๑
๑. จูเฬกสาฏกพฺราหฺมณวตฺถุ
๒. “อภิ ตฺ ถ เรถ กลฺ ย าเณติ อิ มํ
ธมฺ ม เทสนํ สตฺ ถ า เชตวเน วิ ห รนฺ โ ต
จูเฬกสาฏกพฺราหฺมณํ อารพฺภ กเถสิ.
๓. วิปสฺสิทสพลสฺส กาลสฺมิฺหิ มหาเอกสาฏกพฺราหฺมโณ นาม อโหสิ.
๔. อยํ ปน เอตรหิ สาวตฺถิยํ
จูเฬกสาฏโก นาม.
๕. ตสฺส หิ เอโก นิวาสนสาฏโก อโหสิ
พฺราหฺมณิยาป เอโก.
๖. อุภินฺนมฺป เอกเมว ปารุปนํ พหิ
คมนกาเล พฺราหฺมโณ วา พฺราหฺมณี วา ตํ ปา
รุปติ.
๗. อเถกทิวสํ วิหาเร ธมฺมสฺสวเน โฆสิ
เต พฺราหฺมโณ อาห “โภติ ธมฺมสฺสวนํ โฆสิตํ กึ
ทิวา ธมฺมสฺสวนํ คมิสฺสสิ อุทาหุ รตฺตึ.
๘. ปารุปนสฺส หิ อภาเวน น สกฺกา
อมฺเหหิ เอกโต คนฺตุ”นฺติ.
๙. พฺราหฺมณี “สามิ อหํ ทิวา
คมิสฺสามี”ติ สาฏกํ ปารุปตฺวา อคมาสิ.
๑๐. พฺราหฺมโณ ทิวสภาคํ เคเห
วีตินาเมตฺวา รตฺตึ คนฺตฺวา สตฺถุ ปุรโต
นิสินฺโนว ธมฺมํ อสฺโสสิ.

๑. อ.เรื่องแหงพราหมณชื่อวาจูเฬกสาฎก (อันขาพเจา
จะกลาว) ฯ
๒. อ.พระศาสดา เมือประทับอยู ในพระเชตะวัน ทรง
่
ปรารภ ซึ่งพราหมณชอวาจูเฬกสาฎก ตรัสแลว ซึ่งพระ
ื่
ธรรมเทศนา นี้ วา อภิตฺถเร กลฺยาเณ ดังนี้เปนตน ฯ

๓. ดังจะกลาวโดยพิสดาร ชื่อ อ. พราหมณ
ชื่อวามหาเอกสาฎก ไดมีแลว ในกาล แหงพระทศพล
พระนามวาวิปสสี ฯ
๔. แตวา อ. พราหมณชื่อวามหาเอกสาฎกนี้
เปนผูชื่อวาจูเฬกสาฎก (ไดเปนแลว) ในเมืองชื่อวา
สาวัตถี ในกาลนี้ ฯ
๕. ก็ อ. ผาสาฎกเปนเครื่องนุง ผืนหนึ่ง ของ
พราหมณนั้น ไดมีแลว ,
๖. (อ. ผาสาฎกเปนเครื่องนุง) ผืนหนึ่ง แม
ของนางพราหมณี (ไดมีแลว), อ. ผาเปนเครื่องหม
ผืนหนึ่งนั่นเทียว (ของชน ท.) แมทั้งสอง (ไดมีแลว) ฯ
ในกาลเปนที่ไปในภายนอก อ. พราหมณหรือ หรือวา
อ. นางพราหมณี ยอมหม ซึ่งผาเปนเครื่องหมผืนนั้น ฯ
๗. ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง ครั้นเมื่อการฟงซึ่ง
ธรรม ในวิหาร (อันบุคคล) ปาวรองแลว อ. พราหมณ
กลาวแลววา แนะนางผูเจริญ อ. การฟงซึ่งธรรม (อัน
บุคคล) ปาวรองแลว อ. เธอ จักไป สูที่เปนที่ฟงซึ่ง
ธรรม ในเวลากลางวัน หรือ หรือวา (อ. เธอ จักไป สูที่
เปนฟงซึ่งธรรม) ในเวลากลางคืน ?
๘. เพราะวา อันเรา ท. ไมอาจ เพื่ออันไป
โดยความเปนอันเดียวกัน เพราะความไมมี แหงผา
เปนเครื่องหม ดังนี้ ฯ
๙. อ. นางพราหมณี (กลาวแลว) วา ขาแต
นาย อ. ดิฉัน จักไป ในเวลากลางวัน ดังนี้ หมแลว ซึ่ง
ผาสาฎก ไดไปแลว ฯ
๑๐. อ. พราหมณ ยังสวนแหงวัน ใหนอมไปลวง
วิเศษแลว ในเรือน ไปแลว ในเวลากลางคืน นั่งแลว
ขางพระพักตร ของพระศาสดา ไดฟงแลว ซึ่งธรรม ฯ
๒
๑. อถสฺส สรีรํ ผรมานา ปฺจวณฺณา
ปติ อุปฺปชฺช.ิ
๒. โส สตฺถารํ ปูชิตุกาโม หุตฺวา “สเจ
อิมํ สาฏกํ ทสฺสามิ เนว พฺราหฺมณิยา น มยฺหํ
ปารุปนํ ภวิสฺสตี”ติ จินฺเตสิ.
๓. อถสฺส มจฺเฉรจิตฺตานํ สหสฺสํ
อุปฺปชฺชิ ปุเนกํ สทฺธาจิตฺตํ อุปฺปชฺช.ิ
๔. ตํ อภิภวิตฺวา ปุน มจฺเฉรสหสฺสํ
อุปฺปชฺช.ิ
๕. อิติสฺส พลวมจฺเฉรํ พนฺธิตฺวา
คณฺหนฺตํ วิย สทฺธาจิตฺตํ ปฏิพาหติเยว.
๖. ตสฺส “ทสฺสามิ น ทสฺสามี”ติ
จินฺเตนฺตสฺเสว ปฐมยาโม อปคโต มชฺฌิมยาโม
สมฺปตฺโต.
๗. มชฺฌมยาเม สมฺปตฺเต ตสฺมิมฺป
ิ
ทาตุ นาสกฺขิ.

๑. ครั้งนั้น อ. ปติ มีวรรณะ ๕ เกิดขึ้นแลว
แผไปอยู ตลอดสรีระ ของพราหมณนั้น ฯ
๒. อ. พราหมณนั้น เปนผูใครเพื่ออันบูชา ซึ่ง
พระศาสดา เปน คิดแลว วา ถาวา อ. เรา จักถวาย
ซึ่งผาสาฎกผืนนี้ไซร, (อ. ผาเปนเครื่องหม) ของนาง
พราหมณี (จักมี) หามิไดนั่นเทียว อ. ผาเปนเครื่อง
หม ของเรา จักมี หามิได ดังนี้ ฯ
๓. ครั้งนั้น อ. พัน แหงจิตดวงประกอบพรอม
แลวดวยความตระหนี่ ท. เกิดขึ้นแลว แกพราหมณ
นั้น, อ. จิตดวงประกอบพรอมแลวดวยศรัทธา ดวง
หนึ่ง เกิดขึ้นแลว อีก,
๔. อ. พันแหงจิตดวงประกอบพรอมแลว
ดวยความตระหนี่ เกิดขึ้นแลว ครอบงําอยู ซึ่งจิตดวง
ประกอบพรอมแลวดวยศรัทธาแมนั้น อีก ฯ
๕. อ. ความตระหนี่มีกําลัง แหงพราหมณ
นั้น ราวกะวาผูกถือเอาอยู ยอมหามซึ่งจิตดวง
ประกอบพรอมแลวดวยศรัทธานั่นเทียว ดวยประการ
ฉะนี้ ฯ
๖. เมื่อพราหมณนั้น คิดอยูวา อ. เรา จัก
ถวาย อ. เรา จักไมถวาย ดังนี้นั่นเทียว อ. ปฐมยาม
เปนไปลวงวิเศษแลว อ.มัชฌิมยาม ถึงพรอมแลว ฯ
๗. ในลําดับนั้น ครั้นเมื่อมัชฌิมยาม ถึง
พรอมแลว อ. พราหมณนั้น ไมไดอาจแลว เพืออัน
่
ถวาย ในมัชฌิมยามนั้น ฯ
๓
๑. ปจฺฉิมยาเม สมฺปตฺเต โส จินฺเตสิ
“มม สทฺธาจิตฺเตน มจฺเฉรจิตฺเตน จ สทฺธึ
ยุชฺฌนฺตสฺเสว ทฺเว ยามา วีติวตฺตา อิทํ มม
เอตฺตกํ มจฺเฉรจิตฺตํ วฑฺฒมานํ จตูหิ อปาเยหิ
สีสํ อุกฺขิปตุ น ทสฺสติ ทสฺสามิ น”นฺติ.
