1


รายวิชา ฟสิกสพื้นฐานและเพิ่มเติม 3                       ผลการเรียนที่คาดหวังที่ 5
                                          ใบความรู 5
รหัสวิชา ว 40203 ระดับชั้น ม. 5                            ใชประกอบแผนจัดการเรียนรูที่ 5
                             ความรอน และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

                                           ความรอน (Thermal)
                                                
               ความรอนเปนพลังงานรูปหนึ่งที่เปลี่ยนมาจากพลังงานรูปอื่น เชน พลังงานไฟฟา พลังงานกล
(พลังงานศักยและ พลังงานจลน) พลังงานเคมี พลังงานนิวเคลียร หรืองาน เปนตน
               พลังงานความรอนมีหนวยเปนจูล (Joule, J ) ในระบบเอสไอ (SI) แตบางครั้งอาจบอกเปนหนวย
อื่นได เชน แคลอรี (cal) และบีทียู (BTU)

องศาเซลเซียส (℃) ในชวง 14.5 ℃ ถง 15.5 ℃
               พลังงานความรอน 1 แคลอรี คือ พลังงานความรอนที่ทําใหน้ํามวล 1 กรัม มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1
                                        ึ

องศาฟาเรนไฮต (℉) ในชวง 58.1 ℉ ถง 59.1 ℉
              พลังงานความรอน 1 บีทียู คือ พลังงานความรอนที่ทําใหน้ํามวล 1 ปอนด มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1
                                          ึ
               จากการทดลองพบวา
                   1 cal = 4.186 J
                   1 BTU = 252 cal = 1055 J

                                         อุณหภูมิ (Temperature )
           นักวิทยาศาสตรไดกําหนดวา อุณหภูมิ คือ ปริมาณที่แปรผันโดยตรงกับพลังงานจลนเฉลี่ยของแกส
การที่เราจะบอกวาวัตถุใดรอนมากหรือนอย เราสามารถบอกไดดวยอุณหภูมิของวัตถุนั้น คือ วัตถุที่มีระดับความ
รอนมากจะมีอุณหภูมิสูง วัตถุที่มีระดับความรอนนอยจะมีอุณหภูมิต่ํา ดังนั้นถาเราเอาวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงมาสัมผัส
วัตถุที่มีอุณหภูมิต่ํา พลังงานความรอนจะถูกถายโอนจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงไปยังวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ํา จนวัตถุทั้ง
สองมีอุณหภูมิเทากัน

           1. สเกลองศาเซลเซียส (Celsuis, ℃ ) หรือบางที่เรียกวาองศาเซนติเกรด (ที่ความดัน 1 บรรยากาศ จุด
           อุปกรณที่ใชวัดอุณหภูมิเรียกวา เทอรโมมิเตอร เทอรโมมิเตอรมีหลายชนิด เชน

เยือกแข็งของน้ําเปน 0 เซลเซียสและจุดเดือดเปน 100 เซลเซียส ระหวางจุดเยือกแข็งและจุดเดือดแบงเปน
100 สวนเทาๆ กัน )
           2. สเกลองศาเคลวิน (Kelvin, K) เปนหนวยของอุณหภูมิสัมบูรณ (ที่ความดัน 1 บรรยากาศ จุดเยือก
แข็งของน้ําเปน 273.16 เคลวินและจุดเดือดเปน 373.16 เคลวิน ระหวางจุดเยือกแข็งและจุดเดือดแบงเปน
100 สวนเทาๆ กัน ) ## หนวยเคลวินเปนหนวยมาตรฐานในระบบเอสไอ
ความสัมพันธระหวางอุณหภูมิหนวย เซลเซียส ฟาเรนไฮต โรเมอร และเคลวิน ตามลําดับ
                                                                   จากรูป เปนเทอรโมมิเตอร 4 อัน ตางชนิดกัน
                                                            วัดอุณหภูมิของวัตถุชนิดเดียวกัน จะไดความสัมพันธ


                                                                   =             =          =
                                                              𝐶𝐶        𝐹𝐹−32          𝑅𝑅        𝐾𝐾−273
                                                            ดังนี้


                                                            100          180          80           100



                               𝐶𝐶   𝐹𝐹 − 32 𝑅𝑅 𝐾𝐾 − 273
                                                            หรือ


                                  =        = =
                               5       9    4      5
2


                                ปรมาณความรอนของวตถุ (HEAT, Q)
                                  ิ            ั
         เปนพลังงานความรอนที่วัตถุรับเขามาหรือคายออกไป จากการ ศึกษาผลของความรอนตอสสาร
หรือวัตถุในชั้นนี้จะศึกษาเพียงสองดาน คือ
         1. ความรอนจําเพาะ ( Specific heat ) หมายถึง พลังงานความรอนที่ทําใหวัตถุมีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือ
ต่ําลงโดยสถานะยังคงรูปเดิม
         2. ความรอนแฝง (Latent Heat) หมายถึง พลังงานความรอนที่ทําใหวัตถุเปลี่ยนสถานะโดยท่ีอุณหภูมิ
                    
ยังคงท่ี
         ความจความรอน ( Heat capacity,C ) คือความรอนที่ทําใหสารทั้งหมดที่กําลังพิจารณามีอุณหภูมิ
                  ุ     
เปลี่ยนไปหนึ่งหนวย โดยสถานะไมเปลี่ยน
         ถาใหปริมาณความรอน ∆Q แกวัตถุ ทําใหอุณหภูมิของวัตถุเปลี่ยนไป ∆T ดังนั้นถาอุณหภูมิของวัตถุ

