อาหารที่เหมาะสมตามวัย
กินอย่างไรในวัยเด็ก วัยเด็ก คือวัยที่มีอายุระหว่าง  1-12  ปี ร่างกายกำลังสร้างเซลล์ เนื้อเยื่อ กระดูก ฟัน และอวัยวะอื่นๆ เพื่อการเจริญเติบโต ผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องทราบและจัดหาสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของเด็ก ได้แก่
อาหารสำหรับวัยเด็ก เน้นพลังงานและโปรตีน เพราะหากเด็กขาดสารอาหารดังกล่าวจะส่งผลให้เซลล์สมองมีขนาดเล็ก ซึ่งมีผลต่อสติปัญญาและการเรียนรู้ ร่างกายและโครงกระดูกเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เด็กจะมีรูปร่างเล็ก แคระแกร็น ไม่แข็งแรง และเจ็บป่วยบ่อย ซึ่งสารอาหารดังกล่าวพบมากใน ข้าวไม่ขัดขาว ปลา ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง
อาหารสำหรับวัยเด็ก เน้นอาหารที่มีวิตามินเอ และแร่ธาตุให้มาก เพราะ จำเป็นต่อเยื่อบุต่างๆ เช่น นัยน์ตา และผิวหนัง  แหล่ง อาหารสำคัญได้แก่ ผักและผลไม้ เช่น กล้วย มันเทศ  กระถิน แครอท เป็นต้น
อาหารสำหรับวัยใส วัยรุ่น  ( อายุระหว่าง  13-20  ปี )  ซึ่งจัดเป็นช่วงที่เริ่ม เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ในระหว่างนี้เองที่เริ่มมีการ เปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ  และอารมณ์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้าน ร่างกาย ต่อมไร้ท่อต่างๆ ทำงานมากขึ้น มีการ สร้างเซลล์ เลือด ฮอร์โมน และเนื้อเยื่อต่างๆ
อาหารสำหรับวัยรุ่น โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศ เป็นส่วนสำคัญต่อการ เปลี่ยนแปลงของวัยนี้  วัยรุ่นหญิงเริ่มมี ประจำเดือนเฉลี่ย  11-14  ปี ส่วนวัยรุ่นชายเริ่มมี ปัญหาเรื่องสิว วัยนี้ จึงต้องการสารอาหารที่ จำเป็นต่อร่างกาย ดังนี้
อาหารสำหรับวัยรุ่น พลังงาน แร่ธาตุ และโปรตีน วัยรุ่น เป็นวัยที่ชอบทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งใน ด้านการเรียน สังคม กีฬา ดังนั้น ความต้องการพลังงาน แร่ธาตุ และ โปรตีนจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย  โดยเฉพาะโปรตีน เพื่อเสริมสร้าง กล้ามเนื้อ กระดูก เลือด ฮอร์โมน  และเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งสารอาหาร ดังกล่าวพบมากใน ข้าวซ้อมมือ  ปลา ไข่ นม ถั่วเมล็ดแห้ง ผัก และ ผลไม้ทุกชนิด
อาหารสำหรับวัยรุ่น แคลเซียมและธาตุเหล็ก นอกจากวัยรุ่นหญิงที่เริ่มมี ประจำเดือนต้องการธาตุเหล็ก จากอาหารจำพวกผัก ใบเขียว เพื่อทดแทนเลือดที่สูญเสียไปแล้ว ร่างกายยัง ต้องการอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและ ฟัน ตลอดจนการทำงานของระบบต่างๆ วัยนี้จึงควรได้รับ แคลเซียมอย่างเพียงพอ ซึ่งแคลเซียมที่สำคัญได้แก่ นม  ปลาเล็กปลาน้อย และผักใบเขียวทุกชนิด
อาหารสำหรับวัยรุ่น ไอโอดีน วัยรุ่นควรกินอาหารที่มี ไอโอดีนสูง เนื่องจากต่อม ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่ออื่นๆ เริ่มทำงานหนักขึ้น ดังนั้นควร กินอาหารทะเลบ้าง เพื่อป้องกัน โรคคอพอก
