การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อํานาจขนาด
กลาง”: กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
จิระโรจน์ มะหมัดกุล
สถาบันการทูตและการต่างประเทศ วิทยาลัยรัฐกิจ
มหาวิทยาลัยรังสิต
รัฐอํานาจขนาดกลาง
 (Middle Power State) Organski และ Kugler อธิบายว่าเป็น
รัฐที่ครอบครองทรัพยากรอันมหาศาล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่จะสามารถช่วยให้รัฐ
นั้นมีอิทธิพลในระดับภูมิภาคได้ ทรัพยากรเหล่านั้น ได้แก่ จํานวนประชากร
ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรการมีสภาพการเมืองที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ
แต่รัฐที่มีอํานาจขนาดกลางนี้ยังไม่สามารถที่จะแข่งขันกับรัฐอภิมหาอํานาจระดับ
โลกที่มีแสนยานุภาพทางทหารและเศรษฐกิจที่เหนือกว่าได้
 ประเทศที่มีอํานาจขนาดกลางจะมีการดําเนินนโยบายต่างประเทศที่เข้มแข็งในเวทีโลก
และเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศเนื่องจากการมีทรัพยากรจํานวนมาก(Kanner,
2001) โดยประเทศ “อํานาจขนาดกลาง” จะมีแนวโน้มไปสู่ความร่วมมือในระดับพหุ
ภาคีมากกว่าเพื่อสามารถร่วมแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างสันติ และประเทศ “อํานาจขนาด
กลาง” นี้จะได้รับความไว้วางใจจากประเทศอื่นๆอันเนื่องมาจากพฤติกรรมในการใช้
นโยบายต่างประเทศที่ใช้วิธีการทางการทูตมากกว่าการใช้กําลังทหาร
ตุรกีกับความเป็นประเทศอํานาจกลาง
 ภายหลังจากการสิ้นสุดของการปกครองภายใต้อาณาจักรออตโตมัน
เมื่อปี 1923 ตุรกีได้พัฒนาประเทศให้ก้าวมาสู่การเป็นหนึ่งในประเทศ
อํานาจขนาดกลางแห่งภูมิภาคเอเชียในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ
 จาก“ผู้ป่วยของยุโรป” กลับก้าวขึ้นมาสู่ประเทศมุสลิมที่พัฒนาแล้ว
แผนที่ประเทศตุรกี
รัฐ-ชาติสมัยใหม่
 ประเทศตุรกียุคใหม่ที่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1923 หรือ
92 ปีที่ผ่านมาโดยการนําของ มุสตาฟา เคมาล อะตาเติร์ก
 ยกเลิกระบอบคีลาฟะฮ์เป็นต้นมา ตุรกีอยู่ภายใต้การปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยที่มีระบบพรรคการเมืองเดียว (one single
party) โดยมี เคมาลอะตาเติร์กเป็นประธานาธิบดีติดต่อกันสี่สมัย
ตั้งแต่ ค.ศ. 1923 ถึง 1935 (12 ปี)
 ตุรกีปรับตัวทางการเมืองอีกครั้งโดยการทดลองใช้ระบบหลายพรรค
การเมือง อย่างไรก็ตามกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของตุรกีก็
ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้ ในช่วงเวลา 37 ปีระหว่าง
ค.ศ. 1960 - 1997 มีการทํารัฐประหาร 5 ครั้ง ทําให้เสถียรภาพ
ทางการเมืองของตุรกีค่อนข้างอ่อนแอและนําไปสู่การสร้างกระบวน
สร้างประชาธิปไตยอีกหลายระลอก
 เลือกตั้งเมื่อปี 2002 ถือเป็นก้าวสําคัญของการเปลี่ยนโฉมการเมืองตุรกีหลังจากการ
ปรับใช้ระบบหลายพรรค ทําให้มีการแข่งขันกันระหว่างพรรคอย่างสร้างสรรค์และเกิด
เสถียรภาพมากขึ้นในกระบวนการทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปัจจุบัน
พรรคยุติธรรมและการพัฒนา (AK Party) ภายใต้การนําของนายกอะฮ์เหม็ด ดา
วูดโอลูก์
การทหารของตุรกี
 ในประวัติศาสตร์การเมืองตุรกี ทหารคือกําลังสําคัญในปกป้องอาณาจักรออตโตมันทุก
ยุคทุกสมัย ในสมัยตุรกียุคใหม่ทหารก็มีบทบาทสําคัญไม่น้อยกว่ากันโดยเฉพาะในการ
เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศ
 มุสตาฟา เคมาล อะตาเติร์ก ซึ่งเติบโตมาจากการเป็นทหารถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนใน
การทําความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและทหารในตุรกี
การทหารของตุรกี (ต่อ)
 ปัจจุบันตุรกีมีศักยภาพด้านการทหารอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศในตะวันออก
กลางและยุโรปตะวันออกโดยมีทหารประจําการทั้งหมดประมาณ 678,617 คน
 ตุรกีเป็นประเทศที่ทุ่มงบประมาณสําหรับการทหารมากที่สุดเป็นเป็นลําดับที่ 15 ของ
โลก
 ในปี 2014 ตุรกียังคงอยู่ในลําดับที่ 15 ของโลกโดยมีงบประมาณ 22.6 พันล้าน
เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็น 2.2% จากตัวเลข GDP ของประเทศ
การทหารของตุรกี (ต่อ)
 แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในตะวันออกกลางในปัจจุบันเริ่ม
บานปลาย ตุรกีมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเพื่อตอบสนอง
ข้อตกลงของ NATO และเพื่อรับมือกับสงครามกลางเมืองในซีเรียและกับรัฐอิสลาม
หรือ ISIS
 ในปี ค.ศ. 2023 ตุรกีมีเป้าหมายในการสร้างอุตสาหกรรมอาวุธแบบครบวงจรเพื่อ
ผลิตอาวุธเป็นของตัวเองตั้งแต่ปืน รถถังไปจนถึงเครื่องบินรบ
เศรษฐกิจของตุรกี
 ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตุรกีหันไปปรับใช้โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ
ตะวันตกโดยการเปิดการค้าเสรีไปพร้อมกับการสร้างกระบวนการประชาธิปโตย
 ตุรกีก็รับช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจผ่านแผนการมาร์แชล (Marshall Plan) ของ
สหรัฐอเมริกาเพื่อการฟื้นฟูยุโรปจากสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตามปัจจัยหลักที่
