ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
หนวยที่ 4
ไฟฟากระแสสลับ
4.1แรงเคลื่อน กระแสไฟฟาสลับ และคายังผล
เครื่องมือที่ใหกําเนิดไฟฟากระแสสลับอยางงาย ๆ จะประกอบดวยขดลวดหมุนอยูใน
สนามแมเหล็ก การทํางานเปนไปตามกฎการเหนี่ยวนําไฟฟาของฟาราเดย ปลายทั้งสองของ
ขดลวดตอกับวงแหวนปลายละวง การใชงานทําไดโดยตอสายไฟจากวงแหวนนี้โดยมีแปรงแตะ
อยูระหวางวงแหวนกับสายไฟ เรียกเครื่องมือนี้วาเครื่องกําเนิดกระแสสลับ (Alternating current
generator หรือ alternator) ดังรูป 4.1
เมื่อขดลวดหมุนตัดสนามแมเหล็กดวยความเร็วเชิงมุมสม่ําเสมอ = ω = 2πf
เรเดียน/วินาที เมื่อ f คือความถี่เปนรอบตอวินาที สมการแรงเคลื่อนไฟฟาเหนี่ยวนําที่เวลาใด ๆ
คือ
v = Vm sin ωt .................... (4.1)
Vm คือ แรงเคลื่อนไฟฟาสูงสุดในวงจร หรือเรียกวา Voltage Amplitude วงจร
กระแสไฟฟาสลับที่งายที่สุดคือวงจรที่ประกอบดวยตัวตานทาน 1 ตัว และแหลงกําเนิดไฟฟา
กระแสสลับซึ่งจะแทนดวยสัญลักษณ ดังรูป 4.2
รูป 4.1 เครื่องกําเนิดไฟฟากระแสสลับอยางงาย
รูป 4.2 วงจรกระแสสลับที่มีตัวตานทาน 1 ตัว
2.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
137
รูป 4.3ความตางศักยและกระแสไฟฟา บนตัวตานทานเมื่อเวลา t ใด ๆ และแผนภาพเฟเซอรแสดงใหเห็น
ถึงกระแสมีเฟสตรงกับความตางศักย
ความตางศักยไฟฟาและปริมาณกระแสไฟฟาที่ตกครอมตัวตานทานจะเปลี่ยนไปตาม
เวลา สามารถแสดงเปนกราฟไดดังรูป 4.3 ความตางศักยไฟฟาและกระแสไฟฟาที่ตกครอม R จะมี
ลักษณะที่เรียกวา “in phase” หรือมีเฟสตรงกัน เมื่อความตางศักยมีคาสูงสุด กระแสไฟฟาก็จะมี
คาสูงสุด และเมื่อความตางศักยมีคาต่ําสุด กระแสไฟฟาก็จะมีคาต่ําสุดดวย สมการทั่วไปของ
กระแสไฟฟาสลับที่ไหลผานตัวตานทาน R คือ
i =
R
mV
sin 2πt
= Im sin 2πft .................... (4.2)
เมื่อ Im = Vm / R
แรงเคลื่อนไฟฟาและกระแสไฟฟาของวงจรกระแสสลับมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ตั้งแต 0 ถึง Vm หรือ Im คาแรงเคลื่อนไฟฟาและกระแสที่วัดไดจะเปนคาที่ขณะใดขณะหนึ่งของ
เวลา เนื่องจากมีลักษณะเปนเสนโคงรูป sine คาเฉลี่ยของกระแสไฟฟาใน 1 รอบจึงมีคาเปนศูนย
เพราะขนาดของกระแสในทิศทางที่เปนบวกและทิศทางที่เปนลบมีขนาดเทากัน แตทิศทางของ
กระแสที่ไหลสลับไปกลับมาไมมีผลตอกําลังไฟฟาที่ตกครอมบนอุปกรณไฟฟา ตัวอยางเชน
vR
iR
3.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
138
อุณหภูมิบนตัวตานทานที่เกิดจากความรอนเมื่อกระแสไหลผานจะแปรผันตามขนาดของกระแส
