1
เทวธัมมชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๖. เทวธัมมชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๖)
ว่าด้วยธรรมของเทวดา
(พระโพธิสัตว์กล่าวว่า)
[๖] บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ ตั้งมั่นอยู่ในสุกกธรรม
(กุศลธรรม) เป็นผู้สงบระงับ เป็ นคนดีงาม ท่านเรียกว่า ผู้มีเทวธรรมในโลก
เทวธัมมชาดกที่ ๖ จบ
----------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา
เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค
เทวธรรมชาดก ว่าด้วยธรรมของเทวดา
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน
ทรงปรารภภิกษุผู้มีภัณฑะมาก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า กุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง เมื่อภรรยาตายก็บวช
กุฎุมพีนั้น เมื่อจะบวชได้ให้ทาบริเวณ โรงไฟและห้องเก็บสิ่งของ
ทาห้องเก็บสิ่งของให้เต็มด้วยเนยใสและข้าวสารเป็นต้นสาหรับตน แล้วจึงบวช
ก็แหละครั้นบวชแล้วให้เรียกทาสของตนมา ให้หุงต้มอาหารตามชอบใจ
แล้วจึงบริโภค และได้เป็นผู้มีบริขารมาก.
ในเวลากลางคืน มีผ้านุ่งและผ้าห่มผืนหนึ่ง เวลากลางวัน
มีอีกผืนหนึ่งอยู่ท้ายวิหาร. วันหนึ่ง เมื่อภิกษุนั้นนาจีวรและเครื่องปูลาดเป็ นต้น
ออกมาคลี่ตากไว้ในบริเวณ ภิกษุชาวชนบทมากด้วยกัน
เที่ยวจาริกไปตามเสนาสนะ ไปถึงบริเวณ เห็นจีวรเป็นต้น จึงถามว่า
จีวรเป็นต้นเหล่านี้ของใคร? ภิกษุนั้นกล่าวว่า ของผมครับ ท่านผู้มีอายุ.
ภิกษุเหล่านั้นถามว่า จีวรนี้ก็ดี ผ้านุ่งนี้ก็ดี เครื่องลาดนี้ก็ดี
ทั้งหมดเป็นของท่านเท่านั้นหรือ? ภิกษุนั้นกล่าวว่า ขอรับ เป็ นของผมเท่านั้น.
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไตรจีวร
มิใช่หรือ. ท่านบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้มักน้อยอย่างนี้
เกิดเป็นผู้มีบริขารมากอย่างนี้ มาเถิดท่าน
พวกเราจักนาไปยังสานักของพระทศพล
แล้วได้พาภิกษุนั้นไปยังสานักของพระศาสดา
พอทรงเห็นภิกษุนั้นเท่านั้น จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายเป็นผู้พาภิกษุผู้ไม่ปรารถนานั้นแล มาแล้วหรือ.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้มีภัณฑะมากมีบริขารมาก
2
พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอมีภัณฑะมาก
จริงหรือ?
ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ก็เพราะเหตุไร
เธอจึงเป็นผู้มีภัณฑะมาก เรากล่าวคุณของความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้สันโดษ
ความสงัด และการปรารภความเพียร มิใช่หรือ.
ภิกษุนั้นได้ฟังพระดารัสของพระศาสดา ก็โกรธคิดว่า บัดนี้
เราจักเที่ยวไปโดยทานองนี้ จึงทิ้งผ้าห่ม มีจีวรผืนเดียว ยืนอยู่ในท่ามกลางบริษัท.
ลาดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงอุปถัมภ์ภิกษุนั้น จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ เมื่อก่อน แม้ในกาล เมื่อเป็ นผีเสื้อน้าผู้แสวงหาหิริโอตตัปปะ
เธอแสวงหาหิริโอตตัปปะอยู่ถึง ๑๒ ปี เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ในบัดนี้
เธอบวชในพระพุทธศาสนา อันเป็ นที่เคารพอย่างนี้
จึงทิ้งผ้าห่มในท่ามกลางบริษัท ละหิริโอตตัปปะ ยืนอยู่เล่า.
ภิกษุนั้นได้ฟังพระดารัสของพระศาสดา ได้ยังหิริโอตตัปปะให้กลับตั้งขึ้น
จึงห่มจีวรนั้น แล้วถวายบังคมพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า
เพื่อทรงยังเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทาเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปราก
ฏ ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระนามว่า พรหมทัต ในนครพาราณสี
ในแคว้นกาสี. ในกาลนั้น
พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น
เมื่อครบทศมาส พระนางประสูติพระโอรส.
ในวันเฉลิมพระนามของพระโอรสนั้น
พระญาติทั้งหลายได้ตั้งพระนามว่า มหิสสาสกุมาร.
ในกาลที่พระกุมารนั้นทรงวิ่งเล่นได้ พระโอรสองค์อื่นก็ประสูติ
พระญาติทั้งหลายตั้งพระนามของพระโอรสนั้นว่า จันทกุมาร.
ในเวลาที่พระจันทกุมารนั้นทรงวิ่งเล่นได้
พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็สวรรคต
พระราชาทรงตั้งพระสนมอื่นไว้ในตาแหน่งพระอัครมเหสี.
พระอัครมเหสีนั้นได้เป็นที่รักเป็นที่โปรดปรานของพระราชา. พระอัครมเหสี
แม้นั้นทรงอาศัยการอยู่ร่วมกัน ก็ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง.
พระญาติทั้งหลายได้ตั้งพระนามของพระโอรสนั้นว่า สุริยกุมาร.
พระราชาทรงเห็นพระโอรส แล้วมีพระหฤทัยยินดี ตรัสว่า นางผู้เจริญ
3
เราให้พรแก่บุตรของเธอ. พระเทวีเก็บไว้จะรับเอาในเวลาต้องการพรนั่น.
เมื่อพระโอรสเจริญวัยแล้ว พระนางกราบทูลพระราชาว่า
ข้าแต่สมมติเทพ ในกาลที่พระโอรสของหม่อมฉันประสูติ
พระองค์ทรงประทานพรไว้มิใช่หรือ
ขอพระองค์จงประทานราชสมบัติแก่พระโอรสของหม่อมฉัน.
พระราชาทรงห้ามว่า พระโอรสสองพระองค์ของเรา รุ่งเรืองอยู่เหมือนกองเพลิง
เราไม่อาจให้ราชสมบัติแก่โอรสของเธอ ทรงเห็นพระนางอ้อนวอนอยู่บ่อยๆ
ทรงพระดาริว่า พระนางนี้จะพึงคิด แม้กรรมอันลามกแก่โอรสทั้งหลายของเรา
จึงรับสั่งให้เรียกพระโอรสทั้งสองมา แล้วตรัสว่า
พ่อทั้งสอง ในเวลาที่สุริยกุมารประสูติ พ่อได้ให้พรไว้ บัดนี้
มารดาของสุริยกุมารนั้นทูลขอราชสมบัติ พ่อไม่ประสงค์จะให้แก่สุริยกุมารนั้น
ธรรมดามาตุคามผู้ลามกจะพึงคิดแม้สิ่งอันลามกแก่พวกเจ้า เจ้าทั้งสองต้องเข้าป่า
ต่อเมื่อพ่อล่วงไปแล้ว จงครองราชสมบัติในนครอันเป็ นของมีอยู่ของตระกูล
แล้วทรงกันแสง คร่าครวญจุมพิตที่ศีรษะ แล้วทรงส่งไป.
