บทที่  3  วิธีดำเนินการวิจัย ( รศ . ดร . อภินันท์  จันตะนี ) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง   การสร้างและทดสอบเครื่องมือ   การเก็บรวบรวมข้อมูล   การใช้สถิติวิเคราะห็ข้อมูล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.  ประชากร  ( Population )   เนื่องจาก ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้หมายถึง  คน  สัตว์  สิ่งของ  องค์กรหรือสถานที่ต่าง ๆ  ที่ผู้วิจัยจะนำมาใช้เป็นตัวอย่างเพื่อการวิจัย  ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ สูตรคำนวณขนาดตัวอย่าง (Sample Size )  โดยแต่ละสูตรที่ใช้ในการคำนวณจะขึ้นอยู่กับยอมให้มีความคลาดเคลื่อน  5 – 10  %  ทั้งนี้ขึ้นกับการวิจัยในแต่ละประเภทและการเป็นตัวแทนที่ดีของตัวอย่างนั้น ๆ สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่คำนวณมาจากประชากรที่ใช้ในการวิจัย โดยคำนวณได้  2  ลักษณะ คือ  1)  กรณีที่ได้มีการบันทึกจำนวนประชากรไว้อย่างชัดเจน  นิยมใช้สูตรของ  Taro Yamane ( 1973 )  และ  Krejcie and Morgan ( 1970 )  แต่ไม่มีการบันทึกจำนวนประชากรไว้ หรือหาจำนวนประชากรไม่ได้ ปัจจุบันนิยมใช้สูตรของ  W.G.Cochran( 1953 )  และ  อภินันท์ จันตะนี (2549 : 35)
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2 .  กลุ่มตัวอย่าง  ( Sample Sizes )   การคำนวณหาขนาดตัวอย่าง กรณีที่ได้ บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับประชากรไว้อย่างชัดเจน  โดยใช้สูตรของ  Taro, Yamane  (1973)  ดังนี้   n  =  N___  1+Ne 2 วิธีทำ ให้  N  =  10,000  คน     e  =  0.05  ( คลาดเคลื่อนได้  5%  n  =  จำนวนกลุ่มตัวอย่าง   n  =  10,000     1+10,000(.05) 2 n  =  385   ดังนั้น จึงใช้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง  385  ราย
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2 .  กลุ่มตัวอย่าง  ( Sample Sizes )   การคำนวณหาขนาดตัวอย่าง กรณี ไม่มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับประชากรไว้อย่างชัดเจน  โดยใช้สูตรเพื่อคำนวณ ( อภินันท์ จันตะนี , 2549  : 35 )   ดังนี้ n  =  ___1___ 3.84(d) 2     วิธีทำ ให้  S   =  1.96 ( สำหรับความเชื่อมั่น  95%)  (S) 2     d  =  0.05  ( คลาดเคลื่อนได้  5%  n  =  ___1____     3.84(.05)  2   (1.96)  2 n  =  ___ 1 ____   =  400 .16  0.002499  ดังนั้น จึงใช้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง  400  ราย
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3 .  การสุ่มตัวอย่าง  ( Random   Sampling )   การทำวิจัยส่วนใหญ่ผู้วิจัยไม่สามารถสำรวจหรือสอบถามจากประชากรได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องเลือกตัวแทนหรือตัวอย่างมาเพื่อสอบถามหรือสัมภาษณ์  แต่การเลือกตัวอย่างเพื่อทำวิจัยจะต้องให้ ปราศจากความลำเอียง  (Bias)  ดังนั้น การเลือกตัวอย่างหรือ การสุ่มตัวอย่าง  (Random)  เพื่อให้ได้ตัวแทนหรือตัวอย่างที่เหมาะสมและไม่ลำเอียง  จึงนิยมเลือกตัวอย่าง  2  วิธีการใหญ่ ๆ คือ  การเลือกตัวอย่างแบบไม่เป็นไปตามความน่าจะเป็น  ( Non Probability Sampling )  โดย การเลือกตัวอย่างที่ไม่ทราบโอกาสที่แต่ละหน่วยของประชากรที่จะถูกเลือก  จึงไม่จำเป็นจะต้องทราบรายชื่อทุกหน่วยของประชากร ซึ่งวิธีนี้อาจไม่เหมาะสมสำหรับการวิจัยปัญหาบางเรื่อง โดยนิยมเลือกสุ่มตัวอย่าง  5  วิธี  และ การเลือกหรือสุ่มตัวอย่างแบบให้เป็นไปตามโอกาสทางสถิติ  (Probability Sampling)  โดย เป็นการเลือก / สุ่มตัวอย่างที่สามารถเปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยของประชากร จะถูกเลือกมาเป็นตัวแทนหรือตัวอย่างเท่า ๆ กัน  โดยนิยมใช้  5  วิธีเช่นกัน
3 .  การสุ่มตัวอย่าง  ( Random   Sampling ) 3. 1  การเลือกตัวอย่างแบบไม่เป็นไปตามความน่าจะเป็น  ( Non-Probability Sampling) 1)  การสุ่มแบบตามความสะดวก   ( Convenience Sampling )   เป็นการเลือกตัวอย่างที่ไม่มีการยึดหลักการใด ๆ เพียงแต่เลือกหน่วยตัวอย่างตามความสะดวก เช่น การเลือกลูกค้าธนาคารตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อสำรวจความคิดเห็น หรือการสอบถามประชาชนทั่วไปในกรุงเทพมหานคร ในเรื่องปัญหาจราจร ฯลฯ  ซึ่งเป็นการสอบถาม ตามสถานที่ต่างๆที่สะดวก โดยสอบถามจนได้ตัวอย่างครบตามจำนวน (Sample Size) ที่กำหนดไว้   2)  การสุ่มแบบบังเอิญ   (Accidental sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างแบบไม่ได้ยึดตามหลักเกณฑ์ เพียงแต่ตั้งเป้าหมายของตัวอย่างให้ตรงกับวัตถุประสงค์การวิจัย ดังเช่น การสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน / นักศึกษาต่อโภชนาการโรงอาหารในสถาบันการศึกษาฯ หรือการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าที่มาใช้บริการในธนาคารหรือร้านอาหารฯ  ถ้าพบใคร ( โดยบังเอิญ )  สามารถสอบถามความคิดเห็นได้ทันที แต่ถ้าป็นการสอบถามทุกคนที่เดินเข้ามาซื้อสินค้าในร้านหรือถามทุกคนที่เข้ามาใช้บริการในองค์กร / บริษัท / หน่วยงานฯ ไม่เป็นลักษณะการบังเอิญ ( Accidental sampling )  อาจเป็นแบบเจาะจง ( Purposive)
3 .  การสุ่มตัวอย่าง  ( Random   Sampling ) 3. 1  การเลือกตัวอย่างแบบไม่เป็นไปตามความน่าจะเป็น  ( Non-Probability Sampling ) 3)  การสุ่มแบบเจาะจง   ( Purposive sampling ) เป็นการเลือกตัวอย่างที่ใช้เหตุผลและวิจารณญาณในการเลือก เช่น การเลือกตัวอย่าง  จากผู้ที่คาดว่าจะเป็นตัวแทนหรือตัวอย่างที่ดีและสามารถตอบปัญหาต่าง ๆ แทนประชากรทั้งหมดได้ เช่น เลือกหัวหน้า / รองหัวหน้า / เลขาฯ หรือเลือกประธาน / เลขาฯ หรือหัวหน้ากลุ่ม / ชุมชนต่าง ๆ  เพื่อเป็นตัวแทนมาสัมภาษณ์หรือตอบแบบสอบถาม และอาจเป็นตัวอย่างให้การสังเกต เป็นต้น   4)  การสุ่มแบบโควต้า   ( Quota sampling ) เป็นการเลือกตัวอย่างที่ใช้หลักเกณฑ์ในการเลือก  เช่น การกำหนดจำนวนตัวอย่างจากแต่ละกลุ่มที่เป็นสัดส่วนกับจำนวนประชากรแต่ละกลุ่มหรือแต่ละแผนกในองค์การ หรือฝ่ายต่าง ๆ ในบริษัท หรือกำหนดสัดส่วนของลูกค้า / ประชาชนในชุมชนจากจำนวนมาเป็นตัวอย่าง   5)  การสุ่มแบบลูกโซ่   ( Snowball Sampling ) เป็นลักษณะการเขียนจดหมายลูกโซ่ กล่าวคือ ถ้าผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลหรือสัมภาษณ์บุคคลหนึ่งแล้ว ก็ให้บุคคลนั้นแนะนำบุคคลอื่นต่อ ๆ กันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ตัวอย่างครบตามจำนวนเท่าที่กำหนดในขนาดตัวอย่าง ( Sample size )
3 .  การสุ่มตัวอย่าง  ( Random   Sampling ) 3. 2  การเลือกตัวอย่างที่เป็นไปตามความน่าจะเป็น  ( Probability Sampling ) 1)  การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย  ( Simple random sampling ) เป็นการสุ่มตัวอย่างที่เปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยตัวอย่างมีโอกาสถูกเลือกมาเท่า ๆ กัน เพราะลักษณะของประชากรต้องมีการกระจาย  การสุ่มที่ให้ได้เป็นตัวแทนของประชากรที่ดี เช่น  ต้องการศึกษาทัศนคติต่อมหาวิทยาลัยฯ ของนักศึกษากลุ่มวิชาการจัดการทั่วไปจากความเชื่อว่า นักศึกษากลุ่มวิชาการจัดการทั่วไป น่าจะมีทัศนคติต่อมหาวิทยาลัยฯ เหมือน ๆ กัน ดังนั้นการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จะสามารถทำได้  เพราะเพียงแต่ให้โอกาสในการสุ่มในแต่ละครั้ง  จากนักศึกษาสาขาวิชาบริหารธุรกิจ  ให้มีโอกาสถูกสุ่มเท่าเทียมกัน โดยทั่วไป  จะใช้วิธีจับฉลากหรือใช้กับกลุ่มผู้บริโภคหรือลูกค้าที่มาใช้บริการ   2)  การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ  (Systematic random sampling) เป็นกรณีกลุ่มประชากรที่จะทำการสุ่มได้ถูกจัดไว้เป็นระบบอยู่แล้ว เช่น เรียงตามเลขพนักงานหรือเรียงลำดับตามบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้ง หรือครัวเรือนตามบ้าน ลขที่ ซึ่งจัดระบบ  โดยนำทุก ๆ ลำดับที่  3  หรือที่  5  มาเป็นตัวอย่าง  ซึ่งมีความเชื่อที่ว่าประชากร จะเรียงลำดับกันเป็นระบบอยู่แล้ว
3 .  การสุ่มตัวอย่าง  ( Random   Sampling ) 3. 2  การเลือกตัวอย่างที่เป็นไปตามความน่าจะเป็น  ( Probability Sampling ) 3)  การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม  ( Cluster random sampling )  เป็นการสุ่มตัวอย่างจากแต่ละกลุ่ม เพราะมีความเชื่อว่าแต่ละกลุ่มเป็นตัวแทนของประชากรอยู่แล้ว  เช่น การสุ่มตัวอย่างเพื่อจะศึกษาการใช้คอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยฯ หรือลูกค้าที่ซื้อโทรศัพท์มือถือหรือกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ โดยแบ่งกลุ่มลูกค้าหรือสมาชิกหรือนักศึกษาออกไปตามชั้นปี  และการแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้กระจายตัวอย่างออกไปอย่างทั่วถึง ดังนั้น การแบ่งตัวอย่างออกเป็นกลุ่ม ๆ จึงเหมาะสำหรับการทำวิจัยที่เน้นลูกค้าหรือสมาชิกเป็นเป้าหมายสำคัญ   4)  การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น  ( Stratify random sampling ) เป็นการแบ่งกลุ่มตัวอย่างโดยแบ่งออกเป็นชั้น ๆ  (Strata)  เพราะมีความเชื่อว่าประชากรมีความแตกต่างกันมากตามตัวแปรคุณลักษณะ เช่น เพศ ช่วงอายุ ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ ฯลฯ  ดังนั้น การแยกตัวแปรอิสระต่างๆออกมาเป็นชั้นๆเพื่อกระจายให้ตัวอย่างที่ได้รับเลือกและมีโอกาสเป็นตัวแทนหรือตัวอย่างของทุกระดับชั้น  ซึ่งจะทำให้เป็นตัวแทนหรือตัวอย่างที่ดีได้   5)  การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้น  ( Multi-stage random sampling ) เป็นการนำวิธีการสุ่มตัวอย่างทุกแบบมาผสมผสานกันโดยแบ่งการสุ่มตัวอย่างออกเป็นขั้นตอนต่าง ๆ  เช่น การศึกษารูปแบบของธุรกิจชุมชนในท้องถิ่น  ซึ่งมีขั้นตอนหาดูจากตัวอย่าง ...
