การพัฒนาสื่อออนไลน์และการผลิตวีดิทัศน์สื่อออนไลน์
Online Content Development and Video Production
ผศ.ดร.สุรพล บุญลือ
ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีการอบรมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนําบทเรียนออนไลน์แบบ SPOC และ MOOC
ภายใต้โครงการ MUx และ Thai MOOC
วันอังคารท่ี 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 อาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
Media in MOOCs
คณะทำงาน MOOCs
• ทีมบริหาร
• ทีมผลิตสื่อมัลติมีเดีย
• ทีมเนื้อหา
• ทีมประเมินผล
และสนับสนุน
Classification of MOOC Criteria according to Yousef
Quality of MOOCs: A review of literature on effectiveness and quality aspects
Dilrukshi Gamage∗ , Shantha Fernando#, Indika Perera+ AUGUST 2015
Pedagogical
Criteria
Instructional Design
Assessment
Pedagogical
Criteria
Video Content
Learning & Social Tools
User Interface
Learning Analytics
Lecture Organization
Culture
E-Assessment
Peer-Assessment
MOOCsCriteria
Media & Channel
SERVER
X Media
X User
X Time
รูปแบบของสื+อที+ใช ้ในMOOC -edX
• มีการใช ้ใน
ลักษณะที+
หลากหลาย
• ขึ=นอยู่กับ
วัตถุประสงค์
และเนื=อหา
ข้อดีของสื่อวีดิทัศน์
• เป็นสื่อที่ถ่ายทำจากของจริง ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนจริง
• ง่ายต่อการผลิต และการนำเสนอ
• สามารถนำเสนอตามลำดับขั้นตอนได้ หยุดได้ ดูซ้ำได้
• อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต หลากหลาย
• เวลา ทำสิ่งที่เร็วให้ช้าลงทำสิ่งที่ช้า ให้เร็วขึ้น
• ปรับแต่ง แก้ไขข้อมูลเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ
• นำห้องเรียนภายนอกมาสู่ห้องเรียนจริง
• ลดความแตกต่างระหว่างบุคคล
• สามารถนำอดีตกลับมาศึกษาได้
ข้อแตกต่างระหว่างสื่อวีดิทัศน์ออนไลน์กับการเรียน
ปกติ
• มีความสดใหม่ ยกตัวอย่างได้ทัน
สถานการณ์
• สามารถเปลี่ยนได้ตลอด
• ไม่สามารถดูซ้ำได้ ผู้เรียนตั้งใจ
มากกว่า
• ต้องเข้าชั้นเรียน เป็นทางการ
• โต้ตอบ พูดคุยได้
• ข้อมูลเก่า เปลี่ยนไม่ได้
• ต้องถูกต้องแน่นอน
• ดูซ้ำได้ ตรวจสอบได้
• ดูที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ไม่เป็น
ทางการ
• สื่อสารสองทางไม่ได้
สิ่งที่จะต้องคำนึงด้านเทคนิคเมื่อจัดการเรียนการสอนออนไลน์
•1.Resolution Video size
•2. Call Rate
•3. Ftle Transfer
•4. Frame Rate
Resolution
Motion Event
Call Rate
File Format
Ftle Transfer
Fream Rate
สิ่งที่จะต้องคำนึงด้านการสอนเมื่อจัดการเรียนการสอนออนไลน์
•1.วิธีการสอน
•2. ทักษะการนำเสนอ
•3.การเตรียมการสอน
•4. ประเภทของการเรียนรู้
•5. การวางแผนและเตรียมตัวในการบรรยาย
ลักษณะของการเรียนการสอนด้วยสื่อวีดิทัศน์
• วิธีสอนแบบบรรยาย (Lecture Method)
• วิธีการสอนแบบสาธิต (Demonstration Methord)
วิธีสอนแบบบรรยาย (Lecture Method)
เป็นวิธีสอนที่ผู้สอนให้ความรู้ตามเนื้อหาสาระด้วยการเล่าอธิบายแสดงสาธิตโดยที่ผู้เรียนเป็นผู้ฟังเพียงอย่างเดียว
อาจเปิดโอกาสให้ซักถามปัญหาได้บ้างในตอนท้ายของการบรรยาย
ความมุ่งหมายของวิธีสอนแบบบรรยาย
1. เป็นการสอนที่เน้นเนื้อหาสาระที่นำเสนอโดยครูผู้สอน ผู้บรรยายจะเสนอปัญหาวิธีการต่างๆใน
การแก้ปัญหา และสรุปด้วยว่าวิธีการใดเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดตามหลักการ
2. เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้หลายๆแนวคิดก่อนที่จะสรุปเป็นข้อคิดหรือทางเลือกที่เหมาะสม
วิธีสอนแบบบรรยาย (Lecture Method)
ข้อดีของวิธีสอนแบบบรรยาย
1. ดำเนินการสอนได้รวดเร็ว
2. ง่ายต่อการสอนเพราะไม่ต้องเตรียมสื่อการสอน เพียงแต่
ครูเตรียมเนื้อหาสาระที่จะสอนล่วงหน้าก็เพียงพอ
3. สามารถใช้สอนได้ในเวลาอันจำกัด ส่งเสริมทักษะในการ
ย่อและเขียนสรุป
ข้อสังเกตของวิธีสอนแบบบรรยาย
1. หากผู้เรียนมีความตั้งใจฟังการบรรยาย จะ
ช่วยเสริมทักษะในการสรุปความ
2. ผู้สอนต้องรู้จักการสร้างบรรยากาศด้วย
วาทศิลป์ เพื่อมิให้ผู้ฟังสูญเสียความสนใจ
3. สาระที่ได้จากการบรรยายมิได้เกิดจากการ
เรียนรู้ที่เกิดกับผู้เรียนโดยตรง แต่เป็นสาระ
ความรู้ที่ได้จากการบอกเล่าจากครูผู้สอน
4. ความรู้ที่ได้รับจากการฟังเพียงอย่างเดียว
อาจลืมง่าย เป็นความทรงจำที่ไม่ถาวร
วิธีสอนแบบสาธิต (Demonstration Methord)
เป็นวิธีสอนที่ครูแสดงให้นักเรียนดูและให้ความรู้แก่นักเรียนโดยใช้สื่อการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม และผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรง
การสอนแบบสาธิตแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ๆด้แก่ ผู้สอนเป็นผู้สาธิต ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสาธิต ผู้เรียนสาธิตเป็นกลุ่ม ผู้เรียนสาธิต
เป็นรายบุคคล วิทยากรเป็นผู้สาธิต และการสาธิตแบบเงียบโดยให้นักเรียนสังเกตเอง
1. ขั้นเตรียมการสอน
• 1.1 กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้โดยวิธีการสาธิต
• 1.2 ศึกษาเนื้อหาสาระให้ชัดเจน และจัดลำดับให้
เหมาะสม
• 1.3 เตรียมกิจกรรมให้ผู้เรียนปฏิบัติ
• 1.4 เตรียมสื่อ อุปกรณ์ เอกสารให้เพียงพอกับผู้เรียน
• 1.5 กำหนดเวลาการสาธิตให้พอเหมาะ
• 1.6 กำหนดวิธีการประเมินผล
• 1.7 เตรียมสภาพห้องเรียน
2. ขั้นสาธิต
• 2.1 แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระที่จะเรียนรู้
