การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ
        จิราพร เกศพิชญวัฒนา
           สุวิณี วิวัฒน์วานิช
คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทาไมผู้สูงอายุจึงต้องฟื้นฟูสภาพ
•สมรรถภาพร่างกายถดถอย
•พบโรคเรื้อรังและโรคที่ก่อภาวะทุพพลภาพได้บ่อย
•สภาพจิตใจท้อถอย พึ่งพา และซึมเศร้า
•ความไม่พร้อมของผู้ดูแล
การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ มุ่งเน้น

 ดูแลรักษาพยาธิสภาพ
                       ปฺองกันภาวะแทรกซ้อน
ฟื้นฟูสภาพสิ่งที่ผิดปกติ
   สนับสนุนการปรับตัวของผู้สูงอายุ ครอบครัว
การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุที่มี
สุขภาพดีคือการออกกาลังกาย
ทาไมถึงต้องออกกาลังกาย
 มนุษย์มการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตลอดเวลา เช่น หลอดเลือด
         ี
  ทั่วร่างกายจะเริ่มมีการตีบทีละเล็กละน้อย เมื่อตีบได้ประมาณ
  70% จึงจะมีอาการ
 การปฺองกันการตีบของหลอดเลือดทั้งที่ยังไม่มีอาการคือ ทาให้
  หลอดเลือดที่ตีบแล้วหายตีบ หรือทาให้ร่างกายสร้างทางเบี่ยง คือ
  สร้างหลอดเลือดใหม่
. ธรรมชาติมนุษย์จะต้องแก่ เจ็บ ตาย ตามสมรรถภาพ
  ร่างกายตามอายุ *

. กล้ามเนื้อ เอ็น เอ็นข้อต่อ กระดูก เซลล์สมอง จะเริ่ม
  เสื่อมตั้งแต่อายุ 30 ปี



           * Shephard, R J (1982) Physiology and Biochemistry of Exercise and
                                                   Aging. Praeger, New York.
 . โดยเฉลี่ยเมื่ออายุ 40 ปี ถ้ารับประทานอาหารเท่าเดิม
  ออกกาลังกายเท่าเดิม คนจะมีน้าหนักเพิ่มขึ้นปีละ ½
  กิโลกรัม เพราะอัตราการเผาผลาญจะลดลงเมื่อมีอายุ
  เพิ่มขึ้น
 . เมื่อสูงอายุขึ้นจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
  ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดของ
  หัวใจ สมอง มะเร็ง สมองเสื่อม กระดูกบาง พรุน ซึ่งจะ
  หักง่าย แต่เราสามารถปฺองกัน ลดความเสี่ยงด้วยการมี
  พฤติกรรมที่เหมาะสม
เมื่อสูงอายุ สายตา หู ฟัน เสือมลง กระดูก
                                  ่
งอกบริเวณหัวกระดูกของข้อ ท้องผูก การทางาน
ของไตลดลง รับประทานอาหารน้อยลง มวล
กล้ามเนื้อและกาลังกล้ามเนื้อลดลง สมองฝูอ
หลงลืม ฯลฯ
การออกกาลังกายจะ
สามารถยับยั้งหรือชะลอ
ความเสื่อมตามธรรมชาติ
     ของร่างกาย
การออกกาลังกายมี 5 ขั้นตอน
    1) ยืดเส้น
    2) อุ่นเครื่อง
    3) ออกกาลังกาย (20 นาที)
    4) คลายความร้อน
    5) ยืดเส้น
 หากท้าได้ แช่น้าร้อน นวด หลังการออกก้าลัง 2-3 ชั่วโมงแล้ว
หลักการของการออกกาลังกาย
 ควรออกกาลังกายไม่เหมือนกันในแต่
 ละครั้ง
 ควรออกกาลังกายในครั้งเดียวกันให้มี
 ทั้งหนักและเบาสลับกันไป
ข้อแนะนาจาก Health Education Authority 1)
       ควรออกกาลังกายด้วยความหนักปานกลาง เช่น การเดินเร็วๆ 30 นาที            อย่างน้อย 5 ครั้ง
          ต่อสัปดาห์ ซึ่งการเดินอาจเดินทีเดียว 30 นาที หรือเดิน ครั้งละ 15 นาที หลายๆ ครั้ง
ข้อแนะนาจาก US Center for Disease Control and Prevention 2)
       ทุกคนควรออกกาลังกายด้วยความหนักปานกลาง เช่น การเดินเร็วๆ 30 นาทีเกือบทุกวัน

ข้อแนะนาจาก Quebec Consensus Conference3)
       เพื่อสุขภาพทีดี การออกกาลังกายควรใช้กล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ออกกาลังกายด้วยความหนัก
                     ่
          มากกว่าปกติ ใช้พลังงานอย่างน้อย 700 กิโลแคลอรีต่อสัปดาห์ โดยทาบ่อยๆ เช่น เกือบทุก
          วัน (ในทางปฏิบัติ การเดินเร็วๆ 20 - 30 นาทีก็พอแล้ว))