อาหารต้านสิวในวัยใส กินผักที่มีวิตามินเอ วัยนี้มักมีปัญหาในเรื่องสิว จึงควร กินผักที่มีวิตามินเอเยอะๆ ได้แก่ ผักใบเขียวทุกชนิด  เช่น ผักบุ้ง คะน้า และผักสีเหลืองจัด ได้แก่ ฟักทอง  มะละกอสุก ลูกพลับ แคนตาลูป  แครอท และมันเทศ
อาหารต้านสิวในวัยใส แร่ธาตุและสังกะสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท  และทะเล สารอาหารดังกล่าวจะช่วยลดการอักเสบและ การติดเชื้อ ทำให้แผลเป็นหายเร็วขึ้น ด้วยการสร้าง เนื้อเยื่อใหม่แทนเซลล์ผิวหนังที่เสียไป ส่วนอาหารที่ทำ ให้เกิดสิวและสิวกำเริบคือ สาหร่ายสีน้ำตาล ผลไม้ที่มี โพแทสเซียม เช่น กล้วย ฝรั่ง เป็นต้น
อาหารต้านสิวในวัยใส ไม่ควรกินอาหารก่อพิษ ได้แก่ ขนมเค้ก ช็อกโกแลต  และขนมหวานอื่นๆ น้ำอัดลม ชา กาแฟ แอลกอฮอล์  และอาหารที่มีไขมันมาก เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน หนังเป็ด  หนังไก่ หรืออาหารทอดในน้ำมันมากๆ เพราะท็อกซิน ในอาหารดังกล่าวจะทำให้ดูแก่ก่อนวัย และเป็นสาเหตุ สำคัญของการเกิดสิว
กินสร้างพลังวัยทำงาน วัยทำงาน  ( อายุระหว่าง  20-59  ปี )  จากนั้นความแข็งแรงของ โครงกระดูก กล้ามเนื้อก็จะเริ่มเสื่อมโทรมลง เริ่มมีริ้วรอย  ผิวหนังเริ่มเหี่ยวย่น ผมเริ่มหงอก คนวัยนี้จึงควรตื่นตัว และ หาวิธีการที่จะชะลอความเสื่อมของร่างกาย  ( โดยเฉพาะวัย  30  ปีขึ้นไป )  ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วิถีชีวิต ทั้งการ ออกกำลังกาย การพักผ่อน และพิถีพิถันในการบริโภค อาหารมากกว่าวัยอื่นๆ เพราะวัยนี้ต้องการสารอาหารเพื่อ ดำรงสภาพและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายเท่านั้น
อาหารสำหรับวัยทอง ส่วนวัยทำงานที่เริ่มเข้าสู่ วัยทอง  ( อายุ  45-60  ปี )  เพราะฮอร์โมนเพศเริ่มทำงานน้อยลง ทำให้มี อาการหงุดหงิดง่าย ร้อนวูบวาบตามตัว และมีโรค ต่างๆ เข้ามารุมเร้าได้ง่าย เช่น โรคกระดูกพรุน โรค เลือด หัวใจ และยังก่อให้เกิดอาการต่างๆร่วมด้วย  เช่น นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย ขาดสมาธิขี้หลง  ขี้ลืม เวียนศีรษะ ใจสั่น เหนื่อยง่าย ปัสสาวะ บ่อย ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถป้องกันได้
*  น้ำตาลในเลือด  ( กลูโคส )  ซึ่งได้จากอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต และสารอาหารสำคัญที่ช่วยเปลี่ยน คาร์โบไฮเดรตให้เป็นกลูโคสได้แก่ วิตามินบีต่างๆ *  วิตามินบี  1  มีส่วนสำคัญในการนำอาหารไปเลี้ยง และบำรุงสมองและระบบประสาทดีมาก อาหารบำรุงสมองและระบบประสาท
อาหารบำรุงสมองและระบบประสาท วิตามินบี  1  พบมากในธัญพืชจำพวก ข้าวกล้อง ข้าว ซ้อมมือ รำข้าว ถั่วต่างๆ งา ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต  กะหล่ำปลี แครอท ถั่วงอก คะน้า ผักกาดหอม มะเขือ  มะเขือเทศ กระเจี๊ยบ ผัก และผลไม้ทุกชนิด
อาหารบำรุงสมองและระบบประสาท ควรเลือกกินปลาแทนเนื้อสัตว์ใหญ่ เพราะมีกรด ไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะน้ำมันปลาซึ่ง ประกอบไปด้วยโอเมก้า -3  จะช่วยให้ระบบการทำงาน ของสมองดีขึ้น ทั้งยังช่วยลดความเครียดและอารมณ์ หดหู่ได้ด้วย
