รายงานวิจัย
เรื่อง
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง”:
กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
(Analysis of Countries’ Transformation to Middle Powers: Case Studies
of Indonesia, Turkey and Brazil)
โดย
จิระโรจน์ มะหมัดกุล
เสนอ
สถาบันคลังปัญญาและยุทธศาสตร์ชาติ
มหาวิทยาลัยรังสิต
2
สารบัญ
หน้า
บทที่ 1 บทนาและความสาคัญของปัญหา.......................................................................... 3
บทที่ 2 แนวความคิดอานาจขนาดกลาง………………………………………………………… 9
บทที่ 3 อินโดนีเซียกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง.................................................... 14
บทที่ 4 ตุรกีกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง……………………………………………... 29
บทที่ 5 บราซิลกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง........................................................... 49
บทที่ 6 ถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดีสาหรับประเทศไทย………………………………………... 63
บทที่ 7 บทสรุป……………………………………………………………………………………. 67
บรรณานุกรม
3
บทที่ 1
บทนาและความสาคัญของปัญหา
ด้วยกับระบบเศรษฐกิจการเมืองของโลกได้มีพลวัติเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลทาให้
ประเทศต่างๆปรับตัวเองตามกระแส กระแสในที่นี้ในปัจจุบันที่สาคัญ กล่าวได้ว่าคือ กระแสโลกาภิวัตน์
ซึ่งยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อประเทศต่างๆบ้างก็ได้ประโยชน์จากข้อดีของโลกาภิวัตน์ เช่น การขยายตัว
ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาจากการพัฒนาเทคโนโลยี อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆที่ทันสมัยทาให้โลก
สมัยใหม่แคบลง กล่าวคือ รัฐต่างๆ รวมทั้งภาคธุรกิจที่ทาการผลิตและทาการค้าระหว่างประเทศมีการ
ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมในส่วนผลกระทบก็มีบ้างโดยเฉพาะกับ
ประเทศกาลังพัฒนาต่างๆที่ถูกกระแสนี้ลากให้เข้ามาสู่ระบบและระเบียบที่ถูกผลักดันจากประเทศที่ได้
ชื่อว่าพัฒนาแล้วเช่น การเปิดเสรีทางการค้า การลดการกีดกันทางการค้าต่างๆ เป็นต้น
หลายประเทศสามารถใช้ข้อดีของโลกาภิวัตน์ปรับเปลี่ยนและพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวหน้า
ในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นบรรยากาศเศรษฐกิจการเมืองโลกที่เป็นระบบหลายขั้วอานาจ
(Multipolar system) การเปลี่ยนแปลงระบบโลกไปสู่ระบบหลายขั้วอานาจแบบค่อยเป็นค่อยไป (ซึ่ง
นักวิชาการหลายท่านอาจมองว่าเป็นขั้วอานาจเดียวที่มีสหรัฐฯเป็นผู้นาโลกแต่เพียงผู้เดียว)นั้นเป็น
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาจากการสิ้นสุดของระบบสองขั้วอานาจ (Bipolar system) ในยุคสงครามเย็นระหว่าง
สหรัฐอเมริกาและอดีตสหภาพโซเวียต ตัวแสดงที่เป็นรัฐเล็กๆ (Small power states) หรือรัฐขนาดกลาง
(Middle Power states) ต่างกาลังผงาดขึ้นมาและเริ่มมีบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศทั้งใน
ระดับภูมิภาค หรือในระดับโลกเองก็ตาม ซึ่งในจานวนนี้มีประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลอยู่ด้วย
ทั้งสามประเทศเป็นประเทศที่อาจเรียกได้ว่าเป็น“อานาจที่ก่อตัวขึ้นใหม่” หรือ “อานาจใหม่ที่ก่อตัวขึ้น
แล้ว” และกาลังเพิ่มบทบาทในเวทีโลกเป็นลาดับดังจะได้กล่าวต่อไป
จะเห็นได้ว่าทั้งสามประเทศ คือ อินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลมีที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่าง
กัน กล่าวคือ ประเทศอินโดนีเซียอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บราซิลมีที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค
อเมริกาใต้หรือ ละตินอเมริกาและตุรกีมีที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป ทั้งในเอเชียและยุโรป ซึ่งอยู่บริเวณ
คาบสมุทรอนาโตเลียในฝั่งเอเชียและคาบสมุทรบอลข่านทางตอนใต้ของยุโรป การศึกษาในครั้งนี้จึงเป็น
สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งสามประเทศได้มีนโยบายอย่างไรในการพัฒนาประเทศตนเองไปสู่การ
เป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” หรือ Middle Power และประสบความสาเร็จมากน้อยเพียงใด
อินโดนีเซียได้แสดงบทบาทนาในฐานะผู้นาในอาเซียน และใช้เวทีอาเซียนเป็นเสาหลักใน
นโยบายต่างประเทศเราจะเห็นได้ว่าอินโดนีเซียแสดงบทบาทที่เข้มแข็ง (Active Role) ในกิจการของ
4
ASEAN รวมทั้งกาหนดสถานะของตนเองในอาเซียนว่าเป็น “พี่ใหญ่” ของประเทศในกลุ่มอาเซียนเมื่อ
พิจารณาจากบทบาทด้านการทูตและการต่างประเทศ สิ่งนี้จึงทาให้อินโดนีเซียได้รับความน่าเชื่อถือจาก
ประเทศในภูมิภาคอาเซียน หรือแม้กระทั่งสองมหาอานาจโลก คือ สหรัฐอเมริกาฯและจีน (Bruno และ
Manuel, 2014)
นอกจากนี้ การเข้าร่วมกลุ่ม G20 ที่อินโดนีเซียได้รับเชิญให้เข้าร่วม ซึ่งเป็นประเทศเดียวใน
ภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับเชิญเข้าร่วมในกลุ่มนี้ สิ่งนี้จึงมีความหมายกับอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน อันจะ
ส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ในสายตาชาวโลกประจักษ์กับบทบาทด้านการต่างประเทศของอินโดนีเซียใน
ระดับโลก นอกจากนี้ จาการ์ตาใช้เวที G20 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีตลาดภายในประเทศขนาด
ใหญ่เป็นแรงผลักดัน (จานวนประชากรของอินโดนีเซียประมาณ 250 ล้านคน) มีวัยทางานที่มีรายได้
สูงขึ้น ในการเข้าร่วม G20 อินโดนีเซียตั้งตนเป็นตัวแทนของประเทศอาเซียน และเป็นผู้ถือธงนาในกลุ่ม
ประเทศกาลังพัฒนา ซึ่งอินโดนีเซียเองมีความภาคภูมิใจกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ในระดับ 6% ตั้งแต่ปีค.ศ. 2005 (Bruno และ Manuel, 2014)
ตุรกีเองดาเนินนโยบายต่างประเทศเน้นในการให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (การทูตเพื่อ
มนุษยธรรม) บวกกับการแสดงบทบาทในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ในซีเรียเป็นต้น หรือแม้กระทั่ง
ประเด็นโรฮิงญาที่ตุรกีให้ความสนใจและมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลืออย่างมาก เห็นได้จากการที่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้น คือ นายอะฮ์เม็ดดาวูทโอลู (Ahmet Davutoglu) ซึ่ง
ปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรีของตุรกี เดินทางไปพม่าเพื่อสังเกตการณ์ด้วยตนเอง พร้อมกับนาเวชภัณฑ์
และสิ่งของที่ได้รับบริจาครวบรวมโดยสภากาชาดตุรกี ไปส่งให้แก่ชาวมุสลิมและชาวพุทธที่อพยพไร้ที่อยู่
เนื่องจากความขัดแย้งในรัฐยะไข่ (ผู้จัดการออนไลน์, 9 ส.ค. 2555) นอกจากนี้ ตุรกีได้แสดงบทบาท
อย่างแข็งขันในการเป็นประเทศที่พร้อม “ประสานความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม” ระหว่างอารยะธรรม
ตะวันตกกับอารยะธรรมอิสลาม โดยตุรกีแสดงออกถึงการเป็นประเทศมุสลิมที่มีแนวคิดสายกลาง ไม่
นิยมความสุดโต่งและการใช้ความรุนแรงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเป็นแบบอย่างแก่โลกมุสลิม
นอกจากนี้ ในทางเศรษฐกิจ ตุรกีมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 17 ของโลก มีผลิตภัณฑ์มวล
รวมอยู่ที่ 822 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (World Bank, 10 มิ.ย. 2558) เศรษฐกิจของตุรกีปัจจุบัน
เจริญเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3-5 ต่อปี เศรษฐกิจของตุรกีเติบโตอย่างรวดเร็ว มีอัตราสูงที่สุดในกลุ่ม
ประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic
Cooperation and Development-OECD) ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป ยกเว้น ตุรกี เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น
อิสราเอล เม็กซิโก ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (เอนก เหล่าธรรมทัศน์, 2554)
ส่วนบราซิลซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ หรือ ละตินอเมริกา และเป็นประเทศที่มี
ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก มีประชากรประมาณ 200 ล้านคน โดยในปีพ.ศ. 2553 บราซิลมี
เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก และมีภาคการเกษตรที่มีขนาดใหญ่และทรัพยากรธรรมชาติ เช่น
5
น้ามันและทรัพยากรธรรมชาติจานวนมาก ในปี พ.ศ.2554 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ของ
บราซิลมีมูลค่า 2.518 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งปัจจัยเหล่านี้ จะช่วยให้บราซิลสามารถขึ้นเป็นผู้นาใน
ภูมิภาคอเมริกาใต้ได้อย่างเข้มแข็ง (เอนก เหล่าธรรมทัศน์, 2554)
นอกจากนี้ ในด้านการทูตและการต่างประเทศบราซิลแสดงบทบาทอย่างเข้มแข็งในเวทีโลก
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในองค์การสหประชาชาติ บราซิลแสดงบทบาทเป็นผู้นาของประเทศกาลัง
พัฒนาทั้งหลายในข้อประเด็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอานาจของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาติ
(United Nations Security Council) หรือการแสดงบทบาทอย่างแข็งขันใน G20 และกลุ่มเศรษฐกิจ
บริคส์ (BRICS) และเป็นประเทศผู้แสดงบทบาทนาในองค์การส่วนภูมิภาคเช่นตลาดร่วมอเมริกาใต้
ตอนล่าง (MERCOSUR) เป็นต้น นโยบายต่างประเทศที่สาคัญอีกประการหนึ่งของบราซิลก็คือ การเป็น
ประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินและความร่วมมือทางด้านเทคนิคและวิชาการต่างๆแก่ประเทศ
กาลังพัฒนา โดยบราซิลทุ่มงบประมาณจานวนถึง 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อปีในการดาเนิน
นโยบายต่างประเทศดังกล่าว
ทั้งสามประเทศเป็นประเทศที่น่าจับตามองถึงแนวโน้มการพัฒนาในอนาคตและการดาเนิน
นโยบายต่างประเทศที่เป็นตัวของตัวเองเพื่อยกระดับประเทศไปสู่การเป็นประเทศ”อานาจขนาดกลาง”
(Middle Power)
วัตถุประสงค์
1. เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ในการศึกษานโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
ในช่วงปี 2005-2015.
2. เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลที่นาไปสู่การ
เป็น “ประเทศอานาจขนาดกลาง – Middle Power” ว่ามีศักยภาพเพียงใด
3. เพื่อถอดบทเรียนนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลให้หน่วยงานต่างๆของ
ไทยทั้งภาครัฐและเอกชนใช้ประโยชน์ในการกาหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์
คาถามวิจัย
1. นโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลในช่วงปี 2005-2015 มีทิศทางเป็นอย่างไร
2. อินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลมีศักยภาพเพียงใดที่จะเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง”
3. ประเทศไทยสามารถกาหนดตนเองว่าเป็น “ประเทศอานาจขนาดกลาง” ได้มีศักยภาพเพียงใด
6
ระเบียบวิธีวิจัย
งานวิจัยในครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพเน้นศึกษาเอกสารที่เป็นเนื้อหาและข้อมูลเชิง
สถิติที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น หนังสือ บทความวิจัย บทความวิชาการ รายงานประจาปี ข่าว วีดีโอ เว็บไซต์
ฯลฯ โดยจะนาข้อมูลต่างๆมาวิเคราะห์โดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์เชิงพรรณนา(Descriptive Analysis)
โดยประยุกต์ใช้แนวคิด Smart Power ของ Joseph S. Nye แนวคิด Emerging Power ของ Amitav
Archaya และทฤษฎีการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศมาเป็นกรอบในการศึกษาวิจัย
แนวความคิดในการวิเคราะห์
งานวิจัยชิ้นนี้จะใช้แนวความคิด Smart Power ของ Joseph S. Nye และ แนวความคิด
Emerging Power ของ Amitav Amatya ในการกาหนดตัวแปรอิสระ (Independent Variable) และตัว
แปรตาม (Dependent Variable) เพื่อวิเคราะห์การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” โดย Smart Power
ของ Joseph S. Nye จะแบ่งเป็น Hard Power ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกาลังทหารและอานาจทางทหาร และ
Soft Power จะเกี่ยวข้องกับการดาเนินการทางการทูตต่างๆ (Diplomacy) ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี
ตลอดจนความร่วมมือ การช่วยเหลือทางเทคนิคต่างๆ ฯลฯ และแนวคิด Emerging Power ของ
Acharya ที่เขาเสนอตัวชี้วัด 4 ประการที่สามารถระบุประเทศที่มีการก่อตัวของอานาจขึ้น ตัวชี้วัด 4
ประการได้แก่ ประชาธิปไตย (Democracy) การพัฒนา (Development) ความมั่นคงภายในประเทศ
(Stability) บวกกับนโยบายต่างประเทศในระดับโลก (Diplomacy)
ซึ่งจากแนวความคิดทั้งสองข้างต้นอาจนาเสนอในรูปแบบแผนภูมิดังนี้
แผนภูมิ 1.1
ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) และตัวแปรตาม (Dependent Variable)
A Middle
Power
(DV)
Diplomacy
(IDV)
Development
(IDV)
Social
Stability
(IDV)
Military
Power (IDV)
7
จากแผนภูมิ 1.1 สามารถระบุตัวแปรหรือปัจจัยได้ดังนี้
- แสนยานุภาพทางทหาร : ขนาดกองทัพ จานวนอาวุธที่ครอบครอง เทคโนโลยีทางทหาร
อุตสาหกรรมทางทหาร (ปัจจัยนี้ขึ้นอยู่กับที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความจาเป็นที่แตกต่าง
กัน)
- เศรษฐกิจ : การพัฒนาเศรษฐกิจ รายได้ต่อหัว การลงทุนและบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน
- การทูตและการต่างประเทศ : การประสบความสาเร็จในการดาเนินนโยบายต่างประเทศ
การรวมกลุ่มในระดับต่างๆ ระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับต่ากว่าภูมิภาค การแสดงบทบาท
นาในภูมิภาค การทูตพหุภาคี การให้ประโยชน์สาธารณะ (Public Good) และ
ความสามารถในการเปลี่ยนกฎ กติกา
- สังคม : โครงสร้างประชากร คุณค่าทางสังคม ความเป็นประชาธิปไตย
จากแผนภูมิข้างต้น ผู้วิจัยได้นาแนวความคิดเรื่องการเป็นประชาธิปไตย หรือกระบวนการ
ประชาธิปไตย (Democratization) ที่เป็นแนวคิดของ Archaya นาไปเป็นตัวชี้วัดอยู่ใน “สังคม” ซึ่งเป็น
ตัวแปรอิสระ เพราะผู้วิจัยเห็นว่าแนวความคิดดังกล่าวเป็นแนวความคิดที่ประเทศต่างๆทั่วโลกใช้เป็น
ระบบการเมืองในการปกครองประเทศอยู่แล้ว ในกรณีนี้ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย และตุรกีได้ใช้ระบบ
การปกครองแบบประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ประกอบกับการเป็นประชาธิปไตยในกรณีนี้ไม่ใช่ตัวชี้วัด
หลักของการเป็นมหาอานาจที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเห็นได้จากกรณีที่ประเทศจีนเป็นประเทศมหาอานาจ
ที่ไม่ได้ใช้ระบอบประชาธิปไตย หรือ รัสเซียเองก็ตามที่ความเป็นประชาธิปไตยยังมีสภาวะที่ไม่สมบูรณ์
(หรือไม่เป็นประชาธิปไตยเลย) แต่ก็เป็นประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นมหาอานาจของโลก เป็นต้น อย่างไรก็
ตามสภาพแวดล้อมที่เป็นประชาธิปไตยก็มีความสาคัญอันจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศต่อ
นานาอารยะประเทศ ตลอดจนสร้างสังคมให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้และประชาชนมีส่วนร่วมทางการ
เมือง
ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงผสมผสานแนวความคิดของ Nye คือ อานาจทางทหาร (Hard Power) และ
การทูต (Diplomacy-Soft Power) บวกกับแนวความคิดเรื่อง การพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Development)
และความมั่นคงทางสังคมภายในประเทศ (Social Stability) ของ Archaya มาใช้เป็นตัวชี้วัดการเป็น
ประเทศอานาจขนาดกลาง ซึ่งผู้วิจัยคาดว่าจะสามารถตอบคาถามวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
ครอบคลุม
นอกจากนี้ ผู้วิจัยหยิบยกทฤษฎีการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศที่สาคัญมาใช้ คือ ทฤษฎี
วิเคราะห์ตัวแสดงเฉพาะ (Actor-Specific Theory) ที่มุ่งเน้นการอธิบายการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ต่างๆ
ทั้งภายในหรือเหตุการณ์ระหว่างประเทศผ่านผู้กาหนดนโยบายที่เป็นปัจเจกหรือกลุ่มบุคคล (Hudson,
2005) ซึ่งปัจเจกหรือกลุ่มบุคคลที่มีอานาจในการตัดสินใจนี้ได้แก่ ผู้นาประเทศและคณะรัฐมนตรี เช่น
8
ประธานาธิบดี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฯลฯ ดังนั้น ผู้นาประเทศของอินโดนีเซีย
ตุรกี และบราซิลจะถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับนโยบายต่างประเทศของประเทศนั้นๆ
ประโยชน์ที่คาดหวังจากงานวิจัย
1. สามารถประเมินทิศทางการกาหนดนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลใน
อนาคตได้
2. เป็นฐานความรู้ด้านนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลเพื่อประโยชน์ในการ
ต่อยอดความรู้ทางวิชาการและการวิจัย
3. เป็นฐานข้อมูลให้กับหน่วยงานของรัฐและเอกชนไทยในการวิเคราะห์การดาเนินงานต่างๆให้
สอดคล้องกับสถานการณ์ของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
4. เป็นกรณีศึกษาตัวอย่างให้ประเทศไทยในการปรับเปลี่ยนแนวทางในการดาเนินนโยบาย
ต่างประเทศไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง”
บทที่ 2
แนวคิดอานาจขนาดกลาง
แนวความคิดเรื่องการใช้อานาจในระบบการเมืองโลกสมัยใหม่นั้น โดยรวมอาจกล่าวได้ว่าเป็น
ผลผลิตของสานักคิดสัจนิยม (Realism) ที่อธิบายการมีอยู่ของระบบการเมืองโลกว่า เป็นระบบที่ขึ้นอยู่
กับตัวแสดงที่สาคัญ นั่นก็คือ รัฐ รัฐจะมีผลประโยชน์ชาติ (National Interest) เป็นตัวขับเคลื่อนการ
แสดงบทบาทในเวทีโลก เช่น ในรูปแบบของนโยบายต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่ง Kenneth Waltz ได้
อธิบายถึงการไม่มีตัวตนของระบบการเมืองโลก (Anarchy) ว่าระบบโลกปราศจากหรือไร้ซึ่งองค์กรกลาง
ในการใช้อานาจควบคุมพฤติกรรมของแต่ละรัฐ (Heywood, 2014) ดังนั้น รัฐแต่ละรัฐได้แสดงบทบาท
ของตนเองโดยพิจารณาจากอานาจที่ตนเองครอบครองอยู่ ทั้งในด้านอานาจที่เป็นรูปธรรม เช่น
แสนยานุภาพทางการทหาร ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของรัฐ หรือ อานาจเชิงนามธรรม เช่น ความมี
ชื่อเสียงของประเทศในด้านใดด้านหนึ่ง
ปรมาจารย์แห่งสานักคิด สัจนิยม (Realism) Hans Morgenthau ได้พูดถึงการเมืองว่า “เป็นการ
ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งอานาจ ไม่ว่าจะมีเป้าหมายสูงสุดคืออะไร การได้มาซึ่งอานาจนั้นจะเป็น
เป้าหมายที่จะต้องได้มาก่อนเหนือสิ่งอื่นใด ฉะนั้น การได้มาซึ่งอานาจ การรักษาอานาจให้คงอยู่ และ
การแสดงอานาจที่มีอยู่จะเป็นตัวกาหนดรูปแบบและวิธีการทางการเมือง” (Heywood, 2014)
แนวความคิดเรื่องอานาจขนาดกลาง ได้ถูกนิยามไว้อย่างหลากหลาย ตามการจัดลาดับที่
นักวิชาการได้ให้ความเห็น ซึ่งแตกต่างกันไปและยังไม่มีคานิยามที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป โดยแรกเริ่ม
แนวความคิดเรื่องอานาจขนาดกลางสามารถย้อนกลับไปดูความคิดของ Giovanni Botero นักปรัชญา
ชาวอิตาเลียนในยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการในช่วงศตวรรษที่ 16 เขาได้แบ่งโลกซึ่งประกอบไปด้วยรัฐ 3
ประเภท คือ 1. รัฐจักรวรรดิ 2. รัฐอานาจขนาดกลาง และ 3. รัฐอานาจขนาดเล็ก (Schweller, 2014)
โดยเขาได้ให้คานิยามไว้ว่า ประเทศอานาจขนาดกลางเป็นประเทศที่มีอานาจและความเข้มแข็งในการ
ดารงอยู่ได้ด้วยตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือจากประเทศอื่น ในกรณีนี้ ทาให้เราทราบว่าความคิด
เรื่องอานาจขนาดกลางได้มีอยู่มานานแล้ว อย่างน้อยก็ในช่วงศตวรรษที่ 16 ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยรัฐ
อานาจขนาดกลาง หมายถึง รัฐที่ไม่ได้เป็นรัฐอภิมหาอานาจ หรือ มหาอานาจ แต่ค่อนข้างมีอิทธิพลใน
การยอมรับของนานาชาติ (Nugraha, 2015)
นอกจากนี้ ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านอานาจ (Power Transition Theory) ที่นาเสนอโดย Organski
และ Kugler (อ้างใน Nugraha, 2014) ชี้ให้เห็นว่า รัฐที่ครอบครองอานาจอยู่ สามารถแบ่งตามอานาจได้
10
4 ประเภท คือ 1. รัฐอานาจครอบงา 2. รัฐมหาอานาจ 3. รัฐอานาจขนาดกลาง และ 4. รัฐอานาจขนาด
เล็ก
รัฐอานาจครอบงา (Dominant State) หรือ ในปัจจุบันถูกเรียกว่ารัฐอภิมหาอานาจ
(Superpower State) คือ รัฐที่ครอบครองทรัพยากรเชิงอานาจในสัดส่วนที่มากที่สุดในโลก ทรัพยากรเชิง
อานาจเหล่านั้น ได้แก่ ประชากร ความสามารถทางเศรษฐกิจ ความสามารถทางการเมืองและทางการ
ทหาร เป็นต้น จะเห็นได้ว่ายุคหลังสงครามเย็นเป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้ก้าวเข้ามาเป็นรัฐในกลุ่มนี้แต่
เพียงผู้เดียว
ส่วนรัฐมหาอานาจ (Great Power State) หมายถึง รัฐที่มีศักยภาพทางอานาจสูง ที่เป็นคู่แข่ง
พอจะเทียบเคียงกับรัฐอภิมหาอานาจ ซึ่งมีส่วนในการรักษาไว้ซึ่งระบบการเมืองโลก และควบคุมการ
แบ่งสรรทรัพยากรเชิงอานาจต่างๆ รัฐมหาอานาจนี้มีแนวโน้มในการใช้อานาจของตนเองไปสู่ภายนอก
ภูมิภาคนอกรัฐของตนเอง รัฐในกลุ่มนี้ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน และ รัสเซีย เป็นต้น
รัฐอานาจขนาดกลาง (Middle Power State) Organski และ Kugler (1980) อธิบายว่าเป็นรัฐที่
ครอบครองทรัพยากรอันมหาศาล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่จะสามารถช่วยให้รัฐนั้นมีอิทธิพลในระดับภูมิภาค
ได้ ทรัพยากรเหล่านั้น ได้แก่ จานวนประชากร ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรการมีสภาพการเมืองที่
มั่นคงและมีเสถียรภาพ แต่รัฐที่มีอานาจขนาดกลางนี้ยังไม่สามารถที่จะแข่งขันกับรัฐอภิมหาอานาจระดับ
โลกที่มีแสนยานุภาพทางทหารและเศรษฐกิจที่เหนือกว่าได้ (Organski & Kugler, 1980) รัฐต่างๆเหล่านี้
เช่น ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น
รัฐอานาจขนาดเล็ก (Small Power State) คือ รัฐที่มีอานาจน้อยในภูมิภาคของตนเอง และมี
อิทธิพลจากัดอยู่ภายในเขตแดนของตนเองเท่านั้น
ยิ่งกว่านั้น Schweller อธิบายว่ารัฐอานาจขนาดกลางอาจนิยามว่า คือ รัฐที่ได้รับการจัดลาดับ
อยู่ระหว่างรัฐมหาอานาจและรัฐอานาจเล็ก ซึ่งมีลักษณะผสมผสานกัน ไม่อาจแบ่งได้โดยสิ่งที่รัฐเป็นอยู่
แต่สามารถแบ่งแยกรัฐจาพวกนี้ได้โดยดูในสิ่งที่รัฐมิได้เป็น เช่น ไม่ได้เป็นรัฐอภิมหาอานาจ ไม่ได้เป็นรัฐ
มหาอานาจ หรือ ไม่ได้เป็นรัฐอานาจขนาดเล็ก เป็นต้น รัฐอภิมหาอานาจ และรัฐมหาอานาจส่วนใหญ่
เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนรัฐอานาจขนาดเล็กเป็นรัฐที่มีจานวน
ประชากรน้อยหรือดินแดนมีขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นประเทศกาลังพัฒนาหรือประเทศพัฒนาน้อยที่สุด สิ่งที่
Schweller กล่าวไว้ยังมีความไม่ชัดเจนในประเด็นที่ว่า แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ารัฐใดมีอานาจระดับ
ใด
ในทางตรงกันข้าม รัฐอานาจขนาดกลางอาจเป็นประเทศพัฒนาแล้วขนาดเล็ก (เช่น อิสราเอล
เดนมาร์ก สิงคโปร์ ฟินแลนด์ ฯลฯ) ประเทศพัฒนาแล้วขนาดกลาง (เช่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย แคนาดา
11
สเปน ยูเครน แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา ฯลฯ) หรือ ประเทศกาลังพัฒนาขนาดใหญ่ก็ได้ (เช่น อียิปต์
เม็กซิโก อินโดนีเซีย อิหร่าน ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย ฯลฯ) (Schweller, 2014)
แนวความคิด “อานาจขนาดกลาง” ได้ถูกนามาใช้ต่อมาในยุคสมัยใหม่เมื่อ R.G. Riddell นักการ
ทูตอวุโสของแคนาดาได้ให้คานิยามไว้ในปี ค.ศ. 1947 ว่า “ประเทศ “อานาจขนาดกลาง”เป็นประเทศที่มี
ลักษณะใกล้เคียงกับประเทศมหาอานาจในเรื่อง ขนาดของประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ ความพร้อมและ
ความสามารถในการรับผิดชอบ (ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์ระหว่างประเทศต่างๆ- ผู้เขียน) ตลอดจน
ความมั่นคงและอิทธิพลของประเทศ” (Riddell, 1947, อ้างใน Bernard Wood) การนามาใช้ในลักษณะ
ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการกาหนดสถานะของประเทศแคนาดาว่าเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” ใน
ยุคนั้น
นอกจากนี้ Cox and Jacobson (1973) ได้อธิบายลักษณะของประเทศ “อานาจขนาดกลาง”
โดยนาเสนอตัวบ่งชี้ว่าประเทศที่สมควรเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” ให้พิจารณาจากการ
ครอบครองอานาจทางทหาร จานวนประชากร รายได้รวมประชาชาติและรายได้ต่อหัวประชากร รวมไป
ถึงเกียรติภูมิและอิทธิพลของประเทศ
Bernard Wood (1987)ได้เลือกใช้ตัวบ่งชี้ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National
Product) เป็นตัวจาแนกโดยกาหนดให้ประเทศที่มีจานวน GNP อยู่ในลาดับที่ 6 ถึง 36 ในปี ค.ศ. 1979
ถือว่าเป็นประเทศ “Middle Power” ซึ่งในกลุ่มนี้เมื่อปี 1979 จะรวมถึง บราซิล ตุรกี และ อินโดนีเซีย
ตามลาดับ
Kanner (2001) ได้แสดงให้เห็นว่าลักษณะอีกประการหนึ่งที่แสดงถึงความแตกต่างของ “อานาจ
ขนาดเล็ก” กับ “อานาจขนาดกลาง” คือ ประเทศเล็กจะมีพฤติกรรมในการดาเนินนโยบายต่างประเทศ
แบบดั้งเดิม (ที่มุ่งรักษา “สถานะเดิม”(Status quo) ของประเทศ - ผู้เขียน) ส่วนประเทศที่มีอานาจขนาด
กลางจะมีการดาเนินนโยบายต่างประเทศที่เข้มแข็งในเวทีโลก และเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ
เนื่องจากการมีทรัพยากรจานวนมาก โดยประเทศ “อานาจขนาดกลาง” จะมีแนวโน้มไปสู่ความร่วมมือใน
ระดับพหุภาคีมากกว่าเพื่อสามารถร่วมแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างสันติ และประเทศ “อานาจขนาดกลาง” นี้
จะได้รับความไว้วางใจจากประเทศอื่นๆอันเนื่องมาจากพฤติกรรมในการใช้นโยบายต่างประเทศที่ใช้
วิธีการทางการทูตมากกว่าการใช้กาลังทหาร
ขณะที่การให้คานิยามในเรื่องรัฐอานาจขนาดกลางยังมีความสับสนอยู่ Gareth Evans อดีต
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียแสดงทัศนะว่า “ความพยายามในการให้คา
นิยามคาว่า “อานาจขนาดกลาง” ด้วยกับความหมายต่างๆ กอปรกับการจัดลาดับประเทศที่อยู่ในกลุ่ม
อานาจขนาดกลางประมาณ 20-30 ประเทศหรือมากกว่านั้น อาจจะเป็นการนาไปสู่ปัญหาก็ได้ มาตรวัด
ต่างๆเช่น จีดีพี จานวนประชากร ขนาดของประเทศ และแสนยานุภาพทางทหาร อาจเป็นเพียงแค่
จุดเริ่มต้นในการวิเคราะห์ ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรเลียซึ่งถูกระบุอยู่ในกลุ่มรัฐอานาจขนาดกลางในลิสต์
12
ต่างๆนั้น มีจานวนประชากรอยู่ในลาดับที่ 50 ของโลก แม้ว่าจะมีจีดีพีอยู่ในลาดับ 13 ของโลกก็ตาม
(อ้างใน Cooper and Jongryn 2012, 113)
ความสับสนในการจัดกลุ่มรัฐอานาจขนาดกลางดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่ารัฐในจาพวกนี้
มีจานวนมาก เมื่อเทียบกับรัฐอภิมหาอานาจ และ รัฐมหาอานาจ ถ้าพิจารณาโครงสร้างอานาจตามรูปปิ
รามิด จะเห็นได้ว่าตัวแสดงส่วนใหญ่จะอยู่ที่ฐานปิรามิด ขณะที่ส่วนบนสุดนั้นจะเป็นรัฐเดียวที่มีสถานะ
สูงสุด
Shin Dong Min ได้ให้ข้อเสนอที่มีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องการทาความเข้าใจแนวคิด
“อานาจขนาดกลาง” และลักษณะสาคัญของแนวคิดนี้ รวมไปถึงประโยชน์ของแนวความคิดเรื่อง “อานาจ
ขนาดกลาง” ที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจต่อทฤษฎีและความเป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพิ่ม
มากขึ้น
เขาเสนอข้อโต้แย้งต่อ ทฤษฎีสัจจะนิยมใหม่ หรือ Neorealism ที่ Kennet Waltz แบ่งประเภทรัฐ
เป็น 2 ประเภท ซึ่งประกอบด้วย รัฐมหาอานาจ กับ รัฐอื่นๆ ซึ่งทาให้สถานะของรัฐอานาจขนาดกลางกับ
รัฐอ่อนแอได้รับการจัดลาดับอยู่ในประเภทเดียวกัน ดังนั้น การพิจารณาในแง่นี้จึงคลาดเคลื่อนจากความ
เป็นจริง ที่มีรัฐอานาจขนาดกลางเป็นรัฐที่มีบทบาทในการเมืองระหว่างประเทศเช่นเดียวกัน
เขาเสนอแนวทางการกาหนดลักษณะของประเทศอานาจขนาดกลาง โดยชี้ให้เห็นว่า
แนวความคิด “อานาจขนาดกลาง” สามารถอธิบายจากแนวทฤษฎีได้ 3 มุมมอง คือ 1) ด้านการปฏิบัติ
หน้าที่ของรัฐ (Functional) 2) ด้านพฤติกรรมของรัฐ (Behavioral) และ 3) ด้านการจัดลาดับอานาจ
(Hierarchical)
ด้านการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ รัฐจะสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นรัฐ “อานาจขนาดกลาง” ด้วยกับการ
มีอิทธิพลและปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจระหว่างประเทศต่างๆ ตัวอย่าง เช่น ในปี 1942 Hume Wrong
นักการทูตแคนาดาย้าว่าสังคมระหว่างประเทศต้องให้การเคารพบทบาทของแคนาดาในฐานะประเทศ
ขนาดกลางในภารกิจ 3 ประเภท คือ การขยายความข้องเกี่ยว ผลประโยชน์ และความสามารถ
ด้านพฤติกรรมของรัฐ รัฐจะแสดงบทบาทอย่างแข็งขันในเวทีระหว่างประเทศและกาหนดตนเอง
ว่าเป็นรัฐ “อานาจขนาดกลาง” ซึ่ง Cooper (1993) เสนอว่ารัฐที่ใช้แนวทางแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ
แบบพหุภาคี ใช้แนวทางประนีประนอมในข้อพิพาทระหว่างประเทศ และแสดงตนเป็นพลเมืองระหว่าง
ประเทศที่ดีนั้น เป็นพฤติกรรมของรัฐ “อานาจขนาดกลาง”
และด้านสุดท้ายคือ ด้านการจัดลาดับอานาจ เป็นตัวชี้วัดด้านความมั่นคงและการทหารซึ่งใช้
ศักยภาพทางทหารเป็นมาตรฐาน ประเทศที่มีศักยภาพทางทหารปานกลางถือว่าเป็นประเทศ “อานาจ
ขนาดกลาง” เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศประเทศที่มีศักยภาพทางทหารสูงกับประเทศที่มีศักยภาพทาง
ทหารน้อย มุมมองด้านการจัดลาดับอานาจนี้ จะใช้ดัชนีทางสถิติเป็นตัวจัดประเภท เช่น ขนาดของ
13
ประเทศ ร้อยละผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ปริมาณการค้าและทุนสารอง จานวนประชากร ขนาด
ของกองทัพหรือจานวนประชากร เป็นต้น
โดยสรุปแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้จะนิยามรัฐ “อานาจขนาดกลาง” ตามข้อเสนอของ Shin Dong Min
ว่า รัฐ “อานาจขนาดกลาง” เป็นตัวแสดงที่เป็นรัฐที่มีอิทธิพลอันจากัดในการตัดสินใจเรื่องการกระจาย
อานาจในภูมิภาค แต่มีศักยภาพในการใช้อานาจในด้านต่างๆที่มีอยู่เปลี่ยนแปลงตาแหน่งของ
มหาอานาจ และปกป้องตาแหน่งของตนเองในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและภูมิภาคที่
ส่งผลกระทบโดยตรง (Shin, 2012)
14
บทที่ 3
อินโดนีเซียกับความเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง
บทนา
นับตั้งแต่อินโดนีเซียได้รับเอกราชจากประเทศอาณานิคมดัตช์เมื่อปี พ.ศ. 2488 เป็นต้นมา
อินโดนีเซียได้เผชิญกับความท้าทายต่างๆ อยู่หลายระยะ ตั้งแต่ยุคสมัยของประธานาธิบดีซูการ์โนที่เกิด
ความขัดแย้งกับการเกิดขึ้นใหม่ของสหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งซูการ์โนได้แสดงการต่อต้านอย่างชัดเจน
เพราะคิดว่าการสถาปนารัฐมาเลเซียนั้น เป็นการคุกคามอินโดนีเซียโดยมีประเทศอาณานิคมอังกฤษอยู่
เบื้องหลัง จนถึงสมัยซูฮาร์โตที่คุมอานาจเบ็ดเสร็จประกาศใช้ระเบียบใหม่ (New Order) ก่อให้เกิดการ
ปราบปรามกลุ่มต่างๆในประเทศด้วยความรุนแรง เช่น ชาวจีน รวมถึงกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์ที่ถูกกวาด
ล้างอย่างหนัก ฯลฯ ในช่วงนี้ เพราะนโยบายของซูฮาร์โตที่พึ่งพาสหรัฐอเมริกาในการช่วยเหลือทาง
เศรษฐกิจในช่วงสงครามเย็น ส่งผลให้สหรัฐฯประสบความสาเร็จในการกาจัดคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซีย
ซึ่งมีสมาชิกพรรคจานวนถึงไม่ต่ากว่า 3 ล้านคน ทาให้คอมมิวนิสต์ไม่ประสบความสาเร็จในการแพร่
ขยายอุดมการณ์ทางตอนใต้ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีความเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าทาง
ตอนเหนือของภูมิภาคในแถบอินโดจีน โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ลาว และกัมพูชา
จะเห็นได้ว่าทหารและกองทัพได้มีบทบาทในการปกครองอินโดนีเซียมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่
วันแรกของการสถาปนาสาธารณรัฐอินโดนีเซียหรือก่อนหน้านั้นเสียอีก เพราะกองทัพมีบทบาทในการ
ต่อสู้กับดัตช์จนได้รับเอกราช และยังมีบทบาทจนถึงทุกวันนี้ เป็นที่เข้าใจได้ว่าเพราะสภาพสังคมที่
อ่อนแอภายหลังจากก่อตั้งประเทศใหม่ ทาให้กองทัพมีบทบาทอย่างสูงในการก่อร่างสร้างประเทศจนเป็น
อินโดนีเซียในปัจจุบัน ซึ่งบทบาทของกองทัพจะได้กล่าวต่อไป
อินโดนีเซียประสบความสาเร็จในการเปลี่ยนผ่านมาสู่ยุคประชาธิปไตยประมาณสิบกว่าปีที่ผ่าน
มา โดยประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นคนแรก คือ พล.อ. ซูซิโล บัมบัง ยุโด
โยโน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีถึง 2 วาระด้วยกัน ในยุคสมัยของยุโดโยโนนั้น อินโดนีเซียได้รับการปฏิรูป
ขนานใหญ่ จากประเทศที่ปกครองโดยทหารมาสู่การปกครองโดยพลเรือนได้สาเร็จ การปฏิรูปกองทัพจึง
เป็นปัจจัยสาคัญทาให้อินโดนีเซียได้ก้าวข้ามอานาจเผด็จการทหารมาสู่อานาจของประชาชนได้ ถึงแม้
อิทธิพลทางทหารยังคงอยู่ แต่อิทธิพลก็ลดน้อยถอยลง ยุคนี้นับว่าเป็นยุคสมัยที่อินโดนีเซียกาลังผงาด
ขึ้นมามีบทบาทในด้านต่างๆอย่างมากไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยเฉพาะด้าน
การทูตและการต่างประเทศ อินโดนีเซียได้แสดงบทบาทนาในหลายๆวาระ ส่งผลให้นักวิชาการอย่าง
15
Amitav Acharya ได้ยกย่องให้อินโดนีเซียเป็นประเทศอานาจใหม่ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและความ
ชาญฉลาดทางการทูต (Acharya: 2014, p.3)
ทางด้านการทูตและการต่างประเทศอินโดนีเซียได้แสดงบทบาทนามาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ
ดังจะเห็นได้จากความพยายามแสวงหาทางออกให้กับประเทศที่จะไม่เลือกเข้าข้างมหาอานาจฝ่ายใด
ในช่วงสงครามเย็น ระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยนาโดยสหรัฐอเมริกาและสังคมนิยมนาโดยสหภาพโซ
เวียต โดยเป็นแกนนาในการจัดตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ซึ่งมีประเทศ
แกนนา เช่น อินเดีย อียิปต์ อินโดนีเซีย อดีตยูโกสลาเวีย เป็นต้น ในปัจจุบันถึงแม้จะไม่มีภัยคุกคาม
ระหว่างสองค่ายแล้ว ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดก็ยังเป็นเวทีที่สาคัญในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง
กันโดยเฉพาะประเทศกาลังพัฒนา นอกจากนี้ บทบาทของอินโดนีเซียในฐานะประเทศสมาชิกใน G-20
ก็เป็นอีกบทบาทที่สาคัญในการยกระดับการทูตพหุภาคของอินโดนีเซียในระดับโลก และการเป็นสมาชิก
OIC (Organization Islamic Conference) ของอินโดนีเซียแสดงถึงความผูกพันในฐานะการเป็นประเทศ
มุสลิมกับโลกมุสลิมทั้งหมด โดยเฉพาะความสาคัญของอินโดนีเซียที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดที่จะต้อง
แสดงภาวะผู้นาในกลุ่มประเทศมุสลิมด้วยเช่นกัน
สิ่งที่เปรียบเสมือนหัวใจของนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียที่สาคัญก็คือ ความสาคัญของ
อาเซียนต่ออินโดนีเซีย การที่อินโดนีเซียแสดงบทบาทในภูมิภาคเพื่อมุ่งสู่การสร้างเกียรติภูมิในระดับ
โลกเป็นนโยบายที่สาคัญเป็นลาดับแรก ซึ่งจะเห็นได้ว่าอินโดนีเซียได้แสดงบทบาทเป็นผู้นาในอาเซียน
เมื่อมีการประชุมในเวทีระดับโลกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใน G-20 หรือ การประชุมอื่นๆ
เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าอินโดนีเซียได้ยกระดับประเทศให้เข้ามาสู่ความเป็นมหาอานาจขนาด
กลางมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีข้อจากัดบางประการที่จะต้องพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
บริบททั่วไปของอินโดนีเซีย
อินโดนีเซียมีที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกทางทิศ
ตะวันออกกับมหาสมุทรอินเดียทางทิศตะวันตก อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีหมู่
เกาะน้อยใหญ่ภายใต้การปกครองมากกว่า 14,000 เกาะ ภาคเหนือมีพรมแดนติดประเทศมาเลเซียบน
เกาะบอร์เนียวหรือกาลิมันตัน ภาคตะวันออกติดกับประเทศปาปัวนิวกีนี และติมอร์-เลสเต อินโดนีเซียมี
ขนาด 1,904,569 ตารางกิโลเมตร มีจานวนประชากรประมาณ 255 ล้านคน ซึ่งนับเป็นประเทศที่มี
ประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และเป็นประเทศที่มีจานวนผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก
ประมาณ 87 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ โดยมีผู้นับถือศาสนาคริสต์มากเป็นอันดับ 2 ศาสนา
ฮินดูอันดับ 3 ศาสนาพุทธอันดับ 4 และศาสนาอื่นๆ จังหวัดที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุด ได้แก่
จังหวัดชวาตะวันตก (ประมาณ 43 ล้านคน) จังหวัดชวาตะวันออก (ประมาณ 37 ล้านคน) และจังหวัด
16
ชวากลาง (ประมาณ 32 ล้านคน) ตามลาดับ ซึ่งทั้งสามจังหวัดอยู่บนเกาะชวา โดยเมืองหลวงจาการ์ตามี
ประชากรประมาณ 10 ล้านคน อินโดนีเซียประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธ์จานวนมากกว่า 300 ร้อยกลุ่ม ซึ่ง
ชาวชวานับเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด มีจานวนประมาณ 100 ล้านคน คิดเป็น 42 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยชาว
ซุนดรา มีจานวนเกือบ 40 ล้านคน คิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มชาติพันธ์ในอินโดนีเซีย
ตั้งแต่การประกาศอิสรภาพจากอาณานิคมดัตช์ จนก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กองทัพได้
มีบทบาทสาคัญในการบริหารประเทศตลอดเรื่อยมาประมาณ 40 ปี จนกระทั่งเมื่อปี 2004 เป็นต้นมา
อินโดนีเซียได้มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงเป็นครั้งแรก ปัจจุบัน (ค.ศ. 2016) นับเป็นเวลา
12 ปีหรือจานวน 3 ครั้งแล้วที่อินโดนีเซียมีการเลือกตั้งโดยตรง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายโจโค
วิโดโด หรือ เป็นที่รู้จักในนาม โจโควี
หลังจากปี 2004 เป็นต้นมาสภาพทางการเมืองของอินโดนีเซียได้เปลี่ยนผ่านจากเผด็จ
การทหารมาสู่การเป็นประชาธิปไตย ซึ่งได้รับขนานนามว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นอันดับ 3
ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ได้สร้างการเปลี่ยนแปลง
ให้กับอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยเฉพาะทางด้านการ
ต่างประเทศ
ในลาดับถัดไป เราสามารถวิเคราะห์การเป็นประเทศอานาจขนาดกลางของอินโดนีเซีย โดย
พิจารณาถึง Smart Power (อานาจแข็ง (Hard Power) ได้แก่ อานาจทหารและอานาจเศรษฐกิจ และ
อานาจอ่อน (Soft Power) ได้แก่ นโยบายต่างประเทศด้านการทูตทวิภาคีหรือพหุภาคี) และสภาพสังคม
เพื่อให้ภาพของการวิเคราะห์อานาจขนาดกลางของอินโดนีเซียมีความชัดเจนมากขึ้น
การทหารของอินโดนีเซีย
การเป็นประเทศมหาอานาจขนาดกลางของอินโดนีเซียมีลักษณะแตกต่างกับประเทศอื่นๆ เช่น
ตุรกี ซาอุดีอารเบีย อิหร่าน ฯลฯ ที่มีแสนยานุภาพทางทหารที่เข้มแข็งและมีงบประมาณทางทหาร
จานวนมาก ผิดกับอินโดนีเซียที่มีการตั้งงบประมาณทางทหารที่น้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับประเทศ
อานาจขนาดกลางที่กล่าวมา และแสนยานุภาพทางทหารก็ยังไม่เข้มแข็งเท่าใดนัก อันจะเห็นได้จาก
กองทัพเรือของอินโดนีเซียยังไม่มีกองเรือรบที่สามารถปฏิบัติการเชิงรุกได้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างปี 2003-2012 อินโดนีเซียได้เพิ่มแสนยานุภาพทางทหารโดยเพิ่ม
งบค่าใช้จ่ายในการป้องกันประเทศเกือบร้อยละ 73 เพราะจาการ์ตายังคงกังวลกับความมั่นคง
ภายในประเทศ ความมั่นคงทางทะเล และความมั่นคงจากปัญหาข้ามชาติต่างๆ โดยเฉพาะความกังวล
ภายในในเรื่องกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ
17
นอกจากความกังวลใจภายในประเทศแล้ว อินโดนีเซียยังเฝ้าระวังถึงภัยนอกประเทศที่อาจสร้าง
ความไม่มั่นคงให้เกิดขึ้นได้ นั่นก็คือ ความขัดแย้งทะเลจีนใต้และแปซิฟิก รวมไปถึงความขัดแย้งใน
ประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียน เช่น ข้อพิพาทเหนือดินแดนทางทะเลและหมู่เกาะ Sipadan-Ligatan
และ Ambalat พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับมาเลเซีย เป็นต้น (Sukma, ?)
นอกจากนี้ ภัยธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ซึนามิ ภูเขาไฟระเบิด อุทกภัย ดินถล่ม
ฯลฯ กลายมาเป็นภัยทางความมั่นคงรูปแบบใหม่ (Non Traditional Security) ที่กองทัพจะต้องปรับตัว
และเตรียมความพร้อมในเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต อินโดนีเซียได้เรียนรู้กับ
ภัยคุกคามทางธรรมชาตินี้หลายครั้งที่ผ่านมา เช่น เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มจังหวัดอาเจะห์ในปี
ค.ศ. 2004 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในพื้นที่ชวากลางในปี ค.ศ. 2005 แผ่นดินไหวที่จังหวัดเบงกูลุในปี ค.ศ.
2007 และที่เกาะสุมาตราตะวันตกในปีค.ศ. 2009 เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ภัยทางความมั่นคงรูปแบบใหม่นี้
ได้มีผลต่อการกาหนดนโยบายของกองทัพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภารกิจช่วยเหลือประชาชน (Sukma,
ม.ป.ป.)
นั่นแสดงถึงความจาเป็นที่อินโดนีเซียจะต้องพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ
เพื่อจัดการกับปัญหาภัยคุกคามต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภัยคุกคามทางทะเล
ประเทศอื่นๆในอาเซียนได้พัฒนาขีดความสามารถทางทะเลเพื่อรองรับการขยายตัวของภัยคุกคามด้าน
ต่างๆ แต่อินโดนีเซียสามารถพัฒนาศักยภาพกองทัพเรือได้เพียงเล็กน้อย เนื่องมาจากข้อจากัดด้าน
งบประมาณ ซึ่งอินโดนีเซียมีภารกิจทางทะเลที่สาคัญในการปกป้องน่านน้าต่างๆ เช่น ช่องแคบมะละกา
ช่องแคบซุนดา เกาะลอมบอก ฯลฯ จากโจรสลัดและความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย
(Sukma, ม.ป.ป.)
ด้วยภัยทางความมั่นคงต่างๆนั้น อินโดนีเซียจึงเร่งปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย ซึ่งเป็นนโยบายที่
สาคัญทางการทหารในสมัยประธานาธิบดีซูซิโลบัมบัง ยุดโดโยโน พัฒนาระบบป้องกันประเทศ เพิ่มขีด
ความสามารถทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เช่น การจัดซื้อเรือดาน้าพิฆาต 3 ลาจากเกาหลีใต้
เฮลิคอปเตอร์ 25 ลารุ่น Bell 412, F-16 มือสอง, รถถัง 103 คันจากเยอรมัน เป็นต้น
ถึงแม้อินโดนีเซียจะทุ่มงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จานวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา
(2014) แต่มิได้ทาให้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกังวลใจนัก เพราะงบประมาณที่จัดซื้อดังกล่าวเมื่อ
เทียบสัดส่วนจาก GDP แล้วถือว่าต่ากว่าประเทศอื่นๆในอาเซียนมาก อยู่ที่ร้อยละ 0.8 เท่านั้น เมื่อเทียบ
กับของสิงคโปร์ (ร้อยละ 3.3) ประเทศไทยและมาเลเซียมีสัดส่วนเท่ากัน คือ ร้อยละ 1.5 ของ GDP
(SIPRI, 2014)
แต่หากพิจารณาจากค่าใช้จ่ายตามจริงจะพบว่าในปี 2014 อินโดนีเซียใช้จ่ายสาหรับการจัดซื้อ
อาวุธยุทโธปกรณ์จานวน 7,020 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นลาดับที่สองในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ที่ใช้งบ
18
ถึง 9,841 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยใช้งบประมาณไป 5,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นลาดับสาม
ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อเทียบกับประเทศมุสลิมอื่นๆแล้วถือว่าอินโดนีเซียใช้งบประมาณในการจัดซื้ออาวุธน้อยกว่า
ประเทศมุสลิมใหญ่ๆ เช่น ซาอุดีอาระเบียใช้งบร้อยละ 8-10 ของจีดีพี อิหร่านและตุรกีที่ใช้งบประมาณ
จัดซื้ออาวุธประมาณร้อยละ 2 ของจีดีพีเป็นต้น ซึ่งอินโดนีเซียใช้งบประมาณอยู่ที่ร้อยละ 0.8 ของจีดีพี
เท่านั้น
การปฏิรูปกองทัพ
กองทัพเป็นตัวแสดงทางการเมืองที่มีบทบาทและอิทธิพลของอินโดนีเซียมาตั้งแต่ก่อนก่อตั้ง
ประเทศเป็นสาธารณรัฐ ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่
1. กองทัพอินโดนีเซียเป็นผู้ทาสงครามต่อสู้จนสามารถปลดปล่อยดินแดนจากอาณานิคมดัตช์
เมื่อปี พ.ศ. 2492
2. ความเปราะบางและไร้เสถียรภาพของระบอบการปกครองโดยพลเรือนทาให้ทหารได้เข้ามา
มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ
3. ภัยคุกคามต่อความมั่นคง เช่น การก่อการกบฏที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆบนหมู่เกาะที่เต็ม
ไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธ์และวัฒนธรรม โดยเฉพาะการก่อกบฏที่เกาะสุมาตรา
และเกาะสุลาเวสี
4. การขยายอิทธิพลของขบวนการคอมมิวนิสต์ในช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2490 และ 2500
จึงเห็นได้ว่าด้วยกับเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กองทัพได้กลายมาเป็นศูนย์อานาจทางการเมืองที่
ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยุคระเบียบใหม่ (New Order) ในสมัยประธานาธิบดีซู
ฮาร์โต ที่มีการจัดตั้งหน่วยบัญชาการส่วนภูมิภาค (Territorial Command Structure) ซึ่งกองทัพสามารถ
ส่งนายทหารไปประจาการได้ในแทบทุกที่ของประเทศ และทหารได้เข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจ
อย่างกว้างขวางและมีผลประโยชน์ทางธุรกิจและประกอบธุรกิจของตนเองด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียเริ่มการปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจังในสมัยประธานาธิบดียูโดโยโน
เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่อินโดนีเซียประกาศต่อนานาประเทศ อินโดนีเซียแสดง
ความจริงใจโดยการเอาจริงเอาจังกับการลดอานาจของฝ่ายทหาร ซึ่ง ภานุวัฒน์ (2014) ชี้ให้เห็นว่า การ
ปฏิรูปกองทัพของอินโดนีเซียมีนโยบายที่สาคัญอยู่ 3 ประการ คือ
1. การนาเอากระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงมาอยู่ในการควบคุมของพล
เรือน
2. การปฏิรูประบบหน่วยบัญชาการส่วนภูมิภาคของกองทัพ
3. การแก้ปัญหาการหารายได้ด้วยตนเองของกองทัพ
19
ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า แสนยานุภาพทางทหารไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนต่อการเป็น
ประเทศมหาอานาจขนาดกลางของอินโดนีเซียได้ เพราะอินโดนีเซียยังไม่สามารถปฏิบัติการทางทหาร
โดยเอกเทศนอกภูมิภาค หรือแม้กระทั่งกองทัพเรือยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลรอบชายฝั่งทั่วพื้นที่
รอบเกาะต่างๆได้ อย่างไรก็ตามนโยบายที่สาคัญภายใต้การนาของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด จะ
ปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยโดยเฉพาะกองทัพเรือให้มีศักยภาพรักษาผลประโยชน์ทางทะเลของ
อินโดนีเซียที่เป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ภายใต้นโยบายต่างประเทศที่เน้นและส่งเสริมผลประโยชน์
ทางทะเล
เศรษฐกิจของอินโดนีเซีย
เศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 ถึงแม้ว่าในปลายปี
2558 อัตรา GDP จะลดเหลืออยู่ที่ร้อยละ 4.79 ก็ตาม อินโดนีเซียก็ยังถือว่ามีการเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนอื่นๆ ซึ่งการเจริญเติบโตนี้มีอัตราเทียบได้กับประเทศใน
กลุ่ม BRICS เลยทีเดียว (Anton Hermansyah & Arif Gunawan S., 2016) แต่อย่างไรก็ตามถ้าดูจาก
รายได้ต่อหัวของประชากรในปี 2014 ประชากรอินโดนีเซียจะมีรายได้เฉลี่ย 3,492 ดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น
นั้นแสดงถึงความเหลื่อมล้าทางรายได้ระหว่างคนจนและคนรวยยังมีสูงอยู่
เศรษฐกิจอินโดนีเซียได้รับการยอมรับจากธนาคารโลกว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลก
ตั้งแต่ปี 2011 รองจากประเทศ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เยอรมัน รัสเซีย บราซิล ฝรั่งเศส และ
อังกฤษ (Archaya, 2014) ปัจจัยสาคัญที่ทาให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต นั่นก็เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศ
ที่มีแรงงานจานวนมากและราคาถูก ทาให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆมีต้นทุนที่ต่า ชาติต่างๆ
จึงมักย้ายฐานการผลิตมาที่อินโดนีเซีย
เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตส่วนใหญ่มาจากการอุปโภคและบริโภคภายในประเทศซึ่งมีอัตราถึงร้อย
ละ 60 ที่ไม่ใช่การส่งออก จุดนี้เองที่ Archaya (2014) ยังชี้ว่าเป็นข้อดีของอินโดนีเซียที่ไม่ต้องพึ่งพา
ตลาดโลกมากนัก อย่างไรก็ตาม ในปลายปี 2558 สานักงานสถิติแห่งชาติของอินโดนีเซียวิเคราะห์จีดีพี
ของประเทศซึ่งมีมูลค่ารวมต่อปีสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวต่ามากเมื่อปีพ.ศ. 2558 ว่าเป็น
ผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่ทาให้มูลค่าการส่งออกถ่านหินและน้ามันปาล์ม ซึ่งเป็น
หนึ่งในสินค้าหลักของประเทศลดลงตามไปด้วย อีกทั้งสถานการณ์ราคาน้ามันดิบในตลาดโลกที่ยังผัน
ผวน (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์: 5 กุมภาพันธ์ 2559)
การลงทุนจากต่างชาติก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทาให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีความเข้มแข็ง
นอกจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ เราจะเห็นว่า สาหรับอินโดนีเซียถ้าจะได้
ผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากการเปิดศักราชของ AEC บริษัทต่างๆและประชาชนอินโดนีเซียจะต้องเพิ่ม
20
การแข่งขันให้มากขึ้น เพราะอินโดนีเซียมีจุดแข็ง คือ เป็นตลาดใหญ่ในอาเซียนและเป็นเป้าหมายของ
การลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนข้ามพรมแดน
มีการทาสารวจโดยกลุ่มที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN Business Advisory Board) สารวจ
กลุ่มตัวอย่างจาก 450 บริษัทในอาเซียน ซึ่งผลระบุว่าร้อยละ 50 ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะ
ลงทุนในอินโดนีเซียในช่วง 3 ปีนี้ (พ.ศ. 2559-2561) (Wong & Wirjo, 2012) อินโดนีเซียได้เชิญชวนให้
นักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนที่อินโดนีเซียในอุตสาหกรรมใหม่ต่างๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ อุตสาหกรรมยา
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น (Nicholas Fang and Cheryl Tan 2016) ซึ่งการลงทุน
ดังกล่าวจะสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชนอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก โดยอินโดนีเซียสามารถ
จัดการกับปัญหาคนว่างงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้จากตัวเลขการว่างงานที่ลดลงจากร้อยละ 8.4 ใน
ปี 2551 เหลือ ร้อยละ 5.81 ในปี 2558
การที่อินโดนีเซียเป็นแหล่งที่น่าสนใจในการลงทุนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือเงินทุนจาก
ต่างชาติจะช่วยสร้างงานและขยายการผลิตให้แก่อินโดนีเซีย แต่จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
ภายในประเทศ ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันน้อยกว่า ภาคเอกชนของอินโดนีเซียล็อบบี้รัฐบาลให้
ออกมาตรการกีดกันทางการค้าแบบไม่ใช่ภาษี เพื่อที่จะให้บริษัทของอินโดนีเซียสามารแข่งขันกับบริษัท
ต่างชาติได้ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวได้ทาให้นานาชาติกล่าวหาอินโดนีเซียว่าหันมาใช้นโยบาย
กีดกันทางการค้า ซึ่งสร้างภาพลักษณ์ทางลบให้กับประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นาของภูมิภาคอาเซียน
(Fuadi, 2014)
ปัญหาที่เรียกได้ว่าเป็นปัญหาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของอินโดนีเซีย ได้แก่การมี
โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในการพัฒนาประเทศ อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่
เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทาให้ประชาชนมีความยากลาบากในการเดินทางและติดต่อสื่อสารหรือแม้แต่
ภาคการขนส่งซึ่งยังไม่มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอทาให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าต่างๆของอินโดนีเซีย
มีต้นทุนที่สูง จะเห็นได้ว่าในปี ค.ศ. 2015 อินโดนีเซียใช้งบประมาณไปเพียงร้อยละ 11 ของจีดีพีสาหรับ
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ปัญหาทางด้านโครงสร้างพื้นฐานนี้เป็นอุปสรรคสาคัญทาให้นักลงทุน
จะต้องทบทวนในการเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียถึงแม้อินโดนีเซียจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในบรรดา
ประเทศอาเซียนก็ตาม แต่ปลายปี ค.ศ. 2015 เริ่มมีสัญญาณดีโดยรัฐบาลได้อนุมัติการอัดฉีดงบลงทุนใน
โครงสร้างพื้นฐานของประเทศและเปิดรับการประมูลจากต่างชาติในโครงการต่างๆ
จากสถานการณ์ก่อการร้ายในจาการ์ตาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 ทาให้นักลงทุนอาจต้อง
ทบทวนการลงทุนในอินโดนีเซีย เพราะสถานการณ์การก่อการร้ายอาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตซึ่งไม่เป็น
ผลดีกับธุรกิจและการลงทุน ประธานาธิบดี โจโควี ได้เร่งที่จะพูดคุยกับกลุ่มศาสนาต่างๆเพื่อขอความ
ร่วมมือไม่ให้เผยแพร่แนวคิดที่สุดโต่งแก่สมาชิกของกลุ่มตน เช่น กลุ่มนะฮฺดะตุ้ลอุลามาอฺ หรือ NU ที่เป็น
21
องค์กรทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียที่มีสมาชิกมากกว่า 40 ล้านคน เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็น
มิตรกับการลงทุนให้อยู่ในสภาวะปกติ
เศรษฐกิจอินโดนีเซียที่เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงแม้จะลดลงบ้างในบางไตรมาส ตั้งแต่ ค.ศ.