ทิศของกระแสไฟฟาไมมีผลแมแตอยางใด
กําลังไฟฟาที่ตกครอมบนตัวตานทาน (R)หาไดจาก i2
R เมื่อ i เปนกระแสสลับที่เวลา
ใด ๆ เราอาจคิดคาเฉลี่ยของกระแสแทนคาของกระแสที่เปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาได คาโดย
เฉลี่ยของกระแสสลับดังกลาวมีชื่อเรียกโดยเฉพาะวา กระแสยังผล (effective current) โดยนิยาม
ดังนี้
คายังผลของกระแสไฟฟาสลับ หมายถึง คาของกระแสไฟฟาตรงคาหนึ่ง ซึ่งจะทําให
เกิดพลังงาน (ความรอน, แสง, เสียง) บนตัวตานทานตัวหนึ่งไดเทากันในเวลาที่เทากัน
รูป 4.4 การวัดคายังผลของกระแสสลับ
ในชวงเวลา dt พลังงานที่เกิดขึ้นบนตัวตานทานเทากับ dW คือ
dW = iR2
dt
ตองการหางานที่ไดจากกระแสไฟฟาสลับไหล 1 รอบ ซึ่งใชเวลา T = 2π/ω วินาที
W = ∫
T
m ftdtIR
0
22
2sin π
อาศัยสูตรตรีโกณมิติ
sin2
x = (1- cos 2x)/2
= ∫ −
T
m
dtft
RI
0
2
)4cos1(
2
π
= T
2
RI2
m
= พลังงานไฟฟาที่ไดใน 1 คาบเวลา (T)
4.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
139
คาเฉลี่ยของพลังงานไฟฟาใน 1วินาทีคือ
= T
T2
RI2
m
=
2
RI2
m
เมื่อปลอยกระแสไฟฟาคายังผล Ieff ผาน R ตัวเดียวกันในเวลา 1 วินาที เกิดพลังงาน
บนตัวตานทานที่มีคาเทากัน นั่นคือ
RI2
eff =
2
RI2
m
Ieff =
2
Im
Ieff = 0.707 Im .................... (4.3)
กระแสไฟฟาคายังผลบางครั้งเรียกวาคาเฉลี่ยกําลังสอง (root mean square current,
Irms) เพราะคาเฉลี่ยของกระแสไฟที่ไดมาจากการนําคากระแสไฟฟายกกําลังสองแลวถอดรากที่สอง
รูป 4.5 กราฟแสดง P เฉลี่ย
ในทํานองเดียวกัน แรงเคลื่อนไฟฟากระแสสลับ v = Vm sin 2πft สามารถหาคายังผล
ของแรงเคลื่อนไฟฟานี้ไดจาก
v =
2
mV
= 0.707 Vm .................... (4.4)
5.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
140
แอมมิเตอรและโวลตมิเตอรที่ใชวัดคาของไฟสลับโดยทั่วไปจะสรางขึ้นเพื่อวัดคายังผล
มากกวาที่จะวัดคาสูงสุด เราสามารถนําคาจากมิเตอรไปหากําลังไฟฟาไดจากสูตรRI rms
2
ได
โดยตรง ในวงจรไฟฟากระแสสลับที่ประกอบดวยตัวตานทานและแหลงจายแรงเคลื่อนไฟฟาสลับ
สามารถใชคายังผลหรือคาสูงสุดไปใชกับกฎของโอหมไดโดยตรง
i
v
=
m
m
I
V
=
rms
rms
I
V
= R
แรงเคลื่อนไฟฟากระแสสลับที่ใชตามบานมีคา 220 โวลต เปนคายังผลซึ่งมี
แรงเคลื่อนไฟฟาสูงสุดเทากับ 2 220× = 311.08 โวลต
ตัวอยาง 4.1 จงหาแอมพลิจูดและความถี่ของกระแสสลับตามสมการตอไปนี้
ก. v = 310 sin (377t + 45o
) โวลต
ข. v = -50 cos (106
t - 30o
) โวลต
วิธีทํา ก. เปรียบเทียบกับสมการแรงเคลื่อนไฟฟา (4.1)
v = Vm sin 2πft
แอมพลิจูดหรือแรงเคลื่อนไฟฟาสูงสุดคือ 310 โวลต
ความถี่ของกระแสสลับ=
377
2π
= 60 Hz
ข. แอมพลิจูดคือ ⏐-50⏐ = 50 โวลต
ความถี่ของกระแสสลับคือ =
10
2
6
π
Hz
= 159.15 KHz
ตัวอยาง 4.2 เครื่องกําเนิดไฟฟาใหแรงเคลื่อนไฟฟาสูงสุด 30 โวลต มีความถี่ 50 รอบ/วินาที
ถาเครื่องกําเนิดไฟฟานี้ตอกับวงจรที่มีตัวตานทาน 10 โอหม จงหาคากระแสไฟฟาและ
กระแสไฟฟาสูงสุดที่ไหลผานตัวตานทานนี้
วิธีทํา สมการของแรงเคลื่อนไฟฟาเหนี่ยวนําในตัวอยางนี้คือ
v = 30 sin 100πt โวลต
Vrms =
2
mV =
2
30 = 21.21 โวลต
อาศัยกฎของโอหมคํานวณหากระแสยังผล (Irms) จะได
Irms =
R
Vrms
=
10
21.21 = 2.12 แอมแปร
กระแสไฟฟาคาสูงสุด Im =
m
m
I
V =
10
30 = 3 แอมแปร
6.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
141
4.2 วงจรที่มีขดลวดเหนี่ยวนําหรือตัวเก็บประจุ
4.2.1วงจรไฟสลับที่มีเฉพาะขดลวดเหนี่ยวนํา
รูป 4.6 ความตางศักยที่ตกครอมขดลวดเหนี่ยวนําและแผนภาพเฟเซอร
วงจรที่มีขดลวดเหนี่ยวนําเพียงอยางเดียว ความตางศักยที่ตกครอม L คือ
vL =
dt
di
L = tVm ωsin ……..(4.5)
เมื่ออินทิเกรตจะไดสมการ i เปนฟงกชันกับเวลา
iL = ∫ tdt
L
Vm
ωsin
จะได iL = )cos( t
L
Vm
ω
ω
−
การอินทิเกรตนี้จะละคาคงที่ไว เพราะสามารถทําใหคาคงที่มีคาเปนศูนยไดโดยการ
จัดเงื่อนไขเริ่มตนใหเหมาะสม อาศัยตรีโกณมิติ ที่วา - cos A = sin (A – 90o
)
iL = )
2
sin(
π
ω
ω
−t
L
Vm
แอมแปร
.........................(4.6)
ให Im = Vm / ωL จะได
iL = )
2
sin(
π
ω −tI m แอมแปร
เมื่อเทียบกับสมการระหวางความตางศักยที่ตกครอมขดลวด(สมการ 4.5) และกระแส
ที่ไหลผานขดลวด (สมการ 4.6 ) จะเห็นวามีความตางเฟสเทากับ (ωt – (ωt - π/2)) = π/2 ความ
ตางศักยที่ตกครอมขดลวดจะมีคาถึงคาสูงสุดกอนกระแสไฟฟาที่ไหลผานขดลวด กระแสไฟฟาจะ
ถึงคาสูงสุดหางกันเปนระยะ ¼ ของเวลาการเคลื่อนที่ครบ 1 รอบ นั่นคือเมื่อปอนแรงดันไฟฟารูป
sine ในวงจรที่มีขดลวดเพียงอยางเดียว กระแสไฟฟาที่ผานขดลวดจะตามหลัง (lag) ความตาง
ศักยที่ตกครอมขดลวดอยู 90 องศาเสมอ
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
143
4.2.2 วงจรไฟสลับที่มีเฉพาะตัวเก็บประจุ
วงจรที่ประกอบดวยตัวเก็บประจุเพียงอยางเดียวซึ่งมีสมการแรงเคลื่อนไฟฟาในวงจร
คือ vC = Vm sin ωt โวลต
vC =
C
q = Vm sin ωt โวลต ……..(4.7)
รูป 4.8 ความตางศักยที่ตกครอมตัวเก็บประจุและแผนภาพเฟเซอร
กระแสไฟฟาในวงจรคือ
iC =
dq
dt
= Vm (ωC) cos ωt
iC = )
2
sin(
)/1(
π
ω
ω
+t
C
Vm
แอมแปร
........................ (4.8)