๒. โส มจฺเฉรสหสฺสํ อภิภวิตฺวา สทฺธา
จิตฺตํ ปุเรจาริกํ กตฺวา สาฏกํ อาทาย สตฺถุ
ปาทมูเล ฐเปตฺวา “ชิตํ เม ชิตํ เม”ติ ติกฺขตฺตุ
มหาสทฺทมกาสิ.
๓. ราชา ปเสนทิ โกสโล ธมฺมํ สุณนฺโต
ตํ สทฺทํ สุตฺวา “ปุจฺฉถ นํ กึ กิร เตน ชิต”นฺติ
อาห.
๔. โส ราชปุริเสหิ ปุจฺฉิโต ตมตฺถํ
อาโรเจสิ. ตํ สุตฺวา ราชา “ทุกฺกรํ กตํ
พฺราหฺมเณน สงฺคหมสฺส กริสฺสามี”ติ เอกํ
สาฏกยุคํ ทาเปสิ.
๕. โส ตมฺป ตถาคตสฺเสว อทาสิ. ปุน
ราชา ทฺเว จตฺตาริ อฏฐ โสฬสาติ ทฺวิคุณํ
กตฺวา ทาเปสิ.

๑. ครั้นเมื่อปจฉิมยาม ถึงพรอมแลว อ.
พราหมณนั้น คิดแลว วา เมื่อเรา รบอยู กับ ดวยจิต
ดวงประกอบดวยพรอมแลวดวยศรัทธาดวย ดวยจิต
ดวงประกอบพรอมแลวดวยความตระหนี่ดวยนั่น
เทียว อ. ยาม ท. ๒ เปนไปลวงวิเศษแลว , อ. จิตดวง
ประกอบพรอมแลวดวยความตระหนี่ มีประมาณ
เทานี้ ของเรา นี้ เจริญอยู จักไมให เพื่ออันยกขึน ซึ่ง
้
ศีรษะ จากอบาย ท. ๔ อ. เรา จักถวาย ซึ่งผาสาฎก
ดังนี้ ฯ
๒. อ. พราหมณนั้น ครองงําแลว ซึ่งพันแหง
จิตดวงประกอบพรอมแลวดวยความตระหนี่ กระทํา
แลว ซึ่งจิตดวงประกอบพรอมแลวดวยศรัทธา ใหเปน
จิตประกอบแลวดวยอันเที่ยวไปในกอน ถือเอาแลว
ซึ่งผาสาฎก วางไวแลว ณ ที่ใกลแหงพระบาท ของ
พระศาสดา ไดกระทําแลว ซึ่งเสียงใหญ ๓ ครัง วา
้
อันเรา ชนะแลว, อันเรา ชนะแลว ดังนี้เปนตน ฯ
๓. อ. พระราชา พระนามวาปเสนทิโกศล
ทรงสดับอยู ซึ่งธรรม ทรงสดับแลว ซึ่งเสียง นั้น ตรัส
แลว วา อ. เจา ท. จงถาม ซึ่งพราหมณนั้น, ไดยินวา
อ.อะไร อันพราหมณนั้น ชนะแลว ดังนี้ ฯ
๔. อ. พราหมณนั้น ผู อันราชบุรุษ ท. ถาม
แลว บอกแลว ซึ่งเนื้อความ นั้น ฯ อ. พระราชา ทรง
สดับแลว ซึ่งเนื้อความนั้น (ทรงดําริแลว) วา อ. กรรม
อันบุคคลกระทําไดโดยยาก อันพราหมณ กระทํา
แลว, อ. เรา จักกระทํา ซึ่งการสงเคราะห แก
พราหมณนั้น ดังนี้ (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ให
พระราชทานแลว ซึ่งคูแหงผาสาฎก คูหนึ่ง ฯ
๕. อ. พราหมณนั้น ไดถวายแลว ซึ่งคูแหงผา
สาฎก แมนั้น แกพระตถาคตเจานั่นเทียว ฯ อ.
พระราชา (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ใหพระราชทานแลว
กระทําใหคูณดวย ๒ คือ (ซึ่งคูแหงผาสาฎก ท.) ๒ (ซึ่งคู
แหงผาสาฎก ท.) ๔ (ซึ่งคูแหงผาสาฎก ท.) ๘ (ซึ่งคูแหง
ผาสาฎก ท.) ๑๖ อีก ฯ
๔
๑. โส ตานิป ตถาคตสฺเสว อทาสิ.
อถสฺส ราชา ทฺวตฺตึส ยุคานิ ทาเปสิ. พฺราหฺมโณ
“อตฺตโน อคฺคเหตฺวา ลทฺธํ ลทฺธํ วิสฺสชฺเชสิเย
วา”ติ วาทโมจนตฺถํ ตโต เอกํ ยุคํ อตฺตโน เอกํ
พฺราหฺมณิยาติ ทฺเว ยุคานิ คเหตฺวา ตึส ยุคานิ
ตถาคตสฺเสว อทาสิ.
๒. ราชา ปน ตสฺมึ สตฺตกฺขตฺตุมฺป
ททนฺเต ปุน ทาตุกาโมเยว อโหสิ. ปุพฺเพ มหาเอกสาฏโก จตุสฏฐิยา สาฏกยุเคสุ ทฺเว
อคฺคเหสิ อยํ ปน ทฺวตฺตึสาย ลทฺธกาเล ทฺเว
อคฺคเหสิ.
๓. ราชา ปุริเส อาณาเปสิ “ทุกฺกรํ
ภเณ พฺราหฺมเณน กตํ อนฺเตปุเร มม ทฺเว
กมฺพลานิ อาหราเปยฺยาถา”ติ. เต ตถา กรึสุ.
๔. ราชา สตสหสฺสคฺฆนเก ทฺเว กมฺพเล
ทาเปสิ.

๑. อ. พราหมณนั้น ไดถวายแลว ซึ่งคูแหงผา
สาฎก ท. แมเหลานั้น แกพระตถาคตเจานั่นเทียว ฯ
ครั้งนั้น อ. พระราชา (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ให
พระราชทานแลว ซึ่งคู ๓๒ ท. แกพราหมณนั้น ฯ อ.
พราหมณ ถือเอาแลว ซึ่งคู ท. ๒ คือ ซึ่งคู ๆ ๑ เพื่อ
ตน (ซึ่งคู) คู ๑ เพื่อนางพราหมณี จากคู ๓๒ นั้น เพื่อ
อันเปลื้องซึ่งวาทะ วา อ. พราหมณ ไมถือเอาแลว
เพื่อตน สละวิเศษแลว (ซึ่งคู) อัน ๆ ตน ไดแลว ๆ นั่น
เทียว ดังนี้ ไดถวายแลว ซึ่งคู ท. ๓๐ แกพระตถาคต
เจานั่นเทียว ฯ
๒. สวนวา อ. พระราชา, ครั้นเมื่อพราหมณ
นั้น ถวายอยู แม ๗ ครั้ง, เปนผูทรงประสงคเพื่ออัน
พระราชทาน อีก เทียว ไดเปนแลว ฯ อ. พราหมณชื่อ
วามหาเอกสาฎก ไดถือเอาแลว ในคูแหงผาสาฎก ท.