1) Killoran AJ, Fentem, P, Casperson C (eds), Moving on: International Perspectives on Promoting Physical Activity
   (Health Education Authority: London, 1994).
2) Pate RR, Pratt M, Blair SN et al, Physical activity and public health: a recommendation from the Centers for Disease Control
   and Prevention and the American College of Sports Medicine, JAMA (1995) 273:402-8.
3) Blair SN, Hardman A, Special issue: physical activity, health and well-being-an international consensus conference, Res Quart
   Exerc Sport (1995) 66:4.
ประโยชน์ของการออกกาลังกายเพื่อสุขภาพ (1)
การออกกาลังกายเพื่อสุขภาพมีประโยชน์หลายอย่าง* คือ
    ลดความอ้วน (ไขมัน)
    เพิ่มกล้ามเนื้อ (ทาให้น้าหนักอาจไม่ลด)
    ลดไขมันในเลือด
    เพิ่ม HDL ในเลือด  HDL เป็นไขมันที่ดี จะช่วยปฺองกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและ
     อุดตัน HDL ยิ่งสูงมากจะยิ่งดี
    สมรรถภาพการทางานของหัวใจจะดีขึ้นมากถ้าออกกาลังกายที่ถูกต้องอย่าง
     สม่าเสมอ ชีพจรหรือหัวใจจะเต้นช้าลงซึ่งจะเป็นการประหยัดการทางานของหัวใจ
    ปฺองกันและรักษาโรคเบาหวาน