ทําให้ตุรกีเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันคือการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทาง
เศรษฐกิจยุโรป (OEEC)
เศรษฐกิจของตุรกี (ต่อ)
 ในช่วงปี 2002-2011 ซึ่งเป็นช่วงที่พรรค AK ได้รับเลือกตั้งติดต่อกันสอง
สมัย โดยสภาพเศรษฐกิจมีอัตราการเจริญเติบโตของ GDP อยู่ที่ 5.2
เปอร์เซ็นต์และมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อประชากร (GDP
per capita) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 3,500 เหรียญดอลล่าร์ในปี
2001 เป็น 10,500 เหรียญดอลล่าร์ในปี 2011
 จากการศึกษาของ OECD ตุรกีถือเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว
ที่สุดในประเทศยุโรปในปี 2011 และจะสามารถรักษาอัตราการเจริญเติบโตได้
จนถึงปี 2017
 ตุรกีถูกจัดให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วตามการประเมินของ CIA และเป็น
ประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่โดยการจัดประเภทของ IMF
เศรษฐกิจของตุรกี (ต่อ)
 เศรษฐกิจตุรกีเริ่มชะลอตัวในปี 2013-2015
 โดยมีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น จากปี 2013 9.1 เปอร์เซ็นต์ เป็น 9.9 เปอร์เซ็นต์
ในปี 2014
 อัตราเงินเฟ้อปี 2013 อยู่ที่ 7.5 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเป็น 8.9 เปอร์เซ็นต์ในปี
2014
 ค่าเงินลีร่าของตุรกีลดมูลค่าลงจากเดิมในปี 2013 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ 1.9 ลีร่า
ในปี 2014 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ 2.19 ลีร่า จากการคาดการณ์เศรษฐกิจของตุรกี
ในปัจจุบันค่าเงินลีร่าตุรกีน่าจะมีแนวโน้มลดลงอีกในปี 2016
 อย่างไรก็ตาม หากมองจากปัจจัยเกื้อหนุน เศรษฐกิจตุรกีมีฐานโครงสร้างสาธารณูปโภค
รองรับที่แข็งแกร่งพอสมควร ตุรกีจัดว่าเป็นประเทศที่มีความพร้อมและความสะดวกในด้าน
คมนาคมในระดับดีมาก
 ในเมืองอิสตัลบูลมีรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟลอยฟ้า รถรางรวมกันจํานวน 15 เส้นทาง ในเมือง
อังการ่ามีรถไฟฟ้า 5 เส้นทาง (กําลังก่อสร้างอีก 3 เส้นทาง)ในเมืองอิสมิรมีรถไฟฟ้า 2
เส้นทาง
 ตุรกียังเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเชียและยุโรปผ่านเส้นทางรถไฟอีกด้วย ปัจจุบันตุรกีเปิด
เส้นทางเดินรถไฟจากเมืองอังการ่าไปยังประเทศบัลแกเรีย (Svilengrad,
Dimitrovgrad, Plovdiv, Sofia) โรมาเนีย (Bucharest) และอิหร่าน
(Tehran)
Turkey's new YHT high-
speed train, linking
Ankara, Konya,
Eskişehir and (from July
2014) the outskirts of
Istanbul
โครงข่ายรถไฟของตุรกี
 ในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ตุรกีเป็นสมาชิกของกลุ่ม G20 และมี
ความร่วมมือด้านการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป
(Customs Union Agreement with the EU) รวมถึงกับ
ประเทศในแถบแอฟริกาเหนือ (เช่น โมร็อกโกและอียิปต์) ยุโรปตะวันออก (เช่น
โครเอเชีย) เอเชีย (เช่น เกาหลีใต้) และตะวันออกกลาง (เช่น ปาเลสไตน์และ
อิสราเอล)
 ที่สําคัญตุรกีกลายเป็นคู่แข่งกับจีนในการลงทุนด้านการก่อสร้างสาธารณูปโภคใน
ประเทศแถบแอฟริกา โดยในปี 2014 การค้าแบบข้อตกลงทวิภาคีในทวีป
แอฟริกาทําให้เกิดมูลค่า 23.4 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (Ministry
of Foreign Affairs, Turkey, n.d.)
นโยบายต่างประเทศตุรกี
 ภายหลังจากการก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี ตุรกีได้รับความช่วยเหลือจากประเทศตะวันตก
โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาในการพัฒนาประเทศ นโยบายต่างประเทศของตุรกีเน้นหัน
หน้าเข้าสู่ตะวันตกอย่างเต็มที่
 นโยบายต่างประเทศตุรกีอาจแบ่งได้เป็น 4 ช่วงเวลาหลักๆ
1. ช่วงของเคมาลิสต์และการเข้าหาตะวันตก
2. ช่วงภายใต้การดูแลของกองทัพและเน้นการดําเนินนโยบายแบบโดดเดี่ยว
3. ช่วงยุคประธานาธิบดีโอซาลและนโยบายนีโอออตโตมานช่วงเริ่มต้น
4.ช่วงยุคพรรคอัคและนโยบายการดําเนินความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์แบบหลากมิติ
ช่วงของเคมาลิสต์และการเข้าหาตะวันตก
 ได้พยายามพัฒนาประเทศให้เข้าสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตยและเซคิวล่าร์ โดยที่
สําหรับอะตาเติร์กแม้จะมีแนวคิดของความเป็นชาตินิยม แต่มีความนิยมในแนวทาง
แบบตะวันตก ซึ่งเขาต้องการให้ตุรกีไปสู่จุดที่อยู่ในสภาวะทัดเทียมกับตะวันตก จึงเน้น
การสร้างความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรป ขณะเดียวกันก็เน้นการ
ดําเนินนโยบาย “สันติภาพในประเทศ สันติภาพในโลก”
ช่วงภายใต้การดูแลของกองทัพ
 ยุคต่อมาตั้งแต่ช่วงปี 1960 จนกระทั่งช่วงปี 1980 ตอนต้น ตุรกีเข้าสู่ยุคที่
กองทัพมีอิทธิพลสูงต่อการปกครอง หลังจากเกิดปฏิวัติในปี1960 1971 และ
1980 เมื่อไม่สามารถได้ข้อยุติทางการเมือง หลังจากอํานาจเริ่มกระจายสู่
พรรคการเมืองที่หลากหลายขึ้น กระทั่งนําไปสู่ความขัดแย้งในสังคม จนทําให้
ทหารอาศัยช่องทางนี้ในการเข้ามาปฏิวัติ แม้ว่าจะดําเนินนโยบายต่อจาก