            𝐶𝐶 =
                    ∆𝑄𝑄
เปลี่ยนไป 1 หนวย จะใชความรอน C คอ        ื
                ∆𝑇𝑇
                          มีหนวยเปน จูล/ เคลวิน (J/K)
          ความจความรอนจาเพาะ (Specific Heat Capacity, c ) คือความรอนที่ทําใหสาร(วัตถุ) มวลหนึ่ง
                 ุ         ํ

             𝑐𝑐 =
                    ∆𝑄𝑄
หนวยมีอุณหภูมิเปลี่ยนไปหนึ่งองศาเคลวิน คือ
                   𝑚𝑚 ∆𝑇𝑇
                            ความจุความรอนจําเพาะของสาร(J/kg-K)
นั่นคือ เมื่อสารมวล m มีอุณหภูมิเพิ่มจาก T1 เปน T2�
                                                   และความจุความรอนจําเพาะมีคาคงตัว ความรอนที่สาร
                                                    �

                                    𝑄𝑄 = 𝐶𝐶∆𝑇𝑇 หรือ 𝑄𝑄 = 𝑚𝑚𝑚𝑚∆𝑇𝑇
ไดรับ คือ

ตารางที่ 1 แสดงความจุความรอนจําเพาะของสารที่อุณหภูมิหองและที่ความดันบรรยากาศ
                           วัสดุ          ความจความรอนจาเพาะของสาร(J/kg K)
                                               ุ     ํ
                   อะลูมิเนียม                           900
                   ทองแดง                                390
                   เหล็ก                                 450
                   ตะกั่ว                                130
                   ปรอท                                  140
                   หนออน
                      ิ                                 860
                   เอทานอล                              2,500
                   น้ํา                                 4,186
                   รางกายมนุษย                        3,500

ตัวอยางที่ 1 จงหาพลังงานความรอนที่ทําใหน้ํามวล 500 กรัม ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสมีอุณหภูมิ
สูงขึ้นเปน 50 องศาเซลเซียส
วิธีทํา                   m = 500 g = 0.5 kg
             จากตาราง น้ํามีคา c       = 4,186 J/kg K
                                  ∆T = T2 - T1 = (50 - 25) = 25 °K
                                  ∆Q = mc∆T
                                        = 0.5 x 4,186 x 25
                                        = 52,325 J
          คาตอบ ความรอนที่ตองการคือ 52,325 จูล
           ํ
3


          ความรอนแฝง (Latent Heat) คือ ปริมาณความรอนที่ทําใหวัตถุเปลี่ยนสถานะโดยอุณหภูมิคงที่
                   
            ความรอนแฝงจําเพาะ (Specific Latent Heat, L ) คือความรอนที่ทําใหสาร(วัตถุ) มวลหนึ่งหนวย
เปลี่ยนสถานะไปจนหมด เชน น้ําที่ความดัน 1 บรรยากาศ ความรอนที่ทําใหน้ําแข็ง 1 กิโลกรัม อุณหภูมิ 0
องศาเซลเซียส หลอมเหลวกลายเปนน้ําหมดที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส จะใชความรอน 333 กิโลจูล
            ดังนั้น ความรอนแฝงจําเพาะของการหลอมเหลวของน้ํา คือ Lf
                           Lf = 333 kJ/kg
          และที่ความดัน 1 บรรยากาศ ความรอนที่ทําใหน้ํา 1 กิโลกรัม อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส
กลายเปนไอน้ําหมดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส จะใชความรอน 2256 กิโลจูล
            ดังนั้น ความรอนแฝงจําเพาะของในการกลายเปนไอของน้ํา คือ Lv
                           Lv = 2256 kJ/kg

                            𝑄𝑄 = 𝑚𝑚𝑚𝑚
นั่นคือ ถาให Q คือความรอนที่ทําใหสาร(วัตถุ) มวล m เปลี่ยนสถานะหมดคือ



                                        การเปลี่ยนสถานะของสาร
        สารและสิ่งของที่อยูรอบตัวเราพบวามีอยู 3 สถานะ คอ ของแขง(น้ําแข็ง) ของเหลว(น้ํา) และ
                                                              ื        ็
แกส(ไอนา) ได
       ํ้
           I. ของแข็ง แรงดึงดูดระหวางโมเลกุลมีคามาก ทําใหโมเลกุลอยูใกลกัน จึงทําใหรูปทรงของของแข็งไม
เปลี่ยนแปลงมากเมื่อมีแรงขนาดไมมากนักมากระทํา ตามคําจํากัดความนี้ เหล็ก คอนกรีต กอนหิน เปนของแข็ง
           II. ของเหลว แรงดึงดูดระหวางโมเลกุลมีคานอย โมเลกุลจึงเคลื่อนที่ไปมาไดบาง จึงทําใหรูปทรงของ
ของเหลวเปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่ที่บรรจุ น้ํา น้ํามัน ปรอท เปนของเหลว
           III. แกส แรงดึงดูดระหวางโมเลกุลมีคานอยมาก จนโมเลกุลของแกสอยูหางกันมากและเคลื่อนที่ได
สะเปะสะปะ ฟุงกระจายเต็มภาชนะที่บรรจุ เชนอากาศและแกสชนิดตางๆ