  W. Hollmann, et al 1988, p. 40 -48 . The Cardiovascular system in the Olympic Book of Sports Medicine, Volume I of
                 the Encylcopaedia of Sports Medicine. Ed. By A Dirix et al Blackwell Scientific Publications Oxford.
ประโยชน์ของการออกกาลังกายเพื่อสุขภาพ (2)
   ปฺองกันโรคกระดูกบางเปราะ โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่ประจาเดือนหมด ซึ่งจะ
    นาไปสู่การที่จะเกิดกระดูกหักจากอุบัติเหตุ เช่น การหกล้ม ฯลฯ
   ช่วยลดความดันโลหิตถ้าสูง ลดได้ประมาณ 10-15 ม.ม. ปรอท
   ช่วยทาให้ หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนของโลหิต กล้ามเนื้อ เอ็น เอ็นข้อต่อ
    กระดูก ผิวหนังแข็งแรงยิ่งขึ้น
   ช่วยลดความเครียด ทาให้นอนหลับดียิ่งขึ้น
   ความจาดี
   เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
   ช่วยทาให้มีความเชื่อมั่นในตนเองยิ่งขึ้น สง่าผ่าเผย
ประโยชน์ของการออกกาลังกายเพื่อสุขภาพ (3)
    เป็นการชะลอความแก่
    ช่วยปฺองกันอาการปวดหลัง
    ช่วยทาให้ร่างกายนาไขมันมาเป็นพลังงานได้ดี
    ช่วยปฺองกันโรคมะเร็งบางชนิด เช่น ลาไส้ใหญ่ เต้านม ต่อมลูกหมาก ฯลฯ
    ทาให้เกิดสุขภาพดี ประหยัดค่าใช้จ่ายสาหรับการรักษาโรค ลดเวลาทีจะหยุด
                                                                  ่
     งานจากการเจ็บปูวย ทาให้ประชาชนมั่งคั่ง ประเทศชาติมนคง
                                                        ั่
    ถ้าประชาชนทั่วประเทศออกกาลังกายจะเป็นพื้นฐานของการนาไปสู่ความ
     เป็นเลิศทางด้านกีฬา
การออกกาลังกายแต่ละครั้งถ้าจะให้ได้ประโยชน์ต่อ
             หัวใจและปอด คือ (1)
 จะต้องออกกาลังกายให้หัวใจ (หรือชีพจร) เต้นระหว่าง 60-
   80% ของความสามารถสูงสุดที่หวใจของคนๆ นั้นจะเต้นได้
                              ั
 สูตรในการคานวณความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้ คือ
    220 – อายุ(ปี) กล่าวคือ คนที่มีอายุ 50 ปีมีความสามารถ
   สูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้คือ 220 - 50 หรือ = 170 ครั้งต่อนาที
การออกกาลังกายแต่ละครั้งถ้าจะให้ได้ประโยชน์ต่อหัวใจ
                  และปอด คือ (2)
 . การออกกาลังกายที่เป็นประโยชน์ต่อหัวใจและปอด
   ควรออกกาลังเพื่อให้ชีพจรเต้นระหว่าง 60-80% ของ 170 ครั้ง
    ต่อนาที ซึ่งก็คือระหว่าง 102-136 ครั้งต่อนาทีในคนที่มีอายุ 50
    ปี ...แต่ถ้าไม่เคยออกกาลังกายมาก่อนต้องค่อย ๆ ทา อาจใช้เวลา
    2-3 เดือนก่อนที่จะออกกาลังกายให้ ชีพจรเต้นได้ถึง 60% ของ
    ความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้
 ในทางปฏิบัติการวัดชีพจรในขณะที่ออกกาลังกายถ้า
  ไม่มีเครื่องมือช่วยวัดจะทาได้โดยยากสาหรับ
  ประชาชนทั่วไป….ฉะนั้นจึงไม่จาเป็นต้องวัดชีพ
  จร แต่ออกกาลังกายให้รู้สึกว่าเหนื่อยนิดหน่อย พอมี
  เหงื่อออก หรือยังสามารถพูดคุยระหว่างการออก
  กาลังกายได้
การออกกาลังกายสาหรับ
      ผู้สูงอายุ
การออกกาลังกายสาหรับผู้สูงอายุ (1)
 การออกกาลังกาย ถ้าทาได้เมื่อไหร่กจะได้ประโยชน์เมื่อนั้น
                                   ็
  ไม่มีคาว่าสายไป ถ้าเคยออกกาลังกายมาตลอด ก็ควรออก
  ต่อไปได้ แต่การออกกาลังกายที่เหมาะสมนั้นควรเป็นการ
  ออกกาลังกายแบบแอโรบิค เช่น การเดินเร็วๆ วิง ว่ายน้า ถีบ
                                            ่
  จักรยาน เต้นแอโรบิก ไม่ใช่เตะฟุตบอล ยกน้าหนัก ตีเทนนิส
  ฯลฯ
การออกกาลังกายสาหรับผู้สูงอายุ (2)
 การออกกาลังกายในผู้สูงอายุ ถ้ามีโรคประจาตัวควร
  ปรึกษาแพทย์ก่อนการออกกาลังกาย แต่โดยทัวๆ ไปถ้า
                                             ่
  ออกกาลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะปลอดภัย เช่น ถ้า
  เคยเดิน 300 เมตร ควรเดินแค่นี้ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่ม
  ระยะทาง จนเดินได้ 1-3 กิโลเมตร ถ้าพอใจในระยะทางจึง
  ค่อยๆ เพิ่มความเร็ว
การออกกาลังกายสาหรับผู้สูงอายุ (3)
 การออกกาลังกายถ้ามีอาการ เช่น เจ็บอก เหนื่อยหอบมากไป
  หายใจไม่ทัน แน่นลิ้นปี่ ควรหยุดและปรึกษาแพทย์
ุุก่อนการออกกาลังกายควรชั่งน้าหนักตัว ส่วนสูง หา BMI
    หารอบพุง หาความดัน ชีพจร ฟังหัวใจ
    ถ้าทุกอย่างปกติก็ควรเริ่มต้นด้วยการเดิน อย่าเพิ่งวิ่ง
การออกกาลังกายสาหรับผู้สูงอายุ (4)
 สาหรับผู้ที่อวนมาก หรือน้าหนักเกิน ควรออกกาลังกายด้วยการ
               ้
  ว่ายน้า หรือถีบจักรยาน และคุมอาหารด้วย
ุ.เมื่อน้าหนักตัวดีขึ้นจึงเริ่มเดิน เมื่อเดินจนแข็งแรง (3 เดือน) จึง
  อาจเริ่มวิ่ง ผู้ที่เข่า ข้อเท้า ไม่ดีควรออกกาลังกายด้วยการว่ายน้า
  ถีบจักรยาน
การออกกาลังกายสาหรับผู้สูงอายุ (5)
 แต่ผู้สูงอายุหญิงที่ประจาเดือนหมดร่างกายจะสลายกระดูก
  มากกว่าสร้าง จึงควรทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ คือ 1 กรัม
  ต่อวัน อาหารที่มีแคลเซียมสูง คือ นมๆ 1 แก้วมีแคลเซียม
  ประมาณ 300 มิลลิกรัม ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ โยเกริ์ต กะปิ
  ผักคะน้า กุ้งแห้ง ฯลฯ
  และออกกาลังกายเพื่อสุขภาพ โดยวิธีที่มีการแบกน้าหนักตนเอง
  เช่น การเดิน วิ่ง เต้นแอโรบิค ไม่ใช่ว่ายน้า หรือถีบจักรยาน
  อย่างเดียว
การออกกาลังกายสาหรับผู้สูงอายุ (6)
   ออกกาลังกายแบบแอโรบิกแล้ว อาจยกน้าหนัก (resistance training) เป็นการ
    เสริมด้วยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการสร้างกล้ามเนื้อ หรือปฺองกันการลดลง
    ของปริมาณกล้ามเนื้อ
ุ.. การยกน้าหนักสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ weight lifting ซึ่งก็คือ ฝึก
  ยกน้าหนักที่หนักที่สุด ที่คนๆ หนึ่งจะยกได้ ซึ่งการยกน้าหนักวิธีนี้จะมี
  อันตรายต่อผู้สงอายุ อีกวิธีหนึ่งคือ weight training คือ การยกน้าหนักที่เบา
                 ู
  เพื่อช่วยทาให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ขอย้าว่าผู้สูงอายุควรทา weight training ไม่ใช่
  weight lifting และควรทาหลังจากออกกาลังกายแบบแอโรบิกมาแล้ว 3-6 เดือน
  และก่อนทา weight lifting ควรตรวจดูด้วยว่าไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
การออกกาลังกายสาหรับผู้สูงอายุ (7)
 นอกจากออกกาลังกายแบบแอโรบิก, resistance training, แล้ว
  ทุกคนรวมทั้งผู้สูงอายุ ควรออกกาลังกายโดยการยืดเส้น
  กล้ามเนื้อ เอ็น เอ็นข้อต่อ ข้อต่อ ด้วย เพื่อทาให้ร่างกายมีความ
  ยืดหยุ่นมากที่สุดสาหรับวัย ทั้งนี้ควรออกกาลังกายกล้ามเนื้อคอ
  หลัง เข่า หน้าท้อง ด้วย
คาจากัดความ
             STROKE / BRAIN ATTACK /