2012 เป็นต้นมา เป็นสัญญาณดีที่อินโดนีเซียกาลังก้าวเข้าไปสู่ความเป็นรัฐอานาจขนาดกลาง ซึ่งปัจจัย
สาคัญต่อเศรษฐกิจที่จะส่งผลให้อินโดนีเซียสามารถบรรลุวัตถุประสงค์แห่งการเป็นรัฐอานาจขนาดกลาง
ได้นั้น จะขึ้นอยู่กับจานวนประชากรจานวนมากซึ่งส่งเสริมการบริโภคและอุปโภคภายในประเทศ และ
บรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติ และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่จะต้องพัฒนาเพื่อรองรับการ
ขยายตัวของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและการลงทุนจากประเทศนอก
อาเซียนอื่นๆ
นโยบายต่างประเทศ
ภายหลังจากได้รับอิสรภาพจากดัตช์เป็นต้นมา บรรดาผู้นาของอินโดนีเซียกาหนดลักษณะ
นโยบายต่างประเทศของตนเองภายใต้ความคิด “อิสระและกระตือรือร้น” ความคิดดังกล่าวได้ถูกกล่าวถึง
เป็นครั้งแรกในวารสาร Foreign Affairs เมื่อปี 1953 ซึ่ง มูฮัมมัด ฮัตตา รองประธานาธิบดีอินโดนีเซียใน
ขณะนั้นได้ให้ความหมายของนโยบายต่างประเทศที่เป็น “อิสระ” หมายถึง “อินโดนีเซียแสวงหามิตรภาพ
กับประเทศทั้งมวล โดยไม่สนใจว่าประเทศนั้นจะมีอุดมการณ์และระบอบการเมืองเป็นอย่างไร
อินโดนีเซียไม่เลือกข้างระหว่างค่ายทั้งสองค่ายและมีแนวทางเป็นของตนเองผ่านทางการแก้ปัญหา
ระหว่างประเทศ” และคาว่า “กระตือรือร้น” หมายถึง “ความพยายามที่จะทางานอย่างหนักที่จะรักษา
สันติภาพและผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสองค่าย ผ่านการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกองค์การ
สหประชาชาติต่างๆ” (Hatta, 195)
เราจะเห็นได้ว่านโยบายต่างประเทศภายใต้ความคิด “อิสระและกระตือรือร้น” ที่นาเสนอข้างต้น
เกิดขึ้นมาภายใต้บริบทของสงครามเย็นที่มีบรรยากาศตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างสองค่ายคือ
สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ซึ่งนาไปสู่การดาเนินนโยบาย “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” ของอินโดนีเซีย และ
ต่อมาทาให้อินโดนีเซียกลายมาเป็นกลุ่มประเทศผู้นาก่อตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดซึ่งยังคงมีบทบาท
จนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามนโยบาย “อิสระและกระตือรือร้น” นี้มีลักษณะแตกต่างในสมัยของประธานนาธิบ
ดีซูฮาร์โตในช่วง ค.ศ. 1967 ที่ดาเนินนโยบายนี้ด้วยการพึ่งพิงตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามากขึ้น
เพราะว่าความต้องการปัจจัยในการพัฒนาประเทศ และการสนับสนุนแนวคิด “ภูมิภาคนิยม” อย่างเต็มที่
โดยเฉพาะในการก่อตั้งสมาคมอาเซียนได้ในปี ค.ศ. 1967
22
หลังจากยุคประธานาธิบดีซูฮาร์โต การทูตและการต่างประเทศของอินโดนีเซียถือว่าอยู่ในยุค
ตกต่าด้วยกับต้องจมปลักกับปัญหาภายในประเทศ เช่น ปัญหาการแยกประเทศของติมอร์ตะวันออก
ปัญหาการก่อการร้าย เป็นต้น อินโดนีเซียเลือกที่จะมองปัญหาภายในประเทศของตนเองเป็นหลัก
มากกว่าที่จะมองออกไปข้างนอกประเทศ ซึ่งอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นาลาเตกาวา
กล่าวว่า ในช่วงนี้อินโดนีเซียกลับกลายมามุ่งเน้นที่ปัญหาภายใน นโยบายต่างประเทศได้ถูกปิดสวิตซ์ไป
เสียแล้ว (Acharya, 2014)
การทูตและการต่างประเทศของอินโดนีเซียกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งภายใต้การนาของ
ประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุโดโยโน ที่ยืนยันถึงนโยบายต่างประเทศ “อิสระและกระตือรือร้น” โดยเน้น
ความคิดดังกล่าวผ่านสโลแกนว่า “ a million friends and zero enemies”
ด้วยกับสโลแกนดังกล่าว ประธานาธิบดียุโดโยโน กล่าวในคาปราศรัยว่า
“ ขณะนี้อินโดนีเซียกาลังเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์รูปแบบใหม่ ซึ่งไม่มีประเทศใดที่อินโดนีเซีย
มองว่าเป็นศัตรู อินโดนีเซียสามารถที่จะดาเนิน “นโยบายต่างประเทศรอบทิศทาง” ได้เพราะเรามีนโยบาย
“สร้างมิตรและไม่สร้างศัตรู” เหนือสิ่งอื่นใดเพื่อสร้างโลกที่มีความสงบสุข ความยุติธรรม ประชาธิปไตยและมั่ง
คั่งร่ารวย” (Yudhoyono, 20 Oct 2009)
นอกจากนี้นโยบายที่สาคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทั้งประธานาธิบดียูโดโยโนและรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงต่างประเทศ (ในขณะนั้น) นาลาเตกาวากล่าวถึงอยู่เสมอก็คือ พลวัตรดุลอานาจ (Dynamic
Equilibrium) ซึ่งหมายถึง การยอมรับในการมีอยู่ของชาติมหาอานาจต่างๆในอาเซียน (เช่น
สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น) แต่การยอมรับนั้นไม่ใช่การเลือกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือหลาย
ฝ่าย และไม่ใช่การรักษาดุลอานาจ (Balance of Power) แบบเก่าที่จะมีรัฐใดรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐมี
อิทธิพลเหนือรัฐอื่นในภูมิภาคผูกขาดอานาจในการกาหนดระเบียบต่างๆในภูมิภาค พลวัตรดุลอานาจ
(Dynamic Equilibrium) อาจเข้าใจได้ว่าเป็นการใช้กลไกทางพหุภาคีในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ
ในอาเซียนกับรัฐภายนอกให้มีความเชื่อมั่นในระบบของอาเซียน ไม่เฉพาะสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น แต่ยัง
รวมถึงการชักชวนประเทศอย่างอินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และรัสเซียเข้าร่วมในความ
ร่วมมือต่างๆผ่านทางกลไกของอาเซียนเอง (เช่น ASEAN Defense Ministers’ Meeting Plus
(ADMM+) หรือ ASEAN Maritime Forum (AMF)) (Poling, 2013) เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและ
แสวงหาความร่วมมือในประเด็นผลประโยชน์ร่วมกัน เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันแล้วก็ยากที่จะมีความ
ขัดแย้งถึงขั้นต้องใช้กาลังทหารเพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ต้องการสูญเสียผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้น
เป้าหมายของพลวัตรดุลอานาจจึงไม่ใช่การสร้างระเบียบใหม่ผ่านกาลังทหาร การเป็นพันธมิตรทาง
ทหาร และการแข่งขันในทางอาวุธ แต่เป็นการรักษาความเป็นตัวกลางของอาเซียนในการคุมเกมที่มีตัว
แสดงเป็นประเทศมหาอานาจต่างๆ เฉกเช่น วาทยกรควบคุมวงออเคสตร้า (อ้างใน Achaya, 2014 : 12)
23
นโยบายดังกล่าวถือว่าเป็นฐานที่อินโดนีเซียใช้เพื่อยกระดับอินโดนีเซียสู่เวทีโลก ภายใต้
แนวความคิด “ภูมิภาคนิยมสู่เวทีโลก” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ บทบาทของอินโดนีเซียในการตัดสิน
เกี่ยวกับสมาชิกภาพในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) การที่อินโดนีเซียได้
ดาเนินการเพื่อให้อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์เป็นสมาชิกในความร่วมมือในอาเซียนต่างๆ หรือ
แม้กระทั่งแนวความคิดที่อินโดนีเซียขยายขอบเขตภูมิภาคให้กว้างไกลมากขึ้นโดยรวมอินเดียเข้ามาด้วย
ภายใต้ชื่อ “อินโด-แปซิฟิก” เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าอินโดนีเซียจะแสวงหาความร่วมมือในภูมิภาคของ
ตนเองอย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน กลุ่มเอเชียและแปซิฟิก กลุ่มเอเชียตะวันออกและกลุ่มอินโด-
แปซิฟิกที่พยายามดึงประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอินเดียเข้าร่วมวงไพบูลย์ด้วย ซึ่งประเด็นนี้แสดงถึง
ความสามารถของอินโดนีเซียด้วยเช่นกันในการจัดการและกระจายอานาจในภูมิภาคได้ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็น
ศักยภาพของประเทศอานาจขนาดกลาง
Mietzner (2015) สรุปว่านโยบายต่างประเทศในยุคของประธานาธิบดียุโดโยโนมีเป้าหมายอยู่ 5
ประการ คือ
1. การนาอินโดนีเซียไปสู่รายได้ 1หมื่นล้านดอลลาร์ และการเป็นสมาชิกในกลุ่ม G20
2. การนาอินโดนีเซียไปสู่ตัวแสดงที่มีบทบาทในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3. การวางตาแหน่งอินโดนีเซียให้เป็นประเทศตัวกลางระหว่างโลกตะวันตกและอิสลาม
4. การวางตาแหน่งอินโดนีเซียว่าเป็นตัวแสดงหลักในการอภิปรายเรื่องการพัฒนาต่างๆ
5. เสริมบทบาทของอินโดนีเซียในเรื่องการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในเอเชีย
ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 นายโจโค วิโดโด้ หรือรู้จักกันภายใต้ชื่อ โจโควีได้รับเลือกให้เป็น
ประธานาธิบดีคนใหม่ต่อจากนายยุโดโยโน นโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียในช่วงนี้ได้เปลี่ยนจาก
การมีนโยบาย “แสวงหามิตรและไม่สร้างศัตรู” ในสมัยของประธานาธิบดียุโดโยโนไปสู่นโยบายเน้น
ผลประโยชน์แห่งชาติมากขึ้น ถึงแม้โจโควียังยืนยันที่จะใช้แนวคิด “อิสระและกระตือรือร้น” เช่นเดียวกับ
อดีตประธานาธิบดียุโดโยโนก็ตาม การเน้นผลประโยชน์แห่งชาติอาจพิจารณาได้จากเหตุการณ์ต่างๆ
เช่น การทาลายเรือต่างชาติที่เข้ามาจับปลาในน่านน้าอินโดนีเซียทันที (ยกเว้นเรือประมงของจีน) ส่วน
ใหญ่เป็นเรือประมงไทยและเวียดนาม แทนที่การพูดคุยโดยตรงกันอย่างลับๆระหว่างผู้นาประเทศคู่
ขัดแย้งที่เป็นวิธีการของยุโดโยโนที่ผ่านมา หรือประเด็นที่หญิงชาวอินโดนีเซียไปเป็นคนงานอยู่
ต่างประเทศ เป็นต้น (Mietzner, 2015)
นโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโจโควีจึงดูแตกต่างจากในสมัยของยุโดโยโน ซึ่งเน้นและ
ให้ความสาคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสาคัญ โดยเฉพาอย่างยิ่ง ผลประโยชน์ทางทะเล ด้วยกับหมู่
เกาะจานวนมากและความอ่อนแอของการปกป้องผลประโยชน์ทางทะเล ประธานาธิบดีโจโควีได้ประกาศ
ท่าทีทางการทูตใหม่ของอินโดนีเซียที่มีเป้าหมายให้ประเทศต่างๆเคารพอานาจทางทะเลของอินโดนีเซีย
ภายใต้ความคิด “Global Maritime Fulcrum” ซึ่งเน้นประเด็นหลัก 5 ประการ คือ วัฒนธรรมทางทะเล
24
ทรัพยากรทางทะเล การเชื่อมต่อหมู่เกาะต่างๆ การทูตทางทะเล และการพัฒนากองทัพเรือ (Gindarsah
and Priamarizki, 2015) การประกาศนโยบายต่างประเทศใหม่นี้มีความสาคัญกับอินโดนีเซียเป็นอย่าง
ยิ่งเพราะอินโดนีเซียมองว่าภัยคุกคามจากการประกาศพื้นที่ทางทะเลโดยใช้แผนที่ทางประวัติศาสตร์ที่
รู้จักกันภายใต้ชื่อ 9 Dash Line ที่จีนกาหนดนั้น ได้ทับซ้อนกับเขตเศรษฐกิจจาเพาะในอาณาเขตทาง
ทะเลทางตอนเหนือของเกาะนาตูนาของตน นี่จึงเป็นเหตุผลสาคัญที่นายโจโควีประกาศนโยบาย
ต่างประเทศดังกล่าวรวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการนอกชายฝั่งให้กับกองทัพเรืออย่าง
เร่งด่วนด้วย
นอกจากนี้ ในสมัยประธานาธิบดีโจโควีนี้ นโยบายภูมิภาคนิยม (Regionalism) ที่เป็นเสาหลัก
ของนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียยังคงเป็นสิ่งที่อินโดนีเซียให้ความสาคัญ โดยเฉพาะอาเซียนแต่
Rizal Sukma กล่าวอย่างมีนัยยะว่า
“เรากาลังจะเป็นประเทศที่มีอานาจในภูมิภาคผ่านทางความร่วมมือแบบเจาะจง รัฐบาลจะ
ตัดสินใจว่ากรอบความร่วมมือใดบ้างที่สนองตอบผลประโยชน์ของอินโดนีเซียโดยตรง”
“ยิ่งไปกว่านั้น อินโดนีเซียจะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ โดยจะเน้นในวาระระหว่างประเทศที่ให้
ประโยชน์กับการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติเป็นสาคัญ”
จากคากล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าอินโดนีเซียยังคงให้ความสาคัญกับอาเซียน แต่อาเซียนไม่ได้
เป็นกรอบความร่วมมืออันเดียวที่อินโดนีเซียให้ความสาคัญ อินโดนีเซียจะส่งเสริมการทูตทวิภาคีมากขึ้น
ซึ่ง Rizal Sukma กล่าวต่อไปอีกว่า อินโดนีเซียในยุคนี้จะให้ความสาคัญกับความสัมพันธ์ทวิภาคีซึ่งเขา
มองว่าเป็นสิ่งที่จะสร้างประโยชน์ให้กับอินโดนีเซียอย่างเต็มที่มากกว่าความสัมพันธ์พหุภาคี
ตาราง 3.1: เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย
1. เพิ่มบทบาทความเป็นผู้นาในการก่อตั้งประชาคมอาเซียนทางด้านการเมือง-ความมั่นคง
เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรม
2. เพิ่มบทบาททางการทูตของอินโดนีเซียในการจัดการปัญหาแบบพหุภาคี
3. เพิ่มความร่วมมือในด้านต่างๆที่หลากหลายระหว่างอินโดนีเซียและประเทศอื่นๆ และภายใน
องค์การภูมิภาคต่างๆ เช่น เอเชีย-แปซิฟิก แอฟริกา อเมริกา และยุโรป
4. เพิ่มคุณภาพของกฎหมายระหว่างประเทศและความร่วมมือที่ถูกป้องกันจากปัจจัยทางการเมือง
การศาล ความมั่นคงและเทคนิคต่างๆ
5. เพิ่มคุณภาพของพิธีการทูตและการบริการกงสุล
25
6. ส่งเสริมภาพลักษณ์ของอินโดนีเซียต่อประชาคมการทูตและเวทีโลก
ที่ ม า : Amitav Acharya (2014) Indonesia Matter: Asia’s Emerging Democratic Power,. World
Scientific, P16.
อินโดนีเซียมีวิสัยทัศน์ในการดาเนินนโยบายต่างประเทศล่วงหน้าจนถึงปี ค.ศ. 2025 ดังตาราง
3.2 ดังนี้
ตาราง 3.2: เป้าหมายและการให้ความสาคัญนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียในช่วงปี
ค.ศ. 2005 – 2025
2005-2009 เพิ่มความเข้มแข็งและแสดงให้สังคมโลกเห็นว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศ
ประชาธิปไตย
2010-2014 ประสบความสาเร็จในการแสดงบทบาทสาคัญในฐานะประเทศประชาธิปไตยผ่าน
ช่องทางทางการทูตในเวทีโลก เพื่อเป็นแนวทางในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ
การรักษาพรมแดน และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ
2015-2019 เพิ่มบทบาทของอินโดนีเซียในฐานะผู้นาและสร้างประโยชน์ในความร่วมมือ
ระหว่างประเทศ
2020-2024 กาหนดตาแหน่งอินโดนีเซียเป็นประเทศอิสระในชุมชนโลก
 สร้างการเข้าถึงตลาด
 วางอินโดนีเซียในตาแหน่งที่ถูกต้องในการแข่งขันระหว่างประเทศ
 เพิ่มการลงทุนต่างชาติ โดย บริษัทของอินโดนีเซีย
ที่มา: Rencana Strategis Kementerian Luar Negeri (Strategic Plan of the Ministry of Foreign
Affairs), (Jakarta: Kemenerian Luar Negari, 2013)
นอกจากนี้ การทูตพหุภาคีที่สาคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับโลก
มุสลิมในฐานะที่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมจานวนมากที่สุดของโลก อินโดนีเซียพยายาม
เพิ่มการมีบทบาทกับประเทศในโลกอิสลามมากขึ้น โดยเฉพาะบทบาทในองค์การความร่วมมืออิสลาม
หรือ OIC โดยนาเสนอรูปแบบทางการเมืองที่อิสลามกับประชาธิปไตยสามารถอยู่ร่วมกันได้ ผลักดัน
ประเด็นต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน ธรรมาภิบาล หรือประชาธิปไตย เป็นต้น หรือจุดยืนที่อินโดนีเซีย
สนับสนุนการตั้งรัฐปาเลสไตน์ รวมถึงการแสดงการคัดค้านการใช้ความรุนแรงของกลุ่มมุสลิมบางกลุ่ม
หรือ การต่อต้านสิทธิการแสดงความเห็นอย่างไร้ขอบเขตของประเทศตะวันตกในคราวเดียวกัน อย่างไร
ก็ตาม ประเทศอาหรับก็ยังมีทัศนคติต่อมุสลิมในอินโดนีเซียในแง่ลบและตั้งคาถามถึงความบริสุทธิ์ของ
26
อิสลามที่ได้รับการปฏิบัติในอินโดนีเซีย ซึ่งสิ่งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของอิสลาม
ในดินแดนอาหรับ เปอร์เชีย หรือเตอร์กที่ล้วนแล้วมีประวัติศาสตร์ที่สาคัญต่อโลกมุสลิมมาอย่างยาวนาน
นับหลายศตวรรษ สิ่งนี้ทาให้ความชอบธรรมของอินโดนีเซียด้านศาสนานั้นน้อยในสายตาของประเทศ
มุสลิมอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มอาหรับ และไม่ได้ให้ความสาคัญมากนัก (Pitsuwan, 2014, 252-
253) ซึ่งด้วยกับความเป็นประเทศมุสลิมที่มีลักษณะพหุวัฒนธรรม พหุอัตลักษณ์ และมีความแตกต่าง
หลากหลายทางศาสนา ทางชนกลุ่มน้อยๆต่างๆ อิสลามในอินโดนีเซียจึงมีการผสมปนเปขนบธรรมเนียม
ประเพณีโบราณอยู่บ้างในด้านความเชื่อและการปฏิบัติศาสนกิจของบางกลุ่ม
ในประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อินโดนีเซียประสบปัญหา ด้วยกับปัญหาหมอกควัน
ที่เกิดขึ้นทุกปีบนเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียวได้สร้างผลกระทบไม่เฉพาะแต่ประชาชนชาว
อินโดนีเซียแต่ยังส่งผลถึงประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือ แม้กระทั่งภาคใต้ของ
ไทยเองก็ตามในด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ ปัญหาหมอกควันจึงเป็นเหมือนบททดสอบความสามารถใน
การจัดการและแก้ไขปัญหาที่กลายมาเป็นประเด็นระหว่างประเทศ จนถึงปัจจุบันอินโดนีเซียก็ยังไม่
สามารถแก้ปัญหานี้ได้ สิ่งนี้ได้ลดความน่าเชื่อถือของประเทศในเรื่องการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม
การให้ประโยชน์สาธารณะ (Public Goods) และภาพลักษณ์ต่อการเป็นประเทศผู้นาในภูมิภาคที่
อินโดนีเซียพยายามกล่าวถึงอยู่เสมอ
สังคมอินโดนีเซีย
สังคมอินโดนีเซียหลังจากยุคซูฮาร์โตได้เผชิญกับความท้าทายในการนาประเทศเข้าสู่ระบอบ
ประชาธิปไตย ถึงแม้การได้มาซึ่งประชาธิปไตยจะไม่ได้ง่ายนัก แต่อินโดนีเซียก็พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศ
ได้ประสบความสาเร็จในการผสมผสานประชาธิปไตยให้เป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศได้
ประชาธิปไตยได้สร้างความมั่นคงให้กับสังคมอินโดนีเซียมากขึ้น ทาให้สังคมได้ให้การสนับสนุนในฐานะ
ที่เป็นระบบการเมืองของประเทศ
ประชาธิปไตยได้ทาให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีการเจริญเติบโตอย่างมาก ซึ่งอัตราการ
เจริญเติบโตนาหน้าประเทศกลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ ยกเว้นจีนและอินเดีย
อินโดนีเซียได้ทาให้บรรดานักวิชาการต่างแปลกใจว่าประเทศประชาธิปไตยใหม่ที่น่าจะมี
นโยบายชาตินิยม มีปัญหาภายในประเทศที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตย
หรือมีแนวโน้มที่จะก่อสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่อินโดนีเซียกลับเปลี่ยนผ่านมาสู่ประชาธิปไตย
ได้อย่างค่อนข้างประสบความสาเร็จ ความกังวลใจเกี่ยวกับอิสลามกับประชาธิปไตยก็ได้รับการพิสูจน์ว่า
สามารถที่จะดาเนินไปด้วยกันได้ (Acharya: 2014, p.19-20)
27
จะเห็นได้ว่าการเป็นประชาธิปไตยได้เป็นปัจจัยสาคัญที่อยู่เบื้องหลังในการสร้างความมั่นคง
ภายในประเทศในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อต่างๆ เช่น ในติมอร์ตะวันออกและอาเจะห์
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่สะสมมาจากนโยบายเลือกปฏิบัติในสมัยของซูฮาร์โตยังคงฝังรากความ
ขัดแย้ง การละเมิดสิทธิมนุษยชนยังดารงอยู่ โดยเฉพาะในจังหวัดปาปัวที่มีขบวนการปาปัวเสรี
เคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชจากอินโดนีเซีย แต่กลุ่มนี้ยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ ทาให้เกิดการปะทะ
กันระหว่างขบวนการปาปัวเสรีกับทหารอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ ความมั่นคงระยะยาวของสังคมอินโดนีเซียจะต้องคานึงถึงบทบาทของอิสลาม ซึ่ง
ประชากรอินโดนีเซียประมาณร้อยละ 87 เป็นมุสลิม ในการนี้ หลังจากประกาศอิสรภาพอิสลามได้
ครอบครองบทบาทพิเศษในการเมืองอินโดนีเซีย ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียต้อง
พยายามรักษาสมดุลระหว่างกลุ่มมุสลิมที่ต้องการรัฐศาสนากับกลุ่มโลกีวิสัยที่ไม่ต้องการให้อิสลามเข้ามา
ข้องเกี่ยวทางการเมือง ปัญหาได้รับการคลี่คลายผ่านการเน้นหลักการ “พระเจ้าองค์เดียว” (ที่ไม่
เฉพาะเจาะจงว่าเป็นอิสลาม) ที่เรียกว่าปัญจศิลา (Pancasila) หลัก 5 ประการของรัฐ และการ
ควบคุมดูแลกลุ่มมุสลิมที่มีความคิดรุนแรงอย่างใกล้ชิด
ในเรื่องโครงสร้างประชากรเป็นที่คาดการณ์กันว่า อินโดนีเซียจะมีอัตราเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีอายุ
60ขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น จาก 7.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2010 เป็น 11.8 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 นั้นแสดงถึงการ
พึ่งพาที่สูงมากขึ้นที่อินโดนีเซียจะต้องเตรียมรับมือ ขณะที่อัตราการเกิดอยู่ที่ 1.17 เปอร์เซ็นต์ลดลงจาก
ปีก่อนหน้านี้เป็นลาดับ ประชากรวัยทางานประมาณไม่ต่ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ (Trading Economics,
2014) ซึ่งทาให้อินโดนีเซียมีประชากรในวัยทางานที่เหมาะสมในการพัฒนาประเทศภายใน 5-10 ปี
ข้างหน้า
ปัญหาและข้อท้าทาย
ถึงแม้อินโดนีเซียจะมีการพัฒนาในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียยังมีปัญหา
ภายในประเทศบางประการที่อาจเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศอานาจขนาด
กลางได้ ซึ่งสามารถระบุได้ดังนี้
1. ภัยจากสงครามซีเรีย
อินโดนีเซียเป็นประชากรที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามากที่สุดในโลก มีประชากรจานวนหนึ่งที่
มีความรู้สึกเห็นใจกับกลุ่มต่างๆในสงครามซีเรีย เช่น กลุ่มไอเอส (Islamic State) หรือ
กลุ่มอัลนุสรอ เป็นต้น ในปลายปี ค.ศ. 2014 มีรายงานว่ามีนักรบจากอินโดนีเซียจานวน
มากกว่า 100 คนได้เข้าร่วมรบในสงครามซีเรีย ส่วนใหญ่เข้าร่วมกับกลุ่มไอเอส (Jones &
Solahudin, 2015 : p. 154) ทาให้สังคมอินโดนีเซียนับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นไปมีความเสี่ยง
28
จากนักรบเหล่านี้ที่กลับมามาตุภูมิของตนเองภายหลังจากเข้าร่วมรบในสงครามญิฮาด
ร่วมกับไอเอส ตัวอย่างของการปฏิบัติการของกลุ่มนักรบนี้ได้แก่ เหตุการณ์ระเบิด ณ เมือง
จาการ์ตาในเดือนมกราคม ค.ศ. 2016
2. ภัยจากองค์กรหัวรุนแรงในประเทศ
ในกลุ่มต่างๆที่เป็นกลุ่มหรือองค์กรนิยมความรุนแรง ญามาอะฮฺ อิสลามิญะฮฺ (JI) เรียกได้ว่า
เป็นองค์กรที่มีศักยภาพมากที่สุดและสามารถปฏิบัติการระยะยาวได้มากที่สุด ซึ่ง JI เป็น
กลุ่มที่สร้างความกังวลไม่เฉพาะกับประเทศอินโดนีเซียแต่ยังรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ
รวมทั้งไทยที่เคยเป็นแหล่งกบดานของแกนนาของ JI อย่างฮัมบาลีมาแล้ว
บทสรุป
อินโดนีเซียได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าอินโดนีเซียมีศักยภาพในการเป็นประเทศอานาจ
ขนาดกลาง ซึ่งพิจารณาได้จากการที่อินโดนีเซียมีความทะเยอทะยานในการเป็นผู้นาในภูมิภาคอาเซียน
และแสดงบทบาทที่แข็งขันในกรอบการประชุมต่างๆ อินโดนีเซียใช้อาเซียนเป็นฐานในการแสดงบทบาท
ในเวทีโลก ด้วยกับการเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นลาดับ 3 ของโลก และเป็นประเทศมุสลิมที่มี
ประชากรมากที่สุดในโลกทาให้ความสาคัญของอินโดนีเซียต่อโลกนั้นได้รับการเคารพจากนานาชาติ
เศรษฐกิจของอินโดนีเซียเองก็มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงแม้จะมีอุปสรรคด้านโครงสร้างพื้นฐานที่
เพียงพอในการพัฒนาประเทศ ในจุดนี้ประธานาธิบดีโจโควีได้ดาเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ
รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2016 ซึ่งสามารถคาดการณ์ถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มาก
ขึ้นใน 5-10 ปีข้างหน้า และในขณะเดียวกันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ทาง
การทหารได้ ในเรื่องการทหารถึงแม้ว่าอินโดนีเซียจะขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เพียงพอต่อการปกป้อง
ผลประโยชน์ของชาติที่มีดินแดนอันกว้างขวาง เนื่องจากเป็นพื้นที่หมู่เกาะจานวนมากกว่า 14,000 หมู่
เกาะทาให้มีความยากลาบากที่จะดูแลได้ทั่วถึง อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียภายใต้การนาของ
ประธานาธิบดีโจโควีได้ริเริ่มการปรับปรุงกองทัพโดยเฉพาะกองทัพเรือที่จะมาเป็นกาลังสาคัญในการ
รักษาผลประโยชน์บริเวณรอบชายฝั่ง ซึ่งมองภาพรวมในอนาคตอันใกล้อินโดนีเซียจะมีศักยภาพทาง
ทหารที่เข้มแข็งมากขึ้นโดยเฉพาะการปฏิบัติการทางทะเล สาหรับปัญหาและข้อท้าทายที่เป็นอุปสรรคที่
สาคัญคือการปฏิบัติการก่อการร้ายในประเทศที่เป็นผลกระทบจากสงครามในซีเรีย ซึ่งนักรบชาว
อินโดนีเซียที่กลับจากซีเรียที่เข้าร่วมกับกลุ่ม IS จะมีความชานาญในการก่อการร้ายและอาจก่อ
วินาศกรรมในพื้นที่สาคัญของอินโดนีเซียได้อีกในอนาคตหลังจากที่ก่อเหตุไปเมื่อเดือนมกราคม 2016 ที่
ผ่านมา โดยรวมแล้วสามารถคาดการณ์ได้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า อินโดนีเซียจะค่อยๆพัฒนาประเทศไปสู่
ประเทศอานาจขนาดกลางได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น
29
บทที่ 4
ตุรกีกับความเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง
บทนา
นับตั้งแต่ก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐตุรกี ภายหลังจากการสิ้นสุดของการปกครองภายใต้อาณาจักร
ออตโตมัน เมื่อปี 1923 ตุรกีได้พัฒนาประเทศให้ก้าวมาสู่การเป็นหนึ่งในประเทศอานาจขนาดกลางแห่ง
ภูมิภาคเอเชียในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ จากประเทศที่ดูเหมือนว่าจะเป็นรัฐที่อ่อนแอและมีบทบาทใน
เวทีระหว่างประเทศน้อยมาก กระทั่งถูกขนานนามว่าเป็น “ผู้ป่วยของยุโรป” กลับก้าวขึ้นมาสู่ประเทศ
ตุรกีในปัจจุบัน แม้ว่าตุรกีจะยังคงเผชิญกับข้อท้าทายมากมายแต่ก็มีการพัฒนาบทบาทให้เป็นหนึ่งใน
ประเทศที่มีศักยภาพสูงในด้านต่างๆ คาถามที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ เหตุใดประเทศตุรกีจึงสามารถมาสู่จุด
ปัจจุบันได้ แน่นอนว่าจาเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงประวัติศาสตร์ในการเมืองการปกครองของตุรกี
นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ ที่เน้นการให้ความสาคัญกับชาติตะวันตก และเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับ
สหรัฐอเมริกากระทั่งได้เข้าเป็นสมาชิกของ NATO ในปี 1953 ฉะนั้นในช่วงเวลาหลังจากตั้งประเทศใหม่
นั้น ตุรกีได้ดาเนินนโยบายต่างประเทศที่หันหน้าสู่ตะวันตกหรือรับเอารูปแบบการพัฒนาในหลายๆ ด้าน
มาจากตะวันตก อย่างไรก็ดี ตุรกีเริ่มมีบทบาทเป็นอิสระจากตะวันตกและมีจุดยืนที่เด่นชัดมากขึ้น
นับตั้งแต่พรรคยุติธรรมและการพัฒนา (Justice and Development Party หรือ AK Party) ขึ้นมาบริหาร
ประเทศ
แม้ว่าจะเริ่มดาเนินนโยบายในการหาจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศมาตั้งแต่ภายหลังสงครามเย็น
แต่ในปี 2002 เป็นต้นมาตุรกีก็ได้เริ่มแสดงบทบาทได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ด้วยการใช้แนวทางในด้าน
การเมืองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจน
สามารถแสดงบทบาทการเป็นประเทศผู้ให้ที่ชัดเจนมากขึ้นกระทั่งทาให้ภาพลักษณ์ของตุรกีเริ่มกลับมา
โดดเด่น แนวทางเช่นนี้ถือได้ว่าตุรกีกาลังดาเนินนโยบายในรูปแบบของการใช้อานาจอย่างชาญฉลาด
(Smart Power) ในแบบที่ Nye ได้เคยกล่าวไว้ และด้วยการดาเนินนโยบายเช่นนี้เอง ที่ทาให้ตุรกีถูกมอง
ว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพและอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออก แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศอาจจะ
เจอกับภาวะชะงักงันก็ตาม
ในบทนี้ ผู้เขียนจะวิเคราะห์ศักยภาพของประเทศตุรกีในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านที่เกี่ยวกับ
บริบททั่วไปของตุรกี การทหาร เศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ สภาพสังคม ตลอดจนปัญหาและข้อท้า
ทาย ที่ตุรกีกาลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน
30
บริบททั่วไปของตุรกี
หลังจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอาณาจักรออตโตมานสาเร็จโดยสมบูรณ์ในปี
ค.ศ. 1924ตุรกีได้กลายเป็นประเทศที่เกิดขึ้นใหม่โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐตุรกี
(Republic of Turkey) ประเทศตุรกีตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรอนาโตเลียซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สาคัญของ
โลกระหว่างทวีปเอเชียและทวีปยุโรป (ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ทิศตะวันตกของทวีปเอเชีย)
มีชายแดนทางบกติดกับ 8 ประเทศ ได้แก่ กรีซและบัลแกเรียทางทิศตะวันตก ซีเรียและอิรักทางทิศใต้
อิหร่านและอาเซอร์ไบจานทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จอร์เจียและอาร์เมเนียทางทิศตะวันออก
นอกจากนั้นตุรกียังมีพรมแดนทางทะเลกับประเทศยูเครนและรัสเซียทางทิศเหนือ ในอดีตอาณาจักรออต
โตมาน (1299-1924 ค.ศ.) เคยครอบครอบพื้นที่ทั้งในทวีปยุโรป เอเชียและแอฟริการวมกันประมาน
5,200,000 ตารางกิโลเมตรและมีประชากรทั้งชาวมุสลิม คริสต์และยิวรวมกันประมาน 25 ล้านคน
(Zürcher, 1993, 9) ปัจจุบันประเทศตุรกีมีขนาด 783,562 ตารางกิโลเมตรและมีจานวนประชากร 79
ล้านคนโดย 99 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี (CIA, 2015, October 15) เมืองที่มีประชากร
หนาแน่นมากที่สุดได้แก่ เมืองอิสตันบูล (14 ล้านคน) เมืองอังการ่า (5 ล้านคน) และเมืองอิสมิร (4 ล้าน
คน) (The Economist Group, 2015, October 22)
31
ภาพที่4.1 แผนที่ประเทศตุรกี
ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/the-world-factbook/geos/tu.html
ประเทศตุรกียุคใหม่ที่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1923 หรือ 92 ปีที่ผ่านมาโดยการนาของ
มุสตาฟา เคมาล อะตาเติร์ก ประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายระลอก ทั้งในด้านการเมือง
เศรษฐกิจ สังคมและการทหาร สาหรับในด้านการเมือง นับตั้งแต่ ค.ศ. 1924 หลังจากยกเลิกระบอบคี
ลาฟะฮ์เป็นต้นมา ตุรกีอยู่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีระบบพรรคการเมืองเดียว (one
single party) โดยมี เคมาล อะตาเติร์กเป็นประธานาธิบดีติดต่อกันสี่สมัยตั้งแต่ ค.ศ. 1923 ถึง 1935 (12
ปี) นโยบายหลักในการพัฒนาประเทศในช่วงนี้คือการนาเอารูปแบบการพัฒนาประเทศจากชาติตะวันตก
มาใช้ในการสร้างชาติโดยยึดหลักหกประการ หรือ ‘ศรหกดอกแห่งความก้าวหน้า’ ได้แก่ 1. สาธารณรัฐ
นิยม 2. ชาตินิยม 3. มวลชนนิยม 4. โลกวิสัยนิยม 5. รัฐนิยม 6.ปฏิรูปนิยม (ไกรฤกษ์, 2553, 136) แต่
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1945 ตุรกีปรับตัวทางการเมืองอีกครั้งโดยการทดลองใช้
ระบบหลายพรรคการเมือง อย่างไรก็ตามกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของตุรกีก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่
หลายคนคาดหวังไว้ ในช่วงเวลา 37 ปีระหว่าง ค.ศ. 1960 - 1997 มีการทารัฐประหาร 5 ครั้ง ทาให้
เสถียรภาพทางการเมืองของตุรกีค่อนข้างอ่อนแอและนาไปสู่การสร้างกระบวนสร้างประชาธิปไตยอีก
หลายระลอก เช่น การร่างรัฐธรรมนูญใหม่และการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกาหนดเวลา การเลือกตั้งเมื่อปี
2002 ถือเป็นก้าวสาคัญของการเปลี่ยนโฉมการเมืองตุรกีหลังจากการปรับใช้ระบบหลายพรรค ทาให้มี
การแข่งขันกันระหว่างพรรคอย่างสร้างสรรค์และเกิดเสถียรภาพมากขึ้นในกระบวนการทางการเมือง
อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปัจจุบันพรรคยุติธรรมและการพัฒนา (AK Party) ภายใต้การนาของนายกอะฮ์
32
เหม็ด ดาวูดโอลูก์ ทาหน้าที่เป็นรัฐบาลเดี่ยวหลังจากได้รับเสียงข้างมากในสภาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่
1 เดือน พฤศจิกายน 2015
ลาดับถัดไปเราสามารถวิเคราะห์จากฐานความคิด Smart Power โดยการพิจารณาจาก
การทหาร อานาจทางเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ รวมทั้งการวิเคราะห์สภาพสังคมภายในตุรกีเองจะ
ช่วยให้ภาพของการเป็นประเทศอานาจขนาดกลางมีความชัดเจนมากขึ้น
การทหารของตุรกี
ตุรกีเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิด้านการทหารที่ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ยุคสมัยอาณาออตโตมันซึ่ง
ครอบครองพื้นที่กว่าสามทวีปในเอเชียตะวันตก แอฟริกาเหนือและยุโรปตะวันออก ในประวัติศาสตร์
การเมืองตุรกี ทหารคือกาลังสาคัญในปกป้องอาณาจักรออตโตมันทุกยุคทุกสมัย ในสมัยตุรกียุคใหม่
ทหารก็มีบทบาทสาคัญไม่น้อยกว่ากันโดยเฉพาะในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศ มุสตา
ฟา เคมาล อะตาเติร์ก ซึ่งเติบโตมาจากการเป็นทหารถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการทาความเข้าใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและทหารในตุรกี เพราะตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 อาณาจักรออตโตมัน
ตกอยู่ในภาวะลาบากจากการลงนามสนธิสัญญาแซร์ (Treaty of Sevres) โดยสุลต่านเมห์เมดที่ 6 ทาให้
อาณาจักรต้องเสียผลประโยชน์หลายด้านรวมทั้งพื้นที่บางส่วนให้กับประเทศคู่เจรจา (ไกรฤกษ์, 2553,
120) หลังทาการปฏิวัติประเทศสาเร็จ เคมาล อะตาเติร์กและคณะไม่ยอมรับการลงนามสัญญาดังกล่าว
และเข้าสู่การเจรจารอบใหม่ซึ่งในที่สุดทาให้ตุรกีสามารถรักษาพื้นที่ประเทศในปัจจุบันไว้ได้ ด้วยเหตุนี้
ทหารจึงมีบทบาทที่สาคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติมาโดยตลอดทั้งในด้านการเมืองภายในและ
การเมืองระหว่างประเทศ
ปัจจุบันตุรกีมีศักยภาพด้านการทหารอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศในตะวันออกกลางและ
ยุโรปตะวันออกซึ่งแสดงถึงการเป็นประเทศอานาจขนาดกลางหรือประเทศมหาอานาจในภูมิภาค
ตะวันออกกลางประเทศหนึ่ง โดยมีจานวนทหารทั้งหมดประมาณ 678,617 คน (Hürriyet, 2013, March
5) โดยมีทหารประจาการจานวน 410,000 คน (Bender, 2015) เมื่อมองจากสถิติการใช้งบประมาณด้าน
การทหาร ตุรกีเป็นประเทศที่ทุ่มงบประมาณสาหรับการทหารมากที่สุดเป็นเป็นลาดับที่ 15 ของโลก โดย
ในปี 2011 ได้ใช้งบประมาณ 17.9 พันล้านดอลล่าร์ ปี 2012 จานวน 18.1 พันล้านเหรียญดอลล่าร์ ปี
2013 จานวน 19.1 พันล้านเหรียญดอลล่าร์และในปี 2014 ตุรกียังคงอยู่ในลาดับที่ 15 ของโลกโดยมี
งบประมาณ 22.6 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (Sam, Dude, Pieter & Sienom, 2015; SIPRI, 2014,
April 14) คิดเป็น 2.2% จากตัวเลข GDP ของประเทศ (The World Bank, n.d.)อย่างไรก็ตามหาก
วิเคราะห์ตั้งแต่ปี 2002 ซึ่งเป็นปีที่พรรค AK ได้รับเลือกตั้งเป็นต้นมา จะเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณ
ด้านการทหารของตุรกีมีแนวโน้มลงลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือ ปี 2002 ตุรกีใช้งบประมาณ 3.9
เปอร์เซ็นจาก GDP ของประเทศ ในปี 2005 ตัวเลขการจัดสรรงบประมาณลดลงอยู่ที่ 2.5 เปอร์เซ็นต์
33
และในปี 2014 ตุรกีปรับลดงบประมาณการทหารอยู่ที่ 2.2 เปอร์เซ็นต์จาก GDP ของประเทศ (Renda,
2011, 103) แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในตะวันออกกลางในปัจจุบันเริ่มบาน
ปลาย ตุรกีมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเพื่อตอบสนองข้อตกลงของ NATO และ
เพื่อรับมือกับสงครามกลางเมืองในซีเรียและกับรัฐอิสลามหรือ ISIS
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศและเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างเช่นสหภาพโซเวียตในอดีต ในปี ค.ศ. 1952 ตุรกีเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญา
แอตแลนติกเหนือ (NATO) อย่างไรก็ตามแม้ว่าภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์จะหมดไปแล้ว แต่ตุรกีใน
ปัจจุบันยังใช้กรอบความร่วมมือของนาโต้ในการรับมือกับสถานการณ์ความรุนแรงในซีเรียและจาก ISIS
เช่นเดิม ตุรกีมีฐานทัพของนาโต้ตั้งอยู่ที่เมืองอิสมิรซึ่งพร้อมจะปฏิบัติการในทุกสถานการณ์ เมื่อวันที่ 6
และ 7 ตุลาคม 2558 หลังจากรัสเซียได้ปฏิบัติการทางอากาศถล่มกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) โดยได้ล้าน่าน
ฟ้าของประเทศตุรกี นาโต้ได้ออกแถลงการณ์และส่งสัญญาณเตือนรัสเซียให้เคารพอธิปไตยของชาติ
สมาชิกและไม่ฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศในการใช้น่านฟ้า (NATO, 2015, October 5) จาก
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทาให้ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน รอยยิบ แอรโดก์อานออกมาแถลงกับสื่อมวลชนว่า
“อะไรที่เกิดขึ้นกับตุรกีก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับนาโต้” (Hürriyet, 2015, October 6) ถือเป็นการตอกย้า
บทบาททางการทหารของนาโต้ในการปกป้องอธิปไตยของตุรกี
หลังจากที่นาโต้และตุรกีได้ออกมาเตือนรัสเซียให้เคารพอธิปไตยของตุรกีแล้ว ตุรกีได้แสดงให้
รัสเซียและประชาคมโลกเห็นว่าตุรกีกาลังสวมบทบาทประเทศผู้นาในภูมิภาคตะวันออกกลาง เหตุการณ์
การโจมตีเครื่องบินรบของรัสเซียบริเวณชายแดนระหว่างซีเรียและตุรกีเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ชี้
ให้เราเห็นว่าตุรกีประเมินศักยภาพด้านการทหารของประเทศตัวเองไม่น้อยไปกว่าการเป็นมหาอานาจ
ขนาดกลางที่พร้อมต่อกรกับประเทศมหาอานาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างรัสเซีย อะฮ์เม็ดดาวูทโอลู
นายกรัฐมนตรีของตุรกีกล่าวอย่างแข็งขันว่า การยิงเครื่องบินรบของรัสเซียตกเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อ
รักษาอธิปไตยของประเทศและการกระทาดังกล่าวเป็นหน้าที่มากกว่าสิทธิ ดังนั้นไม่มีประเทศไหนที่
ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของตนเองแล้วกล่าวขอโทษ (NATO, 2015, November 30) ท่าที่ของ
ตุรกีในการเผชิญหน้าทางการทหารกับประเทศเพื่อนบ้านในสงครามซีเรียและสงครามกับรัฐอิสลามมี
นัยสาคัญและเป็นตัวชี้วัดได้ดีว่าตุรกีเป็นตัวแสดงที่สาคัญในการจัดการกับสงครามที่กาลังเกิดขั้นในอิรัก
และซีเรีย
ตุรกีภายใต้การนาของพรรค AK มุ่งมั่นที่จะทาให้ประเทศต้องพึ่งพาต่างประเทศน้อยลงในด้าน
อาวุธยุทโธปกรณ์ โดยในปี ค.ศ. 2023 ตุรกีมีเป้าหมายในการสร้างอุตสาหกรรมอาวุธแบบครบวงจรเพื่อ
ผลิตอาวุธเป็นของตัวเองตั้งแต่ปืน รถถังไปจนถึงเครื่องบินรบ (Hogg & Sezer, 2015, May 27) ตุรกีเริ่ม
คิดเรื่องนี้อย่างจริงจังหลังจากที่ตุรกีถูกปิดล้อมด้านอาวุธ (Arm Embargo) จากสหรัฐอเมริกาในช่วง
ทศวรรษที่ 70 เนื่องจากการบุกรุกไซปรัส ในปี 1984 ตุรกีเริ่มจัดตั้งอุตสาหกรรมด้านอาวุธ โดยในปี
2012 ตุรกีสามารถส่งออกอาวุธได้ 1.2 พันล้านดอลล่าร์ (Hoyos & Amann, 2013, October 9) และปี
34
2014 ตุรกีสามารถเพิ่มยอดขายได้ 1.6 พันล้านดอลล่าร์โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
มาเลเซียและสเปน สินค้าที่ส่งออกเป็นหลักคือชิ้นส่วนเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบิน เครื่องยนต์ รถหุ้ม
เกราะ ขีปนาวุธ เครื่องยิงจรวด และแท่นยิงจรวด เป็นต้น (Anadolu Agency, 2015, May 22) ดังนั้น
ภายใต้การดูแลของรัฐบาลพรรค AK กอปรกับภัยคุกคามจากรัสเซียและรัฐอิสลามจากสงครามในซีเรีย
ทาให้มีแนวโน้มว่าตุรกีจะเพิ่มขีดความสามารถในด้านยุทโธปกรณ์ของตัวเองมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นอาวุธ
ทางบก ทางน้าและทางอากาศ ดังนั้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพด้านการทหารตุรกีมีขีด
ความสามารถในระดับประเทศมหาอานาจขนาดกลาง โดยใช้การเข้าร่วมเป็นภาคีกับนาโต้เป็นกลไกใน
การรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่งคงของประเทศชาติ
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากข้อมูลด้านการทหารที่กล่าวมาข้างต้น ทาให้เราเห็นภาพของความเป็น
มหาอานาจขนาดกลางและความเป็นผู้นาไปภูมิภาคตะวันออกกลางของตุรกีชัดเจนขึ้น นอกจากนั้น
หากเปรียบเทียบศักยภาพด้านการทหารระหว่างตุรกี บราซิลและอินโดนีเซียเราจะพบว่าตุรกีถูกจัด
อันดับให้อยู่ในลาดับที่ 10 ของประเทศที่มีแสนยานุภาพด้านการทหารมากที่สุดในโลก โดยมีรถถัง
3,778 คัน เครื่องบินรบ 1,020 ลา และเรือดาน้า 13 ลา ในขณะที่อินโดนีเซียและบราซิลอยู่ในอันดับที่
12 และ 22 ตามลาดับ (Bender, 2015) ตารางที่ 4.1 เปิดเผยให้เราเห็นว่าแม้ตุรกีจะมีขนาดเศรษฐกิจ
เล็กกว่าประเทศบราซิลและอินโดนีเซียแต่มีจานวนอาวุธยุทโธปกรณ์ในการรบรวมถึงการจัดสรร
งบประมาณแผ่นดินให้กับการทหารมากกว่าประเทศบราซิลและอินโดนีเซีย ด้วยเหตุนี้ การจัดให้ตุรกี
เป็นประเทศมหาอานาจขนาดกลางในสนามการเมืองระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 น่าจะเพิ่มความ
ชัดเจนในการวิเคราะห์และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างดี
ตาราง 4.1 เปรียบเทียบศักยภาพด้านการทหารระหว่างตุรกี บราซิลและอินโดนีเซีย
ประเทศ อันดับโลก* งบประมาณต่อ
GDP (World
Ranks)**
จานวน
งบประมาณ
ทหาร
ประจาการ
(คน)
รถถัง
(คัน)
เครื่องบิน
รบ (ลา)
เรือดา
น้า
(ลา)
ตุรกี 10 2.31
(2.2)****
(อันดับที่ 35)
$ 22.6
billion
410,500 3,778 1,020 13
บราซิล*** 22 1.47 (อันดับ
ที่ 65)
$ 34.7
billion
327,000 486 749 5
อินโดนีเซีย* 12 (19)* 0.78 (อันดับ
ที่ 116)
$6.9 billion 476,000 468 405 2
35
ที่มา:
*Bender, Jeremy. (2015, October 3). RANKED: The world’s 20 strongest militaries. Retrieved
December 30, 2015, from http://www.businessinsider.com/these-are-the-worlds-20-strongest-
militaries-ranked-2015-9
**Central Intelligence Agency. (2013). COUNTRY COMPARISON :: MILITARY
EXPENDITURES. Retrieved December 30, 2015, from
https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/rankorder/2034rank.html
***Global Firepower. (2015, December 5). Brazil Military Strength. . Retrieved December 30,
2015, from http://www.globalfirepower.com/country-military-strength-
detail.asp?country_id=brazil
****World Bank. (n.d.). Military Expenditure. Retrieved October 22, 2015, from
http://data.worldbank.org/indicator/MS.MIL.XPND.GD.ZS
Global Firepower. (2015, November 13). 2015 World Military Powers. . Retrieved
December 30, 2015, from http://www.globalfirepower.com/countries-listing.asp
Sam Perlo-Freeman, Aude Fleurant, Pieter D. Wezeman, & Siemon T. Wezeman.
(2015). Trends in world military expenditure, 2014. Stockholm International Peace
Research Institute. Retrieved from
http://books.sipri.org/product_info?c_product_id=496
เศรษฐกิจของตุรกี
ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตุรกีหันไปปรับใช้โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจแบบตะวันตก
โดยการเปิดการค้าเสรีไปพร้อมกับการสร้างกระบวนการประชาธิปโตย ในปี 1947 ตุรกีเริ่มเปิดรับ
กองทุนช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาที่ผลักดันโดยหลักการทรูแมน (Truman Doctrine) และหลังจากนั้น
ในปี 1948 ตุรกีก็รับช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจผ่านแผนการมาร์แชล (Marshall Plan) ของสหรัฐอเมริกา
เพื่อการฟื้นฟูยุโรปจากสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตามปัจจัยหลักที่ทาให้ตุรกีเกิดการเปลี่ยนแปลง
36
เชิงสถาบันคือการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 19481
และคณะมนตรีแห่งยุโรป (Council of Europe) ในปี 1950 การพึ่งพาทางเศรษฐกิจของตุรกีกับยุโรปและ
อเมริกาในช่วงปี 1947-61 ทาให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติและทาให้บริษัทเอกชนถือกาเนิดขึ้นอย่าง
รวดเร็ว ในช่วงเวลาเดียวกันตุรกีได้รับกองทุนช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจมูลค่า 1,394 ล้านเหรียญสหรัฐอีก
เช่นกัน (Aydin, 2000, 110) ดังนั้นการเปิดประเทศและยึดหลักการค้าเสรีแบบตะวันตกถือเป็นกลไก
สาคัญในการปรับตัวเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของตุรกีในช่วงฟื้นตัวอย่างมีนัยสาคัญ
หลักจากผ่านช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2001 เศรษฐกิจตุรกีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงปี 2002-2011 ซึ่งเป็นช่วงที่พรรค AK ได้รับเลือกตั้งติดต่อกันสองสมัย โดยสภาพเศรษฐกิจมี
อัตราการเจริญเติบโตของ GDP อยู่ที่ 5.2 เปอร์เซ็นต์และมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อ
ประชากร (GDP Per Capita) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 3,500 เหรียญดอลล่าร์ในปี 2001 เป็น
10,500 เหรียญดอลล่าร์ในปี 2011 (OECD, 2011) จากการศึกษาของ OECD ตุรกีถือเป็นประเทศที่มี
อัตราการเจริญเติบโตเร็วที่สุดในประเทศยุโรปในปี 2011 และจะสามารถรักษาอัตราการเจริญเติบโตได้
จนถึงปี 2017 (İnan, 2013) อย่างไรก็ตาม หลังจากที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของตุรกี
เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2002-2011 เศรษฐกิจตุรกีเริ่มชะลอตัวในปี 2013-2015 โดยมีอัตราการ
ว่างงานเพิ่มขึ้น จากปี 2013 9.1 เปอร์เซ็นต์ เป็น 9.9 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2014 อัตราเงินเฟ้อปี 2013 อยู่ที่
7.5 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเป็น 8.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2014 นอกจากนั้น ค่าเงินลีร่าของตุรกีลดมูลค่าลงจาก
เดิมในปี 2013 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ 1.9 ลีร่า ในปี 2014 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ 2.19 ลีร่า (CIA, 15
ตุลาคม 2015) จากการคาดการณ์เศรษฐกิจของตุรกีในปัจจุบันค่าเงินลีร่าตุรกีน่าจะมีแนวโน้มลดลงอีกใน
ปี 2016
อย่างไรก็ตาม หากมองจากปัจจัยเกื้อหนุน เศรษฐกิจตุรกีมีฐานโครงสร้างสาธารณูปโภครองรับ
ที่แข็งแกร่งพอสมควร ตุรกีจัดว่าเป็นประเทศที่มีความพร้อมและความสะดวกในด้านคมนาคมในระดับดี
มาก เนื่องจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมครอบคลุมการเดินทางหลายประเภท อีกทั้งรัฐบาล
ตุรกีทั้งในอดีตและปัจจุบันให้ความสาคัญเป็นลาดับแรกกับการทุ่มทุนสร้างถนน ทางรถไฟ ขนส่งทางน้า
และสนามบิน ปัจจุบันตุรกีใช้รถไฟฟ้าความเร็วสูง 3 เส้นทาง คือ 1.จากเมืองอังการ่าถึงเมืองอิสตัลบูล 2.
จากเมืองอังการ่าถึงเมืองเอสกีชะฮีร และ 3. จากเมืองอังการ่าถึงเมืองคอนย่า (T.C. Devlet
Demiryolları, n.d. 1)ในแต่ละเมืองรถไฟฟ้าถือเป็นขนส่งมวลชนขั้นพื้นฐานที่ได้รับความนิยมเป็นลาดับ
ต้น ในเมืองอิสตัลบูลมีรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟลอยฟ้า รถรางรวมกันจานวน 15 เส้นทาง ในเมืองอังการ่ามี
รถไฟฟ้า 5 เส้นทาง (กาลังก่อสร้างอีก 3 เส้นทาง) (EGO GENEL MÜDÜRLÜĞÜ, n.d.)ในเมืองอิสมิร
1 The Organisation for European Economic Co-operationหรือ OEED เปลี่ยนชื่อเป็นOrganisation for European Economic
Co-operationหรือ OECD ในปี 1961 โปรดดู OECD. (n.d.). Organisation for European Economic Co-operation. Retrieved October
25, 2015, from http://www.oecd.org/general/organisationforeuropeaneconomicco-operation.htm
37
มีรถไฟฟ้า 2 เส้นทาง นอกจากนั้น ในเมืองอื่นๆ รถไฟฟ้าถือเป็นตัวเลือกหลักสาหรับการขนส่ง
สาธารณะของเมืองเช่นกัน นอกจากโครงข่ายการเชื่อมโยงภายในประเทศแล้ว ตุรกียังเป็นจุดเชื่อมต่อ
ระหว่างทวีปเอเชียและยุโรปผ่านเส้นทางรถไฟอีกด้วย ปัจจุบันตุรกีเปิดเส้นทางเดินรถไฟจากเมืองอังกา
ร่าไปยังประเทศบัลแกเรีย (Svilengrad, Dimitrovgrad, Plovdiv, Sofia) โรมาเนีย (Bucharest) และ
อิหร่าน (Tehran) (T.C. Devlet Demiryolları, n.d. 2)นอกจากนั้นตุรกียังมีสนามบินที่พร้อมใช้งานและ
ยังไม่ได้ลาดยางทั้งหมด 121แห่ง (IBP INC., 2005, 22) สาหรับสนามบินพลเรือนที่ใช้งานได้ในปัจจุบัน
มีทั้งหมด 46 แห่งทั่วประเทศ ดังนั้นปัจจัยด้านโครงสร้างการคมนาคมขั้นพื้นฐานทาให้ตุรกีเป็นประเทศ
ที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ตุรกีถูกจัดให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วตามการประเมินของ CIA
และเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่โดยการจัดประเภทของ IMF
ตุรกีถือว่าเป็นประเทศมุสลิมที่มีสถานภาพและอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีและมี
เสถียรภาพมาก จากข้อมูลของ CIA ตุรกีเป็นประเทศมุสลิมหนึ่งเดียวที่ถูกยกระดับให้เป็นประเทศที่
พัฒนาแล้ว นอกจากนั้นจากการเปิดเผยของธนาคารโลก ตุรกีถือว่าเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีรายได้ปาน
กลางระดับสูง โดยปัจจุบันมีตัวเลขผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) มูลค่า 799.5 พันล้านดอลล่าร์ จัด
อยู่อันดับที่ 18 ของโลก (The World Bank, 2014ก) และรายได้ประชากรต่อหัว (GDP per Capita,
PPP) ในปี 2014 อยู่ที่ 19,698 ดอลล่าร์สหรัฐ (The World Bank, 2014ข) ในกรอบความร่วมมือ
ระหว่างประเทศ ตุรกีเป็นสมาชิกของกลุ่ม G20 และมีความร่วมมือด้านการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี
กับสหภาพยุโรป (Customs Union Agreement with the EU) รวมถึงกับประเทศในแถบแอฟริกาเหนือ
(เช่น โมร็อกโกและอียิปต์) ยุโรปตะวันออก (เช่น โครเอเชีย) เอเชีย (เช่น เกาหลีใต้) และตะวันออกกลาง
(เช่น ปาเลสไตน์และอิสราเอล) ที่สาคัญตุรกีกลายเป็นคู่แข่งกับจีนในการลงทุนด้านการก่อสร้าง
สาธารณูปโภคในประเทศแถบแอฟริกา โดยในปี 2014 การค้าแบบข้อตกลงทวิภาคีในทวีปแอฟริกาทา
ให้เกิดมูลค่า 23.4 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (Ministry of Foreign Affairs, Turkey, n.d.)
นอกจากนั้นพรรค AK ยังมีนโยบายเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน (policy of zero problems) โดย
อาศัยช่องทางการค้าเป็นกลไกเจริญสัมพันธ์อีกด้วย
ดังนั้นหากมองไปที่ตัวเลขสถิติด้านเศรษฐกิจ ตุรกีเป็นประเทศที่มีสภาพเศรษฐกิจที่น่าสนใจ
อย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอานาจขนาดกลางอย่างเช่น บราซิลและอินโดนีเซีย (ตารางที่ 2)
ตุรกีมีอัตราค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากรมากกว่าทั้งสองประเทศข้างต้น โดยอยู่ในอันดับที่ 85 มี
ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากร (GDP Per Capita, PPP)19,700ดอลล่าสหรัฐ ในขณะที่บราซิลและ
อินโดนีเซียถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 100 และ 131 มีค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากรจานวน 16,200 และ
10,700 ดอลล่าสหรัฐตามลาดับ (CIA, n.d.) นอกจากนั้น จากการจัดอันดับเกี่ยวกับดัชนีการพัฒนา
มนุษย์ของ UNDP เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าตุรกีอยู่ในอันดับที่ 72 ซึ่งถือว่าอยู่ใน
ระดับที่สูงโดยได้คะแนนมากกว่าบราซิลและอินโดนีเซีย (UNDP, 2015)จากการศึกษาข้อมูลข้างต้นทา
ให้เห็นว่าโครงสร้างและศักยภาพด้านเศรษฐกิจของตุรกีในปัจจุบันเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ตุรกีสามารถ
38
ขยายฐานอานาจการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง อีกทั้งสามารถรับมือกับความ
เปลี่ยนแปลงที่เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ Arab Spring ได้เป็นอย่างดี
ตารางที่4.2 ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากรและดัชนีการพัฒนามนุษย์
ประเทศ ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากร (GPD per
capital PPP)*
ดัชนีการพัฒนามนุษย์
(2015)**
อันดับโลก (2014) จานวนเงิน อันดับ คะแนน
ตุรกี 85 $19,700 72 0.761
บราซิล 100 $16,200 75 0.755
อินโดนีเซีย 131 $10,700 110 0.684
*Central Intelligence Agency. (n.d.). COUNTRY COMPARISON :: GDP - PER CAPITA (PPP).
Retrieved December 30, 2015, from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-
factbook/rankorder/2004rank.html
**UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME. (2015). Human Development Report.
Retrieved December 30, 2015, from http://hdr.undp.org/en/2015-report
นโยบายต่างประเทศตุรกี
นโยบายต่างประเทศของตุรกีนับได้ว่ามีพัฒนาการที่น่าสนใจ นับตั้งแต่ภายหลังจากการก่อตั้ง
สาธารณรัฐตุรกี นโยบายต่างประเทศของตุรกีเน้นหันหน้าเข้าสู่ตะวันตกอย่างเต็มที่ ในช่วงเริ่มต้นของ
ก่อตั้งชาติ ตุรกีได้รับความช่วยเหลือจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาในการพัฒนา
ประเทศ ประเด็นที่เห็นชัดที่สุดคือ การที่ตุรกีได้เข้าเป็นสมาชิกของ NATO ขณะเดียวกันก็มีความ
พยายามของรัฐบาลตุรกีเสมอมาในการขอเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป (EU) อย่างไรก็ตาม
ประเทศสมาชิกของอียูจาเป็นต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ของข้อตกลงโคเปนเฮเกนจ์ ซึ่งตุรกีก็ถูกปฏิเสธ
39
ตลอดมา ด้วยกับสภาวะทางประชาธิปไตยและปัญหาภายในประเทศเอง กระทั่งมาถึงปัจจุบันที่เน้นการ
ดาเนินนโยบายเชิงสร้างสรรค์กับทุกภูมิภาคและเป็นอิสระจากตะวันตกมากขึ้น
นโยบายต่างประเทศตุรกีอาจแบ่งได้เป็น 4 ช่วงเวลาหลักๆ คือ ช่วงของเคมาลิสต์และการเข้าหา
ตะวันตก ช่วงภายใต้การดูแลของกองทัพและเน้นการดาเนินนโยบายแบบโดดเดี่ยว ช่วงยุค
ประธานาธิบดีโอซาลและนโยบายนีโอออตโตมานช่วงเริ่มต้น และช่วงยุคพรรคอัคและนโยบายการ
ดาเนินความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์แบบหลากมิติ
ภาพที่4.2 พัฒนาการนโยบายต่างประเทศตุรกี
ในช่วงยุคแรกของการก่อตั้งประเทศ เคมาล อะตาเติร์ก ได้พยายามพัฒนาประเทศให้เข้าสู่การ
เป็นประเทศประชาธิปไตยและเซคิวล่าร์ โดยที่สาหรับอะตาเติร์กแม้จะมีแนวคิดของความเป็นชาตินิยม
แต่มีความนิยมในแนวทางแบบตะวันตก ซึ่งเขาต้องการให้ตุรกีไปสู่จุดที่อยู่ในสภาวะทัดเทียมกับ
ตะวันตก จึงเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรป ขณะเดียวกันก็เน้นการ
ดาเนินนโยบาย “สันติภาพในประเทศ สันติภาพในโลก” (Peace at Home, Peace in the World) โดย
เน้นการใช้แนวทางการทูตเพื่อดาเนินนโยบายมากกว่าการใช้อาวุธเช่นที่ผ่านมา (Eraslan, 2001)
ขณะเดียวกันพัฒนาการสาคัญในช่วงยุคที่แนวคิดแบบเคมาลิสต์ยังคงเป็นแนวคิดหลักของตุรกี คือ การ
เข้าร่วมกับ NATO ในปี 1952 ซึ่งทาให้การทหารของตุรกีได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา
(Republic of Turkey Ministry of Foreign Affairs, ม.ป.ป.)
