บทที่ 4
การจัดตั้งและเงินทุนของบริษัท
ความหมายของบริษัท
เป็นกิจการที่ต้องมีบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จัดตั้งขึ้นในรูปของคณะ
บุคคลผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบในหนี้สินของบริษัทไม่เกินจานวนเงินที่ตนตก
ลงซื้อหุ้นไว้ จะได้รับส่วนแบ่งในรูปของ เงินปันผลข้อดีของบริษัท สามารถ
ระดมเงินทุนได้มากกว่ากิจการอื่น และได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า
กิจการประเภทห้างหุ้นส่วน
ลักษณะสาคัญของบริษัท
ทุนแบ่งเป็นหุ้น หุ้นแต่ละหุ้นจะมีมูลค่าเท่ากัน บริษัทเอกชนจากัดต้อง
มีมูลค่าหุ้นไม่ต่ากว่าหุ้นละ 5 บาท บริษัทมหาชนจากัดมีมูลค่าหุ้นเท่าใด
ก็ได้ แต่หุ้นทุนต้องมีมูลค่าเท่ากันทุกหุ้นไม่หุ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้นสามัญหรือ
หุ้นบุริมสิทธิ์
ลักษณะสาคัญของบริษัท
ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบจากัด รับผิดชอบเพียงไม่เกินจานวนเงินที่ตกลงซื้อหุ้นไว้
กรณีที่ขาดทุนมีนหนี้สินล้นพ้นตัว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์เรียกบังคับหนี้จากสินทรัพย์
ส่วนตัวของผู้ถือหุ้นที่ชาระมูลค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว
หุ้นทุนโอนเปลี่ยนมือได้ ผู้ถือหุ้นสามารถขายหรือโอนหุ้นของตนเองให้กับบุคคล
อื่นได้โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นรายอื่น เว้นแต่บริษัทกาหนดไว้
คุณสมบัติของผู้ถือหุ้นไม่เป็นสาระสาคัญ กรณีที่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งตาย
ล้มละลาย ไร้ความสามารถ บริษัทสามารถดาเนินการต่อไปได้ โดยไม่ต้องเลิก
กิจการ
การบริหารงานในรูปของคณะกรรมการบริษัท โดยคณะกรรมการบริษัทอาจเป็น
ผู้ถือหุ้นของบริษัทหรืออาจเป็นบุคคลอื่นก็ได้ ซึ่งการแต่งตั้งและถอดถอน
คณะกรรมการในบริษัทต้องเป็นไปตามมติที่ประชุมใหญ่
ประเภทของบริษัท
• 1.บริษัทเอกชนจากัด ต้องมีบุคคลไม่น้อยกว่า 3 คน โดยผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทต้อง
ร่วมกันจองซื้อหุ้นไว้อย่างน้อยคนละ 1 หุ้น หุ้นที่เหลือจึงนาเสนอขายต่อบุคคลที่
สนใจได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ออกหนังสือชี้ชวนเพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป
• 2.บริษัทมหาชนจากัด ต้องมีบุคคลตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป มีความประสงค์ที่จะ
เสนอขายหุ้นต่อประชาชน โดยการออกหนังชี้ชวน แต่ต้องดาเนินการตาม
กฎหมายว่าหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้จัดเริ่มต้องร่วมจองหุ้นของบริษัท
โดยหุ้นที่จองทั้งหมดต้องเป็นหุ้นที่ชาระค่าหุ้นเป็นตัวเงินรวมกันไม่น้อยกว่า 5 %
ของทุนจดทะเบียน
การจัดตั้งบริษัท
• ตรวจจองชื่อบริษัท เพื่อมิให้ชื่อไปซ้ากับชื่อบริษัทอื่นที่มีอยู่แล้ว ต้องขอจดทะเบียนหนังสือ
บริคณห์สนธิภายใน 30 วัน
• จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ผู้ก่อตั้งบริษัทลงรายมือชื่อไว้ทุกคนและพยานลงรายมือชื่อ
รับรองอีก 2 คน นาไปยื่นสานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กองทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจ
การค้า กระทรวงพาณิชย์
• จัดให้มีการลงชื่อจองซื้อหุ้น บริษัทเอกชนต้องมีผู้จองหุ้นครบทุกหุ้น บริษัทมหาชน ไม่น้อย
กว่า 50 % ของจานวนหุ้นที่จดทะเบียนไว้ตามหนังสือบริคณห์สนธิ
• จัดประชุมจัดตั้งบริษัท เมื่อมีผู้จองหุ้นจนครบแล้ว ต้องเรียกนัดประชุมผู้จองซื้อหุ้น โดยสาร
สาคัญของการประชุมเพื่อพิจารณาข้อบังคับของบริษัท
• เรียกเก็บเงินค่าหุ้นจากผู้จองซื้อหุ้น บริษัทเอกชนต้องเรียกให้ชาระอย่างน้อย 25 % ของ
มูลค่าหุ้นที่จองไว้ ส่วนเกินค่าหุ้นต้องชาระมาพร้อมกับเงินค่าหุ้นงวดแรก บริษัทมหาชนต้องรียก
ให้ชาระค่าหุ้นที่จองไว้ทั้งหมดในคราวเดียว
• จดทะเบียนบริษัท คณะกรรมการต้องดาเนินการจดทะเบียนบริษัทภายใน 3 เดือน นับแต่วัน
ประชุมจัดตั้งบริษัท
ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง
• หมายถึง ค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกี่ยวกับการดาเนินการจัดตั้งบริษัทรวมทั้งการนาหุ้นทุนออกจาหน่าย
เช่น
- ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งกิจการ - ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนบริษัท
- ค่าที่ปรึกษาทางกฎหมาย - ค่าใช้จ่ายในการจัดจาหน่ายหุ้น
เงินทุนของบริษัท
1.เงินทุนจดทะเบียน คือ มูลค่าหุ้นทุนทั้งหมดที่บริษัทจดทะเบียนไว้ เช่น บริษัทจดทะเบียนหุ้นทุน
ไว้จานวน 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท
เงินทุนจดทะเบียน = 10,000 x 100
= 1,000,000 บาท
2.เงินทุนตามกฎหมาย คือ มูลค่าของหุ้นทุนที่ออกจาหน่ายแล้ว ซึ่งรวมทั้งมูลค่าหุ้นทุนที่ให้จอง
เช่น จากตัวอย่างเดิม สมมุติบริษัทนาหุ้นทุนออกจาหน่ายทั้งสิ้น 8,000 หุ้น โดยได้รับชาระเต็ม
มูลค่าแล้ว 7,000 หุ้น และมีผู้จองซื้อไว้โดยยังไม่ได้ชาระราคาหุ้นอีก 1,000 หุ้น
2.เงินทุนตามกฎหมาย คือ มูลค่าของหุ้นทุนที่ออกจาหน่ายแล้ว ซึ่งรวมทั้งมูลค่าหุ้นทุนที่ให้จอง
เช่น จากตัวอย่างเดิม สมมุติบริษัทนาหุ้นทุนออกจาหน่ายทั้งสิ้น 8,000 หุ้น โดยได้รับชาระเต็ม
มูลค่าแล้ว 7,000 หุ้น และมีผู้จองซื้อไว้โดยยังไม่ได้ชาระราคาหุ้นอีก 1,000 หุ้น
เงินทุนตามกฎหมาย = (7,000 x 100) + (1,000 x 100)
= 800,000 บาท
3.เงินทุนที่นามาลง คือ จานวนเงินที่ผู้ถือหุ้นต้องนามาลงในบริษัทซึ่งเท่ากับราคาจาหน่ายของหุ้น
นั้น หรือเท่ากับมูลค่าหุ้นบวกด้วยส่วนเกินหรือหักด้วยส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นแล้วแต่กรณี เช่น
จากตัวอย่างเดิม ถ้าบริษัทจาหน่ายหุ้นในราคาเท่ากับมูลค่าหุ้นละ 100 บาท
เงินทุนที่นามาลง = 8,000 x 100
= 800,000 บาท
ถ้าบริษัทจาหน่ายหุ้นได้ในราคาหุ้นละ 120 บาท จะเกิดส่วนเกินมูลค่าหุ้น
ละ 20 บาท เงินทุนที่นามาลงทุน = (8,000 x 100) + (8,000 x 20)
= 960,000 บาท
ความหมายของหุ้นทุน
• หุ้นทุน stock หมายถึง ทุนจดทะเบียนของบริษัทซึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งประเภท แต่ละ
ประเภทแบ่งออกเป็นหุ้น (share) แต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่ากัน หุ้นทุนจาแนกตามลักษณะต่างๆ
เช่น
1.หุ้นทุนจดทะเบียน เป็นที่จดทะเบียนไว้ตามหนังสือบริคณห์สนธิ
2.หุ้นให้จอง เป็นหุ้นทุนที่ผู้ให้จองซื้อแล้ว โดยบริษัทยังไม่ได้รับชาระ ราคาหุ้นหรือได้รับเพียง
บางส่วน และยังมิได้ออกใบหุ้นให้กับผู้จอง
3.หุ้นทุนที่ออกใบหุ้นแล้ว เป็นหุ้นทุนที่ออกและเรียกชาระแล้ว
4.หุ้นทุนที่ยังมิได้ออกจาหน่าย เป็นหุ้นทุนที่จดทะเบียนไว้แล้ว แต่ยังมิได้ออกใบหุ้น ซึ่งบริษัท
สามารถนาออกจาหน่ายได้ในอนาคต
5.หุ้นที่ได้รับคืนมา เป็นหุ้นที่ได้ออกใบหุ้นไปแล้ว ต่อมาได้รับคืนและปัจจุบันยังถืออยู่ในมือ
บริษัท เช่น หุ้นทุนที่ซื้อกลับคืนมา หรือได้รับชาระหนี้เป็นใบหุ้นทุนของบริษัท
6.หุ้นทุนที่อยู่ในมือบุคคลภายนออก เป็นหุ้นทุนที่บริษัทได้ออกใบหุ้นไปแล้ว และปัจจุบันยังถือ
อยู่ในมือของผู้ถือหุ้น
ตัวอย่างที่ 1 บริษัทจดทะเบียนหุ้นทุน 10,000 หุ้น นาออกจาหน่ายทั้งสิ้น 9,000 หุ้น เป็นการให้จอง
และยังไม่ได้ออกใบหุ้น 2,000 หุ้น จาหน่ายเป็นเงินสดและออกใบหุ้นแล้ว 7,000 หุ้น ต่อมา
บริษัทซื้อหุ้นทุนคืนมา 1,000 หุ้น จะคานวณและจาแนกหุ้นทุนได้ดังนี้
หุ้นทุนจดทะเบียน 10,0000 หุ้น
หัก หุ้นทุนที่ยังมิได้ออกจาหน่าย 1,000 หุ้น
หุ้นทุนที่ออกจาหน่ายแล้ว 9,000 หุ้น