      CEREBROVASCULAR ACCIDENT (CVA)


คือความผิดปกติของระบบประสาทที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันที่
มีการสูญเสียการทางานของระบบประสาทมีสาเหตุจากเส้น
เลือดตีบ แตก หรือตัน และไม่เกิดจากอุบัติเหตุ
สาเหตุการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

1. Ischemic stroke 80%:
TIA, Thrombosis, Emboli, Lacunar
2. Hemorrhagic stroke 20%:
ICH, Subarachnoid hemorrhage
ต้าแหน่งของพยาธิสภาพ
         และ
     อาการแสดง
Brainstem
                        Cerebellum
• Coma ,
Semiunconscious         • Abnormal
                        reflexes
• Unstable V/S
                        • Imbalance
• Nausea and
vomiting                • Dizziness,
                        nausea, vomiting
• Bilateral paralysis
เปรียบเทียบการรักษาและการฟื้นฟูสภาพ

   MEDICAL DX.   REHABILITATION DX.

 Pathology          Impairments

 Neurologic          Disabilities
 Deficits
                       Handicap
Caring the stroke patient”
“

 Care
 Counseling
 Guidance in stroke risk factor reduction
การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
PRINCIPLE OF STROKE REHABILITATION

 1. Holistic care
 2. Interdisciplinary team care
  : Patient, family
  : Team conference
  3. Goal- directed treatment
Goal of Rehabilitation                  :
 1. Minimize the impact of disability result
    from the stroke
 2. Optimize quality of life for both the
    patient and the personal caregiver.
    ควรมีผู้ป่วยหรือญาติ เข้าร่วมกาหนดเป้าหมาย
    โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
กลไกลการฟื้นตัวของผู้ปูวยโรคหลอดเลือดสมอง
1. การฟื้นตัวของระบบประสาทตามธรรมชาติของโรค เช่นการไหลเวียน
   เลือดของสมองดีขึ้น การยุบบวมของสมอง บริเวณทีขาดเลือดมีเลือดไป
                                               ่
   เลี้ยงดีขึ้น มักเกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรก
  โดยฟื้นตัวเร็วในช่วง1-3 เดือนแรก

2. ขบวนการ Neuroplasticity เป็นผลจากกระบวนการฟืนฟู
                                                 ้
  สมรรถภาพ ทาให้เกิดเป็นวงจรการทางานใหม่เกิดขึ้น
  หลักการ คือ ทาซ้าๆและบ่อยๆ
การฟื้นตัวของกาลังกล้ามเนื้อ
       กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกมักเป็นใน 48 ชม.แรก

                    deep tendon reflex

                       กล้ามเนื้อเกร็ง/กระตุก

งอหรือเหยียดกล้ามเนื้อได้แต่ต้องไปทั้งกลุ่ม (2 – 30 วัน)

 สามารถแยกการทางานและเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อแยกเป็นมัดได้ (6 - 33 วัน)

                       กลับสู่ภาวะปกติ
Motor recovery
- Sequence of recovery can stop at     Recovery of language and
any stage                              perceptual function
- Most : in the first 3 months         * recovery usually occur
  Minor : improve occur after 6 mons   slower and over a more
post onset                             prolonged time course than
- Lower extremity function recover     motor recovery
earliest and most completely           * most aphasia recovery
followed by upper extremity and        occur in the first 3 - 6 mons
hand function
- Proximal control precedes distal
control
ปัจจัยที่มีผลต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพ
1. ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ
2. ตาแหน่งของรอยโรค ชนิดและระดับความรุนแรงของโรค
3. ความบกพร่องทางกาย ได้แก่ การรับรู้ การมองเห็น อาการอ่อนแรง การทรงตัว
4. การสื่อความหมายและความสามารถในการเรียนรู้
5. โรคประจาตัวหรือภาวะที่พบร่วม
6. ความสามารถในการปรับตัวและลักษณะการปรับตัว
7. ระยะเวลาตั้งแต่เป็นโรคหลอดเลือดสมองจนถึงเวลาในการฟื้นฟูสมรรถภาพ
8. ลักษณะครอบครัวและการช่วยเหลือของสังคมและครอบครัว
CANDIDATE FOR REHABILITATION
EVERY CASE WHEN :
 • Medical stable 24-48 hrs : BP <180/110 mmHg
 • No progressive stroke
 Intensive program if
    •follow 2 step command
    •good cognitive
“Rehabilitation in early phase”