อาหารคลายเครียด เมื่อสมองทำงานหนัก คิดอะไรไม่ออก ร่างกายก็มักจะ เกิดความเครียดตามไปด้วย โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงาน หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ควรกินผลไม้สดระหว่างวัน แทนขนมขบเคี้ยว เช่น ส้ม ฝรั่ง สับปะรด หรือจะคั้น ดื่มแทนก็ได้ เพราะเอนไซม์จากน้ำผลไม้สดจะช่วย เรียกความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าให้ร่างกายได้
อาหารบรรเทาอาการอ่อนเพลีย น้ำอาร์ . ซี . เป็นน้ำที่ดื่มเพื่อความกระปรี้กระเปร่า ช่วย แก้อาการอ่อนเพลีย เพราะมีส่วนประกอบของกลูโคส  ( น้ำตาล )  จากธรรมชาติที่จะช่วยบำรุงสมองและระบบ ประสาทได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถดื่มได้ทั้งวันแทนน้ำ  แต่เวลาที่ดีที่สุดควรเป็นเวลาเช้า เพราะจะช่วยให้ คุณสามารถรับมือกับความอ่อนเพลียตลอดทั้งวัน
ส่วนประกอบของน้ำอาร์ซี • ข้าวแดงจากข้าวซ้อมมือ • ข้าวเหนียวซ้อมมือ  • ข้าวสาลีเม็ด  • ข้าวบาร์เล่ย์  • ข้าวฟ่าง  • ลูกเดือย  • ลูกบัว  • ข้าวโอ๊ต  • น้ำเปล่า สะอาด
ผู้สูงอายุกับอาหารชลอความเสื่อม วัยสูงอายุ  (60  ปีขึ้นไป )  เพราะร่างกาย เริ่มเข้าสู่วัยเสื่อม เป็นวัยที่อวัยวะต่างๆ ทรุดโทรม เซลล์ต่างๆ จะตายและลดจำนวนลง โดยเฉพาะเซลล์สมอง ไต  กล้ามเนื้อ ปอด หัวใจ กระดูกอ่อน และต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง จึงทำให้วัยนี้ต้องการพลังงานก็น้อยลง แม้จะหนีวัยชราไม่พ้น แต่ เราก็สามารถชะลอความเสื่อมของร่างกายได้
เคล็ดลับสร้างสุขกับการกินอาหารของผู้สูงอายุ 1.  กินอาหารร้อนๆ การกินซุปหรือแกงจืดร้อนๆหนึ่งถ้วยก่อนอาหารทุกมื้อ จะช่วยกระตุ้นน้ำย่อยอาหาร ทำให้กินอาหาร ตลอดจนการย่อยอาหารได้ดีขึ้น
2.  อาหารมื้อเช้าสำคัญที่สุด และควรเป็นอาหารที่ให้พลังงานและโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น ปลา เต้าหู้ เห็ด นอกจากนี้ควรมีผัก ผลไม้ วิตามิน และแร่ธาตุ ส่วนมื้อเย็นไม่ควรกินมาก ก่อนนอนควรดื่มเครื่องดื่มร้อนๆสักถ้วย เพื่อช่วยให้นอนหลับสนิท
3.  กินอาหารให้เป็นเวลาสม่ำเสมอ ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง โดยเฉพาะยามเจ็บป่วย เพราะจะทำให้การฟื้นตัวช้าลง ควรกินอาหารให้หลากหลาย  4.  อาหารว่างระหว่างมื้อ จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ อาหารว่างที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุคือ ถั่วเมล็ดแห้งต้มเปื่อย เช่น ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง และผลไม้ เป็นต้น
5.  อาหารอ่อนและเคี้ยวง่าย ผู้สูงอายุมีการหลั่งของน้ำย่อยและน้ำลายน้อยลง จึงควรกินอาหารที่อ่อนและเคี้ยวง่าย กลืนง่าย และย่อยง่าย เช่น ควรต้มผักให้เปื่อย ปั่นให้ละเอียด หรืออาจนำมาใส่ในน้ำซุปในกรณีที่เคี้ยวไม่ได้  6.  กินอาหารรสธรรมชาติ อาหารของคนวัยนี้ไม่ควรมีรสจัดมาก หรือใส่เครื่องปรุงรสมากเกินไป กล่าวคืออาหารของผู้สูงอายุต้องมีรสชาติใกล้เคียงรสธรรมชาติมากที่สุด นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง เช่น อาหารหมักดอง ไข่เค็ม ปลาเค็ม ไส้กรอก
 

อาหารตามวัย

  • 1.
  • 2.
    กินอย่างไรในวัยเด็ก วัยเด็ก คือวัยที่มีอายุระหว่าง 1-12 ปี ร่างกายกำลังสร้างเซลล์ เนื้อเยื่อ กระดูก ฟัน และอวัยวะอื่นๆ เพื่อการเจริญเติบโต ผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องทราบและจัดหาสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของเด็ก ได้แก่
  • 3.
    อาหารสำหรับวัยเด็ก เน้นพลังงานและโปรตีน เพราะหากเด็กขาดสารอาหารดังกล่าวจะส่งผลให้เซลล์สมองมีขนาดเล็กซึ่งมีผลต่อสติปัญญาและการเรียนรู้ ร่างกายและโครงกระดูกเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เด็กจะมีรูปร่างเล็ก แคระแกร็น ไม่แข็งแรง และเจ็บป่วยบ่อย ซึ่งสารอาหารดังกล่าวพบมากใน ข้าวไม่ขัดขาว ปลา ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง
  • 4.
    อาหารสำหรับวัยเด็ก เน้นอาหารที่มีวิตามินเอ และแร่ธาตุให้มากเพราะ จำเป็นต่อเยื่อบุต่างๆ เช่น นัยน์ตา และผิวหนัง  แหล่ง อาหารสำคัญได้แก่ ผักและผลไม้ เช่น กล้วย มันเทศ กระถิน แครอท เป็นต้น
  • 5.
    อาหารสำหรับวัยใส วัยรุ่น ( อายุระหว่าง 13-20 ปี ) ซึ่งจัดเป็นช่วงที่เริ่ม เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ในระหว่างนี้เองที่เริ่มมีการ เปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้าน ร่างกาย ต่อมไร้ท่อต่างๆ ทำงานมากขึ้น มีการ สร้างเซลล์ เลือด ฮอร์โมน และเนื้อเยื่อต่างๆ
  • 6.
    อาหารสำหรับวัยรุ่น โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศ เป็นส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของวัยนี้ วัยรุ่นหญิงเริ่มมี ประจำเดือนเฉลี่ย 11-14 ปี ส่วนวัยรุ่นชายเริ่มมี ปัญหาเรื่องสิว วัยนี้ จึงต้องการสารอาหารที่ จำเป็นต่อร่างกาย ดังนี้
  • 7.
    อาหารสำหรับวัยรุ่น พลังงาน แร่ธาตุและโปรตีน วัยรุ่น เป็นวัยที่ชอบทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งใน ด้านการเรียน สังคม กีฬา ดังนั้น ความต้องการพลังงาน แร่ธาตุ และ โปรตีนจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะโปรตีน เพื่อเสริมสร้าง กล้ามเนื้อ กระดูก เลือด ฮอร์โมน และเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งสารอาหาร ดังกล่าวพบมากใน ข้าวซ้อมมือ ปลา ไข่ นม ถั่วเมล็ดแห้ง ผัก และ ผลไม้ทุกชนิด
  • 8.
    อาหารสำหรับวัยรุ่น แคลเซียมและธาตุเหล็ก นอกจากวัยรุ่นหญิงที่เริ่มมีประจำเดือนต้องการธาตุเหล็ก จากอาหารจำพวกผัก ใบเขียว เพื่อทดแทนเลือดที่สูญเสียไปแล้ว ร่างกายยัง ต้องการอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและ ฟัน ตลอดจนการทำงานของระบบต่างๆ วัยนี้จึงควรได้รับ แคลเซียมอย่างเพียงพอ ซึ่งแคลเซียมที่สำคัญได้แก่ นม ปลาเล็กปลาน้อย และผักใบเขียวทุกชนิด
  • 9.
    อาหารสำหรับวัยรุ่น ไอโอดีน วัยรุ่นควรกินอาหารที่มีไอโอดีนสูง เนื่องจากต่อม ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่ออื่นๆ เริ่มทำงานหนักขึ้น ดังนั้นควร กินอาหารทะเลบ้าง เพื่อป้องกัน โรคคอพอก
  • 10.
    อาหารต้านสิวในวัยใส กินผักที่มีวิตามินเอ วัยนี้มักมีปัญหาในเรื่องสิวจึงควร กินผักที่มีวิตามินเอเยอะๆ ได้แก่ ผักใบเขียวทุกชนิด เช่น ผักบุ้ง คะน้า และผักสีเหลืองจัด ได้แก่ ฟักทอง มะละกอสุก ลูกพลับ แคนตาลูป แครอท และมันเทศ
  • 11.
    อาหารต้านสิวในวัยใส แร่ธาตุและสังกะสี เช่นข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท และทะเล สารอาหารดังกล่าวจะช่วยลดการอักเสบและ การติดเชื้อ ทำให้แผลเป็นหายเร็วขึ้น ด้วยการสร้าง เนื้อเยื่อใหม่แทนเซลล์ผิวหนังที่เสียไป ส่วนอาหารที่ทำ ให้เกิดสิวและสิวกำเริบคือ สาหร่ายสีน้ำตาล ผลไม้ที่มี โพแทสเซียม เช่น กล้วย ฝรั่ง เป็นต้น
  • 12.
    อาหารต้านสิวในวัยใส ไม่ควรกินอาหารก่อพิษ ได้แก่ขนมเค้ก ช็อกโกแลต และขนมหวานอื่นๆ น้ำอัดลม ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ และอาหารที่มีไขมันมาก เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน หนังเป็ด หนังไก่ หรืออาหารทอดในน้ำมันมากๆ เพราะท็อกซิน ในอาหารดังกล่าวจะทำให้ดูแก่ก่อนวัย และเป็นสาเหตุ สำคัญของการเกิดสิว
  • 13.
    กินสร้างพลังวัยทำงาน วัยทำงาน ( อายุระหว่าง 20-59 ปี ) จากนั้นความแข็งแรงของ โครงกระดูก กล้ามเนื้อก็จะเริ่มเสื่อมโทรมลง เริ่มมีริ้วรอย ผิวหนังเริ่มเหี่ยวย่น ผมเริ่มหงอก คนวัยนี้จึงควรตื่นตัว และ หาวิธีการที่จะชะลอความเสื่อมของร่างกาย ( โดยเฉพาะวัย 30 ปีขึ้นไป ) ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วิถีชีวิต ทั้งการ ออกกำลังกาย การพักผ่อน และพิถีพิถันในการบริโภค อาหารมากกว่าวัยอื่นๆ เพราะวัยนี้ต้องการสารอาหารเพื่อ ดำรงสภาพและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายเท่านั้น
  • 14.
    อาหารสำหรับวัยทอง ส่วนวัยทำงานที่เริ่มเข้าสู่ วัยทอง ( อายุ 45-60 ปี ) เพราะฮอร์โมนเพศเริ่มทำงานน้อยลง ทำให้มี อาการหงุดหงิดง่าย ร้อนวูบวาบตามตัว และมีโรค ต่างๆ เข้ามารุมเร้าได้ง่าย เช่น โรคกระดูกพรุน โรค เลือด หัวใจ และยังก่อให้เกิดอาการต่างๆร่วมด้วย เช่น นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย ขาดสมาธิขี้หลง ขี้ลืม เวียนศีรษะ ใจสั่น เหนื่อยง่าย ปัสสาวะ บ่อย ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถป้องกันได้
  • 15.
    * น้ำตาลในเลือด ( กลูโคส ) ซึ่งได้จากอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต และสารอาหารสำคัญที่ช่วยเปลี่ยน คาร์โบไฮเดรตให้เป็นกลูโคสได้แก่ วิตามินบีต่างๆ * วิตามินบี 1 มีส่วนสำคัญในการนำอาหารไปเลี้ยง และบำรุงสมองและระบบประสาทดีมาก อาหารบำรุงสมองและระบบประสาท
  • 16.
    อาหารบำรุงสมองและระบบประสาท วิตามินบี 1 พบมากในธัญพืชจำพวก ข้าวกล้อง ข้าว ซ้อมมือ รำข้าว ถั่วต่างๆ งา ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี แครอท ถั่วงอก คะน้า ผักกาดหอม มะเขือ มะเขือเทศ กระเจี๊ยบ ผัก และผลไม้ทุกชนิด
  • 17.
    อาหารบำรุงสมองและระบบประสาท ควรเลือกกินปลาแทนเนื้อสัตว์ใหญ่ เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะน้ำมันปลาซึ่ง ประกอบไปด้วยโอเมก้า -3 จะช่วยให้ระบบการทำงาน ของสมองดีขึ้น ทั้งยังช่วยลดความเครียดและอารมณ์ หดหู่ได้ด้วย
  • 18.
    อาหารคลายเครียด เมื่อสมองทำงานหนัก คิดอะไรไม่ออกร่างกายก็มักจะ เกิดความเครียดตามไปด้วย โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงาน หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ควรกินผลไม้สดระหว่างวัน แทนขนมขบเคี้ยว เช่น ส้ม ฝรั่ง สับปะรด หรือจะคั้น ดื่มแทนก็ได้ เพราะเอนไซม์จากน้ำผลไม้สดจะช่วย เรียกความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าให้ร่างกายได้
  • 19.
    อาหารบรรเทาอาการอ่อนเพลีย น้ำอาร์ .ซี . เป็นน้ำที่ดื่มเพื่อความกระปรี้กระเปร่า ช่วย แก้อาการอ่อนเพลีย เพราะมีส่วนประกอบของกลูโคส ( น้ำตาล ) จากธรรมชาติที่จะช่วยบำรุงสมองและระบบ ประสาทได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถดื่มได้ทั้งวันแทนน้ำ แต่เวลาที่ดีที่สุดควรเป็นเวลาเช้า เพราะจะช่วยให้ คุณสามารถรับมือกับความอ่อนเพลียตลอดทั้งวัน
  • 20.
    ส่วนประกอบของน้ำอาร์ซี • ข้าวแดงจากข้าวซ้อมมือ• ข้าวเหนียวซ้อมมือ • ข้าวสาลีเม็ด • ข้าวบาร์เล่ย์ • ข้าวฟ่าง • ลูกเดือย • ลูกบัว • ข้าวโอ๊ต • น้ำเปล่า สะอาด
  • 21.
    ผู้สูงอายุกับอาหารชลอความเสื่อม วัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป ) เพราะร่างกาย เริ่มเข้าสู่วัยเสื่อม เป็นวัยที่อวัยวะต่างๆ ทรุดโทรม เซลล์ต่างๆ จะตายและลดจำนวนลง โดยเฉพาะเซลล์สมอง ไต กล้ามเนื้อ ปอด หัวใจ กระดูกอ่อน และต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง จึงทำให้วัยนี้ต้องการพลังงานก็น้อยลง แม้จะหนีวัยชราไม่พ้น แต่ เราก็สามารถชะลอความเสื่อมของร่างกายได้
  • 22.
    เคล็ดลับสร้างสุขกับการกินอาหารของผู้สูงอายุ 1. กินอาหารร้อนๆ การกินซุปหรือแกงจืดร้อนๆหนึ่งถ้วยก่อนอาหารทุกมื้อ จะช่วยกระตุ้นน้ำย่อยอาหาร ทำให้กินอาหาร ตลอดจนการย่อยอาหารได้ดีขึ้น
  • 23.
    2. อาหารมื้อเช้าสำคัญที่สุดและควรเป็นอาหารที่ให้พลังงานและโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น ปลา เต้าหู้ เห็ด นอกจากนี้ควรมีผัก ผลไม้ วิตามิน และแร่ธาตุ ส่วนมื้อเย็นไม่ควรกินมาก ก่อนนอนควรดื่มเครื่องดื่มร้อนๆสักถ้วย เพื่อช่วยให้นอนหลับสนิท
  • 24.
    3. กินอาหารให้เป็นเวลาสม่ำเสมอไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง โดยเฉพาะยามเจ็บป่วย เพราะจะทำให้การฟื้นตัวช้าลง ควรกินอาหารให้หลากหลาย 4. อาหารว่างระหว่างมื้อ จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ อาหารว่างที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุคือ ถั่วเมล็ดแห้งต้มเปื่อย เช่น ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง และผลไม้ เป็นต้น
  • 25.
    5. อาหารอ่อนและเคี้ยวง่ายผู้สูงอายุมีการหลั่งของน้ำย่อยและน้ำลายน้อยลง จึงควรกินอาหารที่อ่อนและเคี้ยวง่าย กลืนง่าย และย่อยง่าย เช่น ควรต้มผักให้เปื่อย ปั่นให้ละเอียด หรืออาจนำมาใส่ในน้ำซุปในกรณีที่เคี้ยวไม่ได้ 6. กินอาหารรสธรรมชาติ อาหารของคนวัยนี้ไม่ควรมีรสจัดมาก หรือใส่เครื่องปรุงรสมากเกินไป กล่าวคืออาหารของผู้สูงอายุต้องมีรสชาติใกล้เคียงรสธรรมชาติมากที่สุด นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง เช่น อาหารหมักดอง ไข่เค็ม ปลาเค็ม ไส้กรอก
  • 26.