Recommended
PDF
เรื่อง ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์และการ
PDF
เรื่อง การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสายอากาศ
PDF
เรื่อง โพลาไรเซชันของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
PPT
DOC
PDF
แม่เหล็กแบบเรียน บ้านเติมเต็ม ฟิสิกส์ครูนัด
PDF
PDF
DOC
PPT
DOC
PDF
การนำไฟฟ้า (Conductivity)
PDF
PDF
เรื่อง การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
PDF
DOC
PDF
เรื่องที่17ไฟฟ้าและแม่เหล็ก2
PDF
PDF
คลื่นวิทยุ(ชัญญา+ธนากนก)403
PDF
PDF
PPT
PDF
PDF
PDF
PPT
PPT
PDF
ใบความรู้ที่ 3 วิธีทำหน้าใสไร้สิวและริ้วรอย
PDF
PPTX
More Related Content
PDF
เรื่อง ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์และการ
PDF
เรื่อง การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสายอากาศ
PDF
เรื่อง โพลาไรเซชันของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
PPT
DOC
PDF
แม่เหล็กแบบเรียน บ้านเติมเต็ม ฟิสิกส์ครูนัด
PDF
PDF
What's hot
DOC
PPT
DOC
PDF
การนำไฟฟ้า (Conductivity)
PDF
PDF
เรื่อง การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
PDF
DOC
PDF
เรื่องที่17ไฟฟ้าและแม่เหล็ก2
PDF
PDF
คลื่นวิทยุ(ชัญญา+ธนากนก)403
PDF
PDF
PPT
PDF
PDF
PDF
PPT
Viewers also liked
PPT
PDF
ใบความรู้ที่ 3 วิธีทำหน้าใสไร้สิวและริ้วรอย
PDF
PPTX
PDF
PDF
Diving safty & decompression meter
PDF
ใบความรู้ที่ 2 การตัดต่อหน้าคน
PDF
ดูแลด้วยศรัทธา Edit รัชฎาพร 16 ก.พ. 54
PPTX
PPTX
Experiential Family Therapy - การให้การปรึกษาแบบประสบการณ์นิยม
PPTX
DOC
PDF
PDF
การบรรเทาความปวดด้วยวิธีไม่ใช้ยา
PPTX
Physical Assessment for Phamacist
PDF
PDF
Similar to งานนำเสนอ11
PDF
Electro magnetic Waves Group 2 6/1 BM
PPTX
PDF
เรื่องที่18คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
PDF
เรื่องที่ 18 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PPTX
คลื่นกล สไลด์โชว์ สำหรับนักเรียนและนักศึกษาทั่วไป
PDF
PDF
PDF
PDF
PPTX
PDF
DOCX
PDF
03 คลื่นและสมบัติของคลื่นสเปกตรัมของธาตุ
More from Nang Ka Nangnarak
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PPTX
PDF
มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน
PDF
PDF
มาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา 2552
DOC
DOC
แบบรายงานความก้าวหน้าโครงการ
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
แบบสำรวจการนิเทศ ครั้งที่ 1
PPT
ดงมะไฟพิทยาคม สนามแม่เหล็ก (2)
PPT
PPT
งานนำเสนอ11 1. 2. กฎ ของเกาส์สำหรับสนามไฟฟ้า กฎของเกาส์สำหรับสนามแม่เหล็ก กฎการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ กฎของแอมแปร์ - แมกซ์เวลล์ ทฤษฎี เกี่ยวกับคลื่นแม่หล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์ อธิบายแนวคิดเกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้าได้ว่า เมื่อสนามแม่เหล็กในบริเวณหนึ่งเปลี่ยนแปลงจะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามไฟฟ้า โดยสนามไฟฟ้าที่ถูกเหนี่ยวนำจะมีระนาบตั้งฉากกับทิศของสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลง และเช่นเดียวกัน สนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง จะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็ก ในระนาบตั้งฉากกับสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง ในปี ค . ศ . 1887 Heinrich Rudolf Hertz ได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อตรวจสอบแนวคิดของ แมกซ์เวลล์ เขาใช้การเกิดประกายไฟ (spa 3. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในชีวิตประจำวันที่เรารู้จักมีมากมาย เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ ผู้ที่เสนอแนวคิดเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคือ Jame Clerk Maxwell ซึ่งได้อธิบายในเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และเป็นผู้สรุปว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งในการวิเคราะห์ของ Maxwell เขาได้พบ หลักการพื้นฐานทั้งมวลเกี่ยวกับ สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าและสรุปรวมเป็น สมการของแมกซ์เวลล์ (Maxwell’s equation) ดังต่อไปนี้ 4. ที่มีความต่างศักย์สูงเป็นเครื่องผลิตคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประกายไฟที่เกิดขึ้นในช่องว่าง จะสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่กลับไปกลับมาของประจุไฟฟ้าในช่องว่างดังกล่าว