Goals

     Prevent complications from immobilization & deconditioning
     Early activation/ remobilization
     Patient and family education
     Improve self care function

Rehabilitation program in early phase
1. Proper bed and chair position
2. Frequent turn and position change
3. Deep breathing and cough exercise
4. Frequent skin inspection
5. Bed positioning and mobility
6. Bowel and Bladder care
ปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
1. ปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง
2. ปัญหากล้ามเนื้อเกร็งกระตุก
3. ปัญหาการทรงตัวและกล้ามเนื้อไม่ประสานงานกัน
4. ปัญหาความรู้สึกลดลงหรือผิดปกติ
5. ปัญหาการเคลื่อนย้ายตัวและการเคลื่อนที่
6. อาการกลืนลาบาก
7. ปัญหาด้านการขับถ่าย
ปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
 8. ภาวะซึมเศร้า
 9. ปัญหาด้านการสื่อความหมาย
 10.ปัญหาด้านการทากิจวัตรประจาวัน
1. ปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง
 ผู้ป่วยมักมีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงซึ่งเป็นผลให้ผู้ป่วยไม่
  สามารถขยับข้อและช่วยเหลือตัวเองได้ อาจส่งผลให้เกิด
  ข้อยึดติด ผิดรูปตามมา
 โดยเริ่มแรกมักจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงปวกเปียก
  หลังจากนั้นก็จะมีการฟื้นตัวของกาลังกล้ามเนื้อ
การฟื้นตัวของกาลังกล้ามเนื้อ
 สามารถหยุดที่ขั้นไหนก็ได้
 มักจะพบในช่วงสามเดือนแรก
 และพบการฟื้นตัวได้น้อยหลังจากหกเดือนไปแล้ว
 กาลังของกล้ามเนื้อช่วงต้นจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าช่วง
  ปลาย
Upper limb                                Lower limb
* Shoulder adduction & internal rotation * Hip flex, external rotation
* Elbow flexion & pronation              * Knee flexion
* Wrist & finger flexion                 * Ankle plantar flexion
           ลักษณะผิดปกติที่มักพบในผูป่วย stroke
                                    ้
การดูแลรักษา
 ในช่วงแรกจะต้องให้การดูแลรักษาดังนี้              Hand roll
1. การจัดท่าในผู้ป่วย ช่วยป้องกันข้อติดผิดรูปและแผลกดทับ
                                  Foot board                   หมอนใบเล็กไม่สูง
                                                               มากไปจัดศีรษะไป
     ท่านอนหงาย
                                                               ด้านที่เป็นอัมพาต


                         Trochanteric roll

                                        หมอนบางๆหนุนไหล่และต้นแขนข้างอัมพาต
ท่านอนตะแคงทับข้างที่ดี
                               นอนตะแคงเต็มตัว
                               ศีรษะโน้มไปทางด้านหน้าเล็กน้อย
                               ลาตัวตรง
                               แขนข้างอัมพาตให้ไหล่งุ้มไปด้านหน้า
                               ขาข้างอัมพาตจัดสะโพกงอ เข่างอวางบนหมอน



ท่านอนตะแคงทับข้างที่เป็นอัมพาต
ศีรษะโน้มไปด้านหน้า
ลาตัวตรง
ไหล่ข้างเป็นอัมพาตห่อไปด้านหน้า ปลายแขนหงายมือ
ขาอัมพาตจับเหยียด เข่างอเล็กน้อย
ขาข้างดีอยู่บนงอไปทางด้านหน้า
ท่านั่ง
ควรมีหมอนหนุนรองบริเวณแขนข้างอัมพาต
เพื่อปฺองกันข้อไหล่เคลื่อนหลุด
เก้าอี้ไม่สูงเกินไป ให้ขาผู้ปูวยห้อยติดกับพืน
                                            ้
การดูแลรักษา
2.การออกกาลังกาย เพื่อเพิ่มพิสัยของข้อ
 ถ้ากรณีไม่มีกาลังกล้ามเนือและไม่มีภาวะเกร็ง ให้ช่วยขยับข้อเพื่อคง
                           ้
 พิสัยของข้อไว้ ประมาณข้อละ 5-10 ครั้ง อย่างน้อย 1 รอบ
    กรณีมีภาวะเกร็งให้ช่วยขยับข้ออย่างน้อย 5-10 ครั้ง วันละ 2 รอบ
    ถ้ามีกาลังกล้ามเนื้อดีให้ออกกาลังกายเอง อย่างน้อยวันละ 2 รอบ
เครื่องมือทางไฟฟ้าที่นามาใช้กับผู้ป่วย

   ES (electrical stimulation) ใช้ติดในบริเวณที่กล้ามเนื้อ
    อ่อนแรงเพื่อช่วยการคงพิสัยของข้อและช่วยป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อ
    เหี่ยวลีบ
ภาวะข้อไหล่เคลื่อน
    พบได้ 50-80%
    พบได้บ่อยในระยะแรกที่กล้ามเนื้ออ่อนแรงปวกเปียก
       การแก้ไข
1.   ใส่อุปกรณ์ช่วยพยุงหัวไหล่
2.   ES (electrical stimulation)
3.   การจัดวางแขนให้ถูกต้องเวลานั่ง หรือนอน
4.   การออกกาลังกายเพื่อเพิ่มพิสัยของข้อไหล่
     Avoidance of pulling on the arm during
     assist transfer
2. ปัญหากล้ามเนื้อเกร็งกระตุก
 ภาวะเกร็งของกล้ามเนื้อในผูป่วยเป็นขบวนการที่เกิดได้ในผู้ป่วยซึ่งอาจ
                               ้
  มีประโยชน์ในผู้ป่วยบางราย หรืออาจทาให้เกิดผลเสียในผู้ป่วยบาง
  รายได้ ซึ่งถ้าเกิดภาวะนี้มากเกินไป
 อาจให้ทาให้เกิดข้อยึดติดผิดรูปได้ แผลจากการเสียดสี อาการเจ็บปวด
  หรืออุปสรรคในการจัดท่า
Common Clinical Pattern : UE
Common Clinical Pattern : LE
การแก้ไขกล้ามเนื้อเกร็ง
1. การออกกาลังกายโดยวิธีดัดยืดกล้ามเนื้อ และอาจใช้ ES ร่วม
   ด้วย
2. การให้ยาลดเกร็ง: ยารับประทาน ยาฉีดเฉพาะจุด
   2.1 Oral antispastic drug : Diazepam, Baclofen, Sirdulud etc.
   2.2 Local injection antispastic drug : 5% Phenol, 50% alcohol,
     Botox
3. การให้อุปกรณ์เสริมเพื่อป้องกันข้อติดผิดรูป
   Ankle foot orthosis
3.ปัญหาการทรงตัวและกล้ามเนื้อไม่ประสานงานกัน
   การทรงตัวและการควบคุมท่าทางในร่างกาย มีระบบประสาทเป็นส่วนสาคัญใน
    การควบคุมได้แก่ระบบประสาทสั่งการเคลื่อนไหว ระบบประสาทรับความรู้สึก
    สมองส่วน cerebellum ระบบ Vestibular
   การรักษาพยาบาล คือรักษาสาเหตุ ฝึกการทรงตัว ฝึกนั่ง ยืน เดิน ฝึกกล้ามเนื้อให้
    ทางานสอดคล้องกันจากนักกายภาพบาบัด
   ปฺองกันการหกล้ม
      Balance training & Cognitive training
      Safety training
      Eliminating environmental hazard
4.ปัญหาความรู้สึกลดลงหรือผิดปกติ
 ปัญหาการรับความรู้สึกลดลง อาจทาให้เกิดแผลกดทับ
 ต้องแนะนาเรื่องการดูแลตรวจผิวหนังของผู้ปูวยเป็น
  ระยะๆ
 พลิกตะแคงตัวทุก 2 ชม.
 ห้ามใช้ของร้อนหรือเย็นจัด วางบนส่วนที่รับความรู้สึก
  ลดลงเพราะอาจทาให้เกิดแผลได้
5.ปัญหาการเคลื่อนย้ายตัวและการเคลื่อนที่
 การฝึกเดินนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างในการตัดสินใจว่า
  ผู้ป่วยจะใช้ หรือไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ระดับการรับรู้ของ
  ผู้ป่วย กาลังกล้ามเนื้อของข้างที่อ่อนแรง
 แต่จะต้องเริ่มฝึกการเคลื่อนย้ายตัวบนเตียงก่อน
 และฝึกลุกนั่ง ฝึกนั่งบนเตียงให้มั่นคงเสียก่อนแล้วให้นั่งข้างเตียง
  ฝึกการเคลื่อนย้ายตัวเตียงกับรถเข็น ตามด้วยฝึกยืน และฝึกเดิน
  ตามลาดับ
เริ่มฝึกการเคลื่อนย้ายตัวบนเตียงและลุกนั่งข้างเตียง




       การตะแคงตัวไปทางด้านที่ดี

                                   การตะแคงตัวไปทางด้านที่เป็นอัมพาต
การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากเตียงมายังรถเข็น