• 2.2 บอกให้นักเรียนรู้บทบาทของตนเอง ได้แก่ การทดลอง
ปฏิบัติ การจดบันทึก การสรุป
• 2.3 แนะนำสื่อการเรียนรู้
• 2.4 ดำเนินการสาธิต
3. ขั้นสรุป
• 3.1 ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปผลที่เกิดจากการสาธิต
• 3.2 บันทึกขั้นตอนการสาธิตพร้อมทั้งผลที่เกิดขึ้น
4. ขั้นวัดและประเมินผล
4.1 ผู้เรียนทดลองสาธิตให้ผู้อื่นดูพร้อมทั้งบอกผล
และข้อคิดที่ได้
4.2 ให้เขียนรายงาน ตอบคำถามจากแบบฝึกหัด
และแสดงความคิดเห็น
ข้อดี และข้อจำกัดของการสอนแบบสาธิต
• ข้อดีของการสอนแบบสาธิต
• 1. ผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรง
• 2. สร้างความสนใจ และความกระตือรือร้น
• 3. ฝึกการสังเกต การสรุปผล การบันทึก และ
การจัดขั้นตอน
• ข้อจำกัดของการสอนแบบสาธิต
• 1. การสาธิตบางครั้งไม่สามารถใช้กับผู้เรียนกลุ่ม
ใหญ่
• 2. ผู้สอนต้องแนะนำขั้นตอน อุปกรณ์ ที่ใช้ในการ
สาธิตอย่างชัดเจน
• 3. ผู้สอนต้องทดลองการสาธิตก่อนสอนให้แม่นยำ
เพื่อลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
ทักษะการนำเสนอ
• แสดงประเด็นหลักและประเด็นย่อยได้อย่างชัดเจน
• มีการเรียบเรียงที่สะดวกในการทำความเข้าใจ และจดจำ
• มีการเชื่อมโยงประเด็นต่าง ๆ อย่างชัดเจน
• การเลือกถ้อยคำที่สื่อความได้ชัดเจน
• มีความกระชับ เหมาะสมกับเวลาที่กำหนดให้
• มีการใช้น้ำเสียงและภาษาสุภาพประกอบอย่างเหมาะสม
• สร้างความประทับใจแก่คนฟัง และนำไปสู่การสร้างหรือปรับเปลี่ยนทัศนคติ
บทบาทของผู้นำเสนอ
•เป็นผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ฟังภายใน
เวลาที่กำหนด
•เป็นผู้กำหนดทิศทางว่าจะให้ผู้ฟังเรียนรู้อะไร ลึกซึ้งเพียงใด
•เป็นผู้มีศิลปะในการพูด เรียกความสนใจจากผู้ฟังได้ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้อบรมได้รับ
ความรู้มากที่สุด
การนำเสนอที่ดี
• ขณะทักทายและเกริ่น ใช้อวัจนภาษาในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ฟัง
• ใช้สีหน้า แววตาและอิริยาบถ บอกความเต็มใจ ความสนใจ และความ
กระตือรือร้นที่จะนำเสนอตลอดเวลา
• เมื่อจะจบต้องมีการสรุป และเน้นย้ำประเด็นสำคัญ
เทคนิคในการฝึกตนเอง
การลงมือ
ปฏิบัติจริง
การวางแผน
การตรวจสอบ
การ
ดำเนินการ
การเตรียมตัวของผู้นำเสนอ
• สิ่งที่ผู้สอนหรือวิทยากร ต้องรู้
• จำนวนผู้ฟัง
• เพศ,ระดับอายุ
• พื้นฐานการศึกษา
• ประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ
• หน้าที่การงาน ตำแหน่ง
• ความสนใจ
• วัฒนธรรม,ศาสนา,ภาษา
• อาชีพ,ฐานะทางเศรษฐกิจ
• เนื้อเรื่อง
• วัตถุประสงค์ของเรื่อง
• ประเด็นสำคัญ
• ลำดับเนื้อหา
• ความสอดคล้อง
• สรุป
การเตรียมตัวของผู้นำเสนอ
กำหนดเวลาการบรรยาย
•15 นาที ซักถาม
•30 นาที หยุดพัก
•45 – 60 นาที จบ
•MOOCs
•5 นาที ซักถาม
•10 นาที จบ
บุคคลิกภาพ
การแต่งกาย
น้ำเสียงในการพูด
การแสดงความเป็นกันเอง
ภาษาที่ใช้
ท่าทาง
กิริยา มารยาท
ประเภทของการเรียนรู้
• K = KNOWLEDGE ความรู้
• U = UNDERSTANDING ความเข้าใจ
• S = SKILL ทักษะ
• A = ATTITUDE เจตคติ
ขั้นตอนในการบรรยาย
• การกล่าวนำเข้าสู่เรื่อง
• การนำเสนอเนื้อหาของเรื่อง
• การสรุปการบรรยาย
การกล่าวนำและการนำเข้าสู่เรื่อง
• กล่าวทักทาย และสร้างความสัมพันธ์กับผู้ฟัง
• เชื่อมโยงกับเรื่องก่อน และแนะนำหัวข้อวิชา
• ระบุหัวข้อหลักหรือประเด็นสำคัญของหัวข้อวิชา
• ระบุวัตถุประสงค์ของหัวข้อวิชา และประโยชน์
• ใช้วิธีการกระตุ้นความสนใจของผู้ฟัง
การนำเสนอเนื้อหาของเรื่อง
• นำเสนอตามลำดับเรื่องที่ได้เตรียมการไว้
• อธิบาย ยกตัวอย่างประกอบ ย้ำประเด็นสำคัญ
• สังเกตปฏิกริยาผู้ฟัง และตรวจสอบความเข้าใจ
• เชื่อมโยงระหว่างหัวข้อให้สัมพันธ์สอดคล้องกัน
การสรุปการบรรยาย
• ตรวจสอบความเข้าใจของผู้ฟังอีกครั้ง
• สรุปเค้าโครงหรือภาพรวมของเรื่องที่บรรยาย
• เน้น ย้ำประเด็นหรือสาระสำคัญของเรื่อง
• ฝากข้อคิด หลักการ หรือเชิญชวน โน้มน้าวใจ
• เชื่อมโยงไปสู่หัวข้อวิชาหรือเรื่องในลำดับต่อไป
ประโยชน์ของโสตทัศนูปกรณ์
• เพิ่มความน่าสนใจในการนำเสนอ
• ช่วยให้นำเสนอเนื้อหาตามลำดับที่เตรียมไว้
• ช่วยให้มองเห็นภาพและทำความเข้าใจได้ง่าย
• ช่วยกำหนดและเน้นให้สนใจอยู่กับจุดที่เสนอ
• ช่วยให้จำได้ง่าย และจดจำได้ดี
โสตทัศนูปกรณ์ที่ใช้ประกอบการนำเสนอเรื่อง
• กระดานสำหรับเขียน
• โปสเตอร์ ภาพถ่าย ภาพพลิก แผนที่ แผนผัง อินโฟกราฟิก
• สไลด์ ภาพยนต์ วิดีโอ
• แบบจำลอง หรือชิ้นส่วนตัวอย่างของจริง
• กล้องถ่ายภาพเฉพาะด้าน เช่นกล้องจุลทัศน์ กล้องสอดเข้าหลอดอาหาร
• คอมพิวเตอร์,เครื่องจับภาพแบบสามมิติ(Visual)
• โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต
การพัฒนาการนำเสนอให้น่าสนใจ
• บุคลิกภาพของผู้นำเสนอ
• การนั่งหรือยืน การเคลื่อนไหวร่างกาย
• มือ และการใช้มือในการนำเสนอ
• การใช้ภาษา ศัพท์ ถ้อยคำ สำนวน
• น้ำเสียง จังหวะ ลีลาการพูด
ขั้นตอนการผลิตวีดิทัศน์การเรียนการสอนออนไลน์
•1.เตรียมการผลิต
•2. ผลิต
•3. ตัดต่อ
•4. เผยแพร่
กระบวนการผลิตรายการโทรทัศน์
อุปกรณ์ที*ใช้ในการถ่ายทํารายการ
ทีมงานการผลิตรายการ
• ฝ่ายอำนวยการ
• ฝ่ายผลิต
• ฝ่ายเทคนิค
สถานที่ในการถ่ายทำ
• ในสตูดิโอ
• ห้องบันทึกรายการ
• ห้องเรียน
• นอกสตูดิโอ
• กลางแจ้ง
• ในอาคาร
• ในห้องปฎิบัติการ
ไมค์ที่ในการถ่ายทำ
กล้องที*ใช้ในการผลิตรายการ
ขนาดภาพในกล้องที่ใช้ในการผลิตรายการ
ACT camera moves:
dolly (1),
pedestal (2),
Truck (3),
Pan (4),
Tilt (5),
roll (6),
and changing focal length.
