ความหมายของวิทยาศาสตร์
      คาว่า วิทยาศาสตร์ ตรงกับคาภาษาอังกฤษว่า "Science" ซึ่ งมาจากศัพท์ภาษาลาตินว่า "Scientia" แปลว่า ความรู ้
(Knowledge) ได้มีผให้ความหมายไว้หลากหลายดังนี้
                           ู้
                                                                                           ่
      ผดุงยศ ดวงมาลา (2523 : 1) กล่าวว่า ถ้าจะให้นิยามความหมายของวิทยาศาสตร์ วา "ความรู้" ตามความหมายที่
แปลมาจากภาษาลาติน ดูเหมือนว่าจะมีความหมายที่ส้ ันและแคบจนเกินไป เพราะธรรมชาติหรื อแก่นสารที่แท้จริ ง
ของวิทยาศาสตร์ น้ นไม่ได้หมายถึงความรู ้เนื้ อหาวิทยาศาสตร์ แต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร์
                       ั
และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ดวย ซึ่ งหมายความว่าในการเรี ยนวิทยาศาสตร์ น้ นผูเ้ รี ยนจะต้องได้ท้ งตัวความรู ้
                                    ้                                          ั                    ั
วิทยาศาสตร์ วิธีการ และเจตคติวทยาศาสตร์ ไปพร้อม ๆ กัน
                                      ิ
      พัชราภรณ์ พสุ วต (2522 : 3) อธิ บายว่า วิทยาศาสตร์ คือ วิชาที่มีเนื้อหาสาระซึ่ งเป็ นเรื่ องราวของสิ่ งแวดล้อม
                              ั
ปรากฎการณ์ธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ได้รวบรวมความจริ ง (facts) เหล่านั้นเพื่อนามาประมวลเป็ นความรู ้ (knowledge)
และตั้งเป็ นกฎเกณฑ์ (principles) ขึ้น
                                                                             ่
      ชานาญ เชาวกีรติพงศ์ . (2534 : 5) ได้ให้ความหมายของวิทยาศาสตร์ วาหมายถึง ความรู้ที่แสดงหรื อพิสูจน์ได้
ว่าถูกต้องเป็ นความจริ ง จัดไว้เป็ นหมวดหมู่ มีระเบียบและขั้นตอน สรุ ปได้เป็ นกฎเกณฑ์สากล เป็ นความรู้ที่ได้มา
โดยวิธีการที่เริ่ มต้นด้วยการสังเกต และ/หรื อ การจัดที่เป็ นระเบียบมีข้ นตอน และปราศจากอคติ ซึ่ งสอดคล้องกับ
                                                                        ั
การให้ความหมายของ The Columbia Encyclopedia (อ้างถึงใน สมจิต สวธนไพบูลย์ 2535 : 93) ซึ่ งอธิ บายว่า
วิทยาศาสตร์ เป็ นการรวบรวมความรู ้อย่างมีระบบ ความรู ้ที่ได้รวบรวมไว้น้ ี เป็ นความรู ้เกี่ยวกับปรากฏการณ์
ธรรมชาติ ความเจริ ญก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์ ที่เกิดขึ้นนั้น มิได้หมายถึงเฉพาะการรวบรวมข้อเท็จจริ งเพียงสภาพ
พลวัต หรื อมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและตามสภาพการกระตุนจากภายในหรื อจากสภาพภายนอก ความรู้ทาง
                                                                     ้
วิทยาศาสตร์ เกิดจากการสังเกตธรรมชาติและการวิเคราะห์วจย วิทยาศาสตร์จึงเป็ นสากลเพราะเป็ นปรากฏการณ์ทาง
                                                                ิั
ธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยหลักการเดียวกัน วิทยาศาสตร์ จึงไม่ถูกจากัดด้วยเวลา สถานที่ และวัฒนธรรม
      อีกท่านหนึ่งที่ได้ให้ความหมายของวิทยาศาสตร์ ไว้อย่างละเอียดและชัดเจน คือ มังกร ทองสุ ขดี (ม.ป.ป. : 1-2)
ว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู ้เกี่ยวกับธรรมชาติที่อยูรอบ ๆ ตัวเรา ซึ่ งมนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าสะสมมาตั้งแต่อดีต
                                                           ่
จนกระทังถึงปั จจุบน และจะศึกษาต่อไปในอนาคตอย่างไม่รู้จกจบสิ้ น มนุษย์ได้พยายามศึกษาเกี่ยวกับสิ่ งแวดล้อม
            ่            ั                                         ั
ว่า
      1. สิ่ งต่าง ๆ มีความเป็ นมาอย่างไร
      2. สิ่ งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไรบ้าง
      3. พัฒนาการของสิ่ งเหล่านั้นมีระเบียบแบบแผน หรื อมีหลักเกณฑ์อย่างไร และ
จะบังเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไร
      4. มนุษย์จะนาความรู ้ท้ งหลายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง
                                  ั
ยิงกว่านั้นวิทยาศาสตร์ ยงเป็ นความรู ้เกี่ยวกับข้อเท็จจริ งที่ทดสอบได้เป็ นความรู ้ที่มีขอบเขต มีระเบียบ กฎเกณฑ์
  ่                             ั
เป็ นความรู้ที่มีรากฐาน มาจาการสังเกต การจดบันทึก การตั้งสมมุติฐาน โดยใช้หลักฐานทางปรัชญา และ

เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                             หน้า 1
ตรรกศาสตร์ แล้วพยายามวัดหรื อหาค่าออกมาทั้งในด้านคุณค่า (นามธรรม) และปริ มาณ (รู ปธรรม) ถ้าจะเปรี ยบ
วิทยาศาสตร์ เสมือนต้นไม้ใหญ่แล้วรากแก้วที่สาคัญ 3 ราก คือ วิชาปรัชญา ตรรกศาสตร์ และคณิ ตศาสตร์
พร้อมกันนี้ สุ วฒก์ นิยมค้า (2531 : 105-107) ได้รวบรวมทัศนะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความหมายของวิทยาศาสตร์ จาก
                  ั
นักวิทยาศาสตร์ และนักการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ไว้ดงนี้ คือ      ั
       1. แนช (Nash) นักเคมีกล่าวว่า วิทยาศาสตร์ เป็ นวิถีทางอย่างหนึ่งของการเข้า
ไปสารวจโลก ซึ่งถือเป็ นการมองวิทยาศาสตร์ในฐานะกระบวนการ
       2. วิกเนอร์์ (Wigner) นักฟิ สิ กส์กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ คือ ความรู ้ของ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ได้สะสมไว้
ซึ่งถือเป็ นการมองวิทยาศาสตร์ในฐานะตัวความรู้
       3. บูเบ์้ (Bube) นักฟิ สิ กส์ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ คือ ความรู ้ของโลกธรรมชาติ
                                          ั
ซึ่ งได้มาโดยผ่านการปะทะสังสรรค์กบประสาทสัมผัส ซึ่ งถือเป็ นการมองวิทยาศาสตร์ ในฐานะตัวความรู ้กบ       ั
กระบวนการ โดยเน้นว่า กระบวนการที่ขาดไม่ได้ คือ การสังเกต
       4. ฟิ ชเชอร์ (Fischer) คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและคณิ ตศาสตร์
วิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอเนีย กล่าวว่า วิทยาศาสตร์คือ องค์ของความรู้ ซึ่งได้มาโดยวิธีการวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยการ
สังเกตเป็ นพื้นฐาน
       5. สแตฟฟอร์ ด และคณะ (Stafford and others) นักการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ได้ให้ความหมายของ
วิทยาศาสตร์ไว้ 6 ประการ ดังนี้ คือ
             5.1 วิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับการมีประสบการณ์ตรงกับปรากฏการณ์ของ
ธรรมชาติ (วัตถุและเหตุการณ์ที่แวดล้อมเราอยู) แล้วมีการรวบรวมรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับวัตถุและเหตุการณ์
                                                   ่
นั้น ๆ
             5.2 วิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับการจัดกระทาข้อมูลและการตีความหมาย
ข้อมูลที่ได้
             5.3 วิทยาศาสตร์ มีธรรมชาติเป็ นคู่แฝด ด้านหนึ่ งนั้นเป็ นการสะสมความรู ้ที่ได้ผานการทดลองแล้ว และอีก
                                                                                            ่
ด้านหนึ่งจะเป็ นวิธีการค้นหาความรู้
             5.4 วิทยาศาสตร์มีธรรมชาติที่ทาทายความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์
                                              ้
             5.5 วิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับความพยายาม ที่จะอธิ บายปรากฏการณ์ที่
เกิดขึ้น หรื ออธิบายกฎเกณฑ์ที่ได้จากปรากฏการณ์น้ น รวมทั้งการขยายความรู ้ให้กว้างออกไปเลยจากประสบการณ์
                                                          ั
ที่ได้รับ
             5.6 ความรู ้วทยาศาสตร์ ที่ได้รับเพิ่มนั้น มีลกษณะสื บต่อจากความรู ้เก่าที่มี
                          ิ                                 ั
คนค้นพบไว้แล้ว นักวิทยาศาสตร์ คนใหม่ จะอาศัยความรู้และความคิดของนักวิทยาศาสตร์ คนก่อน ๆ เป็ นบันได
ก้าวไปหาความรู ้ใหม่ต่อไป



เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                           หน้า 2
6. จาคอบสั นและเบอร์ กแมน (Jacobson & Bergman) ได้อธิบายธรรมชาติและ
                                ่
โครงสร้างของวิทยาศาสตร์ วา ประกอบด้วย 3 ส่ วน คือ
          6.1 ส่ วนที่เป็ นความจริ งพื้นฐาน ที่ไม่ตองพิสูจน์ (assumptions in science)
                                                    ้
          6.2 ส่ วนที่เป็ นวิธีการ และกระบวนการวิทยาศาสตร์ (methods and
processes of science)
          6.3 ส่ วนที่เป็ นตัวความรู ้ (broad generalizations of science)

จากการทีมีผ้ ูให้ ความหมายของวิทยาศาสตร์ ไว้ หลากหลายสรุ ปได้ 4 ประเด็นดังนี้ คือ
           ่
      1. จากความหมายของรากศัพท์ของวิทยาศาสตร์ จากภาษาลาติน หมายถึง
องค์ความรู ้ที่มีระบบและจัดไว้อย่างเป็ นระเบียบแบบแผน
      2. จากการวิเคราะห์ประวัติการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ น้ น วิทยาศาสตร์
                                                                  ั
ประกอบด้วยส่ วนที่เป็ นตัวความรู ้ของธรรมชาติที่คนพบกับส่ วนที่เป็ นวิธีการเฉพาะที่ใช้ในการสื บเสาะหาความรู ้
                                                      ้
นั้นมา
      3. จากการให้ความหมายตามทัศนะของนักวิทยาศาสตร์ จะมี 3 ประเด็น คือ
             3.1 มองวิทยาศาสตร์ในฐานะที่เป็ นกระบวนการสื บเสาะหาความรู้ของ
ธรรมชาติ
             3.2 มองวิทยาศาสตร์ในฐานะที่เป็ นองค์ความรู้ธรรมชาติ
             3.3 มองวิทยาศาสตร์ เป็ นทั้งองค์ความรู ้ของธรรมชาติ และกระบวนการสื บเสาะหาความรู้ของธรรมชาติ
      4. จากการให้ความหมายตามทัศนะของนักการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ น้ น วิทยา ั
ศาสตร์มีลกษณะเป็ น 2 มิติ ควบคู่กนไป คือ มิติทางด้านองค์ความรู้ของธรรมชาติ และ มิติทางด้านกระบวนการที่ใช้
             ั                       ั
สื บเสาะหาความรู ้น้ นั




เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                       หน้า 3
ความหมายของเทคโนโลยี
      คาว่า เทคโนโลยี ตรงกับคาภาษาอังกฤษว่า "Technology" ซึ่ งมาจากภาษากรี กว่า "Technologia" แปลว่า การ
กระทาที่มีระบบ อย่างไรก็ตามคาว่า เทคโนโลยี มักนิยมใช้ควบคู่กบคาว่า วิทยาศาสตร์ โดยเรี ยกรวม ๆ ว่า
                                                                     ั
"วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" ซึ่งพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน (2539 : 406) ได้ให้ความหมายของ
เทคโนโลยี คือ วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนาเอาวิทยาศาสตร์ ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบติและ  ั
อุตสาหกรรม นอกจากนั้นยังมีผให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้หลากหลาย ดังนี้ คือ
                                ู้
                                                                       ่
      ผดุงยศ ดวงมาลา (2523 : 16) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีวาปั จจุบนมีความหมายกว้างกว่ารากศัพท์เดิม
                                                                                ั
คือ หมายถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่ องจักรกล สิ่ งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทาง อุตสาหกรรม ถ้าในแง่ของความรู ้
เทคโนโลยีจะหมายถึง ความรู ้หรื อศาสตร์ ที่เกี่ยวกับเทคนิ คการผลิตในอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะ
เอื้ออานวยต่อการดารงชีวตของมนุษย์ หรื ออาจสรุ ปว่า เทคโนโลยี คือ ความรู ้ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิด
                          ิ
                                              ่
ประโยชน์แก่มนุษย์เอง ทั้งในแง่ความเป็ นอยูและการควบคุมสิ่ งแวดล้อม
      สิ ปปนนท์ เกตุทต (ม.ป.ป. 81) อธิ บายว่า เทคโนโลยี คือ การนาความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ และศาสตร์ อื่น ๆ มา
                      ั
ผสมผสานประยุกต์ เพื่อสนองเป้ าหมายเฉพาะตามความต้องการของมนุษย์ดวยการนาทรัพยากรต่าง ๆ มาใช้ในการ
                                                                              ้
ผลิตและจาหน่ายให้ต่อเนื่ องตลอดทั้งกระบวนการ เทคโนโลยีจึงมักจะมีคุณประโยชน์และเหมาะสมเฉพาะเวลา
และสถานที่ และหากเทคโนโลยีน้ นสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม
                                     ั
เทคโนโลยีน้ นจะเกื้อกูลเป็ นประโยชน์ท้ งต่อบุคคลและส่ วนรวม หากไม่สอดคล้องเทคโนโลยี นั้น ๆ จะก่อให้เกิด
                 ั                       ั
ปัญหาตามมามหาศาล
      ธรรมนูญ โรจนะบุรานนท์ (2531 : 170) กล่าวว่า เทคโนโลยี คือ ความรู ้วชาการรวมกับความรู ้วธีการ และ
                                                                                  ิ               ิ
ความชานาญที่สามารถนาไปปฏิบติภารกิจให้มีประสิ ทธิ ภาพสู ง โดยปกติเทคโนโลยีน้ นมีความรู ้วทยาศาสตร์
                                   ั                                                ั         ิ
         ่ ้
รวมอยูดวย นั้นคือวิทยาศาสตร์ เป็ นความรู้ เทคโนโลยีเป็ นการนาความรู้ไปใช้ในทางปฏิบติ จึงมักนิยมใช้สองคา
                                                                                        ั
ด้วยกัน คือ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อเน้นให้เข้าใจว่า ทั้งสองอย่างนี้ตองควบคู่กนไปจึงจะมีประสิ ทธิ ภาพสู ง
                                                                            ้         ั
                                                                                                ่
      ส่ วน ชานาญ เชาวกีรติพงศ์ (2534 : 5) ได้ให้ความหมายสั้น ๆ ว่า เทคโนโลยี หมายถึง วิชาที่วาด้วยการ
ประกอบวัตถุเป็ นอุตสาหกรรม หรื อวิชาช่างอุตสาหกรรม หรื อการนาเอาวิทยาศาสตร์ มาใช้ในทางปฏิบติ        ั
                                                                   ่
จากการที่มีผให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้หลากหลาย สรุ ปได้วา เทคโนโลยี หมายถึง วิชาที่นาเอาวิทยาการทาง
              ู้
วิทยาศาสตร์และศาสตร์ อื่น ๆ มาประยุกต์ใช้ตามความต้องการของมนุษย์ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม เป็ นต้น ซึ่ง
                            ่ ั
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงกล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีเป็ นภาษาง่าย ๆ ว่า หมายถึง การรู้จกนามาทา     ั
ให้เป็ นประโยชน์นนเอง (เย็นใจ เลาหวณิ ช. 2530 : 67)
                   ั่




เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                         หน้า 4
องค์ ประกอบของวิทยาศาสตร์
       เพื่อที่จะให้เข้าใจความหมายของวิทยาศาสตร์ ได้ชดเจนเพิมขึ้นจาเป็ นที่จะต้องรู ้ถึง องค์ประกอบของ
                                                        ั       ่
วิทยาศาสตร์ ซึ่งเครื อวัลย์ โพธิพนธ์ (2542 : 4) ได้แบ่งองค์ประกอบเป็ น 3 ส่ วน ดังนี้คือ
                                    ั
1. ส่ วนทีเ่ ป็ นผลจากผลงานของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็ นผลที่ยติแล้วและได้ถูกสะสมเรี ยบเรี ยงเป็ นระบบความรู้
                                                              ุ
เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อมทางภาพของมนุษย์
2. เป็ นองค์ แห่ งความรู้ หรือองค์ เนือหาของวิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบด้ วย
                                      ้
       2.1 ข้อเท็จจริ ง (Fact)
       2.2 หลักการ (Principle)
       2.3 แนวคิด (Concept)
       2.4 สมมติฐาน (Hypothesis)
       2.5 ทฤษฎี (Theory)
       2.6 กฎ (Law)
3. เป็ นความรู้ ทได้ จากการค้ นหาความลีลบทางธรรมชาติ โดยใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
                  ี่                      ้ั                                                      ซึ่งความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ เกิดจากการตั้งปั ญหาถามตัวเองอยู่ 3 ประการคือ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เกิดขึ้นได้อย่างไรและทาไมจึงเกิด
และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการค้นหาคาตอบซึ่ งได้มาจากองค์แห่งความรู ้

                                       ลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์
       ความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ มีลกษณะเฉพาะบางประการที่ไม่เหมือนศาสตร์ อื่น ๆ ดังเช่นที่ได้มีผกล่าวถึงลักษณะ
                                   ั                                                             ู้
ของวิทยาศาสตร์ ไว้ต่อไปนี้
 เฮิร์ด (Hurd 1971 : 18-19) กล่าวถึงลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ สรุ ปได้ดงนี้   ั
       1. ความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็ นเพียงความจริ งชัวคราวที่จะต้องแก้ไขขัดเกลาอยูเ่ สมอ ไม่มีความจริ งทาง
                                                          ่
วิทยาศาสตร์ กฎ มโนทัศน์ หรื อทฤษฎีใด ๆ ที่ถูกต้องแน่นอนจนไม่สามารถจะแก้ไขปรับปรุ งได้
       2. มีความคิดขัดแย้งกันตลอดเวลาในผลงานทางวิทยาศาสตร์ อันเป็ นเหตุให้มีแนวคิด ผลิตผล สิ่ งประดิษฐ์
หรื อข้อค้นพบใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ เกิดขึ้นอยูเ่ สมอ
โซวอลเตอร์ และคณะ (Showalter and others อ้างถึงใน สุ เทพ อุสาหะ 2526 :15-16) ได้กล่าวถึงลักษณะของความรู้
                       ่
ทางวิทยาศาสตร์ วาประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
       1. เป็ นความจริ งชัวคราว ไม่มีความเป็ นอมตะในวิทยาศาสตร์
                           ่
       2. เป็ นสาธารณะ ทุกคนสามารถสังเกตหรื อทดสอบได้
                                                        ่
       3. ทาให้เกิดขึ้นใหม่ได้ ภายในภาวะคล้ายกัน แม้วาเวลาและสถานที่จะเปลี่ยนไป
       4. เป็ นเรื่ องของโอกาสที่จะเป็ นไปได้
       5. เป็ นผลของความพยายามของมนุษย์ที่จะทาความเข้าใจหรื อหาแบบแผนของธรรมชาติ

เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                           หน้า 5
6. ความรู ้วทยาศาสตร์ ในอดีตเป็ นพื้นฐานในการพบความรู ้ใหม่ ๆ ในปั จจุบน และความรู้ในปัจจุบนจะเป็ น
                  ิ                                                            ั                 ั
พื้นฐานในการค้นพบสิ่ งใหม่ ในอนาคต
      7. มีลกษณะเฉพาะตัวคือได้จากวิธีการเสาะแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
            ั
      8. มีความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกันคือ ความรู ้วทยาศาสตร์ จะช่วยเสริ มมโนทัศน์อื่น ๆ
                                                    ิ
      9. วิทยาศาสตร์ ในการแสวงหาความรู ้อย่างมีระบบ ปราศจากอคติ ปราศจากผลตอบแทน ส่ วนคาว่า
"เทคโนโลยี" เป็ นเรื่ องของการนาความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติ มาใช้ให้เป็ นประโยชน์ต่อการดารงชี วตของมนุษย์
                                                                                               ิ
โดยมุ่งแสวงหากระบวนการและรู ปแบบในการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และ
สภาพแวดล้อม เพื่อประโยชน์ท้ งต่อบุคคลและส่ วนรวม ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือ วิทยาศาสตร์ ไม่ตกอยู่
                                 ั
ภายใต้อิทธิ พลของปั จจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่ งแวดล้อม มากเท่ากับเทคโนโลยี ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็ น
ส่ วนรวมของชาวโลกที่เผยแพร่ ทวไปโดยไม่มีการซื้ อขาย ส่ วนความรู ้ทางเทคโนโลยีเป็ นสิ นค้าอย่างหนึ่งที่มีราคา
                                   ั่
ซื้ อขายกันในตลาด (เสริ มพล รัตสุ ข. 2526 : 3-4)

                                   ความสั มพันธ์ ของวิทยาศาสตร์ กบเทคโนโลยี
                                                                 ั
       จากความหมายของคาว่า "วิทยาศาสตร์ " และความหมายของคาว่า "เทคโนโลยี" ที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า
                                                ่                                                 ่
วิทยาศาสตร์ เป็ นความรู ้ที่นาไปใช้อธิ บายได้วา ทาไมจึงเป็ นอย่างนั้น เช่น นักชีววิทยาจะอธิบายได้วา ทาไมเมื่อขวั้น
และขูดเปลือกของพืชยืนต้นออกจะมีรากงอกออกมาได้ นักฟิ สิ กส์ก็จะอธิ บายได้วา ทาไมเมื่อขดลวดตัด
                                                                                   ่
                                                                                     ่
สนามแม่เหล็ก จึงมีกระแสไฟฟ้ าเกิดขึ้น เป็ นต้น ส่ วนเทคโนโลยีน้ นจะเป็ นความรู ้วาจะทาอย่างไร ตัวอย่างเช่น จะ
                                                                     ั
ขยายพันธุ์พืชโดยการตอนได้อย่างไร จะผลิตกระแสไฟฟ้ านามาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร จะผลิตอุปกรณ์เครื่ องใช้
เครื่ องอานวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ โดยนาไฟฟ้ ากระแสมาใช้ได้อย่างไร เหล่านี้ เป็ นต้น
                 ่
       จะเห็นได้วาวิทยาศาสตร์ เป็ นตัวความรู ้ ส่ วนเทคโนโลยีน้ นเป็ นการนาความรู ้ไปใช้ในทางปฏิบติให้เกิดสิ่ งที่
                                                                ั                                   ั
เป็ นรู ปธรรมได้ วัดได้ หรื อจับต้องได้ โดยการนาทรัพยากรธรรมชาติ ต่าง ๆ มาใช้ในทางปฏิบติ     ั

ความสั มพันธ์ ระหว่างวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แสดงด้ วยภาพดังต่ อไปนี้
     ความรู้ทางวิทยาศาสตร์              + ทรัพยากรธรรมชาติ                   --------------> เทคโนโลยี


                        ภาพที่ 2 แผนภูมิความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
                                          (เพียร ซ้ ายขวัญ. 2536. 111)
<       ธรรมนูญ โรจนะบุรานนท์ (2531 : 171-172) กล่าวว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่จาเป็ นต้องมีความรู ้วทยาศาสตร์
                                                                                                ิ
เป็ นระบบต่อเนื่องเป็ นฐานรองรับมิใช่แต่เพียงอาศัยประสบการณ์หรื อวิทยาศาสตร์ สังเกตเท่านั้น และความรู้หรื อ
                                             ่
ทฤษฎีใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ที่ถูกค้นพบก็มิใช่วาจะถูกนาไปพัฒนาเป็ นเทคโนโลยีใหม่ตามมาเสมอไป ความรู้และ
ทฤษฎีวทยาศาสตร์ บางอย่างแม้จะถูกค้นพบมานานก็ยงคงเป็ นความรู ้พ้ืนฐานสะสมไว้เหมือนเดิม ทั้งนี้เพราะความรู ้
        ิ                                             ั
เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                            หน้า 6
วิทยาศาสตร์ บางอย่างเป็ นไปเพื่อความรู ้ความสนใจจริ ง ๆ ไม่ได้เกิดมาจากปั ญหาเฉพาะหน้า หรื อสถานการณ์
บังคับเพื่อแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ ไม่มีแรงผลักดันให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีข้ ึนมา ความรู้วทยาศาสตร์ิ
บางอย่างเกิดขึ้นมานานกว่าจะถูกพัฒนาขึ้นมาเป็ นเทคโนโลยี เช่น ความรู ้ทางฟิ สิ กส์สุริยะมีมานานก่อนที่จะพัฒนา
                                                                                            ่
เป็ นเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้เพราะแต่เดิมโลกไม่ขาดแคลนพลังงาน จึงเห็นได้วา ช่วงเวลาระหว่างการ
                                  ั
ค้นพบความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ กบเทคโนโลยีที่ได้พฒนาขึ้นมานั้น อาจสั้นหรื อยาว ก็แล้วแต่ความเร่ งด่วนทาง
                                                        ั
เศรษฐกิจและสังคมและความยากง่ายของความรู ้วทยาศาสตร์ น้ น ๆ บางครั้งเทคโนโลยีใหม่ก็พฒนามาจากความรู ้
                                                    ิ             ั                           ั
ทางวิทยาศาสตร์ ด้ งเดิมได้ เช่น พวกอุปกรณ์เครื่ องไฟฟ้ าบางอย่าง เช่นกระทะไฟฟ้ า หม้อหุงข้าวไฟฟ้ าอัตโนมัติ
                       ั
เป็ นต้น และความรู ้วทยาศาสตร์ จะไม่สามารถใช้ประโยชน์ดานปฏิบติได้ ถ้าไม่มีการนาความรู ้น้ นไปประยุกต์ใช้
                         ิ                                    ้         ั                       ั
      เมื่อก่อนวิทยาศาสตร์ ไม่ตองอาศัยเทคโนโลยีมากนัก แต่ปัจจุบนทั้งสองวิชานี้ ตองพึ่งพาซึ่ งกันและกัน
                                ้                                     ั                ้
วิทยาศาสตร์ตอนแรก ๆ ใช้เพียงวิธีสังเกตและเหตุผล เมื่อต้องทดลองบ้างก็เริ่ มใช้เครื่ องมือ เมื่อการทดลองยุงยาก ่
ขึ้น ความต้องการเครื่ องมือก็มีมากขึ้น เครื่ องมือจะต้องดีและมีประสิ ทธิ ภาพสู งขึ้นด้วย การทดลองทางวิทยาศาสตร์
ในระยะสั้น ๆ นี้ ต้องอาศัยเทคโนโลยี เช่น การวิจยเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ และอวกาศ เป็ นต้น จึงกล่าวได้วา
                                                      ั                                                        ่
ปัจจุบนวิทยาศาสตร์พ่ ึงเทคโนโลยี ไม่นอยกว่าเทคโนโลยีพ่ ึงวิทยาศาสตร์ ปัจจุบนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ได้กาวไป
       ั                                  ้                                        ั                             ้
ไกลและกว้างขวางมาก ปี หนึ่ง ๆ มีรายงานเสนอผลของการวิจยพิมพ์ออกมาไม่นอยกว่าล้านเรื่ อง ใครต้องการ
                                                                ั                    ้
ความรู ้เหล่านั้นก็หาได้ง่าย ผิดกับความรู ้ทางเทคโนโลยี ซึ่ งหาได้ยากกว่ามาก เทคโนโลยีสร้างขึ้นมาต้องอาศัย
                                                                                                      ั
วิทยาศาสตร์ แต่วทยาศาสตร์ เกิดขึ้นโดยไม่ได้อาศัยเทคโนโลยี ต่อมาทั้งสองวิชาเริ่ มมีความสัมพันธ์กนมากขึ้น
                     ิ
ถึงแม้บางเรื่ องต่างเจริ ญด้วยตนเอง แต่เทคโนโลยีก็ตองอาศัยวิทยาศาสตร์ มากกว่าและมีความเจริ ญก้าวหน้าตาม
                                                          ้
วิทยาศาสตร์ ไม่ทน (ก่องกัญจน์ ภัทรากาญจน์ และ ธนกาญจน์ ภัทรากาญจน์, 2530 : 11)
                   ั
               ่
      ถึงแม้วาเทคโนโลยีจะถือกาเนิดมาจากวิทยาศาสตร์ ดังกล่าวข้างต้นก็ตาม แต่มีขอควรพิจารณาที่สาคัญหลาย
                                                                                         ้
ประการดังที่ เพียร ซ้ายขวัญ (2536 : 111-112) กล่าวไว้ดงนี้ คือ
                                                            ั
      1. เมื่อมีการค้นพบความรู ้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ก็มิได้หมายความว่า จะต้องมี
เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นเสมอ โดยปกติจะมีช่วงเวลาเหลื่อมระหว่างการค้นพบความรู ้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ น้ น         ั
ช่วงเวลาดังกล่าวจะสั้นหรื อยาวหลายสิ บปี หรื อ 100 ปี ก็ได้ สุ ดแท้แต่ความยากง่ายของความรู ้ใหม่ ความต้องการ
ความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ ทางสังคมและอื่น ๆ ซึ่งจะเป็ นปัจจัยหรื อแรงผลักดันที่ทาให้มีการพยายามพัฒนา
เทคโนโลยี
      2. เทคโนโลยีใหม่ ๆ นั้น อาจอาศัยความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ ด้ งเดิมก็ได้ เช่น
                                                                    ั
หม้อหุ งข้าวไฟฟ้ า เครื่ องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เกี่ยวกับแสงเลเซอร์ เป็ นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับไฟฟ้ าอิเล็กทรอนิคส์
และคลื่นแสง ซึ่ งไม่ใช่ความรู ้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ แต่อย่างใด

    สรุ ปได้ ว่า ความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ จะไม่มีคุณค่า ถ้าหากปราศจากเทคโนโลยีมาเชื่อมโยง และเทคโนโลยีที่
ปราศจากความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ เป็ นพื้นฐานก็ไม่สามารถจะนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสู งสุ ด


เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                            หน้า 7
ขอบเขตและสาขาวิชาของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
       ขอบเขตและสาขาวิชาของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่ วนใหญ่แล้วจะมีผแบ่งไว้ไม่แตกต่างกันมากนัก สรุ ป
                                                                                   ู้
ได้เป็ นสาขาใหญ่ได้ 3 สาขา ดังนี้ คือ
       1. วิทยาศาสตร์ ธรรมชาต์ิ (Natural Sciences) เป็ นวิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ (Pure
                                                                                                            ่
Science) หรื อวิทยาศาสตร์ ข้ นมูลฐาน (Basic Science) เป็ นวิชาที่กล่าวถึงเรื่ องราวและสิ่ งต่าง ๆ ที่เกิดอยูใน
                                 ั
ธรรมชาติทวไป ซึ่ งแวดล้อมตัวเรา ซึ่ งเกี่ยวข้องกับสิ่ งมีชีวิตและไม่มีชีวต พลังงาน และวัตถุต่าง ๆ ที่มีในเอกภาพ
              ั่                                                         ิ
ซึ่ งแบ่งออกเป็ นสาขาต่าง ๆ ดังนี้
             1.1 ฟิ สิ กส์ (Physics)
             1.2 เคมี (Chemistry)
             1.3 ชีววิทยา (Biology)
             1.4 ดาราศาสตร์ (Astronomy)
บางตาราแบ่งสาขาย่อยของวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ ออกเป็ น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
       ก. วิทยาศาสตร์ทางกายภาพ (Physical Science) ได้แก่ เคมี ฟิ สิ กส์ คณิ ตศาสตร์ ธรณี วทยา เป็ นต้น
                                                                                             ิ
       ข. วิทยาศาสตร์ทางชีวภาพ (Biological Science) ได้แก่ การศึกษาเกี่ยวกับสิ่ งมีชีวต เช่น พฤกษศาสตร์
                                                                                        ิ
(Botany) และสัตวศาสตร์ (Zoology) เป็ นต้น
       2. วิทยาศาสตร์ สังคม (Social Sciences) เป็ นวิทยาศาสตร์ ที่กล่าวถึงชีวตที่เกี่ยว
                                                                              ิ
ข้องกับทางสังคมต่าง ๆ หรื อเรื่ องราวของการสังคมในมวลมนุษย์โดยเฉพาะ ซึ่ งแบ่งออกเป็ นสาขาต่าง ๆ ดังนี้
             2.1 จิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ (Psychology and Behavioral Science)
             2.2 เศรษฐศาสตร์ (Economics)
             2.3 รัฐศาสตร์ (Political Science)
             2.4 ศึกษาศาสตร์ (Education)
             2.5 สังคมวิทยา (Sociology) เป็ นต้น
       3. วิทยาศาสตร์ ประยุกต์ (Applied Science) หรื อ วิชา เทคโนโลยี
(Technology) คือวิชาที่นาเอาผลของวิชาวิทยาศาสตร์ทางธรรมชาติและสังคมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการดารง
ชีพของมนุษย์ ซึ่ งแบ่งออกเป็ นสาขาต่าง ๆ ดังนี้
             3.1 แพทย์ศาสตร์ (Medicine)
             3.2 วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering)
             3.3 เกษตรศาสตร์ (Agriculture Science)
             3.4 วิทยาศาสตร์การแพทย์ (Medical Science)
             3.5 เภสัชศาสตร์ (Pharmacology)
             3.6 ทันตแพทยศาสตร์ (Dentistry)

เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                          หน้า 8
3.7 สัตวแพทยศาสตร์ (Veterinary)
         3.8 วนศาสตร์ (Agrotorestry)
         3.9 การประมง (Fisheries)
    ส่ วน ปรี ชา วงศ์ชูศิริ (2532 : 16) ได้แบ่งแยกวิทยาศาสตร์ เป็ นสาขาต่าง ๆ โดยใช้เหตุผลในเชิงวิธีวทยา ตาม
                                                                                                     ิ
หลักข้อเท็จจริ ง ซึ่ งมีทฤษฎีเชิงแบบแผนเป็ นข้อสมมติฐานล่วงหน้าไว้ ดังนี้




     สาหรับทบวงมหาวิทยาลัย (2529 : ไม่ มีเลขหน้ า) ได้จดกลุ่มสาขาวิชาที่เปิ ดสอนระดับปริ ญญาตรี ใน
                                                       ั
สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน ในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยตามหลักการจาแนกการศึกษาตามมาตรฐานสากล
ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ โดยแบ่งเป็ น 10 กลุ่มสาขาวิชา สาหรับกลุ่ม
สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีสาขาย่อยดังนี้
    - กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คณิ ตศาสตร์ /สถิติ วิทยาการคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ ธุรกิจ
    - กลุ่มสาขาวิชาแพทยศาสตร์ และวิชาที่เกี่ยวกับสุ ขภาพอนามัย ได้แก่ แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัช
ศาสตร์ เทคนิคการแพทย์
    - สาธารณสุ ขศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ กายภาพบาบัด วิทยาศาสตร์สุขภาพ
    - กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์
    - กลุ่มสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ วนศาสตร์ และการประมง ได้แก่ สัตวแพทย์ศาสตร์ / สัตวบาล ประมง/วาริ ช
ศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วนศาสตร์ /เทคโนโลยีวนผลิตภัณฑ์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร
เทคโนโลยีการเกษตร ธุ รกิจการเกษตร/ส่ งเสริ มการเกษตรและสหกรณ์



เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                          หน้า 9
ประโยชน์ ของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
           สิ ปปนนท์ เกตุทต (ม.ป.ป. : 80) กล่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความจาเป็ นและเพิ่มความสาคัญเป็ น
                           ั
                                                  ่
ลาดับมากขึ้นต่อการดารงชีวิตของมนุษย์แม้วาการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจะเอื้ออานวยในด้านชีวตความ           ิ
              ่
เป็ นอยูที่สะดวกสบายและอายุยนนานขึ้น หากการการนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ โดยมิได้พิจารณาอย่าง
                                      ื
สุ ขมรอบคอบและกว้างไกลแล้ว ย่อมเกิดผลเสี ยต่อสภาพแวดล้อมและสมดุลทางธรรมชาติอย่างมหันต์ เมื่อมองไป
         ุ
ข้างหน้า วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีควรช่วยเตรี ยมให้มนุษย์มีความพร้อมที่จะเผชิญกับปั จจัยพื้นฐานในการ
ดารงชีวิต และปั ญหาอันเกี่ยวเนื่องกับมนุษย์และสิ่ งแวดล้อม ข้อที่พึงตระหนัก คือ การดารงชีวตของมนุษย์มิใช่เพื่อ
                                                                                                   ิ
กอบโกยผลประโยชน์จากธรรมชาติ หรื อการทาตนอยูเ่ หนื อธรรมชาติ หากแต่มนุษย์ตองเรี ยนรู ้ธรรมชาติที่จะ
                                                                                          ้
ดารงชีวิตอย่างสันติร่วมกับผูอื่น กับสังคมวัฒนธรรม และกับธรรมชาติ
                                  ้
ดังนั้นในชีวิตประจาวันของมนุษย์ทุกคน จะต้องเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอยูตลอดเวลา เกี่ยวข้องกับ
                                                                                                 ่
วิวฒนาการทางด้านความรู้ ทาให้มีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ด้าน จึงมีความจาเป็ นอย่างยิงที่จะทาให้บุคคลในสังคม
       ั                                                                                       ่
รู ้จกวิธีการคิดอย่างมีเหตุผล มีวธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีระบบ อันจะส่ งผลให้เกิดการพัฒนาด้านสติปัญญาซึ่ ง
     ั                              ิ
                                            ่
วิธีการคิดนั้นเป็ นวิธีเดียวกันกับที่ใช้อยูในกระบวนการแสวงหาความรู ้ทางวิทยาศาสตร์
                                                                                    ่
           สุ เทพ อุสาหะ (2526 : 10-11) กล่าวว่า คงเป็ นที่ยอมรับกันว่า ขณะนี้เราอยูในยุคที่วทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
                                                                                             ิ
เจริ ญสู งสุ ด ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเรานั้นเป็ นผลมาจากการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีท้ งสิ้ น อย่างไร
                                                                                                          ั
ก็ตามอิทธิ พลของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่มีต่อเศรษฐกิจ และการเสาะแสวงหาความรู ้น้ นยังไม่เป็ น    ั
ที่เด่นชัดสาหรับประชาชนส่ วนใหญ่ เฮอร์ ด (Hurd. 1970 : 13-15) ได้ช้ ีให้เห็นว่า ประชาชนส่ วนใหญ่ได้รับข้อมูล
ผิดพลาดเกี่ยวกับความหมาย และอิทธิ พลของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่มีต่อ วัตถุ สังคม และชีวตความเป็ นอยู่
                                                                                                        ิ
ดังนั้นการให้ความรู ้หรื อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ จะเป็ นการเตรี ยมคนเพื่อแก้ปัญหา ต่าง ๆ ในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ วในอนาคต และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จะยิงเกิดขึ้นมากเรื่ อย ๆ ขณะเดียวกัน
                                                                          ่
วิทยาศาสตร์ ก็จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับสังคมมากขึ้น จึงเป็ นสิ่ งที่แน่นอนว่าความสาคัญของวิชาวิทยาศาสตร์ ใน
ฐานะที่เป็ นส่ วนหนึ่งของการให้การศึกษาพื้นฐานทัวไป (general education) จะมีมากขึ้น
                                                         ่
จะเห็นได้วาทุกคนจาเป็ นที่จะต้องเรี ยนรู ้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่ งระดับของการศึกษาของแต่ละคน
                 ่
                     ่ ั
นั้นย่อมขึ้นอยูกบเป้ าหมายและความสนใจของแต่ละบุคคล ดังที่ เอกิน (Agin. 1974 : 404) ได้ช้ ีให้เห็นถึงความ
จาเป็ นของบุคคลกลุ่มต่าง ๆ ที่ตองเรี ยนรู้วทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีตามภาพที่ 3
                                        ้       ิ




                                   ภาพที่ 3 แสดงการแยกสาขาของวิทยาศาสตร์

เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                           หน้า 10
1. เตรี ยมนักวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในสาขาต่าง ๆ
2. ให้พ้ืนฐานของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สาหรับผูที่จะประกอบอาชีพ หรื อ
                                                             ้
วิชาชีพที่อาศัยเทคโนโลยี
3. ให้การศึกษาพื้นฐานเพื่อเป็ นพลเมืองที่มีประสิ ทธิ ภาพ
ภาพที่ 3 ระดับของกลุ่มบุคคลที่เรี ยนรู ้วทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
                                            ิ
      จากภาพที่ 3 จะเห็นได้วาพลเมืองกลุ่มที่ 3 ซึ่ งเป็ นกลุ่มใหญ่สุดมีความจาเป็ นต้องศึกษาวิทยาศาสตร์ และ
                                 ่
เทคโนโลยี เพื่อจะเป็ นพลเมืองที่มีประสิ ทธิภาพ พร้อมกับนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ในการแก้ปัญหาใน
ชีวตประจาวันของพวกเขา ซึ่งประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สรุ ปได้พอสังเขป ดังนี้คือ
    ิ
ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี1. การแก้ปัญหาในชีวตประจาวัน ในชีวตประจาวันเมื่อมีปัญหา หรื อข้อ
                                                                   ิ                ิ
สงสัย
อย่างใดเกิดขึ้นเราต้องใช้เหตุผลเพื่อหาคาตอบหรื อแก้ขอสงสัยต่าง ๆ เสมอมา ในชีวิตประจาวันเราคงจะประสบกับ
                                                           ้
ปั ญหาในด้านต่าง ๆ ทั้งกับตัวเราเองหรื อบุคคลใกล้ชิด การพยายามหาข้อมูล ต่าง ๆ เพื่อหาสาเหตุของปั ญหานั้น
อย่างมีเหตุผล สามารถทาให้เราแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง
      2. วิเคราะห์ปัญหาในสถานการณ์ที่เป็ นจริ งในชี วตประจาวันเพื่อการแก้ปัญหา
                                                         ิ
วิทยาศาสตร์นาบุคคลไปสู่ การมีทกษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็ น
                                       ั
กระบวนการของการค้นพบสิ่ งใหม่ ๆ เพื่อนาไปสู่ คุณภาพชีวตที่ดีและการแก้ปัญหา
                                                               ิ
      3. สร้างคนให้มีกระบวนการคิด มีเหตุมีผล ไม่หลงงมงายในสิ่ งที่ไร้สาระ
                                                ื ่                                                 ่
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็ นวิธีการที่ยดหยุนที่แต่ละบุคคลจะปรับเอาไปใช้แก้ปัญหาของตน แม้วามันจะชื่ อว่า
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่จริ ง ๆ แล้ว ศาสตร์ ไหน ๆ ก็ใช้ได้ท้ งนั้น เรื่ องการสังเกต การจดบันทึกและแปร
                                                                      ั
ความ การพยากรณ์ สร้างคนให้มีเหตุผล ไม่ให้เชื่ อถือโชคลางหรื อหลงงมงาย เหล่านี้นาไปใช้ได้ท้ งหมด  ั
         ลิขิต ธีรเวคิน (2535 : 10) กล่าวว่า ประเทศใดก็ตามจะพัฒนาไปเป็ นประเทศมหาอานาจ จะต้องประกอบด้วย
ตัวแปรสาคัญ ๆ ห้าตัวแปร และในห้าตัวแปรนั้นตัวแปรสาคัญหนึ่งคือการมีจิตวิทยาอันทันสมัยหมายความว่ามีการ
คิดแบบมีเหตุมีผล ไม่หลงงมงาย ไม่เชื่ออะไรที่เกิดจากศรัทธาแต่อย่างเดียวพูดง่าย ๆ คือ "มีจิตวิทยาศาสตร์ "
      ชั ยวัฒน์ คุประตกุล (2528 : 87-88) ได้กล่าวถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์ ที่สร้างคนให้มีมานะอดทน เป็ นคนไม่
หลงงมงาย เป็ นคนมีเหตุผล เป็ นคนที่ไม่ถูกชักจูงไปในทางเสื่ อมทรามได้ง่าย ๆ นอกจากนี้วทยาศาสตร์ ยงช่วยให้
                                                                                           ิ            ั
สมาชิกในสังคม ตระหนักถึงความสาคัญของการทางานเป็ นระบบเป็ นทีมหรื อเป็ นหมู่คณะ ตระหนักถึงผลกระทบ
ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมส่ วนรวมจากพฤติกรรม หรื อการกระทาของสมาชิกแม้เพียงคนเดียวหรื อกลุ่มหนึ่ง
                                   ่
      จากที่กล่าวมา จะเห็นได้วามีความจาเป็ นอย่างยิงที่จะต้องนาวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อสร้างคนให้มีเหตุผล มีความ
                                                      ่
เชื่อมันในตนเองมากขึ้น เมื่อมีความเชื่อมันในตนเองมากขึ้น ความเชื่ อ งมงาย ความเชื่อในโชคลาง ชะตาราศี ดวง
       ่                                      ่
และเรื่ องพรหมลิขิตจะจางหายไป ความลุ่มหลงในการพนัน หวังรวยทางลัด และการวิเคราะห์สภาพการณ์หรื อ
                                     ่
ปัญหาในชีวิตประจาวันก็จะอยูในแนวของเหตุและผล ตามหลักตรรกวิทยาศาสตร์ เป็ นคุณลักษณะของพลเมืองใน
เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                      หน้า 11
สังคมประชาธิปไตย เป็ นสังคมที่เราทุกคนต้องการ เป็ นสังคมที่นามาซึ่งความมีสิทธิ เสรี ภาพ อย่างมีเหตุมีผล
        4. ปรับปรุ งคุณภาพของชีวต วิทยาศาสตร์ จะเกี่ยวพันกับมนุษย์ทุกคนตลอดชีพ
                                        ิ
ในชีวตประจาวัน ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนกระทังเข้านอนจะเกี่ยวพันกับวิทยาศาสตร์ คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้วา
         ิ                                        ่                                                          ่
วิทยาศาสตร์ได้นาความสุ ข ความสะดวกสบายมาสู่ การดารงชีวตในเรื่ องต่าง ๆ ต่อไปนี้
                                                                      ิ
             4.1 อาหาร ได้รู้จกวิธีรักษาอาหารไม่ให้บูดเสี ย รู ้จกคุณค่าของอาหารว่า
                                  ั                                ั
มนุษย์เราต้องการ แป้ ง ไขมัน โปรตีน วิตามิน แร่ ธาตุต่าง ๆ อย่างเพียงพอได้อย่างไรและคิดประดิษฐ์อาหารขึ้นได้
เสาะแสวงหาอาหารให้พอเลี้ยงพลโลกจากแหล่งที่มาจากทะเล อากาศ บนพื้นโลก จากทะเล ได้ผลิตเกลือ
รับประทาน (NaCI) ผลิตไอโอดีนจากสาหร่ ายทะเล ซึ่งเอามาทาวุนและแยกไอโอดีนออก ได้โปรตีนจากสัตว์และ
                                                                            ้
พืชเช่น Algae ในทะเลนามาเป็ นอาหาร
             4.2 เครื่ องนุ่งหุ่ม ได้รู้จกสี ยอมผ้า สมัยก่อนมักใช้สีจากพืชมาย้อมผ้า แต่พอถึง ค.ศ. 1856 William Perkin
                                          ั ้
ได้เริ่ มใช้สีที่เตรี ยมจากถ่านหิ นหรื อสี สังเคราะห์ นอกจากนั้นนักเคมียงรู ้จกวิธีทาไหมเทียม ทาปลาสติก ทาไนลอน
                                                                                ั ั
เพื่อทาเสื้ อผ้าสวย ๆ ใช้ เช่น และสารสังเคราะห์ใช้แทนยาง เป็ นต้น
             4.3 สุ ขภาพอนามัย แต่ก่อนนี้อตราคนตายมีมาก แต่ต่อมาจนปั จจุบนอัตรานั้นได้ลดน้อยลงไป ทั้งนี้เพราะ
                                                ั                                   ั
กินอาหารดีข้ ึน มีที่อยูอาศัยและน้ าบริ โภคดีข้ ึน เช่น น้ าประปาก็ตองใช้ความรู ้ของวิชาเคมีทาให้บริ สุทธิ์ โดยฆ่าเชื่อ
                          ่                                               ้
โรคด้วย CI2 ทาให้ฟันแข็งโดยเติมฟลูออไรด์ลงไปในน้ าดื่ม นอกจากนี้ยงมียาใหม่ ๆ ที่ใช้เป็ นผลดีเป็ นอันมาก เช่น
                                                                                  ั
ยาปฏิชีวนะ ยาพวกซัลฟา ยาสาหรับฆ่าเชื้ อโรค การต้นพบยาชา (Anesthetic) ช่วยให้ศลยกรรมเป็ นผลดียงขึ้น การ
                                                                                           ั                   ิ่
พบคลอโรฟอร์ม โคเคน ก๊าซหัวเราะ อีเทอร์ (ซึ่งเป็ นยาชา) ได้ช่วยชีวตและบรรเทาความปวดทรมานของคนไข้ไว้
                                                                              ิ
เป็ นอันมาก
             4.4 ที่อยูอาศัยและเครื่ องใช้ มีไม้ขีดไฟที่ใช้อยูในปั จจุบนนี้ สบู่ หม้อ
                        ่                                      ่        ั
เครื่ องภาชนะ เครื่ องใช้ไม้สอยที่ทาด้วยโลหะและปลาสติก ก๊าซถ่านหิ น รถยนต์ น้ ามัน ผงซักฟอก เครื่ องก่อสร้าง
เช่นเหล็ก เหล็กกล้า Stainless Steel (Fe + Cr) อะลูมิเนียม ซี เมนต์ คอนกรี ต กระจกแตกไม่บาด (Nonsplintered
glass) ข้อเสื อในเครื่ องยนต์ก็ใช้ทาด้วย Alloy ของเหล็ก (เหล็กผสมกับแมงกานีส) เป็ นต้น
             4.5 การสังเคราะห์ใช้เทียมของจริ ง ยางเทียม ไหมเทียม การบูร ยาควินิน ยารักษาโรค แกรไฟต์ ฯลฯ ล้วน
แต่เป็ นผลิตภัณฑ์ซ่ ึ งทาขึ้นโดยอาศัยวิทยาศาสตร์ ท้ งนั้น ั
             4.6 เครื่ องอานวยความบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ การถ่ายรู ป
เป็ นต้น เกิดมีข้ ึนได้เพราะวิทยาศาสตร์ วิชาเคมีสอนให้รู้จกการถ่ายรู ป วิทยุน้ นก็อาศัยความรู ้จากวิทยาศาสตร์
                                                                 ั                    ั
กระดาษ หนังสื อ ฟุตบอล ลูกเทนนิส ลูกปิ งปอง ฯลฯ ล้วนแต่เป็ นผลิตพันธุ์ข้ ึนมาได้โดยอาศัยมาจากวิทยาศาสตร์
ทั้งนั้น (ทองสุ ข พงศทัตและคณะ. 2525 : 7-8)




เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                               หน้า 12
เสริมพล รัตสุ ข (2526 : 12) ได้กล่าวถึงความจาเป็ นและเหตุผลที่มนุษย์จาเป็ นที่จะต้องนาวิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยี (โดยเฉพาะเทคโนโลยี) มาใช้ คือ
      1. มีความต้องการที่จะแก้ปัญหาในการดารงชีวิตประจาวัน หรื อปั ญหาในด้าน
                                                                 ่
การประกอบอาชีพ ทั้งนี้เพื่อปรับปรุ งยกระดับฐานะความเป็ นอยูหรื อเพื่อแสวงหากาไรในการค้า ตัวอย่างเช่น
เจ้าของโรงงานสนใจที่จะนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและลดปั ญหาสิ่ งแวดล้อม ชาวนาสนใจ
ที่จะนาก๊าซชีวภาพมาใช้เพราะต้องการทุ่นเวลาในการไปหาฟื น ชาวนาสนใจที่จะใช้รถไถนาเอนกประสงค์เพราะ
ต้องการเพิ่มผลผลิต เป็ นต้น
      2. เล็งเห็นโอกาสในการลงทุน (investment opportunity) เช่นคาดว่าจะมีตลาด
มากสาหรับกะทิสาเร็ จรู ป จึงต้องการเทคโนโลยีการผลิตกะทิสาเร็ จรู ป ฯลฯ
      3. เตรี ยมการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ในอนาคตคาดว่าราคาน้ ามันที่สูงขึ้น
ทุกปี จะทาให้เกิดความต้องการเครื่ องยนต์ ที่ขบเคลื่อนด้วยก๊าซจากถ่านหรื อไม้ (wood gasifier) มากขึ้นจึงต้องการ
                                               ั
พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตก๊าซจากถ่านหรื อไม้
      4. การแข่งขันในด้านการตลาดทาให้ตองเร่ งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการ
                                             ้
ผลิตพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ปรับปรุ งคุณภาพ ฯลฯ
                               ่
      ในปั จจุบนจึงกล่าวได้วา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมีความสาคัญ และมีความจาเป็ นต่อการพัฒนาในด้านต่าง
                     ั
ๆ ของประเทศ มีขอบเขตการใช้อย่างกว้างขวาง มีผลให้ชิวตมนุษย์ และสิ่ งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มนุษย์
                                                             ิ
                   ่
มีความเป็ นอยูที่สุขสบายขึ้น โรคภัยลดลงหรื อสามารถแก้ปัญหาได้ การเดินทางและการติดต่อสะดวกและรวดเร็ ว
ขึ้น การศึกษาก้าวหน้ากว่าอดีตมากมายนัก ซึ่ งสิ่ งเหล่านี้เป็ นผลมาจากวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแทบทั้งสิ้ น
      สุ ดท้ าย โชว์วอลเตอร์ (showalter. 1974 : 2) ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของการเป็ นผูรู้วิทยาศาสตร์ (scientific
                                                                                    ้
literacy) ซึ่ งสามารถนามาเชื่อมโยงกับประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีได้ ดังนี้คือ
      1. เข้าใจธรรมชาติความรู้ทางวิทยาศาสตร์
      2. สามารถนามโนทัศน์ หลักสาคัญ กฎ และทฤษฎีที่เหมาะสมไปใช้อย่างถูกต้อง
      3. สามารถใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการแก้ปัญหา การตัดสิ นใจ และ
การศึกษาเกี่ยวกับสิ่ งแวดล้อมได้อย่างดี
      4. ยึดมันในค่านิยมที่มีรากฐานมาจากวิทยาศาสตร์
               ่
      5. เข้าใจและซาบซึ้ งในความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีและ
สังคม
      6. พัฒนาความคิดที่แปลกและน่าพอใจ เกี่ยวกับสังคมได้มากว่าคนอื่น อันเป็ น
ผลจากการศึกษาวิทยาศาสตร์ และใฝ่ ใจศึกษาอยูตลอดเวลา่
      7. ได้พฒนาทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทดลอง
                 ั



เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                        หน้า 13
ประวัติของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทางตะวันตก
      ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในปั จจุบนเป็ นผลสื บเนื่องมาจากการสะสมความรู้ของ
                                                                      ั
มนุษยชาติมาเป็ นเวลานาน เริ่ มตั้งแต่มนุษย์ยงดารงชีพโดยการล่าสัตว์ดวยอาวุธที่ทาด้วยหิ นจนกระทังพัฒนาวิถีใน
                                                    ั                        ้                             ่
การดารงชีพที่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตมากมาย                         อมรา ทองปาน และวีระศักดิ์ อุดมโชค (2541 : 2) กล่าวว่า
       ่                                                                                    ่
นับตังแต่มนุษย์ Homo sapiens ได้ถือกาเนิ ดขึ้นมาในโลกนี้เมื่อประมาณ 40,000 ปี ที่ผานมา มนุษย์มีววฒนาการด้าน  ิั
                                      ั         ่
ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่ องมาจนถึงปั จจุบน แม้วาลักษณะโครงร่ างของมนุษย์มิได้มีการเปลี่ยนแปลงหรื อมีววฒนาการจน    ิั
แสดงความแตกต่างจากมนุษย์ในปั จจุบนมากนัก แต่มนุษย์มีววฒนาการด้านอื่น เช่น การเปลี่ยนแปลงด้าน
                                              ั                         ิั
วัฒนธรรมการศึกษาเพื่อหาความรู ้ดานต่าง ๆ จากวิวฒนาการด้านนี้ทาให้สามารถจาแนกการเกิดมนุษย์โบราณตาม
                                        ้                       ั
ลักษณะเครื่ องมือเครื่ องใช้ที่พบเป็ นยุคต่าง ๆ เช่น มนุษย์ยคหิ นเก่าและมนุษย์ยคหิ นใหม่ ดังแสดงในตารางที่ 3
                                                                   ุ                ุ
             ่
กล่าวได้วา การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ของมนุษย์ยคเริ่ มแรกนั้นเป็ นการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และ
                                                            ุ
วิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ นับแต่สิ้นสุ ดยุคน้ าแข็งยุคสุ ดท้ายเมื่อประมาณ 10,000 ปี เป็ นต้นมา มนุษย์ได้เริ่ มศึกษาสังเกต
ธรรมชาติที่รอบ ๆ ตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิงการเกิดกลางวัน กลางคืน ข้างขึ้น ข้างแรม ฤดูกาลต่าง ๆ และการโคจร
                                                  ่
                          ั                 ิ           ่
ของดวงดาว นอกจากนี้ยงศึกษาสิ่ งมีชีวตที่อยูรอบ ๆ ตัวเราด้วย
      ดังนั้น วิทยาศาสตร์ สมัยโบราณเกิดขึ้นควบคู่กบการเกิดอารยธรรมโบราณต่าง ๆ ได้แก่ อารยธรรมเมโสโปเต
                                                              ั
เมีย อารยธรรมอียปต์ อารยธรรมในอเมริ กากลาง และอารยธรรมใน เอเชีย ต่อจากนี้ จึงเข้าสู่ ยคของวิทยาศาสตร์
                    ิ                                                                             ุ
ธรรมชาติ ดาราศาสตร์ คณิ ตศาสตร์ ซึ่ งเริ่ มมีสูตร ทฤษฎี มีการทดลองนักวิทยาศาสตร์ ในยุคนี้เป็ นนักวิทยาศาสตร์
ในอาณาจักรกรี กทั้งสิ้ น ยุคสุ ดท้ายของวิทยาศาสตร์สมัยโบราณ คือ วิทยาศาสตร์ ที่พฒนาขึ้นในสมัยที่มีเมืองอเล็ก
                                                                                          ั
ซานเดรี ยเป็ นศูนย์กลางการปกครองซึ่งมีการสะสมตารา หนังสื อของวิชาความรู ้ดานต่าง ๆ อย่างมาก มีหอสมุดที่
                                                                                        ้
ใหญ่ที่สุดในโลกของยุคนั้น คือ หอสมุดอเล็กซานเดรี ย
เมื่อถึงสมัยกลาง (Middle Age) ประมาณปี ค.ศ. 476-1453 ความเจริ ญด้านวิทยาศาสตร์ ได้ชะงักงันไปชัวขณะ              ่
เรี ยกว่า "ยุคมืดทางวิทยาศาสตร์ " สื บเนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนาที่ขดแย้งกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ หาก
                                                                               ั
ผูใดคัดค้านหรื อขัดแย้งกฎเกณฑ์ทางศาสนาก็จะมีโทษถึงตาย วิวฒนาการด้านวิทยาศาสตร์จึงหยุดชะงักไป จนถึง
    ้                                                                      ั
กลางคริ สต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่ งเป็ นสมัยฟื้ นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ จึงเริ่ มต้นพัฒนาขึ้น
อีกครั้งหนึ่ง ต่อมาศตวรรษที่ 18 ได้มีการปฏิวติทางวิทยาศาสตร์ ครั้งใหญ่ ทาให้วทยาศาสตร์ สาขาดาราศาสตร์
                                                          ั                           ิ
ภูมิศาสตร์ กายวิภาคศาสตร์ เคมี ฟิ สิ กส์ เจริ ญพัฒนาขึ้น อย่างมาก
ในยุคนี้วทยาศาสตร์ บริ สุทธ์สาขาต่าง ๆ ได้พฒนาขึ้นมาก และจัดเป็ นพื้นฐานของวิชาการสาขาต่าง ๆ อย่างแท้จริ ง
           ิ                                          ั
                                                                                 ั
ซึ่ งสามารถเปรี ยบเทียบความเจริ ญของมนุษย์ตามการศึกษาประวัติศาสตร์ กบการเจริ ญทางวิทยาศาสตร์
      ระยะเวลา สมัยความเจริ ญของมนุษย์ตามประวัติศาสตร์ สมัยความเจริ ญของวิทยาศาสตร์
ตั้งแต่โลกมีมนุษย์จนถึงยุคที่มนุษย์รู้จกการใช้โลหะ
                                          ั




เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                               หน้า 14
1. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (Perhistoric Ages) แบ่งเป็ นสมัยหิ นเก่า - สมัยหิ นใหม่ วิทยาศาสตร์สมัยโบราณ- สมัย
แรกเริ่ ม- สมัยกรี ก- สมัยอเล็กซานเดรี ย(..ถึงประมาณ ค.ศ.450)
ตั้งแต่สมัยบอรนซ์หรื อทองสาริ ด ซึ่ งเป็ นสมัยที่ชาติโบราณเจริ ญไปจนถึง ค.ศ. 476 ซึ่งจักรวรรดิโรมันเสี ยเอกราช
แก่อนารยชน
2. สมัยโบราณ (Ancient Ages)
          ค.ศ. 476-ค.ศ.1453 ซึ่ งเป็ นปี ที่จกวรรดิโรมันตะวันออกเสี ยอานาจให้แก่พวกเตอร์ กซึ่ งแผ่อานาจจากเอเซี ย
                                               ั
เข้ามาในยุโรป 3. สมัยกลาง (Middle Ages) ตั้งแต่ตนสมัยกลางจนถึงเกือบปลายสมัยเรี ยกว่าสมัยมืดมน (Dark
                                                          ้
Ages) ปลายสมัยกลางเป็ นสมัยฟื้ นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) วิทยาศาสตร์สมัยกลาง (ประมาณ ค.ศ. 450 ถึง
ประมาณ ค.ศ. 1700)
          ค.ศ. 1453 - ค.ศ. 1918 ซึ่ งเป็ นปี ที่สิ้นสุ ดสงครามโลกครั้งที่ 1 4. สมัยใหม่ (Modern Ages) วิทยาศาสตร์
สมัยใหม่ (ประมาณ ค.ศ. 1700 ถึงปัจจุบน)       ั
          ค.ศ. 1918 - ปัจจุบน 5. สมัยปัจจุบน (Contemporary Ages)
                            ั                    ั

วิทยาศาสตร์ (อมรา ทองปาน และ วีรศักดิ์ อุดมโชค. 2541 : 4)
                ่
      จะเห็นได้วา การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกระแสโลกนั้นมีลกษณะค่อยเป็ นค่อยไปและถ่ายเทจาก
                                                                           ั
ฐานความรู้ความคิดเดิม ไปสู่ ฐานความรู ้ความคิดใหม่ เช่น จากการเกษตร ไปสู่ อุตสาหกรรม จนกระทังถึง       ่
                                                    ่
เทคโนโลยีสารนิเทศ เป็ นต้น นอกจากนั้นนับได้วา "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" เป็ น "วัฒนธรรม" ระบบหนึ่งด้วย
ซึ่งการยอมรับวัฒนธรรมใหม่ของผูคนในสังคมใด ๆ ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับ "ลักษณะนิสัย" ของผูคนในสังคมนั้น
                                     ้                                                               ้
ๆ ด้วย
อย่างไรก็ตามในสมัยโบราณ ไม่ใคร่ มีการแยกสาขาวิชาออกมาชัดเจน นักปราชญ์แต่ละคนมักจะสนใจที่จะศึกษา
ความรู้ทุกด้าน วิทยาศาสตร์ จึงเป็ นส่ วนหนึ่งของปรัชญา การเรี ยนรู้โดยการทดลองยังมีนอย อาจจะมีการสังเกต
                                                                                        ้
            ั
ธรรมชาติกนบ้าง เช่น การศึกษาท้องฟ้ า แต่อุปกรณ์และเทคนิคในสมัยนั้น อาจจะไม่ดีพอที่จะให้ผลที่ละเอียด
แม่นยา อย่างไรก็ตาม คนปั จจุบนก็ยงยกย่องว่าคนโบราณได้ทาการศึกษาวิชาชีววิทยาไว้อย่างละเอียดถี่ถวนดี
                                ั ั                                                                      ้
มากกว่าวิชาอื่น เช่น รู ้วาปลาวาฬเป็ นสัตว์ที่ต่างจากปลาประเภทอื่นทัวไป คนปั จจุบนรู ้ลึกซึ้ งกว่าก็เพราะว่า มี
                          ่                                          ่           ั
อุปกรณ์ เช่น กล้องจุลทรรศน์เป็ นเครื่ องช่วย เป็ นต้น




เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                           หน้า 15
วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในสมัยโบราณ
                                       ่
       มนุษย์พยายามดิ้นรนเพื่อความอยูรอด มากกว่าที่จะค้นหาความรู ้ทางวิชาการที่เกิดจากความอยากรู ้อยากเห็น
อยากเข้าใจ การดาเนินชี วตยังคงผันผวนไปตามธรรมชาติแวดล้อมโดยมนุษย์ไม่สามารถปรับปรุ งแก้ไขกลไกใน
                           ิ
ธรรมชาติ ดังเช่นการเพาะปลูกที่ให้ผลิตผลสู งในช่วง ต้น ๆ ครั้นเมื่อดินจืด ผลิตผลเลวลงมนุษย์จะเผาป่ า ย้ายไปหา
ที่เพราะปลูกใหม่ เฉพาะแถบริ มฝั่งแม่น้ า ที่น้ าท่วมพาโคลนมาทับถมทุกปี เท่านั้นที่สามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี แต่
                             ่
การที่ตองดิ้นรนเพื่อความอยูรอดนี้เอง ผนวกกับความสามารถทางสติปัญญาทาให้มนุ ษย์เรี ยนรู ้ทีละเล็กละน้อย ใน
          ้
อันที่จะเปลี่ยนแปลงกลไกธรรมชาติเพื่อปรับปรุ งธรรมชาติแวดล้อมให้เหมาะกับการดารงชีวตของตน     ิ
       1.1 วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยเริ่มแรก
                                                                                                 ่
       ในยุคหิ นใหม่เมื่อประมาณ 6,000 ปี ก่อนคริ สต์ศตวรรษ มนุษย์เริ่ มมีการสร้างบ้านเรื อนที่อยูอาศัยเป็ นชุมชน
ใหญ่ข้ ึน มีการพัฒนาทางด้านเกษตรกรรม มีการใช้โลหะหลอม ซึ่ งเรี ยกว่า ยุคสาริ ด (Bronze Age) โดยใช้ทองแดง
ผสมกับดีบุกเพื่อความแข็งแรง และที่สาคัญ คือ เริ่ มมีการบันทึกเป็ นภาษาเกิดขึ้นในอารยธรรมเริ่ มแรก เช่น
       ก. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamian Civilization)
       อารยธรรมเมโสโปเตเมีย เป็ นอารยธรรมเก่าแก่ที่เกิดขึ้นในบริ เวณที่ราบลุ่มแม่น้ าไทกริ ส (Tigris) และแม่น้ ายู
                                                                                 ่
เฟรตีส (Euphrates) คาว่า "เมโสโปเตเมีย" เป็ นภาษากรี ก หมายถึง ดินแดนที่อยูระหว่างแม่น้ าทั้งสอง ปั จจุบน คือั
ประเทศอิรัก ณ ที่แห่งนี้มีชนชาติต่าง ๆ อพยพเข้ามาอยูอาศัยมากมาย แต่ละชนชาติเหล่านั้นได้นาความเจริ ญมาสู่
                                                       ่
เมโสโปเตเมีย เช่น ชาวสุ เมเรี ยนได้ประดิษฐ์อกษรคูนิฟอร์ ม (Cuneiform) ซึ่ งเกิดจากการใช้กระดูกมีลกษณะเป็ น
                                                ั                                                     ั
รู ปลิ่ม กดบนดินเหนียวในขณะอ่อนตัว เป็ นรู ปร่ างต่าง ๆ เพื่อแสดงความหมายที่ตองการ นับเป็ นอักษรที่เก่าแก่ที่สุด
                                                                                   ้
ในโลก นอกจากนี้ชาวสุ เมเรี ยนยังเริ่ มมีการคิดค้นปฏิทินขึ้นใช้ โดยกาหนด 1 เดือน มี 29.5 วัน 1 ปี มี 12 เดือน และ
ถือหน่วย 60 ในการนับวินาที และชัวโมง ่
ชาวแคลเดียน (Chaldean) เป็ นชนชาติหนึ่งที่เข้ามาอาศัยในเมโสโปเตเมีย และได้ทาให้ความรู้ดานดาราศาสตร์มี
                                                                                               ้
ความเจริ ญและพัฒนามากขึ้น โดยมีความเชื่ อว่าดาวเคราะห์มี 5 ดวง ประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาว
พฤหัสบดี และดาวเสาร์ เมื่อรวมกับดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ก็คือ เทพเจ้าที่ยงใหญ่ 7 องค์ อารยธรรมเมโสโปเต
                                                                              ิ่
เมียได้ให้ความรู ้แก่มนุษย์ชาติ และได้ใช้ตราบจนทุกวันนี้ คือ 1 สัปดาห์มี 7 วัน การแบ่งหน้าปั ทม์นาฬิกาเป็ น 12
ช่อง ๆ ละ 1 ชัวโมง
                ่
       ข. อารยธรรมอียปต์ (Egyptian Civilization)
                        ิ
       ชนชาติอียปต์โบราณตั้งถิ่นฐานในดินแดนลุ่มแม่น้ าไนส์ เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อน คริ สต์ศกราช อารยธรรม
                  ิ                                                                                ั
อียปต์ได้ให้ความรู ้แก่มนุษยชาติมากมาย สื บเนื่องมาจากความเชื่อในเรื่ องการกลับชาติมาเกิด ทาให้ชาวอียปต์คิดค้น
    ิ                                                                                                      ิ
การทามัมมี่ศพเพื่อรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่ อยและสร้างที่บรรจุศพอย่างแข็งแรง คือ ปิ ระมิด การสร้างปิ ระมิดต้องใช้
กาลังคนจานวนมากและใช้หลักการด้านกลศาสตร์ คณิ ตศาสตร์ และสถาปั ตยกรรมที่ล้ ายุค ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ใน
ปั จจุบนยังไม่สามารถให้คาตอบว่าคนสมัยโบราณสามารถทาได้อย่างไร
        ั
เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อนคริ สต์ศกราช ชาวอียปต์โบราณได้ประดิษฐ์อกษรฮีโรกราฟิ ก (Hieroglyphic) ซึ่งเป็ น
                                   ั              ิ                    ั

เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                          หน้า 16
อักษรภาพ ต่อมาอักษรภาพนี้ ได้ดดแปลงเป็ นตัวเดโมติก (Demotic) ซึ่งใช้ในภาษากรี กปัจจุบน ชาวอียปต์โบราณ
                                     ั                                                            ั        ิ
สามารถคานวณพื้นที่ของสี่ เหลี่ยมจตุรัส สี่ เหลี่ยมผืนผ้าและทรงกลม นอกจากนี้ชาวอียปต์โบราณยังมีความรู ้ดาน
                                                                                            ิ                    ้
ดาราศาสตร์ อย่างดี และได้กาหนดปฏิทินของตนเอง โดยกาหนด 1 ปี มี 360 วัน และต่อมากาหนด 1 ปี มี 365 วัน
โดยแบ่งออกเป็ น 12 เดือน ความรู้ดานชีวภาพของชาวอียิปต์โบราณ คือ การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกายวิภาค และ
                                         ้
สรี รวิทยาของร่ างกายมนุษย์ ซึ่ งนาไปสู่ ความเจริ ญก้าวหน้าด้านการแพทย์สาขา ต่าง ๆ โดยเฉพาะจักษุแพทย์ ทันต
แพทย์ และศัลยแพทย์ ซึ่ งเป็ นพื้นฐานให้แก่ชาวกรี กในสมัยต่อมา
       ค. อารยธรรมในอเมริกากลาง (Central American Civilization)
       แหล่งอารยธรรมสาคัญในทวีปอเมริ กากลางบริ เวณแหลมยูกาตัน (Yucatan) หรื อบริ เวณที่เป็ นประเทศ
กัวเตมาลา ฮอนดูรัส นิการากัว คอสตาริ กา ปานามา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย ชิลี และอาร์เจนตินาใน
                                                            ่
ปัจจุบน ในสมัยโบราณบริ เวณนี้มีชนเผ่าต่าง ๆ เข้าไปอยูอาศัย ได้แก่ มายา (Mayas) แอสแทค (Aztecs) และอินคา
         ั
(Incas) ซึ่ งเชื่อกันว่า ชนเผ่าแอสเทคมีความรู ้ดานดาราศาสตร์ มาก ส่ วนชนเผ่าอื่น ๆ ก็มีร่องรอยของอารยธรรมที่
                                                  ้
เจริ ญมากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิงด้านสถาปั ตยกรรมการก่อสร้าง
                                       ่
       ง. อารยธรรมในเอเซีย (Asian Civilization)
                                                                  ่
       อารยธรรมโบราณที่เกิดขึ้นในทวีปเอเซี ยมีแหล่งสาคัญอยูในประเทศอินเดียและจีน อารยธรรมในประเทศ
อินเดียมีความเจริ ญสู งสุ ดเมื่อ 3,000 - 2,000 ปี ก่อนคริ สตศักราช สาหรับในประเทศไทยเอง มีการขุดพบสิ่ งของ
เครื่ องใช้ที่แสดงถึงอารยธรรมที่มีความเจริ ญอย่างมาก และมีอายุมากกว่าที่พบในอินเดีย จีน และเมโสโปเตเมีย
(สุ เมธ ชุมสาย. 2529)
       1.2 วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยกรีก
       ในอาณาบริ เวณรอบทะเลเอเจียน (Aegean Sea) มีกลุ่มชนเฮลเลียน (Hellenes) อาศัยอยูและเรี ยกชื่อประเทศว่า
                                                                                                ่
เฮลลาส (Hellas) แต่คนส่ วนใหญ่เรี ยกชนกลุ่มนี้วา กรี ก (Greeks) กลุ่มชนพวกนี้มีการปกครองเป็ นแคว้นเล็ก ๆ และ
                                                     ่
มีการพัฒนาด้านปรัชญา กฎหมาย และวิทยาศาสตร์ อย่างสู งสุ ดซึ่ งหลายสาขาวิชายังมีการใช้จนถึงปั จจุบน แคว้นใน    ั
จักรวรรดิ์กรี กที่ได้มีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่
แคว้นไอโอเนีย (Ionia) เป็ นสถานที่ ๆ วิทยาศาสตร์ สมัยกรี กได้เริ่ มเจริ ญ รุ่ งเรื องเป็ นแห่งแรก ชาวกรี กมีอกษรฟี นิ
                                                                                                               ั
เชียน (Phaenician) ใช้เพื่อบันทึกความรู ้ต่าง ๆ ซึ่ งอักษรนี้ ต่อมาได้พฒนาเป็ นอักษรละตินและอังกฤษ นักปรัชญา
                                                                       ั
และนักวิทยาศาสตร์ชาวกรี กที่สาคัญ ได้แก่
       - เทลิสแห่งไมเลตุส (Thales of Milletus 636-546 ก่อน ค.ศ) ท่านผูน้ ีได้รับการยกย่องว่าเป็ นนักวิทยาศาสตร์ คน
                                                                         ้
แรกของกรี กและมนุษย์ชาติ ซึ่งให้ความรู้ดานดาราศาสตร์ และเรขาคณิ ต
                                              ้
       - เอมเพโดคลีส (Empedocles 495-430 ก่อน ค.ศ) ตั้งทฤษฎีธาตุสี่ (Theory of Four Humours) กล่าวว่า สิ่ งมีชีวต     ิ
ประกอบด้วย ดิน น้ า ลม ไฟ
                                                                                                    ่
       - ฮิปโปเครตีส (Hippocrates 490-377 ก่อน ค.ศ) บิดาแห่งการแพทย์ ลบล้างความเชื่อที่วาโรคภัยไข้เจ็บเกิดจาก
การกระทาของสิ่ งเหนือธรรมชาติ
       - อริ สโตเติล (Aristotle 384-322 ก่อน ค.ศ) บิดาแห่งวิชาสัตววิทยา ธรรมชาติวทยาและศาสตร์ดานอื่น ๆ อีก
                                                                                          ิ              ้
เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                               หน้า 17
มาก เป็ นนักปราชญ์ชาวกรี กที่สาคัญ เนื่ องจากคาสอนของอริ สโตเติล มีการถ่ายทอดและเชื่อเถือในชนชาติต่าง ๆ
นานถึง 2,000 ปี

       1.3 วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยอเล็กซานเดรีย
เมื่อ 334 ปี ก่อนคริ สต์ศกราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราชได้เข้ายึดครองอียปต์ เปอร์ เซีย กรี ก และได้จดตั้งชุมชน
                          ั                                                    ิ                          ั
                                                             ่
เป็ นศูนย์การค้าและวิทยาการที่เมืองอเล็กซานเดรี ย ซึ่ งอยูที่บริ เวณปากแม่น้ าไนล์ ต่อมาเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ม
หาราชสิ้ นพระชนม์ลงราชวงศ์โทเลอมีได้ครองเมืองต่อมาและได้ส่งเสริ มการศึกษาด้านวิทยาศษสตร์ สาขาต่าง ๆ
อย่างมาก มีการทดลองและบันทึกข้อมูลในม้วนกระดาษปาปิ รัส และรวบรวมไว้ที่หอสมุดอเล็กซานเดรี ย ซึ่งจัดเป็ น
แหล่งสะสมวิชาการที่ใหญ่ที่สุดในโลกของสมัยนั้น มีมวนปาปิ รัสมากถึง 7 แสนม้วน นักวิทยาศาสตร์ที่สาคัญใน
                                                           ้
สมัยนี้ ได้แก่
       - ยูคลิด (Euclid 330-260 ก่อน ค.ศ) บิดาแห่งเรขาคณิ ต
       - อาร์ คีมิดีสแห่งไซราคิวส์ (Archimedes of Syracuse 287 - 212 ก่อน ค.ศ) นักวิทยาศาสตร์ ที่ยงใหญ่ของฟิ สิ กส์
                                                                                                    ิ่
ด้านกลศาสตร์ และเป็ นนักประดิษฐ์ที่ฉลาดล้ ายุคเป็ นผูคนพบ กฏของคานดีดคานงัด ค้นพบว่าน้ าหนักของวัตถุที่
                                                        ้้
หายไปเมื่อชังในน้ าจะเท่ากับน้ าหนักของน้ าที่ถูกวัตถุน้ นแทนที่
                ่                                        ั
       - โทเลอมี (Claudius Ptolemy ค.ศ. 127-170) เขียนหนังสื ออัลมาเจส (Almagest) ซึ่ งกล่าวว่าโลกนี้เป็ น
ศูนย์กลางของจักรวาล ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ โคจรรอบโลก หนังสื อเล่มนี้มีอิทธิ พลต่อการศึกษา
ดาราศาสตร์ถึง 1,500 ปี ต่อมา
       - เกเลน (Galen of Pergamum ค.ศ. 131-201) แพทย์ผยงใหญ่ศึกษา กายวิภาคและสรี ระวิทยาของคน โดยการ
                                                               ู ้ ิ่
ผ่าตัดลิงและหมู จึงทาให้ขอมูลผิดพลาด และมีอิทธิ พลต่อการพัฒนาด้านการแพทย์เกือบ 1,200 ปี ต่อมา
                             ้

                                    วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยกลาง
      วิทยาศาสตร์สมัยกลางเริ่ มตั้งแต่ ค.ศ. 450-1700 วิทยาศาสตร์ ในยุคนี้ยงคง เกี่ยวข้องกับวิชาปรัชญาอยูบางส่ วน
                                                                          ั                                ่
และเนื่องจากมีการรุ กรานแย่งดินแดน โดยอนารยชน (Barbarian) ไปยังอาณาจักรที่เคยเจริ ญรุ่ งเรื องมาก่อน
โดยเฉพาะจักรวรรดิโรมัน ทาให้วชาการต่าง ๆ ชะงักไปประกอบกับความเชื่ อทางศาสนาจะบังคับให้ผสนใจ
                                   ิ                                                                    ู้
ค้นคว้าวิทยาศาสตร์ ตองจากัดความคิดและการค้รคว้าด้านต่าง ๆ ลง
                      ้
      ดังนั้นวิทยาศาสตร์ สมัยกลางจึงแบ่งเป็ นยุคมืด และยุคฟื้ นฟูศิลปวิทยา ในยุคมืดนี้เกือบไม่มีความรู ้ใหม่ ๆ
เพิ่มขึ้นเลย ส่ วนมากเป็ นการเก็บรวบรวมและแปลตาราที่มีอยูเ่ ดิมจากอียปต์โบราณและกรี กโบราณ โดยชนชาติ
                                                                        ิ
อาหรับเป็ นผูแปลจากต้นฉบับเดิมเป็ นภาษาอาหรับ ดังนั้นในคริ สต์ศตวรรษที่ 9 อาหรับจึงเป็ นผูนาด้านปรัชญา และ
                ้                                                                               ้
วิทยาศาสตร์ ต่อมายุโรปจึงรับความรู ้จากอาหรับในปลายคริ สต์ศตวรรษที่ 12 และแปลตาราจากอาหรับกลับเป็ น
ภาษาละตินและมีการใช้แพร่ หลายในยุโรปจนถึงกลางศตวรรษที่ 14 จึงเข้าสู่ ยคฟื้ นฟูศิลปวิทยา หรื อยุคฟื้ นฟู
                                                                             ุ
ศิลปวัฒนธรรม

เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                           หน้า 18
กลางศตวรรษที่ 14 เมื่อวิทยาศาสตร์ เข้าสู่ ยคฟื้ นฟูศิลปวิทยา ได้มีการประดิษฐ์แท่นพิมพ์โดย โยฮันน์ กูเต
                                                ุ
นเบิร์ก (Johann Gutenberg ค.ศ. 1397-1468) ชาวเยอรมัน และทาให้มีการเผยแพร่ วชาการด้านวิทยาศาสตร์ ได้
                                                                                  ิ
กว้างขวางมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ ที่สาคัญในสมัยนี้ได้แก่
     - ลีโอนาโด ดาวินซี ( Leonardo da Vinci ค.ศ. 1452 - 1519 ) เป็ นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจกายวิภาค กลศาสตร์
และจลศาสตร์ ของไหล นับเป็ นผูริเริ่ มนาวิทยาศาสตร์ เข้าสู่ ยคใหม่
                                ้                            ุ

                                   การปฏิวติทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
                                          ั
        ในคริ สต์ศตวรรษที่ 16-18 มีการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์ ครั้งใหญ่มีการค้นคว้าทดลองพิสูจน์ทฤษฎีต่าง
ๆ ทางวิทยาศาสตร์ ในยุคนี้มีนกวิทยาศาสตร์ ที่สาคัญ ๆ ได้แก่ - นิโคลัส โคเพอร์นิคส (Nicholaus Copernicus ค.ศ.
                                  ั                                                     ั
1473-1543) เป็ นนักวิทยาศาสตร์ เชื้ อสายโปแลนด์ ได้ให้ทฤษฎีเกี่ยวกับจักรวาลว่า ดวงอาทิตย์เป็ นศูนย์กลางของ
ระบบสุ ริยะ โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล นับเป็ นการปฏิวติทางดาราศาสตร์ ครั้งสาคัญ เพราะเป็ นการอ้างทฤษฎี
                                                                     ั
ที่คานกับความเชื่อเดิมเมื่อ 1,500 ปี มาแล้ว ซึ่ งเสนอโดย โทเลอมี
    ้
        - แอนเดรียส วีเซเลียส (Andreas Vesalius ค.ศ. 1514-1563) นักกายวิภาคศาสตร์ผศึกษาจากศพคนจริ ง ๆ และ
                                                                                          ู้
คัดค้านคาสอนของเกเลน ทาให้คาสั่งสอนของเกเลนซึ่ งเชื่ อกันมานานถึง 1,500 ปี ถูกล้มล้างไป การศึกษากายวิภาค
ของคนจากร่ างกายของคนจึงทาให้การพัฒนาด้านการแพทย์เจริ ญก้าวหน้าเข้าสู่ ยคปั จจุบนมากขึ้น
                                                                                     ุ         ั
        - กาลิเลโอ (Galileo Galilei ค.ศ. 1564-1642) เป็ นนักดาราศาสตร์ นักคณิ ตศาสตร์ และนักฟิ สิ กส์ ชาวอิตาเลียน
ผูมีความคิดเห็นก้าวหน้าล้ ายุคมาก และไม่เห็นด้วยกับความเชื่อด้านวิทยาศาสตร์ โบราณของอริ สโตเติล โทเลอมี
  ้
และเกเลน ซึ่ งนักวิทยาศาสตร์ ท้ งสามท่านนี้ได้มีอิทธิ พลต่อการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ ดานต่าง ๆ ยาวนานกว่าพันปี
                                    ั                                                        ้
ทั้งสิ้ น ดังนั้น กาลิเลโอจึงประสบปั ญหาในการเผยแพร่ ความรู ้ทางด้านวิทยาศาสตร์ อย่างมาก เพราะขัดแย้งกับคา
สอนทางศาสนาอีกด้วยเป็ นผูที่ได้ชื่อว่า บิดาแห่งการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เขาค้นพบของแรงดึงดูดของวัตถุของ
                                ้
โลกในชั้นแรก และเป็ นผูปรพดิษฐ์กล้องดูดาว ที่สามารถส่ องดูการเคลื่อนไหวของดาวได้เป็ นคนแรก
                             ้
        - โยฮัน เคปเลอร์ (Johannes Kcpler ค.ศ. 11571-1630) เป็ นคนแรกที่วางรากฐานเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของ
จักรวาล และอธิ บายวิถีการโคจรของดาวเคราะห์ท้ ง 9 ดวง ปั จจุบนยังใช้กนอยูเ่ รี ยกว่ากฎของเคปเลอร์ เขาสรุ ปว่า
                                                      ั                 ั       ั
ดวงดาวต่าง ๆ โคจรเป็ นวงรี ไม่ใช่วงกลม
        - โรเบิร์ต บอยล์ (Robert Boyle ค.ศ. 1627-1692) บิดาแห่งวิชาเคมีและเป็ นคนแรกที่ผลักดันให้เกิดวิทยาศาสตร์
สมัยใหม่ ซึ่ งมีการศึกษาทดลองประกอบกับการตั้งทฤษฎีโดยโจมตีแนวคิดของอริ สโตเติลที่กล่าวว่าสสาร
ประกอบด้วยธาตุ 4 ชนิด แต่บอยล์กลับกล่าวว่าสสารประกอบด้วยธาตุมากกว่านั้นมากมาย
        - จอห์ น เรย์ (John Ray ค.ศ. 1627 - 1705) เป็ นผูเ้ ริ่ มงานด้านชีววิทยา จาแนกพืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆ เป็ นหมวดหมู่
และตั้งชื่อไว้ดวย เขาจาแนกพืชต่าง ๆ กว่า 1,186,000 ชนิด ไว้เป็ นหมวดหมู่ จึงได้รับสมญานามว่า บิดาแห่ง
                  ้
วิชาพฤษศาสตร์

เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                              หน้า 19
- เอนตัน แวน เลเวนฮุก (Anton Van Leuwenhoek ค.ศ. 1632 - 1723) ได้พบวิธีฝนเนส์ และได้สร้างกล้อง
จุลทรรศน์ นาไปส่ องดูสิ่งมีชีวตเล็ก ๆ แล้วสามารถได้รายละเอียดของสิ่ งมีชีวตเล็ก ๆ นั้นได้ ข้อมูลของเขาทาให้
                                 ิ                                        ิ
ความรู ้เรื่ องจุลชีวนกระจ่างขึ้นมาก กล้องจุลทรรศน์ของเขาสามารถขยายได้ถึง 270 เท่า จึงได้รับสมญานามว่า บิดา
                     ั
แห่งโลกจุลชีวน    ั
      - เซอร์ ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton ค.ศ. 1642-1727) พบกฎแห่งความโน้มถ่วงซึ่ งเป็ นกฎสากลอันดับ
แรก จึงได้รับสมญานามว่า บิดาของวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ และเป็ นผูศึกษาเรื่ องแสง โดยเจาะช่องเล็ก ๆ ให้แสงส่ อง
                                                                  ้
เข้าไปในห้องมืด เมื่อเอาแท่งแก้วปริ ซึมวางไว้ให้แสงแดดส่ งผ่าน แสงสี ขาวจะกระจายเป็ น 7 สี คือ ม่วง คราม น้ า
เงิน เขียว เหลือง แสด และแดง พร้อมกับอธิ บายถึงสาเหตุของการเกิดรุ ้งกินน้ า และ สรุ ปแรงดึงดูดของโลก จากการ
                                                                ่
สังเกตลูกแอปเปิ้ ลตกลงพื้นดิน ไม่ลอยไปในอากาศ โดยเรี ยกกฎนี้วา " กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน "

                                    วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่
         นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1700 เป็ นต้นมา ได้เข้าสู่ ยควิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ มีการค้นพบทฤษฎีการสันดาปโดยลาวัวซิเอ
                                                       ุ
ความก้าวหน้าด้านเคมีสาขาต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ ว พร้อม ๆ กับความก้าวหน้าด้านฟิ สิ กส์และกลศาสตร์ ซึ่ง
นาไปสู่ การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและมีการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ทุกสาขาเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ใน
การที่จะครองโลกวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจนถึงปั จจุบนนี้         ั
         1. วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยปฏิวติอตสาหกรรม
                                                  ั ุ
         การเปลี่ยนแปลงครั้งยิงใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเกิดขึ้นในสมัยปฏิวติอุตสาหกรรมเมื่อ
                                ่                                                             ั
คริ สต์ศตวรรษที่ 18 จากความก้าวหน้าทางวิทยาการในแขนงต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ ในช่วง คริ สต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่ง
ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงความเชื่อถือ แนวความคิดปรัชญาวิทยาศาสตร์ โบราณมาเชื่อถือปรัชญาวิทยาศาสตร์แนว
ใหม่ และได้นาวิธีการวิทยาศาสตร์มาใช้ทาให้ประสบผลสาเร็ จเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ ว และใช้รูปแบบทาง
คณิ ตศาสตร์ มาจาลองศีกษาธรรมชาติ ทาให้เกิดการค้นพบ และการตั้งทฤษฎีใหม่ ๆ มากมาย นักวิทยาศาสตร์ผู้
                                    ั
ยิงใหญ่ที่ประสาทความรู ้ให้กบวงการวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ในสมัยนี้ได้แก่
  ่
         - เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin ค.ศ. 1706-1790) ค้นพบว่าไฟฟ้ าเป็ นของไหล ซึ่ งเป็ นรากฐานทา
ให้คนพบอิเล็กตรอนในเวลาต่อมา เขาค้นพบไฟฟ้ าในอากาศ ทาให้เกิดฟ้ าแลบและฟ้ าผ่า และแนะนาวิธีการป้ องกัน
       ้
ฟ้ าผ่า โดยการประดิษฐ์สายล่อฟ้ าขึ้น นอกจากนี้ยงได้เสนอแนะว่าอาการเกิดสารพิษจากตะกัว มักจะเกิดกับบุคคลที่
                                                         ั                                      ่
ทางานในโรงพิมพ์
         - เจมส์ วัตต์ (James Watt ค.ศ. 1736-1819) เป็ นผูปรับปรุ งเครื่ องจักรไอน้ าของนิวโคเมน และประดิษฐ์
                                                             ้
เครื่ องจักรไอน้ าแบบใหม่ โดยแก้ไขจุดบกพร่ องจากแบบของนิวโคเมน และได้พฒนาเครื่ องจักรไอน้ าที่ทางาน
                                                                                      ั
ระบบ "ดับเบิลแอกชัน" ทาให้ลูกล้อหมุนไปได้ซ่ ึ งเป็ นแนวทางในการประดิษฐ์รถยนต์และรถไฟในเวลาต่อมา และ
เป็ นผูกาหนดกาลังเครื่ องจักเป็ น "แรงม้า"
          ้
ปั จจัยสาคัญที่ก่อให้เกิดการปฏิวติอุตสาหกรรม บรรยากาศทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ที่เอื้ออานวยให้มีการ
                                      ั

เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                         หน้า 20
ประดิษฐ์คิดค้น ซึ่ งเริ่ มต้นขึ้นในอังกฤษโดยรัฐเป็ นผูสนับสนุนในทุกวิถีทางที่จะทาให้เกิดสิ่ งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ซึ่ง
                                                      ้
เชื่อกันว่า จะทาให้ชาติเป็ นมหาอานาจในทางเศรษฐกิจและการเมืองได้โดยการให้ผลประโยชน์แก่ผประดิษฐ์คิดค้น ู้
และหลักประกันสิ่ งประดิษฐ์ ดาเนินการจัดหาแหล่งทรัพยากรและตลาดการค้า ตลอดไปจนถึงการสนับสนุนการ
ลงทุน รวมทั้งเผยแพร่ ความคิดเห็นในทางอุตสาหกรรมทาให้มีการตื่นตัวขึ้นในสังคม และแผ่ขยายอิทธิ พลความคิด
ไปสู่ นานาประเทศ ดังนั้นกระบวนการผลิตสิ นค้าเพื่อสนองความต้องการของพลเมือง ซึ่ งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ วจึง
เปลี่ยนจากการทาในครัวเรื อนไปเป็ นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีการทางานโดยใช้ระบบแบ่งแรงงานให้แต่ละคนทางาน
                             ั                      ั
เฉพาะส่ วน มีการศึกษาวิจยระบบงานให้สัมพันธ์กบเวลา และใช้เครื่ องมือเครื่ องจักรที่ทนสมัยในกระบวนการ
                                                                                           ั
ประกอบการอุตสาหกรรม ซึ่ งทาให้อุตสาหกรรมด้านต่าง ๆเจริ ญขึ้นอย่างรวดเร็ ว ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดปั ญหา
สังคมติดตามมาด้วย ผลที่เห็นได้ชดเจน คือ คนอพยพเข้ามารวมกันทางานในเมืองอุตสาหกรรมเกิดความแออัด ชน
                                       ั
ชั้นกรรมกรถูกกดขี่ และทารุ ณจนเกิดการต่อสู่ ระหว่างชนชั้นขึ้น ส่ วนนายทุนเริ่ มมีอานาจก็แสวงหาอาณานิคม
เพิ่มขึ้นเพื่อเป็ นแหล่งทรัพยากร หรื อเป็ นตลาด ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ประสบผลสาเร็ จได้
เปลี่ยนแปลงความเชื่อเก่า ๆ เกี่ยวกับแนวความคิดโบราณโดยสิ้ นเชิง
      2 วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยสงครามโลก
      ในประวัติศาสตร์ เกือบจะไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่โลกปลอดจากสงคราม สงครามจัดได้วาเป็ นกิจกรรมร่ วมของ
                                                                                              ่
มนุษยชาติอย่างหนึ่งซึ่ งมักใช้เป็ นทางออกเมื่อเกิดข้อขัดแย้งหรื อข้อพิพาท โดยเฉพาะอย่างยิงเกี่ยวกับผลประโยชน์
                                                                                                ่
ความสามารถในการประหัตประหาร ชาติพนธุ์เดียวกันของมนุษย์เหนื อกว่าสัตว์ท้ งปวง อาจเป็ นเพราะว่า
                                             ั                                    ั
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในบางช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ เป็ นไปอย่างรวดเร็ ว ทั้งนี้เพราะ
มนุษย์ได้ทุ่มเททุกสิ่ งทุกอย่างทั้งสติปัญญาและทรัพยากรเพื่อพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนกลวิธีทาลายข้าศึก
ตัวอย่างเช่น เห็นได้จากวิวฒนาการของเครื่ องบินรบ ทั้งในแง่ของความเร็ วและสมรรถนะ ในมหาสงครามโลกทั้ง
                               ั
สองครั้ง ประเทศมหาอานาจได้ผนึกกาลังนักวิทยาศาสตร์ ช้ นนาเข้ามาทางานด้วยกันเป็ นกลุ่มใหญ่เพื่อพัฒนาและ
                                                            ั
                                                                                         ่
ประยุกต์วธีการประหัตประหารแบบใหม่ ๆ ในมหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นั้น จัดได้วาเป็ นสงครามเคมี เพราะมี
             ิ
การทาลายล้างด้วยระเบิดชนิ ดต่าง ๆ และแก๊ส ส่ วนมหาสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยติลงด้วยระเบิดปรมาณูที่ทาลาย
                                                                                    ุ
ล้างชีวตมนุษย์นบแสนคนลงในชัวพริ บตา ผลจากสงครามทาให้เกิดการกระตุนเตือนนักวิทยาศาสตร์ และนัก
         ิ          ั                ่                                         ้
ประดิษฐ์คิดค้นให้เพิ่มความรับผิดชอบและระมัดระวังในผลงานของตนยิงขึ้น บุคคลหลายกลุ่มได้ผนึกตัวขึ้น
                                                                          ่
ต่อต้านการทาสงครามด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีการเรี ยกร้องให้ลดกาลังอาวุธ ถึงกระนั้นก็ตามประเทศ
มหาอานาจก็ยงเร่ งระดมสร้างอาวุธร้ายแรงขึ้นทุกที เช่น ระเบิดไฮโดรเจน ระเบิดนิวตรอน สารพิษ และเชื้อโรค
                  ั
เป็ นต้น ซึ่ งสงครามครั้งต่อ ๆ ไป อาจหมายถึงอวสานของมนุษย์ก็เป็ นได้ นักวิทยาศาสตร์ ที่สาคัญในสมัยนี้ ได้แก่
- อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein ค.ศ. 1879-1955) เป็ นนักฟิ สิ กส์คณิ ตศาสตร์ ซึ่งเป็ นผูคนพบทฤษฎี
                                                                                                  ้้
สัมพันธภาพอันนาไปสู่ การสร้างระเบิดปรมณู และคิดค้นทฤษฎีใหม่ ซึ่ งนาไปสู่ การสารวจอวกาศ




เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                         หน้า 21
3. วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีหลังการปฏิวติทางอุตสาหกรรม
                                                      ั
                                                                                  ่
           ช่วงนี้เป็ นช่วงต่อจากสมัยการปฏิวติทางอุตสาหกรรมและอาจกล่าวได้วา มีผลงานทางวิทยาศาสตร์และ
                                                 ั
                                                            ่                               ่
เทคโนโลยีมากมายเกิดขึ้น ส่ งผลให้ชีวตความเป็ นอยูของมนุษยสุ ขสบายความเป็ นอยูดีข้ ึนและปลอดภัยจากโลกภัย
                                               ิ
ไข้เจ็บ นักวิทยาศาสตร์ สมัยนี้ได้แก่
           - ลาวัวซิเอ (Antoine Laurent Lavoisier ค.ศ. 1743-1794) เป็ นผูสนใจทางด้านเคมี ได้ต้ งทฤษฎีการสันดาป เขา
                                                                              ้                   ั
                                        ่
ได้ต้ งชื่อก๊าซที่ทาให้ลุกไหม้วา "ก๊าซออกซิ เจน" และตั้งกฎทรงแห่งมวลสาร ซึ่ งมีใจความว่า "มวลของสารก่อนทา
       ั
ปฏิกิริยาย่อมเท่ากับมวลของสารหลังการทา ปฏิกิริยา"
           - วอลตา (Alessandro A. Volta ค.ศ. 1744-1827) ได้ทดลองใช้แผ่นสังกะสี และทองแดงตัดให้กลมคล้ายเหรี ยญ
บาทประกบสลับกัน แล้วนาปลายข้างหนึ่งจุ่มลงในอ่างน้ าที่มีเกลือและชิ้นส่ วนของหนังสัตว์ปนอยูดวย ปรากฏว่า      ่ ้
                                                   ่
เกิดกระแสไฟฟ้ าขึ้น เขาเรี ยกเครื่ องมือนี้ วา "โวลทาอิกไฟล์" และเมื่อเชื่อมโวลทาอิกไฟล์หลายอันเข้าด้วยกันพบว่า
เกิดประแสมากขึ้นซึ่ งเป็ นหลักของแบตเตอรี่ ในปั จจุบน         ั
           - ลามาร์ก (Jean Baptise - Chevalier de Lamark ค.ศ.1744-1829) เขาได้สนใจเรื่ องความแตกต่างและความ
เหมือนกันของสิ่ งมีชีวิต จึงได้จดแบ่งสัตว์เป็ นหมวดหมู่และได้ต้ งกฎการใช้และไม่ใช้ ที่อธิ บายว่าลักษณะด้อยจะ
                                          ั                             ั
ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษไปยังลูกหลาน และลักษณะที่ไม่จาเป็ นจะค่อย ๆ เสื่ อมสลายไป
           - เอ็ดมันด์ ฮัลลีย ์ (Edmund Halley ค.ศ. 1656 - 1742 เป็ นนักดาราศาสตร์ ชาวอังกฤษศึกษาค้นคว้าหาตาแหน่ง
ดาวฤกษ์ต่าง ๆ เขาได้บนทึกการเคลื่อนที่ของดาวหางดาวหนึ่งและได้พยากรณ์วาดาวหางดวงนั้นจะปรากฎให้เห็น
                                 ั                                                     ่
ในทุก 76 ปี และก็เป็ นดังที่เขาทานาย เพื่อเป็ นเกียรติแก่เขาดาวหางดวงนั้นจึงชื่ อว่า "ดาวหางฮัลลีย"     ์
           - เอ็ดวาร์ ด เจนเนอร์ ( Edward Jenner ค.ศ. 1749 - 1823) เป็ นผูคนพบวิธีลูกผีเพื่อป้ องกันไข้ทรพิษ
                                                                              ้้
           - เซอร์ ฮัมฟรี ย ์ เดวี (Sir Humphry Davy ค.ศ. 1778 -1829) ได้คนพบก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งสามารถนาไปใช้
                                                                                ้
เป็ นยาสลบได้
           - แอมแปร์ (Andre- Marie Ampere ค.ศ. 1774 - 1836) เป็ นผูคนพบกระแสไฟฟ้ าสลับ ซึ่ งต่อมานักวิทยาศาสตร์
                                                                          ้้
ได้ต้ งชื่อหน่วยวัดกระแสไฟฟ้ าว่า "แอมแปร์ "เพื่อเป็ นเกียรติแก่เขา
         ั
           - ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday ค.ศ. 1791- 1867) เป็ นผูคนพบสนามแม่เหล็กไฟฟ้ า ซึ่ งต่อมาพัฒนาเป็ น
                                                                           ้้
เครื่ องกาเนิดไฟฟ้ า พบหลักการของหม้อแปลง พบกฎการแยกสลายด้วยไฟฟ้ าซึ่ งยังใช้กนในปั จจุบน      ั          ั
           - โทมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edisson ค.ศ. 1847 - 1931) เป็ นนักประดิษฐ์ที่สาคัญคนหนึ่งของโลกได้
ประดิษฐ์เครื่ องบันทึกเสี ยงเครื่ องแรกของโลก หลอดไฟฟ้ าเครื่ องฉายภาพยนตร์ มีสิ่งประดิษฐ์ที่จดลิขสิ ทธิ์ 1,328
ชิ้น และที่ไม่ได้จดลิขสิ ทธิ์ อีกมากมาย
           - ชาลส์ โรเบิร์ต ดาร์ วน (Charles Robert Dawin ค.ศ. 1809 - 1882) เป็ นผูคนพบทฤษฎีววฒนาการของ
                                     ิ                                              ้้              ิั
สิ่ งมีชีวต   ิ
           - เกรกอร์ โยฮันน์ เมนเดล (Gregoe Johann Mendel ค.ศ. 1822-1884) เขาได้ศึกษาทดลองเกี่ยวกับการผสมพันธุ์
พืช และได้สรุ ปเป็ นกฎเรี ยกว่า "กฎทางพันธุ์กรรมของเมนเดล" และได้ชื่อว่าเป็ นบิดาแห่งพันธุ์กรรม
เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                          หน้า 22
- ลูเธอร์ เบอร์แบงค์ (Luther Burbank ค.ศ. 1849-1926) เขาได้ทดลองผสมพันธุ์ไม้ดอกและไม้ผล และทดลอง
ผสมข้ามพันธุ์และเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดไว้ จนได้พนธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพดีมากมายเขาได้สมญานามว่า "ผูวเิ ศษแห่ง
                                                 ั                                              ้
ต้นไม้"
      - หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur ค.ศ. 1822 - 1895) เป็ นผูคนพบจุลินทรี ย ์ และวางรากฐานทฤษฎีแบคทีเรี ย ใช้
                                                                  ้้
วิธีการพาสเจอร์ ไรเซชัน (Pasteurization) ในการกาจัดแบคทีเรี ยในอาหาร โดยการทาให้อาหารอุ่น แล้วทาให้เย็นลง
                          ่
โดยเร็ ว และยังค้นพบวิธีการทาเซรุ่ มแก้พิษสุ นขบ้า และผลิตวัคซี นป้ องกันโรคพิษสุ นขบ้า
                                               ั                                     ั
      - ลอร์ ด โจเซฟ ลิสเตอร์ (Lord Joseph Lister ค.ศ. 1827 - 1912) เป็ นศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ เขาคิดว่าการเกิด
หนองหลังจากการผ่าตัด อาจจะเกิดจากเชื้ อโรคในอากาศ ดังนั้นจึงต้องหาวิธีกาจัดเสี ยก่อน เขาทดลองใช้กรด
คาร์บอลิกเจือจาง ทาความสะอาดบริ เวณที่จะทาการผ่าตัด และทาความสะอาดเครื่ องมือ ใช้ผาเช็ดมือที่สะอาด
                                                                                           ้
ขณะที่มีการผ่าตัด และได้ทดลองผ่าตัดคนไข้คนหนึ่ง ปรากฏว่าไม่มีหนอง และการอักเสบเกิดขึ้นอีกเลย
      4. วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยปัจจุบัน
      การศึกษาและการประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่ งครั้งหนึ่งในสมัยประวัติศาสตร์ ที่ผานมา  ่
เป็ นเพียงกิจกรรมส่ วนหนึ่งของนักปราชญ์กลุ่มย่อยๆ ในสังคม ได้เปลี่ยนแปลงกลายมาเป็ นอาชีพที่หลายคนให้
ความเชื่อถือ และใฝ่ ฝันที่จะได้เข้าไปมีบทบาทร่ วมดาเนิ นการ ฐานะ และภาพพจน์ของสังคมที่มีต่ออาชีพการวิจย      ั
                                 ่
และการประดิษฐ์คิดค้น ไม่วาจะเป็ นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร หรื อ นักเทคโนโลยี ไม่เป็ นรองอาชีพใด ๆ
ประเทศมหาอานาจต่าง ๆ ได้กาหนดนโยบายสนับสนุนงานค้นคว้าวิจยเป็ นอย่างมาก จึงเกิดสถาบัน
                                                                       ั
ค้นคว้าวิจยที่มีผทางานเป็ นกลุ่มซึ่ งแต่ละคนจะฝึ กฝนมาเป็ นผูชานาญเฉพาะด้านเฉพาะแขนง งบประมาณสาหรับ
              ั   ู้                                            ้
การพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีน้ น ได้จากงบประมาณแผ่นดิน แหล่งเงินทุน มูลนิธิ และบริ ษทอุตสาหกรรม
                                          ั                                                       ั
ต่าง ๆ ซึ่ งให้ในรู ปเงินทุนวิจยแก่มหาวิทยาลัย หรื อจัดตั้งห้องปฏิบติการของตนเองแล้วจ้างนักวิทยาศาสตร์ หรื อ
                               ั                                     ั
วิศวกรเข้าไปทางานวิจย การคิดค้นทฤษฎีและวิธีการประยุกต์จึงเป็ นไปอย่างกว้างขวางต่อเนื่องและรวดเร็ ว
                            ั
            ั                                                 ั
ผลงานวิจยทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่พิมพ์เผยแพร่ กนในปั จจุบนและสิ่ งประดิษฐ์ใหม่ ๆ มีมากมายจนไม่
                                                                         ั
สามารถที่จะรวบรวมไว้ ณ ที่หนึ่งที่ใดได้หมดสิ้ น เนื้อหาความรู ้ในแต่ละแขนงวิชาก็มีความลึกซึ้ ง และเริ่ มขยาย
ขอบเขตไปคาบเกี่ยวกับคน ในบางครั้งไม่อาจจะแยกลงไปอย่างชัดเจนว่าจัดอยูในสาขาใดแน่ ตัวอย่างเช่น วิชา
                                                                              ่
ชีวเคมี วิชาชีวฟิ สิ กส์ และวิศวกรรมการแพทย์ เป็ นต้น (เติมศักดิ์ เศรษฐวัชราวนิช. 2540 :4-10)




เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                        หน้า 23
ประวัติของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในประเทศไทย
       นับตั้งแต่อดีตอันยาวนาน คนไทยมีลกษณะนิสัยที่เปิ ดใจกว้างยอมรับวัฒนธรรมของชาติอื่น มีขนติต่อ
                                             ั                                                        ั
วัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมของตน และยินดีเรี ยนรู้วฒนธรรมของโลกภายนอก คนไทยพร้อมที่จะ
                                                                   ั
ยอมรับวัฒนธรรมต่างถิ่นในส่ วนที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม และช่วยตอบสนองความต้องการของมนุษย์ จึงเป็ นผล
ให้การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสังคมไทยมีลกษณะเฉพาะตัว ท่ามกลางการพัฒนาในกระแสโลกด้วย
                                                              ั
เช่นกัน กล่าวคือ คนไทยมีแนวโน้มที่จะเป็ น "ผูตาม" มากกว่าเป็ น "ผูนา" และเป็ น "ผูบริ โภค" มากกว่าเป็ น "ผูผลิต"
                                                        ้                 ้              ้                      ้
       เย็นใจ เลาหวนิช (2530 :65) กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็ นสิ่ งที่มีอยูคู่กบชีวตไทยตั้งแต่โบราณกาล แต่มิได้เรี ยกกัน
                                                                      ่ ั ิ
ว่า "เทคโนโลยี" เพราะเป็ นคาใหม่ซ่ ึ งเพิ่งจะปรากฏเป็ นทางการครั้งแรกในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
2525 คนส่ วนมากในอดีตรู ้จกเทคโนโลยีในฐานะ "วิชาช่าง" ต่าง ๆ ช่างไทยในสมัยโบราณได้ฝากฝี มืออันน่าพิศวง
                               ั
                                    ่
ไว้เป็ นมรดกของชาติ ดัง ปรากฏอยูในปั จจุบนนี้หลายเรื่ อง สาหรับประวัติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใน
                                                      ั
ประเทศไทย แบ่งออกเป็ นสมัยต่าง ๆ ได้ดงนี้ คือ  ั
1. สมัยก่ อนกรุ งสุ โขทัยเป็ นราชธานี (ก่อน พ.ศ. 1792)
       ผืนแผ่นดินที่เป็ นประเทศไทยในปัจจุบน เป็ นดินแดนที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มี
                                                    ั
   ้                    ั              ่ ั
ผูคนหลายเผ่าพันธุ์ต้ งถิ่นฐานอาศัยอยูต้ งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สื บต่อเนื่องกันมาไม่ขาดสายนับเป็ นเวลาพัน ๆ
ปี มาแล้ว จากชุมชนหมู่บานที่กระจายตัวอยูท้ งบนที่สูงและที่ราบลุ่มแม่น้ า ได้มีการรวมตัวกันเป็ นกลุ่มเมือง และ
                            ้                      ่ ั
พัฒนาเป็ นแว่นแคว้นในภูมิภาคต่าง ๆ นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 หรื อ 12 เป็ นต้นมา
                                        ่
       ชุมชนส่ วนใหญ่ต้ งหลักแหล่งอยูตามบริ เวณแม่น้ าสายต่าง ๆ ซึ่ งเป็ นแหล่งอุดมสมบูรณ์สาหรับการเพาะปลูก
                          ั
                                           ่                                           ่
และสามารถติดต่อกับชุมชนอื่น ๆ ที่อยูใกล้เคียงได้โดยสะดวก ชุมชน เหล่านี้มิได้อยูอย่างโดดเดี่ยว แต่มีการติดต่อ
ระหว่างกลุ่มชนต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนอาหาร สิ่ งของเครื่ องใช้และได้เรี ยนรู ้วฒนธรรมของคนต่างกลุ่ม เกิด
                                                                                ั
ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน หรื อมีความเกี่ยวดองในระบบเครื อญาติของผูนากลุ่ม เกิด
                                                                                                    ้
บูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็ นระบบซับซ้อนขึ้น หลายชุมชนได้รวมตัวกันเป็ นเมือง จากหลักฐานทาง
โบราณคดีพบร่ องรอยของคูน้ าและการก่อกาแพงดินล้อมรอบเมืองโบราณในทุกภูมิภาค
                                                          ่
สภาพทางภูมิศาสตร์ของดินแดนประเทศไทย ซึ่ งอยูในเส้นทางการคมนาคมทางเรื อระหว่างชาวต่างชาติทางทิศ
ตะวันออก ยังผลให้ชุมชนเกษตรกรรมที่อยูแถบชายฝั่งทะเลหรื อบริ เวณที่ราบลุ่มแม่น้ าทางภาคกลาง ซึ่ งอยูตรง
                                                 ่                                                         ่
ศูนย์กลางการคมนาคมกับภูมิภาคภายใน และมีทางออกสู่ ทะเลได้โดยสะดวก เจริ ญเติบโตเพราะการขยายตัวทาง
การค้าทางทะเลกับพ่อค้าอินเดียและจีน กลายเป็ นเมืองท่าการค้าชายฝั่งที่มีประชากรเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานทามา
หากินมากขึ้นเป็ นลาดับ และสามารถก่อตั้งเป็ นแว่นแคว้นในเวลาต่อมา
ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 8-12 ชาวอินเดียและชาวจีนได้เดินทางเข้ามาค้าขายในคาบสมุทรอินโดจีนเพิ่มขึ้น ผูคนใน         ้
ดินแดนแถบนี้ได้เรี ยนรู ้อารยธรรมความเจริ ญจากชาติท้ งสอง โดยเฉพาะอารยธรรมของอินเดียในด้านศาสนา
                                                            ั
วัฒนธรรม ประเพณี ภาษา ตลอดจนศิลปวิทยาการต่าง ๆ ได้แผ่กว้างขวาง และเป็ นที่ยอมรับของชาวพื้นเมือง
มากกว่าอารยธรรมจีน

เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                           หน้า 24
2. สมัยกรุ งสุ โขทัย (พ.ศ. 1972-พ.ศ. 1893)
      ตลอดระยะเวลา 200 ปี ของอาณาจักรสุ โขทัย พระมหากษัตริ ยและประชาชนชาวไทยมีความสามารถสู งใน
                                                                        ์
การผสมผสานอิทธิพลอันหลากหลายของอารยธรรมอินเดีย ลังกา มอญ ขอมและจีนให้เข้ากับวัฒนธรรมพื้นถิ่น จน
สร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมที่เป็ นลักษณะเฉพาะโดดเด่นของสุ โขทัยได้เป็ นผลสาเร็ จ โดยเฉพาะการประดิษฐ์ตว         ั
อักษรไทยนับเป็ นมรดกอันล้ าค่าที่บรรพบุรุษได้มอบให้ไว้ช่วยเชื่อมโยงให้คนไทยกลุ่มต่าง ๆ มีความผูกพันเป็ น
อันหนึ่งอันเดียวกันและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็ นไทย
เทคโนโลยีที่ถูกนามาใช้ในยุคแรก ๆ โดยนับตั้งแต่ยคกรุ งสุ โขทัยเป็ นต้นมา ก็เป็ นเทคโนโลยีพ้ืนบ้านง่าย ๆ เกี่ยวกับ
                                                       ุ
                   ่
การก่อสร้างที่อยูอาศัยและสถานที่ทางด้านศาสนา การทาอาหาร การกสิ กรรม การแพทย์แผนโบราณ และการต่อสู ้
                                              ่ ้
ที่พอจะเข้าข่ายเป็ นเรื่ องของวิทยาศาสตร์ อยูบางก็คือดาราศาสตร์ แต่ดาราศาสตร์ ในยุคแรกของไทยเป็ นดาราศาสตร์
ที่ได้รับอิทธิพลความเชื่อจากศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์มาเป็ นดาราศาสตร์ที่สะท้อนความเชื่อความเข้าใจ
ของคนไทย ที่เกี่ยวกับโลกและจักรวาลในยุคสมัยนั้น ดังหลักฐานที่สาคัญคือพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าลิไทเรื่ อง
ไตรภูมิพระร่ วง ซึ่ งสะท้อนความเชื่อของคนไทยในยุคนั้นว่า จักรวาลประกอบด้วยสามภพ คือ โลก สวรรค์ และ
                                                    ่
นรก จึงไม่ใช่ดาราศาสตร์ อย่างแท้จริ งดังที่เป็ นอยูในปั จจุบน   ั
3. สมัยกรุ งศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893-พ.ศ. 2310)
      ความเป็ นปึ กแผ่นมันคงของอาณาจักรอยุธยา อาศัยความเหมาะสมหลายประการ อาทิ ความสมบูรณ์ของพื้นที่
                               ่
เนื่องจากกรุ งศรี อยุธยาตั้งอยูในบริ เวณที่ราบลุ่มแม่น้ าเจ้าพระยาตอนล่าง มีดินและน้ าอุดมสมบูรณ์ สามารถทา
                                 ่
                     ู้                                    ั      ่
การเกษตรเลี้ยงดูผคนได้เป็ นจานวนมาก นอกจากนี้ยงตั้งอยูไม่ไกลจากทะเลมากนักติดต่อค้าขายทางเรื อได้สะดวก
      ชนชาติไทยเริ่ มได้สัมผัสกับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยียคใหม่ของโลกในยุคสมัยกรุ งศรี อยุธยา เมื่อมี
                                                                    ุ
ชาวตะวันตกเดินทางเข้าสู่ ประเทศไทย ชาวตะวันตกเหล่านี้ในระยะแรกส่ วนใหญ่เป็ นพ่อค้า เป็ นนักแสวงโชค นัก
ผจญภัย นักสอนศาสนา และภายหลังได้มีนกการทูตด้วย ชนชาติไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยียคใหม่ก่อน
                                               ั                                             ุ
วิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ ยคใหม่ ผลผลิตทางเทคโนโลยียคใหม่ที่คนไทยได้สัมผัสเป็ นสิ่ งแรก และมีความสาคัญเป็ น
                           ุ                             ุ
พิเศษต่อวิถีประวัติศาสตร์ ของไทย คือ ปื น อาวุธปื นที่ถูกนาเข้าสู่ ประเทศไทยโดยชาวโปรตุเกสในรัชสมัยของ
สมเด็จพระชัยราชาธิ ราช (พ.ศ. 2077-2089) คือ ปื นสั้นและปื นยาว และต่อมาในภายหลังคือ ปื นใหญ่น้ นมี   ั
ผลกระทบอันสาคัญยิงต่อการทาสงครามระหว่างชนชาติไทยกับชนชาติใกล้เคียงโดยเฉพาะอย่างยิงพม่า เขมร และ
                         ่                                                                        ่
ลาว หลังจากที่คนไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยียคใหม่ต่อมาอีกหนึ่งร้อยปี เศษ ชนชาติไทยจึงได้มีโอกาสสัมผัสกับ
                                                  ุ
วิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ ยคใหม่ตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่ เครื่ องมือทางวิทยาศาสตร์ ยคใหม่สาคัญสิ่ งแรกที่คนไทยได้มี
                             ุ                                                    ุ
โอกาสใช้คือ กล้องโทรทรรศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงใช้กล้องโทรทรรศน์ซ่ ึง พระองค์ได้รับเป็ นพระ
ราชบรรณาการจากเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ส่ องดูทองฟ้ าและดวงดาวเป็ นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี
                                                                      ้
                                                                                    ่
พ.ศ. 2228 หลังการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ โดย กาลิเลโอเป็ นเวลา 76 ปี ถึงแม้วากาลิเลโอจะไม่ใช้คนแรกที่
ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ของเขาขึ้นเองแล้วก็ใช้ส่องดูทองฟ้ าและดวงดาว เป็ นการเปิ ดโลกใหม่ของดาราศาสตร์
                                                              ้
อย่างแท้จริ ง การทรงใช้กล้องโทรทรรศน์โดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงอาจถือเป็ นการเริ่ มต้นแห่งวิทยาศาสตร์
ยุคใหม่ในประเทศไทยได้เช่นกัน
เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                        หน้า 25
อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยของกรุ งศรี อยุธยาคนไทยโดยทัว ๆ ไป ก็ยงไม่มีโอกาสสัมผัสกับผลิตผลของวิทยาศาสตร์ ยค
                                                               ่        ั                                           ุ
ใหม่และความรู ้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ยคใหม่ แหล่งความรู ้ในสมัยแรก ๆ ของไทยตั้งแต่ยคสมัยกรุ งสุ โขทัยเป็ นต้น
                                                   ุ                                       ุ
มารวมทั้งกรุ งศรี อยุธยาด้วย มีอยูเ่ พียงสองแหล่งคือ ในวังและวัด วังเป็ นแหล่งการศึกษาของบุคคลในแวดวงของ
ราชวงศ์และข้าราชบริ พารผูใหญ่ใกล้ชิดกับพระราชวงศ์ ส่ วนวัดเป็ นแหล่งการศึกษาของสามัญชนทัวไป ซึ่ งก็มีบุตร
                                        ้                                                             ่
หลานของข้าราชการมาร่ วมเรี ยนด้วย โดยมีพระเป็ นผูถ่ายทอดความรู ้ วัดเป็ นแหล่งการศึกษาของคนไทยส่ วนใหญ่
                                                                 ้
สิ่ งที่ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้จึงเป็ นความรู ้ทางด้านภาษาไทย ทางด้านวรรณคดี และทางด้านการดารงชีวต ทางด้าน
                                                                                                  ิ
ขนบธรรมเนียมประเพณี และทางด้านการอบรมบ่มนิสัยกล่อมเกลาจิตใจตามหลักพุทธศาสนาเป็ นสาคัญ ส่ วน
วิทยาศาสตร์ จริ ง ๆ ก็ยงไม่มี ถึงแม้จะมีการสอนเรื่ องของธรรมชาติดวย แต่ก็เป็ นความรู ้เก่าแก่ที่เชื่อถือกันซึ่ งยัง
                                   ั                                      ้
ไม่ใช่วทยาศาสตร์ อย่างแท้จริ ง
              ิ

4. สมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์ (พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน)
                                                                                             ่
       สังคมไทยจึงเริ่ มมีโอกาสได้สัมผัสกับวิทยาศาสตร์ ยคใหม่จากชาวต่างประเทศที่เข้ามาอยูในประเทศไทยมาก
                                                              ุ
ขึ้นทั้งที่เป็ นพ่อค้า นักสอนศาสนา หรื อมิชชันนารี และที่เป็ นทูตตัวแทนจากประเทศตะวันตก สาหรับคนไทยโดย
ทัว ๆ ไป วิทยาศาสตร์ ยคใหม่ได้เริ่ มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
   ่                           ุ
                                                    ่
นภาลัยเป็ นต้นมา เมื่อชาวต่างประเทศเข้ามาอยูในประเทศไทยมากขึ้นอีก แต่วทยาศาสตร์ ยคใหม่ที่คนไทยได้สัมผัส
                                                                              ิ           ุ
ส่ วนใหญ่ก็ยงเป็ นเทคโนโลยีเกี่ยวกับด้านการดารงชีวิต งานศิลปะ และการทหาร เช่น อาวุธในการสู ้รบ จนกระทัง
                ั                                                                                                ่
                           ่           ่ ั
พระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยูหวรัชกาลที่ 3 ได้ทรงเห็นความสาคัญของการนาเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยค              ุ
ใหม่เข้ามาพัฒนาประเทศ พระองค์จึงได้ทรงส่ งนักเรี ยนไทยไปศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ต่างประเทศ
                                   ่
       ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้วาวิทยาศาสตร์ ยคใหม่เริ่ มปั กหลักมันคงขึ้นอีกในประเทศไทย ตั้งแต่รัชสมัยของ
                                                ุ                 ่
พระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยูหวเป็ นต้นมา เมื่อคนไทยรุ่ นแรกที่เดินทางไปศึกษายังต่างประเทศกลับมา
                             ่          ่ ั
เมืองไทย วิทยาศาสตร์ ยคใหม่ในประเทศไทยก็แพร่ หลายเป็ นที่ยอมรับมากขึ้นอย่างรวดเร็ ว ในช่วงยุคปลายรัชสมัย
                                 ุ
ของรัชกาลที่ 3 เข้าสู่ รัชสมัยของรัชกาลที่ 4 คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ความหมายของวิทยาศาสตร์
                                                                                  ่ ั
ยุคใหม่ที่แบ่งออกเป็ นวิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ กบวิทยาศาสตร์ ประยุกต์หรื อเทคโนโลยีก็เริ่ มปรากฎชัดเจนขึ้น
                                                  ั
วิทยาศาสตร์ ในสังคมไทยมีความเจริ ญรุ่ งเรื องยิงขึ้นอีกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว สาเหตุ
                                                      ่                                                ่ ั
                                                          ่ ั
สาคัญเป็ นเพราะว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหวทรงตระหนักในความสาคัญและบทบาทของวิทยาศาสตร์
ในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิงในด้านการต่อสู ้ขจัดความงมงายเชื่ อถือเรื่ องโชคลางของขลังและเรื่ องไสย
                                            ่
ศาสตร์ ซึ่ งทั้งนี้ก็เป็ นเพราะ พระองค์ทรงเป็ นนักวิทยาศาสตร์ ดวยพระองค์เอง มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้าน
                                                                ้
วิทยาศาสตร์ ยุคใหม่อย่างดีเยียม ทรงพระปรี ชาสามารถทานายสุ ริยปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นที่ตาบลหว้ากอ จังหวัด
                                     ่                              ุ
ประจวบคีรีขนธ์ เมื่อวันที่ 18 สิ งหาคม พ.ศ. 2411 ได้อย่างแม่ยาด้วยพระองค์เอง เป็ นที่ปรากฏและยอมรับในวงการ
                  ั
ดาราศาสตร์ของโลก อย่างไรก็ดีจนกระทังถึงวาระสุ ดท้ายสิ้ นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว
                                              ่                                                            ่ ั
การศึกษาในประเทศไทยก็คงเป็ นรู ปแบบเดิม แหล่งการศึกษาสาคัญยังคงเป็ นวังกับวัด


เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                             หน้า 26
ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหว รัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่ มก้าวเข้าสู่ ยคการศึกษา
                                                              ่ ั                                       ุ
อย่างมีระบบ พระองค์ทรงตะหนักในความสาคัญของการศึกษาที่มีต่อการพัฒนาประเทศ จึงได้ทรงโปรดให้ต้ ง                 ั
โรงเรี ยนขึ้นในพระบรมมหาราชวังเมื่อปี พ.ศ. 2414 นับเป็ นโรงเรี ยนแห่งแรกของประเทศไทย จากนั้นพระองค์ได้
ทรงโปรดให้มีการตั้งโรงเรี ยนขึ้นอีกหลายแห่งนอกพระบรมมหาราชวัง ทาให้ประชาชนทัวไปมีโอกาสได้รับ
                                                                                           ่
การศึกษาอย่างเป็ นระบบ เมื่อการศึกษาอย่างมีระบบในโรงเรี ยนแพร่ หลายมากขึ้น พระองค์จึงได้ทรงโปรดให้ต้ ง          ั
กระทรวง ธรรมการขึ้นในปี พ.ศ. 2435 เพื่อรับผิดชอบภาระการจัดการศึกษาภายในประเทศให้เป็ นระบบและมี
ประสิ ทธิภาพ กระทรวงธรรมการนี้เองที่เป็ นกระทรวงศึกษาธิ การในปั จจุบน ในช่วงรัชกาลที่ 5 นี้วทยาศาสตร์ ก็
                                                                         ั                         ิ
เป็ นที่แพร่ หลายในสังคมไทย แต่เป็ นวิทยาศาสตร์ ระดับพื้นฐาน
                                                          ่ ั
ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหว รัชกาลที่ 6 วิทยาศาสตร์ ในระดับสู งจึงเริ่ มมี
ความสาคัญและมีบทบาทมากขึ้น จุดเริ่ มต้นสาคัญของการศึกษาและการประยุกต์ความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ ใน
ระดับสู งคือ การสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นในปี พ.ศ. 2459 นับเป็ นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย
                                         ่ ั
ในขณะนั้นคณะวิทยาศาสตร์ ยงรวมอยูกบคณะอักษรศาสตร์ คือ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การศึกษา
                                ั
วิทยาศาสตร์ ในระยะแรก ๆ นั้น มิได้มุ่งหวังเพื่อความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ อย่างแท้จริ ง ยังไม่เป็ นหรื อมุ่งการ
วิจยเพื่อค้นหาความรู ้ใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ หากเป็ นวิชาพื้นฐานเพื่อการศึกษาต่อทางอาชีพคือ ทางการแพทย์ ทาง
    ั
วิศวกรรม และต่อมาก็มีทางการฝึ กหัดครู การศึกษาวิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ จริ ง ๆ เริ่ มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2477 เมื่อคณะ
วิทยาศาสตร์ (ซึ่ งก็ยงเป็ นส่ วนหนึ่งของคณะอักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ การแยกคณะอักษรศาสตร์และคณะ
                     ั
วิทยาศาสตร์ ออกจากกันเป็ นสองคณะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2491) เปิ ดสอนหลักสู ตรประกาศนียบัตรครู มธยม       ั
วิทยาศาสตร์ และในปี พ.ศ. 2478 ก็มีบณฑิตวิทยาศาสตร์ ของไทยรุ่ นแรกตั้งแต่น้ นมาการศึกษาและการวิจย
                                          ั                                    ั                          ั
วิทยาศาสตร์ ท้ งวิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ และวิทยาศาสตร์ ประยุกต์ในประเทศไทยก็เจริ ญรุ ดหน้าสื บมาอย่างรวดเร็ ว มี
                 ั
การตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่หลายแห่งทั้งในส่ วนกลางและส่ วนภูมิภาค
       เมื่อมีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ใน พ.ศ. 2504 ได้มีการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม
อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น การสร้างทางหลวงเป็ นเครื อข่ายเชื่ อมโยง
จังหวัดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้ าพลังน้ าและการชลประทาน มีการขยายท่าเรื อ
กรุ งเทพเพื่อให้การขนส่ งสิ นค้าเป็ นไปโดยสะดวก ในด้านการพัฒนากาลังคน ได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่ วน
ภูมิภาค เพื่อเปิ ดโอกาสให้เยาวชนในท้องถิ่นได้รับการศึกษาสู งขึ้นโดยสะดวก
ภายหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ได้มีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับอื่น ๆ
ต่อเนื่องมาโดยตลอด (แต่ละแผนมีกาหนดระยะเวลา 5 ปี ) ผลจากการดาเนิ นงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับต่าง ๆ ทาให้
ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็ นอันมาก ที่เห็นได้ชดคือ ความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม ซึ่งปรากฏว่าใน
                                                        ั
ปัจจุบนประเทศไทยสามารถผลิตสิ นค้าอุตสาหกรรมได้หลายชนิด ทั้งเพื่อการใช้ภายในประเทศและเพื่อการส่ งออก
        ั
จาหน่ายต่างประเทศในปี พ.ศ. 2522 เป็ นปี ที่มีความสาคัญยิงสาหรับวงการวิทยาศาสตร์ ไทยยุคใหม่อีก เพราะมีการ
                                                            ่
จัดตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีและการพลังงานขึ้น เพื่อรับผิดชอบงานระดับประเทศในการนา
เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                         หน้า 27
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
     ปัจจุบนประเทศไทยเป็ นประเทศหนึ่งในโลกที่ได้สัมผัส ได้รับรู ้ ได้ใช้ประโยชน์ และได้เกี่ยวข้องกับ
             ั
วิทยาศาสตร์ ยคใหม่ ทั้งวิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ และเทคโนโลยีของโลกอย่างเต็มที่ ทุก ๆ ด้าน เช่น ด้านการสื่ อสาร การ
                ุ
คมนาคม การศึกษา การแพทย์ การพักผ่อนหย่อนใจ การบันเทิง และอื่น ๆ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีได้
                             ั                                          ่
สร้างสรรค์ความเจริ ญให้กบประเทศไทย ทาให้คนไทยมีสภาพความเป็ นอยูดีข้ ึน สะดวกสบายขึ้น ปลอดภัยขึ้น
สุ ขภาพดีข้ ึน มีความรู ้ความเข้าใจธรรมชาติของตนเองและสิ่ งแวดล้อมทั้งใกล้และไกลถึงระดับเรื่ องของจักรวาล
มากขึ้นทาให้ ประเทศไทยเป็ นประเทศที่กาลังพัฒนาอย่างได้ผลดีกว่าหลายประเทศทัวโลก(ชานาญ เชาวกีรติพงศ์ .
                                                                                  ่
2534 :14-16 และนัฏฐพงษ์ เจริญพิทย์ . 2539 : 68-86)




                                                   บทสรุป
       วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความหมายเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงและใช้ควบคู่กน โดยวิทยาศาสตร์หมายถึง
                                                                               ั
ความรู ้เกี่ยวกับธรรมชาติที่อยูรอบ ๆ ตัวเรา ซึ่ งได้มาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ส่ วน เทคโนโลยี หมายถึง
                               ่
วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนาเอาวิทยาศาสตร์ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่ งทั้งสองวิชานี้ตองอาศัยพึ่งพา
                                                                                                 ้
ซึ่ งกันและกัน สาขาวิชาของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เช่น เคมี ฟิ สิ กส์ ชีววิทยา คณิ ตศาสตร์ เกษตรศาสตร์
แพทย์ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เป็ นต้น วรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์ จะมีความแตกต่างกับวรรณกรรมทาง
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คือต้องการข้อมูลใหม่ ๆ ทันสมัย และเน้นวรรณกรรมปฐมภูมิ เป็ นส่ วนใหญ่ เช่น
วารสารวิจย รายงานการวิจย รายงานการประชุมสัมมนา สิ ทธิบตร และ มาตรฐาน เป็ นต้น
             ั              ั                                   ั
       ไพรัช ธัชยพงษ์ (2543 : 20 ) ได้กล่าวสรุ ปถึงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 2020 ว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และคุณค่าก็อยูตรงการค้นพบสิ่ งใหม่ที่นาไปสู่ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม
                                             ่
และตัวความรู ้เอง ความมังคังของแต่ละชาติจะเคลื่อนย้าย จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเงินทุนในอดีต ไปสู่
                         ่ ่
ความรู้และความชานาญ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี




เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                        หน้า 28
หนังสื ออ้างอิง
ก่ องกัญจน์ ภัทรากาญจน์ และธนกาญจน์ ภัทรกาญจน์ . ฟิ สิ กส์มหาวิทยาลัย เล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุ งเทพมหานคร : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, 2530.
เครื อวัลย์ ไพธิ พันธ์ . วิทยาศาสตร์ความปลอดภัย. กรุ งเทพมหานคร : โปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์
ความปลอดภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา,2542.
ชัยวัฒน์ คุประตกุล. วิทยาศาสตร์ไทยอดีต ปัจจุบน อนาคต. กรุ งเทพมหานคร : นาอักษรการพิมพ์, 2528.
                                                 ั
ชานาญ เชาวกีรติพงศ์ . "หน่วยที่ 1 แนวคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของไทย" ในเอกสารประกอบการ
สอนวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของไทย หน่วยที่ 1-7. หน้า 1-52. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุ โขทัยธรรมาธิราช,
2534.
ณั ฏฐพงษ์ เจริ ญพิทย์ . ทางเลือกในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ : แนวคิดและแนวปฏิบติ    ั
กรุ งเทพมหานคร : ดวงกมล, 2539.
เติมศักดิ์ เศรษฐวัชราวนิช. วิทยาศาสตร์พฒนาชีวิต. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุ งเทพมหานคร : คณะวิทยาศาสตร์และ
                                            ั
เทคโนโลยี สถาบันราชภัฏสวนดุสิต, 2540.
ทองศุข พงศพัต. วิทยาศาสตร์ ทวไป เล่ม 1. กรุ งเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคาแหง, 2525.
                                   ั่
ธรรมนูญ โรจนะบุรานนท์. ธรรมชาติวทยา พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2531.
                                          ิ
ผดุงยศ ดวงมาลา. การสอนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา ปัตตานี : คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานคริ นทร์ , 2523พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุ งเทพมหานคร
: อักษรเจริ ญทัศน์, 2539.
พัชราภรณ์ พสุวต. พฤติกรรมการสอนวิทยาศาสตร์ ในขั้นมัธยมศึกษา กรุ งเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรวมคาแหง,
                   ั
2522.
                                 ั
เพียร ซ้ ายขวัญ. วิทยาศาสตร์ กบสังคม. กรุ งเทพมหานคร : หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึ กหัดครู , 2536.
ไพรั ช ธัชยพงศ์ . "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปี 2020" สาร NECTEC 7 (กรกฎาคม - สิ งหาคม 2543) : 15-20.
มังกร ทองสุขดี. การวางแผนการเรี ยนการสอนวิทยาศาสตร์ พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุ งเทพมหานคร : บัวหลวงการพิมพ์,
ม.ป.ป.
                                      ั ิ
เย็นใจ เลาหวณิ ช. "เทคโนโลยีกบชีวตไทย" วารสารไทย 7 (ตุลาคม-ธันวาคม 2530) : 65-70.
ลิขิต ธี ราวคิน. "จิตวิทยาศาสตร์ " มติชนรายวัน (13 ตุลาคม 2535) : 10.
สมจิต สวธนไพบูลย์ . ประมวลการพัฒนาการสอนวิทยาศาสตร์ กรุ งเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศรี นคริ นทรวิโรฒ
ประสานมิตร, 2535.
สอางศรี พรสุวรรณ. วรรณกรรมวิทยาศาสตร์ . กรุ งเทพมหานคร : ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคาแหง, 2529.



เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                หน้า 29
สิ ปปนนท์ เกตุทัต. "แนวคิดเกี่ยวกับทิศทางและนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาของประเทศไทย"
ใน ความหวังและอนาคตของชาติทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. หน้า 78-85. พระนครศรี อยุธยา : คณะ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันราชภัฏพระนครศรี อยุธยา, ม.ป.ป.
สุเทพ อุสาหะ. การสอนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา. มหาสารคาม : คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรี นคริ นทรวิ
โรฒ มหาสารคาม, 2526.
สุวฒก์ นิยมค้ า. ทฤษฎีและทางปฏิบติในการสอนวิทยาศาสตร์ แบบสื บเสาะหาความรู ้เล่ม 1-2. กรุ งเทพมหานคร :
    ั                                 ั
เจเนอรัลบุคส์ เซนเตอร์ , 2531.
            ๊
                                                 ั
เสริ มพล รั ตสุข. วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีกบการพัฒนาประเทศ. กรุ งเทพมหานคร : สมาคมเทคโนโลยีที่
เหมาะสม, 2526.
อมรา ทองปาน และ วีระศักดิ์ อุดมโชค, บรรณาธิ การ. วิทยาศาสตร์ ทวไป กรุ งเทพมหานคร :
                                                                  ั่
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , 2541.
Agin, M.L. "Education for Scientific Literacy : A Conceptual Frame of Reference and some Applications"
Science Education. 58(1974) : 403-415.
Hurd, H. "Scientific Enlightment for an Age of Science" The Science Teacher. 37(1970) : 13-15.
Hurd, Paul De Hart. New Dictions in Teaching Secondary School Science. Chicago : Rand Mc Nally &
Company, 1971.
Kupchella, C.E. and M.C. Hyland. Envirolmental Science : Living Within the System of Nature. 3 rd ed. New
Jersey : Printice - Hall International, Inc. , 1993.
Showalter, V.M. "What is Unified Science Education? (Part 6) : Programs Objectives and Scientific Literacy
"Prism II 2 (1974) : 1-8.

ที่มา : พงศ์ ศักดิ์ สั งขภิญโญ




เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา                                                                   หน้า 30

ฟิสิกส์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  • 1.
    ความหมายของวิทยาศาสตร์ คาว่า วิทยาศาสตร์ ตรงกับคาภาษาอังกฤษว่า "Science" ซึ่ งมาจากศัพท์ภาษาลาตินว่า "Scientia" แปลว่า ความรู ้ (Knowledge) ได้มีผให้ความหมายไว้หลากหลายดังนี้ ู้ ่ ผดุงยศ ดวงมาลา (2523 : 1) กล่าวว่า ถ้าจะให้นิยามความหมายของวิทยาศาสตร์ วา "ความรู้" ตามความหมายที่ แปลมาจากภาษาลาติน ดูเหมือนว่าจะมีความหมายที่ส้ ันและแคบจนเกินไป เพราะธรรมชาติหรื อแก่นสารที่แท้จริ ง ของวิทยาศาสตร์ น้ นไม่ได้หมายถึงความรู ้เนื้ อหาวิทยาศาสตร์ แต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ั และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ดวย ซึ่ งหมายความว่าในการเรี ยนวิทยาศาสตร์ น้ นผูเ้ รี ยนจะต้องได้ท้ งตัวความรู ้ ้ ั ั วิทยาศาสตร์ วิธีการ และเจตคติวทยาศาสตร์ ไปพร้อม ๆ กัน ิ พัชราภรณ์ พสุ วต (2522 : 3) อธิ บายว่า วิทยาศาสตร์ คือ วิชาที่มีเนื้อหาสาระซึ่ งเป็ นเรื่ องราวของสิ่ งแวดล้อม ั ปรากฎการณ์ธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ได้รวบรวมความจริ ง (facts) เหล่านั้นเพื่อนามาประมวลเป็ นความรู ้ (knowledge) และตั้งเป็ นกฎเกณฑ์ (principles) ขึ้น ่ ชานาญ เชาวกีรติพงศ์ . (2534 : 5) ได้ให้ความหมายของวิทยาศาสตร์ วาหมายถึง ความรู้ที่แสดงหรื อพิสูจน์ได้ ว่าถูกต้องเป็ นความจริ ง จัดไว้เป็ นหมวดหมู่ มีระเบียบและขั้นตอน สรุ ปได้เป็ นกฎเกณฑ์สากล เป็ นความรู้ที่ได้มา โดยวิธีการที่เริ่ มต้นด้วยการสังเกต และ/หรื อ การจัดที่เป็ นระเบียบมีข้ นตอน และปราศจากอคติ ซึ่ งสอดคล้องกับ ั การให้ความหมายของ The Columbia Encyclopedia (อ้างถึงใน สมจิต สวธนไพบูลย์ 2535 : 93) ซึ่ งอธิ บายว่า วิทยาศาสตร์ เป็ นการรวบรวมความรู ้อย่างมีระบบ ความรู ้ที่ได้รวบรวมไว้น้ ี เป็ นความรู ้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ ความเจริ ญก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์ ที่เกิดขึ้นนั้น มิได้หมายถึงเฉพาะการรวบรวมข้อเท็จจริ งเพียงสภาพ พลวัต หรื อมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและตามสภาพการกระตุนจากภายในหรื อจากสภาพภายนอก ความรู้ทาง ้ วิทยาศาสตร์ เกิดจากการสังเกตธรรมชาติและการวิเคราะห์วจย วิทยาศาสตร์จึงเป็ นสากลเพราะเป็ นปรากฏการณ์ทาง ิั ธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยหลักการเดียวกัน วิทยาศาสตร์ จึงไม่ถูกจากัดด้วยเวลา สถานที่ และวัฒนธรรม อีกท่านหนึ่งที่ได้ให้ความหมายของวิทยาศาสตร์ ไว้อย่างละเอียดและชัดเจน คือ มังกร ทองสุ ขดี (ม.ป.ป. : 1-2) ว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู ้เกี่ยวกับธรรมชาติที่อยูรอบ ๆ ตัวเรา ซึ่ งมนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าสะสมมาตั้งแต่อดีต ่ จนกระทังถึงปั จจุบน และจะศึกษาต่อไปในอนาคตอย่างไม่รู้จกจบสิ้ น มนุษย์ได้พยายามศึกษาเกี่ยวกับสิ่ งแวดล้อม ่ ั ั ว่า 1. สิ่ งต่าง ๆ มีความเป็ นมาอย่างไร 2. สิ่ งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไรบ้าง 3. พัฒนาการของสิ่ งเหล่านั้นมีระเบียบแบบแผน หรื อมีหลักเกณฑ์อย่างไร และ จะบังเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไร 4. มนุษย์จะนาความรู ้ท้ งหลายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง ั ยิงกว่านั้นวิทยาศาสตร์ ยงเป็ นความรู ้เกี่ยวกับข้อเท็จจริ งที่ทดสอบได้เป็ นความรู ้ที่มีขอบเขต มีระเบียบ กฎเกณฑ์ ่ ั เป็ นความรู้ที่มีรากฐาน มาจาการสังเกต การจดบันทึก การตั้งสมมุติฐาน โดยใช้หลักฐานทางปรัชญา และ เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 1
  • 2.
    ตรรกศาสตร์ แล้วพยายามวัดหรื อหาค่าออกมาทั้งในด้านคุณค่า(นามธรรม) และปริ มาณ (รู ปธรรม) ถ้าจะเปรี ยบ วิทยาศาสตร์ เสมือนต้นไม้ใหญ่แล้วรากแก้วที่สาคัญ 3 ราก คือ วิชาปรัชญา ตรรกศาสตร์ และคณิ ตศาสตร์ พร้อมกันนี้ สุ วฒก์ นิยมค้า (2531 : 105-107) ได้รวบรวมทัศนะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความหมายของวิทยาศาสตร์ จาก ั นักวิทยาศาสตร์ และนักการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ไว้ดงนี้ คือ ั 1. แนช (Nash) นักเคมีกล่าวว่า วิทยาศาสตร์ เป็ นวิถีทางอย่างหนึ่งของการเข้า ไปสารวจโลก ซึ่งถือเป็ นการมองวิทยาศาสตร์ในฐานะกระบวนการ 2. วิกเนอร์์ (Wigner) นักฟิ สิ กส์กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ คือ ความรู ้ของ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ได้สะสมไว้ ซึ่งถือเป็ นการมองวิทยาศาสตร์ในฐานะตัวความรู้ 3. บูเบ์้ (Bube) นักฟิ สิ กส์ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ คือ ความรู ้ของโลกธรรมชาติ ั ซึ่ งได้มาโดยผ่านการปะทะสังสรรค์กบประสาทสัมผัส ซึ่ งถือเป็ นการมองวิทยาศาสตร์ ในฐานะตัวความรู ้กบ ั กระบวนการ โดยเน้นว่า กระบวนการที่ขาดไม่ได้ คือ การสังเกต 4. ฟิ ชเชอร์ (Fischer) คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและคณิ ตศาสตร์ วิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอเนีย กล่าวว่า วิทยาศาสตร์คือ องค์ของความรู้ ซึ่งได้มาโดยวิธีการวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยการ สังเกตเป็ นพื้นฐาน 5. สแตฟฟอร์ ด และคณะ (Stafford and others) นักการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ได้ให้ความหมายของ วิทยาศาสตร์ไว้ 6 ประการ ดังนี้ คือ 5.1 วิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับการมีประสบการณ์ตรงกับปรากฏการณ์ของ ธรรมชาติ (วัตถุและเหตุการณ์ที่แวดล้อมเราอยู) แล้วมีการรวบรวมรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับวัตถุและเหตุการณ์ ่ นั้น ๆ 5.2 วิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับการจัดกระทาข้อมูลและการตีความหมาย ข้อมูลที่ได้ 5.3 วิทยาศาสตร์ มีธรรมชาติเป็ นคู่แฝด ด้านหนึ่ งนั้นเป็ นการสะสมความรู ้ที่ได้ผานการทดลองแล้ว และอีก ่ ด้านหนึ่งจะเป็ นวิธีการค้นหาความรู้ 5.4 วิทยาศาสตร์มีธรรมชาติที่ทาทายความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ้ 5.5 วิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับความพยายาม ที่จะอธิ บายปรากฏการณ์ที่ เกิดขึ้น หรื ออธิบายกฎเกณฑ์ที่ได้จากปรากฏการณ์น้ น รวมทั้งการขยายความรู ้ให้กว้างออกไปเลยจากประสบการณ์ ั ที่ได้รับ 5.6 ความรู ้วทยาศาสตร์ ที่ได้รับเพิ่มนั้น มีลกษณะสื บต่อจากความรู ้เก่าที่มี ิ ั คนค้นพบไว้แล้ว นักวิทยาศาสตร์ คนใหม่ จะอาศัยความรู้และความคิดของนักวิทยาศาสตร์ คนก่อน ๆ เป็ นบันได ก้าวไปหาความรู ้ใหม่ต่อไป เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 2
  • 3.
    6. จาคอบสั นและเบอร์กแมน (Jacobson & Bergman) ได้อธิบายธรรมชาติและ ่ โครงสร้างของวิทยาศาสตร์ วา ประกอบด้วย 3 ส่ วน คือ 6.1 ส่ วนที่เป็ นความจริ งพื้นฐาน ที่ไม่ตองพิสูจน์ (assumptions in science) ้ 6.2 ส่ วนที่เป็ นวิธีการ และกระบวนการวิทยาศาสตร์ (methods and processes of science) 6.3 ส่ วนที่เป็ นตัวความรู ้ (broad generalizations of science) จากการทีมีผ้ ูให้ ความหมายของวิทยาศาสตร์ ไว้ หลากหลายสรุ ปได้ 4 ประเด็นดังนี้ คือ ่ 1. จากความหมายของรากศัพท์ของวิทยาศาสตร์ จากภาษาลาติน หมายถึง องค์ความรู ้ที่มีระบบและจัดไว้อย่างเป็ นระเบียบแบบแผน 2. จากการวิเคราะห์ประวัติการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ น้ น วิทยาศาสตร์ ั ประกอบด้วยส่ วนที่เป็ นตัวความรู ้ของธรรมชาติที่คนพบกับส่ วนที่เป็ นวิธีการเฉพาะที่ใช้ในการสื บเสาะหาความรู ้ ้ นั้นมา 3. จากการให้ความหมายตามทัศนะของนักวิทยาศาสตร์ จะมี 3 ประเด็น คือ 3.1 มองวิทยาศาสตร์ในฐานะที่เป็ นกระบวนการสื บเสาะหาความรู้ของ ธรรมชาติ 3.2 มองวิทยาศาสตร์ในฐานะที่เป็ นองค์ความรู้ธรรมชาติ 3.3 มองวิทยาศาสตร์ เป็ นทั้งองค์ความรู ้ของธรรมชาติ และกระบวนการสื บเสาะหาความรู้ของธรรมชาติ 4. จากการให้ความหมายตามทัศนะของนักการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ น้ น วิทยา ั ศาสตร์มีลกษณะเป็ น 2 มิติ ควบคู่กนไป คือ มิติทางด้านองค์ความรู้ของธรรมชาติ และ มิติทางด้านกระบวนการที่ใช้ ั ั สื บเสาะหาความรู ้น้ นั เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 3
  • 4.
    ความหมายของเทคโนโลยี คาว่า เทคโนโลยี ตรงกับคาภาษาอังกฤษว่า "Technology" ซึ่ งมาจากภาษากรี กว่า "Technologia" แปลว่า การ กระทาที่มีระบบ อย่างไรก็ตามคาว่า เทคโนโลยี มักนิยมใช้ควบคู่กบคาว่า วิทยาศาสตร์ โดยเรี ยกรวม ๆ ว่า ั "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" ซึ่งพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน (2539 : 406) ได้ให้ความหมายของ เทคโนโลยี คือ วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนาเอาวิทยาศาสตร์ ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบติและ ั อุตสาหกรรม นอกจากนั้นยังมีผให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้หลากหลาย ดังนี้ คือ ู้ ่ ผดุงยศ ดวงมาลา (2523 : 16) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีวาปั จจุบนมีความหมายกว้างกว่ารากศัพท์เดิม ั คือ หมายถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่ องจักรกล สิ่ งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทาง อุตสาหกรรม ถ้าในแง่ของความรู ้ เทคโนโลยีจะหมายถึง ความรู ้หรื อศาสตร์ ที่เกี่ยวกับเทคนิ คการผลิตในอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะ เอื้ออานวยต่อการดารงชีวตของมนุษย์ หรื ออาจสรุ ปว่า เทคโนโลยี คือ ความรู ้ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิด ิ ่ ประโยชน์แก่มนุษย์เอง ทั้งในแง่ความเป็ นอยูและการควบคุมสิ่ งแวดล้อม สิ ปปนนท์ เกตุทต (ม.ป.ป. 81) อธิ บายว่า เทคโนโลยี คือ การนาความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ และศาสตร์ อื่น ๆ มา ั ผสมผสานประยุกต์ เพื่อสนองเป้ าหมายเฉพาะตามความต้องการของมนุษย์ดวยการนาทรัพยากรต่าง ๆ มาใช้ในการ ้ ผลิตและจาหน่ายให้ต่อเนื่ องตลอดทั้งกระบวนการ เทคโนโลยีจึงมักจะมีคุณประโยชน์และเหมาะสมเฉพาะเวลา และสถานที่ และหากเทคโนโลยีน้ นสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม ั เทคโนโลยีน้ นจะเกื้อกูลเป็ นประโยชน์ท้ งต่อบุคคลและส่ วนรวม หากไม่สอดคล้องเทคโนโลยี นั้น ๆ จะก่อให้เกิด ั ั ปัญหาตามมามหาศาล ธรรมนูญ โรจนะบุรานนท์ (2531 : 170) กล่าวว่า เทคโนโลยี คือ ความรู ้วชาการรวมกับความรู ้วธีการ และ ิ ิ ความชานาญที่สามารถนาไปปฏิบติภารกิจให้มีประสิ ทธิ ภาพสู ง โดยปกติเทคโนโลยีน้ นมีความรู ้วทยาศาสตร์ ั ั ิ ่ ้ รวมอยูดวย นั้นคือวิทยาศาสตร์ เป็ นความรู้ เทคโนโลยีเป็ นการนาความรู้ไปใช้ในทางปฏิบติ จึงมักนิยมใช้สองคา ั ด้วยกัน คือ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อเน้นให้เข้าใจว่า ทั้งสองอย่างนี้ตองควบคู่กนไปจึงจะมีประสิ ทธิ ภาพสู ง ้ ั ่ ส่ วน ชานาญ เชาวกีรติพงศ์ (2534 : 5) ได้ให้ความหมายสั้น ๆ ว่า เทคโนโลยี หมายถึง วิชาที่วาด้วยการ ประกอบวัตถุเป็ นอุตสาหกรรม หรื อวิชาช่างอุตสาหกรรม หรื อการนาเอาวิทยาศาสตร์ มาใช้ในทางปฏิบติ ั ่ จากการที่มีผให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้หลากหลาย สรุ ปได้วา เทคโนโลยี หมายถึง วิชาที่นาเอาวิทยาการทาง ู้ วิทยาศาสตร์และศาสตร์ อื่น ๆ มาประยุกต์ใช้ตามความต้องการของมนุษย์ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม เป็ นต้น ซึ่ง ่ ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวทรงกล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีเป็ นภาษาง่าย ๆ ว่า หมายถึง การรู้จกนามาทา ั ให้เป็ นประโยชน์นนเอง (เย็นใจ เลาหวณิ ช. 2530 : 67) ั่ เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 4
  • 5.
    องค์ ประกอบของวิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะให้เข้าใจความหมายของวิทยาศาสตร์ ได้ชดเจนเพิมขึ้นจาเป็ นที่จะต้องรู ้ถึง องค์ประกอบของ ั ่ วิทยาศาสตร์ ซึ่งเครื อวัลย์ โพธิพนธ์ (2542 : 4) ได้แบ่งองค์ประกอบเป็ น 3 ส่ วน ดังนี้คือ ั 1. ส่ วนทีเ่ ป็ นผลจากผลงานของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็ นผลที่ยติแล้วและได้ถูกสะสมเรี ยบเรี ยงเป็ นระบบความรู้ ุ เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อมทางภาพของมนุษย์ 2. เป็ นองค์ แห่ งความรู้ หรือองค์ เนือหาของวิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบด้ วย ้ 2.1 ข้อเท็จจริ ง (Fact) 2.2 หลักการ (Principle) 2.3 แนวคิด (Concept) 2.4 สมมติฐาน (Hypothesis) 2.5 ทฤษฎี (Theory) 2.6 กฎ (Law) 3. เป็ นความรู้ ทได้ จากการค้ นหาความลีลบทางธรรมชาติ โดยใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ี่ ้ั ซึ่งความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ เกิดจากการตั้งปั ญหาถามตัวเองอยู่ 3 ประการคือ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เกิดขึ้นได้อย่างไรและทาไมจึงเกิด และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการค้นหาคาตอบซึ่ งได้มาจากองค์แห่งความรู ้ ลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ ความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ มีลกษณะเฉพาะบางประการที่ไม่เหมือนศาสตร์ อื่น ๆ ดังเช่นที่ได้มีผกล่าวถึงลักษณะ ั ู้ ของวิทยาศาสตร์ ไว้ต่อไปนี้ เฮิร์ด (Hurd 1971 : 18-19) กล่าวถึงลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ สรุ ปได้ดงนี้ ั 1. ความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็ นเพียงความจริ งชัวคราวที่จะต้องแก้ไขขัดเกลาอยูเ่ สมอ ไม่มีความจริ งทาง ่ วิทยาศาสตร์ กฎ มโนทัศน์ หรื อทฤษฎีใด ๆ ที่ถูกต้องแน่นอนจนไม่สามารถจะแก้ไขปรับปรุ งได้ 2. มีความคิดขัดแย้งกันตลอดเวลาในผลงานทางวิทยาศาสตร์ อันเป็ นเหตุให้มีแนวคิด ผลิตผล สิ่ งประดิษฐ์ หรื อข้อค้นพบใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ เกิดขึ้นอยูเ่ สมอ โซวอลเตอร์ และคณะ (Showalter and others อ้างถึงใน สุ เทพ อุสาหะ 2526 :15-16) ได้กล่าวถึงลักษณะของความรู้ ่ ทางวิทยาศาสตร์ วาประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. เป็ นความจริ งชัวคราว ไม่มีความเป็ นอมตะในวิทยาศาสตร์ ่ 2. เป็ นสาธารณะ ทุกคนสามารถสังเกตหรื อทดสอบได้ ่ 3. ทาให้เกิดขึ้นใหม่ได้ ภายในภาวะคล้ายกัน แม้วาเวลาและสถานที่จะเปลี่ยนไป 4. เป็ นเรื่ องของโอกาสที่จะเป็ นไปได้ 5. เป็ นผลของความพยายามของมนุษย์ที่จะทาความเข้าใจหรื อหาแบบแผนของธรรมชาติ เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 5
  • 6.
    6. ความรู ้วทยาศาสตร์ในอดีตเป็ นพื้นฐานในการพบความรู ้ใหม่ ๆ ในปั จจุบน และความรู้ในปัจจุบนจะเป็ น ิ ั ั พื้นฐานในการค้นพบสิ่ งใหม่ ในอนาคต 7. มีลกษณะเฉพาะตัวคือได้จากวิธีการเสาะแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ั 8. มีความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกันคือ ความรู ้วทยาศาสตร์ จะช่วยเสริ มมโนทัศน์อื่น ๆ ิ 9. วิทยาศาสตร์ ในการแสวงหาความรู ้อย่างมีระบบ ปราศจากอคติ ปราศจากผลตอบแทน ส่ วนคาว่า "เทคโนโลยี" เป็ นเรื่ องของการนาความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติ มาใช้ให้เป็ นประโยชน์ต่อการดารงชี วตของมนุษย์ ิ โดยมุ่งแสวงหากระบวนการและรู ปแบบในการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และ สภาพแวดล้อม เพื่อประโยชน์ท้ งต่อบุคคลและส่ วนรวม ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือ วิทยาศาสตร์ ไม่ตกอยู่ ั ภายใต้อิทธิ พลของปั จจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่ งแวดล้อม มากเท่ากับเทคโนโลยี ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็ น ส่ วนรวมของชาวโลกที่เผยแพร่ ทวไปโดยไม่มีการซื้ อขาย ส่ วนความรู ้ทางเทคโนโลยีเป็ นสิ นค้าอย่างหนึ่งที่มีราคา ั่ ซื้ อขายกันในตลาด (เสริ มพล รัตสุ ข. 2526 : 3-4) ความสั มพันธ์ ของวิทยาศาสตร์ กบเทคโนโลยี ั จากความหมายของคาว่า "วิทยาศาสตร์ " และความหมายของคาว่า "เทคโนโลยี" ที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า ่ ่ วิทยาศาสตร์ เป็ นความรู ้ที่นาไปใช้อธิ บายได้วา ทาไมจึงเป็ นอย่างนั้น เช่น นักชีววิทยาจะอธิบายได้วา ทาไมเมื่อขวั้น และขูดเปลือกของพืชยืนต้นออกจะมีรากงอกออกมาได้ นักฟิ สิ กส์ก็จะอธิ บายได้วา ทาไมเมื่อขดลวดตัด ่ ่ สนามแม่เหล็ก จึงมีกระแสไฟฟ้ าเกิดขึ้น เป็ นต้น ส่ วนเทคโนโลยีน้ นจะเป็ นความรู ้วาจะทาอย่างไร ตัวอย่างเช่น จะ ั ขยายพันธุ์พืชโดยการตอนได้อย่างไร จะผลิตกระแสไฟฟ้ านามาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร จะผลิตอุปกรณ์เครื่ องใช้ เครื่ องอานวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ โดยนาไฟฟ้ ากระแสมาใช้ได้อย่างไร เหล่านี้ เป็ นต้น ่ จะเห็นได้วาวิทยาศาสตร์ เป็ นตัวความรู ้ ส่ วนเทคโนโลยีน้ นเป็ นการนาความรู ้ไปใช้ในทางปฏิบติให้เกิดสิ่ งที่ ั ั เป็ นรู ปธรรมได้ วัดได้ หรื อจับต้องได้ โดยการนาทรัพยากรธรรมชาติ ต่าง ๆ มาใช้ในทางปฏิบติ ั ความสั มพันธ์ ระหว่างวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แสดงด้ วยภาพดังต่ อไปนี้ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ + ทรัพยากรธรรมชาติ --------------> เทคโนโลยี ภาพที่ 2 แผนภูมิความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (เพียร ซ้ ายขวัญ. 2536. 111) < ธรรมนูญ โรจนะบุรานนท์ (2531 : 171-172) กล่าวว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่จาเป็ นต้องมีความรู ้วทยาศาสตร์ ิ เป็ นระบบต่อเนื่องเป็ นฐานรองรับมิใช่แต่เพียงอาศัยประสบการณ์หรื อวิทยาศาสตร์ สังเกตเท่านั้น และความรู้หรื อ ่ ทฤษฎีใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ที่ถูกค้นพบก็มิใช่วาจะถูกนาไปพัฒนาเป็ นเทคโนโลยีใหม่ตามมาเสมอไป ความรู้และ ทฤษฎีวทยาศาสตร์ บางอย่างแม้จะถูกค้นพบมานานก็ยงคงเป็ นความรู ้พ้ืนฐานสะสมไว้เหมือนเดิม ทั้งนี้เพราะความรู ้ ิ ั เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 6
  • 7.
    วิทยาศาสตร์ บางอย่างเป็ นไปเพื่อความรู้ความสนใจจริ ง ๆ ไม่ได้เกิดมาจากปั ญหาเฉพาะหน้า หรื อสถานการณ์ บังคับเพื่อแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ ไม่มีแรงผลักดันให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีข้ ึนมา ความรู้วทยาศาสตร์ิ บางอย่างเกิดขึ้นมานานกว่าจะถูกพัฒนาขึ้นมาเป็ นเทคโนโลยี เช่น ความรู ้ทางฟิ สิ กส์สุริยะมีมานานก่อนที่จะพัฒนา ่ เป็ นเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้เพราะแต่เดิมโลกไม่ขาดแคลนพลังงาน จึงเห็นได้วา ช่วงเวลาระหว่างการ ั ค้นพบความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ กบเทคโนโลยีที่ได้พฒนาขึ้นมานั้น อาจสั้นหรื อยาว ก็แล้วแต่ความเร่ งด่วนทาง ั เศรษฐกิจและสังคมและความยากง่ายของความรู ้วทยาศาสตร์ น้ น ๆ บางครั้งเทคโนโลยีใหม่ก็พฒนามาจากความรู ้ ิ ั ั ทางวิทยาศาสตร์ ด้ งเดิมได้ เช่น พวกอุปกรณ์เครื่ องไฟฟ้ าบางอย่าง เช่นกระทะไฟฟ้ า หม้อหุงข้าวไฟฟ้ าอัตโนมัติ ั เป็ นต้น และความรู ้วทยาศาสตร์ จะไม่สามารถใช้ประโยชน์ดานปฏิบติได้ ถ้าไม่มีการนาความรู ้น้ นไปประยุกต์ใช้ ิ ้ ั ั เมื่อก่อนวิทยาศาสตร์ ไม่ตองอาศัยเทคโนโลยีมากนัก แต่ปัจจุบนทั้งสองวิชานี้ ตองพึ่งพาซึ่ งกันและกัน ้ ั ้ วิทยาศาสตร์ตอนแรก ๆ ใช้เพียงวิธีสังเกตและเหตุผล เมื่อต้องทดลองบ้างก็เริ่ มใช้เครื่ องมือ เมื่อการทดลองยุงยาก ่ ขึ้น ความต้องการเครื่ องมือก็มีมากขึ้น เครื่ องมือจะต้องดีและมีประสิ ทธิ ภาพสู งขึ้นด้วย การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในระยะสั้น ๆ นี้ ต้องอาศัยเทคโนโลยี เช่น การวิจยเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ และอวกาศ เป็ นต้น จึงกล่าวได้วา ั ่ ปัจจุบนวิทยาศาสตร์พ่ ึงเทคโนโลยี ไม่นอยกว่าเทคโนโลยีพ่ ึงวิทยาศาสตร์ ปัจจุบนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ได้กาวไป ั ้ ั ้ ไกลและกว้างขวางมาก ปี หนึ่ง ๆ มีรายงานเสนอผลของการวิจยพิมพ์ออกมาไม่นอยกว่าล้านเรื่ อง ใครต้องการ ั ้ ความรู ้เหล่านั้นก็หาได้ง่าย ผิดกับความรู ้ทางเทคโนโลยี ซึ่ งหาได้ยากกว่ามาก เทคโนโลยีสร้างขึ้นมาต้องอาศัย ั วิทยาศาสตร์ แต่วทยาศาสตร์ เกิดขึ้นโดยไม่ได้อาศัยเทคโนโลยี ต่อมาทั้งสองวิชาเริ่ มมีความสัมพันธ์กนมากขึ้น ิ ถึงแม้บางเรื่ องต่างเจริ ญด้วยตนเอง แต่เทคโนโลยีก็ตองอาศัยวิทยาศาสตร์ มากกว่าและมีความเจริ ญก้าวหน้าตาม ้ วิทยาศาสตร์ ไม่ทน (ก่องกัญจน์ ภัทรากาญจน์ และ ธนกาญจน์ ภัทรากาญจน์, 2530 : 11) ั ่ ถึงแม้วาเทคโนโลยีจะถือกาเนิดมาจากวิทยาศาสตร์ ดังกล่าวข้างต้นก็ตาม แต่มีขอควรพิจารณาที่สาคัญหลาย ้ ประการดังที่ เพียร ซ้ายขวัญ (2536 : 111-112) กล่าวไว้ดงนี้ คือ ั 1. เมื่อมีการค้นพบความรู ้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ก็มิได้หมายความว่า จะต้องมี เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นเสมอ โดยปกติจะมีช่วงเวลาเหลื่อมระหว่างการค้นพบความรู ้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ น้ น ั ช่วงเวลาดังกล่าวจะสั้นหรื อยาวหลายสิ บปี หรื อ 100 ปี ก็ได้ สุ ดแท้แต่ความยากง่ายของความรู ้ใหม่ ความต้องการ ความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ ทางสังคมและอื่น ๆ ซึ่งจะเป็ นปัจจัยหรื อแรงผลักดันที่ทาให้มีการพยายามพัฒนา เทคโนโลยี 2. เทคโนโลยีใหม่ ๆ นั้น อาจอาศัยความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ ด้ งเดิมก็ได้ เช่น ั หม้อหุ งข้าวไฟฟ้ า เครื่ องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เกี่ยวกับแสงเลเซอร์ เป็ นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับไฟฟ้ าอิเล็กทรอนิคส์ และคลื่นแสง ซึ่ งไม่ใช่ความรู ้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ แต่อย่างใด สรุ ปได้ ว่า ความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ จะไม่มีคุณค่า ถ้าหากปราศจากเทคโนโลยีมาเชื่อมโยง และเทคโนโลยีที่ ปราศจากความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ เป็ นพื้นฐานก็ไม่สามารถจะนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสู งสุ ด เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 7
  • 8.
    ขอบเขตและสาขาวิชาของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ขอบเขตและสาขาวิชาของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่ วนใหญ่แล้วจะมีผแบ่งไว้ไม่แตกต่างกันมากนัก สรุ ป ู้ ได้เป็ นสาขาใหญ่ได้ 3 สาขา ดังนี้ คือ 1. วิทยาศาสตร์ ธรรมชาต์ิ (Natural Sciences) เป็ นวิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ (Pure ่ Science) หรื อวิทยาศาสตร์ ข้ นมูลฐาน (Basic Science) เป็ นวิชาที่กล่าวถึงเรื่ องราวและสิ่ งต่าง ๆ ที่เกิดอยูใน ั ธรรมชาติทวไป ซึ่ งแวดล้อมตัวเรา ซึ่ งเกี่ยวข้องกับสิ่ งมีชีวิตและไม่มีชีวต พลังงาน และวัตถุต่าง ๆ ที่มีในเอกภาพ ั่ ิ ซึ่ งแบ่งออกเป็ นสาขาต่าง ๆ ดังนี้ 1.1 ฟิ สิ กส์ (Physics) 1.2 เคมี (Chemistry) 1.3 ชีววิทยา (Biology) 1.4 ดาราศาสตร์ (Astronomy) บางตาราแบ่งสาขาย่อยของวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ ออกเป็ น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ก. วิทยาศาสตร์ทางกายภาพ (Physical Science) ได้แก่ เคมี ฟิ สิ กส์ คณิ ตศาสตร์ ธรณี วทยา เป็ นต้น ิ ข. วิทยาศาสตร์ทางชีวภาพ (Biological Science) ได้แก่ การศึกษาเกี่ยวกับสิ่ งมีชีวต เช่น พฤกษศาสตร์ ิ (Botany) และสัตวศาสตร์ (Zoology) เป็ นต้น 2. วิทยาศาสตร์ สังคม (Social Sciences) เป็ นวิทยาศาสตร์ ที่กล่าวถึงชีวตที่เกี่ยว ิ ข้องกับทางสังคมต่าง ๆ หรื อเรื่ องราวของการสังคมในมวลมนุษย์โดยเฉพาะ ซึ่ งแบ่งออกเป็ นสาขาต่าง ๆ ดังนี้ 2.1 จิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ (Psychology and Behavioral Science) 2.2 เศรษฐศาสตร์ (Economics) 2.3 รัฐศาสตร์ (Political Science) 2.4 ศึกษาศาสตร์ (Education) 2.5 สังคมวิทยา (Sociology) เป็ นต้น 3. วิทยาศาสตร์ ประยุกต์ (Applied Science) หรื อ วิชา เทคโนโลยี (Technology) คือวิชาที่นาเอาผลของวิชาวิทยาศาสตร์ทางธรรมชาติและสังคมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการดารง ชีพของมนุษย์ ซึ่ งแบ่งออกเป็ นสาขาต่าง ๆ ดังนี้ 3.1 แพทย์ศาสตร์ (Medicine) 3.2 วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) 3.3 เกษตรศาสตร์ (Agriculture Science) 3.4 วิทยาศาสตร์การแพทย์ (Medical Science) 3.5 เภสัชศาสตร์ (Pharmacology) 3.6 ทันตแพทยศาสตร์ (Dentistry) เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 8
  • 9.
    3.7 สัตวแพทยศาสตร์ (Veterinary) 3.8 วนศาสตร์ (Agrotorestry) 3.9 การประมง (Fisheries) ส่ วน ปรี ชา วงศ์ชูศิริ (2532 : 16) ได้แบ่งแยกวิทยาศาสตร์ เป็ นสาขาต่าง ๆ โดยใช้เหตุผลในเชิงวิธีวทยา ตาม ิ หลักข้อเท็จจริ ง ซึ่ งมีทฤษฎีเชิงแบบแผนเป็ นข้อสมมติฐานล่วงหน้าไว้ ดังนี้ สาหรับทบวงมหาวิทยาลัย (2529 : ไม่ มีเลขหน้ า) ได้จดกลุ่มสาขาวิชาที่เปิ ดสอนระดับปริ ญญาตรี ใน ั สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน ในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยตามหลักการจาแนกการศึกษาตามมาตรฐานสากล ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ โดยแบ่งเป็ น 10 กลุ่มสาขาวิชา สาหรับกลุ่ม สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีสาขาย่อยดังนี้ - กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คณิ ตศาสตร์ /สถิติ วิทยาการคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ ธุรกิจ - กลุ่มสาขาวิชาแพทยศาสตร์ และวิชาที่เกี่ยวกับสุ ขภาพอนามัย ได้แก่ แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัช ศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ - สาธารณสุ ขศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ กายภาพบาบัด วิทยาศาสตร์สุขภาพ - กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ - กลุ่มสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ วนศาสตร์ และการประมง ได้แก่ สัตวแพทย์ศาสตร์ / สัตวบาล ประมง/วาริ ช ศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วนศาสตร์ /เทคโนโลยีวนผลิตภัณฑ์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร เทคโนโลยีการเกษตร ธุ รกิจการเกษตร/ส่ งเสริ มการเกษตรและสหกรณ์ เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 9
  • 10.
    ประโยชน์ ของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สิ ปปนนท์ เกตุทต (ม.ป.ป. : 80) กล่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความจาเป็ นและเพิ่มความสาคัญเป็ น ั ่ ลาดับมากขึ้นต่อการดารงชีวิตของมนุษย์แม้วาการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจะเอื้ออานวยในด้านชีวตความ ิ ่ เป็ นอยูที่สะดวกสบายและอายุยนนานขึ้น หากการการนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ โดยมิได้พิจารณาอย่าง ื สุ ขมรอบคอบและกว้างไกลแล้ว ย่อมเกิดผลเสี ยต่อสภาพแวดล้อมและสมดุลทางธรรมชาติอย่างมหันต์ เมื่อมองไป ุ ข้างหน้า วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีควรช่วยเตรี ยมให้มนุษย์มีความพร้อมที่จะเผชิญกับปั จจัยพื้นฐานในการ ดารงชีวิต และปั ญหาอันเกี่ยวเนื่องกับมนุษย์และสิ่ งแวดล้อม ข้อที่พึงตระหนัก คือ การดารงชีวตของมนุษย์มิใช่เพื่อ ิ กอบโกยผลประโยชน์จากธรรมชาติ หรื อการทาตนอยูเ่ หนื อธรรมชาติ หากแต่มนุษย์ตองเรี ยนรู ้ธรรมชาติที่จะ ้ ดารงชีวิตอย่างสันติร่วมกับผูอื่น กับสังคมวัฒนธรรม และกับธรรมชาติ ้ ดังนั้นในชีวิตประจาวันของมนุษย์ทุกคน จะต้องเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอยูตลอดเวลา เกี่ยวข้องกับ ่ วิวฒนาการทางด้านความรู้ ทาให้มีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ด้าน จึงมีความจาเป็ นอย่างยิงที่จะทาให้บุคคลในสังคม ั ่ รู ้จกวิธีการคิดอย่างมีเหตุผล มีวธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีระบบ อันจะส่ งผลให้เกิดการพัฒนาด้านสติปัญญาซึ่ ง ั ิ ่ วิธีการคิดนั้นเป็ นวิธีเดียวกันกับที่ใช้อยูในกระบวนการแสวงหาความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ ่ สุ เทพ อุสาหะ (2526 : 10-11) กล่าวว่า คงเป็ นที่ยอมรับกันว่า ขณะนี้เราอยูในยุคที่วทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ิ เจริ ญสู งสุ ด ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเรานั้นเป็ นผลมาจากการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีท้ งสิ้ น อย่างไร ั ก็ตามอิทธิ พลของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่มีต่อเศรษฐกิจ และการเสาะแสวงหาความรู ้น้ นยังไม่เป็ น ั ที่เด่นชัดสาหรับประชาชนส่ วนใหญ่ เฮอร์ ด (Hurd. 1970 : 13-15) ได้ช้ ีให้เห็นว่า ประชาชนส่ วนใหญ่ได้รับข้อมูล ผิดพลาดเกี่ยวกับความหมาย และอิทธิ พลของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่มีต่อ วัตถุ สังคม และชีวตความเป็ นอยู่ ิ ดังนั้นการให้ความรู ้หรื อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ จะเป็ นการเตรี ยมคนเพื่อแก้ปัญหา ต่าง ๆ ในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ วในอนาคต และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จะยิงเกิดขึ้นมากเรื่ อย ๆ ขณะเดียวกัน ่ วิทยาศาสตร์ ก็จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับสังคมมากขึ้น จึงเป็ นสิ่ งที่แน่นอนว่าความสาคัญของวิชาวิทยาศาสตร์ ใน ฐานะที่เป็ นส่ วนหนึ่งของการให้การศึกษาพื้นฐานทัวไป (general education) จะมีมากขึ้น ่ จะเห็นได้วาทุกคนจาเป็ นที่จะต้องเรี ยนรู ้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่ งระดับของการศึกษาของแต่ละคน ่ ่ ั นั้นย่อมขึ้นอยูกบเป้ าหมายและความสนใจของแต่ละบุคคล ดังที่ เอกิน (Agin. 1974 : 404) ได้ช้ ีให้เห็นถึงความ จาเป็ นของบุคคลกลุ่มต่าง ๆ ที่ตองเรี ยนรู้วทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีตามภาพที่ 3 ้ ิ ภาพที่ 3 แสดงการแยกสาขาของวิทยาศาสตร์ เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 10
  • 11.
    1. เตรี ยมนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาต่าง ๆ 2. ให้พ้ืนฐานของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สาหรับผูที่จะประกอบอาชีพ หรื อ ้ วิชาชีพที่อาศัยเทคโนโลยี 3. ให้การศึกษาพื้นฐานเพื่อเป็ นพลเมืองที่มีประสิ ทธิ ภาพ ภาพที่ 3 ระดับของกลุ่มบุคคลที่เรี ยนรู ้วทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ิ จากภาพที่ 3 จะเห็นได้วาพลเมืองกลุ่มที่ 3 ซึ่ งเป็ นกลุ่มใหญ่สุดมีความจาเป็ นต้องศึกษาวิทยาศาสตร์ และ ่ เทคโนโลยี เพื่อจะเป็ นพลเมืองที่มีประสิ ทธิภาพ พร้อมกับนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ในการแก้ปัญหาใน ชีวตประจาวันของพวกเขา ซึ่งประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สรุ ปได้พอสังเขป ดังนี้คือ ิ ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี1. การแก้ปัญหาในชีวตประจาวัน ในชีวตประจาวันเมื่อมีปัญหา หรื อข้อ ิ ิ สงสัย อย่างใดเกิดขึ้นเราต้องใช้เหตุผลเพื่อหาคาตอบหรื อแก้ขอสงสัยต่าง ๆ เสมอมา ในชีวิตประจาวันเราคงจะประสบกับ ้ ปั ญหาในด้านต่าง ๆ ทั้งกับตัวเราเองหรื อบุคคลใกล้ชิด การพยายามหาข้อมูล ต่าง ๆ เพื่อหาสาเหตุของปั ญหานั้น อย่างมีเหตุผล สามารถทาให้เราแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง 2. วิเคราะห์ปัญหาในสถานการณ์ที่เป็ นจริ งในชี วตประจาวันเพื่อการแก้ปัญหา ิ วิทยาศาสตร์นาบุคคลไปสู่ การมีทกษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็ น ั กระบวนการของการค้นพบสิ่ งใหม่ ๆ เพื่อนาไปสู่ คุณภาพชีวตที่ดีและการแก้ปัญหา ิ 3. สร้างคนให้มีกระบวนการคิด มีเหตุมีผล ไม่หลงงมงายในสิ่ งที่ไร้สาระ ื ่ ่ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็ นวิธีการที่ยดหยุนที่แต่ละบุคคลจะปรับเอาไปใช้แก้ปัญหาของตน แม้วามันจะชื่ อว่า กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่จริ ง ๆ แล้ว ศาสตร์ ไหน ๆ ก็ใช้ได้ท้ งนั้น เรื่ องการสังเกต การจดบันทึกและแปร ั ความ การพยากรณ์ สร้างคนให้มีเหตุผล ไม่ให้เชื่ อถือโชคลางหรื อหลงงมงาย เหล่านี้นาไปใช้ได้ท้ งหมด ั ลิขิต ธีรเวคิน (2535 : 10) กล่าวว่า ประเทศใดก็ตามจะพัฒนาไปเป็ นประเทศมหาอานาจ จะต้องประกอบด้วย ตัวแปรสาคัญ ๆ ห้าตัวแปร และในห้าตัวแปรนั้นตัวแปรสาคัญหนึ่งคือการมีจิตวิทยาอันทันสมัยหมายความว่ามีการ คิดแบบมีเหตุมีผล ไม่หลงงมงาย ไม่เชื่ออะไรที่เกิดจากศรัทธาแต่อย่างเดียวพูดง่าย ๆ คือ "มีจิตวิทยาศาสตร์ " ชั ยวัฒน์ คุประตกุล (2528 : 87-88) ได้กล่าวถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์ ที่สร้างคนให้มีมานะอดทน เป็ นคนไม่ หลงงมงาย เป็ นคนมีเหตุผล เป็ นคนที่ไม่ถูกชักจูงไปในทางเสื่ อมทรามได้ง่าย ๆ นอกจากนี้วทยาศาสตร์ ยงช่วยให้ ิ ั สมาชิกในสังคม ตระหนักถึงความสาคัญของการทางานเป็ นระบบเป็ นทีมหรื อเป็ นหมู่คณะ ตระหนักถึงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมส่ วนรวมจากพฤติกรรม หรื อการกระทาของสมาชิกแม้เพียงคนเดียวหรื อกลุ่มหนึ่ง ่ จากที่กล่าวมา จะเห็นได้วามีความจาเป็ นอย่างยิงที่จะต้องนาวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อสร้างคนให้มีเหตุผล มีความ ่ เชื่อมันในตนเองมากขึ้น เมื่อมีความเชื่อมันในตนเองมากขึ้น ความเชื่ อ งมงาย ความเชื่อในโชคลาง ชะตาราศี ดวง ่ ่ และเรื่ องพรหมลิขิตจะจางหายไป ความลุ่มหลงในการพนัน หวังรวยทางลัด และการวิเคราะห์สภาพการณ์หรื อ ่ ปัญหาในชีวิตประจาวันก็จะอยูในแนวของเหตุและผล ตามหลักตรรกวิทยาศาสตร์ เป็ นคุณลักษณะของพลเมืองใน เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 11
  • 12.
    สังคมประชาธิปไตย เป็ นสังคมที่เราทุกคนต้องการเป็ นสังคมที่นามาซึ่งความมีสิทธิ เสรี ภาพ อย่างมีเหตุมีผล 4. ปรับปรุ งคุณภาพของชีวต วิทยาศาสตร์ จะเกี่ยวพันกับมนุษย์ทุกคนตลอดชีพ ิ ในชีวตประจาวัน ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนกระทังเข้านอนจะเกี่ยวพันกับวิทยาศาสตร์ คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้วา ิ ่ ่ วิทยาศาสตร์ได้นาความสุ ข ความสะดวกสบายมาสู่ การดารงชีวตในเรื่ องต่าง ๆ ต่อไปนี้ ิ 4.1 อาหาร ได้รู้จกวิธีรักษาอาหารไม่ให้บูดเสี ย รู ้จกคุณค่าของอาหารว่า ั ั มนุษย์เราต้องการ แป้ ง ไขมัน โปรตีน วิตามิน แร่ ธาตุต่าง ๆ อย่างเพียงพอได้อย่างไรและคิดประดิษฐ์อาหารขึ้นได้ เสาะแสวงหาอาหารให้พอเลี้ยงพลโลกจากแหล่งที่มาจากทะเล อากาศ บนพื้นโลก จากทะเล ได้ผลิตเกลือ รับประทาน (NaCI) ผลิตไอโอดีนจากสาหร่ ายทะเล ซึ่งเอามาทาวุนและแยกไอโอดีนออก ได้โปรตีนจากสัตว์และ ้ พืชเช่น Algae ในทะเลนามาเป็ นอาหาร 4.2 เครื่ องนุ่งหุ่ม ได้รู้จกสี ยอมผ้า สมัยก่อนมักใช้สีจากพืชมาย้อมผ้า แต่พอถึง ค.ศ. 1856 William Perkin ั ้ ได้เริ่ มใช้สีที่เตรี ยมจากถ่านหิ นหรื อสี สังเคราะห์ นอกจากนั้นนักเคมียงรู ้จกวิธีทาไหมเทียม ทาปลาสติก ทาไนลอน ั ั เพื่อทาเสื้ อผ้าสวย ๆ ใช้ เช่น และสารสังเคราะห์ใช้แทนยาง เป็ นต้น 4.3 สุ ขภาพอนามัย แต่ก่อนนี้อตราคนตายมีมาก แต่ต่อมาจนปั จจุบนอัตรานั้นได้ลดน้อยลงไป ทั้งนี้เพราะ ั ั กินอาหารดีข้ ึน มีที่อยูอาศัยและน้ าบริ โภคดีข้ ึน เช่น น้ าประปาก็ตองใช้ความรู ้ของวิชาเคมีทาให้บริ สุทธิ์ โดยฆ่าเชื่อ ่ ้ โรคด้วย CI2 ทาให้ฟันแข็งโดยเติมฟลูออไรด์ลงไปในน้ าดื่ม นอกจากนี้ยงมียาใหม่ ๆ ที่ใช้เป็ นผลดีเป็ นอันมาก เช่น ั ยาปฏิชีวนะ ยาพวกซัลฟา ยาสาหรับฆ่าเชื้ อโรค การต้นพบยาชา (Anesthetic) ช่วยให้ศลยกรรมเป็ นผลดียงขึ้น การ ั ิ่ พบคลอโรฟอร์ม โคเคน ก๊าซหัวเราะ อีเทอร์ (ซึ่งเป็ นยาชา) ได้ช่วยชีวตและบรรเทาความปวดทรมานของคนไข้ไว้ ิ เป็ นอันมาก 4.4 ที่อยูอาศัยและเครื่ องใช้ มีไม้ขีดไฟที่ใช้อยูในปั จจุบนนี้ สบู่ หม้อ ่ ่ ั เครื่ องภาชนะ เครื่ องใช้ไม้สอยที่ทาด้วยโลหะและปลาสติก ก๊าซถ่านหิ น รถยนต์ น้ ามัน ผงซักฟอก เครื่ องก่อสร้าง เช่นเหล็ก เหล็กกล้า Stainless Steel (Fe + Cr) อะลูมิเนียม ซี เมนต์ คอนกรี ต กระจกแตกไม่บาด (Nonsplintered glass) ข้อเสื อในเครื่ องยนต์ก็ใช้ทาด้วย Alloy ของเหล็ก (เหล็กผสมกับแมงกานีส) เป็ นต้น 4.5 การสังเคราะห์ใช้เทียมของจริ ง ยางเทียม ไหมเทียม การบูร ยาควินิน ยารักษาโรค แกรไฟต์ ฯลฯ ล้วน แต่เป็ นผลิตภัณฑ์ซ่ ึ งทาขึ้นโดยอาศัยวิทยาศาสตร์ ท้ งนั้น ั 4.6 เครื่ องอานวยความบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ การถ่ายรู ป เป็ นต้น เกิดมีข้ ึนได้เพราะวิทยาศาสตร์ วิชาเคมีสอนให้รู้จกการถ่ายรู ป วิทยุน้ นก็อาศัยความรู ้จากวิทยาศาสตร์ ั ั กระดาษ หนังสื อ ฟุตบอล ลูกเทนนิส ลูกปิ งปอง ฯลฯ ล้วนแต่เป็ นผลิตพันธุ์ข้ ึนมาได้โดยอาศัยมาจากวิทยาศาสตร์ ทั้งนั้น (ทองสุ ข พงศทัตและคณะ. 2525 : 7-8) เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 12
  • 13.
    เสริมพล รัตสุ ข(2526 : 12) ได้กล่าวถึงความจาเป็ นและเหตุผลที่มนุษย์จาเป็ นที่จะต้องนาวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี (โดยเฉพาะเทคโนโลยี) มาใช้ คือ 1. มีความต้องการที่จะแก้ปัญหาในการดารงชีวิตประจาวัน หรื อปั ญหาในด้าน ่ การประกอบอาชีพ ทั้งนี้เพื่อปรับปรุ งยกระดับฐานะความเป็ นอยูหรื อเพื่อแสวงหากาไรในการค้า ตัวอย่างเช่น เจ้าของโรงงานสนใจที่จะนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและลดปั ญหาสิ่ งแวดล้อม ชาวนาสนใจ ที่จะนาก๊าซชีวภาพมาใช้เพราะต้องการทุ่นเวลาในการไปหาฟื น ชาวนาสนใจที่จะใช้รถไถนาเอนกประสงค์เพราะ ต้องการเพิ่มผลผลิต เป็ นต้น 2. เล็งเห็นโอกาสในการลงทุน (investment opportunity) เช่นคาดว่าจะมีตลาด มากสาหรับกะทิสาเร็ จรู ป จึงต้องการเทคโนโลยีการผลิตกะทิสาเร็ จรู ป ฯลฯ 3. เตรี ยมการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ในอนาคตคาดว่าราคาน้ ามันที่สูงขึ้น ทุกปี จะทาให้เกิดความต้องการเครื่ องยนต์ ที่ขบเคลื่อนด้วยก๊าซจากถ่านหรื อไม้ (wood gasifier) มากขึ้นจึงต้องการ ั พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตก๊าซจากถ่านหรื อไม้ 4. การแข่งขันในด้านการตลาดทาให้ตองเร่ งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการ ้ ผลิตพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ปรับปรุ งคุณภาพ ฯลฯ ่ ในปั จจุบนจึงกล่าวได้วา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมีความสาคัญ และมีความจาเป็ นต่อการพัฒนาในด้านต่าง ั ๆ ของประเทศ มีขอบเขตการใช้อย่างกว้างขวาง มีผลให้ชิวตมนุษย์ และสิ่ งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มนุษย์ ิ ่ มีความเป็ นอยูที่สุขสบายขึ้น โรคภัยลดลงหรื อสามารถแก้ปัญหาได้ การเดินทางและการติดต่อสะดวกและรวดเร็ ว ขึ้น การศึกษาก้าวหน้ากว่าอดีตมากมายนัก ซึ่ งสิ่ งเหล่านี้เป็ นผลมาจากวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแทบทั้งสิ้ น สุ ดท้ าย โชว์วอลเตอร์ (showalter. 1974 : 2) ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของการเป็ นผูรู้วิทยาศาสตร์ (scientific ้ literacy) ซึ่ งสามารถนามาเชื่อมโยงกับประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีได้ ดังนี้คือ 1. เข้าใจธรรมชาติความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 2. สามารถนามโนทัศน์ หลักสาคัญ กฎ และทฤษฎีที่เหมาะสมไปใช้อย่างถูกต้อง 3. สามารถใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการแก้ปัญหา การตัดสิ นใจ และ การศึกษาเกี่ยวกับสิ่ งแวดล้อมได้อย่างดี 4. ยึดมันในค่านิยมที่มีรากฐานมาจากวิทยาศาสตร์ ่ 5. เข้าใจและซาบซึ้ งในความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีและ สังคม 6. พัฒนาความคิดที่แปลกและน่าพอใจ เกี่ยวกับสังคมได้มากว่าคนอื่น อันเป็ น ผลจากการศึกษาวิทยาศาสตร์ และใฝ่ ใจศึกษาอยูตลอดเวลา่ 7. ได้พฒนาทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทดลอง ั เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 13
  • 14.
    ประวัติของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทางตะวันตก ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในปั จจุบนเป็ นผลสื บเนื่องมาจากการสะสมความรู้ของ ั มนุษยชาติมาเป็ นเวลานาน เริ่ มตั้งแต่มนุษย์ยงดารงชีพโดยการล่าสัตว์ดวยอาวุธที่ทาด้วยหิ นจนกระทังพัฒนาวิถีใน ั ้ ่ การดารงชีพที่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตมากมาย อมรา ทองปาน และวีระศักดิ์ อุดมโชค (2541 : 2) กล่าวว่า ่ ่ นับตังแต่มนุษย์ Homo sapiens ได้ถือกาเนิ ดขึ้นมาในโลกนี้เมื่อประมาณ 40,000 ปี ที่ผานมา มนุษย์มีววฒนาการด้าน ิั ั ่ ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่ องมาจนถึงปั จจุบน แม้วาลักษณะโครงร่ างของมนุษย์มิได้มีการเปลี่ยนแปลงหรื อมีววฒนาการจน ิั แสดงความแตกต่างจากมนุษย์ในปั จจุบนมากนัก แต่มนุษย์มีววฒนาการด้านอื่น เช่น การเปลี่ยนแปลงด้าน ั ิั วัฒนธรรมการศึกษาเพื่อหาความรู ้ดานต่าง ๆ จากวิวฒนาการด้านนี้ทาให้สามารถจาแนกการเกิดมนุษย์โบราณตาม ้ ั ลักษณะเครื่ องมือเครื่ องใช้ที่พบเป็ นยุคต่าง ๆ เช่น มนุษย์ยคหิ นเก่าและมนุษย์ยคหิ นใหม่ ดังแสดงในตารางที่ 3 ุ ุ ่ กล่าวได้วา การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ของมนุษย์ยคเริ่ มแรกนั้นเป็ นการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และ ุ วิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ นับแต่สิ้นสุ ดยุคน้ าแข็งยุคสุ ดท้ายเมื่อประมาณ 10,000 ปี เป็ นต้นมา มนุษย์ได้เริ่ มศึกษาสังเกต ธรรมชาติที่รอบ ๆ ตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิงการเกิดกลางวัน กลางคืน ข้างขึ้น ข้างแรม ฤดูกาลต่าง ๆ และการโคจร ่ ั ิ ่ ของดวงดาว นอกจากนี้ยงศึกษาสิ่ งมีชีวตที่อยูรอบ ๆ ตัวเราด้วย ดังนั้น วิทยาศาสตร์ สมัยโบราณเกิดขึ้นควบคู่กบการเกิดอารยธรรมโบราณต่าง ๆ ได้แก่ อารยธรรมเมโสโปเต ั เมีย อารยธรรมอียปต์ อารยธรรมในอเมริ กากลาง และอารยธรรมใน เอเชีย ต่อจากนี้ จึงเข้าสู่ ยคของวิทยาศาสตร์ ิ ุ ธรรมชาติ ดาราศาสตร์ คณิ ตศาสตร์ ซึ่ งเริ่ มมีสูตร ทฤษฎี มีการทดลองนักวิทยาศาสตร์ ในยุคนี้เป็ นนักวิทยาศาสตร์ ในอาณาจักรกรี กทั้งสิ้ น ยุคสุ ดท้ายของวิทยาศาสตร์สมัยโบราณ คือ วิทยาศาสตร์ ที่พฒนาขึ้นในสมัยที่มีเมืองอเล็ก ั ซานเดรี ยเป็ นศูนย์กลางการปกครองซึ่งมีการสะสมตารา หนังสื อของวิชาความรู ้ดานต่าง ๆ อย่างมาก มีหอสมุดที่ ้ ใหญ่ที่สุดในโลกของยุคนั้น คือ หอสมุดอเล็กซานเดรี ย เมื่อถึงสมัยกลาง (Middle Age) ประมาณปี ค.ศ. 476-1453 ความเจริ ญด้านวิทยาศาสตร์ ได้ชะงักงันไปชัวขณะ ่ เรี ยกว่า "ยุคมืดทางวิทยาศาสตร์ " สื บเนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนาที่ขดแย้งกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ หาก ั ผูใดคัดค้านหรื อขัดแย้งกฎเกณฑ์ทางศาสนาก็จะมีโทษถึงตาย วิวฒนาการด้านวิทยาศาสตร์จึงหยุดชะงักไป จนถึง ้ ั กลางคริ สต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่ งเป็ นสมัยฟื้ นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ จึงเริ่ มต้นพัฒนาขึ้น อีกครั้งหนึ่ง ต่อมาศตวรรษที่ 18 ได้มีการปฏิวติทางวิทยาศาสตร์ ครั้งใหญ่ ทาให้วทยาศาสตร์ สาขาดาราศาสตร์ ั ิ ภูมิศาสตร์ กายวิภาคศาสตร์ เคมี ฟิ สิ กส์ เจริ ญพัฒนาขึ้น อย่างมาก ในยุคนี้วทยาศาสตร์ บริ สุทธ์สาขาต่าง ๆ ได้พฒนาขึ้นมาก และจัดเป็ นพื้นฐานของวิชาการสาขาต่าง ๆ อย่างแท้จริ ง ิ ั ั ซึ่ งสามารถเปรี ยบเทียบความเจริ ญของมนุษย์ตามการศึกษาประวัติศาสตร์ กบการเจริ ญทางวิทยาศาสตร์ ระยะเวลา สมัยความเจริ ญของมนุษย์ตามประวัติศาสตร์ สมัยความเจริ ญของวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่โลกมีมนุษย์จนถึงยุคที่มนุษย์รู้จกการใช้โลหะ ั เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 14
  • 15.
    1. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (PerhistoricAges) แบ่งเป็ นสมัยหิ นเก่า - สมัยหิ นใหม่ วิทยาศาสตร์สมัยโบราณ- สมัย แรกเริ่ ม- สมัยกรี ก- สมัยอเล็กซานเดรี ย(..ถึงประมาณ ค.ศ.450) ตั้งแต่สมัยบอรนซ์หรื อทองสาริ ด ซึ่ งเป็ นสมัยที่ชาติโบราณเจริ ญไปจนถึง ค.ศ. 476 ซึ่งจักรวรรดิโรมันเสี ยเอกราช แก่อนารยชน 2. สมัยโบราณ (Ancient Ages) ค.ศ. 476-ค.ศ.1453 ซึ่ งเป็ นปี ที่จกวรรดิโรมันตะวันออกเสี ยอานาจให้แก่พวกเตอร์ กซึ่ งแผ่อานาจจากเอเซี ย ั เข้ามาในยุโรป 3. สมัยกลาง (Middle Ages) ตั้งแต่ตนสมัยกลางจนถึงเกือบปลายสมัยเรี ยกว่าสมัยมืดมน (Dark ้ Ages) ปลายสมัยกลางเป็ นสมัยฟื้ นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) วิทยาศาสตร์สมัยกลาง (ประมาณ ค.ศ. 450 ถึง ประมาณ ค.ศ. 1700) ค.ศ. 1453 - ค.ศ. 1918 ซึ่ งเป็ นปี ที่สิ้นสุ ดสงครามโลกครั้งที่ 1 4. สมัยใหม่ (Modern Ages) วิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ (ประมาณ ค.ศ. 1700 ถึงปัจจุบน) ั ค.ศ. 1918 - ปัจจุบน 5. สมัยปัจจุบน (Contemporary Ages) ั ั วิทยาศาสตร์ (อมรา ทองปาน และ วีรศักดิ์ อุดมโชค. 2541 : 4) ่ จะเห็นได้วา การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกระแสโลกนั้นมีลกษณะค่อยเป็ นค่อยไปและถ่ายเทจาก ั ฐานความรู้ความคิดเดิม ไปสู่ ฐานความรู ้ความคิดใหม่ เช่น จากการเกษตร ไปสู่ อุตสาหกรรม จนกระทังถึง ่ ่ เทคโนโลยีสารนิเทศ เป็ นต้น นอกจากนั้นนับได้วา "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" เป็ น "วัฒนธรรม" ระบบหนึ่งด้วย ซึ่งการยอมรับวัฒนธรรมใหม่ของผูคนในสังคมใด ๆ ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับ "ลักษณะนิสัย" ของผูคนในสังคมนั้น ้ ้ ๆ ด้วย อย่างไรก็ตามในสมัยโบราณ ไม่ใคร่ มีการแยกสาขาวิชาออกมาชัดเจน นักปราชญ์แต่ละคนมักจะสนใจที่จะศึกษา ความรู้ทุกด้าน วิทยาศาสตร์ จึงเป็ นส่ วนหนึ่งของปรัชญา การเรี ยนรู้โดยการทดลองยังมีนอย อาจจะมีการสังเกต ้ ั ธรรมชาติกนบ้าง เช่น การศึกษาท้องฟ้ า แต่อุปกรณ์และเทคนิคในสมัยนั้น อาจจะไม่ดีพอที่จะให้ผลที่ละเอียด แม่นยา อย่างไรก็ตาม คนปั จจุบนก็ยงยกย่องว่าคนโบราณได้ทาการศึกษาวิชาชีววิทยาไว้อย่างละเอียดถี่ถวนดี ั ั ้ มากกว่าวิชาอื่น เช่น รู ้วาปลาวาฬเป็ นสัตว์ที่ต่างจากปลาประเภทอื่นทัวไป คนปั จจุบนรู ้ลึกซึ้ งกว่าก็เพราะว่า มี ่ ่ ั อุปกรณ์ เช่น กล้องจุลทรรศน์เป็ นเครื่ องช่วย เป็ นต้น เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 15
  • 16.
    วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในสมัยโบราณ ่ มนุษย์พยายามดิ้นรนเพื่อความอยูรอด มากกว่าที่จะค้นหาความรู ้ทางวิชาการที่เกิดจากความอยากรู ้อยากเห็น อยากเข้าใจ การดาเนินชี วตยังคงผันผวนไปตามธรรมชาติแวดล้อมโดยมนุษย์ไม่สามารถปรับปรุ งแก้ไขกลไกใน ิ ธรรมชาติ ดังเช่นการเพาะปลูกที่ให้ผลิตผลสู งในช่วง ต้น ๆ ครั้นเมื่อดินจืด ผลิตผลเลวลงมนุษย์จะเผาป่ า ย้ายไปหา ที่เพราะปลูกใหม่ เฉพาะแถบริ มฝั่งแม่น้ า ที่น้ าท่วมพาโคลนมาทับถมทุกปี เท่านั้นที่สามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี แต่ ่ การที่ตองดิ้นรนเพื่อความอยูรอดนี้เอง ผนวกกับความสามารถทางสติปัญญาทาให้มนุ ษย์เรี ยนรู ้ทีละเล็กละน้อย ใน ้ อันที่จะเปลี่ยนแปลงกลไกธรรมชาติเพื่อปรับปรุ งธรรมชาติแวดล้อมให้เหมาะกับการดารงชีวตของตน ิ 1.1 วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยเริ่มแรก ่ ในยุคหิ นใหม่เมื่อประมาณ 6,000 ปี ก่อนคริ สต์ศตวรรษ มนุษย์เริ่ มมีการสร้างบ้านเรื อนที่อยูอาศัยเป็ นชุมชน ใหญ่ข้ ึน มีการพัฒนาทางด้านเกษตรกรรม มีการใช้โลหะหลอม ซึ่ งเรี ยกว่า ยุคสาริ ด (Bronze Age) โดยใช้ทองแดง ผสมกับดีบุกเพื่อความแข็งแรง และที่สาคัญ คือ เริ่ มมีการบันทึกเป็ นภาษาเกิดขึ้นในอารยธรรมเริ่ มแรก เช่น ก. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamian Civilization) อารยธรรมเมโสโปเตเมีย เป็ นอารยธรรมเก่าแก่ที่เกิดขึ้นในบริ เวณที่ราบลุ่มแม่น้ าไทกริ ส (Tigris) และแม่น้ ายู ่ เฟรตีส (Euphrates) คาว่า "เมโสโปเตเมีย" เป็ นภาษากรี ก หมายถึง ดินแดนที่อยูระหว่างแม่น้ าทั้งสอง ปั จจุบน คือั ประเทศอิรัก ณ ที่แห่งนี้มีชนชาติต่าง ๆ อพยพเข้ามาอยูอาศัยมากมาย แต่ละชนชาติเหล่านั้นได้นาความเจริ ญมาสู่ ่ เมโสโปเตเมีย เช่น ชาวสุ เมเรี ยนได้ประดิษฐ์อกษรคูนิฟอร์ ม (Cuneiform) ซึ่ งเกิดจากการใช้กระดูกมีลกษณะเป็ น ั ั รู ปลิ่ม กดบนดินเหนียวในขณะอ่อนตัว เป็ นรู ปร่ างต่าง ๆ เพื่อแสดงความหมายที่ตองการ นับเป็ นอักษรที่เก่าแก่ที่สุด ้ ในโลก นอกจากนี้ชาวสุ เมเรี ยนยังเริ่ มมีการคิดค้นปฏิทินขึ้นใช้ โดยกาหนด 1 เดือน มี 29.5 วัน 1 ปี มี 12 เดือน และ ถือหน่วย 60 ในการนับวินาที และชัวโมง ่ ชาวแคลเดียน (Chaldean) เป็ นชนชาติหนึ่งที่เข้ามาอาศัยในเมโสโปเตเมีย และได้ทาให้ความรู้ดานดาราศาสตร์มี ้ ความเจริ ญและพัฒนามากขึ้น โดยมีความเชื่ อว่าดาวเคราะห์มี 5 ดวง ประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาว พฤหัสบดี และดาวเสาร์ เมื่อรวมกับดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ก็คือ เทพเจ้าที่ยงใหญ่ 7 องค์ อารยธรรมเมโสโปเต ิ่ เมียได้ให้ความรู ้แก่มนุษย์ชาติ และได้ใช้ตราบจนทุกวันนี้ คือ 1 สัปดาห์มี 7 วัน การแบ่งหน้าปั ทม์นาฬิกาเป็ น 12 ช่อง ๆ ละ 1 ชัวโมง ่ ข. อารยธรรมอียปต์ (Egyptian Civilization) ิ ชนชาติอียปต์โบราณตั้งถิ่นฐานในดินแดนลุ่มแม่น้ าไนส์ เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อน คริ สต์ศกราช อารยธรรม ิ ั อียปต์ได้ให้ความรู ้แก่มนุษยชาติมากมาย สื บเนื่องมาจากความเชื่อในเรื่ องการกลับชาติมาเกิด ทาให้ชาวอียปต์คิดค้น ิ ิ การทามัมมี่ศพเพื่อรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่ อยและสร้างที่บรรจุศพอย่างแข็งแรง คือ ปิ ระมิด การสร้างปิ ระมิดต้องใช้ กาลังคนจานวนมากและใช้หลักการด้านกลศาสตร์ คณิ ตศาสตร์ และสถาปั ตยกรรมที่ล้ ายุค ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ใน ปั จจุบนยังไม่สามารถให้คาตอบว่าคนสมัยโบราณสามารถทาได้อย่างไร ั เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อนคริ สต์ศกราช ชาวอียปต์โบราณได้ประดิษฐ์อกษรฮีโรกราฟิ ก (Hieroglyphic) ซึ่งเป็ น ั ิ ั เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 16
  • 17.
    อักษรภาพ ต่อมาอักษรภาพนี้ ได้ดดแปลงเป็นตัวเดโมติก (Demotic) ซึ่งใช้ในภาษากรี กปัจจุบน ชาวอียปต์โบราณ ั ั ิ สามารถคานวณพื้นที่ของสี่ เหลี่ยมจตุรัส สี่ เหลี่ยมผืนผ้าและทรงกลม นอกจากนี้ชาวอียปต์โบราณยังมีความรู ้ดาน ิ ้ ดาราศาสตร์ อย่างดี และได้กาหนดปฏิทินของตนเอง โดยกาหนด 1 ปี มี 360 วัน และต่อมากาหนด 1 ปี มี 365 วัน โดยแบ่งออกเป็ น 12 เดือน ความรู้ดานชีวภาพของชาวอียิปต์โบราณ คือ การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกายวิภาค และ ้ สรี รวิทยาของร่ างกายมนุษย์ ซึ่ งนาไปสู่ ความเจริ ญก้าวหน้าด้านการแพทย์สาขา ต่าง ๆ โดยเฉพาะจักษุแพทย์ ทันต แพทย์ และศัลยแพทย์ ซึ่ งเป็ นพื้นฐานให้แก่ชาวกรี กในสมัยต่อมา ค. อารยธรรมในอเมริกากลาง (Central American Civilization) แหล่งอารยธรรมสาคัญในทวีปอเมริ กากลางบริ เวณแหลมยูกาตัน (Yucatan) หรื อบริ เวณที่เป็ นประเทศ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส นิการากัว คอสตาริ กา ปานามา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย ชิลี และอาร์เจนตินาใน ่ ปัจจุบน ในสมัยโบราณบริ เวณนี้มีชนเผ่าต่าง ๆ เข้าไปอยูอาศัย ได้แก่ มายา (Mayas) แอสแทค (Aztecs) และอินคา ั (Incas) ซึ่ งเชื่อกันว่า ชนเผ่าแอสเทคมีความรู ้ดานดาราศาสตร์ มาก ส่ วนชนเผ่าอื่น ๆ ก็มีร่องรอยของอารยธรรมที่ ้ เจริ ญมากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิงด้านสถาปั ตยกรรมการก่อสร้าง ่ ง. อารยธรรมในเอเซีย (Asian Civilization) ่ อารยธรรมโบราณที่เกิดขึ้นในทวีปเอเซี ยมีแหล่งสาคัญอยูในประเทศอินเดียและจีน อารยธรรมในประเทศ อินเดียมีความเจริ ญสู งสุ ดเมื่อ 3,000 - 2,000 ปี ก่อนคริ สตศักราช สาหรับในประเทศไทยเอง มีการขุดพบสิ่ งของ เครื่ องใช้ที่แสดงถึงอารยธรรมที่มีความเจริ ญอย่างมาก และมีอายุมากกว่าที่พบในอินเดีย จีน และเมโสโปเตเมีย (สุ เมธ ชุมสาย. 2529) 1.2 วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยกรีก ในอาณาบริ เวณรอบทะเลเอเจียน (Aegean Sea) มีกลุ่มชนเฮลเลียน (Hellenes) อาศัยอยูและเรี ยกชื่อประเทศว่า ่ เฮลลาส (Hellas) แต่คนส่ วนใหญ่เรี ยกชนกลุ่มนี้วา กรี ก (Greeks) กลุ่มชนพวกนี้มีการปกครองเป็ นแคว้นเล็ก ๆ และ ่ มีการพัฒนาด้านปรัชญา กฎหมาย และวิทยาศาสตร์ อย่างสู งสุ ดซึ่ งหลายสาขาวิชายังมีการใช้จนถึงปั จจุบน แคว้นใน ั จักรวรรดิ์กรี กที่ได้มีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่ แคว้นไอโอเนีย (Ionia) เป็ นสถานที่ ๆ วิทยาศาสตร์ สมัยกรี กได้เริ่ มเจริ ญ รุ่ งเรื องเป็ นแห่งแรก ชาวกรี กมีอกษรฟี นิ ั เชียน (Phaenician) ใช้เพื่อบันทึกความรู ้ต่าง ๆ ซึ่ งอักษรนี้ ต่อมาได้พฒนาเป็ นอักษรละตินและอังกฤษ นักปรัชญา ั และนักวิทยาศาสตร์ชาวกรี กที่สาคัญ ได้แก่ - เทลิสแห่งไมเลตุส (Thales of Milletus 636-546 ก่อน ค.ศ) ท่านผูน้ ีได้รับการยกย่องว่าเป็ นนักวิทยาศาสตร์ คน ้ แรกของกรี กและมนุษย์ชาติ ซึ่งให้ความรู้ดานดาราศาสตร์ และเรขาคณิ ต ้ - เอมเพโดคลีส (Empedocles 495-430 ก่อน ค.ศ) ตั้งทฤษฎีธาตุสี่ (Theory of Four Humours) กล่าวว่า สิ่ งมีชีวต ิ ประกอบด้วย ดิน น้ า ลม ไฟ ่ - ฮิปโปเครตีส (Hippocrates 490-377 ก่อน ค.ศ) บิดาแห่งการแพทย์ ลบล้างความเชื่อที่วาโรคภัยไข้เจ็บเกิดจาก การกระทาของสิ่ งเหนือธรรมชาติ - อริ สโตเติล (Aristotle 384-322 ก่อน ค.ศ) บิดาแห่งวิชาสัตววิทยา ธรรมชาติวทยาและศาสตร์ดานอื่น ๆ อีก ิ ้ เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 17
  • 18.
    มาก เป็ นนักปราชญ์ชาวกรีกที่สาคัญ เนื่ องจากคาสอนของอริ สโตเติล มีการถ่ายทอดและเชื่อเถือในชนชาติต่าง ๆ นานถึง 2,000 ปี 1.3 วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยอเล็กซานเดรีย เมื่อ 334 ปี ก่อนคริ สต์ศกราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราชได้เข้ายึดครองอียปต์ เปอร์ เซีย กรี ก และได้จดตั้งชุมชน ั ิ ั ่ เป็ นศูนย์การค้าและวิทยาการที่เมืองอเล็กซานเดรี ย ซึ่ งอยูที่บริ เวณปากแม่น้ าไนล์ ต่อมาเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ม หาราชสิ้ นพระชนม์ลงราชวงศ์โทเลอมีได้ครองเมืองต่อมาและได้ส่งเสริ มการศึกษาด้านวิทยาศษสตร์ สาขาต่าง ๆ อย่างมาก มีการทดลองและบันทึกข้อมูลในม้วนกระดาษปาปิ รัส และรวบรวมไว้ที่หอสมุดอเล็กซานเดรี ย ซึ่งจัดเป็ น แหล่งสะสมวิชาการที่ใหญ่ที่สุดในโลกของสมัยนั้น มีมวนปาปิ รัสมากถึง 7 แสนม้วน นักวิทยาศาสตร์ที่สาคัญใน ้ สมัยนี้ ได้แก่ - ยูคลิด (Euclid 330-260 ก่อน ค.ศ) บิดาแห่งเรขาคณิ ต - อาร์ คีมิดีสแห่งไซราคิวส์ (Archimedes of Syracuse 287 - 212 ก่อน ค.ศ) นักวิทยาศาสตร์ ที่ยงใหญ่ของฟิ สิ กส์ ิ่ ด้านกลศาสตร์ และเป็ นนักประดิษฐ์ที่ฉลาดล้ ายุคเป็ นผูคนพบ กฏของคานดีดคานงัด ค้นพบว่าน้ าหนักของวัตถุที่ ้้ หายไปเมื่อชังในน้ าจะเท่ากับน้ าหนักของน้ าที่ถูกวัตถุน้ นแทนที่ ่ ั - โทเลอมี (Claudius Ptolemy ค.ศ. 127-170) เขียนหนังสื ออัลมาเจส (Almagest) ซึ่ งกล่าวว่าโลกนี้เป็ น ศูนย์กลางของจักรวาล ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ โคจรรอบโลก หนังสื อเล่มนี้มีอิทธิ พลต่อการศึกษา ดาราศาสตร์ถึง 1,500 ปี ต่อมา - เกเลน (Galen of Pergamum ค.ศ. 131-201) แพทย์ผยงใหญ่ศึกษา กายวิภาคและสรี ระวิทยาของคน โดยการ ู ้ ิ่ ผ่าตัดลิงและหมู จึงทาให้ขอมูลผิดพลาด และมีอิทธิ พลต่อการพัฒนาด้านการแพทย์เกือบ 1,200 ปี ต่อมา ้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยกลาง วิทยาศาสตร์สมัยกลางเริ่ มตั้งแต่ ค.ศ. 450-1700 วิทยาศาสตร์ ในยุคนี้ยงคง เกี่ยวข้องกับวิชาปรัชญาอยูบางส่ วน ั ่ และเนื่องจากมีการรุ กรานแย่งดินแดน โดยอนารยชน (Barbarian) ไปยังอาณาจักรที่เคยเจริ ญรุ่ งเรื องมาก่อน โดยเฉพาะจักรวรรดิโรมัน ทาให้วชาการต่าง ๆ ชะงักไปประกอบกับความเชื่ อทางศาสนาจะบังคับให้ผสนใจ ิ ู้ ค้นคว้าวิทยาศาสตร์ ตองจากัดความคิดและการค้รคว้าด้านต่าง ๆ ลง ้ ดังนั้นวิทยาศาสตร์ สมัยกลางจึงแบ่งเป็ นยุคมืด และยุคฟื้ นฟูศิลปวิทยา ในยุคมืดนี้เกือบไม่มีความรู ้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเลย ส่ วนมากเป็ นการเก็บรวบรวมและแปลตาราที่มีอยูเ่ ดิมจากอียปต์โบราณและกรี กโบราณ โดยชนชาติ ิ อาหรับเป็ นผูแปลจากต้นฉบับเดิมเป็ นภาษาอาหรับ ดังนั้นในคริ สต์ศตวรรษที่ 9 อาหรับจึงเป็ นผูนาด้านปรัชญา และ ้ ้ วิทยาศาสตร์ ต่อมายุโรปจึงรับความรู ้จากอาหรับในปลายคริ สต์ศตวรรษที่ 12 และแปลตาราจากอาหรับกลับเป็ น ภาษาละตินและมีการใช้แพร่ หลายในยุโรปจนถึงกลางศตวรรษที่ 14 จึงเข้าสู่ ยคฟื้ นฟูศิลปวิทยา หรื อยุคฟื้ นฟู ุ ศิลปวัฒนธรรม เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 18
  • 19.
    กลางศตวรรษที่ 14 เมื่อวิทยาศาสตร์เข้าสู่ ยคฟื้ นฟูศิลปวิทยา ได้มีการประดิษฐ์แท่นพิมพ์โดย โยฮันน์ กูเต ุ นเบิร์ก (Johann Gutenberg ค.ศ. 1397-1468) ชาวเยอรมัน และทาให้มีการเผยแพร่ วชาการด้านวิทยาศาสตร์ ได้ ิ กว้างขวางมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ ที่สาคัญในสมัยนี้ได้แก่ - ลีโอนาโด ดาวินซี ( Leonardo da Vinci ค.ศ. 1452 - 1519 ) เป็ นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจกายวิภาค กลศาสตร์ และจลศาสตร์ ของไหล นับเป็ นผูริเริ่ มนาวิทยาศาสตร์ เข้าสู่ ยคใหม่ ้ ุ การปฏิวติทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ั ในคริ สต์ศตวรรษที่ 16-18 มีการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์ ครั้งใหญ่มีการค้นคว้าทดลองพิสูจน์ทฤษฎีต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ ในยุคนี้มีนกวิทยาศาสตร์ ที่สาคัญ ๆ ได้แก่ - นิโคลัส โคเพอร์นิคส (Nicholaus Copernicus ค.ศ. ั ั 1473-1543) เป็ นนักวิทยาศาสตร์ เชื้ อสายโปแลนด์ ได้ให้ทฤษฎีเกี่ยวกับจักรวาลว่า ดวงอาทิตย์เป็ นศูนย์กลางของ ระบบสุ ริยะ โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล นับเป็ นการปฏิวติทางดาราศาสตร์ ครั้งสาคัญ เพราะเป็ นการอ้างทฤษฎี ั ที่คานกับความเชื่อเดิมเมื่อ 1,500 ปี มาแล้ว ซึ่ งเสนอโดย โทเลอมี ้ - แอนเดรียส วีเซเลียส (Andreas Vesalius ค.ศ. 1514-1563) นักกายวิภาคศาสตร์ผศึกษาจากศพคนจริ ง ๆ และ ู้ คัดค้านคาสอนของเกเลน ทาให้คาสั่งสอนของเกเลนซึ่ งเชื่ อกันมานานถึง 1,500 ปี ถูกล้มล้างไป การศึกษากายวิภาค ของคนจากร่ างกายของคนจึงทาให้การพัฒนาด้านการแพทย์เจริ ญก้าวหน้าเข้าสู่ ยคปั จจุบนมากขึ้น ุ ั - กาลิเลโอ (Galileo Galilei ค.ศ. 1564-1642) เป็ นนักดาราศาสตร์ นักคณิ ตศาสตร์ และนักฟิ สิ กส์ ชาวอิตาเลียน ผูมีความคิดเห็นก้าวหน้าล้ ายุคมาก และไม่เห็นด้วยกับความเชื่อด้านวิทยาศาสตร์ โบราณของอริ สโตเติล โทเลอมี ้ และเกเลน ซึ่ งนักวิทยาศาสตร์ ท้ งสามท่านนี้ได้มีอิทธิ พลต่อการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ ดานต่าง ๆ ยาวนานกว่าพันปี ั ้ ทั้งสิ้ น ดังนั้น กาลิเลโอจึงประสบปั ญหาในการเผยแพร่ ความรู ้ทางด้านวิทยาศาสตร์ อย่างมาก เพราะขัดแย้งกับคา สอนทางศาสนาอีกด้วยเป็ นผูที่ได้ชื่อว่า บิดาแห่งการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เขาค้นพบของแรงดึงดูดของวัตถุของ ้ โลกในชั้นแรก และเป็ นผูปรพดิษฐ์กล้องดูดาว ที่สามารถส่ องดูการเคลื่อนไหวของดาวได้เป็ นคนแรก ้ - โยฮัน เคปเลอร์ (Johannes Kcpler ค.ศ. 11571-1630) เป็ นคนแรกที่วางรากฐานเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของ จักรวาล และอธิ บายวิถีการโคจรของดาวเคราะห์ท้ ง 9 ดวง ปั จจุบนยังใช้กนอยูเ่ รี ยกว่ากฎของเคปเลอร์ เขาสรุ ปว่า ั ั ั ดวงดาวต่าง ๆ โคจรเป็ นวงรี ไม่ใช่วงกลม - โรเบิร์ต บอยล์ (Robert Boyle ค.ศ. 1627-1692) บิดาแห่งวิชาเคมีและเป็ นคนแรกที่ผลักดันให้เกิดวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ ซึ่ งมีการศึกษาทดลองประกอบกับการตั้งทฤษฎีโดยโจมตีแนวคิดของอริ สโตเติลที่กล่าวว่าสสาร ประกอบด้วยธาตุ 4 ชนิด แต่บอยล์กลับกล่าวว่าสสารประกอบด้วยธาตุมากกว่านั้นมากมาย - จอห์ น เรย์ (John Ray ค.ศ. 1627 - 1705) เป็ นผูเ้ ริ่ มงานด้านชีววิทยา จาแนกพืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆ เป็ นหมวดหมู่ และตั้งชื่อไว้ดวย เขาจาแนกพืชต่าง ๆ กว่า 1,186,000 ชนิด ไว้เป็ นหมวดหมู่ จึงได้รับสมญานามว่า บิดาแห่ง ้ วิชาพฤษศาสตร์ เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 19
  • 20.
    - เอนตัน แวนเลเวนฮุก (Anton Van Leuwenhoek ค.ศ. 1632 - 1723) ได้พบวิธีฝนเนส์ และได้สร้างกล้อง จุลทรรศน์ นาไปส่ องดูสิ่งมีชีวตเล็ก ๆ แล้วสามารถได้รายละเอียดของสิ่ งมีชีวตเล็ก ๆ นั้นได้ ข้อมูลของเขาทาให้ ิ ิ ความรู ้เรื่ องจุลชีวนกระจ่างขึ้นมาก กล้องจุลทรรศน์ของเขาสามารถขยายได้ถึง 270 เท่า จึงได้รับสมญานามว่า บิดา ั แห่งโลกจุลชีวน ั - เซอร์ ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton ค.ศ. 1642-1727) พบกฎแห่งความโน้มถ่วงซึ่ งเป็ นกฎสากลอันดับ แรก จึงได้รับสมญานามว่า บิดาของวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ และเป็ นผูศึกษาเรื่ องแสง โดยเจาะช่องเล็ก ๆ ให้แสงส่ อง ้ เข้าไปในห้องมืด เมื่อเอาแท่งแก้วปริ ซึมวางไว้ให้แสงแดดส่ งผ่าน แสงสี ขาวจะกระจายเป็ น 7 สี คือ ม่วง คราม น้ า เงิน เขียว เหลือง แสด และแดง พร้อมกับอธิ บายถึงสาเหตุของการเกิดรุ ้งกินน้ า และ สรุ ปแรงดึงดูดของโลก จากการ ่ สังเกตลูกแอปเปิ้ ลตกลงพื้นดิน ไม่ลอยไปในอากาศ โดยเรี ยกกฎนี้วา " กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน " วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1700 เป็ นต้นมา ได้เข้าสู่ ยควิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ มีการค้นพบทฤษฎีการสันดาปโดยลาวัวซิเอ ุ ความก้าวหน้าด้านเคมีสาขาต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ ว พร้อม ๆ กับความก้าวหน้าด้านฟิ สิ กส์และกลศาสตร์ ซึ่ง นาไปสู่ การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและมีการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ทุกสาขาเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ใน การที่จะครองโลกวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจนถึงปั จจุบนนี้ ั 1. วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยปฏิวติอตสาหกรรม ั ุ การเปลี่ยนแปลงครั้งยิงใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเกิดขึ้นในสมัยปฏิวติอุตสาหกรรมเมื่อ ่ ั คริ สต์ศตวรรษที่ 18 จากความก้าวหน้าทางวิทยาการในแขนงต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ ในช่วง คริ สต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่ง ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงความเชื่อถือ แนวความคิดปรัชญาวิทยาศาสตร์ โบราณมาเชื่อถือปรัชญาวิทยาศาสตร์แนว ใหม่ และได้นาวิธีการวิทยาศาสตร์มาใช้ทาให้ประสบผลสาเร็ จเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ ว และใช้รูปแบบทาง คณิ ตศาสตร์ มาจาลองศีกษาธรรมชาติ ทาให้เกิดการค้นพบ และการตั้งทฤษฎีใหม่ ๆ มากมาย นักวิทยาศาสตร์ผู้ ั ยิงใหญ่ที่ประสาทความรู ้ให้กบวงการวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ในสมัยนี้ได้แก่ ่ - เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin ค.ศ. 1706-1790) ค้นพบว่าไฟฟ้ าเป็ นของไหล ซึ่ งเป็ นรากฐานทา ให้คนพบอิเล็กตรอนในเวลาต่อมา เขาค้นพบไฟฟ้ าในอากาศ ทาให้เกิดฟ้ าแลบและฟ้ าผ่า และแนะนาวิธีการป้ องกัน ้ ฟ้ าผ่า โดยการประดิษฐ์สายล่อฟ้ าขึ้น นอกจากนี้ยงได้เสนอแนะว่าอาการเกิดสารพิษจากตะกัว มักจะเกิดกับบุคคลที่ ั ่ ทางานในโรงพิมพ์ - เจมส์ วัตต์ (James Watt ค.ศ. 1736-1819) เป็ นผูปรับปรุ งเครื่ องจักรไอน้ าของนิวโคเมน และประดิษฐ์ ้ เครื่ องจักรไอน้ าแบบใหม่ โดยแก้ไขจุดบกพร่ องจากแบบของนิวโคเมน และได้พฒนาเครื่ องจักรไอน้ าที่ทางาน ั ระบบ "ดับเบิลแอกชัน" ทาให้ลูกล้อหมุนไปได้ซ่ ึ งเป็ นแนวทางในการประดิษฐ์รถยนต์และรถไฟในเวลาต่อมา และ เป็ นผูกาหนดกาลังเครื่ องจักเป็ น "แรงม้า" ้ ปั จจัยสาคัญที่ก่อให้เกิดการปฏิวติอุตสาหกรรม บรรยากาศทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ที่เอื้ออานวยให้มีการ ั เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 20
  • 21.
    ประดิษฐ์คิดค้น ซึ่ งเริ่มต้นขึ้นในอังกฤษโดยรัฐเป็ นผูสนับสนุนในทุกวิถีทางที่จะทาให้เกิดสิ่ งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ซึ่ง ้ เชื่อกันว่า จะทาให้ชาติเป็ นมหาอานาจในทางเศรษฐกิจและการเมืองได้โดยการให้ผลประโยชน์แก่ผประดิษฐ์คิดค้น ู้ และหลักประกันสิ่ งประดิษฐ์ ดาเนินการจัดหาแหล่งทรัพยากรและตลาดการค้า ตลอดไปจนถึงการสนับสนุนการ ลงทุน รวมทั้งเผยแพร่ ความคิดเห็นในทางอุตสาหกรรมทาให้มีการตื่นตัวขึ้นในสังคม และแผ่ขยายอิทธิ พลความคิด ไปสู่ นานาประเทศ ดังนั้นกระบวนการผลิตสิ นค้าเพื่อสนองความต้องการของพลเมือง ซึ่ งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ วจึง เปลี่ยนจากการทาในครัวเรื อนไปเป็ นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีการทางานโดยใช้ระบบแบ่งแรงงานให้แต่ละคนทางาน ั ั เฉพาะส่ วน มีการศึกษาวิจยระบบงานให้สัมพันธ์กบเวลา และใช้เครื่ องมือเครื่ องจักรที่ทนสมัยในกระบวนการ ั ประกอบการอุตสาหกรรม ซึ่ งทาให้อุตสาหกรรมด้านต่าง ๆเจริ ญขึ้นอย่างรวดเร็ ว ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดปั ญหา สังคมติดตามมาด้วย ผลที่เห็นได้ชดเจน คือ คนอพยพเข้ามารวมกันทางานในเมืองอุตสาหกรรมเกิดความแออัด ชน ั ชั้นกรรมกรถูกกดขี่ และทารุ ณจนเกิดการต่อสู่ ระหว่างชนชั้นขึ้น ส่ วนนายทุนเริ่ มมีอานาจก็แสวงหาอาณานิคม เพิ่มขึ้นเพื่อเป็ นแหล่งทรัพยากร หรื อเป็ นตลาด ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ประสบผลสาเร็ จได้ เปลี่ยนแปลงความเชื่อเก่า ๆ เกี่ยวกับแนวความคิดโบราณโดยสิ้ นเชิง 2 วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยสงครามโลก ในประวัติศาสตร์ เกือบจะไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่โลกปลอดจากสงคราม สงครามจัดได้วาเป็ นกิจกรรมร่ วมของ ่ มนุษยชาติอย่างหนึ่งซึ่ งมักใช้เป็ นทางออกเมื่อเกิดข้อขัดแย้งหรื อข้อพิพาท โดยเฉพาะอย่างยิงเกี่ยวกับผลประโยชน์ ่ ความสามารถในการประหัตประหาร ชาติพนธุ์เดียวกันของมนุษย์เหนื อกว่าสัตว์ท้ งปวง อาจเป็ นเพราะว่า ั ั ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในบางช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ เป็ นไปอย่างรวดเร็ ว ทั้งนี้เพราะ มนุษย์ได้ทุ่มเททุกสิ่ งทุกอย่างทั้งสติปัญญาและทรัพยากรเพื่อพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนกลวิธีทาลายข้าศึก ตัวอย่างเช่น เห็นได้จากวิวฒนาการของเครื่ องบินรบ ทั้งในแง่ของความเร็ วและสมรรถนะ ในมหาสงครามโลกทั้ง ั สองครั้ง ประเทศมหาอานาจได้ผนึกกาลังนักวิทยาศาสตร์ ช้ นนาเข้ามาทางานด้วยกันเป็ นกลุ่มใหญ่เพื่อพัฒนาและ ั ่ ประยุกต์วธีการประหัตประหารแบบใหม่ ๆ ในมหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นั้น จัดได้วาเป็ นสงครามเคมี เพราะมี ิ การทาลายล้างด้วยระเบิดชนิ ดต่าง ๆ และแก๊ส ส่ วนมหาสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยติลงด้วยระเบิดปรมาณูที่ทาลาย ุ ล้างชีวตมนุษย์นบแสนคนลงในชัวพริ บตา ผลจากสงครามทาให้เกิดการกระตุนเตือนนักวิทยาศาสตร์ และนัก ิ ั ่ ้ ประดิษฐ์คิดค้นให้เพิ่มความรับผิดชอบและระมัดระวังในผลงานของตนยิงขึ้น บุคคลหลายกลุ่มได้ผนึกตัวขึ้น ่ ต่อต้านการทาสงครามด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีการเรี ยกร้องให้ลดกาลังอาวุธ ถึงกระนั้นก็ตามประเทศ มหาอานาจก็ยงเร่ งระดมสร้างอาวุธร้ายแรงขึ้นทุกที เช่น ระเบิดไฮโดรเจน ระเบิดนิวตรอน สารพิษ และเชื้อโรค ั เป็ นต้น ซึ่ งสงครามครั้งต่อ ๆ ไป อาจหมายถึงอวสานของมนุษย์ก็เป็ นได้ นักวิทยาศาสตร์ ที่สาคัญในสมัยนี้ ได้แก่ - อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein ค.ศ. 1879-1955) เป็ นนักฟิ สิ กส์คณิ ตศาสตร์ ซึ่งเป็ นผูคนพบทฤษฎี ้้ สัมพันธภาพอันนาไปสู่ การสร้างระเบิดปรมณู และคิดค้นทฤษฎีใหม่ ซึ่ งนาไปสู่ การสารวจอวกาศ เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 21
  • 22.
    3. วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีหลังการปฏิวติทางอุตสาหกรรม ั ่ ช่วงนี้เป็ นช่วงต่อจากสมัยการปฏิวติทางอุตสาหกรรมและอาจกล่าวได้วา มีผลงานทางวิทยาศาสตร์และ ั ่ ่ เทคโนโลยีมากมายเกิดขึ้น ส่ งผลให้ชีวตความเป็ นอยูของมนุษยสุ ขสบายความเป็ นอยูดีข้ ึนและปลอดภัยจากโลกภัย ิ ไข้เจ็บ นักวิทยาศาสตร์ สมัยนี้ได้แก่ - ลาวัวซิเอ (Antoine Laurent Lavoisier ค.ศ. 1743-1794) เป็ นผูสนใจทางด้านเคมี ได้ต้ งทฤษฎีการสันดาป เขา ้ ั ่ ได้ต้ งชื่อก๊าซที่ทาให้ลุกไหม้วา "ก๊าซออกซิ เจน" และตั้งกฎทรงแห่งมวลสาร ซึ่ งมีใจความว่า "มวลของสารก่อนทา ั ปฏิกิริยาย่อมเท่ากับมวลของสารหลังการทา ปฏิกิริยา" - วอลตา (Alessandro A. Volta ค.ศ. 1744-1827) ได้ทดลองใช้แผ่นสังกะสี และทองแดงตัดให้กลมคล้ายเหรี ยญ บาทประกบสลับกัน แล้วนาปลายข้างหนึ่งจุ่มลงในอ่างน้ าที่มีเกลือและชิ้นส่ วนของหนังสัตว์ปนอยูดวย ปรากฏว่า ่ ้ ่ เกิดกระแสไฟฟ้ าขึ้น เขาเรี ยกเครื่ องมือนี้ วา "โวลทาอิกไฟล์" และเมื่อเชื่อมโวลทาอิกไฟล์หลายอันเข้าด้วยกันพบว่า เกิดประแสมากขึ้นซึ่ งเป็ นหลักของแบตเตอรี่ ในปั จจุบน ั - ลามาร์ก (Jean Baptise - Chevalier de Lamark ค.ศ.1744-1829) เขาได้สนใจเรื่ องความแตกต่างและความ เหมือนกันของสิ่ งมีชีวิต จึงได้จดแบ่งสัตว์เป็ นหมวดหมู่และได้ต้ งกฎการใช้และไม่ใช้ ที่อธิ บายว่าลักษณะด้อยจะ ั ั ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษไปยังลูกหลาน และลักษณะที่ไม่จาเป็ นจะค่อย ๆ เสื่ อมสลายไป - เอ็ดมันด์ ฮัลลีย ์ (Edmund Halley ค.ศ. 1656 - 1742 เป็ นนักดาราศาสตร์ ชาวอังกฤษศึกษาค้นคว้าหาตาแหน่ง ดาวฤกษ์ต่าง ๆ เขาได้บนทึกการเคลื่อนที่ของดาวหางดาวหนึ่งและได้พยากรณ์วาดาวหางดวงนั้นจะปรากฎให้เห็น ั ่ ในทุก 76 ปี และก็เป็ นดังที่เขาทานาย เพื่อเป็ นเกียรติแก่เขาดาวหางดวงนั้นจึงชื่ อว่า "ดาวหางฮัลลีย" ์ - เอ็ดวาร์ ด เจนเนอร์ ( Edward Jenner ค.ศ. 1749 - 1823) เป็ นผูคนพบวิธีลูกผีเพื่อป้ องกันไข้ทรพิษ ้้ - เซอร์ ฮัมฟรี ย ์ เดวี (Sir Humphry Davy ค.ศ. 1778 -1829) ได้คนพบก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งสามารถนาไปใช้ ้ เป็ นยาสลบได้ - แอมแปร์ (Andre- Marie Ampere ค.ศ. 1774 - 1836) เป็ นผูคนพบกระแสไฟฟ้ าสลับ ซึ่ งต่อมานักวิทยาศาสตร์ ้้ ได้ต้ งชื่อหน่วยวัดกระแสไฟฟ้ าว่า "แอมแปร์ "เพื่อเป็ นเกียรติแก่เขา ั - ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday ค.ศ. 1791- 1867) เป็ นผูคนพบสนามแม่เหล็กไฟฟ้ า ซึ่ งต่อมาพัฒนาเป็ น ้้ เครื่ องกาเนิดไฟฟ้ า พบหลักการของหม้อแปลง พบกฎการแยกสลายด้วยไฟฟ้ าซึ่ งยังใช้กนในปั จจุบน ั ั - โทมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edisson ค.ศ. 1847 - 1931) เป็ นนักประดิษฐ์ที่สาคัญคนหนึ่งของโลกได้ ประดิษฐ์เครื่ องบันทึกเสี ยงเครื่ องแรกของโลก หลอดไฟฟ้ าเครื่ องฉายภาพยนตร์ มีสิ่งประดิษฐ์ที่จดลิขสิ ทธิ์ 1,328 ชิ้น และที่ไม่ได้จดลิขสิ ทธิ์ อีกมากมาย - ชาลส์ โรเบิร์ต ดาร์ วน (Charles Robert Dawin ค.ศ. 1809 - 1882) เป็ นผูคนพบทฤษฎีววฒนาการของ ิ ้้ ิั สิ่ งมีชีวต ิ - เกรกอร์ โยฮันน์ เมนเดล (Gregoe Johann Mendel ค.ศ. 1822-1884) เขาได้ศึกษาทดลองเกี่ยวกับการผสมพันธุ์ พืช และได้สรุ ปเป็ นกฎเรี ยกว่า "กฎทางพันธุ์กรรมของเมนเดล" และได้ชื่อว่าเป็ นบิดาแห่งพันธุ์กรรม เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 22
  • 23.
    - ลูเธอร์ เบอร์แบงค์(Luther Burbank ค.ศ. 1849-1926) เขาได้ทดลองผสมพันธุ์ไม้ดอกและไม้ผล และทดลอง ผสมข้ามพันธุ์และเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดไว้ จนได้พนธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพดีมากมายเขาได้สมญานามว่า "ผูวเิ ศษแห่ง ั ้ ต้นไม้" - หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur ค.ศ. 1822 - 1895) เป็ นผูคนพบจุลินทรี ย ์ และวางรากฐานทฤษฎีแบคทีเรี ย ใช้ ้้ วิธีการพาสเจอร์ ไรเซชัน (Pasteurization) ในการกาจัดแบคทีเรี ยในอาหาร โดยการทาให้อาหารอุ่น แล้วทาให้เย็นลง ่ โดยเร็ ว และยังค้นพบวิธีการทาเซรุ่ มแก้พิษสุ นขบ้า และผลิตวัคซี นป้ องกันโรคพิษสุ นขบ้า ั ั - ลอร์ ด โจเซฟ ลิสเตอร์ (Lord Joseph Lister ค.ศ. 1827 - 1912) เป็ นศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ เขาคิดว่าการเกิด หนองหลังจากการผ่าตัด อาจจะเกิดจากเชื้ อโรคในอากาศ ดังนั้นจึงต้องหาวิธีกาจัดเสี ยก่อน เขาทดลองใช้กรด คาร์บอลิกเจือจาง ทาความสะอาดบริ เวณที่จะทาการผ่าตัด และทาความสะอาดเครื่ องมือ ใช้ผาเช็ดมือที่สะอาด ้ ขณะที่มีการผ่าตัด และได้ทดลองผ่าตัดคนไข้คนหนึ่ง ปรากฏว่าไม่มีหนอง และการอักเสบเกิดขึ้นอีกเลย 4. วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยปัจจุบัน การศึกษาและการประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่ งครั้งหนึ่งในสมัยประวัติศาสตร์ ที่ผานมา ่ เป็ นเพียงกิจกรรมส่ วนหนึ่งของนักปราชญ์กลุ่มย่อยๆ ในสังคม ได้เปลี่ยนแปลงกลายมาเป็ นอาชีพที่หลายคนให้ ความเชื่อถือ และใฝ่ ฝันที่จะได้เข้าไปมีบทบาทร่ วมดาเนิ นการ ฐานะ และภาพพจน์ของสังคมที่มีต่ออาชีพการวิจย ั ่ และการประดิษฐ์คิดค้น ไม่วาจะเป็ นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร หรื อ นักเทคโนโลยี ไม่เป็ นรองอาชีพใด ๆ ประเทศมหาอานาจต่าง ๆ ได้กาหนดนโยบายสนับสนุนงานค้นคว้าวิจยเป็ นอย่างมาก จึงเกิดสถาบัน ั ค้นคว้าวิจยที่มีผทางานเป็ นกลุ่มซึ่ งแต่ละคนจะฝึ กฝนมาเป็ นผูชานาญเฉพาะด้านเฉพาะแขนง งบประมาณสาหรับ ั ู้ ้ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีน้ น ได้จากงบประมาณแผ่นดิน แหล่งเงินทุน มูลนิธิ และบริ ษทอุตสาหกรรม ั ั ต่าง ๆ ซึ่ งให้ในรู ปเงินทุนวิจยแก่มหาวิทยาลัย หรื อจัดตั้งห้องปฏิบติการของตนเองแล้วจ้างนักวิทยาศาสตร์ หรื อ ั ั วิศวกรเข้าไปทางานวิจย การคิดค้นทฤษฎีและวิธีการประยุกต์จึงเป็ นไปอย่างกว้างขวางต่อเนื่องและรวดเร็ ว ั ั ั ผลงานวิจยทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่พิมพ์เผยแพร่ กนในปั จจุบนและสิ่ งประดิษฐ์ใหม่ ๆ มีมากมายจนไม่ ั สามารถที่จะรวบรวมไว้ ณ ที่หนึ่งที่ใดได้หมดสิ้ น เนื้อหาความรู ้ในแต่ละแขนงวิชาก็มีความลึกซึ้ ง และเริ่ มขยาย ขอบเขตไปคาบเกี่ยวกับคน ในบางครั้งไม่อาจจะแยกลงไปอย่างชัดเจนว่าจัดอยูในสาขาใดแน่ ตัวอย่างเช่น วิชา ่ ชีวเคมี วิชาชีวฟิ สิ กส์ และวิศวกรรมการแพทย์ เป็ นต้น (เติมศักดิ์ เศรษฐวัชราวนิช. 2540 :4-10) เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 23
  • 24.
    ประวัติของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในประเทศไทย นับตั้งแต่อดีตอันยาวนาน คนไทยมีลกษณะนิสัยที่เปิ ดใจกว้างยอมรับวัฒนธรรมของชาติอื่น มีขนติต่อ ั ั วัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมของตน และยินดีเรี ยนรู้วฒนธรรมของโลกภายนอก คนไทยพร้อมที่จะ ั ยอมรับวัฒนธรรมต่างถิ่นในส่ วนที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม และช่วยตอบสนองความต้องการของมนุษย์ จึงเป็ นผล ให้การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสังคมไทยมีลกษณะเฉพาะตัว ท่ามกลางการพัฒนาในกระแสโลกด้วย ั เช่นกัน กล่าวคือ คนไทยมีแนวโน้มที่จะเป็ น "ผูตาม" มากกว่าเป็ น "ผูนา" และเป็ น "ผูบริ โภค" มากกว่าเป็ น "ผูผลิต" ้ ้ ้ ้ เย็นใจ เลาหวนิช (2530 :65) กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็ นสิ่ งที่มีอยูคู่กบชีวตไทยตั้งแต่โบราณกาล แต่มิได้เรี ยกกัน ่ ั ิ ว่า "เทคโนโลยี" เพราะเป็ นคาใหม่ซ่ ึ งเพิ่งจะปรากฏเป็ นทางการครั้งแรกในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 คนส่ วนมากในอดีตรู ้จกเทคโนโลยีในฐานะ "วิชาช่าง" ต่าง ๆ ช่างไทยในสมัยโบราณได้ฝากฝี มืออันน่าพิศวง ั ่ ไว้เป็ นมรดกของชาติ ดัง ปรากฏอยูในปั จจุบนนี้หลายเรื่ อง สาหรับประวัติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใน ั ประเทศไทย แบ่งออกเป็ นสมัยต่าง ๆ ได้ดงนี้ คือ ั 1. สมัยก่ อนกรุ งสุ โขทัยเป็ นราชธานี (ก่อน พ.ศ. 1792) ผืนแผ่นดินที่เป็ นประเทศไทยในปัจจุบน เป็ นดินแดนที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มี ั ้ ั ่ ั ผูคนหลายเผ่าพันธุ์ต้ งถิ่นฐานอาศัยอยูต้ งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สื บต่อเนื่องกันมาไม่ขาดสายนับเป็ นเวลาพัน ๆ ปี มาแล้ว จากชุมชนหมู่บานที่กระจายตัวอยูท้ งบนที่สูงและที่ราบลุ่มแม่น้ า ได้มีการรวมตัวกันเป็ นกลุ่มเมือง และ ้ ่ ั พัฒนาเป็ นแว่นแคว้นในภูมิภาคต่าง ๆ นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 หรื อ 12 เป็ นต้นมา ่ ชุมชนส่ วนใหญ่ต้ งหลักแหล่งอยูตามบริ เวณแม่น้ าสายต่าง ๆ ซึ่ งเป็ นแหล่งอุดมสมบูรณ์สาหรับการเพาะปลูก ั ่ ่ และสามารถติดต่อกับชุมชนอื่น ๆ ที่อยูใกล้เคียงได้โดยสะดวก ชุมชน เหล่านี้มิได้อยูอย่างโดดเดี่ยว แต่มีการติดต่อ ระหว่างกลุ่มชนต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนอาหาร สิ่ งของเครื่ องใช้และได้เรี ยนรู ้วฒนธรรมของคนต่างกลุ่ม เกิด ั ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน หรื อมีความเกี่ยวดองในระบบเครื อญาติของผูนากลุ่ม เกิด ้ บูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็ นระบบซับซ้อนขึ้น หลายชุมชนได้รวมตัวกันเป็ นเมือง จากหลักฐานทาง โบราณคดีพบร่ องรอยของคูน้ าและการก่อกาแพงดินล้อมรอบเมืองโบราณในทุกภูมิภาค ่ สภาพทางภูมิศาสตร์ของดินแดนประเทศไทย ซึ่ งอยูในเส้นทางการคมนาคมทางเรื อระหว่างชาวต่างชาติทางทิศ ตะวันออก ยังผลให้ชุมชนเกษตรกรรมที่อยูแถบชายฝั่งทะเลหรื อบริ เวณที่ราบลุ่มแม่น้ าทางภาคกลาง ซึ่ งอยูตรง ่ ่ ศูนย์กลางการคมนาคมกับภูมิภาคภายใน และมีทางออกสู่ ทะเลได้โดยสะดวก เจริ ญเติบโตเพราะการขยายตัวทาง การค้าทางทะเลกับพ่อค้าอินเดียและจีน กลายเป็ นเมืองท่าการค้าชายฝั่งที่มีประชากรเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานทามา หากินมากขึ้นเป็ นลาดับ และสามารถก่อตั้งเป็ นแว่นแคว้นในเวลาต่อมา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 8-12 ชาวอินเดียและชาวจีนได้เดินทางเข้ามาค้าขายในคาบสมุทรอินโดจีนเพิ่มขึ้น ผูคนใน ้ ดินแดนแถบนี้ได้เรี ยนรู ้อารยธรรมความเจริ ญจากชาติท้ งสอง โดยเฉพาะอารยธรรมของอินเดียในด้านศาสนา ั วัฒนธรรม ประเพณี ภาษา ตลอดจนศิลปวิทยาการต่าง ๆ ได้แผ่กว้างขวาง และเป็ นที่ยอมรับของชาวพื้นเมือง มากกว่าอารยธรรมจีน เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 24
  • 25.
    2. สมัยกรุ งสุโขทัย (พ.ศ. 1972-พ.ศ. 1893) ตลอดระยะเวลา 200 ปี ของอาณาจักรสุ โขทัย พระมหากษัตริ ยและประชาชนชาวไทยมีความสามารถสู งใน ์ การผสมผสานอิทธิพลอันหลากหลายของอารยธรรมอินเดีย ลังกา มอญ ขอมและจีนให้เข้ากับวัฒนธรรมพื้นถิ่น จน สร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมที่เป็ นลักษณะเฉพาะโดดเด่นของสุ โขทัยได้เป็ นผลสาเร็ จ โดยเฉพาะการประดิษฐ์ตว ั อักษรไทยนับเป็ นมรดกอันล้ าค่าที่บรรพบุรุษได้มอบให้ไว้ช่วยเชื่อมโยงให้คนไทยกลุ่มต่าง ๆ มีความผูกพันเป็ น อันหนึ่งอันเดียวกันและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็ นไทย เทคโนโลยีที่ถูกนามาใช้ในยุคแรก ๆ โดยนับตั้งแต่ยคกรุ งสุ โขทัยเป็ นต้นมา ก็เป็ นเทคโนโลยีพ้ืนบ้านง่าย ๆ เกี่ยวกับ ุ ่ การก่อสร้างที่อยูอาศัยและสถานที่ทางด้านศาสนา การทาอาหาร การกสิ กรรม การแพทย์แผนโบราณ และการต่อสู ้ ่ ้ ที่พอจะเข้าข่ายเป็ นเรื่ องของวิทยาศาสตร์ อยูบางก็คือดาราศาสตร์ แต่ดาราศาสตร์ ในยุคแรกของไทยเป็ นดาราศาสตร์ ที่ได้รับอิทธิพลความเชื่อจากศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์มาเป็ นดาราศาสตร์ที่สะท้อนความเชื่อความเข้าใจ ของคนไทย ที่เกี่ยวกับโลกและจักรวาลในยุคสมัยนั้น ดังหลักฐานที่สาคัญคือพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าลิไทเรื่ อง ไตรภูมิพระร่ วง ซึ่ งสะท้อนความเชื่อของคนไทยในยุคนั้นว่า จักรวาลประกอบด้วยสามภพ คือ โลก สวรรค์ และ ่ นรก จึงไม่ใช่ดาราศาสตร์ อย่างแท้จริ งดังที่เป็ นอยูในปั จจุบน ั 3. สมัยกรุ งศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893-พ.ศ. 2310) ความเป็ นปึ กแผ่นมันคงของอาณาจักรอยุธยา อาศัยความเหมาะสมหลายประการ อาทิ ความสมบูรณ์ของพื้นที่ ่ เนื่องจากกรุ งศรี อยุธยาตั้งอยูในบริ เวณที่ราบลุ่มแม่น้ าเจ้าพระยาตอนล่าง มีดินและน้ าอุดมสมบูรณ์ สามารถทา ่ ู้ ั ่ การเกษตรเลี้ยงดูผคนได้เป็ นจานวนมาก นอกจากนี้ยงตั้งอยูไม่ไกลจากทะเลมากนักติดต่อค้าขายทางเรื อได้สะดวก ชนชาติไทยเริ่ มได้สัมผัสกับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยียคใหม่ของโลกในยุคสมัยกรุ งศรี อยุธยา เมื่อมี ุ ชาวตะวันตกเดินทางเข้าสู่ ประเทศไทย ชาวตะวันตกเหล่านี้ในระยะแรกส่ วนใหญ่เป็ นพ่อค้า เป็ นนักแสวงโชค นัก ผจญภัย นักสอนศาสนา และภายหลังได้มีนกการทูตด้วย ชนชาติไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยียคใหม่ก่อน ั ุ วิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ ยคใหม่ ผลผลิตทางเทคโนโลยียคใหม่ที่คนไทยได้สัมผัสเป็ นสิ่ งแรก และมีความสาคัญเป็ น ุ ุ พิเศษต่อวิถีประวัติศาสตร์ ของไทย คือ ปื น อาวุธปื นที่ถูกนาเข้าสู่ ประเทศไทยโดยชาวโปรตุเกสในรัชสมัยของ สมเด็จพระชัยราชาธิ ราช (พ.ศ. 2077-2089) คือ ปื นสั้นและปื นยาว และต่อมาในภายหลังคือ ปื นใหญ่น้ นมี ั ผลกระทบอันสาคัญยิงต่อการทาสงครามระหว่างชนชาติไทยกับชนชาติใกล้เคียงโดยเฉพาะอย่างยิงพม่า เขมร และ ่ ่ ลาว หลังจากที่คนไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยียคใหม่ต่อมาอีกหนึ่งร้อยปี เศษ ชนชาติไทยจึงได้มีโอกาสสัมผัสกับ ุ วิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ ยคใหม่ตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่ เครื่ องมือทางวิทยาศาสตร์ ยคใหม่สาคัญสิ่ งแรกที่คนไทยได้มี ุ ุ โอกาสใช้คือ กล้องโทรทรรศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงใช้กล้องโทรทรรศน์ซ่ ึง พระองค์ได้รับเป็ นพระ ราชบรรณาการจากเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ส่ องดูทองฟ้ าและดวงดาวเป็ นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี ้ ่ พ.ศ. 2228 หลังการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ โดย กาลิเลโอเป็ นเวลา 76 ปี ถึงแม้วากาลิเลโอจะไม่ใช้คนแรกที่ ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ของเขาขึ้นเองแล้วก็ใช้ส่องดูทองฟ้ าและดวงดาว เป็ นการเปิ ดโลกใหม่ของดาราศาสตร์ ้ อย่างแท้จริ ง การทรงใช้กล้องโทรทรรศน์โดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงอาจถือเป็ นการเริ่ มต้นแห่งวิทยาศาสตร์ ยุคใหม่ในประเทศไทยได้เช่นกัน เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 25
  • 26.
    อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยของกรุ งศรีอยุธยาคนไทยโดยทัว ๆ ไป ก็ยงไม่มีโอกาสสัมผัสกับผลิตผลของวิทยาศาสตร์ ยค ่ ั ุ ใหม่และความรู ้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ยคใหม่ แหล่งความรู ้ในสมัยแรก ๆ ของไทยตั้งแต่ยคสมัยกรุ งสุ โขทัยเป็ นต้น ุ ุ มารวมทั้งกรุ งศรี อยุธยาด้วย มีอยูเ่ พียงสองแหล่งคือ ในวังและวัด วังเป็ นแหล่งการศึกษาของบุคคลในแวดวงของ ราชวงศ์และข้าราชบริ พารผูใหญ่ใกล้ชิดกับพระราชวงศ์ ส่ วนวัดเป็ นแหล่งการศึกษาของสามัญชนทัวไป ซึ่ งก็มีบุตร ้ ่ หลานของข้าราชการมาร่ วมเรี ยนด้วย โดยมีพระเป็ นผูถ่ายทอดความรู ้ วัดเป็ นแหล่งการศึกษาของคนไทยส่ วนใหญ่ ้ สิ่ งที่ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้จึงเป็ นความรู ้ทางด้านภาษาไทย ทางด้านวรรณคดี และทางด้านการดารงชีวต ทางด้าน ิ ขนบธรรมเนียมประเพณี และทางด้านการอบรมบ่มนิสัยกล่อมเกลาจิตใจตามหลักพุทธศาสนาเป็ นสาคัญ ส่ วน วิทยาศาสตร์ จริ ง ๆ ก็ยงไม่มี ถึงแม้จะมีการสอนเรื่ องของธรรมชาติดวย แต่ก็เป็ นความรู ้เก่าแก่ที่เชื่อถือกันซึ่ งยัง ั ้ ไม่ใช่วทยาศาสตร์ อย่างแท้จริ ง ิ 4. สมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์ (พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน) ่ สังคมไทยจึงเริ่ มมีโอกาสได้สัมผัสกับวิทยาศาสตร์ ยคใหม่จากชาวต่างประเทศที่เข้ามาอยูในประเทศไทยมาก ุ ขึ้นทั้งที่เป็ นพ่อค้า นักสอนศาสนา หรื อมิชชันนารี และที่เป็ นทูตตัวแทนจากประเทศตะวันตก สาหรับคนไทยโดย ทัว ๆ ไป วิทยาศาสตร์ ยคใหม่ได้เริ่ มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ่ ุ ่ นภาลัยเป็ นต้นมา เมื่อชาวต่างประเทศเข้ามาอยูในประเทศไทยมากขึ้นอีก แต่วทยาศาสตร์ ยคใหม่ที่คนไทยได้สัมผัส ิ ุ ส่ วนใหญ่ก็ยงเป็ นเทคโนโลยีเกี่ยวกับด้านการดารงชีวิต งานศิลปะ และการทหาร เช่น อาวุธในการสู ้รบ จนกระทัง ั ่ ่ ่ ั พระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยูหวรัชกาลที่ 3 ได้ทรงเห็นความสาคัญของการนาเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยค ุ ใหม่เข้ามาพัฒนาประเทศ พระองค์จึงได้ทรงส่ งนักเรี ยนไทยไปศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ต่างประเทศ ่ ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้วาวิทยาศาสตร์ ยคใหม่เริ่ มปั กหลักมันคงขึ้นอีกในประเทศไทย ตั้งแต่รัชสมัยของ ุ ่ พระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยูหวเป็ นต้นมา เมื่อคนไทยรุ่ นแรกที่เดินทางไปศึกษายังต่างประเทศกลับมา ่ ่ ั เมืองไทย วิทยาศาสตร์ ยคใหม่ในประเทศไทยก็แพร่ หลายเป็ นที่ยอมรับมากขึ้นอย่างรวดเร็ ว ในช่วงยุคปลายรัชสมัย ุ ของรัชกาลที่ 3 เข้าสู่ รัชสมัยของรัชกาลที่ 4 คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ความหมายของวิทยาศาสตร์ ่ ั ยุคใหม่ที่แบ่งออกเป็ นวิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ กบวิทยาศาสตร์ ประยุกต์หรื อเทคโนโลยีก็เริ่ มปรากฎชัดเจนขึ้น ั วิทยาศาสตร์ ในสังคมไทยมีความเจริ ญรุ่ งเรื องยิงขึ้นอีกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว สาเหตุ ่ ่ ั ่ ั สาคัญเป็ นเพราะว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหวทรงตระหนักในความสาคัญและบทบาทของวิทยาศาสตร์ ในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิงในด้านการต่อสู ้ขจัดความงมงายเชื่ อถือเรื่ องโชคลางของขลังและเรื่ องไสย ่ ศาสตร์ ซึ่ งทั้งนี้ก็เป็ นเพราะ พระองค์ทรงเป็ นนักวิทยาศาสตร์ ดวยพระองค์เอง มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้าน ้ วิทยาศาสตร์ ยุคใหม่อย่างดีเยียม ทรงพระปรี ชาสามารถทานายสุ ริยปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นที่ตาบลหว้ากอ จังหวัด ่ ุ ประจวบคีรีขนธ์ เมื่อวันที่ 18 สิ งหาคม พ.ศ. 2411 ได้อย่างแม่ยาด้วยพระองค์เอง เป็ นที่ปรากฏและยอมรับในวงการ ั ดาราศาสตร์ของโลก อย่างไรก็ดีจนกระทังถึงวาระสุ ดท้ายสิ้ นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ่ ่ ั การศึกษาในประเทศไทยก็คงเป็ นรู ปแบบเดิม แหล่งการศึกษาสาคัญยังคงเป็ นวังกับวัด เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 26
  • 27.
    ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหว รัชกาลที่ 5ประเทศไทยเริ่ มก้าวเข้าสู่ ยคการศึกษา ่ ั ุ อย่างมีระบบ พระองค์ทรงตะหนักในความสาคัญของการศึกษาที่มีต่อการพัฒนาประเทศ จึงได้ทรงโปรดให้ต้ ง ั โรงเรี ยนขึ้นในพระบรมมหาราชวังเมื่อปี พ.ศ. 2414 นับเป็ นโรงเรี ยนแห่งแรกของประเทศไทย จากนั้นพระองค์ได้ ทรงโปรดให้มีการตั้งโรงเรี ยนขึ้นอีกหลายแห่งนอกพระบรมมหาราชวัง ทาให้ประชาชนทัวไปมีโอกาสได้รับ ่ การศึกษาอย่างเป็ นระบบ เมื่อการศึกษาอย่างมีระบบในโรงเรี ยนแพร่ หลายมากขึ้น พระองค์จึงได้ทรงโปรดให้ต้ ง ั กระทรวง ธรรมการขึ้นในปี พ.ศ. 2435 เพื่อรับผิดชอบภาระการจัดการศึกษาภายในประเทศให้เป็ นระบบและมี ประสิ ทธิภาพ กระทรวงธรรมการนี้เองที่เป็ นกระทรวงศึกษาธิ การในปั จจุบน ในช่วงรัชกาลที่ 5 นี้วทยาศาสตร์ ก็ ั ิ เป็ นที่แพร่ หลายในสังคมไทย แต่เป็ นวิทยาศาสตร์ ระดับพื้นฐาน ่ ั ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหว รัชกาลที่ 6 วิทยาศาสตร์ ในระดับสู งจึงเริ่ มมี ความสาคัญและมีบทบาทมากขึ้น จุดเริ่ มต้นสาคัญของการศึกษาและการประยุกต์ความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ ใน ระดับสู งคือ การสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นในปี พ.ศ. 2459 นับเป็ นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย ่ ั ในขณะนั้นคณะวิทยาศาสตร์ ยงรวมอยูกบคณะอักษรศาสตร์ คือ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การศึกษา ั วิทยาศาสตร์ ในระยะแรก ๆ นั้น มิได้มุ่งหวังเพื่อความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ อย่างแท้จริ ง ยังไม่เป็ นหรื อมุ่งการ วิจยเพื่อค้นหาความรู ้ใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ หากเป็ นวิชาพื้นฐานเพื่อการศึกษาต่อทางอาชีพคือ ทางการแพทย์ ทาง ั วิศวกรรม และต่อมาก็มีทางการฝึ กหัดครู การศึกษาวิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ จริ ง ๆ เริ่ มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2477 เมื่อคณะ วิทยาศาสตร์ (ซึ่ งก็ยงเป็ นส่ วนหนึ่งของคณะอักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ การแยกคณะอักษรศาสตร์และคณะ ั วิทยาศาสตร์ ออกจากกันเป็ นสองคณะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2491) เปิ ดสอนหลักสู ตรประกาศนียบัตรครู มธยม ั วิทยาศาสตร์ และในปี พ.ศ. 2478 ก็มีบณฑิตวิทยาศาสตร์ ของไทยรุ่ นแรกตั้งแต่น้ นมาการศึกษาและการวิจย ั ั ั วิทยาศาสตร์ ท้ งวิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ และวิทยาศาสตร์ ประยุกต์ในประเทศไทยก็เจริ ญรุ ดหน้าสื บมาอย่างรวดเร็ ว มี ั การตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่หลายแห่งทั้งในส่ วนกลางและส่ วนภูมิภาค เมื่อมีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ใน พ.ศ. 2504 ได้มีการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น การสร้างทางหลวงเป็ นเครื อข่ายเชื่ อมโยง จังหวัดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้ าพลังน้ าและการชลประทาน มีการขยายท่าเรื อ กรุ งเทพเพื่อให้การขนส่ งสิ นค้าเป็ นไปโดยสะดวก ในด้านการพัฒนากาลังคน ได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่ วน ภูมิภาค เพื่อเปิ ดโอกาสให้เยาวชนในท้องถิ่นได้รับการศึกษาสู งขึ้นโดยสะดวก ภายหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ได้มีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับอื่น ๆ ต่อเนื่องมาโดยตลอด (แต่ละแผนมีกาหนดระยะเวลา 5 ปี ) ผลจากการดาเนิ นงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับต่าง ๆ ทาให้ ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็ นอันมาก ที่เห็นได้ชดคือ ความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม ซึ่งปรากฏว่าใน ั ปัจจุบนประเทศไทยสามารถผลิตสิ นค้าอุตสาหกรรมได้หลายชนิด ทั้งเพื่อการใช้ภายในประเทศและเพื่อการส่ งออก ั จาหน่ายต่างประเทศในปี พ.ศ. 2522 เป็ นปี ที่มีความสาคัญยิงสาหรับวงการวิทยาศาสตร์ ไทยยุคใหม่อีก เพราะมีการ ่ จัดตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีและการพลังงานขึ้น เพื่อรับผิดชอบงานระดับประเทศในการนา เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 27
  • 28.
    วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิ ทธิภาพ ปัจจุบนประเทศไทยเป็ นประเทศหนึ่งในโลกที่ได้สัมผัส ได้รับรู ้ ได้ใช้ประโยชน์ และได้เกี่ยวข้องกับ ั วิทยาศาสตร์ ยคใหม่ ทั้งวิทยาศาสตร์ บริ สุทธิ์ และเทคโนโลยีของโลกอย่างเต็มที่ ทุก ๆ ด้าน เช่น ด้านการสื่ อสาร การ ุ คมนาคม การศึกษา การแพทย์ การพักผ่อนหย่อนใจ การบันเทิง และอื่น ๆ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีได้ ั ่ สร้างสรรค์ความเจริ ญให้กบประเทศไทย ทาให้คนไทยมีสภาพความเป็ นอยูดีข้ ึน สะดวกสบายขึ้น ปลอดภัยขึ้น สุ ขภาพดีข้ ึน มีความรู ้ความเข้าใจธรรมชาติของตนเองและสิ่ งแวดล้อมทั้งใกล้และไกลถึงระดับเรื่ องของจักรวาล มากขึ้นทาให้ ประเทศไทยเป็ นประเทศที่กาลังพัฒนาอย่างได้ผลดีกว่าหลายประเทศทัวโลก(ชานาญ เชาวกีรติพงศ์ . ่ 2534 :14-16 และนัฏฐพงษ์ เจริญพิทย์ . 2539 : 68-86) บทสรุป วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความหมายเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงและใช้ควบคู่กน โดยวิทยาศาสตร์หมายถึง ั ความรู ้เกี่ยวกับธรรมชาติที่อยูรอบ ๆ ตัวเรา ซึ่ งได้มาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ส่ วน เทคโนโลยี หมายถึง ่ วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนาเอาวิทยาศาสตร์ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่ งทั้งสองวิชานี้ตองอาศัยพึ่งพา ้ ซึ่ งกันและกัน สาขาวิชาของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เช่น เคมี ฟิ สิ กส์ ชีววิทยา คณิ ตศาสตร์ เกษตรศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เป็ นต้น วรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์ จะมีความแตกต่างกับวรรณกรรมทาง มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คือต้องการข้อมูลใหม่ ๆ ทันสมัย และเน้นวรรณกรรมปฐมภูมิ เป็ นส่ วนใหญ่ เช่น วารสารวิจย รายงานการวิจย รายงานการประชุมสัมมนา สิ ทธิบตร และ มาตรฐาน เป็ นต้น ั ั ั ไพรัช ธัชยพงษ์ (2543 : 20 ) ได้กล่าวสรุ ปถึงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 2020 ว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และคุณค่าก็อยูตรงการค้นพบสิ่ งใหม่ที่นาไปสู่ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม ่ และตัวความรู ้เอง ความมังคังของแต่ละชาติจะเคลื่อนย้าย จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเงินทุนในอดีต ไปสู่ ่ ่ ความรู้และความชานาญ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 28
  • 29.
    หนังสื ออ้างอิง ก่ องกัญจน์ภัทรากาญจน์ และธนกาญจน์ ภัทรกาญจน์ . ฟิ สิ กส์มหาวิทยาลัย เล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุ งเทพมหานคร : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, 2530. เครื อวัลย์ ไพธิ พันธ์ . วิทยาศาสตร์ความปลอดภัย. กรุ งเทพมหานคร : โปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์ ความปลอดภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา,2542. ชัยวัฒน์ คุประตกุล. วิทยาศาสตร์ไทยอดีต ปัจจุบน อนาคต. กรุ งเทพมหานคร : นาอักษรการพิมพ์, 2528. ั ชานาญ เชาวกีรติพงศ์ . "หน่วยที่ 1 แนวคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของไทย" ในเอกสารประกอบการ สอนวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของไทย หน่วยที่ 1-7. หน้า 1-52. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุ โขทัยธรรมาธิราช, 2534. ณั ฏฐพงษ์ เจริ ญพิทย์ . ทางเลือกในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ : แนวคิดและแนวปฏิบติ ั กรุ งเทพมหานคร : ดวงกมล, 2539. เติมศักดิ์ เศรษฐวัชราวนิช. วิทยาศาสตร์พฒนาชีวิต. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุ งเทพมหานคร : คณะวิทยาศาสตร์และ ั เทคโนโลยี สถาบันราชภัฏสวนดุสิต, 2540. ทองศุข พงศพัต. วิทยาศาสตร์ ทวไป เล่ม 1. กรุ งเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคาแหง, 2525. ั่ ธรรมนูญ โรจนะบุรานนท์. ธรรมชาติวทยา พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2531. ิ ผดุงยศ ดวงมาลา. การสอนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา ปัตตานี : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานคริ นทร์ , 2523พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุ งเทพมหานคร : อักษรเจริ ญทัศน์, 2539. พัชราภรณ์ พสุวต. พฤติกรรมการสอนวิทยาศาสตร์ ในขั้นมัธยมศึกษา กรุ งเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรวมคาแหง, ั 2522. ั เพียร ซ้ ายขวัญ. วิทยาศาสตร์ กบสังคม. กรุ งเทพมหานคร : หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึ กหัดครู , 2536. ไพรั ช ธัชยพงศ์ . "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปี 2020" สาร NECTEC 7 (กรกฎาคม - สิ งหาคม 2543) : 15-20. มังกร ทองสุขดี. การวางแผนการเรี ยนการสอนวิทยาศาสตร์ พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุ งเทพมหานคร : บัวหลวงการพิมพ์, ม.ป.ป. ั ิ เย็นใจ เลาหวณิ ช. "เทคโนโลยีกบชีวตไทย" วารสารไทย 7 (ตุลาคม-ธันวาคม 2530) : 65-70. ลิขิต ธี ราวคิน. "จิตวิทยาศาสตร์ " มติชนรายวัน (13 ตุลาคม 2535) : 10. สมจิต สวธนไพบูลย์ . ประมวลการพัฒนาการสอนวิทยาศาสตร์ กรุ งเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศรี นคริ นทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2535. สอางศรี พรสุวรรณ. วรรณกรรมวิทยาศาสตร์ . กรุ งเทพมหานคร : ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง, 2529. เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 29
  • 30.
    สิ ปปนนท์ เกตุทัต."แนวคิดเกี่ยวกับทิศทางและนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาของประเทศไทย" ใน ความหวังและอนาคตของชาติทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. หน้า 78-85. พระนครศรี อยุธยา : คณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันราชภัฏพระนครศรี อยุธยา, ม.ป.ป. สุเทพ อุสาหะ. การสอนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา. มหาสารคาม : คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรี นคริ นทรวิ โรฒ มหาสารคาม, 2526. สุวฒก์ นิยมค้ า. ทฤษฎีและทางปฏิบติในการสอนวิทยาศาสตร์ แบบสื บเสาะหาความรู ้เล่ม 1-2. กรุ งเทพมหานคร : ั ั เจเนอรัลบุคส์ เซนเตอร์ , 2531. ๊ ั เสริ มพล รั ตสุข. วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีกบการพัฒนาประเทศ. กรุ งเทพมหานคร : สมาคมเทคโนโลยีที่ เหมาะสม, 2526. อมรา ทองปาน และ วีระศักดิ์ อุดมโชค, บรรณาธิ การ. วิทยาศาสตร์ ทวไป กรุ งเทพมหานคร : ั่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , 2541. Agin, M.L. "Education for Scientific Literacy : A Conceptual Frame of Reference and some Applications" Science Education. 58(1974) : 403-415. Hurd, H. "Scientific Enlightment for an Age of Science" The Science Teacher. 37(1970) : 13-15. Hurd, Paul De Hart. New Dictions in Teaching Secondary School Science. Chicago : Rand Mc Nally & Company, 1971. Kupchella, C.E. and M.C. Hyland. Envirolmental Science : Living Within the System of Nature. 3 rd ed. New Jersey : Printice - Hall International, Inc. , 1993. Showalter, V.M. "What is Unified Science Education? (Part 6) : Programs Objectives and Scientific Literacy "Prism II 2 (1974) : 1-8. ที่มา : พงศ์ ศักดิ์ สั งขภิญโญ เรี ยบเรี ยงโดยชิตชัย โพธิ์ประภา หน้า 30