แนวคิด ที่มาและความสาคัญ
เนื่องจากในอดีตได้มีสงครามเกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นสงครามที่ประเทศต่างๆทากันและ
บางประเทศที่ใช่อาวุธชีวภาพเพื่อจู่โจมฝั่งตรงข้าม เนื่องจากอาวุธชีวภาพเหล่านี้สามารถผลิตได้ง่าย
และมีต้นทุนราคาผลิตถูก มีความคงทนในการผลิต สามารถแพร่กระจายสูง ทนต่อสภาพแวดล้อม
ใช้ในปริมาณน้อยแต่มีพิษร้ายแรง สามารถฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้จึงทาให้ผู้ใช้อาวุธเลือกใช้อาวุธชีวภาพ
ในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม ทาให้ผู้จัดทาได้ศึกษาเรื่องนี้อันมีสาเหตุมาจากการนากาฬโรคและการก่อ
การระบาดครั้งใหญ่ที่มีคนตายมากที่สุด จึงทาให้สหรัฐอเมริกาได้มีการออกคาสั่งให้มีการทาลาย
อาวุธชีวภาพทั้งหมดและให้ความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับอาวุธชีวภาพทั้งหมด ตั้งแต่ปี ค.ศ.1953
จนถึงปัจจุบัน ในปัจจุบันได้มีอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธชีวภาพมีภาคีผู้ตกลง 162ประเทศรวม
ถึงประเทศไทย เพราะการใช้สิ่งมีชีวิตทาให้เกิดโรคระบาดต่อมนุษย์ สัตว์ พืช ถือว่าผิดทางด้าน
ชีวจริยธรรมทั้งสิ้นและ เป็นเรื่องที่ต้องตระหนักอยู่เสมอ อันจะเป็นผลให้โลกของเราเกิดความไม่
สงบสุข โดยหัวข้อที่ศึกษามีดังนี้ 1.อาวุธชีวภาพ 2.ข้อดีและข้อเสียของอาวุธชีวภาพ 3.ข้อตกลง
ระหว่างประเทศเกี่ยวกับการห้ามใช้อาวุธชีวภาพ4.สรุปประเด็นหลักในอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ
5. ตัวอย่างเชื้อโรคที่นามาใช้ในอาวุธชีวภาพ
ความหมายของอาวุธชีวภาพ
อาวุธชีวภ าพ ( Biologicalweapons ) ห มายถึง อาวุธที่มีอานุ ภาพ ใ น การทาลายล้างสู ง
ทาให้คนจานวนมากในพื้นที่กว้างได้รับบาดเจ็บ ป่วย และตาย เป็นอาวุธที่แตกต่างจากอาวุธประเภทอื่น คือ
มีการบรรจุสิ่งมีชีวิตไว้ข้างใน ในทางทหารนั้น จุลินทรีย์ที่สามารถนามาผลิตเป็นอาวุธชีวภาพได้ต้องมี
คุณสมบัติผลิตง่าย ต้นทุนต่ามีความคงทนในการผลิต เก็บรักษาไว้ได้นาน โดยไม่เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ
แล ะ เข้าสู่ ร่าง ก ายได้ห ลาย ท าง ก าร รบ โ ดย ใ ช้อ าวุธ ชี วภ าพ จะ ท าได้ 3 วิธี ได้แ ก่
ก า ร ป ล่ อ ย ก ร ะ จ า ย เ ป็ น แ อ โ ร ซ อ ล ( Aerosol Method) โ ด ย ก า ร ใ ช้ ส เ ป ร ย์
ห รื อ วัต ถุ ร ะ เ บิ ด ใ ห้ ก ร ะ จ า ย อ ยู่ใ น อ า ก า ศ เ ช่ น ฝุ่ น ล ะ อ อ ง ค วัน ห ม อ ก
ค า ด ว่า ก า ร ป ล่ อ ย ก ร ะ จ า ย วิ ธี นี้ เ ป็ น วิ ธี ห ลั ก ที่ จ ะ ถู ก ใ ช้ ม า ก ที่ สุ ด
ส่วนการปล่อยกระจายไปกับสัตว์พาหะจะใช้วิธีการทาให้สัตว์ที่ดูดเลือดเป็นอาหาร ให้ตัวสัตว์นั้นติดเชื้อ
แล้วจึงปล่อยให้สัตว์เหล่านั้นเข้าไปในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้สัตว์ที่เป็นพาหะนาสารชีวะเข้าสู่ร่างกายมนุษย์
เช่น ยุง หมัด เห็บ เหา ไร โดยปัจจุบันมีโรคติดต่อร้ายแรงกว่า 100ชนิด เช่น ไข้เหลือง กาฬโรค ไข้คิว
ไ ข้ เ ยื่ อ หุ้ ม ส ม อ ง อั ก เ ส บ แ ล ะ ไ ข้ เ ลื อ ด อ อ ก
แต่วิธีการนี้เป็นวิธีรองลงไปและสุดท้ายเป็นการใช้วิธีการก่อวินาศกรรมหรือปล่อยกระจายโดยวิธีปกปิด
แม้ว่าที่ผ่านมาจะยังไม่มีใครใช้อาวุธชีวภาพโดยเปิดเผย แต่เชื่อว่าการปล่อยกระจายสารอย่างลับๆในอากาศ
น้ า อาหาร หรืออื่น ๆ เพื่อทาอันตรายมนุษย์ สัตว์ หรือพืชจะทาได้ง่ายกว่า และป้ องกันได้ยาก
เ นื่ อ ง จ า ก จ ะ ใ ช้ ส า ร ชี ว ะ ใ น ป ริ ม า ณ น้ อ ย ม า ก
หากมีการนาสารดังกล่าวไปใช้ต้องมีการซุกซ่อนอย่างดีวิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะสาหรับสายลับ ผู้ก่อการร้าย
แ ล ะ ห น่ ว ย ร บ พิ เ ศ ษ เ ป็ น วิ ธี เ ส ริ ม ก า ร ป ล่ อ ย ก ร ะ จ า ย ด้ ว ย วิ ธี ห ลั ก
สาหรับการใช้อาวุธชีวะในสงครามนั้น จุดประสงค์ คือ ผู้ใช้ต้องการทาให้ประชาชน สัตว์เลี้ยง หรือว่า
พื ช ข อ ง ฝ่ า ย ต ร ง ข้ า ม ป่ ว ย เ ป็ น โ ร ค จ น อ า จ ถึ ง ต า ย ไ ด้
โดยการโจมตีมนุษย์เป็ นการกระทาโดยตรงเพื่อลดอานา จกาลังรบ ส่วนการโจมตีสัตว์เลี้ยง
และพืชผลเป็นการกระทาทางอ้อมเพื่อต้องการลดขีดความสามารถในการทาสงครามและยังทาให้เกิดอาการเ
สี ย ข วั ญ ก า ร ร บ แ ล ะ ก า ร ส่ ง ก า ลั ง บ า รุ ง ล้ ม เ ห ล ว
ส่ ว น ก า ร ใ ช้ อ า วุ ธ ชี ว ะ ท า ล า ย ใ น สั ต ว์
ก็จะทาให้เกิดความเสียห ายทางอ้อมต่อมนุ ษย์ด้วยการจากัดปริมาณอาหาร จากัดสัตว์พ าหน ะ
จ ากัด ขี ด ค ว าม ส า มา ร ถ ใ น ก าร เพ า ะ ป ลู ก ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ชี ว ภ า พ ท า ง ก าร แ พ ท ย์
อย่างไรก็ตามในพืชที่เป็นเป้าหมายหลักในการใช้อาวุธเชื้อโรคทาลายส่วนใหญ่จะเป็นพืชอาหารหลัก พวก
ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว มันฝรั่ง ข้าวสาลีข้าวโพดถั่วเหลือง มะนาว ฯลฯ และพืชเศรษฐกิจ อย่าง ชา กาแฟ ฝ้าย
ยางพาราโดยจะใช้ในพื้นที่ศูนย์กลางการผลิตอาหารทางการเกษตรเพื่อทาให้เกิดภาวะขาดแคลนอย่างหนัก
ในยามสงคราม
ข้อดีและข้อเสียของอาวุธชีวภาพ
ข้อดี
มีต้นทุนต่า ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ระยะฟักตัวสั้น และตรวจสอบได้ยากในฝ่ายศัตรู
มีความสามารถในการแพร่กระจายสูง มีความคงทนในการผลิต
เก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ และเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง
และมีผลกระทบในเชิงจิตวิทยาได้ดี
ข้อเสีย
เสื่อมสภาพได้ง่าย การเก็บรักษาการขนส่งหรือการใช้งานที่ไม่เหมาะสม
อาจทาให้อาวุธเหล่านี้ไม่ได้ผล
ข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการห้ามใช้อาวุธชีวภาพ
ในระดับนานาชาติข้อตกลงเกี่ยวกับการห้ามใช้อาวุธชีวภาพ คือ “อนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ”