ยุคต่อมาตั้งแต่ช่วงปี 1960 จนกระทั่งช่วงปี 1980 ตอนต้น ตุรกีเข้าสู่ยุคที่กองทัพมีอิทธิพลสูงต่อ
การปกครอง หลังจากเกิดปฏิวัติในปี1960 1971 และ 1980 เมื่อไม่สามารถได้ข้อยุติทางการเมือง
หลังจากอานาจเริ่มกระจายสู่พรรคการเมืองที่หลากหลายขึ้น กระทั่งนาไปสู่ความขัดแย้งในสังคม จนทา
ให้ทหารอาศัยช่องทางนี้ในการเข้ามาปฏิวัติ แม้ว่าจะดาเนินนโยบายต่อจากช่วงแรก แต่เน้นนโยบายโดด
เดี่ยวตัวเองมากขึ้น เนื่องจากประเทศตะวันตกต่างกดดันให้ตุรกีต้องเข้าสู่กระบวนการทางประชาธิปไตย
ซึ่งแรงกดดันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทาให้ตุรกีต้องจัดการเลือกตั้งในปี 1982 ซึ่งได้ประธานาธิบดีที่อยู่ภายใต้
1923 1938 1950 1960 1983 1993 2000 2002 2015
ยุคสมัยอะตา
เติร์ก
ยุคสมัยอีโนนู
และเมนเดเรส
ยุคสมัยอยู่ภายใต้
อิทธิพลทหาร
ยุคสมัยโอซาล ยุคสมัยเดมิเรล
และเอเจวิท
ยุคสมัยพรรคอัค
นโยบายต่างประเทศแบบเคมาลิสต์
และเน้นพึ่งพิงตะวันตก
นโยบาย
ต่างประเทศ
แบบโดดเดี่ยว
นโยบายต่างประเทศ
นีโอออตโตมานช่วง
เริ่มต้น
นโยบายต่างประเทศเชิง
สร้างสรรค์แบบหลากมิติ
40
การควบคุมของกองทัพอยู่ กระทั่งประธานาธิบดีโอซาล (Özal) ได้รับตาแหน่งในปี 1989 เป็นต้นมา ก็
เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของนโยบายต่างประเทศ โดยที่ในยุคนี้นโยบายต่างประเทศตุรกีเริ่มมีการกระจาย
มากยิ่งขึ้น หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง ตุรกีเริ่มเข้าไปมีบทบาทในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง บอล
ข่าน คอเคซัส ภูมิภาคทะเลดาและแอฟริกามากขึ้น โดยมองย้อนกลับไปยังอดีตของตุรกี ที่เคยเป็น
อาณาจักรออตโตมานที่ยิ่งใหญ่ ความต้องการในการก้าวสู่การเป็นผู้นาแห่งภูมิภาคเริ่มกลับมา พร้อมกับ
นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ (Laciner, 2009)
จุดเปลี่ยนของการต่างประเทศของตุรกี ที่เริ่มเห็นเด่นชัดและทาให้ตุรกีเข้าสู่การเป็นตัวแสดงที่
สาคัญในเวทีระหว่างประเทศคือ ในช่วงเปลี่ยนผ่านอานาจสู่พรรคยุติธรรมและพัฒนา หรือพรรคอัค ซึ่ง
หันมาเน้นการดาเนินนโยบายต่างประเทศเชิงสร้างสรรค์แบบหลากมิติ จากนโยบายต่างประเทศตุรกีใน
อดีตเน้นให้ความสาคัญแก่ประเด็นด้านความมั่นคงในรูปแบบที่เน้นประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจเป็น
หลัก (Tür & Han, 2012) เมื่อพรรคอัคเข้ามาบริหารประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2002 ตุรกีได้ขยาย
ขอบเขตการดาเนินนโยบายต่างประเทศที่เน้นประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ นอกเหนือจาก
ตะวันตกมากขึ้น (Koutri, 2011) ภายใต้การนาเสนอนโยบายที่เป็นแนวทางนโยบายต่างประเทศใหม่ที่
ถูกเสนอเมื่อครั้งดาวุดโอก์ลู นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน อยู่ในตาแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ
นั่นคือ นโยบายการปราศจากปัญหากับเพื่อนบ้าน (‘zero problems’ with neighbors) และพัฒนา
ความสัมพันธ์กับภูมิภาคใกล้เคียงและกระจายออกไป (Davutoğlu, 2008) แม้ว่าต่อมาจะเล็งเห็นว่า
ประเทศเพื่อนบ้านล้วนแล้วแต่มีปัญหาที่ทาให้การไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้านนั้นมีความยากลาบาก จึงหัน
มาใช้ นโยบายการร่วมมือให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ (cooperate as much as possible) แทน (สถาน
เอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา, 2014)
นโยบายต่างประเทศใหม่ของตุรกีนี้ ไม่เน้นการดาเนินความสัมพันธ์ในมิติความมั่นคงเช่นเดิมอีก
ต่อไป หากแต่ยังให้ความสาคัญต่อประเด็นอื่นๆ เช่น วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สันติภาพและการช่วยเหลือ
ทางด้านมนุษยธรรม เป็นต้น (Bayer & Keyman, 2012 อ้างถึงใน Andree, 2014) ซึ่งเป็นการใช้อานาจ
อ่อนตามคาอธิบายของ Nye โดยที่นับตั้งแต่พรรคอัคเข้าสู่อานาจ จะเริ่มเห็นตุรกีให้ความสาคัญกับการ
แสดงบทบาทในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยในพื้นที่ความขัดแย้งหลายแห่ง เช่น กรณีของปาเลสไตน์และ
อิสราเอล ขณะเดียวกัน ตุรกีเริ่มเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ มากขึ้นทั้งใน
ตะวันออกกลางและในยุโรป ตลอดจนหันมาเน้นการใช้แนวทางการเจรจาและการทูต ซึ่งเห็นได้จากการ
เปิดสถานทูตมากขึ้น มีการพบปะในระดับผู้นามากขึ้น รวมถึงการมีข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับหลาย
ประเทศ (Andree, 2014)
การดาเนินนโยบายต่างประเทศของตุรกียังมีอีกหนึ่งลักษณะเฉพาะคือ มีความเป็นอิสระ และไม่
มีความเป็นศัตรูถาวรในทุกด้าน หากแต่ถ้ามีความจาเป็นที่จะต้องร่วมมือในประเด็น ก็จะร่วมมือ และ
ประเด็นใดที่จาเป็นต้องแสดงจุดยืนการต่อต้านโดยเฉพาะต่อประเทศมุสลิมและภูมิภาคใกล้เคียง ก็จะ
ต่อต้านอย่างแข็งกร้าว เช่น จุดยินของตุรกีต่อจีน แม้ว่าตุรกีจะต่อต้านมาตรการของจีนต่อชาวอุยกู
41
รเติร์กในซินเจียง แต่ก็ยังคงมีการดาเนินนโยบายทางเศรษฐกิจกับจีน เป็นต้น (Kirişci & Kaptanoğlu,
2011)
จะเห็นได้ว่านโยบายต่างประเทศใหม่ของตุรกีมีความน่าสนใจ ตรงที่พยายามเสนอแนวทางเลือก
ในการเป็นประเทศพึ่งพิงที่นอกเหนือจากประเทศตะวันตก ขณะเดียวกันก็เน้นการพัฒนาให้มีมาตรฐาน
ทัดเทียมกับประเทศตะวันตกและยุโรป แต่ก็นาเอาความเป็นเอเชียและความเป็นมุสลิมกลับมา จึงเริ่ม
แสดงบทบาทนาในประเทศที่มีลักษณะทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกันนี้ได้ นอกจากนั้น ความเป็นพรรค
การเมืองที่มีนโยบายอยู่บนฐานของความเป็นอิสลาม ทาให้การดาเนินนโยบายของพรรคอัคในช่วงหลัง
ถูกมองว่าเป็นแนวทาง “นีโอออตโตมาน” ที่ชัดเจนขึ้นกว่ายุคก่อนหน้า ซึ่งออตโตมานเดิมในอดีตเคย
เป็นอาณาจักรที่ปกครองโลกมุสลิมมาก่อน ความรู้สึกเช่นนี้จึงถ่ายทอดมาสู่ตุรกีในยุคปัจจุบันที่กาลัง
แสวงหาจุดยืนที่เป็นผู้นาอีกครั้ง (Sözen, 2010)
การดาเนินนโยบายต่างประเทศของตุรกีที่อยู่ในกระบวนการค้นหาพื้นที่ของตนเองในโลก ด้วย
กับนโยบายการดาเนินความสัมพันธ์แบบหลายมิติเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายที่ต่างกันในแต่ละรูปแบบการ
ดาเนินนโยบายนี้ มีความต่างกันในแต่ละตัวแสดง จะเห็นได้ว่าต่อประเทศมหาอานาจหรือประเทศกลุ่ม
อานาจใหญ่ ไม่ว่าจะต่ออเมริกา จีน รัสเซีย หรือพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาอย่างอิสราเอล ตุรกีมีการ
ดาเนินนโยบายที่เน้นการต่อต้านเชิงประณามและแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ประเทศ
เหล่านี้ใช้อานาจอย่างผิดพลาด แต่ขณะเดียวกันก็ร่วมมือในสิ่งที่จาเป็น นั่นคือ ด้านการทหาร อาวุธ
ตลอดจน การทาการค้าและลงทุน โดยเฉพาะข้อตกลงเรื่องพลังงาน ขณะที่ต่อกลุ่มประเทศยุโรป แม้ว่า
ตุรกีจะต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอียู แต่เริ่มมีการพิจารณามากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจของอียูเริ่มเกิดปัญหา
โดยเฉพาะภายหลังจากปัญหาเศรษฐกิจในกรีซ อย่างไรก็ตาม อียูยังถือว่าเป็นประเทศคู่ค้าหลักของตุรกี
และในหลายประเทศสมาชิกของอียู เช่น เยอรมัน ก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับตุรกีมาเป็นเวลานาน จึง
ทาให้เห็นว่าการดาเนินความสัมพันธ์ต่อกลุ่มประเทศยุโรปนั้น ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่สาคัญ
สาหรับตุรกีอยู่ โดยเฉพาะในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและพลังงาน (ยาสมิน, 2015)
ส่วนนโยบายต่อกลุ่มประเทศเอเชียกลาง คอเคซัส บอลข่าน และ แอฟริกา ตุรกีได้ดาเนิน
นโยบายต่อกลุ่มประเทศด้วยกับความรู้สึกถึงความเป็นชนชาติเดียวกันกับประชาชนในแถบเอเชียกลาง
คอเคซัส และบอลข่าน รวมถึงยังเป็นกลุ่มภูมิภาคใกล้เคียงที่กาลังพัฒนา ตุรกีจึงพยายามแสวงหาความ
เป็นประเทศอานาจใหญ่ในภูมิภาค ผ่านการใช้นโยบายการทูต การเข้าไปช่วยในกระบวนการสันติภาพ
ในพื้นที่ขัดแย้งของในกลุ่มประเทศเหล่านี้ ตลอดจนการเป็นประเทศผู้ให้ ซึ่งถือว่าเป็นบทบาทที่ตุรกี
แสดงและประสบผลสาเร็จ จากผลการจัดลาดับของ Global Humanitarian Assistance ในปี 2013 ตุรกี
ถือว่าเป็นประเทศผู้ให้ที่ให้มากเป็นอันดับที่สาม รองจากสหรัฐอเมริกา และ สหราชอาณาจักร (ไม่
รวมกลุ่มประเทศอียู) (ดังภาพ 4.3) โดยที่การช่วยเหลือของตุรกีนั้นไม่เพียงแต่จะให้ผ่านองค์กร Turkish
International Cooperation and Development Agency (TIKA) ซึ่งเป็นองค์กรที่ประสานในการมอง
ความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official development assistance (ODA) จาก
42
รัฐบาล (Republic of Turkey Ministry of Foreign Affairs, ม.ป.ป.) หรือการให้ในรูปของทุนการศึกษา
สาหรับนักศึกษาต่างชาติจากองค์กรชาวเติร์กในต่างประเทศและชุมชนที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ภายใต้การดูแล
ของสานักนายกรัฐมนตรี (the Presidency for Turks Abroad and Related Communities (YTB))
และสภาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งตุรกี (The Scientific and Technological Research
Council of Turkey (TÜBİTAK)) เพียงเท่านั้น แต่ยังให้ผ่านองค์กรเอกชนอิสระอื่นๆ ที่เคลื่อนไหวอย่าง
กระตือรือร้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกด้วยเช่นกัน รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนในสาม
จังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย (ยาสมิน, 2015ก)
ภาพที่4.3 20 ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมมากที่สุดในปี 2013
ที่มา : www.globalhumanitarianassistance.org/www.turkeyandtheworld.com
ในขณะที่การดาเนินนโยบายต่อประเทศในแถบตะวันออกกลางและประเทศมุสลิม ตุรกีก็เน้น
ขยายกรอบคิดของความเป็นอิสลาม ภายใต้ความเป็นพี่น้องในอิสลาม ด้วยกับการช่วยเหลือกลุ่ม
ประเทศมุสลิมที่อยู่ในภาวะขัดแย้งและยากจน ในขณะที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศในแถบตะวันออก
กลาง ขณะเดียวกันยังถือว่าเป็นแบบอย่างนาให้กับอีกหลายประเทศในแนวทางอิสลามการเมือง อย่างไร
ก็ตามภายหลังจากเกิดความวุ่นวายในประเทศตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นอาหรับสปริง การเข้าสู่
อานาจของซีซีในอียิปต์ การเกิดสงครามกลางเมืองในซีเรีย ความขัดแย้งในลิเบีย ความขัดแย้งระหว่าง
ซุนนี่และชีอะห์ ความพยายามในการเป็นอานาจใหญ่ในภูมิภาคของอิหร่านและการขึ้นมาของไอซิส หรือ
43
ดาอิช ก็ทาให้ท่าทีของตุรกีจาเป็นต้องเปลี่ยนไปในบางส่วน จากที่เน้นเพียงการดาเนินความสัมพันธ์
ทางการทูต ก็จาเป็นต้องใช้อาวุธในกรณีที่จาเป็น โดยเฉพาะกับความขัดแย้งในบริเวณชายแดนที่มี
แนวโน้มจะเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ เช่น การใช้ปฏิบัติการด้านอาวุธเข้าโจมตีกลุ่มไอซิสร่วมกับกอง
กาลังจากสหรัฐอเมริกา หลังจากมีการระเบิดพลีชีพในตุรกีและระบุว่าเป็นการกระทาของสมาชิกกลุ่มไอ
ซิส เป็นต้น (ยาสมิน, 2015) นอกจากนี้ ตุรกีเองมีความพยายามที่จะนาตัวเองไปสู่การเป็นประเทศผู้นา
ในโลกมุสลิม ด้วยการเรียกร้องให้โลกมุสลิมย้อนมองความยิ่งใหญ่ในอาณาจักรออตโตมันในอดีตเพื่อ
สร้างภาพลักษณ์ว่าสิ่งนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวาระของตุรกีที่แสดงออกถึงความ
ต้องการเป็นผู้นาโลกมุสลิมได้ถูกพูดซ้าในหลายๆเวทีประชุมโลกอิสลามต่างๆ เช่น ในการประชุมความ
ร่วมมืออิสลามหรือ OIC เป็นต้น
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าตุรกีได้ดาเนินนโยบายแบบ 360 องศา (สถานเอกอัครราชทูต ณ
กรุงอังการา, 2014) ซึ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือให้มากที่สุดเท่าที่สามารถ แต่ก็แข็งกร้าวแบบมีจุดยืน
โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโลกมุสลิม
สาหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตุรกีทาสนธิสัญญาและความร่วมมือกับอาเซียน
(ASEAN TAC) และต้องการจะยกฐานะเป็นคู่เจรจา (Dialogue Partner) ของอาเซียน ขณะเดียวกันก็มี
ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชารวมถึงประเทศไทย ประเทศไทย
กับตุรกีได้เริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่ปี 2501 และมีความร่วมมือทางการค้าในหลาย
ด้าน แม้ว่าจะยังไม่ได้มีการตกลงในกรอบความร่วมมือการค้าเสรีก็ตามแต่อยู่ในระหว่างการเจรจา
ขณะเดียวกันประเทศไทยยังได้รับการยกเว้นวีซ่าในการเข้าประเทศตุรกีเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งแสดงให้
เห็นถึงสถานะทางการทูตที่ดี (สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา, 2014) ในขณะที่ตุรกีก็ได้ให้ความ
ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับประเทศสมาชิกอาเซียนที่อยู่ในภาวะความขัดแย้ง ประสบกับภัยพิบัติ และ
มีความยากจน
นอกเหนือจากความร่วมมือในระดับทวิภาคีและความสัมพันธ์ต่อประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว ใน
กรอบขององค์กรระหว่างประเทศปัจจุบันตุรกีเป็นประเทศสมาชิก OSCE, Council of Europe, OIC,
CICA, NATO, G20 เป็นสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC วาระปี 2552-2553 (สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุง
อังการา, 2014) และยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศ MIKTA (เม็กซิโก, อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้, ตุรกี
และออสเตรเลีย) ที่เกิดขึ้นในปี 2013 จากกลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิก G20 เดิมซึ่งมีเป้าหมายในการคาน
อานาจกับประเทศตะวันตก พัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน และก้าวสู่ประเทศที่เป็นอานาจกลางของโลก
(Rosen, 2013) รวมถึงการร่วมมือกันภายใต้กลุ่ม MINT (Mexico, Indonesia, Nigeria, Turkey) เพื่อ
พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศร่วมกัน
ด้วยบริบทของนโยบายต่างประเทศเชิงรุกในยุคสมัยใหม่นับตั้งแต่พรรคอัคขึ้นมาบริหารประเทศ
ซึ่งทาให้ตุรกีมีบทบาทในเวทีโลกและขยายความสัมพันธ์ที่รอบด้านมากขึ้นนี้ ก็ส่งผลให้ตุรกีในช่วง
44
ทศวรรษที่ผ่านมาค่อยๆ ก้าวสู่การเป็นมหาอานาจกลางในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน
บทบาทความพยายามในการเป็นตัวกลางสร้างสันติภาพในหลายพื้นที่ก็ช่วยหนุนเสริมให้ภาพลักษณ์
ของประเทศเป็นไปในทิศทางบวกขึ้น ด้วยนโยบายเช่นนี้จึงทาให้ตุรกีเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เริ่มมีบทบาท
ที่เด่นชัดและท่าทีของตุรกีก็ส่งผลต่อการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัดขึ้นด้วยเช่นกัน
สภาพสังคมตุรกี
สภาพสังคมของตุรกีในปัจจุบันอาจนับได้ว่าเป็นผลสะท้อนมาจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์
ของการปกครองในพื้นที่นี้ นับตั้งแต่อาณาจักรไบเซนไทน์ เซลจุก ออตโตมาน จนมาถึงตุรกีสมัยใหม่ที่มี
ความใกล้ชิดกับตะวันตกและมีแนวทางอิสลามไปพร้อมๆกัน ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัยมี
การเคลื่อนย้ายของคน จากเดิมที่มีประชากรชาวคริสเตียนอยู่มาก เมื่ออาณาจักรไบเซนไทน์ล่มสลายก็มี
จานวนลดน้อยลง กระทั่งมาสู่การเคลื่อนย้ายคนระหว่างกรีซและตุรกี รวมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอาเม
เนีย และการอพยพของประชากรคริสเตียนเข้าสู่ยุโรป ทาให้ประชากรคริสเตียนในตุรกีปัจจุบันถือว่าเป็น
ชนกลุ่มน้อย ขณะเดียวกันก็มียิวที่เป็นชนกลุ่มน้อยบางส่วนด้วยเช่นกัน ในขณะที่ประชากรหลักของ
ประเทศจะนับถือศาสนาอิสลาม แบบสานักคิดฮานาฟี ในแนวทางซุนนี่เป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็มี
ผู้คนที่นับถือในแนวคิดอาลาวี และชีอะห์ รวมถึงซูฟี อยู่จานวนหนึ่ง (Barker, 2012) โดยที่หากคิดเป็น
เปอร์เซ็นต์แล้วมีมุสลิม 99.8% ของประชากรทั้งหมด และศาสนาอื่นๆ อีกเพียง 0.2% (The CIA World
Fact Book, 2015) ประชากรทั้งหมดของประเทศในปี 2014 มีจานวน 77,695,904 คน โดยที่ประชาชน
มีอัตราส่วนในการอยู่ในเมืองถึง 91.8%ขณะที่อยู่ในหมู่บ้าน 8.2% ของจานวนประชากรทั้งหมด โดยที่
ประชากร 18.5% อาศัยในเมืองอิสตันบูล ตามด้วยอังการ่า อิสมีร และอันทาเลีย ตามลาดับ(Turkish
Statistical Institute, 2015) ขณะที่ประชากรประกอบด้วยเชื้อชาติที่หลากหลายที่กระจายอยู่ทั่วทั้ง
ประเทศไม่ว่าจะเป็นชาวเติร์ก ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ ชาวเคิร์ด ที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
ชาวอัลแบเนีย ชาวลาซส์ ชาวอาเซอร์ไบจาน ชาวซาซาส์ ชาวเชชเนีย ชาวซิรซาสเซียน ชาวอาหรับ
ชาวบอสเนีย ชาวตาต้า ชาวอาเมเนีย ชาวกรีก และชาวยาซีดี (U.S. Library of Congress, ม.ป.ป.)
ในแง่ของสังคมการเมืองตุรกีเป็นประเทศที่ถือว่าสังคมได้มีการถูกทาให้มีความเป็น
ประชาธิปไตย ด้วยกับระบบพรรคหลายพรรคที่เกิดขึ้น การมีการเลือกตั้งได้อย่างอิสระ และก้าวข้าม
ผ่านอิทธิพลของทหารในการเข้าสู่กรอบทางการเมือง ซึ่งได้เคยเกิดการปฏิวัติโดยกองทัพเมื่อปี 1960
1971 1980 และครั้งสุดท้ายในปี 1997 (Kuru, 2012) กลุ่มเคมาลิสต์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมได้มีส่วน
สาคัญในการสร้างสาธารณรัฐตุรกี และเน้นความเป็นเติร์ก ในขณะที่กลุ่มอื่นที่มีอยู่ในสังคมตุรกี ไม่ว่าจะ
เป็นชาวเคิร์ด ชาวอาลาวี ตลอดจนชาวกรีกและชาวอามาเนียซึ่งไม่ใช่มุสลิมก็ถูกกระบวนการทาให้
กลมกลืนของกลุ่มนี้ ทาให้ความเป็นอื่นที่ปรากฏในสังคมตุรกีไม่เป็นที่ยอมรับในช่วงเวลาหนึ่ง กระทั่ง
นาไปสู่ปัญหาความขัดแย้งภายใน โดยเฉพาะระหว่างชาวเติร์กและชาวเคิร์ด ซึ่งมีการปะทะกันของอัต
45
ลักษณ์ที่ต่างกับภาวะของความเป็นรัฐชาติ ขณะเดียวกัน ในช่วงก่อนที่พรรคอัคจะเข้าสู่อานาจแม้ว่า
มุสลิมที่ปฏิบัติตามหลักการศาสนาก็ถูกห้ามไม่ให้ประกอบศาสนกิจในพื้นที่สาธารณะ ด้วยกับแนวคิดที่
พยายามจะเปลี่ยนประเทศให้เป็นเซคิวล่าร์ หรือ การแยกศาสนาออกจากการเมือง (Öktem, 2011)
ด้วยกับบริบทเชื้อชาติเดิมและกระบวนการผสมกลมกลืนนี้ก็ทาให้ปัจจุบันความเป็นมุสลิมของคนตุรกีนั้น
มีความแตกต่างกันออกไป นับตั้งแต่ประกอบศาสนกิจอย่างเคร่งครัด ไปจนถึงการไม่สนใจในหลักการ
ทางศาสนาเลย ด้วยกับภาวะเช่นนี้จึงทาให้ยังคงมีการต่อสู้ทาทงอัตลักษณ์ของความเป็นมุสลิมในพื้นที่
สาธารณะ โดยเฉพาะการกีดกันเรื่องการสวมฮิญาบของสตรีชาวมุสลิม ซึ่งได้มีการห้ามในช่วงเวลาหนึ่ง
กระทั่งมีความพยายามเรียกร้องให้มีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงอัตลักษณ์ทางศาสนพื้นที่สาธารณะ
มากขึ้นในช่วงพรรคอัคอยู่ในอานาจ
ขณะที่วัฒนธรรมของชาวตุรกีก็ได้รับการสืบต่อมาจากพัฒนาการของการปกครองเช่นเดียวกัน
จึงจะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมตุรกีปัจจุบันมีการผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันออก ความเป็นเอเชีย และ
ความเป็นตุรกีเดิม กับความเป็นตะวันตกแบบโมเดิร์น ศิลปะของตุรกี ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด การก่อสร้าง
ปะติมากรรม ดนตรี และนิยาย ล้วนแล้วแต่จะแฝงความเป็นออตโตมานเดิมเอาไว้ ด้วยกับการสะท้อน
ศิลปะเหล่านี้ให้มีกลิ่นอายของความเป็นอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวอักษรภาษาอาหรับ หรือ การสื่อ
ความหมายไปสู่ความเชื่อในพระเจ้า เป็นต้น อย่างไรก็ตามก็ยังสามารถเห็นการผสมผสานกับความเป็น
ตะวันตก โดยเฉพาะภายหลังจากการปฏิรูปทานซีมัต (Tanzimat) ซึ่งจะเห็นสถาปัตยกรรมหรืองาน
เขียนที่มีความผสมผสานมากขึ้น จะเห็นวัฒนธรรมการดื่มชาหรือกาแฟที่มีการกระจายตัวมากขึ้น เป็น
ต้น (Republic of Turkey Ministry of Culture and Tourism, ม.ป.ป.)
ด้วยลักษณะทางสังคมที่มีความหลากหลายของประชากร ทาให้ผู้ปกครองตุรกีในยุคสมัยใหม่
จาเป็นต้องให้ความสาคัญกับความหลากหลายที่ปรากฏในอาณาเขตบริเวณของตนแบบรอบด้านมากขึ้น
ขณะเดียวกันอัตลักษณ์ของความเป็นเติร์กและความเป็นมุสลิมก็ถูกใช้ในการกระจายขอบเขตอิทธิพล
ของตุรกีไปสู่ต่างประเทศมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนั้น สิ่งที่ถูกถ่ายทอดมาตั้งแต่ออตโตมานก็
ทาให้ศิลปะและวัฒนธรรมของตุรกีเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น ปัจจัยทางสังคมเหล่านี้จึงมีส่วนต่อยอด
การก่อร่างความเป็นมหาอานาจขนาดกลางของตุรกีให้เห็นชัดมากยิ่งขึ้น
ส่วนข้อมูลทางสถิติทางประชากรศาสตร์ชี้ว่า จากประชากรประมาณ 77 ล้านคนของตุรกี มี
จานวนถึง 28 ล้านคนอยู่ในวัยทางาน และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศใน EU แล้ว ตุรกีจะอยู่อันดับ 4
ในเรื่องการมีประชากรในวัยทางาน (Turkish Investment Support and Promotion Agency, 2016) ซึ่ง
จานวนประชากรในวัยทางานจะเป็นปัจจัยสาคัญที่จะช่วยสร้างการพัฒนาประเทศตุรกีให้เป็นประเทศ
อานาจขนาดกลางที่ยั่งยืนและมีความเข้มแข็งมากขึ้น
ปัญหาและข้อท้าทาย
46
แม้ว่าตุรกีถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่นับได้ว่ามีความก้าวหน้าในการพัฒนาทั้งในมิติการเมือง
เศรษฐกิจ และสังคม หากแต่ตุรกียังคงเผชิญกับปัญหาและข้อท้าทายหลากหลายด้าน ที่อาจส่งผลต่อ
ความไม่มั่นคงในอนาคตของการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่มาจากภายในประเทศและปัญหา
ที่มาจากภายนอก
สาหรับภายในประเทศ ตุรกียังคงเผชิญกับความไม่มั่นคงของการเมืองภายใน ไม่ว่าจากความ
ขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน กลุ่มอิสลามมิสต์และกลุ่มเซค
คิวล่าริสต์รวมไปถึงกลุ่มเคมาลิสต์และกลุ่มชาตินิยมที่ยังคงมีการปะทะการตลอดมา ด้วยกับความกลัวว่า
เมื่ออานาจไปอยู่ในมือของกลุ่มแนวคิดอุดมการณ์แบบใด แนวคิดตามอุดมการณ์ของตนก็จะถูกแทนที่
ในขณะเดียวกันปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวเติร์กและชาวเคิร์ด ก็เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อที่ส่งผลกระทบ
ต่อผู้คนจานวนมาก ทั้งยังกระทบต่อความรู้สึกในแง่ลบของประชาชนที่มีชาติพันธุ์ที่ต่างกัน และด้วย
ปัญหานี้เองก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทาให้อียูไม่ยอมรับตุรกีเข้าเป็นประเทศสมาชิก เนื่องจากมองว่าตุรกีไม่
สามารถจัดการกับสงครามภายในได้ โดยที่หากกล่าวถึงเคิร์ดแล้วก็ถือว่าเป็นหนึ่งในชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด
ซึ่งปราศจากรัฐของตนเอง (the largest nation without state) ที่กระจายอาศัยอยู่ในตุรกี อิรัก อิหร่าน
ซีเรียและบางส่วนของอาร์มาเนีย ซึ่งได้เกิดความขัดแย้งที่เห็นชัดในปี 1984 ด้วยการใช้ความรุนแรง
ต่อต้านรัฐบาลจากกลุ่มติดอาวุธพีเคเค (Kurdistan Workers' Party หรือ PKK) ของชาวเคิร์ด (ยาสมิน,
2014) อย่างไรก็ตามความขัดแย้งนี้ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ และมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการหยุด
ยิงจากทั้งสองฝ่าย แต่การหยุดยิงนี้สิ้นสุดลงเมื่อ เดือนสิงหาคม 2015 และเข้าสู่การปะทะกันอีกครั้งหนึ่ง
ขณะเดียวกันปัญหาภายในยังมีผลมาจากการอยู่ในอานาจที่ยาวนานของประธานาธิบดีแอรโดก์
อานที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นประธานาธิบดี หลังจากเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึงสองสมัย จึงทาให้
เป็นข้อถกเถียงว่าการมีผู้นาที่ยาวนานแม้ว่าในแง่หนึ่งจะทาให้การพัฒนาและการดาเนินนโยบายเป็นไป
ได้อย่างต่อเนื่องและบุคลิกที่เหมาะสมกับการเป็นผู้นาของแอรโดก์อาน ที่ทาให้ได้รับเลือกตั้งต่อ หากแต่
การอยู่อย่างยาวนานก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นผู้นาเผด็จการเช่นในประเทศอาหรับหลายประเทศ
ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างแอรโดก์อานและกลุ่มเคลื่อนไหวกุลเลน ที่มีเครือข่ายการทางาน
กระจายทั่วโลก ในรูปของธุรกิจและการศึกษา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเสี่ยงในการสร้างอานาจซ้อน
ในกลุ่มตนเองของเครือข่ายกุลเลน จึงทาให้ทั้งสองกลุ่มมีความขัดแย้งต่อกัน และมีความพยายามในการ
ทาลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจากกลุ่มกุลเลน ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็มีการปราบปรามการทางาน
ของกลุ่มกุลเลนที่ถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อการเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของรัฐบาล ด้วยเหตุนี้
เสถียรภาพของรัฐบาลในช่วงหลังจึงลดน้อยลงจากความขัดแย้งภายในนี้ด้วยเช่นกัน (Turam, 2014)
และข้อท้าทายอีกประการสาคัญสาหรับการเมืองภายใน ก็คือผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2015
ซึ่งผลปรากฏว่าพรรคอัคได้รับเสียงส่วนมาก แต่ไม่เพียงพอที่จะตั้งเป็นพรรครัฐบาลเดียวเช่นที่ผ่านมาได้
จาเป็นต้องตั้งรัฐบาลผสม (ยาสมิน, 2015ข) หากแต่การเจรจาร่วมกันตั้งพรรครัฐบาล กลับไปสู่ข้อยุติให้
มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2015 ซึ่งผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ทาให้การเมืองตุรกีมีความไม่
47
เสถียรภาพและเสี่ยงต่อภัยคุกคามมากขึ้น (The Guardian, 2015) และภายหลังจากการเลือกตั้งใน
เดือนพฤศจิกายน 2015 ตุรกีก็กลับสู่การครองอานาจพรรคเดียวของพรรคอัคอีกครั้ง หากแต่
สถานการณ์การเมืองภายในที่เริ่มมีเสถียรภาพก็ต้องเผชิญกับภาวะเสี่ยงของการเมืองระหว่างประเทศ
ด้วยกับปัญหากับรัสเซียนับตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2015ซึ่งตุรกีได้ยิงเครื่องบินรัสเซียที่รุกล้าเขต
น่านฟ้า จนทาให้เกิดวิกฤตทางการทูตระหว่างสองประเทศและรัสเซียก็มีมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ
ต่อตุรกี นอกจากนั้น ภายในประเทศตุรกีเองก็ยังคงเผชิญกับปัญหาสังคมอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เช่น การ
ว่างงานซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2015 ตุรกีมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 9.3% (Turkish Statistical Institute,
2015) ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ยังคงสูง เป็นต้น
ขณะที่ปัจจัยภายนอกที่เป็นข้อท้าทายต่อประเทศตุรกี ประการแรกคือสภาวะเงินเฟ้อและ
เศรษฐกิจโลกที่ซบเซา โดยจะเห็นว่าเศรษฐกิจตุรกีแม้จะมีอัตราการขยายตัวมาก แต่ยังคงอยู่ในภาวะ
เงินเฟ้อ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่เริ่มถดถอยก็ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศด้วยเช่นกัน ประการถัดมา
ที่เป็นข้อท้าทายของตุรกีในปัจจุบัน คือ แรงกดดันและอิทธิพลจากต่างชาติ โดยเฉพาะมหาอานาจ อย่าง
สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย โดยที่สหรัฐอเมริกาจะมุ่งเน้นกดดันให้ตุรกี ทาให้ประเทศเป็น
ประชาธิปไตย ในขณะที่รัสเซียและจีนก็แสดงท่าทีของความพยายามในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีเพื่อเป็น
ตัวเลือกแทนสหรัฐอเมริกา แรงกดดันนี้เห็นได้ชัดในกรณีการปราบปรามไอซิส ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้
เรียกร้องให้ตุรกีแสดงบทบาทมาเป็นเวลานาน กระทั่งตุรกีตัดสินใจใช้กาลังเข้าปราบปรามหลังจาก
เหตุการณ์ระเบิดที่เมืองซูรุชของตุรกี (ยาสมิน, 2015ค) ซึ่งปฏิบัติการโดยสมาชิกกลุ่มไอซิส(ISIS) และ
ประการสุดท้ายที่เป็นข้อท้าทายสาคัญของตุรกีคือ ปัญหาบริเวณชายแดนและภูมิภาค นับตั้งแต่ไอซิส
การฆ่าล้างพันธุ์ของรัฐบาลบัชชารในซีเรีย กลุ่มติดอาวุธเคิร์ดที่อยู่ในอิรักและซีเรีย ความพยายามในการ
ขึ้นมามีบทบาทของชีอะห์และอิหร่าน ปัญหาระหว่างอาเซอร์ไบจานและอาเมเนีย ตลอดจนปัญหาของ
เกาะไซปรัส และปัญหาในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กาลังเกิดขึ้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นภัยคุกคามต่อความ
มั่นคงของตุรกีได้เช่นกัน การที่ตุรกีใช้อาวุธต่อกลุ่มติดอาวุธเคิร์ดและไอซิสในซีเรีย อาจเป็นผลให้เกิด
ภาวะความรุนแรงกระจายเข้าสู่พื้นที่ได้เช่นกัน นอกจากนั้นก็คือปัญหาทางความสัมพันธ์ระหว่างตุรกี
และรัสเซียตั้งแต่ช่วงปลายปี 2015 ก็เป็นประเด็นท้าทายต่อตุรกีที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดต่อรัสเซียมาก
ขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในมิติความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อท้าทายที่ตุรกีกาลังเผชิญและจาเป็นที่จะต้องก้าวผ่าน มิฉะนั้นแล้วก็จะ
กระทบต่อความมั่นคงทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ และกระทบต่อนโยบายต่างประเทศ
ในแนวทางการทูต ซึ่งแต่ละประเทศจาต้องมีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง จึงสามารถต่อรองได้
เช่นเดียวกัน หากตุรกีไม่สามารถก้าวผ่านข้อท้าทายเหล่านี้ก็อาจทาให้ตุรกีไม่สามารถเป็นอานาจกลาง
หรืออานาจใหญ่ในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนมากนัก
48
บทสรุป
จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของประเทศตุรกีจากอดีตจนถึงปัจจุบันทั้งใน
ด้านความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจและสังคม ทาให้เราทราบว่าตุรกีวางตาแหน่งแห่งที่ของตนภายใต้
กรอบประเทศอานาจขนาดกลางมาตั้งแต่หลังยุคสงครามเย็น แต่อิทธิพลของตุรกีในฐานะประเทศอานาจ
ขนาดกลางผันผวนตามพลวัตของการเมืองภายในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม
ตลอดระยะเวลา 92 ปีที่ผ่านมาตุรกีมีพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจและทางการเมืองที่น่าสนใจ กล่าวคือ
หลังจากประเทศได้หันไปใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาพร้อมกับการเปิดประเทศไปสู่การค้าเสรี
แบบชาติตะวันตก ตุรกีสามารถฟื้นตัวกลับมาแข็งแกร่งและมีพัฒนาการไปในทางที่ดี ปัจจุบันตุรกีมี
เสถียรภาพทางการเมืองมากพอสมควร ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดรัฐประหารแม้จะมีกองกาลังขนาดใหญ่
และมีอุตสาหกรรมด้านอาวุธเป็นของตัวเอง นอกจากนั้นตุรกียังประสบกับความท้าทายจากภาวะ
การเมืองภายในและการเมืองระหว่างประเทศ แต่ก็ดูเหมือนว่าตุรกีจะสามารถก้าวข้ามไปได้ด้วยฐานของ
สังคมที่เป็นประชาธิปไตย ในด้านเศรษฐกิจตุรกีจัดอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงและมีอัตรา
การเติบโตเศรษฐกิจต่อเนื่องมาหลายปี แม้ในปี 2014 จะประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวแต่ตุรกีมีจุด
แข็งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและเป็นชุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเชียและยุโรปทั้งในด้าน
การค้า การท่องเที่ยวและมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนั้นตุรกียังมีนโยบายต่างประเทศที่เอื้อต่อการ
สร้างมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน ดาเนินนโยบายเชิงสร้างสรรค์กับทุกภูมิภาคและเป็นอิสระจากตะวันตก
มากขึ้น การเข้ามาบริหารประเทศของพรรค AK แม้ว่าจะเผชิญกับข้อท้าทายมากมาย แต่ก็นับได้ว่าเป็น
อีกหนึ่งมิติใหม่ในการหล่อรวมพลังทางการเมืองกับค่านิยมแบบอิสลามบนเส้นทางกระบวนการสร้าง
ประชาธิปไตยโดยเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งนี้ตุรกีได้ก้าวมาเป็นประเทศอุตสาหกรรม
ใหม่และเป็นประเทศมุสลิมหนึ่งเดียวที่ CIA จัดให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว และจะมีบทบาทที่เข้มแข็งมาก
ขึ้นในภูมิภาคใน 5- 10 ปีข้างหน้าถ้าการเมืองภายในยังอยู่ภายใต้การปกครองของพรรค AK
49
บทที่ 5
บราซิลกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง
บทนา
บราซิลนั้นถือเป็นประเทศอานาจขนาดกลางที่มีความสาคัญมากขึ้นในเวทีโลกซึ่งเป็นเรื่องที่น่า
ศึกษาเนื่องจากว่าบราซิลนั้นเดินมาถึงสถานะนี้ไม่ใช่ด้วยอานาจทางการทหารหรือนโยบายแข็งกร้าว
อย่างเช่นประเทศอานาจขนาดกลางอื่นๆแต่ด้วยการใช้อานาจอ่อน (Soft power) ผ่านความช่วยเหลือ
ระดับนานาชาติตลอดจนการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกทั้งในนโยบายภายในประเทศตลอดจนนโยบาย
ต่างประเทศ (Ristovic, 2012) ปัจจุบันบราซิลถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในทวีป
ลาตินอเมริกาและอยู่อันดับที่ 8 ในการจัดอันดับขนาดเศรษฐกิจโลกนอกจากนี้บราซิลประสบความสาเร็จ
อย่างมากในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนออกจากความยากจนWorld Bank รายงานว่า
ในช่วงปี 2003-2013 นั้นประชากรบราซิลกว่า 26 ล้านคนสามารถหลุดพ้นจากสภาวะยากจนได้สาเร็จ
แต่ปัจจุบันต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอยจนส่งให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงอย่างมาก
บราซิลนั้นเคยอยู่ใต้การปกครองของระบอบเผด็จการทหารยาวนานกว่า 30 ปีตั้งแต่ปี ค.ศ.1930
โดยเว้นช่วงให้แก่รัฐบาลพลเรือนเป็นระยะๆจนถึงปี ค.ศ.1985 จนกระทั่งปี ค.ศ.1988 บราซิลสามารถ
จัดตั้งรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี1988ในท้ายที่สุด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นโยบายของบราซิลนั้นค่อนข้างจะดาเนินไปอย่างอ่อนโยน ถึงแม้ว่านโยบายต่างประเทศบราซิลนั้น
ค่อนข้างแตกต่างไปตามผู้นาและพรรคการเมือง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าบราซิลนั้นเน้นการดาเนินนโยบาย
ต่างประเทศโดยใช้อานาจทางทหารให้น้อยที่สุด โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการเป็นประเทศตัวกลางใน
การเจรจา (mediator) และมุ่งเน้นไปยังความร่วมมือแบบพหุภาคี (Multilateral) มากกว่าจะเป็นแบบทวิ
ภาคี (Bilateral) อันเป็นนโยบายที่หลายๆประเทศอานาจกลางใช้ ซึ่งเพิ่มสร้างการพึ่งพาในชาตินั้นๆ
โดยในช่วงสมัยของประธานาธิบดี Fernando Henrique Cardoso จากพรรค Brazilian Social
Democracyระหว่างปี ค.ศ. 1995-2003 นโยบายต่างประเทศบราซิลค่อนข้างเอนไปทางการพึ่งพา
สหรัฐอเมริกา นโยบายต่างประเทศนั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงหลังจากประธานาธิบดี “Lula” Luiz Inácio Lula
da Silva ซึ่งเข้ามาดารงตาแหน่งในช่วงปี 2003 -2011 จากพรรคแรงงาน ภายใต้การดารงตาแหน่งของ
ประธานาธิบดี Lula บราซิลดาเนินนโยบายพหุภาคี และมุ่งเน้นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศกาลัง
พัฒนาด้วยกันเองมากขึ้น (South-South foreign policy) ดังที่เห็นได้จากการที่บราซิลเป็นประเทศ
ผู้ดาเนินการก่อตั้งสหภาพประชาชาติอเมริกาใต้ (UNASUR), เข้าร่วมกลุ่มประเทศ BRICS, การเป็นผู้
50
ร่วมก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือ IBSA หรือ India, Brazil, South Africa Dialogue Forum นอกจากนี้
บราซิลยังมีเป้าหมายที่จะเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาความมั่นคงสหประชาชาติแบบถาวร (United Nation
Security Council) อีกด้วย การเป็นผู้เล่นสาคัญในภูมิภาคอเมริกาใต้นั้นต่างก็สะท้อนถึงความเป็น
ประเทศอานาจขนาดกลางของบราซิลและนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเน้นอานาจอ่อน (Soft Power) ได้
เป็นอย่างดี (Rezende 2016) แม้ว่าปัจจุบันบราซิลกาลังเผชิญกับปัญหาทางสังคมภายใน แต่ความเป็น
ผู้นาในภูมิภาคอเมริกาใต้และในเวทีโลกของกลุ่มประเทศกาลังพัฒนานั้นถือว่ามีบทบาทอย่างเห็นได้ชัด
โดยในบทนี้ ผู้เขียนจะวิเคราะห์ศักยภาพของประเทศบราซิลในด้านต่างๆ ตั้งแต่บริบททั่วไป ไป
จนถึงด้านการทหาร เศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ สภาพสังคม ตลอดจนข้อท้าทายที่บราซิลกาลัง
เผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน โดยใช้ทฤษฎี Smart Power สะท้อนความพยายามที่จะมีบทบาทในเวทีโลก
บริบททั่วไปของบราซิล
บราซิลเดิมนั้นมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานจากการเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในช่วงศตวรรษที่
15 สนธิสัญญา Tordesillas ปี ค.ศ.1949 ระหว่างสเปนและโปรตุเกสนั้นเป็นสนธิสัญญาที่ให้อานาจ
โปรตุเกสในการอ้างสิทธิการปกครองในพื้นที่ๆเป็นประเทศบราซิลในปัจจุบันซึ่งภายหลังนั้นมีการ
กาหนดพรมแดนอย่างเป็นทางการในปีค.ศ.1750ในสนธิสัญญามาดริดหลังจากนั้นบราซิลเข้าสู่ยุค
จักรวรรดิในช่วงปี ค.ศ.1822-1889 ภายใต้การครองราชย์ของสองจักรพรรดิคือ จักรพรรดิ Dom Pedro
หนึ่ง และ Dom Pedro ที่สอง ซึ่งมีเหตุการณ์สาคัญก็คือการยกเลิกระบบทาสในปี ค.ศ.1888 ในสมัยของ
จักรพรรดิ Dom Pedro ที่สองซึ่งต่อมาสละบัลลังก์ และเปิดทางให้การก่อตั้งสาธารณรัฐในปี คศ.1889
ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐบราซิล นายพล Deodoro da Fonseca
บราซิลในช่วงเริ่มต้นสาธารณรัฐนั้นเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ล้าหลังอเมริกาเหนืออย่าง
มาก อายุขัยเฉลี่ยประชากรอยู่ที่ 28 ปี สินค้าส่งออกหลักๆก็คือสินค้าเกษตรพื้นฐาน เช่น กาแฟ น้าตาล
และฝ้ายสินค้าเกษตรพื้นฐานหลายๆชนิดเช่นยางพาราและน้าตาลนั้นสูญเสียตลาดการส่งออกเนื่องจาก
ไม่สามารถแข่งขันได้ คงเหลือแต่การส่งออกกาแฟซึ่งเพาะปลูกในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้ง
ของเมืองใหญ่เช่น Sao Paulo, Minas Gerais และ กรุง Rio de Janeiro
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 บราซิลรับผู้อพยพจากต่างประเทศจานวนมาก ซึ่งเปลี่ยนบราซิลให้
เป็นสังคมหลากหลายทางวัฒนธรรม (Multiculture) ซึ่งในช่วงสงครามนั้นบราซิลตัดสินใจที่จะเป็น
ประเทศไม่ฝักฝ่ายใด (Neutral) สงครามโลกนั้นส่งผลต่อการส่งออกกาแฟของบราซิลโดยตรง นอกจากนี้
เหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์ล่มในสหรัฐอเมริกาในปีค.ศ.1929 นั้นส่งผลให้ราคากาแฟตกลงไปกว่า 60%
ทาให้เศรษฐกิจบราซิลเข้าสู่สภาวะตกต่า (Depression) จนนาไปสู่การรัฐประหารในปี 1930 ซึ่งต่อมา
บราซิลเข้าสู่รัฐบาลเผด็จการในช่วงที่เรียกว่า Estado Novo หรือ รัฐใหม่ และยุคสาธารณรัฐที่สอง
51
ในช่วงปีค.ศ.1930 – ค.ศ.1964 ซึ่งมีการออกนโยบายสนับสนุนคนรายได้น้อยตลอดจนการพัฒนาสังคม
เมืองเป็นอย่างมากต่อมาบราซิลเข้าสู่การปกครองโดยรัฐบาลทหารอย่างเบ็ดเสร็จในช่วงปี ค.ศ.1964 ถึง
ค.ศ.1985
ประเทศบราซิลมีพื้นที่ราวๆ 3,265,059 ตารางกิโลเมตร ซึ่งปกคลุมพื้นที่เกือบกึ่งหนึ่งของทวีป
อเมริกาใต้และมีพรมแดนติดต่อกับเกือบทุกประเทศในภูมิภาคยกเว้นประเทศชิลีและเอควาดอร์ ปัจจุบัน
ประเทศบราซิลมีประชากรราวๆ 207 ล้านคน ในปี 2015 และเมืองใหญ่ที่สุดในบราซิลนั้นได้แก่เมือง
Sao Paolo ซึ่งมีประชากรอยู่อาศัยถึง 11.3 ล้านคนในปี ค.ศ.2011 (World Population Review 2016)
และประชากรส่วนใหญ่นั้นนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
ประชาธิปไตยกลับสามารถกลับคืนมาสู่ประเทศบราซิลในช่วงท้ายของการปกครองของรัฐบาล
ทหารในช่วงสมัยของประธานาธิบดีพลเอก João Baptista de Oliveira Figueiredoในปี 1979 ซึ่งเขาได้
วางแผนให้บราซิลนั้นกลับมาสู่ประชาธิปไตยให้ได้ภายในปี 1985 และมีประธานาธิบดีพลเรือนที่มาจาก
การเลือกตั้งครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 ซึ่งก็คือนาย Tancredo Neves ในปี ค.ศ.1985 ซึงต่อมารอง
ประธานาธิบดี José Sarney ต้องรับตาแหน่งต่ออย่างกระทันหันเนื่องจากการเสียชีวิตของนาย Nevas
ปัจจุบันบราซิลอยู่ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี Dilma Rousseff จากพรรคแรงงาน (Worker’s
Party) ซึ่งดารงตาแหน่งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011
การทหารของบราซิล
บราซิลในเวทีโลกนั้นมักมองมองว่าเป็นประเทศที่ค่อนข้างสงบ โดยเฉพาะทางด้านการทหาร
นอกจากนี้ภูมิภาคอเมริกาใต้ค่อนข้างที่จะมีภัย (threat) ต่อความมั่นคงน้อย ดังนั้นประเทศในภูมิภาคนี้
สามารถพัฒนาไปได้อย่างดีโดยปราศจากปัจจัยความมั่นคงภายนอก (Gratius, 2007) นอกจากนี้
ภาพลักษณ์ของกองทัพบราซิลนั้นถูกมองในเชิงของผู้สร้างชาติ (Nation-Builder) และผู้สร้าง
ความก้าวหน้าให้กับประเทศดังที่ให้ตัวอย่างไปข้างต้นนั้น กองทัพบราซิลมีส่วนสาคัญอย่างยิ่งในการ
สร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การพัฒนาเมือง โครงข่ายถนน และโครงข่ายโทรคมนาคม
นอกจากนี้ หน้าที่เป้าหมายของกองทัพบราซิลนั้นมุ่งเน้นไปยังการรักษาเสถียรภาพภายในควบคู่กับ
ตารวจ เห็นได้จากการที่รัฐธรรมนูญประเทศบราซิลนั้นยอมรับบทบาทของกองทัพในการรักษากฎหมาย
และความสงบเรียบร้อยในประเทศ (Hunter, 2005)
กองทัพบราซิลนั้นอยู่อันดับที่ 22 ของโลก ตามหลังตุรกีและอินโดนีเซีย ที่อยู่อันดับ 10 และ 12
ตามลาดับ งบประมาณทหารของบราซิลนั้นอยู่ที่ 31,900,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และอยู่อันดับที่ 12
ของโลก โดยมีทหารประจาการอยู่ที่ 330,000 คน (Global Fire power 2016) อย่างไรก็ตามงบประมาณ
52
ทางทหารของบราซิลนั้นมีอัตราคงที่ตั้งแต่ช่วงปี 2011-2013 โดยมีอัตรา 1.4% ต่อสัดส่วน GDP และ
ลดลงมาอยู่ที่ 1.3% ในปี 2014 (World Bank data)โดยในปี 2015 บราซิลได้มีการตัดงบประมาณทหาร
กว่า 25% ซึ่งเป็นผลพวงมาจากสภาวะเศรษฐกิจ
ถึงแม้ด้านการปฏิบัติการทางทหารของบราซิลนั้นค่อนข้างจะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก บราซิลส่งทหาร
เข้าร่วมรบสงครามครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวซึ่งนั่นก็คือสงครามโลกครั้งที่สองกับฝ่ายสัมพันธมิตร อย่างไร
ก็ตาม อุตสาหกรรมทหารภายในของบราซิลนั้นถือว่าค่อนข้างเข้มเข็ง โดยเฉพาะในส่วนของการส่งออก
อาวุธเบา (Small Arms) ในปี 2011 นั้นบราซิลถือว่าเป็นผู้ส่งออกอาวุธเบารายใหญ่อันดับที่ 4 ของโลก
นาหน้า อิสราเอล ออสเตรีย และรัสเซีย โดยมูลค่าการส่งออกนับตั้งแต่ปี 2005 ถึง 2010 นั้นเพิ่มขึ้นจาก
109.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปเป็น 3321.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจานวนการส่งออกอาวุธสุทธิในช่วงปี
2005-2010 นั้นคิดเป็น 4,482,874 ชิ้น อุตสาหกรรมทหารของบราซิลนั้นเติบโตขึ้นตั้งแต่ช่วงของรัฐบาล
ทหารที่กุมอานาจในช่วงปี 1964 – 1985 ซึ่งในช่วงปี 1960 บราซิลได้มีการก่อตั้งบริษัทการทหาร ซึ่งก็
คือ 1.) Avibrás Aerospace Industry ในปี 1961, Engesa ในปี 1963, และบริษัท Embraer ในปี 1969
ในเวลาต่อมา บราซิลได้กลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธในปี 1980 โดยส่งออกไปยังตลาดประเทศกาลังพัฒนา
ซึ่งมีความต้องการอย่างมากเนื่องจากปัจจัยของราคาและคุณภาพ ในช่วงปี 1977-1988 ตลาดส่งออก
อาวุธหลักๆของบราซิลนั้นอยู่ที่ภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีอิรักเป็นผู้นาเข้าหลักมูลค่าการนาเข้าของ
อิรักนั้นคิดเป็น 40% ของมูลค่าการส่งออกอาวุธของบราซิลทั้งหมดในช่วงปี1977-1988 โดยมีมูลค่า
รวมถึง 607 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกอาวุธของบราซิลต่อมาผลพวงจากการยุติสงครามอิรัก ทาให้
การส่งออกอาวุธของบราซิลนั้นลดลงอย่างมาก การส่งออกฟื้นขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา
หลังจากมีการนาเข้าจากประเทศภูมิภาคอเมริกาใต้ด้วยกันเอง เช่น ชิลี โคลัมเบีย และเอควาดอร์
นอกจากนี้บราซิลยังทาการส่งออกไปยังบางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย
และ อินโดนีเซียอีกด้วย (SIPRI arms transfer database) จากข้อมูลการส่งออกอาวุธนั้นจะพบได้ว่า
เป้าหมายหลักของบราซิลนั้นมักจะมองไปที่กลุ่มประเทศกาลังพัฒนาเป็นหลัก สะท้อนให้เห็นถึงความ
พยายามของบราซิลที่จะมีบทบาทในกลุ่มประเทศกาลังพัฒนามากขึ้น2
2ดูข้อมูลประเทศคู่ค้าอาวุธของบราซิลทั้งหมดได้ที่ : http://armstrade.sipri.org/armstrade/page/values.php
53
ตารางที่5.1 เปรียบเทียบมูลค่าการส่งออกยุทโธปกรณ์เปรียบเทียบในกลุ่มประเทศ BRICS และ ตุรกี
2010 2011 2012 2013 2014 2015 มูลค่า
รวม*
บราซิล 151 31 33 40 44 41 339
รัสเซีย 6,172 8,695 8,480 8,107 5,456 5,483 42,404
อินเดีย 5 3 - 8 53 33 102
จีน 1,496 1,338 1,728 2,055 1,360 1,960 9,943
แอฟริกาใต้ 235 71 182 97 59 39 683
ตุรกี 72 86 143 156 179 291 928
*หมายเหตุ หน่วย:ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา: SIPRI Arms Transfer Database
ในส่วนของวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการทหารในบราซิลนั้น ในปี 2008
ประธานาธิบดี Lula ได้มีการเซ็นรับรองแผนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ (National Defense
Strategy) โดยมีการออกแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ในปี ค.ศ.2012 ซึ่งเซ็นรับรองโดยประธานาธิบดี
Dilma Rousseff แผนยุทธศาสตร์การป้องกันแห่งชาติดังกล่าวนั้นมีส่วนช่วยให้บราซิลสามารถส่งออก
อาวุธโดยมีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนา
อาวุธให้ทันสมัย (modernization) และการพัฒนาอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศซึ่งมีมาตรการจาก
รัฐบาลที่การันตีการส่งออก (Santini, D. & Viana, N., 2012) นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการพัฒนาเรือดา
น้าพลังนิวเคลียร์ที่มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานอย่างเป็นทางการที่ชื่อว่า Coordination Program
for the Development of a Nuclear-Powered Submarine (COGESN) การตั้งเป้าหมายการพัฒนา
นิวเคลียร์ของประเทศบราซิลนั้นมีด้วยกันสองเหตุผลคือ 1.) ปกป้องแหล่งเชื้อเพลิงน้ามันที่พบนอก
ชายฝั่งบราซิล และ 2.) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงพลังในเวทีโลกและสามารถเปิดทางให้บราซิลได้
54
มีตาแหน่งสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เนื่องจากว่าสมาชิกคณะมนตรีฯทุก
ชาตินั้นต่างก็มีขีดความสามารถในเทคโนโลยีนิวเคลียร์ จะเห็นได้ว่าถึงแม้บราซิลนั้นจะไม่มี
ประวัติศาสตร์ทางการทหารที่เทียบเท่ากับประเทศอานาจกลางอื่นๆเท่าใดนัก แต่เราสามารถมองเห็นได้
ว่าบราซิลได้เข้าสู่การปรับตัวทางด้านการทหาร เห็นได้จากการตั้งแผนยุทธศาสตร์การป้องกันแห่งชาติ
ในปี 2008 ที่เน้นการสร้างขีดความสามารถในการผลิตภายในประเทศ ตลอดจนการปรับใช้เทคโนโลยี
เพื่อพัฒนาอาวุธให้มีความทันสมัย นอกจากนี้นโยบายการค้าอาวุธของบราซิลนั้นมุ่งเน้นความร่วมมือกับ
กลุ่มประเทศกาลังพัฒนา ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของบราซิลที่จะเป็นประเทศที่มีบทบาทในกลุ่ม
ประเทศใต้หรือประเทศกาลังพัฒนานั่นเอง
เศรษฐกิจของบราซิล
บราซิลนั้นเป็นประเทศขนาดเศรษฐกิจ อันดับ 8 ของโลก และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอเมริกาใต้ ภาค
การบริการนั้นคิดเป็น 70% ของ GDP ตามมาด้วยภาคอุตสาหกรรมที่คิดเป็น 25% (Trading
Economics 2016) ในปี ค.ศ.2013 บราซิลมีรายได้ต่อหัวโดยเฉลี่ย 12,100 ดอลลาร์ ในส่วนของการ
เติบโตทาง GDP นั้น บราซิลค่อนข้างมีการเติบโตที่เสถียรแต่มีสภาวะตกต่าลงเมื่อเผชิญกับวิกฤติ
เศรษฐกิจในปี 2008 ซึ่ง GDP ของบราซิลนั้นหล่นลงไปที่ 0.4% และหล่นลงมาเป็น 0.1% ในปี 2014
หลังจากมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง (World Bank data)
เศรษฐกิจบราซิลนั้นเคยมีอัตราการเติบโตที่สูงมากในช่วงปี 1920-1980 บราซิลในขณะนั้นมีอัตรา
การเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 6.2% (Berbosa, 1998) อย่างไรก็ตามนโยบายของบราซิลในช่วงนั้น
ค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางระบบปิด ที่มีตั้งกาแพงการค้าที่ค่อนข้างสูง และมีการดาเนินการแทรกแซง
เศรษฐกิจโดยรัฐในเชิงของรัฐวิสาหกิจในช่วงนี้รัฐบาลบราซิลได้เข้ามีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจ
หลังจากปรับใช้นโยบายการผลิตทดแทนการนาเข้า (Import Substitution Industrialization) ซึ่งเป็นรูป
เป็นร่างตั้งแต่ช่วงปี 1930 โดยในช่วงแรกนั้นบราซิลได้ดาเนินการยุทธศาสตร์ในขั้นแรกซึ่งก็คือ การผลิต
สินค้าในอุตสาหกรรมเบา (non-durable goods) เช่น เสื้อผ้า เครื่องดื่ม เป็นต้น เพื่อเป็นการทดแทนการ
นาเข้าของสินค้า (ต่อมาปีช่วงปี 1950 – 1960 บราซิลได้ทาการปรับยุทธศาสตร์ไปเป็นขั้นที่สองซึ่งเป็น
การผลิตในอุตสาหกรรมหนัก (Durable goods) มากขึ้น
ยุทธศาสตร์ ISI นั้นช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของบราซิลอย่างมาก เห็นได้จากการ
เปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยในปี 1950 ภาคเกษตรกรรมมี
สัดส่วนกว่า 25.1% ซึ่งต่อมาลดลงเป็น 11.5% ในปี 1990 นอกจากนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมนั้นก็
เป็นไปอย่างควบคู่กัน โดยสัดส่วนการผลิตจากอุตสาหกรรมต่อ GDP นั้นเพิ่มขึ้นจาก 24.9% ในปี 1950
55
ไปเป็น 42.1% ในปี 1990 (Barbosa 1998) นอกจากนี้จากผลพวงของการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว
ทาให้บราซิลนั้นมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากชนบทมาสู่เมือง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสังคมเมืองมากขึ้น
อย่างไรก็ตามในช่วงปี ค.ศ.1981-1993 บราซิลเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างหนัก
เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) ซึ่งเป็นผลมาจากวินัยการเงินที่ผิดพลาดของรัฐบาล
บราซิล ส่งผลให้เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1981 ภาวะเงินเฟ้อเริ่มต้นที่อัตรา
107.2% และไต่ขึ้นไปสูงสุดถึง 2,007.4% ในปี1990 ซึ่งท้ายที่สุดนั้นก็ถูกแก้ไขโดยประธานาธิบดี
Fernando Cardoso ซึ่งประสบความสาเร็จในการลดอัตราเงินเฟ้อได้อย่างรวดเร็วจนเหลือ 5.5% (World
Bank Inflation) ในปี 2000
ในขณะเดียวกัน ในช่วงปี ค.ศ.1990 นั้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของระบบ
เศรษฐกิจในบราซิลครั้งใหญ่ หลักๆแล้วนั้นเป็นความพยายามในการเปิดเสรีของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น
การลดบทบาทของรัฐ, การลดภาษีนาเข้า, การลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (Non-
Tariff Barriers) ตลอดจนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การเข้าร่วมกรอบ
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่าง MERCOSUR (Baumann, 2011) ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิด
เสรีเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ปัจจุบันถึงแม้บราซิลนั้นจะเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยภายในมากมาย
แต่ความสาคัญของประเทศบราซิลในฐานะประเทศอานาจทางเศรษฐกิจที่มีบทบาทในเชิงความร่วมมือ
ระหว่างภูมิภาคตลอดจนศักยภาพเชิงทรัพยากรนั้นเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยบราซิลเป็นประเทศที่มี
ทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ซึ่งการที่บราซิลนั้นสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตน้ามันได้นั้น
หมายความว่าบราซิลสามารถลดการพึ่งพาการนาเข้าน้ามันจากภายนอกได้(Choudry, 2013) ในเรื่อง
ของพลังงานทดแทน บราซิลเองเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลักดันการใช้พลังงานทดแทนซึ่งบราซิลนั้นมี
ศักยภาพในการผลิตเอทานอลที่มาจากอ้อยซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของบราซิล โดยได้มีการก่อตั้ง
National Alcohol Program ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อการลดการพึ่งพา
เชื้อเพลิงฟอสซิลอีกด้วย และตามที่กล่าวไว้แล้วนั้น บราซิลมีศักยภาพสูงในการทาเกษตรกรรม บราซิล
มีเนื้อที่ๆกว้างใหญ่ และผลผลิตนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามภูมิประเทศ นั่นหมายความว่าบราซิลมี
ศักยภาพในการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร ตลอดจนเป็นแหล่งที่มาของรายได้และการจ้างงานอีกด้วย
(Choundry, 2013)
นอกจากนี้บราซิลถือเป็นประเทศที่ประสบความสาเร็จในการลดความยากจนในประเทศด้วย ในปี
ค.ศ. 2003 บราซิลปรับใช้นโยบายที่มีชื่อว่า Bolsa Familia ซึ่งเป็นโยบายให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข
(Conditional cash transfer) โดยที่รัฐบาลนั้นจะส่งเงินให้ครอบครัวต่างๆราว 70 เรียล หรือประมาณ
600 บาทไทยทุกๆเดือน เพื่อแลกกับการที่ครอบครัวนั้นส่งลูกๆเข้าสถานศึกษาและปฏิบัติตามขั้นตอน
56
การตรวจสุขภาพ ข้อมูลจาก World Bank แสดงให้เห็นว่าภายในระยะเวลาสิบปี นับตั้งแต่การปรับใช้
นโยบาย บราซิลสามารถลดอัตราความยากจน จาก 9.7% ลดเหลือ 4.3% โดยครอบคลุมประชากรผู้ได้
ประโยชน์กว่า 50 ล้านคนนอกจากนี้บราซิลยังประสบความสาเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิตของ
เกษตรกรได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยนโยบายสนับสนุนเกษตรกรที่มีชื่อว่า Fomento นั้นช่วยลดความ
ยากจนในเขตชนบทจาก 51.4% ในปี ค.ศ.2002 เหลือ 29.1% ในปี 2011 โดยรายได้ของครอบครัว
เกษตรกรในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่า 50% (International Food Policy Research Institute,
2015)
นอกจากเรื่องศักยภาพในการผลิตแล้ว บราซิลยังเป็นผู้เล่นสาคัญในกรอบความร่วมมือทางการค้า
แบบพหุภาคีอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่นการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ G20, BRICS, ตลอดจนเป็น
ประเทศผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มประเทศ UNASUR ในปี ค.ศ. 2008 ซึ่งเกือบทั้งหมดต่างเป็นกรอบความร่วมมือ
พหุภาคีระหว่างประเทศกาลังพัฒนา สิ่งนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของบราซิลในการเป็นประเทศอานาจ
กลางได้อย่างดี
อย่างไรก็ตาม ด้วยกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเกิดมาจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น บวกกับ
สถานการณ์การส่งออกมีมูลค่าลดน้อยลงอันเนื่องมาจากตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกของบราซิลที่ใหญ่
ที่สุดมีเศรษฐกิจชะลอตัวบวกกับการปรับค่าเงินหยวนลดลง ทาให้บราซิลสูญเสียรายได้ถึง 12,00 ล้าน
ดอลลาร์ในปี 2015 นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่ตกต่าของบราซิลยังเป็นผลพวกจากราคาน้ามันที่ลดต่าลงซึ่ง
บราซิลเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ามันจึงได้รับผลกระทบโดยตรง และการคอรัปชั่นในรัฐวิสาหกิจปิโตรบัสที่
มีประธานาธิบดีรุสเซฟเป็นประธานบอร์ดทาให้สภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการ
ที่ประธานาธิบดีจะถูกถอดถอนและประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล (Sharma, 2016) ด้วยกับ
ปัญหาเศรษฐกิจดังกล่าวจะส่งผลให้การเป็นประเทศอานาจขนาดกลางของบราซิลต้องเกิดภาวะสะดุดไป
บ้าง อาจต้องรอจนกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เวลา 5-10 ปีถึงอิทธิพลของบราซิลในภาพ
ประเทศอานาจขนาดกลางจะกลับมาชัดเจนมากขึ้นอีกครั้ง
นโยบายต่างประเทศ
นโยบายต่างประเทศของบราซิลตั้งแต่มีการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารมาเป็นรัฐบาลพลเรือนซึ่ง
เริ่มต้นโดยพรรคแรงงาน (PT) นั้นมีพัฒนาการที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยในช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองอยู่
นั้น ถึงแม้จะมีส่วนในการดาเนินนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานที่มีส่วนช่วยสร้างรากฐานทาง
เศรษฐกิจให้แก่บราซิลก็ตาม แต่นโยบายต่างประเทศนั้นค่อนข้างปิด อย่างไรก็ตามหลังจากการคืน
อานาจให้รัฐบาลพลเรือนในปี 1985 จนมาถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดเสรีประเทศในช่วงปี ค.ศ.