ช่วงแรก แต่เน้นนโยบายโดดเดี่ยวตัวเองมากขึ้น เนื่องจากประเทศตะวันตกต่าง
กดดันให้ตุรกีต้องเข้าสู่กระบวนการทางประชาธิปไตย ซึ่งแรงกดดันนี้เป็นส่วน
หนึ่งที่ทําให้ตุรกีต้องจัดการเลือกตั้งในปี 1982 ซึ่งได้ประธานาธิบดีที่อยู่ภายใต้
การควบคุมของกองทัพอยู่
ช่วงยุคประธานาธิบดีโอซาล
 ประธานาธิบดีโอซาล(Özal) ได้รับตําแหน่งในปี 1989 เป็นต้นมา ก็เป็นอีกหนึ่งจุด
เปลี่ยนของนโยบายต่างประเทศ โดยที่ในยุคนี้นโยบายต่างประเทศตุรกีเริ่มมีการ
กระจายมากยิ่งขึ้น หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง ตุรกีเริ่มเข้าไปมีบทบาทในกลุ่ม
ประเทศตะวันออกกลาง บอลข่าย คอเคซัส ภูมิภาคทะเลดําและแอฟริกามากขึ้น โดย
มองย้อนกลับไปยังอดีตของตุรกี ที่เคยเป็นอาณาจักรออตโตมานที่ยิ่งใหญ่ ความ
ต้องการในการก้าวสู่การเป็นผู้นําแห่งภูมิภาคเริ่มกลับมา พร้อมกับนโยบายการพัฒนา
เศรษฐกิจของประเทศ
ช่วงยุคพรรคอัค (AK)
 จุดเปลี่ยนของการต่างประเทศของตุรกี ที่เริ่มเห็นเด่นชัดและทําให้ตุรกีเข้าสู่การเป็นตัว
แสดงที่สําคัญในเวทีระหว่างประเทศคือ ในช่วงเปลี่ยนผ่านอํานาจสู่พรรคยุติธรรมและ
พัฒนา หรือพรรคอัค ซึ่งหันมาเน้นการดําเนินนโยบายต่างประเทศเชิงสร้างสรรค์แบบ
หลากมิติ จากนโยบายต่างประเทศตุรกีในอดีตเน้นให้ความสําคัญแก่ประเด็นด้านความ
มั่นคงในรูปแบบที่เน้นประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจเป็นหลัก
นโยบายต่างประเทศในปัจจุบัน
 เมื่อพรรคอัคเข้ามาบริหารประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2002 ตุรกีได้ขยายขอบเขตการ
ดําเนินนโยบายต่างประเทศที่เน้นประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากตะวันตก
มากขึ้น
 เมื่อครั้งดาวุดโอก์ลู นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน อยู่ในตําแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการ
ต่างประเทศ นั่นคือ นโยบายการปราศจากปัญหากับเพื่อนบ้าน (‘zero problems’
with neighbors) และพัฒนาความสัมพันธ์กับภูมิภาคใกล้เคียงและกระจายออกไป
 แม้ว่าต่อมาจะเล็งเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านล้วนแล้วแต่มีปัญหาที่ทําให้การไม่มีปัญหากับเพื่อน
บ้านนั้นมีความยากลําบาก จึงหันมาใช้ นโยบายการร่วมมือให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
 นโยบายต่างประเทศใหม่ของตุรกีนี้ ไม่เน้นการดําเนินความสัมพันธ์ในมิติความมั่นคงเช่นเดิม
อีกต่อไป หากแต่ยังให้ความสําคัญต่อประเด็นอื่นๆ เช่น วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สันติภาพและ
การช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม เป็นต้น
นโยบายต่างประเทศในปัจจุบัน (ต่อ)
 การดําเนินนโยบายต่างประเทศของตุรกียังมีอีกหนึ่งลักษณะเฉพาะคือ มีความเป็น
อิสระ และไม่มีความเป็นศัตรูถาวรในทุกด้าน หากแต่ถ้ามีความจําเป็นที่จะต้องร่วมมือ
ในประเด็น ก็จะร่วมมือ และประเด็นใดที่จําเป็นต้องแสดงจุดยืนการต่อต้านโดยเฉพาะ
ต่อประเทศมุสลิมและภูมิภาคใกล้เคียง ก็จะต่อต้านอย่างแข็งกร้าว เช่น จุดยืนของตุรกี
ต่อจีน แม้ว่าตุรกีจะต่อต้านมาตรการของจีนต่อชาวอุยกูรเติร์กในซินเจียง แต่ก็ยังคงมี
การดําเนินนโยบายทางเศรษฐกิจกับจีน
นโยบายต่างประเทศในปัจจุบัน (ต่อ)
 เสนอแนวทางเลือกในการเป็นประเทศพึ่งพิงที่นอกเหนือจากประเทศตะวันตก
ขณะเดียวกันก็เน้นการพัฒนาให้มีมาตรฐานทัดเทียมกับประเทศตะวันตกและ
ยุโรป
 การนําเอาความเป็นเอเชียและความเป็นมุสลิมกลับมา จึงเริ่มแสดงบทบาทนําใน
ประเทศที่มีลักษณะทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกันนี้ได้ นอกจากนั้น ความเป็นพรรค
การเมืองที่มีนโยบายอยู่บนฐานของความเป็นอิสลาม ทําให้การดําเนินนโยบาย
ของพรรคอัคในช่วงหลัง ถูกมองว่าเป็นแนวทาง “นีโอออตโตมาน” ที่ชัดเจนขึ้น
กว่ายุคก่อนหน้า ซึ่งออตโตมานเดิมในอดีตเคยเป็นอาณาจักรที่ปกครองโลก
มุสลิมมาก่อน ความรู้สึกเช่นนี้จึงถ่ายทอดมาสู่ตุรกีในยุคปัจจุบันที่กําลังแสวงหา
จุดยืนที่เป็นผู้นําอีกครั้ง
การทูตพหุภาคีต่างๆ
 ในกรอบขององค์กรระหว่างประเทศปัจจุบันตุรกีเป็นประเทศสมาชิก OSCE,
Council of Europe, OIC, CICA, NATO, G20 เป็นสมาชิกไม่
ถาวรของ UNSC วาระปี 2552-2553
 และยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศ MIKTA (เม็กซิโก, อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้,
ตุรกี และออสเตรเลีย) ที่เกิดขึ้นในปี 2013 จากกลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิก G20 เดิม
ซึ่งมีเป้าหมายในการคานอํานาจกับประเทศตะวันตก พัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน และก้าว
สู่ประเทศที่เป็นอํานาจกลางของโลก
 รวมถึงการร่วมมือกันภายใต้กลุ่ม MINT (Mexico, Indonesia,
Nigeria, Turkey) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศร่วมกัน
สภาพสังคมตุรกี
 ประชากรหลักของประเทศจะนับถือศาสนาอิสลาม แบบสํานักคิดฮานาฟี ในแนวทาง
ซุนนี่เป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็มีผู้คนที่นับถือในแนวคิดอาลาวี และชีอะห์ รวมถึงซู
ฟี อยู่จํานวนหนึ่ง โดยที่หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วมีมุสลิม 99.8% ของประชากร