(BiologicalWeapons Convention : BWC) หรือมีชื่อเต็ม ว่า “อนุ สัญญาว่าด้วยการห้ามพัฒน า ผลิต
และสะสมอาวุธบัคเตรี (ชีวะ) และอาวุธทอกซิน และว่าด้วยการทาลายอาวุธเหล่านี้ ”ชื่อภาษาอังกฤษว่า
Convention on the Prohibition of the Development, Production and Stockpiling of Bacteriological
(Biological) and Toxin Weapons and on Their Destruction
เป็นหนึ่งในความตกลงพหุภาคีด้านลดอาวุธที่สะท้อนถึงความพยายามของประชาคมโลกในการป้องกันมิให้
มีก า รแ พ ร่ข ย า ยอ าวุธ ที่ มี อ าน าจ ท าล า ยล้ าง สู ง คื อ อ าวุธ นิ ว เค ลี ย ร์ อ า วุธ เค มี
และอาวุธชีวภาพอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพได้รับการเจรจายกร่างในกรอบของที่ประชุมว่าด้วยการลดอาวุธ
ณ นครเจนีวา แล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ.1971 (พ.ศ. 2514) และเปิดให้มีการลงนามเมื่อ ค.ศ.1972 (พ.ศ. 2515)
โดยมีผลบังคับ ใช้เมื่อ ค .ศ. 1975 (พ .ศ. 2518) มีส าระ สาคัญ คือ ห้ ามรัฐภ าคีพัฒ น า ผลิ ต
แ ล ะ ส ะ ส ม อ า วุ ธ ชี ว ภ า พ แ ล ะ ใ ห้ ท า ล า ย อ า วุ ธ ที่ มี อ ยู่ใ น ค ร อ บ ค ร อ ง
อนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพถือเป็ น ความตกลงพหุ ภาคีด้านการลดอาวุธฉบับ แรกของโลก
ซึ่ ง ปั จ จุ บั น มีป ร ะ เท ศ ต่าง ๆ เข้ า เป็ น ภ า คี อ นุ สั ญ ญ า ฯ จ าน ว น 144 ป ร ะ เท ศ
และประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เป็นลาดับที่ 38โดยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28พฤษภาคมค.ศ. 1975
(พ.ศ. 2518)
สรุปประเด็นหลักในอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ
ข้อ 1. รัฐภาคีแต่ละรัฐแห่งอนุสัญญานี้ รับจะไม่พัฒนา ผลิต สะสม
หรือหามาไว้ซึ่งสารจุลินทรีย์หรือสารแบคทีเรียอื่นๆ
หรือทอกซินไม่ว่าจะมาจากแหล่งกาเนิดหรือวิธีการผลิตใด อาวุธ บริภัณฑ์
หรือเครื่องส่งที่ทาไว้เพื่อใช้สารพิษ เพื่อมุ่งประสงค์ในการเป็นศัตรูหรือการสู้รบ
ข้อ 2. รัฐภาคีรับจะทาลายหรือเปลี่ยนแปลงไปใช้ในทางสันติ ซึ่งสารทอกซิน อาวุธ บริภัณฑ์
และเครื่องส่งที่ระบุไว้ในข้อ 1.
ข้อ 3. รัฐภาคีรับจะไม่โอนให้ผู้ใดและจะไม่ช่วยเหลือ ส่งเสริม
หรือชักจูงให้รัฐหรืองค์การระหว่างประเทศผลิตหรือได้มาซึ่งสารทอกซิน อาวุธ บริภัณฑ์
หรือเครื่องส่งที่ระบุไว้ในข้อ 1
ข้อ 4. รัฐภาคีรับจะใช้มาตรการที่จาเป็นเพื่อห้ามและป้ องกันการพัฒนา ผลิต สะสม ได้มา หรือมีไว้
ซึ่งสารทอกซิน อาวุธ บริภัณฑ์ หรือเครื่องส่งที่ระบุไว้ในข้อ 1.
ข้อ 5. รัฐภาคีรับจะหารือซึ่งกันและกัน
และร่วมมือกันแก้ปัญหาซึ่งอาจเกิดจากวัตถุประสงค์หรือการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ
ภายใต้กรอบการทางานของสหประชาชาติ
ข้อ 6. รัฐภาคีที่พบว่ารัฐภาคีอื่นใดกระทาการละเมิดพันธกรณี
ซึ่งเกิดจากบทบัญญัติของอนุสัญญาอาจร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
รัฐภาคีรับจะใช้ความร่วมมือในการดาเนินการสืบสวน
ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอาจริเริ่ม ตามที่ได้รับการ้องเรียน
ข้อ 7. รัฐภาคีรับจะให้หรือสนับสนุนการช่วยเหลือตามกฏบัตรแห่งสหประชาชาติ
แก่รัฐภาคีใดที่ร้องขอ
ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงแหงสหประชาชาติมีมติว่ารัฐภาคีนั้นอยู่ในอันตรายอันเป็นผลเนื่องจากการละเมิด
อนุสัญญา
ข้อ 8. รัฐภาคีรับจะอานวยความสะดวกมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
และมีสิทธิร่วมในการแลกเปลี่ยนบริภัณฑ์ วัสดุ และข้อสนเทศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพื่อการใช้สารชีวภาพและทอกซินเพื่อความมุ่งประสงค์ในทางสันติ
และให้ความร่วมมือสนับสนุนให้มีความก้าวหน้าในการพัฒนาและใช้ประโยชน์
จากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์สาขาจุลชีววิทยา เพื่อการป้องกันโรคติดต่อ
หรือเพื่อความมุ่งประสงค์อื่นในทางสันติ
การใช้อนุสัญญานี้จะหลีกเลี่ยงการขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีของรัฐภาคี
หรือความร่วมมือระหว่างประเทศในกิจกรรมทางจุลชีววิทยาเพื่อสันติ
รวมทั้งการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ซึ่งสารชีวภาพและทอกซิน
และเครื่องมือสาหรับการผ่านกรรมวิธีการใช้ หรือการผลิตสารชีวภาพและทอกซิน
เพื่อความมุ่งประสงค์ในทางสันติตามบทบัญญัติของอนุสัญญา
ตัวอย่างเชื้อโรคที่นามาใช้ในอาวุธชีวภาพ
โรคแอนแทรกซ์
ลักษณะโรค
โรคแอนแทรกซ์ หรือชาวบ้านเรียกว่าโรคกาลี เป็นโรคที่รู้จักกันมาแต่โบราณกาล
แอนแทรกซ์นับว่าเป็นโรคระบาดสาคัญโรคหนึ่งในพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499
เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ในสัตว์กินหญ้าแทบทุกชนิด ทั้งสัตว์ป่า เช่น ช้าง เก้ง กวาง
และสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ แพะ แกะ แล้วติดต่อไปยังคนและสัตว์อื่น เช่น เสือ สุนัข แมว สุกร
โรคมักจะเกิดในท้องที่ซึ่งมีประวัติว่าเคยมีโรคนี้ระบาดมาก่อน
แต่ปัจจุบันเนื่องจากการคมนาคมสะดวกและรวดเร็ว
พ่อค้าสัตว์มักจะนาสัตว์ป่วยหรือสัตว์ที่อยู่ในระยะฟักตัวของโรคไปขายในท้องถิ่นอื่น
ทาให้เกิดการกระจายของโรคไปไกลได้ เชื้อนี้ก่อให้เกิดโรคในคน 3 แบบ คือที่ผิวหนัง ที่ปอดจากการสูดดม
ที่ทางเดินอาหารและ oro-pharynx จากการกินเชื้อนี้เข้าไป
สาเหตุ
โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bacillus anthracis เป็นเชื้อ aerobic, non-
motile, spore-forming rod (1-1.25 ? 3-5 nm) จัดอยู่ในตระกูล Bacillaceae
เมื่อนาตัวอย่างเชื้อจากผู้ป่วยมาย้อมสีแกรมจะพบ square-ended gram-positive rods ขนาดใหญ่อยู่เดี่ยวๆ