1990 พรรคแรงงานซึ่งนาโดยประธานาธิบดี Fernando Cardoso ได้ดาเนินมาตรการเปิดเสรี ซึ่งต่อมา
57
ประธานาธิบดี Lula ผู้รับช่วงต่อนั้นได้สานต่อนโยบายโดยการสร้างบราซิลให้เป็นประเทศที่มี
ความสัมพันธ์ทั้งการค้าและการทูตที่หลากหลาย และเน้นย้าในแง่ของการช่วยเหลือและความร่วมมือใน
กลุ่มประเทศใต้ (South-South Corporation) ในขณะเดียวกันก็ทางานร่วมมือกับประเทศมหาอานาจที่
พัฒนาแล้ว (North) การดาเนินนโยบายต่างประเทศแบบ South-South สามารถทาความเข้าใจได้จาก
หลายประการซึ่งจะกล่าวดังต่อไปนี้
1.) MERCOSUR, UNASUR และทวีปลาตินอเมริกา
MERCOSUR หรือตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่างก่อตั้งขึ้นในปี 1991 โดยมีวัตถุประสงค์หลักใน
การเปิดเสรีทางการค้าในภูมิภาค (Trade Liberalization) กาหนดนโยบายการค้าและอัตราภาษีศุลกากร
ต่อประเทศนอกกลุ่มในลักษณะเดียวกัน (Common External Tariff) ประสานและดาเนินนโยบาย
เศรษฐกิจแบบระดับมหัพภาค (Gradual Coordination of Macroeconomic Policies) และออก
กฎระเบียบเพื่อนาปัจจัยและทรัพยากรการผลิตมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (Adoption of Sectorial
Agreements)
ต่อมามีบราซิลนั้นได้เป็นส่วนหนึ่งของการก่อตั้ง UNASUR หรือสหภาพประชาชาติอเมริกาใต้ใน
ปี ค.ศ. 2008 โดยนาความคิดมาจากการรวมกลุ่มของสหภาพยุโรปเป็นตัวอย่างในการพัฒนามีเป้าหมาย
นั้นก็เพื่อการส่งเสริมการรวมกลุ่มในภูมิภาคของกลุ่มประเทศ MERCOSUR และกลุ่มประเทศแอนดีส
(Andrean Community of Nations) ซึ่งนับตั้งแต่การก่อตั้งนั้น ได้มีการแสดงความร่วมมือในกลุ่ม
ประเทศสมาชิกอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในประเทศสมาชิก การ
ช่วยเหลือด้านภัยพิบัติ ความร่วมมือทางด้านการพัฒนา ตลอดจนความร่วมมือด้านความมั่นคง ซึ่งมีการ
ก่อตั้งสภาความมั่นคงแห่งอเมริกาใต้ (South American Defense Council) ที่จัดการประชุมรัฐมนตรี
กลาโหมจากแต่ละประเทศสมาชิกอีกด้วย
บทบาทของบราซิลใน UNASUR นั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจาก UNASUR นั้นถูกก่อตั้ง
ด้วยจุดประสงค์เพื่อลดการพึ่งพาและอานาจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในภูมิภาคอเมริกาใต้ โดยเฉพาะ
จากสหรัฐอเมริกา เดิมทีนั้น UNASUR มีชื่อว่า South American Community of Nations ซึ่งก่อตั้งขึ้น
โดยการเซ็นสัญญา Cuzco Declaration ในปี 2004 โดยจุดเปลี่ยนนั้นมาจากความล้มเหลวในการเจรจา
สนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกา (Free Trade Area of the Americans, FTAA) ซึ่งจัดขึ้นก่อน
หน้านี้ 3 ครั้งในปี ค.ศ.1991 2001 และปี 2003 การเจรจานั้นล้มเหลวอย่างมากเนื่องจากเกิดความไม่
พอใจในแง่ของเนื้อหาของสนธิสัญญาว่าเป็นการให้สหรัฐอเมริกานั้นเข้ามามีบทบาทในประเทศลาติน
อเมริกามากขึ้น (Baer, 2015) ความสาคัญของบราซิลนั้นสามารถมองในแง่ของสัดส่วนขนาดเศรษฐกิจ
และการพึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศได้ด้วย โดยข้อมูลจาก World Bank เปิดเผยว่าบราซิลนั้นมีอัตรา
การผลิตคิดเป็น 60% ของ UNASUR อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้อาจส่งผลต่อความมีประสิทธิภาพของการ
รวมกลุ่ม เนื่องจากการค้าบราซิลกับกลุ่มประเทศ UNASUR นั้นน้อยว่า 12% ต่อ GDP เนื่องจากตลาด
58
ภายในของบราซิลค่อนข้างเข้มแข็งและนโยบายกระจายคู่ค้าของบราซิล ซึ่งมีการค้ากับจีนมากขึ้น (Pio,
2011)
ส่วนนโยบายต่างประเทศของบราซิลในทวีปลาตินอเมริกานั้นก็ค่อนข้างเป็นไปในเชิงที่แสดงความ
เป็นผู้นาของภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้นาด้านการเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางในอเมริกาใต้ ที่
เรียกว่า Integration of the Regional Infrastructure of South America (IIRSA), เข้าเป็นผู้นาร่วมกับ
อาร์เจนตินาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนระหว่างเวเนซูเอลาและโคลัมเบีย เป็นต้น
2.) BRICS และ South-South Diplomacy
BRICS นั้นก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างฐานอานาจทางเศรษฐกิจแห่งใหม่แทนกลุ่มประเทศ G7 โดย
ประเทศสมาชิกนั้นเป็นประเทศกาลังพัฒนาที่มีความสาคัญของแต่ละทวีปร่วมมือกันเพื่อสร้างอานาจ
ต่อรองในหมู่ประเทศกาลังพัฒนามากขึ้น ซึ่งการที่บราซิลได้เป็นสมาชิกของ BRICS นั้นสะท้อนถึง
บทบาทสาคัญของบราซิลในภูมิภาคอเมริกาใต้ ตลอดจนในเวทีโลกได้อย่างดี บราซิลยังเป็นสมาชิกกลุ่ม
ประเทศ IBSA หรือ India, Brazil and South Africa Dialogue Forum ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือรอบ
ด้านอีกกรอบหนึ่ง นอกจากนี้บราซิลยังอยู่ในกลุ่มประเทศ G20 ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มประเทศกาลัง
พัฒนานโยบายของบราซิลใน G20 นั้นอาจไม่เด่นชัดมากนัก แต่บราซิลเองนั้นดาเนินนโยบายอย่างชาญ
ฉลาดซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของบราซิลในการเป็น Soft Power ที่ร่วมมือกับทั้งประเทศพัฒนาแล้ว
และประเทศกาลังพัฒนาด้วยกัน ซึ่งนโยบายของบราซิลใน G20 นั้นจะเน้นหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือ
เลือกข้างประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง ตลอดจนเข้าหากลุ่มประเทศ G20 ในแง่
เศรษฐกิจมากกว่าการเมือง (Lins & Silva ,2011)
3.) นโยบายช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนและการจัดการภัยพิบัติ(Humanitarian assistance and
disaster relief)
นโยบายต่างประเทศของบราซิลในยุคของประธานาธิบดี Lula ถือได้ว่าเป็นรากฐานของนโยบาย
ต่างประเทศในปัจจุบัน ซึ่งประธานาธิบดี Dilma Rousseff ดาเนินตามอย่างต่อเนื่อง นโยบายที่สาคัญ
เช่น การกาหนดบทบาทของตนเองเป็นผู้นาในภูมิภาคพร้อมกันกับการแสดงบทบาทในเวทีโลก เน้นการ
ใช้อานาจอ่อน (Soft Power) อย่างเข้มแข็ง การพึ่งพาตนเอง เพิ่มความร่วมมือที่เข้มข้นระหว่างประเทศ
South เพื่อถ่วงดุลกับประเทศมหาอานาจ
นอกจากนโยบายต่างประเทศด้านการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการเมืองแล้ว บราซิลยังมี
นโยบายสนับสนุนด้านการช่วยเหลือและบรรเทาภัยพิบัติในต่างประเทศ หลังจากปี 2010 เป็นต้นมา
บราซิลกลายเป็นประเทศที่ส่งความช่วยเหลืออันดับต้นๆ โดยในปี 2010 บราซิลมีการสนับสนุนเงิน
บริจาคกว่า 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการสนับสนุนด้านกาลังในปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (UN
59
peacekeeping operation) โดยในปีค.ศ.2006 กระทรวงการต่างประเทศของบราซิลได้มีการก่อตั้ง
งบประมาณพิเศษสาหรับความร่วมมือด้านมนุษย์ชน ซึ่งถูกบริหารโดย General Coordination of
International Actions Against Hungerซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะในการต่อสู้กับความยากจนในบราซิล
โดยประเทศผู้รับส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา, คาบสมุทรแคริบเบียน, แอฟริกา และ
เอเชียบางส่วน (UNICEF, 2014)
นอกจากนี้ นโยบายการช่วยเหลือของบราซิลนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการไม่แทรกแซง (non-
intervention) โดยตามปกติแล้วบราซิลจะร่วมส่งกองกาลังรักษาสันติภาพภายใต้ข้อแม้ว่าประเทศผู้รับมี
การยินยอม ซึ่งขอบเขตของการช่วยเหลือในต่างประเทศนั้นจะไม่มีการส่งกาลังทหารแต่จะถูกจากัดไว้
แค่ประเด็นทางการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเท่านั้น ซึ่งสาหรับเป้าหมายของการก้าวขึ้นไปเป็นสมาชิก
ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติแล้ว การมีส่วนร่วมในการปกป้องและส่งเสริมหลัก
มนุษยชนนั้นเป็นสิ่งที่สาคัญอย่างมาก (Spektor, 2012) ในฐานะประเทศอานาจกลางซึ่งใช้อานาจอ่อน
เป็นหลัก
สภาพสังคม
ถึงแม้ประเทศบราซิลจะค่อนข้างประสบความสาเร็จในเชิงของการพัฒนานโยบายที่ยกระดับชีวิต
ประชาชนได้ จนเป็นตัวอย่างของนโยบายซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศกาลังพัฒนาอื่นๆเช่นในแอฟริกานั้นสนใจ
ศึกษาและนาไปใช้ อย่างไรก็ตามบราซิลก็ยังต้องพบกับปัญหาภายในที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้อีก
มากมาย บราซิลมีประชากรทั้งหมดราวๆ 202 ล้านคนในปี 2014 และมีอัตราการเสียชีวิตของทารกที่
19.21 ต่อเด็กเกิดใหม่ 1000 คน ในปี 2014 นอกจากนี้ประชากรบราซิลนั้นยังประกอบไปด้วยชน
พื้นเมืองที่มีการรับรองจากรัฐบาลบราซิล 240 เผ่า รวมเป็นราวๆ 900,000 คนหรือคิดเป็น 0.4% ของ
ประชากรทั้งหมด (Survival International) บราซิลมีอัตราประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ 85% และ
ประชากรในแถบชนบทซึ่งส่วนมากอาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศที่ 15% (World
Bank Data) ประชากรที่อยู่ภายใต้ความยากจนนั้นคิดเป็น 21.4% ของประชากรทั้งหมด โดยประชากร
ยากจนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ซึ่งทั้งนี้ แม้ว่าบราซิลจะเคยมีการปรับใช้
นโยบายเพื่อช่วยเหลือคนรายได้น้อย แต่ปัญหาความเหลื่อมล้าทางรายได้นั้นก็ยังเป็นสิ่งปัญหาใหญ่ใน
บราซิลที่ยังคงต้องเร่งแก้ไข เห็นได้จากค่าสัมประสิทธิ์การกระจายรายได้อยู่ที่ 52.9 (world Bank) ซึ่ง
ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศกาลังพัฒนาด้วยกัน
สภาพทางสังคมที่เป็นปัญหาของบราซิลอีกประการหนึ่งนั้นก็คือปัญหาอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้น
พร้อมๆกับขนาดประชากรที่อยู่ในเขตเมือง ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานั้นอัตราการฆาตกรรมในเขตเมืองของ
บราซิลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงปี ค.ศ.1980 ถึง ค.ศ. 2002 อัตราการฆาตกรรมเพิ่มจาก 15 ครั้ง
60
เป็น 32 ครั้งต่อประชากร 100,000 คนในที่นี้ความรุนแรงนั้นรวมไปถึงความรุนแรงในหมู่เยาวชนและ
สตรีอีกด้วย ซึ่งปัจจัยหลักๆที่มีแนวโน้มในการเพิ่มอัตราความรุนแรงในสังคมนั้นมาจากความเหลื่อมล้า
ทางรายได้ ทางรัฐบาลบราซิลนั้นมีความพยายามในการสร้างหน่วยงานในระดับบน อย่างเช่น The
Unified System for Public Safetyเป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีความพยายามที่จะดึงรัฐบาลท้องถิ่นมาช่วย
แก้ไขปัญหาอีกด้วย ทั้งนี้ ปัญหาความรุนแรงของสังคมในบราซิลนั้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตและ
ทรัพย์สิน แต่ส่งผลโดยตรงกับเศรษฐกิจ ซึ่งผลกระทบโดยตรงของอาชญากรรมในเขตเมืองหรือรัฐนั้นคิด
เป็น 3-5% ของ GDP ต่อปี นอกจากนี้ ภาพพจน์ความรุนแรงของสังคมบราซิลนั้นก็เป็นอุปสรรคสาคัญ
สาหรับการลงทุนและการเติบโตของธุรกิจ (World Bank, 2006)
ในส่วนของความเป็นประชาธิปไตยนั้น ตั้งแต่การคืนอานาจโดยรัฐบาลทหารในปี ค.ศ. 1985 ก็มี
พัฒนาการมาอย่างน่าพอใจ ซึ่งผลพวกจากการเติบโตของเศรษฐกิจและความสาเร็จในการยกระดับ
รายได้ของประชาชนนั้นทาให้บราซิลมีสัดส่วนชนชั้นกลางที่ค่อนข้างใหญ่โดยมีสัดส่วนมากกว่า 55%
ของประเทศในปีค.ศ. 2014 (Chao et.al., 2014) การมีส่วนร่วมของชนชั้นกลางประเทศบราซิลนั้นเป็น
ส่วนหนึ่งที่ทาให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง อย่างไรก็ตามบราซิลกาลังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ
ตกต่า จนทาให้รัฐบาลของนางDilma Rousseffนั้นต้องออกมาตรการรัดเข็มขัดส่งผลให้ภาษีและค่าครอง
ชีพสูงขึ้นตามลาดับ (Kiernan, 2015)
ทั้งนี้ เราสามารถจะสรุปได้ว่าสภาพทางสังคมของบราซิลนั้นถูกจากัดความด้วยความไม่เท่าเทียม
ทางรายได้และความเหลื่อมล้า ตลอดจนสถานภาพทางเศรษฐกิจของบราซิลที่ค่อนข้างมีปัญหา ทาให้
ความห่างของรายได้นั้นมีมากขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะนาไปสู่ปัญหาอื่นๆอีกมากมายเช่นความ
รุนแรงและปัญหายาเสพติด เพราะฉะนั้น บราซิลจาเป็นต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ในระดับรากฐานทาง
สังคม ซึ่งหากบราซิลสามารถทาได้แล้ว จะสามารถทาให้บราซิลนั้นกลายเป็นประเทศอานาจกลางที่ใช้
อานาจอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเต็มตัวได้
ปัญหาและข้อท้าทาย
การที่บราซิลนั้นเลือกที่จะใช้อานาจอ่อนในเวทีโลกเพื่อแสดงการเป็นประเทศอานาจกลางซึ่งเป็น
ตัวแทนของกลุ่มประเทศกาลังพัฒนานั้นอาจจะเป็นที่ได้ผลในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามการมีกองทัพที่
ทันสมัยและน่าเกรงขามนั้นก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัจจัยสาคัญในการพิจารณาถึงความสามารถใน
การมีบทบาทและมีน้าหนักในเวทีโลก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่มีการเรียกร้องจากภายในประเทศ ในฐานะ
สมาชิกกลุ่มประเทศ BRICS ที่มีสัดส่วนงบประมาณทหารน้อยที่สุด ราวๆ 1.5% ต่อ GDP ในขณะที่ ใน
ปี 2014 รัสเซีย อินเดีย จีนและแอฟริกาใต้นั้นใช้งบประมาณราวๆ 2.3% ต่อ GDP
61
บราซิลนั้นมีความพยายามอย่างยิ่งในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย เห็นได้จากแผนยุทธศาสตร์
การป้องกันประเทศซึ่งเซ็นรับรองไปในปี 2008 ซึ่งวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีการพึ่งพาตนเอง
ทางทหาร และการพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัยอย่างไรก็ตามในปี 2015 บราซิลมีการตัดงบประมาณ
ทางทหาร แนวโน้มการพัฒนากองทัพจะช้าลงชั่วขณะ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากเศรษฐกิจที่ถดถอยและ
รายได้ของประเทศที่ลดน้อยลง
ในขณะเดียวกัน การเมืองภายในและความมั่นคงของพรรคแรงงาน ของนางDilma Rousseff นั้น
ก็ส่งสัญญาณความสั่นคลอนลง หลังเศรษฐกิจภายในของบราซิลเริ่มถดถอยจากมาตรการรัดเข็มขัด ที่
ตัดงบประมาณการลงทุนของรัฐบาลตัดการสนับสนุนด้านราคาพลังงานเช่นน้ามัน ส่งผลให้อัตรา
ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 14% ซึ่งตอกย้าภาวะเงินเฟ้อที่มีเดิมอยู่แล้วเสียอีก(Robinson, 2016) ประกอบกับ
เหตุการณ์การคอรัปชั่นในบริษัทรัฐวิสาหกิจน้ามันที่ใหญ่ที่สุดในในบราซิลอย่าง Petrobas ซึ่งมีการ
จับกุมผู้นาทางการเมืองและนักธุรกิจระดับสูง ตลอดจนความเชื่อมโยงอย่างอ้อมๆกับตัวประธานาธิบดี
Dilma Rousseff นั้นก็ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการลาออกจากตาแหน่ง (Ordoñez,
2015)
บทสรุป
เป็นการปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยนั้นเป็นปัจจัยที่มีส่วนทาให้การดาเนินนโยบาย
ประเทศอานาจกลางของบราซิลในเวทีโลกนั้นติดขัดไปบ้าง แต่ไม่ใช่เป็นปัจจัยสรุปเสียทีเดียวว่าบราซิล
จะสูญเสียสภาวะความเป็นอานาจกลางไปโดยสิ้นเชิง บราซิลจะยังคงเดินหน้าดาเนินนโยบายความ
ร่วมมือและยังคงจะมีบทบาทในหมู่ประเทศกาลังพัฒนาและเนื่องด้วยบราซิลนั้นมีทรัพยากรมหาศาลทั้ง
จานวนประชากรจานวนมากและทรัพยากรธรรมชาติ บราซิลจะยังคงเป็นผู้เล่นสาคัญในทวีปอเมริกาใต้
และเป็นผู้นาในภูมิภาคต่อไป
การที่บราซิลนั้นไม่ได้มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งกับประเทศใดๆทั้งในภูมิภาคอเมริกาใต้และ
ในเวทีนานาชาตินั้น เป็นปัจจัยส่งเสริมที่ทาให้บราซิลสามารถดาเนินนโยบายความร่วมมือในหมู่ประเทศ
กาลังพัฒนาได้ นอกจากนี้บราซิลยังมีองค์กรตลอดจนนโยบายที่มีความพร้อม เช่น ธนาคารพัฒนา
บราซิล The Brazilian Development Bank (BNDES) นั้นมีศักยภาพสูงในการให้กู้ยืมเงินสาหรับการ
พัฒนาสาหรับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านลาตินอเมริกา ซึ่งในปี 2011 นั้นธนาคาร BNDES ให้กู้ยืมเงินเพื่อ
การพัฒนามากกว่า World bank ถึง 3 เท่า(Colby,2012) ซึ่งจากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวไปแล้วนั้น บราซิล
ถือว่าเป็นประเทศที่เน้นย้าถึงการใช้อานาจอ่อนได้ดีที่สุดในหมู่ประเทศอานาจกลาง ในปี 2012 การจัด
อันดับ Monocle Institute for Government ซึ่งจัดอันดับการใช้อานาจกลางนั้นจัดให้บราซิลอยู่ที่อันดับที่
17 นาหน้าประเทศกาลังพัฒนาหลายประเทศอย่างมากภาพพจน์ของบราซิลในฐานะประเทศผู้ให้ความ
62
ช่วยเหลือทางด้านมนุษยชนจากประสบการการพัฒนาและลดความยากจนภายในนั้นจะยังคงมีบทบาท
ในการดาเนินนโยบายต่างประเทศในหมู่ประเทศกาลังพัฒนาต่อไปแม้ภายใต้สถานการณ์ความผันผวน
ทางเศรษฐกิจ (Trikunas, 2015)
อย่างไรก็ตามปัจจุบันบราซิลกาลังเผชิญกับภาวะอย่างเศรษฐกิจอย่างที่กล่าวไปแล้ว ปัจจัย
ทั้งหมดเหล่านี้ต่างเป็นปัญหาและความท้าทายที่บราซิลต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลาดส่งออก
สาคัญอย่างจีนนั้นก็เริ่มปรับใช้นโยบายการเติบโตและการผลิตภายใน ทาให้การการนาเข้าสินค้าจานวน
มหาศาลนั้นเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตามอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด บราซิลเองนั้นเป็นประเทศที่มี
ทรัพยากรทางธรรมชาติและมีประวัติศาสตร์ที่ผ่านความผันผวนทางเศรษฐกิจมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
ซึ่งเป็นหน้าที่ของบราซิลเองที่จะต้องทาการปฏิรูปนโยบายการเงิน ตลอดจนปรับใช้นโยบายส่งเสริมการ
เติบโตภายในอื่นๆเช่นการท่องเที่ยว เป็นต้น (Ordoñez, 2015) ดังนั้น ปัจจัยที่จะทาให้บราซิลกลับมามี
บทบาทที่เข้มแข็งในฐานะประเทศอานาจขนาดกลางได้อีกนั้นจะขึ้นอยู่กับการประสบความสาเร็จในการ
แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาการฟื้นตัวพอสมควร
63
บทที่ 6
ถอดบทเรียนที่ดีสาหรับประเทศไทย
ทั้งสามประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลถือได้ว่าเป็นประเทศอานาจขนาดกลางใน
ระดับที่แตกต่างกันไป บราซิลเอง ณ ปัจจุบันกาลังทะเยอทะยานที่จะก้าวข้ามการเป็นประเทศอานาจ
ขนาดกลางและกาลังจะมุ่งไปสู่การเป็นประเทศมหาอานาจ ตุรกีได้แสดงบทบาทอย่างเข้มแข็งในภูมิภาค
และเวทีโลกผ่านศักยภาพทางทหารในสงครามซีเรีย และอินโดนีเซียเองที่กาลังดาเนินการขั้นต่อไป
ภายใต้การนาของประธานาธิบดีโจโควีเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศอานาจขนาดกลางหรือ
ประเทศมหาอานาจในภูมิภาคอย่างเต็มตัว ซึ่งทั้งสามประเทศมีจุดแข็งที่ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ใน
การนาพาประเทศไปสู่การเป็นประเทศอานาจขนาดกลางได้
ในบทนี้ผู้วิจัยใคร่จะถอดบทเรียนที่ดีจากการศึกษาวิเคราะห์ตัวแปรต่างๆที่เป็นตัวชี้วัดในการ
เป็นประเทศอานาจขนาดกลาง เช่น แสนยานุภาพทางทหาร สภาพเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนนโยบาย
ต่างประเทศ เพื่อประโยชน์สาหรับประเทศไทยในการกาหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไปสู่การ
เป็นประเทศอานาจขนาดกลาง
ประเด็นแรกจากการวิเคราะห์ ทั้งสามประเทศได้มีช่วงเปลี่ยนผ่าน จากยุคการปกครองโดยผู้นา
เผด็จการทหารมาสู่ยุคประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสามประเทศนับเป็นตัวอย่างในการนา
ประชาธิปไตยมาเป็นระบอบทางการเมืองได้อย่างประสบความสาเร็จและพัฒนาประเทศตามเศรษฐกิจ
ทุนนิยมจนมีเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตตามลาดับ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่เปลี่ยนผ่านจากการมีผู้นา
ทหารมาสู่ยุคประชาธิปไตยที่ผ่านมา แต่ประเทศไทยก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรจากอานาจทหาร
ได้ เพราะเรายังไม่มีกลไกที่จะสามารถแก้ปัญหาการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะยามเมื่อ
ประเทศประสบกับ “ทางตัน” ที่การเลือกตั้งไม่สามารถเป็นทางออกของประเทศได้ นอกจากต้องใช้
อานาจทหารในการรัฐประหาร ในกรณีนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2558: น.25-
26) ได้แสดงทัศนะว่า
“....ประชาธิปไตยนั้นเราต้อง “ร่วมสร้าง” ด้วย มันเป็นแนวคิดของตะวันตก มันมาจากตะวันตก มันถูก
ตะวันตกจ้องมองอยู่เวลานี้ เราต้องไม่หลีกหนีประชาธิปไตย ไม่หลีกเลี่ยงประชาธิปไตย แต่เราต้องร่วมคิด
ร่วมสร้างประชาธิปไตยนี้ด้วย ไม่ใช่คัดลอกเอาแต่ของฝรั่งมา ไม่ใช่คิดเพียงว่าถ้าเป็นของฝรั่งแล้วเป็นของดี
ที่สุด “เป็นประชาธิปไตยที่สุด” ประชาธิปไตยที่คิดแบบไทยแล้ว มีปมด้อย ไม่น่าสนใจ วันเวลาจะมาถึงที่เรา
จะต้องเริ่มผลิต “ประชาธิปไตย” แบบตะวันออก แบบไทยมากขึ้น ที่พูดนี้ไม่ได้หมายถึงเป็นเพียงคาสุภาพของ
การที่จะมาแทนคาว่า “เผด็จการ” จุดนี้ต้องย้า”
64
เพราะฉะนั้นเราจาเป็นต้องคิดประดิษฐ์ “ประชาธิปไตย” ของเราเองด้วยกับความมั่นใจ เพื่อให้
เกิดเสถียรภาพทางการเมือง เมื่อนั้นประเทศก็จะสามารถ “ไปต่อ” ในเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ เพราะ
ประเทศทั้งสามดังกล่าวมีการเมืองที่มีเสถียรภาพตามระบอบประชาธิปไตยแบบของเขาเอง จึงมีความ
พร้อมในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
ในเรื่องเศรษฐกิจ ประเทศไทยจริงๆแล้วมีศักยภาพที่สามารถแข่งขันกับประเทศอานาจขนาด
กลางอื่นๆได้ ไม่ว่าจะพิจารณาจาก GDP หรือขนาดเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็น
ลาดับที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย เรายังมีข้อดีกว่าอินโดนีเซียเสียอีกในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรามีท่าเรือ
สนามบิน ถนน ไฟฟ้าและน้าพร้อม (เพียงพอ) กว่าอินโดนีเซีย เพราะอินโดนีเซียมีข้อจากัดที่เป็น
ประเทศหมู่เกาะ ทาให้การคมนาคมขนส่งเต็มไปด้วยความยากลาบาก และต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการ
สร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ด้วยกับปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ
นี่เองที่ไทยสามารถที่จะยกระดับเศรษฐกิจของประเทศซึ่งเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบ
กับอินโดนีเซีย ที่แม้กระทั่งปัจจุบันในกรุงจากาตาร์ยังไม่มีรถไฟฟ้ารองรับระบบคมนาคมได้เท่า
กรุงเทพฯ เราจึงน่าจะใช้โอกาสนี้ในการสถาปนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการคมนาคมทั้งทางบก
ทางน้า และทางอากาศ รองรับและเชื่อมต่อการขยายเขตอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนในภูมิภาคและ
นอกภูมิภาค
รัฐบาลโจโควีของอินโดนีเซียได้อนุมัติงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆรวมทั้ง
ท่าเรือตามหมู่เกาะต่างๆเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทหาร ดังนั้น ไทยจาเป็นต้องเร่งสร้างท่าเรือ
สนามบิน และเส้นทางคมนาคมทางบกเพื่อเป็นศูนย์กลางการคมนามคมที่แท้จริง ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไป
จีนทางตอนเหนือโดยผ่านลาว ทางตอนใต้ไปมาเลเซีย สิงคโปร์ ตะวันออกไปกัมพูชา เวียดนาม ทาง
ตะวันตกไปพม่าจนถึงอินเดียหรือเชื่อมต่อกับเส้นทางสายไหมของจีนต่อผ่านตุรกีเข้ายุโรปได้ ซึ่งไทย
กาลังพัฒนาเส้นทางต่างๆอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
ประเทศอานาจขนาดกลางที่มีจานวนประชากรมากอย่างอินโดนีเซีย (ประมาณ 250 ล้านคน)
และบราซิล (ประมาณ 207 ล้านคน) จะมีความได้เปรียบประเทศอานาจขนาดกลางที่มีประชากรจานวน
น้อยกว่า โดยเฉพาะในเรื่องปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผู้บริโภคภายในประเทศจานวนมหาศาลทาให้
เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศเพียงอย่างเดียว อีก
ประการหนึ่งประเทศเหล่านี้มีแรงงานจานวนมากสาหรับการพัฒนาประเทศ อีกทั้งยังสามารถส่งแรงงาน
ไปยังต่างประเทศได้ ลดการพึ่งพาแรงงานจากต่างประเทศ ในกรณีนี้ประเทศไทยอาจจะเสียเปรียบ
ประเทศอย่างอินโดนีเซียในเรื่องปริมาณของแรงงาน ไทยยังต้องจาเป็นที่จะต้องพึ่งพาแรงงานจาก
ประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมหนัก และการประมง
ทางด้านการทหารก็มีความจาเป็นที่ไทยจะต้องพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้มี
ศักยภาพในการรบรูปแบบใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์ ฯลฯ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมาเสริม
65
กองทัพ หรือ แม้กระทั่งการจัดซื้อเรือดาน้าเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ประเทศอานาจ
ขนาดกลางอย่างตุรกี มีเรือดาน้า 13 ลา บราซิล 5 ลา อินโดนีเซีย 2 ลา และดาเนินการเพื่อจะซื้อจาก
เกาหลีใต้อีก 2 ลา (มือสอง) แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ชื่อ
ว่าจักรีนฤเบศร์ ซึ่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆไม่มี ซึ่งโดยปกติเรือบรรทุกเครื่องบินจะ
เคลื่อนที่เดี่ยวๆไม่ได้ จะต้องมีฝูงเรือคุ้มกันและเรือดาน้าไว้ป้องกันการจู่โจมจากทอร์ปิโดจากฝ่ายตรง
ข้ามขณะปฏิบัติการทางยุทธวิธี
นอกจากนี้ ประเทศอานาจขนาดกลางอย่างตุรกีและบราซิลต่างมีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ของตนเองที่เข้มแข็งสามารถส่งออกไปสร้างรายได้ให้กับประเทศจานวนมาก เช่น ในปี 2015 บราซิลได้
รายได้จากการส่งออกอาวุธ 41 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตุรกีส่งออก 291 ล้านดอลลาร์เป็นต้น อินโดนีเซีย
เองก็เริ่มมีการจัดตั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเองขึ้นมาเช่นเดียวกัน ประเทศไทยต้องให้
ความสาคัญในเรื่องการพึ่งพาตนเองในด้านการผลิตอาวุธและการป้องกันประเทศ เฉกเช่นตุรกี
วางเป้าหมายในปี ค.ศ. 2023 ว่าจะสามารถสร้างอุตสาหกรรมอาวุธแบบครบวงจรเพื่อผลิตอาวุธเป็นของ
ตัวเองตั้งแต่ปืน รถถังไปจนถึงเครื่องบินรบ บราซิลเองได้มีความคิดในการพัฒนาเรือดาน้าพลังงาน
นิวเคลียร์เพื่อเพิ่มแสนยานุภาพให้ข้อเรียกร้องของบราซิลในการเข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิกถาวรใน
คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ซึ่งประเทศทั้ง 5 ประเทศล้วนครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ทั้งสิ้น (5
ประเทศสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส
รัสเซีย และจีน)
จะเห็นได้ว่า การมีแสนยานุภาพทางทหารที่น่าเกรงขามจะส่งเสริมและสนับสนุนให้การใช้อานาจ
อ่อน (Soft Power) ของประเทศมีน้าหนักและประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอานาจ
ขนาดกลาง ถ้าประเทศไทยต้องการที่จะเป็นประเทศอานาจขนาดกลางจาเป็นที่ต้องทบทวนแผนในการ
จัดซื้อและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเป็นยุทธศาสตร์ในการป้องกันประเทศและปกป้องผลประโยชน์
ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สหรัฐอเมริกากาลังกลับมาสนใจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก
และยุคที่จีนกาลังขยายอิทธิพลทั้งทางบกและทางทะเล ถึงแม้ว่าไทยจะไม่ได้เป็นประเทศคู่ขัดแย้ง แต่
การเตรียมความพร้อมในสถาปัตยกรรมใหม่ของเอเชียตะวันออก-แปซิฟิกอาจสร้างระเบียบใหม่ที่ไทย
จะต้องมีท่าทีที่เหมาะสมในการปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ชาติ
ทางด้านนโยบายต่างประเทศ ทั้งสามประเทศต่างใช้นโยบายทางการทูตทั้งทวิภาคีและพหุภาคี
ในการเอื้อประโยชน์และความร่วมมือต่างๆทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งไทยเองก็เข้าใจ
บทบาทตนเองดีในแง่นี้ ได้เข้าร่วมในกรอบความร่วมมือที่หลากหลายทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ
และสังคม ตลอดจนประเด็นปัญหาของโลกต่างๆ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาโลกร้อน ปัญหาสิทธิ
มนุษยชน เป็นต้น แต่สิ่งที่ไทยจะต้องทาเพิ่มขึ้นนั่นก็คือ การแสดงบทบาทนาในเวทีความร่วมมือต่างๆ
ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งอาจนาแนวทางที่อินโดนีเซียใช้ในการกาหนดตาแหน่งของตนเองว่า
เป็นประเทศผู้นาของอาเซียนเป็นบันไดไปสู่การแสดงบทบาทที่เข้มแข็งในเวทีโลก หรือการที่บราซิล
66
กาหนดตนเองว่าเป็นผู้นาความร่วมมือต่างๆในละตินอเมริกา เช่น MERCOSUR และตุรกีที่พยายาม
กาหนดตาแหน่งผู้นาในกลุ่มประเทศมุสลิมทั้งหมด ไทยต้องวางตาแหน่งตนเองว่าเป็นประเทศอานาจ
ขนาดกลาง รวมทั้งใช้เวทีระหว่างประเทศต่างๆในการบอกเจตจานงของไทยอย่างชัดเจน
อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2558: น.28) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า
“ ...ประเทศไทยต้องหยุดเป็นประเทศลูกไล่ เป็นประเทศลูกน้อง เป็นประเทศพันธมิตรของมหาอานาจอย่าง
เดียว เราต้องสลัดโลกทัศน์แบบนี้ทิ้ง แล้วต้องมีโลกทัศน์ใหม่ เช่น ประเทศไทยต้องทาตนเองให้เป็นชาติ
อานาจระดับกลาง (Middle Power) ไม่ใช่คิดแต่จะเป็นพันธมิตรของมหาอานาจเท่านั้น...ผมคิดว่าประเทศไทย
ต้องพร้อมที่จะเป็น middle power แล้ว เหมือนที่อินโดนีเซีย “คิด” แล้ว “ทา” แล้ว เหมือนที่ตุรกี “คิด” แล้ว
“ทา” แล้ว เหมือนที่บราซิล “คิด” แล้ว “ทา” แล้ว”
เราจะเห็นได้ว่า ทั้งสามประเทศมีผู้นาประเทศที่มีความโดดเด่นในเวทีโลก เช่น ประธานาธิบดี
รอยยิบ แอรโดก์อาน ของตุรกี อดีตประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุโดโยโน ของอินโดนีเซีย หรือ อดีต
ประธานาธิบดีลูลา (Luiz Inácio Lula da Silva) ของบราซิล จึงอาจกล่าวได้ว่าผู้ที่มีบทบาทสาคัญที่สุด
ในการดาเนินนโยบายต่างประเทศ ก็คือ ผู้นาประเทศที่ให้ความสาคัญกับการต่างประเทศเช่นเดียวกับ
เรื่องภายในประเทศ ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดียุโดโยโน จึงได้รับฉายานามว่าเป็น “ประธานาธิบดี
นโยบายต่างประเทศ” เพราะความโดดเด่นในการนาอินโดนีเซียในเวทีโลกนั่นเอง
นโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเองก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะยกระดับการ
ต่างประเทศของเราให้มีอัตลักษณ์ กล่าวคือ ดาเนินนโยบายที่เน้นผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักถึงแม้ว่า
อาจจะต้องพูดเสียงดังๆบ้าง หรือ ใช้กาลังอย่างเหมาะสมในบางกรณี ก็เป็นการแสดงออกถึงท่าทีของ
ประเทศที่ชัดเจนต่อกรณีวิกฤตการณ์ที่ต้องการการแก้ปัญหา เช่น กรณีที่อินโดนีเซียจมเรือประมงไทยที่
หาปลาในเขตน่านน้าของอินโดนีเซีย เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2558 ภายใต้นโยบายของ
ประธานาธิบดีโจโควีที่รักษาผลประโยชน์ของชาติด้วยวิธีการรุนแรงซึ่งแตกต่างจากสมัยประธานาธิบดียุ
โดโยโนที่เน้นการทูตเป็นหลัก หรือเหตุการณ์ที่ตุรกียิงเครื่องบินรบรัสเซียตก ถือได้ว่าเป็นนโยบาย
ต่างประเทศที่แข็งกร้าวเมื่อเกี่ยวข้องกับอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติในบางเรื่องที่ไม่อาจ
ประนีประนอมได้
67
บทที่ 7
บทสรุป
ประเทศทั้งสามประเทศ คือ ตุรกี บราซิล และอินโดนีเซียต่างดาเนินนโยบายต่างๆโดยกาหนด
ตนเองเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง ถึงแม้ว่าจะมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน ทั้งสามประเทศมี
พัฒนาการที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ
ตุรกีมีจุดแข็งที่มีแสนยานุภาพทางทหารที่สูงที่สุดถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอินโดนีเซียและ
บราซิล สามารส่งออกอาวุธและมีเป้าหมายในการพึ่งพาตนเองในเรื่องการป้องกันประเทศอย่างชัดเจน
นอกจากนี้เศรษฐกิจของตุรกียังได้รับการยอมรับว่าจะมีการเจริญเติบโตที่เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในยุโรป
ตุรกีได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศมุสลิมที่พัฒนาแล้ว จาก CIA มีโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนโครงข่าย
คมนาคมที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศเชื่อมต่อกับประเทศยุโรปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ
การเป็นตัวแสดงที่สาคัญหนึ่งในสงครามซีเรียทาให้ภาพลักษณ์ในการเป็นประเทศอานาจขนาดกลางของ
ตุรกีมีความเด่นชัดมากขึ้น เพราะสงครามในซีเรียเป็นสงครามที่ประเทศมหาอานาจในภูมิภาคต่างแสดง
บทบาทกันอย่างเต็มที่ นอกเหนือจากตุรกี มีประเทศอานาจขนาดกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน
ที่มีผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นที่ซีเรีย ปัญหาและข้อท้าทายของตุรกีคือผลกระทบที่
เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมสงครามในซีเรีย โดยกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ เช่น กลุ่ม IS ได้แสดงการตอบโต้
นโยบายของตุรกีด้วยกับการก่อวินาศกรรมในตุรกี และสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ของตุรกีที่อยู่ใกล้
ดินแดนที่มีการทาสงครามทาให้ตุรกีต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และกาลังทหาร
แตกต่างไปจากอินโดนีเซียและบราซิลที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่มีความขัดแย้งหรือสงคราม
บราซิลมีจุดแข็งที่เป็นประเทศใหญ่และมีประชากรจานวนมากถึงประมาณ 207 ล้านคน ถึงแม้มี
การแสดงบทบาททางการทหารน้อย (ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปบทบาทนาในการส่งทหารไปร่วมกองกาลัง
นานาชาติในการปฏิบัติการสันติภาพขององค์การสหประชาชาติที่บราซิลเป็นผู้บัญชาการกองกาลังจาก
ประเทศอื่น) แต่การทหารของบราซิลมีแสนยานุภาพสูง มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นของตนเอง
และสามารถส่งออกสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อีกด้วย นโยบายต่างประเทศที่สาคัญคือการเป็น
ประเทศผู้นาในภูมิภาคละตินอเมริกาไปพร้อมกันกับการแสดงบทบาทในเวทีโลก โดยเฉพาะความ
ร่วมมือระหว่างประเทศกาลังพัฒนา หรือ ประเทศกลุ่มใต้ (South-South Cooperation) โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่ง กลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ (BRICSX ที่เป็นความร่วมมือของประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีสมาชิก 5 ประเทศ คือ
บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ กลุ่มเศรษฐกิจบริคส์จึงมีความหมายกับบราซิลมาก ซึ่งช่วย
68
ส่งเสริมภาพลักษณ์ของบราซิลในเวทีโลกให้เป็นประเทศอานาจขนาดกลางได้ชัดเจน หรือแม้กระทั่งจะ
เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศมหาอานาจระดับโลกเทียบเคียง จีน รัสเซีย อินเดีย ได้ นโยบาย
ต่างประเทศที่สาคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในคณะมนตรีความมั่นคงถาวรของ
สหประชาชาติ ซึ่งบราซิลต้องการที่จะเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงฯ นอกจากนี้ บราซิล
เน้นการดาเนินนโยบายอานาจอ่อน (Soft Power) ให้ความช่วยเหลือประเทศ South ต่างๆ เช่น การ
ก่อตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาของบราซิล ให้ประเทศเพื่อนบ้านละตินอเมริกาได้กู้ยืมไปพัฒนาโครงสร้าง
พื้นฐานของประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อท้าทายที่สาคัญที่สุดที่ชะลอการแสดงบทบาทประเทศอานาจ
ขนาดกลางของบราซิลในเวลานี้ก็คือ เศรษฐกิจของประเทศถดถอยอย่างหนักซึ่งส่งผลกระทบถึงความ
มั่นคงทางการเมืองของประธานาธิบดีรุสเซฟและงบประมาณรายจ่ายของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คาดว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมอาจมีแนวโน้มปรับตัวในทางที่ดีขึ้นถ้า
บราซิลสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้
อินโดนีเซียมีจุดแข็งได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าอินโดนีเซียมีศักยภาพในการเป็นประเทศ
อานาจขนาดกลางถึงแม้ยังมีข้อกังขาในเรื่องการจัดการปัญหาหมอกควันที่ส่งผลกระทบแก่ประเทศเพื่อน
บ้าน ด้วยกับการเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นลาดับ 3 ของโลก และเป็นประเทศมุสลิมที่มี
ประชากรมากที่สุดในโลกทาให้อินโดนีเซียได้รับการเคารพจากนานาชาติ ในด้านนโยบายต่างประเทศ
อินโดนีเซียมีความทะเยอทะยานในการเป็นผู้นาในภูมิภาคอาเซียน และแสดงบทบาทที่แข็งขันในกรอบ
การประชุมต่างๆ อินโดนีเซียใช้อาเซียนเป็นฐานในการแสดงบทบาทในเวทีโลก เศรษฐกิจของ
อินโดนีเซียเองก็มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงแม้จะมีอุปสรรคด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอใน
การพัฒนาประเทศ ในจุดนี้ประธานธิบดีโจโควีได้ดาเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการ
ขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้ว และในขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ทางการทหาร
ได้อีกด้วย ในเรื่องการทหารถึงแม้ว่าอินโดนีเซียจะขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เพียงพอต่อการปกป้อง
ผลประโยชน์ของชาติที่มีดินแดนอันกว้างขวาง เนื่องจากเป็นพื้นที่หมู่เกาะจานวนมากกว่า 13,000 หมู่
เกาะทาให้มีความยากลาบากที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียภายใต้การนาของ
ประธานาธิบดีโจโควีได้ริเริ่มการปรับปรุงกองทัพโดยเฉพาะกองทัพเรือที่จะมาเป็นกาลังสาคัญในการ
รักษาผลประโยชน์บริเวณรอบชายฝั่ง สาหรับปัญหาและข้อท้าทายที่เป็นอุปสรรคที่สาคัญคือการ
ปฏิบัติการก่อการร้ายในประเทศที่เป็นผลกระทบจากสงครามในซีเรีย ซึ่งนักรบชาวอินโดนีเซียที่กลับ
จากซีเรียที่เข้าร่วมกับกลุ่ม IS จะมีความชานาญในการก่อการร้ายและอาจก่อวินาศกรรมในพื้นที่สาคัญ
ของอินโดนีเซียได้อีกในอนาคตหลังจากที่ก่อเหตุไปเมื่อเดือนมกราคม 2016 ที่ผ่านมา และการแผ่ขยาย
อิทธิพลของจีน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อินโดนีเซียมองว่าอาจเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของอินโดนีเซีย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ทับซ้อนในเขตเศรษฐกิจจาเพาะของอินโดนีเซีย
69
บรรณานุกรม
Acharya, Amitav. (2014). Indonesia Matters: Asia’s Emerging Democratic Power. World
Scientific.
Ambler, K., Brauw,A., & Godlonton, S. (2015). Poverty reduction for smallholder farmers,
Brazilian-style: Can it work in Africa?. International Food Policy Research Institute.
Available at: http://www.ifpri.org/blog/poverty-reduction-smallholder-farmers-brazilian-
style-can-it-work-africa
Anadolu Agency. (2015). Turkey’s defense industry exports value up slightly in 2015. Retrieved
October 24, 2015, Available at: http://www.hurriyetdailynews.com/turkeys-defense-
industry-exports-value-up-slightly-in-2015-----
.aspx?pageID=238&nID=82795&NewsCatID=345
Andree, N. (2014). Emerging middle powers and foreign policy activism: Turkey during the AKP
government. (Master dissertation, Universitas Antwerpen)
Anton Hermansyah & Arif Gunaw. (Friday February 6201 ). Retrieved Friday February 2016,
Available at: The Jarkarta Post: http://www.thejakartapost.com/news/2016/02/05/2015-
and-2016-optimism-amid-turmoil.html#sthash.HQyKQ366.dpuf)
Arnson, C. & Sotero, P. (2010). Brazil as a Regional Power: Views from the Hemisphere.
Woodrow Wilson International Center for Scholars.
Asano, C. & Nascimento, J. (2015). Arms as foreign policy: the case of Brazil. International
Journal of Human Rights. Available at: http://sur.conectas.org/en/issue-22/arms-foreign-
policy-case-brazil/
Aydin, M. (2000). Determinants of Turkish foreign policy: changing patterns and conjunctures
during the Cold War. Middle Eastern Studies, 36(1), 103–139.
B.A. Hamzah. (2015). Sinking the Ships: Indonesia's Foreign Policy under Jokowi. Singapore:
RSIS.
Baer, J.A.(2015). UNASUR and Latin American Regionalism. Council Hemispheric Affairs.
Available at: http://www.coha.org/unasur-and-latin-american-regionalism/
70
Barbosa, F.H. ( 1998) . Economic Development: the Brazilian experience. Development
Strategies in East Asia and Latin America.
Baumann, R. (2011). Brazil in the 1990s: an economy in transition. CEPAL Review.
Bender, Jeremy. (2015, October 3). RANKED: The world’s 20 strongest militaries. Retrieved
December 30, 2015, Available at: http://www.businessinsider.com/these-are-the-worlds-
20-strongest-militaries-ranked-2015-9
Bertonha, J.F. (2010). Brazil: an emerging military power? the problem of the use of force in
Brazilian international relations in the 21st century. Maringá State University.
Brazil: Elements for Effective Public Policy. Available at:
http://pdba.georgetown.edu/Security/citizensecurity/brazil/documents/docworldbank.pdf
Central Intelligence Agency. (2013). Country Comparison :: Military Expenditures.
Retrieved December 30, 2015, Available at:
https://www.cia.gov/library/publications/the-world-
factbook/rankorder/2034rank.html
Central Intelligence Agency. (2015). Turkey. Retrieved October 25, 2015, Available at:
https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/tu.html
Central Intelligence Agency. (n.d.). Developed Countries (DCs). Retrieved October 25, 2015,
Available at: https://www.cia.gov/library/publications/the-world-
factbook/appendix/appendix-b.html#D
Chao et. al. ( 2014) . Middle Class Brazil Lifts Voice. Wall Street Journal. Available at:
http://www.wsj.com/articles/middle-class-brazil-lifts-voice-1411511724
Choudry, U.A. (2013). Brazil as an Emerging Economic Power: Dynamics & Implications.
Global Journal of Human Social Science Political Science. 13 (2)
Cox, Robert and Jacobson, Harold. (1973). The Anatomy of Influence: Decision Making in
International Organization. New York, Yale University Press.
71
Davutoğu, A. 2008. Turkey’s foreign policy vision: an assessment of 2007. Insight Turkey, 10
(1), pp. 77-96.
Diehl,S. & Fuji, E. (2009). Brazil's New National Defense Strategy Calls for Strategic Nuclear
Developments. Nuclear Threat Initiative. Available at:
http://www.nti.org/analysis/articles/brazils-new-defense-strategy/
EGO GENEL MÜDÜRLÜĞÜ. (n.d.). Raylı Sistem Hizmetleri. Retrieved October 25, 2015,
Available at: http://www.ego.gov.tr/tr/sayfa/1075/rayli-sistem#
Eraslan, C. (2001). Understanding of Atatürk's Foreign Policy: Peace at Home, Peace in the
World and Accession of Hatay to Turkey, Atatürk Araştırma Merkezi Dergisi, 17(49), pp.
91-106.
Fuadi Pitsuwan. (2014). Smart Power Strategy: Recalibrating Indonesian Foreign Policy. Asian
Politics & Policy, Vol.6, No.2, P.237-266.
Gregory B. Poling. (2013). Dynamic Equilibrium: Indonesia’s Blueprint for a 21st Century Asia
Pacific Retrieved 21 February 2016 Available at: Center for Strategic and International
Studies: http://csis.org/publication/dynamic-equilibrium-indonesias-blueprint-21st-century-
asia-pacific
Global Firepower. (2015, December 5). Brazil Military Strength. . Retrieved December 30, 2015,
Available at: http://www.globalfirepower.com/country-military-strength-
detail.asp?country_id=brazil
Global Firepower. (2015, November 13). 2015 World Military Powers. . Retrieved
December 30, 2015, Available at: http://www.globalfirepower.com/countries-
listing.aspKirişci, K. & Kaptanoğlu, N. 2011. The politics of trade and Turkish foreign
policy, Middle Eastern Studies, 47 (5), pp. 705-724.
Global Humanitarian Assistance. (2014). Brazil. Available at:
http://www.globalhumanitarianassistance.org/countryprofile/brazil#tab-home
Global Security. (n.d.). Military Industry. Available at:
http://www.globalsecurity.org/military/world/brazil/industry.htm
72
Hellendorff Bruno & Schmitz Manuel. (2014). Indonesia: From Regional to Global Power?.Grip
Analysis. Retrieved 10 October 2015, Available at: http://www.grip.org/en/node/1282.
Hogg, J., & Sezer, C. (2015). Erdogan aims to turn Turkey into major defense industry power.
Retrieved October 25, 2015, Available at: http://www.reuters.com/article/2015/05/27/us-
turkey-election-defence-idUSKBN0OC0FT20150527
Hoyos, C., & Amann, A. (2013). Turkey builds domestic defence industry. Retrieved October
25, 2014, Available at: http://www.ft.com/cms/s/0/837ef75a-1980-11e3-afc2-
00144feab7de.html#axzz3pWZ12pfz
Hudson, M., Valerie. (2005). Foreign Policy Analysis: Actor-Specific Theory and the Ground of
International Relations. Foreign Policy Analysis, 1, 1-30.
Hunter, W. (2005). State and soldier in Latin America: Redefining the military's role in
Argentina, Brazil, and Chile. United States Institute of Peace.
Hürriyet. (2013). Number of Turkish military personnel revealed. Retrieved October 22, 2015,
Available at: http://www.hurriyetdailynews.com/number-of-turkish-military-personnel-
revealed.aspx?pageID=238&nid=42417
Hürriyet. (2015). Cumhurbaşkanı Erdoğan’dan “Rusya” tepkisi: Sabretmemiz mümkün değil.
Retrieved October 22, 2015, Available at: http://www.hurriyet.com.tr/erdogandan-onemli-
aciklamalar-30246887
IBP Inc. (2015). Turkey Industrial and Business Directory: Volume 2 Industrial and Export
Contacts (Vol. 2). Washington DC: International Business Publications, Inc.
Iis Gindarsah and Adhi Priamarizki.) 2 0 1 5 .( Indonesia's Maritime Doctrine and Security
Concerns. Singapore: RSIS.
İnan, F. (2013). CIVIL G20 TURKEY REPORT (pp. 1–24). Ankara: The Economic Policy
Research Foundation of Turkey. Retrieved October, 2015, Available at:
http://www.tepav.org.tr/upload/files/1379085237-2.Civil_G20_Turkey_Report.pdf
Jordaan, Eduard Politikon: South African Journal of Political Studies
Volume 30, Issue 1, 2003 Retrieved October 20, 2015, Available at:
http://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/0258934032000147282#preview
73
Kiernan, P.(2015). Brazil’s Economic Crisis Beats the Emerging Middle Class Back Down. Wall
Street Journal. Available at: http://www.wsj.com/articles/brazils-economic-crisis-beats-
the-emerging-middle-class-back-down-1447115566
Koutri, A. (2011). Turkish foreign policy and Turkey’s role as a middle power (Doctoral
dissertation, Istanbul Bilgi Üniversitesi).
Kuru, A. T. (2012). The rise and fall of military tutelage in Turkey: fears of Islamism, Kurdism
and communism, Insight Turkey, 14 (2), pp. 37- 57.
Laciner, S. (2009). Turgut Özal Period in Turkish Foreign Policy: Özalism. Retrieved September
2015, Available at: http://www.turkishweekly.net/2009/03/09/article/turgut-ozal-period-in-
turkish-foreign-policy-ozalism/
Lins, M.A.D.T. & Silva, L.P. (2011). Brazil and the G20: Recent Development Strategy and
Strength among “New” Emerging Economies. Perception and Perspectives for Global
Governance. Available at: http: / / www. kas. de/ upload/ dokumente/ 2011/ 10/ G20_E-
Book/chapter_3.pdf
Marcus Mietzner. (2015). Indonesia in 2014: Jokowi and the Repolarization of Post-Soeharto
Politics. in Marcus Mietzner, and Daljit Singh (editor), Southeast Asian Affairs 52 0 1
(p.119-135). Singapore: ISEAS Publishing.
Ministry of Foreign Affairs, Turkey. (n.d.). TURKEY-AFRICA RELATIONS. Retrieved October
25, 2015, Available at: http://www.mfa.gov.tr/turkey-africa-relations.en.mfa
NATO. (2015, October 5). Statement by the North Atlantic Council on incursions into Turkey’s
airspace by Russian aircraft. Retrieved October 22, 2015, Available at:
http://www.nato.int/cps/en/natohq/news_123392.htm
NATO. (2015, November 30). Joint press point with NATO Secretary General Jens Stoltenberg
and the Prime Minister of Turkey, Ahmet Davutoğlu. Retrieved December 20, 2015,
Available at: http://www.nato.int/cps/en/natohq/opinions_125210.htm
Nicholas Fang and Cheryl Tan. (2016). Retrieved Friday February 2016. Available at: The
Jakarta Post: http://www.thejakartapost.com/news/2 0 1 6 /0 2 /0 5 /terrorism-and-future-
investment-southeast-asia.html#sthash.TugPMYif.dpuf)
74
Nugraha, WasanaAdi. (2014). Balancing Power in Asia-Pacific Region: The Role of Indonesia
2010-2014. Master Independent Study, Rangsit University.
Nye, Joseph S. (2004). Soft Power: The Means to Success in World Politics. New York: Public
Affairs.
OECD . (2011). An Overview of Growing Income Inequalities in OECD Countries: MainFinding.
Paris: OECD Publishing.
Öktem, K. 2011. Turkey since 1989: angry nation, Global history of the present series, London:
Zed Books.
Ordoñez, S. (2015). Brazil has 2 kinds of problems, and they're both bad. CNBC. Available at:
http: / / www. cnbc. com/ 2015/ 08/ 21/ brazil-has-2-kinds-of-problems-and-theyre-both-
bad.html
Organski, A.F.K, & Kugler, Jacek. (1980). The War Ledger. Chicago, IL: University of Chicago
Press.
Pio, C. ( 2011) . Brazil’s Mercosur Economic Strategy: From Destiny to Impairment. E-
International Relations. Available at: http://www.e-ir.info/2011/10/28/brazil’s-mercosur-
economic-strategy/
Rizal Sukma. 2011 .(Indonesia's Security Outlook, Defence Policy and Regional Cooperation.)?.
Renda, K. K. (2011). Turkey’s Neighbourhood Policy: An Emerging Complex Interdependence?
Insight Turkey, 13(1), 89–108.
Republic of Turkey Ministry of Culture and Tourism. Culture. Retrieved September 2015,
Available at: http://www.kultur.gov.tr/EN,35054/culture.html
Republic of Turkey Ministry of Foreign Affairs. Turkey’s Development Cooperation: General
Characteristics and The Least Developed Countries (LDC) Aspect. Retrieved September
2015, Available at: http://www.mfa.gov.tr/turkey_s-development-cooperation.en.mfa
Republic of Turkey Ministry of Foreign Affairs. Turkey’s Relations with NATO. Retrieved
September 2015, Available at: http://www.mfa.gov.tr/nato.en.mfa
75
Rezende, N. ( 2016) . Brazil, Latin America, and a new Foreign policy agenda. Global
Independent Analytics. Retrieved 1 March, 2016. Available at: https://gianalytics.org/383-
brazil-latin-america-and-a-new-foreign-policy-agendas
Ristovic, A. (2012). Brazil’s Soft Power and Dilma’s Dilemma. USC Center on Public
Diplomacy. Retreived 1 March, 2016. Available at:
https://uscpublicdiplomacy.org/pdin_monitor_article/brazils_soft_power_and_dilmas_dile
mma
Robinson, A. ( 2016) . Can Brazil’s Worker’s Party Survive?. The Nation. Available at:
http://www.thenation.com/article/can-brazils-workers-party-survive/
Rosen, B. (2013). The MIKTA way forward: The potential, risk, and future of MIKTA
diplomacy. Washington Quarterly, 36(3), 91-105.
Sam Perlo-Freeman, Aude Fleurant, Pieter D. Wezeman, & Siemon T. Wezeman. (2015).
Trends in world military expenditure, 2014. Stockholm International Peace Research
Institute. Retrieved January 25, 2016. Available at:
http://books.sipri.org/product_info?c_product_id=496
Santini, D. & Viana, N. (2012). Brazil Arms Exports: Country Preaches Peace, Sells Tons Of
Arms. Huffington Post. Available at: http://www.huffingtonpost.com/2012/02/28/brazil-
arms-exports_n_1295083.html
Seth Colby, (2012). Explaining the BNDES: What It Is, What It Does and How It Works, CEBRI
Artigos, Rio de Janeiro, Brazil: Centro Brasileiro de Relações Internacionais.
Shin, Dong-min (2012), ‘Concept of Middle Power and the Case of the ROK: A
Review’, Korea Yearbook 2012: Politics, Economy and Society (Netherlands: Brill), pp.
131-52
Sidney Jones and Solahudin. (2015). ISIS in Indonesia. in Sidney Jones and Solahudin,
Southeast Asia Affairs, pp. 54-163. Singapore: ISEAS Publishing.
76
SIPRI. (2014, April 14). The 15 countries with the highest military expenditure in 2013. Retrieved
October 23, 2015, Available at:
http://www.sipri.org/googlemaps/milex_top_15_2013_exp_map.html
Sözen, A. 2010. A paradigm shift in Turkish foreign policy: transition and challenges, Turkish
Studies, 11 (1), pp. 103-123.
Spektor, M. ( 2012) . Humanitarian Interventionism Brazilian Style?. American Quarterly.
Available at: http://www.americasquarterly.org/humanitarian-interventionism-brazilian-
style
Stockholm International Peace Research Institute. (n.d.). Brazil Arms transfer. Available at:
http://armstrade.sipri.org/armstrade/page/values.php
Survival International. (n.d.). Braizilian Indians. Available at:
http://www.survivalinternational.org/tribes/brazilian
T.C. Devlet Demiryolları. (n.d. 1). YHT TRENLERİ. เข้าถึงเมื่อ October 25, 2015, Available at:
http://www.tcdd.gov.tr/yuksek-hizli-tren+m96
T.C. Devlet Demiryolları. (n.d. 2). Uluslararası Trenler. เข้าถึงเมื่อ October 25, 2015, Available
at: http://www.tcdd.gov.tr/uluslararasi+m101
ThaibizBrazil.(2015). บ ร า ซิ ล : ผู้ น า แ ห่ ง MERCOSUR แ ล ะ ก้ า ว ต่ อ ไ ป . Available
at:http://www.thaibizbrazil.com/br/knowledges/detail.php?id=20068
The CIA World Factbook. 2015. Turkey. Retrieved September 2015, Available at:
https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/tu.html
The Economist Group. (2015). Turkey: Basic Data. Retrieved October 25, 2015, Available at:
http://country.eiu.com/article.aspx?articleid=233615007&Country=Turkey&topic=Summar
y&subtopic=Basic+data
The Guardian. 2015. Turkey's president calls for new election after government deadline passes.
Retrieved September 2015, Available at:
(http://www.theguardian.com/world/2015/aug/24/turkey-president-new-election-
government-deadline
77
The World Bank. (2014a). GDP per Capital. Retrieved October 23, 2015, Available at:
http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD
The World Bank. (2014b). Turkey. Retrieved October 23, 2015, Available at:
http://data.worldbank.org/country/turkey
The World Bank. (n.d.). Military Expenditure. Retrieved October 22, 2015, Available at:
http://data.worldbank.org/indicator/MS.MIL.XPND.GD.ZS
The World Bank. (n.d.). GDP growth (annual %). Available at:
http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.MKTP.KD.ZG
The World Bank. (n.d.). Military expenditure (% of GDP). Available at:
http://data.worldbank.org/indicator/MS.MIL.XPND.GD.ZS
The World Bank. (n.d.).Overview. Retrieved 1 March, 2016. Available at:
http://www.worldbank.org/en/country/brazil/overview#1
Tür, Ö. & Han, A. (2012). “A framework for understanding the changing Turkish foreign policy
of the 2000s”, in Özden Zeynep Oktav (ed.), Turkey in the 21st century: quest for a new
foreign policy, Farnham: Ashgate, pp. 7-29.
Turam, B. (2014). Gulen, Erdogan and democracy in Turkey. Retrieved September 2015,
Available at: http://www.aljazeera.com/indepth/opinion/2014/03/gulen-vs-erdogan-
struggle-thre-2014311144829299446.html
Turkish Statistical Institute. 2015. Key Indicators. Retrieved September 2015, Available at:
http://www.turkstat.gov.tr/Start.do
Trading Economics. Brazil GDP Annual Growth Rate 1991-2016. Available at:
http://www.tradingeconomics.com/brazil/gdp-growth-annual
Trinkunas, H. (2015). Brazil's Global Ambitions. Brookings. Available at:
http://www.brookings.edu/research/articles/2015/02/04-brazil-global-ambitions-
trinkunas#_ftnref5
UNDP. (2015). Turkey (Human Development Report 2015 Work for human development
Briefing: note for countries on the 2015 Human Development Report) (pp. 1–7). United
78
Nations Development Programme. Available at:
http://hdr.undp.org/sites/all/themes/hdr_theme/country-notes/TUR.pdf
United Nations Children’s Fund. (2014). The government of Brazil and UNICEF: Global
partnership for humanitarian cooperation. Available at:
http://www.unicef.org/brazil/pt/br_hssc_unicef_report_english.pdf
Willemsen, J. & Leferink, B. (2010). Summary History of Brazil.
Wood, Bernard. (1987). Middle Powers in the International System: A Preliminary Assessment
of Potential. United Nations.
World Bank. (2014). How to Reduce Poverty: A New Lesson from Brazil for the World?.
Available at: http://www.worldbank.org/en/news/feature/2014/03/22/mundo-sin-pobreza-
leccion-brasil-mundo-bolsa-familia
World Bank.(2006). Crime, Violence and Economic Development in Brazil. Elements for
Effective Public Policy. Available at: http://www-
wds.worldbank.org/external/default/WDSContentServer/WDSP/IB/2007/06/20/000090341
_20070620103207/Rendered/PDF/365250BR.pdf
World Population Review (2016). Brazil Population 2016. Available at:
http://worldpopulationreview.com/countries/brazil-population/
Zürcher, E. J. (1993). Turkey: A Modern History. London: Tauris.
กระทรวงการต่างประเทศ (2558, 10 มิถุนายน 2558). เอเชีย : สาธารณรัฐอินโดนีเซีย.
http://www.mfa.go.th/main/th/world/70/10271.html
ไกรฤกษ์ นานา. (2553). ความสัมพันธ์ไทย-ตุรกี 50 ปี.กรุงเทพฯ: บริษัท สานักพิมพ์ประพันธ์สาส์น
จากัด.