เมื่อเปรียบเทียบสมการ (4.7) และสมการ (4.8) วงจรที่มีตัวเก็บประจุเพียงอยางเดียว
ความตางศักยไฟฟาที่ตกครอมตัวเก็บประจุจะตามหลัง (lag) กระแส ( I ) เปนมุม 90 องศา
แผนภาพเฟเซอรแสดงความตางเฟสของความตางศักยและกระแสไฟฟา ดังรูป 4.9
โดย VC จะชี้ไปในแนวแกนจินตภาพ (-y) I จะชี้ไปในแนวแกนซึ่งเปนจํานวนจริง
รูป 4.9 แสดงกราฟกระแสนําหนาความตางศักยที่ตกครอมตัวเก็บประจุอยู 90 องศา
กําหนดให XC คือความตานของตัวเก็บประจุ (Capacitive ractance) = 1 / ωC มีหนวยเปน
โอหม
9.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
144
iC =)
2
sin(
π
ω +t
X
V
C
m
แอมแปร
เมื่อ ขนาดกระแสที่ไหลผานตัวเก็บประจุมีคามากที่สุดคือ Im = Vm / XC
ตัวอยาง 4.4 จากรูป 4.8 ความตางศักยที่ตกครอมตัวเก็บประจุขนาด 1 ไมโครฟารัด เขียนเปน
สมการคือ vC = 30 sin 400t โวลต จงเขียนสมการแสดงกระแสไฟฟาที่ไหลผานตัวเก็บประจุ
วิธีทํา
XC = 1 / (ωC) = 1 / [(400 rad/s)(1 x 10-6
microFarad)]
= 2500 โอหม
Im =
C
m
X
V
= 30 V / 2500 Ohm
= 0.012แอมแปร
สมการแสดงกระแสไฟฟาที่ไหลผานตัวเก็บประจุ ซึ่งจะนําหนาความตางศักยอยู 90 องศา คือ
iC = )
2
400sin(012.0
π
+t แอมแปร
4.2.3 วงจร RLC แบบอนุกรม
เมื่อนําตัวตานทาน ขดลวดเหนี่ยวนํา และตัวเก็บประจุ มาตออนุกรม แลวตอปลาย
ทั้งสองที่เหลือของวงจรเขากับแหลงจายไฟสลับ ที่มีแรงเคลื่อนไฟฟา v = Vm sin ωt ดังรูป
รูป 4.10 วงจร RLC
การตออนุกรมทําใหกระแสไฟฟาขณะใดขณะหนึ่ง(i) ที่ไหลผานอุปกรณแตละตัวมีคาเทากัน
ความตางศักยขณะใดขณะหนึ่งที่ตกครอมอุปกรณแตละตัว หาไดดังนี้
ที่ตัวตานทาน R vR = iR
vR = (Im sin ωt) R = Im R sin ωt
= VR sin ωt
10.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
145
ที่ขดลวดเหนี่ยวนํา LvL = i XL
vR = (Im sin (ωt + π/2)) XL
= Im XL sin (ωt + π/2)
= VL sin (ωt + π/2)
ที่ตัวเก็บประจุ C vC = i XC
vC = (Im sin (ωt - π/2)) XC =Im XC sin (ωt - π/2)
= VC sin (ωt - π/2)
เมื่อ VR VL และ VC คือความตางศักยคาสูงสุด (Voltage Amplitude) ที่ตก
ครอมอุปกรณแตละตัว
รูป 4.11 แสดงคาความตางศักยที่ตกครอม R L และ C
ผลรวมของความตางศักยที่ตกครอมอุปกรณทั้งสามชิ้นไมสามารถรวมกันแบบ
พีชคณิต เพราะตางมีเฟสไมตรงกัน จะตองใชแผนภาพแสดงเฟสชวยในการรวม
11.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
146
รูป 4.12แผนภาพแสดงเฟสของความตางศักยที่ตกครอมอุปกรณแตละตัว ในที่นี้ VL > VC
