม โดยไม่นำาเอาข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับ
ประเด็นนั้น มาเป็นหลักฐาน หรือเหตุผลในการ สนับสนุน ข้ออ้าง
ของประเด็นนั้นๆ

2. เหตุผลที่ยกไปจะต้องเป็นที่ยอมได้ หรือเป็นจริง ต้องเป็นที่
ยอมรับของทั้งสองฝ่าย      ( Acceptability Principle) เพราะถ้า
เหตุผลที่ถูกยกมาเพื่อสนับสนุนจุดยืนนั้นๆ ไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว
เหตุผลเองกลับที่จะเป็นสิ่งที่ต้องถูกนำามาเป็นประเด็นที่จะต้องถูก
พิสูจน์เสียก่อนว่าจริง หรือเท็จ

3. เหตุผลทั้งหลายที่ยกไปนั้น เมื่อรวมกันแล้วจะต้องเพียงพอที่จะ
ถูกใช้เป็นเงื่อนไขสนันสนุนข้ออ้างนั้นๆ หรือจุดยืนนั้นๆได้ เพราะ
ถึงแม้ว่า จะผ่านข้อที่ 1 และ 2 ก็ตาม แต่ถ้า เหตุผลที่นำามานำาอ้าง
(premise) ก็ยังไม่พอเพียงที่จะใช้ไปสนับสนุนจุดยืนนั้นๆได้ ก็ยัง
ถือว่าไม่ผ่าน

4. เหตุผลหรือหลักฐานที่ให้ไปนั้นจะต้องสามารถต้านทาน ต่อข้อ
หักล้าง หรือ การแย้งต่างๆจากอีกฝ่ายที่มีต่อเหตุผลหรือหลักฐาน
ของเราที่ยกไปได้ (Rebuttal Principle)

       ในการวิเคราะห์คำาพูด หรือ ข้อความต่างๆนั้น เราจะต้องตั้ง
สติให้ดี และแยกให้ได้ว่าในบรรดาคำาพูด หรือ ข้อความนั้นๆ มีสิ่ง
ที่ถูกอ้างเป็นจุดยืน ( conclusion ) กี่อย่าง และให้แยกจุดยืนต่างๆ
เหล่านั้นออกมาให้ชัดเจน จากนั้นให้ดูว่า จุดยืนเหล่านั้นมีเหตุผล
( premise ) อะไรมาสนับสนุน และมีกี่เหตุผล หรือ ไม่มีสักเหตุผล
เลยที่จะมาสนับสนุน แต่ถ้ามี ก็ให้ทำาตามขั้นตอนข้างตนทั้ง 4 ข้อ
ในขณะที่เราใช้ทั้ง 4 ข้อในการตรวจสอบจุดยืนนั้นๆอยู่ เราก็จะ
ต้องตรวจ และ วิเคราะห์ดูว่า มีการใช้เหตุผลที่ผิดพลาดใน
ประเภทหนึ่งประเภทใดหรือไม่ ( ภาษาอังกฤษเรียกว่า logical
fallacy = ความผิดพลาดในการใช้เหตุผล) ซึ่งนักวิเคราะห์ได้
วิเคราะห์เอาไว้กว้างๆถึงการใช้เหตุผลที่ผิดพลาด ประมาณ 60
อย่างด้วยกัน

----------------------------.
“ ดร. ซากิรไนคฺ เก่งเรื่อง ตรรก ” ( ข้อความนี้ถือว่าเป็นความจริง
 ภาษาอังกฤษจะเรียกว่าเป premise )
“ ดร. ซากิรไนคฺ เป็นคนอินเดีย ” ( ข้อความนี้ถือว่าเป็นความจริง
ภาษาอังกฤษจะเรียกว่าเป็น premise)
“ เพราะฉะนั้นประเทศอินเดียจึงมีชื่อเสียงในวิชาตรรก ” (
ข้อความนี้เป็นการสรุป ภาษาอังกฤษจะเรียกว่าเป็น conclusion
 ซึ่งเป็นการสรุปที่ผิด )
เราจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่า premise จะเป็นความจริงก็ตาม แต่ก็ไม่
จำาเป็นว่า ข้อสรุปจะเป็นจริงตามไปด้วย เพราะหลายครั้งด้วยกันที่
premise ไม่ได้มีอะไรความเกี่ยวข้องอะไรในการที่จะไปสนับสนุน
ข้อสรุป
=====================.
“ กฏหมายจะต้องไม่บังคับให้ประชาชนทำาในสิ่งที่เป็นอันตรายแก่
ตัวเอง ” ( premise ที่ 1 นี้ถือว่าเป็นความจริงเป็นที่ยอมรับกัน )
“ การรัดเข็มขัดนิรภัย อาจทำาให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้ ” (
premise ที่ 2 นี้ถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องมาพิสูจน์กันว่า เป็นที่ยอมรับ
หรือ เป็นความจริงหรือไม่ มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุน และ ไปขัด
แย้งกับข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่ แต่เราสรุปได้เลยว่า premise ที่
2 นี้ไม่ผ่านมาตรฐานที่จะถูกเรียกว่าเป็น premise ที่ยอมรับได้) )
“ ทั้งนี้เนื่องจากชายคนหนึ่งรอดชีวิตมาได้ก็เนื่องมาจากเขาไม่ได้
รัดเข็มขัดนิรภัยในขณะขับรถ ” ( ข้อความนี้ถือเป็นเหตุผลที่ถูก
นำามาใช้สนับสนุน premise ที่ 2 อีกที แต่ถือว่าเป็นการใช้เหตุผล
ผิดพลาด เพราะนำาเอาประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ว่าจะของตัวเอง
หรือ ของคนไม่กี่คนมาเป็นหลักฐานยืนยัน ( ในทางวิชาการเรียก
ว่า anecdotal evidence ) โดยมองข้ามหลักฐานอื่นๆที่จะแย้งกับ
เหตุผลที่ตัวเองนำามาใช้ยืนยันจุดยืนของนเอง นั่นก็คือ ไม่
สามารถหักล้างเหตุผลของฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการรัดเข็มขัด
นิรภัยได้อีก ดังนั้นเหตุผลที่ถูกนำามาใช้สนับสนุน premise ที่ 2
จึงถือว่าตกไป ไม่เพียงพอที่จะถูกนำามาใช้เป็นหลักฐาน)
“ ดังนั้น กฏหมายจึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้ผู้ขับขี่รถต้องรัดเข็มขัด
นิรภัย ” ( ข้อความนี้ถือว่าเป็นจุดยืนที่ผู้พูดต้องการให้เป็นเช่นนั้น
หรือเรียกอีกอย่างคือ conclusion )
ดังนั้นเมื่อ premise ที่จะถูกนำามาใช้สนับสนุน conclusion ใช้ไม่
ได้แล้ว จึงมีผลทำาให้ conclusion ใช้ไม่ได้เช่นเดียวกัน
==================.

มีหลักตรรกในการให้เหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า deductive
ซึ่งจะมีรูปแบบดังนี้:

“ ผู้แรกที่นำาคัมภีร์อัล-กุรอานมาคือ ชายคนหนึ่งที่ชื่อ มุฮัมหมัด ” (
premise นี้ถือว่าเป็นความจริง )
“ มุฮัมหมัด มีชีวิตอยู่เมือ 1,400 กว่าปีที่แล้ว ” ( premise นี้ก็
                          ่
ถือว่าเป็นความจริงเช่นกัน )
“ ดังนั้นคัมภีร์อัล-กุรอานจึงมีมาเมื่อ 1,400 กว่าปีที่แล้ว ” (
ข้อความนี้ถือว่าเป็น conclusion )
       การใช้เหตุผลในรูปแบบ deductive นี้ถือว่าเป็นการให้
เหตุผลที่แน่นอนที่สุด เพราะว่า ถ้า premise ถูกต้องแล้วเป็นไป
ไม่ได้ที่ conclusion จะผิด แต่จะต้องถูกต้องไปด้วย เพราะมิเช่น
นั้น จะเกิดความสภาพความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดเจน แต่กระนั้น
ก็ตามในการให้เหตุผลของมนุษย์เราในเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำา
วันนั้น ไม่ได้ใช้การให้เหตุผลในรูปแบบของ deductive แต่จะ
เป็นในรูป inductive เสียมากกว่า
------------------------.
* อ้างในสิ่งที่เป็นไปได้แต่ในทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ในโลกแห่ง
ความเป็นจริงแล้วเป็นไปไม่ได้เลย
================================.



เพิ่มข้อมูลล่าสุดเมื่อ 07 / 10 / 2010
ตรรก และ เหตุผลวิบัติ

ตรรก และ เหตุผลวิบัติ

  • 1.
    เลือกที่จะโจมตีที่ตัวบุคคล โดยละเลยที่จะหักล้างหลักฐาน หรือ เหตุผลที่เขาผู้นั้นได้นำาเสนอ -พยายามทำาให้ฝ่ายตรงกันข้ามโกรธ ด้วยวิธหนึ่งวิธีใด หรือ ี แสดงอาการที่เสียมารยาทใส่ วิธีที่ดีที่จะจัดการกับสภาพเช่นนี้ก็ คือ ให้แสดงอาการขบขันต่อสิ่งๆนั้นแบบพอควร และ อยู่ในอาการ สงบมากกว่าที่จะแสดงอาการโกรธออกมา - มุ่งโจมตีในจุดๆหนึ่งของฝ่ายตรงกันข้าม ที่สามารถบิดเบือนให้ดู เกินความจริงไปได้ - การที่มีผู้รู้สองกลุ่มขัดแย้งกันในประเด็นหนึ่งประเด็นใด แล้วไป เหมาว่า พวกเขาไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆโดยรวม...ซึ่งในความ เป็นจริงแล้วไม่จำาเป็นต้องเป็นเช่นนั้น เช่น นักประวัติศาสตร์ 2 กลุ่ม ขัดแย้งกันว่า ฮิตเลอร์ ฆ่ายิวไปกี่คน กลุ่มที่ 1 บอกว่า 6 ล้าน คน ส่วนกลุ่มที่ 2 บอก 5 ล้านคน... เพราะฉะนั้นจึงสรุปเหมารวม เอาว่า ทั้งสองกลุ่มไม่รู้จริงในเรื่อง เหตุการณ์นี้...ซึ่งจริงๆแล้วทั้ง สองกลุ่มรู้ดีในเหตุการณ์นี้ เพียงแต่ขัดแย้งกันในรายละเอียดบาง อย่างเท่านั้น... - เอาผลเสียที่จะเกิดขึ้นในประด็น หรือกรณีหนึ่งกรณีใด มาเป็น ตัววางเงื่อนไขบังคับให้เกิดสิ่งหนึ่งๆขึ้น ทั้งๆที่ในความเป็นจริง แล้วมันไม่เกี่ยวข้องกันเลย เช่นถ้าคุณไม่รับศาสนาคริสต์ คุณจะ ต้องมีบาปติดตัวไปตลอด - เลือกที่จะนำาเสนอแต่หลักฐาน หรือเหตุผลที่สนับสนุนจุดยืนของ ตนเอง แต่ละเลยต่อหลักฐานที่จะมาหักล้างจุดยืนของตนเอง - สมมุติเอาเองว่ามีเพียงแค่สองตัวเลือก แต่ในความเป็นจริงแล้วมี มากกว่านั้น - การที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ นั่นไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นๆจะไม่มี - ถามคำาถามฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเป็นคำาถามที่ไม่อาจจะที่จะตอบ แบบกระฉับ หรือตอบแบบสั้นๆได้ หรือถามคำาถามที่ถ้าตอบไปแล้ว
  • 2.
    ผู้ฟังไม่อาจที่จะเข้าใจได้ ถ้าไม่มีความรู้พื้นฐานมาพอสมควรใน เรื่องนั้นๆ - ถามคำาถามที่บ่งให้รู้ว่าผู้ถามได้ทึกทักเอาเองว่าผู้ถูกถามจะต้อง เป็นเช่นนั้น เช่นนี้ - ทำาให้สิ่งที่ต้องใช้เป็นกฏโดยทั่วไป มายืนยันว่าต้องเป็นเช่นนั้น ในทุกๆกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น เช่นกฏโดยทั่วไปเมื่อไฟแดง จะ ต้องหยุดรถ นี่คือกฏทั่วไป แต่กระนั้นก็ตามอนุญาตให้ผ่าไฟแดง ได้ในกรณีที่ฉุกฉิน - พูดอะไรให้เกินกว่าที่เป็นจริง หรือทำาให้สิ่งบางสิ่งดูง่ายดายเกิน กว่าความเป็นจริง ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันมีอะไรที่ซับซ้อนไป มากกว่านั้น - พยายามดิสเครดิตแหล่งอ้างอิงของฝ่ายตรงกันข้าม - ใช้คำาพูดที่ เร้าอารมณ์ ความรู้สึก เพื่อให้ผู้ฟังคล้อยตามมากกว่า ที่จะใช้หลักฐาน และเหตุผล - Argument By Personal Charm ใช้ความมีเสน่ห์ส่วนตัว หรือ ความเป็นที่เคารพนับถือของผู้คน ทำาให้คนคล้อยตามในสิ่งที่พูด โดยที่ผู้ที่คล้อยตามก็มิได้พิจารณาถึง หลักฐาน และเหตุผล - ใช้ความน่าสงสารของตัวเอง มาเป็นหลักฐานพิสูจน์จุดยืนของ ตัวเอง หรือเพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นนั้นๆ - นำาเสนอสิ่งหนึ่งที่ตัวมันเองจะต้องได้รับการพิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จ มาเป็นเสมือนข้อเท็จจริง และนำาสิ่งที่ถูกทึกทักว่าเป็นความจริงนั้น ไปพิสูจน์สิ่งอื่นๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งอย่างใดมา - ทึกทักเอาไว้คนหนึ่งคนใดที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนึ่งเรื่องใด แล้ว เขาจะเชี่ยวชาญในรายละเอียด หรือสาขาที่แตกออกไปจาก เรื่องนั้นๆด้วย ...ซึ่งในความเป็นจริงไม่จำาเป็นว่าต้องเป็นเช่นนั้น
  • 3.
    - อ้างอิงหลักฐานอย่างลอยๆ เช่นผู้รู้กล่วว่านักวิทยาศาสตร์กล่าว ว่า ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ... เพราะเราไม่สามารถที่จะไปสืบค้น พิสูจน์ได้เลยว่า สิ่งที่อ้างมานั้นเป็นจริงหรือเท็จ .... แต่ในทาง ศาสนาแล้ว เราจะต้องอ้างดังนี้เช่น “ ท่านอิบนุฮะญัรกล่าวว่าเอา ไว้ใน ฟัตฮุลบารีว่า บรรดาอุละมาอฺในยืนยันเอาไว้ว่า....” - ถ้าจะให้ดูน่าเชื่อถือจะต้อง ยกคำาพูดของเจ้าของคำาพูดมาเลย พร้อมบอกถึงบริบทที่เจ้าของคำาพูดนั้นๆออกมา - อ้างอิงหลักฐาน แต่หลักฐานที่อ้างนั้นไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือไป สนับสนุน ข้ออ้างของเขาผู้นั้นเลย หรืออ้าง ผู้ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งดู ภายนอกดูเหมือนน่าเชื่อถือ แต่ ถ้าวิเคราะห์ให้ดีจะพบว่าเขาไม่ได้ มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้รู้ในด้านนั้นๆ - ยกคำาพูด หรือหลักฐานออกนอกบริบท หรือตัดต่อ ศัลยกรรม หลักฐาน... ที่สำาคัญเราจะต้องยกสถานการณ์ หรือสภาพแวดล้อม ที่คนๆนั้นพูดสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกมา - เอาการเปลี่ยนจุดยืนในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ของคนหนึ่งๆมาเป็น หลักฐานยืนยันความถูกต้องของสิ่งนั้น... ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราจะต้องถามไปว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำาให้เขาเปลี่ยนจุดยืนจาก สิ่งหนึ่งไปเป็นสิ่งหนึ่ง เขามีอะไรเป็นหลักฐานสนับสนุนตัวเอง ...หรือให้ถามกลับไปว่า ช่วยพิสูจน์มาว่า จุดยืนของเรานั้นผิดตรง ไหน - สิ่งหนึ่งที่ใดที่มีลักษณะที่คล้ายกัน ไม่จำาเป็นว่าสองสิ่งนั้นจะมี ความเกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์กัน - นำาสิ่งที่เป็นรูปธรรม มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นนามธรรม - สองสิ่งเกิดขึ้น แต่ไม่จำาเป็นว่าสิ่งหนึ่งจะเป็นสาเหตุทำาให้เกิดอีก สิ่งขึ้น - อ้างสาเหตุที่ผิด เพื่ออธิบายว่าสิ่งนั้นๆเกิดขึ้นเพราะอะไร
  • 4.
    - เอาสาเหตุเพียงอย่างเดียวมาอธิบายสิ่งหนึ่งๆที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่สิ่ง นั้นๆที่เกิดขึ้นมาปัจจัยมาจากหลายสาเหตุ -ทึกทักเอาเองว่า ภาพรวมของสิ่งๆหนึ่ง ก็มีลักษณะที่เหมือนกัน กับรายละเอียด หรือส่วนปลีกย่อยของสิ่งๆนั้น เช่น พูดว่า อะตอม เป็นสิ่งที่ไร้สี แมวประกอบไปด้วยอะตอม ดังนั้นแมวจึงเป็นสิ่งที่ไร้ สี - ทึกทักเอาเองว่า สิ่งที่เป็นจริงหรือเกิดขึ้นจริงกับสิ่งๆหนึ่งเมื่อมอง โดยภาพรวม ต้องเป็นจริงหรือเกิดขึ้นจริงด้วยกับสิ่งๆนั้น ถ้ามอง ในรายละเอียด หรือปลีกย่อย เช่นพูดว่า มนุษย์เราประกอบไป ด้วยอะตอม และมนุษย์เราเป็นสิ่งที่มีความรู้สึกนึกคิด เพราะ ฉะนั้นอะตอมจึงต้องมีความรู้สึกนึกคิดด้วยเช่นกัน - นำากลุ่มของสิ่งต่างๆขึ้นมาเสนอ โดยเสนอแนวทางราวกับว่า ถ้า รับก็จะต้องรับสิ่งต่างๆทั้งหมด หรือถ้าปฏิเสธก็จะต้องถือว่าปฏิเสธ ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งแต่ละสิ่งนั้นสามารถที่จะถูก ยอมรับ หรือถูกปฏิเสธ ด้วยตัวของมันเองอย่างเป็นอิสระ ไม่ได้เป็น เงื่อนไขว่าถ้าปฏิเสธ ข้อที่ 1 นั่นหมายความว่าเท่ากับปฏิเสธ ข้อที่ 2 3 4 5 ไปด้วย หรือ ถ้ายอมรับในข้อที่ 1 นั่นหมายความว่า เท่ากับยอมรับ ข้อที่ 2 3 4 5 ไปด้วย ... เปล่าเลย แต่ทว่า แต่ละข้อ นั้นเป็นอิสระจากกันและกันในการที่จะถูกยอมรับ หรือ ปฏิเสธ ... เช่นพูดว่า คุณสนับสนุนเสรีภาพ และ สิทธิ์ที่จะพกพาอาวุธไปไหน ก็ได้ ไหม .... ไม่จำาเป็นเลยว่าถ้าผมเห็นด้วยกับเสรีภาพ แล้วจะ เป็นเงื่อนไขบังคับผมว่า เพราะฉะนั้นผมจะต้องเห็นด้วยกับการ อนุญาตให้พกพาอาวุธไปไหนก็ได้... เปล่าเลย หรือ เราอ่าน หนังสือเล่มหนึ่งเล่มใด ไม่จำาเป็นเลยว่า ถ้าเราเห็นด้วยกับจุดหนึ่ง จุดใดของหนังสือ แล้วจะหมายความว่า เราเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่ หนังสือเล่มนั้นกล่าว - ทึกทักเอาเองว่า ถ้าอนุญาต หรือยอมให้เกิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น ย่อมจะทำาให้สิ่งที่ไม่ดีอีกสิ่งเกิดขึ้นตามมาด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่ อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น พูดว่า ถ้าผมยกเว้นคุณ มันก็จะทำาให้ผม ยกเว้นคนอื่นๆไปด้วย ... ซึ่งไม่ใช่เงื่อนไขที่จะมาบังคับกันว่าจะ ต้องเป็นเช่นนั้นเลย
  • 5.
