บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้   154




Evaluating media for instruction
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้   155




การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้    156




การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้                                              บทที่ 10
โครงร่างเนื้อหาของบท                                                      คาสาคัญ
     1. การประเมินสื่อการสอน                                 E1/E2
                                                             ค่าดัชนีประสิทธิผล
     2. การประเมินสื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้
                                                             การประเมินเพื่อ
วัตถุประสงค์การเรียนรู้                                       ปรับปรุง
    1. อธิบายหลักในการประเมินสื่อการสอน สื่อการเรียนรู้และ  การประเมินผลลัพธ์
        สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ได้
                                                             การประเมินด้านผลผลิต
    2. เปรียบเทียบความแตกต่างของแนวคิดการประเมินสื่อการ
        สอน สื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ได้   การประเมินด้านบริบท
    3. สามารถประเมินสื่อการเรียนรูได้้                       การประเมินด้านความ
                                                              คิดเห็นผู้ใช้
กิจกรรมการเรียนรู้
                                                             การประเมินด้าน
    1. ผู้สอนให้มโนทัศน์เชิงทฤษฎี หลักการ เรื่อง การประเมิน   ความสามารถทาง
        คุณภาพสื่อการเรียนรู้                                 ปัญญา
    2. นักศึกษาแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 3 คน ศึกษา
        สถานการณ์ปัญหา วิเคราะห์ทาความเข้าใจค้นหาคาตอบ  การประเมินด้าน
        จากเอกสารประกอบการสอนและแหล่งเรียนรู้บนเครือข่าย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
        และร่วมกันสรุปคาตอบ
    3. นักศึกษาเลือกสื่อการเรียนรู้และทาการประเมินสื่อตาม
        หลักการ
    4. นักศึกษานาเสนอผลงาน ร่วมกันสรุปองค์ความรู้และ
        แลกเปลียนความคิดเห็น โดยผู้สอนตั้งประเด็น และอธิบาย
                  ่
        เพิ่มเติม




สถานการณ์ปัญหา(Problem-based learning)
            ท่านเป็นศึกษานิเทศก์ซึ่งรับผิดชอบหน้าที่ในการพัฒนาครูเกี่ยวกับ การออกแบบและผลิต
สื่อวันหนึ่งมีครูสองคนมาปรึกษาว่าจะมีวิธีการที่ทาให้รู้ว่าสื่อที่สร้างขึ้นมานั้นมีคุณภาพได้อย่างไร ซึ่ง
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้    157



มีรายละเอียดดังนี้
         ครูสายใจเป็นครูสังคมศึกษาได้พัฒนาชุดการสอน
         ครูสมหญิงเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้
         ครูมาโนชเป็นสอนวิชาภาษาได้พัฒนาชุดสร้างความรู้
         ครูประพาสเป็นครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อใช้ใน
การเรียนของตนเอง
ภารกิจ
           1. เลือกวิธีการประเมินคุณภาพสื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของสื่อของครูแต่ละคนพร้อม
ทั้งให้เหตุผล
           2. อธิบายข้อจากัดของการประเมินสื่อการสอน
           3. เปรียบเทียบความแตกต่างของแนวคิดการประเมินสื่อการสอน สื่อการเรียนรู้และ
สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้




                                                                      การประเมินสื่อการเรียนรู้และ
   การประเมินสื่อการสอน
                                                                       สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้




                                            สาระสาคัญ
                                            ในบทที่ 10


             ปัจจุบันสื่อที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนมีหลายรูปแบบที่นักออกแบบได้พัฒนาขึ้น ซึ่ง
อาศั ย พื้ น ฐานทฤษฎี ใ นการออกแบบที่ แ ตกต่ า งกั น ไป โดยขึ้ น อยู่ กั บ เป้ า ประสงค์ ข องการเพิ่ ม
ศักยภาพของการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทที่ 2, 3 และ 4 ที่ได้แสดงให้เห็นถึง
กระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนไปของสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งสามารถสรุป ลักษณะของสื่อได้สอง
แนวคิ ดคื อ สื่ อการสอนและสื่ อการเรี ย นรู้ สื่ อการสอนเน้ นที่ การถ่า ยทอดบนพื้ นฐานของกลุ่ ม
พฤติกรรมนิยมที่มุ่งเน้นการออกแบบเพื่อจดจาความรู้ ส่วนสื่อการเรียนรู้มุ่งเน้นที่ให้ผู้เรียนได้สร้าง
การเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งการออกแบบก็จะเตรียมสิ่งต่างๆไว้สนับสนุนการสร้างความรู้ของผู้เรียนใน
การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว อันเป็นที่มาของคาว่า สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ ดังนั้น
เมื่อพื้นฐานแนวคิดและการออกแบบที่แตกต่างกันของสื่อ วิธีการประเมินสื่อจึงมีความแตกต่างกัน
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้      158


ด้วย ในบทนี้จะได้นาเสนอวิธีการประเมินคุณภาพของสื่อในสองลักษณะคือ การประเมินสื่อการ
สอน และการประเมินสื่อการเรียนรู้ ดังรายละเอียดที่จะได้นาเสนอต่อไปนี้

การประเมินสื่อการสอน

          จากนิยามของสื่อการสอนที่เป็นเพียงตัวกลางที่ถ่ายทอดเนื้อหาหรือความรู้ มีอิทธิพล
ความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่อยู่บนพื้นฐานที่ว่าความรูเ้ ป็นสิงที่หยุดนิ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น
                                                                        ่
หากใครสามารถรับหรือจดจาความรู้ได้มากที่สุดก็ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดและนั่นคือ
เป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ของครู แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ดังกล่าวจะสอดคล้องกับแนวคิด
กลุ่ ม พฤติ ก รรมนิ ย ม ซึ่ ง เชื่ อ ว่ า การเรี ย นรู้ คื อ การเปลี่ ย นแปลงพฤติ ก รรม ซึ่ ง เป็ น ผลมาจาก
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง ซึ่งการเรียนรู้นั้นจะคงทนหากได้รับการเสริมแรง
การฝึกหัด การทาซ้าๆ เป็นต้น บทบาทของผู้เรียนจึงเป็นผู้ที่รอรับความรู้ที่จะได้รับการถ่ายทอด
โดยตรงจากครู แนวคิ ดดั งกล่า วน ามาซึ่งการพั ฒนาเป็น สื่อการสอน ได้ แก่ บทเรี ยนโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุดการสอน เป็นต้น
          แนวคิดการทดสอบประสิทธิภาพสื่อการสอนที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 2 แนวปฏิบัติคือ (1)
ประเมินโดยอาศัยเกณฑ์ และ (2) ประเมินโดยการเปรียบเทียบค่าทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
(ค่าดัชนีประสิทธิผล: EI) ดังรายละเอียดที่จะนาเสนอต่อไปนี้
การประเมินโดยอาศัยเกณฑ์
          แนวคิดการประเมินโดยอาศัยเกณฑ์จะมีการกาหนดค่าตัวเลขขึ้นมาเพื่อเป็นสิงที่จะระบุถึง        ่
ประสิทธิภาพของสื่อ ในปัจจุบันการกาหนดเกณฑ์นิยมปฏิบัติใน 2 แนวทาง คือ (1) ยึดเกณฑ์
มาตรฐาน 90/90 ของเปรื่อง กุมุท และ (2) ยึด E1/E2 ของชัยยงค์ พรหมวงศ์ (มนตรี แย้มกสิกร,
2550)
          (1) เกณฑ์มาตรฐาน 90/90 เป็นวิธีการที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อประเมินประสิทธิภาพ
ของบทเรียนโปรแกรม มีพื้นฐานมาจากการเรียนรู้แบบรอบรู้ (Mastery learning) นิยามของเกณฑ์
มาตรฐาน 90/90 นั้นได้อธิบายไว้ว่า
          90 ตัวแรกเป็นคะแนนของทั้งกลุ่ม ซึ่งหมายถึงนักเรียนทุกคน เมื่อสอนครั้งหลังเสร็จให้
คะแนนเสร็จ นาคะแนนมาหาค่าร้อยละให้หมดทุกคะแนน แล้วหาค่าร้อยละเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม ถ้ า
บทเรียนโปรแกรมถึงเกณฑ์ค่าร้อยละเฉลี่ยของกลุ่มจะต้องเป็น 90 หรือสูงกว่า (เปรื่อง กุมุท, 2519)
          90 ตัวที่สองแทนคุณสมบัติที่ว่า ร้อยละ 90 ของนักเรียนทั้งหมด ได้รับผลสัมฤทธิ์ตามมุ่ง
หมายแต่ละข้อ และทุกข้อของบทเรียนโปรแกรม

วิธีการคานวณค่าประสิทธิภาพสื่อ
      1. สร้างตารางบันทึกผลการสอบหลังเรียน โดยนาผลการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนมา
         บันทึกค่าคะแนนไปในแต่ละวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่กาหนดไว้
      2. ตรวจผลการสอบของผู้เรียนแต่ละคน ดาเนินการตรวจผลการสอบว่าผู้เรียนแต่ละคนได้
         คะแนนจากการสอบหลังเรียนกี่คะแนน
      3. พิจารณาผลการสอบว่าผ่านเกณฑ์ตามที่กาหนดไว้ในวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเท่าใด
         ดาเนินการพิจารณาผู้เรียนเป็นรายบุคคลว่ามีวัตถุประสงค์ใดบ้างที่ผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้    159