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์) .5 กุมภาพันธ์ 2559). เศรษฐกิจอินโดนีเซียโดต่าสุดในรอบ 6ปี. เรียกใช้เมื่อ 6
กุมภาพันธ์2559
ยาสมิน ซัตตาร์. (2014).ผลของการเมืองระหว่างประเทศต่อกระบวนการสันติภาพเติร์ก-เคิร์ด. เข้าถึงได้
จาก http://www.deepsouthwatch.org/node/6262 (กันยายน 2015)
79
______. (2015ก). ตุรกีกับความช่วยเหลือเพื่อสันติภาพในพื้นที่ขัดแย้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปา
ตานี. เข้าถึงได้จาก http://www.deepsouthwatch.org/node/7404 (กันยายน 2015)
______. (2015ข ). ผ ล ก ารเลือ ก ตั้งตุ รกี กับ จุด เป ลี่ยน ข อ งก ารเมือ ง . เข้าถึงได้จาก
http://www.deepsouthwatch.org/node/7279 (กันยายน 2015)
______. (2015ค). ความขัดแย้งตุรกี-ไอซิส: กรกฎาคม 2015 กับภาวะตึงเครียด ณ ชายแดน.เข้าถึงได้
จาก http://turkeyanalysis.blogspot.com/2015/07/2015_24.html (กันยายน 2015)
ส ถ า น เอ ก อั ค ร ร า ช ทู ต ไ ท ย ณ ก รุ ง อั ง ก า ร า . 2014. รู้จัก ตุ ร กี .เข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก
http://thaiembassyturkey.com/th/2014-10-05-03-18-41 (กันยายน 2015)
เอนก เหล่าธรรมทัศน์. (2554). บูรพาภิวัตน์: ภูมิรัฐศาสตร์. กรุงเทพธุรกิจ
______. (2558). ไทยในยุคบูรพาภิวัตน์: โลกที่เปลี่ยนไปจาก 14 ตุลาคม 2516 ถึง 14 ตุลาคม 2558.
กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา.

การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล

  • 1.
    รายงานวิจัย เรื่อง การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง”: กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกีและบราซิล (Analysis of Countries’ Transformation to Middle Powers: Case Studies of Indonesia, Turkey and Brazil) โดย จิระโรจน์ มะหมัดกุล เสนอ สถาบันคลังปัญญาและยุทธศาสตร์ชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 2.
    2 สารบัญ หน้า บทที่ 1 บทนาและความสาคัญของปัญหา..........................................................................3 บทที่ 2 แนวความคิดอานาจขนาดกลาง………………………………………………………… 9 บทที่ 3 อินโดนีเซียกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง.................................................... 14 บทที่ 4 ตุรกีกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง……………………………………………... 29 บทที่ 5 บราซิลกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง........................................................... 49 บทที่ 6 ถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดีสาหรับประเทศไทย………………………………………... 63 บทที่ 7 บทสรุป……………………………………………………………………………………. 67 บรรณานุกรม
  • 3.
    3 บทที่ 1 บทนาและความสาคัญของปัญหา ด้วยกับระบบเศรษฐกิจการเมืองของโลกได้มีพลวัติเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลทาให้ ประเทศต่างๆปรับตัวเองตามกระแสกระแสในที่นี้ในปัจจุบันที่สาคัญ กล่าวได้ว่าคือ กระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อประเทศต่างๆบ้างก็ได้ประโยชน์จากข้อดีของโลกาภิวัตน์ เช่น การขยายตัว ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาจากการพัฒนาเทคโนโลยี อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆที่ทันสมัยทาให้โลก สมัยใหม่แคบลง กล่าวคือ รัฐต่างๆ รวมทั้งภาคธุรกิจที่ทาการผลิตและทาการค้าระหว่างประเทศมีการ ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมในส่วนผลกระทบก็มีบ้างโดยเฉพาะกับ ประเทศกาลังพัฒนาต่างๆที่ถูกกระแสนี้ลากให้เข้ามาสู่ระบบและระเบียบที่ถูกผลักดันจากประเทศที่ได้ ชื่อว่าพัฒนาแล้วเช่น การเปิดเสรีทางการค้า การลดการกีดกันทางการค้าต่างๆ เป็นต้น หลายประเทศสามารถใช้ข้อดีของโลกาภิวัตน์ปรับเปลี่ยนและพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวหน้า ในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นบรรยากาศเศรษฐกิจการเมืองโลกที่เป็นระบบหลายขั้วอานาจ (Multipolar system) การเปลี่ยนแปลงระบบโลกไปสู่ระบบหลายขั้วอานาจแบบค่อยเป็นค่อยไป (ซึ่ง นักวิชาการหลายท่านอาจมองว่าเป็นขั้วอานาจเดียวที่มีสหรัฐฯเป็นผู้นาโลกแต่เพียงผู้เดียว)นั้นเป็น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาจากการสิ้นสุดของระบบสองขั้วอานาจ (Bipolar system) ในยุคสงครามเย็นระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอดีตสหภาพโซเวียต ตัวแสดงที่เป็นรัฐเล็กๆ (Small power states) หรือรัฐขนาดกลาง (Middle Power states) ต่างกาลังผงาดขึ้นมาและเริ่มมีบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศทั้งใน ระดับภูมิภาค หรือในระดับโลกเองก็ตาม ซึ่งในจานวนนี้มีประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลอยู่ด้วย ทั้งสามประเทศเป็นประเทศที่อาจเรียกได้ว่าเป็น“อานาจที่ก่อตัวขึ้นใหม่” หรือ “อานาจใหม่ที่ก่อตัวขึ้น แล้ว” และกาลังเพิ่มบทบาทในเวทีโลกเป็นลาดับดังจะได้กล่าวต่อไป จะเห็นได้ว่าทั้งสามประเทศ คือ อินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลมีที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่าง กัน กล่าวคือ ประเทศอินโดนีเซียอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บราซิลมีที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค อเมริกาใต้หรือ ละตินอเมริกาและตุรกีมีที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป ทั้งในเอเชียและยุโรป ซึ่งอยู่บริเวณ คาบสมุทรอนาโตเลียในฝั่งเอเชียและคาบสมุทรบอลข่านทางตอนใต้ของยุโรป การศึกษาในครั้งนี้จึงเป็น สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งสามประเทศได้มีนโยบายอย่างไรในการพัฒนาประเทศตนเองไปสู่การ เป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” หรือ Middle Power และประสบความสาเร็จมากน้อยเพียงใด อินโดนีเซียได้แสดงบทบาทนาในฐานะผู้นาในอาเซียน และใช้เวทีอาเซียนเป็นเสาหลักใน นโยบายต่างประเทศเราจะเห็นได้ว่าอินโดนีเซียแสดงบทบาทที่เข้มแข็ง (Active Role) ในกิจการของ
  • 4.
    4 ASEAN รวมทั้งกาหนดสถานะของตนเองในอาเซียนว่าเป็น “พี่ใหญ่”ของประเทศในกลุ่มอาเซียนเมื่อ พิจารณาจากบทบาทด้านการทูตและการต่างประเทศ สิ่งนี้จึงทาให้อินโดนีเซียได้รับความน่าเชื่อถือจาก ประเทศในภูมิภาคอาเซียน หรือแม้กระทั่งสองมหาอานาจโลก คือ สหรัฐอเมริกาฯและจีน (Bruno และ Manuel, 2014) นอกจากนี้ การเข้าร่วมกลุ่ม G20 ที่อินโดนีเซียได้รับเชิญให้เข้าร่วม ซึ่งเป็นประเทศเดียวใน ภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับเชิญเข้าร่วมในกลุ่มนี้ สิ่งนี้จึงมีความหมายกับอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน อันจะ ส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ในสายตาชาวโลกประจักษ์กับบทบาทด้านการต่างประเทศของอินโดนีเซียใน ระดับโลก นอกจากนี้ จาการ์ตาใช้เวที G20 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีตลาดภายในประเทศขนาด ใหญ่เป็นแรงผลักดัน (จานวนประชากรของอินโดนีเซียประมาณ 250 ล้านคน) มีวัยทางานที่มีรายได้ สูงขึ้น ในการเข้าร่วม G20 อินโดนีเซียตั้งตนเป็นตัวแทนของประเทศอาเซียน และเป็นผู้ถือธงนาในกลุ่ม ประเทศกาลังพัฒนา ซึ่งอินโดนีเซียเองมีความภาคภูมิใจกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ในระดับ 6% ตั้งแต่ปีค.ศ. 2005 (Bruno และ Manuel, 2014) ตุรกีเองดาเนินนโยบายต่างประเทศเน้นในการให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (การทูตเพื่อ มนุษยธรรม) บวกกับการแสดงบทบาทในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ในซีเรียเป็นต้น หรือแม้กระทั่ง ประเด็นโรฮิงญาที่ตุรกีให้ความสนใจและมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลืออย่างมาก เห็นได้จากการที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้น คือ นายอะฮ์เม็ดดาวูทโอลู (Ahmet Davutoglu) ซึ่ง ปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรีของตุรกี เดินทางไปพม่าเพื่อสังเกตการณ์ด้วยตนเอง พร้อมกับนาเวชภัณฑ์ และสิ่งของที่ได้รับบริจาครวบรวมโดยสภากาชาดตุรกี ไปส่งให้แก่ชาวมุสลิมและชาวพุทธที่อพยพไร้ที่อยู่ เนื่องจากความขัดแย้งในรัฐยะไข่ (ผู้จัดการออนไลน์, 9 ส.ค. 2555) นอกจากนี้ ตุรกีได้แสดงบทบาท อย่างแข็งขันในการเป็นประเทศที่พร้อม “ประสานความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม” ระหว่างอารยะธรรม ตะวันตกกับอารยะธรรมอิสลาม โดยตุรกีแสดงออกถึงการเป็นประเทศมุสลิมที่มีแนวคิดสายกลาง ไม่ นิยมความสุดโต่งและการใช้ความรุนแรงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเป็นแบบอย่างแก่โลกมุสลิม นอกจากนี้ ในทางเศรษฐกิจ ตุรกีมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 17 ของโลก มีผลิตภัณฑ์มวล รวมอยู่ที่ 822 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (World Bank, 10 มิ.ย. 2558) เศรษฐกิจของตุรกีปัจจุบัน เจริญเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3-5 ต่อปี เศรษฐกิจของตุรกีเติบโตอย่างรวดเร็ว มีอัตราสูงที่สุดในกลุ่ม ประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development-OECD) ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป ยกเว้น ตุรกี เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิสราเอล เม็กซิโก ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (เอนก เหล่าธรรมทัศน์, 2554) ส่วนบราซิลซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ หรือ ละตินอเมริกา และเป็นประเทศที่มี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก มีประชากรประมาณ 200 ล้านคน โดยในปีพ.ศ. 2553 บราซิลมี เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก และมีภาคการเกษตรที่มีขนาดใหญ่และทรัพยากรธรรมชาติ เช่น
  • 5.
    5 น้ามันและทรัพยากรธรรมชาติจานวนมาก ในปี พ.ศ.2554ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ของ บราซิลมีมูลค่า 2.518 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งปัจจัยเหล่านี้ จะช่วยให้บราซิลสามารถขึ้นเป็นผู้นาใน ภูมิภาคอเมริกาใต้ได้อย่างเข้มแข็ง (เอนก เหล่าธรรมทัศน์, 2554) นอกจากนี้ ในด้านการทูตและการต่างประเทศบราซิลแสดงบทบาทอย่างเข้มแข็งในเวทีโลก ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในองค์การสหประชาชาติ บราซิลแสดงบทบาทเป็นผู้นาของประเทศกาลัง พัฒนาทั้งหลายในข้อประเด็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอานาจของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาติ (United Nations Security Council) หรือการแสดงบทบาทอย่างแข็งขันใน G20 และกลุ่มเศรษฐกิจ บริคส์ (BRICS) และเป็นประเทศผู้แสดงบทบาทนาในองค์การส่วนภูมิภาคเช่นตลาดร่วมอเมริกาใต้ ตอนล่าง (MERCOSUR) เป็นต้น นโยบายต่างประเทศที่สาคัญอีกประการหนึ่งของบราซิลก็คือ การเป็น ประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินและความร่วมมือทางด้านเทคนิคและวิชาการต่างๆแก่ประเทศ กาลังพัฒนา โดยบราซิลทุ่มงบประมาณจานวนถึง 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อปีในการดาเนิน นโยบายต่างประเทศดังกล่าว ทั้งสามประเทศเป็นประเทศที่น่าจับตามองถึงแนวโน้มการพัฒนาในอนาคตและการดาเนิน นโยบายต่างประเทศที่เป็นตัวของตัวเองเพื่อยกระดับประเทศไปสู่การเป็นประเทศ”อานาจขนาดกลาง” (Middle Power) วัตถุประสงค์ 1. เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ในการศึกษานโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล ในช่วงปี 2005-2015. 2. เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลที่นาไปสู่การ เป็น “ประเทศอานาจขนาดกลาง – Middle Power” ว่ามีศักยภาพเพียงใด 3. เพื่อถอดบทเรียนนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลให้หน่วยงานต่างๆของ ไทยทั้งภาครัฐและเอกชนใช้ประโยชน์ในการกาหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ คาถามวิจัย 1. นโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลในช่วงปี 2005-2015 มีทิศทางเป็นอย่างไร 2. อินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลมีศักยภาพเพียงใดที่จะเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” 3. ประเทศไทยสามารถกาหนดตนเองว่าเป็น “ประเทศอานาจขนาดกลาง” ได้มีศักยภาพเพียงใด
  • 6.
    6 ระเบียบวิธีวิจัย งานวิจัยในครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพเน้นศึกษาเอกสารที่เป็นเนื้อหาและข้อมูลเชิง สถิติที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น หนังสือบทความวิจัย บทความวิชาการ รายงานประจาปี ข่าว วีดีโอ เว็บไซต์ ฯลฯ โดยจะนาข้อมูลต่างๆมาวิเคราะห์โดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์เชิงพรรณนา(Descriptive Analysis) โดยประยุกต์ใช้แนวคิด Smart Power ของ Joseph S. Nye แนวคิด Emerging Power ของ Amitav Archaya และทฤษฎีการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศมาเป็นกรอบในการศึกษาวิจัย แนวความคิดในการวิเคราะห์ งานวิจัยชิ้นนี้จะใช้แนวความคิด Smart Power ของ Joseph S. Nye และ แนวความคิด Emerging Power ของ Amitav Amatya ในการกาหนดตัวแปรอิสระ (Independent Variable) และตัว แปรตาม (Dependent Variable) เพื่อวิเคราะห์การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” โดย Smart Power ของ Joseph S. Nye จะแบ่งเป็น Hard Power ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกาลังทหารและอานาจทางทหาร และ Soft Power จะเกี่ยวข้องกับการดาเนินการทางการทูตต่างๆ (Diplomacy) ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี ตลอดจนความร่วมมือ การช่วยเหลือทางเทคนิคต่างๆ ฯลฯ และแนวคิด Emerging Power ของ Acharya ที่เขาเสนอตัวชี้วัด 4 ประการที่สามารถระบุประเทศที่มีการก่อตัวของอานาจขึ้น ตัวชี้วัด 4 ประการได้แก่ ประชาธิปไตย (Democracy) การพัฒนา (Development) ความมั่นคงภายในประเทศ (Stability) บวกกับนโยบายต่างประเทศในระดับโลก (Diplomacy) ซึ่งจากแนวความคิดทั้งสองข้างต้นอาจนาเสนอในรูปแบบแผนภูมิดังนี้ แผนภูมิ 1.1 ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) และตัวแปรตาม (Dependent Variable) A Middle Power (DV) Diplomacy (IDV) Development (IDV) Social Stability (IDV) Military Power (IDV)
  • 7.
    7 จากแผนภูมิ 1.1 สามารถระบุตัวแปรหรือปัจจัยได้ดังนี้ -แสนยานุภาพทางทหาร : ขนาดกองทัพ จานวนอาวุธที่ครอบครอง เทคโนโลยีทางทหาร อุตสาหกรรมทางทหาร (ปัจจัยนี้ขึ้นอยู่กับที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความจาเป็นที่แตกต่าง กัน) - เศรษฐกิจ : การพัฒนาเศรษฐกิจ รายได้ต่อหัว การลงทุนและบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน - การทูตและการต่างประเทศ : การประสบความสาเร็จในการดาเนินนโยบายต่างประเทศ การรวมกลุ่มในระดับต่างๆ ระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับต่ากว่าภูมิภาค การแสดงบทบาท นาในภูมิภาค การทูตพหุภาคี การให้ประโยชน์สาธารณะ (Public Good) และ ความสามารถในการเปลี่ยนกฎ กติกา - สังคม : โครงสร้างประชากร คุณค่าทางสังคม ความเป็นประชาธิปไตย จากแผนภูมิข้างต้น ผู้วิจัยได้นาแนวความคิดเรื่องการเป็นประชาธิปไตย หรือกระบวนการ ประชาธิปไตย (Democratization) ที่เป็นแนวคิดของ Archaya นาไปเป็นตัวชี้วัดอยู่ใน “สังคม” ซึ่งเป็น ตัวแปรอิสระ เพราะผู้วิจัยเห็นว่าแนวความคิดดังกล่าวเป็นแนวความคิดที่ประเทศต่างๆทั่วโลกใช้เป็น ระบบการเมืองในการปกครองประเทศอยู่แล้ว ในกรณีนี้ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย และตุรกีได้ใช้ระบบ การปกครองแบบประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ประกอบกับการเป็นประชาธิปไตยในกรณีนี้ไม่ใช่ตัวชี้วัด หลักของการเป็นมหาอานาจที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเห็นได้จากกรณีที่ประเทศจีนเป็นประเทศมหาอานาจ ที่ไม่ได้ใช้ระบอบประชาธิปไตย หรือ รัสเซียเองก็ตามที่ความเป็นประชาธิปไตยยังมีสภาวะที่ไม่สมบูรณ์ (หรือไม่เป็นประชาธิปไตยเลย) แต่ก็เป็นประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นมหาอานาจของโลก เป็นต้น อย่างไรก็ ตามสภาพแวดล้อมที่เป็นประชาธิปไตยก็มีความสาคัญอันจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศต่อ นานาอารยะประเทศ ตลอดจนสร้างสังคมให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้และประชาชนมีส่วนร่วมทางการ เมือง ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงผสมผสานแนวความคิดของ Nye คือ อานาจทางทหาร (Hard Power) และ การทูต (Diplomacy-Soft Power) บวกกับแนวความคิดเรื่อง การพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Development) และความมั่นคงทางสังคมภายในประเทศ (Social Stability) ของ Archaya มาใช้เป็นตัวชี้วัดการเป็น ประเทศอานาจขนาดกลาง ซึ่งผู้วิจัยคาดว่าจะสามารถตอบคาถามวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ครอบคลุม นอกจากนี้ ผู้วิจัยหยิบยกทฤษฎีการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศที่สาคัญมาใช้ คือ ทฤษฎี วิเคราะห์ตัวแสดงเฉพาะ (Actor-Specific Theory) ที่มุ่งเน้นการอธิบายการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งภายในหรือเหตุการณ์ระหว่างประเทศผ่านผู้กาหนดนโยบายที่เป็นปัจเจกหรือกลุ่มบุคคล (Hudson, 2005) ซึ่งปัจเจกหรือกลุ่มบุคคลที่มีอานาจในการตัดสินใจนี้ได้แก่ ผู้นาประเทศและคณะรัฐมนตรี เช่น
  • 8.
    8 ประธานาธิบดี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฯลฯ ดังนั้น ผู้นาประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลจะถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับนโยบายต่างประเทศของประเทศนั้นๆ ประโยชน์ที่คาดหวังจากงานวิจัย 1. สามารถประเมินทิศทางการกาหนดนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลใน อนาคตได้ 2. เป็นฐานความรู้ด้านนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลเพื่อประโยชน์ในการ ต่อยอดความรู้ทางวิชาการและการวิจัย 3. เป็นฐานข้อมูลให้กับหน่วยงานของรัฐและเอกชนไทยในการวิเคราะห์การดาเนินงานต่างๆให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล 4. เป็นกรณีศึกษาตัวอย่างให้ประเทศไทยในการปรับเปลี่ยนแนวทางในการดาเนินนโยบาย ต่างประเทศไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง”
  • 9.
    บทที่ 2 แนวคิดอานาจขนาดกลาง แนวความคิดเรื่องการใช้อานาจในระบบการเมืองโลกสมัยใหม่นั้น โดยรวมอาจกล่าวได้ว่าเป็น ผลผลิตของสานักคิดสัจนิยม(Realism) ที่อธิบายการมีอยู่ของระบบการเมืองโลกว่า เป็นระบบที่ขึ้นอยู่ กับตัวแสดงที่สาคัญ นั่นก็คือ รัฐ รัฐจะมีผลประโยชน์ชาติ (National Interest) เป็นตัวขับเคลื่อนการ แสดงบทบาทในเวทีโลก เช่น ในรูปแบบของนโยบายต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่ง Kenneth Waltz ได้ อธิบายถึงการไม่มีตัวตนของระบบการเมืองโลก (Anarchy) ว่าระบบโลกปราศจากหรือไร้ซึ่งองค์กรกลาง ในการใช้อานาจควบคุมพฤติกรรมของแต่ละรัฐ (Heywood, 2014) ดังนั้น รัฐแต่ละรัฐได้แสดงบทบาท ของตนเองโดยพิจารณาจากอานาจที่ตนเองครอบครองอยู่ ทั้งในด้านอานาจที่เป็นรูปธรรม เช่น แสนยานุภาพทางการทหาร ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของรัฐ หรือ อานาจเชิงนามธรรม เช่น ความมี ชื่อเสียงของประเทศในด้านใดด้านหนึ่ง ปรมาจารย์แห่งสานักคิด สัจนิยม (Realism) Hans Morgenthau ได้พูดถึงการเมืองว่า “เป็นการ ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งอานาจ ไม่ว่าจะมีเป้าหมายสูงสุดคืออะไร การได้มาซึ่งอานาจนั้นจะเป็น เป้าหมายที่จะต้องได้มาก่อนเหนือสิ่งอื่นใด ฉะนั้น การได้มาซึ่งอานาจ การรักษาอานาจให้คงอยู่ และ การแสดงอานาจที่มีอยู่จะเป็นตัวกาหนดรูปแบบและวิธีการทางการเมือง” (Heywood, 2014) แนวความคิดเรื่องอานาจขนาดกลาง ได้ถูกนิยามไว้อย่างหลากหลาย ตามการจัดลาดับที่ นักวิชาการได้ให้ความเห็น ซึ่งแตกต่างกันไปและยังไม่มีคานิยามที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป โดยแรกเริ่ม แนวความคิดเรื่องอานาจขนาดกลางสามารถย้อนกลับไปดูความคิดของ Giovanni Botero นักปรัชญา ชาวอิตาเลียนในยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการในช่วงศตวรรษที่ 16 เขาได้แบ่งโลกซึ่งประกอบไปด้วยรัฐ 3 ประเภท คือ 1. รัฐจักรวรรดิ 2. รัฐอานาจขนาดกลาง และ 3. รัฐอานาจขนาดเล็ก (Schweller, 2014) โดยเขาได้ให้คานิยามไว้ว่า ประเทศอานาจขนาดกลางเป็นประเทศที่มีอานาจและความเข้มแข็งในการ ดารงอยู่ได้ด้วยตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือจากประเทศอื่น ในกรณีนี้ ทาให้เราทราบว่าความคิด เรื่องอานาจขนาดกลางได้มีอยู่มานานแล้ว อย่างน้อยก็ในช่วงศตวรรษที่ 16 ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยรัฐ อานาจขนาดกลาง หมายถึง รัฐที่ไม่ได้เป็นรัฐอภิมหาอานาจ หรือ มหาอานาจ แต่ค่อนข้างมีอิทธิพลใน การยอมรับของนานาชาติ (Nugraha, 2015) นอกจากนี้ ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านอานาจ (Power Transition Theory) ที่นาเสนอโดย Organski และ Kugler (อ้างใน Nugraha, 2014) ชี้ให้เห็นว่า รัฐที่ครอบครองอานาจอยู่ สามารถแบ่งตามอานาจได้
  • 10.
    10 4 ประเภท คือ1. รัฐอานาจครอบงา 2. รัฐมหาอานาจ 3. รัฐอานาจขนาดกลาง และ 4. รัฐอานาจขนาด เล็ก รัฐอานาจครอบงา (Dominant State) หรือ ในปัจจุบันถูกเรียกว่ารัฐอภิมหาอานาจ (Superpower State) คือ รัฐที่ครอบครองทรัพยากรเชิงอานาจในสัดส่วนที่มากที่สุดในโลก ทรัพยากรเชิง อานาจเหล่านั้น ได้แก่ ประชากร ความสามารถทางเศรษฐกิจ ความสามารถทางการเมืองและทางการ ทหาร เป็นต้น จะเห็นได้ว่ายุคหลังสงครามเย็นเป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้ก้าวเข้ามาเป็นรัฐในกลุ่มนี้แต่ เพียงผู้เดียว ส่วนรัฐมหาอานาจ (Great Power State) หมายถึง รัฐที่มีศักยภาพทางอานาจสูง ที่เป็นคู่แข่ง พอจะเทียบเคียงกับรัฐอภิมหาอานาจ ซึ่งมีส่วนในการรักษาไว้ซึ่งระบบการเมืองโลก และควบคุมการ แบ่งสรรทรัพยากรเชิงอานาจต่างๆ รัฐมหาอานาจนี้มีแนวโน้มในการใช้อานาจของตนเองไปสู่ภายนอก ภูมิภาคนอกรัฐของตนเอง รัฐในกลุ่มนี้ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน และ รัสเซีย เป็นต้น รัฐอานาจขนาดกลาง (Middle Power State) Organski และ Kugler (1980) อธิบายว่าเป็นรัฐที่ ครอบครองทรัพยากรอันมหาศาล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่จะสามารถช่วยให้รัฐนั้นมีอิทธิพลในระดับภูมิภาค ได้ ทรัพยากรเหล่านั้น ได้แก่ จานวนประชากร ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรการมีสภาพการเมืองที่ มั่นคงและมีเสถียรภาพ แต่รัฐที่มีอานาจขนาดกลางนี้ยังไม่สามารถที่จะแข่งขันกับรัฐอภิมหาอานาจระดับ โลกที่มีแสนยานุภาพทางทหารและเศรษฐกิจที่เหนือกว่าได้ (Organski & Kugler, 1980) รัฐต่างๆเหล่านี้ เช่น ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น รัฐอานาจขนาดเล็ก (Small Power State) คือ รัฐที่มีอานาจน้อยในภูมิภาคของตนเอง และมี อิทธิพลจากัดอยู่ภายในเขตแดนของตนเองเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น Schweller อธิบายว่ารัฐอานาจขนาดกลางอาจนิยามว่า คือ รัฐที่ได้รับการจัดลาดับ อยู่ระหว่างรัฐมหาอานาจและรัฐอานาจเล็ก ซึ่งมีลักษณะผสมผสานกัน ไม่อาจแบ่งได้โดยสิ่งที่รัฐเป็นอยู่ แต่สามารถแบ่งแยกรัฐจาพวกนี้ได้โดยดูในสิ่งที่รัฐมิได้เป็น เช่น ไม่ได้เป็นรัฐอภิมหาอานาจ ไม่ได้เป็นรัฐ มหาอานาจ หรือ ไม่ได้เป็นรัฐอานาจขนาดเล็ก เป็นต้น รัฐอภิมหาอานาจ และรัฐมหาอานาจส่วนใหญ่ เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนรัฐอานาจขนาดเล็กเป็นรัฐที่มีจานวน ประชากรน้อยหรือดินแดนมีขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นประเทศกาลังพัฒนาหรือประเทศพัฒนาน้อยที่สุด สิ่งที่ Schweller กล่าวไว้ยังมีความไม่ชัดเจนในประเด็นที่ว่า แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ารัฐใดมีอานาจระดับ ใด ในทางตรงกันข้าม รัฐอานาจขนาดกลางอาจเป็นประเทศพัฒนาแล้วขนาดเล็ก (เช่น อิสราเอล เดนมาร์ก สิงคโปร์ ฟินแลนด์ ฯลฯ) ประเทศพัฒนาแล้วขนาดกลาง (เช่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย แคนาดา
  • 11.
    11 สเปน ยูเครน แอฟริกาใต้อาร์เจนตินา ฯลฯ) หรือ ประเทศกาลังพัฒนาขนาดใหญ่ก็ได้ (เช่น อียิปต์ เม็กซิโก อินโดนีเซีย อิหร่าน ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย ฯลฯ) (Schweller, 2014) แนวความคิด “อานาจขนาดกลาง” ได้ถูกนามาใช้ต่อมาในยุคสมัยใหม่เมื่อ R.G. Riddell นักการ ทูตอวุโสของแคนาดาได้ให้คานิยามไว้ในปี ค.ศ. 1947 ว่า “ประเทศ “อานาจขนาดกลาง”เป็นประเทศที่มี ลักษณะใกล้เคียงกับประเทศมหาอานาจในเรื่อง ขนาดของประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ ความพร้อมและ ความสามารถในการรับผิดชอบ (ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์ระหว่างประเทศต่างๆ- ผู้เขียน) ตลอดจน ความมั่นคงและอิทธิพลของประเทศ” (Riddell, 1947, อ้างใน Bernard Wood) การนามาใช้ในลักษณะ ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการกาหนดสถานะของประเทศแคนาดาว่าเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” ใน ยุคนั้น นอกจากนี้ Cox and Jacobson (1973) ได้อธิบายลักษณะของประเทศ “อานาจขนาดกลาง” โดยนาเสนอตัวบ่งชี้ว่าประเทศที่สมควรเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” ให้พิจารณาจากการ ครอบครองอานาจทางทหาร จานวนประชากร รายได้รวมประชาชาติและรายได้ต่อหัวประชากร รวมไป ถึงเกียรติภูมิและอิทธิพลของประเทศ Bernard Wood (1987)ได้เลือกใช้ตัวบ่งชี้ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Product) เป็นตัวจาแนกโดยกาหนดให้ประเทศที่มีจานวน GNP อยู่ในลาดับที่ 6 ถึง 36 ในปี ค.ศ. 1979 ถือว่าเป็นประเทศ “Middle Power” ซึ่งในกลุ่มนี้เมื่อปี 1979 จะรวมถึง บราซิล ตุรกี และ อินโดนีเซีย ตามลาดับ Kanner (2001) ได้แสดงให้เห็นว่าลักษณะอีกประการหนึ่งที่แสดงถึงความแตกต่างของ “อานาจ ขนาดเล็ก” กับ “อานาจขนาดกลาง” คือ ประเทศเล็กจะมีพฤติกรรมในการดาเนินนโยบายต่างประเทศ แบบดั้งเดิม (ที่มุ่งรักษา “สถานะเดิม”(Status quo) ของประเทศ - ผู้เขียน) ส่วนประเทศที่มีอานาจขนาด กลางจะมีการดาเนินนโยบายต่างประเทศที่เข้มแข็งในเวทีโลก และเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ เนื่องจากการมีทรัพยากรจานวนมาก โดยประเทศ “อานาจขนาดกลาง” จะมีแนวโน้มไปสู่ความร่วมมือใน ระดับพหุภาคีมากกว่าเพื่อสามารถร่วมแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างสันติ และประเทศ “อานาจขนาดกลาง” นี้ จะได้รับความไว้วางใจจากประเทศอื่นๆอันเนื่องมาจากพฤติกรรมในการใช้นโยบายต่างประเทศที่ใช้ วิธีการทางการทูตมากกว่าการใช้กาลังทหาร ขณะที่การให้คานิยามในเรื่องรัฐอานาจขนาดกลางยังมีความสับสนอยู่ Gareth Evans อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียแสดงทัศนะว่า “ความพยายามในการให้คา นิยามคาว่า “อานาจขนาดกลาง” ด้วยกับความหมายต่างๆ กอปรกับการจัดลาดับประเทศที่อยู่ในกลุ่ม อานาจขนาดกลางประมาณ 20-30 ประเทศหรือมากกว่านั้น อาจจะเป็นการนาไปสู่ปัญหาก็ได้ มาตรวัด ต่างๆเช่น จีดีพี จานวนประชากร ขนาดของประเทศ และแสนยานุภาพทางทหาร อาจเป็นเพียงแค่ จุดเริ่มต้นในการวิเคราะห์ ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรเลียซึ่งถูกระบุอยู่ในกลุ่มรัฐอานาจขนาดกลางในลิสต์
  • 12.
    12 ต่างๆนั้น มีจานวนประชากรอยู่ในลาดับที่ 50ของโลก แม้ว่าจะมีจีดีพีอยู่ในลาดับ 13 ของโลกก็ตาม (อ้างใน Cooper and Jongryn 2012, 113) ความสับสนในการจัดกลุ่มรัฐอานาจขนาดกลางดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่ารัฐในจาพวกนี้ มีจานวนมาก เมื่อเทียบกับรัฐอภิมหาอานาจ และ รัฐมหาอานาจ ถ้าพิจารณาโครงสร้างอานาจตามรูปปิ รามิด จะเห็นได้ว่าตัวแสดงส่วนใหญ่จะอยู่ที่ฐานปิรามิด ขณะที่ส่วนบนสุดนั้นจะเป็นรัฐเดียวที่มีสถานะ สูงสุด Shin Dong Min ได้ให้ข้อเสนอที่มีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องการทาความเข้าใจแนวคิด “อานาจขนาดกลาง” และลักษณะสาคัญของแนวคิดนี้ รวมไปถึงประโยชน์ของแนวความคิดเรื่อง “อานาจ ขนาดกลาง” ที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจต่อทฤษฎีและความเป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพิ่ม มากขึ้น เขาเสนอข้อโต้แย้งต่อ ทฤษฎีสัจจะนิยมใหม่ หรือ Neorealism ที่ Kennet Waltz แบ่งประเภทรัฐ เป็น 2 ประเภท ซึ่งประกอบด้วย รัฐมหาอานาจ กับ รัฐอื่นๆ ซึ่งทาให้สถานะของรัฐอานาจขนาดกลางกับ รัฐอ่อนแอได้รับการจัดลาดับอยู่ในประเภทเดียวกัน ดังนั้น การพิจารณาในแง่นี้จึงคลาดเคลื่อนจากความ เป็นจริง ที่มีรัฐอานาจขนาดกลางเป็นรัฐที่มีบทบาทในการเมืองระหว่างประเทศเช่นเดียวกัน เขาเสนอแนวทางการกาหนดลักษณะของประเทศอานาจขนาดกลาง โดยชี้ให้เห็นว่า แนวความคิด “อานาจขนาดกลาง” สามารถอธิบายจากแนวทฤษฎีได้ 3 มุมมอง คือ 1) ด้านการปฏิบัติ หน้าที่ของรัฐ (Functional) 2) ด้านพฤติกรรมของรัฐ (Behavioral) และ 3) ด้านการจัดลาดับอานาจ (Hierarchical) ด้านการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ รัฐจะสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นรัฐ “อานาจขนาดกลาง” ด้วยกับการ มีอิทธิพลและปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจระหว่างประเทศต่างๆ ตัวอย่าง เช่น ในปี 1942 Hume Wrong นักการทูตแคนาดาย้าว่าสังคมระหว่างประเทศต้องให้การเคารพบทบาทของแคนาดาในฐานะประเทศ ขนาดกลางในภารกิจ 3 ประเภท คือ การขยายความข้องเกี่ยว ผลประโยชน์ และความสามารถ ด้านพฤติกรรมของรัฐ รัฐจะแสดงบทบาทอย่างแข็งขันในเวทีระหว่างประเทศและกาหนดตนเอง ว่าเป็นรัฐ “อานาจขนาดกลาง” ซึ่ง Cooper (1993) เสนอว่ารัฐที่ใช้แนวทางแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ แบบพหุภาคี ใช้แนวทางประนีประนอมในข้อพิพาทระหว่างประเทศ และแสดงตนเป็นพลเมืองระหว่าง ประเทศที่ดีนั้น เป็นพฤติกรรมของรัฐ “อานาจขนาดกลาง” และด้านสุดท้ายคือ ด้านการจัดลาดับอานาจ เป็นตัวชี้วัดด้านความมั่นคงและการทหารซึ่งใช้ ศักยภาพทางทหารเป็นมาตรฐาน ประเทศที่มีศักยภาพทางทหารปานกลางถือว่าเป็นประเทศ “อานาจ ขนาดกลาง” เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศประเทศที่มีศักยภาพทางทหารสูงกับประเทศที่มีศักยภาพทาง ทหารน้อย มุมมองด้านการจัดลาดับอานาจนี้ จะใช้ดัชนีทางสถิติเป็นตัวจัดประเภท เช่น ขนาดของ
  • 13.
    13 ประเทศ ร้อยละผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ปริมาณการค้าและทุนสารองจานวนประชากร ขนาด ของกองทัพหรือจานวนประชากร เป็นต้น โดยสรุปแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้จะนิยามรัฐ “อานาจขนาดกลาง” ตามข้อเสนอของ Shin Dong Min ว่า รัฐ “อานาจขนาดกลาง” เป็นตัวแสดงที่เป็นรัฐที่มีอิทธิพลอันจากัดในการตัดสินใจเรื่องการกระจาย อานาจในภูมิภาค แต่มีศักยภาพในการใช้อานาจในด้านต่างๆที่มีอยู่เปลี่ยนแปลงตาแหน่งของ มหาอานาจ และปกป้องตาแหน่งของตนเองในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและภูมิภาคที่ ส่งผลกระทบโดยตรง (Shin, 2012)
  • 14.
    14 บทที่ 3 อินโดนีเซียกับความเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง บทนา นับตั้งแต่อินโดนีเซียได้รับเอกราชจากประเทศอาณานิคมดัตช์เมื่อปี พ.ศ.2488 เป็นต้นมา อินโดนีเซียได้เผชิญกับความท้าทายต่างๆ อยู่หลายระยะ ตั้งแต่ยุคสมัยของประธานาธิบดีซูการ์โนที่เกิด ความขัดแย้งกับการเกิดขึ้นใหม่ของสหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งซูการ์โนได้แสดงการต่อต้านอย่างชัดเจน เพราะคิดว่าการสถาปนารัฐมาเลเซียนั้น เป็นการคุกคามอินโดนีเซียโดยมีประเทศอาณานิคมอังกฤษอยู่ เบื้องหลัง จนถึงสมัยซูฮาร์โตที่คุมอานาจเบ็ดเสร็จประกาศใช้ระเบียบใหม่ (New Order) ก่อให้เกิดการ ปราบปรามกลุ่มต่างๆในประเทศด้วยความรุนแรง เช่น ชาวจีน รวมถึงกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์ที่ถูกกวาด ล้างอย่างหนัก ฯลฯ ในช่วงนี้ เพราะนโยบายของซูฮาร์โตที่พึ่งพาสหรัฐอเมริกาในการช่วยเหลือทาง เศรษฐกิจในช่วงสงครามเย็น ส่งผลให้สหรัฐฯประสบความสาเร็จในการกาจัดคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีสมาชิกพรรคจานวนถึงไม่ต่ากว่า 3 ล้านคน ทาให้คอมมิวนิสต์ไม่ประสบความสาเร็จในการแพร่ ขยายอุดมการณ์ทางตอนใต้ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีความเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าทาง ตอนเหนือของภูมิภาคในแถบอินโดจีน โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ลาว และกัมพูชา จะเห็นได้ว่าทหารและกองทัพได้มีบทบาทในการปกครองอินโดนีเซียมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ วันแรกของการสถาปนาสาธารณรัฐอินโดนีเซียหรือก่อนหน้านั้นเสียอีก เพราะกองทัพมีบทบาทในการ ต่อสู้กับดัตช์จนได้รับเอกราช และยังมีบทบาทจนถึงทุกวันนี้ เป็นที่เข้าใจได้ว่าเพราะสภาพสังคมที่ อ่อนแอภายหลังจากก่อตั้งประเทศใหม่ ทาให้กองทัพมีบทบาทอย่างสูงในการก่อร่างสร้างประเทศจนเป็น อินโดนีเซียในปัจจุบัน ซึ่งบทบาทของกองทัพจะได้กล่าวต่อไป อินโดนีเซียประสบความสาเร็จในการเปลี่ยนผ่านมาสู่ยุคประชาธิปไตยประมาณสิบกว่าปีที่ผ่าน มา โดยประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นคนแรก คือ พล.อ. ซูซิโล บัมบัง ยุโด โยโน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีถึง 2 วาระด้วยกัน ในยุคสมัยของยุโดโยโนนั้น อินโดนีเซียได้รับการปฏิรูป ขนานใหญ่ จากประเทศที่ปกครองโดยทหารมาสู่การปกครองโดยพลเรือนได้สาเร็จ การปฏิรูปกองทัพจึง เป็นปัจจัยสาคัญทาให้อินโดนีเซียได้ก้าวข้ามอานาจเผด็จการทหารมาสู่อานาจของประชาชนได้ ถึงแม้ อิทธิพลทางทหารยังคงอยู่ แต่อิทธิพลก็ลดน้อยถอยลง ยุคนี้นับว่าเป็นยุคสมัยที่อินโดนีเซียกาลังผงาด ขึ้นมามีบทบาทในด้านต่างๆอย่างมากไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยเฉพาะด้าน การทูตและการต่างประเทศ อินโดนีเซียได้แสดงบทบาทนาในหลายๆวาระ ส่งผลให้นักวิชาการอย่าง
  • 15.
    15 Amitav Acharya ได้ยกย่องให้อินโดนีเซียเป็นประเทศอานาจใหม่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและความ ชาญฉลาดทางการทูต (Acharya: 2014, p.3) ทางด้านการทูตและการต่างประเทศอินโดนีเซียได้แสดงบทบาทนามาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ ดังจะเห็นได้จากความพยายามแสวงหาทางออกให้กับประเทศที่จะไม่เลือกเข้าข้างมหาอานาจฝ่ายใด ในช่วงสงครามเย็น ระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยนาโดยสหรัฐอเมริกาและสังคมนิยมนาโดยสหภาพโซ เวียต โดยเป็นแกนนาในการจัดตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ซึ่งมีประเทศ แกนนา เช่น อินเดีย อียิปต์ อินโดนีเซีย อดีตยูโกสลาเวีย เป็นต้น ในปัจจุบันถึงแม้จะไม่มีภัยคุกคาม ระหว่างสองค่ายแล้ว ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดก็ยังเป็นเวทีที่สาคัญในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง กันโดยเฉพาะประเทศกาลังพัฒนา นอกจากนี้ บทบาทของอินโดนีเซียในฐานะประเทศสมาชิกใน G-20 ก็เป็นอีกบทบาทที่สาคัญในการยกระดับการทูตพหุภาคของอินโดนีเซียในระดับโลก และการเป็นสมาชิก OIC (Organization Islamic Conference) ของอินโดนีเซียแสดงถึงความผูกพันในฐานะการเป็นประเทศ มุสลิมกับโลกมุสลิมทั้งหมด โดยเฉพาะความสาคัญของอินโดนีเซียที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดที่จะต้อง แสดงภาวะผู้นาในกลุ่มประเทศมุสลิมด้วยเช่นกัน สิ่งที่เปรียบเสมือนหัวใจของนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียที่สาคัญก็คือ ความสาคัญของ อาเซียนต่ออินโดนีเซีย การที่อินโดนีเซียแสดงบทบาทในภูมิภาคเพื่อมุ่งสู่การสร้างเกียรติภูมิในระดับ โลกเป็นนโยบายที่สาคัญเป็นลาดับแรก ซึ่งจะเห็นได้ว่าอินโดนีเซียได้แสดงบทบาทเป็นผู้นาในอาเซียน เมื่อมีการประชุมในเวทีระดับโลกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใน G-20 หรือ การประชุมอื่นๆ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าอินโดนีเซียได้ยกระดับประเทศให้เข้ามาสู่ความเป็นมหาอานาจขนาด กลางมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีข้อจากัดบางประการที่จะต้องพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป บริบททั่วไปของอินโดนีเซีย อินโดนีเซียมีที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกทางทิศ ตะวันออกกับมหาสมุทรอินเดียทางทิศตะวันตก อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีหมู่ เกาะน้อยใหญ่ภายใต้การปกครองมากกว่า 14,000 เกาะ ภาคเหนือมีพรมแดนติดประเทศมาเลเซียบน เกาะบอร์เนียวหรือกาลิมันตัน ภาคตะวันออกติดกับประเทศปาปัวนิวกีนี และติมอร์-เลสเต อินโดนีเซียมี ขนาด 1,904,569 ตารางกิโลเมตร มีจานวนประชากรประมาณ 255 ล้านคน ซึ่งนับเป็นประเทศที่มี ประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และเป็นประเทศที่มีจานวนผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก ประมาณ 87 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ โดยมีผู้นับถือศาสนาคริสต์มากเป็นอันดับ 2 ศาสนา ฮินดูอันดับ 3 ศาสนาพุทธอันดับ 4 และศาสนาอื่นๆ จังหวัดที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดชวาตะวันตก (ประมาณ 43 ล้านคน) จังหวัดชวาตะวันออก (ประมาณ 37 ล้านคน) และจังหวัด
  • 16.
    16 ชวากลาง (ประมาณ 32ล้านคน) ตามลาดับ ซึ่งทั้งสามจังหวัดอยู่บนเกาะชวา โดยเมืองหลวงจาการ์ตามี ประชากรประมาณ 10 ล้านคน อินโดนีเซียประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธ์จานวนมากกว่า 300 ร้อยกลุ่ม ซึ่ง ชาวชวานับเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด มีจานวนประมาณ 100 ล้านคน คิดเป็น 42 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยชาว ซุนดรา มีจานวนเกือบ 40 ล้านคน คิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มชาติพันธ์ในอินโดนีเซีย ตั้งแต่การประกาศอิสรภาพจากอาณานิคมดัตช์ จนก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กองทัพได้ มีบทบาทสาคัญในการบริหารประเทศตลอดเรื่อยมาประมาณ 40 ปี จนกระทั่งเมื่อปี 2004 เป็นต้นมา อินโดนีเซียได้มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงเป็นครั้งแรก ปัจจุบัน (ค.ศ. 2016) นับเป็นเวลา 12 ปีหรือจานวน 3 ครั้งแล้วที่อินโดนีเซียมีการเลือกตั้งโดยตรง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายโจโค วิโดโด หรือ เป็นที่รู้จักในนาม โจโควี หลังจากปี 2004 เป็นต้นมาสภาพทางการเมืองของอินโดนีเซียได้เปลี่ยนผ่านจากเผด็จ การทหารมาสู่การเป็นประชาธิปไตย ซึ่งได้รับขนานนามว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ได้สร้างการเปลี่ยนแปลง ให้กับอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยเฉพาะทางด้านการ ต่างประเทศ ในลาดับถัดไป เราสามารถวิเคราะห์การเป็นประเทศอานาจขนาดกลางของอินโดนีเซีย โดย พิจารณาถึง Smart Power (อานาจแข็ง (Hard Power) ได้แก่ อานาจทหารและอานาจเศรษฐกิจ และ อานาจอ่อน (Soft Power) ได้แก่ นโยบายต่างประเทศด้านการทูตทวิภาคีหรือพหุภาคี) และสภาพสังคม เพื่อให้ภาพของการวิเคราะห์อานาจขนาดกลางของอินโดนีเซียมีความชัดเจนมากขึ้น การทหารของอินโดนีเซีย การเป็นประเทศมหาอานาจขนาดกลางของอินโดนีเซียมีลักษณะแตกต่างกับประเทศอื่นๆ เช่น ตุรกี ซาอุดีอารเบีย อิหร่าน ฯลฯ ที่มีแสนยานุภาพทางทหารที่เข้มแข็งและมีงบประมาณทางทหาร จานวนมาก ผิดกับอินโดนีเซียที่มีการตั้งงบประมาณทางทหารที่น้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับประเทศ อานาจขนาดกลางที่กล่าวมา และแสนยานุภาพทางทหารก็ยังไม่เข้มแข็งเท่าใดนัก อันจะเห็นได้จาก กองทัพเรือของอินโดนีเซียยังไม่มีกองเรือรบที่สามารถปฏิบัติการเชิงรุกได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างปี 2003-2012 อินโดนีเซียได้เพิ่มแสนยานุภาพทางทหารโดยเพิ่ม งบค่าใช้จ่ายในการป้องกันประเทศเกือบร้อยละ 73 เพราะจาการ์ตายังคงกังวลกับความมั่นคง ภายในประเทศ ความมั่นคงทางทะเล และความมั่นคงจากปัญหาข้ามชาติต่างๆ โดยเฉพาะความกังวล ภายในในเรื่องกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ
  • 17.
    17 นอกจากความกังวลใจภายในประเทศแล้ว อินโดนีเซียยังเฝ้าระวังถึงภัยนอกประเทศที่อาจสร้าง ความไม่มั่นคงให้เกิดขึ้นได้ นั่นก็คือความขัดแย้งทะเลจีนใต้และแปซิฟิก รวมไปถึงความขัดแย้งใน ประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียน เช่น ข้อพิพาทเหนือดินแดนทางทะเลและหมู่เกาะ Sipadan-Ligatan และ Ambalat พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับมาเลเซีย เป็นต้น (Sukma, ?) นอกจากนี้ ภัยธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ซึนามิ ภูเขาไฟระเบิด อุทกภัย ดินถล่ม ฯลฯ กลายมาเป็นภัยทางความมั่นคงรูปแบบใหม่ (Non Traditional Security) ที่กองทัพจะต้องปรับตัว และเตรียมความพร้อมในเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต อินโดนีเซียได้เรียนรู้กับ ภัยคุกคามทางธรรมชาตินี้หลายครั้งที่ผ่านมา เช่น เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มจังหวัดอาเจะห์ในปี ค.ศ. 2004 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในพื้นที่ชวากลางในปี ค.ศ. 2005 แผ่นดินไหวที่จังหวัดเบงกูลุในปี ค.ศ. 2007 และที่เกาะสุมาตราตะวันตกในปีค.ศ. 2009 เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ภัยทางความมั่นคงรูปแบบใหม่นี้ ได้มีผลต่อการกาหนดนโยบายของกองทัพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภารกิจช่วยเหลือประชาชน (Sukma, ม.ป.ป.) นั่นแสดงถึงความจาเป็นที่อินโดนีเซียจะต้องพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ เพื่อจัดการกับปัญหาภัยคุกคามต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภัยคุกคามทางทะเล ประเทศอื่นๆในอาเซียนได้พัฒนาขีดความสามารถทางทะเลเพื่อรองรับการขยายตัวของภัยคุกคามด้าน ต่างๆ แต่อินโดนีเซียสามารถพัฒนาศักยภาพกองทัพเรือได้เพียงเล็กน้อย เนื่องมาจากข้อจากัดด้าน งบประมาณ ซึ่งอินโดนีเซียมีภารกิจทางทะเลที่สาคัญในการปกป้องน่านน้าต่างๆ เช่น ช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา เกาะลอมบอก ฯลฯ จากโจรสลัดและความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย (Sukma, ม.ป.ป.) ด้วยภัยทางความมั่นคงต่างๆนั้น อินโดนีเซียจึงเร่งปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย ซึ่งเป็นนโยบายที่ สาคัญทางการทหารในสมัยประธานาธิบดีซูซิโลบัมบัง ยุดโดโยโน พัฒนาระบบป้องกันประเทศ เพิ่มขีด ความสามารถทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เช่น การจัดซื้อเรือดาน้าพิฆาต 3 ลาจากเกาหลีใต้ เฮลิคอปเตอร์ 25 ลารุ่น Bell 412, F-16 มือสอง, รถถัง 103 คันจากเยอรมัน เป็นต้น ถึงแม้อินโดนีเซียจะทุ่มงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จานวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา (2014) แต่มิได้ทาให้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกังวลใจนัก เพราะงบประมาณที่จัดซื้อดังกล่าวเมื่อ เทียบสัดส่วนจาก GDP แล้วถือว่าต่ากว่าประเทศอื่นๆในอาเซียนมาก อยู่ที่ร้อยละ 0.8 เท่านั้น เมื่อเทียบ กับของสิงคโปร์ (ร้อยละ 3.3) ประเทศไทยและมาเลเซียมีสัดส่วนเท่ากัน คือ ร้อยละ 1.5 ของ GDP (SIPRI, 2014) แต่หากพิจารณาจากค่าใช้จ่ายตามจริงจะพบว่าในปี 2014 อินโดนีเซียใช้จ่ายสาหรับการจัดซื้อ อาวุธยุทโธปกรณ์จานวน 7,020 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นลาดับที่สองในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ที่ใช้งบ
  • 18.
    18 ถึง 9,841 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขณะที่ไทยใช้งบประมาณไป 5,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นลาดับสาม ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเทียบกับประเทศมุสลิมอื่นๆแล้วถือว่าอินโดนีเซียใช้งบประมาณในการจัดซื้ออาวุธน้อยกว่า ประเทศมุสลิมใหญ่ๆ เช่น ซาอุดีอาระเบียใช้งบร้อยละ 8-10 ของจีดีพี อิหร่านและตุรกีที่ใช้งบประมาณ จัดซื้ออาวุธประมาณร้อยละ 2 ของจีดีพีเป็นต้น ซึ่งอินโดนีเซียใช้งบประมาณอยู่ที่ร้อยละ 0.8 ของจีดีพี เท่านั้น การปฏิรูปกองทัพ กองทัพเป็นตัวแสดงทางการเมืองที่มีบทบาทและอิทธิพลของอินโดนีเซียมาตั้งแต่ก่อนก่อตั้ง ประเทศเป็นสาธารณรัฐ ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่ 1. กองทัพอินโดนีเซียเป็นผู้ทาสงครามต่อสู้จนสามารถปลดปล่อยดินแดนจากอาณานิคมดัตช์ เมื่อปี พ.ศ. 2492 2. ความเปราะบางและไร้เสถียรภาพของระบอบการปกครองโดยพลเรือนทาให้ทหารได้เข้ามา มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ 3. ภัยคุกคามต่อความมั่นคง เช่น การก่อการกบฏที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆบนหมู่เกาะที่เต็ม ไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธ์และวัฒนธรรม โดยเฉพาะการก่อกบฏที่เกาะสุมาตรา และเกาะสุลาเวสี 4. การขยายอิทธิพลของขบวนการคอมมิวนิสต์ในช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2490 และ 2500 จึงเห็นได้ว่าด้วยกับเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กองทัพได้กลายมาเป็นศูนย์อานาจทางการเมืองที่ ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยุคระเบียบใหม่ (New Order) ในสมัยประธานาธิบดีซู ฮาร์โต ที่มีการจัดตั้งหน่วยบัญชาการส่วนภูมิภาค (Territorial Command Structure) ซึ่งกองทัพสามารถ ส่งนายทหารไปประจาการได้ในแทบทุกที่ของประเทศ และทหารได้เข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจ อย่างกว้างขวางและมีผลประโยชน์ทางธุรกิจและประกอบธุรกิจของตนเองด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียเริ่มการปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจังในสมัยประธานาธิบดียูโดโยโน เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่อินโดนีเซียประกาศต่อนานาประเทศ อินโดนีเซียแสดง ความจริงใจโดยการเอาจริงเอาจังกับการลดอานาจของฝ่ายทหาร ซึ่ง ภานุวัฒน์ (2014) ชี้ให้เห็นว่า การ ปฏิรูปกองทัพของอินโดนีเซียมีนโยบายที่สาคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1. การนาเอากระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงมาอยู่ในการควบคุมของพล เรือน 2. การปฏิรูประบบหน่วยบัญชาการส่วนภูมิภาคของกองทัพ 3. การแก้ปัญหาการหารายได้ด้วยตนเองของกองทัพ
  • 19.
    19 ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า แสนยานุภาพทางทหารไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนต่อการเป็น ประเทศมหาอานาจขนาดกลางของอินโดนีเซียได้ เพราะอินโดนีเซียยังไม่สามารถปฏิบัติการทางทหาร โดยเอกเทศนอกภูมิภาคหรือแม้กระทั่งกองทัพเรือยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลรอบชายฝั่งทั่วพื้นที่ รอบเกาะต่างๆได้ อย่างไรก็ตามนโยบายที่สาคัญภายใต้การนาของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด จะ ปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยโดยเฉพาะกองทัพเรือให้มีศักยภาพรักษาผลประโยชน์ทางทะเลของ อินโดนีเซียที่เป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ภายใต้นโยบายต่างประเทศที่เน้นและส่งเสริมผลประโยชน์ ทางทะเล เศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 ถึงแม้ว่าในปลายปี 2558 อัตรา GDP จะลดเหลืออยู่ที่ร้อยละ 4.79 ก็ตาม อินโดนีเซียก็ยังถือว่ามีการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนอื่นๆ ซึ่งการเจริญเติบโตนี้มีอัตราเทียบได้กับประเทศใน กลุ่ม BRICS เลยทีเดียว (Anton Hermansyah & Arif Gunawan S., 2016) แต่อย่างไรก็ตามถ้าดูจาก รายได้ต่อหัวของประชากรในปี 2014 ประชากรอินโดนีเซียจะมีรายได้เฉลี่ย 3,492 ดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น นั้นแสดงถึงความเหลื่อมล้าทางรายได้ระหว่างคนจนและคนรวยยังมีสูงอยู่ เศรษฐกิจอินโดนีเซียได้รับการยอมรับจากธนาคารโลกว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลก ตั้งแต่ปี 2011 รองจากประเทศ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เยอรมัน รัสเซีย บราซิล ฝรั่งเศส และ อังกฤษ (Archaya, 2014) ปัจจัยสาคัญที่ทาให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต นั่นก็เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศ ที่มีแรงงานจานวนมากและราคาถูก ทาให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆมีต้นทุนที่ต่า ชาติต่างๆ จึงมักย้ายฐานการผลิตมาที่อินโดนีเซีย เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตส่วนใหญ่มาจากการอุปโภคและบริโภคภายในประเทศซึ่งมีอัตราถึงร้อย ละ 60 ที่ไม่ใช่การส่งออก จุดนี้เองที่ Archaya (2014) ยังชี้ว่าเป็นข้อดีของอินโดนีเซียที่ไม่ต้องพึ่งพา ตลาดโลกมากนัก อย่างไรก็ตาม ในปลายปี 2558 สานักงานสถิติแห่งชาติของอินโดนีเซียวิเคราะห์จีดีพี ของประเทศซึ่งมีมูลค่ารวมต่อปีสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวต่ามากเมื่อปีพ.ศ. 2558 ว่าเป็น ผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่ทาให้มูลค่าการส่งออกถ่านหินและน้ามันปาล์ม ซึ่งเป็น หนึ่งในสินค้าหลักของประเทศลดลงตามไปด้วย อีกทั้งสถานการณ์ราคาน้ามันดิบในตลาดโลกที่ยังผัน ผวน (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์: 5 กุมภาพันธ์ 2559) การลงทุนจากต่างชาติก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทาให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีความเข้มแข็ง นอกจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ เราจะเห็นว่า สาหรับอินโดนีเซียถ้าจะได้ ผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากการเปิดศักราชของ AEC บริษัทต่างๆและประชาชนอินโดนีเซียจะต้องเพิ่ม
  • 20.
    20 การแข่งขันให้มากขึ้น เพราะอินโดนีเซียมีจุดแข็ง คือเป็นตลาดใหญ่ในอาเซียนและเป็นเป้าหมายของ การลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนข้ามพรมแดน มีการทาสารวจโดยกลุ่มที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN Business Advisory Board) สารวจ กลุ่มตัวอย่างจาก 450 บริษัทในอาเซียน ซึ่งผลระบุว่าร้อยละ 50 ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะ ลงทุนในอินโดนีเซียในช่วง 3 ปีนี้ (พ.ศ. 2559-2561) (Wong & Wirjo, 2012) อินโดนีเซียได้เชิญชวนให้ นักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนที่อินโดนีเซียในอุตสาหกรรมใหม่ต่างๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น (Nicholas Fang and Cheryl Tan 2016) ซึ่งการลงทุน ดังกล่าวจะสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชนอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก โดยอินโดนีเซียสามารถ จัดการกับปัญหาคนว่างงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้จากตัวเลขการว่างงานที่ลดลงจากร้อยละ 8.4 ใน ปี 2551 เหลือ ร้อยละ 5.81 ในปี 2558 การที่อินโดนีเซียเป็นแหล่งที่น่าสนใจในการลงทุนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือเงินทุนจาก ต่างชาติจะช่วยสร้างงานและขยายการผลิตให้แก่อินโดนีเซีย แต่จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ภายในประเทศ ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันน้อยกว่า ภาคเอกชนของอินโดนีเซียล็อบบี้รัฐบาลให้ ออกมาตรการกีดกันทางการค้าแบบไม่ใช่ภาษี เพื่อที่จะให้บริษัทของอินโดนีเซียสามารแข่งขันกับบริษัท ต่างชาติได้ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวได้ทาให้นานาชาติกล่าวหาอินโดนีเซียว่าหันมาใช้นโยบาย กีดกันทางการค้า ซึ่งสร้างภาพลักษณ์ทางลบให้กับประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นาของภูมิภาคอาเซียน (Fuadi, 2014) ปัญหาที่เรียกได้ว่าเป็นปัญหาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของอินโดนีเซีย ได้แก่การมี โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในการพัฒนาประเทศ อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทาให้ประชาชนมีความยากลาบากในการเดินทางและติดต่อสื่อสารหรือแม้แต่ ภาคการขนส่งซึ่งยังไม่มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอทาให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าต่างๆของอินโดนีเซีย มีต้นทุนที่สูง จะเห็นได้ว่าในปี ค.ศ. 2015 อินโดนีเซียใช้งบประมาณไปเพียงร้อยละ 11 ของจีดีพีสาหรับ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ปัญหาทางด้านโครงสร้างพื้นฐานนี้เป็นอุปสรรคสาคัญทาให้นักลงทุน จะต้องทบทวนในการเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียถึงแม้อินโดนีเซียจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในบรรดา ประเทศอาเซียนก็ตาม แต่ปลายปี ค.ศ. 2015 เริ่มมีสัญญาณดีโดยรัฐบาลได้อนุมัติการอัดฉีดงบลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานของประเทศและเปิดรับการประมูลจากต่างชาติในโครงการต่างๆ จากสถานการณ์ก่อการร้ายในจาการ์ตาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 ทาให้นักลงทุนอาจต้อง ทบทวนการลงทุนในอินโดนีเซีย เพราะสถานการณ์การก่อการร้ายอาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตซึ่งไม่เป็น ผลดีกับธุรกิจและการลงทุน ประธานาธิบดี โจโควี ได้เร่งที่จะพูดคุยกับกลุ่มศาสนาต่างๆเพื่อขอความ ร่วมมือไม่ให้เผยแพร่แนวคิดที่สุดโต่งแก่สมาชิกของกลุ่มตน เช่น กลุ่มนะฮฺดะตุ้ลอุลามาอฺ หรือ NU ที่เป็น
  • 21.
    21 องค์กรทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียที่มีสมาชิกมากกว่า 40 ล้านคนเพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็น มิตรกับการลงทุนให้อยู่ในสภาวะปกติ เศรษฐกิจอินโดนีเซียที่เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงแม้จะลดลงบ้างในบางไตรมาส ตั้งแต่ ค.ศ. 2012 เป็นต้นมา เป็นสัญญาณดีที่อินโดนีเซียกาลังก้าวเข้าไปสู่ความเป็นรัฐอานาจขนาดกลาง ซึ่งปัจจัย สาคัญต่อเศรษฐกิจที่จะส่งผลให้อินโดนีเซียสามารถบรรลุวัตถุประสงค์แห่งการเป็นรัฐอานาจขนาดกลาง ได้นั้น จะขึ้นอยู่กับจานวนประชากรจานวนมากซึ่งส่งเสริมการบริโภคและอุปโภคภายในประเทศ และ บรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติ และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่จะต้องพัฒนาเพื่อรองรับการ ขยายตัวของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและการลงทุนจากประเทศนอก อาเซียนอื่นๆ นโยบายต่างประเทศ ภายหลังจากได้รับอิสรภาพจากดัตช์เป็นต้นมา บรรดาผู้นาของอินโดนีเซียกาหนดลักษณะ นโยบายต่างประเทศของตนเองภายใต้ความคิด “อิสระและกระตือรือร้น” ความคิดดังกล่าวได้ถูกกล่าวถึง เป็นครั้งแรกในวารสาร Foreign Affairs เมื่อปี 1953 ซึ่ง มูฮัมมัด ฮัตตา รองประธานาธิบดีอินโดนีเซียใน ขณะนั้นได้ให้ความหมายของนโยบายต่างประเทศที่เป็น “อิสระ” หมายถึง “อินโดนีเซียแสวงหามิตรภาพ กับประเทศทั้งมวล โดยไม่สนใจว่าประเทศนั้นจะมีอุดมการณ์และระบอบการเมืองเป็นอย่างไร อินโดนีเซียไม่เลือกข้างระหว่างค่ายทั้งสองค่ายและมีแนวทางเป็นของตนเองผ่านทางการแก้ปัญหา ระหว่างประเทศ” และคาว่า “กระตือรือร้น” หมายถึง “ความพยายามที่จะทางานอย่างหนักที่จะรักษา สันติภาพและผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสองค่าย ผ่านการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกองค์การ สหประชาชาติต่างๆ” (Hatta, 195) เราจะเห็นได้ว่านโยบายต่างประเทศภายใต้ความคิด “อิสระและกระตือรือร้น” ที่นาเสนอข้างต้น เกิดขึ้นมาภายใต้บริบทของสงครามเย็นที่มีบรรยากาศตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างสองค่ายคือ สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ซึ่งนาไปสู่การดาเนินนโยบาย “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” ของอินโดนีเซีย และ ต่อมาทาให้อินโดนีเซียกลายมาเป็นกลุ่มประเทศผู้นาก่อตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดซึ่งยังคงมีบทบาท จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามนโยบาย “อิสระและกระตือรือร้น” นี้มีลักษณะแตกต่างในสมัยของประธานนาธิบ ดีซูฮาร์โตในช่วง ค.ศ. 1967 ที่ดาเนินนโยบายนี้ด้วยการพึ่งพิงตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามากขึ้น เพราะว่าความต้องการปัจจัยในการพัฒนาประเทศ และการสนับสนุนแนวคิด “ภูมิภาคนิยม” อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในการก่อตั้งสมาคมอาเซียนได้ในปี ค.ศ. 1967
  • 22.