    - ในสิ่งที่นำามาเป็นหลักฐานนั้น มีทั้งความจริงและความเท็จปนกัน อยู่ - นับแต่เป้าที่โดน แต่เป้าที่พลาดไม่ยอมนับ ... มองแต่ด้านที่เป็น บวก หรือด้านที่ได้เปรียบ แต่ไม่ยอมมองด้านลบ หรือ ด้านที่จะ ทำาให้เสียเปรียบ - เลือกที่จะหักล้าง แต่หลักฐานของอีกฝ่ายที่ง่ายต่อการหักล้าง และสร้างภาพว่า ตนเองได้ชนะเหนือฝ่ายตรงกันข้ามแล้ว โดยที่ ละเลยที่จะหักล้างหลักฐานที่ยากที่จะหักล้างได้ของอีกฝ่าย Description of Appeal to Emotion ใช้อ ารมณ์ค วามรู้ส ึก ส่ว นตัว ของผู้ค นมาเป็น เครื่อ งมือ ทำา ให้ค นยอมรับ ในสิ่ง ที่ต นเองได้น ำา เสนอ แทนที่จ ะใช้ หลัก ฐานมาอ้า งเป็น เหตุผ ล สิ่ง นี้จ ะพบมากในโฆษณา ชวนเชื่อ ต่า งๆ และในหลายๆครั้ง ด้ว ยกัน ที่ อารมณ์ค วาม รู้ส ึก ส่ว นตัว ของคนเราอยู่เ หนือ เหตุแ ละผล Description of Appeal to Consequences of a Belief เอาผลดี หรือผลในทางบวกที่จะเกิดขึ้นตามมาถ้าได้ทำาหรือเชื่อสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งมาอ้างเป็นเหตุผลให้ผู้คนเชื่อหรือทำาในสิ่งที่ตนเองได้ นำาเสนอ เช่น “ คุณจะต้องเชื่อน่ะว่า มนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง เพราะคุณจะได้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของศาสนา และยัง ปฏิบัติตามที่อารมณ์ต้องการได้อีกด้วย ” ที่จ ะเรีย กว่า เป็น ผู้ท ี่เ ชี่ย วชาญนั้น จะต้อ งมีล ัก ษณะอย่า งไร บ้า ง 1. คนๆนั้นที่ถูกยกมาอ้างนั้นจะต้องมีความเชี่ยวชาญที่พอเพียง ในเรื่องที่กำาลังเป็นประเด็นอยู่ 2. สิ่งที่นำาเสนอขึ้นมาจะต้องอยู่ในสาขาวิชา หรือ ด้านที่เขาผู้นั้น เชี่ยวชาญ เช่น กำาลังถกกันเรื่องโรคหัวใจ แต่กลับไปยก แพทย์ผู้ เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมา แต่เป็นด้านมะเร็ง ไม่ใช่ด้านหัวใจ เป็นการเฉพาะ 3. ตรวจดูว่าผู้เชี่ยวชาญที่เรายกมานั้น มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน คนอื่นๆเขาขัดแย้งกันในประเด็นนั้นๆหรือไม่ และถ้ามีข้อขัดแย้ง ระหว่างผู้ที่เชี่ยวเฉพาะด้านด้วยกัน เราพอที่จะหาข้อสรุปได้ไหม ว่าฝ่ายใดมีนำ้าหนักมากกว่ากัน
  • 6.
    4. ผู้เชี่ยวชาญที่เรายกมาอ้างอิงนั้นจะต้องไม่มีอคติในเรื่องนั้นๆ อย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดให้เราอ้างอิงผู้ที่ เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆมา ที่ไม่มีผลประโยชน์ได้เสีย ในเรื่องนั้นๆ มาจะเป็นการดีมากๆ 6. ผู้เชี่ยวชาญ หรือหลักฐานอ้างอิงที่ยกขึ้นมาอ้างนั้น จะต้อง รู้ได้ ว่าเป็นใคร หรือ มาจากหนังสือเล่มไหน ไม่ใช่กล่าวขึ้นลอยๆว่า ผู้ เชี่ยวชาญได้กล่าวเอาไว้ อย่างนั้น อย่างนี้ หรือ หนังสือเล่มนั้นได้ กล่าวว่าอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่ไม่ได้บอกว่า หนังสือเล่มนั้นเป็น หนังสือเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นคนเขียน มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่ เขียนมากน้อยแค่ไหน หรือว่าไม่มีเลย คนๆหนี่งอาจจะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญ แต่ความเชี่ยวชาญของเขานั้น ไม่ได้เป็นข้อยืนยันว่าสิ่งที่กล่าวอ้างมานั้นเป็นจริงหรือไม่ เพราะ ฉะนั้นถ้าจะให้สิ่งที่เรานำาเสนอมีความน่าเชื่อถือแล้ว เราจะต้อง พิสูจน์ด้วยหลักฐานให้ฝ่ายตรงกันข้ามได้ดูเองเลยว่า สิ่งที่เรานำา เสนอนั้นมีหลักฐานอะไรมาสนับสนุน Description of Ad Hominem Tu Quoque ให้เหตุผลว่า หลักฐานหรือเหตุผลของคนใดคนหนึ่งเชื่อถือไม่ได้ เพราะ มันขัดกับสิ่งที่เขาได้เคยพูดเอาไว้ หรือเพราะมันขัดกับ การกระทำาของเขา ซึ่งความจริงแล้วไม่จำาเป็นต้องเป็นเช่นนั้น เช่น นาย ก. ได้พิสูจน์ให้นาย ข. รู้ว่า การสูบบุหรี่นั้นเป็นเหตุ ทำาให้เกิดโรคมะเร็ง จากนั้นอีก 5 วัน นาย ข. ก็เห็นว่านาย ก. กำาลังสูบบุหรี่อยู่ นาย ข. จึงทึกทักเอาเองว่า คำาพูดของนาย ก.ที่ว่า การสูบบุหรี่นั้นเป็นเหตุทำาให้เกิดโรคมะเร็ง เป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น การกระทำาของนาย ก. นั้น ไม่สามารถไปหักล้างหลักฐานที่นาย ก. ได้นำาเสนอกับนาย ข.ได้ * “ ยานี้จ ะช่ว ยให้ค ุณ หายไข้ไ ด้ ” ( ข้อความนี้ถือเป็น ความ จริง ) “ เพราะฉะนั้น คุณ จะต้อ งรับ ประทานยานี้ ” ( ข้อความนี้ถือเป็น ความเห็นส่วนตัว ) ตามหลักแล้วจะต้องมี ข้อความอีกข้อความหนึ่ง หรือหลายข้อความก็ได้ เข้ามาแซรกตรง กลาง ซึ่งเป็นข้อความที่เป็นความจริง เพื่อทำาให้ขอความที่ว่า “ ้ เพราะฉะนั้น คุณ จะต้อ งรับ ประทานยานี้ ” มีนำ้าหนักในเชิง บังคับขึ้นมา ข้อที่ว่าก็คือ “ คุณ ต้อ งการที่จ ะหายจากอาการ ไข้น ี้ ” เมื่อเรียงข้อความต่างๆเข้าด้วยกันก็จะได้ “ ยานี้จ ะช่ว ย ให้ค ุณ หายไข้ไ ด้ คุณ ต้อ งการที่จ ะหายจากอาการไข้น ี้ เพราะฉะนั้น คุณ จะต้อ งรับ ประทานยานี้ ” หรือนำ้าหนักจะมี
  • 7.
    มากขึ้นถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ “ ยานี้เป็น ชนิด เดีย วเท่า นั้น ที่ จะช่ว ยให้ค ุณ หายไข้ไ ด้ และคุณ เองก็ต ้อ งการที่จ ะหาย จากอาการไข้น ี้ใ ห้เ ร็ว ที่ส ุด เพราะฉะนั้น คุณ จะต้อ งรับ ประทานยานี้ ” Inconsistency นำาเสนอเหตุผลมามากกว่าหนึ่งอย่าง แต่เป็นไปไม่ได้ที่เหตุผล เหล่านั้นจะถูกต้องพร้อมๆกันได้ทั้งหมด เพราะเหตุผลมันขัดแย้ง กัน หรือตรงกันข้ามกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ให้เราทึกทักไปก่อนว่า มี ข้อความหนึ่งเป็นข้อความที่ถูก และใช้ข้อความนั้นเป็นความจริง ขั้นพื้นฐาน เพื่อที่จะพิสูจน์ว่า ข้อความอื่นนั้นเป็นเท็จ เช่น: นาย ก. สูงกว่านาย ข. นาย ข. สูงกว่านาย ค. ในขณะที่ นาย ค. สูงกว่านาย ก. Denying the Antecedent เหตุผลหรือหลักฐานที่นำาเสนออาจจะเป็นจริง แต่กระนั้นก็ตามข้อ สรุปอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น “ ถ้าคุณรับอิสลาม คุณจะถูกกล่าว หาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง แต่เพราะคุณไม่ได้รับอิสลาม ดังนั้นคุณ จะไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง” จะเห็นได้ว่า ไม่จำาเป็น เลยว่าถ้าไม่ได้รับอิสลามแล้วจะไม่มีสิทธิที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่ ก่อการร้าย เขาผู้นั้นที่ไม่รับอิสลาม อาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก หัวรุนแรงได้อันเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ Examples: (i) If you get hit by a car when you are six then you will die young. But you were not hit by a car when you were six. Thus you will not die young. (Of course, you could be hit by a train at age seven.) Affirming the Consequent เหตุผลหรือหลักฐานที่นำาเสนออาจจะเป็นจริง แต่กระนั้นก็ตามข้อ สรุปอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น “ ถ้าคุณรับอิสลาม คุณจะถูกกล่าว หาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง เนื่องจากคุณถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก รุนแรง นั่นก็หมายความว่า คุณเข้ารับอิสลาม” จะเห็นได้ว่าการที่ เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง แล้วจะหมายความว่าเขาผู้
  • 8.
    นั้นเข้ารับอิสลาม เพราะอาจจะมีสาเหตุอื่นๆที่ทำาให้เข้าผู้นั้นถูก กล่าวหาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง Division ทึกทักเอาว่า เนื่องจากถ้ามองโดยรวมแล้วสิ่งนั้นๆมีลักษณะหรือ คุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะฉะนั้น รายละเอียดของสิ่งนั้นๆ จึงจะต้องมีลักษณะหรือคุณสมบัติเช่นนั้นด้วย แต่ในความเป็นจริง แล้วไม่จำาเป็นเลยว่า ถ้าลักษณะโดยรวมของสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นเช่น ไร แล้ว รายละเอียดของสิ่งนั้นๆจะต้องมีลักษณะเป็นเช่นนั้นด้วย เช่น “สมองเป็นสิ่งที่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้ ดังนั้นเซลล์ประสาทที่ อยู่ในสมองจึงสามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้เช่นกัน” แต่ความจริงไม่ใช่ เช่นนั้น เพราะเซลล์ประสาทเป็นสิ่งที่ไร้ความรู้สึก ไม่มีชีวิตไม่ สามารถรับรู้อะไรได้ Examples: (i) Each brick is three inches high, thus, the brick wall is three inches high. Composition ส่วนหนึ่งจากทั้งหมดมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด จึงทึกทักเอาว่า ทั้งหมดจึงมีลักษณะเช่นนั้นด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่จำาเป็น ต้องเป็นเช่นนั้นเลย Examples: (i) The brick wall is six feet tall. Thus, the bricks in the wall are six feet tall. (ii) Germany is a militant country. Thus, each German is militant. (iii) Conventional bombs did more damage in W.W. II than nuclear bombs. Thus, a conventional bomb is more dangerous than a nuclear bomb. (From Copi, p. 118) Straw Man มองข้ามจุดยืน หรือ เหตุผลที่แท้จริงของอีกฝ่าย และแทนที่จุดยืน หรือเหตุผลที่แท้จริงนั้นด้วยกับ สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย หรือสิ่งที่ บิดเบือนไปจากความเป็นจริง หรือทำาให้ผู้อื่นเข้าใจผิดไปว่า จุดยืน หรือ เหตุผลที่แท้จริงของอีกฝ่ายเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ แต่ใน ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย ที่ทำาเช่นนี้ก็เพื่อที่จะได้โจมตีฝ่ายตรง กันข้ามได้อย่างงายดาย
  • 9.
    "Senator Jones saysthat we should not fund the attack submarine program. I disagree entirely. I can't understand why he wants to leave us defenseless like that." ไม่จำาเป็นเลยว่า การที่ Senator Jones ไม่ต้องการให้งบประมาณ กับเรือดำานำ้าโจมตี แล้วจะหมายความว่าเขาต้องการจะให้ประเทศ นั้นๆ พ่ายแพ้ไม่มีทางสู้ นี่เป็นการสรุปสาเหตุของฝ่ายตรงกันข้าม เอาเอง ถ้าจะให้ถูกเราจะต้องถาม และให้เขาบอกถึงเหตุผลที่เขา พูดเช่นนั้นออกมาว่าทำาไม Bill and Jill are arguing about cleaning out their closets: Jill: "We should clean out the closets. They are getting a bit messy." Bill: "Why, we just went through those closets last year. Do we have to clean them out everyday?" Jill: "I never said anything about cleaning them out every day. You just want too keep all your junk forever, which is just ridiculous." ไม่จำาเป็นเลยว่า การที่ Jill บอกให้ Bill ทำาความสะอาดห้องส้วม แล้วจะหมายความว่า Jill ต้องการให้ทำาความสะอาดห้องส้วมทุก วัน จะเห็นได้ว่า Bill ได้สรุปสาเหตุที่ Jill บอกให้ Bill ทำาความ สะอาดห้องส้วมเอาเอง Irrelevant Conclusion (ignoratio elenchi) เหตุผลที่ให้ไปไม่ ตรงประเด็นในการที่จะใช้เป็นหลักฐานที่จะนำามาใช้สนับสนุนข้อ อ้างของตนได้ / ดูเหมือนว่าเหตุผลที่ยกมาอ้างนั้น จะไป สนับสนุนข้อสรุปของตนเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่เกี่ยว กันเลย หรือมันไม่จำาเป็นต้องเกี่ยวกันเลย For example, a Christian may begin by saying that he will argue that the teachings of Christianity are undoubtedly true. If he then argues at length that Christianity is of great help to many people, no matter how well he argues he will not have shown that Christian teachings are true. Begging the Question (petitio principii) สมมุติเอาเองว่า บี เป็นจริง จึงเป็นเหตุทำาให้ เอ ถูกต้องไปโดย ปริยาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้องไปพิสูจน์กันก่อนว่า บีเป็น ความจริงหรือไม่ Bill: "God must exist." พระเจ้ามีจริงอย่างแน่นอน Jill: "How do you know." คุณรู้ได้อย่างไร
  • 10.
    Bill: "Because theBible says so." เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าว เอาไว้เช่นนั้น Jill: "Why should I believe the Bible?" ทำาไมผมต้องเชื่อใน คัมภีร์ไบเบิ้ลด้วย Bill: "Because the Bible was written by God." ก็เพราะว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้า จะเห็นได้ว่า เริ่มต้นจากพระเจ้า ( ที่ทำาสีนำ้าเงินเอาไว้) และสุดท้าย ก็กลับมาที่เดิม คือ พระเจ้า ( ที่ทำาสีนำ้าเงินเอาไว้) แต่ตามหลักแล้ว คุณจะต้องไปหาหลักฐานจากแหล่งอื่นที่จะมาพิสูจน์ว่าคัมภีร์ไบเบิ้ ลมาจากพระเจ้า คุณสมมุติเอาเองโดยปราศจากหลักฐานว่า ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้า ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับว่า ความเชื่อที่ว่าพระเจ้ามีจริงนั้น ถูกต้องไปโดยปริยาย แต่ตามหลักการแล้วคุณจะต้องพิสูจน์ให้ได้ เสียก่อนว่า ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้าจริงๆ หรือ พิสูจน์ให้ได้ก่อนว่า พระเจ้ามีจริง และ ไบเบิ้ลนั้นมาจากพระเจ้า หรือ เราถามว่า : คุณรู้ได้อย่างไรว่าอัล-กุรอานไม่เคยถูก เปลี่ยนแปลงแก้ไข ถ้าตอบว่า : ก็เพราะอัล-กุรอานได้บอกเอาไว้ ...ถ้าตอบอย่างนี้ถือว่าผิดพลาดในการใช้เหตุผล ทั้งนี้ก็เพราะ ผู้ที่ ถามเขาไม่เชื่อว่าอัล-กุรอานมาจากพระเจ้า... เพราะฉะนั้นการที่ เราตอบเช่นนั้นถือว่าเราไปทึกทักเอาเองว่าเขาเชื่อว่าอัล-กุรอา นมาจากพระเจ้า ลองอ่านบทสนทนาต่อไปนี้ดู: ก. นายฮัมซะชอบกินส้ม ข. นายฮัมซะจะชอบกินส้มไม่ได้เด็ดขาด ก.ทำาไมถึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆที่ผมมีหลักฐานยืนยันว่าฮัมซะชอบกิน ส้ม ข. ก็เพราะมันค้านกับความเชื่อของผม ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่านาย ข. ใช้เหตุผลที่ผดพลาด เพราะไป ิ ทึกทักเอาเองว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อนั้นเป็นจริง ทั้งๆที่ไม่มีข้อพิสูจน์ Complex Cause บี เป็นสาเหตุทำาให้เกิด เอ ขึน ... จริง แต่ไม่ใช่ บี อย่างเดียว แต่มี ้ สาเหตุอื่นๆอีกที่มีส่วนพอๆกันที่ทำาให้เกิด เอ ขึ้นมา Wrong Direction
  • 11.
    เอ ไม่ได้เป็นสาเหตุทำาให้เกิด บีแต่กลับกัน บีต่างหากที่ทำาให้เกิด เอ ขึน ้ Examples: (i) Cancer causes smoking. (ii) The increase in AIDS was caused by more sex education. (In fact, the increase in sex education was caused by the spread of AIDS.) การใช้ถุงยาง กับ โรคเอดส์ Genuine but Insignificant Cause เอ เป็นสาเหตุทำาให้ บี เกิดขึ้นจริง แต่ เอมีส่วนน้อยมากที่ทำาให้ เกิด บีขึ้น แต่จะต้องไปหากันว่า แล้วอะไรเป็นตัวการหลักที่ทำาให้ เกิด บีขึ้น Examples: (i) Smoking is causing air pollution in Edmonton. (True, but the effect of smoking is insignificant compared to the effect of auto exhaust.) Joint Effect ทึกทักเอาว่าที่ เกิด เอ ขึ้นก็เพราะ บี เป็นสาเหตุทำาให้ เอ เกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง เอ และ บี เกิดขึ้นมาโดยมี ซี เป็น สาเหตุหลัก Examples: (i) We are experiencing high unemployment which is being caused by a low consumer demand. (In fact, both may be caused by high interest rates.) Coincidental Correlation (post hoc ergo propter hoc) ไม่จำาเป็นต้องเป็นสาเหตุทำาให้เกิดสิ่งนั้นๆขึ้น ถึงแม้ว่าดูผิวเผิน แล้วเหมือนจะใช่สาเหตุ Examples: (i) Immigration to Alberta from Ontario increased. Soon after, the welfare rolls increased. Therefore, the increased immigration caused the increased welfare rolls. Converse Accident นำาเอากฎข้อยกเว้นมาใช้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วต้องใช้กฎ เกณฑ์โดยทั่วไป
  • 12.