ภาพกับการเห็น(POV)
•Subjective View
•Objective View
แสงในการผลิตรายการ
เสียงในการผลิตรายการ
• เสียงพูด Voice
• สนทนา Dialog
• บรรยาย Naration
• เสียงดนตรีMusic
• ดนตรีที่มีนักร้อง Lyric
• ดนตรี ประกอบ Music Background
• เสียงประกอบ Sound effect
• Natural
• Make it
ฉากหลังในการผลิตรายการ
1. บทโทรทัศน์อย่างคร่าวๆ (The fact or rundown sheet
• บทโทรทัศน์แบบนี้จะไม่มีรูปแบบการเขียนแต่อย่างใด เกิดจากความต้องการของผู้ผลิต
รายการโทรทัศน์ที่ลำดับความคิดของตนเองอย่างคร่าวๆ โดยเฉพาะฉากเหตุการณ์ที่เคยประสบมา
และมักเป็นเรื่องจริง
• อย่างไรก็ตาม การเขียนบทโทรทัศน์ลักษณะนี้ถือเป็นแบบร่างที่นำไปสู่การเขียนบทโทรทัศน์
ในรูปแบบอื่นๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญในการเขียนบทก็คือต้องทำการสื่อสารให้ได้ว่า ผู้แสดงควรทำอย่างไร
บ้างให้เกิดความสอดคล้องทั้งรายการ
ตัวอย่างบทโทรทัศน์แบบ Rundown Sheet
• ละครเรื่อง สายรุ้งตอนที่ 1
ฉาก ในสตูดิโอ เวลากลางวัน
ตัวละคร เจ้าหน้าที่ในสตูดิโอ และกลุ่มบางแบบ
ภายในห้องของโรงแรม มีการตระเตรียมแคทวอค ทีมงานพูดคุยกันและวุ่นวายอยู่กับการ
ตระเตรียมงาน ด้านฉากมีการติดอักษรว่า “รวมน้ำใจ ถักทอสายใย ฝ้ายงาม” นางแบบและแขกกิตติ
มาศักดิ์ทยอยเข้ามาเพื่อซักซ้อมคิวของตนเอง ขณะที่ดีไซเนอร์ชื่อดังกำลังสาละวนกับการนำชุดมา
เตรียมให้บรรดาผู้ที่จะเดินแบบ พร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรสาระ จับกลุ่มกันนินทาถึงสาวแก่
ไฮโซที่กำลังลองชุดแต่ละราย เสียงผู้กำกับเตือนเพื่อจะออกอากาศ ในห้องลองเสื้อมีเสียงอื้ออึง สักพัก
บรรยากาศบันทึกเทปแฟชั่นการกุศลจึงเริ่มขึ้น ผู้กำกับสั่งเด็กกำกับเวทีให้ไปคอยดูเรื่องคิว
2. บทโทรทัศน์แบบการแสดง (The show format)
• มีลักษณะของการแบ่งขั้นตอนในการดำเนินการเท่านั้น มิได้ให้รายละเอียดแต่
อย่างได้ เช่น การบอกรายชื่อส่วนต่างๆของการแสดง “บทสัมภาษณ์จากกรมตำรวจ”
“โฆษณาชุด เจนเนอร์เรชันเนกซ์” “บรรยากาศในการสอบปากคำ” และอื่นๆจนจบ
• รวมทั้งมีการกำหนดฉากในการออกอากาศว่า ต้องการให้เริ่มถ่ายทำที่ใด และ
จะต้องจบลงตอนไหน ส่วนมากจะใช้บทลักษณะนี้กับรายการที่มีการจัดอยู่เป็นประจำ
และทำการออกกาศต่อเนื่องรูปแบบเดียวกันทุกสัปดาห์ เช่นรายการเกมโชว์ รายการ
คอนเสิร์ต เป็นต้น
ตัวอย่างบทโทรทัศน์แบบการแสดง
• รายการผู้หญิงวันนี้ ตอนภัยผู้หญิงขณะขับรถ
ฉากที่ 1 จับภาพรถที่กำลังเลี้ยวเข้ามาจอด และเปิดประตูออกมา เห็นพิธีกรเป็นผู้ขับ
พิธีกรกล่าวทักทาย นำเข้าสู่รายการ และประเด็นของเรื่อง “ภัยผู้หญิง”
มีการแทรกภาพสถานการณ์จำลอง
โฆษณา เบรกแรก ชุดเจ้าแห้ว บรั่นดีรีเจนซี่
ชุดเจนเนอร์เรชั่นเนกซ์ เป๊บซี่
ชุดแม่กับลูก และไวไวควิก
ชุดกบ”จอมเขมือบ” ยาฉีดกันยุงอาร์ต
ฉากที่ 2 ภาพการสัมภาษณ์นอกสถานที่บนถนนสายต่างๆ ทั้งกลางวัน และกลางคืน
บทสัมภาษณ์ผู้หญิงที่ขับรถว่ามีประสบการณ์ในเรื่องนี้หรือไม่ และมีความ คิดเห็นอย่างไร เช่นการป้องกัน
ภัย หรือหาทางแก้ไขหากประสบด้วยตนเอง
3. บทโทรทัศน์แบบกึ่งสมบูรณ์ (The semi-script shows)
• วิธีการเขียนบทโทรทัศน์ลักษณะนี้ มักเป็นรายการที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าผู้แสดงจะพูดหรือ
กล่าวอะไรบ้าง เช่นการสนทนา สัมภาษณ์ ยอวาที โต้วาที อภิปราย เป็นต้น ดังนั้นรายละเอียดที่
สามารถระบุในบทนี้ได้ คือ
• ขั้นตอนคร่าวๆในการดำเนินรายการ และประเด็นการซักถาม หรือหัวข้อหลักที่จะพูด ไม่ใช่
ลักษณะบทพูดที่ละเอียดทุกถ้อยคำ เพื่อให้ผู้กำกับรายการและทุกฝ่ายทราบว่าจะเริ่มรายการเมื่อใด
มีขั้นตอนในการดำเนินรายการอย่างไรบ้าง และจะต้องจบลงเมื่อไร
3. บทโทรทัศน์แบบกึ่งสมบูรณ์ (The semi-script shows)
4. บทโทรทัศน์แบบสมบูรณ์ (The full script shows)
• เป็นบทโทรทัศน์ที่มีการระบุคำพูดทุกคำพูดของผู้ประกาศ ผู้บรรยาย หรือผู้
แสดงลงในบท เช่นรายการข่าว ที่ต้องการความชัดเจน แม่นยำ นอกจากนี้ก็คือ
รายการสารคดี โฆษณา และละคร ซึ่งมีการระบุภาพและการเคลื่อนไหวของ
ภาพแทบทุกภาพที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์
ลำดับ ภาพ เสียง หมายเหตุ
1/1
½
1/3
1/4
1/5
1/6
1/7
LS ตึกที่ทำงาน สวท.
MS ภาพภายในที่ทำงาน
MS พนักงาน ประชุมร่วมกับภาคอุตสาหกรรม
CG ตัวอักษรภารกิจหลัก
Disolve กราฟ สวท
CG โชว์ organization chart,
FLIP
CU พนักงาน สนอ.
ECU มือพนักงานชี้ไปที่จอระบบใหม่
2 Shot มีพี่เลี้ยงช่วยในการสอนงาน
โต๊ะทำงาน ที่มีเอกสารมากมาย เปลี่ยนเป็น
การทำงานในคอมพิวเตอร์
สวท.เป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา
เพื่อรองรับการขยายตัวและสนองตอบต่อความต้องการองค์ความรู้ของ
สถานประกอบการ
พันธกิจหลัก มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางบริการวิชาการ
- มูลค่าโครงการที่รับผ่าน สวท. ในแต่ละปี มีการเติบโตกว่า 100%
ซึ่งการเจริญเติบโตเช่นนี้ สวท.เองได้มีการปรับการทำงานใหม่ดังนี้
- การปรับเปลี่ยนด้านการบริหารจัดการ เพื่อความคล่องตัวยิ่งขึ้น
ตัวอย่างบทแบบสมบูรณ์
Workshop
การ brainstormหรือการระดมสมองเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่เรา
จะต้องใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดก่อน โดยอาจจะเขียนในรูป
ของ mind map หรือแผนที่ความคิดของโทนี่ บูสานซึ่งเคยเขียนเรื่องนี้
ไว้ เริ่มจากตรงกลางคือ main content หรือ main idea หรือ main
concept หลังจากนั้นก็จะแตกก้านออกไปในรูปแบบของเส้นที่มีความ
หนา หรืออาจจะเป็นหนวดต่างๆที่แยกออกไป นั่นก็คือจะเป็นประเด็น
ย่อยในส่วนต่างๆออกไป และเมื่อออกไปแล้วก็จะมีส่วนย่อยที่แตก แตก
แตกออกไปอีกนี่คือการ brainstorm คือการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมด
ดังนั้น ในการเตรียมสื่อที่จะนำเสนอจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำ
brainstorm เพื่อให้ได้ข้อมูลในสิ่งที่เราต้องการนำเสนออย่างครบถ้วน
ก่อน
การใช้แผนผังความคิดBrainstorm
การนำข้อมูลต่างๆจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจำลำดับข้อมูลให้ชัดเจน แม้ในขั้นตอนของการระดมสมอง
brainstormแล้วก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมาย จำเป็นที่จะต้องลำดับให้เชื่อมโยงกันใช้ในรูปแบบของ การติดโพสอิต ก็เป็น
การลำดับเรื่องราว ที่เชื่อมโยงกัน หรือการเขียนเป็น content network โดยเริ่มจากส่วนที่1 ส่วนที่2 ส่วนที่3 ส่วนที่4 หาก