                            รูป แสดงการเปลี่ยนสถานะของน้ําเมื่อไดรับความรอน

         ถาเรานําน้ําแข็งที่อุณหภูมิ -20 ℃ ที่ความดันบรรยากาศ 1 บรรยากาศ ความรอนทําใหน้ําแข็งมีการ

     1. น้ําแข็งที่อุณหภูมิ -20 ℃ กลายเปนน้ําแข็ง 0 ℃ (เปนคา c ของน้ําแข็ง)
เปลี่ยนแปลงเปนชวงๆ คือ

     2. น้ําแข็ง 0 ℃ ละลายกลายเปนน้ํา 0 ℃
     3. น้ํา 0 ℃ อุณหภูมิสูงขึ้นจนเปนน้ํา 100 ℃ (เปนคา c ของน้ํา )
     4. น้ํา 100 ℃ เดือดกลายเปนไอน้ํา 100 ℃
4




                คายความร้อน                  คายความร้อน                 คายความร้อน




             ที่มาของภาพ http://www.myfirstbrain.com/thaidata/image.asp?ID=1654594

ตัวอยางที่ 2 จงหาปริมาณความรอนที่ทําใหน้ําแข็งมวล 250 กรัมอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส กลายเปนน้ํา
หมด และสุดทายน้ํา 50 กรัม เดือดกลายเปนไอ

                น้ําแข็งละลายหมดกลายเปนน้ํา 0 ℃ ตองการความรอน
วิธีทํา มวลน้ําแข็ง           250 g = 0.25 kg

                                  Q1    = mLf
                                        = 0.25 x 333

                น้ํา 0 ℃ กลายเปนน้ํา 100 ℃ ตองการความรอน
                                  = 83.25 kJ

                                  Q2    = mc∆T
                                        = 0.25 x 4.2 x 100

                น้ํา 10 กรัม หรือ 0.01 กิโลกรัม ที่ 100 ℃ เดือดเปนไอน้ํา 100 ℃ ตองการความรอน
                                        = 105 กิโลจูล

                                  Q3    =       mLv
                                        =      0.05 x 2256
                                        =      112.8 kJ
         ความรอนทั้งหมดที่ตองใช Q = Q1 + Q2 + Q3
                                        = 83.25 + 105 + 112.8
                                        = 301.05 kJ
     คาตอบ ความรอนที่ตองการคือ 301.05 กิโลจูล
       ํ



น้ําแข็งอุณหภูมิ 0 ℃ มวล 70 กรัม ลงในภาชนะจากนั้นปดภาชนะดวยฉนวนอุณหภูมิสุดทายภายในภาชนะ
ตัวอยางที่ 3 กอนอะลูมิเนียมมวล 200 กรัม อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส อยูในภาชนะที่เปนฉนวน เมื่อเท

เปนเทาใด (ใหคิดวาภาชนะใหหรือรับความรอนนอยมาก)

          1.) น้ําแข็งละลายไมหมด ดังนั้นอุณหภูมิสุดทาย t = 0 ℃
วิธีทํา เหตุการณที่อาจเกิดขึ้นไดในภาชนะ              4 รูปแบบคือ

          2.) น้ําแข็งละลายหมด แตอุณหภูมิของอะลูมิเนียมสูงกวา 0 ℃ ทําใหน้ํามีอุณหภูมิสูงขึ้น แตไมเดือด
ดังนั้นอุณหภูมิสุดทายอยูระหวาง 0 ℃ กบ 100 ℃ คอ 0 < t < 100
          3.) น้ําบางสวนเดือด อุณหภูมิสุดทาย t = 100 ℃
                                           ั              ื

          4.) น้ําเดือดหมด และกอนอะลูมิเนียม อุณหภูมิสุดทาย t > 100 ℃
ดังนั้นเราตองคํานวณความรอนทีละชวงคือ
พิจารณา ความรอนที่น้ําแข็งมวล             0.07 kg ละลายหมดตองการความรอน
                           Q1         = mLf = .07 x 333000 = 23310 J
พิจารณา                ความรอนที่กอนอะลูมิเนียม 0.2 kg คายออกมาจนมีอุณหภูมิเปน 0 oC คอ  ื
                           Q2         = mc∆T = 0.2 x 900 x 300 = 54000 J
พิจารณา                ความรอนที่น้ํา 0 oC กลายเปนน้ํา 100 oC ความรอนที่ตองการ คือ
5


                         Q3      = mc∆T = 0.07 x 4200 x 100 = 29400 J

เมื่อพิจารณาความรอนของน้ําและอะลูมิเนียมแลวไดผลดังนี้

         นั่นคือ ดังนั้นอุณหภูมิสุดทายอยูระหวาง 0 ℃ กบ 100 ℃ คอ 0 < t < 100
                            (Q1 + Q3 ) < Q2
                                                         ั              ื
         จากกฏการอนุรักษพลังงาน
                   Q1 + mc(t - 0)                    =     mAlcAl(300 - t)

                                                           64.7 ℃
                   23310 + 0.07 x 4200 x t =               0.2 x 900(300 - t)
                                             t       =
         ตอบ อุณหภูมิผสมสุดทายของน้ําและอะลูมิเนียมเทากับ 64.7 องศาเซลเซียส

ตัวอยางที่ 4 จงหาพลังงานความรอนที่ทําใหน้ําแข็งมวล 100 กรัม อุณหภูมิ -20 ℃ หลอมละลายกลายเปน

                           20 ℃ กลายเปนน้ําแข็ง 0 ℃ ตองการความรอน
น้ําหมด น้ํา และน้ํามีอุณหภูมิสูงจนเดือดเปนไอหมดที่ความดัน 1 บรรยากาศ
วิธีทํา น้ําแข็ง -
                          Q1       = mc∆T          =       0.100 x 2.1(0 - (-20))
                                   = 4.2 กิโลจูล

                 น้ําแข็งละลายหมดกลายเปนน้ํา 0 ℃ ตองการความรอน
                 มวลน้ําแข็ง 100 g = 0.100 kg

                          Q2       = mLf           = 0.100 x 333

                 น้ํา 0 ℃ กลายเปนน้ํา 100 ℃ ตองการความรอน
                                   = 33.3 kJ

                          Q3       = mc∆T
                                   = 0.100 x 4.2 x 100

                 น้ํา 10 กรัม หรือ 0. 1 กิโลกรัม ที่ 100 ℃ เดือดเปนไอน้ํา 100 ℃ ตองการความรอน
                                   = 42 กิโลจูล

                          Q4       =       mLv
                                   =      0.100 x 2256
                                   =      225.6 kJ
         ความรอนทั้งหมดที่ตองใช Q = Q1 + Q2 + Q3 + Q4
                                            = 4.2 + 33.3 + 42 + 225.6
                                            = 305.1 kJ
     คาตอบ ความรอนที่ตองการคือ 305.1 กิโลจูล
       ํ


                                การขยายตัวของวัตถุเนื่องจากความรอน
           วัตถุโดยทั่วไปเมื่อไดรับความรอนจะขยายตัว การขายตัวของวัตถุจะขึ้นอยูกับรูปรางลักษณะของวัตถุเชน
วัตถุที่มีความยาวมีลักษณะเปนเสนหรือแทงยาว จะมีการขยายตัวตามเสน (การขยายตัวตามยาว) วัตถุที่เปนแผน
จะมีการขยายตัวตามพื้นที่ วัตถุที่มีรูปรางเปนปริมาตรจะมีการขยายตัวตามปริมาตร ในทางกลับกันถาวัตถุสูญเสีย
ความรอนก็จะหดตัว
6




                ที่มาของภาพ http://www.thaiceramicsociety.com/images/ch_heat-3.jpg
สมบัติที่สําคัญๆ เกี่ยวกับการขยายของของแข็ง ไดแก
         1. ของแข็งตางชนิดกัน ถาเดิมมีความยาวเทากัน เมื่อรอนขึ้นเทากันจะมีสวนขยายตัวเพิ่มขึ้นไมเทากัน
         2. ของแข็งชนิดเดียวกัน ถาเดิมมีความยาวเทากัน เมื่อรอนขึ้นเทากันจะมีสวนขยายตัวเพิ่มขึ้นเทากัน
         3. การขยายตัวของวัตถุเปนเรื่องที่สําคัญมากในทางวิศวกรรม เชน การวางเหล็กรางรถไฟ การขึงสาย
ไฟฟาแรงสูงเปนตน

                                  การถายโอนความรอน (Heat Transfer)
                                               
     ความรอนจะถายโอนหรือสงผานจากวัตถุที่มีระดับความรอนสูง(อุณหภูมิสูง) ไปสูวัตถุที่มีระดับความรอนต่ํา
(อุณหภูมิต่ํา) การถายโอนความรอนมี 3 แบบ คือ
            1. การนํา (Conduction) เปนการถายโอนพลังงานความรอนผานตัวกลางซึ่งโดยมากจะเปนพวกโลหะ
ตางๆ เชน เราเอามือไปจับชอนโลหะที่ปลายขางหนึ่งแชอยูในน้ํารอน มือเราจะรูสึกรอน เพราะความรอนถูก
สงผานจากน้ํารอนมายังมือเราโดยมีชอนโลหะเปนตัวนําความรอน
            2. การพา (Convection) เปนการถายโอนความรอนโดยการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของตัวกลางเปนตัวพา
ความรอนไปจากบริเวณที่มีระดับความรอนสูง(อุณหภูมิสูง) ไปสูบริเวณที่มีระดับความรอนต่ํา(อุณหภูมิต่ํา) เชน
เวลาตมน้ําความรอนจากเตาทําใหน้ําที่กนภาชนะรอนมันจะขยายตัวทําใหมีความหนาแนนนอยกวาน้ําดาน บนจึง
ลอยตัวสูงขึ้นสวนน้ําดานบนอุณหภูมิต่ํากวาความหนาแนนมากก็จะจมลงมาแทนที่ การหมุนวนของน้ําทําใหเกิด
การพาความรอน
            3. การแผรังสี (Radition) เปนสงพลังงานความรอนที่อยูในรูปคลื่นแมเหล็กไฟฟา(รังสีอินฟราเรด) ดังนั้น
จึงไมตองอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ เชนการแผรังสีความรอนจากดวงอาทิตยมายังโลก โดยทั่วไปวัตถุที่แผรังสี
ไดดีก็จะรับ(ดูดกลืน)รังสีไดดีดวย วัตถุชนิดนั้นเราเรียกวาวัตถุดํา( Black Body) วัตถุดําไมมีในธรรมชาติ มีแตในอุดม
คติ ดังนั้นวัตถุที่มีลักษณะใกลเคียงวัตถุดําคือ วัตถุที่มีสีดํา ในทางกลับกันวัตถุขาวจะ ไมดูดกลืนรังสีและ ไมแผรังสี
ที่ตกกระทบ มีแตในอุดมคติเทานั้น




                      ที่มาของภาพ http://www.fao.org/docrep/008/y7223e/y7223e0d.jpg

ความร้อน

  • 1.
    1 รายวิชา ฟสิกสพื้นฐานและเพิ่มเติม 3 ผลการเรียนที่คาดหวังที่ 5 ใบความรู 5 รหัสวิชา ว 40203 ระดับชั้น ม. 5 ใชประกอบแผนจัดการเรียนรูที่ 5 ความรอน และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ความรอน (Thermal)  ความรอนเปนพลังงานรูปหนึ่งที่เปลี่ยนมาจากพลังงานรูปอื่น เชน พลังงานไฟฟา พลังงานกล (พลังงานศักยและ พลังงานจลน) พลังงานเคมี พลังงานนิวเคลียร หรืองาน เปนตน พลังงานความรอนมีหนวยเปนจูล (Joule, J ) ในระบบเอสไอ (SI) แตบางครั้งอาจบอกเปนหนวย อื่นได เชน แคลอรี (cal) และบีทียู (BTU) องศาเซลเซียส (℃) ในชวง 14.5 ℃ ถง 15.5 ℃ พลังงานความรอน 1 แคลอรี คือ พลังงานความรอนที่ทําใหน้ํามวล 1 กรัม มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1  ึ องศาฟาเรนไฮต (℉) ในชวง 58.1 ℉ ถง 59.1 ℉ พลังงานความรอน 1 บีทียู คือ พลังงานความรอนที่ทําใหน้ํามวล 1 ปอนด มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1  ึ จากการทดลองพบวา 1 cal = 4.186 J 1 BTU = 252 cal = 1055 J อุณหภูมิ (Temperature ) นักวิทยาศาสตรไดกําหนดวา อุณหภูมิ คือ ปริมาณที่แปรผันโดยตรงกับพลังงานจลนเฉลี่ยของแกส การที่เราจะบอกวาวัตถุใดรอนมากหรือนอย เราสามารถบอกไดดวยอุณหภูมิของวัตถุนั้น คือ วัตถุที่มีระดับความ รอนมากจะมีอุณหภูมิสูง วัตถุที่มีระดับความรอนนอยจะมีอุณหภูมิต่ํา ดังนั้นถาเราเอาวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงมาสัมผัส วัตถุที่มีอุณหภูมิต่ํา พลังงานความรอนจะถูกถายโอนจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงไปยังวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ํา จนวัตถุทั้ง สองมีอุณหภูมิเทากัน 1. สเกลองศาเซลเซียส (Celsuis, ℃ ) หรือบางที่เรียกวาองศาเซนติเกรด (ที่ความดัน 1 บรรยากาศ จุด อุปกรณที่ใชวัดอุณหภูมิเรียกวา เทอรโมมิเตอร เทอรโมมิเตอรมีหลายชนิด เชน เยือกแข็งของน้ําเปน 0 เซลเซียสและจุดเดือดเปน 100 เซลเซียส ระหวางจุดเยือกแข็งและจุดเดือดแบงเปน 100 สวนเทาๆ กัน ) 2. สเกลองศาเคลวิน (Kelvin, K) เปนหนวยของอุณหภูมิสัมบูรณ (ที่ความดัน 1 บรรยากาศ จุดเยือก แข็งของน้ําเปน 273.16 เคลวินและจุดเดือดเปน 373.16 เคลวิน ระหวางจุดเยือกแข็งและจุดเดือดแบงเปน 100 สวนเทาๆ กัน ) ## หนวยเคลวินเปนหนวยมาตรฐานในระบบเอสไอ ความสัมพันธระหวางอุณหภูมิหนวย เซลเซียส ฟาเรนไฮต โรเมอร และเคลวิน ตามลําดับ จากรูป เปนเทอรโมมิเตอร 4 อัน ตางชนิดกัน วัดอุณหภูมิของวัตถุชนิดเดียวกัน จะไดความสัมพันธ = = = 𝐶𝐶 𝐹𝐹−32 𝑅𝑅 𝐾𝐾−273 ดังนี้ 100 180 80 100 𝐶𝐶 𝐹𝐹 − 32 𝑅𝑅 𝐾𝐾 − 273 หรือ = = = 5 9 4 5
  • 2.