    Examples: (i) Because weallow terminally ill patients to use heroin, we should allow everyone to use heroin. คือโดยทั่วไปแล้ว เฮโรอินเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาต แต่ก็อาจจะอนุญาตในบางกรณีเท่านั้น ไม่ใช่เพราะการที่มีคนหนึ่งสามารถใช้เฮโรอินได้แล้วจะ หมายความว่า ทุกคนก็สามารถใช้ได้ด้วย Accident ในความเป็นแล้วจะต้องใช้กฎข้อยกเว้น แต่กลับนำากฏเกณฑ์โดย ทั่วไปมาใช้ Examples: (i) The law says that you should not travel faster than 50 kph. Thus, even though your father could not breathe, you should not have travelled faster than 50 kph. โดยปรกติไม่อนุญาตให้ขับเร็วเกิน 50 ก.ม. ต่อชั่วโมง แต่ก็อาจจะ มีข้อยกเว้น ไม่ใช่จะไม่อนุญาตให้ขับเร็วเกิน 50 ก.ม. ต่อชั่วโมง ทุกสถานการณ์ Fallacy of Exclusion หลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดขาดหายไป ซึ่งยังผลทำาให้ได้ข้อสรุป อีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้านำาหลักฐานที่ขาดหายไปมาแล้ว ก็จะทำาให้ข้อ สรุปเปลี่ยนไปจากเดิมในทันที The requirement that all relevant information be included is called the "principle of total evidence". Slothful Induction ไม่ยอมรับผลหรือข้อสรุปที่มีหลักฐานพอเพียงมาสนับสนุน และ กล่าวในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับผลสรุปนั้น Examples: (i) Hugo has had twelve accidents in the last six months, yet he insists that it is just a coincidence and not his fault. (Inductively, the evidence is overwhelming that it is his fault. This example borrowed from Barker, p. 189) False Analogy เปรียบเทียบว่า ก. และ ข. ว่ามีสิ่งที่คล้ายคลึงกัน แต่เมื่อวิเคราะห์ดู
  • 13.
    ในรายละเอียดของ ก. และข. แล้ว ก. และ ข. ไม่เหมือนกัน ที่จะ สามารถนำาใช้เปรียบเทียบกันได้ เช่น เปรียบคนที่ยืนหลังอิหม่ามที่อ่านอัล-กุรอานนานว่าเหมือนหนู เห็นเหล็ก คือ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเพราะไม่รู้ความหมาย หรือ ชีอะฮฺเปรียบเทียบ ว่ารุก่นอีหม่าน 5 ข้อไม่มีกล่าวเอาไว้ในอัล-กุ รอาน เหมือนกับที่ ละหมาดมัฆริบไม่ได้ถูกกล่าวเอาไว้ในอัล-กุ รอาน หรื่อ เปรียบเทียบว่า อัล-กุลัยนี่เชื่อถือไม่ได้เพราะในฮะดีษ ของเขาระบุว่าอัล-กุรอานไม่สมบูรณ์ โดยเทียบกับอิหม่ามบุคคอรี โดยบอกว่าในหนังสือของอิหม่ามบุคอรีก็มีฮะดีษดออีฟเช่นกัน Unrepresentative Sample สุ่มตัวอย่างไม่ถูกต้อง โดยไม่ครอบคลุมพอ Hasty Generalization ด่วนสรุป และเหมารวมว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ทั้งๆที่ไม่จำาเป็นต้อง เป็นเช่นนั้น Style Over Substance เอาลีล่า หรือเทคนิคในการนำาเสนอหลักฐานมาเป็นเครื่องตัดสิน ความถูกต้อง โดยที่ไม่ดูที่เนื้อหาสาระ ดังนั้นสไตล์หรือลีล่าใน การนำาเสนอข้อมูล ไม่มีผลทำาให้ตัวเนื้อหาเป็นจริง หรือเป็นเท็จขึ้น มาได้ Anonymous Authorities ยกหลักฐานอ้างอิงแต่ไม่บอกแหล่งที่มา หรือ ตัวบุคคลว่าเป็นใคร เพียงแต่ยกหรืออ้างขึ้นมาลอยๆเท่านั้น ทำาให้อีกฝ่ายไม่สามารถ ตรวจสอบความถูกต้องได้ Appeal to Authority (argumentum ad verecundiam) มีความผิดพลาดในการยกหลักฐานมาสนับสนุน เช่น บุคคลที่ยก มาอ้างนั้น ไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญโดยตรงในเรื่องนั้นๆ หรือ ยกผู้ที่ เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆมาจริง แต่ผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆขัดแย้ง กัน หรือ ผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านนั้น เพียงพูดออกมาลอยๆ ไม่จริงจัง อะไร Attacking the Person (argumentum ad hominem) แทนที่จะไปหักล้างที่หลักฐานหรือเหตุผลที่เขายกมาโดยตรง แต่ กลับมุ่งโจมตีที่ตัวบุคคลนั้นที่ยกเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงขึ้นมา อาจจะโจมตีที่ บุคลิก เชื้อชาติ ศาสนา การศึกษา หรือ สภาพ แวดล้อมของคนนั้นๆ หรือ โจมตีว่าคนนั้นๆไม่ยอมปฏิบัติตามที่ตัว
  • 14.
    เองบอก หรือโจมตีว่า คนนั้นๆเรียนก็ไม่จบทั้งนี้เพราะไม่ สามารถหักล้างเหตุผล หรือ หลักฐานที่เขาผู้นั้นยกมาได้ จึงต้อง สร้างภาพว่าตนเองสามารถหักล้างที่หลักฐานหรือเหตุผลที่เขาผู้ นั้นยกมาได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ Appeal to Popularity (argumentum ad populum) เชื่อว่าถูกต้องและเป็นจริงเพียงเพราะ มีผู้คนจำานวนมาก เชื่อเช่น นั้น หรือเพียงเพราะ อารมณ์ ความรู้สึกส่วนตัวพาให้เชื่อไปเช่น นั้น Prejudicial Language ใช้ถ้อยคำาที่ออกมาจากความรู้สึกส่วนตัว หรือถ้อยคำาที่ทำาให้ใคร ที่ไม่เชื่อเหมือนตนเองดูเหมือนเป็นคนผิด ทั้งนี้เพื่อจูงใจคนให้ เชื่อในเหตุผลของตนเอง Examples: (i) Right thinking Canadians will agree Appeal to Consequences (argumentum ad consequentiam) ใช้ผลที่จะตามมาเป็นเหตุผลทำาให้อีกฝ่ายเชื่อในสิ่งที่ตนเอง ต้องการพิสูจน์ เช่น คนๆหนึ่งไม่ต้องการให้คนอีกคนหนึ่งรับ อิสลามก็เลยพูดว่า “ อย่ารับอิสลามน่ะ เพราะถ้าคุณรับอิสลามแล้ว คุณจะต้องถูกมองเป็นผู้ก่อการร้าย” การที่ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการ ร้าย ไม่สามารถใช้มาเป็นเหตุผลหักล้างความเที่ยงแท้ของศาสนา อิสลามได้ หรือไม่สามารถใช้เป็นเงื่อนไขได้ว่า “ เพราะฉะนั้น คุณจะต้องไม่รับอิสลาม” การที่คุณรับอิสลามและถูกมองว่าเป็นผู้ ก่อการร้าย ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานหรือเหตุผลหักล้างได้เลย ว่า อิสลามเป็นศาสนาที่ไม่แท้จริง ความจริงก็คือความจริง ถึงแม้ว่าผลที่จะออกมาจากการเชื่อหรือ ยึดถือความจริงนั้น จะถูกมองไปในทางลบ หรือทางที่ไม่ดีก็ตาม เช่น อิสลามคือศาสนาที่แท้จริง ถึงแม้ว่า ผลที่จะตามมาจากการรับ อิสลามจะออกมาในทางลบก็ตาม เพราะผลที่จะออกมาในทางลบ นั้น ตัวมันเองไม่ได้เป็นเหตุผลหรือหลักฐานหักล้างความเป็น ศาสนาที่แท้จริงของอิสลามได้ หรือสมมุติ คนสองกลุ่มทะเลาะกัน และเราก็รู้ว่ากลุ่มไหนเป็นกลุ่มที่ ถูกต้อง แต่กลุ่มที่อยู่บนความจริง อยู่บนความถูกต้องกลับถูกมอง ในแง่ลบ ในทางที่เสียหาย โดยคนทั่วไป แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผม ขอถามคุณว่า ถ้าคุณเป็นผู้รักความจริง รักความยุติธรรม คุณจะ
  • 15.
    เลือกเข้าข้างฝ่ายไหน?.... ( หรือสองประเทศกำาลังรบกัน หรือเรื่อ งอื่นๆ) โลจิคข้อนี้ต่างกับคำาพูดที่ว่า “ อย่าขับรถฝ่าไฟแดงน่ะ เพราะคุณ จะถูกตำารวจจับ” ซึ่งสามารถใช้เป็นข้ออ้างได้ เพราะเราพิสูจน์รู้ แล้วว่า ข้อความที่ว่า “ เพราะคุณจะถูกตำารวจจับ” เป็นข้อความที่ สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ และการขับรถฝ่าไฟแดง โดยตัวของมันก็เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย Example: (i) You can't agree that evolution is true, because if it were, then we would be no better than monkeys and apes. (ii) You must believe in God, for otherwise life would have no meaning. (Perhaps, but it is equally possible that since life has no meaning that God does not exist.) ชี้แจง: เราไม่ ได้เชื่อในพระเจ้า เพราะกลัวว่าชีวิตในโลกนี้จะไร้เป้าหมาย แต่ เราเชื่อในพระเจ้าเพราะเราสามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานอื่นๆที่ เชื่อถือได้ แต่ความรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมาย มีจุดมุ่งหมายเป็น ผลพลอยได้จากการเชื่อในพระเจ้า Appeal to Pity (argumentum ad misercordiam) ใช้ความน่าสงสาร หรือความน่าเห็นอกเห็นใจ มาเป็นเหตุผลให้ ผู้คนเชื่อในสิ่งที่ตนเองนำาเสนอ เช่น นาย หนึ่ง กับ นาย สอง โต้วาทีกัน ผลที่ปรากฏออกมาก็คือ นาย สอง โต้นายหนึ่งไม่ได้ เลย แต่นายสองก็กล่าวกับ ผู้ฟังว่า “ วันนี้ทั้งๆที่ผมป่วยมาก แต่ผม ก็ยังมาโต้วาที แต่สงสัยว่านายหนึ่งคงไม่ทราบว่าผมป่วยกระมั่ง ” จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่านายสองจะป่วยก็ตาม แต่นั้นก็มิได้เป็น เหตุผลทำาให้ผู้ฟังต้องเชื่อในสิ่งที่นายสองได้นำาเสนอ หรือ ไปหัก ล้างเหตุผล หรือหลักฐานของนายหนึ่งได้ มีในบางกรณีเราจะต้องใช้วิจารณญาณของเราเองในการตัดสิน เนื่องจากความไม่ชัดเจน เช่น นักเรียนได้รับมอบหมายจาก อาจารย์ให้ทำางานชิ้นหนึ่ง ให้เวลา 3 เดือน 3 เดือนได้ผ่านไป โดยที่นักเรียนคนนั้นทำางานยังไม่เสร็จเลย พอเจออาจารย์ก็พูดกับ อาจารย์ว่า “ อาจารย์ครับ ผมป่วยเข้าโรงพยาบาล เมื่อสัปดาห์ที่ แล้วจึงยังทำางานไม่เสร็จ” Appeal to Force (argumentum ad baculum)
  • 16.
    ใช้ผลร้ายที่จะตามมา มาเป็นเหตุผลทำาให้คนใดคนหนึ่งเชื่อในสิ่ง ที่ตนเองได้นำาเสนอ Examples: (i) Youhad better agree that the new company policy is the best bet if you expect to keep your job. Complex Question คนๆหนึ่งนำาเสนอสิ่งสองสิ่งดูคล้ายกับว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน หรือ เป็นประเด็นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองไม่จำาเป็นต้อง เกี่ยวข้องหรือเป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป โดยที่คนๆนั้นต้องการให้ คุณ ยอมรับทั้งสองพร้อมๆกัน หรือ ไม่ก็ปฏิเสธทั้งสองพร้อมๆกัน ซึ่งความจริงแล้วไม่จำาเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเลย หรือ คนๆหนึ่งพูด หรือถามคำาถามโดยทึกทักเอาเองว่า ผู้ที่ถูกถามนั้น มีทั้งสองสิ่ง พร้อมๆกัน Examples: (i) You should support home education and the God-given right of parents to raise their children according to their own beliefs. Slippery Slope คนๆหนึ่งต้องการที่จะปฏิเสธสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือ ห้ามไม่ให้ใครทำา สิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยใช้ผลเสียของสิ่งนั้นๆที่จะตามมาเป็นเหตุผล สนับสนุนจุดยืนของตนเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่จำาเป็นเลย ว่าจะต้องมีผลเสียติดตามมา Examples: (i) If we pass laws against fully-automatic weapons, then it won't be long before we pass laws on all weapons, and then we will begin to restrict other rights, and finally we will end up living in a communist state. Thus, we should not ban fully-automatic weapons. Argument From Ignorance (argumentum ad ignorantiam) ทึกทักเอาเองว่าเหตุผลหรือข้ออ้างทั้งหลายนั้น ถ้าไม่เป็นจริง ก็ ต้องเป็นเท็จ หรือ ถ้าไม่เท็จ ก็ตองเป็นจริง ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ้ แต่ในความเป็นจริงไม่จำาเป็นต้องเป็นเช่นนั้น As Davis writes, "Lack of proof is not proof." (p. 59)
  • 17.
    Examples: (i) Since youcannot prove that ghosts do not exist, they must exist. เนื่องจากคุณไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าญินนั้นมีอยู่จริง นั่นก็หมายความว่า ญินจะต้องมีอยู่จริง False Dilemma จำากัดตัวเลือกให้ฝ่ายตรงข้ามได้เลือก เช่น ตัวเลือก 2 ตัว แต่ใน ความเป็นจริงแล้ว ไม่จำาเป็นเลยว่าจะต้องมีเพียงแค่ตัวเลือก 2 ตัว นั้นเท่านั้น แต่ตัวเลือกมีมากว่านั้น การทำาเช่นนี้เหมือนกับมัดมือ ชก False Dilemma คือ การจำากัดหรือกำาหนดตัวเลือกให้ฝ่ายตรงข้ามได้เลือก เช่น กำาหนดตัวเลือกให้เลือกเพียง 2 ตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ จำาเป็นเลยว่าจะต้องมีเพียงแค่ตัวเลือก 2 ตัวนั้นเท่านั้น แต่ตัวเลือก มีมากว่านั้น การทำาเช่นนี้เหมือนกับมัดมือชก ที่ทำาเช่นนี้ก็เพื่อที่จะ โน้มน้าวให้ฝ่ายตรงกันข้ามเชื่อและคล้อยตามในสิ่งตนนำาเสนอ เป็นวิธีที่ไม่ซื่อสัตย์ ถ้าฝ่ายที่ถูกชักชวนด้วยวิธีนี้ไม่รู้ วิธีการ โต้ตอบ ก็อาจจะหลงและคล้อยตามได้ โดยถูกบังคับทางอ้อมให้ เลือกในสิ่งที่เขานำาเสนอมาให้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงตัวเลือกไม่ ได้มีเพียงแค่นั้น - นำาเสนอสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมา และสรุปเอาเองว่า ถ้าทำาตามสิ่งที่ ตนเองได้นำาเสนอแล้วจะทำาให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้น .... แต่ในความ เป็นจริงแล้ว ทั้งสิ่งที่ ถูกนำาเสนอ และสิ่งที่เขาผู้นั้นอ้างว่า จะได้ จากการทำาตามสิ่งที่เขานำาเสนอนั้น ต่างก็เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการ พิสูจน์ความถูกต้อง และความเป็นจริงทั้งคู่ เช่น คำาพูดที่ว่า “ มา ออกตับลีฆ 40 วันซิ แล้ว อิหม่านจะเพิ่มอย่างแน่นอน” ตรงนี้เราจะ ต้องมาพิสูจน์กันก่อนว่า 1. ทำาไมต้องออกตับลีฆ และ 2. อิหม่านจะ เพิ่มเพราะออกตับลีฆ 3. ตกลงถ้าไม่ออกตับลีฆฺแล้วอีหม่านจะไม่ เพิ่มใช่ไหม A deductive argument เป็นการให้เหตุผลที่มี ข้อเสนอที่จะมีผล ทำาให้ข้อสรุปถูกต้องและเป็นจริง และถ้าข้อเสนอเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แล้ว จะเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่ข้อสรุปจะเป็นสิ่งที่ผิด ( การที่จะได้ ข้อสรุปที่เป็นจริงออกมานั้น สิ่งที่ใช้นำาเสนอทั้งหมดจะต้องถูกต้อง และเป็นจริงด้วย ) ( สิ่งที่นำาเสนอยืนยันถึงความเป็นจริงของข้อ สรุปที่จะมีมา แต่ที่สำาคัญ ข้อเสนอจะต้องเป็นจริงด้วย )
  • 18.
    There are 32books on the top-shelf of the bookcase, and 12 on the lower shelf of the bookcase. There are no books anywhere else in my bookcase. Therefore, there are 44 books in the bookcase. An inductive argument เป็นการให้เหตุผลที่มีข้อเสนอที่ได้ข้อ สรุปที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นความจริง โดยประเภทนี้จะมีการ ให้ข้อนำาเสนอที่มีนำ้าหนักมาก จนกระทั่งว่าถ้าข้อเสนอเป็นสิ่งที่ถูก ต้องแล้ว ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าข้อสรุปจะผิดพลาด It has snowed in Massachusetts every December in recorded history. Therefore, it will snow in Massachusetts this coming December. ( ไม่มีอะไรมายืนยันได้ 100 % ว่าหิมะจะตกใน เดือนธันวาคมที่จะมาถึง พูดได้แต่ว่า มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็น เช่นนั้น) - ข้อสรุปไม่จำาเป็นจะต้องอยู่ท้ายประโยคเสมอไป อาจจะอยู่หน้า สุด หรือกลางประโยคก็ได้ - ( arguments คือ คำาพูดที่เราใช้เพื่อพยายามทำาให้ใครคนใดคน หนึ่งมั่นใจ ต่อบางสิ่งที่เรากำาลังนำาเสนอต่อเขา หรืออาจจะกล่าว อีกนัยหนึ่งก็คือ arguments คือ เหตุผลต่างๆที่ถูกนำาเสนอเพื่อให้ เกิดการยอมรับในข้อสรุปบางอย่าง) - ( แต่ เราจะต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง คำาที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ เพื่อยืนยัน หรือ บอกกล่าวสิ่งหนึ่งสิ่งใด กับ คำาที่กล่าวออกมาเพื่อ พยายามทำาให้ใครคนใดคนหนึ่งมั่นใจ ต่อบางสิ่งที่เรากำาลังนำา เสนอต่อเขา ) - ( ไม่เสมอไปที่เหตุผลที่คนๆหนึ่งให้ออกมาเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อในข้อ สรุปของตนเอง จะไปสนับสนุนข้อสรุปของคนๆนั้น ) - ( สิ่งที่นำาเสนออาจจะเป็นความจริง แต่กระนั้นก็ตาม ไม่เป็น เหตุผลเสมอไปที่จะได้ข้อสรุปเช่นนั้นเช่นนี้ออกมา) ( แต่หลายๆ กรณีที่ ถ้าสิ่งที่นำาเสนอเป็นเช่นนั้นเช่นนี้แล้ว ข้อสรุปที่ได้ออกมาก็ จะต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ด้วย ) - ( อีกอย่างก็คือ เราจะต้อง แยกแยะให้ออกระหว่าง สิ่งที่เรียกว่า argument และ explanation เพราะถ้าทุกคนที่อยู่ในที่นั้นเห็น ด้วยกับข้อสรุปนั้นแล้ว เหตุผลที่ให้ออกไปจะถูกเรียกว่า เป็นคำา อธิบายต่อสิ่งนั้นๆ )
  • 19.
    - All popesreside at the Vatican. John Paul II resides at the Vatican. Therefore, John Paul II is a pope. ( ตรงนี้ถ้าจะจี้ให้เกิด ความชัดเจนแล้ว เราจะต้องถามว่า เฉพาะโป๊ปอย่างเดียวเท่านั้น ใช่ไหมที่อยู่ในวาทิกัน คนอื่นที่ไม่ใช่โป๊ปไม่มีเลยใช่ไหม ) Arguments with this form are invalid. This is easy to see with the first example. The second example may seem like a good argument because the premises and the conclusion are all true, but note that the conclusion's truth isn't guaranteed by the premises' truth. ( ไม่จำาเป็นเลยว่า ถ้าข้อเสนอเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเป็นความจริง แล้ว จะบังคับให้ข้อสรุปเป็นจริงไปด้วยโดยไม่มีทางเป็นอย่างอื่น ไปได้ บางทีข้อสรุปที่ได้ออกมาอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้อย่างเช่นใน กรณีนี้ ) - เลือกที่จะโจมตีที่ตัวบุคคล โดยละเลยที่จะหักล้างหลักฐาน หรือ เหตุผลที่เขาผู้นั้นได้นำาเสนอ - พยายามทำาให้ฝ่ายตรงกันข้ามโกรธ ด้วยวิธหนึ่งวิธีใด หรือ ี แสดงอาการที่เสียมารยาทใส่ วิธีที่ดีที่จะจัดการกับสภาพเช่นนี้ก็ คือ ให้แสดงอาการขบขันต่อสิ่งๆนั้นแบบพอควร และ อยู่ในอาการ สงบมากกว่าที่จะแสดงอาการโกรธออกมา - มุ่งโจมตีในจุดๆหนึ่งของฝ่ายตรงกันข้าม ที่สามารถบิดเบือนให้ดู เกินความจริงไปได้ - การที่มีผู้รู้สองกลุ่มขัดแย้งกันในประเด็นหนึ่งประเด็นใด แล้วไป เหมาว่า พวกเขาไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆโดยรวม...ซึ่งในความ เป็นจริงแล้วไม่จำาเป็นต้องเป็นเช่นนั้น เช่น นักประวัติศาสตร์ 2 กลุ่ม ขัดแย้งกันว่า ฮิตเลอร์ ฆ่ายิวไปกี่คน กลุ่มที่ 1 บอกว่า 6 ล้าน คน ส่วนกลุ่มที่ 2 บอก 5 ล้านคน... เพราะฉะนั้นจึงสรุปเหมารวม เอาว่า ทั้งสองกลุ่มไม่รู้จริงในเรื่อง เหตุการณ์นี้...ซึ่งจริงๆแล้วทั้ง สองกลุ่มรู้ดีในเหตุการณ์นี้ เพียงแต่ขัดแย้งกันในรายละเอียดบาง อย่างเท่านั้น... - เอาผลเสียที่จะเกิดขึ้นในประด็น หรือกรณีหนึ่งกรณีใด มาเป็น ตัววางเงื่อนไขบังคับให้เกิดสิ่งหนึ่งๆขึ้น ทั้งๆที่ในความเป็นจริง
  • 20.
    แล้วมันไม่เกี่ยวข้องกันเลย เช่นถ้าคุณไม่รับศาสนาคริสต์ คุณจะ ต้องมีบาปติดตัวไปตลอด -เลือกที่จะนำาเสนอแต่หลักฐาน หรือเหตุผลที่สนับสนุนจุดยืนของ ตนเอง แต่ละเลยต่อหลักฐานที่จะมาหักล้างจุดยืนของตนเอง - สมมุติเอาเองว่ามีเพียงแค่สองตัวเลือก แต่ในความเป็นจริงแล้วมี มากกว่านั้น - การที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ นั่นไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นๆจะไม่มี - ถามคำาถามฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเป็นคำาถามที่ไม่อาจจะที่จะตอบ แบบกระฉับ หรือตอบแบบสั้นๆได้ หรือถามคำาถามที่ถ้าตอบไปแล้ว ผู้ฟังไม่อาจที่จะเข้าใจได้ ถ้าไม่มีความรู้พื้นฐานมาพอสมควรใน เรื่องนั้นๆ - ถามคำาถามที่บ่งให้รู้ว่า ผู้ถามได้ทึกทักเอาเองว่าผู้ถูกถามจะต้อง เป็นเช่นนั้น เช่นนี้ - ทำาให้สิ่งที่ต้องใช้เป็นกฏโดยทั่วไป มายืนยันว่าต้องเป็นเช่นนั้น ในทุกๆกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น เช่นกฏโดยทั่วไปเมื่อไฟแดง จะ ต้องหยุดรถ นี่คือกฏทั่วไป แต่กระนั้นก็ตามอนุญาตให้ผ่าไฟแดง ได้ในกรณีที่ฉุกฉิน - พูดอะไรให้เกินกว่าที่เป็นจริง หรือทำาให้สิ่งบางสิ่งดูง่ายดายเกิน กว่าความเป็นจริง ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันมีอะไรที่ซับซ้อนไป มากกว่านั้น - พยายามดิสเครดิตแหล่งอ้างอิงของฝ่ายตรงกันข้าม - ใช้คำาพูดที่ เร้าอารมณ์ ความรู้สึก เพื่อให้ผู้ฟังคล้อยตามมากกว่า ที่จะใช้หลักฐาน และเหตุผล
  • 21.
    - Argument ByPersonal Charm ใช้ความมีเสน่ห์ส่วนตัว หรือ ความเป็นที่เคารพนับถือของผู้คน ทำาให้คนคล้อยตามในสิ่งที่พูด โดยที่ผู้ที่คล้อยตามก็มิได้พิจารณาถึง หลักฐาน และเหตุผล - ใช้ความน่าสงสารของตัวเอง มาเป็นหลักฐานพิสูจน์จุดยืนของ ตัวเอง หรือเพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นนั้นๆ - นำาเสนอสิ่งหนึ่งที่ตัวมันเองจะต้องได้รับการพิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จ มาเป็นเสมือนข้อเท็จจริง และนำาสิ่งที่ถูกทึกทักว่าเป็นความจริงนั้น ไปพิสูจน์สิ่งอื่นๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งอย่างใดมา - ทึกทักเอาไว้คนหนึ่งคนใดที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนึ่งเรื่องใด แล้ว เขาจะเชี่ยวชาญในรายละเอียด หรือสาขาที่แตกออกไปจาก เรื่องนั้นๆด้วย ...ซึ่งในความเป็นจริงไม่จำาเป็นว่าต้องเป็นเช่นนั้น - อ้างอิงหลักฐานอย่างลอยๆ เช่นผู้รู้กล่วว่า นักวิทยาศาสตร์กล่าว ว่า ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ... เพราะเราไม่สามารถที่จะไปสืบค้น พิสูจน์ได้เลยว่า สิ่งที่อ้างมานั้นเป็นจริงหรือเท็จ .... แต่ในทาง ศาสนาแล้ว เราจะต้องอ้างดังนี้เช่น “ ท่านอิบนุฮะญัรกล่าวว่าเอา ไว้ใน ฟัตฮุลบารีว่า บรรดาอุละมาอฺในยืนยันเอาไว้ว่า....” - ถ้าจะให้ดูน่าเชื่อถือจะต้อง ยกคำาพูดของเจ้าของคำาพูดมาเลย พร้อมบอกถึงบริบทที่เจ้าของคำาพูดนั้นๆออกมา - อ้างอิงหลักฐาน แต่หลักฐานที่อ้างนั้นไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือไป สนับสนุน ข้ออ้างของเขาผู้นั้นเลย หรืออ้าง ผู้ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งดู ภายนอกดูเหมือนน่าเชื่อถือ แต่ ถ้าวิเคราะห์ให้ดีจะพบว่าเขาไม่ได้ มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้รู้ในด้านนั้นๆ - ยกคำาพูด หรือหลักฐานออกนอกบริบท หรือตัดต่อ ศัลยกรรม หลักฐาน... ที่สำาคัญเราจะต้องยกสถานการณ์ หรือสภาพแวดล้อม ที่คนๆนั้นพูดสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกมา - เอาการเปลี่ยนจุดยืนในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ของคนหนึ่งๆมาเป็น หลักฐานยืนยันความถูกต้องของสิ่งนั้น... ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราจะต้องถามไปว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำาให้เขาเปลี่ยนจุดยืนจาก
  • 22.
    สิ่งหนึ่งไปเป็นสิ่งหนึ่ง เขามีอะไรเป็นหลักฐานสนับสนุนตัวเอง ...หรือให้ถามกลับไปว่า ช่วยพิสูจน์มาว่าจุดยืนของเรานั้นผิดตรง ไหน - สิ่งหนึ่งที่ใดที่มีลักษณะที่คล้ายกัน ไม่จำาเป็นว่าสองสิ่งนั้นจะมี ความเกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์กัน - นำาสิ่งที่เป็นรูปธรรม มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นนามธรรม - สองสิ่งเกิดขึ้น แต่ไม่จำาเป็นว่าสิ่งหนึ่งจะเป็นสาเหตุทำาให้เกิดอีก สิ่งขึ้น - อ้างสาเหตุที่ผิด เพื่ออธิบายว่าสิ่งนั้นๆเกิดขึ้นเพราะอะไร - เอาสาเหตุเพียงอย่างเดียวมาอธิบายสิ่งหนึ่งๆที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่สิ่ง นั้นๆที่เกิดขึ้นมาปัจจัยมาจากหลายสาเหตุ - ทึกทักเอาเองว่า ภาพรวมของสิ่งๆหนึ่ง ก็มีลักษณะที่เหมือนกัน กับรายละเอียด หรือส่วนปลีกย่อยของสิ่งๆนั้น เช่น พูดว่า อะตอม เป็นสิ่งที่ไร้สี แมวประกอบไปด้วยอะตอม ดังนั้นแมวจึงเป็นสิ่งที่ไร้ สี - ทึกทักเอาเองว่า สิ่งที่เป็นจริงหรือเกิดขึ้นจริงกับสิ่งๆหนึ่งเมื่อมอง โดยภาพรวม ต้องเป็นจริงหรือเกิดขึ้นจริงด้วยกับสิ่งๆนั้น ถ้ามอง ในรายละเอียด หรือปลีกย่อย เช่นพูดว่า มนุษย์เราประกอบไป ด้วยอะตอม และมนุษย์เราเป็นสิ่งที่มีความรู้สึกนึกคิด เพราะ ฉะนั้นอะตอมจึงต้องมีความรู้สึกนึกคิดด้วยเช่นกัน - นำากลุ่มของสิ่งต่างๆขึ้นมาเสนอ โดยเสนอแนวทางราวกับว่า ถ้า รับก็จะต้องรับสิ่งต่างๆทั้งหมด หรือถ้าปฏิเสธก็จะต้องถือว่าปฏิเสธ ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งแต่ละสิ่งนั้นสามารถที่จะถูก ยอมรับ หรือถูกปฏิเสธ ด้วยตัวของมันเองอย่างเป็นอิสระ ไม่ได้เป็น เงื่อนไขว่าถ้าปฏิเสธ ข้อที่ 1 นั่นหมายความว่าเท่ากับปฏิเสธ ข้อที่ 2 3 4 5 ไปด้วย หรือ ถ้ายอมรับในข้อที่ 1 นั่นหมายความว่า เท่ากับยอมรับ ข้อที่ 2 3 4 5 ไปด้วย ... เปล่าเลย แต่ทว่า แต่ละข้อ
  • 23.
    นั้นเป็นอิสระจากกันและกันในการที่จะถูกยอมรับ หรือ ปฏิเสธ... เช่นพูดว่า คุณสนับสนุนเสรีภาพ และ สิทธิ์ที่จะพกพาอาวุธไปไหน ก็ได้ ไหม .... ไม่จำาเป็นเลยว่าถ้าผมเห็นด้วยกับเสรีภาพ แล้วจะ เป็นเงื่อนไขบังคับผมว่า เพราะฉะนั้นผมจะต้องเห็นด้วยกับการ อนุญาตให้พกพาอาวุธไปไหนก็ได้... เปล่าเลย หรือ เราอ่าน หนังสือเล่มหนึ่งเล่มใด ไม่จำาเป็นเลยว่า ถ้าเราเห็นด้วยกับจุดหนึ่ง จุดใดของหนังสือ แล้วจะหมายความว่า เราเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่ หนังสือเล่มนั้นกล่าว - ทึกทักเอาเองว่า ถ้าอนุญาต หรือยอมให้เกิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น ย่อมจะทำาให้สิ่งที่ไม่ดีอีกสิ่งเกิดขึ้นตามมาด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่ อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น พูดว่า ถ้าผมยกเว้นคุณ มันก็จะทำาให้ผม ยกเว้นคนอื่นๆไปด้วย ... ซึ่งไม่ใช่เงื่อนไขที่จะมาบังคับกันว่าจะ ต้องเป็นเช่นนั้นเลย - ในสิ่งที่นำามาเป็นหลักฐานนั้น มีทั้งความจริง และความเท็จปนกัน อยู่ - นับแต่เป้าที่โดน แต่เป้าที่พลาดไม่ยอมนับ ... มองแต่ด้านที่เป็น บวก หรือด้านที่ได้เปรียบ แต่ไม่ยอมมองด้านลบ หรือ ด้านที่จะ ทำาให้เสียเปรียบ - เลือกที่จะหักล้าง แต่หลักฐานของอีกฝ่ายที่ง่ายต่อการหักล้าง และสร้างภาพว่า ตนเองได้ชนะเหนือฝ่ายตรงกันข้ามแล้ว โดยที่ ละเลยที่จะหักล้างหลักฐานที่ยากที่จะหักล้างได้ของอีกฝ่าย - นำาเสนอคำาอธิบายที่แปลกประหลาดต่อเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ ใดที่เกิดขึ้น แทนที่จะคิดหาคำาอธิบายที่ธรรมดาทั่วไปที่เป็นไปได้ เสียก่อน - ทึกทักเอาว่า สถานภาพของคนหนึ่ง จะคงอยู่กับเขาคนนั้นตลอด เวลาไม่ว่าเขาผู้นั้นจะในสถานการณ์ไหนก็ตามหรือ บริบทไหน ก็ตาม.... ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เช่นาย ยศ พูดว่า “ สม ศักดิ์พูดกับผมว่า เขาต้องการพบเพื่อนบ้านใหม่ของเขาคืนนี้ที่ชื่อ โอชา แต่ผมรู้มาว่านายโอชาคนนี้เป็นสายลับ ดังนั้นจึงเท่ากับว่า สมศักดิ์ตองการพบสายลับในคืนนี้ ” ้ จะเห็นได้ว่านาย ยศได้ทึกทักเอาเองอย่างไม่ถูกต้องว่า การที่นาย โอชาถูกรู้จักในสถานการณ์หนึ่งว่าเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง (ในที่นี้
  • 24.
    คือสายสืบ) แล้วจะหมายความว่านายโอชาคนเดียวกันนั้นจะต้อง เป็นเช่นนั้นในอีกสถานการณ์หนึ่งด้วย --ใช้ข้ออ้าง เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของข้อสรุปและใช้ข้อสรุป เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของข้ออ้าง วนกันไปวนกันมา - ละเลยต่อสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งๆหนึ่งที่เกิดขึ้น และ นำาสิ่งหนึ่งที่ ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงมาทึกทักเอาว่าเป็นสาเหตุที่แท้จริง แต่ใน ความเป็นจริงแล้วสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งๆนั้นที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอีก อย่างหนึ่ง - ทึกทักเอาเองว่า ถ้าทำาสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะเป็นเหตุทำาให้ต้องทำาสิ่ง อื่นๆตามมาด้วย โดยที่ไม่อธิบายเหตุผลหรือความเกี่ยวข้องกันว่า ทำาไมเมื่อทำาสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว จะต้องเป็นเหตุให้ทำาสิ่งอื่นๆตามมา ด้วย -ปกป้องการอ้างเหตุผลที่ผิดของตนเองด้วยการ อ้างว่าทีคนนั้นๆ ยังทำาเลย -ให้ความหมายผิด หรือสร้างภาพที่ลบจากที่เป็นจริง เพื่อทำาให้ ฝ่ายตรงกันข้ามถูกมองในทางที่เสียหาย หรือในทางที่ลบ เช่น ภาษีได้ถูกให้คำานิยามว่าเป็น รูปแบบหนึ่งของการขโมย ทั้งนี้ก็ เพื่อทำาให้ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการเก็บภาษาถูกมองในทางที่ไม่ดี ... หรือ อะฮฺลุซซุนนะฮฺถูกนิยามอย่างผิดๆ เพื่อให้ผู้คนเข้าใจผิด ว่า คือกลุ่มที่ตามซอฮาบะฮฺ โดยทิ้งลูกหลานนบี ... หรือ นิยามว่า วะฮาบีคือ พวกหัวรุนแรง สุดโต่ง - ปฏิเ สธข้อ สรุป ทั้ง ๆที่ห ลัก ฐานบ่ง ชี้ว ่า เป็น เช่น นั้น เช่น ตัวอย่างต่อไปนี้ ผลสำารวจครั้งแล้วครั้งเล่าออกมาว่า พรรค A จะได้ที่นั่งในรัฐสภา น้อยกว่า 10 ที่นั่ง แต่กระนั้น หัวหน้าพรรค A กลับอ้างว่า พรรค เราสามารถทำาได้ดีกว่าที่ผลสำารวจได้ทำาออกมา ในกรณีเช่นนี้ให้เราพยายามชี้ให้เขาเห็นถึงหลักฐาน และความ น่าเชื่อถือของหลักฐาน - เหตุผลที่ให้มาเป็นข้อสรุปนั้นไม่ได้ไปสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้น ว่า ต้องเป็นเช่นนั้นจริงๆ เช่นพูดว่า สาเหตุที่เขาพ่ายแพ้ในการโต้วาทีก็เพราะ เหงื่อทีหน้า ่ ผากเขา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การที่มีเหงื่อออกทีหน้าผากนั้น ไม่มีผล ่ เลยต่อการที่เขาต้องพ่ายแพ้ในการโต้วาที
  • 25.