๖๔ หนา (ซึ่งคูแหงผาสาฏก ท.) ๒ ในกาลกอน ฯ
สวนวา อ. พราหมณชอวาจูเฬกสาฎกนี้ ไดถือเอา
ื่
แลว (ซึ่งคูแหงผาสาฎก ท.) ๒ ในกาลแหงคู ๓๒ อัน
ตนไดแลว ฯ
๓. อ. พระราชา ทรงยังราชบุรุษ ท. ใหรูทั่ว
แลว วา แนะพนาย อ. กรรมอันบุคคลกระทําไดโดย
ยาก อันพราหมณ กระทําแลว, อ. เจา ท. (ยังกันและ
กัน) พึงใหนํามา ซึ่งผากัมพล ท. ๒ ของเรา ใน
ภายในแหงวัง ดังนี้ ฯ อ. ราชบุรุษ ท. เหลานั้น
กระทําแลว อยางนั้น ฯ
๔. อ. พระราชา (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ให
พระราชทานแลว ซึ่งผากัมพล ท. ๒ มีคาแสนหนึ่ง
แกพราหมณนั้น ฯ
๕
๑. พฺราหฺมโณ “น อิเม มม สรีเร
อุปโยคํ อรหนฺติ พุทฺธสาสนสฺเสว เอเต
อนุจฺฉวิกา”ติ เอกํ กมฺพลํ อนฺโตคนฺธกุฏิยํ สตฺถุ
สยนสฺส อุปริ วิตานํ กตฺวา พนฺธิ เอกํ อตฺตโน
ฆเร นิพทฺธํ ภุฺชนฺตสฺส ภิกฺขุโน ภตฺตกิจฺจฏฐาเน
วิตานํ กตฺวา พนฺธิ.
๒. ราชา สายนฺหสมเย สตฺถุ สนฺติกํ
คนฺตฺวา ตํ กมฺพลํ สฺชานิตฺวา “ภนฺเต เกน
ปูชา กตา”ติ ปุจฺฉิตฺวา “เอกสาฏเกนา”ติ วุตฺเต
“พฺราหฺมโณ มม ปสาทฏฐาเนเยว ปสีทตี”ติ
วตฺวา “จตฺตาโร หตฺถี จตฺตาโร อสฺเส จตฺตาริ
กหาปณสหสฺสานิ จตสฺโส อิตฺถิโย จตสฺโส
ทาสิโย จตฺตาโร ปุริเส จตุโร คามวเร”ติ เอวํ
ยาว สพฺพสตา จตฺตาริ จตฺตาริ กตฺวา
สพฺพจตุกฺกํ นาม อสฺส ทาเปสิ.

๑. อ. พราหมณ (คิดแลว) วา อ. ผากัมพล
ท. เหลานี้ ยอมควร ซึ่งอันประกอบเขา ในสรีระ ของ
เรา หามิได, อ. ผากัมพล ท. เหลานั้น เปนของ
สมควรแกพระพุทธศาสนานั่นเทียว (ยอมเปน) ดังนี้
ผูกแลว ซึ่งผากัมพล ผืนหนึ่ง กระทําใหเปนเพดาน
ในเบื้องบน แหงที่เปนที่บรรทม ของพระศาสดา ใน
ภายในแหงพระคันธกุฎี, ผูกแลว ซึ่งผากัมพล ผืน
หนึ่ง กระทํา ใหเปนเพดาน ในที่เปนที่กระทําซึ่งกิจ
ดวยภัตร ของภิกษุ รูปฉันอยู ในเรือน ของตน
เนืองนิตย ฯ
๒. อ. พระราชา เสด็จไปแลว สูสํานัก ของ
พระศาสดา ในสมัยคือเปนเวลาเย็นแหงวัน ทรงจําได
แลว ซึ่งผากัมพล ทูลถามแลว วา ขาแตพระองคผู
เจริญ อ. การบูชา อันใคร กระทําแลว ดังนี้, (ครั้นเมื่อ
พระดํารัส) วา (อ. การบูชา) อันพราหมณชอวาเอก
ื่
สาฎก (กระทําแลว) ดังนี้ (อันพระศาสดา) ตรัสแลว,
(ทรงดําริแลว) วา อ. พราหมณ ยอมเลื่อมใส ในที่
เปนที่เลื่อมใส ของเรานั่นเทียว ดังนี้ (ทรงยังราชบุรุษ
ท.) ใหพระราชทานแลว ชื่อซึ่งประมาณ ๔ แหงวัตถุ
ทั้งปวง กระทํา ใหเปนวัตถุ ๔ ๆ เพียงใด แตรอยแหง

วัตถุทั้งปวง อยางนี้ คือ ซึ่งชาง ท. ๔ ซึ่งมา ท. ๔ ซึ่งพัน
แหงกหาปณะ ท. ๔ ซึ่งหญิง ท. ๔ ซึ่งทาสี ท. ๔ ซึ่งบุรุษ
ท. ๔ ซึงบานสวย ท. ๔ แกพราหมณนั้น ฯ
๖
๑. ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฐาเปสุ
“อโห อจฺฉริยํ จูเฬกสาฏกสฺส กมฺมํ ตํมุหุตฺตเมว
สพฺพจตุกฺกํ ลภิ อิทานิ กเตน กลฺยาณกมฺเมน
อชฺชเมว วิปาโก ทินฺโน”ติ.
๒. สตฺถา อาคนฺตฺวา “กาย นุตฺถ ภิกฺขเว
เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา”ติ ปุจฺฉิตฺวา “อิมาย
นามา”ติ วุตฺเต “ภิกฺขเว สจายํ เอกสาฏโก
ปฐมยาเม มยฺหํ ทาตุ อสกฺขิสฺส สพฺพโสฬสกํ
อลภิสฺส.
๓. สเจ มชฺฌิมยาเม อสกฺขิสฺส
สพฺพฏฐกํ อลภิสฺส พลวปจฺฉิมยาเม ทินฺนตฺตา
ปเนส สพฺพจตุกฺกํ ลภิ.
๔. กลฺยาณกมฺมํ กโรนฺเตน หิ
อุปฺปนฺนํ จิตฺตํ อหาเปตฺวา ตงฺขณฺเญว
กาตพฺพํ. ทนฺธํ กตํ กุสลฺหิ สมฺปตฺตึ ททมานํ
ทนฺธเมว ททาติ.

๑. อ. ภิกษุ ท. ยังวาจาเปนเครื่องกลาว วา
โอ ! อ. กรรม ของพราหมณชอวาจูเฬกสาฎก เปน
ื่
กรรมอันนาอัศจรรย (ยอมเปน), อ. พราหมณชื่อวา
จูเฬกสาฎกนั้น ไดแลว ซึ่งประมาณ ๔ แหงวัตถุทั้ง
ปวง สิ้นกาลครูหนึ่งนั่นเทียว อ. วิบาก อันกรรมอัน
งาม อัน ๆ พราหมณชื่อวาจูเฬกสาฎกนั้น กระทําแลว
ในที่เพียงดังนา ในกาลนี้นั่นเทียว ใหแลว ในวันนี้นั่น
เทียว ดังนี้ ใหตั้งขึ้นพรอมแลว ในโรงเปนที่กลาวกับ
ดวยการแสดงซึ่งธรรม ฯ
๒. อ. พระศาสดา เสด็จมาแลว ตรัสถาม
แลว วา ดูกอนภิกษุ ท. อ. เธอ ท. เปนผูนั่งพรอมกัน
แลว ดวยวาจาเปนเครื่องกลาว อะไร หนอ ยอมมี ใน
กาลนี้ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคํา) วา (อ. ขาพระองค ท. เปน
ผูนั่งพรอมกันแลวดวยวาจาเปนเครื่องกลาว) ชื่อนี้
(ยอมมี ในกาลนี้) ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหลานั้น) กราบ
ทูลแลว ตรัสแลว วา ดูกอนภิกษุ ท. ถาวา อ. เอก
สาฎก นี้ จักไดอาจแลว เพื่ออันถวาย แกเรา ใน
ปฐมยามไซร, อ. เอกสาฎกนั้น จักไดแลว ซึ่ง
ประมาณ ๑๖ แหงวัตถุทั้งปวง;
๓. ถาวา อ. เอกสาฎก นี้ จักไดอาจแลว เพือ
่
อันถวาย (แกเรา) ในมัชฌิมยามไซร อ. เอกสาฎกนั้น
จักไดไดแลว ซึ่งประมาณ ๘ (แหงผาสาฎก ท.) เปน
ผา (อันเอกสาฎกนั้น) ถวายแลว ในกาลอันขจัด
เฉพาะซึ่งมืดมีกําลัง ;
๔. จริงอยู อ. กรรมอันงาม (อันบุคคล) ผูเมื่อ
กระทํา ยังจิตดวงเกิดขึ้นแลว ไมใหเสื่อมแลว พึง
กระทําในขณะนั้นนั่นเทียว, ดวยวา อ. กุศล อัน ๆ
บุคคลกระทําแลว ชา เมือให ซึ่งสมบัติ ยอมใหชานั่น
่

เทียว ;
๗
๑. ตสฺมา จิตฺตุปฺปาทสมนนฺตรเมว
กลฺยาณกมฺมํ กาตพฺพ”นฺติ วตฺวา อนุสนฺธึ
ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห
“อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ ปาปา จิตฺตํ นิวารเย.
ทนฺธฺหิ กโรโต ปุฺญํ ปาปสฺมึ รมตี มโน”ติ
ฯ
๒. ตตฺถ อภิตฺถเรถาติ ตุริตตุริตํ
สีฆสีฆํ กเรยฺยาติ อตฺโถ.
๓. คิหินา วา หิ “สลากภตฺตทานาทีสุ
กิฺจิเทว กุสลํ กริสฺสามี”ติ จิตฺเต อุปฺปนฺเน
ยถา อฺเญ โอกาสํ น ลภนฺติ เอวํ “อหํ ปุเร
อหํ ปุเร”ติ ตุริตตุริตเมว กาตพฺพํ.
๔. ปพฺพชิเตน วา อุปชฺฌายวตฺตาทีนิ
กโรนฺเตน อฺญสฺส โอกาสํ อทตฺวา “อหํ ปุเร
อหํ ปุเร”ติ ตุริตตุริตเมว กาตพฺพํ.
๕. ปาปา จิตฺตนฺติ กายทุจฺจริตาทิปาปกมฺมโต วา อกุสลจิตฺตุปฺปาทโต วา
สพฺพถาเมน จิตฺตํ นิวารเย.

๑. เพราะเหตุนั้น อ. กรรมอันงาม (อัน
บุคคล) พึงกระทํา ในลําดับแหงความเกิดขึ้นแหงจิต
นั่นเทียว ดังนี้ เมื่อ ทรงสืบตอ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่ง
ธรรม ตรัสแลว ซึ่งพระคาถา นี้ วา
อ. บุคคล พึงขวนขวาย ในกรรมอันงาม, พึงหาม ซึ่ง
จิ ต จากกรรมอั น ลามก, เพราะว า (เมื่ อ บุ ค คล)
กระทําอยู ซึ่งบุญ ชา, อ. ใจ ยอมยินดี ในบาป ดังนี้ ฯ
๒. อ. อรรถ วา พึงกระทํา ดวน ๆ คือวา
พลัน ๆ ดังนี้ (ในบท ท.) เหลานั้นหนา (แหงบท) วา
อภิตฺถเรถ ดังนี้ ฯ
๓. จริงอยู, ครั้นเมื่อจิต วา อ. เรา จักกระทํา
(ในกุศล ท.) มีการถวายซึ่งสลากภัตรเปนตนหนา ซึ่ง
กุศล อะไร ๆ นั่นเทียว ดังนี้ เกิดขึ้นแลว , อ. ชน ท.
เหล า อื่ น จะไม ไ ด ซึ่ ง โอกาส โดยประการใด, (อ.
กุศล) อันคฤหัสถ พึงกระทํา ดวน ๆ นั่นเทียว (ดวย
ความคิด) วา อ. เรา (จักกระทํา) ในกอน อ. เรา (จัก
กระทํา) ในกอน ดังนี้ โดยประการนั้น ฯ
๔. อี กอย างหนึ่ง (อ. กุศ ล) อันบรรพชิต ผู
เมื่อ กระทํา (ซึ่งวัตร ท.) มีวัตรเพื่ออุปชฌายเปนตน
ไม ให แล ว ซึ่ง โอกาส แก บรรพชิต รูป อื่น พึ งกระทํ า
ด ว น ๆ นั่ น เที ย ว (ด ว ยความคิ ด ) ว า อ. เรา (จั ก
กระทํา) ในกอน อ. เรา (จักกระทํา) ในกอน ดังนี้ ฯ
๕. (อ. อรรถ) วา ก็ อ. บุคคล พึงหาม ซึ่งจิต
จากกรรมอันลามก มีกายทุจริตเปนตนหรือ หรือวา
จากความเกิดขึ้นแหงจิตดวงเปนอกุศล ในที่ทั้งปวง
(ดังนี้ แหงหมวดสองแหงบท) วา ปาปา จิตฺตํ ดังนี้ ฯ
๘
๑. ทนฺธฺหิ กโรโตติ โย ปน “ทสฺสามิ
น ทสฺสามิ สมฺปชฺชิสฺสติ นุ โข เม โน”ติ เอวํ
จิกฺขลฺลมคฺเคน คจฺฉนฺโต วิย ทนฺธํ ปุฺญํ กโรติ
ตสฺส เอกสาฏกสฺส วิย มจฺเฉรสหสฺสํ ปาป
โอกาสํ ลภติ.
๒. อถสฺส ปาปสฺมึ รมตี มโน กุสลกมฺมกรณกาเลเยว หิ จิตฺตํ กุสเล รมติ ตโต
มุจฺจิตฺวา ปาปนินฺนเมว โหตีติ.
๓. คาถาปริโยสาเน พหู โสตาปตฺติ
ผลาทีนิ ปาปุณึสูต.ิ
๔. จูเฬกสาฏกพฺราหฺมณวตฺถุ
๕. (นิฏฐิตํ)

๑. (อ. อรรถ) วา ก็ อ. บุคคล ใด (คิดอยู) อยางนี้ วา
อ. เรา จักถวาย, อ. เรา จักระทํา, (อ. ผล) จักสําเร็จ
แกเราหรือหนอแล (หรือวา) (อ. ผล จักสําเร็จ แกเรา)
หามิได ดังนี้ ชื่อวายอมกระทํา ซึ่งบุญ ชา ราวกะ (อ.
บุ ค คล) ผู ไ ปอยู โดยหนทางอั น ลื่ น , อ. บาป ของ
บุคคลนั้น ยอ มได ซึ่งโอกาส ราวกะ อ. พันแหงจิ ต
ดวงประกอบพร อ มแล ว ด ว ยความตระหนี่ ของ
พราหมณชื่อวาเอกสาฎก (ไดอยู ซึ่งโอกาส) ฯ
๒. ครั้นเมื่อความเปนอยางนั้น (มีอยู) อ. ใจ
ของบุคคลนั้น ยอ มยินดี ในบาป ฯ เพราะวา อ. จิต
ยอ มยินดี ในกรรมอันเปนกุศล ในกาลเปนที่กระทํา
ซึ่งกรรมอันเปนกุศลนั่นเทียว (อ. จิต) พนแลว จาก
กาลเปนที่กระทําซึ่งกรรมอันเปนกุศลนั้น เปนธรรม
ชาตนอมไปแลวในบาปนั่นเทียว ยอมเปน ดังนี้ (แหง
หมวดสองแหงบท) วา ทนฺธํ หิ กรโต ดังนี้ ฯ
๓. ในการเปนที่สุดลงรอบแหงพระคาถา (อ.