การสร้างและทดสอบเครื่องมือวิจัย การสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามหรือข้อมูลปฐมภูมิ ซึ่งประกอบด้วย  แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และ แบบสังเกต  โดยการสร้างเครื่องมือการวิจัย จะต้องสร้างให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและตัวแปรที่ต้องการจะวัดหรือหาคำตอบ ดังนั้น ผู้วิจัยสามารถสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ตามลักษณะหรือประเภทของข้อมูลตัวอย่าง  ทั้งนี้การสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการวิจัย จะต้องสอดคล้องกับตัวแปรที่ผู้วิจัยต้องการให้ตอบคำถามตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยเรื่องนั้นๆ เมื่อสร้างเครื่องมือได้แล้ว จะต้องมีการ ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย หรือ การทดลอง ( Try-out )  ก่อนที่จะนำไปเก็บรวบรวมข้อมูลจริง   ซึ่งลักษณะของเครื่องมือการวิจัยที่ดี ต้องมีลักษณะดังนี้ 1.   สร้างได้ ครอบคลุม และ ตรงกับวัตถุประสงค์ และ กรอบแนวคิด การวิจัย   2.  แบ่งออกเป็นตอนๆตามโครงสร้างและเนื้อหาที่กำหนดขึ้นให้ครบสมบูรณ์ 3.  แต่ละข้อของแบบสอบถาม ควรมีสัดส่วนจำนวนข้อคำถามใกล้เคียงกัน
การสร้างเครื่องมือเพื่อการวิจัย ( Instrumentation ) เมื่อสร้างเครื่องมือได้แล้ว จะต้องมีการ ตรวจสอบคุณภาพ ของเครื่องมือการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะนำไป ทดลอง ( Try-out )  ซึ่งลักษณะเครื่องมือการวิจัยที่ดี มีดังนี้  1.  แบบสอบถาม   ( Questionnaire )   เป็นเครื่องมือการวิจัยที่ประกอบด้วยชุดของคำถามที่จะต้องใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลทุกประเภทในการวิจัย ทั้ง ข้อความจริง ความคิดเห็น การตัดสินใจ ความพึงพอใจ การมีส่วนร่วม และ ความผูกพันต่าง ๆ   เป็นรายบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ซึ่งแบบสอบถามมีหลายลักษณะ เช่น แบบคำถามให้ ตอบรับ หรือ ปฏิเสธ  แบบมีหลายตัวเลือก แบบตรวจสอบรายการ แบบจัดอันดับ แบบลิเคิร์ท และ แบบคำถามปลายเปิด   2.  แบบสัมภาษณ์   ( Interview )   เป็นการเก็บข้อมูลที่มีการสื่อสารหรือปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าระหว่างผู้สัมภาษณ์กับผู้ให้สัมภาษณ์  โดยแบบสัมภาษณ์สามารถใช้ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับข้อความจริง ความคิดเห็นและเจตคติของผู้ตอบ ซึ่งมี  3  แบบคือ แบบคำถามปลายปิด แบบคำถามปลายเปิด และแบบสเกล เช่น เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นอย่างยิ่ง  3.  แบบบันทึกการสังเกต ( Observation )   เป็นเครื่องมือการวิจัยที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลที่ผู้ทำวิจัยได้ไปสังเกตจากตัวอย่างและเป็นผู้บันทึกสิ่งที่เกิดจากที่ได้เห็นหรือได้ยินในขณะที่เฝ้าสังเกตดูจากสานการณ์จริงและจดลงในแบบบันทึกที่เตรียมไว้
ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือวิจัย   การสร้างเครื่องมือวิจัยที่เป็น ”แบบสอบถาม  ( Questionnaire )  ”   เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมินั้น โดยมีขั้นตอนในการสร้างแบบสอบถาม  ดังนี้ 1.  ศึกษาเอกสาร ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  เช่น  แนวคิด ทฤษฎี   และ ผลงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง 2.  ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถาม  จากผลงานวิจัยอื่นที่ มีลักษณะเหมือนกัน / คล้ายกัน ควรมีกี่ตอนและประกอบด้วยเนื้อหาด้านใดบ้าง   และเป็น มาตรวัดค่าอะไร  เช่น การวัดค่าข้อมูลที่เป็น คุณลักษณะ / เชิงคุณภาพ โดยการ แบ่งกลุ่ม (Nominal Scale ) หรือข้อมูลแบบ เรียงอันดับ ( Ordinal Scale )  หรือข้อมูลที่ เป็นแบบช่วง ( Interval Scale) หรือเป็นแบบ อัตราส่วน ( Ratio Scale)   โดยเลือกใช้มาตรวัดให้สอดคล้องและเหมาะกับข้อมูลตัวอย่าง 3.  นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้น   เสนอให้อาจารย์ที่ปรึกษาฯเพื่อส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างและเนื้อหา และนำมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาฯ 4.  นำแบบสอบถามที่ปรับปรุง   แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ ถ้ามีข้อเสนอแนะนำมาปรับปรุง 5.  การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม   โดยนำแบบสอบถามไป ทดลอง ( Try-out ) จำนวน 30   ชุด เพื่อหาความเชื่อมั่นเครื่องมือหรือแบบสอบถามฯทุกตอน เช่น ใช้วิธีของ  Kuder-Richardson  ดือ   KR-20 or   KR-21   และ แบบสอบถามประเภท เรียงลำดับ  เช่น แบบสอบถามที่ใช้แทนตัวเลขเป็น   5  4  3  2  และ   1  ( Likert Scale )  โดยใช้สูตร   Cronbachs’alpha  หรือ สัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค ( Cronbach.  1974 : 161 )  6.  นำเครื่องมือวิจัย   ไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลจริงภาคสนาม / ข้อมูลปฐมภูมิที่กำหนดไว้ต่อไป
ตอนที่  1  :   ปัจจัยส่วนบุคคล 1.  เพศ   (  )   ชาย  (  )   หญิง 2.  อายุ   ............. ปี 3.  การศึกษา ( )   ประถมศึกษา   ( )   มัธยมศึกษา ( )   อนุปริญญา / ปวส .   ( )   ตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป 4.  การประกอบอาชีพ   ( )   รับจ้างทั่วไป  ( )   ธุรกิจส่วนตัว  ( )   เกษตรกรรม  ( )   ข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ  ( )   ทำงานบริษัท / โรงงานฯ 5 .  รายได้เฉลี่ย   ..........… บาท / เดือน 6 .  สถานภาพ ( )   โสด  ( )   สมรส  ( )   หม้าย / อย่าร้าง ตัวอย่าง  :   การสร้าแบบสอบถาม ( เครื่องมือวิจัย )
ตอนที่  2 :   การถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้บริการ 1.  ท่านเป็นลูกค้าที่มีเงินฝากกับธนาคารประเภทใดบ้าง    1.  บัญชีเงินฝากเดินสะพัด    2.  บัญชีเงินฝากออมทรัพย์    3.  บัญชีเงินฝากประจำ    4.  บัญชีเงินฝาก   3 - 6  เดือน 2.  เหตุผลที่มาใช้บริการ    1.  ธนาคารเป็นที่ยอมรับน่าเชื่อถือ    2.  พนักงานชักชวน    3.  ชอบบริการของธนาคาร    4.  การเดินทางสะดวก  ใกล้บ้าน 3.  ท่านมาใช้บริการธนาคารเฉลี่ยกี่ครั้งต่อเดือน    1.  ไม่เกิน  3  ครั้ง    2. 4-8  ครั้ง    3.  มากกว่า  8  ครั้ง 4.  ประเภทบริการใดที่ท่านใช้อยู่ในปัจจุบัน    1.  ด้านเงินฝาก    2.  ด้านสินเชื่อ    3.  ด้านการโอนเงิน ,  ชำระค่าสินค้า    6.  จำหน่ายตราสาร 5.  ระยะเวลาที่เป็นลูกค้าของธนาคาร    1.  น้อยกว่า  3  ปี    2.  3-5  ปี    3. 6-10  ปี    5.  มากกว่า  10  ปีขึ้นไป แบบสอบถาม  :   สอบถามเกี่ยวพฤติกรรมการใช้บริการฯ
ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการ   ดีมาก  ดี  พอใช้  น้อย  น้อยที่สุด  ด้านการวางแผน 1.  ขั้นตอนบริการไม่ยุ่งยาก 2 .  เสนอบริการใหม่ ๆ ที่ตรงกับความต้องการ 3.  เสนอทางเลือก  สามารถใช้บริการได้หลายประเภท ด้านการจัดองค์กร 1.  พนักงานมีความชำนาญ 2 .  สถานที่บริการเป็นสัดส่วน 3 .  รูปแบบเอกสารเข้าใจได้ง่าย ด้านการประสานงาน 1.  การติดต่อต่างสาขาได้รับความสะดวก 2 .  ได้รับความสะดวกในกรณีเอกสารไม่ครบถ้วน 3 .  สามารถติดต่อหลายประเภทธุรกิจกับเจ้าหน้าที่คนเดียวได้ ด้านการควบคุม 1.  ได้รับบริการอย่างยุติธรรม  2 .  ระยะเวลาในการใช้บริการถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทั่วไป 3 .  ได้รับการดูแลอย่างดีจากพนักงานที่ให้บริการให้ ตอนที่  3 :   ระดับ ความคิดเห็น ที่มีต่อ บริหารจัดการ ของหน่วยงาน / องค์กรฯ
ข้อมูลการให้บริการ   ดีมาก  ดี  พอใช้  น้อย  น้อยที่สุด   ด้านรูปแบบการให้บริการ 1.  การแยกจุดให้บริการต่าง ๆ   การนำระบบคิวมาใช้   2.  จำนวนพนักงานที่ให้บริการในเวลาปกติ   3.  จำนวนพนักงานที่ให้บริการในเวลาพักกลางวัน  ( 11.30-13.30  น .)    4.  ด้านคุณภาพการให้บริการพนักงานให้บริการด้วยความรวดเร็ว ด้านความรวดเร็วในการบริการ 1.  การบริการเปิดบัญชีใหม่และทำบัตร  ATM 2.  การบริการรับ  ฝาก  ถอน  เงินสด  และรับฝากเช็คเข้าบัญชี 3.  การบริการด้านสินเชื่อและชำระเงินกู้การบริการด้านต่างประเทศ 4.  การบริการโอนเงินและชำระค่าสินค้าการบริการ ด้านความประทับใจในการให้บริการ 1.  พนักงานให้การต้อนรับท่านด้วยความเป็นกันเอง   2.  พนักงานพูดจากับท่านด้วยความไพเราะและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี   3.  พนักงานคอยดูแลให้บริการและตอบปัญหาท่านด้วยความเอาใจใส่   4.  ด้านราคา   ค่าธรรมเนียมในการโอนเงิน   ตอนที่  4 :   ระดับ ความพึงพอใจ ที่ใช้ บ ริ การ จากหน่วยงาน / องค์กร ฯ
ตอนที่  5 :   การ แสดงความคิดเห็น และ ข้อเสนอแนะ 1.  การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการฯ ............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. 2 .  การเสนอแนะเกี่ยวกับการให้บริการฯ ............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. แบบสอบถามปลายเปิด
การตรวจนับคะแนน ตอนที่  1   และ ตอนที่  2   นำมาแจกแจง ความถี่ และ หาค่าร้อยละ ของข้อมูล ตอนที่  3   สอบถามระดับความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการบริษัทประกันภัยฯ ตอนที่  4   สอบถามระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการบริษัทประกันภัยฯ เกณฑ์การให้คะแนนเป็นรายข้อที่กำหนดไว้ ( อภินันท์ จันตะนี 2549:86)   ตอนที่  3 -4   สอบถามระดับความคิดเห็นและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการบริษัทฯ  กำหนดให้คะแนนเป็นรายข้อตามเกณฑ์ ดังนี้ -  เห็นด้วยน้อยที่สุด / ความพึงพอใจน้อยที่สุด   ให้  1  คะแนน  -  เห็นด้วยน้อย / ความพึงพอใจน้อย   ให้  2  คะแนน  -  เห็นด้วยปานกลาง / ความพึงพอใจปานกลาง   ให้  3  คะแนน  -  เห็นด้วยมาก / ความพึงพอใจมาก     ให้  4  คะแนน  -  เห็นด้วยมากที่สุด / ความพึงพอใจมากที่สุด   ให้  5  คะแนน
กำหนดเกณฑ์การวัดของเครื่องมือวิจัย การนำคะแนนที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน   และแปลผล โดยใช้เกณฑ์ ( ล้วน  สายยศ และ อังคณา  สายยศ ,  2536 : 156-157 )  มีรายละเอียดดังนี้ ระดับค่าเฉลี่ย   =  คะแนนสูงสุด   -  คะแนนต่ำสุด    จำนวนชั้น ( ระดับการวัด ) =  5 – 1   =  0.8  5   ค่าเฉลี่ย   1.00 – 1. 7 9   แสดงว่า  เห็นด้วยน้อยที่สุด / ความพึงพอใจน้อยที่สุด ค่าเฉลี่ย   1. 8 0 – 2. 5 9   แสดงว่า  เห็นด้วยน้อย / ความพึงพอใจน้อย   ค่าเฉลี่ย   2. 6 0 – 3. 3 9  แสดงว่า  เห็นด้วยปานกลาง / ความพึงพอใจปานกลาง ค่าเฉลี่ย   3. 4 0 – 4. 1 9   แสดงว่า  เห็นด้วยมาก / ความพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย   4. 2 0 – 5.00   แสดงว่า  เห็นด้วยมากที่สุด / ความพึงพอใจมากที่สุด
1.  การทดสอบความเที่ยงตามเนื้อหา ( Content )  สำหรับการหาค่า  IOC  เป็นการตรวจสอบความ เที่ยงตรงตามเนื้อหา  เพื่อหาดัชนีความสอดคล้อง ( I ndex   o f  C ongruence)   โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ อย่างน้อย  3   ท่าน  เพื่อพิจารณาข้อคำถามแต่ละข้อ และกำหนดคะแนนไว้ ดังนี้  + 1   ถ้า เชื่อว่าคำถามข้อนั้น ตรง / สอดคล้องกับเนื้อหา ใน วัตถุประสงค์ ฯ 0   ถ้า ไม่แน่ใจว่าคำถามจะตรง / สอดคล้องกับเนื้อหา ใน วัตถุประสงค์ ฯ  - 1   ถ้าคำถามข้อนั้น ไม่ได้ตรง / สอดคล้องกับเนื้อหา ในวัตถุประสงค์ฯ IOC  =  ผลรวมคะแนน / หารด้วย ผู้เชี่ยวชาญ  ถ้าค่า  IOC  > .5   ถือว่าใช้ได้
2 .  แบบแบ่งครึ่ง  (Split-half method) เป็นวิธีการ สร้างเครื่องมือขึ้นมา  1  ชุด  ไป ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเพียงครั้งเดียว  นำมาให้คะแนน และ แบ่งคะแนนเป็น  2  ส่วน  เช่น  แบ่งครึ่งแรก  กับ  ครึ่งหลัง   ( ควรมี จำนวนข้อเท่ากัน  เช่น  100  ข้อ  ครึ่ง แรก  50  ข้อ   ครึ่ง หลัง  50  ข้อ ) นำคะแนนที่ได้มาหาค่าความสัมพันธ์ โดยใช้ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เหมือนเดิม  แต่จะได้ค่า ความเที่ยง  ครึ่งฉบับ  จึงต้อง ปรับขยายให้เป็นความเที่ยงรวมทั้งฉบับ   โดยใช้สูตร KR-20   และ   KR-21   ของ  Kuder - Richardson
 
ตัวอย่างค่า   Split-half
3.  สูตรของครอนบัค   (Cronbach) สัมประสิทธิ์แอลฟา  Coefficient -  α   เป็นวิธีที่ใช้ได้กับการให้คะแนนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นระบบ  0–1   ดังนั้น แบบสำรวจความพึงพอใจ ที่เป็นแบบมาตรประเมินค่า ( Rating Scale)   เช่น   5  4   3  2  และ   1   ซึ่งทดลองทำเพียงครั้งเดียวกับกลุ่มทดลองที่มีขนาด  30  ชุด / คน  โดยใช้สูตรของ  Cronbach’Alpha   เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก ( โดยเฉลี่ยทั้งหมดต้องได้ค่า     ไม่ต่ำกว่า  0.65 )   =  สัมประสิทธิ์ความเที่ยงของเครื่องมือ =  ความแปรปรวนของคะแนนคำถามแต่ละข้อ =  ความแปรปรวนของคะแนนรวมของผู้ตอบทั้งหมด
กด Continue และ   OK  ตามลำดับ
ตัวอย่างค่า   Alpha=.8490
การเก็บรวบรวมข้อมูล ( Collection of Data ) ข้อมูลเป็นสิ่งที่ได้ทราบแล้วและเป็นข้อความจริง  ที่ปรากฏในรูปของสถิติตัวเลขหรือในลักษณะที่ไม่ใช่ตัวเลข  โดยพิจารณาเลือกใช้ข้อมูล การใช้ข้อมูลจะต้องพิจารณาถึงความถูกต้อง ความทันสมัยและค่าใช้จ่ายเพื่อเก็บข้อมูลโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด สมมติฐานการวิจัย และการใช้สถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้   1.  การเก็บรวบรวมข้อมูลให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย   หากวัตถุประสงค์ของการวิจัย ต้องการทราบถึง ความคิดเห็นการบริหารจัดการ  พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค หรือความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อการให้บริการ  ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลก็จะมุ่งไปถามความคิดเห็นของลูกค้า พฤติกรรมการซื้อ เช่น คุณลักษณะของผู้ซื้อ ซื้ออย่างไร ซื้อที่ไหน ซื้อเมื่อไหร่ ซื้อทำไม และซื้อบ่อยเพียงใด   เป็นต้น  2.   การเก็บรวบรวมข้อมูลให้ตรงตามกรอบแนวการวิจัย   ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจะต้องครบถ้วนตามกรอบแนวคิดการวิจัย  ทั้งนี้เพราะกรอบแนวคิดได้กำหนดตัวแปรไว้อย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งการสร้างแบบสอบถาม ได้สร้างให้ครบตามตัวแปรในกรอบแนวคิดการวิจัยอยู่แล้ว ฉะนั้นการเก็บข้อมูลต้องให้เป็นไปตามกรอบแนวคิดการวิจัย
การเก็บรวบรวมข้อมูล ( Data ) 3.  การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อต้องการทดสอบสมมติฐานการวิจัย   โดยข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาเพื่อทดสอบหรือต้องการพิสูจน์ว่า  เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และ รายได้ ที่แตกต่างกัน จะ มีความคิดเห็น หรือ มีพฤติกรรมในการซื้อสินค้า แตกต่างกันหรือไม่ หรือมี ระดับความพึงพอใจ แตกต่างกันเท่าใด เป็นต้น 4.  การเก็บรวบรวมข้อมูลมาเพื่อเลือกสถิติวิเคราะห์ข้อมูล   ซึ่งการเก็บข้อมูลอาจเป็นที่อยู่ในลักษณะคุณภาพหรือคุณลักษณะที่ไม่อาจ บวก ลบ  กันได้ เช่น  ข้อมูลส่วนบุคคล ( ปัจจัยส่วนบุคคล )  เช่น  เพศ  อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ สถานภาพสมรส  หรือภูมิลำเนาเป็นต้น ส่วนข้อมูลที่เก็บรวบรวมในรูปเชิงปริมาณที่เป็นตัวเลข เช่น  5  4  3  2  และ   1   แทนระดับความคิดเห็น หรือแทนระดับความพึงพอใจ ดังนั้น การเลือกสถิติเพื่อวิเคราะห์จะต้องพิจารณาเงื่อนไขและความเป็นไปได้ของข้อมูลด้วย  ดังตัวอย่างการสถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลของนักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์ ดังเช่น
การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ( Data Analysis ) มี เกณฑ์เลือกใช้ คือ 1.  พิจารณา วัตถุประสงค์ และ กรอบแนวคิด การวิจัย 2 .  พิจารณาจำนวน ประชากร และ ตัวอย่าง / กลุ่มตัวอย่าง   3.  พิจารณาลักษณะข้อมูลที่เก็บ แบบกลุ่ม หรือ แบบอันดับ / ตัวเลข   4.  พิจารณาถึงการ ทดสอบสมมติฐาน ว่า” เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย และ ความแปรปรวน ”หรือ หาความสัมพันธ์ ระหว่าง ตัวแปรอิสระ  กับ ตัวแปรตาม หรือ ตัวแปรตาม ด้วยกัน หรือ การวิเคราะห์ด้วย Regression, Factor Analysis, Cluster-Discriminant Analysis 5.  พิจารณา ระดับการวัด และจุดมุ่งหมายใน การนำผลการวิจัยไปใช้
การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล  ( SPSS for Windows ) การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้สถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  สถิติพรรณนาข้อมูลที่จัดเก็บมาได้ และสถิติอ้างอิงเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย / แปรปรวนและหาความสัมพันธ์ของข้อมูลในกรณีที่มีการทดสอบสมมติฐาน ดังนี้ ( กัลยา  วานิชย์บัญชา .  254 9   :   2 40 –258 ) ตอนที่  1  ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของลูกค้า / ผู้บริโภคหรือประชาชนที่มาใช้บริการใน หน่วยงาน / องค์กรฯ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงกลุ่ม โดยใช้ สถิติวิเคราะห์ค่าความถี่ ( Frequency )  และ ร้อยละ ( Percentage ) ตอนที่  2   พฤติกรรมการเลือกซื้อของลูกค้า / ผู้บริโภคหรือพฤติกรรมการของประชาชน ที่ใช้บริการฯโดยเป็นข้อมูลคุณลักษณะ จึงต้องใช้ สถิติเพื่อวิเคราะห์ค่าความถี่ ( Frequency )  และ ร้อยละ ( Percentage ) ตอนที่  3   การ บริหารจัดการร้านขายสินค้า ฯ ซึ่งเป็น ระดับความคิดเห็น ต่อการบริหาร จัดการของร้านฯ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ เหมือนกันตอนที่  4 ตอนที่  4   การ ตัดสินใจซื้อสินค้า ฯ ซึ่งเป็น ระดับการตัดสินใจ ของลูกค้าฯที่มีต่อการสินค้าในร้านฯ โดยทั้ง ตอน  3-4   เหมือนกันจึงต้องใช้ สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ตัวอย่าง ( Sample mean ) เพื่อใช้หา ค่าเฉลี่ยของข้อมูลที่เก็บได้ฯ และใช้ สถิติวิเคราะห์ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( Standard deviation )  เพื่อใช้อธิบายค่าความแปรปรวนของข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม ตอนที่  3   และ ตอนที่  4
การใช้สถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน ( SPSS for Windows ) 1.  การทดสอบสมมติฐานด้วย  t   –   test   เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเพศชาย และเพศหญิงที่มีระดับความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการร้านจำหน่ายสินค้า และบริการฯ และระดับความคิดเห็นต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าฯ 2.   การทดสอบสมมติฐานด้วย  One-way ANOVA   : F – test   เพื่อเปรียบเทียบของความ แปรปรวน / แตกต่างระหว่างระดับความคิดเห็น / ระดับการตัดสินใจที่มี  3  กลุ่มขึ้นไป 3.   การทดสอบความเป็นอิสระต่อกัน   ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล กับพฤติกรรมการซื้อฯ ของผู้บริโภค ด้วย     2   :  test of Independent   โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05  ถ้าผลการทดสอบมีค่าน้อยกว่า  0.05  หรือ  “ ไม่เป็นอิสระต่อกัน ”  สัมพันธ์กัน หรือ ส่งผลต่อกัน หรือพฤติกรรมการซื้อสินค้าแตกต่างกัน  แสดงว่า ปัจจัยส่วนบุคคลมีผลต่อพฤติกรรมการซื้อแตกต่างกัน แต่ถ้าผลการทดสอบมีค่า มากกว่า  0.05   หรือ  “ เป็นอิสระต่อกัน ”  หมายความว่า  ไม่สัมพันธ์กัน  หรือไม่ส่งผลต่อกัน หรือไม่แตกต่างกัน แสดงว่า  ปัจจัยส่วนบุคคล ไม่มีผลต่อ พฤติกรรมการซื้อสินค้าฯ  เป็นต้น
การใช้สถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน ( SPSS for Windows ) 4.  การทดสอบสมมติฐานด้วยค่าสหสัมพันธ์   ( Correlation ) เพ ื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการร้านจำหน่ายฯ กับระดับการตัดสินใจของผู้บริโภค  โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.01  ซึ่งถ้าผลการทดสอบมี ค่าน้อยกว่า  0.01   ไม่มีความสัมพันธ์กัน  แต่ถ้า ค่ามากกว่า  0.01   แสดงว่า มีความสัมพันธ์กัน   โดยมีเกณฑ์วัดระดับความสัมพันธ์  ตามเกณฑ์ของ อภินันท์  จันตะนี   ( 254 9   :   7 )  เพื่อใช้วัดระดับความสัมพันธ์  ดังนี้ -  ค่าสหสัมพันธ์ 0.0 1  - 0.20 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับต่ำมาก -  ค่าสหสัมพันธ์ 0.21 - 0.40 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับต่ำ -  ค่าสหสัมพันธ์ 0.41 - 0.60 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับปานกลาง -  ค่าสหสัมพันธ์ 0.61 - 0. 75 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับค่อนข้างสูง -  ค่าสหสัมพันธ์ 0. 7 6 - 0. 9 0 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับสูง -  ค่าสหสัมพันธ์ 0. 9 1  –  1.00 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับสูงมาก  
5.  การวิเคราะห์ถดถอย  ( Regression Analysis ) เป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงปริมาณ 2  ตัว  โดย มี ทั้งการวิเคราะห์ 1.   ความถดถอยอย่างง่าย ( Simple Regression )  ซึ่งต้องทราบค่าตัวแปรหนึ่ง หรือต้อของงกำหนดให้ค่าของตัวแปรหนึ่งไว้ก่อนล่วงหน้า เช่น การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ ( ถดถอย )   ระหว่าง รายได้ ( ได้ทราบรายได้แล้วหรือกำหนดรายไว้แล้ว ) กับ รายจ่าย   หรือ ค่าโฆษณา กับ ยอดขาย  โดย รายได้ และ ค่าโฆษณา  เป็น ตัวแปรอิสระ ( Independent Variable)   ส่วน การใช้จ่าย และ ยอดขาย  เป็น ตัวแปรตาม ( Dependent Variable)  ทั้งนี้เพื่อต้องการศึกษา ... -  ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรว่า มีความสัมพันธ์กันมาก / น้อยเพียงใด เช่น ถ้า  X  และ   Y   มี ความสัมพันธ์กันมาก  สรุปว่า ถ้า  X  มีค่าเปลี่ยนแปลงไปจะ ส่งผล ให้ค่า  Y เปลี่ยนแปลงไปมาก ด้วย โดย   X   เป็นตัว แปรอิสระ  ส่วน   Y   เป็นตัว แปรตาม  เป็นต้น   -  สามารถใช้ ผลการวิเคราะห์ เพื่อ ประมาณค่า หรือ พยากรณ์ ค่า  Y   ในอนาคตได้   กรณีที่สามารถ ทราบ / กำหนด ค่า   X  ไว้ได้   2.  การวิเคราะห์ถดถอยสหสัมพันธ์ ( Multiple Regression Analysis)
การวิเคราะห์ปัจจัย  ( Factor Analysis ) การวิเคราะห์ปัจจัย เป็นเทคนิคที่ใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดจำนวนตัวแปรบางตัวที่มีคุณสมบัติในการอธิบายลักษณะเหมือนกันลง  ซึ่งบางตัวแปร อาจต้องตัดทิ้งไปหรือตัวแปรที่มีลักษณะเหมือนกันหรือสัมพันธ์ใกล้เคียงกันก็จัดรวมไว้ด้วยกัน โดยเรียกตัวแปรที่รวมกันขึ้นใหม่นี้ว่า” ปัจจัย ( Factor )”  และการที่จัดรวมกันได้กี่ปัจจัยนั้น จะต้องวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์กัน โดยใช้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่ปรับ เป็น  2  ค่า  คือ  0   กับ  1   ดังนั้น การวิเคราะห์ปัจจัยเพื่อต้องการให้ได้ปัจจัยมีจำนวนลดลงน้อยที่สุด และเพื่อให้สามารถอธิบายความผันแปรให้ได้มากขึ้น นั่นเอง  ซึ่งทำให้ได้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ปัจจัย คือ 1.  ทำให้รวมตัวแปรที่มีลักษณะเหมือนกันและสามารถอธิบายความหมาย ของปัจจัยได้ดียิ่งขึ้น  2.  สามารถนำปัจจัยที่รวมเข้ากันไปวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อเปรียบเทียบได้ ...
การวิเคราะห์จำแนก ( Discriminant  Analysis ) การวิเคราะห์จำแนก เพื่อจำแนกคน หน่วยงาน / องค์กร หรือสิ่งต่าง ๆ ออกมาอย่างน้อย  2  กลุ่ม เช่น ให้  1  คน หรือ  1  หน่วยงาน / องค์กร หรือ  1  บริษัท  โดยจำแนก  case  ที่เหมือนกันหรือคล้ายกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และใช้ข้อมูลที่จำแนกออกเป็นกลุ่มในการสร้างสมการเพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มตัวแปรที่คาดว่าจะส่งผลให้  case   ที่อยู่ต่างกลุ่มกันมีความแตกต่างกัน จุดประสงค์ที่วิเคราะห์จำแนกกลุ่ม คือ 1.  เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรแยกกลุ่มหรือตัวแปรตาม กับตัวแปรอิสระ อย่างน้อย  1  ตัว โดยสร้างสมการเชิงเส้นที่ใช้ข้อมูลจริงที่ได้มาจากกลุ่ม 2.  เพื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตั้งแต่  2  กลุ่มขึ้นไป โดยเปรียบเทียบกับ ค่ากลางของกลุ่มที่กำหนดไว้  3.  เพื่อพิจารณาว่าตัวแปรอิสระใดเป็นตัวแปรที่สำคัญในการแบ่งกลุ่ม  โดยใช้ใน การทดสอบสมมติฐานระหว่างตัวแปรอิสระ กับตัวแปรตาม ...
การวิเคราะห์จำแนกกลุ่ม  ( Cluster Analysis ) เป็นวิธีการจำแนกหรือ แบ่ง  Case   เช่น  คน องค์กร / หน่วยงาน หรือบริษัทฯ หรือแบ่งตัวแปรออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ  ตั้งแต่  2  กลุ่ม ขึ้นไป  โดย  case   ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องมีลักษณะที่เหมือนกัน / ใกล้เคียงกัน  ส่วน  case  ที่อยู่ต่างกลุ่มกันต้องมีลักษณะที่แตกต่างกัน และแต่ละ  case  จะอยู่ทั้งกลุ่มไม่ได้  ซึ่งการจำแนกกลุ่ม มีจุดประสงค์ เพื่อจัดกลุ่ม  case  กลุ่ม ผู้บริโภคหรือลูกค้า กลุ่มสินค้า กลุ่มนักบริหาร / ผู้ปกครอง กลุ่มการแพทย์ / พยาบาลฯลฯ  Ex.
การวิเคราะห์เส้นทาง  ( Path Analysis ) การวิเคราะห์เส้นทาง เป็นการพัฒนามาจากการวิเคราะห์การถดถอย โดยใช้แผนภาพและสมการโครงสร้างของแผนภาพเพื่อการวิเคราะห์ และเพื่อใช้อธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรสาเหตุที่มีต่อตัวแปลผล ทั้งระดับขนาดและทิศทางของความสัมพันธ์ และอธิบายยังสามารถอธิบายความสัมพันธ์ทางตรงและทางอ้อมได้ด้วย
การวิเคราะห์ปัจจัย  ( Factor Analysis ) การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค เป็นการ วิเคราะห์หลักทรัพย์ หรือ ดัชนีราคาหลักทรัพย์  โดยอาศัยข้อมูลในอดีต เช่น รูปแบบการเปลี่ยนแปลงของราคา ปริมาณการซื้อขาย เพื่อนำมาประเมินแนวโน้มในอนาคต โดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลทางการเงินของบริษัท เช่น  งบดุล ,  งบกำไรขาดทุน  และ  งบกระแสเงินสด  ส่วนใหญ่นิยมใช้ แผนภูมิ  เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคใช้ไม่ได้กับ ตลาดมีประสิทธิภาพ  เนื่องจากราคาจะสะท้อนข้อมูลข่าวสารและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มได้
การวิเคราะห์ปัจจัย  (   Analysis ) และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มได้
การวิเคราะห์ปัจจัย  (   Analysis ) และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มได้

Chapt3

  • 1.
    บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ( รศ . ดร . อภินันท์ จันตะนี ) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การสร้างและทดสอบเครื่องมือ การเก็บรวบรวมข้อมูล การใช้สถิติวิเคราะห็ข้อมูล
  • 2.
    ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ( Population ) เนื่องจาก ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ องค์กรหรือสถานที่ต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยจะนำมาใช้เป็นตัวอย่างเพื่อการวิจัย ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ สูตรคำนวณขนาดตัวอย่าง (Sample Size ) โดยแต่ละสูตรที่ใช้ในการคำนวณจะขึ้นอยู่กับยอมให้มีความคลาดเคลื่อน 5 – 10 % ทั้งนี้ขึ้นกับการวิจัยในแต่ละประเภทและการเป็นตัวแทนที่ดีของตัวอย่างนั้น ๆ สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่คำนวณมาจากประชากรที่ใช้ในการวิจัย โดยคำนวณได้ 2 ลักษณะ คือ 1) กรณีที่ได้มีการบันทึกจำนวนประชากรไว้อย่างชัดเจน นิยมใช้สูตรของ Taro Yamane ( 1973 ) และ Krejcie and Morgan ( 1970 ) แต่ไม่มีการบันทึกจำนวนประชากรไว้ หรือหาจำนวนประชากรไม่ได้ ปัจจุบันนิยมใช้สูตรของ W.G.Cochran( 1953 ) และ อภินันท์ จันตะนี (2549 : 35)
  • 3.
    ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2 . กลุ่มตัวอย่าง ( Sample Sizes ) การคำนวณหาขนาดตัวอย่าง กรณีที่ได้ บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับประชากรไว้อย่างชัดเจน โดยใช้สูตรของ Taro, Yamane (1973) ดังนี้ n = N___ 1+Ne 2 วิธีทำ ให้ N = 10,000 คน e = 0.05 ( คลาดเคลื่อนได้ 5% n = จำนวนกลุ่มตัวอย่าง n = 10,000 1+10,000(.05) 2 n = 385 ดังนั้น จึงใช้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 385 ราย
  • 4.
    ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2 . กลุ่มตัวอย่าง ( Sample Sizes ) การคำนวณหาขนาดตัวอย่าง กรณี ไม่มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับประชากรไว้อย่างชัดเจน โดยใช้สูตรเพื่อคำนวณ ( อภินันท์ จันตะนี , 2549 : 35 ) ดังนี้ n = ___1___ 3.84(d) 2 วิธีทำ ให้ S = 1.96 ( สำหรับความเชื่อมั่น 95%) (S) 2 d = 0.05 ( คลาดเคลื่อนได้ 5% n = ___1____ 3.84(.05) 2 (1.96) 2 n = ___ 1 ____ = 400 .16 0.002499 ดังนั้น จึงใช้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 400 ราย
  • 5.
    ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3 . การสุ่มตัวอย่าง ( Random Sampling ) การทำวิจัยส่วนใหญ่ผู้วิจัยไม่สามารถสำรวจหรือสอบถามจากประชากรได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องเลือกตัวแทนหรือตัวอย่างมาเพื่อสอบถามหรือสัมภาษณ์ แต่การเลือกตัวอย่างเพื่อทำวิจัยจะต้องให้ ปราศจากความลำเอียง (Bias) ดังนั้น การเลือกตัวอย่างหรือ การสุ่มตัวอย่าง (Random) เพื่อให้ได้ตัวแทนหรือตัวอย่างที่เหมาะสมและไม่ลำเอียง จึงนิยมเลือกตัวอย่าง 2 วิธีการใหญ่ ๆ คือ การเลือกตัวอย่างแบบไม่เป็นไปตามความน่าจะเป็น ( Non Probability Sampling ) โดย การเลือกตัวอย่างที่ไม่ทราบโอกาสที่แต่ละหน่วยของประชากรที่จะถูกเลือก จึงไม่จำเป็นจะต้องทราบรายชื่อทุกหน่วยของประชากร ซึ่งวิธีนี้อาจไม่เหมาะสมสำหรับการวิจัยปัญหาบางเรื่อง โดยนิยมเลือกสุ่มตัวอย่าง 5 วิธี และ การเลือกหรือสุ่มตัวอย่างแบบให้เป็นไปตามโอกาสทางสถิติ (Probability Sampling) โดย เป็นการเลือก / สุ่มตัวอย่างที่สามารถเปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยของประชากร จะถูกเลือกมาเป็นตัวแทนหรือตัวอย่างเท่า ๆ กัน โดยนิยมใช้ 5 วิธีเช่นกัน
  • 6.
    3 . การสุ่มตัวอย่าง ( Random Sampling ) 3. 1 การเลือกตัวอย่างแบบไม่เป็นไปตามความน่าจะเป็น ( Non-Probability Sampling) 1) การสุ่มแบบตามความสะดวก ( Convenience Sampling ) เป็นการเลือกตัวอย่างที่ไม่มีการยึดหลักการใด ๆ เพียงแต่เลือกหน่วยตัวอย่างตามความสะดวก เช่น การเลือกลูกค้าธนาคารตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อสำรวจความคิดเห็น หรือการสอบถามประชาชนทั่วไปในกรุงเทพมหานคร ในเรื่องปัญหาจราจร ฯลฯ ซึ่งเป็นการสอบถาม ตามสถานที่ต่างๆที่สะดวก โดยสอบถามจนได้ตัวอย่างครบตามจำนวน (Sample Size) ที่กำหนดไว้   2) การสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างแบบไม่ได้ยึดตามหลักเกณฑ์ เพียงแต่ตั้งเป้าหมายของตัวอย่างให้ตรงกับวัตถุประสงค์การวิจัย ดังเช่น การสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน / นักศึกษาต่อโภชนาการโรงอาหารในสถาบันการศึกษาฯ หรือการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าที่มาใช้บริการในธนาคารหรือร้านอาหารฯ ถ้าพบใคร ( โดยบังเอิญ ) สามารถสอบถามความคิดเห็นได้ทันที แต่ถ้าป็นการสอบถามทุกคนที่เดินเข้ามาซื้อสินค้าในร้านหรือถามทุกคนที่เข้ามาใช้บริการในองค์กร / บริษัท / หน่วยงานฯ ไม่เป็นลักษณะการบังเอิญ ( Accidental sampling ) อาจเป็นแบบเจาะจง ( Purposive)
  • 7.
    3 . การสุ่มตัวอย่าง ( Random Sampling ) 3. 1 การเลือกตัวอย่างแบบไม่เป็นไปตามความน่าจะเป็น ( Non-Probability Sampling ) 3) การสุ่มแบบเจาะจง ( Purposive sampling ) เป็นการเลือกตัวอย่างที่ใช้เหตุผลและวิจารณญาณในการเลือก เช่น การเลือกตัวอย่าง จากผู้ที่คาดว่าจะเป็นตัวแทนหรือตัวอย่างที่ดีและสามารถตอบปัญหาต่าง ๆ แทนประชากรทั้งหมดได้ เช่น เลือกหัวหน้า / รองหัวหน้า / เลขาฯ หรือเลือกประธาน / เลขาฯ หรือหัวหน้ากลุ่ม / ชุมชนต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวแทนมาสัมภาษณ์หรือตอบแบบสอบถาม และอาจเป็นตัวอย่างให้การสังเกต เป็นต้น 4) การสุ่มแบบโควต้า ( Quota sampling ) เป็นการเลือกตัวอย่างที่ใช้หลักเกณฑ์ในการเลือก เช่น การกำหนดจำนวนตัวอย่างจากแต่ละกลุ่มที่เป็นสัดส่วนกับจำนวนประชากรแต่ละกลุ่มหรือแต่ละแผนกในองค์การ หรือฝ่ายต่าง ๆ ในบริษัท หรือกำหนดสัดส่วนของลูกค้า / ประชาชนในชุมชนจากจำนวนมาเป็นตัวอย่าง   5) การสุ่มแบบลูกโซ่ ( Snowball Sampling ) เป็นลักษณะการเขียนจดหมายลูกโซ่ กล่าวคือ ถ้าผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลหรือสัมภาษณ์บุคคลหนึ่งแล้ว ก็ให้บุคคลนั้นแนะนำบุคคลอื่นต่อ ๆ กันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ตัวอย่างครบตามจำนวนเท่าที่กำหนดในขนาดตัวอย่าง ( Sample size )
  • 8.
    3 . การสุ่มตัวอย่าง ( Random Sampling ) 3. 2 การเลือกตัวอย่างที่เป็นไปตามความน่าจะเป็น ( Probability Sampling ) 1) การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ( Simple random sampling ) เป็นการสุ่มตัวอย่างที่เปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยตัวอย่างมีโอกาสถูกเลือกมาเท่า ๆ กัน เพราะลักษณะของประชากรต้องมีการกระจาย การสุ่มที่ให้ได้เป็นตัวแทนของประชากรที่ดี เช่น ต้องการศึกษาทัศนคติต่อมหาวิทยาลัยฯ ของนักศึกษากลุ่มวิชาการจัดการทั่วไปจากความเชื่อว่า นักศึกษากลุ่มวิชาการจัดการทั่วไป น่าจะมีทัศนคติต่อมหาวิทยาลัยฯ เหมือน ๆ กัน ดังนั้นการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จะสามารถทำได้ เพราะเพียงแต่ให้โอกาสในการสุ่มในแต่ละครั้ง จากนักศึกษาสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ให้มีโอกาสถูกสุ่มเท่าเทียมกัน โดยทั่วไป จะใช้วิธีจับฉลากหรือใช้กับกลุ่มผู้บริโภคหรือลูกค้าที่มาใช้บริการ   2) การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic random sampling) เป็นกรณีกลุ่มประชากรที่จะทำการสุ่มได้ถูกจัดไว้เป็นระบบอยู่แล้ว เช่น เรียงตามเลขพนักงานหรือเรียงลำดับตามบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้ง หรือครัวเรือนตามบ้าน ลขที่ ซึ่งจัดระบบ โดยนำทุก ๆ ลำดับที่ 3 หรือที่ 5 มาเป็นตัวอย่าง ซึ่งมีความเชื่อที่ว่าประชากร จะเรียงลำดับกันเป็นระบบอยู่แล้ว
  • 9.
    3 . การสุ่มตัวอย่าง ( Random Sampling ) 3. 2 การเลือกตัวอย่างที่เป็นไปตามความน่าจะเป็น ( Probability Sampling ) 3) การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม ( Cluster random sampling ) เป็นการสุ่มตัวอย่างจากแต่ละกลุ่ม เพราะมีความเชื่อว่าแต่ละกลุ่มเป็นตัวแทนของประชากรอยู่แล้ว เช่น การสุ่มตัวอย่างเพื่อจะศึกษาการใช้คอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยฯ หรือลูกค้าที่ซื้อโทรศัพท์มือถือหรือกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ โดยแบ่งกลุ่มลูกค้าหรือสมาชิกหรือนักศึกษาออกไปตามชั้นปี และการแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้กระจายตัวอย่างออกไปอย่างทั่วถึง ดังนั้น การแบ่งตัวอย่างออกเป็นกลุ่ม ๆ จึงเหมาะสำหรับการทำวิจัยที่เน้นลูกค้าหรือสมาชิกเป็นเป้าหมายสำคัญ   4) การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น ( Stratify random sampling ) เป็นการแบ่งกลุ่มตัวอย่างโดยแบ่งออกเป็นชั้น ๆ (Strata) เพราะมีความเชื่อว่าประชากรมีความแตกต่างกันมากตามตัวแปรคุณลักษณะ เช่น เพศ ช่วงอายุ ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ ฯลฯ ดังนั้น การแยกตัวแปรอิสระต่างๆออกมาเป็นชั้นๆเพื่อกระจายให้ตัวอย่างที่ได้รับเลือกและมีโอกาสเป็นตัวแทนหรือตัวอย่างของทุกระดับชั้น ซึ่งจะทำให้เป็นตัวแทนหรือตัวอย่างที่ดีได้   5) การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้น ( Multi-stage random sampling ) เป็นการนำวิธีการสุ่มตัวอย่างทุกแบบมาผสมผสานกันโดยแบ่งการสุ่มตัวอย่างออกเป็นขั้นตอนต่าง ๆ เช่น การศึกษารูปแบบของธุรกิจชุมชนในท้องถิ่น ซึ่งมีขั้นตอนหาดูจากตัวอย่าง ...
  • 10.
    การสร้างและทดสอบเครื่องมือวิจัย การสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามหรือข้อมูลปฐมภูมิ ซึ่งประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และ แบบสังเกต โดยการสร้างเครื่องมือการวิจัย จะต้องสร้างให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและตัวแปรที่ต้องการจะวัดหรือหาคำตอบ ดังนั้น ผู้วิจัยสามารถสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ตามลักษณะหรือประเภทของข้อมูลตัวอย่าง ทั้งนี้การสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการวิจัย จะต้องสอดคล้องกับตัวแปรที่ผู้วิจัยต้องการให้ตอบคำถามตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยเรื่องนั้นๆ เมื่อสร้างเครื่องมือได้แล้ว จะต้องมีการ ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย หรือ การทดลอง ( Try-out ) ก่อนที่จะนำไปเก็บรวบรวมข้อมูลจริง ซึ่งลักษณะของเครื่องมือการวิจัยที่ดี ต้องมีลักษณะดังนี้ 1. สร้างได้ ครอบคลุม และ ตรงกับวัตถุประสงค์ และ กรอบแนวคิด การวิจัย 2. แบ่งออกเป็นตอนๆตามโครงสร้างและเนื้อหาที่กำหนดขึ้นให้ครบสมบูรณ์ 3. แต่ละข้อของแบบสอบถาม ควรมีสัดส่วนจำนวนข้อคำถามใกล้เคียงกัน
  • 11.
    การสร้างเครื่องมือเพื่อการวิจัย ( Instrumentation) เมื่อสร้างเครื่องมือได้แล้ว จะต้องมีการ ตรวจสอบคุณภาพ ของเครื่องมือการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะนำไป ทดลอง ( Try-out ) ซึ่งลักษณะเครื่องมือการวิจัยที่ดี มีดังนี้ 1. แบบสอบถาม ( Questionnaire ) เป็นเครื่องมือการวิจัยที่ประกอบด้วยชุดของคำถามที่จะต้องใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลทุกประเภทในการวิจัย ทั้ง ข้อความจริง ความคิดเห็น การตัดสินใจ ความพึงพอใจ การมีส่วนร่วม และ ความผูกพันต่าง ๆ เป็นรายบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ซึ่งแบบสอบถามมีหลายลักษณะ เช่น แบบคำถามให้ ตอบรับ หรือ ปฏิเสธ แบบมีหลายตัวเลือก แบบตรวจสอบรายการ แบบจัดอันดับ แบบลิเคิร์ท และ แบบคำถามปลายเปิด 2. แบบสัมภาษณ์ ( Interview ) เป็นการเก็บข้อมูลที่มีการสื่อสารหรือปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าระหว่างผู้สัมภาษณ์กับผู้ให้สัมภาษณ์ โดยแบบสัมภาษณ์สามารถใช้ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับข้อความจริง ความคิดเห็นและเจตคติของผู้ตอบ ซึ่งมี 3 แบบคือ แบบคำถามปลายปิด แบบคำถามปลายเปิด และแบบสเกล เช่น เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นอย่างยิ่ง 3. แบบบันทึกการสังเกต ( Observation ) เป็นเครื่องมือการวิจัยที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลที่ผู้ทำวิจัยได้ไปสังเกตจากตัวอย่างและเป็นผู้บันทึกสิ่งที่เกิดจากที่ได้เห็นหรือได้ยินในขณะที่เฝ้าสังเกตดูจากสานการณ์จริงและจดลงในแบบบันทึกที่เตรียมไว้
  • 12.
    ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือวิจัย การสร้างเครื่องมือวิจัยที่เป็น ”แบบสอบถาม ( Questionnaire ) ” เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมินั้น โดยมีขั้นตอนในการสร้างแบบสอบถาม ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสาร ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น แนวคิด ทฤษฎี และ ผลงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง 2. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถาม จากผลงานวิจัยอื่นที่ มีลักษณะเหมือนกัน / คล้ายกัน ควรมีกี่ตอนและประกอบด้วยเนื้อหาด้านใดบ้าง และเป็น มาตรวัดค่าอะไร เช่น การวัดค่าข้อมูลที่เป็น คุณลักษณะ / เชิงคุณภาพ โดยการ แบ่งกลุ่ม (Nominal Scale ) หรือข้อมูลแบบ เรียงอันดับ ( Ordinal Scale ) หรือข้อมูลที่ เป็นแบบช่วง ( Interval Scale) หรือเป็นแบบ อัตราส่วน ( Ratio Scale) โดยเลือกใช้มาตรวัดให้สอดคล้องและเหมาะกับข้อมูลตัวอย่าง 3. นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้น เสนอให้อาจารย์ที่ปรึกษาฯเพื่อส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างและเนื้อหา และนำมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาฯ 4. นำแบบสอบถามที่ปรับปรุง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ ถ้ามีข้อเสนอแนะนำมาปรับปรุง 5. การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยนำแบบสอบถามไป ทดลอง ( Try-out ) จำนวน 30 ชุด เพื่อหาความเชื่อมั่นเครื่องมือหรือแบบสอบถามฯทุกตอน เช่น ใช้วิธีของ Kuder-Richardson ดือ KR-20 or KR-21 และ แบบสอบถามประเภท เรียงลำดับ เช่น แบบสอบถามที่ใช้แทนตัวเลขเป็น 5 4 3 2 และ 1 ( Likert Scale ) โดยใช้สูตร Cronbachs’alpha หรือ สัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค ( Cronbach. 1974 : 161 ) 6. นำเครื่องมือวิจัย ไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลจริงภาคสนาม / ข้อมูลปฐมภูมิที่กำหนดไว้ต่อไป
  • 13.
    ตอนที่ 1 : ปัจจัยส่วนบุคคล 1. เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง 2. อายุ ............. ปี 3. การศึกษา ( ) ประถมศึกษา ( ) มัธยมศึกษา ( ) อนุปริญญา / ปวส . ( ) ตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป 4. การประกอบอาชีพ ( ) รับจ้างทั่วไป ( ) ธุรกิจส่วนตัว ( ) เกษตรกรรม ( ) ข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ ( ) ทำงานบริษัท / โรงงานฯ 5 . รายได้เฉลี่ย ..........… บาท / เดือน 6 . สถานภาพ ( ) โสด ( ) สมรส ( ) หม้าย / อย่าร้าง ตัวอย่าง : การสร้าแบบสอบถาม ( เครื่องมือวิจัย )
  • 14.
    ตอนที่ 2: การถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้บริการ 1. ท่านเป็นลูกค้าที่มีเงินฝากกับธนาคารประเภทใดบ้าง  1. บัญชีเงินฝากเดินสะพัด  2. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์  3. บัญชีเงินฝากประจำ  4. บัญชีเงินฝาก 3 - 6 เดือน 2. เหตุผลที่มาใช้บริการ  1. ธนาคารเป็นที่ยอมรับน่าเชื่อถือ  2. พนักงานชักชวน  3. ชอบบริการของธนาคาร  4. การเดินทางสะดวก ใกล้บ้าน 3. ท่านมาใช้บริการธนาคารเฉลี่ยกี่ครั้งต่อเดือน  1. ไม่เกิน 3 ครั้ง  2. 4-8 ครั้ง  3. มากกว่า 8 ครั้ง 4. ประเภทบริการใดที่ท่านใช้อยู่ในปัจจุบัน  1. ด้านเงินฝาก  2. ด้านสินเชื่อ  3. ด้านการโอนเงิน , ชำระค่าสินค้า  6. จำหน่ายตราสาร 5. ระยะเวลาที่เป็นลูกค้าของธนาคาร  1. น้อยกว่า 3 ปี  2. 3-5 ปี  3. 6-10 ปี  5. มากกว่า 10 ปีขึ้นไป แบบสอบถาม : สอบถามเกี่ยวพฤติกรรมการใช้บริการฯ
  • 15.
    ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ดีมาก ดี พอใช้ น้อย น้อยที่สุด ด้านการวางแผน 1. ขั้นตอนบริการไม่ยุ่งยาก 2 . เสนอบริการใหม่ ๆ ที่ตรงกับความต้องการ 3. เสนอทางเลือก สามารถใช้บริการได้หลายประเภท ด้านการจัดองค์กร 1. พนักงานมีความชำนาญ 2 . สถานที่บริการเป็นสัดส่วน 3 . รูปแบบเอกสารเข้าใจได้ง่าย ด้านการประสานงาน 1. การติดต่อต่างสาขาได้รับความสะดวก 2 . ได้รับความสะดวกในกรณีเอกสารไม่ครบถ้วน 3 . สามารถติดต่อหลายประเภทธุรกิจกับเจ้าหน้าที่คนเดียวได้ ด้านการควบคุม 1. ได้รับบริการอย่างยุติธรรม 2 . ระยะเวลาในการใช้บริการถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทั่วไป 3 . ได้รับการดูแลอย่างดีจากพนักงานที่ให้บริการให้ ตอนที่ 3 : ระดับ ความคิดเห็น ที่มีต่อ บริหารจัดการ ของหน่วยงาน / องค์กรฯ
  • 16.
    ข้อมูลการให้บริการ ดีมาก ดี พอใช้ น้อย น้อยที่สุด ด้านรูปแบบการให้บริการ 1. การแยกจุดให้บริการต่าง ๆ   การนำระบบคิวมาใช้   2. จำนวนพนักงานที่ให้บริการในเวลาปกติ   3. จำนวนพนักงานที่ให้บริการในเวลาพักกลางวัน ( 11.30-13.30 น .)   4. ด้านคุณภาพการให้บริการพนักงานให้บริการด้วยความรวดเร็ว ด้านความรวดเร็วในการบริการ 1. การบริการเปิดบัญชีใหม่และทำบัตร ATM 2. การบริการรับ ฝาก ถอน เงินสด และรับฝากเช็คเข้าบัญชี 3. การบริการด้านสินเชื่อและชำระเงินกู้การบริการด้านต่างประเทศ 4. การบริการโอนเงินและชำระค่าสินค้าการบริการ ด้านความประทับใจในการให้บริการ 1. พนักงานให้การต้อนรับท่านด้วยความเป็นกันเอง   2. พนักงานพูดจากับท่านด้วยความไพเราะและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี   3. พนักงานคอยดูแลให้บริการและตอบปัญหาท่านด้วยความเอาใจใส่   4. ด้านราคา   ค่าธรรมเนียมในการโอนเงิน   ตอนที่ 4 : ระดับ ความพึงพอใจ ที่ใช้ บ ริ การ จากหน่วยงาน / องค์กร ฯ
  • 17.
    ตอนที่ 5: การ แสดงความคิดเห็น และ ข้อเสนอแนะ 1. การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการฯ ............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. 2 . การเสนอแนะเกี่ยวกับการให้บริการฯ ............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. แบบสอบถามปลายเปิด
  • 18.
    การตรวจนับคะแนน ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 นำมาแจกแจง ความถี่ และ หาค่าร้อยละ ของข้อมูล ตอนที่ 3 สอบถามระดับความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการบริษัทประกันภัยฯ ตอนที่ 4 สอบถามระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการบริษัทประกันภัยฯ เกณฑ์การให้คะแนนเป็นรายข้อที่กำหนดไว้ ( อภินันท์ จันตะนี 2549:86) ตอนที่ 3 -4 สอบถามระดับความคิดเห็นและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการบริษัทฯ กำหนดให้คะแนนเป็นรายข้อตามเกณฑ์ ดังนี้ - เห็นด้วยน้อยที่สุด / ความพึงพอใจน้อยที่สุด ให้ 1 คะแนน - เห็นด้วยน้อย / ความพึงพอใจน้อย ให้ 2 คะแนน - เห็นด้วยปานกลาง / ความพึงพอใจปานกลาง ให้ 3 คะแนน - เห็นด้วยมาก / ความพึงพอใจมาก ให้ 4 คะแนน - เห็นด้วยมากที่สุด / ความพึงพอใจมากที่สุด ให้ 5 คะแนน
  • 19.
    กำหนดเกณฑ์การวัดของเครื่องมือวิจัย การนำคะแนนที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแปลผล โดยใช้เกณฑ์ ( ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ , 2536 : 156-157 ) มีรายละเอียดดังนี้ ระดับค่าเฉลี่ย = คะแนนสูงสุด - คะแนนต่ำสุด   จำนวนชั้น ( ระดับการวัด ) = 5 – 1 = 0.8  5 ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1. 7 9 แสดงว่า เห็นด้วยน้อยที่สุด / ความพึงพอใจน้อยที่สุด ค่าเฉลี่ย 1. 8 0 – 2. 5 9 แสดงว่า เห็นด้วยน้อย / ความพึงพอใจน้อย ค่าเฉลี่ย 2. 6 0 – 3. 3 9 แสดงว่า เห็นด้วยปานกลาง / ความพึงพอใจปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3. 4 0 – 4. 1 9 แสดงว่า เห็นด้วยมาก / ความพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 4. 2 0 – 5.00 แสดงว่า เห็นด้วยมากที่สุด / ความพึงพอใจมากที่สุด
  • 20.
    1. การทดสอบความเที่ยงตามเนื้อหา( Content ) สำหรับการหาค่า IOC เป็นการตรวจสอบความ เที่ยงตรงตามเนื้อหา เพื่อหาดัชนีความสอดคล้อง ( I ndex o f C ongruence) โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ อย่างน้อย 3 ท่าน เพื่อพิจารณาข้อคำถามแต่ละข้อ และกำหนดคะแนนไว้ ดังนี้ + 1 ถ้า เชื่อว่าคำถามข้อนั้น ตรง / สอดคล้องกับเนื้อหา ใน วัตถุประสงค์ ฯ 0 ถ้า ไม่แน่ใจว่าคำถามจะตรง / สอดคล้องกับเนื้อหา ใน วัตถุประสงค์ ฯ - 1 ถ้าคำถามข้อนั้น ไม่ได้ตรง / สอดคล้องกับเนื้อหา ในวัตถุประสงค์ฯ IOC = ผลรวมคะแนน / หารด้วย ผู้เชี่ยวชาญ ถ้าค่า IOC > .5 ถือว่าใช้ได้
  • 21.
    2 . แบบแบ่งครึ่ง (Split-half method) เป็นวิธีการ สร้างเครื่องมือขึ้นมา 1 ชุด ไป ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเพียงครั้งเดียว นำมาให้คะแนน และ แบ่งคะแนนเป็น 2 ส่วน เช่น แบ่งครึ่งแรก กับ ครึ่งหลัง ( ควรมี จำนวนข้อเท่ากัน เช่น 100 ข้อ ครึ่ง แรก 50 ข้อ ครึ่ง หลัง 50 ข้อ ) นำคะแนนที่ได้มาหาค่าความสัมพันธ์ โดยใช้ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เหมือนเดิม แต่จะได้ค่า ความเที่ยง ครึ่งฉบับ จึงต้อง ปรับขยายให้เป็นความเที่ยงรวมทั้งฉบับ โดยใช้สูตร KR-20 และ KR-21 ของ Kuder - Richardson
  • 22.
  • 23.
  • 24.
    3. สูตรของครอนบัค (Cronbach) สัมประสิทธิ์แอลฟา Coefficient - α เป็นวิธีที่ใช้ได้กับการให้คะแนนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นระบบ 0–1 ดังนั้น แบบสำรวจความพึงพอใจ ที่เป็นแบบมาตรประเมินค่า ( Rating Scale) เช่น 5 4 3 2 และ 1 ซึ่งทดลองทำเพียงครั้งเดียวกับกลุ่มทดลองที่มีขนาด 30 ชุด / คน โดยใช้สูตรของ Cronbach’Alpha เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก ( โดยเฉลี่ยทั้งหมดต้องได้ค่า  ไม่ต่ำกว่า 0.65 ) = สัมประสิทธิ์ความเที่ยงของเครื่องมือ = ความแปรปรวนของคะแนนคำถามแต่ละข้อ = ความแปรปรวนของคะแนนรวมของผู้ตอบทั้งหมด
  • 25.
    กด Continue และ OK ตามลำดับ
  • 26.
  • 27.
    การเก็บรวบรวมข้อมูล ( Collectionof Data ) ข้อมูลเป็นสิ่งที่ได้ทราบแล้วและเป็นข้อความจริง ที่ปรากฏในรูปของสถิติตัวเลขหรือในลักษณะที่ไม่ใช่ตัวเลข โดยพิจารณาเลือกใช้ข้อมูล การใช้ข้อมูลจะต้องพิจารณาถึงความถูกต้อง ความทันสมัยและค่าใช้จ่ายเพื่อเก็บข้อมูลโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด สมมติฐานการวิจัย และการใช้สถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้ 1. การเก็บรวบรวมข้อมูลให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย หากวัตถุประสงค์ของการวิจัย ต้องการทราบถึง ความคิดเห็นการบริหารจัดการ พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค หรือความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อการให้บริการ ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลก็จะมุ่งไปถามความคิดเห็นของลูกค้า พฤติกรรมการซื้อ เช่น คุณลักษณะของผู้ซื้อ ซื้ออย่างไร ซื้อที่ไหน ซื้อเมื่อไหร่ ซื้อทำไม และซื้อบ่อยเพียงใด เป็นต้น 2. การเก็บรวบรวมข้อมูลให้ตรงตามกรอบแนวการวิจัย ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจะต้องครบถ้วนตามกรอบแนวคิดการวิจัย ทั้งนี้เพราะกรอบแนวคิดได้กำหนดตัวแปรไว้อย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งการสร้างแบบสอบถาม ได้สร้างให้ครบตามตัวแปรในกรอบแนวคิดการวิจัยอยู่แล้ว ฉะนั้นการเก็บข้อมูลต้องให้เป็นไปตามกรอบแนวคิดการวิจัย
  • 28.
    การเก็บรวบรวมข้อมูล ( Data) 3. การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อต้องการทดสอบสมมติฐานการวิจัย โดยข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาเพื่อทดสอบหรือต้องการพิสูจน์ว่า เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และ รายได้ ที่แตกต่างกัน จะ มีความคิดเห็น หรือ มีพฤติกรรมในการซื้อสินค้า แตกต่างกันหรือไม่ หรือมี ระดับความพึงพอใจ แตกต่างกันเท่าใด เป็นต้น 4. การเก็บรวบรวมข้อมูลมาเพื่อเลือกสถิติวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งการเก็บข้อมูลอาจเป็นที่อยู่ในลักษณะคุณภาพหรือคุณลักษณะที่ไม่อาจ บวก ลบ กันได้ เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ( ปัจจัยส่วนบุคคล ) เช่น เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ สถานภาพสมรส หรือภูมิลำเนาเป็นต้น ส่วนข้อมูลที่เก็บรวบรวมในรูปเชิงปริมาณที่เป็นตัวเลข เช่น 5 4 3 2 และ 1 แทนระดับความคิดเห็น หรือแทนระดับความพึงพอใจ ดังนั้น การเลือกสถิติเพื่อวิเคราะห์จะต้องพิจารณาเงื่อนไขและความเป็นไปได้ของข้อมูลด้วย ดังตัวอย่างการสถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลของนักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์ ดังเช่น
  • 29.
    การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ( DataAnalysis ) มี เกณฑ์เลือกใช้ คือ 1. พิจารณา วัตถุประสงค์ และ กรอบแนวคิด การวิจัย 2 . พิจารณาจำนวน ประชากร และ ตัวอย่าง / กลุ่มตัวอย่าง 3. พิจารณาลักษณะข้อมูลที่เก็บ แบบกลุ่ม หรือ แบบอันดับ / ตัวเลข 4. พิจารณาถึงการ ทดสอบสมมติฐาน ว่า” เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย และ ความแปรปรวน ”หรือ หาความสัมพันธ์ ระหว่าง ตัวแปรอิสระ กับ ตัวแปรตาม หรือ ตัวแปรตาม ด้วยกัน หรือ การวิเคราะห์ด้วย Regression, Factor Analysis, Cluster-Discriminant Analysis 5. พิจารณา ระดับการวัด และจุดมุ่งหมายใน การนำผลการวิจัยไปใช้
  • 30.
    การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล (SPSS for Windows ) การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้สถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพรรณนาข้อมูลที่จัดเก็บมาได้ และสถิติอ้างอิงเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย / แปรปรวนและหาความสัมพันธ์ของข้อมูลในกรณีที่มีการทดสอบสมมติฐาน ดังนี้ ( กัลยา วานิชย์บัญชา . 254 9 : 2 40 –258 ) ตอนที่ 1 ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของลูกค้า / ผู้บริโภคหรือประชาชนที่มาใช้บริการใน หน่วยงาน / องค์กรฯ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงกลุ่ม โดยใช้ สถิติวิเคราะห์ค่าความถี่ ( Frequency ) และ ร้อยละ ( Percentage ) ตอนที่ 2 พฤติกรรมการเลือกซื้อของลูกค้า / ผู้บริโภคหรือพฤติกรรมการของประชาชน ที่ใช้บริการฯโดยเป็นข้อมูลคุณลักษณะ จึงต้องใช้ สถิติเพื่อวิเคราะห์ค่าความถี่ ( Frequency ) และ ร้อยละ ( Percentage ) ตอนที่ 3 การ บริหารจัดการร้านขายสินค้า ฯ ซึ่งเป็น ระดับความคิดเห็น ต่อการบริหาร จัดการของร้านฯ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ เหมือนกันตอนที่ 4 ตอนที่ 4 การ ตัดสินใจซื้อสินค้า ฯ ซึ่งเป็น ระดับการตัดสินใจ ของลูกค้าฯที่มีต่อการสินค้าในร้านฯ โดยทั้ง ตอน 3-4 เหมือนกันจึงต้องใช้ สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ตัวอย่าง ( Sample mean ) เพื่อใช้หา ค่าเฉลี่ยของข้อมูลที่เก็บได้ฯ และใช้ สถิติวิเคราะห์ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( Standard deviation ) เพื่อใช้อธิบายค่าความแปรปรวนของข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม ตอนที่ 3 และ ตอนที่ 4
  • 31.
    การใช้สถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน ( SPSSfor Windows ) 1. การทดสอบสมมติฐานด้วย t – test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเพศชาย และเพศหญิงที่มีระดับความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการร้านจำหน่ายสินค้า และบริการฯ และระดับความคิดเห็นต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าฯ 2. การทดสอบสมมติฐานด้วย One-way ANOVA : F – test เพื่อเปรียบเทียบของความ แปรปรวน / แตกต่างระหว่างระดับความคิดเห็น / ระดับการตัดสินใจที่มี 3 กลุ่มขึ้นไป 3. การทดสอบความเป็นอิสระต่อกัน ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล กับพฤติกรรมการซื้อฯ ของผู้บริโภค ด้วย  2 : test of Independent โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ถ้าผลการทดสอบมีค่าน้อยกว่า 0.05 หรือ “ ไม่เป็นอิสระต่อกัน ” สัมพันธ์กัน หรือ ส่งผลต่อกัน หรือพฤติกรรมการซื้อสินค้าแตกต่างกัน แสดงว่า ปัจจัยส่วนบุคคลมีผลต่อพฤติกรรมการซื้อแตกต่างกัน แต่ถ้าผลการทดสอบมีค่า มากกว่า 0.05 หรือ “ เป็นอิสระต่อกัน ” หมายความว่า ไม่สัมพันธ์กัน หรือไม่ส่งผลต่อกัน หรือไม่แตกต่างกัน แสดงว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ไม่มีผลต่อ พฤติกรรมการซื้อสินค้าฯ เป็นต้น
  • 32.
    การใช้สถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน ( SPSSfor Windows ) 4. การทดสอบสมมติฐานด้วยค่าสหสัมพันธ์ ( Correlation ) เพ ื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการร้านจำหน่ายฯ กับระดับการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งถ้าผลการทดสอบมี ค่าน้อยกว่า 0.01 ไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่ถ้า ค่ามากกว่า 0.01 แสดงว่า มีความสัมพันธ์กัน โดยมีเกณฑ์วัดระดับความสัมพันธ์ ตามเกณฑ์ของ อภินันท์ จันตะนี ( 254 9 : 7 ) เพื่อใช้วัดระดับความสัมพันธ์ ดังนี้ - ค่าสหสัมพันธ์ 0.0 1 - 0.20 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับต่ำมาก - ค่าสหสัมพันธ์ 0.21 - 0.40 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับต่ำ - ค่าสหสัมพันธ์ 0.41 - 0.60 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับปานกลาง - ค่าสหสัมพันธ์ 0.61 - 0. 75 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับค่อนข้างสูง - ค่าสหสัมพันธ์ 0. 7 6 - 0. 9 0 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับสูง - ค่าสหสัมพันธ์ 0. 9 1 – 1.00 มีความสัมพันธ์กันใน ระดับสูงมาก  
  • 33.
    5. การวิเคราะห์ถดถอย ( Regression Analysis ) เป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงปริมาณ 2 ตัว โดย มี ทั้งการวิเคราะห์ 1. ความถดถอยอย่างง่าย ( Simple Regression ) ซึ่งต้องทราบค่าตัวแปรหนึ่ง หรือต้อของงกำหนดให้ค่าของตัวแปรหนึ่งไว้ก่อนล่วงหน้า เช่น การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ ( ถดถอย ) ระหว่าง รายได้ ( ได้ทราบรายได้แล้วหรือกำหนดรายไว้แล้ว ) กับ รายจ่าย หรือ ค่าโฆษณา กับ ยอดขาย โดย รายได้ และ ค่าโฆษณา เป็น ตัวแปรอิสระ ( Independent Variable) ส่วน การใช้จ่าย และ ยอดขาย เป็น ตัวแปรตาม ( Dependent Variable) ทั้งนี้เพื่อต้องการศึกษา ... - ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรว่า มีความสัมพันธ์กันมาก / น้อยเพียงใด เช่น ถ้า X และ Y มี ความสัมพันธ์กันมาก สรุปว่า ถ้า X มีค่าเปลี่ยนแปลงไปจะ ส่งผล ให้ค่า Y เปลี่ยนแปลงไปมาก ด้วย โดย X เป็นตัว แปรอิสระ ส่วน Y เป็นตัว แปรตาม เป็นต้น - สามารถใช้ ผลการวิเคราะห์ เพื่อ ประมาณค่า หรือ พยากรณ์ ค่า Y ในอนาคตได้ กรณีที่สามารถ ทราบ / กำหนด ค่า X ไว้ได้ 2. การวิเคราะห์ถดถอยสหสัมพันธ์ ( Multiple Regression Analysis)
  • 34.
    การวิเคราะห์ปัจจัย (Factor Analysis ) การวิเคราะห์ปัจจัย เป็นเทคนิคที่ใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดจำนวนตัวแปรบางตัวที่มีคุณสมบัติในการอธิบายลักษณะเหมือนกันลง ซึ่งบางตัวแปร อาจต้องตัดทิ้งไปหรือตัวแปรที่มีลักษณะเหมือนกันหรือสัมพันธ์ใกล้เคียงกันก็จัดรวมไว้ด้วยกัน โดยเรียกตัวแปรที่รวมกันขึ้นใหม่นี้ว่า” ปัจจัย ( Factor )” และการที่จัดรวมกันได้กี่ปัจจัยนั้น จะต้องวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์กัน โดยใช้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่ปรับ เป็น 2 ค่า คือ 0 กับ 1 ดังนั้น การวิเคราะห์ปัจจัยเพื่อต้องการให้ได้ปัจจัยมีจำนวนลดลงน้อยที่สุด และเพื่อให้สามารถอธิบายความผันแปรให้ได้มากขึ้น นั่นเอง ซึ่งทำให้ได้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ปัจจัย คือ 1. ทำให้รวมตัวแปรที่มีลักษณะเหมือนกันและสามารถอธิบายความหมาย ของปัจจัยได้ดียิ่งขึ้น 2. สามารถนำปัจจัยที่รวมเข้ากันไปวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อเปรียบเทียบได้ ...
  • 35.
    การวิเคราะห์จำแนก ( Discriminant Analysis ) การวิเคราะห์จำแนก เพื่อจำแนกคน หน่วยงาน / องค์กร หรือสิ่งต่าง ๆ ออกมาอย่างน้อย 2 กลุ่ม เช่น ให้ 1 คน หรือ 1 หน่วยงาน / องค์กร หรือ 1 บริษัท โดยจำแนก case ที่เหมือนกันหรือคล้ายกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และใช้ข้อมูลที่จำแนกออกเป็นกลุ่มในการสร้างสมการเพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มตัวแปรที่คาดว่าจะส่งผลให้ case ที่อยู่ต่างกลุ่มกันมีความแตกต่างกัน จุดประสงค์ที่วิเคราะห์จำแนกกลุ่ม คือ 1. เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรแยกกลุ่มหรือตัวแปรตาม กับตัวแปรอิสระ อย่างน้อย 1 ตัว โดยสร้างสมการเชิงเส้นที่ใช้ข้อมูลจริงที่ได้มาจากกลุ่ม 2. เพื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไป โดยเปรียบเทียบกับ ค่ากลางของกลุ่มที่กำหนดไว้ 3. เพื่อพิจารณาว่าตัวแปรอิสระใดเป็นตัวแปรที่สำคัญในการแบ่งกลุ่ม โดยใช้ใน การทดสอบสมมติฐานระหว่างตัวแปรอิสระ กับตัวแปรตาม ...
  • 36.
    การวิเคราะห์จำแนกกลุ่ม (Cluster Analysis ) เป็นวิธีการจำแนกหรือ แบ่ง Case เช่น คน องค์กร / หน่วยงาน หรือบริษัทฯ หรือแบ่งตัวแปรออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตั้งแต่ 2 กลุ่ม ขึ้นไป โดย case ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องมีลักษณะที่เหมือนกัน / ใกล้เคียงกัน ส่วน case ที่อยู่ต่างกลุ่มกันต้องมีลักษณะที่แตกต่างกัน และแต่ละ case จะอยู่ทั้งกลุ่มไม่ได้ ซึ่งการจำแนกกลุ่ม มีจุดประสงค์ เพื่อจัดกลุ่ม case กลุ่ม ผู้บริโภคหรือลูกค้า กลุ่มสินค้า กลุ่มนักบริหาร / ผู้ปกครอง กลุ่มการแพทย์ / พยาบาลฯลฯ Ex.
  • 37.
    การวิเคราะห์เส้นทาง (Path Analysis ) การวิเคราะห์เส้นทาง เป็นการพัฒนามาจากการวิเคราะห์การถดถอย โดยใช้แผนภาพและสมการโครงสร้างของแผนภาพเพื่อการวิเคราะห์ และเพื่อใช้อธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรสาเหตุที่มีต่อตัวแปลผล ทั้งระดับขนาดและทิศทางของความสัมพันธ์ และอธิบายยังสามารถอธิบายความสัมพันธ์ทางตรงและทางอ้อมได้ด้วย
  • 38.
    การวิเคราะห์ปัจจัย (Factor Analysis ) การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค เป็นการ วิเคราะห์หลักทรัพย์ หรือ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ โดยอาศัยข้อมูลในอดีต เช่น รูปแบบการเปลี่ยนแปลงของราคา ปริมาณการซื้อขาย เพื่อนำมาประเมินแนวโน้มในอนาคต โดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลทางการเงินของบริษัท เช่น งบดุล , งบกำไรขาดทุน และ งบกระแสเงินสด ส่วนใหญ่นิยมใช้ แผนภูมิ เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคใช้ไม่ได้กับ ตลาดมีประสิทธิภาพ เนื่องจากราคาจะสะท้อนข้อมูลข่าวสารและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มได้
  • 39.
    การวิเคราะห์ปัจจัย ( Analysis ) และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มได้
  • 40.
    การวิเคราะห์ปัจจัย ( Analysis ) และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มได้