    22 หลังจากยุคประธานาธิบดีซูฮาร์โต การทูตและการต่างประเทศของอินโดนีเซียถือว่าอยู่ในยุค ตกต่าด้วยกับต้องจมปลักกับปัญหาภายในประเทศ เช่นปัญหาการแยกประเทศของติมอร์ตะวันออก ปัญหาการก่อการร้าย เป็นต้น อินโดนีเซียเลือกที่จะมองปัญหาภายในประเทศของตนเองเป็นหลัก มากกว่าที่จะมองออกไปข้างนอกประเทศ ซึ่งอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นาลาเตกาวา กล่าวว่า ในช่วงนี้อินโดนีเซียกลับกลายมามุ่งเน้นที่ปัญหาภายใน นโยบายต่างประเทศได้ถูกปิดสวิตซ์ไป เสียแล้ว (Acharya, 2014) การทูตและการต่างประเทศของอินโดนีเซียกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งภายใต้การนาของ ประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุโดโยโน ที่ยืนยันถึงนโยบายต่างประเทศ “อิสระและกระตือรือร้น” โดยเน้น ความคิดดังกล่าวผ่านสโลแกนว่า “ a million friends and zero enemies” ด้วยกับสโลแกนดังกล่าว ประธานาธิบดียุโดโยโน กล่าวในคาปราศรัยว่า “ ขณะนี้อินโดนีเซียกาลังเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์รูปแบบใหม่ ซึ่งไม่มีประเทศใดที่อินโดนีเซีย มองว่าเป็นศัตรู อินโดนีเซียสามารถที่จะดาเนิน “นโยบายต่างประเทศรอบทิศทาง” ได้เพราะเรามีนโยบาย “สร้างมิตรและไม่สร้างศัตรู” เหนือสิ่งอื่นใดเพื่อสร้างโลกที่มีความสงบสุข ความยุติธรรม ประชาธิปไตยและมั่ง คั่งร่ารวย” (Yudhoyono, 20 Oct 2009) นอกจากนี้นโยบายที่สาคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทั้งประธานาธิบดียูโดโยโนและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศ (ในขณะนั้น) นาลาเตกาวากล่าวถึงอยู่เสมอก็คือ พลวัตรดุลอานาจ (Dynamic Equilibrium) ซึ่งหมายถึง การยอมรับในการมีอยู่ของชาติมหาอานาจต่างๆในอาเซียน (เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น) แต่การยอมรับนั้นไม่ใช่การเลือกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือหลาย ฝ่าย และไม่ใช่การรักษาดุลอานาจ (Balance of Power) แบบเก่าที่จะมีรัฐใดรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐมี อิทธิพลเหนือรัฐอื่นในภูมิภาคผูกขาดอานาจในการกาหนดระเบียบต่างๆในภูมิภาค พลวัตรดุลอานาจ (Dynamic Equilibrium) อาจเข้าใจได้ว่าเป็นการใช้กลไกทางพหุภาคีในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ในอาเซียนกับรัฐภายนอกให้มีความเชื่อมั่นในระบบของอาเซียน ไม่เฉพาะสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น แต่ยัง รวมถึงการชักชวนประเทศอย่างอินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และรัสเซียเข้าร่วมในความ ร่วมมือต่างๆผ่านทางกลไกของอาเซียนเอง (เช่น ASEAN Defense Ministers’ Meeting Plus (ADMM+) หรือ ASEAN Maritime Forum (AMF)) (Poling, 2013) เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและ แสวงหาความร่วมมือในประเด็นผลประโยชน์ร่วมกัน เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันแล้วก็ยากที่จะมีความ ขัดแย้งถึงขั้นต้องใช้กาลังทหารเพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ต้องการสูญเสียผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของพลวัตรดุลอานาจจึงไม่ใช่การสร้างระเบียบใหม่ผ่านกาลังทหาร การเป็นพันธมิตรทาง ทหาร และการแข่งขันในทางอาวุธ แต่เป็นการรักษาความเป็นตัวกลางของอาเซียนในการคุมเกมที่มีตัว แสดงเป็นประเทศมหาอานาจต่างๆ เฉกเช่น วาทยกรควบคุมวงออเคสตร้า (อ้างใน Achaya, 2014 : 12)
  • 23.
    23 นโยบายดังกล่าวถือว่าเป็นฐานที่อินโดนีเซียใช้เพื่อยกระดับอินโดนีเซียสู่เวทีโลก ภายใต้ แนวความคิด “ภูมิภาคนิยมสู่เวทีโลก”ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ บทบาทของอินโดนีเซียในการตัดสิน เกี่ยวกับสมาชิกภาพในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) การที่อินโดนีเซียได้ ดาเนินการเพื่อให้อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์เป็นสมาชิกในความร่วมมือในอาเซียนต่างๆ หรือ แม้กระทั่งแนวความคิดที่อินโดนีเซียขยายขอบเขตภูมิภาคให้กว้างไกลมากขึ้นโดยรวมอินเดียเข้ามาด้วย ภายใต้ชื่อ “อินโด-แปซิฟิก” เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าอินโดนีเซียจะแสวงหาความร่วมมือในภูมิภาคของ ตนเองอย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน กลุ่มเอเชียและแปซิฟิก กลุ่มเอเชียตะวันออกและกลุ่มอินโด- แปซิฟิกที่พยายามดึงประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอินเดียเข้าร่วมวงไพบูลย์ด้วย ซึ่งประเด็นนี้แสดงถึง ความสามารถของอินโดนีเซียด้วยเช่นกันในการจัดการและกระจายอานาจในภูมิภาคได้ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็น ศักยภาพของประเทศอานาจขนาดกลาง Mietzner (2015) สรุปว่านโยบายต่างประเทศในยุคของประธานาธิบดียุโดโยโนมีเป้าหมายอยู่ 5 ประการ คือ 1. การนาอินโดนีเซียไปสู่รายได้ 1หมื่นล้านดอลลาร์ และการเป็นสมาชิกในกลุ่ม G20 2. การนาอินโดนีเซียไปสู่ตัวแสดงที่มีบทบาทในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3. การวางตาแหน่งอินโดนีเซียให้เป็นประเทศตัวกลางระหว่างโลกตะวันตกและอิสลาม 4. การวางตาแหน่งอินโดนีเซียว่าเป็นตัวแสดงหลักในการอภิปรายเรื่องการพัฒนาต่างๆ 5. เสริมบทบาทของอินโดนีเซียในเรื่องการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในเอเชีย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 นายโจโค วิโดโด้ หรือรู้จักกันภายใต้ชื่อ โจโควีได้รับเลือกให้เป็น ประธานาธิบดีคนใหม่ต่อจากนายยุโดโยโน นโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียในช่วงนี้ได้เปลี่ยนจาก การมีนโยบาย “แสวงหามิตรและไม่สร้างศัตรู” ในสมัยของประธานาธิบดียุโดโยโนไปสู่นโยบายเน้น ผลประโยชน์แห่งชาติมากขึ้น ถึงแม้โจโควียังยืนยันที่จะใช้แนวคิด “อิสระและกระตือรือร้น” เช่นเดียวกับ อดีตประธานาธิบดียุโดโยโนก็ตาม การเน้นผลประโยชน์แห่งชาติอาจพิจารณาได้จากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น การทาลายเรือต่างชาติที่เข้ามาจับปลาในน่านน้าอินโดนีเซียทันที (ยกเว้นเรือประมงของจีน) ส่วน ใหญ่เป็นเรือประมงไทยและเวียดนาม แทนที่การพูดคุยโดยตรงกันอย่างลับๆระหว่างผู้นาประเทศคู่ ขัดแย้งที่เป็นวิธีการของยุโดโยโนที่ผ่านมา หรือประเด็นที่หญิงชาวอินโดนีเซียไปเป็นคนงานอยู่ ต่างประเทศ เป็นต้น (Mietzner, 2015) นโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโจโควีจึงดูแตกต่างจากในสมัยของยุโดโยโน ซึ่งเน้นและ ให้ความสาคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสาคัญ โดยเฉพาอย่างยิ่ง ผลประโยชน์ทางทะเล ด้วยกับหมู่ เกาะจานวนมากและความอ่อนแอของการปกป้องผลประโยชน์ทางทะเล ประธานาธิบดีโจโควีได้ประกาศ ท่าทีทางการทูตใหม่ของอินโดนีเซียที่มีเป้าหมายให้ประเทศต่างๆเคารพอานาจทางทะเลของอินโดนีเซีย ภายใต้ความคิด “Global Maritime Fulcrum” ซึ่งเน้นประเด็นหลัก 5 ประการ คือ วัฒนธรรมทางทะเล
  • 24.
    24 ทรัพยากรทางทะเล การเชื่อมต่อหมู่เกาะต่างๆ การทูตทางทะเลและการพัฒนากองทัพเรือ (Gindarsah and Priamarizki, 2015) การประกาศนโยบายต่างประเทศใหม่นี้มีความสาคัญกับอินโดนีเซียเป็นอย่าง ยิ่งเพราะอินโดนีเซียมองว่าภัยคุกคามจากการประกาศพื้นที่ทางทะเลโดยใช้แผนที่ทางประวัติศาสตร์ที่ รู้จักกันภายใต้ชื่อ 9 Dash Line ที่จีนกาหนดนั้น ได้ทับซ้อนกับเขตเศรษฐกิจจาเพาะในอาณาเขตทาง ทะเลทางตอนเหนือของเกาะนาตูนาของตน นี่จึงเป็นเหตุผลสาคัญที่นายโจโควีประกาศนโยบาย ต่างประเทศดังกล่าวรวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการนอกชายฝั่งให้กับกองทัพเรืออย่าง เร่งด่วนด้วย นอกจากนี้ ในสมัยประธานาธิบดีโจโควีนี้ นโยบายภูมิภาคนิยม (Regionalism) ที่เป็นเสาหลัก ของนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียยังคงเป็นสิ่งที่อินโดนีเซียให้ความสาคัญ โดยเฉพาะอาเซียนแต่ Rizal Sukma กล่าวอย่างมีนัยยะว่า “เรากาลังจะเป็นประเทศที่มีอานาจในภูมิภาคผ่านทางความร่วมมือแบบเจาะจง รัฐบาลจะ ตัดสินใจว่ากรอบความร่วมมือใดบ้างที่สนองตอบผลประโยชน์ของอินโดนีเซียโดยตรง” “ยิ่งไปกว่านั้น อินโดนีเซียจะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ โดยจะเน้นในวาระระหว่างประเทศที่ให้ ประโยชน์กับการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติเป็นสาคัญ” จากคากล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าอินโดนีเซียยังคงให้ความสาคัญกับอาเซียน แต่อาเซียนไม่ได้ เป็นกรอบความร่วมมืออันเดียวที่อินโดนีเซียให้ความสาคัญ อินโดนีเซียจะส่งเสริมการทูตทวิภาคีมากขึ้น ซึ่ง Rizal Sukma กล่าวต่อไปอีกว่า อินโดนีเซียในยุคนี้จะให้ความสาคัญกับความสัมพันธ์ทวิภาคีซึ่งเขา มองว่าเป็นสิ่งที่จะสร้างประโยชน์ให้กับอินโดนีเซียอย่างเต็มที่มากกว่าความสัมพันธ์พหุภาคี ตาราง 3.1: เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย 1. เพิ่มบทบาทความเป็นผู้นาในการก่อตั้งประชาคมอาเซียนทางด้านการเมือง-ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรม 2. เพิ่มบทบาททางการทูตของอินโดนีเซียในการจัดการปัญหาแบบพหุภาคี 3. เพิ่มความร่วมมือในด้านต่างๆที่หลากหลายระหว่างอินโดนีเซียและประเทศอื่นๆ และภายใน องค์การภูมิภาคต่างๆ เช่น เอเชีย-แปซิฟิก แอฟริกา อเมริกา และยุโรป 4. เพิ่มคุณภาพของกฎหมายระหว่างประเทศและความร่วมมือที่ถูกป้องกันจากปัจจัยทางการเมือง การศาล ความมั่นคงและเทคนิคต่างๆ 5. เพิ่มคุณภาพของพิธีการทูตและการบริการกงสุล
  • 25.
    25 6. ส่งเสริมภาพลักษณ์ของอินโดนีเซียต่อประชาคมการทูตและเวทีโลก ที่ มา : Amitav Acharya (2014) Indonesia Matter: Asia’s Emerging Democratic Power,. World Scientific, P16. อินโดนีเซียมีวิสัยทัศน์ในการดาเนินนโยบายต่างประเทศล่วงหน้าจนถึงปี ค.ศ. 2025 ดังตาราง 3.2 ดังนี้ ตาราง 3.2: เป้าหมายและการให้ความสาคัญนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียในช่วงปี ค.ศ. 2005 – 2025 2005-2009 เพิ่มความเข้มแข็งและแสดงให้สังคมโลกเห็นว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศ ประชาธิปไตย 2010-2014 ประสบความสาเร็จในการแสดงบทบาทสาคัญในฐานะประเทศประชาธิปไตยผ่าน ช่องทางทางการทูตในเวทีโลก เพื่อเป็นแนวทางในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ การรักษาพรมแดน และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ 2015-2019 เพิ่มบทบาทของอินโดนีเซียในฐานะผู้นาและสร้างประโยชน์ในความร่วมมือ ระหว่างประเทศ 2020-2024 กาหนดตาแหน่งอินโดนีเซียเป็นประเทศอิสระในชุมชนโลก  สร้างการเข้าถึงตลาด  วางอินโดนีเซียในตาแหน่งที่ถูกต้องในการแข่งขันระหว่างประเทศ  เพิ่มการลงทุนต่างชาติ โดย บริษัทของอินโดนีเซีย ที่มา: Rencana Strategis Kementerian Luar Negeri (Strategic Plan of the Ministry of Foreign Affairs), (Jakarta: Kemenerian Luar Negari, 2013) นอกจากนี้ การทูตพหุภาคีที่สาคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับโลก มุสลิมในฐานะที่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมจานวนมากที่สุดของโลก อินโดนีเซียพยายาม เพิ่มการมีบทบาทกับประเทศในโลกอิสลามมากขึ้น โดยเฉพาะบทบาทในองค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ OIC โดยนาเสนอรูปแบบทางการเมืองที่อิสลามกับประชาธิปไตยสามารถอยู่ร่วมกันได้ ผลักดัน ประเด็นต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน ธรรมาภิบาล หรือประชาธิปไตย เป็นต้น หรือจุดยืนที่อินโดนีเซีย สนับสนุนการตั้งรัฐปาเลสไตน์ รวมถึงการแสดงการคัดค้านการใช้ความรุนแรงของกลุ่มมุสลิมบางกลุ่ม หรือ การต่อต้านสิทธิการแสดงความเห็นอย่างไร้ขอบเขตของประเทศตะวันตกในคราวเดียวกัน อย่างไร ก็ตาม ประเทศอาหรับก็ยังมีทัศนคติต่อมุสลิมในอินโดนีเซียในแง่ลบและตั้งคาถามถึงความบริสุทธิ์ของ
  • 26.
    26 อิสลามที่ได้รับการปฏิบัติในอินโดนีเซีย ซึ่งสิ่งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของอิสลาม ในดินแดนอาหรับ เปอร์เชียหรือเตอร์กที่ล้วนแล้วมีประวัติศาสตร์ที่สาคัญต่อโลกมุสลิมมาอย่างยาวนาน นับหลายศตวรรษ สิ่งนี้ทาให้ความชอบธรรมของอินโดนีเซียด้านศาสนานั้นน้อยในสายตาของประเทศ มุสลิมอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มอาหรับ และไม่ได้ให้ความสาคัญมากนัก (Pitsuwan, 2014, 252- 253) ซึ่งด้วยกับความเป็นประเทศมุสลิมที่มีลักษณะพหุวัฒนธรรม พหุอัตลักษณ์ และมีความแตกต่าง หลากหลายทางศาสนา ทางชนกลุ่มน้อยๆต่างๆ อิสลามในอินโดนีเซียจึงมีการผสมปนเปขนบธรรมเนียม ประเพณีโบราณอยู่บ้างในด้านความเชื่อและการปฏิบัติศาสนกิจของบางกลุ่ม ในประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อินโดนีเซียประสบปัญหา ด้วยกับปัญหาหมอกควัน ที่เกิดขึ้นทุกปีบนเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียวได้สร้างผลกระทบไม่เฉพาะแต่ประชาชนชาว อินโดนีเซียแต่ยังส่งผลถึงประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือ แม้กระทั่งภาคใต้ของ ไทยเองก็ตามในด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ ปัญหาหมอกควันจึงเป็นเหมือนบททดสอบความสามารถใน การจัดการและแก้ไขปัญหาที่กลายมาเป็นประเด็นระหว่างประเทศ จนถึงปัจจุบันอินโดนีเซียก็ยังไม่ สามารถแก้ปัญหานี้ได้ สิ่งนี้ได้ลดความน่าเชื่อถือของประเทศในเรื่องการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม การให้ประโยชน์สาธารณะ (Public Goods) และภาพลักษณ์ต่อการเป็นประเทศผู้นาในภูมิภาคที่ อินโดนีเซียพยายามกล่าวถึงอยู่เสมอ สังคมอินโดนีเซีย สังคมอินโดนีเซียหลังจากยุคซูฮาร์โตได้เผชิญกับความท้าทายในการนาประเทศเข้าสู่ระบอบ ประชาธิปไตย ถึงแม้การได้มาซึ่งประชาธิปไตยจะไม่ได้ง่ายนัก แต่อินโดนีเซียก็พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศ ได้ประสบความสาเร็จในการผสมผสานประชาธิปไตยให้เป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศได้ ประชาธิปไตยได้สร้างความมั่นคงให้กับสังคมอินโดนีเซียมากขึ้น ทาให้สังคมได้ให้การสนับสนุนในฐานะ ที่เป็นระบบการเมืองของประเทศ ประชาธิปไตยได้ทาให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีการเจริญเติบโตอย่างมาก ซึ่งอัตราการ เจริญเติบโตนาหน้าประเทศกลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ ยกเว้นจีนและอินเดีย อินโดนีเซียได้ทาให้บรรดานักวิชาการต่างแปลกใจว่าประเทศประชาธิปไตยใหม่ที่น่าจะมี นโยบายชาตินิยม มีปัญหาภายในประเทศที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตย หรือมีแนวโน้มที่จะก่อสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่อินโดนีเซียกลับเปลี่ยนผ่านมาสู่ประชาธิปไตย ได้อย่างค่อนข้างประสบความสาเร็จ ความกังวลใจเกี่ยวกับอิสลามกับประชาธิปไตยก็ได้รับการพิสูจน์ว่า สามารถที่จะดาเนินไปด้วยกันได้ (Acharya: 2014, p.19-20)
  • 27.
    27 จะเห็นได้ว่าการเป็นประชาธิปไตยได้เป็นปัจจัยสาคัญที่อยู่เบื้องหลังในการสร้างความมั่นคง ภายในประเทศในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อต่างๆ เช่น ในติมอร์ตะวันออกและอาเจะห์ อย่างไรก็ตามปัญหาที่สะสมมาจากนโยบายเลือกปฏิบัติในสมัยของซูฮาร์โตยังคงฝังรากความ ขัดแย้ง การละเมิดสิทธิมนุษยชนยังดารงอยู่ โดยเฉพาะในจังหวัดปาปัวที่มีขบวนการปาปัวเสรี เคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชจากอินโดนีเซีย แต่กลุ่มนี้ยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ ทาให้เกิดการปะทะ กันระหว่างขบวนการปาปัวเสรีกับทหารอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ความมั่นคงระยะยาวของสังคมอินโดนีเซียจะต้องคานึงถึงบทบาทของอิสลาม ซึ่ง ประชากรอินโดนีเซียประมาณร้อยละ 87 เป็นมุสลิม ในการนี้ หลังจากประกาศอิสรภาพอิสลามได้ ครอบครองบทบาทพิเศษในการเมืองอินโดนีเซีย ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียต้อง พยายามรักษาสมดุลระหว่างกลุ่มมุสลิมที่ต้องการรัฐศาสนากับกลุ่มโลกีวิสัยที่ไม่ต้องการให้อิสลามเข้ามา ข้องเกี่ยวทางการเมือง ปัญหาได้รับการคลี่คลายผ่านการเน้นหลักการ “พระเจ้าองค์เดียว” (ที่ไม่ เฉพาะเจาะจงว่าเป็นอิสลาม) ที่เรียกว่าปัญจศิลา (Pancasila) หลัก 5 ประการของรัฐ และการ ควบคุมดูแลกลุ่มมุสลิมที่มีความคิดรุนแรงอย่างใกล้ชิด ในเรื่องโครงสร้างประชากรเป็นที่คาดการณ์กันว่า อินโดนีเซียจะมีอัตราเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีอายุ 60ขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น จาก 7.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2010 เป็น 11.8 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 นั้นแสดงถึงการ พึ่งพาที่สูงมากขึ้นที่อินโดนีเซียจะต้องเตรียมรับมือ ขณะที่อัตราการเกิดอยู่ที่ 1.17 เปอร์เซ็นต์ลดลงจาก ปีก่อนหน้านี้เป็นลาดับ ประชากรวัยทางานประมาณไม่ต่ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ (Trading Economics, 2014) ซึ่งทาให้อินโดนีเซียมีประชากรในวัยทางานที่เหมาะสมในการพัฒนาประเทศภายใน 5-10 ปี ข้างหน้า ปัญหาและข้อท้าทาย ถึงแม้อินโดนีเซียจะมีการพัฒนาในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียยังมีปัญหา ภายในประเทศบางประการที่อาจเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศอานาจขนาด กลางได้ ซึ่งสามารถระบุได้ดังนี้ 1. ภัยจากสงครามซีเรีย อินโดนีเซียเป็นประชากรที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามากที่สุดในโลก มีประชากรจานวนหนึ่งที่ มีความรู้สึกเห็นใจกับกลุ่มต่างๆในสงครามซีเรีย เช่น กลุ่มไอเอส (Islamic State) หรือ กลุ่มอัลนุสรอ เป็นต้น ในปลายปี ค.ศ. 2014 มีรายงานว่ามีนักรบจากอินโดนีเซียจานวน มากกว่า 100 คนได้เข้าร่วมรบในสงครามซีเรีย ส่วนใหญ่เข้าร่วมกับกลุ่มไอเอส (Jones & Solahudin, 2015 : p. 154) ทาให้สังคมอินโดนีเซียนับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นไปมีความเสี่ยง
  • 28.
    28 จากนักรบเหล่านี้ที่กลับมามาตุภูมิของตนเองภายหลังจากเข้าร่วมรบในสงครามญิฮาด ร่วมกับไอเอส ตัวอย่างของการปฏิบัติการของกลุ่มนักรบนี้ได้แก่ เหตุการณ์ระเบิดณ เมือง จาการ์ตาในเดือนมกราคม ค.ศ. 2016 2. ภัยจากองค์กรหัวรุนแรงในประเทศ ในกลุ่มต่างๆที่เป็นกลุ่มหรือองค์กรนิยมความรุนแรง ญามาอะฮฺ อิสลามิญะฮฺ (JI) เรียกได้ว่า เป็นองค์กรที่มีศักยภาพมากที่สุดและสามารถปฏิบัติการระยะยาวได้มากที่สุด ซึ่ง JI เป็น กลุ่มที่สร้างความกังวลไม่เฉพาะกับประเทศอินโดนีเซียแต่ยังรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ รวมทั้งไทยที่เคยเป็นแหล่งกบดานของแกนนาของ JI อย่างฮัมบาลีมาแล้ว บทสรุป อินโดนีเซียได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าอินโดนีเซียมีศักยภาพในการเป็นประเทศอานาจ ขนาดกลาง ซึ่งพิจารณาได้จากการที่อินโดนีเซียมีความทะเยอทะยานในการเป็นผู้นาในภูมิภาคอาเซียน และแสดงบทบาทที่แข็งขันในกรอบการประชุมต่างๆ อินโดนีเซียใช้อาเซียนเป็นฐานในการแสดงบทบาท ในเวทีโลก ด้วยกับการเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นลาดับ 3 ของโลก และเป็นประเทศมุสลิมที่มี ประชากรมากที่สุดในโลกทาให้ความสาคัญของอินโดนีเซียต่อโลกนั้นได้รับการเคารพจากนานาชาติ เศรษฐกิจของอินโดนีเซียเองก็มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงแม้จะมีอุปสรรคด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ เพียงพอในการพัฒนาประเทศ ในจุดนี้ประธานาธิบดีโจโควีได้ดาเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2016 ซึ่งสามารถคาดการณ์ถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มาก ขึ้นใน 5-10 ปีข้างหน้า และในขณะเดียวกันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ทาง การทหารได้ ในเรื่องการทหารถึงแม้ว่าอินโดนีเซียจะขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เพียงพอต่อการปกป้อง ผลประโยชน์ของชาติที่มีดินแดนอันกว้างขวาง เนื่องจากเป็นพื้นที่หมู่เกาะจานวนมากกว่า 14,000 หมู่ เกาะทาให้มีความยากลาบากที่จะดูแลได้ทั่วถึง อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียภายใต้การนาของ ประธานาธิบดีโจโควีได้ริเริ่มการปรับปรุงกองทัพโดยเฉพาะกองทัพเรือที่จะมาเป็นกาลังสาคัญในการ รักษาผลประโยชน์บริเวณรอบชายฝั่ง ซึ่งมองภาพรวมในอนาคตอันใกล้อินโดนีเซียจะมีศักยภาพทาง ทหารที่เข้มแข็งมากขึ้นโดยเฉพาะการปฏิบัติการทางทะเล สาหรับปัญหาและข้อท้าทายที่เป็นอุปสรรคที่ สาคัญคือการปฏิบัติการก่อการร้ายในประเทศที่เป็นผลกระทบจากสงครามในซีเรีย ซึ่งนักรบชาว อินโดนีเซียที่กลับจากซีเรียที่เข้าร่วมกับกลุ่ม IS จะมีความชานาญในการก่อการร้ายและอาจก่อ วินาศกรรมในพื้นที่สาคัญของอินโดนีเซียได้อีกในอนาคตหลังจากที่ก่อเหตุไปเมื่อเดือนมกราคม 2016 ที่ ผ่านมา โดยรวมแล้วสามารถคาดการณ์ได้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า อินโดนีเซียจะค่อยๆพัฒนาประเทศไปสู่ ประเทศอานาจขนาดกลางได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น
  • 29.
    29 บทที่ 4 ตุรกีกับความเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง บทนา นับตั้งแต่ก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐตุรกี ภายหลังจากการสิ้นสุดของการปกครองภายใต้อาณาจักร ออตโตมันเมื่อปี 1923 ตุรกีได้พัฒนาประเทศให้ก้าวมาสู่การเป็นหนึ่งในประเทศอานาจขนาดกลางแห่ง ภูมิภาคเอเชียในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ จากประเทศที่ดูเหมือนว่าจะเป็นรัฐที่อ่อนแอและมีบทบาทใน เวทีระหว่างประเทศน้อยมาก กระทั่งถูกขนานนามว่าเป็น “ผู้ป่วยของยุโรป” กลับก้าวขึ้นมาสู่ประเทศ ตุรกีในปัจจุบัน แม้ว่าตุรกีจะยังคงเผชิญกับข้อท้าทายมากมายแต่ก็มีการพัฒนาบทบาทให้เป็นหนึ่งใน ประเทศที่มีศักยภาพสูงในด้านต่างๆ คาถามที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ เหตุใดประเทศตุรกีจึงสามารถมาสู่จุด ปัจจุบันได้ แน่นอนว่าจาเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงประวัติศาสตร์ในการเมืองการปกครองของตุรกี นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ ที่เน้นการให้ความสาคัญกับชาติตะวันตก และเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับ สหรัฐอเมริกากระทั่งได้เข้าเป็นสมาชิกของ NATO ในปี 1953 ฉะนั้นในช่วงเวลาหลังจากตั้งประเทศใหม่ นั้น ตุรกีได้ดาเนินนโยบายต่างประเทศที่หันหน้าสู่ตะวันตกหรือรับเอารูปแบบการพัฒนาในหลายๆ ด้าน มาจากตะวันตก อย่างไรก็ดี ตุรกีเริ่มมีบทบาทเป็นอิสระจากตะวันตกและมีจุดยืนที่เด่นชัดมากขึ้น นับตั้งแต่พรรคยุติธรรมและการพัฒนา (Justice and Development Party หรือ AK Party) ขึ้นมาบริหาร ประเทศ แม้ว่าจะเริ่มดาเนินนโยบายในการหาจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศมาตั้งแต่ภายหลังสงครามเย็น แต่ในปี 2002 เป็นต้นมาตุรกีก็ได้เริ่มแสดงบทบาทได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ด้วยการใช้แนวทางในด้าน การเมืองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจน สามารถแสดงบทบาทการเป็นประเทศผู้ให้ที่ชัดเจนมากขึ้นกระทั่งทาให้ภาพลักษณ์ของตุรกีเริ่มกลับมา โดดเด่น แนวทางเช่นนี้ถือได้ว่าตุรกีกาลังดาเนินนโยบายในรูปแบบของการใช้อานาจอย่างชาญฉลาด (Smart Power) ในแบบที่ Nye ได้เคยกล่าวไว้ และด้วยการดาเนินนโยบายเช่นนี้เอง ที่ทาให้ตุรกีถูกมอง ว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพและอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออก แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศอาจจะ เจอกับภาวะชะงักงันก็ตาม ในบทนี้ ผู้เขียนจะวิเคราะห์ศักยภาพของประเทศตุรกีในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านที่เกี่ยวกับ บริบททั่วไปของตุรกี การทหาร เศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ สภาพสังคม ตลอดจนปัญหาและข้อท้า ทาย ที่ตุรกีกาลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน
  • 30.
    30 บริบททั่วไปของตุรกี หลังจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอาณาจักรออตโตมานสาเร็จโดยสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1924ตุรกีได้กลายเป็นประเทศที่เกิดขึ้นใหม่โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐตุรกี (Republicof Turkey) ประเทศตุรกีตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรอนาโตเลียซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สาคัญของ โลกระหว่างทวีปเอเชียและทวีปยุโรป (ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ทิศตะวันตกของทวีปเอเชีย) มีชายแดนทางบกติดกับ 8 ประเทศ ได้แก่ กรีซและบัลแกเรียทางทิศตะวันตก ซีเรียและอิรักทางทิศใต้ อิหร่านและอาเซอร์ไบจานทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จอร์เจียและอาร์เมเนียทางทิศตะวันออก นอกจากนั้นตุรกียังมีพรมแดนทางทะเลกับประเทศยูเครนและรัสเซียทางทิศเหนือ ในอดีตอาณาจักรออต โตมาน (1299-1924 ค.ศ.) เคยครอบครอบพื้นที่ทั้งในทวีปยุโรป เอเชียและแอฟริการวมกันประมาน 5,200,000 ตารางกิโลเมตรและมีประชากรทั้งชาวมุสลิม คริสต์และยิวรวมกันประมาน 25 ล้านคน (Zürcher, 1993, 9) ปัจจุบันประเทศตุรกีมีขนาด 783,562 ตารางกิโลเมตรและมีจานวนประชากร 79 ล้านคนโดย 99 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี (CIA, 2015, October 15) เมืองที่มีประชากร หนาแน่นมากที่สุดได้แก่ เมืองอิสตันบูล (14 ล้านคน) เมืองอังการ่า (5 ล้านคน) และเมืองอิสมิร (4 ล้าน คน) (The Economist Group, 2015, October 22)
  • 31.
    31 ภาพที่4.1 แผนที่ประเทศตุรกี ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/the-world-factbook/geos/tu.html ประเทศตุรกียุคใหม่ที่ก่อตั้งเมื่อวันที่29 ตุลาคม ค.ศ. 1923 หรือ 92 ปีที่ผ่านมาโดยการนาของ มุสตาฟา เคมาล อะตาเติร์ก ประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายระลอก ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและการทหาร สาหรับในด้านการเมือง นับตั้งแต่ ค.ศ. 1924 หลังจากยกเลิกระบอบคี ลาฟะฮ์เป็นต้นมา ตุรกีอยู่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีระบบพรรคการเมืองเดียว (one single party) โดยมี เคมาล อะตาเติร์กเป็นประธานาธิบดีติดต่อกันสี่สมัยตั้งแต่ ค.ศ. 1923 ถึง 1935 (12 ปี) นโยบายหลักในการพัฒนาประเทศในช่วงนี้คือการนาเอารูปแบบการพัฒนาประเทศจากชาติตะวันตก มาใช้ในการสร้างชาติโดยยึดหลักหกประการ หรือ ‘ศรหกดอกแห่งความก้าวหน้า’ ได้แก่ 1. สาธารณรัฐ นิยม 2. ชาตินิยม 3. มวลชนนิยม 4. โลกวิสัยนิยม 5. รัฐนิยม 6.ปฏิรูปนิยม (ไกรฤกษ์, 2553, 136) แต่ หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1945 ตุรกีปรับตัวทางการเมืองอีกครั้งโดยการทดลองใช้ ระบบหลายพรรคการเมือง อย่างไรก็ตามกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของตุรกีก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ หลายคนคาดหวังไว้ ในช่วงเวลา 37 ปีระหว่าง ค.ศ. 1960 - 1997 มีการทารัฐประหาร 5 ครั้ง ทาให้ เสถียรภาพทางการเมืองของตุรกีค่อนข้างอ่อนแอและนาไปสู่การสร้างกระบวนสร้างประชาธิปไตยอีก หลายระลอก เช่น การร่างรัฐธรรมนูญใหม่และการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกาหนดเวลา การเลือกตั้งเมื่อปี 2002 ถือเป็นก้าวสาคัญของการเปลี่ยนโฉมการเมืองตุรกีหลังจากการปรับใช้ระบบหลายพรรค ทาให้มี การแข่งขันกันระหว่างพรรคอย่างสร้างสรรค์และเกิดเสถียรภาพมากขึ้นในกระบวนการทางการเมือง อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปัจจุบันพรรคยุติธรรมและการพัฒนา (AK Party) ภายใต้การนาของนายกอะฮ์
  • 32.
    32 เหม็ด ดาวูดโอลูก์ ทาหน้าที่เป็นรัฐบาลเดี่ยวหลังจากได้รับเสียงข้างมากในสภาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1เดือน พฤศจิกายน 2015 ลาดับถัดไปเราสามารถวิเคราะห์จากฐานความคิด Smart Power โดยการพิจารณาจาก การทหาร อานาจทางเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ รวมทั้งการวิเคราะห์สภาพสังคมภายในตุรกีเองจะ ช่วยให้ภาพของการเป็นประเทศอานาจขนาดกลางมีความชัดเจนมากขึ้น การทหารของตุรกี ตุรกีเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิด้านการทหารที่ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ยุคสมัยอาณาออตโตมันซึ่ง ครอบครองพื้นที่กว่าสามทวีปในเอเชียตะวันตก แอฟริกาเหนือและยุโรปตะวันออก ในประวัติศาสตร์ การเมืองตุรกี ทหารคือกาลังสาคัญในปกป้องอาณาจักรออตโตมันทุกยุคทุกสมัย ในสมัยตุรกียุคใหม่ ทหารก็มีบทบาทสาคัญไม่น้อยกว่ากันโดยเฉพาะในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศ มุสตา ฟา เคมาล อะตาเติร์ก ซึ่งเติบโตมาจากการเป็นทหารถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการทาความเข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและทหารในตุรกี เพราะตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 อาณาจักรออตโตมัน ตกอยู่ในภาวะลาบากจากการลงนามสนธิสัญญาแซร์ (Treaty of Sevres) โดยสุลต่านเมห์เมดที่ 6 ทาให้ อาณาจักรต้องเสียผลประโยชน์หลายด้านรวมทั้งพื้นที่บางส่วนให้กับประเทศคู่เจรจา (ไกรฤกษ์, 2553, 120) หลังทาการปฏิวัติประเทศสาเร็จ เคมาล อะตาเติร์กและคณะไม่ยอมรับการลงนามสัญญาดังกล่าว และเข้าสู่การเจรจารอบใหม่ซึ่งในที่สุดทาให้ตุรกีสามารถรักษาพื้นที่ประเทศในปัจจุบันไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ ทหารจึงมีบทบาทที่สาคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติมาโดยตลอดทั้งในด้านการเมืองภายในและ การเมืองระหว่างประเทศ ปัจจุบันตุรกีมีศักยภาพด้านการทหารอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศในตะวันออกกลางและ ยุโรปตะวันออกซึ่งแสดงถึงการเป็นประเทศอานาจขนาดกลางหรือประเทศมหาอานาจในภูมิภาค ตะวันออกกลางประเทศหนึ่ง โดยมีจานวนทหารทั้งหมดประมาณ 678,617 คน (Hürriyet, 2013, March 5) โดยมีทหารประจาการจานวน 410,000 คน (Bender, 2015) เมื่อมองจากสถิติการใช้งบประมาณด้าน การทหาร ตุรกีเป็นประเทศที่ทุ่มงบประมาณสาหรับการทหารมากที่สุดเป็นเป็นลาดับที่ 15 ของโลก โดย ในปี 2011 ได้ใช้งบประมาณ 17.9 พันล้านดอลล่าร์ ปี 2012 จานวน 18.1 พันล้านเหรียญดอลล่าร์ ปี 2013 จานวน 19.1 พันล้านเหรียญดอลล่าร์และในปี 2014 ตุรกียังคงอยู่ในลาดับที่ 15 ของโลกโดยมี งบประมาณ 22.6 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (Sam, Dude, Pieter & Sienom, 2015; SIPRI, 2014, April 14) คิดเป็น 2.2% จากตัวเลข GDP ของประเทศ (The World Bank, n.d.)อย่างไรก็ตามหาก วิเคราะห์ตั้งแต่ปี 2002 ซึ่งเป็นปีที่พรรค AK ได้รับเลือกตั้งเป็นต้นมา จะเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณ ด้านการทหารของตุรกีมีแนวโน้มลงลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือ ปี 2002 ตุรกีใช้งบประมาณ 3.9 เปอร์เซ็นจาก GDP ของประเทศ ในปี 2005 ตัวเลขการจัดสรรงบประมาณลดลงอยู่ที่ 2.5 เปอร์เซ็นต์
  • 33.
    33 และในปี 2014 ตุรกีปรับลดงบประมาณการทหารอยู่ที่2.2 เปอร์เซ็นต์จาก GDP ของประเทศ (Renda, 2011, 103) แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในตะวันออกกลางในปัจจุบันเริ่มบาน ปลาย ตุรกีมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเพื่อตอบสนองข้อตกลงของ NATO และ เพื่อรับมือกับสงครามกลางเมืองในซีเรียและกับรัฐอิสลามหรือ ISIS เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศและเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่นสหภาพโซเวียตในอดีต ในปี ค.ศ. 1952 ตุรกีเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญา แอตแลนติกเหนือ (NATO) อย่างไรก็ตามแม้ว่าภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์จะหมดไปแล้ว แต่ตุรกีใน ปัจจุบันยังใช้กรอบความร่วมมือของนาโต้ในการรับมือกับสถานการณ์ความรุนแรงในซีเรียและจาก ISIS เช่นเดิม ตุรกีมีฐานทัพของนาโต้ตั้งอยู่ที่เมืองอิสมิรซึ่งพร้อมจะปฏิบัติการในทุกสถานการณ์ เมื่อวันที่ 6 และ 7 ตุลาคม 2558 หลังจากรัสเซียได้ปฏิบัติการทางอากาศถล่มกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) โดยได้ล้าน่าน ฟ้าของประเทศตุรกี นาโต้ได้ออกแถลงการณ์และส่งสัญญาณเตือนรัสเซียให้เคารพอธิปไตยของชาติ สมาชิกและไม่ฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศในการใช้น่านฟ้า (NATO, 2015, October 5) จาก เหตุการณ์ในครั้งนี้ทาให้ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน รอยยิบ แอรโดก์อานออกมาแถลงกับสื่อมวลชนว่า “อะไรที่เกิดขึ้นกับตุรกีก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับนาโต้” (Hürriyet, 2015, October 6) ถือเป็นการตอกย้า บทบาททางการทหารของนาโต้ในการปกป้องอธิปไตยของตุรกี หลังจากที่นาโต้และตุรกีได้ออกมาเตือนรัสเซียให้เคารพอธิปไตยของตุรกีแล้ว ตุรกีได้แสดงให้ รัสเซียและประชาคมโลกเห็นว่าตุรกีกาลังสวมบทบาทประเทศผู้นาในภูมิภาคตะวันออกกลาง เหตุการณ์ การโจมตีเครื่องบินรบของรัสเซียบริเวณชายแดนระหว่างซีเรียและตุรกีเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ชี้ ให้เราเห็นว่าตุรกีประเมินศักยภาพด้านการทหารของประเทศตัวเองไม่น้อยไปกว่าการเป็นมหาอานาจ ขนาดกลางที่พร้อมต่อกรกับประเทศมหาอานาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างรัสเซีย อะฮ์เม็ดดาวูทโอลู นายกรัฐมนตรีของตุรกีกล่าวอย่างแข็งขันว่า การยิงเครื่องบินรบของรัสเซียตกเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อ รักษาอธิปไตยของประเทศและการกระทาดังกล่าวเป็นหน้าที่มากกว่าสิทธิ ดังนั้นไม่มีประเทศไหนที่ ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของตนเองแล้วกล่าวขอโทษ (NATO, 2015, November 30) ท่าที่ของ ตุรกีในการเผชิญหน้าทางการทหารกับประเทศเพื่อนบ้านในสงครามซีเรียและสงครามกับรัฐอิสลามมี นัยสาคัญและเป็นตัวชี้วัดได้ดีว่าตุรกีเป็นตัวแสดงที่สาคัญในการจัดการกับสงครามที่กาลังเกิดขั้นในอิรัก และซีเรีย ตุรกีภายใต้การนาของพรรค AK มุ่งมั่นที่จะทาให้ประเทศต้องพึ่งพาต่างประเทศน้อยลงในด้าน อาวุธยุทโธปกรณ์ โดยในปี ค.ศ. 2023 ตุรกีมีเป้าหมายในการสร้างอุตสาหกรรมอาวุธแบบครบวงจรเพื่อ ผลิตอาวุธเป็นของตัวเองตั้งแต่ปืน รถถังไปจนถึงเครื่องบินรบ (Hogg & Sezer, 2015, May 27) ตุรกีเริ่ม คิดเรื่องนี้อย่างจริงจังหลังจากที่ตุรกีถูกปิดล้อมด้านอาวุธ (Arm Embargo) จากสหรัฐอเมริกาในช่วง ทศวรรษที่ 70 เนื่องจากการบุกรุกไซปรัส ในปี 1984 ตุรกีเริ่มจัดตั้งอุตสาหกรรมด้านอาวุธ โดยในปี 2012 ตุรกีสามารถส่งออกอาวุธได้ 1.2 พันล้านดอลล่าร์ (Hoyos & Amann, 2013, October 9) และปี
  • 34.
    34 2014 ตุรกีสามารถเพิ่มยอดขายได้ 1.6พันล้านดอลล่าร์โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มาเลเซียและสเปน สินค้าที่ส่งออกเป็นหลักคือชิ้นส่วนเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบิน เครื่องยนต์ รถหุ้ม เกราะ ขีปนาวุธ เครื่องยิงจรวด และแท่นยิงจรวด เป็นต้น (Anadolu Agency, 2015, May 22) ดังนั้น ภายใต้การดูแลของรัฐบาลพรรค AK กอปรกับภัยคุกคามจากรัสเซียและรัฐอิสลามจากสงครามในซีเรีย ทาให้มีแนวโน้มว่าตุรกีจะเพิ่มขีดความสามารถในด้านยุทโธปกรณ์ของตัวเองมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นอาวุธ ทางบก ทางน้าและทางอากาศ ดังนั้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพด้านการทหารตุรกีมีขีด ความสามารถในระดับประเทศมหาอานาจขนาดกลาง โดยใช้การเข้าร่วมเป็นภาคีกับนาโต้เป็นกลไกใน การรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่งคงของประเทศชาติ ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากข้อมูลด้านการทหารที่กล่าวมาข้างต้น ทาให้เราเห็นภาพของความเป็น มหาอานาจขนาดกลางและความเป็นผู้นาไปภูมิภาคตะวันออกกลางของตุรกีชัดเจนขึ้น นอกจากนั้น หากเปรียบเทียบศักยภาพด้านการทหารระหว่างตุรกี บราซิลและอินโดนีเซียเราจะพบว่าตุรกีถูกจัด อันดับให้อยู่ในลาดับที่ 10 ของประเทศที่มีแสนยานุภาพด้านการทหารมากที่สุดในโลก โดยมีรถถัง 3,778 คัน เครื่องบินรบ 1,020 ลา และเรือดาน้า 13 ลา ในขณะที่อินโดนีเซียและบราซิลอยู่ในอันดับที่ 12 และ 22 ตามลาดับ (Bender, 2015) ตารางที่ 4.1 เปิดเผยให้เราเห็นว่าแม้ตุรกีจะมีขนาดเศรษฐกิจ เล็กกว่าประเทศบราซิลและอินโดนีเซียแต่มีจานวนอาวุธยุทโธปกรณ์ในการรบรวมถึงการจัดสรร งบประมาณแผ่นดินให้กับการทหารมากกว่าประเทศบราซิลและอินโดนีเซีย ด้วยเหตุนี้ การจัดให้ตุรกี เป็นประเทศมหาอานาจขนาดกลางในสนามการเมืองระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 น่าจะเพิ่มความ ชัดเจนในการวิเคราะห์และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างดี ตาราง 4.1 เปรียบเทียบศักยภาพด้านการทหารระหว่างตุรกี บราซิลและอินโดนีเซีย ประเทศ อันดับโลก* งบประมาณต่อ GDP (World Ranks)** จานวน งบประมาณ ทหาร ประจาการ (คน) รถถัง (คัน) เครื่องบิน รบ (ลา) เรือดา น้า (ลา) ตุรกี 10 2.31 (2.2)**** (อันดับที่ 35) $ 22.6 billion 410,500 3,778 1,020 13 บราซิล*** 22 1.47 (อันดับ ที่ 65) $ 34.7 billion 327,000 486 749 5 อินโดนีเซีย* 12 (19)* 0.78 (อันดับ ที่ 116) $6.9 billion 476,000 468 405 2
  • 35.
    35 ที่มา: *Bender, Jeremy. (2015,October 3). RANKED: The world’s 20 strongest militaries. Retrieved December 30, 2015, from http://www.businessinsider.com/these-are-the-worlds-20-strongest- militaries-ranked-2015-9 **Central Intelligence Agency. (2013). COUNTRY COMPARISON :: MILITARY EXPENDITURES. Retrieved December 30, 2015, from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/rankorder/2034rank.html ***Global Firepower. (2015, December 5). Brazil Military Strength. . Retrieved December 30, 2015, from http://www.globalfirepower.com/country-military-strength- detail.asp?country_id=brazil ****World Bank. (n.d.). Military Expenditure. Retrieved October 22, 2015, from http://data.worldbank.org/indicator/MS.MIL.XPND.GD.ZS Global Firepower. (2015, November 13). 2015 World Military Powers. . Retrieved December 30, 2015, from http://www.globalfirepower.com/countries-listing.asp Sam Perlo-Freeman, Aude Fleurant, Pieter D. Wezeman, & Siemon T. Wezeman. (2015). Trends in world military expenditure, 2014. Stockholm International Peace Research Institute. Retrieved from http://books.sipri.org/product_info?c_product_id=496 เศรษฐกิจของตุรกี ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตุรกีหันไปปรับใช้โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจแบบตะวันตก โดยการเปิดการค้าเสรีไปพร้อมกับการสร้างกระบวนการประชาธิปโตย ในปี 1947 ตุรกีเริ่มเปิดรับ กองทุนช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาที่ผลักดันโดยหลักการทรูแมน (Truman Doctrine) และหลังจากนั้น ในปี 1948 ตุรกีก็รับช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจผ่านแผนการมาร์แชล (Marshall Plan) ของสหรัฐอเมริกา เพื่อการฟื้นฟูยุโรปจากสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตามปัจจัยหลักที่ทาให้ตุรกีเกิดการเปลี่ยนแปลง
  • 36.
    36 เชิงสถาบันคือการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี19481 และคณะมนตรีแห่งยุโรป (Council of Europe) ในปี 1950 การพึ่งพาทางเศรษฐกิจของตุรกีกับยุโรปและ อเมริกาในช่วงปี 1947-61 ทาให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติและทาให้บริษัทเอกชนถือกาเนิดขึ้นอย่าง รวดเร็ว ในช่วงเวลาเดียวกันตุรกีได้รับกองทุนช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจมูลค่า 1,394 ล้านเหรียญสหรัฐอีก เช่นกัน (Aydin, 2000, 110) ดังนั้นการเปิดประเทศและยึดหลักการค้าเสรีแบบตะวันตกถือเป็นกลไก สาคัญในการปรับตัวเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของตุรกีในช่วงฟื้นตัวอย่างมีนัยสาคัญ หลักจากผ่านช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2001 เศรษฐกิจตุรกีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงปี 2002-2011 ซึ่งเป็นช่วงที่พรรค AK ได้รับเลือกตั้งติดต่อกันสองสมัย โดยสภาพเศรษฐกิจมี อัตราการเจริญเติบโตของ GDP อยู่ที่ 5.2 เปอร์เซ็นต์และมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อ ประชากร (GDP Per Capita) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 3,500 เหรียญดอลล่าร์ในปี 2001 เป็น 10,500 เหรียญดอลล่าร์ในปี 2011 (OECD, 2011) จากการศึกษาของ OECD ตุรกีถือเป็นประเทศที่มี อัตราการเจริญเติบโตเร็วที่สุดในประเทศยุโรปในปี 2011 และจะสามารถรักษาอัตราการเจริญเติบโตได้ จนถึงปี 2017 (İnan, 2013) อย่างไรก็ตาม หลังจากที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของตุรกี เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2002-2011 เศรษฐกิจตุรกีเริ่มชะลอตัวในปี 2013-2015 โดยมีอัตราการ ว่างงานเพิ่มขึ้น จากปี 2013 9.1 เปอร์เซ็นต์ เป็น 9.9 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2014 อัตราเงินเฟ้อปี 2013 อยู่ที่ 7.5 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเป็น 8.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2014 นอกจากนั้น ค่าเงินลีร่าของตุรกีลดมูลค่าลงจาก เดิมในปี 2013 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ 1.9 ลีร่า ในปี 2014 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ 2.19 ลีร่า (CIA, 15 ตุลาคม 2015) จากการคาดการณ์เศรษฐกิจของตุรกีในปัจจุบันค่าเงินลีร่าตุรกีน่าจะมีแนวโน้มลดลงอีกใน ปี 2016 อย่างไรก็ตาม หากมองจากปัจจัยเกื้อหนุน เศรษฐกิจตุรกีมีฐานโครงสร้างสาธารณูปโภครองรับ ที่แข็งแกร่งพอสมควร ตุรกีจัดว่าเป็นประเทศที่มีความพร้อมและความสะดวกในด้านคมนาคมในระดับดี มาก เนื่องจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมครอบคลุมการเดินทางหลายประเภท อีกทั้งรัฐบาล ตุรกีทั้งในอดีตและปัจจุบันให้ความสาคัญเป็นลาดับแรกกับการทุ่มทุนสร้างถนน ทางรถไฟ ขนส่งทางน้า และสนามบิน ปัจจุบันตุรกีใช้รถไฟฟ้าความเร็วสูง 3 เส้นทาง คือ 1.จากเมืองอังการ่าถึงเมืองอิสตัลบูล 2. จากเมืองอังการ่าถึงเมืองเอสกีชะฮีร และ 3. จากเมืองอังการ่าถึงเมืองคอนย่า (T.C. Devlet Demiryolları, n.d. 1)ในแต่ละเมืองรถไฟฟ้าถือเป็นขนส่งมวลชนขั้นพื้นฐานที่ได้รับความนิยมเป็นลาดับ ต้น ในเมืองอิสตัลบูลมีรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟลอยฟ้า รถรางรวมกันจานวน 15 เส้นทาง ในเมืองอังการ่ามี รถไฟฟ้า 5 เส้นทาง (กาลังก่อสร้างอีก 3 เส้นทาง) (EGO GENEL MÜDÜRLÜĞÜ, n.d.)ในเมืองอิสมิร 1 The Organisation for European Economic Co-operationหรือ OEED เปลี่ยนชื่อเป็นOrganisation for European Economic Co-operationหรือ OECD ในปี 1961 โปรดดู OECD. (n.d.). Organisation for European Economic Co-operation. Retrieved October 25, 2015, from http://www.oecd.org/general/organisationforeuropeaneconomicco-operation.htm
  • 37.
    37 มีรถไฟฟ้า 2 เส้นทางนอกจากนั้น ในเมืองอื่นๆ รถไฟฟ้าถือเป็นตัวเลือกหลักสาหรับการขนส่ง สาธารณะของเมืองเช่นกัน นอกจากโครงข่ายการเชื่อมโยงภายในประเทศแล้ว ตุรกียังเป็นจุดเชื่อมต่อ ระหว่างทวีปเอเชียและยุโรปผ่านเส้นทางรถไฟอีกด้วย ปัจจุบันตุรกีเปิดเส้นทางเดินรถไฟจากเมืองอังกา ร่าไปยังประเทศบัลแกเรีย (Svilengrad, Dimitrovgrad, Plovdiv, Sofia) โรมาเนีย (Bucharest) และ อิหร่าน (Tehran) (T.C. Devlet Demiryolları, n.d. 2)นอกจากนั้นตุรกียังมีสนามบินที่พร้อมใช้งานและ ยังไม่ได้ลาดยางทั้งหมด 121แห่ง (IBP INC., 2005, 22) สาหรับสนามบินพลเรือนที่ใช้งานได้ในปัจจุบัน มีทั้งหมด 46 แห่งทั่วประเทศ ดังนั้นปัจจัยด้านโครงสร้างการคมนาคมขั้นพื้นฐานทาให้ตุรกีเป็นประเทศ ที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ตุรกีถูกจัดให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วตามการประเมินของ CIA และเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่โดยการจัดประเภทของ IMF ตุรกีถือว่าเป็นประเทศมุสลิมที่มีสถานภาพและอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีและมี เสถียรภาพมาก จากข้อมูลของ CIA ตุรกีเป็นประเทศมุสลิมหนึ่งเดียวที่ถูกยกระดับให้เป็นประเทศที่ พัฒนาแล้ว นอกจากนั้นจากการเปิดเผยของธนาคารโลก ตุรกีถือว่าเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีรายได้ปาน กลางระดับสูง โดยปัจจุบันมีตัวเลขผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) มูลค่า 799.5 พันล้านดอลล่าร์ จัด อยู่อันดับที่ 18 ของโลก (The World Bank, 2014ก) และรายได้ประชากรต่อหัว (GDP per Capita, PPP) ในปี 2014 อยู่ที่ 19,698 ดอลล่าร์สหรัฐ (The World Bank, 2014ข) ในกรอบความร่วมมือ ระหว่างประเทศ ตุรกีเป็นสมาชิกของกลุ่ม G20 และมีความร่วมมือด้านการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี กับสหภาพยุโรป (Customs Union Agreement with the EU) รวมถึงกับประเทศในแถบแอฟริกาเหนือ (เช่น โมร็อกโกและอียิปต์) ยุโรปตะวันออก (เช่น โครเอเชีย) เอเชีย (เช่น เกาหลีใต้) และตะวันออกกลาง (เช่น ปาเลสไตน์และอิสราเอล) ที่สาคัญตุรกีกลายเป็นคู่แข่งกับจีนในการลงทุนด้านการก่อสร้าง สาธารณูปโภคในประเทศแถบแอฟริกา โดยในปี 2014 การค้าแบบข้อตกลงทวิภาคีในทวีปแอฟริกาทา ให้เกิดมูลค่า 23.4 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (Ministry of Foreign Affairs, Turkey, n.d.) นอกจากนั้นพรรค AK ยังมีนโยบายเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน (policy of zero problems) โดย อาศัยช่องทางการค้าเป็นกลไกเจริญสัมพันธ์อีกด้วย ดังนั้นหากมองไปที่ตัวเลขสถิติด้านเศรษฐกิจ ตุรกีเป็นประเทศที่มีสภาพเศรษฐกิจที่น่าสนใจ อย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอานาจขนาดกลางอย่างเช่น บราซิลและอินโดนีเซีย (ตารางที่ 2) ตุรกีมีอัตราค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากรมากกว่าทั้งสองประเทศข้างต้น โดยอยู่ในอันดับที่ 85 มี ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากร (GDP Per Capita, PPP)19,700ดอลล่าสหรัฐ ในขณะที่บราซิลและ อินโดนีเซียถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 100 และ 131 มีค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากรจานวน 16,200 และ 10,700 ดอลล่าสหรัฐตามลาดับ (CIA, n.d.) นอกจากนั้น จากการจัดอันดับเกี่ยวกับดัชนีการพัฒนา มนุษย์ของ UNDP เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าตุรกีอยู่ในอันดับที่ 72 ซึ่งถือว่าอยู่ใน ระดับที่สูงโดยได้คะแนนมากกว่าบราซิลและอินโดนีเซีย (UNDP, 2015)จากการศึกษาข้อมูลข้างต้นทา ให้เห็นว่าโครงสร้างและศักยภาพด้านเศรษฐกิจของตุรกีในปัจจุบันเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ตุรกีสามารถ
  • 38.
    38 ขยายฐานอานาจการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง อีกทั้งสามารถรับมือกับความ เปลี่ยนแปลงที่เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ ArabSpring ได้เป็นอย่างดี ตารางที่4.2 ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากรและดัชนีการพัฒนามนุษย์ ประเทศ ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากร (GPD per capital PPP)* ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (2015)** อันดับโลก (2014) จานวนเงิน อันดับ คะแนน ตุรกี 85 $19,700 72 0.761 บราซิล 100 $16,200 75 0.755 อินโดนีเซีย 131 $10,700 110 0.684 *Central Intelligence Agency. (n.d.). COUNTRY COMPARISON :: GDP - PER CAPITA (PPP). Retrieved December 30, 2015, from https://www.cia.gov/library/publications/the-world- factbook/rankorder/2004rank.html **UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME. (2015). Human Development Report. Retrieved December 30, 2015, from http://hdr.undp.org/en/2015-report นโยบายต่างประเทศตุรกี นโยบายต่างประเทศของตุรกีนับได้ว่ามีพัฒนาการที่น่าสนใจ นับตั้งแต่ภายหลังจากการก่อตั้ง สาธารณรัฐตุรกี นโยบายต่างประเทศของตุรกีเน้นหันหน้าเข้าสู่ตะวันตกอย่างเต็มที่ ในช่วงเริ่มต้นของ ก่อตั้งชาติ ตุรกีได้รับความช่วยเหลือจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาในการพัฒนา ประเทศ ประเด็นที่เห็นชัดที่สุดคือ การที่ตุรกีได้เข้าเป็นสมาชิกของ NATO ขณะเดียวกันก็มีความ พยายามของรัฐบาลตุรกีเสมอมาในการขอเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป (EU) อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกของอียูจาเป็นต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ของข้อตกลงโคเปนเฮเกนจ์ ซึ่งตุรกีก็ถูกปฏิเสธ
  • 39.
    39 ตลอดมา ด้วยกับสภาวะทางประชาธิปไตยและปัญหาภายในประเทศเอง กระทั่งมาถึงปัจจุบันที่เน้นการ ดาเนินนโยบายเชิงสร้างสรรค์กับทุกภูมิภาคและเป็นอิสระจากตะวันตกมากขึ้น นโยบายต่างประเทศตุรกีอาจแบ่งได้เป็น4 ช่วงเวลาหลักๆ คือ ช่วงของเคมาลิสต์และการเข้าหา ตะวันตก ช่วงภายใต้การดูแลของกองทัพและเน้นการดาเนินนโยบายแบบโดดเดี่ยว ช่วงยุค ประธานาธิบดีโอซาลและนโยบายนีโอออตโตมานช่วงเริ่มต้น และช่วงยุคพรรคอัคและนโยบายการ ดาเนินความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์แบบหลากมิติ ภาพที่4.2 พัฒนาการนโยบายต่างประเทศตุรกี ในช่วงยุคแรกของการก่อตั้งประเทศ เคมาล อะตาเติร์ก ได้พยายามพัฒนาประเทศให้เข้าสู่การ เป็นประเทศประชาธิปไตยและเซคิวล่าร์ โดยที่สาหรับอะตาเติร์กแม้จะมีแนวคิดของความเป็นชาตินิยม แต่มีความนิยมในแนวทางแบบตะวันตก ซึ่งเขาต้องการให้ตุรกีไปสู่จุดที่อยู่ในสภาวะทัดเทียมกับ ตะวันตก จึงเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรป ขณะเดียวกันก็เน้นการ ดาเนินนโยบาย “สันติภาพในประเทศ สันติภาพในโลก” (Peace at Home, Peace in the World) โดย เน้นการใช้แนวทางการทูตเพื่อดาเนินนโยบายมากกว่าการใช้อาวุธเช่นที่ผ่านมา (Eraslan, 2001) ขณะเดียวกันพัฒนาการสาคัญในช่วงยุคที่แนวคิดแบบเคมาลิสต์ยังคงเป็นแนวคิดหลักของตุรกี คือ การ เข้าร่วมกับ NATO ในปี 1952 ซึ่งทาให้การทหารของตุรกีได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา (Republic of Turkey Ministry of Foreign Affairs, ม.ป.ป.) ยุคต่อมาตั้งแต่ช่วงปี 1960 จนกระทั่งช่วงปี 1980 ตอนต้น ตุรกีเข้าสู่ยุคที่กองทัพมีอิทธิพลสูงต่อ การปกครอง หลังจากเกิดปฏิวัติในปี1960 1971 และ 1980 เมื่อไม่สามารถได้ข้อยุติทางการเมือง หลังจากอานาจเริ่มกระจายสู่พรรคการเมืองที่หลากหลายขึ้น กระทั่งนาไปสู่ความขัดแย้งในสังคม จนทา ให้ทหารอาศัยช่องทางนี้ในการเข้ามาปฏิวัติ แม้ว่าจะดาเนินนโยบายต่อจากช่วงแรก แต่เน้นนโยบายโดด เดี่ยวตัวเองมากขึ้น เนื่องจากประเทศตะวันตกต่างกดดันให้ตุรกีต้องเข้าสู่กระบวนการทางประชาธิปไตย ซึ่งแรงกดดันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทาให้ตุรกีต้องจัดการเลือกตั้งในปี 1982 ซึ่งได้ประธานาธิบดีที่อยู่ภายใต้ 1923 1938 1950 1960 1983 1993 2000 2002 2015 ยุคสมัยอะตา เติร์ก ยุคสมัยอีโนนู และเมนเดเรส ยุคสมัยอยู่ภายใต้ อิทธิพลทหาร ยุคสมัยโอซาล ยุคสมัยเดมิเรล และเอเจวิท ยุคสมัยพรรคอัค นโยบายต่างประเทศแบบเคมาลิสต์ และเน้นพึ่งพิงตะวันตก นโยบาย ต่างประเทศ แบบโดดเดี่ยว นโยบายต่างประเทศ นีโอออตโตมานช่วง เริ่มต้น นโยบายต่างประเทศเชิง สร้างสรรค์แบบหลากมิติ
  • 40.