สุริยกุมารทรงเล่นอยู่ที่พระลานหลวง
เห็นพระโอรสทั้งสองนั้นถวายบังคมพระราชบิดาแล้วลงจากปราสาท
ทรงเห็นเหตุนั้น จึงคิดว่า แม้เราก็จักไปกับพระเจ้าพี่ทั้งสอง
จึงออกไปพร้อมกับพระโอรสทั้งสองนั้นเอง
พระโอรสเหล่านั้นเสด็จเข้าไปยังป่าหิมพานต์.
พระโพธิสัตว์แวะลงข้างทาง ประทับนั่งที่โคนไม้ เรียกสุริยกุมารมาว่า
พ่อสุริยะ เจ้าจะไปยังสระนั้น อาบและดื่มแล้ว จงเอาใบบัวห่อน้าดื่มมา
แม้เพื่อเราทั้งสอง.
ก็สระนั้นเป็ นสระที่ผีเสื้อน้าตนหนึ่ง ได้พรจากสานักของท้าวเวสวัณ.
ท้าวเวสวัณตรัสกะผีเสื้อน้านั้นว่า เจ้าจะได้กินคนที่ลงยังสระนี้
ยกเว้นคนที่รู้เทวธรรมเท่านั้น เจ้าจะไม่ได้กิน คนที่ไม่ได้ลง. ตั้งแต่นั้น
รากษสนั้นจึงถามเทวธรรมกะคนที่ลงสระนั้น แล้วกินคนที่ไม่รู้เทวธรรม.
ลาดับนั้นแล สุริยกุมารไปยังสระนั้น ไม่ได้พิจารณาเลยลงไปอยู่.
ลาดับนั้น รากษสนั้นจับสุริยกุมารนั้น แล้วถามว่า ท่านรู้เทวธรรมหรือ?
สุริยกุมารนั้นกล่าวว่า เออ ฉันรู้ พระจันทร์และพระอาทิตย์ ชื่อว่าเทวธรรม.
ลาดับนั้น รากษสนั้นจึงกล่าวกะสุริยกุมารนั้นว่า ท่านไม่รู้จักเทวธรรม
แล้วพาดาไปพักไว้ในที่อยู่ของตน.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นสุริยกุมารนั้นชักช้าอยู่ จึงส่งจันทกุมารไป
แม้รากษสก็จับจันทกุมารนั้น แล้วถามว่า ท่านรู้เทวธรรมไหม?
จันทกุมารกล่าวว่า เออ ฉันรู้ ทิศทั้ง ๔ ชื่อว่าเทวธรรม. รากษสกล่าวว่า
ท่านไม่รู้เทวธรรม แล้วพาจันทกุมารแม้นั้น ไปไว้ในที่อยู่ของตนนั้นนั่นแหละ.
4
เมื่อจันทกุมารล่าช้าอยู่ พระโพธิสัตว์คิดว่าอันตรายอย่างหนึ่งจะพึงมี.
จึงเสด็จไปที่สระนั้นด้วยพระองค์เอง เห็นรอยเท้าลงของพระอนุชาแม้ทั้งสอง
จึงดาริว่า สระนี้คงเป็ นสระที่รากษสหวงแหน จึงได้สอดพระขรรค์ถือธนู ยืนอยู่.
ผีเสื้อน้าเห็นพระโพธิสัตว์ไม่ลงน้า จึงแปลงเป็นเหมือนบุรุษผู้ทางานในป่า
กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านเหน็ดเหนื่อยในหนทาง
เพราะเหตุไรจึงไม่ลงสระนี้ อาบดื่ม กินเหง้าบัว ประดับดอกไม้ไปตามสบาย.
พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น รู้ว่าผู้นี้จักเป็นยักษ์ จึงกล่าวว่า
ท่านจับน้องชายของเรามาหรือ. ผีเสื้อน้ากล่าวว่า เออ เราจับมา.
พระโพธิสัตว์ถามว่า เพราะเหตุไร. ผีเสื้อน้ากล่าวว่า เราย่อมได้คนผู้ลงยังสระนี้.
พระโพธิสัตว์ถามว่า ท่านย่อมได้ทั้งหมดทีเดียวหรือ? ผีเสื้อน้ากล่าวว่า
เราได้ทั้งหมด ยกเว้นคนที่รู้เทวธรรม.
พระโพธิสัตว์นั้นตรัสถามว่า ท่านมีความต้องการเทวธรรมหรือ?
ผีเสื้อน้ากล่าวว่า เออมีความต้องการ.
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น เราจักบอกเทวธรรมแก่ท่าน.
ผีเสื้อน้ากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงบอก เราจักฟังเทวธรรม.
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า แต่เรามีตัวสกปรก.
ยักษ์จึงให้พระโพธิสัตว์อาบน้า ให้ดื่มน้า ให้ประดับดอกไม้ให้ลูบไล้ของหอม
ได้ลาดบัลลังก์ให้ ในท่ามกลางปะรา ที่ประดับแล้ว.
พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนอาสนะ ให้ยักษ์นั่งแทบเท้า แล้วตรัสว่า
ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเงี่ยโสตฟังพระธรรมโดยเคารพ
แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า
สัปบุรุษผู้สงบระงับ ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ
ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันขาว ท่านเรียกว่า ผู้มีเทวธรรมในโลก.
บรรดาหิริและโอตตัปปะเหล่านั้น ที่ชื่อว่าหิริ
เพราะละอายแต่กายทุจริตเป็นต้น คาว่า หิริ นี้เป็นชื่อของความละอาย.
ที่ชื่อว่าโอตตัปปะ เพราะกลัวแต่กายทุจริตเป็นต้นนั้นนั่นแหละ คาว่า โอตตัปปะนี้
เป็นชื่อของความกลัวแต่บาป.
บรรดาหิริและโอตตัปปะนั้น
หิริมีสมุฏฐานที่ตั้งขึ้นภายใน
โอตตัปปะมีสมุฏฐานที่ตั้งขึ้นภายนอก.
หิริมีตนเป็ นใหญ่ โอตตัปปะมีโลกเป็นใหญ่
หิริดารงอยู่ในสภาวะอันน่าละอาย
โอตตัปปะดารงอยู่ในสภาวะอันน่ากลัว
หิริมีลักษณะยาเกรง โอตตัปปะมีลักษณะโทษและเห็นภัย
บรรดาหิริและโอตตัปปะนั้น
5
บุคคลย่อมยังหิริอันมีสมุฏฐานเป็ นภายใน ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๔
ประการ
เพราะพิจารณาถึงชาติกาเนิด ๑ พิจารณาถึงวัย ๑
พิจารณาถึงความกล้าหาญ ๑ พิจารณาถึงความเป็นพหูสูต ๑.
อย่างไร?
บุคคลพิจารณาถึงชาติกาเนิดก่อน อย่างนี้ว่า
ชื่อว่าการกระทาบาปนี้ ไม่เป็ นกรรมของคนผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ
เป็นกรรมของคนผู้มีชาติต่า มีพรานเบ็ดเป็นต้นจะพึงกระทา.
บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเช่นท่าน ไม่ควรกระทากรรมนี้
แล้วไม่ทาบาปมีปาณาติบาตเป็ นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น.
อนึ่ง บุคคลพิจารณาถึงวัย อย่างนี้ว่า
ชื่อว่าการกระทาบาปนี้ เป็นกรรมที่คนหนุ่มๆ พึงกระทา
กรรมนี้อันคนผู้ตั้งอยู่ในวัย เช่นท่านไม่ควรกระทา
แล้วไม่กระทาบาปมีปาณาติบาตเป็ นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น.
แม้อนึ่ง บุคคลพิจารณาถึงความเป็ นผู้กล้าหาญ อย่างนี้ว่า
ชื่อว่าการกระทาบาปนี้ เป็นกรรมของคนผู้มีชาติอ่อนแอ
กรรมนี้บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยความกล้าหาญเช่นท่าน ไม่ควรกระทา
แล้วไม่กระทาบาปมีปาณาติบาตเป็ นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น.
อนึ่ง บุคคลพิจารณาความเป็ นพหูสูต อย่างนี้ว่า
ชื่อว่าการกระทาบาปนี้เป็นกรรมของคนอันธพาล
กรรมนี้อันคนผู้เป็นพหูสูต เป็ นบัณฑิตเช่นท่าน ไม่ควรกระทา
แล้วไม่กระทาบาปมีปาณาติบาตเป็ นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น.
บุคคลชื่อว่ายังหิริ อันมีสมุฏฐานภายในให้ตั้งขึ้น ด้วยเหตุ ๔
ประการอย่างนี้. ก็แหละครั้นให้ตั้งขึ้นแล้ว ยังหิริให้เข้าไปในจิต
ไม่กระทาบาปด้วยตน หิริย่อมชื่อว่ามีสมุฏฐานภายใน อย่างนี้.
โอตตัปปะ ชื่อว่ามีสมุฏฐานภายนอกอย่างไร?
บุคคลพิจารณาว่า ถ้าท่านจักทาบาปไซร้
ท่านจักเป็นผู้ถูกติเตียนในบริษัท ๔ และว่า
วิญญูชนทั้งหลายจักติเตียนท่านเหมือนชาวเมืองติเตียนของไม่สะอาด.
ดูก่อนภิกษุ ท่านอันผู้มีศีลทั้งหลายเว้นห่างแล้ว จักกระทาอย่างไร ดังนี้.
ย่อมไม่กระทาบาปกรรม เพราะโอตตัปปะอันตั้งขึ้นภายนอก.
โอตตัปปะย่อมชื่อว่ามีสมุฏฐานภายนอกอย่างนี้.
หิริชื่อว่ามีตนเป็นใหญ่อย่างไร
กุลบุตรบางคนในโลกนี้ กระทาตนให้เป็นใหญ่ ให้เป็นหัวหน้า
ไม่กระทาบาปด้วยคิดว่า บุคคลผู้บวชด้วยศรัทธา เป็นพหูสูต มีวาทะ [คือสอน]
6
ในการกาจัดกิเลสเช่นท่าน ไม่ควรกระทาบาปกรรม
หิริย่อมชื่อว่ามีตนเป็ นใหญ่อย่างนี้.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลนั้นกระทาตนนั่นแหละให้เป็นใหญ่ ละอกุศล เจริญกุศล
ละธรรมที่มีโทษ เจริญธรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้หมดจดอยู่.
โอตตัปปะชื่อว่ามีโลกเป็นใหญ่อย่างไร?
กุลบุตรบางคนในโลกนี้ กระทาโลกให้เป็นใหญ่ ให้เป็นหัวหน้า
แล้วไม่กระทาบาปกรรม
สมดังที่ตรัสไว้ว่า
ก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่แล อนึ่ง สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์
มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่น อยู่ในโลกสันนิวาสอันใหญ่แล สมณพราหมณ์เหล่านั้น
ย่อมเห็นในที่ไกลบ้าง เห็นในที่ใกล้บ้าง รู้จิตด้วยจิตบ้าง
สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ย่อมรู้เราอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้ เขามีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็ นบรรพชิต
เกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามกอยู่.
เทวดาทั้งหลายผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่นมีอยู่
แม้เทวดาเหล่านั้น ย่อมเห็นแต่ที่ไกลบ้าง ย่อมเห็นในที่ใกล้บ้าง
ย่อมรู้ใจด้วยใจบ้าง แม้เทวดาเหล่านั้นก็จักรู้เราว่า ท่านผู้เจริญ
ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้ เขามีศรัทธา
ออกจากเรือนบวชเป็ นบรรพชิตไม่มีเรือน เกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามกอยู่
เขากระทาโลกนั่นแลให้เป็ นใหญ่ ละอกุศล เจริญกุศล
ละธรรมอันมีโทษ เจริญธรรมอันไม่มีโทษ บริหารตนให้หมดจดอยู่.
โอตตัปปะย่อมชื่อว่ามีโลกเป็นใหญ่อย่างนี้.
ก็ในคาว่า หิริตั้งอยู่ในสภาวะน่าละอาย
โอตตัปปะตั้งอยู่ในสภาวะน่ากลัวนี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
อาการละอาย ชื่อว่า ความละอาย หิริตั้งอยู่โดยสภาวะอันนั้น.
ความกลัวแต่อบาย ชื่อว่า ภัย โอตตัปปะตั้งอยู่โดยสภาวะอันนั้น.
หิริและโอตตัปปะแม้ทั้งสองนั้น ย่อมปรากฏในการงดเว้นจากบาป.
จริงอยู่ บุคคลบางคนก้าวลงสู่ธรรม คือความละอายอันเป็นภายใน
ไม่กระทาบาปกรรม เหมือนกุลบุตร เมื่อจะถ่ายอุจจาระปัสสาวะเป็นต้น
เห็นคนหนึ่งอันควรจะละอาย พึงเป็ นผู้ถึงอาการละอาย
ถูกอุจจาระปัสสาวะบีบคั้นจนอาจมเล็ด ก็ถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ ฉะนั้น
บุคคลบางคนกลัวภัยในอบาย จึงไม่กระทาบาปกรรม
ในข้อนั้นมีความอุปมาดังต่อไปนี้ :-
เหมือนอย่างว่า ในก้อนเหล็ก ๒ ก้อน ก้อนหนึ่งเย็นแต่เปื้อนคูถ
7
ก้อนหนึ่งร้อนไฟติดโพลง. ในก้อนเหล็ก ๒ ก้อนนั้น
บัณฑิตเกลียดไม่จับก้อนเย็นเพราะก้อนเย็นเปื้อนคูถ
ไม่จับก้อนร้อนเพราะกลัวไฟไหม้ ฉันใด. ในข้อที่ว่าด้วยหิริและโอตตัปปะนั้น
ก็ฉันนั้น.