เรามีการเชื่อมโยงออกไปในหัวข้อต่างๆ ให้เลือกนั่นเอง ดังนั้นการทำ content networkจะเป็นการสรุปเนื้อหาจาก นั่นเอง
หาก เนื้อหาที่เราระดมสมองมาได้ บางอย่างอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ในการนำเสนอก็จะถูกตัดออกในระหว่างที่เราทำ content
network นั่นเอง
โครงข่ายเนื้อหาContent network
1.เอกสารโครงการ ขออนุมัติการผลิตรายการวีดิทัศน์ (Proposal)
• 1.ชื่อเรื่อง
• 2.หลักการและเหตุผล
• 3.กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายหลักกลุ่มเป้าหมายรอง
• 4.วัตถุประสงค์ในการผลิต
• 5.โครงเรื่อง
• 6.รายละเอียดต่างๆ
• 6.1 งบประมาณที่ใ่ช้ งบลงทุน งบดำเนินการ
• 6.2 รูปแบบในการนําเสนอ
• 6.3 ทีมงานผลิต
บทแบบสมบูรณ์
อภิทานศัพท์
• Pan : เคลื่อนกล้องในแนวระดับจากซ้ายไปขวา หรือขาวไปซ้าย
• Tilt : การยกหัวกล้องขึ้นลง ( บางครั้งเรียก Pan up หรือ Pan down)
• Pedestal : กล้องเคลื่อนขึ้นหรือลงตรง ๆ บนฐาน
• Tongue : เคลื่อนกล้องทุกส่วนจากซ้ายไปขวาหรือจากขวาไปซ้ายบน
• Boom & Crane : เคลื่อนกล้องทุกส่วนขึ้นลง ถ้าเคลื่อนขึ้นเรียกว่า “ บูมอัพ ” ถ้า
เลื่อนลงเรียกว่า “ บูมดาวน์ ” เลื่อนกล้องขึ้นลงโดยใช้เครน เรียกว่า “ เครนอัพ ” และ “
เครนดาวน์ ” วัตถุประสงค์ของการบูม คือ
อภิทานศัพท์
• Zoom :การเปลี่ยนความยาวโฟกัสของเลนส์ โดยวิธีกดปุ่มกลไกทำให้เลนส์ขยับไปข้างหน้าจะได้ภาพที่มีขนาดโตขึ้น ตัวกล้องอยู่กับที่
ซูม ( Zoom) การเปลี่ยนขนาดของภาพด้วยการเปลี่ยนมุมหักเหของเลนส์ซูม โดยไม่ได้เคลื่อนกล้องหรือวัตถุเรียกว่า “ ซูม ” ถ้าเปลี่ยน
จากมุมกว้างเป็นมุมแคบเรียกว่า “ ซูมอิน ” ( Zoom-in) ตรงข้ามเรียกว่า “ ซูทเอ๊าท์ ” ( Zoom-out )
• Dolly :การเคลื่อนกล้องเดินหน้า ถอยหลัง บนฐานที่มีล้อ การเคลื่อนกล้องเข้าใกล้วัตถุเรียกว่า “ ดอลลี่-อิน ” ( Dolly- In ) เมื่อเคลื่อน
กล้องออกห่างวัตถุเรียกว่า “ ดอลลี่-เอ๊าท์ “ ( Dolly - Out )หรือ “ ดอลลี่- แบ๊ค “ ( Dolly- Back )
• Truck : การเคลื่อนกล้องโดยฐานสามเหลี่ยมที่รองรับตัวกล้อง โดยมีแเคลื่อนไปด้านข้างของตัวกล้อง
• Track : การเคลื่อนกล้องไปตามแนวนอนขณะกำลังถ่าย เรียกว่า “ แทรคกิ้ง” ( Tracking) ถ้ากล้องเคลื่อนไปพร้อมกับวัตถุเรียกว่า “
follow - tracking ” ถ้ากล้องเคลื่อนไปรอบวัตถุ โดยมีวัตถุเป็นศูนย์กลางเรียกว่า “ revolve-trackingArc : การเคลื่อนกล้องเป็นรูป
โค้งใช้ขาตั้งมีล้อเช่นกัน
• Stillshot : คือการถ่ายภาพโดยไม่เคลื่อนกล้อง ใช้มากในการถ่ายทำรายการทั่วไป โดยปกติกล้องจะโฟกัสอยู่บนวัตถุหรือ
บุคคลที่ต้องการออกอากาศมากที่สุด ในสติลช็อตเช่นนี้ถ้าจัดองค์ประกอบของภาพไม่ดี จะปรากฏให้เห็นชัดเจนบนจอโทรทัศน์
•
อภิทานศัพท์
• การเปลี่ยนและเชื่อมโยงภาพ (Different Transitions )
• วิธีการเปลี่ยนจากภาพหนึ่งสู่อีกภาพหนึ่ง ( Shot to Shot ) จากฉากสู่อีกฉากนั้นมีความสำคัญมากทั้ง
ต่อความรู้สึก และความต่อเนื่องของรายการ
• มีหลักสำคัญ 3 ประการ ในการเปลี่ยนหรือเชื่อมโยงภาพ
• Take , Cut or Switch : คือการเปลี่ยนภาพหนึ่งสู่ภาพหนึ่งอย่างทันทีทันใด
• Dissolve ( Lap dissolve or Lap ) คือการแทนที่ภาพด้วยการค่อย ๆ เลื่อนภาพหนึ่งออก
ขณะเดียวกันค่อยเพิ่มความปรากฎชัดอีกภาพหนึ่งอย่างราบรื่น โดยการ fade in และ fade out
• Fade : คือการเลือนภาพ
• Fade out : เป็นการเลือนภาพออกจนจอว่าง
อภิทานศัพท์
• Fade in : เป็นการนำภาพเข้าแทนจอว่าง
• Defocus – refocus : เป็นการนำภาพให้ปรากฎหรือเลือนจาง โดยอาศัยเทคนิคการปรับความคมชัด ( focus )
• Defocus : ปรับจากภาพชัดสู่ภาพเลือนลาง ( Out of focus )
Refocus : ปรับจากภาพ Out of focus สู่ Into focus
• Defocus-Refocus : กล้องจับภาพขณะ Out of focus แล้วเลื่อนตำแหน่งหรือมุม กล้องใหม่ แล้วปรับสู่ Into focus
• Wipe : การกวาดภาพ โดยการกวาดภาพที่ได้จากกล้องหนึ่งออกสู่ภาพจากอีกกล้องหนึ่ง กระทำได้โดยอาศัยการควบคุม Master
Control หรือ Special effects generator
• Flexitron ( ripple dissolve ) : ภาพจะแทรกหรือเหลื่อม ( wiggles or wanes ) เช่นเดียวกับการซ้อนภาพ (
dissolve ) กระทำได้โดยเทคนิคจากเครื่องอีเล็กทรอนิคส์กับ Audio oscillator
• Swish pan ( Zip pan , whiz pan ) : การแพนกล้องอย่างเร็วในขณะที่จับภาพเบลออยู่ ไปสู่อีกตำแหน่งหนึ่งแล้วค่อย
ปรับภาพให้ชัด
•
อภิทานศัพท์
• Close-up: CU ภาพใกล้ เห็นเป็นส่วนๆ เช่นใบหน้า
• Medium Close-up Shot : MCU ใช้ในการจับภาพผู้ประกาศข่าวส่วนใหญ่ จะมีระยะใกล้ ตั้งแต่ศีรษะลงมาระดับบ่า
• Medium Shot : MS ภาพครึ่งตัว ถ้ามีจำนวน 2คน อาจเรียกว่า Two Shot หรือ AmericanShot ก็ได้ และสำหรับกลุ่ม
คนเราสามารถใช้แทนว่า Group Shot
• Long Shot : LS ภาพเต็มตัว หรือระยะไกล มักใช้ในการเปิดรายการ
• Moving Shot หรือ Dolly Shot หรือ TravelingShot : ภาพที่เกิดจากการเคลื่อนกล้องด้วยทิศทางอิสระตามผู้กำกับ
ต้องการ
• Point of View Shot(P.O.V) : ภาพแทนสายตา
อภิทานศัพท์
• Bird Eye View : ภาพมุมสูง
• Insert Shot : ภาพเจาะรับ ในการถ่ายทำโทรทัศน์มักจะถ่ายอย่างต่อเนื่อง แต่ ถ้าในช่วงใด ต้องการภาพเสริม
เพิ่มเติมก็จะใช้ภาพ Insert เข้าไป
• Over-shoulderShot : ภาพผ่านไหล่ ใช้ในฉากที่มีตัวแสดงมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป คือภาพที่เห็นตัวแสดงหนึ่งโดยมอง
จากมุมมองที่ผ่านไหล่ของตัวละครอีกตัวหนึ่ง
• Soft Shot; ภาพที่ให้อารมณ์อ่อนนุ่ม มักใช้เป็นภาพฟุ้งๆเบลอๆ ด้วยวิธีต่างๆกันไปของ ช่างกล้องแต่ละคน
• 3P กับการผลิตรายการโทรทัศน์
• P1 = Pre – production คือ ขั้นตอนก่อนผลิตรายการ
• P2 = Production คือ ขั้นตอนของการผลิตรายการ
• P3 = Post – productionคือขั้นหลังการผลิต เป็นการลำดับและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด
•
เอกสารอ้างอิง
• มานิต ศุทธสกุล: เทคนิคการนำเสนอเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
• รศ.ดร.กุลธิดา ธรรมวิภัชน์ LTM 632 Principle and Theories of Mass Communication
หลักและทฤษฎีการสื่อสารมวลชน
• อัฏฐวุฒิ โตศรี, วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี เอกสารเทคนิคการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ
• 54 รูปแบบการสอนสำหรับผู้สอนมืออาชีพ
• สุรพล บุญลือ การผลิตรายการโทรทัศน์เบื้องต้น

Online content development and video production

  • 1.