    40 การควบคุมของกองทัพอยู่ กระทั่งประธานาธิบดีโอซาล (Özal)ได้รับตาแหน่งในปี 1989 เป็นต้นมา ก็ เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของนโยบายต่างประเทศ โดยที่ในยุคนี้นโยบายต่างประเทศตุรกีเริ่มมีการกระจาย มากยิ่งขึ้น หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง ตุรกีเริ่มเข้าไปมีบทบาทในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง บอล ข่าน คอเคซัส ภูมิภาคทะเลดาและแอฟริกามากขึ้น โดยมองย้อนกลับไปยังอดีตของตุรกี ที่เคยเป็น อาณาจักรออตโตมานที่ยิ่งใหญ่ ความต้องการในการก้าวสู่การเป็นผู้นาแห่งภูมิภาคเริ่มกลับมา พร้อมกับ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ (Laciner, 2009) จุดเปลี่ยนของการต่างประเทศของตุรกี ที่เริ่มเห็นเด่นชัดและทาให้ตุรกีเข้าสู่การเป็นตัวแสดงที่ สาคัญในเวทีระหว่างประเทศคือ ในช่วงเปลี่ยนผ่านอานาจสู่พรรคยุติธรรมและพัฒนา หรือพรรคอัค ซึ่ง หันมาเน้นการดาเนินนโยบายต่างประเทศเชิงสร้างสรรค์แบบหลากมิติ จากนโยบายต่างประเทศตุรกีใน อดีตเน้นให้ความสาคัญแก่ประเด็นด้านความมั่นคงในรูปแบบที่เน้นประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจเป็น หลัก (Tür & Han, 2012) เมื่อพรรคอัคเข้ามาบริหารประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2002 ตุรกีได้ขยาย ขอบเขตการดาเนินนโยบายต่างประเทศที่เน้นประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ นอกเหนือจาก ตะวันตกมากขึ้น (Koutri, 2011) ภายใต้การนาเสนอนโยบายที่เป็นแนวทางนโยบายต่างประเทศใหม่ที่ ถูกเสนอเมื่อครั้งดาวุดโอก์ลู นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน อยู่ในตาแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ นั่นคือ นโยบายการปราศจากปัญหากับเพื่อนบ้าน (‘zero problems’ with neighbors) และพัฒนา ความสัมพันธ์กับภูมิภาคใกล้เคียงและกระจายออกไป (Davutoğlu, 2008) แม้ว่าต่อมาจะเล็งเห็นว่า ประเทศเพื่อนบ้านล้วนแล้วแต่มีปัญหาที่ทาให้การไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้านนั้นมีความยากลาบาก จึงหัน มาใช้ นโยบายการร่วมมือให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ (cooperate as much as possible) แทน (สถาน เอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา, 2014) นโยบายต่างประเทศใหม่ของตุรกีนี้ ไม่เน้นการดาเนินความสัมพันธ์ในมิติความมั่นคงเช่นเดิมอีก ต่อไป หากแต่ยังให้ความสาคัญต่อประเด็นอื่นๆ เช่น วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สันติภาพและการช่วยเหลือ ทางด้านมนุษยธรรม เป็นต้น (Bayer & Keyman, 2012 อ้างถึงใน Andree, 2014) ซึ่งเป็นการใช้อานาจ อ่อนตามคาอธิบายของ Nye โดยที่นับตั้งแต่พรรคอัคเข้าสู่อานาจ จะเริ่มเห็นตุรกีให้ความสาคัญกับการ แสดงบทบาทในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยในพื้นที่ความขัดแย้งหลายแห่ง เช่น กรณีของปาเลสไตน์และ อิสราเอล ขณะเดียวกัน ตุรกีเริ่มเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ มากขึ้นทั้งใน ตะวันออกกลางและในยุโรป ตลอดจนหันมาเน้นการใช้แนวทางการเจรจาและการทูต ซึ่งเห็นได้จากการ เปิดสถานทูตมากขึ้น มีการพบปะในระดับผู้นามากขึ้น รวมถึงการมีข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับหลาย ประเทศ (Andree, 2014) การดาเนินนโยบายต่างประเทศของตุรกียังมีอีกหนึ่งลักษณะเฉพาะคือ มีความเป็นอิสระ และไม่ มีความเป็นศัตรูถาวรในทุกด้าน หากแต่ถ้ามีความจาเป็นที่จะต้องร่วมมือในประเด็น ก็จะร่วมมือ และ ประเด็นใดที่จาเป็นต้องแสดงจุดยืนการต่อต้านโดยเฉพาะต่อประเทศมุสลิมและภูมิภาคใกล้เคียง ก็จะ ต่อต้านอย่างแข็งกร้าว เช่น จุดยินของตุรกีต่อจีน แม้ว่าตุรกีจะต่อต้านมาตรการของจีนต่อชาวอุยกู
  • 41.
    41 รเติร์กในซินเจียง แต่ก็ยังคงมีการดาเนินนโยบายทางเศรษฐกิจกับจีน เป็นต้น(Kirişci & Kaptanoğlu, 2011) จะเห็นได้ว่านโยบายต่างประเทศใหม่ของตุรกีมีความน่าสนใจ ตรงที่พยายามเสนอแนวทางเลือก ในการเป็นประเทศพึ่งพิงที่นอกเหนือจากประเทศตะวันตก ขณะเดียวกันก็เน้นการพัฒนาให้มีมาตรฐาน ทัดเทียมกับประเทศตะวันตกและยุโรป แต่ก็นาเอาความเป็นเอเชียและความเป็นมุสลิมกลับมา จึงเริ่ม แสดงบทบาทนาในประเทศที่มีลักษณะทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกันนี้ได้ นอกจากนั้น ความเป็นพรรค การเมืองที่มีนโยบายอยู่บนฐานของความเป็นอิสลาม ทาให้การดาเนินนโยบายของพรรคอัคในช่วงหลัง ถูกมองว่าเป็นแนวทาง “นีโอออตโตมาน” ที่ชัดเจนขึ้นกว่ายุคก่อนหน้า ซึ่งออตโตมานเดิมในอดีตเคย เป็นอาณาจักรที่ปกครองโลกมุสลิมมาก่อน ความรู้สึกเช่นนี้จึงถ่ายทอดมาสู่ตุรกีในยุคปัจจุบันที่กาลัง แสวงหาจุดยืนที่เป็นผู้นาอีกครั้ง (Sözen, 2010) การดาเนินนโยบายต่างประเทศของตุรกีที่อยู่ในกระบวนการค้นหาพื้นที่ของตนเองในโลก ด้วย กับนโยบายการดาเนินความสัมพันธ์แบบหลายมิติเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายที่ต่างกันในแต่ละรูปแบบการ ดาเนินนโยบายนี้ มีความต่างกันในแต่ละตัวแสดง จะเห็นได้ว่าต่อประเทศมหาอานาจหรือประเทศกลุ่ม อานาจใหญ่ ไม่ว่าจะต่ออเมริกา จีน รัสเซีย หรือพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาอย่างอิสราเอล ตุรกีมีการ ดาเนินนโยบายที่เน้นการต่อต้านเชิงประณามและแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ประเทศ เหล่านี้ใช้อานาจอย่างผิดพลาด แต่ขณะเดียวกันก็ร่วมมือในสิ่งที่จาเป็น นั่นคือ ด้านการทหาร อาวุธ ตลอดจน การทาการค้าและลงทุน โดยเฉพาะข้อตกลงเรื่องพลังงาน ขณะที่ต่อกลุ่มประเทศยุโรป แม้ว่า ตุรกีจะต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอียู แต่เริ่มมีการพิจารณามากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจของอียูเริ่มเกิดปัญหา โดยเฉพาะภายหลังจากปัญหาเศรษฐกิจในกรีซ อย่างไรก็ตาม อียูยังถือว่าเป็นประเทศคู่ค้าหลักของตุรกี และในหลายประเทศสมาชิกของอียู เช่น เยอรมัน ก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับตุรกีมาเป็นเวลานาน จึง ทาให้เห็นว่าการดาเนินความสัมพันธ์ต่อกลุ่มประเทศยุโรปนั้น ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่สาคัญ สาหรับตุรกีอยู่ โดยเฉพาะในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและพลังงาน (ยาสมิน, 2015) ส่วนนโยบายต่อกลุ่มประเทศเอเชียกลาง คอเคซัส บอลข่าน และ แอฟริกา ตุรกีได้ดาเนิน นโยบายต่อกลุ่มประเทศด้วยกับความรู้สึกถึงความเป็นชนชาติเดียวกันกับประชาชนในแถบเอเชียกลาง คอเคซัส และบอลข่าน รวมถึงยังเป็นกลุ่มภูมิภาคใกล้เคียงที่กาลังพัฒนา ตุรกีจึงพยายามแสวงหาความ เป็นประเทศอานาจใหญ่ในภูมิภาค ผ่านการใช้นโยบายการทูต การเข้าไปช่วยในกระบวนการสันติภาพ ในพื้นที่ขัดแย้งของในกลุ่มประเทศเหล่านี้ ตลอดจนการเป็นประเทศผู้ให้ ซึ่งถือว่าเป็นบทบาทที่ตุรกี แสดงและประสบผลสาเร็จ จากผลการจัดลาดับของ Global Humanitarian Assistance ในปี 2013 ตุรกี ถือว่าเป็นประเทศผู้ให้ที่ให้มากเป็นอันดับที่สาม รองจากสหรัฐอเมริกา และ สหราชอาณาจักร (ไม่ รวมกลุ่มประเทศอียู) (ดังภาพ 4.3) โดยที่การช่วยเหลือของตุรกีนั้นไม่เพียงแต่จะให้ผ่านองค์กร Turkish International Cooperation and Development Agency (TIKA) ซึ่งเป็นองค์กรที่ประสานในการมอง ความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official development assistance (ODA) จาก
  • 42.
    42 รัฐบาล (Republic ofTurkey Ministry of Foreign Affairs, ม.ป.ป.) หรือการให้ในรูปของทุนการศึกษา สาหรับนักศึกษาต่างชาติจากองค์กรชาวเติร์กในต่างประเทศและชุมชนที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ภายใต้การดูแล ของสานักนายกรัฐมนตรี (the Presidency for Turks Abroad and Related Communities (YTB)) และสภาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งตุรกี (The Scientific and Technological Research Council of Turkey (TÜBİTAK)) เพียงเท่านั้น แต่ยังให้ผ่านองค์กรเอกชนอิสระอื่นๆ ที่เคลื่อนไหวอย่าง กระตือรือร้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกด้วยเช่นกัน รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนในสาม จังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย (ยาสมิน, 2015ก) ภาพที่4.3 20 ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมมากที่สุดในปี 2013 ที่มา : www.globalhumanitarianassistance.org/www.turkeyandtheworld.com ในขณะที่การดาเนินนโยบายต่อประเทศในแถบตะวันออกกลางและประเทศมุสลิม ตุรกีก็เน้น ขยายกรอบคิดของความเป็นอิสลาม ภายใต้ความเป็นพี่น้องในอิสลาม ด้วยกับการช่วยเหลือกลุ่ม ประเทศมุสลิมที่อยู่ในภาวะขัดแย้งและยากจน ในขณะที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศในแถบตะวันออก กลาง ขณะเดียวกันยังถือว่าเป็นแบบอย่างนาให้กับอีกหลายประเทศในแนวทางอิสลามการเมือง อย่างไร ก็ตามภายหลังจากเกิดความวุ่นวายในประเทศตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นอาหรับสปริง การเข้าสู่ อานาจของซีซีในอียิปต์ การเกิดสงครามกลางเมืองในซีเรีย ความขัดแย้งในลิเบีย ความขัดแย้งระหว่าง ซุนนี่และชีอะห์ ความพยายามในการเป็นอานาจใหญ่ในภูมิภาคของอิหร่านและการขึ้นมาของไอซิส หรือ
  • 43.
    43 ดาอิช ก็ทาให้ท่าทีของตุรกีจาเป็นต้องเปลี่ยนไปในบางส่วน จากที่เน้นเพียงการดาเนินความสัมพันธ์ ทางการทูตก็จาเป็นต้องใช้อาวุธในกรณีที่จาเป็น โดยเฉพาะกับความขัดแย้งในบริเวณชายแดนที่มี แนวโน้มจะเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ เช่น การใช้ปฏิบัติการด้านอาวุธเข้าโจมตีกลุ่มไอซิสร่วมกับกอง กาลังจากสหรัฐอเมริกา หลังจากมีการระเบิดพลีชีพในตุรกีและระบุว่าเป็นการกระทาของสมาชิกกลุ่มไอ ซิส เป็นต้น (ยาสมิน, 2015) นอกจากนี้ ตุรกีเองมีความพยายามที่จะนาตัวเองไปสู่การเป็นประเทศผู้นา ในโลกมุสลิม ด้วยการเรียกร้องให้โลกมุสลิมย้อนมองความยิ่งใหญ่ในอาณาจักรออตโตมันในอดีตเพื่อ สร้างภาพลักษณ์ว่าสิ่งนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวาระของตุรกีที่แสดงออกถึงความ ต้องการเป็นผู้นาโลกมุสลิมได้ถูกพูดซ้าในหลายๆเวทีประชุมโลกอิสลามต่างๆ เช่น ในการประชุมความ ร่วมมืออิสลามหรือ OIC เป็นต้น จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าตุรกีได้ดาเนินนโยบายแบบ 360 องศา (สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา, 2014) ซึ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือให้มากที่สุดเท่าที่สามารถ แต่ก็แข็งกร้าวแบบมีจุดยืน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโลกมุสลิม สาหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตุรกีทาสนธิสัญญาและความร่วมมือกับอาเซียน (ASEAN TAC) และต้องการจะยกฐานะเป็นคู่เจรจา (Dialogue Partner) ของอาเซียน ขณะเดียวกันก็มี ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชารวมถึงประเทศไทย ประเทศไทย กับตุรกีได้เริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่ปี 2501 และมีความร่วมมือทางการค้าในหลาย ด้าน แม้ว่าจะยังไม่ได้มีการตกลงในกรอบความร่วมมือการค้าเสรีก็ตามแต่อยู่ในระหว่างการเจรจา ขณะเดียวกันประเทศไทยยังได้รับการยกเว้นวีซ่าในการเข้าประเทศตุรกีเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งแสดงให้ เห็นถึงสถานะทางการทูตที่ดี (สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา, 2014) ในขณะที่ตุรกีก็ได้ให้ความ ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับประเทศสมาชิกอาเซียนที่อยู่ในภาวะความขัดแย้ง ประสบกับภัยพิบัติ และ มีความยากจน นอกเหนือจากความร่วมมือในระดับทวิภาคีและความสัมพันธ์ต่อประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว ใน กรอบขององค์กรระหว่างประเทศปัจจุบันตุรกีเป็นประเทศสมาชิก OSCE, Council of Europe, OIC, CICA, NATO, G20 เป็นสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC วาระปี 2552-2553 (สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุง อังการา, 2014) และยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศ MIKTA (เม็กซิโก, อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้, ตุรกี และออสเตรเลีย) ที่เกิดขึ้นในปี 2013 จากกลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิก G20 เดิมซึ่งมีเป้าหมายในการคาน อานาจกับประเทศตะวันตก พัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน และก้าวสู่ประเทศที่เป็นอานาจกลางของโลก (Rosen, 2013) รวมถึงการร่วมมือกันภายใต้กลุ่ม MINT (Mexico, Indonesia, Nigeria, Turkey) เพื่อ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศร่วมกัน ด้วยบริบทของนโยบายต่างประเทศเชิงรุกในยุคสมัยใหม่นับตั้งแต่พรรคอัคขึ้นมาบริหารประเทศ ซึ่งทาให้ตุรกีมีบทบาทในเวทีโลกและขยายความสัมพันธ์ที่รอบด้านมากขึ้นนี้ ก็ส่งผลให้ตุรกีในช่วง
  • 44.
    44 ทศวรรษที่ผ่านมาค่อยๆ ก้าวสู่การเป็นมหาอานาจกลางในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน บทบาทความพยายามในการเป็นตัวกลางสร้างสันติภาพในหลายพื้นที่ก็ช่วยหนุนเสริมให้ภาพลักษณ์ ของประเทศเป็นไปในทิศทางบวกขึ้นด้วยนโยบายเช่นนี้จึงทาให้ตุรกีเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เริ่มมีบทบาท ที่เด่นชัดและท่าทีของตุรกีก็ส่งผลต่อการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัดขึ้นด้วยเช่นกัน สภาพสังคมตุรกี สภาพสังคมของตุรกีในปัจจุบันอาจนับได้ว่าเป็นผลสะท้อนมาจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ของการปกครองในพื้นที่นี้ นับตั้งแต่อาณาจักรไบเซนไทน์ เซลจุก ออตโตมาน จนมาถึงตุรกีสมัยใหม่ที่มี ความใกล้ชิดกับตะวันตกและมีแนวทางอิสลามไปพร้อมๆกัน ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัยมี การเคลื่อนย้ายของคน จากเดิมที่มีประชากรชาวคริสเตียนอยู่มาก เมื่ออาณาจักรไบเซนไทน์ล่มสลายก็มี จานวนลดน้อยลง กระทั่งมาสู่การเคลื่อนย้ายคนระหว่างกรีซและตุรกี รวมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอาเม เนีย และการอพยพของประชากรคริสเตียนเข้าสู่ยุโรป ทาให้ประชากรคริสเตียนในตุรกีปัจจุบันถือว่าเป็น ชนกลุ่มน้อย ขณะเดียวกันก็มียิวที่เป็นชนกลุ่มน้อยบางส่วนด้วยเช่นกัน ในขณะที่ประชากรหลักของ ประเทศจะนับถือศาสนาอิสลาม แบบสานักคิดฮานาฟี ในแนวทางซุนนี่เป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็มี ผู้คนที่นับถือในแนวคิดอาลาวี และชีอะห์ รวมถึงซูฟี อยู่จานวนหนึ่ง (Barker, 2012) โดยที่หากคิดเป็น เปอร์เซ็นต์แล้วมีมุสลิม 99.8% ของประชากรทั้งหมด และศาสนาอื่นๆ อีกเพียง 0.2% (The CIA World Fact Book, 2015) ประชากรทั้งหมดของประเทศในปี 2014 มีจานวน 77,695,904 คน โดยที่ประชาชน มีอัตราส่วนในการอยู่ในเมืองถึง 91.8%ขณะที่อยู่ในหมู่บ้าน 8.2% ของจานวนประชากรทั้งหมด โดยที่ ประชากร 18.5% อาศัยในเมืองอิสตันบูล ตามด้วยอังการ่า อิสมีร และอันทาเลีย ตามลาดับ(Turkish Statistical Institute, 2015) ขณะที่ประชากรประกอบด้วยเชื้อชาติที่หลากหลายที่กระจายอยู่ทั่วทั้ง ประเทศไม่ว่าจะเป็นชาวเติร์ก ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ ชาวเคิร์ด ที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ชาวอัลแบเนีย ชาวลาซส์ ชาวอาเซอร์ไบจาน ชาวซาซาส์ ชาวเชชเนีย ชาวซิรซาสเซียน ชาวอาหรับ ชาวบอสเนีย ชาวตาต้า ชาวอาเมเนีย ชาวกรีก และชาวยาซีดี (U.S. Library of Congress, ม.ป.ป.) ในแง่ของสังคมการเมืองตุรกีเป็นประเทศที่ถือว่าสังคมได้มีการถูกทาให้มีความเป็น ประชาธิปไตย ด้วยกับระบบพรรคหลายพรรคที่เกิดขึ้น การมีการเลือกตั้งได้อย่างอิสระ และก้าวข้าม ผ่านอิทธิพลของทหารในการเข้าสู่กรอบทางการเมือง ซึ่งได้เคยเกิดการปฏิวัติโดยกองทัพเมื่อปี 1960 1971 1980 และครั้งสุดท้ายในปี 1997 (Kuru, 2012) กลุ่มเคมาลิสต์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมได้มีส่วน สาคัญในการสร้างสาธารณรัฐตุรกี และเน้นความเป็นเติร์ก ในขณะที่กลุ่มอื่นที่มีอยู่ในสังคมตุรกี ไม่ว่าจะ เป็นชาวเคิร์ด ชาวอาลาวี ตลอดจนชาวกรีกและชาวอามาเนียซึ่งไม่ใช่มุสลิมก็ถูกกระบวนการทาให้ กลมกลืนของกลุ่มนี้ ทาให้ความเป็นอื่นที่ปรากฏในสังคมตุรกีไม่เป็นที่ยอมรับในช่วงเวลาหนึ่ง กระทั่ง นาไปสู่ปัญหาความขัดแย้งภายใน โดยเฉพาะระหว่างชาวเติร์กและชาวเคิร์ด ซึ่งมีการปะทะกันของอัต
  • 45.
    45 ลักษณ์ที่ต่างกับภาวะของความเป็นรัฐชาติ ขณะเดียวกัน ในช่วงก่อนที่พรรคอัคจะเข้าสู่อานาจแม้ว่า มุสลิมที่ปฏิบัติตามหลักการศาสนาก็ถูกห้ามไม่ให้ประกอบศาสนกิจในพื้นที่สาธารณะด้วยกับแนวคิดที่ พยายามจะเปลี่ยนประเทศให้เป็นเซคิวล่าร์ หรือ การแยกศาสนาออกจากการเมือง (Öktem, 2011) ด้วยกับบริบทเชื้อชาติเดิมและกระบวนการผสมกลมกลืนนี้ก็ทาให้ปัจจุบันความเป็นมุสลิมของคนตุรกีนั้น มีความแตกต่างกันออกไป นับตั้งแต่ประกอบศาสนกิจอย่างเคร่งครัด ไปจนถึงการไม่สนใจในหลักการ ทางศาสนาเลย ด้วยกับภาวะเช่นนี้จึงทาให้ยังคงมีการต่อสู้ทาทงอัตลักษณ์ของความเป็นมุสลิมในพื้นที่ สาธารณะ โดยเฉพาะการกีดกันเรื่องการสวมฮิญาบของสตรีชาวมุสลิม ซึ่งได้มีการห้ามในช่วงเวลาหนึ่ง กระทั่งมีความพยายามเรียกร้องให้มีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงอัตลักษณ์ทางศาสนพื้นที่สาธารณะ มากขึ้นในช่วงพรรคอัคอยู่ในอานาจ ขณะที่วัฒนธรรมของชาวตุรกีก็ได้รับการสืบต่อมาจากพัฒนาการของการปกครองเช่นเดียวกัน จึงจะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมตุรกีปัจจุบันมีการผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันออก ความเป็นเอเชีย และ ความเป็นตุรกีเดิม กับความเป็นตะวันตกแบบโมเดิร์น ศิลปะของตุรกี ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด การก่อสร้าง ปะติมากรรม ดนตรี และนิยาย ล้วนแล้วแต่จะแฝงความเป็นออตโตมานเดิมเอาไว้ ด้วยกับการสะท้อน ศิลปะเหล่านี้ให้มีกลิ่นอายของความเป็นอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวอักษรภาษาอาหรับ หรือ การสื่อ ความหมายไปสู่ความเชื่อในพระเจ้า เป็นต้น อย่างไรก็ตามก็ยังสามารถเห็นการผสมผสานกับความเป็น ตะวันตก โดยเฉพาะภายหลังจากการปฏิรูปทานซีมัต (Tanzimat) ซึ่งจะเห็นสถาปัตยกรรมหรืองาน เขียนที่มีความผสมผสานมากขึ้น จะเห็นวัฒนธรรมการดื่มชาหรือกาแฟที่มีการกระจายตัวมากขึ้น เป็น ต้น (Republic of Turkey Ministry of Culture and Tourism, ม.ป.ป.) ด้วยลักษณะทางสังคมที่มีความหลากหลายของประชากร ทาให้ผู้ปกครองตุรกีในยุคสมัยใหม่ จาเป็นต้องให้ความสาคัญกับความหลากหลายที่ปรากฏในอาณาเขตบริเวณของตนแบบรอบด้านมากขึ้น ขณะเดียวกันอัตลักษณ์ของความเป็นเติร์กและความเป็นมุสลิมก็ถูกใช้ในการกระจายขอบเขตอิทธิพล ของตุรกีไปสู่ต่างประเทศมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนั้น สิ่งที่ถูกถ่ายทอดมาตั้งแต่ออตโตมานก็ ทาให้ศิลปะและวัฒนธรรมของตุรกีเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น ปัจจัยทางสังคมเหล่านี้จึงมีส่วนต่อยอด การก่อร่างความเป็นมหาอานาจขนาดกลางของตุรกีให้เห็นชัดมากยิ่งขึ้น ส่วนข้อมูลทางสถิติทางประชากรศาสตร์ชี้ว่า จากประชากรประมาณ 77 ล้านคนของตุรกี มี จานวนถึง 28 ล้านคนอยู่ในวัยทางาน และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศใน EU แล้ว ตุรกีจะอยู่อันดับ 4 ในเรื่องการมีประชากรในวัยทางาน (Turkish Investment Support and Promotion Agency, 2016) ซึ่ง จานวนประชากรในวัยทางานจะเป็นปัจจัยสาคัญที่จะช่วยสร้างการพัฒนาประเทศตุรกีให้เป็นประเทศ อานาจขนาดกลางที่ยั่งยืนและมีความเข้มแข็งมากขึ้น ปัญหาและข้อท้าทาย
  • 46.
    46 แม้ว่าตุรกีถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่นับได้ว่ามีความก้าวหน้าในการพัฒนาทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หากแต่ตุรกียังคงเผชิญกับปัญหาและข้อท้าทายหลากหลายด้านที่อาจส่งผลต่อ ความไม่มั่นคงในอนาคตของการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่มาจากภายในประเทศและปัญหา ที่มาจากภายนอก สาหรับภายในประเทศ ตุรกียังคงเผชิญกับความไม่มั่นคงของการเมืองภายใน ไม่ว่าจากความ ขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน กลุ่มอิสลามมิสต์และกลุ่มเซค คิวล่าริสต์รวมไปถึงกลุ่มเคมาลิสต์และกลุ่มชาตินิยมที่ยังคงมีการปะทะการตลอดมา ด้วยกับความกลัวว่า เมื่ออานาจไปอยู่ในมือของกลุ่มแนวคิดอุดมการณ์แบบใด แนวคิดตามอุดมการณ์ของตนก็จะถูกแทนที่ ในขณะเดียวกันปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวเติร์กและชาวเคิร์ด ก็เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อที่ส่งผลกระทบ ต่อผู้คนจานวนมาก ทั้งยังกระทบต่อความรู้สึกในแง่ลบของประชาชนที่มีชาติพันธุ์ที่ต่างกัน และด้วย ปัญหานี้เองก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทาให้อียูไม่ยอมรับตุรกีเข้าเป็นประเทศสมาชิก เนื่องจากมองว่าตุรกีไม่ สามารถจัดการกับสงครามภายในได้ โดยที่หากกล่าวถึงเคิร์ดแล้วก็ถือว่าเป็นหนึ่งในชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งปราศจากรัฐของตนเอง (the largest nation without state) ที่กระจายอาศัยอยู่ในตุรกี อิรัก อิหร่าน ซีเรียและบางส่วนของอาร์มาเนีย ซึ่งได้เกิดความขัดแย้งที่เห็นชัดในปี 1984 ด้วยการใช้ความรุนแรง ต่อต้านรัฐบาลจากกลุ่มติดอาวุธพีเคเค (Kurdistan Workers' Party หรือ PKK) ของชาวเคิร์ด (ยาสมิน, 2014) อย่างไรก็ตามความขัดแย้งนี้ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ และมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการหยุด ยิงจากทั้งสองฝ่าย แต่การหยุดยิงนี้สิ้นสุดลงเมื่อ เดือนสิงหาคม 2015 และเข้าสู่การปะทะกันอีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันปัญหาภายในยังมีผลมาจากการอยู่ในอานาจที่ยาวนานของประธานาธิบดีแอรโดก์ อานที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นประธานาธิบดี หลังจากเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึงสองสมัย จึงทาให้ เป็นข้อถกเถียงว่าการมีผู้นาที่ยาวนานแม้ว่าในแง่หนึ่งจะทาให้การพัฒนาและการดาเนินนโยบายเป็นไป ได้อย่างต่อเนื่องและบุคลิกที่เหมาะสมกับการเป็นผู้นาของแอรโดก์อาน ที่ทาให้ได้รับเลือกตั้งต่อ หากแต่ การอยู่อย่างยาวนานก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นผู้นาเผด็จการเช่นในประเทศอาหรับหลายประเทศ ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างแอรโดก์อานและกลุ่มเคลื่อนไหวกุลเลน ที่มีเครือข่ายการทางาน กระจายทั่วโลก ในรูปของธุรกิจและการศึกษา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเสี่ยงในการสร้างอานาจซ้อน ในกลุ่มตนเองของเครือข่ายกุลเลน จึงทาให้ทั้งสองกลุ่มมีความขัดแย้งต่อกัน และมีความพยายามในการ ทาลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจากกลุ่มกุลเลน ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็มีการปราบปรามการทางาน ของกลุ่มกุลเลนที่ถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อการเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของรัฐบาล ด้วยเหตุนี้ เสถียรภาพของรัฐบาลในช่วงหลังจึงลดน้อยลงจากความขัดแย้งภายในนี้ด้วยเช่นกัน (Turam, 2014) และข้อท้าทายอีกประการสาคัญสาหรับการเมืองภายใน ก็คือผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2015 ซึ่งผลปรากฏว่าพรรคอัคได้รับเสียงส่วนมาก แต่ไม่เพียงพอที่จะตั้งเป็นพรรครัฐบาลเดียวเช่นที่ผ่านมาได้ จาเป็นต้องตั้งรัฐบาลผสม (ยาสมิน, 2015ข) หากแต่การเจรจาร่วมกันตั้งพรรครัฐบาล กลับไปสู่ข้อยุติให้ มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2015 ซึ่งผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ทาให้การเมืองตุรกีมีความไม่
  • 47.
    47 เสถียรภาพและเสี่ยงต่อภัยคุกคามมากขึ้น (The Guardian,2015) และภายหลังจากการเลือกตั้งใน เดือนพฤศจิกายน 2015 ตุรกีก็กลับสู่การครองอานาจพรรคเดียวของพรรคอัคอีกครั้ง หากแต่ สถานการณ์การเมืองภายในที่เริ่มมีเสถียรภาพก็ต้องเผชิญกับภาวะเสี่ยงของการเมืองระหว่างประเทศ ด้วยกับปัญหากับรัสเซียนับตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2015ซึ่งตุรกีได้ยิงเครื่องบินรัสเซียที่รุกล้าเขต น่านฟ้า จนทาให้เกิดวิกฤตทางการทูตระหว่างสองประเทศและรัสเซียก็มีมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ ต่อตุรกี นอกจากนั้น ภายในประเทศตุรกีเองก็ยังคงเผชิญกับปัญหาสังคมอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เช่น การ ว่างงานซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2015 ตุรกีมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 9.3% (Turkish Statistical Institute, 2015) ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ยังคงสูง เป็นต้น ขณะที่ปัจจัยภายนอกที่เป็นข้อท้าทายต่อประเทศตุรกี ประการแรกคือสภาวะเงินเฟ้อและ เศรษฐกิจโลกที่ซบเซา โดยจะเห็นว่าเศรษฐกิจตุรกีแม้จะมีอัตราการขยายตัวมาก แต่ยังคงอยู่ในภาวะ เงินเฟ้อ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่เริ่มถดถอยก็ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศด้วยเช่นกัน ประการถัดมา ที่เป็นข้อท้าทายของตุรกีในปัจจุบัน คือ แรงกดดันและอิทธิพลจากต่างชาติ โดยเฉพาะมหาอานาจ อย่าง สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย โดยที่สหรัฐอเมริกาจะมุ่งเน้นกดดันให้ตุรกี ทาให้ประเทศเป็น ประชาธิปไตย ในขณะที่รัสเซียและจีนก็แสดงท่าทีของความพยายามในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีเพื่อเป็น ตัวเลือกแทนสหรัฐอเมริกา แรงกดดันนี้เห็นได้ชัดในกรณีการปราบปรามไอซิส ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้ เรียกร้องให้ตุรกีแสดงบทบาทมาเป็นเวลานาน กระทั่งตุรกีตัดสินใจใช้กาลังเข้าปราบปรามหลังจาก เหตุการณ์ระเบิดที่เมืองซูรุชของตุรกี (ยาสมิน, 2015ค) ซึ่งปฏิบัติการโดยสมาชิกกลุ่มไอซิส(ISIS) และ ประการสุดท้ายที่เป็นข้อท้าทายสาคัญของตุรกีคือ ปัญหาบริเวณชายแดนและภูมิภาค นับตั้งแต่ไอซิส การฆ่าล้างพันธุ์ของรัฐบาลบัชชารในซีเรีย กลุ่มติดอาวุธเคิร์ดที่อยู่ในอิรักและซีเรีย ความพยายามในการ ขึ้นมามีบทบาทของชีอะห์และอิหร่าน ปัญหาระหว่างอาเซอร์ไบจานและอาเมเนีย ตลอดจนปัญหาของ เกาะไซปรัส และปัญหาในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กาลังเกิดขึ้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นภัยคุกคามต่อความ มั่นคงของตุรกีได้เช่นกัน การที่ตุรกีใช้อาวุธต่อกลุ่มติดอาวุธเคิร์ดและไอซิสในซีเรีย อาจเป็นผลให้เกิด ภาวะความรุนแรงกระจายเข้าสู่พื้นที่ได้เช่นกัน นอกจากนั้นก็คือปัญหาทางความสัมพันธ์ระหว่างตุรกี และรัสเซียตั้งแต่ช่วงปลายปี 2015 ก็เป็นประเด็นท้าทายต่อตุรกีที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดต่อรัสเซียมาก ขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในมิติความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อท้าทายที่ตุรกีกาลังเผชิญและจาเป็นที่จะต้องก้าวผ่าน มิฉะนั้นแล้วก็จะ กระทบต่อความมั่นคงทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ และกระทบต่อนโยบายต่างประเทศ ในแนวทางการทูต ซึ่งแต่ละประเทศจาต้องมีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง จึงสามารถต่อรองได้ เช่นเดียวกัน หากตุรกีไม่สามารถก้าวผ่านข้อท้าทายเหล่านี้ก็อาจทาให้ตุรกีไม่สามารถเป็นอานาจกลาง หรืออานาจใหญ่ในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนมากนัก
  • 48.
    48 บทสรุป จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของประเทศตุรกีจากอดีตจนถึงปัจจุบันทั้งใน ด้านความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจและสังคมทาให้เราทราบว่าตุรกีวางตาแหน่งแห่งที่ของตนภายใต้ กรอบประเทศอานาจขนาดกลางมาตั้งแต่หลังยุคสงครามเย็น แต่อิทธิพลของตุรกีในฐานะประเทศอานาจ ขนาดกลางผันผวนตามพลวัตของการเมืองภายในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 92 ปีที่ผ่านมาตุรกีมีพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจและทางการเมืองที่น่าสนใจ กล่าวคือ หลังจากประเทศได้หันไปใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาพร้อมกับการเปิดประเทศไปสู่การค้าเสรี แบบชาติตะวันตก ตุรกีสามารถฟื้นตัวกลับมาแข็งแกร่งและมีพัฒนาการไปในทางที่ดี ปัจจุบันตุรกีมี เสถียรภาพทางการเมืองมากพอสมควร ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดรัฐประหารแม้จะมีกองกาลังขนาดใหญ่ และมีอุตสาหกรรมด้านอาวุธเป็นของตัวเอง นอกจากนั้นตุรกียังประสบกับความท้าทายจากภาวะ การเมืองภายในและการเมืองระหว่างประเทศ แต่ก็ดูเหมือนว่าตุรกีจะสามารถก้าวข้ามไปได้ด้วยฐานของ สังคมที่เป็นประชาธิปไตย ในด้านเศรษฐกิจตุรกีจัดอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงและมีอัตรา การเติบโตเศรษฐกิจต่อเนื่องมาหลายปี แม้ในปี 2014 จะประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวแต่ตุรกีมีจุด แข็งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและเป็นชุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเชียและยุโรปทั้งในด้าน การค้า การท่องเที่ยวและมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนั้นตุรกียังมีนโยบายต่างประเทศที่เอื้อต่อการ สร้างมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน ดาเนินนโยบายเชิงสร้างสรรค์กับทุกภูมิภาคและเป็นอิสระจากตะวันตก มากขึ้น การเข้ามาบริหารประเทศของพรรค AK แม้ว่าจะเผชิญกับข้อท้าทายมากมาย แต่ก็นับได้ว่าเป็น อีกหนึ่งมิติใหม่ในการหล่อรวมพลังทางการเมืองกับค่านิยมแบบอิสลามบนเส้นทางกระบวนการสร้าง ประชาธิปไตยโดยเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งนี้ตุรกีได้ก้าวมาเป็นประเทศอุตสาหกรรม ใหม่และเป็นประเทศมุสลิมหนึ่งเดียวที่ CIA จัดให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว และจะมีบทบาทที่เข้มแข็งมาก ขึ้นในภูมิภาคใน 5- 10 ปีข้างหน้าถ้าการเมืองภายในยังอยู่ภายใต้การปกครองของพรรค AK
  • 49.
    49 บทที่ 5 บราซิลกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง บทนา บราซิลนั้นถือเป็นประเทศอานาจขนาดกลางที่มีความสาคัญมากขึ้นในเวทีโลกซึ่งเป็นเรื่องที่น่า ศึกษาเนื่องจากว่าบราซิลนั้นเดินมาถึงสถานะนี้ไม่ใช่ด้วยอานาจทางการทหารหรือนโยบายแข็งกร้าว อย่างเช่นประเทศอานาจขนาดกลางอื่นๆแต่ด้วยการใช้อานาจอ่อน (Softpower) ผ่านความช่วยเหลือ ระดับนานาชาติตลอดจนการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกทั้งในนโยบายภายในประเทศตลอดจนนโยบาย ต่างประเทศ (Ristovic, 2012) ปัจจุบันบราซิลถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในทวีป ลาตินอเมริกาและอยู่อันดับที่ 8 ในการจัดอันดับขนาดเศรษฐกิจโลกนอกจากนี้บราซิลประสบความสาเร็จ อย่างมากในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนออกจากความยากจนWorld Bank รายงานว่า ในช่วงปี 2003-2013 นั้นประชากรบราซิลกว่า 26 ล้านคนสามารถหลุดพ้นจากสภาวะยากจนได้สาเร็จ แต่ปัจจุบันต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอยจนส่งให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงอย่างมาก บราซิลนั้นเคยอยู่ใต้การปกครองของระบอบเผด็จการทหารยาวนานกว่า 30 ปีตั้งแต่ปี ค.ศ.1930 โดยเว้นช่วงให้แก่รัฐบาลพลเรือนเป็นระยะๆจนถึงปี ค.ศ.1985 จนกระทั่งปี ค.ศ.1988 บราซิลสามารถ จัดตั้งรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี1988ในท้ายที่สุด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นโยบายของบราซิลนั้นค่อนข้างจะดาเนินไปอย่างอ่อนโยน ถึงแม้ว่านโยบายต่างประเทศบราซิลนั้น ค่อนข้างแตกต่างไปตามผู้นาและพรรคการเมือง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าบราซิลนั้นเน้นการดาเนินนโยบาย ต่างประเทศโดยใช้อานาจทางทหารให้น้อยที่สุด โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการเป็นประเทศตัวกลางใน การเจรจา (mediator) และมุ่งเน้นไปยังความร่วมมือแบบพหุภาคี (Multilateral) มากกว่าจะเป็นแบบทวิ ภาคี (Bilateral) อันเป็นนโยบายที่หลายๆประเทศอานาจกลางใช้ ซึ่งเพิ่มสร้างการพึ่งพาในชาตินั้นๆ โดยในช่วงสมัยของประธานาธิบดี Fernando Henrique Cardoso จากพรรค Brazilian Social Democracyระหว่างปี ค.ศ. 1995-2003 นโยบายต่างประเทศบราซิลค่อนข้างเอนไปทางการพึ่งพา สหรัฐอเมริกา นโยบายต่างประเทศนั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงหลังจากประธานาธิบดี “Lula” Luiz Inácio Lula da Silva ซึ่งเข้ามาดารงตาแหน่งในช่วงปี 2003 -2011 จากพรรคแรงงาน ภายใต้การดารงตาแหน่งของ ประธานาธิบดี Lula บราซิลดาเนินนโยบายพหุภาคี และมุ่งเน้นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศกาลัง พัฒนาด้วยกันเองมากขึ้น (South-South foreign policy) ดังที่เห็นได้จากการที่บราซิลเป็นประเทศ ผู้ดาเนินการก่อตั้งสหภาพประชาชาติอเมริกาใต้ (UNASUR), เข้าร่วมกลุ่มประเทศ BRICS, การเป็นผู้
  • 50.
    50 ร่วมก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือ IBSA หรือIndia, Brazil, South Africa Dialogue Forum นอกจากนี้ บราซิลยังมีเป้าหมายที่จะเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาความมั่นคงสหประชาชาติแบบถาวร (United Nation Security Council) อีกด้วย การเป็นผู้เล่นสาคัญในภูมิภาคอเมริกาใต้นั้นต่างก็สะท้อนถึงความเป็น ประเทศอานาจขนาดกลางของบราซิลและนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเน้นอานาจอ่อน (Soft Power) ได้ เป็นอย่างดี (Rezende 2016) แม้ว่าปัจจุบันบราซิลกาลังเผชิญกับปัญหาทางสังคมภายใน แต่ความเป็น ผู้นาในภูมิภาคอเมริกาใต้และในเวทีโลกของกลุ่มประเทศกาลังพัฒนานั้นถือว่ามีบทบาทอย่างเห็นได้ชัด โดยในบทนี้ ผู้เขียนจะวิเคราะห์ศักยภาพของประเทศบราซิลในด้านต่างๆ ตั้งแต่บริบททั่วไป ไป จนถึงด้านการทหาร เศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ สภาพสังคม ตลอดจนข้อท้าทายที่บราซิลกาลัง เผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน โดยใช้ทฤษฎี Smart Power สะท้อนความพยายามที่จะมีบทบาทในเวทีโลก บริบททั่วไปของบราซิล บราซิลเดิมนั้นมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานจากการเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในช่วงศตวรรษที่ 15 สนธิสัญญา Tordesillas ปี ค.ศ.1949 ระหว่างสเปนและโปรตุเกสนั้นเป็นสนธิสัญญาที่ให้อานาจ โปรตุเกสในการอ้างสิทธิการปกครองในพื้นที่ๆเป็นประเทศบราซิลในปัจจุบันซึ่งภายหลังนั้นมีการ กาหนดพรมแดนอย่างเป็นทางการในปีค.ศ.1750ในสนธิสัญญามาดริดหลังจากนั้นบราซิลเข้าสู่ยุค จักรวรรดิในช่วงปี ค.ศ.1822-1889 ภายใต้การครองราชย์ของสองจักรพรรดิคือ จักรพรรดิ Dom Pedro หนึ่ง และ Dom Pedro ที่สอง ซึ่งมีเหตุการณ์สาคัญก็คือการยกเลิกระบบทาสในปี ค.ศ.1888 ในสมัยของ จักรพรรดิ Dom Pedro ที่สองซึ่งต่อมาสละบัลลังก์ และเปิดทางให้การก่อตั้งสาธารณรัฐในปี คศ.1889 ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐบราซิล นายพล Deodoro da Fonseca บราซิลในช่วงเริ่มต้นสาธารณรัฐนั้นเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ล้าหลังอเมริกาเหนืออย่าง มาก อายุขัยเฉลี่ยประชากรอยู่ที่ 28 ปี สินค้าส่งออกหลักๆก็คือสินค้าเกษตรพื้นฐาน เช่น กาแฟ น้าตาล และฝ้ายสินค้าเกษตรพื้นฐานหลายๆชนิดเช่นยางพาราและน้าตาลนั้นสูญเสียตลาดการส่งออกเนื่องจาก ไม่สามารถแข่งขันได้ คงเหลือแต่การส่งออกกาแฟซึ่งเพาะปลูกในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้ง ของเมืองใหญ่เช่น Sao Paulo, Minas Gerais และ กรุง Rio de Janeiro ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 บราซิลรับผู้อพยพจากต่างประเทศจานวนมาก ซึ่งเปลี่ยนบราซิลให้ เป็นสังคมหลากหลายทางวัฒนธรรม (Multiculture) ซึ่งในช่วงสงครามนั้นบราซิลตัดสินใจที่จะเป็น ประเทศไม่ฝักฝ่ายใด (Neutral) สงครามโลกนั้นส่งผลต่อการส่งออกกาแฟของบราซิลโดยตรง นอกจากนี้ เหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์ล่มในสหรัฐอเมริกาในปีค.ศ.1929 นั้นส่งผลให้ราคากาแฟตกลงไปกว่า 60% ทาให้เศรษฐกิจบราซิลเข้าสู่สภาวะตกต่า (Depression) จนนาไปสู่การรัฐประหารในปี 1930 ซึ่งต่อมา บราซิลเข้าสู่รัฐบาลเผด็จการในช่วงที่เรียกว่า Estado Novo หรือ รัฐใหม่ และยุคสาธารณรัฐที่สอง
  • 51.
    51 ในช่วงปีค.ศ.1930 – ค.ศ.1964ซึ่งมีการออกนโยบายสนับสนุนคนรายได้น้อยตลอดจนการพัฒนาสังคม เมืองเป็นอย่างมากต่อมาบราซิลเข้าสู่การปกครองโดยรัฐบาลทหารอย่างเบ็ดเสร็จในช่วงปี ค.ศ.1964 ถึง ค.ศ.1985 ประเทศบราซิลมีพื้นที่ราวๆ 3,265,059 ตารางกิโลเมตร ซึ่งปกคลุมพื้นที่เกือบกึ่งหนึ่งของทวีป อเมริกาใต้และมีพรมแดนติดต่อกับเกือบทุกประเทศในภูมิภาคยกเว้นประเทศชิลีและเอควาดอร์ ปัจจุบัน ประเทศบราซิลมีประชากรราวๆ 207 ล้านคน ในปี 2015 และเมืองใหญ่ที่สุดในบราซิลนั้นได้แก่เมือง Sao Paolo ซึ่งมีประชากรอยู่อาศัยถึง 11.3 ล้านคนในปี ค.ศ.2011 (World Population Review 2016) และประชากรส่วนใหญ่นั้นนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ประชาธิปไตยกลับสามารถกลับคืนมาสู่ประเทศบราซิลในช่วงท้ายของการปกครองของรัฐบาล ทหารในช่วงสมัยของประธานาธิบดีพลเอก João Baptista de Oliveira Figueiredoในปี 1979 ซึ่งเขาได้ วางแผนให้บราซิลนั้นกลับมาสู่ประชาธิปไตยให้ได้ภายในปี 1985 และมีประธานาธิบดีพลเรือนที่มาจาก การเลือกตั้งครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 ซึ่งก็คือนาย Tancredo Neves ในปี ค.ศ.1985 ซึงต่อมารอง ประธานาธิบดี José Sarney ต้องรับตาแหน่งต่ออย่างกระทันหันเนื่องจากการเสียชีวิตของนาย Nevas ปัจจุบันบราซิลอยู่ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี Dilma Rousseff จากพรรคแรงงาน (Worker’s Party) ซึ่งดารงตาแหน่งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 การทหารของบราซิล บราซิลในเวทีโลกนั้นมักมองมองว่าเป็นประเทศที่ค่อนข้างสงบ โดยเฉพาะทางด้านการทหาร นอกจากนี้ภูมิภาคอเมริกาใต้ค่อนข้างที่จะมีภัย (threat) ต่อความมั่นคงน้อย ดังนั้นประเทศในภูมิภาคนี้ สามารถพัฒนาไปได้อย่างดีโดยปราศจากปัจจัยความมั่นคงภายนอก (Gratius, 2007) นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของกองทัพบราซิลนั้นถูกมองในเชิงของผู้สร้างชาติ (Nation-Builder) และผู้สร้าง ความก้าวหน้าให้กับประเทศดังที่ให้ตัวอย่างไปข้างต้นนั้น กองทัพบราซิลมีส่วนสาคัญอย่างยิ่งในการ สร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การพัฒนาเมือง โครงข่ายถนน และโครงข่ายโทรคมนาคม นอกจากนี้ หน้าที่เป้าหมายของกองทัพบราซิลนั้นมุ่งเน้นไปยังการรักษาเสถียรภาพภายในควบคู่กับ ตารวจ เห็นได้จากการที่รัฐธรรมนูญประเทศบราซิลนั้นยอมรับบทบาทของกองทัพในการรักษากฎหมาย และความสงบเรียบร้อยในประเทศ (Hunter, 2005) กองทัพบราซิลนั้นอยู่อันดับที่ 22 ของโลก ตามหลังตุรกีและอินโดนีเซีย ที่อยู่อันดับ 10 และ 12 ตามลาดับ งบประมาณทหารของบราซิลนั้นอยู่ที่ 31,900,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และอยู่อันดับที่ 12 ของโลก โดยมีทหารประจาการอยู่ที่ 330,000 คน (Global Fire power 2016) อย่างไรก็ตามงบประมาณ
  • 52.
    52 ทางทหารของบราซิลนั้นมีอัตราคงที่ตั้งแต่ช่วงปี 2011-2013 โดยมีอัตรา1.4% ต่อสัดส่วน GDP และ ลดลงมาอยู่ที่ 1.3% ในปี 2014 (World Bank data)โดยในปี 2015 บราซิลได้มีการตัดงบประมาณทหาร กว่า 25% ซึ่งเป็นผลพวงมาจากสภาวะเศรษฐกิจ ถึงแม้ด้านการปฏิบัติการทางทหารของบราซิลนั้นค่อนข้างจะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก บราซิลส่งทหาร เข้าร่วมรบสงครามครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวซึ่งนั่นก็คือสงครามโลกครั้งที่สองกับฝ่ายสัมพันธมิตร อย่างไร ก็ตาม อุตสาหกรรมทหารภายในของบราซิลนั้นถือว่าค่อนข้างเข้มเข็ง โดยเฉพาะในส่วนของการส่งออก อาวุธเบา (Small Arms) ในปี 2011 นั้นบราซิลถือว่าเป็นผู้ส่งออกอาวุธเบารายใหญ่อันดับที่ 4 ของโลก นาหน้า อิสราเอล ออสเตรีย และรัสเซีย โดยมูลค่าการส่งออกนับตั้งแต่ปี 2005 ถึง 2010 นั้นเพิ่มขึ้นจาก 109.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปเป็น 3321.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจานวนการส่งออกอาวุธสุทธิในช่วงปี 2005-2010 นั้นคิดเป็น 4,482,874 ชิ้น อุตสาหกรรมทหารของบราซิลนั้นเติบโตขึ้นตั้งแต่ช่วงของรัฐบาล ทหารที่กุมอานาจในช่วงปี 1964 – 1985 ซึ่งในช่วงปี 1960 บราซิลได้มีการก่อตั้งบริษัทการทหาร ซึ่งก็ คือ 1.) Avibrás Aerospace Industry ในปี 1961, Engesa ในปี 1963, และบริษัท Embraer ในปี 1969 ในเวลาต่อมา บราซิลได้กลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธในปี 1980 โดยส่งออกไปยังตลาดประเทศกาลังพัฒนา ซึ่งมีความต้องการอย่างมากเนื่องจากปัจจัยของราคาและคุณภาพ ในช่วงปี 1977-1988 ตลาดส่งออก อาวุธหลักๆของบราซิลนั้นอยู่ที่ภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีอิรักเป็นผู้นาเข้าหลักมูลค่าการนาเข้าของ อิรักนั้นคิดเป็น 40% ของมูลค่าการส่งออกอาวุธของบราซิลทั้งหมดในช่วงปี1977-1988 โดยมีมูลค่า รวมถึง 607 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกอาวุธของบราซิลต่อมาผลพวงจากการยุติสงครามอิรัก ทาให้ การส่งออกอาวุธของบราซิลนั้นลดลงอย่างมาก การส่งออกฟื้นขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา หลังจากมีการนาเข้าจากประเทศภูมิภาคอเมริกาใต้ด้วยกันเอง เช่น ชิลี โคลัมเบีย และเอควาดอร์ นอกจากนี้บราซิลยังทาการส่งออกไปยังบางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย และ อินโดนีเซียอีกด้วย (SIPRI arms transfer database) จากข้อมูลการส่งออกอาวุธนั้นจะพบได้ว่า เป้าหมายหลักของบราซิลนั้นมักจะมองไปที่กลุ่มประเทศกาลังพัฒนาเป็นหลัก สะท้อนให้เห็นถึงความ พยายามของบราซิลที่จะมีบทบาทในกลุ่มประเทศกาลังพัฒนามากขึ้น2 2ดูข้อมูลประเทศคู่ค้าอาวุธของบราซิลทั้งหมดได้ที่ : http://armstrade.sipri.org/armstrade/page/values.php
  • 53.
    53 ตารางที่5.1 เปรียบเทียบมูลค่าการส่งออกยุทโธปกรณ์เปรียบเทียบในกลุ่มประเทศ BRICSและ ตุรกี 2010 2011 2012 2013 2014 2015 มูลค่า รวม* บราซิล 151 31 33 40 44 41 339 รัสเซีย 6,172 8,695 8,480 8,107 5,456 5,483 42,404 อินเดีย 5 3 - 8 53 33 102 จีน 1,496 1,338 1,728 2,055 1,360 1,960 9,943 แอฟริกาใต้ 235 71 182 97 59 39 683 ตุรกี 72 86 143 156 179 291 928 *หมายเหตุ หน่วย:ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มา: SIPRI Arms Transfer Database ในส่วนของวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการทหารในบราซิลนั้น ในปี 2008 ประธานาธิบดี Lula ได้มีการเซ็นรับรองแผนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ (National Defense Strategy) โดยมีการออกแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ในปี ค.ศ.2012 ซึ่งเซ็นรับรองโดยประธานาธิบดี Dilma Rousseff แผนยุทธศาสตร์การป้องกันแห่งชาติดังกล่าวนั้นมีส่วนช่วยให้บราซิลสามารถส่งออก อาวุธโดยมีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนา อาวุธให้ทันสมัย (modernization) และการพัฒนาอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศซึ่งมีมาตรการจาก รัฐบาลที่การันตีการส่งออก (Santini, D. & Viana, N., 2012) นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการพัฒนาเรือดา น้าพลังนิวเคลียร์ที่มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานอย่างเป็นทางการที่ชื่อว่า Coordination Program for the Development of a Nuclear-Powered Submarine (COGESN) การตั้งเป้าหมายการพัฒนา นิวเคลียร์ของประเทศบราซิลนั้นมีด้วยกันสองเหตุผลคือ 1.) ปกป้องแหล่งเชื้อเพลิงน้ามันที่พบนอก ชายฝั่งบราซิล และ 2.) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงพลังในเวทีโลกและสามารถเปิดทางให้บราซิลได้
  • 54.
    54 มีตาแหน่งสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เนื่องจากว่าสมาชิกคณะมนตรีฯทุก ชาตินั้นต่างก็มีขีดความสามารถในเทคโนโลยีนิวเคลียร์ จะเห็นได้ว่าถึงแม้บราซิลนั้นจะไม่มี ประวัติศาสตร์ทางการทหารที่เทียบเท่ากับประเทศอานาจกลางอื่นๆเท่าใดนักแต่เราสามารถมองเห็นได้ ว่าบราซิลได้เข้าสู่การปรับตัวทางด้านการทหาร เห็นได้จากการตั้งแผนยุทธศาสตร์การป้องกันแห่งชาติ ในปี 2008 ที่เน้นการสร้างขีดความสามารถในการผลิตภายในประเทศ ตลอดจนการปรับใช้เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาอาวุธให้มีความทันสมัย นอกจากนี้นโยบายการค้าอาวุธของบราซิลนั้นมุ่งเน้นความร่วมมือกับ กลุ่มประเทศกาลังพัฒนา ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของบราซิลที่จะเป็นประเทศที่มีบทบาทในกลุ่ม ประเทศใต้หรือประเทศกาลังพัฒนานั่นเอง เศรษฐกิจของบราซิล บราซิลนั้นเป็นประเทศขนาดเศรษฐกิจ อันดับ 8 ของโลก และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอเมริกาใต้ ภาค การบริการนั้นคิดเป็น 70% ของ GDP ตามมาด้วยภาคอุตสาหกรรมที่คิดเป็น 25% (Trading Economics 2016) ในปี ค.ศ.2013 บราซิลมีรายได้ต่อหัวโดยเฉลี่ย 12,100 ดอลลาร์ ในส่วนของการ เติบโตทาง GDP นั้น บราซิลค่อนข้างมีการเติบโตที่เสถียรแต่มีสภาวะตกต่าลงเมื่อเผชิญกับวิกฤติ เศรษฐกิจในปี 2008 ซึ่ง GDP ของบราซิลนั้นหล่นลงไปที่ 0.4% และหล่นลงมาเป็น 0.1% ในปี 2014 หลังจากมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง (World Bank data) เศรษฐกิจบราซิลนั้นเคยมีอัตราการเติบโตที่สูงมากในช่วงปี 1920-1980 บราซิลในขณะนั้นมีอัตรา การเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 6.2% (Berbosa, 1998) อย่างไรก็ตามนโยบายของบราซิลในช่วงนั้น ค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางระบบปิด ที่มีตั้งกาแพงการค้าที่ค่อนข้างสูง และมีการดาเนินการแทรกแซง เศรษฐกิจโดยรัฐในเชิงของรัฐวิสาหกิจในช่วงนี้รัฐบาลบราซิลได้เข้ามีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจ หลังจากปรับใช้นโยบายการผลิตทดแทนการนาเข้า (Import Substitution Industrialization) ซึ่งเป็นรูป เป็นร่างตั้งแต่ช่วงปี 1930 โดยในช่วงแรกนั้นบราซิลได้ดาเนินการยุทธศาสตร์ในขั้นแรกซึ่งก็คือ การผลิต สินค้าในอุตสาหกรรมเบา (non-durable goods) เช่น เสื้อผ้า เครื่องดื่ม เป็นต้น เพื่อเป็นการทดแทนการ นาเข้าของสินค้า (ต่อมาปีช่วงปี 1950 – 1960 บราซิลได้ทาการปรับยุทธศาสตร์ไปเป็นขั้นที่สองซึ่งเป็น การผลิตในอุตสาหกรรมหนัก (Durable goods) มากขึ้น ยุทธศาสตร์ ISI นั้นช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของบราซิลอย่างมาก เห็นได้จากการ เปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยในปี 1950 ภาคเกษตรกรรมมี สัดส่วนกว่า 25.1% ซึ่งต่อมาลดลงเป็น 11.5% ในปี 1990 นอกจากนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมนั้นก็ เป็นไปอย่างควบคู่กัน โดยสัดส่วนการผลิตจากอุตสาหกรรมต่อ GDP นั้นเพิ่มขึ้นจาก 24.9% ในปี 1950
  • 55.
    55 ไปเป็น 42.1% ในปี1990 (Barbosa 1998) นอกจากนี้จากผลพวงของการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว ทาให้บราซิลนั้นมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากชนบทมาสู่เมือง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสังคมเมืองมากขึ้น อย่างไรก็ตามในช่วงปี ค.ศ.1981-1993 บราซิลเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างหนัก เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) ซึ่งเป็นผลมาจากวินัยการเงินที่ผิดพลาดของรัฐบาล บราซิล ส่งผลให้เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1981 ภาวะเงินเฟ้อเริ่มต้นที่อัตรา 107.2% และไต่ขึ้นไปสูงสุดถึง 2,007.4% ในปี1990 ซึ่งท้ายที่สุดนั้นก็ถูกแก้ไขโดยประธานาธิบดี Fernando Cardoso ซึ่งประสบความสาเร็จในการลดอัตราเงินเฟ้อได้อย่างรวดเร็วจนเหลือ 5.5% (World Bank Inflation) ในปี 2000 ในขณะเดียวกัน ในช่วงปี ค.ศ.1990 นั้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของระบบ เศรษฐกิจในบราซิลครั้งใหญ่ หลักๆแล้วนั้นเป็นความพยายามในการเปิดเสรีของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น การลดบทบาทของรัฐ, การลดภาษีนาเข้า, การลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (Non- Tariff Barriers) ตลอดจนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การเข้าร่วมกรอบ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่าง MERCOSUR (Baumann, 2011) ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิด เสรีเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ปัจจุบันถึงแม้บราซิลนั้นจะเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยภายในมากมาย แต่ความสาคัญของประเทศบราซิลในฐานะประเทศอานาจทางเศรษฐกิจที่มีบทบาทในเชิงความร่วมมือ ระหว่างภูมิภาคตลอดจนศักยภาพเชิงทรัพยากรนั้นเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยบราซิลเป็นประเทศที่มี ทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ซึ่งการที่บราซิลนั้นสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตน้ามันได้นั้น หมายความว่าบราซิลสามารถลดการพึ่งพาการนาเข้าน้ามันจากภายนอกได้(Choudry, 2013) ในเรื่อง ของพลังงานทดแทน บราซิลเองเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลักดันการใช้พลังงานทดแทนซึ่งบราซิลนั้นมี ศักยภาพในการผลิตเอทานอลที่มาจากอ้อยซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของบราซิล โดยได้มีการก่อตั้ง National Alcohol Program ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อการลดการพึ่งพา เชื้อเพลิงฟอสซิลอีกด้วย และตามที่กล่าวไว้แล้วนั้น บราซิลมีศักยภาพสูงในการทาเกษตรกรรม บราซิล มีเนื้อที่ๆกว้างใหญ่ และผลผลิตนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามภูมิประเทศ นั่นหมายความว่าบราซิลมี ศักยภาพในการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร ตลอดจนเป็นแหล่งที่มาของรายได้และการจ้างงานอีกด้วย (Choundry, 2013) นอกจากนี้บราซิลถือเป็นประเทศที่ประสบความสาเร็จในการลดความยากจนในประเทศด้วย ในปี ค.ศ. 2003 บราซิลปรับใช้นโยบายที่มีชื่อว่า Bolsa Familia ซึ่งเป็นโยบายให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข (Conditional cash transfer) โดยที่รัฐบาลนั้นจะส่งเงินให้ครอบครัวต่างๆราว 70 เรียล หรือประมาณ 600 บาทไทยทุกๆเดือน เพื่อแลกกับการที่ครอบครัวนั้นส่งลูกๆเข้าสถานศึกษาและปฏิบัติตามขั้นตอน
  • 56.
    56 การตรวจสุขภาพ ข้อมูลจาก WorldBank แสดงให้เห็นว่าภายในระยะเวลาสิบปี นับตั้งแต่การปรับใช้ นโยบาย บราซิลสามารถลดอัตราความยากจน จาก 9.7% ลดเหลือ 4.3% โดยครอบคลุมประชากรผู้ได้ ประโยชน์กว่า 50 ล้านคนนอกจากนี้บราซิลยังประสบความสาเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิตของ เกษตรกรได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยนโยบายสนับสนุนเกษตรกรที่มีชื่อว่า Fomento นั้นช่วยลดความ ยากจนในเขตชนบทจาก 51.4% ในปี ค.ศ.2002 เหลือ 29.1% ในปี 2011 โดยรายได้ของครอบครัว เกษตรกรในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่า 50% (International Food Policy Research Institute, 2015) นอกจากเรื่องศักยภาพในการผลิตแล้ว บราซิลยังเป็นผู้เล่นสาคัญในกรอบความร่วมมือทางการค้า แบบพหุภาคีอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่นการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ G20, BRICS, ตลอดจนเป็น ประเทศผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มประเทศ UNASUR ในปี ค.ศ. 2008 ซึ่งเกือบทั้งหมดต่างเป็นกรอบความร่วมมือ พหุภาคีระหว่างประเทศกาลังพัฒนา สิ่งนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของบราซิลในการเป็นประเทศอานาจ กลางได้อย่างดี อย่างไรก็ตาม ด้วยกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเกิดมาจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น บวกกับ สถานการณ์การส่งออกมีมูลค่าลดน้อยลงอันเนื่องมาจากตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกของบราซิลที่ใหญ่ ที่สุดมีเศรษฐกิจชะลอตัวบวกกับการปรับค่าเงินหยวนลดลง ทาให้บราซิลสูญเสียรายได้ถึง 12,00 ล้าน ดอลลาร์ในปี 2015 นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่ตกต่าของบราซิลยังเป็นผลพวกจากราคาน้ามันที่ลดต่าลงซึ่ง บราซิลเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ามันจึงได้รับผลกระทบโดยตรง และการคอรัปชั่นในรัฐวิสาหกิจปิโตรบัสที่ มีประธานาธิบดีรุสเซฟเป็นประธานบอร์ดทาให้สภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการ ที่ประธานาธิบดีจะถูกถอดถอนและประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล (Sharma, 2016) ด้วยกับ ปัญหาเศรษฐกิจดังกล่าวจะส่งผลให้การเป็นประเทศอานาจขนาดกลางของบราซิลต้องเกิดภาวะสะดุดไป บ้าง อาจต้องรอจนกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เวลา 5-10 ปีถึงอิทธิพลของบราซิลในภาพ ประเทศอานาจขนาดกลางจะกลับมาชัดเจนมากขึ้นอีกครั้ง นโยบายต่างประเทศ นโยบายต่างประเทศของบราซิลตั้งแต่มีการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารมาเป็นรัฐบาลพลเรือนซึ่ง เริ่มต้นโดยพรรคแรงงาน (PT) นั้นมีพัฒนาการที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยในช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองอยู่ นั้น ถึงแม้จะมีส่วนในการดาเนินนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานที่มีส่วนช่วยสร้างรากฐานทาง เศรษฐกิจให้แก่บราซิลก็ตาม แต่นโยบายต่างประเทศนั้นค่อนข้างปิด อย่างไรก็ตามหลังจากการคืน อานาจให้รัฐบาลพลเรือนในปี 1985 จนมาถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดเสรีประเทศในช่วงปี ค.ศ. 1990 พรรคแรงงานซึ่งนาโดยประธานาธิบดี Fernando Cardoso ได้ดาเนินมาตรการเปิดเสรี ซึ่งต่อมา
  • 57.
