s
m
F F
m
u v
พลังงานจลน์เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นขณะวัตถุกาลังเคลื่อนที่เนื่องจากมีแรงมากระทาต่อวัตถุและ
มีค่าเปลี่ยนแปลงตามอัตราเร็วของวัตถุเคลื่อนที่ วัตถุที่กาลังเคลื่อนที่จะนับว่ามีพลังงานจลน์ วัตถุที่อยู่
นิ่ง จะไม่มีพลังงานจลน์ พลังงานจลน์ ไม่ขึ้นกับทิศทางของการเคลื่อนที่
สมมติให้มีแรงๆเดียวที่คงตัวกระทาต่อวัตถุมวล m ที่อยู่นิ่งให้เคลื่อนที่ด้วยความเร่ง มวล m
ย่อมเคลื่อนที่เป็นไปตามกฎของนิวตัน คือ F = ma ความเร่งอยู่ในแนวเส้นตรงตามทิศของแรง ความเร่ง
จะมีค่าคงตัวเพราะแรงคงตัว ให้แรงกระทาอยู่เป็นเวลา t จนวัตถุมีความเร็ว v ที่ต้องการ จะหาว่าวัตถุมี
พลังงานจลน์เท่าใดจากงานที่แรงคงตัวนั้นกระทา
2v = 2u + 2as
a =
2s
2u2v
จาก F = ma
จะได้ F =
2s
2u2vm
ดังนั้น Fs = 2mu
2
12mv
2
1
Fs คือ งานที่ทาโดยแรงสุทธิF
งาน คือ ก่ารเปลี่ยนแปลงพลังงานจลน์
ถ้าเคลื่อนที่จากหยุดนิ่ง ความเร็วเริ่มต้น u จะได้
2mv
2
1Fs
พลังงำนจลน์
(Kinetic Energy)
อภิธานศัพท์
u คือ ความเร็วต้น มีหน่วยเป็นเมตรต่อ
วินาที (m/s)
v คือ ความเร็วปลาย มีหน่วยเป็นเมตร
ต่อวินาที (m/s)
s คือ การกระจัด มีหน่วยเป็นเมตร
ต่อวินาที (m/s)
a คือ ความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วง
ของโลก มีหน่วยเป็นเมตรต่อวินาทีกาลัง
สอง ( m/ 2s )
F คือ แรงที่กระทา มีหน่วยเป็นนิวตัน (
N )
m คือ มวลของวัตถุ มีหน่วยเป็น
กิโลกรัม (kg)
-6-
12.
จะเห็นว่างาน Fs ที่กระทาต่อวัตถุจะทาให้วัตถุที่หยุดนิ่งมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว v หรือ
กล่าวได้ว่า งานที่กระทาต่อวัตถุจะทาให้วัตถุมีพลังงานจลน์ซึ่งมีค่าเท่ากลับ 2mv
2
1
ถ้ากาหนดให้สัญลักษณ์ kE แทนพลังงานจลน์ของวัตถุ จะได้
2mv
2
1
kE
ถ้าพลังงานจลน์ตอนแรก 2mu
2
1
k1E
และพลังงานจลน์ตอนหลัง 2mu
2
1
k2E
จะเขียนเป็นสมการใหม่ได้ว่า k1Ek2EW
หรือ kEW Δ
ความหมายของสมการคือ งานเนื่องจากแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์กระทาต่อวัตถุ จะเท่ากับ
พลังงานจลน์ของวัตถุที่เปลี่ยนไป เรียกว่า ทฤษฎีบทของงานและพลังงานจลน์ อธิบายได้ว่า วัตถุจะ
เปลี่ยนแปลงความเร็วและพลังงานจลน์ได้ต่อเนื่อง มีองค์ประกอบของแรงลัพธ์ในแนวการเคลื่อนที่
เท่านั้น และงานที่เพิ่มขึ้นของวัตถุก็คืองานขององค์ประกอบของแรงลัพธ์ในแนวทางการเคลื่อนที่ซึ่ง
สอดคล้องกับสูตรของงาน (W=Fs)
เมื่อ kE = พลังงานจลน์ของวัตถุ มีหน่วยเป็นจูล ( J )
m = มวลของวัตถุ มีหน่วยเป็นกิโลกรัม ( Kg )
v = ความเร็วของวัตถุ มีหน่วยเป็นเมตรต่อวินาที ( m/s )
เมื่อ W = งานของวัตถุ มีหน่วยเป็นจูล (J)
kEΔ = พลังงานจลน์ของวัตถุที่เปลี่ยนไป
มีหน่วยเป็นจูล (J)
-7-
13.
ตัวอย่ำง
1. ลูกบอลมวล 1กิโลกรัม ถูกเตะทาให้เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 30 เมตรต่อวินาที
จงหาพลังงานจลน์ของลูกบอลนี้
วิธีทำ จากสมการ 2mv
2
1
kE
=
2
1 (0.5) ( 230 )
= 0.5 x 900
= 450 J
ตอบ ดังนั้น พลังงานจลน์ของลูกบอลมีค่าเท่ากับ 450 จูล
2. ลูกเทนนิสมวล 200 กรัม ตกจากโต๊ะ และกระทบพื้นด้วยอัตราเร็ว 20 เมตรต่อวินาที
หลังจากนั้นกระดอนขึ้นมาด้วยความเร็ว 10 เมตรต่อวินาที จงหา
ก พลังงานจลน์ของลูกเทนนิสก่อนกระทบพื้น
วิธีทำ ก่อนกระทบพื้นลูกเทนนิสมีอัตราเร็ว 20 เมตร/วินาที
จากสมการ 2mv
2
1
kE
2(0.2)(20)
2
1
kE
40JkE
ตอบ พลังงานจลน์ของลูกเทนนิสก่อนกระทบพื้นเท่ากับ 40 จูล
v = 20 m/s
V = 10 m/s
-8-
พลังงำนศักย์ยืดหยุ่น ( ElasticPotential Energy )
คือ พลังงานที่สะสมอยู่ในสปริง อันเนื่องจากระยะยืด หรือหดของสปริงจากสภาพปกติ มีค่า
เท่ากับงานเนื่องจากแรงในสปริงที่จะทาให้วัตถุกลับคืนสู่แนวปกติ เช่นดึงสปริงให้ยืด หนังสติ๊กที่ถูกยืด
ออก
จากการทดลองยึดปลายข้างหนึ่งของสปริงไว้ แล้วใช้เครื่องชั่งสปริงเกี่ยวที่ปลายสปริงอีกข้าง
หนึ่งวางสปริงและเครื่องชั่งสปริงอยู่ตรงขีดศูนย์ของไม้บรรทัด เพิ่มแรงดึงเครื่องชั่งสปริงให้สปริงยืด
ออกครั้งละเท่าๆกัน บันทึกขนาดของแรงดึงกับระยะที่สปริงยืดออกจากตาแหน่งสมดุล แล้วเขียนกราฟ
ระหว่างขนาดของแรงดึง (F) กับระยะทางที่สปริงยืดออก (s) จะได้ดังนี้
จากกราฟ จะได้ F = ks
เมื่อ F คือแรงที่กระทาต่อสปริง มีหน่วยเป็น นิวตัน (N)
k คือค่าคงตัวของสปริง มีหน่วยเป็น นิวตัน/เมตร (N/m)
ขึ้นอยู่กับความแข็งของสปริง สามารถหาได้จากความชันของกราฟ
s คือระยะที่สปริงยืดหรือหดจากตาแหน่งสมดุล มีหน่วยเป็น เมตร (m)
จากกราฟจะสังเกตเห็นว่า แรงที่ดึงสปริงให้ยืดออกนั้นไม่คงตัว แต่เพิ่มขึ้นอย่างสม่าเสมอ
จนถึงตาแหน่งสุดท้ายที่ดึง สมมติว่าใช้แรงดึงเท่ากับ F ทาให้สปริงยืดออก s งานที่ต้องทาในการยืด
สปริงเช่นนั้นเป็นเท่าใด อาจหางานที่กระทาจากแรงเฉลี่ยคูณกับการกระจัดได้ เนื่องจากแรงที่ดึง
เพิ่มขึ้นอย่างสม่าเสมอ
F
s
-14-
20.
ค่าแรงเฉลี่ยจะเท่ากับ
2
0Fและงานที่ได้จึงเป็น
Fs
2
1s
2
0FW
แทนค่า F = ks จะได้ 2ks
2
1W
สมการนี้ก็คือ พื้นที่สามเหลี่ยมใต้กราฟเส้นตรงระหว่าง F และ s นั้นเอง
ถ้าถือว่าสปริงที่ยังไม่ยืดไม่มีพลังงานศักย์ในตัว 2ks
2
1 ก็คือพลังงานศักย์ในสปริงขณะที่สปริงยืด
ออกเป็นระยะ s นั่นเอง พลังงานศักย์นี้นับเป็น พลังงานยืดหยุ่น และสามารถเขียนเป็นสมการได้ว่า
2ks
2
1
pE
เมื่อ pE คือ พลังงานศักย์ยืดหยุ่น มีหน่วยเป็นจูล ( J )
K คือ ค่าคงตัวสปริง มีหน่วยเป็น นิวตันต่อเมตร ( N/m )
s คือ ระยะยืด หรือระยะหดจากตาแหน่งสมดุล มีหน่วยเป็นเมตร ( m )
-15-
21.
ตัวอย่ำง
1. เมื่อออกแรงดึงสปริงให้ยืดจากตาแหน่งสมดุล 0.2เมตร แรงที่ใช้ดึงเป็น 20 นิวตัน ถ้าเพิ่ม
ขนาดของแรงดึงเป็น 60 นิวตัน ขณะนั้นสปริงมีพลังงานศักย์ยืดหยุ่นเท่าใด
แนวคิด เมื่อออกแรงดึงสปริง งานของแรงที่ดึงสปริงเท่ากับพลังงานศักย์ยืดหยุ่นในสปริง
ซึ่งหาได้จาก 2ks
2
1
pE โดย k หาจาก
s
Fk
วิธีทำ จากสมการ F = ks เมื่อ F = 20 N, s = 0.2 m
จะได้ k =
s
F
=
m0.2
N20
= 100 N/m
เมื่อเพิ่มแรงดึงเป็น 60 นิวตัน จะหาระยะยืดออกได้เป็น
s =
k
F
=
N/m100
N60
= 0.6 m
จากสมการ 2ks
2
1
pE
นั่นคือ m)N/m)(0.6(100
2
1
pE
= 18 J
ตอบ ขณะที่สปริงถูกดึงด้วยแรง 60 นิวตัน จะมีพลังงานศักย์ยืดหยุ่นเท่ากับ 18 จูล
-16-