เพราะกระแสไฟฟาที่ไหลผานอุปกรณแตละชิ้นที่เวลาใด ๆ มีคาเทากัน จึงใชแผนภาพ
แสดงเฟสของความตางศักยของอุปกรณทั้งสาม โดยเขียนรวมกันเปนภาพเดียว ดังรูป 4.12
ผลรวม(แบบเวกเตอร)ของความตางศักย คือคาความตางศักยรวมที่ตกครอมทีปลายของอุปกรณ
ทั้งสามชิ้น
22
)( CLRm VVVV −+= (4.9)
22
)()( CmLmmm XIXIRIV −+=
22
)( XL
m
m
XXR
I
V
−+= =
rms
rms
I
V (4.10)
กําหนดใหอิมพีแดนซของวงจร (บางตําราแปลเปนไทย วาความขัดของวงจร บาง
ความตานทานเชิงซอนบาง )(Impedance, Z) ของวงจร RLC ที่ตอแบบอนุกรมคือ
22
)( CL XXRz −+= (4.11)
มีหนวยเปนโอหม เชนเดียวกับความตานทาน
Z 2
= Resistance2
+ Reactance2
เขียนสมการ (4.11) ไดใหมเปน
Vm = Im Z
หรือ Vrms = Irms Z (4.12)
12.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
147
สมการนี้เปนการขยายกฎของโอหม ใหใชไดกับวงจรกระแสสลับในวงจรกระแสตรง
กระแสไฟฟาที่ไหลในวงจรจะขี้นอยูกับความตานทานของวงจร แตในวงจรกระแสสลับ จะมีคา
ความตานของขดลวดและตัวเก็บประจุซึ่งแปรคาตามความถี่ของวงจรรวมอยูดวย
จากแผนภาพแสดงเฟส ของความตางศักยในรูป 4.12 ถาขจัดตัวรวม Im ออกไปจะได
แผนภาพแสดงImpedance ของวงจรดังรูป 4.13
จากรูปจะเห็นวา มุมเฟสระหวางกระแส (แกน x ) กับความตางศักยคือ
tan φ =
R
CL
X
XX −
(4.12)
ถา XL มีคามากกวา XC ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในวงจรที่มีความถี่สูง ๆ มุมเฟสมีคาเปนบวก
แสดงวากระแสที่เกิดขึ้นวงจรตามหลัง ( lag ) ความตางศักย ถา XL มีคานอยกวา XC มุมเฟสจะ
ติดลบ (หรืออยูในควอแดรนทที่ 4 ) แสดงวากระแสไฟฟานําหนา ( lead ) ความตางศักย ถา XL
เทากับ XC มุมเฟสมีคาเปนศูนย คาอิมพีแดนซ มีแตคาความตานทานของตัวตานทานเพียงอยาง
เดียว กระแสในวงจรจะมีคามากที่สุด = Vm / R ความถี่ที่ทําใหเกิดสภาวะเชนนี้ เรียกวา
Resonance frequency
ตัวอยาง 4.5 กําหนดให v = 170 sin (120πt) โวลต จงคํานวณ
ก. กระแสที่ไหลในวงจร ข. ศักยไฟฟาที่ตกครอม R (120 โอหม) และ L (0.4 เฮนรี)
รูป 4.13 วงจร RL ในตัวอยาง 4.5
รูป 4.13 แสดงแผนภาพของอิมพีแดนซของวงจร RLC
13.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
148
วิธีทํา ความถี่ของแหลงจายไฟ(f) = 60 Hz
ความตานของขดลวดเหนี่ยวนํา (XL) = 2πfL
XL = 2 × π × 60× 0.4
= 150 โอหม
อิมพีแดนซของวงจร (Z) = 22
150120 +
= 192.1 โอหม
จากโจทย v = 170 sin (120πt)
Vm = 170 แอมแปร
Vrms =
2
170 = 120 แอมแปร
Irms =
Z
Vrms =
1.192
120 แอมแปร
= 0.62 แอมแปร
จากรูป 4.14 จะเห็นวากระแสตามหลังความตางศักย เปนมุม φ โดยที่