หรือต่อกันเป็น short chains เมื่ออยู่ในที่แห้งและภาวะอากาศไม่เหมาะสมจะสร้างสปอร์หุ้มเซลล์ไว้
มีความทนทานมากทั้งความร้อนความเย็น และยาฆ่าเชื้ออยู่ในธรรมชาติได้นานเป็นสิบๆ ปี
รูปแสดงสปอร์เชื้อแอนแทรกซ์
(แหล่งที่มา www.vcharkarn.com)
วิธีการติดต่อ
ในคน ส่วนใหญ่จะติดทางผิวหนังโดยการสัมผัสสัตว์ป่วย
หรือสัมผัสกับผลิตภัณฑ์สัตว์ที่ได้มาจากสัตว์ป่วย
บุคคลที่เป็นโรคนี้พบมากในกลุ่มที่มีอาชีพทางเกษตรกรรม นอกจากนี้ได้แก่ คนชาแหละเนื้อ สัตวแพทย์
หรือผู้ที่ใกล้ชิดกับสัตว์ป่วย โรคติดมาสู่คนเนื่องจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือขาดความระมัดระวัง
หรืออาจเป็นเพราะความยากจนเมื่อสัตว์ตายจึงชาแหละเนื้อมาบริโภค
อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ของโรคที่เกิดขึ้นเกือบทุกครั้งมักจะเกิดขึ้นในสัตว์ก่อน แล้วคนจึงไปติดเชื้อเข้ามา
แอนแทรกซ์ผิวหนังจะเกิดจากเชื้อเข้าสู่ผิวหนังบริเวณรอยถลอกหรือบาดแผล
โรคแอนแทรกซ์ทางเดินหายใจเกิดจากการสูดหายใจเอาสปอร์ซึ่งติดมากับขนสัตว์ที่ส่งมาจากท้องถิ่นมีโรค
(endemic area) การติดต่อทางระบบหายใจยังไม่เคยมีรายงานในประเทศไทย
ส่วนแอนแทรกซ์ของระบบทางเดินอาหารและออโรฟาริงมีสาเหตุจากการกินเนื้อสัตว์ที่ป่วยตายด้วยโรคนี้
แล้วไม่ปรุงให้สุกเพียงพอ
ส่วนมากสัตว์จะติดโรคจากการกินและหายใจโดยได้รับสปอร์ซึ่งอยู่ตามทุ่งหญ้าที่เคยมีสัตว์ตายด้วยโรคนี้มา
ก่อน แต่ในช่วงต้น ๆ ของการระบาดของโรค (ปลายฤดูร้อนต่อต้นฤดูฝน)
สัตว์จะติดโรคจากการกินและจากการหายใจพร้อม ๆ กัน
โดยเกิดจากขณะที่สัตว์แทะเล็มกินหญ้าก็จะดึงเอารากที่ติดดินขึ้นมาด้วย
สปอร์ของแอนแทรกซ์ที่ติดอยู่ตามใบหญ้าและในดินก็จะเข้าทางปากและฝุ่นที่ปลิวฟุ้ง
ขณะดึงหญ้าสปอร์ก็จะเข้าทางจมูกโดยการหายใจเข้าไป
รูปแสดงการก่อการร้ายโดยใช้เชื้อแอนแทรกซ์โดยการแพร่กระจายทางจดหมาย
(แหล่งที่มา www.oknation.net)
ระยะฟักตัว
ในคน ตั้งแต่รับเชื้อจนถึงขั้นแสดงอาการ อยู่ระหว่าง 12ชั่วโมง ถึง 7วัน
แต่ถ้าเป็นกรณีสูดหายใจเอาสปอร์ของเชื้อจากการใช้เป็นอาวุธชีวภาพ ระยะฟักตัวอาจยาวนานถึง 60 วัน
ในสัตว์ส่วนมากระยะฟักตัวจะเร็ว โดยเฉพาะในรายที่รับเชื้อทั้งจากการกินและการหายใจเอาเชื้อเข้าไป
อาการและอาการแสดง
อาการในคน พบได้ 3 ลักษณะ คือ
แอนแทรกซ์ที่ผิวหนัง (cutaneous anthrax) อาการที่พบคือ จะเริ่มเกิดเป็นตุ่มแดงๆตรงที่รับเชื้อ
ซึ่งส่วนมากจะอยู่นอกร่มผ้า เช่น มือ แขน ขา แต่อาจพบที่ลาตัวหรือกลางหลังได้
กรณีถอดเสื้อตอนผ่าซากสัตว์ ตุ่มที่พบตอนแรกนี้จะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้าใส แล้วเข้มขึ้นเรื่อยๆ
จนเป็นตุ่มหนองแล้วแตกออกเป็นแผลยกขอบตรงกลางบุ๋มมีสีดา (black escalate)
ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ในเวลาเดียวกันถ้ายังไม่ได้รับการรักษาก็จะมีตุ่มใหม่เกิดขึ้นรอบๆ
แผลเดิมขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ บางครั้งรอบๆแผลจะบวมแดง แต่ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บ
ยกเว้นที่ต่อมน้าเหลืองบริเวณข้างเคียง ปกติแผลที่เกิดจากเชื้อแอนแทรกซ์จะหายยาก ถ้าได้รับการรักษาช้า
เพราะเป็นแผลเนื้อตายซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเกิดจากพิษ(toxin) ของตัวเชื้อ
อัตราป่วยตายกรณีไม่ได้รับการรักษาไม่สูงนัก อยู่ระหว่างร้อยละ 5-20เท่านั้น
แอนแทรกซ์ที่ระบบทางเดินอาหาร (intestinal anthrax)
ผู้ป่วยที่กินเนื้อหรือเครื่องในสัตว์ที่ป่วยตายด้วยโรคนี้ แล้วไม่ปรุงให้สุกเพียงพอ ภายใน 12-24 ชั่วโมง
จะรู้สึกมีไข้ ไม่สบายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายกับอาการของอาหารเป็นพิษ ถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยเร็ว
จะทาให้เกิดการอักเสบเป็นแผลที่ต่อมน้าเหลืองของขั้วไส้และลาไส้ส่วนต่างๆ มีน้าในช่องท้อง
และปวดท้องอย่างรุนแรง บางครั้งผู้ให้การรักษาอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบก็ได้
ดังนั้นแพทย์ผู้ทาการรักษาควรเน้นการซักประวัติการรับประทานอาหารจากผู้ป่วย
เมื่อพบผู้ป่วยที่มีลักษณะดังกล่าว ในรายที่มีอาการอุจจาระร่วงมักจะพบว่ามีเลือดปนออกมาด้วย
ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะเข้าในกระแสเลือด เกิดอาการโลหิตเป็นพิษ
ทาให้ถึงแก่ชีวิตได้ในกรณีนี้จะมีอัตราการป่วยตายถึงร้อยละ50-60
หมายเหตุ: มีผู้ป่วยบางรายกินเนื้อที่ติดเชื้อแล้วเคี้ยวอยู่ในช่องปากนาน
ทาให้เกิดแผลในช่องปากและหลอดคอได้ (oropharyngcal anthrax) ต่อมน้าเหลืองที่บริเวณลาคอจะบวม
และลามไปถึงใบหน้า
แอนแทรกซ์ที่ระบบทางเดินหายใจ (pulmonary anthrax)
โดยทั่วไปจะพบผู้ป่วยที่ทางานในโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับขนสัตว์ กระดูกป่น ที่มีฝุ่นฟุ้งกระจาย
แล้วหายใจเอาสปอร์ของแอนแทรกซ์เข้าไป อาการที่พบในช่วงแรกๆ
จะคล้ายกับผู้ป่วยทางเดินหายใจตอนบน มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว จากนั้นจะหายใจขัด หายใจลาบาก
หน้าเขียวคล้า และตายจากอาการของระบบหายใจล้มเหลวในช่วงเวลาเพียง 3-5 วันหลังรับเชื้อ
อัตราการป่วยตายของผู้ป่วยระบบนี้จะสูงมากถึงร้อยละ 80-90
อาการในสัตว์
ในสัตว์มักพบว่ามีไข้สูง (107 องศาฟาเรนไฮท์ หรือประมาณ 42 องศาเซลเซียส) ไม่กินหญ้า
แต่ยืนเคี้ยวเอื้อง มีเลือดปนน้าลายไหลออกมา ยืนโซเซ หายใจลาบาก กล้ามเนื้อกระตุก ชัก แล้วตายในที่สุด
บางตัวอาจมีอาการบวมน้า ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือบางตัวอาจไม่แสดงอาการให้เห็น เพราะตายเร็วมาก
เมื่อสัตว์ตายจะพบว่ามีเลือดออกทางปาก จมูก ทวารหนัก อวัยวะเพศ เป็นเลือดสีดาๆ ไม่แข็งตัว กลิ่นคาวจัด