    การพัฒนาสื่อออนไลน์และการผลิตวีดิทัศน์สื่อออนไลน์ Online Content Developmentand Video Production ผศ.ดร.สุรพล บุญลือ ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีการอบรมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนําบทเรียนออนไลน์แบบ SPOC และ MOOC ภายใต้โครงการ MUx และ Thai MOOC วันอังคารท่ี 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 อาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
  • 2.
  • 3.
    คณะทำงาน MOOCs • ทีมบริหาร •ทีมผลิตสื่อมัลติมีเดีย • ทีมเนื้อหา • ทีมประเมินผล และสนับสนุน
  • 4.
    Classification of MOOCCriteria according to Yousef Quality of MOOCs: A review of literature on effectiveness and quality aspects Dilrukshi Gamage∗ , Shantha Fernando#, Indika Perera+ AUGUST 2015 Pedagogical Criteria Instructional Design Assessment Pedagogical Criteria Video Content Learning & Social Tools User Interface Learning Analytics Lecture Organization Culture E-Assessment Peer-Assessment MOOCsCriteria
  • 5.
    Media & Channel SERVER XMedia X User X Time
  • 7.
    รูปแบบของสื+อที+ใช ้ในMOOC -edX •มีการใช ้ใน ลักษณะที+ หลากหลาย • ขึ=นอยู่กับ วัตถุประสงค์ และเนื=อหา
  • 10.
    ข้อดีของสื่อวีดิทัศน์ • เป็นสื่อที่ถ่ายทำจากของจริง ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนจริง •ง่ายต่อการผลิต และการนำเสนอ • สามารถนำเสนอตามลำดับขั้นตอนได้ หยุดได้ ดูซ้ำได้ • อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต หลากหลาย • เวลา ทำสิ่งที่เร็วให้ช้าลงทำสิ่งที่ช้า ให้เร็วขึ้น • ปรับแต่ง แก้ไขข้อมูลเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ • นำห้องเรียนภายนอกมาสู่ห้องเรียนจริง • ลดความแตกต่างระหว่างบุคคล • สามารถนำอดีตกลับมาศึกษาได้
  • 11.
    ข้อแตกต่างระหว่างสื่อวีดิทัศน์ออนไลน์กับการเรียน ปกติ • มีความสดใหม่ ยกตัวอย่างได้ทัน สถานการณ์ •สามารถเปลี่ยนได้ตลอด • ไม่สามารถดูซ้ำได้ ผู้เรียนตั้งใจ มากกว่า • ต้องเข้าชั้นเรียน เป็นทางการ • โต้ตอบ พูดคุยได้ • ข้อมูลเก่า เปลี่ยนไม่ได้ • ต้องถูกต้องแน่นอน • ดูซ้ำได้ ตรวจสอบได้ • ดูที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ไม่เป็น ทางการ • สื่อสารสองทางไม่ได้
  • 12.
  • 14.
  • 15.
  • 16.
  • 17.
  • 18.
  • 19.
  • 20.
  • 21.
  • 22.
    วิธีสอนแบบบรรยาย (Lecture Method) เป็นวิธีสอนที่ผู้สอนให้ความรู้ตามเนื้อหาสาระด้วยการเล่าอธิบายแสดงสาธิตโดยที่ผู้เรียนเป็นผู้ฟังเพียงอย่างเดียว อาจเปิดโอกาสให้ซักถามปัญหาได้บ้างในตอนท้ายของการบรรยาย ความมุ่งหมายของวิธีสอนแบบบรรยาย 1.เป็นการสอนที่เน้นเนื้อหาสาระที่นำเสนอโดยครูผู้สอน ผู้บรรยายจะเสนอปัญหาวิธีการต่างๆใน การแก้ปัญหา และสรุปด้วยว่าวิธีการใดเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดตามหลักการ 2. เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้หลายๆแนวคิดก่อนที่จะสรุปเป็นข้อคิดหรือทางเลือกที่เหมาะสม
  • 23.
    วิธีสอนแบบบรรยาย (Lecture Method) ข้อดีของวิธีสอนแบบบรรยาย 1.ดำเนินการสอนได้รวดเร็ว 2. ง่ายต่อการสอนเพราะไม่ต้องเตรียมสื่อการสอน เพียงแต่ ครูเตรียมเนื้อหาสาระที่จะสอนล่วงหน้าก็เพียงพอ 3. สามารถใช้สอนได้ในเวลาอันจำกัด ส่งเสริมทักษะในการ ย่อและเขียนสรุป ข้อสังเกตของวิธีสอนแบบบรรยาย 1. หากผู้เรียนมีความตั้งใจฟังการบรรยาย จะ ช่วยเสริมทักษะในการสรุปความ 2. ผู้สอนต้องรู้จักการสร้างบรรยากาศด้วย วาทศิลป์ เพื่อมิให้ผู้ฟังสูญเสียความสนใจ 3. สาระที่ได้จากการบรรยายมิได้เกิดจากการ เรียนรู้ที่เกิดกับผู้เรียนโดยตรง แต่เป็นสาระ ความรู้ที่ได้จากการบอกเล่าจากครูผู้สอน 4. ความรู้ที่ได้รับจากการฟังเพียงอย่างเดียว อาจลืมง่าย เป็นความทรงจำที่ไม่ถาวร
  • 24.
    วิธีสอนแบบสาธิต (Demonstration Methord) เป็นวิธีสอนที่ครูแสดงให้นักเรียนดูและให้ความรู้แก่นักเรียนโดยใช้สื่อการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมและผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรง การสอนแบบสาธิตแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ๆด้แก่ ผู้สอนเป็นผู้สาธิต ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสาธิต ผู้เรียนสาธิตเป็นกลุ่ม ผู้เรียนสาธิต เป็นรายบุคคล วิทยากรเป็นผู้สาธิต และการสาธิตแบบเงียบโดยให้นักเรียนสังเกตเอง 1. ขั้นเตรียมการสอน • 1.1 กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้โดยวิธีการสาธิต • 1.2 ศึกษาเนื้อหาสาระให้ชัดเจน และจัดลำดับให้ เหมาะสม • 1.3 เตรียมกิจกรรมให้ผู้เรียนปฏิบัติ • 1.4 เตรียมสื่อ อุปกรณ์ เอกสารให้เพียงพอกับผู้เรียน • 1.5 กำหนดเวลาการสาธิตให้พอเหมาะ • 1.6 กำหนดวิธีการประเมินผล • 1.7 เตรียมสภาพห้องเรียน 2. ขั้นสาธิต • 2.1 แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระที่จะเรียนรู้ • 2.2 บอกให้นักเรียนรู้บทบาทของตนเอง ได้แก่ การทดลอง ปฏิบัติ การจดบันทึก การสรุป • 2.3 แนะนำสื่อการเรียนรู้ • 2.4 ดำเนินการสาธิต 3. ขั้นสรุป • 3.1 ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปผลที่เกิดจากการสาธิต • 3.2 บันทึกขั้นตอนการสาธิตพร้อมทั้งผลที่เกิดขึ้น 4. ขั้นวัดและประเมินผล 4.1 ผู้เรียนทดลองสาธิตให้ผู้อื่นดูพร้อมทั้งบอกผล และข้อคิดที่ได้ 4.2 ให้เขียนรายงาน ตอบคำถามจากแบบฝึกหัด และแสดงความคิดเห็น
  • 25.
    ข้อดี และข้อจำกัดของการสอนแบบสาธิต • ข้อดีของการสอนแบบสาธิต •1. ผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรง • 2. สร้างความสนใจ และความกระตือรือร้น • 3. ฝึกการสังเกต การสรุปผล การบันทึก และ การจัดขั้นตอน • ข้อจำกัดของการสอนแบบสาธิต • 1. การสาธิตบางครั้งไม่สามารถใช้กับผู้เรียนกลุ่ม ใหญ่ • 2. ผู้สอนต้องแนะนำขั้นตอน อุปกรณ์ ที่ใช้ในการ สาธิตอย่างชัดเจน • 3. ผู้สอนต้องทดลองการสาธิตก่อนสอนให้แม่นยำ เพื่อลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
  • 26.