R
X L1
tan −
=Φ =
120
150
φ = 51.3 องศา
สมการของกระแสไฟฟาที่เวลาใด ๆ คือ
i = 0.62 × 2 sin (120πt - 51.3) แอมแปร
คํานวณหาศักยไฟฟาที่ตกครอม R และ L
ความตางศักยที่ตัวตานทาน (VR) = IR = (0.62 )(120) โวลต
= 74.4 โวลต
รูป 4.14 แสดงความตางเฟสระหวางกระแสและความตางศักยที่
ตกครอมวงจร RL
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
150
V =22
)( LCR VVV −+
= 22
8060 +
= 100 V
มุมเฟสระหวางความตางศักยรวมกับกระแส คือ
tan φ =
R
LC
V
VV − =
60
80
φ = 53 องศา
กระแสไฟฟานําหนาความตางศักยรวม เปนมุม 53 องศา สามารถเขียนสมการความ
ตางศักยและกระแสไฟฟาไดดังนี้
v = Vm sin 1000t โวลต
= 100 2 sin 1000t โวลต
i = Im sin (1000t + 53o
)
= 0.1 2 sin (1000t+ 53o
) แอมแปร
ตัวอยาง 4.7 แหลงจายไฟสลับ มีแรงเคลื่อนไฟฟา 220 2 sin 500t โวลต มีตัวตานทาน 40
โอหม ตัวเก็บประจุมีขนาด 40 ไมโครฟารัด และขดลวดเหนี่ยวนํา 0.04 H ตอแบบอนุกรม จง
คํานวณหา ก) กระแสไฟฟาในวงจร ข) ความตางศักยที่ตกครอมอุปกรณแตละชิ้น ค) มุมเฟส
ระหวางกระแสไฟฟากับความตางศักยทั้งหมด
วิธีทํา
ความตานของขดลวดเหนี่ยวนํา (XL) = ω L
= (500 rad/s) × (0.04 H)
= 20 โอหม
รูป 4.16 แผนภาพแสดงเฟสของความตางศักย
16.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
151
ความตานของตัวเก็บประจุ XC=
Cω
1
โอหม
=
F
6
1040rad/s)(500
1
−
××
= 50 โอหม
Impedance ของวงจร Z 22
)( LC XXRz −+=
= 22
3040 +
= 50 โอหม
กระแสไฟฟาในวงจร Irms =
Z
Vrms
= 220/50
= 4.4 แอมแปร
มุมเฟส tan φ =
R
XX LC −
=
40
30
φ = 37 องศา
การตออนุกรมทําใหกระแสไฟฟาที่ไหลผานอุปกรณแตละชิ้นมีคาเทากัน ความตาง
ศักยที่ตกครอมอุปกรณแตละชิ้นหาไดดังนี้
ที่ตัวตานทาน R VR = Irms R = (4.4 A)(40 Ohm) = 176 V
ที่ขดลวดเหนี่ยวนํา L VL = Irms XL = (4.4 A)(20 Ohm) = 88 V
ที่ตัวเก็บประจุ C VC = Irms XC = (4.4 A)(50 Ohm) = 220 V
ทดลองตรวจสอบคําตอบ
V = 22
)( LCR VVV −+ = 220 V
ซึ่งเทากับแรงดันที่ตกครอมแหลงจายตามที่โจทยกําหนดให
4.2.4 การตอ RLC แบบขนาน
อุปกรณตาง ๆ เมื่อตอกันแบบขนานครอมกับแหลงจายไฟกระแสสลับ สามารถ
วิเคราะหวงจรไดเชนเดียวกับการตอแบบอนุกรม แตจะใชกฎเกี่ยวกับกระแสของเคอรชฮอฟ
(KCL) ชวยในการวิเคราะห
φ
XC-XL
R
Z
17.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
152
รูป 4.17วงจร RLC ตอแบบขนาน และแผนภาพสามเหลี่ยมของกระแสในวงจร
เพราะตัวตานทาน ขดลวดและตัวเก็บประจุตอขนานกันแลัวนําไปตอกับแหลงจายไฟ