พึงทราบการหยั่งลงสู่ลัชชีธรรม อันเป็ นภายใน แล้วไม่ทาบาปกรรม
เหมือนบัณฑิตเกลียดก้อนเหล็กเย็นที่เปื้อนคูถ จึงไม่จับ
และพึงทราบการไม่ทาบาป เพราะกลัวภัยในอบาย
เหมือนการที่บัณฑิตไม่จับก้อนเหล็กร้อน เพราะกลัวไหม้ ฉะนั้น.
แม้บททั้งสองนี้ที่ว่า หิริมีลักษณะยาเกรง โอตตัปปะมีลักษณะกลัว
โทษและเห็นภัย ดังนี้ ย่อมปรากฏเฉพาะในการงดเว้นจากบาปเท่านั้น.
จริงอยู่ คนบางคนยังหิริอันมีลักษณะยาเกรง ให้เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๔
ประการ คือ
พิจารณาถึงความเป็ นใหญ่โดยชาติ ๑
พิจารณาถึงความเป็ นใหญ่แห่งพระศาสดา ๑
พิจารณาถึงความเป็ นใหญ่โดยทรัพย์มรดก ๑ และ
พิจารณาถึงความเป็ นใหญ่แห่งเพื่อนพรหมจารี ๑
แล้วไม่ทาบาป.
คนบางคนยังโอตตัปปะอันมีลักษณะกลัวโทษ และมักเห็นภัย
ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ ภัยในการติเตียนตน ๑
ภัยในการที่คนอื่นติเตียน ๑ ภัยคืออาชญา ๑ และภัยในทุคติ ๑ แล้วไม่ทาบาป.
เทพมี ๓ ประเภท คือ สมมติเทพ ๑ อุปบัติเทพ ๑ และวิสุทธิเทพ ๑.
บรรดาเทพเหล่านั้น พระราชาและพระราชกุมารเป็ นต้น
ชื่อว่าสมมติเทพ เพราะชาวโลกสมมติว่าเป็นเทพ
จาเดิมแต่ครั้งพระมหาสมมติราช. เทวดาผู้อุปบัติในเทวโลก ชื่อว่าอุปบัติเทพ.
พระขีณาสพ ชื่อว่าวิสุทธิเทพ.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า พระราชา พระราชเทวี พระราชกุมาร
ชื่อว่าสมมติเทพ. เทพสูงๆ ขึ้นไปตั้งแต่ภุมมเทวดาไป ชื่อว่าอุปบัติเทพ.
พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพ ชื่อว่าวิสุทธิเทพ.
ธรรมของเทพเหล่านี้ ชื่อว่าเทวธรรม.
กุศลธรรมทั้งหลายมีหิริโอตตัปปะเป็นมูล ชื่อว่าเป็นธรรมของเทพทั้ง
๓ ประเภทเหล่านี้ เพราะอรรถว่า เป็ นเหตุแห่งกุศลสัมปทา
แห่งการเกิดในเทวโลก และแห่งความหมดจด เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเทวธรรม
แม้บุคคลผู้ประกอบด้วยเทวธรรมเหล่านั้น ก็เป็นผู้มีเทวธรรม เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมเหล่านั้น
ด้วยเทศนาอันเป็ นบุคคลาธิษฐาน จึงตรัสว่า สัปบุรุษผู้สงบระงับ เรียกว่า
8
ผู้มีเทวธรรมในโลก.
ยักษ์ ครั้นได้ฟังธรรมเทศนานี้ มีความเลื่อมใส
จึงกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนบัณฑิต เราเลื่อมใสท่าน จะให้น้องชายคนหนึ่ง
จะให้นาคนไหนมา.
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่านจงนาน้องชายคนเล็กมา.
ยักษ์กล่าวว่า ดูก่อนบัณฑิต ท่านรู้แต่เทวธรรมอย่างเดียวเท่านั้น
แต่ไม่ประพฤติในเทวธรรมเหล่านั้น.
พระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า เพราะเหตุไร?
ยักษ์กล่าวว่า เพราะเหตุที่ท่านเว้นพี่ชายเสีย ให้นาน้องชายมา
ชื่อว่าไม่กระทากรรมของผู้อ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุด.
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนยักษ์ เรารู้เทวธรรมทีเดียว
และประพฤติในเทวธรรมเหล่านั้น เพราะว่า เราทั้งหลายเข้าป่านี้
เพราะอาศัยน้องชายนี้ ด้วยว่า พระมารดาของน้องชายนี้
ทูลขอราชสมบัติกะพระบิดาของพวกเรา เพื่อประโยชน์แก่น้องชายนี้
แต่พระบิดาของพวกเราไม่ให้พรนั้น เพื่อจะทรงอนุรักษ์พวกเรา
จึงทรงอนุญาตการอยู่ป่า. พระกุมารนั้นติดตามมากับพวกเรา.
แม้เมื่อพวกเรากล่าวว่า ยักษ์ในป่ากินพระกุมารนั้นเสียแล้ว ใครๆ จักไม่เชื่อ
ด้วยเหตุนั้น เรากลัวแต่ภัย คือการครหา จึงให้นาน้องชายคนเล็กนั้น นั่นแหละมา.
ยักษ์มีจิตเลื่อมใสให้สาธุการแก่พระโพธิสัตว์ว่า สาธุ สาธุ ท่านบัณฑิต
ท่านรู้เทวธรรม ทั้งปฏิบัติในเทวธรรมเหล่านั้น ดังนี้แล้ว จึงได้นาน้องชาย
แม้ทั้งสองคนมาให้.
ลาดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสกะยักษ์นั้นว่า สหาย
ท่านบังเกิดเป็นยักษ์มีเนื้อและเลือดของคนอื่นเป็ นภักษา
เพราะบาปกรรมที่ตนทาไว้ในชาติก่อน บัดนี้ ท่านยังกระทาบาปนั่นแลซ้าอีก
ด้วยว่า บาปกรรมจักไม่ไห้พ้นจากนรก เป็ นต้น เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้ไป
ท่านจงละบาปแล้วกระทาแต่กุศล. ก็แหละได้สามารถทรมานยักษ์นั้น.
พระโพธิสัตว์นั้น ครั้นทรมานยักษ์นั้นแล้ว
เป็ นผู้อันยักษ์นั้นจัดแจงการอารักขาอยู่ในที่นั้น นั่นแล. วันหนึ่ง แลดูนักขัตฤกษ์
รู้ว่าพระชนกสวรรคต จึงพายักษ์ไปเมืองพาราณสี ยึดราชสมบัติ
ประทานตาแหน่งอุปราชแก่พระจันทกุมาร
ประทานตาแหน่งเสนาบดีแก่สุริยกุมาร ให้สร้างที่อยู่ในที่อันน่ารื่นรมย์ให้แก่ยักษ์
ได้ทรงกระทาโดยประการที่ยักษ์นั้นได้บูชาอันเลิศ ดอกไม้อันเลิศ
ของหอมอันเลิศ ผลไม้อันเลิศและภัตอันเลิศ.
พระโพธิสัตว์ครองราชสมบัติโดยธรรม ได้เสด็จไปตามยถากรรมแล้ว.
พระศาสดา
9
ครั้นทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ
ภิกษุนั้นดารงอยู่ในโสดาปัตติผล. แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่อง ๒
เรื่องสืบอนุสนธิต่อกันไป แล้วทรงประชุมชาดกว่า
ผีเสื้อน้าในครั้งนั้น ได้เป็ นภิกษุผู้มีภัณฑะมาก ในบัดนี้
สุริยกุมารได้เป็น พระอานนท์
จันทกุมารได้เป็ น พระสารีบุตร
ส่วนมหิสสาสกุมารผู้เป็นเชฏฐา ได้เป็น เราผู้ตถาคต แล.
จบอรรถกถาเทวธรรมชาดกที่ ๖
-----------------------------------------------------

006 เทวธัมมชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 เทวธัมมชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๖. เทวธัมมชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๖) ว่าด้วยธรรมของเทวดา (พระโพธิสัตว์กล่าวว่า) [๖] บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ ตั้งมั่นอยู่ในสุกกธรรม (กุศลธรรม) เป็นผู้สงบระงับ เป็ นคนดีงาม ท่านเรียกว่า ผู้มีเทวธรรมในโลก เทวธัมมชาดกที่ ๖ จบ ---------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค เทวธรรมชาดก ว่าด้วยธรรมของเทวดา พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้มีภัณฑะมาก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้. ได้ยินว่า กุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง เมื่อภรรยาตายก็บวช กุฎุมพีนั้น เมื่อจะบวชได้ให้ทาบริเวณ โรงไฟและห้องเก็บสิ่งของ ทาห้องเก็บสิ่งของให้เต็มด้วยเนยใสและข้าวสารเป็นต้นสาหรับตน แล้วจึงบวช ก็แหละครั้นบวชแล้วให้เรียกทาสของตนมา ให้หุงต้มอาหารตามชอบใจ แล้วจึงบริโภค และได้เป็นผู้มีบริขารมาก. ในเวลากลางคืน มีผ้านุ่งและผ้าห่มผืนหนึ่ง เวลากลางวัน มีอีกผืนหนึ่งอยู่ท้ายวิหาร. วันหนึ่ง เมื่อภิกษุนั้นนาจีวรและเครื่องปูลาดเป็ นต้น ออกมาคลี่ตากไว้ในบริเวณ ภิกษุชาวชนบทมากด้วยกัน เที่ยวจาริกไปตามเสนาสนะ ไปถึงบริเวณ เห็นจีวรเป็นต้น จึงถามว่า จีวรเป็นต้นเหล่านี้ของใคร? ภิกษุนั้นกล่าวว่า ของผมครับ ท่านผู้มีอายุ. ภิกษุเหล่านั้นถามว่า จีวรนี้ก็ดี ผ้านุ่งนี้ก็ดี เครื่องลาดนี้ก็ดี ทั้งหมดเป็นของท่านเท่านั้นหรือ? ภิกษุนั้นกล่าวว่า ขอรับ เป็ นของผมเท่านั้น. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไตรจีวร มิใช่หรือ. ท่านบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้มักน้อยอย่างนี้ เกิดเป็นผู้มีบริขารมากอย่างนี้ มาเถิดท่าน พวกเราจักนาไปยังสานักของพระทศพล แล้วได้พาภิกษุนั้นไปยังสานักของพระศาสดา พอทรงเห็นภิกษุนั้นเท่านั้น จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเป็นผู้พาภิกษุผู้ไม่ปรารถนานั้นแล มาแล้วหรือ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้มีภัณฑะมากมีบริขารมาก
  • 2.
    2 พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอมีภัณฑะมาก จริงหรือ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ก็เพราะเหตุไร เธอจึงเป็นผู้มีภัณฑะมาก เรากล่าวคุณของความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้สันโดษ ความสงัด และการปรารภความเพียร มิใช่หรือ. ภิกษุนั้นได้ฟังพระดารัสของพระศาสดา ก็โกรธคิดว่า บัดนี้ เราจักเที่ยวไปโดยทานองนี้ จึงทิ้งผ้าห่ม มีจีวรผืนเดียว ยืนอยู่ในท่ามกลางบริษัท. ลาดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงอุปถัมภ์ภิกษุนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อก่อน แม้ในกาล เมื่อเป็ นผีเสื้อน้าผู้แสวงหาหิริโอตตัปปะ เธอแสวงหาหิริโอตตัปปะอยู่ถึง ๑๒ ปี เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ในบัดนี้ เธอบวชในพระพุทธศาสนา อันเป็ นที่เคารพอย่างนี้ จึงทิ้งผ้าห่มในท่ามกลางบริษัท ละหิริโอตตัปปะ ยืนอยู่เล่า. ภิกษุนั้นได้ฟังพระดารัสของพระศาสดา ได้ยังหิริโอตตัปปะให้กลับตั้งขึ้น จึงห่มจีวรนั้น แล้วถวายบังคมพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงยังเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทาเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปราก ฏ ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระนามว่า พรหมทัต ในนครพาราณสี ในแคว้นกาสี. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น เมื่อครบทศมาส พระนางประสูติพระโอรส. ในวันเฉลิมพระนามของพระโอรสนั้น พระญาติทั้งหลายได้ตั้งพระนามว่า มหิสสาสกุมาร. ในกาลที่พระกุมารนั้นทรงวิ่งเล่นได้ พระโอรสองค์อื่นก็ประสูติ พระญาติทั้งหลายตั้งพระนามของพระโอรสนั้นว่า จันทกุมาร. ในเวลาที่พระจันทกุมารนั้นทรงวิ่งเล่นได้ พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็สวรรคต พระราชาทรงตั้งพระสนมอื่นไว้ในตาแหน่งพระอัครมเหสี. พระอัครมเหสีนั้นได้เป็นที่รักเป็นที่โปรดปรานของพระราชา. พระอัครมเหสี แม้นั้นทรงอาศัยการอยู่ร่วมกัน ก็ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง. พระญาติทั้งหลายได้ตั้งพระนามของพระโอรสนั้นว่า สุริยกุมาร. พระราชาทรงเห็นพระโอรส แล้วมีพระหฤทัยยินดี ตรัสว่า นางผู้เจริญ
  • 3.
    3 เราให้พรแก่บุตรของเธอ. พระเทวีเก็บไว้จะรับเอาในเวลาต้องการพรนั่น. เมื่อพระโอรสเจริญวัยแล้ว พระนางกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพในกาลที่พระโอรสของหม่อมฉันประสูติ พระองค์ทรงประทานพรไว้มิใช่หรือ ขอพระองค์จงประทานราชสมบัติแก่พระโอรสของหม่อมฉัน. พระราชาทรงห้ามว่า พระโอรสสองพระองค์ของเรา รุ่งเรืองอยู่เหมือนกองเพลิง เราไม่อาจให้ราชสมบัติแก่โอรสของเธอ ทรงเห็นพระนางอ้อนวอนอยู่บ่อยๆ ทรงพระดาริว่า พระนางนี้จะพึงคิด แม้กรรมอันลามกแก่โอรสทั้งหลายของเรา จึงรับสั่งให้เรียกพระโอรสทั้งสองมา แล้วตรัสว่า พ่อทั้งสอง ในเวลาที่สุริยกุมารประสูติ พ่อได้ให้พรไว้ บัดนี้ มารดาของสุริยกุมารนั้นทูลขอราชสมบัติ พ่อไม่ประสงค์จะให้แก่สุริยกุมารนั้น ธรรมดามาตุคามผู้ลามกจะพึงคิดแม้สิ่งอันลามกแก่พวกเจ้า เจ้าทั้งสองต้องเข้าป่า ต่อเมื่อพ่อล่วงไปแล้ว จงครองราชสมบัติในนครอันเป็ นของมีอยู่ของตระกูล แล้วทรงกันแสง คร่าครวญจุมพิตที่ศีรษะ แล้วทรงส่งไป. สุริยกุมารทรงเล่นอยู่ที่พระลานหลวง เห็นพระโอรสทั้งสองนั้นถวายบังคมพระราชบิดาแล้วลงจากปราสาท ทรงเห็นเหตุนั้น จึงคิดว่า แม้เราก็จักไปกับพระเจ้าพี่ทั้งสอง จึงออกไปพร้อมกับพระโอรสทั้งสองนั้นเอง พระโอรสเหล่านั้นเสด็จเข้าไปยังป่าหิมพานต์. พระโพธิสัตว์แวะลงข้างทาง ประทับนั่งที่โคนไม้ เรียกสุริยกุมารมาว่า พ่อสุริยะ เจ้าจะไปยังสระนั้น อาบและดื่มแล้ว จงเอาใบบัวห่อน้าดื่มมา แม้เพื่อเราทั้งสอง. ก็สระนั้นเป็ นสระที่ผีเสื้อน้าตนหนึ่ง ได้พรจากสานักของท้าวเวสวัณ. ท้าวเวสวัณตรัสกะผีเสื้อน้านั้นว่า เจ้าจะได้กินคนที่ลงยังสระนี้ ยกเว้นคนที่รู้เทวธรรมเท่านั้น เจ้าจะไม่ได้กิน คนที่ไม่ได้ลง. ตั้งแต่นั้น รากษสนั้นจึงถามเทวธรรมกะคนที่ลงสระนั้น แล้วกินคนที่ไม่รู้เทวธรรม. ลาดับนั้นแล สุริยกุมารไปยังสระนั้น ไม่ได้พิจารณาเลยลงไปอยู่. ลาดับนั้น รากษสนั้นจับสุริยกุมารนั้น แล้วถามว่า ท่านรู้เทวธรรมหรือ? สุริยกุมารนั้นกล่าวว่า เออ ฉันรู้ พระจันทร์และพระอาทิตย์ ชื่อว่าเทวธรรม. ลาดับนั้น รากษสนั้นจึงกล่าวกะสุริยกุมารนั้นว่า ท่านไม่รู้จักเทวธรรม แล้วพาดาไปพักไว้ในที่อยู่ของตน. ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นสุริยกุมารนั้นชักช้าอยู่ จึงส่งจันทกุมารไป แม้รากษสก็จับจันทกุมารนั้น แล้วถามว่า ท่านรู้เทวธรรมไหม? จันทกุมารกล่าวว่า เออ ฉันรู้ ทิศทั้ง ๔ ชื่อว่าเทวธรรม. รากษสกล่าวว่า ท่านไม่รู้เทวธรรม แล้วพาจันทกุมารแม้นั้น ไปไว้ในที่อยู่ของตนนั้นนั่นแหละ.
  • 4.
    4 เมื่อจันทกุมารล่าช้าอยู่ พระโพธิสัตว์คิดว่าอันตรายอย่างหนึ่งจะพึงมี. จึงเสด็จไปที่สระนั้นด้วยพระองค์เอง เห็นรอยเท้าลงของพระอนุชาแม้ทั้งสอง จึงดาริว่าสระนี้คงเป็ นสระที่รากษสหวงแหน จึงได้สอดพระขรรค์ถือธนู ยืนอยู่. ผีเสื้อน้าเห็นพระโพธิสัตว์ไม่ลงน้า จึงแปลงเป็นเหมือนบุรุษผู้ทางานในป่า กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านเหน็ดเหนื่อยในหนทาง เพราะเหตุไรจึงไม่ลงสระนี้ อาบดื่ม กินเหง้าบัว ประดับดอกไม้ไปตามสบาย. พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น รู้ว่าผู้นี้จักเป็นยักษ์ จึงกล่าวว่า ท่านจับน้องชายของเรามาหรือ. ผีเสื้อน้ากล่าวว่า เออ เราจับมา. พระโพธิสัตว์ถามว่า เพราะเหตุไร. ผีเสื้อน้ากล่าวว่า เราย่อมได้คนผู้ลงยังสระนี้. พระโพธิสัตว์ถามว่า ท่านย่อมได้ทั้งหมดทีเดียวหรือ? ผีเสื้อน้ากล่าวว่า เราได้ทั้งหมด ยกเว้นคนที่รู้เทวธรรม. พระโพธิสัตว์นั้นตรัสถามว่า ท่านมีความต้องการเทวธรรมหรือ? ผีเสื้อน้ากล่าวว่า เออมีความต้องการ. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น เราจักบอกเทวธรรมแก่ท่าน. ผีเสื้อน้ากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงบอก เราจักฟังเทวธรรม. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า แต่เรามีตัวสกปรก. ยักษ์จึงให้พระโพธิสัตว์อาบน้า ให้ดื่มน้า ให้ประดับดอกไม้ให้ลูบไล้ของหอม ได้ลาดบัลลังก์ให้ ในท่ามกลางปะรา ที่ประดับแล้ว. พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนอาสนะ ให้ยักษ์นั่งแทบเท้า แล้วตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเงี่ยโสตฟังพระธรรมโดยเคารพ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า สัปบุรุษผู้สงบระงับ ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันขาว ท่านเรียกว่า ผู้มีเทวธรรมในโลก. บรรดาหิริและโอตตัปปะเหล่านั้น ที่ชื่อว่าหิริ เพราะละอายแต่กายทุจริตเป็นต้น คาว่า หิริ นี้เป็นชื่อของความละอาย. ที่ชื่อว่าโอตตัปปะ เพราะกลัวแต่กายทุจริตเป็นต้นนั้นนั่นแหละ คาว่า โอตตัปปะนี้ เป็นชื่อของความกลัวแต่บาป. บรรดาหิริและโอตตัปปะนั้น หิริมีสมุฏฐานที่ตั้งขึ้นภายใน โอตตัปปะมีสมุฏฐานที่ตั้งขึ้นภายนอก. หิริมีตนเป็ นใหญ่ โอตตัปปะมีโลกเป็นใหญ่ หิริดารงอยู่ในสภาวะอันน่าละอาย โอตตัปปะดารงอยู่ในสภาวะอันน่ากลัว หิริมีลักษณะยาเกรง โอตตัปปะมีลักษณะโทษและเห็นภัย บรรดาหิริและโอตตัปปะนั้น
  • 5.
    5 บุคคลย่อมยังหิริอันมีสมุฏฐานเป็ นภายใน ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ๔ ประการ เพราะพิจารณาถึงชาติกาเนิด ๑ พิจารณาถึงวัย ๑ พิจารณาถึงความกล้าหาญ ๑ พิจารณาถึงความเป็นพหูสูต ๑. อย่างไร? บุคคลพิจารณาถึงชาติกาเนิดก่อน อย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทาบาปนี้ ไม่เป็ นกรรมของคนผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ เป็นกรรมของคนผู้มีชาติต่า มีพรานเบ็ดเป็นต้นจะพึงกระทา. บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเช่นท่าน ไม่ควรกระทากรรมนี้ แล้วไม่ทาบาปมีปาณาติบาตเป็ นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น. อนึ่ง บุคคลพิจารณาถึงวัย อย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทาบาปนี้ เป็นกรรมที่คนหนุ่มๆ พึงกระทา กรรมนี้อันคนผู้ตั้งอยู่ในวัย เช่นท่านไม่ควรกระทา แล้วไม่กระทาบาปมีปาณาติบาตเป็ นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น. แม้อนึ่ง บุคคลพิจารณาถึงความเป็ นผู้กล้าหาญ อย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทาบาปนี้ เป็นกรรมของคนผู้มีชาติอ่อนแอ กรรมนี้บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยความกล้าหาญเช่นท่าน ไม่ควรกระทา แล้วไม่กระทาบาปมีปาณาติบาตเป็ นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น. อนึ่ง บุคคลพิจารณาความเป็ นพหูสูต อย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทาบาปนี้เป็นกรรมของคนอันธพาล กรรมนี้อันคนผู้เป็นพหูสูต เป็ นบัณฑิตเช่นท่าน ไม่ควรกระทา แล้วไม่กระทาบาปมีปาณาติบาตเป็ นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น. บุคคลชื่อว่ายังหิริ อันมีสมุฏฐานภายในให้ตั้งขึ้น ด้วยเหตุ ๔ ประการอย่างนี้. ก็แหละครั้นให้ตั้งขึ้นแล้ว ยังหิริให้เข้าไปในจิต ไม่กระทาบาปด้วยตน หิริย่อมชื่อว่ามีสมุฏฐานภายใน อย่างนี้. โอตตัปปะ ชื่อว่ามีสมุฏฐานภายนอกอย่างไร? บุคคลพิจารณาว่า ถ้าท่านจักทาบาปไซร้ ท่านจักเป็นผู้ถูกติเตียนในบริษัท ๔ และว่า วิญญูชนทั้งหลายจักติเตียนท่านเหมือนชาวเมืองติเตียนของไม่สะอาด. ดูก่อนภิกษุ ท่านอันผู้มีศีลทั้งหลายเว้นห่างแล้ว จักกระทาอย่างไร ดังนี้. ย่อมไม่กระทาบาปกรรม เพราะโอตตัปปะอันตั้งขึ้นภายนอก. โอตตัปปะย่อมชื่อว่ามีสมุฏฐานภายนอกอย่างนี้. หิริชื่อว่ามีตนเป็นใหญ่อย่างไร กุลบุตรบางคนในโลกนี้ กระทาตนให้เป็นใหญ่ ให้เป็นหัวหน้า ไม่กระทาบาปด้วยคิดว่า บุคคลผู้บวชด้วยศรัทธา เป็นพหูสูต มีวาทะ [คือสอน]
  • 6.
    6 ในการกาจัดกิเลสเช่นท่าน ไม่ควรกระทาบาปกรรม หิริย่อมชื่อว่ามีตนเป็ นใหญ่อย่างนี้. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลนั้นกระทาตนนั่นแหละให้เป็นใหญ่ ละอกุศล เจริญกุศล ละธรรมที่มีโทษ เจริญธรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้หมดจดอยู่. โอตตัปปะชื่อว่ามีโลกเป็นใหญ่อย่างไร? กุลบุตรบางคนในโลกนี้ กระทาโลกให้เป็นใหญ่ ให้เป็นหัวหน้า แล้วไม่กระทาบาปกรรม สมดังที่ตรัสไว้ว่า ก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่แล อนึ่ง สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่น อยู่ในโลกสันนิวาสอันใหญ่แล สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเห็นในที่ไกลบ้าง เห็นในที่ใกล้บ้าง รู้จิตด้วยจิตบ้าง สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ย่อมรู้เราอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้ เขามีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็ นบรรพชิต เกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามกอยู่. เทวดาทั้งหลายผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่นมีอยู่ แม้เทวดาเหล่านั้น ย่อมเห็นแต่ที่ไกลบ้าง ย่อมเห็นในที่ใกล้บ้าง ย่อมรู้ใจด้วยใจบ้าง แม้เทวดาเหล่านั้นก็จักรู้เราว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้ เขามีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็ นบรรพชิตไม่มีเรือน เกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามกอยู่ เขากระทาโลกนั่นแลให้เป็ นใหญ่ ละอกุศล เจริญกุศล ละธรรมอันมีโทษ เจริญธรรมอันไม่มีโทษ บริหารตนให้หมดจดอยู่. โอตตัปปะย่อมชื่อว่ามีโลกเป็นใหญ่อย่างนี้. ก็ในคาว่า หิริตั้งอยู่ในสภาวะน่าละอาย โอตตัปปะตั้งอยู่ในสภาวะน่ากลัวนี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- อาการละอาย ชื่อว่า ความละอาย หิริตั้งอยู่โดยสภาวะอันนั้น. ความกลัวแต่อบาย ชื่อว่า ภัย โอตตัปปะตั้งอยู่โดยสภาวะอันนั้น. หิริและโอตตัปปะแม้ทั้งสองนั้น ย่อมปรากฏในการงดเว้นจากบาป. จริงอยู่ บุคคลบางคนก้าวลงสู่ธรรม คือความละอายอันเป็นภายใน ไม่กระทาบาปกรรม เหมือนกุลบุตร เมื่อจะถ่ายอุจจาระปัสสาวะเป็นต้น เห็นคนหนึ่งอันควรจะละอาย พึงเป็ นผู้ถึงอาการละอาย ถูกอุจจาระปัสสาวะบีบคั้นจนอาจมเล็ด ก็ถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ ฉะนั้น บุคคลบางคนกลัวภัยในอบาย จึงไม่กระทาบาปกรรม ในข้อนั้นมีความอุปมาดังต่อไปนี้ :- เหมือนอย่างว่า ในก้อนเหล็ก ๒ ก้อน ก้อนหนึ่งเย็นแต่เปื้อนคูถ
  • 7.
    7 ก้อนหนึ่งร้อนไฟติดโพลง. ในก้อนเหล็ก ๒ก้อนนั้น บัณฑิตเกลียดไม่จับก้อนเย็นเพราะก้อนเย็นเปื้อนคูถ ไม่จับก้อนร้อนเพราะกลัวไฟไหม้ ฉันใด. ในข้อที่ว่าด้วยหิริและโอตตัปปะนั้น ก็ฉันนั้น. พึงทราบการหยั่งลงสู่ลัชชีธรรม อันเป็ นภายใน แล้วไม่ทาบาปกรรม เหมือนบัณฑิตเกลียดก้อนเหล็กเย็นที่เปื้อนคูถ จึงไม่จับ และพึงทราบการไม่ทาบาป เพราะกลัวภัยในอบาย เหมือนการที่บัณฑิตไม่จับก้อนเหล็กร้อน เพราะกลัวไหม้ ฉะนั้น. แม้บททั้งสองนี้ที่ว่า หิริมีลักษณะยาเกรง โอตตัปปะมีลักษณะกลัว โทษและเห็นภัย ดังนี้ ย่อมปรากฏเฉพาะในการงดเว้นจากบาปเท่านั้น. จริงอยู่ คนบางคนยังหิริอันมีลักษณะยาเกรง ให้เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ พิจารณาถึงความเป็ นใหญ่โดยชาติ ๑ พิจารณาถึงความเป็ นใหญ่แห่งพระศาสดา ๑ พิจารณาถึงความเป็ นใหญ่โดยทรัพย์มรดก ๑ และ พิจารณาถึงความเป็ นใหญ่แห่งเพื่อนพรหมจารี ๑ แล้วไม่ทาบาป. คนบางคนยังโอตตัปปะอันมีลักษณะกลัวโทษ และมักเห็นภัย ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ ภัยในการติเตียนตน ๑ ภัยในการที่คนอื่นติเตียน ๑ ภัยคืออาชญา ๑ และภัยในทุคติ ๑ แล้วไม่ทาบาป. เทพมี ๓ ประเภท คือ สมมติเทพ ๑ อุปบัติเทพ ๑ และวิสุทธิเทพ ๑. บรรดาเทพเหล่านั้น พระราชาและพระราชกุมารเป็ นต้น ชื่อว่าสมมติเทพ เพราะชาวโลกสมมติว่าเป็นเทพ จาเดิมแต่ครั้งพระมหาสมมติราช. เทวดาผู้อุปบัติในเทวโลก ชื่อว่าอุปบัติเทพ. พระขีณาสพ ชื่อว่าวิสุทธิเทพ. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า พระราชา พระราชเทวี พระราชกุมาร ชื่อว่าสมมติเทพ. เทพสูงๆ ขึ้นไปตั้งแต่ภุมมเทวดาไป ชื่อว่าอุปบัติเทพ. พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพ ชื่อว่าวิสุทธิเทพ. ธรรมของเทพเหล่านี้ ชื่อว่าเทวธรรม. กุศลธรรมทั้งหลายมีหิริโอตตัปปะเป็นมูล ชื่อว่าเป็นธรรมของเทพทั้ง ๓ ประเภทเหล่านี้ เพราะอรรถว่า เป็ นเหตุแห่งกุศลสัมปทา แห่งการเกิดในเทวโลก และแห่งความหมดจด เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเทวธรรม แม้บุคคลผู้ประกอบด้วยเทวธรรมเหล่านั้น ก็เป็นผู้มีเทวธรรม เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมเหล่านั้น ด้วยเทศนาอันเป็ นบุคคลาธิษฐาน จึงตรัสว่า สัปบุรุษผู้สงบระงับ เรียกว่า
  • 8.
    8 ผู้มีเทวธรรมในโลก. ยักษ์ ครั้นได้ฟังธรรมเทศนานี้ มีความเลื่อมใส จึงกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่าดูก่อนบัณฑิต เราเลื่อมใสท่าน จะให้น้องชายคนหนึ่ง จะให้นาคนไหนมา. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่านจงนาน้องชายคนเล็กมา. ยักษ์กล่าวว่า ดูก่อนบัณฑิต ท่านรู้แต่เทวธรรมอย่างเดียวเท่านั้น แต่ไม่ประพฤติในเทวธรรมเหล่านั้น. พระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า เพราะเหตุไร? ยักษ์กล่าวว่า เพราะเหตุที่ท่านเว้นพี่ชายเสีย ให้นาน้องชายมา ชื่อว่าไม่กระทากรรมของผู้อ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุด. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนยักษ์ เรารู้เทวธรรมทีเดียว และประพฤติในเทวธรรมเหล่านั้น เพราะว่า เราทั้งหลายเข้าป่านี้ เพราะอาศัยน้องชายนี้ ด้วยว่า พระมารดาของน้องชายนี้ ทูลขอราชสมบัติกะพระบิดาของพวกเรา เพื่อประโยชน์แก่น้องชายนี้ แต่พระบิดาของพวกเราไม่ให้พรนั้น เพื่อจะทรงอนุรักษ์พวกเรา จึงทรงอนุญาตการอยู่ป่า. พระกุมารนั้นติดตามมากับพวกเรา. แม้เมื่อพวกเรากล่าวว่า ยักษ์ในป่ากินพระกุมารนั้นเสียแล้ว ใครๆ จักไม่เชื่อ ด้วยเหตุนั้น เรากลัวแต่ภัย คือการครหา จึงให้นาน้องชายคนเล็กนั้น นั่นแหละมา. ยักษ์มีจิตเลื่อมใสให้สาธุการแก่พระโพธิสัตว์ว่า สาธุ สาธุ ท่านบัณฑิต ท่านรู้เทวธรรม ทั้งปฏิบัติในเทวธรรมเหล่านั้น ดังนี้แล้ว จึงได้นาน้องชาย แม้ทั้งสองคนมาให้. ลาดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสกะยักษ์นั้นว่า สหาย ท่านบังเกิดเป็นยักษ์มีเนื้อและเลือดของคนอื่นเป็ นภักษา เพราะบาปกรรมที่ตนทาไว้ในชาติก่อน บัดนี้ ท่านยังกระทาบาปนั่นแลซ้าอีก ด้วยว่า บาปกรรมจักไม่ไห้พ้นจากนรก เป็ นต้น เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้ไป ท่านจงละบาปแล้วกระทาแต่กุศล. ก็แหละได้สามารถทรมานยักษ์นั้น. พระโพธิสัตว์นั้น ครั้นทรมานยักษ์นั้นแล้ว เป็ นผู้อันยักษ์นั้นจัดแจงการอารักขาอยู่ในที่นั้น นั่นแล. วันหนึ่ง แลดูนักขัตฤกษ์ รู้ว่าพระชนกสวรรคต จึงพายักษ์ไปเมืองพาราณสี ยึดราชสมบัติ ประทานตาแหน่งอุปราชแก่พระจันทกุมาร ประทานตาแหน่งเสนาบดีแก่สุริยกุมาร ให้สร้างที่อยู่ในที่อันน่ารื่นรมย์ให้แก่ยักษ์ ได้ทรงกระทาโดยประการที่ยักษ์นั้นได้บูชาอันเลิศ ดอกไม้อันเลิศ ของหอมอันเลิศ ผลไม้อันเลิศและภัตอันเลิศ. พระโพธิสัตว์ครองราชสมบัติโดยธรรม ได้เสด็จไปตามยถากรรมแล้ว. พระศาสดา
  • 9.
    9 ครั้นทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดารงอยู่ในโสดาปัตติผล.แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่อง ๒ เรื่องสืบอนุสนธิต่อกันไป แล้วทรงประชุมชาดกว่า ผีเสื้อน้าในครั้งนั้น ได้เป็ นภิกษุผู้มีภัณฑะมาก ในบัดนี้ สุริยกุมารได้เป็น พระอานนท์ จันทกุมารได้เป็ น พระสารีบุตร ส่วนมหิสสาสกุมารผู้เป็นเชฏฐา ได้เป็น เราผู้ตถาคต แล. จบอรรถกถาเทวธรรมชาดกที่ ๖ -----------------------------------------------------