    2 ปรมาณความรอนของวตถุ (HEAT, Q) ิ  ั เปนพลังงานความรอนที่วัตถุรับเขามาหรือคายออกไป จากการ ศึกษาผลของความรอนตอสสาร หรือวัตถุในชั้นนี้จะศึกษาเพียงสองดาน คือ 1. ความรอนจําเพาะ ( Specific heat ) หมายถึง พลังงานความรอนที่ทําใหวัตถุมีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือ ต่ําลงโดยสถานะยังคงรูปเดิม 2. ความรอนแฝง (Latent Heat) หมายถึง พลังงานความรอนที่ทําใหวัตถุเปลี่ยนสถานะโดยท่ีอุณหภูมิ  ยังคงท่ี ความจความรอน ( Heat capacity,C ) คือความรอนที่ทําใหสารทั้งหมดที่กําลังพิจารณามีอุณหภูมิ ุ  เปลี่ยนไปหนึ่งหนวย โดยสถานะไมเปลี่ยน ถาใหปริมาณความรอน ∆Q แกวัตถุ ทําใหอุณหภูมิของวัตถุเปลี่ยนไป ∆T ดังนั้นถาอุณหภูมิของวัตถุ 𝐶𝐶 = ∆𝑄𝑄 เปลี่ยนไป 1 หนวย จะใชความรอน C คอ ื ∆𝑇𝑇 มีหนวยเปน จูล/ เคลวิน (J/K) ความจความรอนจาเพาะ (Specific Heat Capacity, c ) คือความรอนที่ทําใหสาร(วัตถุ) มวลหนึ่ง ุ  ํ 𝑐𝑐 = ∆𝑄𝑄 หนวยมีอุณหภูมิเปลี่ยนไปหนึ่งองศาเคลวิน คือ 𝑚𝑚 ∆𝑇𝑇 ความจุความรอนจําเพาะของสาร(J/kg-K) นั่นคือ เมื่อสารมวล m มีอุณหภูมิเพิ่มจาก T1 เปน T2� และความจุความรอนจําเพาะมีคาคงตัว ความรอนที่สาร � 𝑄𝑄 = 𝐶𝐶∆𝑇𝑇 หรือ 𝑄𝑄 = 𝑚𝑚𝑚𝑚∆𝑇𝑇 ไดรับ คือ ตารางที่ 1 แสดงความจุความรอนจําเพาะของสารที่อุณหภูมิหองและที่ความดันบรรยากาศ วัสดุ ความจความรอนจาเพาะของสาร(J/kg K) ุ  ํ อะลูมิเนียม 900 ทองแดง 390 เหล็ก 450 ตะกั่ว 130 ปรอท 140 หนออน ิ  860 เอทานอล 2,500 น้ํา 4,186 รางกายมนุษย 3,500 ตัวอยางที่ 1 จงหาพลังงานความรอนที่ทําใหน้ํามวล 500 กรัม ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสมีอุณหภูมิ สูงขึ้นเปน 50 องศาเซลเซียส วิธีทํา m = 500 g = 0.5 kg จากตาราง น้ํามีคา c = 4,186 J/kg K ∆T = T2 - T1 = (50 - 25) = 25 °K ∆Q = mc∆T = 0.5 x 4,186 x 25 = 52,325 J คาตอบ ความรอนที่ตองการคือ 52,325 จูล ํ
  • 3.
    3 ความรอนแฝง (Latent Heat) คือ ปริมาณความรอนที่ทําใหวัตถุเปลี่ยนสถานะโดยอุณหภูมิคงที่  ความรอนแฝงจําเพาะ (Specific Latent Heat, L ) คือความรอนที่ทําใหสาร(วัตถุ) มวลหนึ่งหนวย เปลี่ยนสถานะไปจนหมด เชน น้ําที่ความดัน 1 บรรยากาศ ความรอนที่ทําใหน้ําแข็ง 1 กิโลกรัม อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส หลอมเหลวกลายเปนน้ําหมดที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส จะใชความรอน 333 กิโลจูล ดังนั้น ความรอนแฝงจําเพาะของการหลอมเหลวของน้ํา คือ Lf Lf = 333 kJ/kg และที่ความดัน 1 บรรยากาศ ความรอนที่ทําใหน้ํา 1 กิโลกรัม อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส กลายเปนไอน้ําหมดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส จะใชความรอน 2256 กิโลจูล ดังนั้น ความรอนแฝงจําเพาะของในการกลายเปนไอของน้ํา คือ Lv Lv = 2256 kJ/kg 𝑄𝑄 = 𝑚𝑚𝑚𝑚 นั่นคือ ถาให Q คือความรอนที่ทําใหสาร(วัตถุ) มวล m เปลี่ยนสถานะหมดคือ การเปลี่ยนสถานะของสาร สารและสิ่งของที่อยูรอบตัวเราพบวามีอยู 3 สถานะ คอ ของแขง(น้ําแข็ง) ของเหลว(น้ํา) และ ื ็ แกส(ไอนา) ได  ํ้ I. ของแข็ง แรงดึงดูดระหวางโมเลกุลมีคามาก ทําใหโมเลกุลอยูใกลกัน จึงทําใหรูปทรงของของแข็งไม เปลี่ยนแปลงมากเมื่อมีแรงขนาดไมมากนักมากระทํา ตามคําจํากัดความนี้ เหล็ก คอนกรีต กอนหิน เปนของแข็ง II. ของเหลว แรงดึงดูดระหวางโมเลกุลมีคานอย โมเลกุลจึงเคลื่อนที่ไปมาไดบาง จึงทําใหรูปทรงของ ของเหลวเปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่ที่บรรจุ น้ํา น้ํามัน ปรอท เปนของเหลว III. แกส แรงดึงดูดระหวางโมเลกุลมีคานอยมาก จนโมเลกุลของแกสอยูหางกันมากและเคลื่อนที่ได สะเปะสะปะ ฟุงกระจายเต็มภาชนะที่บรรจุ เชนอากาศและแกสชนิดตางๆ รูป แสดงการเปลี่ยนสถานะของน้ําเมื่อไดรับความรอน ถาเรานําน้ําแข็งที่อุณหภูมิ -20 ℃ ที่ความดันบรรยากาศ 1 บรรยากาศ ความรอนทําใหน้ําแข็งมีการ 1. น้ําแข็งที่อุณหภูมิ -20 ℃ กลายเปนน้ําแข็ง 0 ℃ (เปนคา c ของน้ําแข็ง) เปลี่ยนแปลงเปนชวงๆ คือ 2. น้ําแข็ง 0 ℃ ละลายกลายเปนน้ํา 0 ℃ 3. น้ํา 0 ℃ อุณหภูมิสูงขึ้นจนเปนน้ํา 100 ℃ (เปนคา c ของน้ํา ) 4. น้ํา 100 ℃ เดือดกลายเปนไอน้ํา 100 ℃
  • 4.
    4 คายความร้อน คายความร้อน คายความร้อน ที่มาของภาพ http://www.myfirstbrain.com/thaidata/image.asp?ID=1654594 ตัวอยางที่ 2 จงหาปริมาณความรอนที่ทําใหน้ําแข็งมวล 250 กรัมอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส กลายเปนน้ํา หมด และสุดทายน้ํา 50 กรัม เดือดกลายเปนไอ น้ําแข็งละลายหมดกลายเปนน้ํา 0 ℃ ตองการความรอน วิธีทํา มวลน้ําแข็ง 250 g = 0.25 kg Q1 = mLf = 0.25 x 333 น้ํา 0 ℃ กลายเปนน้ํา 100 ℃ ตองการความรอน = 83.25 kJ Q2 = mc∆T = 0.25 x 4.2 x 100 น้ํา 10 กรัม หรือ 0.01 กิโลกรัม ที่ 100 ℃ เดือดเปนไอน้ํา 100 ℃ ตองการความรอน = 105 กิโลจูล Q3 = mLv = 0.05 x 2256 = 112.8 kJ ความรอนทั้งหมดที่ตองใช Q = Q1 + Q2 + Q3 = 83.25 + 105 + 112.8 = 301.05 kJ คาตอบ ความรอนที่ตองการคือ 301.05 กิโลจูล ํ น้ําแข็งอุณหภูมิ 0 ℃ มวล 70 กรัม ลงในภาชนะจากนั้นปดภาชนะดวยฉนวนอุณหภูมิสุดทายภายในภาชนะ ตัวอยางที่ 3 กอนอะลูมิเนียมมวล 200 กรัม อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส อยูในภาชนะที่เปนฉนวน เมื่อเท เปนเทาใด (ใหคิดวาภาชนะใหหรือรับความรอนนอยมาก) 1.) น้ําแข็งละลายไมหมด ดังนั้นอุณหภูมิสุดทาย t = 0 ℃ วิธีทํา เหตุการณที่อาจเกิดขึ้นไดในภาชนะ 4 รูปแบบคือ 2.) น้ําแข็งละลายหมด แตอุณหภูมิของอะลูมิเนียมสูงกวา 0 ℃ ทําใหน้ํามีอุณหภูมิสูงขึ้น แตไมเดือด ดังนั้นอุณหภูมิสุดทายอยูระหวาง 0 ℃ กบ 100 ℃ คอ 0 < t < 100 3.) น้ําบางสวนเดือด อุณหภูมิสุดทาย t = 100 ℃ ั ื 4.) น้ําเดือดหมด และกอนอะลูมิเนียม อุณหภูมิสุดทาย t > 100 ℃ ดังนั้นเราตองคํานวณความรอนทีละชวงคือ พิจารณา ความรอนที่น้ําแข็งมวล 0.07 kg ละลายหมดตองการความรอน Q1 = mLf = .07 x 333000 = 23310 J พิจารณา ความรอนที่กอนอะลูมิเนียม 0.2 kg คายออกมาจนมีอุณหภูมิเปน 0 oC คอ ื Q2 = mc∆T = 0.2 x 900 x 300 = 54000 J พิจารณา ความรอนที่น้ํา 0 oC กลายเปนน้ํา 100 oC ความรอนที่ตองการ คือ
  • 5.
    5 Q3 = mc∆T = 0.07 x 4200 x 100 = 29400 J เมื่อพิจารณาความรอนของน้ําและอะลูมิเนียมแลวไดผลดังนี้ นั่นคือ ดังนั้นอุณหภูมิสุดทายอยูระหวาง 0 ℃ กบ 100 ℃ คอ 0 < t < 100 (Q1 + Q3 ) < Q2 ั ื จากกฏการอนุรักษพลังงาน Q1 + mc(t - 0) = mAlcAl(300 - t) 64.7 ℃ 23310 + 0.07 x 4200 x t = 0.2 x 900(300 - t) t = ตอบ อุณหภูมิผสมสุดทายของน้ําและอะลูมิเนียมเทากับ 64.7 องศาเซลเซียส ตัวอยางที่ 4 จงหาพลังงานความรอนที่ทําใหน้ําแข็งมวล 100 กรัม อุณหภูมิ -20 ℃ หลอมละลายกลายเปน 20 ℃ กลายเปนน้ําแข็ง 0 ℃ ตองการความรอน น้ําหมด น้ํา และน้ํามีอุณหภูมิสูงจนเดือดเปนไอหมดที่ความดัน 1 บรรยากาศ วิธีทํา น้ําแข็ง - Q1 = mc∆T = 0.100 x 2.1(0 - (-20)) = 4.2 กิโลจูล น้ําแข็งละลายหมดกลายเปนน้ํา 0 ℃ ตองการความรอน มวลน้ําแข็ง 100 g = 0.100 kg Q2 = mLf = 0.100 x 333 น้ํา 0 ℃ กลายเปนน้ํา 100 ℃ ตองการความรอน = 33.3 kJ Q3 = mc∆T = 0.100 x 4.2 x 100 น้ํา 10 กรัม หรือ 0. 