สลับ ดังนั้นความตางศักยไฟฟาที่ครอมอุปกรณแตละชิ้นจึงมีคาเทากัน แตเฟสของกระแสไฟฟาที่
ผานตัวตานทาน ขดลวดและตัวเก็บประจุ จะไมเหมือนกัน การเขียนแผนภาพแสดงเฟสจะใช
กระแสแสดงความตางเฟส (ไมเหมือนกับการตอแบบอนุกรม ซึ่งใช ความตางศักยแสดงความตาง
เฟสในแผนภาพ)
กระแสที่ไหลผานตัวตานทาน R IR =
R
V มีเฟสตรงกับ V
กระแสที่ไหลผานขดลวด L IL =
LX
V ตามหลังความตางศักย 90
องศา
กระแสที่ไหลผานตัวเก็บประจุ C IC =
CX
V นําหนาความตางศักย 90
องศา
จากแผนภาพแสดงเฟส จะเห็นวากระแสรวมของวงจร คือ I (สมมติวา IC > IL )
I = 22
)( LCR III −+
แทนคา IR IL และ IC จะได
I = 22
)()(
LC X
V
X
V
R
V
−+
I = 22
)
11
()
1
(
LC XXR
V −+
กําหนดให Impedance ของวงจร RLC เมื่อตอแบบขนานคือ
2
2
)
11
(
11
LC XXRZ
−+=
จะไดสมการกระแสรวมของวงจร เหมือนกับกรณีตอแบบอนุกรม คือ
18.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
153
I =V / Z
มุมเฟสระหวางกระแสกับความตางศักยคือ
tan φ=
R
LC
I
II −
ตัวอยาง 4.8 ตัวตานทานขนาด 40 โอหม ตัวเหนี่ยวนํามีคา XL = 60 โอหม ตัวเก็บประจุมีคา XC
= 24 โอหม นํามาตอขนานกันแลวไปตอขนานระหวางจุด 2 จุดของแหลงจายไฟสลับขนาด 120
โวลต จงคํานวณหา
ก. กระแสที่ไหลผานอุปกรณแตละชิ้น
ข. กระแสไฟฟารวม
ค. มุมเฟสระหวางกระแสไฟฟารวมและความตางศักยไฟฟา
วิธีทํา
การตอขนานทําใหความตางศักยที่ตกครอมอุปกรณแตละชิ้นมีคา 120 V เทากัน
รูป 4.18 แสดงวงจร RLC ตอแบบขนานตามตัวอยาง 4.8
ก) กระแสที่ไหลผานตัวตานทาน R IR =
R
V = 120 /40
= 3 แอมแปรมีเฟสตรงกับ V
กระแสที่ไหลผานขดลวด L IL =
LX
V = 120 / 60
= 2 แอมแปรตามหลัง V 90 องศา
กระแสที่ไหลผานตัวเก็บประจุ C IC =
CX
V = 120 / 24
= 5 แอมแปรนําหนา V 90 องศา
แผนภาพแสดงเฟสระหวางกระแสและความตางศักยรวมจะเปนดังนี้
19.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
154
รูป 4.19แผนภาพแสดงความตางเฟสของกระแสกับความตางศักย
ข. ) กระแสไฟฟารวม I หาไดจากการรวม IR IL และ IC แบบเฟเซอร จะไดดังรูป 4.19
I = 22
)( LCR III −+
= 22
)25(3 −+
= 3 2 แอมแปร
ค.) มุมเฟสระหวางกระแสไฟฟารวมกับความตางศักยคือ
tan φ=
R
LC
I
II −
=
3
25 −
φ = 45 องศา
สมการความตางศักยคือ V = 120 2 sin ω t
สมการของกระแสไฟฟาคือ I = 6 sin (ωt + 45o
)
43 กําลังไฟฟากระแสสลับเมื่อความตางศักยและกระแสมีความตางเฟส
431 สมการกําลังไฟฟาและตัวประกอบกําลัง
กําหนดใหความตางศักยที่ขณะใด ๆ คือ v = Vm sin ωt และกระแสในวงจรไฟฟา
ขณะนั้นคือ i = Im sin (ωt - φ)
20.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
155
กําลังไฟฟาที่ขณะใดขณะหนึ่ง (instantaneouspower, p) หาไดจาก
p = vi วัตต
= Vm Im sin ωt⋅sin (ωt -φ) วัตต
ให θ = ωt และอาศัยความสัมพันธ
2 sin x sin y = cos (x - y) - cos (x + y)
p =
2
mm iv
[ cosφ - cos(2θ - φ)]
เพราะวา
2
mm iv
= ⎟
⎟
⎠
⎞
⎜
⎜
⎝
⎛
⎟
⎟
⎠
⎞
⎜
⎜
⎝
⎛
2
I
2
V mm
= Vrms Irms
p = Vrms Irms [cosφ - cos (2θ - φ)] วัตต ................... (4.13)
กําลังไฟฟาขณะใดขณะหนึ่งจะมีคาไมคงที่แปรคาตามเวลาอยูตลอดเวลา เราจึงใช
กําลังไฟฟาเฉลี่ย (Pav, average power) หากําลังไฟฟาที่ใชไปจริง ๆ ในวงจรไฟฟากระแสสลับ
Pav =
1
2
pd
0
2
π
θ
π
∫ ................... (4.14)
แทนคา p จากสมการ (4.13) และเขียน Vrms Irms เปน VI
Pav =
VI
d
2
2
0
2
π
φ θ φ θ
π
(cos cos( )]− −∫
รูป 4.19 แสดงการเปลี่ยนแปลงของ i, v และ p เทียบกับเวลา
ก. เมื่อมีขดลวดเหนี่ยวนํา
ข. เมื่อมีตัวเก็บประจุ
(ก) (ข)
21.
ฟสิกสราชมงคล http://www.rit.ac.th/homepage-sc/physics/
156
= VIcos φ วัตต ................... (4.15)
กําลังเฉลี่ย Pav นี้มีชื่อเรียกอีกอยางหนึ่งวา active power เมื่อพูดถึงกําลังไฟฟา
กระแสสลับจะหมายถึง Pav เสมอ เทอม VI มีชื่อเรียกวากําลังปรากฏ (apparent power) คา
cosφ มีชื่อเรียกวา ตัวประกอบกําลัง (power factor) ซึ่งมีคาตั้งแต 0 ถึง 1 ถาวงจรนั้น
ประกอบดวยขดลวดเหนี่ยวนําหรือตัวเก็บประจุเพียงอยางเดียวลวน ๆ จะได φ = 90o
กําลังไฟฟา
กระแสสลับจะเทากับศูนย สําหรับวงจรที่มีแตตัวตานทานอยางเดียว cosφ = cos 0o
= 1 จะได
กําลังไฟฟาเทากับ Pav = VI
ในวงจรกระแสสลับซึ่งมี R, L, C ตอกันอยู ไมวาจะตอแบบอนุกรมหรือขนาน
กําลังไฟฟาจะถูกใชที่ตัวตานทานเทานั้น หรือเมื่อพิจารณาสมการ 4.15 เมื่อแทนคา cos φ = VR
/ V จะได
Pav = VI
V
VR = IVR = I (IR) = I2
R
ตอไปจะเขียนกําลังไฟฟาเฉลี่ย Pav ดวย P
4.3.2 การคํานวณกําลังไฟฟากระแสสลับ
ตัวอยาง 4.9 ตัวเก็บประจุ 10 pF ตอกับตัวตานทาน 200 โอหม แบบอนุกรม แลวนําไปตอกับ
แหลงสัญญาณ 12 โวลต 50 Hz จงหากระแสและกําลังไฟฟาในวงจร
วิธีทํา สมการของสัญญาณกระแสสลับ (V) = 12 2 sin (100 πt) โวลต
ความตานของตัวเก็บประจุ =
1
2 fCπ
=
1
2( )π × (50×106
) ×(10 × 10-12
)
= 318 โอหม
Impedance ของวงจร (Z) = 22
318200 + โอหม
= 376 โอหม
I =
V
Z
แอมแปร
=
376
12
แอมแปร
= 31.9 มิลลิแอมแปร
หามุมเฟสระหวางกระแสกับความตางศักย
tan φ =
R
X C
=
200
318
φ = 57.8 องศา