     4. คานวณประสิทธิภาพโดยใช้สูตรคานวณดังนี้
         90 ตัวแรก ={(∑X /N) X 100)}/R
         90 ตัวแรก หมายถึง จานวนร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียน
                  ∑X หมายถึง คะแนนรวมของผลการทดสอบที่ผู้เรียนแต่ละคน ทาได้ถูกต้อง
         จากการทดสอบหลังเรียน
                  N หมายถึ ง จ านวนผู้ เ รี ย นทั้ ง หมดที่ ใ ช้ เ ป็ น กลุ่ ม ตั ว อย่ า งในการค านวณ
         ประสิทธิภาพครั้งนี้
                  R หมายถึง จานวนคะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน
         90 ตัวหลัง = (Y x 100)/ N
         90 ตัวหลัง หมายถึง จานวนร้อยละของผู้เรียนที่สามารถทาแบบทดสอบผ่านทุก
วัตถุประสงค์
         Y หมายถึง จานวนผู้เรียนที่สามารถทาแบบทดสอบผ่านทุกวัตถุประสงค์
         N หมายถึง จานวนผู้เรียนทั้งหมดที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการคานวณประสิทธิภาพครั้งนี้

            (2) การทดสอบประสิทธิภาพตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 เป็นแนวคิดการประเมินที่
เกิดขึ้นเพื่อประเมินประสิทธิภาพของชุดการสอนและสื่อการสอนประเภทต่างๆ ยกเว้น บทเรียน
โปรแกรม ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของกลุ่มพฤติกรรมนิยมที่ต้องการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียนใน
2 ประเภท คือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกาหนดค่า
ประสิทธิภาพเป็น E1 (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) E2 (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์) นิยาม
ประสิทธิภาพ E1/E2
            E1 หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่เกิดจากการทากิจกรรมระหว่างเรียนจากชุดการ
สอนหรือสื่ออื่นๆ ของผู้เรียน (ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้)
            E2 หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่เกิดจากการทาแบบทดสอบหลังการเรียนของ
ผู้เรียน (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้)
การคานวณโดยใช้สูตร



          E1 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้
          ∑X หมายถึง ผลรวมของคะแนนกิจกรรมระหว่างเรียนของผู้เรียนทุกคน (N คน)
          N หมายถึง จานวนผู้เรียนที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพสื่อการสอนครั้งนี้
          A หมายถึง คะแนนเต็มของกิจกรรมระหว่างเรียน



          E2 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้
          ∑F หมายถึง ผลรวมของคะแนนกิจกรรมระหว่างเรียนของผู้เรียนทุกคน (N คน)
          N หมายถึง จานวนผู้เรียนที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพสื่อการสอนครั้งนี้
          B หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้   160


การประเมินโดยค่าดัชนีประสิทธิผล
         การวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness index: E.I.) เป็นอีกวิธีที่ใช้ในการ
ประเมินประสิทธิภาพสื่อการสอน ซึ่งนิยมใช้วิธีของ Goodman, Fletcher and Schneider
(1980) โดยดัชนีประสิทธิผลที่ใช้ได้ควรมีค่า 0.50 ขึ้นไป
สูตรการหาค่าดัชนีประสิทธิผล
         จะเขียนในรูปของร้อยละ ซึ่งผลการคานวณจะได้เท่ากับผลการคานวณจากคะแนนดิบ

ดัชนีประสิทธิผล = ร้อยละของผลรวมของคะแนน – ร้อยละของผลรวมของคะแนนก่อนเรียน
                               100 – ร้อยละของผลรวมของคะแนนก่อนเรียน
                  E.I. = P2% - P1%
                          100 – P1%
เมื่อ P1% แทน ร้อยละของผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน
       P2% แทน ร้อยละผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน

ตัวอย่างการคานวณค่าดัชนีประสิทธิผล
     คนที่                          ผลการทดสอบ (100 คะแนน)
                      คะแนนทดสอบก่อนเรียน            คะแนนทดสอบหลังเรียน
        1                        73                         80
        2                        74                         83
        3                        75                         88
        4                        72                         82
        5                        85                         90
        6                        70                         78
        7                        80                         93
        8                        76                         86
        9                        75                         84
       10                        73                         89
       11                        76                         85
       12                        79                         83
   รวม (∑x)                     908                        1021
    ร้อยละ                    75.67                        85.08

         นาผลร้อยละของผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน มาวิเคราะห์หาค่า
ดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index: E.I.)
         E.I. = 85.08 – 75.67
                 100 – 75.67
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้   161


วิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผลของความก้าวหน้าทางพัฒนาการเรียนรู้เท่ากับ 0.38 หรือคิดเป็นร้อย
ละ 38.0 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางพัฒนาการการเรียนรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 38
            วิธีการประเมินประสิทธิภาพของสื่อ การทั้ง 2 วิธีการดังกล่าวข้างต้นนั้นมีขั้นตอนการหา
ประสิทธิภาพเริ่มตั้งแต่ การทดลองแบบกลุ่มต่อหนึ่ง (One to one testing) แล้วนาสื่อมาทดลอง
กับกลุ่มเล็ก (Small group testing) และท้ายสุดทาการทดลองภาคสนาม (Field testing) และ
อาจใช้วิธีการหาค่าประสิทธิภาพกระบวนการ (E1)/ผลลัพธ์ (E2) หรืออาจใช้วิธีการหาค่าดัชนี
ประสิทธิผล (Effectiveness index หรือ E.I.) ค่าประสิทธิภาพดังกล่าว ล้วนแต่เป็นค่าที่ได้จากการ
ทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ซึ่งจะได้เป็นเพียงเฉพาะค่าคะแนนที่เป็นตัวเลขเชิงปริมาณเท่านั้น
            ซึ่งหากเราพิจารณาความสอดคล้องกับ กระบวนทัศน์และลักษณะการออกแบบสื่อใน
ปัจจุบันที่เป็นสื่อการเรียนรู้ หรือ สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงและพัฒนาให้
ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ดังนั้น การประเมินที่นามาใช้ ควรมีลักษณะที่สอดคล้อง คือ การ
ประเมินเพื่อปรับปรุง และการประเมินผลลัพธ์ ด้วยเหตุนี้การประเมินเพียงเฉพาะมิติด้านผลสัมฤทธิ์
ซึ่งใช้ข้อมูลเชิงปริมาณที่เป็นค่าคะแนน หรือตัวเลข อย่างเดียว อาจให้รายละเอียดไม่เพียงพอที่จะ
นามาสู่การปรับปรุงในกระบวนการพัฒนา ซึ่งสุมาลี ชัยเจริญ (2545) ได้เสนอวิธีการประเมิน
ประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ดังรายละเอียดที่จะได้นาเสนอต่อไปนี้

การประเมินสื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้

           สุมาลี ชัยเจริญ (2551) ได้อธิบายว่า ภายหลังกระบวนทัศน์การประเมินที่เปลี่ยนแปลง
จากสื่อเพื่อการถ่ายทอดมาสู่สื่อหรือเทคโนโลยีทางปัญญา (Cognitive technology) ที่มุ่งเน้นการ
ส่งเสริมกระบวนการรู้คิดหรือกระบวนการทางพุทธิปัญญา(Cognitive process) และแนวโน้มใน
ปัจจุบันทฤษฎีในกลุ่มพุ ทธิปัญญานิยมและกลุ่มคอนสตรัคติวิ สต์ที่นิยามการเรียนรู้คือการสร้าง
ความรู้ของผู้เรียน ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในสมองของผู้เรียน การประเมินที่อาศัยข้อมูล
เชิงปริมาณที่เป็นค่าคะแนนหรือตัวเลขอาจไม่เพียงพอที่จะนามาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนา
ประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในกระบวนการรู้คิดภายในสมอง ตลอดจนระบบสัญลักษณ์ของสื่อ
ที่พิจารณาคุณลักษณ์ของสื่อในลักษณะที่เป็นภาพ เสียง ที่ส่งผลต่อการประมวลสารสนเทศใน
กระบวนการรู้คิดของผู้เรียน ควรเพิ่มเติมข้อมูลเชิงคุณ ภาพ จะช่วยให้สามารถนามาปรับปรุง สื่อ
นวัตกรรมการเรียนรู้ หรือสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ให้มีคุณภาพหรือประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งจะน าเสนอหลั ก การที่ ส าคั ญ ที่ ควรพิ จ ารณา ประกอบด้ ว ย (1) การประเมิ นด้ า นผลผลิ ต
(2) การประเมินบริบทการใช้ (3) การประเมินด้านความสามารถทางสติปัญญา (4) การประเมิน
ด้านความคิดเห็น (5) การประเมินผลสัมฤทธิ์ ซึ่งจะได้อธิบายบนพื้นฐานการวิจัยซึ่งผู้เขียนได้ศึกษา
ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ (สุมาลี ชัยเจริญ, 2550)
การประเมินด้านผลผลิต
            ประเมินผลผลิต เป็น ประเมินคุณภาพของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ โดยการตรวจสอบ
คุณภาพด้านต่างๆโดยผู้เชี่ ยวชาญ ด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านการออกแบบสิ่งแวดล้อม
ทางการเรียนรู้ ด้านสื่อ และด้านประเมินผล ซึ่งมีรายละเอียดและหลักการที่สาคัญในแต่ละด้านดังนี้
           (1) ด้านเนื้อหา
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้   162