1 กิโลกรัม ที่ 100 ℃ เดือดเปนไอน้ํา 100 ℃ ตองการความรอน = 42 กิโลจูล Q4 = mLv = 0.100 x 2256 = 225.6 kJ ความรอนทั้งหมดที่ตองใช Q = Q1 + Q2 + Q3 + Q4 = 4.2 + 33.3 + 42 + 225.6 = 305.1 kJ คาตอบ ความรอนที่ตองการคือ 305.1 กิโลจูล ํ การขยายตัวของวัตถุเนื่องจากความรอน วัตถุโดยทั่วไปเมื่อไดรับความรอนจะขยายตัว การขายตัวของวัตถุจะขึ้นอยูกับรูปรางลักษณะของวัตถุเชน วัตถุที่มีความยาวมีลักษณะเปนเสนหรือแทงยาว จะมีการขยายตัวตามเสน (การขยายตัวตามยาว) วัตถุที่เปนแผน จะมีการขยายตัวตามพื้นที่ วัตถุที่มีรูปรางเปนปริมาตรจะมีการขยายตัวตามปริมาตร ในทางกลับกันถาวัตถุสูญเสีย ความรอนก็จะหดตัว
  • 6.
    6 ที่มาของภาพ http://www.thaiceramicsociety.com/images/ch_heat-3.jpg สมบัติที่สําคัญๆ เกี่ยวกับการขยายของของแข็ง ไดแก 1. ของแข็งตางชนิดกัน ถาเดิมมีความยาวเทากัน เมื่อรอนขึ้นเทากันจะมีสวนขยายตัวเพิ่มขึ้นไมเทากัน 2. ของแข็งชนิดเดียวกัน ถาเดิมมีความยาวเทากัน เมื่อรอนขึ้นเทากันจะมีสวนขยายตัวเพิ่มขึ้นเทากัน 3. การขยายตัวของวัตถุเปนเรื่องที่สําคัญมากในทางวิศวกรรม เชน การวางเหล็กรางรถไฟ การขึงสาย ไฟฟาแรงสูงเปนตน การถายโอนความรอน (Heat Transfer)   ความรอนจะถายโอนหรือสงผานจากวัตถุที่มีระดับความรอนสูง(อุณหภูมิสูง) ไปสูวัตถุที่มีระดับความรอนต่ํา (อุณหภูมิต่ํา) การถายโอนความรอนมี 3 แบบ คือ 1. การนํา (Conduction) เปนการถายโอนพลังงานความรอนผานตัวกลางซึ่งโดยมากจะเปนพวกโลหะ ตางๆ เชน เราเอามือไปจับชอนโลหะที่ปลายขางหนึ่งแชอยูในน้ํารอน มือเราจะรูสึกรอน เพราะความรอนถูก สงผานจากน้ํารอนมายังมือเราโดยมีชอนโลหะเปนตัวนําความรอน 2. การพา (Convection) เปนการถายโอนความรอนโดยการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของตัวกลางเปนตัวพา ความรอนไปจากบริเวณที่มีระดับความรอนสูง(อุณหภูมิสูง) ไปสูบริเวณที่มีระดับความรอนต่ํา(อุณหภูมิต่ํา) เชน เวลาตมน้ําความรอนจากเตาทําใหน้ําที่กนภาชนะรอนมันจะขยายตัวทําใหมีความหนาแนนนอยกวาน้ําดาน บนจึง ลอยตัวสูงขึ้นสวนน้ําดานบนอุณหภูมิต่ํากวาความหนาแนนมากก็จะจมลงมาแทนที่ การหมุนวนของน้ําทําใหเกิด การพาความรอน 3. การแผรังสี (Radition) เปนสงพลังงานความรอนที่อยูในรูปคลื่นแมเหล็กไฟฟา(รังสีอินฟราเรด) ดังนั้น จึงไมตองอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ เชนการแผรังสีความรอนจากดวงอาทิตยมายังโลก โดยทั่วไปวัตถุที่แผรังสี ไดดีก็จะรับ(ดูดกลืน)รังสีไดดีดวย วัตถุชนิดนั้นเราเรียกวาวัตถุดํา( Black Body) วัตถุดําไมมีในธรรมชาติ มีแตในอุดม คติ ดังนั้นวัตถุที่มีลักษณะใกลเคียงวัตถุดําคือ วัตถุที่มีสีดํา ในทางกลับกันวัตถุขาวจะ ไมดูดกลืนรังสีและ ไมแผรังสี ที่ตกกระทบ มีแตในอุดมคติเทานั้น ที่มาของภาพ http://www.fao.org/docrep/008/y7223e/y7223e0d.jpg