    ทักษะการนำเสนอ • แสดงประเด็นหลักและประเด็นย่อยได้อย่างชัดเจน • มีการเรียบเรียงที่สะดวกในการทำความเข้าใจและจดจำ • มีการเชื่อมโยงประเด็นต่าง ๆ อย่างชัดเจน • การเลือกถ้อยคำที่สื่อความได้ชัดเจน • มีความกระชับ เหมาะสมกับเวลาที่กำหนดให้ • มีการใช้น้ำเสียงและภาษาสุภาพประกอบอย่างเหมาะสม • สร้างความประทับใจแก่คนฟัง และนำไปสู่การสร้างหรือปรับเปลี่ยนทัศนคติ
  • 27.
    บทบาทของผู้นำเสนอ •เป็นผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ฟังภายใน เวลาที่กำหนด •เป็นผู้กำหนดทิศทางว่าจะให้ผู้ฟังเรียนรู้อะไรลึกซึ้งเพียงใด •เป็นผู้มีศิลปะในการพูด เรียกความสนใจจากผู้ฟังได้ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้อบรมได้รับ ความรู้มากที่สุด
  • 28.
    การนำเสนอที่ดี • ขณะทักทายและเกริ่น ใช้อวัจนภาษาในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ฟัง •ใช้สีหน้า แววตาและอิริยาบถ บอกความเต็มใจ ความสนใจ และความ กระตือรือร้นที่จะนำเสนอตลอดเวลา • เมื่อจะจบต้องมีการสรุป และเน้นย้ำประเด็นสำคัญ
  • 29.
  • 30.
    การเตรียมตัวของผู้นำเสนอ • สิ่งที่ผู้สอนหรือวิทยากร ต้องรู้ •จำนวนผู้ฟัง • เพศ,ระดับอายุ • พื้นฐานการศึกษา • ประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ • หน้าที่การงาน ตำแหน่ง • ความสนใจ • วัฒนธรรม,ศาสนา,ภาษา • อาชีพ,ฐานะทางเศรษฐกิจ • เนื้อเรื่อง • วัตถุประสงค์ของเรื่อง • ประเด็นสำคัญ • ลำดับเนื้อหา • ความสอดคล้อง • สรุป
  • 31.
    การเตรียมตัวของผู้นำเสนอ กำหนดเวลาการบรรยาย •15 นาที ซักถาม •30นาที หยุดพัก •45 – 60 นาที จบ •MOOCs •5 นาที ซักถาม •10 นาที จบ บุคคลิกภาพ การแต่งกาย น้ำเสียงในการพูด การแสดงความเป็นกันเอง ภาษาที่ใช้ ท่าทาง กิริยา มารยาท
  • 32.
    ประเภทของการเรียนรู้ • K =KNOWLEDGE ความรู้ • U = UNDERSTANDING ความเข้าใจ • S = SKILL ทักษะ • A = ATTITUDE เจตคติ
  • 33.
  • 34.
    การกล่าวนำและการนำเข้าสู่เรื่อง • กล่าวทักทาย และสร้างความสัมพันธ์กับผู้ฟัง •เชื่อมโยงกับเรื่องก่อน และแนะนำหัวข้อวิชา • ระบุหัวข้อหลักหรือประเด็นสำคัญของหัวข้อวิชา • ระบุวัตถุประสงค์ของหัวข้อวิชา และประโยชน์ • ใช้วิธีการกระตุ้นความสนใจของผู้ฟัง
  • 35.
    การนำเสนอเนื้อหาของเรื่อง • นำเสนอตามลำดับเรื่องที่ได้เตรียมการไว้ • อธิบายยกตัวอย่างประกอบ ย้ำประเด็นสำคัญ • สังเกตปฏิกริยาผู้ฟัง และตรวจสอบความเข้าใจ • เชื่อมโยงระหว่างหัวข้อให้สัมพันธ์สอดคล้องกัน
  • 36.
    การสรุปการบรรยาย • ตรวจสอบความเข้าใจของผู้ฟังอีกครั้ง • สรุปเค้าโครงหรือภาพรวมของเรื่องที่บรรยาย •เน้น ย้ำประเด็นหรือสาระสำคัญของเรื่อง • ฝากข้อคิด หลักการ หรือเชิญชวน โน้มน้าวใจ • เชื่อมโยงไปสู่หัวข้อวิชาหรือเรื่องในลำดับต่อไป
  • 37.
    ประโยชน์ของโสตทัศนูปกรณ์ • เพิ่มความน่าสนใจในการนำเสนอ • ช่วยให้นำเสนอเนื้อหาตามลำดับที่เตรียมไว้ •ช่วยให้มองเห็นภาพและทำความเข้าใจได้ง่าย • ช่วยกำหนดและเน้นให้สนใจอยู่กับจุดที่เสนอ • ช่วยให้จำได้ง่าย และจดจำได้ดี
  • 38.
    โสตทัศนูปกรณ์ที่ใช้ประกอบการนำเสนอเรื่อง • กระดานสำหรับเขียน • โปสเตอร์ภาพถ่าย ภาพพลิก แผนที่ แผนผัง อินโฟกราฟิก • สไลด์ ภาพยนต์ วิดีโอ • แบบจำลอง หรือชิ้นส่วนตัวอย่างของจริง • กล้องถ่ายภาพเฉพาะด้าน เช่นกล้องจุลทัศน์ กล้องสอดเข้าหลอดอาหาร • คอมพิวเตอร์,เครื่องจับภาพแบบสามมิติ(Visual) • โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต
  • 39.
    การพัฒนาการนำเสนอให้น่าสนใจ • บุคลิกภาพของผู้นำเสนอ • การนั่งหรือยืนการเคลื่อนไหวร่างกาย • มือ และการใช้มือในการนำเสนอ • การใช้ภาษา ศัพท์ ถ้อยคำ สำนวน • น้ำเสียง จังหวะ ลีลาการพูด
  • 40.
  • 41.
  • 42.
  • 43.
  • 44.
    สถานที่ในการถ่ายทำ • ในสตูดิโอ • ห้องบันทึกรายการ •ห้องเรียน • นอกสตูดิโอ • กลางแจ้ง • ในอาคาร • ในห้องปฎิบัติการ
  • 45.
  • 46.
  • 47.
  • 49.
    ACT camera moves: dolly(1), pedestal (2), Truck (3), Pan (4), Tilt (5), roll (6), and changing focal length.
  • 50.
  • 51.
  • 52.
    เสียงในการผลิตรายการ • เสียงพูด Voice •สนทนา Dialog • บรรยาย Naration • เสียงดนตรีMusic • ดนตรีที่มีนักร้อง Lyric • ดนตรี ประกอบ Music Background • เสียงประกอบ Sound effect • Natural • Make it
  • 53.
  • 54.
    1. บทโทรทัศน์อย่างคร่าวๆ (Thefact or rundown sheet • บทโทรทัศน์แบบนี้จะไม่มีรูปแบบการเขียนแต่อย่างใด เกิดจากความต้องการของผู้ผลิต รายการโทรทัศน์ที่ลำดับความคิดของตนเองอย่างคร่าวๆ โดยเฉพาะฉากเหตุการณ์ที่เคยประสบมา และมักเป็นเรื่องจริง • อย่างไรก็ตาม การเขียนบทโทรทัศน์ลักษณะนี้ถือเป็นแบบร่างที่นำไปสู่การเขียนบทโทรทัศน์ ในรูปแบบอื่นๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญในการเขียนบทก็คือต้องทำการสื่อสารให้ได้ว่า ผู้แสดงควรทำอย่างไร บ้างให้เกิดความสอดคล้องทั้งรายการ
  • 55.
    ตัวอย่างบทโทรทัศน์แบบ Rundown Sheet •ละครเรื่อง สายรุ้งตอนที่ 1 ฉาก ในสตูดิโอ เวลากลางวัน ตัวละคร เจ้าหน้าที่ในสตูดิโอ และกลุ่มบางแบบ ภายในห้องของโรงแรม มีการตระเตรียมแคทวอค ทีมงานพูดคุยกันและวุ่นวายอยู่กับการ ตระเตรียมงาน ด้านฉากมีการติดอักษรว่า “รวมน้ำใจ ถักทอสายใย ฝ้ายงาม” นางแบบและแขกกิตติ มาศักดิ์ทยอยเข้ามาเพื่อซักซ้อมคิวของตนเอง ขณะที่ดีไซเนอร์ชื่อดังกำลังสาละวนกับการนำชุดมา เตรียมให้บรรดาผู้ที่จะเดินแบบ พร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรสาระ จับกลุ่มกันนินทาถึงสาวแก่ ไฮโซที่กำลังลองชุดแต่ละราย เสียงผู้กำกับเตือนเพื่อจะออกอากาศ ในห้องลองเสื้อมีเสียงอื้ออึง สักพัก บรรยากาศบันทึกเทปแฟชั่นการกุศลจึงเริ่มขึ้น ผู้กำกับสั่งเด็กกำกับเวทีให้ไปคอยดูเรื่องคิว
  • 56.