ทั้งหมด และศาสนาอื่นๆ อีกเพียง 0.2%
 ประชากรทั้งหมดของประเทศในปี 2014 มีจํานวน 77,695,904 คน โดยที่
ประชาชนมีอัตราส่วนในการอยู่ในเมืองถึง 91.8%ขณะที่อยู่ในหมู่บ้าน 8.2% ของ
จํานวนประชากรทั้งหมด โดยที่ประชากร 18.5% อาศัยในเมืองอิสตันบูล ตามด้วย
อังการ่า อิสมีร และอันทาเลีย ตามลําดับ
สภาพสังคมตุรกี (ต่อ)
 ในแง่ของสังคมการเมืองตุรกีเป็นประเทศที่ถือว่าสังคมได้มีการถูกทําให้มีความเป็น
ประชาธิปไตย ด้วยกับระบบพรรคหลายพรรคที่เกิดขึ้น การมีการเลือกตั้งได้อย่างอิสระ
และก้าวข้ามผ่านอิทธิพลของทหารในการเข้าสู่กรอบทางการเมือง ซึ่งได้เคยเกิดการ
ปฏิวัติโดยกองทัพเมื่อปี 1960, 1971, 1980 และครั้งสุดท้ายในปี 1997
 กลุ่มเคมาลิสต์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมได้มีส่วนสําคัญในการสร้างสาธารณรัฐตุรกี และ
เน้นความเป็นเติร์ก ในขณะที่กลุ่มอื่นที่มีอยู่ในสังคมตุรกี ไม่ว่าจะเป็นชาวเคิร์ด ชาวอา
ลาวี ตลอดจนชาวกรีกและชาวอามาเนียซึ่งไม่ใช่มุสลิมก็ถูกกระบวนการทําให้
กลมกลืนของกลุ่มนี้ ทําให้ความเป็นอื่นที่ปรากฏในสังคมตุรกีไม่เป็นที่ยอมรับใน
ช่วงเวลาหนึ่ง กระทั่งนําไปสู่ปัญหาความขัดแย้งภายใน โดยเฉพาะระหว่างชาวเติร์ก
และชาวเคิร์ด ซึ่งมีการปะทะกันของอัตลักษณ์ที่ต่างกับภาวะของความเป็นรัฐชาติ
สภาพสังคมตุรกี (ต่อ)
 ในช่วงก่อนที่พรรคอัคจะเข้าสู่อํานาจแม้ว่ามุสลิมที่ปฏิบัติตามหลักการศาสนาก็ถูกห้าม
ไม่ให้ประกอบศาสนกิจในพื้นที่สาธารณะ ด้วยกับแนวคิดที่พยายามจะเปลี่ยนประเทศ
ให้เป็นเซคิวล่าร์ หรือ การแยกศาสนาออกจากการเมือง
 ด้วยกับบริบทเชื้อชาติเดิมและกระบวนการผสมกลมกลืนนี้ก็ทําให้ปัจจุบันความเป็น
มุสลิมของคนตุรกีนั้นมีความแตกต่างกันออกไป นับตั้งแต่ประกอบศาสนกิจอย่าง
เคร่งครัด ไปจนถึงการไม่สนใจในหลักการทางศาสนาเลย
 ด้วยกับภาวะเช่นนี้จึงทําให้ยังคงมีการต่อสู้ทางอัตลักษณ์ของความเป็นมุสลิมในพื้นที่
สาธารณะ โดยเฉพาะการกีดกันเรื่องการสวมฮิญาบของสตรีชาวมุสลิม ซึ่งได้มีการห้าม
ในช่วงเวลาหนึ่ง กระทั่งมีความพยายามเรียกร้องให้มีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงอัต
ลักษณ์ทางศาสนาในพื้นที่สาธารณะมากขึ้นในช่วงพรรคอัคอยู่ในอํานาจ
ปัญหาและข้อท้าทาย
 สําหรับ ภายในประเทศ ตุรกียังคงเผชิญกับความไม่มั่นคงของการเมืองภายใน ไม่ว่า
จากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน
กลุ่มอิสลามมิสต์และกลุ่มเซคคิวล่าริสต์รวมไปถึงกลุ่มเคมาลิสต์และกลุ่มชาตินิยมที่
ยังคงมีการปะทะการตลอดมา
 ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวเติร์กและชาวเคิร์ด
 การว่างงานซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2015 ตุรกีมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 9.3%
 แรงกดดันและอิทธิพลจากต่างชาติ โดยเฉพาะมหาอํานาจ อย่างสหรัฐอเมริกา
 ภัยจากกลุ่ม ISIS, สงครามในซีเรีย, กลุ่มติดอาวุธเคิร์ดที่อยู่ในอิรักและซีเรีย, ความ
พยายามในการขึ้นมามีบทบาทของชีอะห์และอิหร่าน เป็นต้น
บทสรุป
 ตุรกีวางตําแหน่งแห่งที่ของตนภายใต้กรอบประเทศอํานาจขนาดกลางมาตั้งแต่หลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2
 แต่อิทธิพลของตุรกีในฐานะประเทศอํานาจขนาดกลางผันผวนตามพลวัตของการเมือง
ภายในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศ
 ปัจจุบันการเมืองตุรกีมีเสถียรภาพทางการเมืองมากพอสมควร ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิด
รัฐประหารแม้จะมีกองกําลังขนาดใหญ่และมีอุตสาหกรรมด้านอาวุธเป็นของตัวเอง
 นอกจากนั้นตุรกียังประสบกับความท้าทายจากภาวะการเมืองภายในและการเมือง
ระหว่างประเทศ แต่ก็ดูเหมือนว่าตุรกีจะสามารถก้าวข้ามไปได้ด้วยฐานของสังคมที่เป็น
ประชาธิปไตย
 ในด้านเศรษฐกิจตุรกีจัดอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงและมีอัตราการ
เติบโตเศรษฐกิจต่อเนื่องมาหลายปี แม้ในปี 2014 จะประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว
แต่ตุรกีมีจุดแข็งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและเป็นชุดเชื่อมต่อระหว่างทวีป
เอเชียและยุโรปทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยวและมิติทางภูมิรัฐศาสตร์
 นอกจากนั้นตุรกียังมีนโยบายต่างประเทศที่เอื้อต่อการสร้างมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน
ดําเนินนโยบายเชิงสร้างสรรค์กับทุกภูมิภาคและเป็นอิสระจากตะวันตกมากขึ้น
 การเข้ามาบริหารประเทศของพรรค AK แม้ว่าจะเผชิญกับข้อท้าทายมากมาย แต่ก็
นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งมิติใหม่ในการหล่อรวมพลังทางการเมืองกับค่านิยมแบบอิสลามบน
เส้นทางกระบวนการสร้างประชาธิปไตยโดยเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
ทั้งนี้ตุรกีได้ก้าวมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่และเป็นประเทศมุสลิมหนึ่งเดียวที่
CIA จัดให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น "อำนาจขนาดกลาง" กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี แ

  • 1.
    การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อํานาจขนาด กลาง”: กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซียตุรกี และบราซิล จิระโรจน์ มะหมัดกุล สถาบันการทูตและการต่างประเทศ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 2.
    รัฐอํานาจขนาดกลาง  (Middle PowerState) Organski และ Kugler อธิบายว่าเป็น รัฐที่ครอบครองทรัพยากรอันมหาศาล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่จะสามารถช่วยให้รัฐ นั้นมีอิทธิพลในระดับภูมิภาคได้ ทรัพยากรเหล่านั้น ได้แก่ จํานวนประชากร ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรการมีสภาพการเมืองที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ แต่รัฐที่มีอํานาจขนาดกลางนี้ยังไม่สามารถที่จะแข่งขันกับรัฐอภิมหาอํานาจระดับ โลกที่มีแสนยานุภาพทางทหารและเศรษฐกิจที่เหนือกว่าได้
  • 3.
     ประเทศที่มีอํานาจขนาดกลางจะมีการดําเนินนโยบายต่างประเทศที่เข้มแข็งในเวทีโลก และเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศเนื่องจากการมีทรัพยากรจํานวนมาก(Kanner, 2001) โดยประเทศ“อํานาจขนาดกลาง” จะมีแนวโน้มไปสู่ความร่วมมือในระดับพหุ ภาคีมากกว่าเพื่อสามารถร่วมแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างสันติ และประเทศ “อํานาจขนาด กลาง” นี้จะได้รับความไว้วางใจจากประเทศอื่นๆอันเนื่องมาจากพฤติกรรมในการใช้ นโยบายต่างประเทศที่ใช้วิธีการทางการทูตมากกว่าการใช้กําลังทหาร
  • 4.
    ตุรกีกับความเป็นประเทศอํานาจกลาง  ภายหลังจากการสิ้นสุดของการปกครองภายใต้อาณาจักรออตโตมัน เมื่อปี 1923ตุรกีได้พัฒนาประเทศให้ก้าวมาสู่การเป็นหนึ่งในประเทศ อํานาจขนาดกลางแห่งภูมิภาคเอเชียในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ  จาก“ผู้ป่วยของยุโรป” กลับก้าวขึ้นมาสู่ประเทศมุสลิมที่พัฒนาแล้ว
  • 5.
  • 6.
    รัฐ-ชาติสมัยใหม่  ประเทศตุรกียุคใหม่ที่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 29ตุลาคม ค.ศ. 1923 หรือ 92 ปีที่ผ่านมาโดยการนําของ มุสตาฟา เคมาล อะตาเติร์ก  ยกเลิกระบอบคีลาฟะฮ์เป็นต้นมา ตุรกีอยู่ภายใต้การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยที่มีระบบพรรคการเมืองเดียว (one single party) โดยมี เคมาลอะตาเติร์กเป็นประธานาธิบดีติดต่อกันสี่สมัย ตั้งแต่ ค.ศ. 1923 ถึง 1935 (12 ปี)
  • 7.
     ตุรกีปรับตัวทางการเมืองอีกครั้งโดยการทดลองใช้ระบบหลายพรรค การเมือง อย่างไรก็ตามกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของตุรกีก็ ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้ในช่วงเวลา 37 ปีระหว่าง ค.ศ. 1960 - 1997 มีการทํารัฐประหาร 5 ครั้ง ทําให้เสถียรภาพ ทางการเมืองของตุรกีค่อนข้างอ่อนแอและนําไปสู่การสร้างกระบวน สร้างประชาธิปไตยอีกหลายระลอก
  • 8.
     เลือกตั้งเมื่อปี 2002ถือเป็นก้าวสําคัญของการเปลี่ยนโฉมการเมืองตุรกีหลังจากการ ปรับใช้ระบบหลายพรรค ทําให้มีการแข่งขันกันระหว่างพรรคอย่างสร้างสรรค์และเกิด เสถียรภาพมากขึ้นในกระบวนการทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปัจจุบัน พรรคยุติธรรมและการพัฒนา (AK Party) ภายใต้การนําของนายกอะฮ์เหม็ด ดา วูดโอลูก์
  • 9.
    การทหารของตุรกี  ในประวัติศาสตร์การเมืองตุรกี ทหารคือกําลังสําคัญในปกป้องอาณาจักรออตโตมันทุก ยุคทุกสมัยในสมัยตุรกียุคใหม่ทหารก็มีบทบาทสําคัญไม่น้อยกว่ากันโดยเฉพาะในการ เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศ  มุสตาฟา เคมาล อะตาเติร์ก ซึ่งเติบโตมาจากการเป็นทหารถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนใน การทําความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและทหารในตุรกี
  • 10.
    การทหารของตุรกี (ต่อ)  ปัจจุบันตุรกีมีศักยภาพด้านการทหารอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศในตะวันออก กลางและยุโรปตะวันออกโดยมีทหารประจําการทั้งหมดประมาณ678,617 คน  ตุรกีเป็นประเทศที่ทุ่มงบประมาณสําหรับการทหารมากที่สุดเป็นเป็นลําดับที่ 15 ของ โลก  ในปี 2014 ตุรกียังคงอยู่ในลําดับที่ 15 ของโลกโดยมีงบประมาณ 22.6 พันล้าน เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็น 2.2% จากตัวเลข GDP ของประเทศ
  • 11.
    การทหารของตุรกี (ต่อ)  แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในตะวันออกกลางในปัจจุบันเริ่ม บานปลายตุรกีมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเพื่อตอบสนอง ข้อตกลงของ NATO และเพื่อรับมือกับสงครามกลางเมืองในซีเรียและกับรัฐอิสลาม หรือ ISIS  ในปี ค.ศ. 2023 ตุรกีมีเป้าหมายในการสร้างอุตสาหกรรมอาวุธแบบครบวงจรเพื่อ ผลิตอาวุธเป็นของตัวเองตั้งแต่ปืน รถถังไปจนถึงเครื่องบินรบ
  • 12.
    เศรษฐกิจของตุรกี  ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตุรกีหันไปปรับใช้โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ ตะวันตกโดยการเปิดการค้าเสรีไปพร้อมกับการสร้างกระบวนการประชาธิปโตย ตุรกีก็รับช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจผ่านแผนการมาร์แชล (Marshall Plan) ของ สหรัฐอเมริกาเพื่อการฟื้นฟูยุโรปจากสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตามปัจจัยหลักที่ ทําให้ตุรกีเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันคือการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทาง เศรษฐกิจยุโรป (OEEC)
  • 13.