ชน ท.) มาก บรรลุแลว (ซึ่งอริยผล ท.) มีโสดาปตติ
ผลเปนตน ดังนี้แล ฯ
๔. อ. เรื่องแหงพราหมณชื่อวาจูเฬกสาฎก
๕. (จบแลว) ฯ

แปลโดยพยัญชนะเรื่อง จูเฬกสาฎก๑

  • 1.
    ๑ ๑. จูเฬกสาฏกพฺราหฺมณวตฺถุ ๒. “อภิตฺ ถ เรถ กลฺ ย าเณติ อิ มํ ธมฺ ม เทสนํ สตฺ ถ า เชตวเน วิ ห รนฺ โ ต จูเฬกสาฏกพฺราหฺมณํ อารพฺภ กเถสิ. ๓. วิปสฺสิทสพลสฺส กาลสฺมิฺหิ มหาเอกสาฏกพฺราหฺมโณ นาม อโหสิ. ๔. อยํ ปน เอตรหิ สาวตฺถิยํ จูเฬกสาฏโก นาม. ๕. ตสฺส หิ เอโก นิวาสนสาฏโก อโหสิ พฺราหฺมณิยาป เอโก. ๖. อุภินฺนมฺป เอกเมว ปารุปนํ พหิ คมนกาเล พฺราหฺมโณ วา พฺราหฺมณี วา ตํ ปา รุปติ. ๗. อเถกทิวสํ วิหาเร ธมฺมสฺสวเน โฆสิ เต พฺราหฺมโณ อาห “โภติ ธมฺมสฺสวนํ โฆสิตํ กึ ทิวา ธมฺมสฺสวนํ คมิสฺสสิ อุทาหุ รตฺตึ. ๘. ปารุปนสฺส หิ อภาเวน น สกฺกา อมฺเหหิ เอกโต คนฺตุ”นฺติ. ๙. พฺราหฺมณี “สามิ อหํ ทิวา คมิสฺสามี”ติ สาฏกํ ปารุปตฺวา อคมาสิ. ๑๐. พฺราหฺมโณ ทิวสภาคํ เคเห วีตินาเมตฺวา รตฺตึ คนฺตฺวา สตฺถุ ปุรโต นิสินฺโนว ธมฺมํ อสฺโสสิ. ๑. อ.เรื่องแหงพราหมณชื่อวาจูเฬกสาฎก (อันขาพเจา จะกลาว) ฯ ๒. อ.พระศาสดา เมือประทับอยู ในพระเชตะวัน ทรง ่ ปรารภ ซึ่งพราหมณชอวาจูเฬกสาฎก ตรัสแลว ซึ่งพระ ื่ ธรรมเทศนา นี้ วา อภิตฺถเร กลฺยาเณ ดังนี้เปนตน ฯ ๓. ดังจะกลาวโดยพิสดาร ชื่อ อ. พราหมณ ชื่อวามหาเอกสาฎก ไดมีแลว ในกาล แหงพระทศพล พระนามวาวิปสสี ฯ ๔. แตวา อ. พราหมณชื่อวามหาเอกสาฎกนี้ เปนผูชื่อวาจูเฬกสาฎก (ไดเปนแลว) ในเมืองชื่อวา สาวัตถี ในกาลนี้ ฯ ๕. ก็ อ. ผาสาฎกเปนเครื่องนุง ผืนหนึ่ง ของ พราหมณนั้น ไดมีแลว , ๖. (อ. ผาสาฎกเปนเครื่องนุง) ผืนหนึ่ง แม ของนางพราหมณี (ไดมีแลว), อ. ผาเปนเครื่องหม ผืนหนึ่งนั่นเทียว (ของชน ท.) แมทั้งสอง (ไดมีแลว) ฯ ในกาลเปนที่ไปในภายนอก อ. พราหมณหรือ หรือวา อ. นางพราหมณี ยอมหม ซึ่งผาเปนเครื่องหมผืนนั้น ฯ ๗. ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง ครั้นเมื่อการฟงซึ่ง ธรรม ในวิหาร (อันบุคคล) ปาวรองแลว อ. พราหมณ กลาวแลววา แนะนางผูเจริญ อ. การฟงซึ่งธรรม (อัน บุคคล) ปาวรองแลว อ. เธอ จักไป สูที่เปนที่ฟงซึ่ง ธรรม ในเวลากลางวัน หรือ หรือวา (อ. เธอ จักไป สูที่ เปนฟงซึ่งธรรม) ในเวลากลางคืน ? ๘. เพราะวา อันเรา ท. ไมอาจ เพื่ออันไป โดยความเปนอันเดียวกัน เพราะความไมมี แหงผา เปนเครื่องหม ดังนี้ ฯ ๙. อ. นางพราหมณี (กลาวแลว) วา ขาแต นาย อ. ดิฉัน จักไป ในเวลากลางวัน ดังนี้ หมแลว ซึ่ง ผาสาฎก ไดไปแลว ฯ ๑๐. อ. พราหมณ ยังสวนแหงวัน ใหนอมไปลวง วิเศษแลว ในเรือน ไปแลว ในเวลากลางคืน นั่งแลว ขางพระพักตร ของพระศาสดา ไดฟงแลว ซึ่งธรรม ฯ
  • 2.
    ๒ ๑. อถสฺส สรีรํผรมานา ปฺจวณฺณา ปติ อุปฺปชฺช.ิ ๒. โส สตฺถารํ ปูชิตุกาโม หุตฺวา “สเจ อิมํ สาฏกํ ทสฺสามิ เนว พฺราหฺมณิยา น มยฺหํ ปารุปนํ ภวิสฺสตี”ติ จินฺเตสิ. ๓. อถสฺส มจฺเฉรจิตฺตานํ สหสฺสํ อุปฺปชฺชิ ปุเนกํ สทฺธาจิตฺตํ อุปฺปชฺช.ิ ๔. ตํ อภิภวิตฺวา ปุน มจฺเฉรสหสฺสํ อุปฺปชฺช.ิ ๕. อิติสฺส พลวมจฺเฉรํ พนฺธิตฺวา คณฺหนฺตํ วิย สทฺธาจิตฺตํ ปฏิพาหติเยว. ๖. ตสฺส “ทสฺสามิ น ทสฺสามี”ติ จินฺเตนฺตสฺเสว ปฐมยาโม อปคโต มชฺฌิมยาโม สมฺปตฺโต. ๗. มชฺฌมยาเม สมฺปตฺเต ตสฺมิมฺป ิ ทาตุ นาสกฺขิ. ๑. ครั้งนั้น อ. ปติ มีวรรณะ ๕ เกิดขึ้นแลว แผไปอยู ตลอดสรีระ ของพราหมณนั้น ฯ ๒. อ. พราหมณนั้น เปนผูใครเพื่ออันบูชา ซึ่ง พระศาสดา เปน คิดแลว วา ถาวา อ. เรา จักถวาย ซึ่งผาสาฎกผืนนี้ไซร, (อ. ผาเปนเครื่องหม) ของนาง พราหมณี (จักมี) หามิไดนั่นเทียว อ. ผาเปนเครื่อง หม ของเรา จักมี หามิได ดังนี้ ฯ ๓. ครั้งนั้น อ. พัน แหงจิตดวงประกอบพรอม แลวดวยความตระหนี่ ท. เกิดขึ้นแลว แกพราหมณ นั้น, อ. จิตดวงประกอบพรอมแลวดวยศรัทธา ดวง หนึ่ง เกิดขึ้นแลว อีก, ๔. อ. พันแหงจิตดวงประกอบพรอมแลว ดวยความตระหนี่ เกิดขึ้นแลว ครอบงําอยู ซึ่งจิตดวง ประกอบพรอมแลวดวยศรัทธาแมนั้น อีก ฯ ๕. อ. ความตระหนี่มีกําลัง แหงพราหมณ นั้น ราวกะวาผูกถือเอาอยู ยอมหามซึ่งจิตดวง ประกอบพรอมแลวดวยศรัทธานั่นเทียว ดวยประการ ฉะนี้ ฯ ๖. เมื่อพราหมณนั้น คิดอยูวา อ. เรา จัก ถวาย อ. เรา จักไมถวาย ดังนี้นั่นเทียว อ. ปฐมยาม เปนไปลวงวิเศษแลว อ.มัชฌิมยาม ถึงพรอมแลว ฯ ๗. ในลําดับนั้น ครั้นเมื่อมัชฌิมยาม ถึง พรอมแลว อ. พราหมณนั้น ไมไดอาจแลว เพืออัน ่ ถวาย ในมัชฌิมยามนั้น ฯ
  • 3.
    ๓ ๑. ปจฺฉิมยาเม สมฺปตฺเตโส จินฺเตสิ “มม สทฺธาจิตฺเตน มจฺเฉรจิตฺเตน จ สทฺธึ ยุชฺฌนฺตสฺเสว ทฺเว ยามา วีติวตฺตา อิทํ มม เอตฺตกํ มจฺเฉรจิตฺตํ วฑฺฒมานํ จตูหิ อปาเยหิ สีสํ อุกฺขิปตุ น ทสฺสติ ทสฺสามิ น”นฺติ. ๒. โส มจฺเฉรสหสฺสํ อภิภวิตฺวา สทฺธา จิตฺตํ ปุเรจาริกํ กตฺวา สาฏกํ อาทาย สตฺถุ ปาทมูเล ฐเปตฺวา “ชิตํ เม ชิตํ เม”ติ ติกฺขตฺตุ มหาสทฺทมกาสิ. ๓. ราชา ปเสนทิ โกสโล ธมฺมํ สุณนฺโต ตํ สทฺทํ สุตฺวา “ปุจฺฉถ นํ กึ กิร เตน ชิต”นฺติ อาห. ๔. โส ราชปุริเสหิ ปุจฺฉิโต ตมตฺถํ อาโรเจสิ. ตํ สุตฺวา ราชา “ทุกฺกรํ กตํ พฺราหฺมเณน สงฺคหมสฺส กริสฺสามี”ติ เอกํ สาฏกยุคํ ทาเปสิ. ๕. โส ตมฺป ตถาคตสฺเสว อทาสิ. ปุน ราชา ทฺเว จตฺตาริ อฏฐ โสฬสาติ ทฺวิคุณํ กตฺวา ทาเปสิ. ๑. ครั้นเมื่อปจฉิมยาม ถึงพรอมแลว อ. พราหมณนั้น คิดแลว วา เมื่อเรา รบอยู กับ ดวยจิต ดวงประกอบดวยพรอมแลวดวยศรัทธาดวย ดวยจิต ดวงประกอบพรอมแลวดวยความตระหนี่ดวยนั่น เทียว อ. ยาม ท. ๒ เปนไปลวงวิเศษแลว , อ. จิตดวง ประกอบพรอมแลวดวยความตระหนี่ มีประมาณ เทานี้ ของเรา นี้ เจริญอยู จักไมให เพื่ออันยกขึน ซึ่ง ้ ศีรษะ จากอบาย ท. ๔ อ. เรา จักถวาย ซึ่งผาสาฎก ดังนี้ ฯ ๒. อ. พราหมณนั้น ครองงําแลว ซึ่งพันแหง จิตดวงประกอบพรอมแลวดวยความตระหนี่ กระทํา แลว ซึ่งจิตดวงประกอบพรอมแลวดวยศรัทธา ใหเปน จิตประกอบแลวดวยอันเที่ยวไปในกอน ถือเอาแลว ซึ่งผาสาฎก วางไวแลว ณ ที่ใกลแหงพระบาท ของ พระศาสดา ไดกระทําแลว ซึ่งเสียงใหญ ๓ ครัง วา ้ อันเรา ชนะแลว, อันเรา ชนะแลว ดังนี้เปนตน ฯ ๓. อ. พระราชา พระนามวาปเสนทิโกศล ทรงสดับอยู ซึ่งธรรม ทรงสดับแลว ซึ่งเสียง นั้น ตรัส แลว วา อ. เจา ท. จงถาม ซึ่งพราหมณนั้น, ไดยินวา อ.อะไร อันพราหมณนั้น ชนะแลว ดังนี้ ฯ ๔. อ. พราหมณนั้น ผู อันราชบุรุษ ท. ถาม แลว บอกแลว ซึ่งเนื้อความ นั้น ฯ อ. พระราชา ทรง สดับแลว ซึ่งเนื้อความนั้น (ทรงดําริแลว) วา อ. กรรม อันบุคคลกระทําไดโดยยาก อันพราหมณ กระทํา แลว, อ. เรา จักกระทํา ซึ่งการสงเคราะห แก พราหมณนั้น ดังนี้ (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ให พระราชทานแลว ซึ่งคูแหงผาสาฎก คูหนึ่ง ฯ ๕. อ. พราหมณนั้น ไดถวายแลว ซึ่งคูแหงผา สาฎก แมนั้น แกพระตถาคตเจานั่นเทียว ฯ อ. พระราชา (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ใหพระราชทานแลว กระทําใหคูณดวย ๒ คือ (ซึ่งคูแหงผาสาฎก ท.) ๒ (ซึ่งคู แหงผาสาฎก ท.) ๔ (ซึ่งคูแหงผาสาฎก ท.) ๘ (ซึ่งคูแหง ผาสาฎก ท.) ๑๖ อีก ฯ
  • 4.
    ๔ ๑. โส ตานิปตถาคตสฺเสว อทาสิ. อถสฺส ราชา ทฺวตฺตึส ยุคานิ ทาเปสิ. พฺราหฺมโณ “อตฺตโน อคฺคเหตฺวา ลทฺธํ ลทฺธํ วิสฺสชฺเชสิเย วา”ติ วาทโมจนตฺถํ ตโต เอกํ ยุคํ อตฺตโน เอกํ พฺราหฺมณิยาติ ทฺเว ยุคานิ คเหตฺวา ตึส ยุคานิ ตถาคตสฺเสว อทาสิ. ๒. ราชา ปน ตสฺมึ สตฺตกฺขตฺตุมฺป ททนฺเต ปุน ทาตุกาโมเยว อโหสิ. ปุพฺเพ มหาเอกสาฏโก จตุสฏฐิยา สาฏกยุเคสุ ทฺเว อคฺคเหสิ อยํ ปน ทฺวตฺตึสาย ลทฺธกาเล ทฺเว อคฺคเหสิ. ๓. ราชา ปุริเส อาณาเปสิ “ทุกฺกรํ ภเณ พฺราหฺมเณน กตํ อนฺเตปุเร มม ทฺเว กมฺพลานิ อาหราเปยฺยาถา”ติ. เต ตถา กรึสุ. ๔. ราชา สตสหสฺสคฺฆนเก ทฺเว กมฺพเล ทาเปสิ. ๑. อ. พราหมณนั้น ไดถวายแลว ซึ่งคูแหงผา สาฎก ท. แมเหลานั้น แกพระตถาคตเจานั่นเทียว ฯ ครั้งนั้น อ. พระราชา (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ให พระราชทานแลว ซึ่งคู ๓๒ ท. แกพราหมณนั้น ฯ อ. พราหมณ ถือเอาแลว ซึ่งคู ท. ๒ คือ ซึ่งคู ๆ ๑ เพื่อ ตน (ซึ่งคู) คู ๑ เพื่อนางพราหมณี จากคู ๓๒ นั้น เพื่อ อันเปลื้องซึ่งวาทะ วา อ. พราหมณ ไมถือเอาแลว เพื่อตน สละวิเศษแลว (ซึ่งคู) อัน ๆ ตน ไดแลว ๆ นั่น เทียว ดังนี้ ไดถวายแลว ซึ่งคู ท. ๓๐ แกพระตถาคต เจานั่นเทียว ฯ ๒. สวนวา อ. พระราชา, ครั้นเมื่อพราหมณ นั้น ถวายอยู แม ๗ ครั้ง, เปนผูทรงประสงคเพื่ออัน พระราชทาน อีก เทียว ไดเปนแลว ฯ อ. พราหมณชื่อ วามหาเอกสาฎก ไดถือเอาแลว ในคูแหงผาสาฎก ท. ๖๔ หนา (ซึ่งคูแหงผาสาฏก ท.) ๒ ในกาลกอน ฯ สวนวา อ. พราหมณชอวาจูเฬกสาฎกนี้ ไดถือเอา ื่ แลว (ซึ่งคูแหงผาสาฎก ท.) ๒ ในกาลแหงคู ๓๒ อัน ตนไดแลว ฯ ๓. อ. พระราชา ทรงยังราชบุรุษ ท. ใหรูทั่ว แลว วา แนะพนาย อ. กรรมอันบุคคลกระทําไดโดย ยาก อันพราหมณ กระทําแลว, อ. เจา ท. (ยังกันและ กัน) พึงใหนํามา ซึ่งผากัมพล ท. ๒ ของเรา ใน ภายในแหงวัง ดังนี้ ฯ อ. ราชบุรุษ ท. เหลานั้น กระทําแลว อยางนั้น ฯ ๔. อ. พระราชา (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ให พระราชทานแลว ซึ่งผากัมพล ท. ๒ มีคาแสนหนึ่ง แกพราหมณนั้น ฯ
  • 5.
    ๕ ๑. พฺราหฺมโณ “นอิเม มม สรีเร อุปโยคํ อรหนฺติ พุทฺธสาสนสฺเสว เอเต อนุจฺฉวิกา”ติ เอกํ กมฺพลํ อนฺโตคนฺธกุฏิยํ สตฺถุ สยนสฺส อุปริ วิตานํ กตฺวา พนฺธิ เอกํ อตฺตโน ฆเร นิพทฺธํ ภุฺชนฺตสฺส ภิกฺขุโน ภตฺตกิจฺจฏฐาเน วิตานํ กตฺวา พนฺธิ. ๒. ราชา สายนฺหสมเย สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตํ กมฺพลํ สฺชานิตฺวา “ภนฺเต เกน ปูชา กตา”ติ ปุจฺฉิตฺวา “เอกสาฏเกนา”ติ วุตฺเต “พฺราหฺมโณ มม ปสาทฏฐาเนเยว ปสีทตี”ติ วตฺวา “จตฺตาโร หตฺถี จตฺตาโร อสฺเส จตฺตาริ กหาปณสหสฺสานิ จตสฺโส อิตฺถิโย จตสฺโส ทาสิโย จตฺตาโร ปุริเส จตุโร คามวเร”ติ เอวํ ยาว สพฺพสตา จตฺตาริ จตฺตาริ กตฺวา สพฺพจตุกฺกํ นาม อสฺส ทาเปสิ. ๑. อ. พราหมณ (คิดแลว) วา อ. ผากัมพล ท. เหลานี้ ยอมควร ซึ่งอันประกอบเขา ในสรีระ ของ เรา หามิได, อ. ผากัมพล ท. เหลานั้น เปนของ สมควรแกพระพุทธศาสนานั่นเทียว (ยอมเปน) ดังนี้ ผูกแลว ซึ่งผากัมพล ผืนหนึ่ง กระทําใหเปนเพดาน ในเบื้องบน แหงที่เปนที่บรรทม ของพระศาสดา ใน ภายในแหงพระคันธกุฎี, ผูกแลว ซึ่งผากัมพล ผืน หนึ่ง กระทํา ใหเปนเพดาน ในที่เปนที่กระทําซึ่งกิจ ดวยภัตร ของภิกษุ รูปฉันอยู ในเรือน ของตน เนืองนิตย ฯ ๒. อ. พระราชา เสด็จไปแลว สูสํานัก ของ พระศาสดา ในสมัยคือเปนเวลาเย็นแหงวัน ทรงจําได แลว ซึ่งผากัมพล ทูลถามแลว วา ขาแตพระองคผู เจริญ อ. การบูชา อันใคร กระทําแลว ดังนี้, (ครั้นเมื่อ พระดํารัส) วา (อ. การบูชา) อันพราหมณชอวาเอก ื่ สาฎก (กระทําแลว) ดังนี้ (อันพระศาสดา) ตรัสแลว, (ทรงดําริแลว) วา อ. พราหมณ ยอมเลื่อมใส ในที่ เปนที่เลื่อมใส ของเรานั่นเทียว ดังนี้ (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ใหพระราชทานแลว ชื่อซึ่งประมาณ ๔ แหงวัตถุ ทั้งปวง กระทํา ใหเปนวัตถุ ๔ ๆ เพียงใด แตรอยแหง วัตถุทั้งปวง อยางนี้ คือ ซึ่งชาง ท. ๔ ซึ่งมา ท. ๔ ซึ่งพัน แหงกหาปณะ ท. ๔ ซึ่งหญิง ท. ๔ ซึ่งทาสี ท. ๔ ซึ่งบุรุษ ท. ๔ ซึงบานสวย ท. ๔ แกพราหมณนั้น ฯ
  • 6.
    ๖ ๑. ภิกฺขู ธมฺมสภายํกถํ สมุฏฐาเปสุ “อโห อจฺฉริยํ จูเฬกสาฏกสฺส กมฺมํ ตํมุหุตฺตเมว สพฺพจตุกฺกํ ลภิ อิทานิ กเตน กลฺยาณกมฺเมน อชฺชเมว วิปาโก ทินฺโน”ติ. ๒. สตฺถา อาคนฺตฺวา “กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา”ติ ปุจฺฉิตฺวา “อิมาย นามา”ติ วุตฺเต “ภิกฺขเว สจายํ เอกสาฏโก ปฐมยาเม มยฺหํ ทาตุ อสกฺขิสฺส สพฺพโสฬสกํ อลภิสฺส. ๓. สเจ มชฺฌิมยาเม อสกฺขิสฺส สพฺพฏฐกํ อลภิสฺส พลวปจฺฉิมยาเม ทินฺนตฺตา ปเนส สพฺพจตุกฺกํ ลภิ. ๔. กลฺยาณกมฺมํ กโรนฺเตน หิ อุปฺปนฺนํ จิตฺตํ อหาเปตฺวา ตงฺขณฺเญว กาตพฺพํ. ทนฺธํ กตํ กุสลฺหิ สมฺปตฺตึ ททมานํ ทนฺธเมว ททาติ. ๑. อ. ภิกษุ ท. ยังวาจาเปนเครื่องกลาว วา โอ ! อ. กรรม ของพราหมณชอวาจูเฬกสาฎก เปน ื่ กรรมอันนาอัศจรรย (ยอมเปน), อ. พราหมณชื่อวา จูเฬกสาฎกนั้น ไดแลว ซึ่งประมาณ ๔ แหงวัตถุทั้ง ปวง สิ้นกาลครูหนึ่งนั่นเทียว อ. วิบาก อันกรรมอัน งาม อัน ๆ พราหมณชื่อวาจูเฬกสาฎกนั้น กระทําแลว ในที่เพียงดังนา ในกาลนี้นั่นเทียว ใหแลว ในวันนี้นั่น เทียว ดังนี้ ใหตั้งขึ้นพรอมแลว ในโรงเปนที่กลาวกับ ดวยการแสดงซึ่งธรรม ฯ ๒. อ. พระศาสดา เสด็จมาแลว ตรัสถาม แลว วา ดูกอนภิกษุ ท. อ. เธอ ท. เปนผูนั่งพรอมกัน แลว ดวยวาจาเปนเครื่องกลาว อะไร หนอ ยอมมี ใน กาลนี้ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคํา) วา (อ. ขาพระองค ท. เปน ผูนั่งพรอมกันแลวดวยวาจาเปนเครื่องกลาว) ชื่อนี้ (ยอมมี ในกาลนี้) ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหลานั้น) กราบ ทูลแลว ตรัสแลว วา ดูกอนภิกษุ ท. ถาวา อ. เอก สาฎก นี้ จักไดอาจแลว เพื่ออันถวาย แกเรา ใน ปฐมยามไซร, อ. เอกสาฎกนั้น จักไดแลว ซึ่ง ประมาณ ๑๖ แหงวัตถุทั้งปวง; ๓. ถาวา อ. เอกสาฎก นี้ จักไดอาจแลว เพือ ่ อันถวาย (แกเรา) ในมัชฌิมยามไซร อ. เอกสาฎกนั้น จักไดไดแลว ซึ่งประมาณ ๘ (แหงผาสาฎก ท.) เปน ผา (อันเอกสาฎกนั้น) ถวายแลว ในกาลอันขจัด เฉพาะซึ่งมืดมีกําลัง ; ๔. จริงอยู อ. กรรมอันงาม (อันบุคคล) ผูเมื่อ กระทํา ยังจิตดวงเกิดขึ้นแลว ไมใหเสื่อมแลว พึง กระทําในขณะนั้นนั่นเทียว, ดวยวา อ. กุศล อัน ๆ บุคคลกระทําแลว ชา เมือให ซึ่งสมบัติ ยอมใหชานั่น ่  เทียว ;
  • 7.
    ๗ ๑. ตสฺมา จิตฺตุปฺปาทสมนนฺตรเมว กลฺยาณกมฺมํกาตพฺพ”นฺติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห “อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ ปาปา จิตฺตํ นิวารเย. ทนฺธฺหิ กโรโต ปุฺญํ ปาปสฺมึ รมตี มโน”ติ ฯ ๒. ตตฺถ อภิตฺถเรถาติ ตุริตตุริตํ สีฆสีฆํ กเรยฺยาติ อตฺโถ. ๓. คิหินา วา หิ “สลากภตฺตทานาทีสุ กิฺจิเทว กุสลํ กริสฺสามี”ติ จิตฺเต อุปฺปนฺเน ยถา อฺเญ โอกาสํ น ลภนฺติ เอวํ “อหํ ปุเร อหํ ปุเร”ติ ตุริตตุริตเมว กาตพฺพํ. ๔. ปพฺพชิเตน วา อุปชฺฌายวตฺตาทีนิ กโรนฺเตน อฺญสฺส โอกาสํ อทตฺวา “อหํ ปุเร อหํ ปุเร”ติ ตุริตตุริตเมว กาตพฺพํ. ๕. ปาปา จิตฺตนฺติ กายทุจฺจริตาทิปาปกมฺมโต วา อกุสลจิตฺตุปฺปาทโต วา สพฺพถาเมน จิตฺตํ นิวารเย. ๑. เพราะเหตุนั้น อ. กรรมอันงาม (อัน บุคคล) พึงกระทํา ในลําดับแหงความเกิดขึ้นแหงจิต นั่นเทียว ดังนี้ เมื่อ ทรงสืบตอ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่ง ธรรม ตรัสแลว ซึ่งพระคาถา นี้ วา อ. บุคคล พึงขวนขวาย ในกรรมอันงาม, พึงหาม ซึ่ง จิ ต จากกรรมอั น ลามก, เพราะว า (เมื่ อ บุ ค คล) กระทําอยู ซึ่งบุญ ชา, อ. ใจ ยอมยินดี ในบาป ดังนี้ ฯ ๒. อ. อรรถ วา พึงกระทํา ดวน ๆ คือวา พลัน ๆ ดังนี้ (ในบท ท.) เหลานั้นหนา (แหงบท) วา อภิตฺถเรถ ดังนี้ ฯ ๓. จริงอยู, ครั้นเมื่อจิต วา อ. เรา จักกระทํา (ในกุศล ท.) มีการถวายซึ่งสลากภัตรเปนตนหนา ซึ่ง กุศล อะไร ๆ นั่นเทียว ดังนี้ เกิดขึ้นแลว , อ. ชน ท. เหล า อื่ น จะไม ไ ด ซึ่ ง โอกาส โดยประการใด, (อ. กุศล) อันคฤหัสถ พึงกระทํา ดวน ๆ นั่นเทียว (ดวย ความคิด) วา อ. เรา (จักกระทํา) ในกอน อ. เรา (จัก กระทํา) ในกอน ดังนี้ โดยประการนั้น ฯ ๔. อี กอย างหนึ่ง (อ. กุศ ล) อันบรรพชิต ผู เมื่อ กระทํา (ซึ่งวัตร ท.) มีวัตรเพื่ออุปชฌายเปนตน ไม ให แล ว ซึ่ง โอกาส แก บรรพชิต รูป อื่น พึ งกระทํ า ด ว น ๆ นั่ น เที ย ว (ด ว ยความคิ ด ) ว า อ. เรา (จั ก กระทํา) ในกอน อ. เรา (จักกระทํา) ในกอน ดังนี้ ฯ ๕. (อ. อรรถ) วา ก็ อ. บุคคล พึงหาม ซึ่งจิต จากกรรมอันลามก มีกายทุจริตเปนตนหรือ หรือวา จากความเกิดขึ้นแหงจิตดวงเปนอกุศล ในที่ทั้งปวง (ดังนี้ แหงหมวดสองแหงบท) วา ปาปา จิตฺตํ ดังนี้ ฯ
  • 8.
    ๘ ๑. ทนฺธฺหิ กโรโตติโย ปน “ทสฺสามิ น ทสฺสามิ สมฺปชฺชิสฺสติ นุ โข เม โน”ติ เอวํ จิกฺขลฺลมคฺเคน คจฺฉนฺโต วิย ทนฺธํ ปุฺญํ กโรติ ตสฺส เอกสาฏกสฺส วิย มจฺเฉรสหสฺสํ ปาป โอกาสํ ลภติ. ๒. อถสฺส ปาปสฺมึ รมตี มโน กุสลกมฺมกรณกาเลเยว หิ จิตฺตํ กุสเล รมติ ตโต มุจฺจิตฺวา ปาปนินฺนเมว โหตีติ. ๓. คาถาปริโยสาเน พหู โสตาปตฺติ ผลาทีนิ ปาปุณึสูต.ิ ๔. จูเฬกสาฏกพฺราหฺมณวตฺถุ ๕. (นิฏฐิตํ) ๑. (อ. อรรถ) วา ก็ อ. บุคคล ใด (คิดอยู) อยางนี้ วา อ. เรา จักถวาย, อ. เรา จักระทํา, (อ. ผล) จักสําเร็จ แกเราหรือหนอแล (หรือวา) (อ. ผล จักสําเร็จ แกเรา) หามิได ดังนี้ ชื่อวายอมกระทํา ซึ่งบุญ ชา ราวกะ (อ. บุ ค คล) ผู ไ ปอยู โดยหนทางอั น ลื่ น , อ. บาป ของ บุคคลนั้น ยอ มได ซึ่งโอกาส ราวกะ อ. พันแหงจิ ต ดวงประกอบพร อ มแล ว ด ว ยความตระหนี่ ของ พราหมณชื่อวาเอกสาฎก (ไดอยู ซึ่งโอกาส) ฯ ๒. ครั้นเมื่อความเปนอยางนั้น (มีอยู) อ. ใจ ของบุคคลนั้น ยอ มยินดี ในบาป ฯ เพราะวา อ. จิต ยอ มยินดี ในกรรมอันเปนกุศล ในกาลเปนที่กระทํา ซึ่งกรรมอันเปนกุศลนั่นเทียว (อ. จิต) พนแลว จาก กาลเปนที่กระทําซึ่งกรรมอันเปนกุศลนั้น เปนธรรม ชาตนอมไปแลวในบาปนั่นเทียว ยอมเปน ดังนี้ (แหง หมวดสองแหงบท) วา ทนฺธํ หิ กรโต ดังนี้ ฯ ๓. ในการเปนที่สุดลงรอบแหงพระคาถา (อ. ชน ท.) มาก บรรลุแลว (ซึ่งอริยผล ท.) มีโสดาปตติ ผลเปนตน ดังนี้แล ฯ ๔. อ. เรื่องแหงพราหมณชื่อวาจูเฬกสาฎก ๕. (จบแลว) ฯ