            เป็นการตรวจสอบเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา จะทาการตรวจสอบเนื้อหาในด้าน
ต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นครูผู้สอน หรือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ หรือมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ
เนื้อหาเรื่องที่จะประเมิน หลักการสาคัญที่นามาเป็นพื้นฐานในการพิจารณาเนื้อหาที่นามาใช้ในการ
เรียนรู้ (Khan, Badrul H,1997; Hannafin and Other,1999) ดังรายละเอียดต่อไปนี้
             ความถูกต้อง
             ความน่าสนใจ
             ความเหมาะสมกับสาระในสาขาวิชา
             มีความทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน
             เนื้อหา มีความครอบคลุมเรื่องที่จะศึกษา มีความชัดเจน และเอื้อต่อการศึกษา
ค้นคว้าหาความรู้ หรือการสร้างความรู้ของผู้เรียน
             ภาษาที่ใช้สามารถสื่อได้ตรงกับความคิดรวบยอด(Concept)ในการเรียนรู้ หรือความ
กะทัดรัด เป็นลาดับขั้นและง่ายต่อการทาความเข้าใจ
             ความเหมาะสมกับวิธีการหรือหลักการ ทฤษฎีที่นามาใช้
             รูป แบบการน าเสนอเนื้ อหา การนาเสนอเนื้ อหามี รูป แบบการนาเสนอที่ น่า สนใจ
ประมวลสารสนเทศได้ง่าย และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี
             ความสอดคล้องของเนือหาภาพประกอบ และช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี
                                        ้
            (2) ด้านสื่อ
            ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ จะทาการตรวจสอบเกี่ยวกับคุณภาพการออกแบบสื่อ คุณลักษณะ
ของสื่อชนิดต่างๆ ซึ่งจะแตกต่างกันไป เช่น สื่อบนเครือข่าย มัลติมีเดีย สื่อสิ่งพิมพ์ ในที่นี้ผู้เขียน
นาเสนอตัวอย่างหลักการพื้นฐานที่ใช้ในการพิจารณาสื่อบนเครือข่ายของ Khan, B.H, Vega R.
(1997), Hannafin (1999) และ ชุดสร้างความรู้ ดังมีรายละเอียด ต่อไปนี้
            2.1 สื่อบนเครือข่าย
                    2.1.1 การออกแบบเครื่องนาทาง (Navigator) ช่วยในการค้นหาหาสารสนเทศ
                    2.1.2 การออกแบบเครื่องนาทางมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันและมีความคงที่
                    2.1.3 สัญลักษณ์ที่เป็นไอคอน (Icon) สามารถสื่อความหมายเกี่ยวกับแหล่งสารสนเทศ
ต่างๆ
                    2.1.4 การเชื่อมโยง (Link) ช่วยให้สามารถเข้าถึงสารสนเทศต่างๆ
                    2.1.5 ประสิทธิภาพของ รูปแบบการสนทนา (post) ผ่านเครือข่าย (web)
                    2.1.6 การออกแบบองค์ประกอบทางศิลปะ (architecture) บนเครือข่ายมีความ
เหมาะสม สะดุดตา น่าสนใจ
                    2.1.7 ภาพและขนาดของตัวอักษรที่ใช้มีความสอดคล้องกับเนื้อหาและส่งเสริมการ
เรียนรู้
            2.2 ชุดสร้างความรู้
                    มีหลักการสาคัญที่นามาเป็นพื้นฐานในการพิจารณาคุณลักษณะของสื่อดังนี้
                    2.2.1 การนาเสนอเนื้อหาที่ดึงดูดความใส่ใจของผู้เรียน ได้แก่ การใช้ตัวหนังสือที่มี
การเน้นด้วยสี การนาเสนอด้วยภาพนิ่ง
                    2.2.2 การออกแบบองค์ประกอบทางศิลปะ มีความเหมาะสม สะดุดตา น่าสนใจ
                    2.2.3 ภาพประกอบมีความสอดคล้องกับเนื้อหาและส่งเสริมการเรียนรู้
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้   163


ขนาดของตัวอักษรที่ใช้มีความสอดคล้องกับเนื้อหา
               2.2.4 การใช้ขนาดตัวอักษรเหมาะกับผู้เรียน มีจุดดึงดูดความสนใจและอ่านง่าย
               2.2.5 ภาพกราฟิกที่ใช้ประกอบ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับเนื้อหา และทาให้
สามารถเรียนรู้ได้ดีและง่ายมากยิ่งขึ้น
               2.2.6 การใช้สีมีความเหมาะสม กลมกลืน ดึงดูดความสนใจ
          (3) การออกแบบสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้
          ในการออกแบบตามแนวคอนสตรั ค ติ วิ ส ต์ ผู้ เ ชี่ ย วชาญด้ า นการออกแบบ จะท าการ
ตรวจสอบการออกแบบการสอนที่อาศัยพื้นฐานทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ซึ่งนาหลักการสาคัญของ
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา ของ Piajet และ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงสังคมของ Vygotsky
มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบ หรือเรียกว่า การนาทฤษฎีสู่การปฏิบัติ ที่อยู่ในลักษณะองค์ประกอบ
ที่สาคัญ ได้แก่ สถานการณ์ปัญหา ธนาคารความรู้ ฐานการช่วยเหลือ การร่วมมือกันแก้ปัญหา ดัง
รายละเอียด ต่อไปนี้ (สุมาลี ชัยเจริญ, 2551)
          3.1 การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้โดยการปฏิบัติจริง
          3.2 เปิดโอกาสให้ผู้เรียนควบคุมการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง (Learner control)
          3.3 สถานการณ์ปัญหากระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการเสาะแสวงหาความรู้ หรื อ
ค้นหา ค้นพบคาตอบด้วยตนเอง
          3.4 ระดับภาระกิจการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถในการคิดขั้นสูง
          3.5 ภาระกิจการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ ไตร่ตรองประเด็นปัญหาที่
ต้องการค้นหาคาตอบ
          3.5 ธนาคารความรู้ (Resource) มีการออกแบบที่สนับสนุนข้อมูลให้ผู้เรียนสามารถค้นหา
สารสนเทศจากแหล่งต่างๆอย่างหลากหลาย เพื่อนามาใช้ในการแก้สถานการณ์ปัญหาที่กาหนดให้
รวมทั้งช่วยสนับสนุนในการสร้างความรู้ของผู้เรียน
          3.6 เครื่องมือทางปัญญา (Cognitive tool) ในการเรียน กระตุ้นกระบวนการคิดของ
ผู้เรียนและเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการเรียน
          3.7 ฐานการช่วยเหลือ (scaffolding) ส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความพยายามในการเรียนรู้
          3.8 กรณีใกล้เคียง (Related case) ส่งเสริมให้ผู้เรียนเชื่อมโยงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง
มาใช้ในการแก้ปัญหาได้
          3.9 ห้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการออกแบบที่สนับสนุ นให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแก้ปัญหาร่วมกัน
          3.10 การโค้ช (coaching) โดยครูผู้สอนทาการวิเคราะห์ผู้เรียน สามารถสื่อสารและ
สะท้อนผลเกี่ยวกับผู้เรียนในกระบวนการเรียนรู้ และกระตุ้นให้ผู้เรียนกระทาภารกิจการเรียนรู้อย่าง
ตื่นตัว
ประเมินบริบทการใช้ในสภาพจริง
          การประเมินบริบทการใช้ในสภาพจริง หรือเป็นการนาไปทดลองใช้ เพื่อศึกษาเพื่อหา
บริบทที่เหมาะสมในการใช้สื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ในสภาพจริง เช่น จานวน
สมาชิกในกลุ่มที่เรียนแบบร่วมมือกันแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในกิจกรรมการแก้ปัญหาที่ใช้
สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้บนเครือข่าย (Web-based learning environment) เป็นต้น รวมทั้งนา
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้    164


ข้อคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ของสื่อบนเครือข่ายหรือข้อบกพร่อง
ต่างๆของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ เพื่อเป็นพื้นฐานในการปรับปรุง แก้ไข สิ่งแวดล้อมทางการ
เรียนรู้บนเครือข่าย ดังรายละเอียด ต่อไปนี้
          1) ศึกษาบริบทที่เหมาะสมในการใช้สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ของสื่อบนเครือข่ายอย่างมี
ประสิทธิภาพในสภาพจริง เช่น จานวนสมาชิกในกลุ่มที่เรียนแบบร่วมมือกันแก้ปัญหา อาจทาได้โดย
ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หรือ ให้ผู้เรียนทาการทดลองใช้สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ฯ
โดยอาจจัดกลุ่มที่อาศัยพื้นฐานกระบวนการกลุ่ม คือ จานวน 2-5 คน ในการทดลอง อาจจัดกลุ่ม
เป็นกลุ่มละ 2 คน 3 คน 4 คน หรือ 5 คน และให้แต่ละกลุ่มเรียนด้วยการร่วมมือกันแก้ปัญหา
(Collaborative learning) แล้วทาการสัมภาษณ์ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเกี่ยวกับจานวนสมาชิกในกลุ่มที่
มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการเรียนด้วยสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการร่วมมือกันแก้ปัญหา
          2) ทดลองใช้เพื่อนามาปรับปรุงแก้ไข นาข้อคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อม
ทางการเรียนรู้ของสื่อบนเครือข่าย มาเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ อาจทา
โดยการให้ผู้เรียนตอบแบบสอบถาม แบบสารวจ หรือ สัมภาษณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ การ
ออกแบบ หรือ การใช้ ฯลฯ เพื่อนาข้อคิดเห็นของผู้เรียนมาเป็นพื้นฐานในการแก้ไข ปรับปรุงให้มี
ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ก่อนที่จะนาไปใช้ในสภาพจริง
ประเมินด้านความคิดเห็นของผู้เรียน
          ความคิดเห็นของผู้เ รียนเกี่ยวกับสิ่ งแวดล้อมทางการเรียนรู้ฯ เป็นส่ วนหนึ่ งที่ส ะท้อ น
เกี่ยวกับประสิทธิภาพสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ฯ มิใช่เพียงแต่ค่าคะแนนที่ได้จากผู้เรียนที่ได้เรียน
ทาได้เช่น ค่า E1/E2 เท่านั้น นอกจากนี้ผลของความคิดเห็นฯของผู้เรียน สามารถนามาเป็นพื้นฐาน
ในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ฯ
          การประเมินคุณภาพของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ อาศัยพื้นฐานด้านที่สาคัญ ได้แก่ (1)
ด้านคุณลักษณะของสื่อบนเครือข่าย (2) ด้านเนื้อหาในการเรียนรู้ และ (3) ด้านการออกแบบ
สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ การประเมินความคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการ
เรียนรู้ของสื่อบนเครือข่าย ทั้ง 3 ด้านดังกล่าวข้างต้น จะสะท้อนให้เห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ
สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ของสื่อบนเครือข่าย และสามารถนาข้อคิดเห็นดังกล่าว มาเป็นพื้นฐานใน
การปรั บ ปรุ ง แก้ ไข สิ่งแวดล้ อมทางการเรีย นรู้ บนเครื อ ข่า ยให้ มี ประสิท ธิ ภาพเพิ่ ม มากขึ้น ดั ง
รายละเอียดในแต่ละด้านที่อาศัยกรอบแนวคิดการประเมินเกี่ยวกับด้านต่างๆมีความคล้ายคลึงกับ
การประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ดังต่อไปนี้
          (1) ด้านคุณลักษณะของสื่อบนเครือข่าย
                1.1 การออกแบบเครื่องนาทาง (Navigator) ช่วยในการค้นหาหาสารสนเทศ
                1.2 การออกแบบเครื่องนาทางมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันและมีความคงที่
                1.3 สัญลักษณ์ที่เป็นไอคอน (Icon) สามารถสื่อความหมายเกี่ยวกับแหล่งสารสนเทศ
ต่างๆ
                1.4 การเชื่อมโยง (Link) ช่วยให้สามารถเข้าถึงสารสนเทศต่างๆ
                1.5 ประสิทธิภาพของ รูปแบบการสนทนา (post) ผ่านเครือข่าย (web)
                1.6 การออกแบบองค์ประกอบทางศิลปะ (architecture) บนเครือข่าย มีความ
เหมาะสม สะดุดตา น่าสนใจ
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้        165


                1.7 ภาพและขนาดของตัวอักษรที่ใช้มีความสอดคล้องกับเนื้อหาและส่ งเสริมการ
เรียนรู้
              (2) ด้านเนื้อหาในการเรียนรู้
                   สาหรับเนื้อหาที่นามาใช้ หลักการสาคัญที่นามาเป็นพื้นฐานในการพิจารณาเนื้อหาที่
นามาใช้ในการเรียนรู้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
                    2.1 ความถูกต้อง
                    2.2 ความน่าสนใจ
                    2.3 ความเหมาะสมกับสาระในสาขาวิชา
                    2.4 มีความทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบน        ั
                    2.5 เนื้อหา มีความครอบคลุมเรื่องที่จะศึกษา มีความชัดเจน และเอื้อต่อการศึกษา
ค้นคว้าหาความรู้ หรือการสร้างความรู้ของผู้เรียน
                    2.6 ภาษาที่ใช้สามารถสื่อได้ตรงกับความคิดรวบยอด (Concept) ในการเรียนรู้
หรือความกะทัดรัด เป็นลาดับขั้นและง่ายต่อการทาความเข้าใจ
                    2.7 ความเหมาะสมกับวิธีการหรือหลักการ ทฤษฎีที่นามาใช้
                    2.8 รูปแบบการนาเสนอเนื้อหา การนาเสนอเนื้อหามีรูปแบบการนาเสนอที่น่าสนใจ
                    2.9 ความสอดคล้องของเนื้อหาภาพประกอบ และช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการ
เรียนรู้ที่ดี
              (3) ด้านการออกแบบตามแนวคอนสตรัคติวิสต์
              หลักการสาคัญที่นามาเป็นพื้น ฐานในการพิจารณาการออกแบบตามแนวคอนสตรัคติวิ
สต์มีรายละเอียดต่อไปนี้
                    3.1 สถานการณ์ ปั ญ หา (Problem-based Learning) ช่ ว ยกระตุ้ น ให้ ผู้ เ รี ย น
ต้องการเข้าไปทาการเรียนรู้
                    3.2 แหล่ ง ข้ อ มู ล (Resources) ช่ ว ยสนั บ สนุ น ให้ ผู้ เ รี ย นสามารถค้ น พบค าตอบ
(Discovery) หรือข้อความรู้ที่ใช้ในการแก้ปัญหา
                    3.3 ชุ ม ชนแห่ ง การเรี ย นรู้ ช่ ว ยสนั บ สนุ น สารสนเทศ ให้ ผู้ เ รี ย นเกิ ด แนวคิ ด ที่
หลากหลาย
                    3.4 กรณีที่เกี่ยวข้อง (Related case)ให้ผู้เรียนสามารถถ่ายโยงความรู้หรือสามารถ
นาความรู้ที่ได้จากการศึกษาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในบริบทอื่นๆได้
                    3.5 เพื่อนทางปัญญา (Collaboration)ช่วยสนับสนุนกระบวนการแก้ปัญหาและ
เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในการเรียน
                    3.6 ฐานความช่วยเหลือ (Scaffolding)ช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิดแก้ปัญหาได้ มีการ
แนะนาเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ปัญหา รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความพยายามในการ
เรียนรู้อย่างรู้ตัว (Mindfulness)
                    3.7 การโค้ช(Coaching) ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด ค้นหาคาตอบรวมถึงกระทา
ภารกิจการเรียนรู้อย่างตื่นตัว
การประเมินด้านความสามารถทางปัญญาของผู้เรียน
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้   166


           ความสามารถทางปัญญาของผู้เรียน ถือเป็นอีกมิติหนึ่งที่จะสะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพ
ของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้บนเครือข่ายที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ฯ นอกเหนือจากการประเมิน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ หรือ E1/E2
เท่านั้น ความสามารถ(Performance) ทางสติปัญญาของผู้เรียน อาจสามารถประเมินได้จากการ
กระทาที่แสดงออกโดยตรงจาการทางานด้านต่างๆ โดยจะมุ่งเน้นการแสดงออกในเชิงพุทธิปัญญา
(Cognitive) มากกว่าพฤติกรรม (Behavior) ที่แสดงออกมา ตัวอย่างเช่น สถานการณ์ที่กาหนดให้
ที่เป็นสภาพจริงหรือใกล้เคียงกับสภาพจริง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแก้ปัญหา หรือปฏิบัติงานจริง อาจ
ประเมินได้จาก กระบวนการทางาน กระบวนการคิด (Cognitive process) โดยเฉพาะการคิดใน
ระดับสูง (higher-order thinking) ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดแบบ
สร้างสรรค์ การคิดเชิงเหตุผล และทักษะทางการคิด (Thinking skill) เป็นต้น นอกจากนี้เป็นการ
ประเมินเกี่ยวกับกระบวนการทางาน เช่น กระบวนการการแก้ปัญหา เป็นต้น สาหรับกรอบแนวคิด
เชิงทฤษฎีที่นามาเป็นพื้นฐานในการประเมินนั้น จะขึ้นกับหลักการ ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปร
หรือ เรื่องที่ทาการศึกษานั้นๆ

การประเมินด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
           ประเมินด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือค่าคะแนนที่ได้จากประเมินได้จ ากคะแนนจาก
การทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนหลังจากการเรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่พัฒนาตามแนว
คอนสตรัคติวิสต์ ถือเป็นมิติหนึ่งของการประเมินสื่อโดยทั่วไป ที่ทุกท่านคุ้นเคย ได้แก่ ประสิทธิภาพ
ของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ หรือ E1/E2 หรือ ค่าดัชนีประสิท ธิผล (Index
effectiveness) ที่จะสะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพของสื่อ
           นอกจากนี้ยังสามารถประเมินได้จากคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนตาม
เกณฑ์ที่กาหนด เช่น การผ่านเกณฑ์ของรายวิชา หรือการผ่านเกณฑ์ของโรงเรียน เช่น กาหนดให้
ผู้เรียนทุกคนต้องผ่านเกณฑ์ร้อยละ 65 ของคะแนนเต็ม เป็นต้น

คาถามสะท้อนความคิด

     ท่ า นคิ ด ว่ า การประเมิ น สื่ อ การสอนและสื่ อ การเรี ย นรู้ มี ค วาม
      แตกต่างกันอย่างไร
     ท่านจะมีแนวทางในการประเมินสื่อการเรียนรู้อย่างไร

กิจกรรมแนะนา

ให้ท่านออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในเนื้อหาวิชาที่ท่านรับผิดชอบ
แล้วนาสื่อการเรียนรู้นั้น ไปประเมินหาประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้และ
สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้

บรรณานุกรม
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้     167


ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2520). ระบบสื่อการสอน. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เปรื่อง กุมุท. (2519). เทคนิคการเขียนบทเรียนโปรแกรม.กรุงเทพฯ: คณะศึกษาศาสตร์
        มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.
มนตรี แย้มกสิกร. (2549). การวิจัยและทฤษฎีเทคโนโลยีการศึกษา. ชลบุรี: หมาวิทยาลัยบูรพา.
มนตรี แย้มกสิกร. (2551). เกณฑ์ประสิทธิภาพในงานวิจัยและพัฒนาสื่อการสอน: ความแตกต่าง
        90290 Standard และ E1/E2. วารสารศึกษาศาสตร์. 19 (1) ตุลาคม 2550-2551.
        ชลบุร:ี หมาวิทยาลัยบูรพา.
สุมาลี ชัยเจริญ. (2547). การพัฒนารูปแบบการสร้างความรู้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ.
        ขอนแก่น: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สุมาลี ชัยเจริญและคณะ. (2550). รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาโมเดลต้นแบบสิ่งแวดล้อม
        ทางการเรี ย นรู้ บ นเครื อ ข่ า ยที่ ส่ ง เสริ ม การสร้ า งความรู้ ต ามแนวคอนสตรั ค ติ วิ ส ต์ .
        ขอนแก่น: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สุมาลี ชัยเจริญ. (2551).เทคโนโลยีการศึกษา: หลักการ ทฤษฎี สู่การปฏิบัติ.ขอนแก่น: คลังนานา
        วิทยา.

 Goodman R.I., K.A. Fletcher and E.W. Schneider. (1980). The Effectiveness Index as
       Comparative Measure in Media Product Evaluation. Educational
       Technology. 20(09) : 30-34 ; September.
Hannafin, M.J., Land, S., & Oliver, K. (1999). Open learning environments:
      Foundations, methods, and models.In Charles M.Reigeluth (Ed).
      Instructional design theories and models: A new paradigm of
      instructional theory. Volume II. London: Lawrence Erlbaum Associates.
Khan, Badrul H. (1997). Web-based Instruction. Englewood Cliffs, New Jersey:
       Education Technology Publication.

บทที่ 10

  • 1.
  • 2.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 155 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้
  • 3.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 156 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ บทที่ 10 โครงร่างเนื้อหาของบท คาสาคัญ 1. การประเมินสื่อการสอน  E1/E2  ค่าดัชนีประสิทธิผล 2. การประเมินสื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้  การประเมินเพื่อ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ ปรับปรุง 1. อธิบายหลักในการประเมินสื่อการสอน สื่อการเรียนรู้และ  การประเมินผลลัพธ์ สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ได้  การประเมินด้านผลผลิต 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของแนวคิดการประเมินสื่อการ สอน สื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ได้  การประเมินด้านบริบท 3. สามารถประเมินสื่อการเรียนรูได้้  การประเมินด้านความ คิดเห็นผู้ใช้ กิจกรรมการเรียนรู้  การประเมินด้าน 1. ผู้สอนให้มโนทัศน์เชิงทฤษฎี หลักการ เรื่อง การประเมิน ความสามารถทาง คุณภาพสื่อการเรียนรู้ ปัญญา 2. นักศึกษาแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 3 คน ศึกษา สถานการณ์ปัญหา วิเคราะห์ทาความเข้าใจค้นหาคาตอบ  การประเมินด้าน จากเอกสารประกอบการสอนและแหล่งเรียนรู้บนเครือข่าย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และร่วมกันสรุปคาตอบ 3. นักศึกษาเลือกสื่อการเรียนรู้และทาการประเมินสื่อตาม หลักการ 4. นักศึกษานาเสนอผลงาน ร่วมกันสรุปองค์ความรู้และ แลกเปลียนความคิดเห็น โดยผู้สอนตั้งประเด็น และอธิบาย ่ เพิ่มเติม สถานการณ์ปัญหา(Problem-based learning) ท่านเป็นศึกษานิเทศก์ซึ่งรับผิดชอบหน้าที่ในการพัฒนาครูเกี่ยวกับ การออกแบบและผลิต สื่อวันหนึ่งมีครูสองคนมาปรึกษาว่าจะมีวิธีการที่ทาให้รู้ว่าสื่อที่สร้างขึ้นมานั้นมีคุณภาพได้อย่างไร ซึ่ง
  • 4.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 157 มีรายละเอียดดังนี้ ครูสายใจเป็นครูสังคมศึกษาได้พัฒนาชุดการสอน ครูสมหญิงเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ ครูมาโนชเป็นสอนวิชาภาษาได้พัฒนาชุดสร้างความรู้ ครูประพาสเป็นครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อใช้ใน การเรียนของตนเอง ภารกิจ 1. เลือกวิธีการประเมินคุณภาพสื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของสื่อของครูแต่ละคนพร้อม ทั้งให้เหตุผล 2. อธิบายข้อจากัดของการประเมินสื่อการสอน 3. เปรียบเทียบความแตกต่างของแนวคิดการประเมินสื่อการสอน สื่อการเรียนรู้และ สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ การประเมินสื่อการเรียนรู้และ การประเมินสื่อการสอน สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ สาระสาคัญ ในบทที่ 10 ปัจจุบันสื่อที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนมีหลายรูปแบบที่นักออกแบบได้พัฒนาขึ้น ซึ่ง อาศั ย พื้ น ฐานทฤษฎี ใ นการออกแบบที่ แ ตกต่ า งกั น ไป โดยขึ้ น อยู่ กั บ เป้ า ประสงค์ ข องการเพิ่ ม ศักยภาพของการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทที่ 2, 3 และ 4 ที่ได้แสดงให้เห็นถึง กระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนไปของสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งสามารถสรุป ลักษณะของสื่อได้สอง แนวคิ ดคื อ สื่ อการสอนและสื่ อการเรี ย นรู้ สื่ อการสอนเน้ นที่ การถ่า ยทอดบนพื้ นฐานของกลุ่ ม พฤติกรรมนิยมที่มุ่งเน้นการออกแบบเพื่อจดจาความรู้ ส่วนสื่อการเรียนรู้มุ่งเน้นที่ให้ผู้เรียนได้สร้าง การเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งการออกแบบก็จะเตรียมสิ่งต่างๆไว้สนับสนุนการสร้างความรู้ของผู้เรียนใน การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว อันเป็นที่มาของคาว่า สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ ดังนั้น เมื่อพื้นฐานแนวคิดและการออกแบบที่แตกต่างกันของสื่อ วิธีการประเมินสื่อจึงมีความแตกต่างกัน
  • 5.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 158 ด้วย ในบทนี้จะได้นาเสนอวิธีการประเมินคุณภาพของสื่อในสองลักษณะคือ การประเมินสื่อการ สอน และการประเมินสื่อการเรียนรู้ ดังรายละเอียดที่จะได้นาเสนอต่อไปนี้ การประเมินสื่อการสอน จากนิยามของสื่อการสอนที่เป็นเพียงตัวกลางที่ถ่ายทอดเนื้อหาหรือความรู้ มีอิทธิพล ความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่อยู่บนพื้นฐานที่ว่าความรูเ้ ป็นสิงที่หยุดนิ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ่ หากใครสามารถรับหรือจดจาความรู้ได้มากที่สุดก็ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดและนั่นคือ เป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ของครู แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ดังกล่าวจะสอดคล้องกับแนวคิด กลุ่ ม พฤติ ก รรมนิ ย ม ซึ่ ง เชื่ อ ว่ า การเรี ย นรู้ คื อ การเปลี่ ย นแปลงพฤติ ก รรม ซึ่ ง เป็ น ผลมาจาก ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง ซึ่งการเรียนรู้นั้นจะคงทนหากได้รับการเสริมแรง การฝึกหัด การทาซ้าๆ เป็นต้น บทบาทของผู้เรียนจึงเป็นผู้ที่รอรับความรู้ที่จะได้รับการถ่ายทอด โดยตรงจากครู แนวคิ ดดั งกล่า วน ามาซึ่งการพั ฒนาเป็น สื่อการสอน ได้ แก่ บทเรี ยนโปรแกรม คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุดการสอน เป็นต้น แนวคิดการทดสอบประสิทธิภาพสื่อการสอนที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 2 แนวปฏิบัติคือ (1) ประเมินโดยอาศัยเกณฑ์ และ (2) ประเมินโดยการเปรียบเทียบค่าทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (ค่าดัชนีประสิทธิผล: EI) ดังรายละเอียดที่จะนาเสนอต่อไปนี้ การประเมินโดยอาศัยเกณฑ์ แนวคิดการประเมินโดยอาศัยเกณฑ์จะมีการกาหนดค่าตัวเลขขึ้นมาเพื่อเป็นสิงที่จะระบุถึง ่ ประสิทธิภาพของสื่อ ในปัจจุบันการกาหนดเกณฑ์นิยมปฏิบัติใน 2 แนวทาง คือ (1) ยึดเกณฑ์ มาตรฐาน 90/90 ของเปรื่อง กุมุท และ (2) ยึด E1/E2 ของชัยยงค์ พรหมวงศ์ (มนตรี แย้มกสิกร, 2550) (1) เกณฑ์มาตรฐาน 90/90 เป็นวิธีการที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อประเมินประสิทธิภาพ ของบทเรียนโปรแกรม มีพื้นฐานมาจากการเรียนรู้แบบรอบรู้ (Mastery learning) นิยามของเกณฑ์ มาตรฐาน 90/90 นั้นได้อธิบายไว้ว่า 90 ตัวแรกเป็นคะแนนของทั้งกลุ่ม ซึ่งหมายถึงนักเรียนทุกคน เมื่อสอนครั้งหลังเสร็จให้ คะแนนเสร็จ นาคะแนนมาหาค่าร้อยละให้หมดทุกคะแนน แล้วหาค่าร้อยละเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม ถ้ า บทเรียนโปรแกรมถึงเกณฑ์ค่าร้อยละเฉลี่ยของกลุ่มจะต้องเป็น 90 หรือสูงกว่า (เปรื่อง กุมุท, 2519) 90 ตัวที่สองแทนคุณสมบัติที่ว่า ร้อยละ 90 ของนักเรียนทั้งหมด ได้รับผลสัมฤทธิ์ตามมุ่ง หมายแต่ละข้อ และทุกข้อของบทเรียนโปรแกรม วิธีการคานวณค่าประสิทธิภาพสื่อ 1. สร้างตารางบันทึกผลการสอบหลังเรียน โดยนาผลการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนมา บันทึกค่าคะแนนไปในแต่ละวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่กาหนดไว้ 2. ตรวจผลการสอบของผู้เรียนแต่ละคน ดาเนินการตรวจผลการสอบว่าผู้เรียนแต่ละคนได้ คะแนนจากการสอบหลังเรียนกี่คะแนน 3. พิจารณาผลการสอบว่าผ่านเกณฑ์ตามที่กาหนดไว้ในวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเท่าใด ดาเนินการพิจารณาผู้เรียนเป็นรายบุคคลว่ามีวัตถุประสงค์ใดบ้างที่ผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์
  • 6.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 159 4. คานวณประสิทธิภาพโดยใช้สูตรคานวณดังนี้ 90 ตัวแรก ={(∑X /N) X 100)}/R 90 ตัวแรก หมายถึง จานวนร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียน ∑X หมายถึง คะแนนรวมของผลการทดสอบที่ผู้เรียนแต่ละคน ทาได้ถูกต้อง จากการทดสอบหลังเรียน N หมายถึ ง จ านวนผู้ เ รี ย นทั้ ง หมดที่ ใ ช้ เ ป็ น กลุ่ ม ตั ว อย่ า งในการค านวณ ประสิทธิภาพครั้งนี้ R หมายถึง จานวนคะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน 90 ตัวหลัง = (Y x 100)/ N 90 ตัวหลัง หมายถึง จานวนร้อยละของผู้เรียนที่สามารถทาแบบทดสอบผ่านทุก วัตถุประสงค์ Y หมายถึง จานวนผู้เรียนที่สามารถทาแบบทดสอบผ่านทุกวัตถุประสงค์ N หมายถึง จานวนผู้เรียนทั้งหมดที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการคานวณประสิทธิภาพครั้งนี้ (2) การทดสอบประสิทธิภาพตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 เป็นแนวคิดการประเมินที่ เกิดขึ้นเพื่อประเมินประสิทธิภาพของชุดการสอนและสื่อการสอนประเภทต่างๆ ยกเว้น บทเรียน โปรแกรม ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของกลุ่มพฤติกรรมนิยมที่ต้องการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียนใน 2 ประเภท คือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกาหนดค่า ประสิทธิภาพเป็น E1 (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) E2 (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์) นิยาม ประสิทธิภาพ E1/E2 E1 หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่เกิดจากการทากิจกรรมระหว่างเรียนจากชุดการ สอนหรือสื่ออื่นๆ ของผู้เรียน (ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้) E2 หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่เกิดจากการทาแบบทดสอบหลังการเรียนของ ผู้เรียน (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้) การคานวณโดยใช้สูตร E1 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ ∑X หมายถึง ผลรวมของคะแนนกิจกรรมระหว่างเรียนของผู้เรียนทุกคน (N คน) N หมายถึง จานวนผู้เรียนที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพสื่อการสอนครั้งนี้ A หมายถึง คะแนนเต็มของกิจกรรมระหว่างเรียน E2 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้ ∑F หมายถึง ผลรวมของคะแนนกิจกรรมระหว่างเรียนของผู้เรียนทุกคน (N คน) N หมายถึง จานวนผู้เรียนที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพสื่อการสอนครั้งนี้ B หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน
  • 7.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 160 การประเมินโดยค่าดัชนีประสิทธิผล การวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness index: E.I.) เป็นอีกวิธีที่ใช้ในการ ประเมินประสิทธิภาพสื่อการสอน ซึ่งนิยมใช้วิธีของ Goodman, Fletcher and Schneider (1980) โดยดัชนีประสิทธิผลที่ใช้ได้ควรมีค่า 0.50 ขึ้นไป สูตรการหาค่าดัชนีประสิทธิผล จะเขียนในรูปของร้อยละ ซึ่งผลการคานวณจะได้เท่ากับผลการคานวณจากคะแนนดิบ ดัชนีประสิทธิผล = ร้อยละของผลรวมของคะแนน – ร้อยละของผลรวมของคะแนนก่อนเรียน 100 – ร้อยละของผลรวมของคะแนนก่อนเรียน E.I. = P2% - P1% 100 – P1% เมื่อ P1% แทน ร้อยละของผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน P2% แทน ร้อยละผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน ตัวอย่างการคานวณค่าดัชนีประสิทธิผล คนที่ ผลการทดสอบ (100 คะแนน) คะแนนทดสอบก่อนเรียน คะแนนทดสอบหลังเรียน 1 73 80 2 74 83 3 75 88 4 72 82 5 85 90 6 70 78 7 80 93 8 76 86 9 75 84 10 73 89 11 76 85 12 79 83 รวม (∑x) 908 1021 ร้อยละ 75.67 85.08 นาผลร้อยละของผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน มาวิเคราะห์หาค่า ดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index: E.I.) E.I. = 85.08 – 75.67 100 – 75.67
  • 8.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 161 วิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผลของความก้าวหน้าทางพัฒนาการเรียนรู้เท่ากับ 0.38 หรือคิดเป็นร้อย ละ 38.0 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางพัฒนาการการเรียนรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 วิธีการประเมินประสิทธิภาพของสื่อ การทั้ง 2 วิธีการดังกล่าวข้างต้นนั้นมีขั้นตอนการหา ประสิทธิภาพเริ่มตั้งแต่ การทดลองแบบกลุ่มต่อหนึ่ง (One to one testing) แล้วนาสื่อมาทดลอง กับกลุ่มเล็ก (Small group testing) และท้ายสุดทาการทดลองภาคสนาม (Field testing) และ อาจใช้วิธีการหาค่าประสิทธิภาพกระบวนการ (E1)/ผลลัพธ์ (E2) หรืออาจใช้วิธีการหาค่าดัชนี ประสิทธิผล (Effectiveness index หรือ E.I.) ค่าประสิทธิภาพดังกล่าว ล้วนแต่เป็นค่าที่ได้จากการ ทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ซึ่งจะได้เป็นเพียงเฉพาะค่าคะแนนที่เป็นตัวเลขเชิงปริมาณเท่านั้น ซึ่งหากเราพิจารณาความสอดคล้องกับ กระบวนทัศน์และลักษณะการออกแบบสื่อใน ปัจจุบันที่เป็นสื่อการเรียนรู้ หรือ สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงและพัฒนาให้ ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ดังนั้น การประเมินที่นามาใช้ ควรมีลักษณะที่สอดคล้อง คือ การ ประเมินเพื่อปรับปรุง และการประเมินผลลัพธ์ ด้วยเหตุนี้การประเมินเพียงเฉพาะมิติด้านผลสัมฤทธิ์ ซึ่งใช้ข้อมูลเชิงปริมาณที่เป็นค่าคะแนน หรือตัวเลข อย่างเดียว อาจให้รายละเอียดไม่เพียงพอที่จะ นามาสู่การปรับปรุงในกระบวนการพัฒนา ซึ่งสุมาลี ชัยเจริญ (2545) ได้เสนอวิธีการประเมิน ประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ดังรายละเอียดที่จะได้นาเสนอต่อไปนี้ การประเมินสื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ สุมาลี ชัยเจริญ (2551) ได้อธิบายว่า ภายหลังกระบวนทัศน์การประเมินที่เปลี่ยนแปลง จากสื่อเพื่อการถ่ายทอดมาสู่สื่อหรือเทคโนโลยีทางปัญญา (Cognitive technology) ที่มุ่งเน้นการ ส่งเสริมกระบวนการรู้คิดหรือกระบวนการทางพุทธิปัญญา(Cognitive process) และแนวโน้มใน ปัจจุบันทฤษฎีในกลุ่มพุ ทธิปัญญานิยมและกลุ่มคอนสตรัคติวิ สต์ที่นิยามการเรียนรู้คือการสร้าง ความรู้ของผู้เรียน ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในสมองของผู้เรียน การประเมินที่อาศัยข้อมูล เชิงปริมาณที่เป็นค่าคะแนนหรือตัวเลขอาจไม่เพียงพอที่จะนามาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนา ประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในกระบวนการรู้คิดภายในสมอง ตลอดจนระบบสัญลักษณ์ของสื่อ ที่พิจารณาคุณลักษณ์ของสื่อในลักษณะที่เป็นภาพ เสียง ที่ส่งผลต่อการประมวลสารสนเทศใน กระบวนการรู้คิดของผู้เรียน ควรเพิ่มเติมข้อมูลเชิงคุณ ภาพ จะช่วยให้สามารถนามาปรับปรุง สื่อ นวัตกรรมการเรียนรู้ หรือสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ให้มีคุณภาพหรือประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะน าเสนอหลั ก การที่ ส าคั ญ ที่ ควรพิ จ ารณา ประกอบด้ ว ย (1) การประเมิ นด้ า นผลผลิ ต (2) การประเมินบริบทการใช้ (3) การประเมินด้านความสามารถทางสติปัญญา (4) การประเมิน ด้านความคิดเห็น (5) การประเมินผลสัมฤทธิ์ ซึ่งจะได้อธิบายบนพื้นฐานการวิจัยซึ่งผู้เขียนได้ศึกษา ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ (สุมาลี ชัยเจริญ, 2550) การประเมินด้านผลผลิต ประเมินผลผลิต เป็น ประเมินคุณภาพของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ โดยการตรวจสอบ คุณภาพด้านต่างๆโดยผู้เชี่ ยวชาญ ด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านการออกแบบสิ่งแวดล้อม ทางการเรียนรู้ ด้านสื่อ และด้านประเมินผล ซึ่งมีรายละเอียดและหลักการที่สาคัญในแต่ละด้านดังนี้ (1) ด้านเนื้อหา
  • 9.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 162 เป็นการตรวจสอบเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา จะทาการตรวจสอบเนื้อหาในด้าน ต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นครูผู้สอน หรือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ หรือมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ เนื้อหาเรื่องที่จะประเมิน หลักการสาคัญที่นามาเป็นพื้นฐานในการพิจารณาเนื้อหาที่นามาใช้ในการ เรียนรู้ (Khan, Badrul H,1997; Hannafin and Other,1999) ดังรายละเอียดต่อไปนี้  ความถูกต้อง  ความน่าสนใจ  ความเหมาะสมกับสาระในสาขาวิชา  มีความทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน  เนื้อหา มีความครอบคลุมเรื่องที่จะศึกษา มีความชัดเจน และเอื้อต่อการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ หรือการสร้างความรู้ของผู้เรียน  ภาษาที่ใช้สามารถสื่อได้ตรงกับความคิดรวบยอด(Concept)ในการเรียนรู้ หรือความ กะทัดรัด เป็นลาดับขั้นและง่ายต่อการทาความเข้าใจ  ความเหมาะสมกับวิธีการหรือหลักการ ทฤษฎีที่นามาใช้  รูป แบบการน าเสนอเนื้ อหา การนาเสนอเนื้ อหามี รูป แบบการนาเสนอที่ น่า สนใจ ประมวลสารสนเทศได้ง่าย และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี  ความสอดคล้องของเนือหาภาพประกอบ และช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี ้ (2) ด้านสื่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ จะทาการตรวจสอบเกี่ยวกับคุณภาพการออกแบบสื่อ คุณลักษณะ ของสื่อชนิดต่างๆ ซึ่งจะแตกต่างกันไป เช่น สื่อบนเครือข่าย มัลติมีเดีย สื่อสิ่งพิมพ์ ในที่นี้ผู้เขียน นาเสนอตัวอย่างหลักการพื้นฐานที่ใช้ในการพิจารณาสื่อบนเครือข่ายของ Khan, B.H, Vega R. (1997), Hannafin (1999) และ ชุดสร้างความรู้ ดังมีรายละเอียด ต่อไปนี้ 2.1 สื่อบนเครือข่าย 2.1.1 การออกแบบเครื่องนาทาง (Navigator) ช่วยในการค้นหาหาสารสนเทศ 2.1.2 การออกแบบเครื่องนาทางมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันและมีความคงที่ 2.1.3 สัญลักษณ์ที่เป็นไอคอน (Icon) สามารถสื่อความหมายเกี่ยวกับแหล่งสารสนเทศ ต่างๆ 2.1.4 การเชื่อมโยง (Link) ช่วยให้สามารถเข้าถึงสารสนเทศต่างๆ 2.1.5 ประสิทธิภาพของ รูปแบบการสนทนา (post) ผ่านเครือข่าย (web) 2.1.6 การออกแบบองค์ประกอบทางศิลปะ (architecture) บนเครือข่ายมีความ เหมาะสม สะดุดตา น่าสนใจ 2.1.7 ภาพและขนาดของตัวอักษรที่ใช้มีความสอดคล้องกับเนื้อหาและส่งเสริมการ เรียนรู้ 2.2 ชุดสร้างความรู้ มีหลักการสาคัญที่นามาเป็นพื้นฐานในการพิจารณาคุณลักษณะของสื่อดังนี้ 2.2.1 การนาเสนอเนื้อหาที่ดึงดูดความใส่ใจของผู้เรียน ได้แก่ การใช้ตัวหนังสือที่มี การเน้นด้วยสี การนาเสนอด้วยภาพนิ่ง 2.2.2 การออกแบบองค์ประกอบทางศิลปะ มีความเหมาะสม สะดุดตา น่าสนใจ 2.2.3 ภาพประกอบมีความสอดคล้องกับเนื้อหาและส่งเสริมการเรียนรู้
  • 10.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 163 ขนาดของตัวอักษรที่ใช้มีความสอดคล้องกับเนื้อหา 2.2.4 การใช้ขนาดตัวอักษรเหมาะกับผู้เรียน มีจุดดึงดูดความสนใจและอ่านง่าย 2.2.5 ภาพกราฟิกที่ใช้ประกอบ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับเนื้อหา และทาให้ สามารถเรียนรู้ได้ดีและง่ายมากยิ่งขึ้น 2.2.6 การใช้สีมีความเหมาะสม กลมกลืน ดึงดูดความสนใจ (3) การออกแบบสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ ในการออกแบบตามแนวคอนสตรั ค ติ วิ ส ต์ ผู้ เ ชี่ ย วชาญด้ า นการออกแบบ จะท าการ ตรวจสอบการออกแบบการสอนที่อาศัยพื้นฐานทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ซึ่งนาหลักการสาคัญของ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา ของ Piajet และ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงสังคมของ Vygotsky มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบ หรือเรียกว่า การนาทฤษฎีสู่การปฏิบัติ ที่อยู่ในลักษณะองค์ประกอบ ที่สาคัญ ได้แก่ สถานการณ์ปัญหา ธนาคารความรู้ ฐานการช่วยเหลือ การร่วมมือกันแก้ปัญหา ดัง รายละเอียด ต่อไปนี้ (สุมาลี ชัยเจริญ, 2551) 3.1 การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้โดยการปฏิบัติจริง 3.2 เปิดโอกาสให้ผู้เรียนควบคุมการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง (Learner control) 3.3 สถานการณ์ปัญหากระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการเสาะแสวงหาความรู้ หรื อ ค้นหา ค้นพบคาตอบด้วยตนเอง 3.4 ระดับภาระกิจการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถในการคิดขั้นสูง 3.5 ภาระกิจการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ ไตร่ตรองประเด็นปัญหาที่ ต้องการค้นหาคาตอบ 3.5 ธนาคารความรู้ (Resource) มีการออกแบบที่สนับสนุนข้อมูลให้ผู้เรียนสามารถค้นหา สารสนเทศจากแหล่งต่างๆอย่างหลากหลาย เพื่อนามาใช้ในการแก้สถานการณ์ปัญหาที่กาหนดให้ รวมทั้งช่วยสนับสนุนในการสร้างความรู้ของผู้เรียน 3.6 เครื่องมือทางปัญญา (Cognitive tool) ในการเรียน กระตุ้นกระบวนการคิดของ ผู้เรียนและเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการเรียน 3.7 ฐานการช่วยเหลือ (scaffolding) ส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความพยายามในการเรียนรู้ 3.8 กรณีใกล้เคียง (Related case) ส่งเสริมให้ผู้เรียนเชื่อมโยงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง มาใช้ในการแก้ปัญหาได้ 3.9 ห้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการออกแบบที่สนับสนุ นให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแก้ปัญหาร่วมกัน 3.10 การโค้ช (coaching) โดยครูผู้สอนทาการวิเคราะห์ผู้เรียน สามารถสื่อสารและ สะท้อนผลเกี่ยวกับผู้เรียนในกระบวนการเรียนรู้ และกระตุ้นให้ผู้เรียนกระทาภารกิจการเรียนรู้อย่าง ตื่นตัว ประเมินบริบทการใช้ในสภาพจริง การประเมินบริบทการใช้ในสภาพจริง หรือเป็นการนาไปทดลองใช้ เพื่อศึกษาเพื่อหา บริบทที่เหมาะสมในการใช้สื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ในสภาพจริง เช่น จานวน สมาชิกในกลุ่มที่เรียนแบบร่วมมือกันแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในกิจกรรมการแก้ปัญหาที่ใช้ สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้บนเครือข่าย (Web-based learning environment) เป็นต้น รวมทั้งนา
  • 11.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 164 ข้อคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ของสื่อบนเครือข่ายหรือข้อบกพร่อง ต่างๆของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ เพื่อเป็นพื้นฐานในการปรับปรุง แก้ไข สิ่งแวดล้อมทางการ เรียนรู้บนเครือข่าย ดังรายละเอียด ต่อไปนี้ 1) ศึกษาบริบทที่เหมาะสมในการใช้สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ของสื่อบนเครือข่ายอย่างมี ประสิทธิภาพในสภาพจริง เช่น จานวนสมาชิกในกลุ่มที่เรียนแบบร่วมมือกันแก้ปัญหา อาจทาได้โดย ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หรือ ให้ผู้เรียนทาการทดลองใช้สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ฯ โดยอาจจัดกลุ่มที่อาศัยพื้นฐานกระบวนการกลุ่ม คือ จานวน 2-5 คน ในการทดลอง อาจจัดกลุ่ม เป็นกลุ่มละ 2 คน 3 คน 4 คน หรือ 5 คน และให้แต่ละกลุ่มเรียนด้วยการร่วมมือกันแก้ปัญหา (Collaborative learning) แล้วทาการสัมภาษณ์ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเกี่ยวกับจานวนสมาชิกในกลุ่มที่ มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการเรียนด้วยสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการร่วมมือกันแก้ปัญหา 2) ทดลองใช้เพื่อนามาปรับปรุงแก้ไข นาข้อคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อม ทางการเรียนรู้ของสื่อบนเครือข่าย มาเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ อาจทา โดยการให้ผู้เรียนตอบแบบสอบถาม แบบสารวจ หรือ สัมภาษณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ การ ออกแบบ หรือ การใช้ ฯลฯ เพื่อนาข้อคิดเห็นของผู้เรียนมาเป็นพื้นฐานในการแก้ไข ปรับปรุงให้มี ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ก่อนที่จะนาไปใช้ในสภาพจริง ประเมินด้านความคิดเห็นของผู้เรียน ความคิดเห็นของผู้เ รียนเกี่ยวกับสิ่ งแวดล้อมทางการเรียนรู้ฯ เป็นส่ วนหนึ่ งที่ส ะท้อ น เกี่ยวกับประสิทธิภาพสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ฯ มิใช่เพียงแต่ค่าคะแนนที่ได้จากผู้เรียนที่ได้เรียน ทาได้เช่น ค่า E1/E2 เท่านั้น นอกจากนี้ผลของความคิดเห็นฯของผู้เรียน สามารถนามาเป็นพื้นฐาน ในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ฯ การประเมินคุณภาพของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ อาศัยพื้นฐานด้านที่สาคัญ ได้แก่ (1) ด้านคุณลักษณะของสื่อบนเครือข่าย (2) ด้านเนื้อหาในการเรียนรู้ และ (3) ด้านการออกแบบ สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ การประเมินความคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการ เรียนรู้ของสื่อบนเครือข่าย ทั้ง 3 ด้านดังกล่าวข้างต้น จะสะท้อนให้เห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ของสื่อบนเครือข่าย และสามารถนาข้อคิดเห็นดังกล่าว มาเป็นพื้นฐานใน การปรั บ ปรุ ง แก้ ไข สิ่งแวดล้ อมทางการเรีย นรู้ บนเครื อ ข่า ยให้ มี ประสิท ธิ ภาพเพิ่ ม มากขึ้น ดั ง รายละเอียดในแต่ละด้านที่อาศัยกรอบแนวคิดการประเมินเกี่ยวกับด้านต่างๆมีความคล้ายคลึงกับ การประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ดังต่อไปนี้ (1) ด้านคุณลักษณะของสื่อบนเครือข่าย 1.1 การออกแบบเครื่องนาทาง (Navigator) ช่วยในการค้นหาหาสารสนเทศ 1.2 การออกแบบเครื่องนาทางมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันและมีความคงที่ 1.3 สัญลักษณ์ที่เป็นไอคอน (Icon) สามารถสื่อความหมายเกี่ยวกับแหล่งสารสนเทศ ต่างๆ 1.4 การเชื่อมโยง (Link) ช่วยให้สามารถเข้าถึงสารสนเทศต่างๆ 1.5 ประสิทธิภาพของ รูปแบบการสนทนา (post) ผ่านเครือข่าย (web) 1.6 การออกแบบองค์ประกอบทางศิลปะ (architecture) บนเครือข่าย มีความ เหมาะสม สะดุดตา น่าสนใจ
  • 12.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 165 1.7 ภาพและขนาดของตัวอักษรที่ใช้มีความสอดคล้องกับเนื้อหาและส่ งเสริมการ เรียนรู้ (2) ด้านเนื้อหาในการเรียนรู้ สาหรับเนื้อหาที่นามาใช้ หลักการสาคัญที่นามาเป็นพื้นฐานในการพิจารณาเนื้อหาที่ นามาใช้ในการเรียนรู้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 2.1 ความถูกต้อง 2.2 ความน่าสนใจ 2.3 ความเหมาะสมกับสาระในสาขาวิชา 2.4 มีความทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบน ั 2.5 เนื้อหา มีความครอบคลุมเรื่องที่จะศึกษา มีความชัดเจน และเอื้อต่อการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ หรือการสร้างความรู้ของผู้เรียน 2.6 ภาษาที่ใช้สามารถสื่อได้ตรงกับความคิดรวบยอด (Concept) ในการเรียนรู้ หรือความกะทัดรัด เป็นลาดับขั้นและง่ายต่อการทาความเข้าใจ 2.7 ความเหมาะสมกับวิธีการหรือหลักการ ทฤษฎีที่นามาใช้ 2.8 รูปแบบการนาเสนอเนื้อหา การนาเสนอเนื้อหามีรูปแบบการนาเสนอที่น่าสนใจ 2.9 ความสอดคล้องของเนื้อหาภาพประกอบ และช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการ เรียนรู้ที่ดี (3) ด้านการออกแบบตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ หลักการสาคัญที่นามาเป็นพื้น ฐานในการพิจารณาการออกแบบตามแนวคอนสตรัคติวิ สต์มีรายละเอียดต่อไปนี้ 3.1 สถานการณ์ ปั ญ หา (Problem-based Learning) ช่ ว ยกระตุ้ น ให้ ผู้ เ รี ย น ต้องการเข้าไปทาการเรียนรู้ 3.2 แหล่ ง ข้ อ มู ล (Resources) ช่ ว ยสนั บ สนุ น ให้ ผู้ เ รี ย นสามารถค้ น พบค าตอบ (Discovery) หรือข้อความรู้ที่ใช้ในการแก้ปัญหา 3.3 ชุ ม ชนแห่ ง การเรี ย นรู้ ช่ ว ยสนั บ สนุ น สารสนเทศ ให้ ผู้ เ รี ย นเกิ ด แนวคิ ด ที่ หลากหลาย 3.4 กรณีที่เกี่ยวข้อง (Related case)ให้ผู้เรียนสามารถถ่ายโยงความรู้หรือสามารถ นาความรู้ที่ได้จากการศึกษาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในบริบทอื่นๆได้ 3.5 เพื่อนทางปัญญา (Collaboration)ช่วยสนับสนุนกระบวนการแก้ปัญหาและ เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในการเรียน 3.6 ฐานความช่วยเหลือ (Scaffolding)ช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิดแก้ปัญหาได้ มีการ แนะนาเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ปัญหา รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความพยายามในการ เรียนรู้อย่างรู้ตัว (Mindfulness) 3.7 การโค้ช(Coaching) ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด ค้นหาคาตอบรวมถึงกระทา ภารกิจการเรียนรู้อย่างตื่นตัว การประเมินด้านความสามารถทางปัญญาของผู้เรียน
  • 13.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 166 ความสามารถทางปัญญาของผู้เรียน ถือเป็นอีกมิติหนึ่งที่จะสะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพ ของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้บนเครือข่ายที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ฯ นอกเหนือจากการประเมิน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ หรือ E1/E2 เท่านั้น ความสามารถ(Performance) ทางสติปัญญาของผู้เรียน อาจสามารถประเมินได้จากการ กระทาที่แสดงออกโดยตรงจาการทางานด้านต่างๆ โดยจะมุ่งเน้นการแสดงออกในเชิงพุทธิปัญญา (Cognitive) มากกว่าพฤติกรรม (Behavior) ที่แสดงออกมา ตัวอย่างเช่น สถานการณ์ที่กาหนดให้ ที่เป็นสภาพจริงหรือใกล้เคียงกับสภาพจริง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแก้ปัญหา หรือปฏิบัติงานจริง อาจ ประเมินได้จาก กระบวนการทางาน กระบวนการคิด (Cognitive process) โดยเฉพาะการคิดใน ระดับสูง (higher-order thinking) ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดแบบ สร้างสรรค์ การคิดเชิงเหตุผล และทักษะทางการคิด (Thinking skill) เป็นต้น นอกจากนี้เป็นการ ประเมินเกี่ยวกับกระบวนการทางาน เช่น กระบวนการการแก้ปัญหา เป็นต้น สาหรับกรอบแนวคิด เชิงทฤษฎีที่นามาเป็นพื้นฐานในการประเมินนั้น จะขึ้นกับหลักการ ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปร หรือ เรื่องที่ทาการศึกษานั้นๆ การประเมินด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเมินด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือค่าคะแนนที่ได้จากประเมินได้จ ากคะแนนจาก การทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนหลังจากการเรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่พัฒนาตามแนว คอนสตรัคติวิสต์ ถือเป็นมิติหนึ่งของการประเมินสื่อโดยทั่วไป ที่ทุกท่านคุ้นเคย ได้แก่ ประสิทธิภาพ ของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ หรือ E1/E2 หรือ ค่าดัชนีประสิท ธิผล (Index effectiveness) ที่จะสะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพของสื่อ นอกจากนี้ยังสามารถประเมินได้จากคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนตาม เกณฑ์ที่กาหนด เช่น การผ่านเกณฑ์ของรายวิชา หรือการผ่านเกณฑ์ของโรงเรียน เช่น กาหนดให้ ผู้เรียนทุกคนต้องผ่านเกณฑ์ร้อยละ 65 ของคะแนนเต็ม เป็นต้น คาถามสะท้อนความคิด  ท่ า นคิ ด ว่ า การประเมิ น สื่ อ การสอนและสื่ อ การเรี ย นรู้ มี ค วาม แตกต่างกันอย่างไร  ท่านจะมีแนวทางในการประเมินสื่อการเรียนรู้อย่างไร กิจกรรมแนะนา ให้ท่านออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในเนื้อหาวิชาที่ท่านรับผิดชอบ แล้วนาสื่อการเรียนรู้นั้น ไปประเมินหาประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้และ สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ บรรณานุกรม
  • 14.
    บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ 167 ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2520). ระบบสื่อการสอน. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เปรื่อง กุมุท. (2519). เทคนิคการเขียนบทเรียนโปรแกรม.กรุงเทพฯ: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. มนตรี แย้มกสิกร. (2549). การวิจัยและทฤษฎีเทคโนโลยีการศึกษา. ชลบุรี: หมาวิทยาลัยบูรพา. มนตรี แย้มกสิกร. (2551). เกณฑ์ประสิทธิภาพในงานวิจัยและพัฒนาสื่อการสอน: ความแตกต่าง 90290 Standard และ E1/E2. วารสารศึกษาศาสตร์. 19 (1) ตุลาคม 2550-2551. ชลบุร:ี หมาวิทยาลัยบูรพา. สุมาลี ชัยเจริญ. (2547). การพัฒนารูปแบบการสร้างความรู้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ. ขอนแก่น: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สุมาลี ชัยเจริญและคณะ. (2550). รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาโมเดลต้นแบบสิ่งแวดล้อม ทางการเรี ย นรู้ บ นเครื อ ข่ า ยที่ ส่ ง เสริ ม การสร้ า งความรู้ ต ามแนวคอนสตรั ค ติ วิ ส ต์ . ขอนแก่น: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สุมาลี ชัยเจริญ. (2551).เทคโนโลยีการศึกษา: หลักการ ทฤษฎี สู่การปฏิบัติ.ขอนแก่น: คลังนานา วิทยา. Goodman R.I., K.A. Fletcher and E.W. Schneider. (1980). The Effectiveness Index as Comparative Measure in Media Product Evaluation. Educational Technology. 20(09) : 30-34 ; September. Hannafin, M.J., Land, S., & Oliver, K. (1999). Open learning environments: Foundations, methods, and models.In Charles M.Reigeluth (Ed). Instructional design theories and models: A new paradigm of instructional theory. Volume II. London: Lawrence Erlbaum Associates. Khan, Badrul H. (1997). Web-based Instruction. Englewood Cliffs, New Jersey: Education Technology Publication.