    2. บทโทรทัศน์แบบการแสดง (Theshow format) • มีลักษณะของการแบ่งขั้นตอนในการดำเนินการเท่านั้น มิได้ให้รายละเอียดแต่ อย่างได้ เช่น การบอกรายชื่อส่วนต่างๆของการแสดง “บทสัมภาษณ์จากกรมตำรวจ” “โฆษณาชุด เจนเนอร์เรชันเนกซ์” “บรรยากาศในการสอบปากคำ” และอื่นๆจนจบ • รวมทั้งมีการกำหนดฉากในการออกอากาศว่า ต้องการให้เริ่มถ่ายทำที่ใด และ จะต้องจบลงตอนไหน ส่วนมากจะใช้บทลักษณะนี้กับรายการที่มีการจัดอยู่เป็นประจำ และทำการออกกาศต่อเนื่องรูปแบบเดียวกันทุกสัปดาห์ เช่นรายการเกมโชว์ รายการ คอนเสิร์ต เป็นต้น
  • 57.
    ตัวอย่างบทโทรทัศน์แบบการแสดง • รายการผู้หญิงวันนี้ ตอนภัยผู้หญิงขณะขับรถ ฉากที่1 จับภาพรถที่กำลังเลี้ยวเข้ามาจอด และเปิดประตูออกมา เห็นพิธีกรเป็นผู้ขับ พิธีกรกล่าวทักทาย นำเข้าสู่รายการ และประเด็นของเรื่อง “ภัยผู้หญิง” มีการแทรกภาพสถานการณ์จำลอง โฆษณา เบรกแรก ชุดเจ้าแห้ว บรั่นดีรีเจนซี่ ชุดเจนเนอร์เรชั่นเนกซ์ เป๊บซี่ ชุดแม่กับลูก และไวไวควิก ชุดกบ”จอมเขมือบ” ยาฉีดกันยุงอาร์ต ฉากที่ 2 ภาพการสัมภาษณ์นอกสถานที่บนถนนสายต่างๆ ทั้งกลางวัน และกลางคืน บทสัมภาษณ์ผู้หญิงที่ขับรถว่ามีประสบการณ์ในเรื่องนี้หรือไม่ และมีความ คิดเห็นอย่างไร เช่นการป้องกัน ภัย หรือหาทางแก้ไขหากประสบด้วยตนเอง
  • 58.
    3. บทโทรทัศน์แบบกึ่งสมบูรณ์ (Thesemi-script shows) • วิธีการเขียนบทโทรทัศน์ลักษณะนี้ มักเป็นรายการที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าผู้แสดงจะพูดหรือ กล่าวอะไรบ้าง เช่นการสนทนา สัมภาษณ์ ยอวาที โต้วาที อภิปราย เป็นต้น ดังนั้นรายละเอียดที่ สามารถระบุในบทนี้ได้ คือ • ขั้นตอนคร่าวๆในการดำเนินรายการ และประเด็นการซักถาม หรือหัวข้อหลักที่จะพูด ไม่ใช่ ลักษณะบทพูดที่ละเอียดทุกถ้อยคำ เพื่อให้ผู้กำกับรายการและทุกฝ่ายทราบว่าจะเริ่มรายการเมื่อใด มีขั้นตอนในการดำเนินรายการอย่างไรบ้าง และจะต้องจบลงเมื่อไร
  • 59.
  • 60.
    4. บทโทรทัศน์แบบสมบูรณ์ (Thefull script shows) • เป็นบทโทรทัศน์ที่มีการระบุคำพูดทุกคำพูดของผู้ประกาศ ผู้บรรยาย หรือผู้ แสดงลงในบท เช่นรายการข่าว ที่ต้องการความชัดเจน แม่นยำ นอกจากนี้ก็คือ รายการสารคดี โฆษณา และละคร ซึ่งมีการระบุภาพและการเคลื่อนไหวของ ภาพแทบทุกภาพที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์
  • 61.
    ลำดับ ภาพ เสียงหมายเหตุ 1/1 ½ 1/3 1/4 1/5 1/6 1/7 LS ตึกที่ทำงาน สวท. MS ภาพภายในที่ทำงาน MS พนักงาน ประชุมร่วมกับภาคอุตสาหกรรม CG ตัวอักษรภารกิจหลัก Disolve กราฟ สวท CG โชว์ organization chart, FLIP CU พนักงาน สนอ. ECU มือพนักงานชี้ไปที่จอระบบใหม่ 2 Shot มีพี่เลี้ยงช่วยในการสอนงาน โต๊ะทำงาน ที่มีเอกสารมากมาย เปลี่ยนเป็น การทำงานในคอมพิวเตอร์ สวท.เป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา เพื่อรองรับการขยายตัวและสนองตอบต่อความต้องการองค์ความรู้ของ สถานประกอบการ พันธกิจหลัก มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางบริการวิชาการ - มูลค่าโครงการที่รับผ่าน สวท. ในแต่ละปี มีการเติบโตกว่า 100% ซึ่งการเจริญเติบโตเช่นนี้ สวท.เองได้มีการปรับการทำงานใหม่ดังนี้ - การปรับเปลี่ยนด้านการบริหารจัดการ เพื่อความคล่องตัวยิ่งขึ้น ตัวอย่างบทแบบสมบูรณ์
  • 62.
  • 63.
    การ brainstormหรือการระดมสมองเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่เรา จะต้องใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดก่อน โดยอาจจะเขียนในรูป ของmind map หรือแผนที่ความคิดของโทนี่ บูสานซึ่งเคยเขียนเรื่องนี้ ไว้ เริ่มจากตรงกลางคือ main content หรือ main idea หรือ main concept หลังจากนั้นก็จะแตกก้านออกไปในรูปแบบของเส้นที่มีความ หนา หรืออาจจะเป็นหนวดต่างๆที่แยกออกไป นั่นก็คือจะเป็นประเด็น ย่อยในส่วนต่างๆออกไป และเมื่อออกไปแล้วก็จะมีส่วนย่อยที่แตก แตก แตกออกไปอีกนี่คือการ brainstorm คือการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ดังนั้น ในการเตรียมสื่อที่จะนำเสนอจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำ brainstorm เพื่อให้ได้ข้อมูลในสิ่งที่เราต้องการนำเสนออย่างครบถ้วน ก่อน การใช้แผนผังความคิดBrainstorm
  • 64.
    การนำข้อมูลต่างๆจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจำลำดับข้อมูลให้ชัดเจน แม้ในขั้นตอนของการระดมสมอง brainstormแล้วก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมายจำเป็นที่จะต้องลำดับให้เชื่อมโยงกันใช้ในรูปแบบของ การติดโพสอิต ก็เป็น การลำดับเรื่องราว ที่เชื่อมโยงกัน หรือการเขียนเป็น content network โดยเริ่มจากส่วนที่1 ส่วนที่2 ส่วนที่3 ส่วนที่4 หาก เรามีการเชื่อมโยงออกไปในหัวข้อต่างๆ ให้เลือกนั่นเอง ดังนั้นการทำ content networkจะเป็นการสรุปเนื้อหาจาก นั่นเอง หาก เนื้อหาที่เราระดมสมองมาได้ บางอย่างอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ในการนำเสนอก็จะถูกตัดออกในระหว่างที่เราทำ content network นั่นเอง โครงข่ายเนื้อหาContent network
  • 65.
    1.เอกสารโครงการ ขออนุมัติการผลิตรายการวีดิทัศน์ (Proposal) •1.ชื่อเรื่อง • 2.หลักการและเหตุผล • 3.กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายหลักกลุ่มเป้าหมายรอง • 4.วัตถุประสงค์ในการผลิต • 5.โครงเรื่อง • 6.รายละเอียดต่างๆ • 6.1 งบประมาณที่ใ่ช้ งบลงทุน งบดำเนินการ • 6.2 รูปแบบในการนําเสนอ • 6.3 ทีมงานผลิต
  • 66.
  • 67.