                        Transfer
การเคลื่อนย้ายผู้ปูวยจากรถเข็นมายังเตียง




                   Transfer
6. อาการกลืนลาบาก
 อาการกลืนลาบากเป็นปัญหาที่สาคัญ
 เป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนที่สาคัญคือ การสาลักและปอด
  อักเสบ
 จุดมุ่งหมายที่สาคัญ คือ ให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารเพียงพอและ
  ป้องกันการสาลัก
 แนะนาให้เริ่มฝึกเมื่อผู้ป่วยขยับกล้ามเนื้อปากและยกคอหอยขึ้น
  ในการกลืนน้าลายได้ และผู้ป่วยไอได้บ้าง
6.อาการกลืนลาบาก
   การฝึกกลืน
   * เริ่มจากการดูแลความสะอาดในช่องปาก
   * เปลี่ยนเป็นท่านั่งตรง ศีรษะโน้มไปทางด้านหน้า
   เทคนิคขณะกลืน หันหน้าไปทางด้านที่อ่อนแรงหรือเอียงศีรษะไปด้านที่แข็งแรง
   * ปรับเปลี่ยนอาหารด้วยอาหารที่เป็นลักษณะหนืดข้นคล้ายอาหารที่ปฺอนทารก เช่น
    เยลลี่ โจ๊กปั่นข้น
   * ออกกาลังกายกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืน เช่นยิงฟัน กัดฟัน ห่อลิ้น เป็นต้น
   อาการที่ควรระวังเรื่องการกลืนคือ อาการไอหลังจากกลืน พูดมีเสียงเปลี่ยนเหมือนมี
    น้า หลังจากกลืนน้าหรืออาหาร
Pulmonary aspiration and pneumonia

Cause
* Dysphagia
* Poor cognitive function
Management
* Stimulation to increase arousal
* Close supervision of patient
* Swallowing training
* Chest PT
7.ปัญหาด้านการขับถ่าย
 ปัญหาที่พบบ่อยคือ การกลั้นปัสสาวะไม่ได้
 การมาสามารถเคลื่อนย้ายตนเองได้
 ปัญหาการสื่อความหมายจึงบอกใครไม่ได้
 ทางแก้ให้ผู้ปูวยเข้าห้องน้าถ่ายปัสสาวะเป็นเวลา บันทึก
  การดื่มน้า
7.ปัญหาด้านการขับถ่าย
 อาการท้องผูก
 การแก้ไข คือ
     ให้น้าดื่มเพียงพอ
     ให้อาหารที่มีกากใย
     จัดเวลาขับถ่ายที่เหมาะสม
     ให้รับประทานน้าอุ่น กดนวดหน้าท้องตามแนวลาไส้ใหญ่
     จัดท่าให้ผู้ปูวยโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อเพิ่มแรงดันในช่องท้องร่วมกับนั่งถ่ายบน
      โถนั่ง
     ใช้ยาถ่ายหากจาเป็น
8.ภาวะซึมเศร้า
 เป็นภาวะแทรกซ้อนทางจิตใจและอารมณ์ที่พบบ่อยที่สุด
 พบได้สูงร้อยละ 11-68
 เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพเนื่องจากผู้ปูวยที่มี
  ภาวะซึมเศร้ามักไม่ค่อยร่วมมือในการฟื้นฟู
 ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพสมองด้านอื่นๆ เช่น ความจา
  สมาธิ
การรักษาพยาบาลภาวะซึมเศร้า
1. การรักษาด้วยยา : ยาต้านการซึมเศร้า
2. การรักษาโดยไม่ใช้ยา
  2.1 การดูแลสุขภาพกาย ได้แก่ ให้สารอาหารให้
   เพียงพอ กระตุ้นการออกกาลังกาย และปรับแผนการ
   นอนให้เป็นปกติ
  2.2 การทาจิตบาบัด
Psychosocial support
 Patient motivation
 Family support : counseling, education
 Post stroke depression : support, Coping
  mechanism, Antidepressant, consult
  psychiatrist
9.ปัญหาด้านการสื่อความหมาย
   Communication therapy
- Improve patient's ability to
speak, understand, write
- Improve quality of life
GOAL
 To improve ability to speak , understand,
  read & write.
 To develop strategies that compensate for
  circumvent speech & language problems.
 To improve quality of life in minimizing
  isolation.
 In   early stage ; help pt. establish a
    reliable means for basic yes / no
    communication.
9.ปัญหาด้านการสื่อความหมาย
 ปัญหาการสื่อสารไม่เข้าใจภาษา พูดไม่ชัด รู้เรื่องแต่พูดไม่ได้
 ต้องนาผู้ปูวยมาประเมินและให้การรักษาที่ถูกต้อง

     การแก้ไขอาการพูดไม่ชัด
    1.ถ้าผู้ฟงไม่เข้าใจ ต้องบอกให้ผปูวยทราบ เพื่อให้พูดซ้า อย่าปล่อยให้
               ั                   ู้
    ผู้ปูวยพูดไปเรื่อยๆ
    2.ควรแนะนาให้ผู้ปูวยพูดช้าลง
    3.แนะนาให้ผู้ปูวยใช้ประโยคใหม่ที่สั้นและเข้าใจง่ายกว่าเดิม
    4.พูดให้ผู้ปูวยพูดตามทีละคา
    5.หากขั้นตอนข้างต้นไม่ได้ผล แนะนาให้ผู้ปูวยบอกเป็นตัวสะกด หรือ
    ให้ผู้ปูวยเขียนแทน
9.ปัญหาด้านการสื่อความหมาย
6.ในรายที่อาการรุนแรงมากละไม่สามารถเขียนได้ อาจให้ชี้ที่ตัว
 อักษรบนแผ่นป้าย ให้ผู้ดูแลอ่านออกเสียงดังๆ และให้ผู้ป่วยอ่าน
 ตาม เมื่อดีขึ้นอาจเหลือตัวอักษรแรกเป็นการบอกใบ้
7.ในรายที่ต้องอาศัยการชี้อักษรเป็นหลัก แนะนาให้เลือกเขียน
 คาหรือประโยคที่ใช้บ่อยไว้บนกระดาษ เพื่อให้สื่อสารได้เร็วขึ้น
10.ปัญหาด้านการทากิจวัตรประจาวัน
 ปัญหาจากการบกพร่องของประสาทสั่งการ ยังเป็นอุปสรรคต่อ
  การช่วยเหลือตนเองในการทากิจวัตรประจาวัน เช่น การ
  รับประทานอาหาร การอาบน้า การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล
 การดูแลระยะแรกอาจต้องการความช่วยเหลือจากพยาบาลหรือ
  ญาติ
 จากนั้นผู้ป่วยจะเริ่มเรียนรู้การใช้แขนขาข้างที่ดีมาดูแลตนเอง
 มาฝึกใช้ข้างที่อ่อนแรงโดยนักกิจกรรมบาบัด
การรับประทานอาหาร
   Eating
Grooming
          การดูแลเรื่องสุขอนามัย




SHAVING                    BRUSHING
การใส่เUE้อ
  Dressing สื




การใส่กางเกง
  Dressing LE
Bathing
การอาบน้า
ภาวะที่ควรงดโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพชั่วคราว
1.    ไข้ ≥ 38 C
2.    ชีพจร > 100 or < 60 /min
3.    ความดันโลหิต ≥ 180/110 or < 90/60 mmHg
4.    เจ็บแน่นหน้าอก
5.    หัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเฉียบพลัน
6.    หอบเหนื่อย
7.    ซึมลง สับสน หรือมีภาวะทางจิตที่ไม่สามารถรับการฟื้นฟูได้
8.    ชัก
9.    แขนขาอ่อนแรงเพิ่มขึ้น
10.   ปวดศีรษะ เวียนศีรษะหรือ คลื่นไส้อาเจียนมาก
11.   ขาบวมข้างเดียวที่คาดคิดว่าจะมีภาวะเส้นเลือดดาส่วนลึกอุดตัน
Rehabilitation outcome
POSITIVE PREDICTORS
 1. Family support
 2. Bladder control in 1 - 2 wks
 3. Proximal muscle recovery in 2 - 4 wks
 4. Isolate pattern of muscles in 4 - 6 wks
 5. Perception intact
 6. Motivation, no depression
ACUTE REHABILITATION PROGRAM

Sequence of recovery
   1. eye opening and sleep wake cycle
   2. Follow commands
   3. speaking
 •   Goals
 1. To remove obstacles to recovery
 2. To treat medical complications that can increase disability
 3. To provide education , counseling & support to family
 members
ACUTE PHASE
   Begin during critical care
      Prevent complication --/-> disability

   Unconscious patient
      : PROME bid --/-> contracture joint abnormality
      : Bed Position --/-> pressure ulcers, edema
   Rehabilitation of unconscious pt. : controversial
     Sensory stimulation ( coma stimulation ) : Directed stimulation
       in multiple modalities
Physical impairment
Motor disturbances : most common
    - disorders of balance and coordination
Increase muscle tone and contractures
    - similar to spasticity associated with stroke
    - Modified Ashworth Scale
Functional goals of spasticity treatment
-Improve hygiene          -Decrease pain
-Decrease deformity       -Improve orthotic fit
–Improve gait             -Decrease energy expenditure of gait
-Facilitate motor control
Reduce the level of stimulation

 Quiet private  room
 Remove noxious stimulation: tube, cath, restraints
 Limit unnecessary sound: radio, TV
 Limit no. of visitors and therapy sessions in room
The Craig Bed
Reduce pt’s cognitive confusion

. One person speaking to pt. at a time
. Maintain one staff to work
. Communicate to pt. briefly & simply
. Reorient pt. to place & time repeatedly
Rehabilitabtion for Elderly

Rehabilitabtion for Elderly