หัก หุ้นทุนให้จอง 2,000 หุ้น
หุ้นทุนที่ออกใบหุ้นแล้ว 7,000 หุ้น
หัก หุ้นทุนที่ได้รับคืนมา (หุ้นทุนซื้อคืนมา) 1,000 หุ้น
หุ้นทุนที่อยู่ในมือบุคคลภายนอก 6,000 หุ้น
ประเภทของหุ้นทุน
1.หุ้นสามัญ (Common Stock) เป็นหุ้นหลักของบริษัท ผู้ถือหุ้นสามัญมีฐานะเป็นเจ้าของกิจการ
สิทธิของผู้ถือหุ้นสามัญ
- สิทธิในการออกเสียง ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิออกเสียง 1 หุ้น ต่อ 1 สียง
- สิทธิในเงินปันผล มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามที่คณะกรรมการบริษัทประกาศจ่าย
- สิทธิในส่วนแบ่งทรัพย์สินสุทธิ กรณีที่บริษัทเลิกกิจการจะต้องจาหน่ายสินทรัพย์ไปชาระหนี้
เงินสดที่เหลือคืนให้กับผู้ถือหุ้นตามส่วนที่แต่ละคนถืออยู่
- สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน ให้สิทธิผู้ถือหุ้นสามัญซื้อหุ้นใหม่ได้ก่อนบุคคลอื่นตามส่วนจานวน
หุ้นที่แต่ละคนถืออยู่
2. หุ้นบุริมสิทธิ (preferred stock) เป็นหุ้นที่บริษัทกาหนดสิทธิพิเศษบางประการ เพื่อจูงใจนัก
ลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงมาก
สิทธิพิเศษของหุ้นบุริมสิทธิ
- ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลตามอัตราที่กาหนดไว้จนครบถ้วนก่อน
เงินปันผลส่วนที่เหลือจึงจะจ่ายให้ผู้ถือหุ้นสามัญได้
- กรณีบริษัทเลิกกิจการ หลังจากจาหน่ายสินทรัพย์และชาระหนี้สินแล้ว เงิน
สดส่วนที่เหลือจะต้องนามาจ่ายคืนทุนให้กับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจนครบถ้วน
ก่อน ถ้ายังมีเหลือผู้ถือหุ้นสามัญจึงจะได้รับคืนทุน
ข้อจากัดของหุ้นบุริมสิทธิ
- มีสิทธิออกเสียงน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญ
- มีสิทธิได้รับเงินปันผลเพียงไม่เกินอัตราตามที่กาหนดไว้ในหุ้นที่ถืออยู่
- มีสิทธิเรียกไถ่คืนหุ้นบุริมสิทธิได้ ถ้ากาหนดเงื่อนไขไว้ในการออกหุ้นนั้น
ชนิดของหุ้นบุริมสิทธิ
- หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม เป็นหุ้นที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับเงินปันผลเสมอ
ถ้าปีใดบริษัทไม่ประกาศจ่ายเงินปันผลก็มีสิทธิสะสมไว้รับในปีที่ประกาศ
จ่ายได้
- หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่ไม่สะสม ผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับเงินปันผลเฉพาะปีที่
ประกาศจ่ายเท่านั้น
- หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ มีสิทธิร่วมรับเงินปันผลที่เหลือหลังจากจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นสามัญใน
อัตราเดียวกันแล้ว
- หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่ร่วมรับ ไม่มีสิทธิรับร่วมในเงินปันผลที่เหลือ
- หุ้นบุริมสิทธิชนิดแปลงสภาพ บริษัทให้สิทธิในการนาหุ้นมาแปลงสภาพเป็นหลักทรัพย์ชนิด
อื่นของบริษัทได้ในภายหลัง
- หุ้นบุริมสิทธิชนิดเรียกไถ่คืนได้ สามารถเรียกไถ่คืนได้ตามเงื่อนไขที่กาหนด
การจดทะเบียนหุ้น
• บริษัทจากัดจะต้องจดทะเบียนหุ้นทุนโดยระบุชนิดของหุ้น มูลค่าต่อหุ้นและจานวนหุ้นไว้อย่าง
ชัดเจน กรณีที่บริษัทจดทะเบียนหุ้นทุนไว้ 2 ชนิด บริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยต้องกาหนด
มูลค่าเท่ากันทุกหุ้น แต่สาหรับกฎหมายบางประเทศอาจกาหนดมูลค่าหุ้นต่างกันได้
การออกหุ้น
• เมื่อบริษัทนาหุ้นออกจาหน่ายและได้รับชาระค่าหุ้นแล้ว จะต้อทาใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นไว้เป็น
หลักฐาน พร้อมทั้งจัดทาทะเบียนผู้ถือหุ้น เพื่อบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการถือหุ้น การโอนหุ้น
และรายชื่อของบริษัท กฎหมายกาหนดให้ห้ามมิให้ออกใบหุ้นให้กับบุคคลใดจนกว่าบุคคลนั้น
จะได้รับค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว โดยบริษัทอาจหุ้นได้ในกรณีต่างๆ ดังนี้
1.การออกหุ้นทุนเพื่อจาหน่าย
2.การออกหุ้นทุนเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินทรัพย์
3.การออกหุ้นทุนเพื่อชาระค่าบริการ
4.การออกหุ้นทุนเพื่อชาระหนี้
การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับหุ้นทุน
วิธีที่ 1 บันทึกบัญชีหุ้นทุนจดทะเบียน
วิธีนี้จะบันทึกหุ้นทุนตั้งแต่วันจดทะเบียน (วันจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ) เพื่อบันทึกมูลค่าหุ้น
ทุนจดทะเบียนดังนี้
-เมื่อจดทะเบียนหุ้นทุน
เดบิต หุ้นทุนที่ยังมิได้จาหน่าย (มูลค่าต่อหุ้น x จานวนหุ้นจดทะเบียน) xx
เครดิต หุ้นทุนจดทะเบียน xx
-เมื่อออกใบหุ้น
เดบิต เงินสด/บัญชีที่เกี่ยวข้อง xx
เครดิต หุ้นทุนที่ยังมิได้จาหน่าย (มูลค่าต่อหุ้น x จานวนหุ้นที่ออก) xx
***กรณีผลต่างระหว่างด้านเดบิตและเครดิต ให้บันทึกผลต่างโดยเดบิต ส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นทุน
หรือเครดิตส่วนเกินมูลค่าหุ้นทุน แล้วแต่กรณี
วิธีที่ 2 บันทึกทรงจำเกี่ยวกับหุ้นทุนจดทะเบียน
วิธีนี้จะบันทึกบัญชีหุ้นทุนต่อเมื่อมีการออกใบหุ้นแล้ว ในวันจดทะเบียนหุ้นทุนเพียงแต่บันทึก
ทรงจาเกี่ยวกับหุ้นทุนจดทะเบียนดังนี้
-เมื่อจดทะเบียนหุ้นทุน
สมุดรายวันทั่วไป
-เมื่อออกใบหุ้นทุน
เดบิต เงินสด/บัญชีที่เกี่ยวข้อง xx
เครดิต หุ้นทุน (มูลค่าต่อหุ้น x จานวนหุ้นที่ออก) xx
ข้อสังเกต ทั้ง 2 วิธีข้างต้น บัญชีเกี่ยวกับหุ้นทุนทุกบัญชีต้องบันทึกตามมูลค่าเสมอ กรณีที่บริษัทจด
ทะเบียนหุ้นทุน 2 ชนิด ต้องแยกบัญชีหุ้นทุนแต่ละชนิดคือ หุ้นทุนสามัญ และ หุ้นทุนบุริมสิทธิ
รวมทั้งบัญชีที่เกี่ยวข้อง เช่น ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ ส่วนเกินมูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ กรณีที่บริษัท
จดจดทะเบียนหุ้นทุนเพียงชนิดเดียว อาจบันทึกไว้ในบัญชี ทุนเรือนหุ้น หรือ หุ้นทุนสามัญ
การจาหน่ายหุ้นทุนเป็นเงินสด
• ตัวอย่างที่ 2 ระหว่างปี 25x3 บริษัทจดทะเบียนหุ้นทุนออกจาหน่าย ดังนี้
ก.ย.1 จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิโดยมีหุ้นทุนสามัญจานวน 2,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100
บาท และหุ้นบุริมสิทธิ 6% จานวน 3,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท
5 ออกจาหน่ายหุ้นบุริมสิทธิเป็นเงินสดในราคาหุ้นละ 98 บาท จานวน 2,000 หุ้น
12 ออกจาหน่ายหุ้นสามัญเป็นเงินสดในราคาหุ้นละ 120 บาท จานวน 1,500 หุ้น
การบันทึกรายการทั้ง 2 วิธี
วัน
ที่
วิธีที่ 1 บันทึกบัญชีหุ้นทุนจดทะเบียน วิธีที่ 2 บันทึกทรงจาเกี่ยวกับหุ้นทุนจดทะเบียน
25x
3
ก.ย.
1
เดบิต ทุนหุ้นสามัญที่ยังมิได้จาหน่าย 200,000
ทุนหุ้นบุริมสิทธิที่ยังมิได้จาหน่าย 300,000
เครดิต ทุนหุ้นสามัญจดทะเบียน 200,000
ทุนหุ้นบุริมสิทธิจดทะเบียน 300,000
จดทะเบียนทุนหุ้นสามัญ 2,000 หุ้น และหุ้นบุริมสิทธิ
6% จานวน 3,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท
บันทึกทรงจา
จดทะเบียนทุนหุ้นสามัญ 2,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ
100 บาท และหุ้นบุริมสิทธิ 6 % จานวน 3,000 หุ้น
มูลค่าหุ้นละ 100 บาท
ก.ย.
5
เดบิต เงินสด (2,000 x 98) 196,000
ส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ 4,000
เครดิต ทุนหุ้นบุริมสิทธิที่ยังมิได้จาหน่าย 200,000
จาหน่ายหุ้นทุนบุริมสิทธิ 2,000 หุ้นราคา หุ้นละ 98 บาท
เดบิต เงินสด ( 2,000 x 98) 196,000
ส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ 4,000
เครดิต ทุนหุ้นบุริมสิทธิ 200,000
จาหน่ายหุ้นทุนบุริมสิทธิ 2,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 98 บาท
ก.ย.
12
เดบิต เงินสด (1,500 x 120) 180,000
เครดิต ทุนหุ้นสามัญที่ยังไมจาหน่าย 150,000
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ 30,000
จาหน่ายหุ้นสามัญ 1,500 หุ้น ราคาหุ้นละ 120 บาท
เดบิต เงินสด (2,000 x 120) 180,000
เครดิต ทุนหุ้นสามัญ 150,000
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ 30,000
จาหน่ายหุ้นสามัญ 1,500 หุ้น ราคาหุ้นละ 120 บาท
ก.ย.12 เดบิต เงินสด (1,500 x 120) 180,000
เครดิต ทุนหุ้นสามัญที่ยังไมจาหน่าย
150,000
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ
30,000
จาหน่ายหุ้นสามัญ 1,500 หุ้น ราคาหุ้นละ 120 บาท
เดบิต เงินสด (2,000 x 120) 180,000
เครดิต ทุนหุ้นสามัญ
150,000
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ
30,000
จาหน่ายหุ้นสามัญ 1,500 หุ้น ราคาหุ้นละ 120 บาท
การจาหน่ายหุ้นโดยการจอง
• ใช้ในกรณีของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผู้สนใจจองซื้อหุ้นจานวนมากซึ่งหุ้นของบริษัทอาจไม่เพียงพอ
ต่อความต้องการของผู้ลงหุ้น โดยบริษัทมักจะกาหนดให้ผู้จองหุ้นชาระค่าหุ้นทั้งหมดหรือ
จ่ายเงินมัดจามาเพียงบางส่วนพร้อมกับการจองหุ้น เพื่อความมั่นใจว่าผู้จองประสงค์จะซื้อหุ้น
แน่นอน หลังจากนั้นบริษัทจะจัดสรรหุ้นให้กับผู้จองหุ้นให้กับผู้จองหุ้นและเรียกชาระราคา
หุ้นส่วนที่เหลือ (ถ้ามี) สาหรับผู้ที่ไม่ได้รับการจัดสรรหุ้นบริษัทจะคืนเงินค่าหุ้นหรือเงินมัดจา
แล้วแต่กรณี
• ตัวอย่างที่ 3 บริษัทนาหุ้นบุริมสิทธิมูลค่าหุ้นละ 100 บาท จานวน 500 หุ้น ออกจาหน่าย โดย
การให้จองในราคาหุ้นละ 130 บาท โดยผู้จองหุ้นต้องส่งเงินมัดจามาพร้อมกับใบจองหุ้นละ 40
บาท ปรากฏว่ามีผู้สนใจจองหุ้นมา 600 หุ้น บริษัทจึงคืนเงินให้กับผู้จองที่ไม่ได้รับการจัดสรร
จานวน 100 หุ้น และเรียกเก็บให้ผู้จองที่ได้รับการจัดสรรหุ้นชาระราคาหุ้นที่เหลือทั้งหมดพร้อม
ทั้งออกใบหุ้นให้ไป
การบันทึกบัญชี
สมุดรายวันทั่วไป หน้า 1
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
เงินสด (600 x 40)
เงินมัดจาการจองหุ้นบุริมสิทธิ
รับใบจองหุ้น 600 หุ้น พร้อมเงินมัดจา หุ้นละ 40 บาท
24,000 -
24,000
เงินมัดจาการจองหุ้นบุริมสิทธิ(500 x 40)
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นบุริมสิทธิ (500 x 100)
ทุนหุ้นบุริมสิทธิให้จอง( 500 x 100
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ (500 x 30)
จัดสรรหุ้นให้กับผู้จอง โอนเงินมัดจาชาระค่าหุ้น 500 หุ้น
20,000
45,000
50,000
15,000
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
เงินมัดจาการจองหุ้นบุริมสิทธิ
เงินสด (100 x 40)
คืนเงินมัดจาให้กับผู้จองหุ้นที่ไม่ได้รับการจัดสรรหุ้น
4,000 -
4,000 -
เงินสด(500 x 90)
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นบุริมสิทธิ
ได้รับเงินชาระค่าหุ้นส่วนที่เหลือ หุ้นละ 90 บาท 500
หุ้น
45,000 -
45,000 -
ทุนหุ้นบุริมสิทธิให้จอง
ทุนหุ้นบุริมสิทธิ (500 x 100)
ออกใบหุ้น โอนปิดบัญชีหุ้นทุนให้จองจานวน 500
หุ้น
50,000 -
50,000 -
สมุดรายวันทั่วไป หน้า 2
การริบหุ้น
• ผู้จองหุ้นรายใดไม่ชาระค่าหุ้นภายในเวลาที่กาหนด บริษัท
จะแจ้งหนังสือเตือนให้ชาระค่าหุ้น หากไม่ชาระ บริษัทมี
สิทธิ์ที่จะริบหุ้นนั้นและนาออกขายทอดตลาดภายใน 7
วัน นับแต่วันที่พ้นกาหนด ถ้าหากหุ้นนั้นขายได้เงินไม่ครบ
ตามราคาหุ้นที่จองไว้ก็มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าหุ้นที่ยังขาด
อยู่จากผู้จองหุ้นและอาจคิดดอกเบี้ยค่าหุ้นที่ค้างชาระได้
ถ้ายังมีเงินเหลือเท่าใดต้องส่งคืนให้ผู้จองหุ้นนั้น
วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการริบหุ้นอาจแตกต่างกันตามกฎหมาย
ของแต่ละประเทศ
วิธีที่ 1 ริบทั้งหมด และริบเงินค่าหุ้นที่ชาระมาแล้ว
วิธีที่ 2 ริบหุ้นทั้งหมด และคืนเงินค่าหุ้นที่ชาระมาแล้วทั้งหมด
วิธีที่ 3 ริบหุ้นที่เหลือ หลังจากออกใบหุ้นให้ตามส่วนของเงินค่าหุ้น
ที่ชาระแล้ว
วิธีที่ 4 ริบหุ้นทั้งหมดและคืนเงินค่าหุ้นที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่าย
และผลขาดทุนจากการนาหุ้นออกขายทอดตลาด
(วิธีนี้สอดคล้องกับกฎหมายไทยมากที่สุด)
• ตัวอย่างที่ 4 บริษัทนาหุ้นสามัญจานวน 2,000 หุ้น มูลค่า
หุ้นละ 100 บาท ออกจาหน่ายโดยการให้จองในราคาหุ้น
ละ 110 บาท โดยบริษัทเรียกชาระราคาหุ้นครั้งแรก 40 %
พร้อมด้วยส่วนเกินมูลค่าหุ้นทั้งหมดซึ่งได้รับชาระ
ครบถ้วน ต่อมาเมื่อเรียกชาระราคาหุ้นส่วนที่เหลืออีก
60% ในครั้งที่ 2 ปรากฏว่านายโจซึ่งจองไว้ 100 หุ้น ไม่นา
เงินมาชาระ บริษัทจึงริบหุ้นและออกขายทอดตลาดใน
ราคาหุ้นละ 105 บาท โดยเสียค่าใช้จ่ายในการขาย
ทอดตลาด 300 บาท
การบันทึกรายการรับจองหุ้น การรับชาระค่าหุ้นและออกใบ
หุ้นที่ชาระจนครบ
สมุดรายวันทั่วไป
• เมื่อรับใบจองหุ้นสามัญ 2,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 110 บาท
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ ( 2,000 x 110) 220,000
ทุนหุ้นสามัญให้จอง (2000 x 100) 200,000
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (2,000 x 10) 20,000
รับใบจองหุ้นสามัญ 2,000 หุ้น หุ้นละ 110 บาท
•เมื่อรับชาระค่าหุ้นงวดที่ 1 จานวน 40% ของมูลค่าหุ้น
พร้อมด้วยส่วนเกินมูลค่าหุ้นทั้งหมด
เงินสด(2,000 x 100) x 40% + 20,000 100,000
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ 100,000
ได้รับเงินชาระค่าหุ้นงวดที่ 1 40% ของมูลค่าหุ้นพร้อม
ส่วนเกิน
เมื่อรับชาระค่าหุ้นงวดที่ 2 จานวน 60% ของมูลค่าหุ้น
1,900 หุ้น
เงินสด (1,900 x 100 x 60 %) 114,000
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ 114,000
รับชาระค่าหุ้นงวดที่ 2 60 % 1,900 หุ้น
เมื่อออกใบหุ้นทุนให้กับผู้จองซื้อหุ้นที่ชาระค่าหุ้นครบถ้วน
จานวน 1,900 หุ้น
หุ้นสามัญให้จอง 190,000
หุ้นทุนสามัญ (1,900 x 100) 190,000
ออกใบหุ้นทุนให้ผู้จองซื้อหุ้นที่ชาระหุ้นครบถ้วน
การบันทึกรายการรับจองหุ้น การรับชาระค่าหุ้นและออกใบหุ้นที่ชาระจนครบ
สมุดรายวันทั่วไป หน้า 1
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ ( 2,000 x 110)
ทุนหุ้นสามัญให้จอง (2000 x 100)
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (2,000 x 10)
รับใบจองหุ้นสามัญ 2,000 หุ้น หุ้นละ 110 บาท
220,000 -
200,000
20,000
-
-
เงินสด(2,000 x 100) x 40% + 20,000
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ
ได้รับเงินชาระค่าหุ้นงวดที่ 1 40% ของมูลค่าหุ้นพร้อม
ส่วนเกิน
100,000 -
100,000 -
เงินสด (1,900 x 100 x 60 %)
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ
รับชาระค่าหุ้นงวดที่ 2 60 % 1,900 หุ้น
114,000 -
114,000 -
ทุนหุ้นสามัญให้จอง
ทุนหุ้นสามัญ (1,900 x 100)
ออกใบหุ้นทุนให้ผู้จองซื้อหุ้นที่ชาระหุ้นครบถ้วน
190,000 -
190,000 -
วิธีที่ 1 ริบหุ้นทั้งหมด และริบเงินค่าหุ้นที่ชาระมาแล้วทั้งหมด
• (1) ยกเลิกการจองหุ้นที่ที่ถูกริบ จานวน 100 หุ้น ให้บันทึกกลับรายการบัญชีเมื่อรับจองหุ้น โดย
เครดิตบัญชีลูกหนี้ค่าหุ้นสั่งจองตามตามจานวนค่าหุ้นค้างชาระ และเครดิตส่วนเกินจานวนทุน
จากการริบหุ้นตามจานวนเงินค่าหุ้นที่ชาระแล้ว ดังนี้
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
หุ้นหุ้นสามัญให้จอง (100 x 100)
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (100 x 10)
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ (100x 100) x 6 %
ส่วนเกินทุนจากการริบหุ้น (11,000 – 6,000)
กลับรายการบัญชีเมื่อรับจองหุ้น
10,000
1,000
-
-
6,000
5,000
-
-
เงินสด(100 x 105)
ทุนหุ้นสามัญ (100 x 100)
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (100 x 5)
นาหุ้นที่ถูกริบออกขายทอดตลาด ในราคาหุ้นละ 105 บาท
10,500 -
10,000
500
-
-
ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง / ส่วนเกินทุนจากการริบหุ้น
เงินสด
ค่าใช้จ่ายในการนาหุ้นที่ถูกริบออกขายทอดตลาด
300 -
300 -
สมุดรายวันทั่วไป หน้า1
วิธีที่ 2 ริบหุ้นทั้งหมด และคืนเงินค่าหุ้นที่ชาระแล้วทั้งหมด
• วิธีนี้จะแตกต่างจากวิธีที่ 1 เฉพาะขั้นตอนการยกเลิกการจองหุ้นที่ริบ โดยเปลี่ยนรายการเครดิต
ส่วนเกินทุนจากการริบหุ้น เป็นเครดิตเงินสดเพื่อคนเงินค่าหุ้นที่ผู้จองชาระมาแล้วทั้งหมด ดังนี้
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
ทุนหุ้นสามัญให้จอง
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ
เงินสด
คืนเงินค่าหุ้นที่ผู้จองชาระมาแล้วทั้งหมด
10,000
1,000
6,000
5,000
สมุดรายวันทั่วไป หน้า
วิธีที่ 3 ริบหุ้นที่เหลือ หลังจากออกใบหุ้นให้ตามส่วนของเงินค่าหุ้นที่ชาระแล้ว
• ตามวิธีนี้บริษัทจะออกใบหุ้นให้กับผู้ถูกริบหุ้นตามส่วนของเงินค่าหุ้นที่ชาระแล้ว โดยเปรียบเป็น
เงินหุ้นตามราคาจอง ถ้ามีเงินเหลือส่วนที่ไม่เต็มราคาหุ้นซึ่งไม่สามารถออกใบหุ้นให้ได้ บริษัทจะ
จ่ายคืนเงินสดให้กับผู้ถูกริบหุ้น โดยคานวณได้ดังนี้
จานวนเงินค่าหุ้นที่ชาระแล้ว = 100 x 50 = 5,000 บาท
จานวนที่ต้องออกใบหุ้นให้โดยเทียบเต็มหุ้น = 5,000 /110 = 45 หุ้น
จานวนหุ้นที่ถูกริบ = 100 – 45 = 55 หุ้น
จานวนเงินคงเหลือที่ต้องจ่ายคืน = 5,000 -(110 x 45) = 50 บาท
กรณีบันทึกบัญชีตามวิธีที่ 3 จะต่างจากวิธีที่ 1 เฉพาะรายการยกเลิกการจองหุ้นที่ถูกริบดังนี้
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
ทุนหุ้นสามัญให้จอง
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (55 x 10)
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ (100 x 100 x 60 % )