    อภิทานศัพท์ • Pan :เคลื่อนกล้องในแนวระดับจากซ้ายไปขวา หรือขาวไปซ้าย • Tilt : การยกหัวกล้องขึ้นลง ( บางครั้งเรียก Pan up หรือ Pan down) • Pedestal : กล้องเคลื่อนขึ้นหรือลงตรง ๆ บนฐาน • Tongue : เคลื่อนกล้องทุกส่วนจากซ้ายไปขวาหรือจากขวาไปซ้ายบน • Boom & Crane : เคลื่อนกล้องทุกส่วนขึ้นลง ถ้าเคลื่อนขึ้นเรียกว่า “ บูมอัพ ” ถ้า เลื่อนลงเรียกว่า “ บูมดาวน์ ” เลื่อนกล้องขึ้นลงโดยใช้เครน เรียกว่า “ เครนอัพ ” และ “ เครนดาวน์ ” วัตถุประสงค์ของการบูม คือ
  • 68.
    อภิทานศัพท์ • Zoom :การเปลี่ยนความยาวโฟกัสของเลนส์โดยวิธีกดปุ่มกลไกทำให้เลนส์ขยับไปข้างหน้าจะได้ภาพที่มีขนาดโตขึ้น ตัวกล้องอยู่กับที่ ซูม ( Zoom) การเปลี่ยนขนาดของภาพด้วยการเปลี่ยนมุมหักเหของเลนส์ซูม โดยไม่ได้เคลื่อนกล้องหรือวัตถุเรียกว่า “ ซูม ” ถ้าเปลี่ยน จากมุมกว้างเป็นมุมแคบเรียกว่า “ ซูมอิน ” ( Zoom-in) ตรงข้ามเรียกว่า “ ซูทเอ๊าท์ ” ( Zoom-out ) • Dolly :การเคลื่อนกล้องเดินหน้า ถอยหลัง บนฐานที่มีล้อ การเคลื่อนกล้องเข้าใกล้วัตถุเรียกว่า “ ดอลลี่-อิน ” ( Dolly- In ) เมื่อเคลื่อน กล้องออกห่างวัตถุเรียกว่า “ ดอลลี่-เอ๊าท์ “ ( Dolly - Out )หรือ “ ดอลลี่- แบ๊ค “ ( Dolly- Back ) • Truck : การเคลื่อนกล้องโดยฐานสามเหลี่ยมที่รองรับตัวกล้อง โดยมีแเคลื่อนไปด้านข้างของตัวกล้อง • Track : การเคลื่อนกล้องไปตามแนวนอนขณะกำลังถ่าย เรียกว่า “ แทรคกิ้ง” ( Tracking) ถ้ากล้องเคลื่อนไปพร้อมกับวัตถุเรียกว่า “ follow - tracking ” ถ้ากล้องเคลื่อนไปรอบวัตถุ โดยมีวัตถุเป็นศูนย์กลางเรียกว่า “ revolve-trackingArc : การเคลื่อนกล้องเป็นรูป โค้งใช้ขาตั้งมีล้อเช่นกัน • Stillshot : คือการถ่ายภาพโดยไม่เคลื่อนกล้อง ใช้มากในการถ่ายทำรายการทั่วไป โดยปกติกล้องจะโฟกัสอยู่บนวัตถุหรือ บุคคลที่ต้องการออกอากาศมากที่สุด ในสติลช็อตเช่นนี้ถ้าจัดองค์ประกอบของภาพไม่ดี จะปรากฏให้เห็นชัดเจนบนจอโทรทัศน์ •
  • 69.
    อภิทานศัพท์ • การเปลี่ยนและเชื่อมโยงภาพ (DifferentTransitions ) • วิธีการเปลี่ยนจากภาพหนึ่งสู่อีกภาพหนึ่ง ( Shot to Shot ) จากฉากสู่อีกฉากนั้นมีความสำคัญมากทั้ง ต่อความรู้สึก และความต่อเนื่องของรายการ • มีหลักสำคัญ 3 ประการ ในการเปลี่ยนหรือเชื่อมโยงภาพ • Take , Cut or Switch : คือการเปลี่ยนภาพหนึ่งสู่ภาพหนึ่งอย่างทันทีทันใด • Dissolve ( Lap dissolve or Lap ) คือการแทนที่ภาพด้วยการค่อย ๆ เลื่อนภาพหนึ่งออก ขณะเดียวกันค่อยเพิ่มความปรากฎชัดอีกภาพหนึ่งอย่างราบรื่น โดยการ fade in และ fade out • Fade : คือการเลือนภาพ • Fade out : เป็นการเลือนภาพออกจนจอว่าง
  • 70.
    อภิทานศัพท์ • Fade in: เป็นการนำภาพเข้าแทนจอว่าง • Defocus – refocus : เป็นการนำภาพให้ปรากฎหรือเลือนจาง โดยอาศัยเทคนิคการปรับความคมชัด ( focus ) • Defocus : ปรับจากภาพชัดสู่ภาพเลือนลาง ( Out of focus ) Refocus : ปรับจากภาพ Out of focus สู่ Into focus • Defocus-Refocus : กล้องจับภาพขณะ Out of focus แล้วเลื่อนตำแหน่งหรือมุม กล้องใหม่ แล้วปรับสู่ Into focus • Wipe : การกวาดภาพ โดยการกวาดภาพที่ได้จากกล้องหนึ่งออกสู่ภาพจากอีกกล้องหนึ่ง กระทำได้โดยอาศัยการควบคุม Master Control หรือ Special effects generator • Flexitron ( ripple dissolve ) : ภาพจะแทรกหรือเหลื่อม ( wiggles or wanes ) เช่นเดียวกับการซ้อนภาพ ( dissolve ) กระทำได้โดยเทคนิคจากเครื่องอีเล็กทรอนิคส์กับ Audio oscillator • Swish pan ( Zip pan , whiz pan ) : การแพนกล้องอย่างเร็วในขณะที่จับภาพเบลออยู่ ไปสู่อีกตำแหน่งหนึ่งแล้วค่อย ปรับภาพให้ชัด •
  • 71.
    อภิทานศัพท์ • Close-up: CUภาพใกล้ เห็นเป็นส่วนๆ เช่นใบหน้า • Medium Close-up Shot : MCU ใช้ในการจับภาพผู้ประกาศข่าวส่วนใหญ่ จะมีระยะใกล้ ตั้งแต่ศีรษะลงมาระดับบ่า • Medium Shot : MS ภาพครึ่งตัว ถ้ามีจำนวน 2คน อาจเรียกว่า Two Shot หรือ AmericanShot ก็ได้ และสำหรับกลุ่ม คนเราสามารถใช้แทนว่า Group Shot • Long Shot : LS ภาพเต็มตัว หรือระยะไกล มักใช้ในการเปิดรายการ • Moving Shot หรือ Dolly Shot หรือ TravelingShot : ภาพที่เกิดจากการเคลื่อนกล้องด้วยทิศทางอิสระตามผู้กำกับ ต้องการ • Point of View Shot(P.O.V) : ภาพแทนสายตา
  • 72.
    อภิทานศัพท์ • Bird EyeView : ภาพมุมสูง • Insert Shot : ภาพเจาะรับ ในการถ่ายทำโทรทัศน์มักจะถ่ายอย่างต่อเนื่อง แต่ ถ้าในช่วงใด ต้องการภาพเสริม เพิ่มเติมก็จะใช้ภาพ Insert เข้าไป • Over-shoulderShot : ภาพผ่านไหล่ ใช้ในฉากที่มีตัวแสดงมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป คือภาพที่เห็นตัวแสดงหนึ่งโดยมอง จากมุมมองที่ผ่านไหล่ของตัวละครอีกตัวหนึ่ง • Soft Shot; ภาพที่ให้อารมณ์อ่อนนุ่ม มักใช้เป็นภาพฟุ้งๆเบลอๆ ด้วยวิธีต่างๆกันไปของ ช่างกล้องแต่ละคน • 3P กับการผลิตรายการโทรทัศน์ • P1 = Pre – production คือ ขั้นตอนก่อนผลิตรายการ • P2 = Production คือ ขั้นตอนของการผลิตรายการ • P3 = Post – productionคือขั้นหลังการผลิต เป็นการลำดับและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด •
  • 73.
    เอกสารอ้างอิง • มานิต ศุทธสกุล:เทคนิคการนำเสนอเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช • รศ.ดร.กุลธิดา ธรรมวิภัชน์ LTM 632 Principle and Theories of Mass Communication หลักและทฤษฎีการสื่อสารมวลชน • อัฏฐวุฒิ โตศรี, วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี เอกสารเทคนิคการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ • 54 รูปแบบการสอนสำหรับผู้สอนมืออาชีพ • สุรพล บุญลือ การผลิตรายการโทรทัศน์เบื้องต้น