    57 ประธานาธิบดี Lula ผู้รับช่วงต่อนั้นได้สานต่อนโยบายโดยการสร้างบราซิลให้เป็นประเทศที่มี ความสัมพันธ์ทั้งการค้าและการทูตที่หลากหลายและเน้นย้าในแง่ของการช่วยเหลือและความร่วมมือใน กลุ่มประเทศใต้ (South-South Corporation) ในขณะเดียวกันก็ทางานร่วมมือกับประเทศมหาอานาจที่ พัฒนาแล้ว (North) การดาเนินนโยบายต่างประเทศแบบ South-South สามารถทาความเข้าใจได้จาก หลายประการซึ่งจะกล่าวดังต่อไปนี้ 1.) MERCOSUR, UNASUR และทวีปลาตินอเมริกา MERCOSUR หรือตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่างก่อตั้งขึ้นในปี 1991 โดยมีวัตถุประสงค์หลักใน การเปิดเสรีทางการค้าในภูมิภาค (Trade Liberalization) กาหนดนโยบายการค้าและอัตราภาษีศุลกากร ต่อประเทศนอกกลุ่มในลักษณะเดียวกัน (Common External Tariff) ประสานและดาเนินนโยบาย เศรษฐกิจแบบระดับมหัพภาค (Gradual Coordination of Macroeconomic Policies) และออก กฎระเบียบเพื่อนาปัจจัยและทรัพยากรการผลิตมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (Adoption of Sectorial Agreements) ต่อมามีบราซิลนั้นได้เป็นส่วนหนึ่งของการก่อตั้ง UNASUR หรือสหภาพประชาชาติอเมริกาใต้ใน ปี ค.ศ. 2008 โดยนาความคิดมาจากการรวมกลุ่มของสหภาพยุโรปเป็นตัวอย่างในการพัฒนามีเป้าหมาย นั้นก็เพื่อการส่งเสริมการรวมกลุ่มในภูมิภาคของกลุ่มประเทศ MERCOSUR และกลุ่มประเทศแอนดีส (Andrean Community of Nations) ซึ่งนับตั้งแต่การก่อตั้งนั้น ได้มีการแสดงความร่วมมือในกลุ่ม ประเทศสมาชิกอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในประเทศสมาชิก การ ช่วยเหลือด้านภัยพิบัติ ความร่วมมือทางด้านการพัฒนา ตลอดจนความร่วมมือด้านความมั่นคง ซึ่งมีการ ก่อตั้งสภาความมั่นคงแห่งอเมริกาใต้ (South American Defense Council) ที่จัดการประชุมรัฐมนตรี กลาโหมจากแต่ละประเทศสมาชิกอีกด้วย บทบาทของบราซิลใน UNASUR นั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจาก UNASUR นั้นถูกก่อตั้ง ด้วยจุดประสงค์เพื่อลดการพึ่งพาและอานาจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในภูมิภาคอเมริกาใต้ โดยเฉพาะ จากสหรัฐอเมริกา เดิมทีนั้น UNASUR มีชื่อว่า South American Community of Nations ซึ่งก่อตั้งขึ้น โดยการเซ็นสัญญา Cuzco Declaration ในปี 2004 โดยจุดเปลี่ยนนั้นมาจากความล้มเหลวในการเจรจา สนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกา (Free Trade Area of the Americans, FTAA) ซึ่งจัดขึ้นก่อน หน้านี้ 3 ครั้งในปี ค.ศ.1991 2001 และปี 2003 การเจรจานั้นล้มเหลวอย่างมากเนื่องจากเกิดความไม่ พอใจในแง่ของเนื้อหาของสนธิสัญญาว่าเป็นการให้สหรัฐอเมริกานั้นเข้ามามีบทบาทในประเทศลาติน อเมริกามากขึ้น (Baer, 2015) ความสาคัญของบราซิลนั้นสามารถมองในแง่ของสัดส่วนขนาดเศรษฐกิจ และการพึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศได้ด้วย โดยข้อมูลจาก World Bank เปิดเผยว่าบราซิลนั้นมีอัตรา การผลิตคิดเป็น 60% ของ UNASUR อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้อาจส่งผลต่อความมีประสิทธิภาพของการ รวมกลุ่ม เนื่องจากการค้าบราซิลกับกลุ่มประเทศ UNASUR นั้นน้อยว่า 12% ต่อ GDP เนื่องจากตลาด
  • 58.
    58 ภายในของบราซิลค่อนข้างเข้มแข็งและนโยบายกระจายคู่ค้าของบราซิล ซึ่งมีการค้ากับจีนมากขึ้น (Pio, 2011) ส่วนนโยบายต่างประเทศของบราซิลในทวีปลาตินอเมริกานั้นก็ค่อนข้างเป็นไปในเชิงที่แสดงความ เป็นผู้นาของภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้นาด้านการเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางในอเมริกาใต้ ที่ เรียกว่า Integration of the Regional Infrastructure of South America (IIRSA), เข้าเป็นผู้นาร่วมกับ อาร์เจนตินาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนระหว่างเวเนซูเอลาและโคลัมเบีย เป็นต้น 2.) BRICS และ South-South Diplomacy BRICS นั้นก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างฐานอานาจทางเศรษฐกิจแห่งใหม่แทนกลุ่มประเทศ G7 โดย ประเทศสมาชิกนั้นเป็นประเทศกาลังพัฒนาที่มีความสาคัญของแต่ละทวีปร่วมมือกันเพื่อสร้างอานาจ ต่อรองในหมู่ประเทศกาลังพัฒนามากขึ้น ซึ่งการที่บราซิลได้เป็นสมาชิกของ BRICS นั้นสะท้อนถึง บทบาทสาคัญของบราซิลในภูมิภาคอเมริกาใต้ ตลอดจนในเวทีโลกได้อย่างดี บราซิลยังเป็นสมาชิกกลุ่ม ประเทศ IBSA หรือ India, Brazil and South Africa Dialogue Forum ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือรอบ ด้านอีกกรอบหนึ่ง นอกจากนี้บราซิลยังอยู่ในกลุ่มประเทศ G20 ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มประเทศกาลัง พัฒนานโยบายของบราซิลใน G20 นั้นอาจไม่เด่นชัดมากนัก แต่บราซิลเองนั้นดาเนินนโยบายอย่างชาญ ฉลาดซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของบราซิลในการเป็น Soft Power ที่ร่วมมือกับทั้งประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกาลังพัฒนาด้วยกัน ซึ่งนโยบายของบราซิลใน G20 นั้นจะเน้นหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือ เลือกข้างประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง ตลอดจนเข้าหากลุ่มประเทศ G20 ในแง่ เศรษฐกิจมากกว่าการเมือง (Lins & Silva ,2011) 3.) นโยบายช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนและการจัดการภัยพิบัติ(Humanitarian assistance and disaster relief) นโยบายต่างประเทศของบราซิลในยุคของประธานาธิบดี Lula ถือได้ว่าเป็นรากฐานของนโยบาย ต่างประเทศในปัจจุบัน ซึ่งประธานาธิบดี Dilma Rousseff ดาเนินตามอย่างต่อเนื่อง นโยบายที่สาคัญ เช่น การกาหนดบทบาทของตนเองเป็นผู้นาในภูมิภาคพร้อมกันกับการแสดงบทบาทในเวทีโลก เน้นการ ใช้อานาจอ่อน (Soft Power) อย่างเข้มแข็ง การพึ่งพาตนเอง เพิ่มความร่วมมือที่เข้มข้นระหว่างประเทศ South เพื่อถ่วงดุลกับประเทศมหาอานาจ นอกจากนโยบายต่างประเทศด้านการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการเมืองแล้ว บราซิลยังมี นโยบายสนับสนุนด้านการช่วยเหลือและบรรเทาภัยพิบัติในต่างประเทศ หลังจากปี 2010 เป็นต้นมา บราซิลกลายเป็นประเทศที่ส่งความช่วยเหลืออันดับต้นๆ โดยในปี 2010 บราซิลมีการสนับสนุนเงิน บริจาคกว่า 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการสนับสนุนด้านกาลังในปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (UN
  • 59.
    59 peacekeeping operation) โดยในปีค.ศ.2006กระทรวงการต่างประเทศของบราซิลได้มีการก่อตั้ง งบประมาณพิเศษสาหรับความร่วมมือด้านมนุษย์ชน ซึ่งถูกบริหารโดย General Coordination of International Actions Against Hungerซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะในการต่อสู้กับความยากจนในบราซิล โดยประเทศผู้รับส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา, คาบสมุทรแคริบเบียน, แอฟริกา และ เอเชียบางส่วน (UNICEF, 2014) นอกจากนี้ นโยบายการช่วยเหลือของบราซิลนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการไม่แทรกแซง (non- intervention) โดยตามปกติแล้วบราซิลจะร่วมส่งกองกาลังรักษาสันติภาพภายใต้ข้อแม้ว่าประเทศผู้รับมี การยินยอม ซึ่งขอบเขตของการช่วยเหลือในต่างประเทศนั้นจะไม่มีการส่งกาลังทหารแต่จะถูกจากัดไว้ แค่ประเด็นทางการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเท่านั้น ซึ่งสาหรับเป้าหมายของการก้าวขึ้นไปเป็นสมาชิก ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติแล้ว การมีส่วนร่วมในการปกป้องและส่งเสริมหลัก มนุษยชนนั้นเป็นสิ่งที่สาคัญอย่างมาก (Spektor, 2012) ในฐานะประเทศอานาจกลางซึ่งใช้อานาจอ่อน เป็นหลัก สภาพสังคม ถึงแม้ประเทศบราซิลจะค่อนข้างประสบความสาเร็จในเชิงของการพัฒนานโยบายที่ยกระดับชีวิต ประชาชนได้ จนเป็นตัวอย่างของนโยบายซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศกาลังพัฒนาอื่นๆเช่นในแอฟริกานั้นสนใจ ศึกษาและนาไปใช้ อย่างไรก็ตามบราซิลก็ยังต้องพบกับปัญหาภายในที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้อีก มากมาย บราซิลมีประชากรทั้งหมดราวๆ 202 ล้านคนในปี 2014 และมีอัตราการเสียชีวิตของทารกที่ 19.21 ต่อเด็กเกิดใหม่ 1000 คน ในปี 2014 นอกจากนี้ประชากรบราซิลนั้นยังประกอบไปด้วยชน พื้นเมืองที่มีการรับรองจากรัฐบาลบราซิล 240 เผ่า รวมเป็นราวๆ 900,000 คนหรือคิดเป็น 0.4% ของ ประชากรทั้งหมด (Survival International) บราซิลมีอัตราประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ 85% และ ประชากรในแถบชนบทซึ่งส่วนมากอาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศที่ 15% (World Bank Data) ประชากรที่อยู่ภายใต้ความยากจนนั้นคิดเป็น 21.4% ของประชากรทั้งหมด โดยประชากร ยากจนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ซึ่งทั้งนี้ แม้ว่าบราซิลจะเคยมีการปรับใช้ นโยบายเพื่อช่วยเหลือคนรายได้น้อย แต่ปัญหาความเหลื่อมล้าทางรายได้นั้นก็ยังเป็นสิ่งปัญหาใหญ่ใน บราซิลที่ยังคงต้องเร่งแก้ไข เห็นได้จากค่าสัมประสิทธิ์การกระจายรายได้อยู่ที่ 52.9 (world Bank) ซึ่ง ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศกาลังพัฒนาด้วยกัน สภาพทางสังคมที่เป็นปัญหาของบราซิลอีกประการหนึ่งนั้นก็คือปัญหาอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้น พร้อมๆกับขนาดประชากรที่อยู่ในเขตเมือง ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานั้นอัตราการฆาตกรรมในเขตเมืองของ บราซิลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงปี ค.ศ.1980 ถึง ค.ศ. 2002 อัตราการฆาตกรรมเพิ่มจาก 15 ครั้ง
  • 60.
    60 เป็น 32 ครั้งต่อประชากร100,000 คนในที่นี้ความรุนแรงนั้นรวมไปถึงความรุนแรงในหมู่เยาวชนและ สตรีอีกด้วย ซึ่งปัจจัยหลักๆที่มีแนวโน้มในการเพิ่มอัตราความรุนแรงในสังคมนั้นมาจากความเหลื่อมล้า ทางรายได้ ทางรัฐบาลบราซิลนั้นมีความพยายามในการสร้างหน่วยงานในระดับบน อย่างเช่น The Unified System for Public Safetyเป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีความพยายามที่จะดึงรัฐบาลท้องถิ่นมาช่วย แก้ไขปัญหาอีกด้วย ทั้งนี้ ปัญหาความรุนแรงของสังคมในบราซิลนั้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตและ ทรัพย์สิน แต่ส่งผลโดยตรงกับเศรษฐกิจ ซึ่งผลกระทบโดยตรงของอาชญากรรมในเขตเมืองหรือรัฐนั้นคิด เป็น 3-5% ของ GDP ต่อปี นอกจากนี้ ภาพพจน์ความรุนแรงของสังคมบราซิลนั้นก็เป็นอุปสรรคสาคัญ สาหรับการลงทุนและการเติบโตของธุรกิจ (World Bank, 2006) ในส่วนของความเป็นประชาธิปไตยนั้น ตั้งแต่การคืนอานาจโดยรัฐบาลทหารในปี ค.ศ. 1985 ก็มี พัฒนาการมาอย่างน่าพอใจ ซึ่งผลพวกจากการเติบโตของเศรษฐกิจและความสาเร็จในการยกระดับ รายได้ของประชาชนนั้นทาให้บราซิลมีสัดส่วนชนชั้นกลางที่ค่อนข้างใหญ่โดยมีสัดส่วนมากกว่า 55% ของประเทศในปีค.ศ. 2014 (Chao et.al., 2014) การมีส่วนร่วมของชนชั้นกลางประเทศบราซิลนั้นเป็น ส่วนหนึ่งที่ทาให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง อย่างไรก็ตามบราซิลกาลังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ ตกต่า จนทาให้รัฐบาลของนางDilma Rousseffนั้นต้องออกมาตรการรัดเข็มขัดส่งผลให้ภาษีและค่าครอง ชีพสูงขึ้นตามลาดับ (Kiernan, 2015) ทั้งนี้ เราสามารถจะสรุปได้ว่าสภาพทางสังคมของบราซิลนั้นถูกจากัดความด้วยความไม่เท่าเทียม ทางรายได้และความเหลื่อมล้า ตลอดจนสถานภาพทางเศรษฐกิจของบราซิลที่ค่อนข้างมีปัญหา ทาให้ ความห่างของรายได้นั้นมีมากขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะนาไปสู่ปัญหาอื่นๆอีกมากมายเช่นความ รุนแรงและปัญหายาเสพติด เพราะฉะนั้น บราซิลจาเป็นต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ในระดับรากฐานทาง สังคม ซึ่งหากบราซิลสามารถทาได้แล้ว จะสามารถทาให้บราซิลนั้นกลายเป็นประเทศอานาจกลางที่ใช้ อานาจอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเต็มตัวได้ ปัญหาและข้อท้าทาย การที่บราซิลนั้นเลือกที่จะใช้อานาจอ่อนในเวทีโลกเพื่อแสดงการเป็นประเทศอานาจกลางซึ่งเป็น ตัวแทนของกลุ่มประเทศกาลังพัฒนานั้นอาจจะเป็นที่ได้ผลในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามการมีกองทัพที่ ทันสมัยและน่าเกรงขามนั้นก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัจจัยสาคัญในการพิจารณาถึงความสามารถใน การมีบทบาทและมีน้าหนักในเวทีโลก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่มีการเรียกร้องจากภายในประเทศ ในฐานะ สมาชิกกลุ่มประเทศ BRICS ที่มีสัดส่วนงบประมาณทหารน้อยที่สุด ราวๆ 1.5% ต่อ GDP ในขณะที่ ใน ปี 2014 รัสเซีย อินเดีย จีนและแอฟริกาใต้นั้นใช้งบประมาณราวๆ 2.3% ต่อ GDP
  • 61.
    61 บราซิลนั้นมีความพยายามอย่างยิ่งในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย เห็นได้จากแผนยุทธศาสตร์ การป้องกันประเทศซึ่งเซ็นรับรองไปในปี 2008ซึ่งวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีการพึ่งพาตนเอง ทางทหาร และการพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัยอย่างไรก็ตามในปี 2015 บราซิลมีการตัดงบประมาณ ทางทหาร แนวโน้มการพัฒนากองทัพจะช้าลงชั่วขณะ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากเศรษฐกิจที่ถดถอยและ รายได้ของประเทศที่ลดน้อยลง ในขณะเดียวกัน การเมืองภายในและความมั่นคงของพรรคแรงงาน ของนางDilma Rousseff นั้น ก็ส่งสัญญาณความสั่นคลอนลง หลังเศรษฐกิจภายในของบราซิลเริ่มถดถอยจากมาตรการรัดเข็มขัด ที่ ตัดงบประมาณการลงทุนของรัฐบาลตัดการสนับสนุนด้านราคาพลังงานเช่นน้ามัน ส่งผลให้อัตรา ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 14% ซึ่งตอกย้าภาวะเงินเฟ้อที่มีเดิมอยู่แล้วเสียอีก(Robinson, 2016) ประกอบกับ เหตุการณ์การคอรัปชั่นในบริษัทรัฐวิสาหกิจน้ามันที่ใหญ่ที่สุดในในบราซิลอย่าง Petrobas ซึ่งมีการ จับกุมผู้นาทางการเมืองและนักธุรกิจระดับสูง ตลอดจนความเชื่อมโยงอย่างอ้อมๆกับตัวประธานาธิบดี Dilma Rousseff นั้นก็ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการลาออกจากตาแหน่ง (Ordoñez, 2015) บทสรุป เป็นการปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยนั้นเป็นปัจจัยที่มีส่วนทาให้การดาเนินนโยบาย ประเทศอานาจกลางของบราซิลในเวทีโลกนั้นติดขัดไปบ้าง แต่ไม่ใช่เป็นปัจจัยสรุปเสียทีเดียวว่าบราซิล จะสูญเสียสภาวะความเป็นอานาจกลางไปโดยสิ้นเชิง บราซิลจะยังคงเดินหน้าดาเนินนโยบายความ ร่วมมือและยังคงจะมีบทบาทในหมู่ประเทศกาลังพัฒนาและเนื่องด้วยบราซิลนั้นมีทรัพยากรมหาศาลทั้ง จานวนประชากรจานวนมากและทรัพยากรธรรมชาติ บราซิลจะยังคงเป็นผู้เล่นสาคัญในทวีปอเมริกาใต้ และเป็นผู้นาในภูมิภาคต่อไป การที่บราซิลนั้นไม่ได้มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งกับประเทศใดๆทั้งในภูมิภาคอเมริกาใต้และ ในเวทีนานาชาตินั้น เป็นปัจจัยส่งเสริมที่ทาให้บราซิลสามารถดาเนินนโยบายความร่วมมือในหมู่ประเทศ กาลังพัฒนาได้ นอกจากนี้บราซิลยังมีองค์กรตลอดจนนโยบายที่มีความพร้อม เช่น ธนาคารพัฒนา บราซิล The Brazilian Development Bank (BNDES) นั้นมีศักยภาพสูงในการให้กู้ยืมเงินสาหรับการ พัฒนาสาหรับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านลาตินอเมริกา ซึ่งในปี 2011 นั้นธนาคาร BNDES ให้กู้ยืมเงินเพื่อ การพัฒนามากกว่า World bank ถึง 3 เท่า(Colby,2012) ซึ่งจากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวไปแล้วนั้น บราซิล ถือว่าเป็นประเทศที่เน้นย้าถึงการใช้อานาจอ่อนได้ดีที่สุดในหมู่ประเทศอานาจกลาง ในปี 2012 การจัด อันดับ Monocle Institute for Government ซึ่งจัดอันดับการใช้อานาจกลางนั้นจัดให้บราซิลอยู่ที่อันดับที่ 17 นาหน้าประเทศกาลังพัฒนาหลายประเทศอย่างมากภาพพจน์ของบราซิลในฐานะประเทศผู้ให้ความ
  • 62.
    62 ช่วยเหลือทางด้านมนุษยชนจากประสบการการพัฒนาและลดความยากจนภายในนั้นจะยังคงมีบทบาท ในการดาเนินนโยบายต่างประเทศในหมู่ประเทศกาลังพัฒนาต่อไปแม้ภายใต้สถานการณ์ความผันผวน ทางเศรษฐกิจ (Trikunas, 2015) อย่างไรก็ตามปัจจุบันบราซิลกาลังเผชิญกับภาวะอย่างเศรษฐกิจอย่างที่กล่าวไปแล้วปัจจัย ทั้งหมดเหล่านี้ต่างเป็นปัญหาและความท้าทายที่บราซิลต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลาดส่งออก สาคัญอย่างจีนนั้นก็เริ่มปรับใช้นโยบายการเติบโตและการผลิตภายใน ทาให้การการนาเข้าสินค้าจานวน มหาศาลนั้นเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตามอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด บราซิลเองนั้นเป็นประเทศที่มี ทรัพยากรทางธรรมชาติและมีประวัติศาสตร์ที่ผ่านความผันผวนทางเศรษฐกิจมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของบราซิลเองที่จะต้องทาการปฏิรูปนโยบายการเงิน ตลอดจนปรับใช้นโยบายส่งเสริมการ เติบโตภายในอื่นๆเช่นการท่องเที่ยว เป็นต้น (Ordoñez, 2015) ดังนั้น ปัจจัยที่จะทาให้บราซิลกลับมามี บทบาทที่เข้มแข็งในฐานะประเทศอานาจขนาดกลางได้อีกนั้นจะขึ้นอยู่กับการประสบความสาเร็จในการ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาการฟื้นตัวพอสมควร
  • 63.
    63 บทที่ 6 ถอดบทเรียนที่ดีสาหรับประเทศไทย ทั้งสามประเทศ ได้แก่อินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลถือได้ว่าเป็นประเทศอานาจขนาดกลางใน ระดับที่แตกต่างกันไป บราซิลเอง ณ ปัจจุบันกาลังทะเยอทะยานที่จะก้าวข้ามการเป็นประเทศอานาจ ขนาดกลางและกาลังจะมุ่งไปสู่การเป็นประเทศมหาอานาจ ตุรกีได้แสดงบทบาทอย่างเข้มแข็งในภูมิภาค และเวทีโลกผ่านศักยภาพทางทหารในสงครามซีเรีย และอินโดนีเซียเองที่กาลังดาเนินการขั้นต่อไป ภายใต้การนาของประธานาธิบดีโจโควีเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศอานาจขนาดกลางหรือ ประเทศมหาอานาจในภูมิภาคอย่างเต็มตัว ซึ่งทั้งสามประเทศมีจุดแข็งที่ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ใน การนาพาประเทศไปสู่การเป็นประเทศอานาจขนาดกลางได้ ในบทนี้ผู้วิจัยใคร่จะถอดบทเรียนที่ดีจากการศึกษาวิเคราะห์ตัวแปรต่างๆที่เป็นตัวชี้วัดในการ เป็นประเทศอานาจขนาดกลาง เช่น แสนยานุภาพทางทหาร สภาพเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนนโยบาย ต่างประเทศ เพื่อประโยชน์สาหรับประเทศไทยในการกาหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไปสู่การ เป็นประเทศอานาจขนาดกลาง ประเด็นแรกจากการวิเคราะห์ ทั้งสามประเทศได้มีช่วงเปลี่ยนผ่าน จากยุคการปกครองโดยผู้นา เผด็จการทหารมาสู่ยุคประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสามประเทศนับเป็นตัวอย่างในการนา ประชาธิปไตยมาเป็นระบอบทางการเมืองได้อย่างประสบความสาเร็จและพัฒนาประเทศตามเศรษฐกิจ ทุนนิยมจนมีเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตตามลาดับ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่เปลี่ยนผ่านจากการมีผู้นา ทหารมาสู่ยุคประชาธิปไตยที่ผ่านมา แต่ประเทศไทยก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรจากอานาจทหาร ได้ เพราะเรายังไม่มีกลไกที่จะสามารถแก้ปัญหาการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะยามเมื่อ ประเทศประสบกับ “ทางตัน” ที่การเลือกตั้งไม่สามารถเป็นทางออกของประเทศได้ นอกจากต้องใช้ อานาจทหารในการรัฐประหาร ในกรณีนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2558: น.25- 26) ได้แสดงทัศนะว่า “....ประชาธิปไตยนั้นเราต้อง “ร่วมสร้าง” ด้วย มันเป็นแนวคิดของตะวันตก มันมาจากตะวันตก มันถูก ตะวันตกจ้องมองอยู่เวลานี้ เราต้องไม่หลีกหนีประชาธิปไตย ไม่หลีกเลี่ยงประชาธิปไตย แต่เราต้องร่วมคิด ร่วมสร้างประชาธิปไตยนี้ด้วย ไม่ใช่คัดลอกเอาแต่ของฝรั่งมา ไม่ใช่คิดเพียงว่าถ้าเป็นของฝรั่งแล้วเป็นของดี ที่สุด “เป็นประชาธิปไตยที่สุด” ประชาธิปไตยที่คิดแบบไทยแล้ว มีปมด้อย ไม่น่าสนใจ วันเวลาจะมาถึงที่เรา จะต้องเริ่มผลิต “ประชาธิปไตย” แบบตะวันออก แบบไทยมากขึ้น ที่พูดนี้ไม่ได้หมายถึงเป็นเพียงคาสุภาพของ การที่จะมาแทนคาว่า “เผด็จการ” จุดนี้ต้องย้า”
  • 64.
    64 เพราะฉะนั้นเราจาเป็นต้องคิดประดิษฐ์ “ประชาธิปไตย” ของเราเองด้วยกับความมั่นใจเพื่อให้ เกิดเสถียรภาพทางการเมือง เมื่อนั้นประเทศก็จะสามารถ “ไปต่อ” ในเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ เพราะ ประเทศทั้งสามดังกล่าวมีการเมืองที่มีเสถียรภาพตามระบอบประชาธิปไตยแบบของเขาเอง จึงมีความ พร้อมในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องเศรษฐกิจ ประเทศไทยจริงๆแล้วมีศักยภาพที่สามารถแข่งขันกับประเทศอานาจขนาด กลางอื่นๆได้ ไม่ว่าจะพิจารณาจาก GDP หรือขนาดเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็น ลาดับที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย เรายังมีข้อดีกว่าอินโดนีเซียเสียอีกในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรามีท่าเรือ สนามบิน ถนน ไฟฟ้าและน้าพร้อม (เพียงพอ) กว่าอินโดนีเซีย เพราะอินโดนีเซียมีข้อจากัดที่เป็น ประเทศหมู่เกาะ ทาให้การคมนาคมขนส่งเต็มไปด้วยความยากลาบาก และต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการ สร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ด้วยกับปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ นี่เองที่ไทยสามารถที่จะยกระดับเศรษฐกิจของประเทศซึ่งเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบ กับอินโดนีเซีย ที่แม้กระทั่งปัจจุบันในกรุงจากาตาร์ยังไม่มีรถไฟฟ้ารองรับระบบคมนาคมได้เท่า กรุงเทพฯ เราจึงน่าจะใช้โอกาสนี้ในการสถาปนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการคมนาคมทั้งทางบก ทางน้า และทางอากาศ รองรับและเชื่อมต่อการขยายเขตอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนในภูมิภาคและ นอกภูมิภาค รัฐบาลโจโควีของอินโดนีเซียได้อนุมัติงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆรวมทั้ง ท่าเรือตามหมู่เกาะต่างๆเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทหาร ดังนั้น ไทยจาเป็นต้องเร่งสร้างท่าเรือ สนามบิน และเส้นทางคมนาคมทางบกเพื่อเป็นศูนย์กลางการคมนามคมที่แท้จริง ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไป จีนทางตอนเหนือโดยผ่านลาว ทางตอนใต้ไปมาเลเซีย สิงคโปร์ ตะวันออกไปกัมพูชา เวียดนาม ทาง ตะวันตกไปพม่าจนถึงอินเดียหรือเชื่อมต่อกับเส้นทางสายไหมของจีนต่อผ่านตุรกีเข้ายุโรปได้ ซึ่งไทย กาลังพัฒนาเส้นทางต่างๆอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ประเทศอานาจขนาดกลางที่มีจานวนประชากรมากอย่างอินโดนีเซีย (ประมาณ 250 ล้านคน) และบราซิล (ประมาณ 207 ล้านคน) จะมีความได้เปรียบประเทศอานาจขนาดกลางที่มีประชากรจานวน น้อยกว่า โดยเฉพาะในเรื่องปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผู้บริโภคภายในประเทศจานวนมหาศาลทาให้ เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศเพียงอย่างเดียว อีก ประการหนึ่งประเทศเหล่านี้มีแรงงานจานวนมากสาหรับการพัฒนาประเทศ อีกทั้งยังสามารถส่งแรงงาน ไปยังต่างประเทศได้ ลดการพึ่งพาแรงงานจากต่างประเทศ ในกรณีนี้ประเทศไทยอาจจะเสียเปรียบ ประเทศอย่างอินโดนีเซียในเรื่องปริมาณของแรงงาน ไทยยังต้องจาเป็นที่จะต้องพึ่งพาแรงงานจาก ประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมหนัก และการประมง ทางด้านการทหารก็มีความจาเป็นที่ไทยจะต้องพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้มี ศักยภาพในการรบรูปแบบใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์ ฯลฯ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมาเสริม
  • 65.
    65 กองทัพ หรือ แม้กระทั่งการจัดซื้อเรือดาน้าเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลประเทศอานาจ ขนาดกลางอย่างตุรกี มีเรือดาน้า 13 ลา บราซิล 5 ลา อินโดนีเซีย 2 ลา และดาเนินการเพื่อจะซื้อจาก เกาหลีใต้อีก 2 ลา (มือสอง) แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ชื่อ ว่าจักรีนฤเบศร์ ซึ่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆไม่มี ซึ่งโดยปกติเรือบรรทุกเครื่องบินจะ เคลื่อนที่เดี่ยวๆไม่ได้ จะต้องมีฝูงเรือคุ้มกันและเรือดาน้าไว้ป้องกันการจู่โจมจากทอร์ปิโดจากฝ่ายตรง ข้ามขณะปฏิบัติการทางยุทธวิธี นอกจากนี้ ประเทศอานาจขนาดกลางอย่างตุรกีและบราซิลต่างมีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของตนเองที่เข้มแข็งสามารถส่งออกไปสร้างรายได้ให้กับประเทศจานวนมาก เช่น ในปี 2015 บราซิลได้ รายได้จากการส่งออกอาวุธ 41 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตุรกีส่งออก 291 ล้านดอลลาร์เป็นต้น อินโดนีเซีย เองก็เริ่มมีการจัดตั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเองขึ้นมาเช่นเดียวกัน ประเทศไทยต้องให้ ความสาคัญในเรื่องการพึ่งพาตนเองในด้านการผลิตอาวุธและการป้องกันประเทศ เฉกเช่นตุรกี วางเป้าหมายในปี ค.ศ. 2023 ว่าจะสามารถสร้างอุตสาหกรรมอาวุธแบบครบวงจรเพื่อผลิตอาวุธเป็นของ ตัวเองตั้งแต่ปืน รถถังไปจนถึงเครื่องบินรบ บราซิลเองได้มีความคิดในการพัฒนาเรือดาน้าพลังงาน นิวเคลียร์เพื่อเพิ่มแสนยานุภาพให้ข้อเรียกร้องของบราซิลในการเข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิกถาวรใน คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ซึ่งประเทศทั้ง 5 ประเทศล้วนครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ทั้งสิ้น (5 ประเทศสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน) จะเห็นได้ว่า การมีแสนยานุภาพทางทหารที่น่าเกรงขามจะส่งเสริมและสนับสนุนให้การใช้อานาจ อ่อน (Soft Power) ของประเทศมีน้าหนักและประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอานาจ ขนาดกลาง ถ้าประเทศไทยต้องการที่จะเป็นประเทศอานาจขนาดกลางจาเป็นที่ต้องทบทวนแผนในการ จัดซื้อและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเป็นยุทธศาสตร์ในการป้องกันประเทศและปกป้องผลประโยชน์ ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สหรัฐอเมริกากาลังกลับมาสนใจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก และยุคที่จีนกาลังขยายอิทธิพลทั้งทางบกและทางทะเล ถึงแม้ว่าไทยจะไม่ได้เป็นประเทศคู่ขัดแย้ง แต่ การเตรียมความพร้อมในสถาปัตยกรรมใหม่ของเอเชียตะวันออก-แปซิฟิกอาจสร้างระเบียบใหม่ที่ไทย จะต้องมีท่าทีที่เหมาะสมในการปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ชาติ ทางด้านนโยบายต่างประเทศ ทั้งสามประเทศต่างใช้นโยบายทางการทูตทั้งทวิภาคีและพหุภาคี ในการเอื้อประโยชน์และความร่วมมือต่างๆทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งไทยเองก็เข้าใจ บทบาทตนเองดีในแง่นี้ ได้เข้าร่วมในกรอบความร่วมมือที่หลากหลายทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนประเด็นปัญหาของโลกต่างๆ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาโลกร้อน ปัญหาสิทธิ มนุษยชน เป็นต้น แต่สิ่งที่ไทยจะต้องทาเพิ่มขึ้นนั่นก็คือ การแสดงบทบาทนาในเวทีความร่วมมือต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งอาจนาแนวทางที่อินโดนีเซียใช้ในการกาหนดตาแหน่งของตนเองว่า เป็นประเทศผู้นาของอาเซียนเป็นบันไดไปสู่การแสดงบทบาทที่เข้มแข็งในเวทีโลก หรือการที่บราซิล
  • 66.
    66 กาหนดตนเองว่าเป็นผู้นาความร่วมมือต่างๆในละตินอเมริกา เช่น MERCOSURและตุรกีที่พยายาม กาหนดตาแหน่งผู้นาในกลุ่มประเทศมุสลิมทั้งหมด ไทยต้องวางตาแหน่งตนเองว่าเป็นประเทศอานาจ ขนาดกลาง รวมทั้งใช้เวทีระหว่างประเทศต่างๆในการบอกเจตจานงของไทยอย่างชัดเจน อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2558: น.28) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “ ...ประเทศไทยต้องหยุดเป็นประเทศลูกไล่ เป็นประเทศลูกน้อง เป็นประเทศพันธมิตรของมหาอานาจอย่าง เดียว เราต้องสลัดโลกทัศน์แบบนี้ทิ้ง แล้วต้องมีโลกทัศน์ใหม่ เช่น ประเทศไทยต้องทาตนเองให้เป็นชาติ อานาจระดับกลาง (Middle Power) ไม่ใช่คิดแต่จะเป็นพันธมิตรของมหาอานาจเท่านั้น...ผมคิดว่าประเทศไทย ต้องพร้อมที่จะเป็น middle power แล้ว เหมือนที่อินโดนีเซีย “คิด” แล้ว “ทา” แล้ว เหมือนที่ตุรกี “คิด” แล้ว “ทา” แล้ว เหมือนที่บราซิล “คิด” แล้ว “ทา” แล้ว” เราจะเห็นได้ว่า ทั้งสามประเทศมีผู้นาประเทศที่มีความโดดเด่นในเวทีโลก เช่น ประธานาธิบดี รอยยิบ แอรโดก์อาน ของตุรกี อดีตประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุโดโยโน ของอินโดนีเซีย หรือ อดีต ประธานาธิบดีลูลา (Luiz Inácio Lula da Silva) ของบราซิล จึงอาจกล่าวได้ว่าผู้ที่มีบทบาทสาคัญที่สุด ในการดาเนินนโยบายต่างประเทศ ก็คือ ผู้นาประเทศที่ให้ความสาคัญกับการต่างประเทศเช่นเดียวกับ เรื่องภายในประเทศ ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดียุโดโยโน จึงได้รับฉายานามว่าเป็น “ประธานาธิบดี นโยบายต่างประเทศ” เพราะความโดดเด่นในการนาอินโดนีเซียในเวทีโลกนั่นเอง นโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเองก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะยกระดับการ ต่างประเทศของเราให้มีอัตลักษณ์ กล่าวคือ ดาเนินนโยบายที่เน้นผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักถึงแม้ว่า อาจจะต้องพูดเสียงดังๆบ้าง หรือ ใช้กาลังอย่างเหมาะสมในบางกรณี ก็เป็นการแสดงออกถึงท่าทีของ ประเทศที่ชัดเจนต่อกรณีวิกฤตการณ์ที่ต้องการการแก้ปัญหา เช่น กรณีที่อินโดนีเซียจมเรือประมงไทยที่ หาปลาในเขตน่านน้าของอินโดนีเซีย เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2558 ภายใต้นโยบายของ ประธานาธิบดีโจโควีที่รักษาผลประโยชน์ของชาติด้วยวิธีการรุนแรงซึ่งแตกต่างจากสมัยประธานาธิบดียุ โดโยโนที่เน้นการทูตเป็นหลัก หรือเหตุการณ์ที่ตุรกียิงเครื่องบินรบรัสเซียตก ถือได้ว่าเป็นนโยบาย ต่างประเทศที่แข็งกร้าวเมื่อเกี่ยวข้องกับอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติในบางเรื่องที่ไม่อาจ ประนีประนอมได้
  • 67.
    67 บทที่ 7 บทสรุป ประเทศทั้งสามประเทศ คือตุรกี บราซิล และอินโดนีเซียต่างดาเนินนโยบายต่างๆโดยกาหนด ตนเองเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง ถึงแม้ว่าจะมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน ทั้งสามประเทศมี พัฒนาการที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ตุรกีมีจุดแข็งที่มีแสนยานุภาพทางทหารที่สูงที่สุดถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอินโดนีเซียและ บราซิล สามารส่งออกอาวุธและมีเป้าหมายในการพึ่งพาตนเองในเรื่องการป้องกันประเทศอย่างชัดเจน นอกจากนี้เศรษฐกิจของตุรกียังได้รับการยอมรับว่าจะมีการเจริญเติบโตที่เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในยุโรป ตุรกีได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศมุสลิมที่พัฒนาแล้ว จาก CIA มีโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนโครงข่าย คมนาคมที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศเชื่อมต่อกับประเทศยุโรปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ การเป็นตัวแสดงที่สาคัญหนึ่งในสงครามซีเรียทาให้ภาพลักษณ์ในการเป็นประเทศอานาจขนาดกลางของ ตุรกีมีความเด่นชัดมากขึ้น เพราะสงครามในซีเรียเป็นสงครามที่ประเทศมหาอานาจในภูมิภาคต่างแสดง บทบาทกันอย่างเต็มที่ นอกเหนือจากตุรกี มีประเทศอานาจขนาดกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ที่มีผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นที่ซีเรีย ปัญหาและข้อท้าทายของตุรกีคือผลกระทบที่ เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมสงครามในซีเรีย โดยกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ เช่น กลุ่ม IS ได้แสดงการตอบโต้ นโยบายของตุรกีด้วยกับการก่อวินาศกรรมในตุรกี และสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ของตุรกีที่อยู่ใกล้ ดินแดนที่มีการทาสงครามทาให้ตุรกีต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และกาลังทหาร แตกต่างไปจากอินโดนีเซียและบราซิลที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่มีความขัดแย้งหรือสงคราม บราซิลมีจุดแข็งที่เป็นประเทศใหญ่และมีประชากรจานวนมากถึงประมาณ 207 ล้านคน ถึงแม้มี การแสดงบทบาททางการทหารน้อย (ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปบทบาทนาในการส่งทหารไปร่วมกองกาลัง นานาชาติในการปฏิบัติการสันติภาพขององค์การสหประชาชาติที่บราซิลเป็นผู้บัญชาการกองกาลังจาก ประเทศอื่น) แต่การทหารของบราซิลมีแสนยานุภาพสูง มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นของตนเอง และสามารถส่งออกสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อีกด้วย นโยบายต่างประเทศที่สาคัญคือการเป็น ประเทศผู้นาในภูมิภาคละตินอเมริกาไปพร้อมกันกับการแสดงบทบาทในเวทีโลก โดยเฉพาะความ ร่วมมือระหว่างประเทศกาลังพัฒนา หรือ ประเทศกลุ่มใต้ (South-South Cooperation) โดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง กลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ (BRICSX ที่เป็นความร่วมมือของประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีสมาชิก 5 ประเทศ คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ กลุ่มเศรษฐกิจบริคส์จึงมีความหมายกับบราซิลมาก ซึ่งช่วย
  • 68.
    68 ส่งเสริมภาพลักษณ์ของบราซิลในเวทีโลกให้เป็นประเทศอานาจขนาดกลางได้ชัดเจน หรือแม้กระทั่งจะ เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศมหาอานาจระดับโลกเทียบเคียง จีนรัสเซีย อินเดีย ได้ นโยบาย ต่างประเทศที่สาคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในคณะมนตรีความมั่นคงถาวรของ สหประชาชาติ ซึ่งบราซิลต้องการที่จะเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงฯ นอกจากนี้ บราซิล เน้นการดาเนินนโยบายอานาจอ่อน (Soft Power) ให้ความช่วยเหลือประเทศ South ต่างๆ เช่น การ ก่อตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาของบราซิล ให้ประเทศเพื่อนบ้านละตินอเมริกาได้กู้ยืมไปพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานของประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อท้าทายที่สาคัญที่สุดที่ชะลอการแสดงบทบาทประเทศอานาจ ขนาดกลางของบราซิลในเวลานี้ก็คือ เศรษฐกิจของประเทศถดถอยอย่างหนักซึ่งส่งผลกระทบถึงความ มั่นคงทางการเมืองของประธานาธิบดีรุสเซฟและงบประมาณรายจ่ายของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คาดว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมอาจมีแนวโน้มปรับตัวในทางที่ดีขึ้นถ้า บราซิลสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ อินโดนีเซียมีจุดแข็งได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าอินโดนีเซียมีศักยภาพในการเป็นประเทศ อานาจขนาดกลางถึงแม้ยังมีข้อกังขาในเรื่องการจัดการปัญหาหมอกควันที่ส่งผลกระทบแก่ประเทศเพื่อน บ้าน ด้วยกับการเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นลาดับ 3 ของโลก และเป็นประเทศมุสลิมที่มี ประชากรมากที่สุดในโลกทาให้อินโดนีเซียได้รับการเคารพจากนานาชาติ ในด้านนโยบายต่างประเทศ อินโดนีเซียมีความทะเยอทะยานในการเป็นผู้นาในภูมิภาคอาเซียน และแสดงบทบาทที่แข็งขันในกรอบ การประชุมต่างๆ อินโดนีเซียใช้อาเซียนเป็นฐานในการแสดงบทบาทในเวทีโลก เศรษฐกิจของ อินโดนีเซียเองก็มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงแม้จะมีอุปสรรคด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอใน การพัฒนาประเทศ ในจุดนี้ประธานธิบดีโจโควีได้ดาเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการ ขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้ว และในขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ทางการทหาร ได้อีกด้วย ในเรื่องการทหารถึงแม้ว่าอินโดนีเซียจะขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เพียงพอต่อการปกป้อง ผลประโยชน์ของชาติที่มีดินแดนอันกว้างขวาง เนื่องจากเป็นพื้นที่หมู่เกาะจานวนมากกว่า 13,000 หมู่ เกาะทาให้มีความยากลาบากที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียภายใต้การนาของ ประธานาธิบดีโจโควีได้ริเริ่มการปรับปรุงกองทัพโดยเฉพาะกองทัพเรือที่จะมาเป็นกาลังสาคัญในการ รักษาผลประโยชน์บริเวณรอบชายฝั่ง สาหรับปัญหาและข้อท้าทายที่เป็นอุปสรรคที่สาคัญคือการ ปฏิบัติการก่อการร้ายในประเทศที่เป็นผลกระทบจากสงครามในซีเรีย ซึ่งนักรบชาวอินโดนีเซียที่กลับ จากซีเรียที่เข้าร่วมกับกลุ่ม IS จะมีความชานาญในการก่อการร้ายและอาจก่อวินาศกรรมในพื้นที่สาคัญ ของอินโดนีเซียได้อีกในอนาคตหลังจากที่ก่อเหตุไปเมื่อเดือนมกราคม 2016 ที่ผ่านมา และการแผ่ขยาย อิทธิพลของจีน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อินโดนีเซียมองว่าอาจเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ทับซ้อนในเขตเศรษฐกิจจาเพาะของอินโดนีเซีย
  • 69.
    69 บรรณานุกรม Acharya, Amitav. (2014).Indonesia Matters: Asia’s Emerging Democratic Power. World Scientific. Ambler, K., Brauw,A., & Godlonton, S. (2015). Poverty reduction for smallholder farmers, Brazilian-style: Can it work in Africa?. International Food Policy Research Institute. Available at: http://www.ifpri.org/blog/poverty-reduction-smallholder-farmers-brazilian- style-can-it-work-africa Anadolu Agency. (2015). Turkey’s defense industry exports value up slightly in 2015. Retrieved October 24, 2015, Available at: http://www.hurriyetdailynews.com/turkeys-defense- industry-exports-value-up-slightly-in-2015----- .aspx?pageID=238&nID=82795&NewsCatID=345 Andree, N. (2014). Emerging middle powers and foreign policy activism: Turkey during the AKP government. (Master dissertation, Universitas Antwerpen) Anton Hermansyah & Arif Gunaw. (Friday February 6201 ). Retrieved Friday February 2016, Available at: The Jarkarta Post: http://www.thejakartapost.com/news/2016/02/05/2015- and-2016-optimism-amid-turmoil.html#sthash.HQyKQ366.dpuf) Arnson, C. & Sotero, P. (2010). Brazil as a Regional Power: Views from the Hemisphere. Woodrow Wilson International Center for Scholars. Asano, C. & Nascimento, J. (2015). Arms as foreign policy: the case of Brazil. International Journal of Human Rights. Available at: http://sur.conectas.org/en/issue-22/arms-foreign- policy-case-brazil/ Aydin, M. (2000). Determinants of Turkish foreign policy: changing patterns and conjunctures during the Cold War. Middle Eastern Studies, 36(1), 103–139. B.A. Hamzah. (2015). Sinking the Ships: Indonesia's Foreign Policy under Jokowi. Singapore: RSIS. Baer, J.A.(2015). UNASUR and Latin American Regionalism. Council Hemispheric Affairs. Available at: http://www.coha.org/unasur-and-latin-american-regionalism/
  • 70.
    70 Barbosa, F.H. (1998) . Economic Development: the Brazilian experience. Development Strategies in East Asia and Latin America. Baumann, R. (2011). Brazil in the 1990s: an economy in transition. CEPAL Review. Bender, Jeremy. (2015, October 3). RANKED: The world’s 20 strongest militaries. Retrieved December 30, 2015, Available at: http://www.businessinsider.com/these-are-the-worlds- 20-strongest-militaries-ranked-2015-9 Bertonha, J.F. (2010). Brazil: an emerging military power? the problem of the use of force in Brazilian international relations in the 21st century. Maringá State University. Brazil: Elements for Effective Public Policy. Available at: http://pdba.georgetown.edu/Security/citizensecurity/brazil/documents/docworldbank.pdf Central Intelligence Agency. (2013). Country Comparison :: Military Expenditures. Retrieved December 30, 2015, Available at: https://www.cia.gov/library/publications/the-world- factbook/rankorder/2034rank.html Central Intelligence Agency. (2015). Turkey. Retrieved October 25, 2015, Available at: https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/tu.html Central Intelligence Agency. (n.d.). Developed Countries (DCs). Retrieved October 25, 2015, Available at: https://www.cia.gov/library/publications/the-world- factbook/appendix/appendix-b.html#D Chao et. al. ( 2014) . Middle Class Brazil Lifts Voice. Wall Street Journal. Available at: http://www.wsj.com/articles/middle-class-brazil-lifts-voice-1411511724 Choudry, U.A. (2013). Brazil as an Emerging Economic Power: Dynamics & Implications. Global Journal of Human Social Science Political Science. 13 (2) Cox, Robert and Jacobson, Harold. (1973). The Anatomy of Influence: Decision Making in International Organization. New York, Yale University Press.
  • 71.
    71 Davutoğu, A. 2008.Turkey’s foreign policy vision: an assessment of 2007. Insight Turkey, 10 (1), pp. 77-96. Diehl,S. & Fuji, E. (2009). Brazil's New National Defense Strategy Calls for Strategic Nuclear Developments. Nuclear Threat Initiative. Available at: http://www.nti.org/analysis/articles/brazils-new-defense-strategy/ EGO GENEL MÜDÜRLÜĞÜ. (n.d.). Raylı Sistem Hizmetleri. Retrieved October 25, 2015, Available at: http://www.ego.gov.tr/tr/sayfa/1075/rayli-sistem# Eraslan, C. (2001). Understanding of Atatürk's Foreign Policy: Peace at Home, Peace in the World and Accession of Hatay to Turkey, Atatürk Araştırma Merkezi Dergisi, 17(49), pp. 91-106. Fuadi Pitsuwan. (2014). Smart Power Strategy: Recalibrating Indonesian Foreign Policy. Asian Politics & Policy, Vol.6, No.2, P.237-266. Gregory B. Poling. (2013). Dynamic Equilibrium: Indonesia’s Blueprint for a 21st Century Asia Pacific Retrieved 21 February 2016 Available at: Center for Strategic and International Studies: http://csis.org/publication/dynamic-equilibrium-indonesias-blueprint-21st-century- asia-pacific Global Firepower. (2015, December 5). Brazil Military Strength. . Retrieved December 30, 2015, Available at: http://www.globalfirepower.com/country-military-strength- detail.asp?country_id=brazil Global Firepower. (2015, November 13). 2015 World Military Powers. . Retrieved December 30, 2015, Available at: http://www.globalfirepower.com/countries- listing.aspKirişci, K. & Kaptanoğlu, N. 2011. The politics of trade and Turkish foreign policy, Middle Eastern Studies, 47 (5), pp. 705-724. Global Humanitarian Assistance. (2014). Brazil. Available at: http://www.globalhumanitarianassistance.org/countryprofile/brazil#tab-home Global Security. (n.d.). Military Industry. Available at: http://www.globalsecurity.org/military/world/brazil/industry.htm
  • 72.
    72 Hellendorff Bruno &Schmitz Manuel. (2014). Indonesia: From Regional to Global Power?.Grip Analysis. Retrieved 10 October 2015, Available at: http://www.grip.org/en/node/1282. Hogg, J., & Sezer, C. (2015). Erdogan aims to turn Turkey into major defense industry power. Retrieved October 25, 2015, Available at: http://www.reuters.com/article/2015/05/27/us- turkey-election-defence-idUSKBN0OC0FT20150527 Hoyos, C., & Amann, A. (2013). Turkey builds domestic defence industry. Retrieved October 25, 2014, Available at: http://www.ft.com/cms/s/0/837ef75a-1980-11e3-afc2- 00144feab7de.html#axzz3pWZ12pfz Hudson, M., Valerie. (2005). Foreign Policy Analysis: Actor-Specific Theory and the Ground of International Relations. Foreign Policy Analysis, 1, 1-30. Hunter, W. (2005). State and soldier in Latin America: Redefining the military's role in Argentina, Brazil, and Chile. United States Institute of Peace. Hürriyet. (2013). Number of Turkish military personnel revealed. Retrieved October 22, 2015, Available at: http://www.hurriyetdailynews.com/number-of-turkish-military-personnel- revealed.aspx?pageID=238&nid=42417 Hürriyet. (2015). Cumhurbaşkanı Erdoğan’dan “Rusya” tepkisi: Sabretmemiz mümkün değil. Retrieved October 22, 2015, Available at: http://www.hurriyet.com.tr/erdogandan-onemli- aciklamalar-30246887 IBP Inc. (2015). Turkey Industrial and Business Directory: Volume 2 Industrial and Export Contacts (Vol. 2). Washington DC: International Business Publications, Inc. Iis Gindarsah and Adhi Priamarizki.) 2 0 1 5 .( Indonesia's Maritime Doctrine and Security Concerns. Singapore: RSIS. İnan, F. (2013). CIVIL G20 TURKEY REPORT (pp. 1–24). Ankara: The Economic Policy Research Foundation of Turkey. Retrieved October, 2015, Available at: http://www.tepav.org.tr/upload/files/1379085237-2.Civil_G20_Turkey_Report.pdf Jordaan, Eduard Politikon: South African Journal of Political Studies Volume 30, Issue 1, 2003 Retrieved October 20, 2015, Available at: http://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/0258934032000147282#preview
  • 73.
    73 Kiernan, P.(2015). Brazil’sEconomic Crisis Beats the Emerging Middle Class Back Down. Wall Street Journal. Available at: http://www.wsj.com/articles/brazils-economic-crisis-beats- the-emerging-middle-class-back-down-1447115566 Koutri, A. (2011). Turkish foreign policy and Turkey’s role as a middle power (Doctoral dissertation, Istanbul Bilgi Üniversitesi). Kuru, A. T. (2012). The rise and fall of military tutelage in Turkey: fears of Islamism, Kurdism and communism, Insight Turkey, 14 (2), pp. 37- 57. Laciner, S. (2009). Turgut Özal Period in Turkish Foreign Policy: Özalism. Retrieved September 2015, Available at: http://www.turkishweekly.net/2009/03/09/article/turgut-ozal-period-in- turkish-foreign-policy-ozalism/ Lins, M.A.D.T. & Silva, L.P. (2011). Brazil and the G20: Recent Development Strategy and Strength among “New” Emerging Economies. Perception and Perspectives for Global Governance. Available at: http: / / www. kas. de/ upload/ dokumente/ 2011/ 10/ G20_E- Book/chapter_3.pdf Marcus Mietzner. (2015). Indonesia in 2014: Jokowi and the Repolarization of Post-Soeharto Politics. in Marcus Mietzner, and Daljit Singh (editor), Southeast Asian Affairs 52 0 1 (p.119-135). Singapore: ISEAS Publishing. Ministry of Foreign Affairs, Turkey. (n.d.). TURKEY-AFRICA RELATIONS. Retrieved October 25, 2015, Available at: http://www.mfa.gov.tr/turkey-africa-relations.en.mfa NATO. (2015, October 5). Statement by the North Atlantic Council on incursions into Turkey’s airspace by Russian aircraft. Retrieved October 22, 2015, Available at: http://www.nato.int/cps/en/natohq/news_123392.htm NATO. (2015, November 30). Joint press point with NATO Secretary General Jens Stoltenberg and the Prime Minister of Turkey, Ahmet Davutoğlu. Retrieved December 20, 2015, Available at: http://www.nato.int/cps/en/natohq/opinions_125210.htm Nicholas Fang and Cheryl Tan. (2016). Retrieved Friday February 2016. Available at: The Jakarta Post: http://www.thejakartapost.com/news/2 0 1 6 /0 2 /0 5 /terrorism-and-future- investment-southeast-asia.html#sthash.TugPMYif.dpuf)
  • 74.
    74 Nugraha, WasanaAdi. (2014).Balancing Power in Asia-Pacific Region: The Role of Indonesia 2010-2014. Master Independent Study, Rangsit University. Nye, Joseph S. (2004). Soft Power: The Means to Success in World Politics. New York: Public Affairs. OECD . (2011). An Overview of Growing Income Inequalities in OECD Countries: MainFinding. Paris: OECD Publishing. Öktem, K. 2011. Turkey since 1989: angry nation, Global history of the present series, London: Zed Books. Ordoñez, S. (2015). Brazil has 2 kinds of problems, and they're both bad. CNBC. Available at: http: / / www. cnbc. com/ 2015/ 08/ 21/ brazil-has-2-kinds-of-problems-and-theyre-both- bad.html Organski, A.F.K, & Kugler, Jacek. (1980). The War Ledger. Chicago, IL: University of Chicago Press. Pio, C. ( 2011) . Brazil’s Mercosur Economic Strategy: From Destiny to Impairment. E- International Relations. Available at: http://www.e-ir.info/2011/10/28/brazil’s-mercosur- economic-strategy/ Rizal Sukma. 2011 .(Indonesia's Security Outlook, Defence Policy and Regional Cooperation.)?. Renda, K. K. (2011). Turkey’s Neighbourhood Policy: An Emerging Complex Interdependence? Insight Turkey, 13(1), 89–108. Republic of Turkey Ministry of Culture and Tourism. Culture. Retrieved September 2015, Available at: http://www.kultur.gov.tr/EN,35054/culture.html Republic of Turkey Ministry of Foreign Affairs. Turkey’s Development Cooperation: General Characteristics and The Least Developed Countries (LDC) Aspect. Retrieved September 2015, Available at: http://www.mfa.gov.tr/turkey_s-development-cooperation.en.mfa Republic of Turkey Ministry of Foreign Affairs. Turkey’s Relations with NATO. Retrieved September 2015, Available at: http://www.mfa.gov.tr/nato.en.mfa
  • 75.
    75 Rezende, N. (2016) . Brazil, Latin America, and a new Foreign policy agenda. Global Independent Analytics. Retrieved 1 March, 2016. Available at: https://gianalytics.org/383- brazil-latin-america-and-a-new-foreign-policy-agendas Ristovic, A. (2012). Brazil’s Soft Power and Dilma’s Dilemma. USC Center on Public Diplomacy. Retreived 1 March, 2016. Available at: https://uscpublicdiplomacy.org/pdin_monitor_article/brazils_soft_power_and_dilmas_dile mma Robinson, A. ( 2016) . Can Brazil’s Worker’s Party Survive?. The Nation. Available at: http://www.thenation.com/article/can-brazils-workers-party-survive/ Rosen, B. (2013). The MIKTA way forward: The potential, risk, and future of MIKTA diplomacy. Washington Quarterly, 36(3), 91-105. Sam Perlo-Freeman, Aude Fleurant, Pieter D. Wezeman, & Siemon T. Wezeman. (2015). Trends in world military expenditure, 2014. Stockholm International Peace Research Institute. Retrieved January 25, 2016. Available at: http://books.sipri.org/product_info?c_product_id=496 Santini, D. & Viana, N. (2012). Brazil Arms Exports: Country Preaches Peace, Sells Tons Of Arms. Huffington Post. Available at: http://www.huffingtonpost.com/2012/02/28/brazil- arms-exports_n_1295083.html Seth Colby, (2012). Explaining the BNDES: What It Is, What It Does and How It Works, CEBRI Artigos, Rio de Janeiro, Brazil: Centro Brasileiro de Relações Internacionais. Shin, Dong-min (2012), ‘Concept of Middle Power and the Case of the ROK: A Review’, Korea Yearbook 2012: Politics, Economy and Society (Netherlands: Brill), pp. 131-52 Sidney Jones and Solahudin. (2015). ISIS in Indonesia. in Sidney Jones and Solahudin, Southeast Asia Affairs, pp. 54-163. Singapore: ISEAS Publishing.
  • 76.
    76 SIPRI. (2014, April14). The 15 countries with the highest military expenditure in 2013. Retrieved October 23, 2015, Available at: http://www.sipri.org/googlemaps/milex_top_15_2013_exp_map.html Sözen, A. 2010. A paradigm shift in Turkish foreign policy: transition and challenges, Turkish Studies, 11 (1), pp. 103-123. Spektor, M. ( 2012) . Humanitarian Interventionism Brazilian Style?. American Quarterly. Available at: http://www.americasquarterly.org/humanitarian-interventionism-brazilian- style Stockholm International Peace Research Institute. (n.d.). Brazil Arms transfer. Available at: http://armstrade.sipri.org/armstrade/page/values.php Survival International. (n.d.). Braizilian Indians. Available at: http://www.survivalinternational.org/tribes/brazilian T.C. Devlet Demiryolları. (n.d. 1). YHT TRENLERİ. เข้าถึงเมื่อ October 25, 2015, Available at: http://www.tcdd.gov.tr/yuksek-hizli-tren+m96 T.C. Devlet Demiryolları. (n.d. 2). Uluslararası Trenler. เข้าถึงเมื่อ October 25, 2015, Available at: http://www.tcdd.gov.tr/uluslararasi+m101 ThaibizBrazil.(2015). บ ร า ซิ ล : ผู้ น า แ ห่ ง MERCOSUR แ ล ะ ก้ า ว ต่ อ ไ ป . Available at:http://www.thaibizbrazil.com/br/knowledges/detail.php?id=20068 The CIA World Factbook. 2015. Turkey. Retrieved September 2015, Available at: https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/tu.html The Economist Group. (2015). Turkey: Basic Data. Retrieved October 25, 2015, Available at: http://country.eiu.com/article.aspx?articleid=233615007&Country=Turkey&topic=Summar y&subtopic=Basic+data The Guardian. 2015. Turkey's president calls for new election after government deadline passes. Retrieved September 2015, Available at: (http://www.theguardian.com/world/2015/aug/24/turkey-president-new-election- government-deadline
  • 77.
    77 The World Bank.(2014a). GDP per Capital. Retrieved October 23, 2015, Available at: http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD The World Bank. (2014b). Turkey. Retrieved October 23, 2015, Available at: http://data.worldbank.org/country/turkey The World Bank. (n.d.). Military Expenditure. Retrieved October 22, 2015, Available at: http://data.worldbank.org/indicator/MS.MIL.XPND.GD.ZS The World Bank. (n.d.). GDP growth (annual %). Available at: http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.MKTP.KD.ZG The World Bank. (n.d.). Military expenditure (% of GDP). Available at: http://data.worldbank.org/indicator/MS.MIL.XPND.GD.ZS The World Bank. (n.d.).Overview. Retrieved 1 March, 2016. Available at: http://www.worldbank.org/en/country/brazil/overview#1 Tür, Ö. & Han, A. (2012). “A framework for understanding the changing Turkish foreign policy of the 2000s”, in Özden Zeynep Oktav (ed.), Turkey in the 21st century: quest for a new foreign policy, Farnham: Ashgate, pp. 7-29. Turam, B. (2014). Gulen, Erdogan and democracy in Turkey. Retrieved September 2015, Available at: http://www.aljazeera.com/indepth/opinion/2014/03/gulen-vs-erdogan- struggle-thre-2014311144829299446.html Turkish Statistical Institute. 2015. Key Indicators. Retrieved September 2015, Available at: http://www.turkstat.gov.tr/Start.do Trading Economics. Brazil GDP Annual Growth Rate 1991-2016. Available at: http://www.tradingeconomics.com/brazil/gdp-growth-annual Trinkunas, H. (2015). Brazil's Global Ambitions. Brookings. Available at: http://www.brookings.edu/research/articles/2015/02/04-brazil-global-ambitions- trinkunas#_ftnref5 UNDP. (2015). Turkey (Human Development Report 2015 Work for human development Briefing: note for countries on the 2015 Human Development Report) (pp. 1–7). United
  • 78.
    78 Nations Development Programme.Available at: http://hdr.undp.org/sites/all/themes/hdr_theme/country-notes/TUR.pdf United Nations Children’s Fund. (2014). The government of Brazil and UNICEF: Global partnership for humanitarian cooperation. Available at: http://www.unicef.org/brazil/pt/br_hssc_unicef_report_english.pdf Willemsen, J. & Leferink, B. (2010). Summary History of Brazil. Wood, Bernard. (1987). Middle Powers in the International System: A Preliminary Assessment of Potential. United Nations. World Bank. (2014). How to Reduce Poverty: A New Lesson from Brazil for the World?. Available at: http://www.worldbank.org/en/news/feature/2014/03/22/mundo-sin-pobreza- leccion-brasil-mundo-bolsa-familia World Bank.(2006). Crime, Violence and Economic Development in Brazil. Elements for Effective Public Policy. Available at: http://www- wds.worldbank.org/external/default/WDSContentServer/WDSP/IB/2007/06/20/000090341 _20070620103207/Rendered/PDF/365250BR.pdf World Population Review (2016). Brazil Population 2016. Available at: http://worldpopulationreview.com/countries/brazil-population/ Zürcher, E. J. (1993). Turkey: A Modern History. London: Tauris. กระทรวงการต่างประเทศ (2558, 10 มิถุนายน 2558). เอเชีย : สาธารณรัฐอินโดนีเซีย. http://www.mfa.go.th/main/th/world/70/10271.html ไกรฤกษ์ นานา. (2553). ความสัมพันธ์ไทย-ตุรกี 50 ปี.กรุงเทพฯ: บริษัท สานักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จากัด. กรุงเทพธุรกิจออนไลน์) .5 กุมภาพันธ์ 2559). เศรษฐกิจอินโดนีเซียโดต่าสุดในรอบ 6ปี. เรียกใช้เมื่อ 6 กุมภาพันธ์2559 ยาสมิน ซัตตาร์. (2014).ผลของการเมืองระหว่างประเทศต่อกระบวนการสันติภาพเติร์ก-เคิร์ด. เข้าถึงได้ จาก http://www.deepsouthwatch.org/node/6262 (กันยายน 2015)
  • 79.
    79 ______. (2015ก). ตุรกีกับความช่วยเหลือเพื่อสันติภาพในพื้นที่ขัดแย้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปา ตานี.เข้าถึงได้จาก http://www.deepsouthwatch.org/node/7404 (กันยายน 2015) ______. (2015ข ). ผ ล ก ารเลือ ก ตั้งตุ รกี กับ จุด เป ลี่ยน ข อ งก ารเมือ ง . เข้าถึงได้จาก http://www.deepsouthwatch.org/node/7279 (กันยายน 2015) ______. (2015ค). ความขัดแย้งตุรกี-ไอซิส: กรกฎาคม 2015 กับภาวะตึงเครียด ณ ชายแดน.เข้าถึงได้ จาก http://turkeyanalysis.blogspot.com/2015/07/2015_24.html (กันยายน 2015) ส ถ า น เอ ก อั ค ร ร า ช ทู ต ไ ท ย ณ ก รุ ง อั ง ก า ร า . 2014. รู้จัก ตุ ร กี .เข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก http://thaiembassyturkey.com/th/2014-10-05-03-18-41 (กันยายน 2015) เอนก เหล่าธรรมทัศน์. (2554). บูรพาภิวัตน์: ภูมิรัฐศาสตร์. กรุงเทพธุรกิจ ______. (2558). ไทยในยุคบูรพาภิวัตน์: โลกที่เปลี่ยนไปจาก 14 ตุลาคม 2516 ถึง 14 ตุลาคม 2558. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา.