สถิติที่ใช้ในงานวิทยานิพนธ์ 
LOGO 
โดย 
นางสาวพรเพ็ญ จินตนา 
5602051856058
วิทยานิพนธ์ 
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของกรรมการ 
สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา 
เขตการศึกษา 1 
ผู้เขียน : นายสมศักด์ิ จี้เพ็ชร์ 
สาขาวิชา : ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (บริหารการศึกษา) 
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 
ปีการศึกษา 2544
กรอบความคิดการวิจัย 
จากการศึกษา แนวคิด ทฤษฎี ผลงานการวิจัย ของ 
1. จอห์น เอ็ม โอเฮน และ นอร์แมน ที อัพฮอฟฟ์ (John M.Cohen and Norman 
T. Uphoff, 1977 : 143-158) ได้กล่าวถึงกลุ่มปัจจัยที่เป็นบริบทของการมีส่วนร่วมในการ 
พัฒนาชนบท ที่เกี่ยวข้องกับผู้ออกแบบโครงการ ผู้นา โครงการไปปฏิบัติ และผู้ประเมิน 
โครงการ 6 กลุ่มปัจจัยคือ 
1.1 ปัจจัยทางด้านกายภาพ และชีวภาพ (Physical and Biological Factors) 
1.2 ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ (Economic Factors) 
1.3 ปัจจัยทางด้านการเมือง (Political Factors) 
1.4 ปัจจัยทางด้านสังคม (Social Factors) 
1.5 ปัจจัยทางด้านวัฒนธรรม (Cultural Factors) 
1.6 ปัจจัยทางด้านประวัติความเป็นมา (Historical Factors)
กรอบความคิดการวิจัย (ต่อ) 
2. ชูชาติ พ่วงสมจิตร์(2540 : 76-79) ได้กล่าวถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมี 
ส่วนร่วมของประชาชนต่องาน/โครงการต่างๆ ได้ 3 กลุ่มปัจจัยใหญ่ๆ ได้แก่ 
2.1 กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของชุมชน หมายถึงระบบที่แวดล้อม 
ชุมชนและท้องถิ่นนั้นๆ 
2.2 ปัจจัยเกี่ยวกับหน่วยงาน 
2.3 ปัจจัยเกี่ยวกับชุมชน ซึ่งได้แก่ ปัจจัยที่เกี่ยวกับองค์ประกอบพื้นฐาน 
ของชุมชน และปัจจัยเกี่ยวกับบุคลากรในชุมชน (ปัจจัยเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคลากร 
ในชุมชน และปัจจัยด้านจิตวิทยาของคนในชุมชน)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับ 
ความสา คัญของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 
ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง แบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ 
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบ 
เลือกตอบ จา นวน 9 ข้อ 
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็น ต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วน 
ร่วมของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตการศึกษา 1 
ตามแบบมาตราลิคเคิร์ท (Likert’s scaling) โดยแบ่งระดับความสาคัญ ออกเป็น 5 ระดับ 
จา นวน 57 ข้อ
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 
1. ข้อมูลแบบสอบถามตอนที่ 1 ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ตอบแบบสอบถาม 
วิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ 
1.1 การหาค่าร้อยละ โดยคา นวณจากสูตร 
สูตร 
เมื่อ คือ อัตราส่วนร้อยละ 
คือ จา นวนคา ตอบ 
คือ จา นวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (ต่อ) 
2. ข้อมูลแบบสอบถามตอนที่ 2 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัด 
การศึกษา วิเคราะห์ด้วยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 
2.1 การหาค่าเฉลี่ย โดยคา นวณจากสูตร 
สูตร 
เมื่อ คือ ค่าเฉลี่ยกลุ่มประชากร 
คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมด 
คือ จา นวนข้อมูลของกลุ่มประชากร
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (ต่อ) 
2.2 ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยคา นวณจากสูตร 
สูตร 
เมื่อ คือ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 
คือ คะแนนแต่ละตัวในกลุ่มตัวอย่าง 
คือ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 
คือ จา นวนประชากรในกลุ่มตัวอย่าง
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (ต่อ)
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (ต่อ) 
4. การแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้เกณฑ์การประมาณค่า ดังนี้ 
ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 แปลความว่า มีระดับความสาคัญมากที่สุด 
ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 แปลความว่า มีระดับความสาคัญมาก 
ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 แปลความว่า มีระดับความสาคัญปานกลาง 
ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 แปลความว่า มีระดับความสาคัญน้อย 
ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 แปลความว่า มีระดับความสาคัญน้อยที่สุด
สรุปผลการวิจัย 
จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัด 
การศึกษาของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา 
เขตการศึกษา 1 มีผลการวิจัยที่สา คัญ ดังนี้ 
1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาของกรรมการสถานศึกษา 
ขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 พิจารณาระดับ 
ความสาคัญ โดยแยกเป็นกลุ่มปัจจัย 4 ปัจจัยคือ กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับกรรมการสถานศึกษา 
กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับโรงเรียน กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับชุมชน และกลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม 
2. เปรียบเทียบกลุ่มปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของกรรมการ 
สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 พบว่า 
ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ เพียงแต่มีระดับความสา คัญ มาก-น้อยกว่ากันเท่านั้น
วิทยานิพนธ์ 
การพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของครู 
โรงเรียนวัดปุรณาวาส สังกัดกรุงเทพมหานคร 
ผู้เขียน : นายพงศกร สา เนียงล้า 
สาขาวิชา : ครุศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา) 
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 
ปีการศึกษา 2552
กรอบความคิดการวิจัย 
การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ และเพื่อเป็น 
แนวทางในการพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของข้าราชการครูโรงเรียน 
วัดปุรณาวาส การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาจากประชากร คือ ข้าราชการครูโรงเรียนวัดปุรณาวาส 
สานักงานเขตทวีวัฒนา สังกัดกรุงเทพมหานคร จานวน 67 คน โดยศึกษาวิจัยจาก 
จา นวนประชากรทั้งหมด 
ประชากร 
ประชากร ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ข้าราชการครูโรงเรียนวัดปุรณาวาส 
ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 
ตัวแปรอิสระ(Independent Variable) 
ตัวแปรตาม (Dependent Variable)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น 
แบบสอบถามเพื่อศึกษาระดับการพัฒนาตนเอง จา นวน 1 ฉบับ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบ 
ตรวจสอบรายการ (Check – List) 
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามการพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ 
ครู 12 มาตรฐาน มาตรฐานละ 9 ข้อ รวม 108 ข้อ
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 
1.ข้อมูลที่ได้รับจากตอนที่ 1 โดยเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม 
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ แล้วนาเสนอเป็นตาราง 
ประกอบความเรียง 
1.1 การหาค่าร้อยละ โดยคา นวณจากสูตร 
สูตร 
เมื่อ คือ อัตราส่วนร้อยละ 
คือ จา นวนคา ตอบ 
คือ จา นวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (ต่อ) 
2. ข้อมูลที่ได้รับจากตอนที่ 2 เกี่ยวกับการพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐาน 
วิชาชีพครู 12 มาตรฐาน ซึ่งเป็นแบบสอบถามประเภทกา หนดค่าตามความมากน้อยของ 
เนื้อหาสาระในข้อความหรือคา ถามของแต่ละข้อ ที่มีลักษณะวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา 
ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสาเร็จรูป แล้ว 
นาเสนอเป็นตารางประกอบความเรียง 
2.1 การหาค่าเฉลี่ย โดยคา นวณจากสูตร 
สูตร 
เมื่อ คือ ค่าเฉลี่ยกลุ่มประชากร 
คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมด 
คือ จา นวนข้อมูลของกลุ่มประชากร
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (ต่อ) 
2.2 ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยคา นวณจากสูตร 
สูตร 
เมื่อ คือ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 
คือ คะแนนแต่ละตัวในกลุ่มตัวอย่าง 
คือ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 
คือ จา นวนประชากรในกลุ่มตัวอย่าง
สรุปผลการวิจัย 
ผลการวิจัยพบว่าข้าราชการครูโรงเรียนวัดปุรณาวาสมีพฤติกรรม 
ในการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูทั้ง 12 มาตรฐาน อยู่ในระดับมาก 
เมื่อพิจารณาเป็นรายมาตรฐานพบว่า มาตรฐานที่มีการปฏิบัติมากที่สุด มาตรฐานที่ 1 
ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ มาตรฐานที่มี 
การปฏิบัติในระดับน้อย ได้แก่ มาตรฐานที่ 5 พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มี 
ประสิทธิภาพอยู่เสมอ ส่วนมาตรฐานอื่นๆ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก
LOGO

สถิติที่ใช้ในงานวิทยานิพนธ์

  • 1.
    สถิติที่ใช้ในงานวิทยานิพนธ์ LOGO โดย นางสาวพรเพ็ญ จินตนา 5602051856058
  • 2.
    วิทยานิพนธ์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 ผู้เขียน : นายสมศักด์ิ จี้เพ็ชร์ สาขาวิชา : ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (บริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปีการศึกษา 2544
  • 3.
    กรอบความคิดการวิจัย จากการศึกษา แนวคิดทฤษฎี ผลงานการวิจัย ของ 1. จอห์น เอ็ม โอเฮน และ นอร์แมน ที อัพฮอฟฟ์ (John M.Cohen and Norman T. Uphoff, 1977 : 143-158) ได้กล่าวถึงกลุ่มปัจจัยที่เป็นบริบทของการมีส่วนร่วมในการ พัฒนาชนบท ที่เกี่ยวข้องกับผู้ออกแบบโครงการ ผู้นา โครงการไปปฏิบัติ และผู้ประเมิน โครงการ 6 กลุ่มปัจจัยคือ 1.1 ปัจจัยทางด้านกายภาพ และชีวภาพ (Physical and Biological Factors) 1.2 ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ (Economic Factors) 1.3 ปัจจัยทางด้านการเมือง (Political Factors) 1.4 ปัจจัยทางด้านสังคม (Social Factors) 1.5 ปัจจัยทางด้านวัฒนธรรม (Cultural Factors) 1.6 ปัจจัยทางด้านประวัติความเป็นมา (Historical Factors)
  • 4.
    กรอบความคิดการวิจัย (ต่อ) 2.ชูชาติ พ่วงสมจิตร์(2540 : 76-79) ได้กล่าวถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมี ส่วนร่วมของประชาชนต่องาน/โครงการต่างๆ ได้ 3 กลุ่มปัจจัยใหญ่ๆ ได้แก่ 2.1 กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของชุมชน หมายถึงระบบที่แวดล้อม ชุมชนและท้องถิ่นนั้นๆ 2.2 ปัจจัยเกี่ยวกับหน่วยงาน 2.3 ปัจจัยเกี่ยวกับชุมชน ซึ่งได้แก่ ปัจจัยที่เกี่ยวกับองค์ประกอบพื้นฐาน ของชุมชน และปัจจัยเกี่ยวกับบุคลากรในชุมชน (ปัจจัยเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคลากร ในชุมชน และปัจจัยด้านจิตวิทยาของคนในชุมชน)
  • 5.
    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับ ความสา คัญของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง แบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบ เลือกตอบ จา นวน 9 ข้อ ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็น ต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วน ร่วมของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตการศึกษา 1 ตามแบบมาตราลิคเคิร์ท (Likert’s scaling) โดยแบ่งระดับความสาคัญ ออกเป็น 5 ระดับ จา นวน 57 ข้อ
  • 6.
    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ข้อมูลแบบสอบถามตอนที่1 ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ 1.1 การหาค่าร้อยละ โดยคา นวณจากสูตร สูตร เมื่อ คือ อัตราส่วนร้อยละ คือ จา นวนคา ตอบ คือ จา นวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
  • 7.
    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (ต่อ) 2.ข้อมูลแบบสอบถามตอนที่ 2 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษา วิเคราะห์ด้วยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.1 การหาค่าเฉลี่ย โดยคา นวณจากสูตร สูตร เมื่อ คือ ค่าเฉลี่ยกลุ่มประชากร คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมด คือ จา นวนข้อมูลของกลุ่มประชากร
  • 8.
    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (ต่อ) 2.2ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยคา นวณจากสูตร สูตร เมื่อ คือ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ คะแนนแต่ละตัวในกลุ่มตัวอย่าง คือ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง คือ จา นวนประชากรในกลุ่มตัวอย่าง
  • 9.
  • 10.
    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (ต่อ) 4.การแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้เกณฑ์การประมาณค่า ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 แปลความว่า มีระดับความสาคัญมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 แปลความว่า มีระดับความสาคัญมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 แปลความว่า มีระดับความสาคัญปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 แปลความว่า มีระดับความสาคัญน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 แปลความว่า มีระดับความสาคัญน้อยที่สุด
  • 11.
    สรุปผลการวิจัย จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 มีผลการวิจัยที่สา คัญ ดังนี้ 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาของกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 พิจารณาระดับ ความสาคัญ โดยแยกเป็นกลุ่มปัจจัย 4 ปัจจัยคือ กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับกรรมการสถานศึกษา กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับโรงเรียน กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับชุมชน และกลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม 2. เปรียบเทียบกลุ่มปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ เพียงแต่มีระดับความสา คัญ มาก-น้อยกว่ากันเท่านั้น
  • 12.
    วิทยานิพนธ์ การพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของครู โรงเรียนวัดปุรณาวาสสังกัดกรุงเทพมหานคร ผู้เขียน : นายพงศกร สา เนียงล้า สาขาวิชา : ครุศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ปีการศึกษา 2552
  • 13.
    กรอบความคิดการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพและเพื่อเป็น แนวทางในการพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของข้าราชการครูโรงเรียน วัดปุรณาวาส การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาจากประชากร คือ ข้าราชการครูโรงเรียนวัดปุรณาวาส สานักงานเขตทวีวัฒนา สังกัดกรุงเทพมหานคร จานวน 67 คน โดยศึกษาวิจัยจาก จา นวนประชากรทั้งหมด ประชากร ประชากร ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ข้าราชการครูโรงเรียนวัดปุรณาวาส ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรอิสระ(Independent Variable) ตัวแปรตาม (Dependent Variable)
  • 14.
    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น แบบสอบถามเพื่อศึกษาระดับการพัฒนาตนเองจา นวน 1 ฉบับ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบ ตรวจสอบรายการ (Check – List) ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามการพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ ครู 12 มาตรฐาน มาตรฐานละ 9 ข้อ รวม 108 ข้อ
  • 15.
    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1.ข้อมูลที่ได้รับจากตอนที่ 1โดยเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ แล้วนาเสนอเป็นตาราง ประกอบความเรียง 1.1 การหาค่าร้อยละ โดยคา นวณจากสูตร สูตร เมื่อ คือ อัตราส่วนร้อยละ คือ จา นวนคา ตอบ คือ จา นวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
  • 16.
    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (ต่อ) 2.ข้อมูลที่ได้รับจากตอนที่ 2 เกี่ยวกับการพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐาน วิชาชีพครู 12 มาตรฐาน ซึ่งเป็นแบบสอบถามประเภทกา หนดค่าตามความมากน้อยของ เนื้อหาสาระในข้อความหรือคา ถามของแต่ละข้อ ที่มีลักษณะวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสาเร็จรูป แล้ว นาเสนอเป็นตารางประกอบความเรียง 2.1 การหาค่าเฉลี่ย โดยคา นวณจากสูตร สูตร เมื่อ คือ ค่าเฉลี่ยกลุ่มประชากร คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมด คือ จา นวนข้อมูลของกลุ่มประชากร
  • 17.
    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (ต่อ) 2.2ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยคา นวณจากสูตร สูตร เมื่อ คือ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ คะแนนแต่ละตัวในกลุ่มตัวอย่าง คือ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง คือ จา นวนประชากรในกลุ่มตัวอย่าง
  • 18.
    สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่าข้าราชการครูโรงเรียนวัดปุรณาวาสมีพฤติกรรม ในการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูทั้ง12 มาตรฐาน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายมาตรฐานพบว่า มาตรฐานที่มีการปฏิบัติมากที่สุด มาตรฐานที่ 1 ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ มาตรฐานที่มี การปฏิบัติในระดับน้อย ได้แก่ มาตรฐานที่ 5 พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพอยู่เสมอ ส่วนมาตรฐานอื่นๆ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก
  • 19.