    -คำา อธิบ ายที่ไม่ใ ช่ค ำา อธิบ ายที่แ ท้จ ริง .... เช่นพูดว่า โรนัล เร เกน มีความคิดที่นิยมทางทหาร ทั้งนี้เพราะเขาเป็นคนอเมริกา... ความเป็นชาวอเมริกาของเขาไม่ใช่คำาอธิบายถึงสาเหตุที่เขามี ความนิยมในทางทหาร เพราะถ้าเราถ้ากลับไปว่า นั่นก็หมายความ ว่า ชาวอเมริกาทุกคนนั้นมีความนิยมในทางทหาร...ใช่ไหม...คำา ตอบก้คือไม่ใช่ ซึ่งตรงนี้เราจะเห็นได้ว่า คำาอธิบายที่ให้มานั้น ไม่ใช่คำาอธิบายที่แท้จริง เพราะฉะนั้นเราจะต้องวิเคราะห์ดูให้ดีว่า คำาอธิบายที่คนหนึ่งคนใดใช้อธิบายสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น ในความเป็น จริงแล้ว คำาอธิบายนั้นๆที่เขาให้มานั้น ถือว่าเป็นคำาอธิบายที่แท้ จริงหรือไม่ -การที่เราไม่สามารถที่จะจิตนากรได้ว่าสิ่งนั้นๆเกิดขึ้นได้อย่างไร นั่นไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นๆจะถูกเรียกว่า ไร้สาระ หรือเหลว ไหล หรือไม่เป็นจริง (argument from ignorance) ซึ่งต่างกับ สิ่ง ที่เป็นถูกพิสูจน์แล้วว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะมันมีสิ่งที่ ขัดแย้งกันในตัวเองอยู่ ( reductio ad absurdum ) - การที่คนหนึ่งคนใดนิ่งเฉยในประเด็นหนึ่งประเด็นใด อาจจะเป็น ไปได้ว่าเขาไม่รู้เรื่องนั้นๆ และก็อาจจะเป็นไปได้ด้วยว่า เขารู้แต่ ไม่พูดอันเนื่องมาจากสาเหตุหนึ่งสาเหตุใด เช่น ผมถามนาย ก.ว่า รู้ภาษาอาหรับไหม เขาก็ตอบว่า “รู้อย่างดีเลย” ผมก็บอกว่า “ถ้า อย่างนั้นก็ดีเลย ช่วยแปล “ คุณมาจากไหนครับ” เป็นภาษาอาหรับ ให้หน่อย แต่นาย ก. กลับพูดว่า “ขอโทษด้วยผมไม่มีเวลา ต้อง ขอตัวก่อน” และถ้าผมถามนาย ก. อยู่โดยเสมอว่าให้ช่วยแปลให้ หน่อย และถ้านาย ก. ไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่จะเป็นข้ออ้างว่าทำาไมจึง ไม่แปลให้ ถ้าเช่นนั้น ผมสามารถสรุปได้อย่างมีเหตุผลว่า นาย ก. ไม่รู้ภาษาอาหรับ เพราะฉะนั้น คำาอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุดที่ว่า ทำาไม นาย ก.จึงเลี่ยงที่จะไม่แปล ก็คือ เพราะเขาไม่รู้ภาษาอาหรับ แต่ตัวอย่างต่อไปนี้จะแตกต่างกันไปจากตัวอย่างแรก ถ้าสมมุติผม ถาม นาย ก. ว่า “ คุณรู้รหัสผ่านของ อีเมลล์ของภรรยาคุณไหม” นาย ก.ก็บอกว่า “ใช่ผมรู้” จากนั้นผมก็ถามว่า “ถ้าเช่นนั้นช่วย บอกผมได้ไหม” และนาย ก. ก็ตอบว่า “ นั่นไม่ใช่เรื่องของคุณเลย ที่จะรู้” และถ้านาย ก. ปฏิเสธอยู่เช่นนั้น ทุกครั้งที่ถูกขอ เช่นนี้เรา ไม่สามารถสรุปได้ว่า “เพราะฉะนั้น คำาอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุด ที่ว่าทำาไม นาย ก. ไม่บอก รหัสผ่าน ก็เพราะเขาไม่รู้นั่นเอง” ทั้งนี้ เพราะ อาจจะเป็นไปได้ที่จะมีสาเหตุอื่นๆที่จะมาอธิบายได้ว่าทำาไม เขาถึงไม่บอกรหัสผ่านของอีเมลล์ของภรรยายของเขา จะเห็นได้ว่า เราจะต้องวิเคราะห์ไปเป็นกรณีๆไป ก่อนที่จะ ฟันธงว่าต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งจากที่กล่าวมาข้างต้น ศัพท์
  • 26.
    วิชาการในทางตรรกะจะเรียกในภาษาอังกฤษว่า Argument from silence -ละเลยคำาอธิบายที่มีเหตุผลมากที่สุดต่อสิ่งหนึ่งๆที่เกิดขึ้น และไป เลือกเอาคำาอธิบายที่แปลกประหลาดมาอธิบาย โดยบังคับให้เป็น เพียงคำาอธิบายเดียว... แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราจะต้องเอาคำา อธิบายที่สามัญสำานึกคนโดยทั่วไปเข้าใจ คือให้อธิบายสิ่งนั้นตาม ปรกติ อย่านำาความคิดอะไรที่แปลกประหลาดมาอธิบายสิ่งนั้นก่อน ... วิธีจัดการกับคนที่มักทำาเช่นนี้ก็คือ ถ้าคุณได้ยินเสียงคนกำาลัง พิมพ์ดีด ก็อย่าคิดน่ะว่านั้นคือเสียงแป้นพิมพ์ดีดที่มีคนกำาลังกด พิมพ์อยู่ แต่ให้พยายามหาคำาอธิบายที่ประหลาดๆเข้าไว้ก่อน - Subjectivist fallacy ( คือ การที่ค นหนึ่ง คนใดอ้า งขึ้น มา ในลัก ษณะที่ว ่า “ สิ่ง นั้น หรือ สิ่ง นี้อ าจจะเป็น จริง หรือ ถูก ต้อ งสำา หรับ คุณ แต่ไ ม่ใ ช่ส ำา หรับ ผม ” ...ซึ่ง ในความเป็น จริง แล้ว ไม่ไ ด้เ ป็น เช่น นั้น เลย เพราะสิ่ง นั้น ๆนอกจากจะ เป็น จริง สำา หรับ ตัว ผู้พ ูด แล้ว ยัง เป็น จริง สำา หรับ คนอื่น ๆด้ว ย เช่น ผมพูด กับ คนๆหนึ่ง ว่า โลกกลม และพิส ูจ น์ใ ห้ด ูด ้ว ย คนๆนั้น ที่ผ มพูด ด้ว ยไม่ส ามารถพูด ว่า “โลกอาจจะกลม สำา หรับ คุณ แต่ส ำา หรับ ผมแล้ว ไม่ใ ช่” ... การพูด เช่น นี้ถ ือ เป็น สิ่ง ที่ไ ร้ส าระ เป็น การอ้า งเพื่อ ที่จ ะไม่ย อมรับ ความจริง ซึ่ง ไร้เ หตุผ ล ฟัง ไม่ข ึ้น เพราะฉะนั้น เมื่อ มีผ ู้ใ ห้ข ้อ อ้า งขึ้น มาในลัก ษณะที่ว ่า “ สำา หรับ คุณ แล้ว มัน อาจจะเป็น จริง เชื่อ ถือ ได้ แต่ส ำา หรับ ผมแล้ว ไม่ใ ช่เ ช่น นั้น ” หรือ อะไร ทำา นองนี้ ก็ใ ห้เ ราวิเ คราะห์ด ูว ่า มัน เป็น จริง หรือ ไม่ เพราะบางทีส ิ่ง ๆหนึ่ง อาจจะเป็น จริง สำา หรับ คนๆหนึ่ง แต่ ไม่เ ป็น จริง สำา หรับ อีก คนหนึ่ง ก็ๆ ได้เ ช่น คนสองคนใส่เ สื้อ ชนิด ที่ม ีเ นื้อ ผ้า ชนิด เดีย วกัน โดยที่ค นหนึ่ง รู้ส ึก ไม่ส บาย ตัว แต่ไ ม่จ ำา เป็น ว่า อีก คนก็จ ะต้อ งรู้ส ึก ไม่ส บายตัว ไป ด้ว ย.... เช่น นี้ถ ือ ว่า ยอมรับ ได้ แต่ถ ้า คนๆหนึ่ง ได้ร ับ การ พิส ูจ น์ห ลัก ฐานอย่า งชัด เจนในเรื่อ งหนึ่ง เรื่อ งใดแล้ว จะ ถือ ว่า เป็น การไร้ส าระ ไร้เ หตุผ ลที่จ ะอ้า งว่า “ สำา หรับ คุณ แล้ว มัน อาจจะเป็น จริง เชื่อ ถือ ได้ แต่ส ำา หรับ ผมแล้ว ไม่ใ ช่ เช่น นั้น ” ... การที่จ ะให้ไ ด้ม าซึ่ง ความชัด เจนยิ่ง ขึ้น ในขั้น ตอนการแสวงหาความจริง ในเรื่อ งหนึ่ง เรื่อ งใดก็ค ือ เรา จะต้อ ง ถามหาสาเหตุ หรือ เหตุผ ลที่ค นๆหนึ่ง อ้า งขึ้น เพื่อ สนับ สนุน ความเชื่อ ของเขา เมื่อ รู้แ ล้ว จากนั้น ก็ใ ห้ห ัก ล้า ง หรือ โต้แ ย้ง เหตุผ ลของเขานั้น ๆให้ต รงจุด ให้ถ ูก จุด ถ้า
  • 27.
    เราเห็น ว่า เหตุผลที่เ ขาให้ม านั้น สามารถหัก ล้า งได้ ถ้า เรา รู้ว ่า เหตุผ ลที่เ ขาให้ม านั้น เป็น การให้เ หตุผ ลที่ผ ิด ก็ใ ห้เ รา ชี้ว ่า ผิด เพราะอะไร ยกตัว อย่า งให้เ ห็น ภาพที่ - ในการเปรียบเทียบเราจะต้องดูว่า สิ่งสองสิ่งที่นำามาเปรียบเทียบ กันนั้นมีจุดที่แตกต่างกันที่มีผลทำาให้การเปรียบเทียบนั้นใช้ไม่ได้ หรือไม่ ( having critical points of difference ) - การที่จะสรุปเอาว่า เหตุการณ์ A เป็นเหตุทำาให้เกิด เหตุการณ์ B ตามมานั้น เราจะต้องมีหลักฐานที่จะใช้ยืนยันได้ว่า เหตุการณ์ B จะไม่เกิดขึ้นถ้า เหตุการณ์ A ไม่เกิดขึ้นก่อน และ เหตุการณ์ B จะ เกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ A ขึ้นก่อน - เมื่อเกิดความไม่ชัดเจนจากฝ่ายตรงข้าม ให้เราถามไปว่า ที่พูด เช่นนั้นออกมานั้นต้องการจะพิสูจน์อะไร - สิ่งใดก็แล้วแต่ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วย สิ่งนั้นสามารถใช้เป็นหลัก ฐานในการพูดคุยในเรื่องนั้นๆได้ ซึ่งอาจจะใช้เป็นหลักฐานกับ ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นไม่ตรงกัน - ในการสนทนาที่ดี เราจะต้องจับข้อความของอีกฝ่ายที่เป็นข้อ อ้างให้ได้ ทั้งนี้ ถ้าเราปล่อยไปก็จะเท่ากับว่าเรายอมรับข้ออ้างนั้น โดยที่อีกฝ่ายสามารถใช้ข้ออ้างนั้นๆเป็นหลักฐานเสียเองในการ พิสูจน์ประเด็นปลีกย่อยในเรื่องที่กำาลังพูดกันอยู่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จะ ทำาให้เกิดความสับสน และไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการสนทนา อีกทั้งสิ่งที่เขาพูดอ้างออกมานั้น มีกี่ข้ออ้าง เพราะบางคนพูดอะไร บางอย่างออกมาโดยคิดว่า สิ่งนั้นๆเป็นหลักฐานที่จะสนับสนุน ข้อความแรก แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เขาพูดออกมาแล้วคิด ว่า สิ่งนั้นๆเป็นหลักฐานที่จะสนันสนุน ข้อความแรกนั้น ก็เป็นข้อ อ้างอีกอันหนึ่งที่ต้องการหลักฐานมาสนับสนุนตัวมันเองด้วย ( เช่น The US federal government should cut the income tax rate to stimulate the economy. จะเห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว ประโยคนี้ มีข้ออ้าง 2 ข้อด้วยกัน ซึ่งก็ต้องการเหตุผลหรือหลัก ฐานมาสนับสนุนตัวเองทั้งคู่ ซึ่งข้ออ้างแรกก็คือ “ The US federal government should cut the income tax rate. ข้ออ้างที่สองก็ คือ “ Cutting the income tax rate will stimulate the economy. ซึ่งจะต้องถกกันที่ละประเด็นข้ออ้างแยกกัน) - ถ้าเราต้องการที่จะอ้างอะไรสักอย่าง ประการแรกเลยเราจะต้อง กล่าวข้ออ้างนั้นๆออกมาให้ชัดเจน และจะต้องเป็นข้ออ้างหลักด้วย - เราจะต้องตั้งหัวข้อการสนทนาที่ ผู้คนไม่เห็นด้วยในสิ่งที่เรา กำาลังจะนำาเสนอ ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับสิ่งที่เรากำาลังจะนำาเสนอแล้ว
  • 28.
    จะมีประโยชน์อะไร ที่จะชักชวนคนอื่นให้เชื่อเหมือนเรา เพราะ เขาก็เชื่อเช่นนั้นอยู่แล้วหรือเราอาจจะนำาเสนอหัวข้อที่คนทั้ง หลายยังอยู่กลางๆ คือ ยังไม่เชื่อ แต่ก็ยังไม่ปฏิเสธ เช่น “ อิสลาม เป็นศาสนาแห่งการก่อการร้ายจริงหรือไม่” “ อิสลาม กดขี่สิทธิ สตรีจริงหรือไม่” - อีกอย่างคือ เราจะต้อง รู้ด้วยว่า ผู้ที่จะฟังเรานำาเสนอสิ่งหนึ่งสิ่ง ใดนั้น เข้าใจประเด็นนั้นๆดีมากน้อยแค่ไหน มีความรู้พื้นฐานเกี่ยว กับเรื่องนั้นๆมากน้อยแค่ไหน ความรู้ของเขาพอเพียงหรือไม่ ที่จะ ใช้เป็นเครื่องตัดสินใจหลังจากที่ได้รับฟังสิ่งที่เราได้นำาเสนอ รวม ถึงผู้ฟังรู้ถึงที่มาที่ไปของความขัดแย้งในเรื่องนั้นๆหรือไม่ - เหตุผลที่จะนำามาใช้สนับสนุนข้ออ้างนั้นจะต้องอยู่ในประเด็น เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่นำาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องมาปนกันทำาให้ ประเด็นขุ่นมัว สับสน - ข้อระวังเมื่อมีใครยกหลักฐานอ้างอิง 1. ตัดคำาบางคำาออกไปจาก หลักฐานที่ยกมาเพื่อทำาให้หลักฐานนั้นมองดูแล้วไปสนับสนุนข้อ อ้างของตนเอง แต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ; 2. แยกแยะไม่ออกว่าหลักฐานอย่างไหนเป็น primary sources และหลักฐานอย่างไหนเป็น secondary sources. sources. The primary source is the source in which the evidence first appeared. Eyewitness accounts; original documents; and transcripts of speeches as originally delivered are examples of primary sources. Secondary sources are sources that compile, analyze, or summarize primary sources. Secondary sources often provide an interpretation or a restatement of what was originally said. 3. ไม่นำาเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจากแหล่งอ้างอิงของหลัก ฐานที่ได้ยกไป - - วิธีที่จะทำาให้เราไม่ตกอยู่ใน non sequitor fallacy ( “ it does not follow” เหตุผลหรือหลักฐานที่ยกมานั้น ถ้าสังเกตและ วิเคราะห์ดูให้ดี ไม่ได้ไปสนับสุนนข้ออ้างเลย) is to ask “ what kind of evidence would be needed to support this claim? and “ Does this evidence qualify?” ตัวอย่างของ non sequitor fallacy : “ The United States is the only industrialized country in the world where teenage pregnancy is increasing. The Guttamachur study found that the U.S. pregnancy rate is twice that of Canada,
  • 29.
    England, or France,and seven times that of the Natherlands.” - ในการเปรียบเทียบ จะต้องดูว่า 1. สิ่งสองสิ่งที่นำามาเปรียบเทียบ กันนั้นอยู่ในประเภทเดียวกัน รวมทั้งมี สิ่งเหมือนกันที่เป็นส่วน สำาคัญ ( sharing significant similarities relevant to the conclusion drawn by the arguer ) ; 2 . Quantity: จำานวนสิ่งที่ เหมือนกันของทั้งสองสิ่งพอเพียงหรือไม่ที่จะนำามาสนับสนุนขอ เปรียบเทียบนั้น 3. จะต้องไม่มีส่วนแตกต่างที่เป็นผลทำาให้การ เปรียบเทียบนั้นใช้ไม่ได้ - ( เช่นถ้าจะเปรียบเทียบการ์ตูน ก็จะต้องเป็นการ์ตูนชนิดเดียวกัน เช่น สำาหรับเด็กอายุตั้งแต่ เท่าไหร่ถึงเท่าไหร่) . Second, a sufficient number of examples has to be cited ( สมมุติมี การ์ตูนอยู่ 30 เรื่อง ก็จะต้องยกตัวอย่างให้มากพอที่จะสรุปได้ว่า เรื่องอื่นๆก็คงจะมีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ด้วย ไม่ใช่ มีการ์ตูนอยู่ 30 เรื่อง แต่ยกมาแค่ 7 เรื่อง). Third, the existence of counterexamples provides the test of opposition to both generalization and argument from example ( ดูว่ามีตัวอย่า งอื่นๆในเรื่องเดียวกันที่ค้านกับตัวอย่างที่เรายกมาเปรียบเทียบ หรือไม่ เพราะถ้ามีสิ่งที่ค้านกันแล้วจะยังผลทำาให้การเปรียบเทียบ นั้นไร้ผล ) . -อีกตัวอย่างก็คือ The merchants downtown are beginning to close early and have installed iron grillwork on their windows. Crime must be becoming a serious problem in the community. แต่เราจะต้องดูด้วยว่า One might see occasional grillwork on a building in an area because it is used for decoration, not for protection. นั้นคือ ทึกทักเอาเอง ก่อนว่า ที่เขาใส่เหล็กดัดที่หน้าต่างก็เพราะมีขโมยมาก แต่ถ้าเป็น ที่รู้กันว่า การติดเหล็กดัดที่หน้าต่างจะมีขึ้นในกรณีที่มีขโมยมาก เท่านั้น หรือเป็นเครื่องหมายบ่งบอกเลยว่ามีขโมยมาก ถ้าเป็นเช่น นี้จริง ตัวอย่างที่ยกมาก็ถือว่าถูกต้องและใช้ได้ Countersigns ก็คือ สิ่งที่จะไปหักล้างข้อสรุปนั้นๆ เช่น จาก ตัวอย่างข้างต้น ถ้าพิสูจน์ได้ว่า แม้แต่เมืองที่เขาแทบไม่มีขโมย เขาก็ติดเหล็กดัดกัน เพราะฉะนั้นการติดเหล็กดัดจึงไม่สามารถใช้ เป็นเครื่องหมายยืนยันถึงการมีขโมยมากได้ ( หลักฐานจำาเป็นที่ บ่งชี้ถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง กับ หลักฐานที่ไม่จำาเป็นที่จะบ่งชี้ถึงสิ่งหนึ่งสิ่ง ใด )
  • 30.
    - แต่ในบางกรณี ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าฝ่ายใดต้องนำาเสนอหลักฐาน กันแน่ ในสถานการณ์เช่นนี้ ฝ่ายที่ไม่ยืนยันในความเห็นหนึ่ง ความเห็นใดเป็นการเฉพาะไม่ต้องนำาเสนอหลักฐาน แต่ฝ่ายที่จะ ต้องนำาเสนอหลักฐานก็คือ ฝ่ายที่ ยืนยันในจุดยืนหนึ่งจุดยืนใดที่ แน่นอน - ในขณะที่เกิดการถกเถียงกัน และฝ่ายหนึ่งต้องการ พิสูจน์ว่า สิ่ง ที่ตัวเองกำาลังนำาเสนออยู่นั้นเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ ให้ เราวิเคราะห์ดูก่อนว่า เรื่องหรือประเด็นที่กำาลังถกเถียงกันอยู่นั้น อยู่ในประเภทไหนระหว่าง 1. Value claim หรือ 2. Policy claim หรือ 3. Fact claims ถ้าอยู่ในประเภท Value claim อันนี้หาข้อ ยุติยากหน่อย หรืออาจจะไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นทางที่ดี ให้บอก ไปว่า สิ่งที่เรากำาลังเถียงกันอยู่นี้ อยู่ในประเภท Value claim เพราะฉะนั้น เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะจะหาอะไรมาเป็น หลักฐานตายตัวอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้ Claim บางอย่างเป็นการอ้างอิงหลักฐานที่ตายตัวซึ่งสามารถ ตรวจสอบความถูกต้องได้ เพราะมีความเป็นรูปธรรม ในขณะที่ข้อ อ้างบางอย่างเกี่ยวกับความคิดเห็น หรือทัศนะคติส่วนตัว ซึ่งอาจจะ ไม่มีหลักฐานอะไรเป็นรูปธรรมที่มีให้เราพิสูจน์หรือตรวจสอบกัน ได้ Five Categories of Claims Argumentative essays are based on a claim, which almost always falls into one of the five following categories. 1. Claims of fact. Is it real? Is it a fact? Did it really happen? Is it true? Does it exist? Examples: Global warming is occurring. Women are just as effective as men in combat. Affirmative action undermines individual achievement. Immigrants are taking away jobs from Americans who need work. 2. Claims of definition. What is it? What is it like? How should it be classified? How can it be defined? How do we interpret it? Does its meaning shift in particular contexts? Examples: Alcoholism is a disease, not a vice. We need to
  • 31.
    define the termfamily before we can talk about family values. Date rape is a violent crime. The death penalty constitutes "cruel and unusual punishment." 3. Claims of cause. How did this happen? What caused it? What led up to this? What are its effects? What will this produce? Examples: The introduction of the computer into university writing classes has enhanced student writing ability. The popularity of the Internet has led to a rise in plagiarism amongst students. The economic boom of the 1990s was due in large part to the skillful leadership of the executive branch. 4. Claims of value. Is it good or bad? Beneficial or harmful? Moral or immoral? Who says so? What do these people value? What value system will be used to judge? Examples: Doctor-assisted suicide is immoral. Violent computer games are detrimental to children’s social development. The Simpsons is not a bad show for young people to watch. Dancing is good, clean fun. 5. Claims of policy. What should we do? How are we to act? What policy should we take? What course of action should we take to solve this problem? Examples: We should spend less on the prison systems and more on early intervention programs. Welfare programs should not be dismantled. The state of Oklahoma ought to begin to issue vouchers for parents to use to fund their children’s education. Every person in the United States should have access to federally-funded health insurance. Adapted from Nancy Wood’s Perspectives on Argument, 2nd ed. (pp.161-72) - หลายครั้งด้วยกัน ที่เราต้องชัดเจนในคำานิยามเสียก่อน ถึงจะถก ลงลึกรายละเอียดกันต่อไปได้ รวมถึงมาตรฐานที่จะมาตัดสินใน สิ่งนั้นๆที่ไม่มีกฏเกณฑ์อะไรตายตัว - วิธีโต้ :
  • 32.
    1. ใช้วิธีถามกลับ ซึ่งเป็นคำาถามที่จะนำาไปสู่การพิสูจน์ความจริง หรือเป็นคำาถามเชิงคัดค้านเพื่อให้อีกฝ่ายต้องชี้แจงให้เกิดความ ชัดเจนเสียก่อนในประเด็นนั้นๆ ซึ่งท่านนบีก็ได้เคยทำาเอาไว้ 2. หาสิ่งที่ขัดแย้งกันในของฝ่ายตรงกันข้าม Appeal to Ignorance เอาการไม่มีหลักฐาน มาเป็นหลักฐานเสียเอง เพื่อรองรับจุดยืนของ ตนเอง การที่ข้ออ้างหนึ่งไม่มีหลักฐานมายืนยันสนับสนุนทั้งในทางบวก หรือลบ นั่นไม่ได้เป็นหลักฐานว่าสิ่งนั้นๆจะต้องเป็นเช่นนั้นหรือจะ ต้องไม่เป็นเช่นนั้น เช่น “เนื่องจากคุณพิสูจน์ไม่ได้ตามที่คุณอ้าง มาว่า ผีไม่มีจริง เพราะฉะนั้น ผีจึงมีจริง ” เราจะเห็นว่าการที่ฝ่าย หนึ่งหาหลักฐานมายืนยันไม่ได้ว่าผีไม่มีจริงนั้น นั่นไม่ได้ หมายความว่า เพราะฉะนั้นผีจะต้องมีจริง แต่การจะพูดแบบฟันธง ได้ว่าผีมีจริงนั้น ฝ่ายที่เชื่อจะต้องนำาหลักฐานข้อพิสูจน์มายืนยัน การมีอยู่จริงของผี เรื่องนี้สามารถใช้กับเรื่อง พระเจ้าก็ได้ แต่เรา จะต้องพิจารณาและวิเคราะห์ดูให้ดีๆในแต่ละกรณีว่า มันจะเรียก ว่าเป็นการ Appeal to Ignorance หรือไม่ / เอาการไม่มีหลักฐาน มาเป็นหลักฐานเสียเอง เพื่อรองรับจุดยืนของตนเอง เช่นผู้ที่เป็น ศัตรูอสลามอาจจะพูดว่า “ การที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า มุฮัมหมัด ิ ไม่เคยพูดโกหก นั่นไม่ได้หมายความว่า มุฮัมหมัดจะไม่เคยพูด โกหกเลย” ในกรณีเช่นนี้ เราจะต้องโต้ตอบว่า ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่า มีหลักฐานยืนยันว่า มุฮัมหมัดได้รับฉายาจากผู้ที่อยู่ร่วมสมัยกับ เขาว่า “ อัล-อามีน” ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ยิ่ง อีก ทั้ง ยังได้รับการยอมรับแม้แต่ผู้เป็นศัตรูถึงความซื่อสัตย์ และยิ่งไป กว่านั้น แม้แต่ศัตรูก็ยังนำาสิ่งของมาฝากกับมุฮัมหมัด อันเนื่องจาก ความไว้วางใจในตัวมุฮัมหมัด ถ้าพิสูจน์ได้เช่นนี้แล้ว เขาผู้นั้นไม่มี สิทธิ์ที่จะยังกล่าวว่า “ การที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า มุฮัมหมัดไม่ เคยพูดโกหก นั่นไม่ได้หมายความว่า มุฮัมหมัดจะไม่เคยพูดโกหก เลย” แต่เป็นหน้าที่ของเขาผู้นั้นจะต้องนำาหลักฐานมาให้ได้ที่จะ พิสูจน์ว่า มุฮัมหมัดเคยโกหกจริง เพราะเขาไม่อาจที่จะเอาการไม่มี หลักฐานมาเป็นหลักฐานเสียเองได้อีกต่อไป และถ้าเขาไม่อาจที่จะ หาหลักฐานที่เชื่อได้มายืนยันได้ว่ามุฮัมหมัดเคยพูดโกหก เช่นนั้น ตามหลักวิชาการ เราจะต้องยืนยันว่า มุฮัมหมัดไม่เคยพูดโกหก เช่นกัน ศัตรูอสลามบางคนอ้างว่า “ การที่ไม่มีหลักฐานว่า ฮะ ิ ดีษนั้นถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข นั่นไม่ได้หมายความว่า ฮะดีษจะไม่
  • 33.
    เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขเลย” เราขอตอบว่า “คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะ เอาการไม่มีหลักฐานมาเป็นหลักฐานเสียเองได้ แต่คุณต่างหากที่ จะต้องเป็นฝ่ายนำาหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันว่า ฮะดีษได้เคยถูก เปลี่ยนแปลงแก้ไข เช่น ฮะดีษ บุคอรีที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น ไม่ เหมือนกับ ฮะดีษบุค คอรีเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ถ้าคุณไม่สามารถนำา หลักฐานมายืนยันถึงการถูกเปลี่ยนแปลงได้ เช่นนี้ เราจะต้อง ยืนยันว่า ฮะดีษไม่มีถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ทั้งนี้ก็เพราะว่า ตำารา บันทึกฮะดีษบุคคอรี เหมือนกันทั่วโลก ไม่ว่าจะฉบับเก่าแก้ หรือ ฉบับใหม่ที่ถูกพิมพ์ออกมา สามารถเทียบกันดูได้ และอีกอย่างก็คือ ตำาราบันทึกประวัติบรรดานักรายงานฮะดีษแต่ละเล่มก็เหมือนกัน ทั่วโลก เช่นตำาราบันทึกประวัติบรรดานักรายงานฮะดีษที่มีชื่อว่า ตับรีบุซตะฮิซีบ ไม่ว่าจะสมัยไหนก็เหมือนกัน ไม่มีการถูก เปลี่ยนแปลงแม้แต่ในรายละเอียดของตำารา ซึ่งในตำาราบันทึก ประวัติบรรดานักรายงานฮะดีษนี้ ประวัติ ที่มาที่ไป และราย ละเอียดต่างๆของนักรายงานฮะดีษแต่ละคนจะถูกบันทึกเอาไว้ อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความจำา ความน่าเชื่อถือ เคย โกหกเอาไว้หรือไม่ แม้แต่ครั้งเดียว มีอาจารย์ชื่ออะไร มีลูกศิษย์ ชื่ออะไร เกิดที่ไหน ตายที่ไหน มีความเชื่อเป็นอย่างไร เขียนตำารา เอาไว้กี่เล่ม และลายละเอียดอื่นๆ ที่จะถูกนำามาใช้ในการตัดสินว่า ฮะดีษบทนั้นๆที่เขาได้รายงานนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ แต่กระนั้นก็ตามในบางกรณี จะไม่ถือว่าเป็นการ Appeal to Ignorance เช่น คนๆหนึ่งถูกกล่าวอ้างว่า ทำาในสิ่งที่ผิดกฏหมาย แต่กระนั้นก็ตาม ผู้ที่กล่าวอ้างว่าคนๆนั้นทำาสิ่งที่ผิดกฏหมายไม่มี อะไรมาเป็นหลักฐานยืนยัน เพื่อเอาผิดเขา และในขณะเดียวกัน คนๆนั้นก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ทำาผิดจริง เช่นนี้ เรา จะต้องเราสามารถทึกทักเอาเองได้ก่อนเบื้องแรกว่า ข้ออ้างนั้นไม่ เป็นความจริง คือ เขาไม่ได้ทำาความผิด และ อีกอย่างก็คือ เมื่อ พิจารณาดูว่าข้ออ้างนั้น ฟังดูไม่ค่อยน่าจะมีความเป็นไปได้ หรือ เป็นสิ่งที่ใหม่ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เช่นคนๆหนึ่งอ้างว่าได้ไปดาว อังคารมา โดยมีมนุษย์ต่างดาวพาไป หรือ แม้แต่เปาโลที่อ้างว่าได้ เจอกับพระเยซู เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเข้ากฏอีกข้อก็คือ ให้เป็นผู้ที่อ้าง สิ่งหนี่งสิ่งใดขึ้นมา เขาผู้นั้นจะต้องนำาหลักฐานข้อพิสูจน์มายืนยัน เพราะโดยปรกติทั่วไปแล้ว สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นเป็นที่แพร่หลาย สิ่งที่ถ้าเป็นจริงแล้ว ก็จะสามารถรู้ได้ และถ้าไม่สามารถรู้ถึง สิ่งนั้นๆได้ว่าเป็นจริง เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นจึงไม่เป็นความจริง เรา เรียกเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "auto-epistemic" ("self-knowing") เช่นพูดว่า “ ถ้าผมถูกรับมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม ผมก็จะรู้แล้วใน
  • 34.
    ตอนนี้ แต่เนื่องจากผมไม่รับรู้เลยว่าผมนั้นลูกรับมาเลี้ยง ดังนั้นผม จึงไม่ได้เป็นลูกบุญธรรม” เช่นเดียวกัน เมื่อได้มีการตรวจสอบสิ่งๆหนึ่งดูอย่างดีแล้ว ถือว่ามี เหตุผลที่เราจะบอกได้ว่า สิ่งนั้นๆเป็นเท็จอันเนื่องจากไม่มีหลักฐาน ที่จะมาสนับสนุนว่ามันเป็นจริง เช่น ถ้ายาชนิดหนึ่งได้รับการตรวจ สอบ ทดลองโดยอย่างดีแล้วว่ามีผลที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ และไม่ปรากฏพบเลยว่าจะมีผลอันตรายใด เช่นนี้ ถือว่าเป็นการสม เหตุสมผลที่จะสรุปได้ว่า ยานี้ปลอดภัย ในขณะที่การไม่มีหลักฐานยืนยันในบางสิ่งนั้นถือว่าเป็นที่รู้กันว่า เชื่อถือได้ เช่น ตารางเดินเครื่องบิน ทั้งบินเข้าและบินออก ถ้าเรา ดูที่ตารางเดินเครื่องบินแล้ว ไม่พบว่า มีเครื่องบินไปและบินกลับมา จากตุรกีเลย เราสันนิษฐานเอาได้เลยว่าวันนั้นๆ ไม่มีเครื่องบินๆไป หรือ กลับจากประเทศตุรกี ทั้งนี้ก็เพราะเวลาเข้าและออกของทุก สายการบินจะถูกระบุเอาไว้ในตารางนี้ ที่อื่นไม่มี ในภาษาอังกฤษ เราจะเรียกว่า “ closed world assumption” บางสิ่งบางอย่าง บ่งชี้ว่าถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานมายืนยันว่าต้อง เป็นเช่นนั้นแต่ก็มีเหตุผลที่จะเชื่อเช่นนั้น แต่กระนั้นสุดท้ายเราก็จะต้องวิเคราะห์ให้ดีว่า ฝ่ายไหนกันแน่ที่จะ ต้องเป็นฝ่ายนำาหลักฐานมาพิสูจน์ ( burden of proof ) และในบางกรณีเราจะต้องทึกทักในด้านบวกเอาไว้ก่อนเพราะ ความปลอดภัย เช่น เราไม่รู้ว่าปืนมีลูกกระสุนหรือไม่ เพราะฉะนั้น ทางที่ดีให้ทึกทักเอาไว้ก่อนว่ามี Description of Burden of Proof * ฝ่ายไหนฟันธงว่าต้องเป็นอย่างนั้น หรือไม่เป็นอย่างนั้น ฝ่ายนั้น จะต้อง นำาหลักฐานมาพิสูจน์ Fallacy: Misleading Vividness สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่หลอกลวง ตามปรกติสิ่งใดหรือเหตุการณ์ใดก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นที่ดูแล้ว สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน อีกทั้งทำาให้อารมณ์เกิดความ รู้สึกอ่อนไหวได้ง่ายจากเหตุการณ์นั้นๆ สิ่งนั้นมักจะมีอิทธิพลต่อ จิตใจคน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนๆหนึ่งรอดตายจากเครื่องบินตกได้ แน่นอนเขาย่อมคิดว่าการเดินทางโดยเครื่องบินเป็นอันตราย มากกว่าเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ แน่นอน ภาพเหตุการณ์ที่มีคนนอน ตายกันเต็มไปหมดต่อหน้าต่อตาเขา อีกทั้ง ภาพเหตุการณ์ระเบิด ของเครื่องต่อหน้าเขาย่อมมีผลต่อจิตใจเขาอย่างแน่นอน โดย ทำาให้เขามองข้ามสถิติที่แท้จริงไป ที่ระบุว่ามีคนตายจากการถูก ฟ้าฝ่านั้นมากกว่า คนที่ตายเพราะเครื่องบินตกเสียอีก ...เพราะ
  • 35.
    ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าภาพที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนของเหตุกา รณ์นั้นๆที่เกิดขึ้นย่อมมีผลต่อจิตใจของผู้ที่ประสบเหตุการณ์นั้นๆ มากกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เทียบได้กับเหตุการณ์ 11 กันยายน กับ สถานการณ์ใน ปาเลสไตน คนโดยร่วมมองภาพเครื่องบินชนตึก ย่อมเกิดความ เห็นใจ มากกว่าข่าวที่ได้รับฟังมาเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ภาพเหตุการณ์ใดๆก็แล้วแต่ที่ ปรากฏขึ้นกับเราไม่จำาเป็นเลยที่ มันจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ความที่ เราได้รับผลกระทบทางจิตใจกับเหตุการณ์มาก จึงทำาให้ดูเหมือน ว่า เราจะต้องประสบกับสิ่งนั้นบ่อยครั้ง...ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เช่นนั้นเลย เช่นกันชีอะฮฺสร้างหนังเกี่ยวกับตัวท่านฮุเซ็น และสร้างฉากที่ ท่านฮุเซ็นถูกฆ่าตาย ซึ่งฉากนี้มีผลต่อจิตใจคนดู แน่นอนคนที่ไม่มี ความรู้ย่อมคล้อยตายไปกับสิ่งที่เขาได้เห็นในหนัง โดยเฉพาะถ้า ถูกยืนยันว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น - ความผิดพลาดในการใช้เหตุผลนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ ใช้อารมณ์ ความรู้สึกส่วนตัวนำาหน้าเหตุผล Fallacy: Red Herring การเบี่ยงเบนเรื่องที่กำาลังพูด หรือ ถกกันอยู่ไปยังประเด็นอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อ ดึงความสนใจไปยังเรื่องอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็น หลักที่กำาลังพูดกันอยู่ แต่ผู้พูดแซร้งทำาเป็นว่า เรื่องที่ตัวเองพูดอยู่ นั้นเกี่ยวกับข้องกับหัวข้อเรื่อง ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ ...เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วหัวข้อหลักจึงถูกละเลยไป ทำาให้หัวข้ออื่นเข้ามาแทนที่ Fallacy: Slippery Slope การตั้งเงื่อนไขเอาว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ เอ ขึ้น เหตุการณ์ ซี จะต้องตามมาอย่างแน่นอนเลย โดยไม่ได้ให้เหตุ หรือ พิสูจน์ว่า ทำาไมมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย Begging the question / Circular Reasoning ดูการสนทนาระหว่าง นาย เอ กับ นาย บี
  • 36.
    A1: เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าพระเจ้า มีจริง B1:แล้วทำาไมผมจะต้องเชื่อในคัมภีร์ ไบเบิ้ลด้วย A2: เพราะสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวจะต้องเป็นความจริง B2: แล้วผมจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่ในคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นความจริง A3: เพราะพระเจ้าเขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล และพระเจ้าไม่มีทางที่จะพูด โกหก จากข้อความข้างต้นนั้น ถ้าเราจะถามว่า ข้อความไหนถือว่าเป็น การแสดงจุดยืน หรือ ถือเป็นข้อสรุป ( conclusion ) ที่ตัวมันเอง จะต้องมีเหตุผล หรือ หลักฐาน (premise) มาสนับสนุนอีกที โดยที่ เราไม่อาจที่จะทึกทักให้เป็นจริงก่อนได้ คำาตอบก็คือข้อความที่ว่า 1. เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง 2. พระเจ้า เขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล / ส่วนข้อความที่เหลือถือเป็นประเด็นปลีกย่อย เพราะถ้าสมมุติว่า (ข้อยำ้าว่าสมมุติ) มีการพิสูจน์แล้วว่าพระเจ้าไม่มี จริง ข้อความทั้งหมดที่กล่าวมาก็จะถือว่าไร้ความหมาย และเรา จะเห็นได้ว่า ข้อความ “ เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าพระเจ้ามีจริง” และ “ เพราะสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวจะต้องเป็นความจริง” จะไม่ แตกต่างอะไรกันมากนัก เพราะต่างก็ถูกสนับสนุนด้วยข้อความที่ ว่า “ พระเจ้าเขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล และพระเจ้าไม่มีทางที่จะพูดโกหก ” อีกที เราสามารถเขียนแยกออกจากกันเพื่อให้เห็นภาพชัดได้ดังนี้: “ เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง” ( ข้อความนี้เป็น จุดยืน หรือ ข้อ สรุป conclusion ) “ คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าพระเจ้ามีจริง ” ( ข้อความนี้เป็น เหตุผล (premise ) ไปสนับสนุนประโยคบน นั้นคือ ข้อสรุปอีกที ) “ สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวจะต้องเป็นความจริง ” ( ข้อความนี้เป็น เหตุผลย่อย (premise ) เพื่อไปสนับสนุนเหตุผล(premise )ข้าง บนอีกที ) “ พระเจ้าเขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล และพระเจ้าไม่มีทางที่จะพูดโกหก ” ( ข้อความนี้เป็น เหตุผลย่อย (premise ) ลงมาอีก เพื่อไปสนับสนุน เหตุผล(premise ) ย่อยข้างบนอีกที ) เพราะฉะนั้นถ้าเหตุผลที่ “ย่อยลงมาอีก” ด้านล่างสุด ถูก พิสูจน์ว่าไม่เป็นจริง เหตุผลที่เหลือข้างบนทั้งหมดจะผิดไปโดย ปริยาย และเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้อสรุป หรือจุดยืนที่ว่าพระเจ้ามีจริง
  • 37.