ซากนิ่ม และเน่าเร็ว ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสัตว์ที่ตายด้วยโรคนี้
ระบาดวิทยาของโรค
โรคแอนแทรกซ์เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงของสัตว์แทบทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า
อัตราป่วยตายสูงมาก คือร้อยละ 80 - 90 ส่วนมากมักจะเกิดในสัตว์ที่กินหญ้าเป็นอาหารก่อน เช่น โค กระบือ
แพะ แกะ ม้า ลา และฬ่อ แล้วติดต่อไปยังสัตว์อื่น เช่น สุกร สุนัข แมว
หรือสัตว์ป่าอย่างอื่นที่มากินซากสัตว์ที่ตายด้วยโรคนี้
สถานการณ์โรคก่อนระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา
พบผู้ป่วยในทุกภาคของประเทศส่วนมากติดโรคจากโค กระบือ ยกเว้นมีบางครั้งที่ติดต่อจากแพะ ที่ปัตตานี
และติดต่อจากแกะที่ลพบุรี ในระยะ 10 ปีเศษๆที่ผ่านมาไม่พบโรคนี้ในภาคใต้
แต่ยังคงพบโรคนี้ในภาคกลาง เช่น เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี ภาคเหนือที่ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่
เชียงราย น่าน สุโขทัย นครสวรรค์ อุทัยธานี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม
หนองคาย อุบลราชธานี เป็นต้น ส่วนมากพบผู้ป่วยตามจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยการลักลอบนาโคกระบือติดโรคที่ยังมีชีวิตเข้ามาชาแหละเนื้อไปจาหน่าย
หรือนาเนื้อสัตว์ที่ตายด้วยโรคนี้เข้ามาจาหน่ายในราคาถูกๆ
การเกิดโรคแอนแทรกซ์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538-2543 มีรายงานสูงที่สุดในปี 2538 (ป่วย 102 ราย
ไม่มีตาย คิดเป็นอัตราป่วยต่อแสนประชากรเท่ากับ 0.17 ) สาหรับการเกิดโรคในปี พ.ศ. 2543
มีจานวนผู้ป่วยใกล้เคียงกับปี พ.ศ. 2542 (รูปที่ 5) แต่มีจานวนครั้งที่เกิดโรคน้อยกว่า โดยในปี พ.ศ. 2542
มีผู้ป่วย 14 ราย มีการเกิดโรคทั้งหมด 4ครั้ง ส่วนในปี พ.ศ. 2543มีผู้ป่วย 15ราย
แต่มีการเกิดโรคเพียงครั้งเดียว ส่วนในปี พ.ศ. 2544- 2547สานักระบาดวิทยา
พบว่าไม่มีรายงานโรคแอนแทรกซ์ในคนเกิดขึ้นเลยในประเทศไทย โดยปกติแล้ว
อัตราการเกิดโรคนี้ต่อประชากรแสนคนอยู่ระหว่าง 0.02 - 0.17
การรักษา
การรักษาโรคแอนแทรกซ์ทั่วๆ ไป สามารถให้ยาเพนนิซิลลิน (penicillin)
โดยให้ทางหลอดเลือดดาในขนาด 300,000 - 400,000 หน่วย/ กก. น้าหนักตัว/ 24 ชั่วโมง
หรือให้ด็อกซี่ซัยคลิน (doxycycline) ซี่งเป็นวิธีการรักษาที่ให้ผลดี
เหมาะสาหรับเชื้อก่อโรคที่เป็นสายพันธุ์ปกติ
สาหรับแอนแทรกซ์ผิวหนังเชื้อจะหมดจากแผลภายหลังการรักษา 24 ชั่วโมง และอาการบวมจะยุบลงใน 2-5
วัน โดยปกติเชื้อ Bacillus anthracis ไวต่อยาปฏิชีวนะเกือบทุกชนิด อย่างไรก็ตาม
ผลการรักษาจะดีมากเมื่อเริ่มให้การรักษาในตอนแรก ๆ ที่สงสัยว่าจะได้รับเชื้อเข้าไป
เพราะถ้ารักษาช้าเชื้อจะสร้างสารพิษ (toxin) ขึ้นมามาก การรักษาจะไม่ค่อยได้ผล
สาหรับการให้ยาป้องกันในผู้สัมผัสเชื้อให้รับประทาน doxycycline ขนาด ๑oo มิลลิกรัม แบ่งให้วันละ ๒
ครั้ง หรือ ciprofloxacin ขนาด ๕oo มิลลิกรัม แบ่งให้วันละ ๒ ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน
สถานการณ์โรคแอนแทรกซ์ในสหรัฐอเมริกา
จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้ องกันโรค ของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2544 ถึงวันที่
15 พฤศจิกายน 2544 มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคแอนแทรกซ์ทั้งสิ้น 17 ราย (เสียชีวิต 4 ราย
จากการติดเชื้อทางเดินหายใจในรัฐฟลอริดา 1 ราย วอชิงตัน ดีซี 2ราย นิวยอร์ค 1 ราย)
และมีผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีการติดเชื้ออีก 5ราย
ตาราง : ผู้ป่วยตรวจยืนยัน (Confirmed case) และ ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแอนแทรกซ์
ผู้ป่วย ฟลอริดา นิวยอร์ก นิวเจอซี่ วอซิงตัน ดีซี รวม
ยืนยันว่ามีการติดเชื้อ 2 5 5 5 17
ทางผิวหนัง 0 4 3 0
ทางเดินหายใจ 2 1 2 5
สงสัยว่ามีการติดเชื้อ 0 3 2 0 5
ทางผิวหนัง 0 3 2 0
ทางเดินหายใจ 0 0 0 0
รวม 22
ผู้ป่วยตรวจยืนยันว่ามีการติดเชื้อ (Confrimed case) หมายถึง
ผู้ป่วยที่มีอาการทางคลินิกเข้าได้กับโรคแอนแทรกซ์ทางผิวหนัง ทางเดินหายใจ หรือทางเดินอาหาร และ 1 )
มีผลการตรวจแยกได้เชื้อ B. anthracis ทางห้องปฏิบัติการ หรือ 2) มีหลักฐานตรวจพบการติดเชื้อ B.
anthracis โดยการทดสอบทางห้องปฏิบัติการวิธีอื่นอย่างน้อย 2 วิธี
ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแอนแทรกซ์ (Suspected case) มีลักษณะดังนี้
1) ผู้ป่วยที่มีอาการทางคลินิกเข้าได้กับโรคแอนแทรกซ์ แต่แยกเชื้อ B. anthracis ไม่ได้
แต่มีหลักฐานตรวจพบการติดเชื้อ B. anthracis โดยการทดสอบทางห้องปฏิบัติการวิธีอื่นอีก 1วิธี
2) มีอาการทางคลินิกเข้าได้กับโรคแอนแทรกซ์
แต่ไม่พบการติดเชื้อจากการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
แต่มีหลักฐานทางระบาดวิทยาที่เชื่อมโยงว่ามีการสัมผัสเชื้อในสิ่งแวดล้อม
บทสรุป
อาวุธชีวภาพถือเป็นอาวุธที่มีอานุภาพในการทาลายล้างสูงใช้จานวนเพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นอันตราย
ต่ อ ค น ห มู่ ม า ก ไ ด้ แ ม้ จ ะ ไ ม่ ท า ใ ห้ ถึ ง แ ก่ชี วิ ต ก็ อ า จ ก่อ ค ว า ม วุ่น ว า ย
ตื่นตระหนกและหวาดระแวงอาวุธชีวภาพและการก่อการร้ายมีผลกระทบทั้งต่อความมั่นคงของชาติ(nationa
lsecurity) และการสาธารณสุข (publichealth)ผลกระทบที่ติดตามมาในแง่จิตวิทยาและสังคมสามารถนา
ความหายนะมาสู่ตัวบุคคลและสังคมอีกด้านหนึ่งในฐานะที่เป็นผู้มีความรู้ทางจุลชีววิทยาต้องปฏิบัติตามจรร
ย า บ ร ร ณ อ ย่ า ง เ ค ร่ ง ค รั ด แ ล ะ ต ร ะ ห นั ก ใ น อ นุ สั ญ ญ า ห้ า ม อ า วุ ธ
ชีวภาพอยู่เสมอเพื่อธารงไว้ซึ่งสันติภาพของโลก

มารู้จักอาวุธชีวภาพ

  • 1.
    แนวคิด ที่มาและความสาคัญ เนื่องจากในอดีตได้มีสงครามเกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นสงครามที่ประเทศต่างๆทากันและ บางประเทศที่ใช่อาวุธชีวภาพเพื่อจู่โจมฝั่งตรงข้าม เนื่องจากอาวุธชีวภาพเหล่านี้สามารถผลิตได้ง่าย และมีต้นทุนราคาผลิตถูกมีความคงทนในการผลิต สามารถแพร่กระจายสูง ทนต่อสภาพแวดล้อม ใช้ในปริมาณน้อยแต่มีพิษร้ายแรง สามารถฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้จึงทาให้ผู้ใช้อาวุธเลือกใช้อาวุธชีวภาพ ในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม ทาให้ผู้จัดทาได้ศึกษาเรื่องนี้อันมีสาเหตุมาจากการนากาฬโรคและการก่อ การระบาดครั้งใหญ่ที่มีคนตายมากที่สุด จึงทาให้สหรัฐอเมริกาได้มีการออกคาสั่งให้มีการทาลาย อาวุธชีวภาพทั้งหมดและให้ความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับอาวุธชีวภาพทั้งหมด ตั้งแต่ปี ค.ศ.1953 จนถึงปัจจุบัน ในปัจจุบันได้มีอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธชีวภาพมีภาคีผู้ตกลง 162ประเทศรวม ถึงประเทศไทย เพราะการใช้สิ่งมีชีวิตทาให้เกิดโรคระบาดต่อมนุษย์ สัตว์ พืช ถือว่าผิดทางด้าน ชีวจริยธรรมทั้งสิ้นและ เป็นเรื่องที่ต้องตระหนักอยู่เสมอ อันจะเป็นผลให้โลกของเราเกิดความไม่ สงบสุข โดยหัวข้อที่ศึกษามีดังนี้ 1.อาวุธชีวภาพ 2.ข้อดีและข้อเสียของอาวุธชีวภาพ 3.ข้อตกลง ระหว่างประเทศเกี่ยวกับการห้ามใช้อาวุธชีวภาพ4.สรุปประเด็นหลักในอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ 5. ตัวอย่างเชื้อโรคที่นามาใช้ในอาวุธชีวภาพ ความหมายของอาวุธชีวภาพ อาวุธชีวภ าพ ( Biologicalweapons ) ห มายถึง อาวุธที่มีอานุ ภาพ ใ น การทาลายล้างสู ง ทาให้คนจานวนมากในพื้นที่กว้างได้รับบาดเจ็บ ป่วย และตาย เป็นอาวุธที่แตกต่างจากอาวุธประเภทอื่น คือ มีการบรรจุสิ่งมีชีวิตไว้ข้างใน ในทางทหารนั้น จุลินทรีย์ที่สามารถนามาผลิตเป็นอาวุธชีวภาพได้ต้องมี คุณสมบัติผลิตง่าย ต้นทุนต่ามีความคงทนในการผลิต เก็บรักษาไว้ได้นาน โดยไม่เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ แล ะ เข้าสู่ ร่าง ก ายได้ห ลาย ท าง ก าร รบ โ ดย ใ ช้อ าวุธ ชี วภ าพ จะ ท าได้ 3 วิธี ได้แ ก่ ก า ร ป ล่ อ ย ก ร ะ จ า ย เ ป็ น แ อ โ ร ซ อ ล ( Aerosol Method) โ ด ย ก า ร ใ ช้ ส เ ป ร ย์ ห รื อ วัต ถุ ร ะ เ บิ ด ใ ห้ ก ร ะ จ า ย อ ยู่ใ น อ า ก า ศ เ ช่ น ฝุ่ น ล ะ อ อ ง ค วัน ห ม อ ก ค า ด ว่า ก า ร ป ล่ อ ย ก ร ะ จ า ย วิ ธี นี้ เ ป็ น วิ ธี ห ลั ก ที่ จ ะ ถู ก ใ ช้ ม า ก ที่ สุ ด ส่วนการปล่อยกระจายไปกับสัตว์พาหะจะใช้วิธีการทาให้สัตว์ที่ดูดเลือดเป็นอาหาร ให้ตัวสัตว์นั้นติดเชื้อ แล้วจึงปล่อยให้สัตว์เหล่านั้นเข้าไปในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้สัตว์ที่เป็นพาหะนาสารชีวะเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ เช่น ยุง หมัด เห็บ เหา ไร โดยปัจจุบันมีโรคติดต่อร้ายแรงกว่า 100ชนิด เช่น ไข้เหลือง กาฬโรค ไข้คิว ไ ข้ เ ยื่ อ หุ้ ม ส ม อ ง อั ก เ ส บ แ ล ะ ไ ข้ เ ลื อ ด อ อ ก แต่วิธีการนี้เป็นวิธีรองลงไปและสุดท้ายเป็นการใช้วิธีการก่อวินาศกรรมหรือปล่อยกระจายโดยวิธีปกปิด แม้ว่าที่ผ่านมาจะยังไม่มีใครใช้อาวุธชีวภาพโดยเปิดเผย แต่เชื่อว่าการปล่อยกระจายสารอย่างลับๆในอากาศ น้ า อาหาร หรืออื่น ๆ เพื่อทาอันตรายมนุษย์ สัตว์ หรือพืชจะทาได้ง่ายกว่า และป้ องกันได้ยาก เ นื่ อ ง จ า ก จ ะ ใ ช้ ส า ร ชี ว ะ ใ น ป ริ ม า ณ น้ อ ย ม า ก
  • 2.
    หากมีการนาสารดังกล่าวไปใช้ต้องมีการซุกซ่อนอย่างดีวิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะสาหรับสายลับ ผู้ก่อการร้าย แ ละ ห น่ ว ย ร บ พิ เ ศ ษ เ ป็ น วิ ธี เ ส ริ ม ก า ร ป ล่ อ ย ก ร ะ จ า ย ด้ ว ย วิ ธี ห ลั ก สาหรับการใช้อาวุธชีวะในสงครามนั้น จุดประสงค์ คือ ผู้ใช้ต้องการทาให้ประชาชน สัตว์เลี้ยง หรือว่า พื ช ข อ ง ฝ่ า ย ต ร ง ข้ า ม ป่ ว ย เ ป็ น โ ร ค จ น อ า จ ถึ ง ต า ย ไ ด้ โดยการโจมตีมนุษย์เป็ นการกระทาโดยตรงเพื่อลดอานา จกาลังรบ ส่วนการโจมตีสัตว์เลี้ยง และพืชผลเป็นการกระทาทางอ้อมเพื่อต้องการลดขีดความสามารถในการทาสงครามและยังทาให้เกิดอาการเ สี ย ข วั ญ ก า ร ร บ แ ล ะ ก า ร ส่ ง ก า ลั ง บ า รุ ง ล้ ม เ ห ล ว ส่ ว น ก า ร ใ ช้ อ า วุ ธ ชี ว ะ ท า ล า ย ใ น สั ต ว์ ก็จะทาให้เกิดความเสียห ายทางอ้อมต่อมนุ ษย์ด้วยการจากัดปริมาณอาหาร จากัดสัตว์พ าหน ะ จ ากัด ขี ด ค ว าม ส า มา ร ถ ใ น ก าร เพ า ะ ป ลู ก ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ชี ว ภ า พ ท า ง ก าร แ พ ท ย์ อย่างไรก็ตามในพืชที่เป็นเป้าหมายหลักในการใช้อาวุธเชื้อโรคทาลายส่วนใหญ่จะเป็นพืชอาหารหลัก พวก ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว มันฝรั่ง ข้าวสาลีข้าวโพดถั่วเหลือง มะนาว ฯลฯ และพืชเศรษฐกิจ อย่าง ชา กาแฟ ฝ้าย ยางพาราโดยจะใช้ในพื้นที่ศูนย์กลางการผลิตอาหารทางการเกษตรเพื่อทาให้เกิดภาวะขาดแคลนอย่างหนัก ในยามสงคราม ข้อดีและข้อเสียของอาวุธชีวภาพ ข้อดี มีต้นทุนต่า ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ระยะฟักตัวสั้น และตรวจสอบได้ยากในฝ่ายศัตรู มีความสามารถในการแพร่กระจายสูง มีความคงทนในการผลิต เก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ และเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง และมีผลกระทบในเชิงจิตวิทยาได้ดี ข้อเสีย เสื่อมสภาพได้ง่าย การเก็บรักษาการขนส่งหรือการใช้งานที่ไม่เหมาะสม อาจทาให้อาวุธเหล่านี้ไม่ได้ผล ข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการห้ามใช้อาวุธชีวภาพ ในระดับนานาชาติข้อตกลงเกี่ยวกับการห้ามใช้อาวุธชีวภาพ คือ “อนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ” (BiologicalWeapons Convention : BWC) หรือมีชื่อเต็ม ว่า “อนุ สัญญาว่าด้วยการห้ามพัฒน า ผลิต และสะสมอาวุธบัคเตรี (ชีวะ) และอาวุธทอกซิน และว่าด้วยการทาลายอาวุธเหล่านี้ ”ชื่อภาษาอังกฤษว่า Convention on the Prohibition of the Development, Production and Stockpiling of Bacteriological (Biological) and Toxin Weapons and on Their Destruction เป็นหนึ่งในความตกลงพหุภาคีด้านลดอาวุธที่สะท้อนถึงความพยายามของประชาคมโลกในการป้องกันมิให้
  • 3.
    มีก า รแพ ร่ข ย า ยอ าวุธ ที่ มี อ าน าจ ท าล า ยล้ าง สู ง คื อ อ าวุธ นิ ว เค ลี ย ร์ อ า วุธ เค มี และอาวุธชีวภาพอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพได้รับการเจรจายกร่างในกรอบของที่ประชุมว่าด้วยการลดอาวุธ ณ นครเจนีวา แล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ.1971 (พ.ศ. 2514) และเปิดให้มีการลงนามเมื่อ ค.ศ.1972 (พ.ศ. 2515) โดยมีผลบังคับ ใช้เมื่อ ค .ศ. 1975 (พ .ศ. 2518) มีส าระ สาคัญ คือ ห้ ามรัฐภ าคีพัฒ น า ผลิ ต แ ล ะ ส ะ ส ม อ า วุ ธ ชี ว ภ า พ แ ล ะ ใ ห้ ท า ล า ย อ า วุ ธ ที่ มี อ ยู่ใ น ค ร อ บ ค ร อ ง อนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพถือเป็ น ความตกลงพหุ ภาคีด้านการลดอาวุธฉบับ แรกของโลก ซึ่ ง ปั จ จุ บั น มีป ร ะ เท ศ ต่าง ๆ เข้ า เป็ น ภ า คี อ นุ สั ญ ญ า ฯ จ าน ว น 144 ป ร ะ เท ศ และประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เป็นลาดับที่ 38โดยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28พฤษภาคมค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518) สรุปประเด็นหลักในอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ ข้อ 1. รัฐภาคีแต่ละรัฐแห่งอนุสัญญานี้ รับจะไม่พัฒนา ผลิต สะสม หรือหามาไว้ซึ่งสารจุลินทรีย์หรือสารแบคทีเรียอื่นๆ หรือทอกซินไม่ว่าจะมาจากแหล่งกาเนิดหรือวิธีการผลิตใด อาวุธ บริภัณฑ์ หรือเครื่องส่งที่ทาไว้เพื่อใช้สารพิษ เพื่อมุ่งประสงค์ในการเป็นศัตรูหรือการสู้รบ ข้อ 2. รัฐภาคีรับจะทาลายหรือเปลี่ยนแปลงไปใช้ในทางสันติ ซึ่งสารทอกซิน อาวุธ บริภัณฑ์ และเครื่องส่งที่ระบุไว้ในข้อ 1. ข้อ 3. รัฐภาคีรับจะไม่โอนให้ผู้ใดและจะไม่ช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือชักจูงให้รัฐหรืองค์การระหว่างประเทศผลิตหรือได้มาซึ่งสารทอกซิน อาวุธ บริภัณฑ์ หรือเครื่องส่งที่ระบุไว้ในข้อ 1 ข้อ 4. รัฐภาคีรับจะใช้มาตรการที่จาเป็นเพื่อห้ามและป้ องกันการพัฒนา ผลิต สะสม ได้มา หรือมีไว้ ซึ่งสารทอกซิน อาวุธ บริภัณฑ์ หรือเครื่องส่งที่ระบุไว้ในข้อ 1. ข้อ 5. รัฐภาคีรับจะหารือซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันแก้ปัญหาซึ่งอาจเกิดจากวัตถุประสงค์หรือการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ ภายใต้กรอบการทางานของสหประชาชาติ ข้อ 6. รัฐภาคีที่พบว่ารัฐภาคีอื่นใดกระทาการละเมิดพันธกรณี ซึ่งเกิดจากบทบัญญัติของอนุสัญญาอาจร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ รัฐภาคีรับจะใช้ความร่วมมือในการดาเนินการสืบสวน ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอาจริเริ่ม ตามที่ได้รับการ้องเรียน ข้อ 7. รัฐภาคีรับจะให้หรือสนับสนุนการช่วยเหลือตามกฏบัตรแห่งสหประชาชาติ แก่รัฐภาคีใดที่ร้องขอ
  • 4.
    ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงแหงสหประชาชาติมีมติว่ารัฐภาคีนั้นอยู่ในอันตรายอันเป็นผลเนื่องจากการละเมิด อนุสัญญา ข้อ 8. รัฐภาคีรับจะอานวยความสะดวกมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และมีสิทธิร่วมในการแลกเปลี่ยนบริภัณฑ์วัสดุ และข้อสนเทศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อการใช้สารชีวภาพและทอกซินเพื่อความมุ่งประสงค์ในทางสันติ และให้ความร่วมมือสนับสนุนให้มีความก้าวหน้าในการพัฒนาและใช้ประโยชน์ จากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์สาขาจุลชีววิทยา เพื่อการป้องกันโรคติดต่อ หรือเพื่อความมุ่งประสงค์อื่นในทางสันติ การใช้อนุสัญญานี้จะหลีกเลี่ยงการขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีของรัฐภาคี หรือความร่วมมือระหว่างประเทศในกิจกรรมทางจุลชีววิทยาเพื่อสันติ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ซึ่งสารชีวภาพและทอกซิน และเครื่องมือสาหรับการผ่านกรรมวิธีการใช้ หรือการผลิตสารชีวภาพและทอกซิน เพื่อความมุ่งประสงค์ในทางสันติตามบทบัญญัติของอนุสัญญา ตัวอย่างเชื้อโรคที่นามาใช้ในอาวุธชีวภาพ โรคแอนแทรกซ์ ลักษณะโรค โรคแอนแทรกซ์ หรือชาวบ้านเรียกว่าโรคกาลี เป็นโรคที่รู้จักกันมาแต่โบราณกาล แอนแทรกซ์นับว่าเป็นโรคระบาดสาคัญโรคหนึ่งในพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ในสัตว์กินหญ้าแทบทุกชนิด ทั้งสัตว์ป่า เช่น ช้าง เก้ง กวาง และสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ แพะ แกะ แล้วติดต่อไปยังคนและสัตว์อื่น เช่น เสือ สุนัข แมว สุกร โรคมักจะเกิดในท้องที่ซึ่งมีประวัติว่าเคยมีโรคนี้ระบาดมาก่อน แต่ปัจจุบันเนื่องจากการคมนาคมสะดวกและรวดเร็ว พ่อค้าสัตว์มักจะนาสัตว์ป่วยหรือสัตว์ที่อยู่ในระยะฟักตัวของโรคไปขายในท้องถิ่นอื่น ทาให้เกิดการกระจายของโรคไปไกลได้ เชื้อนี้ก่อให้เกิดโรคในคน 3 แบบ คือที่ผิวหนัง ที่ปอดจากการสูดดม ที่ทางเดินอาหารและ oro-pharynx จากการกินเชื้อนี้เข้าไป สาเหตุ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bacillus anthracis เป็นเชื้อ aerobic, non- motile, spore-forming rod (1-1.25 ? 3-5 nm) จัดอยู่ในตระกูล Bacillaceae เมื่อนาตัวอย่างเชื้อจากผู้ป่วยมาย้อมสีแกรมจะพบ square-ended gram-positive rods ขนาดใหญ่อยู่เดี่ยวๆ
  • 5.
    หรือต่อกันเป็น short chainsเมื่ออยู่ในที่แห้งและภาวะอากาศไม่เหมาะสมจะสร้างสปอร์หุ้มเซลล์ไว้ มีความทนทานมากทั้งความร้อนความเย็น และยาฆ่าเชื้ออยู่ในธรรมชาติได้นานเป็นสิบๆ ปี รูปแสดงสปอร์เชื้อแอนแทรกซ์ (แหล่งที่มา www.vcharkarn.com) วิธีการติดต่อ ในคน ส่วนใหญ่จะติดทางผิวหนังโดยการสัมผัสสัตว์ป่วย หรือสัมผัสกับผลิตภัณฑ์สัตว์ที่ได้มาจากสัตว์ป่วย บุคคลที่เป็นโรคนี้พบมากในกลุ่มที่มีอาชีพทางเกษตรกรรม นอกจากนี้ได้แก่ คนชาแหละเนื้อ สัตวแพทย์ หรือผู้ที่ใกล้ชิดกับสัตว์ป่วย โรคติดมาสู่คนเนื่องจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือขาดความระมัดระวัง หรืออาจเป็นเพราะความยากจนเมื่อสัตว์ตายจึงชาแหละเนื้อมาบริโภค อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ของโรคที่เกิดขึ้นเกือบทุกครั้งมักจะเกิดขึ้นในสัตว์ก่อน แล้วคนจึงไปติดเชื้อเข้ามา แอนแทรกซ์ผิวหนังจะเกิดจากเชื้อเข้าสู่ผิวหนังบริเวณรอยถลอกหรือบาดแผล โรคแอนแทรกซ์ทางเดินหายใจเกิดจากการสูดหายใจเอาสปอร์ซึ่งติดมากับขนสัตว์ที่ส่งมาจากท้องถิ่นมีโรค (endemic area) การติดต่อทางระบบหายใจยังไม่เคยมีรายงานในประเทศไทย ส่วนแอนแทรกซ์ของระบบทางเดินอาหารและออโรฟาริงมีสาเหตุจากการกินเนื้อสัตว์ที่ป่วยตายด้วยโรคนี้ แล้วไม่ปรุงให้สุกเพียงพอ ส่วนมากสัตว์จะติดโรคจากการกินและหายใจโดยได้รับสปอร์ซึ่งอยู่ตามทุ่งหญ้าที่เคยมีสัตว์ตายด้วยโรคนี้มา ก่อน แต่ในช่วงต้น ๆ ของการระบาดของโรค (ปลายฤดูร้อนต่อต้นฤดูฝน) สัตว์จะติดโรคจากการกินและจากการหายใจพร้อม ๆ กัน โดยเกิดจากขณะที่สัตว์แทะเล็มกินหญ้าก็จะดึงเอารากที่ติดดินขึ้นมาด้วย
  • 6.
    สปอร์ของแอนแทรกซ์ที่ติดอยู่ตามใบหญ้าและในดินก็จะเข้าทางปากและฝุ่นที่ปลิวฟุ้ง ขณะดึงหญ้าสปอร์ก็จะเข้าทางจมูกโดยการหายใจเข้าไป รูปแสดงการก่อการร้ายโดยใช้เชื้อแอนแทรกซ์โดยการแพร่กระจายทางจดหมาย (แหล่งที่มา www.oknation.net) ระยะฟักตัว ในคน ตั้งแต่รับเชื้อจนถึงขั้นแสดงอาการอยู่ระหว่าง 12ชั่วโมง ถึง 7วัน แต่ถ้าเป็นกรณีสูดหายใจเอาสปอร์ของเชื้อจากการใช้เป็นอาวุธชีวภาพ ระยะฟักตัวอาจยาวนานถึง 60 วัน ในสัตว์ส่วนมากระยะฟักตัวจะเร็ว โดยเฉพาะในรายที่รับเชื้อทั้งจากการกินและการหายใจเอาเชื้อเข้าไป อาการและอาการแสดง อาการในคน พบได้ 3 ลักษณะ คือ แอนแทรกซ์ที่ผิวหนัง (cutaneous anthrax) อาการที่พบคือ จะเริ่มเกิดเป็นตุ่มแดงๆตรงที่รับเชื้อ ซึ่งส่วนมากจะอยู่นอกร่มผ้า เช่น มือ แขน ขา แต่อาจพบที่ลาตัวหรือกลางหลังได้ กรณีถอดเสื้อตอนผ่าซากสัตว์ ตุ่มที่พบตอนแรกนี้จะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้าใส แล้วเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นตุ่มหนองแล้วแตกออกเป็นแผลยกขอบตรงกลางบุ๋มมีสีดา (black escalate) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ในเวลาเดียวกันถ้ายังไม่ได้รับการรักษาก็จะมีตุ่มใหม่เกิดขึ้นรอบๆ แผลเดิมขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ บางครั้งรอบๆแผลจะบวมแดง แต่ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บ ยกเว้นที่ต่อมน้าเหลืองบริเวณข้างเคียง ปกติแผลที่เกิดจากเชื้อแอนแทรกซ์จะหายยาก ถ้าได้รับการรักษาช้า เพราะเป็นแผลเนื้อตายซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเกิดจากพิษ(toxin) ของตัวเชื้อ อัตราป่วยตายกรณีไม่ได้รับการรักษาไม่สูงนัก อยู่ระหว่างร้อยละ 5-20เท่านั้น แอนแทรกซ์ที่ระบบทางเดินอาหาร (intestinal anthrax) ผู้ป่วยที่กินเนื้อหรือเครื่องในสัตว์ที่ป่วยตายด้วยโรคนี้ แล้วไม่ปรุงให้สุกเพียงพอ ภายใน 12-24 ชั่วโมง จะรู้สึกมีไข้ ไม่สบายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายกับอาการของอาหารเป็นพิษ ถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยเร็ว จะทาให้เกิดการอักเสบเป็นแผลที่ต่อมน้าเหลืองของขั้วไส้และลาไส้ส่วนต่างๆ มีน้าในช่องท้อง และปวดท้องอย่างรุนแรง บางครั้งผู้ให้การรักษาอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบก็ได้
  • 7.
    ดังนั้นแพทย์ผู้ทาการรักษาควรเน้นการซักประวัติการรับประทานอาหารจากผู้ป่วย เมื่อพบผู้ป่วยที่มีลักษณะดังกล่าว ในรายที่มีอาการอุจจาระร่วงมักจะพบว่ามีเลือดปนออกมาด้วย ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะเข้าในกระแสเลือดเกิดอาการโลหิตเป็นพิษ ทาให้ถึงแก่ชีวิตได้ในกรณีนี้จะมีอัตราการป่วยตายถึงร้อยละ50-60 หมายเหตุ: มีผู้ป่วยบางรายกินเนื้อที่ติดเชื้อแล้วเคี้ยวอยู่ในช่องปากนาน ทาให้เกิดแผลในช่องปากและหลอดคอได้ (oropharyngcal anthrax) ต่อมน้าเหลืองที่บริเวณลาคอจะบวม และลามไปถึงใบหน้า แอนแทรกซ์ที่ระบบทางเดินหายใจ (pulmonary anthrax) โดยทั่วไปจะพบผู้ป่วยที่ทางานในโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับขนสัตว์ กระดูกป่น ที่มีฝุ่นฟุ้งกระจาย แล้วหายใจเอาสปอร์ของแอนแทรกซ์เข้าไป อาการที่พบในช่วงแรกๆ จะคล้ายกับผู้ป่วยทางเดินหายใจตอนบน มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว จากนั้นจะหายใจขัด หายใจลาบาก หน้าเขียวคล้า และตายจากอาการของระบบหายใจล้มเหลวในช่วงเวลาเพียง 3-5 วันหลังรับเชื้อ อัตราการป่วยตายของผู้ป่วยระบบนี้จะสูงมากถึงร้อยละ 80-90 อาการในสัตว์ ในสัตว์มักพบว่ามีไข้สูง (107 องศาฟาเรนไฮท์ หรือประมาณ 42 องศาเซลเซียส) ไม่กินหญ้า แต่ยืนเคี้ยวเอื้อง มีเลือดปนน้าลายไหลออกมา ยืนโซเซ หายใจลาบาก กล้ามเนื้อกระตุก ชัก แล้วตายในที่สุด บางตัวอาจมีอาการบวมน้า ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือบางตัวอาจไม่แสดงอาการให้เห็น เพราะตายเร็วมาก เมื่อสัตว์ตายจะพบว่ามีเลือดออกทางปาก จมูก ทวารหนัก อวัยวะเพศ เป็นเลือดสีดาๆ ไม่แข็งตัว กลิ่นคาวจัด ซากนิ่ม และเน่าเร็ว ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสัตว์ที่ตายด้วยโรคนี้ ระบาดวิทยาของโรค โรคแอนแทรกซ์เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงของสัตว์แทบทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า อัตราป่วยตายสูงมาก คือร้อยละ 80 - 90 ส่วนมากมักจะเกิดในสัตว์ที่กินหญ้าเป็นอาหารก่อน เช่น โค กระบือ แพะ แกะ ม้า ลา และฬ่อ แล้วติดต่อไปยังสัตว์อื่น เช่น สุกร สุนัข แมว หรือสัตว์ป่าอย่างอื่นที่มากินซากสัตว์ที่ตายด้วยโรคนี้ สถานการณ์โรคก่อนระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา พบผู้ป่วยในทุกภาคของประเทศส่วนมากติดโรคจากโค กระบือ ยกเว้นมีบางครั้งที่ติดต่อจากแพะ ที่ปัตตานี และติดต่อจากแกะที่ลพบุรี ในระยะ 10 ปีเศษๆที่ผ่านมาไม่พบโรคนี้ในภาคใต้ แต่ยังคงพบโรคนี้ในภาคกลาง เช่น เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี ภาคเหนือที่ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน สุโขทัย นครสวรรค์ อุทัยธานี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม หนองคาย อุบลราชธานี เป็นต้น ส่วนมากพบผู้ป่วยตามจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการลักลอบนาโคกระบือติดโรคที่ยังมีชีวิตเข้ามาชาแหละเนื้อไปจาหน่าย หรือนาเนื้อสัตว์ที่ตายด้วยโรคนี้เข้ามาจาหน่ายในราคาถูกๆ
  • 8.
    การเกิดโรคแอนแทรกซ์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538-2543มีรายงานสูงที่สุดในปี 2538 (ป่วย 102 ราย ไม่มีตาย คิดเป็นอัตราป่วยต่อแสนประชากรเท่ากับ 0.17 ) สาหรับการเกิดโรคในปี พ.ศ. 2543 มีจานวนผู้ป่วยใกล้เคียงกับปี พ.ศ. 2542 (รูปที่ 5) แต่มีจานวนครั้งที่เกิดโรคน้อยกว่า โดยในปี พ.ศ. 2542 มีผู้ป่วย 14 ราย มีการเกิดโรคทั้งหมด 4ครั้ง ส่วนในปี พ.ศ. 2543มีผู้ป่วย 15ราย แต่มีการเกิดโรคเพียงครั้งเดียว ส่วนในปี พ.ศ. 2544- 2547สานักระบาดวิทยา พบว่าไม่มีรายงานโรคแอนแทรกซ์ในคนเกิดขึ้นเลยในประเทศไทย โดยปกติแล้ว อัตราการเกิดโรคนี้ต่อประชากรแสนคนอยู่ระหว่าง 0.02 - 0.17 การรักษา การรักษาโรคแอนแทรกซ์ทั่วๆ ไป สามารถให้ยาเพนนิซิลลิน (penicillin) โดยให้ทางหลอดเลือดดาในขนาด 300,000 - 400,000 หน่วย/ กก. น้าหนักตัว/ 24 ชั่วโมง หรือให้ด็อกซี่ซัยคลิน (doxycycline) ซี่งเป็นวิธีการรักษาที่ให้ผลดี เหมาะสาหรับเชื้อก่อโรคที่เป็นสายพันธุ์ปกติ สาหรับแอนแทรกซ์ผิวหนังเชื้อจะหมดจากแผลภายหลังการรักษา 24 ชั่วโมง และอาการบวมจะยุบลงใน 2-5 วัน โดยปกติเชื้อ Bacillus anthracis ไวต่อยาปฏิชีวนะเกือบทุกชนิด อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาจะดีมากเมื่อเริ่มให้การรักษาในตอนแรก ๆ ที่สงสัยว่าจะได้รับเชื้อเข้าไป เพราะถ้ารักษาช้าเชื้อจะสร้างสารพิษ (toxin) ขึ้นมามาก การรักษาจะไม่ค่อยได้ผล สาหรับการให้ยาป้องกันในผู้สัมผัสเชื้อให้รับประทาน doxycycline ขนาด ๑oo มิลลิกรัม แบ่งให้วันละ ๒ ครั้ง หรือ ciprofloxacin ขนาด ๕oo มิลลิกรัม แบ่งให้วันละ ๒ ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน สถานการณ์โรคแอนแทรกซ์ในสหรัฐอเมริกา จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้ องกันโรค ของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2544 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคแอนแทรกซ์ทั้งสิ้น 17 ราย (เสียชีวิต 4 ราย จากการติดเชื้อทางเดินหายใจในรัฐฟลอริดา 1 ราย วอชิงตัน ดีซี 2ราย นิวยอร์ค 1 ราย) และมีผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีการติดเชื้ออีก 5ราย ตาราง : ผู้ป่วยตรวจยืนยัน (Confirmed case) และ ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแอนแทรกซ์ ผู้ป่วย ฟลอริดา นิวยอร์ก นิวเจอซี่ วอซิงตัน ดีซี รวม ยืนยันว่ามีการติดเชื้อ 2 5 5 5 17
  • 9.
    ทางผิวหนัง 0 43 0 ทางเดินหายใจ 2 1 2 5 สงสัยว่ามีการติดเชื้อ 0 3 2 0 5 ทางผิวหนัง 0 3 2 0 ทางเดินหายใจ 0 0 0 0 รวม 22 ผู้ป่วยตรวจยืนยันว่ามีการติดเชื้อ (Confrimed case) หมายถึง ผู้ป่วยที่มีอาการทางคลินิกเข้าได้กับโรคแอนแทรกซ์ทางผิวหนัง ทางเดินหายใจ หรือทางเดินอาหาร และ 1 ) มีผลการตรวจแยกได้เชื้อ B. anthracis ทางห้องปฏิบัติการ หรือ 2) มีหลักฐานตรวจพบการติดเชื้อ B. anthracis โดยการทดสอบทางห้องปฏิบัติการวิธีอื่นอย่างน้อย 2 วิธี ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแอนแทรกซ์ (Suspected case) มีลักษณะดังนี้ 1) ผู้ป่วยที่มีอาการทางคลินิกเข้าได้กับโรคแอนแทรกซ์ แต่แยกเชื้อ B. anthracis ไม่ได้ แต่มีหลักฐานตรวจพบการติดเชื้อ B. anthracis โดยการทดสอบทางห้องปฏิบัติการวิธีอื่นอีก 1วิธี 2) มีอาการทางคลินิกเข้าได้กับโรคแอนแทรกซ์ แต่ไม่พบการติดเชื้อจากการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ แต่มีหลักฐานทางระบาดวิทยาที่เชื่อมโยงว่ามีการสัมผัสเชื้อในสิ่งแวดล้อม บทสรุป อาวุธชีวภาพถือเป็นอาวุธที่มีอานุภาพในการทาลายล้างสูงใช้จานวนเพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นอันตราย ต่ อ ค น ห มู่ ม า ก ไ ด้ แ ม้ จ ะ ไ ม่ ท า ใ ห้ ถึ ง แ ก่ชี วิ ต ก็ อ า จ ก่อ ค ว า ม วุ่น ว า ย ตื่นตระหนกและหวาดระแวงอาวุธชีวภาพและการก่อการร้ายมีผลกระทบทั้งต่อความมั่นคงของชาติ(nationa lsecurity) และการสาธารณสุข (publichealth)ผลกระทบที่ติดตามมาในแง่จิตวิทยาและสังคมสามารถนา ความหายนะมาสู่ตัวบุคคลและสังคมอีกด้านหนึ่งในฐานะที่เป็นผู้มีความรู้ทางจุลชีววิทยาต้องปฏิบัติตามจรร ย า บ ร ร ณ อ ย่ า ง เ ค ร่ ง ค รั ด แ ล ะ ต ร ะ ห นั ก ใ น อ นุ สั ญ ญ า ห้ า ม อ า วุ ธ ชีวภาพอยู่เสมอเพื่อธารงไว้ซึ่งสันติภาพของโลก