และเพื่อยืนยันการเกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เขาใช้ลวดอีกเส้นหนึ่งโค้งเป็นวงกลม และทำให้มีช่องว่างระหว่างปลายลวด จากนั้นนำลวดอันที่สองมาอยู่ใกล้ช่องประกายไฟ ปรากฎว่า มีประกายไฟเกิดขึ้นระหว่างช่องว่างที่ 2 ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากช่องแรกแผ่มาทำให้เกิดประกายไฟในช่องที่ 2 ด้วย ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสายอากาศตรวจสอบ ต่อมาเขา ได้ทดลองจนพบว่า คลื่นที่เกิดขึ้นสามรถสะท้อนได้เช่นเดียวกับแสง ต่อมาได้มีการสำรวจพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่ต่างมากมาย ความถี่ต่างที่ได้พบนี้เรียกว่า สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic spectrum) 5. การแผ่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สมการของแมกเวลล์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อใดสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กมีความเปลี่ยนแปลงตามเวลา สนามทั้งสองจะมีอิทธิพลต่อกัน เรียกว่าจะเกิดคู่ควบกันขึ้น การเกิดคู่ควบกันของสนามทั้งสองนี้ทำให้สามารถถ่ายโอนพลังาน และโมเมนตัมออกไปในระยะไกลๆ เรียกการแผ่ออกไปนี้ว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นต่างๆนี้ก็แผ่กระจายอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวันของเรา เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ คลื่น ไมโครเวฟ แสงสว่าง รังสีอัลตราไวโอเลต และรังสีเอกซ์เป็นต้น คำถามที่น่าสนใจคือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแผ่ออกไปได้อย่างไร ? เมื่อมีกระแส I ในตัวนำเส้นตรง จะมี สนามแม่เหล็กฺ เกิดขึ้น รอบตัวนำ ( ตามกฎของแอมแปร์ ดังนั้น เมื่อกระแสไฟฟ้าเปลี่ยนแปลง สนามแม่เหล็ก ก็จะเปลี่ยนแปลงตามกระแสไปด้วย การเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็ก จะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามไฟฟ้าเหนี่ยวนำ ( ตามกฎของฟาราเดย์ ) ในวงปิดบนระนาบที่ตั้งฉากกับ สนามแม่เหล็ก และสนามเหนี่ยวนำบนวงปิดนี้ จะก่อให้เกิดสนามแม่เหล็ก แผ่ออกไป การเหนี่ยวนำนี้จะเกิดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ ออกห่างจากสายตัวนำตามแนวรัศมี ขอให้สังเกตว่า ประจุที่ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า ( คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ) เคลื่อน ที่ ออกไปนั้น ประจุต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง และถ้าประจุเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ออกไปก็เป็นแบบฮาร์มอนิกด้วย 6. 7. 8. ในปี ค . ศ . ๑๘๐๐ ขณะที่ เฮอเชล กำลังติดตามศึกษาดวงอาทิตย์อยู่ ในกล้องดูดาว ต้องมีการใช้เลนส์กรองแสง ซึ่งทำเป็นสีต่างๆ เฮอเชล ต้องการทราบว่า ในเลนส์แต่ละสี จะเปลี่ยนค่าแสดงความร้อนของดวงอาทิตย์หรือไม่ ท่านจึงประดิษฐ์อุปกรณ์การทดลองอย่างง่ายๆ เพื่อหาคำตอบ ซึ่งนับเป็นวิธีทดลองที่หลักแหลมเป็นอย่างมาก 9. ท่านใช้ปริซึมแยกแสง แล้วให้แสงต่างๆมาตกที่เทอร์โมมิเต้อร์ ซึ่งทาสีดำที่กะเปาะ เพื่อให้ดูดความร้อนดียิ่งขึ้น ความที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ละเอียดถี่ถ้วนเป็นวิสัยประจำตัว ท่านก็ตั้งเทอร์โมมิเตอร์ตัวหนึ่งนอกเหนือจากแสงสีต่างๆนั้น เพื่อเป็นตัวควบคุมการทดลอง ปรากฏว่า แสงสีต่าง มีอุณหภูมิสูงกว่าแสงสีขาว และอุณหภูมิสูงขึ้นจาก สีม่วง ไปหาสีแดง เฮอเชล จึงเกิดความอยากรู้ขึ้นมา แล้ววัดแถบเหนือแสงสีแดงขึ้นไปที่ไม่ปรากฏมีสีอะไร ดูเหมือนแสงอาทิตย์ธรรมดาเท่านั้นเอง แต่เฮอเชลก็ประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อปรากฏว่าเทอร์โมมิเตอร์ตัวที่อยู่นอกเหนือจากแสงสีแดงนั้นกลับวัดได้อุณหภูมิสูงกว่าทุกตัว เฮอเชล จึงทำการทดลองต่อไป ก็พบว่า ส่วนของแสงที่มองไม่เห็นแต่ร้อนกว่าสีแดงนี้ มีคุณสมบัติทางกายภาพเช่นเดียวกับคลื่นแสงที่มองเห็นได้ทุกประการ เช่น การหักเห ดูดซับ ส่องผ่านหรือไม่ผ่านตัวกลาง ฯลฯ ในตอนแรก ท่านเรียกแสงนี้ว่า calorific rays ซึ่งก็เช่นเดิมที่การตั้งชื่อของท่านไม่ค่อยจะเป็นที่ถูกใจใครเท่าไรนัก รังสีที่ถูกค้นพบใหม่นี้ ก็ถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น รังสี 10. 11. รังสีอัลตราไวโอเลต หรือ รังสีเหนือม่วง หรือ รังสียูวี ( ultraviolet ) เป็นช่วงหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงสีม่วง รังสีอัลตราไวโอเลตแบ่งเป็นสามชนิดย่อย ได้แก่ UVA มีความยาวคลื่น 400–315 นาโนเมตร UVB มีความยาวคลื่น 315–280 นาโนเมตร UVC มีความยาวคลื่นน้อยกว่า 280 นาโนเมตร ยิ่งความยาวคลื่นของรังสีสั้น ก็ยิ่งมีอันตรายมากขึ้น และก็มีประโยชน์มากขึ้นเช่นเดียวกัน ( ในการฆ่าเชื้อด้วยรังสียูวี ) 12.