    โดยใช้ไบเบิ้ลพิสูจน์นั้นก็ไร้ผล ใช้ไม่ได้ไปโดยปริยาย เพราะ ฉะนั้นประโยคนี้ถ้าจะลดลงให้เหลือสั้นๆจะได้ดังนี้: “เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง” ( ข้อความนี้เป็น จุดยืน หรือ ข้อ สรุป conclusion ) “ เพราะพระเจ้าเป็นผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล ” ( ข้อความนี้เป็น เหตุผล (premise ) เพื่อไปสนับสนุนจุดยืนข้างบน ) แต่ Premise นี้ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็น Premise แต่มันเป็น Conclusion อีกอันหนึ่ง ที่ต้องถูกสนับสนุนด้วยเหตุผล ( premise ) และหลักฐานอีกที ทั้งสองข้อความ เป็น Conclusion ทั้งคู่ เพราะฉะนั้น ข้อความข้างต้นยังไม่อาจจะเป็นที่ ยอมรับได้ว่าเป็นความจริง ( แต่เรื่องพระเจ้านั้นได้มีการพิสูจน์ อย่างชัดเจนแล้วว่ามีอยู่จริงอย่างแน่นอน) ผู้สัมภาษณ์: ประวัติส่วนตัวของคุณดูน่าประทับใจทีเดียว แต่ทว่า ผมต้องการอีกสิ่งหนึ่งที่จะเป็นสิ่งยืนยันเกี่ยวกับตัวคุณ บิล: จิลสามารถให้ข้อมูลคุณได้เกี่ยวกับตัวผม ผู้สัมภาษณ์: เอ้า แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่า จิลเป็นคนที่เชื่อถือได้ บิล: แน่นอน ผมรับประกันให้เจลได้ ... ทึกทักเอาเองว่าข้ออ้างหรือเหตุผล (premise) นั้นๆถือว่าเป็น ความจริงทั้งๆที่ยังไม่ได้พิสูจน์ / เอาข้ออ้างมาเป็นข้อสรุป เช่นพูด ว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลไม่มีข้อผิดพลาดใดทั้งสิ้น ...ทำาไม..ก็เพราะว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นถ้อยคำาที่มาจากพระเจ้า...รู้ได้อย่างๆไรว่าไบเบิ้ ลมาจากพระเจ้า.... ก็เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราเช่นนั้น / เช่น ข้อความที่ว่า “คัมภีร์ไบเบิ้ลไม่มีข้อผิดพลาดใดทั้งสิ้น” ถือว่าเป็น จุดยืน หรือข้อสรุป (conclusion) ที่จะต้องมีเหตุผล (premise) มาสนับสนุนว่าเป็นจริงหรือถูกต้องหรือไม่ ส่วนข้อความที่ว่า “เพราะว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นถ้อยคำาที่มาจากพระเจ้า” ถูกใช้เป็น เหตุผล (premise) เพื่อสนับสนุน conclusion ในความเป็นจริง แล้ว ข้อความนี้คือจุดยืน หรือข้อสรุป (conclusion) อีกอันหนึ่ง ที่ จะต้องมี premise มาสนับสนุน ตัวมันเองไม่ได้เป็น premise เพราะฉะนั้นทั้งสองข้อความดังกล่าวต่างก็ยังไม่มี premise ใดๆ มาสนับสนุนยืนยันว่าเป็นความจริง หรือ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะ ข้อความทั้งสองต่างก็เป็น จุดยืน หรือ ข้อสรุป (conclusion) ทั้งคู่
  • 38.
    - ข้อความหนึ่งข้อความใดไม่อาจที่จะเป็นหลักฐานข้อพิสูจน์ให้กับ ตัวมันเองได้ หากแต่ว่ามันจะต้องมีอีกแหล่งหนึ่งของหลักฐานที่จะ มาพิสูจน์ว่ามันเป็นจริง ----------------------------. บ่อยครั้งด้วยในขบวนการใช้เหตุเราจะพบว่ามีการ สร้างเงื่อนไข ขึ้นมาเพื่อรองรับจุดยืนของตนเอง ทั้งๆที่เงื่อนไขที่สร้างขึ้นมานั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรที่จะไปสนับสนุนอีกเหตุผลหนึ่ง ทั้ง สองไม่ได้สามารถถูกนำาไปใช้สนับสนุนซึ่งกันและกันได้เลย ถ้า ปราศจากซึ่งหลักฐาน อีกชิ้นหนึ่งที่จะมายืนยันว่า ทั้งสองนั้น เกี่ยวข้องกันอย่างไร ในที่นี้เราจะเรียกว่า หลักฐานขั้นกลาง เพื่อ โยงทั้งสองให้เกี่ยวข้องกัน และเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกัน และกัน เพราะถ้าปราศจากหลักฐานขั้นกลางนี้แล้ว ต่างฝ่ายต่างก็จะตั้ง เงื่อนไขเข้าข้างตนเอง เพื่อรองรับกับจุดยืนของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ คนหนึ่ง พูดกับนักเรียนในชั้นเรียนว่า “ ให้นักเรียนทุกคนส่งงาน ในวันจันทร์ ที่ จะถึง ” ถามว่า ถ้าจะมี นักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ อาจารย์ ไม่ได้หมายความว่าให้ส่ง วันจันทร์จริงๆ เพราะ เพื่อนผมเห็นเพื่อนผมอีกห้องหนึ่ง ส่งงาน วันศุกร์ ทั้งๆที่อาจารย์ให้ส่งวันจันทร์ เพราะฉะนั้น อาจารย์ให้ส่ง วันศุกร์ ไม่ใช่วันจันทร์ ” ถ้าจะเขียนให้เห็นภาพชัดเจนเราจะ เขียนได้ดังนี้ : “ เนื่องจากเพื่อนของผมได้ส่งงานในวันศุกร์ ทั้งๆที่อาจารย์ได้สั่ง ให้ส่งในวันจันทร์ ” ( ข้อความนี้เรียกในภาษาอังกฤษว่า premise และถือว่าเป็นข้อความที่เป็นความจริง เพราะเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจริง) “ ผมก็เป็นนักเรียนของอาจารย์คนเดียวกัน กับที่สอนเพื่อนของ ผม ” ( ข้อความนี้เรียกในภาษาอังกฤษว่า premise และถือว่าเป็น ข้อความที่เป็นความจริง ) “ เพราะฉะนั้น ผมก็สามารถส่งงานในวันศุกร์ได้ด้วย ทั้งๆที่ อาจารย์จะกำาหนดให้ส่งวันจันทร์ก็ตาม ” ( ข้อความนี้ ถือเป็น จุดยืนของผู้พูด หรือ เรียกในภาษาอังกฤษว่า conclusion ซึ่งเป็น สิ่งที่ผิด )
  • 39.
    เราจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่า premiseทั้งสองจะถูกก็ตาม แต่ก็ไม่ จำาเป็นว่า ข้อสรุปจะเป็นจริง หรือ ถูกต้อง ทั้งนี้ก็เพราะ premise ทั้งสอง ไม่มีความเกี่ยวของอะไรที่จะไปสนับสนุน จุดยืน (conclusion) ของคนนั้นๆ นอกจากจะข้อความ ( premise) ที่ จะมาโยงให้เกี่ยวข้องกัน หรือ เป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน เพื่อยืนยัน ว่าจุดยืน หรือ ข้อสรุป ( conclusion) นั้นถูกต้องและใช้ได้ ดังใน ตัวอย่างต่อไปนี้: “ เนื่องจากเพื่อนของผมได้ส่งงานในวันศุกร์ ทั้งๆที่อาจารย์ได้สั่ง ให้ส่งในวันจันทร์ ” ( ข้อความนี้เรียกในภาษาอังกฤษว่า premise และถือว่าเป็นข้อความที่เป็นความจริง เพราะเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจริง) “ ผมก็เป็นนักเรียนของอาจารย์คนเดียวกัน กับที่สอนเพื่อนของ ผม ” ( ข้อความนี้เรียกในภาษาอังกฤษว่า premise และถือว่าเป็น ข้อความที่เป็นความจริง ) “ สาเหตุที่เพื่อนผมส่งงานในวันศุกร์ เพราะเขาป่วย อาจารย์จึง อนุญาตให้เขาส่งงานได้วันศุกร์ได้ ” ( ข้อความนี้เรียกใน ภาษาอังกฤษว่า premise และถือว่าเป็นข้อความที่เป็นความจริง ) “ ผมก็ป่วยเช่นเดียวกันกับเพื่อนของผม ” ( ข้อความนี้เรียกใน ภาษาอังกฤษว่า premise และถือว่าเป็นข้อความที่เป็นความจริง ) “ เพราะฉะนั้น ผมก็สามารถส่งงานในวันศุกร์ได้ด้วย ทั้งๆที่ อาจารย์จะกำาหนดให้ส่งวันจันทร์ก็ตาม ” ( ข้อความนี้ ถือเป็น จุดยืนของผู้พูด หรือ เรียกในภาษาอังกฤษว่า conclusion ซึ่งเป็น สิ่งที่ถูก ) จะเห็นได้ว่า จุดยืน หรือ ข้อสรุป ถือว่าฟังขึ้น และมีเหตุผลเพียง พอ ทั้งนี้เพราะ premise ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น นอกจากจะเป็น ความจริงแล้ว ยังมีความเกี่ยวข้อง กันอีก ไปสนับสนุนซึ่งกันและ กัน
  • 40.
    ยกตัวอย่างเช่น ผมไปหาหมอ และหมอบอกกับผมว่า“ ให้คุณกิน ยาที่ให้ไปนี้ให้หมด ” ถ้าเราถามคนทั่วไปว่า สามัญสำานึกของเรา จะเข้าใจอย่างไรในคำาพูดของหมอระหว่าง 1. “ กินยานี้ให้หมด ถึงแม้ว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ตาม ” หรือ 2. “ ถ้าอาการของ คุณดีขึ้นแล้วก็หยุดทานยาได้ ” ถามว่าในความเข้าใจที่มีนำ้า หนัก และ สอดคล้องกับความเข้าใจทั่วไป เราว่า คำาพูดไหนมี เหตุผลและสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่ากัน .... แน่นอน คำาพูดที่ 1 ย่อม มีนำ้าหนัก และ สอดคล้องกับความเข้าใจทั่วไป และ มีเหตุผลและสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า แต่ถ้าใคร จะยืนยันว่า เป็นข้อความที่ 2 เช่นนี้เขาจะอ้างลอยๆไม่ได้ แต่จะ ต้องนำาหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งมา เพื่อสนับสนุนจุดยืนของตนเอง ดู ตัวอย่างในประโยคต่อไปนี้: “ เพื่อนผมป่วยไปหาหมอ และ หมอบอกว่า ให้ทานยาที่ให้ไปให้ หมด แต่เพื่อนผมถาม กลับไปว่า ถ้าอาการดีขึ้นแล้วหยุดทานยา ได้ หรือไม่ ซึ่งหมอก็ตอบมาว่า สามารถหยุดได้ ” ( premise นี้ถือว่าเป็นความจริง ) “ ผมป่วยไปหาหมอคนเดียวกับที่เพื่อนผมไปหา และ หมอก็บอก ให้ทานยาให้หมด เช่นกัน ” ( premise นี้ถือว่าเป็นความจริง ) “ เพราะฉะนั้น ผมจึงสามารถหยุดทานยาได้ เช่นกัน ถ้าผมอาการ ดีแล้ว” ( ข้อความนี้ ถือเป็น จุดยืนของผู้พูด หรือ เรียกในภาษา อังกฤษว่า conclusion แต่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะ premise ทั้ง สองนั้น ไม่ใช่เป็นเหตุผลที่สามารถจะถูกนำาไปใช้สนับสนุน ข้อ สรุปได้ เพราะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ) ต่อไปนี้เป็น การยก premise ที่เป็นจริง อีกทั้ง เกี่ยวข้องกัน และ พอเพียงที่สามารถจะถูกนำาไปใช้สนับสนุน ข้อสรุปได้: “ เพื่อนผมเป็นโรคเดียวกัน กับที่ผมเป็น และเขาก็ไปหาหมอ คน เดียวกัน และหมอก็พูดเช่นกันว่า “ ให้คุณกินยาที่ให้ไปนี้ให้หมด ” ” ( premise นี้ถือว่าเป็นความจริง )
  • 41.
    “ เพื่อนผมก็ถาม หมดกลับไปว่าถ้าอาการดีขึ้นแล้ว หยุดกินยาได้ ไหม ถึงแม้ยาจะยังไม่หมดก็ตาม ซึ่งหมดบอกว่า สามารถหยุดได้ ” ( premise นี้ถือว่าเป็นความจริง ) “ ยาที่ให้มาก็เป็นยาชนิดเดียวกัน” ( premise นี้ถือว่าเป็นความ จริง ) “ ดังนั้น ผมก็สามารถ หยุดกินยาได้เช่นเดียวกันถ้าอาการดีขึ้น แล้ว ถึงแม้ว่ายาจะยังไม่หมดก็ตาม” ( ข้อความนี้ ถือเป็น จุดยืน ของผู้พูด หรือ เรียกในภาษาอังกฤษว่า conclusion และถือว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ) จะเห็นได้ว่า premise ทั้งสามนั้นนอกจากถูกต้องแล้ว ยัง เกี่ยวข้องกันกับ ข้อสรุป อีกทั้งเพียงพอที่จะใช้ไปสนับสนุนของ สรุป หรือ จุดยืนของคนนั้นๆได้ ขอยกให้ดอีกตัวอย่างเป็นการสนทนาของคน 2 คน จะใช้ชื่อเรียก ู แทนว่า 1 กับ 2 : 1. พระเยซูถูกส่งมาให้สอนเฉพาะกลุ่มชนยิวในสมัยนั้นเท่านั้น ไม่ ได้สอนกลุ่มชนอื่นๆที่ไม่ใช่ยิว 2. ผมขอปฏิเสธในสิ่งที่คุณกล่าว เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า พระ เยซูถูกส่งมาสอนแก่ชนชาติทั้งหลาย 1. ชนชาติทั้งหลายที่ไบเบิ้ลกล่าวนั้นหมายถึง เฉพาะคนยิวในสมัย นั้นๆเท่านั้น ที่กระจายตัวกันอยู่ตายที่ต่างๆ ไม่ใช่ทุกกลุ่มชน และ ไม่ใช่ยุคทุกสมัย เพราะฉะนั้น คำาสอนของพระเยซูจึงใช่ไม่ได้ แล้วในตอนนี้ เพราะพระเยซูได้จากโลกนี้ไปแล้ว ถามว่าชาวคริสต์จะยอมรับคำากล่าวของ คนที่ 1 หรือไม่ ... แน่นอนคริสต์ไม่ยอมรับคำากล่าวดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่คำาถาม คือ แล้วคนที่ 1 ผิดพลาดตรงไหนในการใช้เหตุผล คำาตอบก็คือ คนที่ 1 ได้สร้างข้อจำากัด หรือ ข้อยกเว้นโดยปราศจากหลักฐาน ยืนยัน เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของคนที่ 1 ที่จะต้องนำาหลักฐานที่ จะมาบ่งชี้ว่า คำาว่า ชนชาติทั้งหลายในที่นี้ หมายถึง เฉพาะคนยิว ในสมัยนั้นๆเท่านั้น ที่กระจายตัวกันอยู่ตายที่ต่างๆ ไม่ใช่ทุกกลุ่ม ชน ไม่ใช่คนทุกชนชาติ เผ่าพันธ์ และไม่ใช่คนในทุกยุคสมัย และ ตราบใดที่ คนที่ 1 ไม่สามารถนำาหลักฐานมายืนยันให้เกี่ยวข้องกัน
  • 42.
    ได้ นั่นเท่ากับว่าคำากล่าวของคนที่ 1นั้นถือเป็น การสร้างข้อจำากัด หรือ ข้อยกเว้นโดยปราศจากหลักฐาน ซึ่งไม่อาจจะเชื่อถือได้ ----------------------------. “ เมื่อวานเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง วันนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงเช่นเดียวกัน และเราก็มั่นใจว่า พรุ่งก็จะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เช่นกัน ” ( ข้อความ นี้ เป็น premise ที่เป็นจริง ) “ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเชื่อว่า เมื่อวานมีอยู่จริง นั่นก็เท่ากับเราต้อง เชื่อด้วยว่า ชาติที่แล้วมีอยู่จริง และถ้าเรา มั่นใจว่า พรุ่งก็จะเป็น สิ่งที่มีอยู่จริง นั่นก็เท่ากับว่าเราต้องเชื่อด้วยว่า ชาติหน้ามีอยู่จริง ” (ข้อความนี้เป็น จุดยืน หรือ ข้อสรุป ( conclusion ) ของผู้พูด แต่ผิด ทั้งนี้ก็เพราะ ว่า premise ที่ยกมาสนับสนุนข้อสรุปนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เมื่อไม่เกี่ยวข้องกัน จึงไม่อาจที่จะใช้นำา สนับสนุนข้อสรุปได้ ) * ใช้เหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องไปสนับสนุนจุดยืน หรือ ข้อสรุป ( conclusion) โดยเหตุผลชุดที่ถูกยกไปนั้นอาจจะเป็นความจริง แต่ กระนั้นมันไม่สามารถถูกนำาไปสนับสนุนจุดยืน หรือ ข้อสรุป นั้นๆ ได้ เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกัน ในหลายครั้งด้วยกันที่ เมื่อมีการนำาเสนอ เหตุผล หรือ หลักฐาน เพื่อพิสูจน์เรื่องหนึ่ง เรื่องใด และ อีกฝ่าย ( เช่น ฝ่าย เอ )ไม่ สามารถที่จะโต้ตอบ หรือหักล้างเหตุผล หรือ หลักฐานของอีกฝ่าย ได้ ( เช่นฝ่าย บี ) ฝ่าย เอ ก็จะเริ่มยกข้อมูลต่างๆมา มากมาย ที่เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว ข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นไม่อาจจะนำาไป หักล้าง ฝ่าย บี ได้เลย ทั้งนี้เพราะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และที่ ฝ่าย เอ ทำาเช่นนี้ก็เพราะต้องการสร้างภาพให้เกิดความเข้าใจผิด ว่า ตนเองสามารถหักล้าง หรือ โต้ตอบฝ่าย บีได้แล้ว ทั้งๆที่ใน ความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ยกตัวอย่างเช่น นาย บี พูดว่า 1+1 เท่ากับ 2 สมมุติว่า นาย เอ ไม่เห็นด้วย แต่เนื่องจากตัวเองไม่สามารถหักล้างนาย บี ได้ จึง นำาข้อมูลมานำาเสนอว่า 5+9 เท่ากับ 14 จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่นาย เอ นำามานั้นถูกต้อง แต่กระนั้นก็ตาม มันไม่สามารถถูกนำาไปหัก ล้าง หลักฐานของนาย บีได้ เพราะมันไม่เกี่ยวข้องกัน
  • 43.
    ยกอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ สมมุติว่า นายบี พิสูจน์แล้วว่า พระผู้ เป็นเจ้า หรือพระผู้สร้างที่แท้จริงนั้นมีอยู่จริง แต่เนื่องจากนาย เอ ไม่สามารถหักล้าง หรือแย้งหลักฐาน หรือ ข้อพิสูจน์ที่นาย บี ได้ นำาเสนอได้ นาย เอ จึงพูดขึ้นมาว่า “ มีความชั่ว เกิดขึ้นมากมาย เต็มไปหมด แล้วจะมีพระเจ้าได้อย่างไร มนุษย์ เรามีทั้งรวย และ จน แข็งแรง และ พิการ ทำาไมถึงเป็นเช่นนั้น ” จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ นาย เอ พูดนั้นเป็นความจริง แต่ถึงแม้จะเป็นจริงก็ตาม แต่ก็ไม่ สามารถใช้เป็นเหตุผลหักล้าง ข้อมูล หรือ หลักฐานของนาย บี ได้ ทั้งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการหักล้างที่ใช้ได้ เพราะมีความ เกี่ยวข้องกัน: นาย เอ ยืนยันจุดยืนของตนเองว่า ท่านศาสดานบีมุฮัมหมัดได้แต่ง คัมภีร์อัล-กุรอานขึ้นมา โดยคัดลอกมาจาก คัมภีร์ไบเบิ้ล แต่นาย บี แย้งขึ้นว่า “ จะเป็นไปได้อย่างไร ที่มุฮัมหมัดจะคัดลอกมาจาก ไบเบิ้ล เพราะเรื่องที่คัมภีร์ไบเบิ้ลผิดพลาด คัมภีร์ อัล-กุรอาน กลับ กล่าวเอาไว้ได้ถูกต้อง เช่น ไบเบิ้ลบอกโลกแบน แต่อัล-กุรอานบ อกโลกกลม และเรื่องอื่นๆ ” นาย เอ ก็แย้งนาย บี ขึนว่า “ ก็คัด ้ ลอกในส่วนที่เหมือนกันไง ระหว่างอัล-กุรอาน กับ ไบเบิ้ล” นาย บี ก็แย้งนาย เอ กลับว่า “ ถ้าการเหมือนกันเป็นการลอกกันมา นั่นก็ หมายความว่า นักเรียนที่ทำาข้อสอบปีนี้ ที่เขียนตอบลงกระดาษ สอบ แล้วไปเหมือนกัน คำาตอบของนักเรียนปีที่แล้ว นั่นเท่ากับ นักเรียนปีนี้ไปลอกคำาตอบมาจากนักเรียนปีที่แล้วใช่ไหม? ” นาย บี ยังกล่าวกับนาย เอ อีกว่า “ ความเหมือนกันไม่ได้เป็นเหตุที่จะนำา มาใช้ยืนยันได้ว่า เป็นการลอกกันมา เพราะมันไม่เกี่ยวข้องกัน” จะเห็นได้ว่า นาย บี สามารถหักล้าง หรือ แย้งเหตุผล ของนาย เอ ได้อย่างถูกต้อง โดยมีความเกี่ยวข้องกัน และเป็นเหตุผลซึ่งกันและ กัน - โยงหลักฐานเข้าหากัน เพื่อรองรับจุดยืนของตนเอง / สร้างข้อ จำากัด หรือ ข้อยกเว้นโดยปราศจากหลักฐาน / making exception without evidence ---------------------------------.
  • 44.
    Analogy การเปรียบเทียบ Strong analogieswill be ones in which the two things we compare possess relevant similarities and lack relevant differences. - หมอเก้าในสิบคน แนะนำาให้ใช้ยาแอสไพรินแก้ปวดหัว ( ตรงนี้ เป็น premise ที่ถูกนำามาใช้สนับสนุน conclusion ) - ยาแอสไพรินเป็นยาสรรพัดประโยชน์ และมีประสิทธิภาพ ( ตรงนี้ เป็น conclusion ) จะสังเกตุได้ว่า premise ที่ถูกยกมาเพื่อสนับสนุน conclusion จะ เป็นความจริงก็ตาม แต่มันก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรที่จะสามาถ ไปสนับสนุนข้อสรุปได้ Trivial objections (also referred to as hair-splitting, nothing but objections, barrage of objections and banal objections) hair-splitting คือหนึ่งในการใช้เหตุผลที่ผิด โดยนำาเอาประเด็นปลีกย่อยของ เรื่องนั้นมาตั้งเป็นประเด็นหลัก เพื่อใช้โจมตีอีกฝ่าย ทั้งนี้เพราะ ตนเองไม่สามารถที่จะหักล้างประเด็นหลักๆหรือ เหตุผลหลักที่อีก ฝ่ายได้นำาเสนอได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเสาะแสวงหาส่วนที่ดูเหมือน จะเป็นจุดเสียเปรียบของอีกฝ่ายในประเด็นนั้น แล้วพยายามสร้าง ภาพว่า นี่คือประเด็นหลัก แต่ในความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ และถึงแม้ว่า อีกฝ่ายจะไม่สามารถหักล้าง ประเด็นปลีกย่อยนี้ได้ ก็ จะไม่มีผลอย่างใดต่อสิ่งที่เขาได้นำาเสนอเป็นจุดยืน ทั้งนี้เพราะ เหตุผล หรือ หลักฐานหลักยังคงยืนอยู่โดยไม่สามารถถูกหักล้าง ได้ เช่น ตำารวจจับคนค้ายาเสพติดได้ โดยตำารวจพูดกับเขาว่า “ ไอ้สารเลว มึงกำาลังทำาลายชาติมึงรู้ตัวหรือเปล่า” คนค้ายาจึงพูด
  • 45.
    กับตำารวจกลับไปว่า “ คุณพูดกับประชาชนหยาบคายอย่างนี้หรือ ตอบผมมาทำาไมคุณพูดจาหยาบคายอย่างนี้” จะเห็นได้ว่า คนค้ายาเสพติดไม่สามารถแก้ตัวในความผิด ของตนเองได้ จึง หยิบเอาประเด็นปลีกย่อย ( การพูดหยาบคาย ของตำารวจ) มาสร้างเป็นประเด็นใหญ่ แต่กระนั้นมันก็ไม่สามารถ ไปหักล้างความจริงที่ว่า ตัวเองถูกจับเพราะค้ายาเสพติดได้ False / Weak Analogy ความผิดพลาดอีกอย่างหนี่งในการใช้เหตุผลก็คือ การ เปรียบเทียบที่ผิด เช่น เปรียบเทียบว่า ก. และ ข. ว่ามีสิ่งที่ คล้ายคลึงกัน แต่เมื่อวิเคราะห์ดูในรายละเอียดของ ก. และ ข. แล้ว ก. และ ข. ไม่เหมือนกัน ที่จะสามารถนำาใช้เปรียบเทียบกันได้ / ในการเปรียบเทียบเราจะต้องดูว่า สิ่งสองสิ่งที่นำามาเปรียบเทียบ กันนั้นมีจุดที่แตกต่างกัน ยังผลทำาให้การเปรียบเทียบนั้นใช้ไม่ได้ หรือไม่ ( having critical points of difference ) ขอยกตัวอย่างเรื่องการเปรียบเทียบด้วยคำาพูดของชายคนหนี่งต่อ ไปนี้ : “ ปืนก็เหมือนฆ้อน – ทั้งสองสิ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนที่เป็นโลหะ ที่ สามารถใช้ฆ่าคนตายได้ แต่กระนั้นก็ตาม จะถือเป็นเรื่องตลกที่จะ มาจำากัดการซื้อ ขายฆ้อน – ดังนั้น การที่จะมาจำากัดการซื้อขาย ปืนจึงเป็นเรื่องตลกเช่นกัน” ชี้แจง: จริงอยู่ที่ทั้งปืน และฆ้อนต่างก็มีลักษณะที่คล้ายๆกันอยู่ แต่ลักษณะ ต่างๆเหล่านี้ ( มีส่วนที่เป็นโลหะ เป็นอุปกรณ์ สามารถใช้ทำาร้าย ได้) ไม่ใช้สิ่งที่เป็นจุดสำาคัญที่จะถูกนำามาใช้ในการพิจารณาการ จำากัดการซื้อ ขายปืน แต่ทว่า จุดสำาคัญอยู่ตรงที่ว่า ที่มีการจำากัด การซื้อขายปืนนั้นก็เพราะว่า ปืนนั้นสามารถถูกนำาไปใช้ฆ่าคน ได้ทีละจำานวนมาก อีกทั้งสามารถฆ่าในระยะไกลได้อีกต่างหาก และลักษณะนี้นี่แหละที่ฆ้อนไม่มี – มันเป็นเรื่องยากที่จะฆ่าคนทีละ จำานวนมากๆโดยใช้ฆ้อน และอีกอย่างคือ เป้าหมายเดิมๆของฆ้อน นั้น เอาไว้ใช้ในงานช่าง ไม่ใช่ฆ่า หรือทำาอันตรายต่อสิ่งใด เพราะ ฉะนั้น การนำาฆ้อนมาเปรียบเทียบกับปืนในเรื่องนี้จึงเป็นการ เปรียบเทียบที่ใช้ไม่ได้ ( Weak analogy ) เมื่อเราจะนำาสิ่งสองสิ่งมาเปรียบเทียบกัน สิ่งที่สำาคัญก็คือ เราจะต้องจับประเด็นให้ได้ก่อนว่าเราจะเปรียบเทียบเรื่องอะไร
  • 46.
    เช่นตัวอย่างข้างบน จุดที่ต้องการเปรียบเทียบคือ การฆ่าหรือการ ทำาอันตราย จากนั้นให้ดูกันต่อไปว่า ทั้งสองสิ่งนั้นมีรายละเอียดที่ แตกต่างกัน อันเป็นผลให้การเปรียบเทียบนั้นใช้ไม่ได้ หรือไม่ อย่าลืมว่ากรดอะมิโนเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความคิด ไม่สามารถ เลือกถูกเลือกผิดได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การที่จะมายกตัวอย่าง เรื่อง ข้อสอบ หรือ ตัวเลือก 4 ข้อมาเปรียบเทียบกับในกรณีของ กรดอะมิโน จึงถือว่าเป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่ผิดพลาด ในตัวอย่างเรื่อง ข้อสอบ หรือ ตัวเลือก นั้น ก็คือ การที่คนๆหนึ่ง เดาคำาตอบ ว่าจะเป็น ก. ข. ค. หรือ ง. เมื่อเดาผิด เมื่อตอบครั้งที่ สองก็จะไม่เลือกข้อที่ผิด เมื่อเป็นเช่นนี้โอกาศที่จะเดาถูกก็มีมาก ขึ้น เพราะเหลือตัวเลือกอยู่แค่สามตัว และถ้าตอบผิดอีก การตอบ ครั้งต่อไปก็จะเหลือตัวเลือกอยู่แค่สองตัว ทำาให้โอกาศที่จะเดาถูกก็ มีมากขึ้นไปอีก แต่ในกรณีของกรดอะมิโนนั้น มันไม่ใช่เช่นนั้น แต่เราจะต้องยก ตัวอย่างดังต่อไปนี้: เรามีลูกแก้วอยู่ 200 ลูก และมีอยู่ลูกเดียวเท่านั้นที่สีเขียว ความ น่าจะเป็นที่ผมจะหยิบลูกแก้วสีเขียวนี้ออกมากล่องได้อย่างถูกต้อง มีเท่าไหร่ และ ถ้าผม หยิบ 1000 ครั้งด้วยกัน ความน่าจะเป็นที่จะ ถูกทุกครั้งเป็นเท่าไหร่ โดยแต่ละครั้งที่หยิบออกมาผิดจะต้องใส่ ลูกแก้วกลับเข้าไปอย่างเดิม และทำาการหยิบใหม่ แน่นอนที่สุด ความน่าจะเป็นไม่ว่าจะครั้งที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า และไปเรื่อยๆ นั้นไม่ต่างกันเลย ----------------------------------------. หลักการตรวจสอบ 4 ข้อ ในการใช้เหตุผล การอ้างเหตุผล หรือ ขบวนการอ้างเหตุผล หรือ การอ้างหลักฐาน ที่ดี ที่จะเป็นที่ยอมรับได้นั้น จะต้องประกอบไปด้วย 4 ประการด้วย กันคือ: 1. เหตุผลที่ยกไปนั้นจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับเรื่อง (Relevance Principle) หรือ ประเด็นนั้นๆ ที่ผหนึ่งกล่าวอ้างไม่ว่าจะในเชิง ู้ ยอมรับ หรือ ปฏิเสธก็ตาม โดยไม่นำาเอาข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับ ประเด็นนั้น มาเป็นหลักฐาน หรือเหตุผลในการ สนับสนุน ข้ออ้าง ของประเด็นนั้นๆ 2. เหตุผลที่ยกไปจะต้องเป็นที่ยอมได้ หรือเป็นจริง ต้องเป็นที่ ยอมรับของทั้งสองฝ่าย ( Acceptability Principle) เพราะถ้า
  • 47.
    เหตุผลที่ถูกยกมาเพื่อสนับสนุนจุดยืนนั้นๆ ไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว เหตุผลเองกลับที่จะเป็นสิ่งที่ต้องถูกนำามาเป็นประเด็นที่จะต้องถูก พิสูจน์เสียก่อนว่าจริง หรือเท็จ 3.เหตุผลทั้งหลายที่ยกไปนั้น เมื่อรวมกันแล้วจะต้องเพียงพอที่จะ ถูกใช้เป็นเงื่อนไขสนันสนุนข้ออ้างนั้นๆ หรือจุดยืนนั้นๆได้ เพราะ ถึงแม้ว่า จะผ่านข้อที่ 1 และ 2 ก็ตาม แต่ถ้า เหตุผลที่นำามานำาอ้าง (premise) ก็ยังไม่พอเพียงที่จะใช้ไปสนับสนุนจุดยืนนั้นๆได้ ก็ยัง ถือว่าไม่ผ่าน 4. เหตุผลหรือหลักฐานที่ให้ไปนั้นจะต้องสามารถต้านทาน ต่อข้อ หักล้าง หรือ การแย้งต่างๆจากอีกฝ่ายที่มีต่อเหตุผลหรือหลักฐาน ของเราที่ยกไปได้ (Rebuttal Principle) ในการวิเคราะห์คำาพูด หรือ ข้อความต่างๆนั้น เราจะต้องตั้ง สติให้ดี และแยกให้ได้ว่าในบรรดาคำาพูด หรือ ข้อความนั้นๆ มีสิ่ง ที่ถูกอ้างเป็นจุดยืน ( conclusion ) กี่อย่าง และให้แยกจุดยืนต่างๆ เหล่านั้นออกมาให้ชัดเจน จากนั้นให้ดูว่า จุดยืนเหล่านั้นมีเหตุผล ( premise ) อะไรมาสนับสนุน และมีกี่เหตุผล หรือ ไม่มีสักเหตุผล เลยที่จะมาสนับสนุน แต่ถ้ามี ก็ให้ทำาตามขั้นตอนข้างตนทั้ง 4 ข้อ ในขณะที่เราใช้ทั้ง 4 ข้อในการตรวจสอบจุดยืนนั้นๆอยู่ เราก็จะ ต้องตรวจ และ วิเคราะห์ดูว่า มีการใช้เหตุผลที่ผิดพลาดใน ประเภทหนึ่งประเภทใดหรือไม่ ( ภาษาอังกฤษเรียกว่า logical fallacy = ความผิดพลาดในการใช้เหตุผล) ซึ่งนักวิเคราะห์ได้ วิเคราะห์เอาไว้กว้างๆถึงการใช้เหตุผลที่ผิดพลาด ประมาณ 60 อย่างด้วยกัน ----------------------------. “ ดร. ซากิรไนคฺ เก่งเรื่อง ตรรก ” ( ข้อความนี้ถือว่าเป็นความจริง ภาษาอังกฤษจะเรียกว่าเป premise ) “ ดร. ซากิรไนคฺ เป็นคนอินเดีย ” ( ข้อความนี้ถือว่าเป็นความจริง ภาษาอังกฤษจะเรียกว่าเป็น premise) “ เพราะฉะนั้นประเทศอินเดียจึงมีชื่อเสียงในวิชาตรรก ” ( ข้อความนี้เป็นการสรุป ภาษาอังกฤษจะเรียกว่าเป็น conclusion ซึ่งเป็นการสรุปที่ผิด )
  • 48.
    เราจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่า premiseจะเป็นความจริงก็ตาม แต่ก็ไม่ จำาเป็นว่า ข้อสรุปจะเป็นจริงตามไปด้วย เพราะหลายครั้งด้วยกันที่ premise ไม่ได้มีอะไรความเกี่ยวข้องอะไรในการที่จะไปสนับสนุน ข้อสรุป =====================. “ กฏหมายจะต้องไม่บังคับให้ประชาชนทำาในสิ่งที่เป็นอันตรายแก่ ตัวเอง ” ( premise ที่ 1 นี้ถือว่าเป็นความจริงเป็นที่ยอมรับกัน ) “ การรัดเข็มขัดนิรภัย อาจทำาให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้ ” ( premise ที่ 2 นี้ถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องมาพิสูจน์กันว่า เป็นที่ยอมรับ หรือ เป็นความจริงหรือไม่ มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุน และ ไปขัด แย้งกับข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่ แต่เราสรุปได้เลยว่า premise ที่ 2 นี้ไม่ผ่านมาตรฐานที่จะถูกเรียกว่าเป็น premise ที่ยอมรับได้) ) “ ทั้งนี้เนื่องจากชายคนหนึ่งรอดชีวิตมาได้ก็เนื่องมาจากเขาไม่ได้ รัดเข็มขัดนิรภัยในขณะขับรถ ” ( ข้อความนี้ถือเป็นเหตุผลที่ถูก นำามาใช้สนับสนุน premise ที่ 2 อีกที แต่ถือว่าเป็นการใช้เหตุผล ผิดพลาด เพราะนำาเอาประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ว่าจะของตัวเอง หรือ ของคนไม่กี่คนมาเป็นหลักฐานยืนยัน ( ในทางวิชาการเรียก ว่า anecdotal evidence ) โดยมองข้ามหลักฐานอื่นๆที่จะแย้งกับ เหตุผลที่ตัวเองนำามาใช้ยืนยันจุดยืนของนเอง นั่นก็คือ ไม่ สามารถหักล้างเหตุผลของฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการรัดเข็มขัด นิรภัยได้อีก ดังนั้นเหตุผลที่ถูกนำามาใช้สนับสนุน premise ที่ 2 จึงถือว่าตกไป ไม่เพียงพอที่จะถูกนำามาใช้เป็นหลักฐาน) “ ดังนั้น กฏหมายจึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้ผู้ขับขี่รถต้องรัดเข็มขัด นิรภัย ” ( ข้อความนี้ถือว่าเป็นจุดยืนที่ผู้พูดต้องการให้เป็นเช่นนั้น หรือเรียกอีกอย่างคือ conclusion ) ดังนั้นเมื่อ premise ที่จะถูกนำามาใช้สนับสนุน conclusion ใช้ไม่ ได้แล้ว จึงมีผลทำาให้ conclusion ใช้ไม่ได้เช่นเดียวกัน ==================. มีหลักตรรกในการให้เหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า deductive ซึ่งจะมีรูปแบบดังนี้: “ ผู้แรกที่นำาคัมภีร์อัล-กุรอานมาคือ ชายคนหนึ่งที่ชื่อ มุฮัมหมัด ” ( premise นี้ถือว่าเป็นความจริง )
  • 49.
    “ มุฮัมหมัด มีชีวิตอยู่เมือ1,400 กว่าปีที่แล้ว ” ( premise นี้ก็ ่ ถือว่าเป็นความจริงเช่นกัน ) “ ดังนั้นคัมภีร์อัล-กุรอานจึงมีมาเมื่อ 1,400 กว่าปีที่แล้ว ” ( ข้อความนี้ถือว่าเป็น conclusion ) การใช้เหตุผลในรูปแบบ deductive นี้ถือว่าเป็นการให้ เหตุผลที่แน่นอนที่สุด เพราะว่า ถ้า premise ถูกต้องแล้วเป็นไป ไม่ได้ที่ conclusion จะผิด แต่จะต้องถูกต้องไปด้วย เพราะมิเช่น นั้น จะเกิดความสภาพความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดเจน แต่กระนั้น ก็ตามในการให้เหตุผลของมนุษย์เราในเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำา วันนั้น ไม่ได้ใช้การให้เหตุผลในรูปแบบของ deductive แต่จะ เป็นในรูป inductive เสียมากกว่า ------------------------. * อ้างในสิ่งที่เป็นไปได้แต่ในทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ในโลกแห่ง ความเป็นจริงแล้วเป็นไปไม่ได้เลย ================================. เพิ่มข้อมูลล่าสุดเมื่อ 07 / 10 / 2010