ทุนหุ้นสามัญ (45 x 100)
เงินสด
ยกเลิกการจองหุ้นที่ถูกริบ
10,000
550
6,000
4,500
50
สมุดรายวันทั่วไป หน้า
สาหรับค่าใช้จ่ายในการนาหุ้นออกขายทอดตลาด ตามวิธีที่ 2 และวิธีที่ 3
ให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัท เว้นแต่จะกาหนดไว้เป็นอย่างอื่น เช่น ตาม
วิธีที่ 3ถ้ากาหนดให้ผู้ถูกริบหุ้นเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว ผู้ถูกรับหุ้นจะได้
รับหุ้นในจานวนที่น้อยลง เป็นต้น
วิธีที่ 4 ริบหุ้นทั้งหมดและคืนเงินส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและผล
ขาดทุนจากการนาหุ้นนั้นออกขายทอดตลาด
• (1) ยกเลิกการจองหุ้นที่ถูกริบ และคืนเงินค่าหุ้นที่ชาระมาแล้วทั้งหมด โดยการบันทึกเหมือนวิธีที่
1 เพียงแต่เปลี่ยนเครดิตส่วนเกินทุนจากการริบหุ้น เป็นเครดิตเจ้าหนี้– ผู้ถูกริบหุ้น ดังนี้
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
(1) ทุนหุ้นสามัญให้จอง
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ
ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ
เจ้าหนี้- ผู้ถูกริบหุ้น
คืนเงินค่าหุ้นที่ผู้จองชาระมาแล้วทั้งหมด
10,000
1,000
6,000
5,000
สมุดรายวันทั่วไป หน้า
• (2) นาหุ้นที่ถูกริบออกขายทอดตลาด โดยบันทึกส่วนเกินหรือส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นตามราคาจอง
( หุ้นละ 110 – 100) ในกรณีที่จาหน่ายหุ้นได้ในราคาสูงหรือต่ากว่าราคาจอง ให้บันทึกผลต่าง
ในบัญชีเจ้าหนี้– ผู้ถูกริบหุ้น ซึ่งจากตัวอย่างนี้ราคาจองหุ้นละ 110 บาท เมื่อนาออกจาหน่าย
ใหม่ในราคาหุ้นละ 105 บาท จะเกิดผลต่างหุ้นละ (110 -105) = 5 บาท ถือเป็นผลขาดทุนของผู้
ถูกริบหุ้น ดังนี้
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
(2) เงินสด (100 x 105)
เจ้าหนี้– ผู้ถูกริบหุ้น (100 x 5)
ทุนหุ้นสามัญ (100 x 100)
เงินสด (100 x 10)
นาหุ้นที่ถูกริบออกขายทอดตลาด
10,500
500
10,000
1,000
สมุดรายวันทั่วไป หน้า 1
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
(3) เจ้าหนี้– ผู้ถูกริบหุ้น
เงินสด
ค่าใช้จ่ายในการนาหุ้นออกขายทอดตลาด ถือเป็นส่วนที่ผู้
ถูกริบหุ้นต้องรับผิดชอบจึงนาไปหักจากบัญชีเจ้าหนี้– ผู้
ถูกริบหุ้น
300
300
(4) เจ้าหนี้– ผู้ถูกริบหุ้น
เงินสด
จ่ายชาระคืนเงินค่าหุ้นที่เหลือให้กับผู้ถูกริบหุ้น (5,000 –
500) = 4,200 บาท
4,200
4,200
สมุดรายวันทั่วไป หน้า1
การจาหน่ายหุ้นเป็นหน่วยรวม
• การบันทึกบัญชีกรณีจาหน่ายหุ้นเป็นหน่วยรวม กรณีที่บริษัทนาหุ้นตั้งแต่ 2 หุ้นขึ้นไปออก
ขายรวมกันโดยกาหนดราคาขายเป็นหน่วย ถ้าเป็นหุ้นชนิดเดียวกันทั้งหมดจะไม่มีปัญหาในการ
บันทึกบัญชี แต่ถ้าเป็นหุ้นต่างชนิดกัน เช่น หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ หรือหุ้นกู้และหุ้นสามัญ
เป็นต้น จะต้องคานวณปันส่วนราคาขายรวมออกเป็นราคาขายของหุ้นแต่ละชนิด เพื่อแยก
บันทึกบัญชีและเพื่อให้ทราบว่าหุ้นแต่ละชนิดที่ขายไปนั้นมีส่วนเกินหรือส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้น
หรือไม่ ถ้ามีควรเป็นของหุ้นชนิดใดจานวนเท่าใด
• เกณฑ์ในการปันส่วนราคาขายรวม เช่น การขายหุ้นเป็นหน่วยรวม 1 หน่วย ประกอบด้วยหุ้น
2 ชนิด เกณฑ์ในการปันส่วนราคาขายให้พิจารณาดังนี้
1.กรณีทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นทั้ง 2 ชนิด
2. กรณีทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นเพียงชนิดเดียว
3. กรณีไม่ทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นทั้ง 2 ชนิด
มูลค่ายุติธรรม หมายถึง จานวนเงินที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงแลกเปลี่ยนสินทรัพย์กันในขณะที่ทั้ง
2ฝ่ายมีความรอบรู้และเต็มใจในการแลกเปลี่ยน และสามารถต่อรองกันได้อย่างเป็นอิสระใน
ลักษณะของผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
• ตัวอย่างที่ 5 บริษัทเสนอขายหุ้นเป็นหน่วยรวมในราคาหน่วยละ 420 บาท โดย 1 หน่วย
ประกอบด้วยหุ้นสามัญมูลค่าหุ้นละ 100 บาท 3 หุ้น และหุ้นบุริมสิทธิ 8 % มูลค่าหุ้นละ 100
บาท 1 หุ้น โดยขายได้จานวน 1,000 หน่วย ราคาขายรวม (1,000 x 420) = 420,000 บาท
• กรณีทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นทั้ง 2 ชนิด
ให้ปันส่วนราคาขายรวมเป็นราคาขายของหุ้นแต่ละชนิด ตามสัดส่วนของมูลค่ายุติธรรม
สมมุติมูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญราคา หุ้นละ 108 บาท และหุ้นบุริมสิทธิราคาหุ้นละ 105บาท
บาท อัตราส่วน
มูลค่ายุติธรรมของหุ้นที่ขายเป็นหน่วยรวม
มูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญ (1,000 x 108 x 3) 324,000 72%
มูลค่ายุติธรรมของหุ้นบุริมสิทธิ (1,000 x 126) 126,000 28%
รวม 450,000 100%
ราคาขายของหุ้นแต่ละชนิด
ราคาขายของหุ้นสามัญ = 420,000 x 72% = 302,000 บาท
ราคาขายของหุ้นบุริมสิทธิ = 420,000 x 28% = 117,600 บาท
รวม = 420,000 บาท
การบันทึกบัญชี บันทึกการออกจาหน่ายหุ้นเป็นหน่วยรวม 1,000 หน่วย ราคาหน่วย
ละ 420 โดย
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
เงินสด
ทุนหุ้นสามัญ (1,000 x 100 x 3)
ทุนหุ้นบุริมสิทธิ (1,000 x 100)
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (302,400 -300,000)
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ (117,600 -100,000)
บันทึกการออกหุ้นจาหน่ายเป็นหน่วยรวม
420,000
300,000
100,000
2,400
17,600
สมุดรายวันทั่วไป หน้า
กรณีที่ 2 ทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นหุ้นเดียว
จากตัวอย่างเดิม สมมุติหุ้นสามัญมีมูลค่ายุติธรรมหุ้นละ 108 บาท และไม่ทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้น
บุริมสิทธิ
ราคาขายของหุ้นแต่ละชนิด
ราคาขายหุ้นเป็นหน่วยรวม 1,000 หน่วย (1,000 x 420)= 420,000 บาท
หัก ราคาขายของหุ้นสามัญ (มูลค่ายุติธรรม = 1,000 x 108 x 3)= 324,000 บาท
ราคาขายของหุ้นบุริมสิทธิ = 96,000 บาท
การบันทึกบัญชี : บันทึกการออกจาหน่ายหุ้นเป็นหน่วยรวม 1,000 หน่าย ราคาหน่วยละ 420 บาท โดย
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
เงินสด
ส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ(100,000 -96,000)
ทุนหุ้นสามัญ (1,000 x 100 x 3)
ทุนหุ้นบุริมสิทธิ (1,000 x 100)
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (302,400 -300,000)
บันทึกการออกหุ้นจาหน่ายเป็นหน่วยรวม
420,000
4,000
300,000
100,000
24,000
สมุดรายวันทั่วไป หน้า
กรณีที่ 3 ไม่ทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นทั้งสองชนิด
• จากตัวอย่างเดิม สมมุติไม่ทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นทั้งสองชนิด
บาท อัตราส่วน
มูลค่าหุ้นที่ขายเป็นหน่วยรวม
มูลค่าหุ้นสามัญ ( 1,000 x 100 x 3) 300,000 75%
มูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ (1,000 x 100) 100,000 25%
รวม 400,000 100%
ราคาขายของหุ้นแต่ละชนิด
ราคาขายของหุ้นสามัญ = 420,000 x 75 % = 315,000 บาท
ราคาขายของหุ้นบุริมสิทธิ = 420,000 x 25% = 105,000 บาท
รวม = 420,000 บาท
• การบันทึกบัญชี
-บันทึกการออกจาหน่ายหุ้นเป็นหน่วยรวม 1,000 หน่วย ราคาหน่วยละ 420 บาท โดย
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
เงินสด
ทุนหุ้นสามัญ (1,000 x 100 x 3)
ทุนหุ้นบุริมสิทธิ (1,000 x 100)
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (315,000 -100,000)
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ (105,000 -100,000)
บันทึกการออกหุ้นจาหน่ายเป็นหน่วยรวม
420,000
300,000
100,000
15,000
5,000
สมุดรายวันทั่วไป หน้า
การออกหุ้นทุนเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินทรัพย์
• ถ้าบริษัทออกหุ้นทุนเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินทรัพย์อื่นที่มิใช่เงินสด ให้บันทึกราคาทุนของสินทรัพย์
ที่ได้มาเท่ากับ มูลค่ายุติธรรมของหุ้นทุนที่ออกให้ หรือมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์นั้น
ตัวอย่างที่ 6 บริษัทออกหุ้นสามัญ 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดิน
วัน
เดือน ปี
รายการ
เลขที่
บัญชี
เดบิต เครดิต
(1) ที่ดิน
ทุนหุ้นสามัญ (1,000 x 100)
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (1,000 x 20)
ถ้าหุ้นสามัญมีมูลค่าหุ้นละ 120 บาท
120,000
100,000
20,000
(2) ที่ดิน (
ส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นสามัญ ( 1,000 x 5)
ทุนหุ้นสามัญ ( 1,000 x 100)
ถ้าที่ดินมีมูลค่า 95,000 บาท โดยไม่ทราบมูลค่ายุติธรรม
ของหุ้นสามัญ
95,000
5,000
100,000
สมุดรายวันทั่วไป หน้า
การออกหุ้นทุนเพื่อชาระค่าบริการ
• กรณีที่บริษัทออกใบหุ้นทุนเพื่อชาระค่าบริการต่างๆ ให้บันทึกค่าบริการตาม ราคาที่ตกลงไว้
แน่นอน กรณีที่ไม่ได้ตกลงราคากันไว้ก่อนให้บันทึกค่าบริการตาม มูลค่ายุติธรรมของหุ้นที่
ออกให้
• ตัวอย่างที่ 7 บริษัทออกหุ้นสามัญจานวน 500 หุ้น เพื่อชาระค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัท
**ถ้าตกลงค่าบริการไว้ 50,000 บาท จะบันทึกรายการโดย
เดบิต ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัท 50,000
เครดิต ทุนหุ้นสามัญ (500 x 100) 50,000
**ถ้าไม่ได้ตกลงค่าบริการไว้ และวันนี้หุ้นสามัญมีมูลค่ายุติธรรมหุ้นละ 120 บาท
เดบิต ค่าใช้จ่ายในการขัดตั้งบริษัท 60,000
เครดิต ทุนหุ้นสามัญ (500 x 100) 50,000
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (500 x 20) 10,000

บทที่ 4 ชั้นกลาง 2 2003

  • 1.
  • 2.
    ความหมายของบริษัท เป็นกิจการที่ต้องมีบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปจัดตั้งขึ้นในรูปของคณะ บุคคลผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบในหนี้สินของบริษัทไม่เกินจานวนเงินที่ตนตก ลงซื้อหุ้นไว้ จะได้รับส่วนแบ่งในรูปของ เงินปันผลข้อดีของบริษัท สามารถ ระดมเงินทุนได้มากกว่ากิจการอื่น และได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า กิจการประเภทห้างหุ้นส่วน ลักษณะสาคัญของบริษัท ทุนแบ่งเป็นหุ้น หุ้นแต่ละหุ้นจะมีมูลค่าเท่ากัน บริษัทเอกชนจากัดต้อง มีมูลค่าหุ้นไม่ต่ากว่าหุ้นละ 5 บาท บริษัทมหาชนจากัดมีมูลค่าหุ้นเท่าใด ก็ได้ แต่หุ้นทุนต้องมีมูลค่าเท่ากันทุกหุ้นไม่หุ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้นสามัญหรือ หุ้นบุริมสิทธิ์
  • 3.
    ลักษณะสาคัญของบริษัท ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบจากัด รับผิดชอบเพียงไม่เกินจานวนเงินที่ตกลงซื้อหุ้นไว้ กรณีที่ขาดทุนมีนหนี้สินล้นพ้นตัว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์เรียกบังคับหนี้จากสินทรัพย์ ส่วนตัวของผู้ถือหุ้นที่ชาระมูลค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว หุ้นทุนโอนเปลี่ยนมือได้ผู้ถือหุ้นสามารถขายหรือโอนหุ้นของตนเองให้กับบุคคล อื่นได้โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นรายอื่น เว้นแต่บริษัทกาหนดไว้ คุณสมบัติของผู้ถือหุ้นไม่เป็นสาระสาคัญ กรณีที่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งตาย ล้มละลาย ไร้ความสามารถ บริษัทสามารถดาเนินการต่อไปได้ โดยไม่ต้องเลิก กิจการ การบริหารงานในรูปของคณะกรรมการบริษัท โดยคณะกรรมการบริษัทอาจเป็น ผู้ถือหุ้นของบริษัทหรืออาจเป็นบุคคลอื่นก็ได้ ซึ่งการแต่งตั้งและถอดถอน คณะกรรมการในบริษัทต้องเป็นไปตามมติที่ประชุมใหญ่
  • 4.
    ประเภทของบริษัท • 1.บริษัทเอกชนจากัด ต้องมีบุคคลไม่น้อยกว่า3 คน โดยผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทต้อง ร่วมกันจองซื้อหุ้นไว้อย่างน้อยคนละ 1 หุ้น หุ้นที่เหลือจึงนาเสนอขายต่อบุคคลที่ สนใจได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ออกหนังสือชี้ชวนเพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป • 2.บริษัทมหาชนจากัด ต้องมีบุคคลตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป มีความประสงค์ที่จะ เสนอขายหุ้นต่อประชาชน โดยการออกหนังชี้ชวน แต่ต้องดาเนินการตาม กฎหมายว่าหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้จัดเริ่มต้องร่วมจองหุ้นของบริษัท โดยหุ้นที่จองทั้งหมดต้องเป็นหุ้นที่ชาระค่าหุ้นเป็นตัวเงินรวมกันไม่น้อยกว่า 5 % ของทุนจดทะเบียน
  • 5.
    การจัดตั้งบริษัท • ตรวจจองชื่อบริษัท เพื่อมิให้ชื่อไปซ้ากับชื่อบริษัทอื่นที่มีอยู่แล้วต้องขอจดทะเบียนหนังสือ บริคณห์สนธิภายใน 30 วัน • จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ผู้ก่อตั้งบริษัทลงรายมือชื่อไว้ทุกคนและพยานลงรายมือชื่อ รับรองอีก 2 คน นาไปยื่นสานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กองทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจ การค้า กระทรวงพาณิชย์ • จัดให้มีการลงชื่อจองซื้อหุ้น บริษัทเอกชนต้องมีผู้จองหุ้นครบทุกหุ้น บริษัทมหาชน ไม่น้อย กว่า 50 % ของจานวนหุ้นที่จดทะเบียนไว้ตามหนังสือบริคณห์สนธิ • จัดประชุมจัดตั้งบริษัท เมื่อมีผู้จองหุ้นจนครบแล้ว ต้องเรียกนัดประชุมผู้จองซื้อหุ้น โดยสาร สาคัญของการประชุมเพื่อพิจารณาข้อบังคับของบริษัท • เรียกเก็บเงินค่าหุ้นจากผู้จองซื้อหุ้น บริษัทเอกชนต้องเรียกให้ชาระอย่างน้อย 25 % ของ มูลค่าหุ้นที่จองไว้ ส่วนเกินค่าหุ้นต้องชาระมาพร้อมกับเงินค่าหุ้นงวดแรก บริษัทมหาชนต้องรียก ให้ชาระค่าหุ้นที่จองไว้ทั้งหมดในคราวเดียว • จดทะเบียนบริษัท คณะกรรมการต้องดาเนินการจดทะเบียนบริษัทภายใน 3 เดือน นับแต่วัน ประชุมจัดตั้งบริษัท
  • 6.
    ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง • หมายถึง ค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกี่ยวกับการดาเนินการจัดตั้งบริษัทรวมทั้งการนาหุ้นทุนออกจาหน่าย เช่น -ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งกิจการ - ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนบริษัท - ค่าที่ปรึกษาทางกฎหมาย - ค่าใช้จ่ายในการจัดจาหน่ายหุ้น เงินทุนของบริษัท 1.เงินทุนจดทะเบียน คือ มูลค่าหุ้นทุนทั้งหมดที่บริษัทจดทะเบียนไว้ เช่น บริษัทจดทะเบียนหุ้นทุน ไว้จานวน 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เงินทุนจดทะเบียน = 10,000 x 100 = 1,000,000 บาท 2.เงินทุนตามกฎหมาย คือ มูลค่าของหุ้นทุนที่ออกจาหน่ายแล้ว ซึ่งรวมทั้งมูลค่าหุ้นทุนที่ให้จอง เช่น จากตัวอย่างเดิม สมมุติบริษัทนาหุ้นทุนออกจาหน่ายทั้งสิ้น 8,000 หุ้น โดยได้รับชาระเต็ม มูลค่าแล้ว 7,000 หุ้น และมีผู้จองซื้อไว้โดยยังไม่ได้ชาระราคาหุ้นอีก 1,000 หุ้น
  • 7.
    2.เงินทุนตามกฎหมาย คือ มูลค่าของหุ้นทุนที่ออกจาหน่ายแล้วซึ่งรวมทั้งมูลค่าหุ้นทุนที่ให้จอง เช่น จากตัวอย่างเดิม สมมุติบริษัทนาหุ้นทุนออกจาหน่ายทั้งสิ้น 8,000 หุ้น โดยได้รับชาระเต็ม มูลค่าแล้ว 7,000 หุ้น และมีผู้จองซื้อไว้โดยยังไม่ได้ชาระราคาหุ้นอีก 1,000 หุ้น เงินทุนตามกฎหมาย = (7,000 x 100) + (1,000 x 100) = 800,000 บาท 3.เงินทุนที่นามาลง คือ จานวนเงินที่ผู้ถือหุ้นต้องนามาลงในบริษัทซึ่งเท่ากับราคาจาหน่ายของหุ้น นั้น หรือเท่ากับมูลค่าหุ้นบวกด้วยส่วนเกินหรือหักด้วยส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นแล้วแต่กรณี เช่น จากตัวอย่างเดิม ถ้าบริษัทจาหน่ายหุ้นในราคาเท่ากับมูลค่าหุ้นละ 100 บาท เงินทุนที่นามาลง = 8,000 x 100 = 800,000 บาท ถ้าบริษัทจาหน่ายหุ้นได้ในราคาหุ้นละ 120 บาท จะเกิดส่วนเกินมูลค่าหุ้น ละ 20 บาท เงินทุนที่นามาลงทุน = (8,000 x 100) + (8,000 x 20) = 960,000 บาท
  • 8.
    ความหมายของหุ้นทุน • หุ้นทุน stockหมายถึง ทุนจดทะเบียนของบริษัทซึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งประเภท แต่ละ ประเภทแบ่งออกเป็นหุ้น (share) แต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่ากัน หุ้นทุนจาแนกตามลักษณะต่างๆ เช่น 1.หุ้นทุนจดทะเบียน เป็นที่จดทะเบียนไว้ตามหนังสือบริคณห์สนธิ 2.หุ้นให้จอง เป็นหุ้นทุนที่ผู้ให้จองซื้อแล้ว โดยบริษัทยังไม่ได้รับชาระ ราคาหุ้นหรือได้รับเพียง บางส่วน และยังมิได้ออกใบหุ้นให้กับผู้จอง 3.หุ้นทุนที่ออกใบหุ้นแล้ว เป็นหุ้นทุนที่ออกและเรียกชาระแล้ว 4.หุ้นทุนที่ยังมิได้ออกจาหน่าย เป็นหุ้นทุนที่จดทะเบียนไว้แล้ว แต่ยังมิได้ออกใบหุ้น ซึ่งบริษัท สามารถนาออกจาหน่ายได้ในอนาคต 5.หุ้นที่ได้รับคืนมา เป็นหุ้นที่ได้ออกใบหุ้นไปแล้ว ต่อมาได้รับคืนและปัจจุบันยังถืออยู่ในมือ บริษัท เช่น หุ้นทุนที่ซื้อกลับคืนมา หรือได้รับชาระหนี้เป็นใบหุ้นทุนของบริษัท 6.หุ้นทุนที่อยู่ในมือบุคคลภายนออก เป็นหุ้นทุนที่บริษัทได้ออกใบหุ้นไปแล้ว และปัจจุบันยังถือ อยู่ในมือของผู้ถือหุ้น
  • 9.
    ตัวอย่างที่ 1 บริษัทจดทะเบียนหุ้นทุน10,000 หุ้น นาออกจาหน่ายทั้งสิ้น 9,000 หุ้น เป็นการให้จอง และยังไม่ได้ออกใบหุ้น 2,000 หุ้น จาหน่ายเป็นเงินสดและออกใบหุ้นแล้ว 7,000 หุ้น ต่อมา บริษัทซื้อหุ้นทุนคืนมา 1,000 หุ้น จะคานวณและจาแนกหุ้นทุนได้ดังนี้ หุ้นทุนจดทะเบียน 10,0000 หุ้น หัก หุ้นทุนที่ยังมิได้ออกจาหน่าย 1,000 หุ้น หุ้นทุนที่ออกจาหน่ายแล้ว 9,000 หุ้น หัก หุ้นทุนให้จอง 2,000 หุ้น หุ้นทุนที่ออกใบหุ้นแล้ว 7,000 หุ้น หัก หุ้นทุนที่ได้รับคืนมา (หุ้นทุนซื้อคืนมา) 1,000 หุ้น หุ้นทุนที่อยู่ในมือบุคคลภายนอก 6,000 หุ้น
  • 10.
    ประเภทของหุ้นทุน 1.หุ้นสามัญ (Common Stock)เป็นหุ้นหลักของบริษัท ผู้ถือหุ้นสามัญมีฐานะเป็นเจ้าของกิจการ สิทธิของผู้ถือหุ้นสามัญ - สิทธิในการออกเสียง ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิออกเสียง 1 หุ้น ต่อ 1 สียง - สิทธิในเงินปันผล มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามที่คณะกรรมการบริษัทประกาศจ่าย - สิทธิในส่วนแบ่งทรัพย์สินสุทธิ กรณีที่บริษัทเลิกกิจการจะต้องจาหน่ายสินทรัพย์ไปชาระหนี้ เงินสดที่เหลือคืนให้กับผู้ถือหุ้นตามส่วนที่แต่ละคนถืออยู่ - สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน ให้สิทธิผู้ถือหุ้นสามัญซื้อหุ้นใหม่ได้ก่อนบุคคลอื่นตามส่วนจานวน หุ้นที่แต่ละคนถืออยู่
  • 11.
    2. หุ้นบุริมสิทธิ (preferredstock) เป็นหุ้นที่บริษัทกาหนดสิทธิพิเศษบางประการ เพื่อจูงใจนัก ลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงมาก สิทธิพิเศษของหุ้นบุริมสิทธิ - ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลตามอัตราที่กาหนดไว้จนครบถ้วนก่อน เงินปันผลส่วนที่เหลือจึงจะจ่ายให้ผู้ถือหุ้นสามัญได้ - กรณีบริษัทเลิกกิจการ หลังจากจาหน่ายสินทรัพย์และชาระหนี้สินแล้ว เงิน สดส่วนที่เหลือจะต้องนามาจ่ายคืนทุนให้กับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจนครบถ้วน ก่อน ถ้ายังมีเหลือผู้ถือหุ้นสามัญจึงจะได้รับคืนทุน ข้อจากัดของหุ้นบุริมสิทธิ - มีสิทธิออกเสียงน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญ - มีสิทธิได้รับเงินปันผลเพียงไม่เกินอัตราตามที่กาหนดไว้ในหุ้นที่ถืออยู่ - มีสิทธิเรียกไถ่คืนหุ้นบุริมสิทธิได้ ถ้ากาหนดเงื่อนไขไว้ในการออกหุ้นนั้น
  • 12.
    ชนิดของหุ้นบุริมสิทธิ - หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม เป็นหุ้นที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับเงินปันผลเสมอ ถ้าปีใดบริษัทไม่ประกาศจ่ายเงินปันผลก็มีสิทธิสะสมไว้รับในปีที่ประกาศ จ่ายได้ -หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่ไม่สะสม ผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับเงินปันผลเฉพาะปีที่ ประกาศจ่ายเท่านั้น - หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ มีสิทธิร่วมรับเงินปันผลที่เหลือหลังจากจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นสามัญใน อัตราเดียวกันแล้ว - หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่ร่วมรับ ไม่มีสิทธิรับร่วมในเงินปันผลที่เหลือ - หุ้นบุริมสิทธิชนิดแปลงสภาพ บริษัทให้สิทธิในการนาหุ้นมาแปลงสภาพเป็นหลักทรัพย์ชนิด อื่นของบริษัทได้ในภายหลัง - หุ้นบุริมสิทธิชนิดเรียกไถ่คืนได้ สามารถเรียกไถ่คืนได้ตามเงื่อนไขที่กาหนด
  • 13.
    การจดทะเบียนหุ้น • บริษัทจากัดจะต้องจดทะเบียนหุ้นทุนโดยระบุชนิดของหุ้น มูลค่าต่อหุ้นและจานวนหุ้นไว้อย่าง ชัดเจนกรณีที่บริษัทจดทะเบียนหุ้นทุนไว้ 2 ชนิด บริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยต้องกาหนด มูลค่าเท่ากันทุกหุ้น แต่สาหรับกฎหมายบางประเทศอาจกาหนดมูลค่าหุ้นต่างกันได้ การออกหุ้น • เมื่อบริษัทนาหุ้นออกจาหน่ายและได้รับชาระค่าหุ้นแล้ว จะต้อทาใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นไว้เป็น หลักฐาน พร้อมทั้งจัดทาทะเบียนผู้ถือหุ้น เพื่อบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการถือหุ้น การโอนหุ้น และรายชื่อของบริษัท กฎหมายกาหนดให้ห้ามมิให้ออกใบหุ้นให้กับบุคคลใดจนกว่าบุคคลนั้น จะได้รับค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว โดยบริษัทอาจหุ้นได้ในกรณีต่างๆ ดังนี้ 1.การออกหุ้นทุนเพื่อจาหน่าย 2.การออกหุ้นทุนเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินทรัพย์ 3.การออกหุ้นทุนเพื่อชาระค่าบริการ 4.การออกหุ้นทุนเพื่อชาระหนี้
  • 14.
    การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับหุ้นทุน วิธีที่ 1 บันทึกบัญชีหุ้นทุนจดทะเบียน วิธีนี้จะบันทึกหุ้นทุนตั้งแต่วันจดทะเบียน(วันจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ) เพื่อบันทึกมูลค่าหุ้น ทุนจดทะเบียนดังนี้ -เมื่อจดทะเบียนหุ้นทุน เดบิต หุ้นทุนที่ยังมิได้จาหน่าย (มูลค่าต่อหุ้น x จานวนหุ้นจดทะเบียน) xx เครดิต หุ้นทุนจดทะเบียน xx -เมื่อออกใบหุ้น เดบิต เงินสด/บัญชีที่เกี่ยวข้อง xx เครดิต หุ้นทุนที่ยังมิได้จาหน่าย (มูลค่าต่อหุ้น x จานวนหุ้นที่ออก) xx ***กรณีผลต่างระหว่างด้านเดบิตและเครดิต ให้บันทึกผลต่างโดยเดบิต ส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นทุน หรือเครดิตส่วนเกินมูลค่าหุ้นทุน แล้วแต่กรณี
  • 15.
    วิธีที่ 2 บันทึกทรงจำเกี่ยวกับหุ้นทุนจดทะเบียน วิธีนี้จะบันทึกบัญชีหุ้นทุนต่อเมื่อมีการออกใบหุ้นแล้วในวันจดทะเบียนหุ้นทุนเพียงแต่บันทึก ทรงจาเกี่ยวกับหุ้นทุนจดทะเบียนดังนี้ -เมื่อจดทะเบียนหุ้นทุน สมุดรายวันทั่วไป
  • 16.
    -เมื่อออกใบหุ้นทุน เดบิต เงินสด/บัญชีที่เกี่ยวข้อง xx เครดิตหุ้นทุน (มูลค่าต่อหุ้น x จานวนหุ้นที่ออก) xx ข้อสังเกต ทั้ง 2 วิธีข้างต้น บัญชีเกี่ยวกับหุ้นทุนทุกบัญชีต้องบันทึกตามมูลค่าเสมอ กรณีที่บริษัทจด ทะเบียนหุ้นทุน 2 ชนิด ต้องแยกบัญชีหุ้นทุนแต่ละชนิดคือ หุ้นทุนสามัญ และ หุ้นทุนบุริมสิทธิ รวมทั้งบัญชีที่เกี่ยวข้อง เช่น ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ ส่วนเกินมูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ กรณีที่บริษัท จดจดทะเบียนหุ้นทุนเพียงชนิดเดียว อาจบันทึกไว้ในบัญชี ทุนเรือนหุ้น หรือ หุ้นทุนสามัญ
  • 17.
    การจาหน่ายหุ้นทุนเป็นเงินสด • ตัวอย่างที่ 2ระหว่างปี 25x3 บริษัทจดทะเบียนหุ้นทุนออกจาหน่าย ดังนี้ ก.ย.1 จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิโดยมีหุ้นทุนสามัญจานวน 2,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท และหุ้นบุริมสิทธิ 6% จานวน 3,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท 5 ออกจาหน่ายหุ้นบุริมสิทธิเป็นเงินสดในราคาหุ้นละ 98 บาท จานวน 2,000 หุ้น 12 ออกจาหน่ายหุ้นสามัญเป็นเงินสดในราคาหุ้นละ 120 บาท จานวน 1,500 หุ้น
  • 18.
    การบันทึกรายการทั้ง 2 วิธี วัน ที่ วิธีที่1 บันทึกบัญชีหุ้นทุนจดทะเบียน วิธีที่ 2 บันทึกทรงจาเกี่ยวกับหุ้นทุนจดทะเบียน 25x 3 ก.ย. 1 เดบิต ทุนหุ้นสามัญที่ยังมิได้จาหน่าย 200,000 ทุนหุ้นบุริมสิทธิที่ยังมิได้จาหน่าย 300,000 เครดิต ทุนหุ้นสามัญจดทะเบียน 200,000 ทุนหุ้นบุริมสิทธิจดทะเบียน 300,000 จดทะเบียนทุนหุ้นสามัญ 2,000 หุ้น และหุ้นบุริมสิทธิ 6% จานวน 3,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท บันทึกทรงจา จดทะเบียนทุนหุ้นสามัญ 2,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท และหุ้นบุริมสิทธิ 6 % จานวน 3,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ก.ย. 5 เดบิต เงินสด (2,000 x 98) 196,000 ส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ 4,000 เครดิต ทุนหุ้นบุริมสิทธิที่ยังมิได้จาหน่าย 200,000 จาหน่ายหุ้นทุนบุริมสิทธิ 2,000 หุ้นราคา หุ้นละ 98 บาท เดบิต เงินสด ( 2,000 x 98) 196,000 ส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ 4,000 เครดิต ทุนหุ้นบุริมสิทธิ 200,000 จาหน่ายหุ้นทุนบุริมสิทธิ 2,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 98 บาท ก.ย. 12 เดบิต เงินสด (1,500 x 120) 180,000 เครดิต ทุนหุ้นสามัญที่ยังไมจาหน่าย 150,000 ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ 30,000 จาหน่ายหุ้นสามัญ 1,500 หุ้น ราคาหุ้นละ 120 บาท เดบิต เงินสด (2,000 x 120) 180,000 เครดิต ทุนหุ้นสามัญ 150,000 ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ 30,000 จาหน่ายหุ้นสามัญ 1,500 หุ้น ราคาหุ้นละ 120 บาท
  • 19.
    ก.ย.12 เดบิต เงินสด(1,500 x 120) 180,000 เครดิต ทุนหุ้นสามัญที่ยังไมจาหน่าย 150,000 ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ 30,000 จาหน่ายหุ้นสามัญ 1,500 หุ้น ราคาหุ้นละ 120 บาท เดบิต เงินสด (2,000 x 120) 180,000 เครดิต ทุนหุ้นสามัญ 150,000 ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ 30,000 จาหน่ายหุ้นสามัญ 1,500 หุ้น ราคาหุ้นละ 120 บาท
  • 20.
    การจาหน่ายหุ้นโดยการจอง • ใช้ในกรณีของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผู้สนใจจองซื้อหุ้นจานวนมากซึ่งหุ้นของบริษัทอาจไม่เพียงพอ ต่อความต้องการของผู้ลงหุ้น โดยบริษัทมักจะกาหนดให้ผู้จองหุ้นชาระค่าหุ้นทั้งหมดหรือ จ่ายเงินมัดจามาเพียงบางส่วนพร้อมกับการจองหุ้นเพื่อความมั่นใจว่าผู้จองประสงค์จะซื้อหุ้น แน่นอน หลังจากนั้นบริษัทจะจัดสรรหุ้นให้กับผู้จองหุ้นให้กับผู้จองหุ้นและเรียกชาระราคา หุ้นส่วนที่เหลือ (ถ้ามี) สาหรับผู้ที่ไม่ได้รับการจัดสรรหุ้นบริษัทจะคืนเงินค่าหุ้นหรือเงินมัดจา แล้วแต่กรณี
  • 21.
    • ตัวอย่างที่ 3บริษัทนาหุ้นบุริมสิทธิมูลค่าหุ้นละ 100 บาท จานวน 500 หุ้น ออกจาหน่าย โดย การให้จองในราคาหุ้นละ 130 บาท โดยผู้จองหุ้นต้องส่งเงินมัดจามาพร้อมกับใบจองหุ้นละ 40 บาท ปรากฏว่ามีผู้สนใจจองหุ้นมา 600 หุ้น บริษัทจึงคืนเงินให้กับผู้จองที่ไม่ได้รับการจัดสรร จานวน 100 หุ้น และเรียกเก็บให้ผู้จองที่ได้รับการจัดสรรหุ้นชาระราคาหุ้นที่เหลือทั้งหมดพร้อม ทั้งออกใบหุ้นให้ไป การบันทึกบัญชี สมุดรายวันทั่วไป หน้า 1 วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต เงินสด (600 x 40) เงินมัดจาการจองหุ้นบุริมสิทธิ รับใบจองหุ้น 600 หุ้น พร้อมเงินมัดจา หุ้นละ 40 บาท 24,000 - 24,000 เงินมัดจาการจองหุ้นบุริมสิทธิ(500 x 40) ลูกหนี้ค่าจองหุ้นบุริมสิทธิ (500 x 100) ทุนหุ้นบุริมสิทธิให้จอง( 500 x 100 ส่วนเกินมูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ (500 x 30) จัดสรรหุ้นให้กับผู้จอง โอนเงินมัดจาชาระค่าหุ้น 500 หุ้น 20,000 45,000 50,000 15,000
  • 22.
    วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต เงินมัดจาการจองหุ้นบุริมสิทธิ เงินสด(100 x 40) คืนเงินมัดจาให้กับผู้จองหุ้นที่ไม่ได้รับการจัดสรรหุ้น 4,000 - 4,000 - เงินสด(500 x 90) ลูกหนี้ค่าจองหุ้นบุริมสิทธิ ได้รับเงินชาระค่าหุ้นส่วนที่เหลือ หุ้นละ 90 บาท 500 หุ้น 45,000 - 45,000 - ทุนหุ้นบุริมสิทธิให้จอง ทุนหุ้นบุริมสิทธิ (500 x 100) ออกใบหุ้น โอนปิดบัญชีหุ้นทุนให้จองจานวน 500 หุ้น 50,000 - 50,000 - สมุดรายวันทั่วไป หน้า 2
  • 23.
    การริบหุ้น • ผู้จองหุ้นรายใดไม่ชาระค่าหุ้นภายในเวลาที่กาหนด บริษัท จะแจ้งหนังสือเตือนให้ชาระค่าหุ้นหากไม่ชาระ บริษัทมี สิทธิ์ที่จะริบหุ้นนั้นและนาออกขายทอดตลาดภายใน 7 วัน นับแต่วันที่พ้นกาหนด ถ้าหากหุ้นนั้นขายได้เงินไม่ครบ ตามราคาหุ้นที่จองไว้ก็มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าหุ้นที่ยังขาด อยู่จากผู้จองหุ้นและอาจคิดดอกเบี้ยค่าหุ้นที่ค้างชาระได้ ถ้ายังมีเงินเหลือเท่าใดต้องส่งคืนให้ผู้จองหุ้นนั้น
  • 24.
    วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการริบหุ้นอาจแตกต่างกันตามกฎหมาย ของแต่ละประเทศ วิธีที่ 1 ริบทั้งหมดและริบเงินค่าหุ้นที่ชาระมาแล้ว วิธีที่ 2 ริบหุ้นทั้งหมด และคืนเงินค่าหุ้นที่ชาระมาแล้วทั้งหมด วิธีที่ 3 ริบหุ้นที่เหลือ หลังจากออกใบหุ้นให้ตามส่วนของเงินค่าหุ้น ที่ชาระแล้ว วิธีที่ 4 ริบหุ้นทั้งหมดและคืนเงินค่าหุ้นที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่าย และผลขาดทุนจากการนาหุ้นออกขายทอดตลาด (วิธีนี้สอดคล้องกับกฎหมายไทยมากที่สุด)
  • 25.
    • ตัวอย่างที่ 4บริษัทนาหุ้นสามัญจานวน 2,000 หุ้น มูลค่า หุ้นละ 100 บาท ออกจาหน่ายโดยการให้จองในราคาหุ้น ละ 110 บาท โดยบริษัทเรียกชาระราคาหุ้นครั้งแรก 40 % พร้อมด้วยส่วนเกินมูลค่าหุ้นทั้งหมดซึ่งได้รับชาระ ครบถ้วน ต่อมาเมื่อเรียกชาระราคาหุ้นส่วนที่เหลืออีก 60% ในครั้งที่ 2 ปรากฏว่านายโจซึ่งจองไว้ 100 หุ้น ไม่นา เงินมาชาระ บริษัทจึงริบหุ้นและออกขายทอดตลาดใน ราคาหุ้นละ 105 บาท โดยเสียค่าใช้จ่ายในการขาย ทอดตลาด 300 บาท
  • 26.
    การบันทึกรายการรับจองหุ้น การรับชาระค่าหุ้นและออกใบ หุ้นที่ชาระจนครบ สมุดรายวันทั่วไป • เมื่อรับใบจองหุ้นสามัญ2,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 110 บาท ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ ( 2,000 x 110) 220,000 ทุนหุ้นสามัญให้จอง (2000 x 100) 200,000 ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (2,000 x 10) 20,000 รับใบจองหุ้นสามัญ 2,000 หุ้น หุ้นละ 110 บาท
  • 27.
    •เมื่อรับชาระค่าหุ้นงวดที่ 1 จานวน40% ของมูลค่าหุ้น พร้อมด้วยส่วนเกินมูลค่าหุ้นทั้งหมด เงินสด(2,000 x 100) x 40% + 20,000 100,000 ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ 100,000 ได้รับเงินชาระค่าหุ้นงวดที่ 1 40% ของมูลค่าหุ้นพร้อม ส่วนเกิน
  • 28.
    เมื่อรับชาระค่าหุ้นงวดที่ 2 จานวน60% ของมูลค่าหุ้น 1,900 หุ้น เงินสด (1,900 x 100 x 60 %) 114,000 ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ 114,000 รับชาระค่าหุ้นงวดที่ 2 60 % 1,900 หุ้น เมื่อออกใบหุ้นทุนให้กับผู้จองซื้อหุ้นที่ชาระค่าหุ้นครบถ้วน จานวน 1,900 หุ้น หุ้นสามัญให้จอง 190,000 หุ้นทุนสามัญ (1,900 x 100) 190,000 ออกใบหุ้นทุนให้ผู้จองซื้อหุ้นที่ชาระหุ้นครบถ้วน
  • 29.
    การบันทึกรายการรับจองหุ้น การรับชาระค่าหุ้นและออกใบหุ้นที่ชาระจนครบ สมุดรายวันทั่วไป หน้า1 วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ ( 2,000 x 110) ทุนหุ้นสามัญให้จอง (2000 x 100) ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (2,000 x 10) รับใบจองหุ้นสามัญ 2,000 หุ้น หุ้นละ 110 บาท 220,000 - 200,000 20,000 - - เงินสด(2,000 x 100) x 40% + 20,000 ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ ได้รับเงินชาระค่าหุ้นงวดที่ 1 40% ของมูลค่าหุ้นพร้อม ส่วนเกิน 100,000 - 100,000 - เงินสด (1,900 x 100 x 60 %) ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ รับชาระค่าหุ้นงวดที่ 2 60 % 1,900 หุ้น 114,000 - 114,000 - ทุนหุ้นสามัญให้จอง ทุนหุ้นสามัญ (1,900 x 100) ออกใบหุ้นทุนให้ผู้จองซื้อหุ้นที่ชาระหุ้นครบถ้วน 190,000 - 190,000 -
  • 30.
    วิธีที่ 1 ริบหุ้นทั้งหมดและริบเงินค่าหุ้นที่ชาระมาแล้วทั้งหมด • (1) ยกเลิกการจองหุ้นที่ที่ถูกริบ จานวน 100 หุ้น ให้บันทึกกลับรายการบัญชีเมื่อรับจองหุ้น โดย เครดิตบัญชีลูกหนี้ค่าหุ้นสั่งจองตามตามจานวนค่าหุ้นค้างชาระ และเครดิตส่วนเกินจานวนทุน จากการริบหุ้นตามจานวนเงินค่าหุ้นที่ชาระแล้ว ดังนี้ วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต หุ้นหุ้นสามัญให้จอง (100 x 100) ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (100 x 10) ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ (100x 100) x 6 % ส่วนเกินทุนจากการริบหุ้น (11,000 – 6,000) กลับรายการบัญชีเมื่อรับจองหุ้น 10,000 1,000 - - 6,000 5,000 - - เงินสด(100 x 105) ทุนหุ้นสามัญ (100 x 100) ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (100 x 5) นาหุ้นที่ถูกริบออกขายทอดตลาด ในราคาหุ้นละ 105 บาท 10,500 - 10,000 500 - - ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง / ส่วนเกินทุนจากการริบหุ้น เงินสด ค่าใช้จ่ายในการนาหุ้นที่ถูกริบออกขายทอดตลาด 300 - 300 - สมุดรายวันทั่วไป หน้า1
  • 31.
    วิธีที่ 2 ริบหุ้นทั้งหมดและคืนเงินค่าหุ้นที่ชาระแล้วทั้งหมด • วิธีนี้จะแตกต่างจากวิธีที่ 1 เฉพาะขั้นตอนการยกเลิกการจองหุ้นที่ริบ โดยเปลี่ยนรายการเครดิต ส่วนเกินทุนจากการริบหุ้น เป็นเครดิตเงินสดเพื่อคนเงินค่าหุ้นที่ผู้จองชาระมาแล้วทั้งหมด ดังนี้ วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต ทุนหุ้นสามัญให้จอง ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ เงินสด คืนเงินค่าหุ้นที่ผู้จองชาระมาแล้วทั้งหมด 10,000 1,000 6,000 5,000 สมุดรายวันทั่วไป หน้า
  • 32.
    วิธีที่ 3 ริบหุ้นที่เหลือหลังจากออกใบหุ้นให้ตามส่วนของเงินค่าหุ้นที่ชาระแล้ว • ตามวิธีนี้บริษัทจะออกใบหุ้นให้กับผู้ถูกริบหุ้นตามส่วนของเงินค่าหุ้นที่ชาระแล้ว โดยเปรียบเป็น เงินหุ้นตามราคาจอง ถ้ามีเงินเหลือส่วนที่ไม่เต็มราคาหุ้นซึ่งไม่สามารถออกใบหุ้นให้ได้ บริษัทจะ จ่ายคืนเงินสดให้กับผู้ถูกริบหุ้น โดยคานวณได้ดังนี้ จานวนเงินค่าหุ้นที่ชาระแล้ว = 100 x 50 = 5,000 บาท จานวนที่ต้องออกใบหุ้นให้โดยเทียบเต็มหุ้น = 5,000 /110 = 45 หุ้น จานวนหุ้นที่ถูกริบ = 100 – 45 = 55 หุ้น จานวนเงินคงเหลือที่ต้องจ่ายคืน = 5,000 -(110 x 45) = 50 บาท กรณีบันทึกบัญชีตามวิธีที่ 3 จะต่างจากวิธีที่ 1 เฉพาะรายการยกเลิกการจองหุ้นที่ถูกริบดังนี้
  • 33.
    วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต ทุนหุ้นสามัญให้จอง ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ(55 x 10) ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ (100 x 100 x 60 % ) ทุนหุ้นสามัญ (45 x 100) เงินสด ยกเลิกการจองหุ้นที่ถูกริบ 10,000 550 6,000 4,500 50 สมุดรายวันทั่วไป หน้า สาหรับค่าใช้จ่ายในการนาหุ้นออกขายทอดตลาด ตามวิธีที่ 2 และวิธีที่ 3 ให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัท เว้นแต่จะกาหนดไว้เป็นอย่างอื่น เช่น ตาม วิธีที่ 3ถ้ากาหนดให้ผู้ถูกริบหุ้นเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว ผู้ถูกรับหุ้นจะได้ รับหุ้นในจานวนที่น้อยลง เป็นต้น
  • 34.
    วิธีที่ 4 ริบหุ้นทั้งหมดและคืนเงินส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและผล ขาดทุนจากการนาหุ้นนั้นออกขายทอดตลาด •(1) ยกเลิกการจองหุ้นที่ถูกริบ และคืนเงินค่าหุ้นที่ชาระมาแล้วทั้งหมด โดยการบันทึกเหมือนวิธีที่ 1 เพียงแต่เปลี่ยนเครดิตส่วนเกินทุนจากการริบหุ้น เป็นเครดิตเจ้าหนี้– ผู้ถูกริบหุ้น ดังนี้ วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต (1) ทุนหุ้นสามัญให้จอง ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ ลูกหนี้ค่าจองหุ้นสามัญ เจ้าหนี้- ผู้ถูกริบหุ้น คืนเงินค่าหุ้นที่ผู้จองชาระมาแล้วทั้งหมด 10,000 1,000 6,000 5,000 สมุดรายวันทั่วไป หน้า
  • 35.
    • (2) นาหุ้นที่ถูกริบออกขายทอดตลาดโดยบันทึกส่วนเกินหรือส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นตามราคาจอง ( หุ้นละ 110 – 100) ในกรณีที่จาหน่ายหุ้นได้ในราคาสูงหรือต่ากว่าราคาจอง ให้บันทึกผลต่าง ในบัญชีเจ้าหนี้– ผู้ถูกริบหุ้น ซึ่งจากตัวอย่างนี้ราคาจองหุ้นละ 110 บาท เมื่อนาออกจาหน่าย ใหม่ในราคาหุ้นละ 105 บาท จะเกิดผลต่างหุ้นละ (110 -105) = 5 บาท ถือเป็นผลขาดทุนของผู้ ถูกริบหุ้น ดังนี้ วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต (2) เงินสด (100 x 105) เจ้าหนี้– ผู้ถูกริบหุ้น (100 x 5) ทุนหุ้นสามัญ (100 x 100) เงินสด (100 x 10) นาหุ้นที่ถูกริบออกขายทอดตลาด 10,500 500 10,000 1,000 สมุดรายวันทั่วไป หน้า 1
  • 36.
    วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต (3)เจ้าหนี้– ผู้ถูกริบหุ้น เงินสด ค่าใช้จ่ายในการนาหุ้นออกขายทอดตลาด ถือเป็นส่วนที่ผู้ ถูกริบหุ้นต้องรับผิดชอบจึงนาไปหักจากบัญชีเจ้าหนี้– ผู้ ถูกริบหุ้น 300 300 (4) เจ้าหนี้– ผู้ถูกริบหุ้น เงินสด จ่ายชาระคืนเงินค่าหุ้นที่เหลือให้กับผู้ถูกริบหุ้น (5,000 – 500) = 4,200 บาท 4,200 4,200 สมุดรายวันทั่วไป หน้า1
  • 37.
    การจาหน่ายหุ้นเป็นหน่วยรวม • การบันทึกบัญชีกรณีจาหน่ายหุ้นเป็นหน่วยรวม กรณีที่บริษัทนาหุ้นตั้งแต่2 หุ้นขึ้นไปออก ขายรวมกันโดยกาหนดราคาขายเป็นหน่วย ถ้าเป็นหุ้นชนิดเดียวกันทั้งหมดจะไม่มีปัญหาในการ บันทึกบัญชี แต่ถ้าเป็นหุ้นต่างชนิดกัน เช่น หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ หรือหุ้นกู้และหุ้นสามัญ เป็นต้น จะต้องคานวณปันส่วนราคาขายรวมออกเป็นราคาขายของหุ้นแต่ละชนิด เพื่อแยก บันทึกบัญชีและเพื่อให้ทราบว่าหุ้นแต่ละชนิดที่ขายไปนั้นมีส่วนเกินหรือส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้น หรือไม่ ถ้ามีควรเป็นของหุ้นชนิดใดจานวนเท่าใด • เกณฑ์ในการปันส่วนราคาขายรวม เช่น การขายหุ้นเป็นหน่วยรวม 1 หน่วย ประกอบด้วยหุ้น 2 ชนิด เกณฑ์ในการปันส่วนราคาขายให้พิจารณาดังนี้ 1.กรณีทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นทั้ง 2 ชนิด 2. กรณีทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นเพียงชนิดเดียว 3. กรณีไม่ทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นทั้ง 2 ชนิด มูลค่ายุติธรรม หมายถึง จานวนเงินที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงแลกเปลี่ยนสินทรัพย์กันในขณะที่ทั้ง 2ฝ่ายมีความรอบรู้และเต็มใจในการแลกเปลี่ยน และสามารถต่อรองกันได้อย่างเป็นอิสระใน ลักษณะของผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
  • 38.
    • ตัวอย่างที่ 5บริษัทเสนอขายหุ้นเป็นหน่วยรวมในราคาหน่วยละ 420 บาท โดย 1 หน่วย ประกอบด้วยหุ้นสามัญมูลค่าหุ้นละ 100 บาท 3 หุ้น และหุ้นบุริมสิทธิ 8 % มูลค่าหุ้นละ 100 บาท 1 หุ้น โดยขายได้จานวน 1,000 หน่วย ราคาขายรวม (1,000 x 420) = 420,000 บาท • กรณีทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นทั้ง 2 ชนิด ให้ปันส่วนราคาขายรวมเป็นราคาขายของหุ้นแต่ละชนิด ตามสัดส่วนของมูลค่ายุติธรรม สมมุติมูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญราคา หุ้นละ 108 บาท และหุ้นบุริมสิทธิราคาหุ้นละ 105บาท บาท อัตราส่วน มูลค่ายุติธรรมของหุ้นที่ขายเป็นหน่วยรวม มูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญ (1,000 x 108 x 3) 324,000 72% มูลค่ายุติธรรมของหุ้นบุริมสิทธิ (1,000 x 126) 126,000 28% รวม 450,000 100%
  • 39.
    ราคาขายของหุ้นแต่ละชนิด ราคาขายของหุ้นสามัญ = 420,000x 72% = 302,000 บาท ราคาขายของหุ้นบุริมสิทธิ = 420,000 x 28% = 117,600 บาท รวม = 420,000 บาท การบันทึกบัญชี บันทึกการออกจาหน่ายหุ้นเป็นหน่วยรวม 1,000 หน่วย ราคาหน่วย ละ 420 โดย วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต เงินสด ทุนหุ้นสามัญ (1,000 x 100 x 3) ทุนหุ้นบุริมสิทธิ (1,000 x 100) ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (302,400 -300,000) ส่วนเกินมูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ (117,600 -100,000) บันทึกการออกหุ้นจาหน่ายเป็นหน่วยรวม 420,000 300,000 100,000 2,400 17,600 สมุดรายวันทั่วไป หน้า
  • 40.
    กรณีที่ 2 ทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นหุ้นเดียว จากตัวอย่างเดิมสมมุติหุ้นสามัญมีมูลค่ายุติธรรมหุ้นละ 108 บาท และไม่ทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้น บุริมสิทธิ ราคาขายของหุ้นแต่ละชนิด ราคาขายหุ้นเป็นหน่วยรวม 1,000 หน่วย (1,000 x 420)= 420,000 บาท หัก ราคาขายของหุ้นสามัญ (มูลค่ายุติธรรม = 1,000 x 108 x 3)= 324,000 บาท ราคาขายของหุ้นบุริมสิทธิ = 96,000 บาท การบันทึกบัญชี : บันทึกการออกจาหน่ายหุ้นเป็นหน่วยรวม 1,000 หน่าย ราคาหน่วยละ 420 บาท โดย วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต เงินสด ส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ(100,000 -96,000) ทุนหุ้นสามัญ (1,000 x 100 x 3) ทุนหุ้นบุริมสิทธิ (1,000 x 100) ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (302,400 -300,000) บันทึกการออกหุ้นจาหน่ายเป็นหน่วยรวม 420,000 4,000 300,000 100,000 24,000 สมุดรายวันทั่วไป หน้า
  • 41.
    กรณีที่ 3 ไม่ทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นทั้งสองชนิด •จากตัวอย่างเดิม สมมุติไม่ทราบมูลค่ายุติธรรมของหุ้นทั้งสองชนิด บาท อัตราส่วน มูลค่าหุ้นที่ขายเป็นหน่วยรวม มูลค่าหุ้นสามัญ ( 1,000 x 100 x 3) 300,000 75% มูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ (1,000 x 100) 100,000 25% รวม 400,000 100% ราคาขายของหุ้นแต่ละชนิด ราคาขายของหุ้นสามัญ = 420,000 x 75 % = 315,000 บาท ราคาขายของหุ้นบุริมสิทธิ = 420,000 x 25% = 105,000 บาท รวม = 420,000 บาท
  • 42.
    • การบันทึกบัญชี -บันทึกการออกจาหน่ายหุ้นเป็นหน่วยรวม 1,000หน่วย ราคาหน่วยละ 420 บาท โดย วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต เงินสด ทุนหุ้นสามัญ (1,000 x 100 x 3) ทุนหุ้นบุริมสิทธิ (1,000 x 100) ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (315,000 -100,000) ส่วนเกินมูลค่าหุ้นบุริมสิทธิ (105,000 -100,000) บันทึกการออกหุ้นจาหน่ายเป็นหน่วยรวม 420,000 300,000 100,000 15,000 5,000 สมุดรายวันทั่วไป หน้า
  • 43.
    การออกหุ้นทุนเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินทรัพย์ • ถ้าบริษัทออกหุ้นทุนเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินทรัพย์อื่นที่มิใช่เงินสด ให้บันทึกราคาทุนของสินทรัพย์ ที่ได้มาเท่ากับมูลค่ายุติธรรมของหุ้นทุนที่ออกให้ หรือมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์นั้น ตัวอย่างที่ 6 บริษัทออกหุ้นสามัญ 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดิน วัน เดือน ปี รายการ เลขที่ บัญชี เดบิต เครดิต (1) ที่ดิน ทุนหุ้นสามัญ (1,000 x 100) ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (1,000 x 20) ถ้าหุ้นสามัญมีมูลค่าหุ้นละ 120 บาท 120,000 100,000 20,000 (2) ที่ดิน ( ส่วนต่ากว่ามูลค่าหุ้นสามัญ ( 1,000 x 5) ทุนหุ้นสามัญ ( 1,000 x 100) ถ้าที่ดินมีมูลค่า 95,000 บาท โดยไม่ทราบมูลค่ายุติธรรม ของหุ้นสามัญ 95,000 5,000 100,000 สมุดรายวันทั่วไป หน้า
  • 44.
    การออกหุ้นทุนเพื่อชาระค่าบริการ • กรณีที่บริษัทออกใบหุ้นทุนเพื่อชาระค่าบริการต่างๆ ให้บันทึกค่าบริการตามราคาที่ตกลงไว้ แน่นอน กรณีที่ไม่ได้ตกลงราคากันไว้ก่อนให้บันทึกค่าบริการตาม มูลค่ายุติธรรมของหุ้นที่ ออกให้ • ตัวอย่างที่ 7 บริษัทออกหุ้นสามัญจานวน 500 หุ้น เพื่อชาระค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัท **ถ้าตกลงค่าบริการไว้ 50,000 บาท จะบันทึกรายการโดย เดบิต ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัท 50,000 เครดิต ทุนหุ้นสามัญ (500 x 100) 50,000 **ถ้าไม่ได้ตกลงค่าบริการไว้ และวันนี้หุ้นสามัญมีมูลค่ายุติธรรมหุ้นละ 120 บาท เดบิต ค่าใช้จ่ายในการขัดตั้งบริษัท 60,000 เครดิต ทุนหุ้นสามัญ (500 x 100) 50,000 ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ (500 x 20) 10,000