    เศรษฐกิจของตุรกี (ต่อ)  ในช่วงปี2002-2011 ซึ่งเป็นช่วงที่พรรค AK ได้รับเลือกตั้งติดต่อกันสอง สมัย โดยสภาพเศรษฐกิจมีอัตราการเจริญเติบโตของ GDP อยู่ที่ 5.2 เปอร์เซ็นต์และมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อประชากร (GDP per capita) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 3,500 เหรียญดอลล่าร์ในปี 2001 เป็น 10,500 เหรียญดอลล่าร์ในปี 2011  จากการศึกษาของ OECD ตุรกีถือเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว ที่สุดในประเทศยุโรปในปี 2011 และจะสามารถรักษาอัตราการเจริญเติบโตได้ จนถึงปี 2017  ตุรกีถูกจัดให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วตามการประเมินของ CIA และเป็น ประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่โดยการจัดประเภทของ IMF
  • 14.
    เศรษฐกิจของตุรกี (ต่อ)  เศรษฐกิจตุรกีเริ่มชะลอตัวในปี2013-2015  โดยมีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น จากปี 2013 9.1 เปอร์เซ็นต์ เป็น 9.9 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2014  อัตราเงินเฟ้อปี 2013 อยู่ที่ 7.5 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเป็น 8.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2014  ค่าเงินลีร่าของตุรกีลดมูลค่าลงจากเดิมในปี 2013 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ 1.9 ลีร่า ในปี 2014 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ 2.19 ลีร่า จากการคาดการณ์เศรษฐกิจของตุรกี ในปัจจุบันค่าเงินลีร่าตุรกีน่าจะมีแนวโน้มลดลงอีกในปี 2016
  • 15.
     อย่างไรก็ตาม หากมองจากปัจจัยเกื้อหนุนเศรษฐกิจตุรกีมีฐานโครงสร้างสาธารณูปโภค รองรับที่แข็งแกร่งพอสมควร ตุรกีจัดว่าเป็นประเทศที่มีความพร้อมและความสะดวกในด้าน คมนาคมในระดับดีมาก  ในเมืองอิสตัลบูลมีรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟลอยฟ้า รถรางรวมกันจํานวน 15 เส้นทาง ในเมือง อังการ่ามีรถไฟฟ้า 5 เส้นทาง (กําลังก่อสร้างอีก 3 เส้นทาง)ในเมืองอิสมิรมีรถไฟฟ้า 2 เส้นทาง  ตุรกียังเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเชียและยุโรปผ่านเส้นทางรถไฟอีกด้วย ปัจจุบันตุรกีเปิด เส้นทางเดินรถไฟจากเมืองอังการ่าไปยังประเทศบัลแกเรีย (Svilengrad, Dimitrovgrad, Plovdiv, Sofia) โรมาเนีย (Bucharest) และอิหร่าน (Tehran)
  • 16.
    Turkey's new YHThigh- speed train, linking Ankara, Konya, Eskişehir and (from July 2014) the outskirts of Istanbul
  • 17.
  • 18.
     ในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ตุรกีเป็นสมาชิกของกลุ่มG20 และมี ความร่วมมือด้านการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (Customs Union Agreement with the EU) รวมถึงกับ ประเทศในแถบแอฟริกาเหนือ (เช่น โมร็อกโกและอียิปต์) ยุโรปตะวันออก (เช่น โครเอเชีย) เอเชีย (เช่น เกาหลีใต้) และตะวันออกกลาง (เช่น ปาเลสไตน์และ อิสราเอล)  ที่สําคัญตุรกีกลายเป็นคู่แข่งกับจีนในการลงทุนด้านการก่อสร้างสาธารณูปโภคใน ประเทศแถบแอฟริกา โดยในปี 2014 การค้าแบบข้อตกลงทวิภาคีในทวีป แอฟริกาทําให้เกิดมูลค่า 23.4 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (Ministry of Foreign Affairs, Turkey, n.d.)
  • 19.
    นโยบายต่างประเทศตุรกี  ภายหลังจากการก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี ตุรกีได้รับความช่วยเหลือจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาในการพัฒนาประเทศนโยบายต่างประเทศของตุรกีเน้นหัน หน้าเข้าสู่ตะวันตกอย่างเต็มที่  นโยบายต่างประเทศตุรกีอาจแบ่งได้เป็น 4 ช่วงเวลาหลักๆ 1. ช่วงของเคมาลิสต์และการเข้าหาตะวันตก 2. ช่วงภายใต้การดูแลของกองทัพและเน้นการดําเนินนโยบายแบบโดดเดี่ยว 3. ช่วงยุคประธานาธิบดีโอซาลและนโยบายนีโอออตโตมานช่วงเริ่มต้น 4.ช่วงยุคพรรคอัคและนโยบายการดําเนินความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์แบบหลากมิติ
  • 20.
    ช่วงของเคมาลิสต์และการเข้าหาตะวันตก  ได้พยายามพัฒนาประเทศให้เข้าสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตยและเซคิวล่าร์ โดยที่ สําหรับอะตาเติร์กแม้จะมีแนวคิดของความเป็นชาตินิยมแต่มีความนิยมในแนวทาง แบบตะวันตก ซึ่งเขาต้องการให้ตุรกีไปสู่จุดที่อยู่ในสภาวะทัดเทียมกับตะวันตก จึงเน้น การสร้างความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรป ขณะเดียวกันก็เน้นการ ดําเนินนโยบาย “สันติภาพในประเทศ สันติภาพในโลก”
  • 21.
    ช่วงภายใต้การดูแลของกองทัพ  ยุคต่อมาตั้งแต่ช่วงปี 1960จนกระทั่งช่วงปี 1980 ตอนต้น ตุรกีเข้าสู่ยุคที่ กองทัพมีอิทธิพลสูงต่อการปกครอง หลังจากเกิดปฏิวัติในปี1960 1971 และ 1980 เมื่อไม่สามารถได้ข้อยุติทางการเมือง หลังจากอํานาจเริ่มกระจายสู่ พรรคการเมืองที่หลากหลายขึ้น กระทั่งนําไปสู่ความขัดแย้งในสังคม จนทําให้ ทหารอาศัยช่องทางนี้ในการเข้ามาปฏิวัติ แม้ว่าจะดําเนินนโยบายต่อจาก ช่วงแรก แต่เน้นนโยบายโดดเดี่ยวตัวเองมากขึ้น เนื่องจากประเทศตะวันตกต่าง กดดันให้ตุรกีต้องเข้าสู่กระบวนการทางประชาธิปไตย ซึ่งแรงกดดันนี้เป็นส่วน หนึ่งที่ทําให้ตุรกีต้องจัดการเลือกตั้งในปี 1982 ซึ่งได้ประธานาธิบดีที่อยู่ภายใต้ การควบคุมของกองทัพอยู่
  • 22.
    ช่วงยุคประธานาธิบดีโอซาล  ประธานาธิบดีโอซาล(Özal) ได้รับตําแหน่งในปี1989 เป็นต้นมา ก็เป็นอีกหนึ่งจุด เปลี่ยนของนโยบายต่างประเทศ โดยที่ในยุคนี้นโยบายต่างประเทศตุรกีเริ่มมีการ กระจายมากยิ่งขึ้น หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง ตุรกีเริ่มเข้าไปมีบทบาทในกลุ่ม ประเทศตะวันออกกลาง บอลข่าย คอเคซัส ภูมิภาคทะเลดําและแอฟริกามากขึ้น โดย มองย้อนกลับไปยังอดีตของตุรกี ที่เคยเป็นอาณาจักรออตโตมานที่ยิ่งใหญ่ ความ ต้องการในการก้าวสู่การเป็นผู้นําแห่งภูมิภาคเริ่มกลับมา พร้อมกับนโยบายการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศ
  • 23.
    ช่วงยุคพรรคอัค (AK)  จุดเปลี่ยนของการต่างประเทศของตุรกีที่เริ่มเห็นเด่นชัดและทําให้ตุรกีเข้าสู่การเป็นตัว แสดงที่สําคัญในเวทีระหว่างประเทศคือ ในช่วงเปลี่ยนผ่านอํานาจสู่พรรคยุติธรรมและ พัฒนา หรือพรรคอัค ซึ่งหันมาเน้นการดําเนินนโยบายต่างประเทศเชิงสร้างสรรค์แบบ หลากมิติ จากนโยบายต่างประเทศตุรกีในอดีตเน้นให้ความสําคัญแก่ประเด็นด้านความ มั่นคงในรูปแบบที่เน้นประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจเป็นหลัก
  • 24.
    นโยบายต่างประเทศในปัจจุบัน  เมื่อพรรคอัคเข้ามาบริหารประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2002ตุรกีได้ขยายขอบเขตการ ดําเนินนโยบายต่างประเทศที่เน้นประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากตะวันตก มากขึ้น  เมื่อครั้งดาวุดโอก์ลู นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน อยู่ในตําแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการ ต่างประเทศ นั่นคือ นโยบายการปราศจากปัญหากับเพื่อนบ้าน (‘zero problems’ with neighbors) และพัฒนาความสัมพันธ์กับภูมิภาคใกล้เคียงและกระจายออกไป  แม้ว่าต่อมาจะเล็งเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านล้วนแล้วแต่มีปัญหาที่ทําให้การไม่มีปัญหากับเพื่อน บ้านนั้นมีความยากลําบาก จึงหันมาใช้ นโยบายการร่วมมือให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้  นโยบายต่างประเทศใหม่ของตุรกีนี้ ไม่เน้นการดําเนินความสัมพันธ์ในมิติความมั่นคงเช่นเดิม อีกต่อไป หากแต่ยังให้ความสําคัญต่อประเด็นอื่นๆ เช่น วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สันติภาพและ การช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม เป็นต้น
  • 25.
    นโยบายต่างประเทศในปัจจุบัน (ต่อ)  การดําเนินนโยบายต่างประเทศของตุรกียังมีอีกหนึ่งลักษณะเฉพาะคือมีความเป็น อิสระ และไม่มีความเป็นศัตรูถาวรในทุกด้าน หากแต่ถ้ามีความจําเป็นที่จะต้องร่วมมือ ในประเด็น ก็จะร่วมมือ และประเด็นใดที่จําเป็นต้องแสดงจุดยืนการต่อต้านโดยเฉพาะ ต่อประเทศมุสลิมและภูมิภาคใกล้เคียง ก็จะต่อต้านอย่างแข็งกร้าว เช่น จุดยืนของตุรกี ต่อจีน แม้ว่าตุรกีจะต่อต้านมาตรการของจีนต่อชาวอุยกูรเติร์กในซินเจียง แต่ก็ยังคงมี การดําเนินนโยบายทางเศรษฐกิจกับจีน
  • 26.
    นโยบายต่างประเทศในปัจจุบัน (ต่อ)  เสนอแนวทางเลือกในการเป็นประเทศพึ่งพิงที่นอกเหนือจากประเทศตะวันตก ขณะเดียวกันก็เน้นการพัฒนาให้มีมาตรฐานทัดเทียมกับประเทศตะวันตกและ ยุโรป การนําเอาความเป็นเอเชียและความเป็นมุสลิมกลับมา จึงเริ่มแสดงบทบาทนําใน ประเทศที่มีลักษณะทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกันนี้ได้ นอกจากนั้น ความเป็นพรรค การเมืองที่มีนโยบายอยู่บนฐานของความเป็นอิสลาม ทําให้การดําเนินนโยบาย ของพรรคอัคในช่วงหลัง ถูกมองว่าเป็นแนวทาง “นีโอออตโตมาน” ที่ชัดเจนขึ้น กว่ายุคก่อนหน้า ซึ่งออตโตมานเดิมในอดีตเคยเป็นอาณาจักรที่ปกครองโลก มุสลิมมาก่อน ความรู้สึกเช่นนี้จึงถ่ายทอดมาสู่ตุรกีในยุคปัจจุบันที่กําลังแสวงหา จุดยืนที่เป็นผู้นําอีกครั้ง
  • 27.
    การทูตพหุภาคีต่างๆ  ในกรอบขององค์กรระหว่างประเทศปัจจุบันตุรกีเป็นประเทศสมาชิก OSCE, Councilof Europe, OIC, CICA, NATO, G20 เป็นสมาชิกไม่ ถาวรของ UNSC วาระปี 2552-2553  และยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศ MIKTA (เม็กซิโก, อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้, ตุรกี และออสเตรเลีย) ที่เกิดขึ้นในปี 2013 จากกลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิก G20 เดิม ซึ่งมีเป้าหมายในการคานอํานาจกับประเทศตะวันตก พัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน และก้าว สู่ประเทศที่เป็นอํานาจกลางของโลก  รวมถึงการร่วมมือกันภายใต้กลุ่ม MINT (Mexico, Indonesia, Nigeria, Turkey) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศร่วมกัน
  • 28.
    สภาพสังคมตุรกี  ประชากรหลักของประเทศจะนับถือศาสนาอิสลาม แบบสํานักคิดฮานาฟีในแนวทาง ซุนนี่เป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็มีผู้คนที่นับถือในแนวคิดอาลาวี และชีอะห์ รวมถึงซู ฟี อยู่จํานวนหนึ่ง โดยที่หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วมีมุสลิม 99.8% ของประชากร ทั้งหมด และศาสนาอื่นๆ อีกเพียง 0.2%  ประชากรทั้งหมดของประเทศในปี 2014 มีจํานวน 77,695,904 คน โดยที่ ประชาชนมีอัตราส่วนในการอยู่ในเมืองถึง 91.8%ขณะที่อยู่ในหมู่บ้าน 8.2% ของ จํานวนประชากรทั้งหมด โดยที่ประชากร 18.5% อาศัยในเมืองอิสตันบูล ตามด้วย อังการ่า อิสมีร และอันทาเลีย ตามลําดับ
  • 29.
    สภาพสังคมตุรกี (ต่อ)  ในแง่ของสังคมการเมืองตุรกีเป็นประเทศที่ถือว่าสังคมได้มีการถูกทําให้มีความเป็น ประชาธิปไตยด้วยกับระบบพรรคหลายพรรคที่เกิดขึ้น การมีการเลือกตั้งได้อย่างอิสระ และก้าวข้ามผ่านอิทธิพลของทหารในการเข้าสู่กรอบทางการเมือง ซึ่งได้เคยเกิดการ ปฏิวัติโดยกองทัพเมื่อปี 1960, 1971, 1980 และครั้งสุดท้ายในปี 1997  กลุ่มเคมาลิสต์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมได้มีส่วนสําคัญในการสร้างสาธารณรัฐตุรกี และ เน้นความเป็นเติร์ก ในขณะที่กลุ่มอื่นที่มีอยู่ในสังคมตุรกี ไม่ว่าจะเป็นชาวเคิร์ด ชาวอา ลาวี ตลอดจนชาวกรีกและชาวอามาเนียซึ่งไม่ใช่มุสลิมก็ถูกกระบวนการทําให้ กลมกลืนของกลุ่มนี้ ทําให้ความเป็นอื่นที่ปรากฏในสังคมตุรกีไม่เป็นที่ยอมรับใน ช่วงเวลาหนึ่ง กระทั่งนําไปสู่ปัญหาความขัดแย้งภายใน โดยเฉพาะระหว่างชาวเติร์ก และชาวเคิร์ด ซึ่งมีการปะทะกันของอัตลักษณ์ที่ต่างกับภาวะของความเป็นรัฐชาติ
  • 30.
    สภาพสังคมตุรกี (ต่อ)  ในช่วงก่อนที่พรรคอัคจะเข้าสู่อํานาจแม้ว่ามุสลิมที่ปฏิบัติตามหลักการศาสนาก็ถูกห้าม ไม่ให้ประกอบศาสนกิจในพื้นที่สาธารณะด้วยกับแนวคิดที่พยายามจะเปลี่ยนประเทศ ให้เป็นเซคิวล่าร์ หรือ การแยกศาสนาออกจากการเมือง  ด้วยกับบริบทเชื้อชาติเดิมและกระบวนการผสมกลมกลืนนี้ก็ทําให้ปัจจุบันความเป็น มุสลิมของคนตุรกีนั้นมีความแตกต่างกันออกไป นับตั้งแต่ประกอบศาสนกิจอย่าง เคร่งครัด ไปจนถึงการไม่สนใจในหลักการทางศาสนาเลย  ด้วยกับภาวะเช่นนี้จึงทําให้ยังคงมีการต่อสู้ทางอัตลักษณ์ของความเป็นมุสลิมในพื้นที่ สาธารณะ โดยเฉพาะการกีดกันเรื่องการสวมฮิญาบของสตรีชาวมุสลิม ซึ่งได้มีการห้าม ในช่วงเวลาหนึ่ง กระทั่งมีความพยายามเรียกร้องให้มีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงอัต ลักษณ์ทางศาสนาในพื้นที่สาธารณะมากขึ้นในช่วงพรรคอัคอยู่ในอํานาจ
  • 31.
    ปัญหาและข้อท้าทาย  สําหรับ ภายในประเทศตุรกียังคงเผชิญกับความไม่มั่นคงของการเมืองภายใน ไม่ว่า จากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน กลุ่มอิสลามมิสต์และกลุ่มเซคคิวล่าริสต์รวมไปถึงกลุ่มเคมาลิสต์และกลุ่มชาตินิยมที่ ยังคงมีการปะทะการตลอดมา  ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวเติร์กและชาวเคิร์ด  การว่างงานซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2015 ตุรกีมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 9.3%  แรงกดดันและอิทธิพลจากต่างชาติ โดยเฉพาะมหาอํานาจ อย่างสหรัฐอเมริกา  ภัยจากกลุ่ม ISIS, สงครามในซีเรีย, กลุ่มติดอาวุธเคิร์ดที่อยู่ในอิรักและซีเรีย, ความ พยายามในการขึ้นมามีบทบาทของชีอะห์และอิหร่าน เป็นต้น
  • 32.
    บทสรุป  ตุรกีวางตําแหน่งแห่งที่ของตนภายใต้กรอบประเทศอํานาจขนาดกลางมาตั้งแต่หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่อิทธิพลของตุรกีในฐานะประเทศอํานาจขนาดกลางผันผวนตามพลวัตของการเมือง ภายในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศ  ปัจจุบันการเมืองตุรกีมีเสถียรภาพทางการเมืองมากพอสมควร ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิด รัฐประหารแม้จะมีกองกําลังขนาดใหญ่และมีอุตสาหกรรมด้านอาวุธเป็นของตัวเอง  นอกจากนั้นตุรกียังประสบกับความท้าทายจากภาวะการเมืองภายในและการเมือง ระหว่างประเทศ แต่ก็ดูเหมือนว่าตุรกีจะสามารถก้าวข้ามไปได้ด้วยฐานของสังคมที่เป็น ประชาธิปไตย
  • 33.
     ในด้านเศรษฐกิจตุรกีจัดอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงและมีอัตราการ เติบโตเศรษฐกิจต่อเนื่องมาหลายปี แม้ในปี2014 จะประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ตุรกีมีจุดแข็งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและเป็นชุดเชื่อมต่อระหว่างทวีป เอเชียและยุโรปทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยวและมิติทางภูมิรัฐศาสตร์  นอกจากนั้นตุรกียังมีนโยบายต่างประเทศที่เอื้อต่อการสร้างมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน ดําเนินนโยบายเชิงสร้างสรรค์กับทุกภูมิภาคและเป็นอิสระจากตะวันตกมากขึ้น  การเข้ามาบริหารประเทศของพรรค AK แม้ว่าจะเผชิญกับข้อท้าทายมากมาย แต่ก็ นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งมิติใหม่ในการหล่อรวมพลังทางการเมืองกับค่านิยมแบบอิสลามบน เส้นทางกระบวนการสร้างประชาธิปไตยโดยเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งนี้ตุรกีได้ก้าวมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่และเป็นประเทศมุสลิมหนึ่งเดียวที่ CIA จัดให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว