Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
EN
Uploaded by
pitsanu duangkartok
30,578 views
การศึกษาโครงสร้างของหัวใจหมู โครงสร้างอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส และการวัดปริมาตรปอด
การศึกษาโครงสร้างของหัวใจหมู โครงสร้างอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส และการวัดปริมาตรปอด
Education
◦
Read more
2
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 16 times
1
/ 21
2
/ 21
3
/ 21
4
/ 21
Most read
5
/ 21
Most read
6
/ 21
Most read
7
/ 21
8
/ 21
9
/ 21
10
/ 21
11
/ 21
12
/ 21
13
/ 21
14
/ 21
15
/ 21
16
/ 21
17
/ 21
18
/ 21
19
/ 21
20
/ 21
21
/ 21
More Related Content
PDF
ใบความรู้การย่อยอาหาร
by
สุกัญญา นิ่มพันธุ์
PDF
ใบงานการย่อยอาหาร Version นักเรียนค่ะ
by
กมลรัตน์ ฉิมพาลี
PDF
ชีววิทยา เรื่อง การย่อยอาหาร Digestive system
by
kasidid20309
PDF
digestive system.pdf
by
NoeyWipa
PDF
ใบงานการย่อยอาหาร Version คุณครู
by
กมลรัตน์ ฉิมพาลี
PDF
ชีววิทยาเรื่องระบบไหลเวียนเลือด circulatory system
by
kasidid20309
PDF
ระบบน้ำเหลืองและระบบภูมิคุ้มกัน (1- 2560)
by
Thitaree Samphao
PDF
การขับถ่ายของสัตว์
by
Thanyamon Chat.
ใบความรู้การย่อยอาหาร
by
สุกัญญา นิ่มพันธุ์
ใบงานการย่อยอาหาร Version นักเรียนค่ะ
by
กมลรัตน์ ฉิมพาลี
ชีววิทยา เรื่อง การย่อยอาหาร Digestive system
by
kasidid20309
digestive system.pdf
by
NoeyWipa
ใบงานการย่อยอาหาร Version คุณครู
by
กมลรัตน์ ฉิมพาลี
ชีววิทยาเรื่องระบบไหลเวียนเลือด circulatory system
by
kasidid20309
ระบบน้ำเหลืองและระบบภูมิคุ้มกัน (1- 2560)
by
Thitaree Samphao
การขับถ่ายของสัตว์
by
Thanyamon Chat.
What's hot
PDF
ใบงานที่ 14สารพันธุกรรม
by
Aomiko Wipaporn
PDF
การแบ่งเซลล์
by
อรษา อภิรมย์วิไลชัย
PDF
แรง (Force)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
PDF
สารละลาย (Solution)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
PDF
ใบงานที่ 13 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
by
Aomiko Wipaporn
PDF
แบบฝึกหัดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
by
ืkanya pinyo
PDF
ระบบย่อยอาหาร
by
พัน พัน
PDF
แบบทดสอบดาราศาสตร์ ม.3
by
Jariya Jaiyot
PDF
03แบบฝึกกฎการอนุรักษ์พลังงานกล
by
Phanuwat Somvongs
PDF
ระบบหายใจ (Respiratory System)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
PDF
ระบบย่อยอาหาร (Digestive System)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
PDF
แบบทดสอบ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
by
Jariya Jaiyot
PDF
ชีทสรุป ม.4 เทอม 2 โดยครูเนยวิภา.pdf
by
NoeyWipa
PDF
ใบงาน 3.1 3.2
by
oraneehussem
PDF
การสืบพันธุ์ของพืชดอกโครงสร้างดอก
by
Thanyamon Chat.
PDF
โครงสร้างและการเจริญเติบโตของพืชดอก
by
Ratarporn Ritmaha
PDF
Nervous system
by
Nattha Phutthaarun
PDF
ใบความรู้ เรื่อง พลังงานความร้อน วิทยาศาสตร์ 2 ว 21102
by
พัน พัน
PDF
ใบงานที่ 2 ปฏิกิริยาเคมี
by
website22556
PDF
ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อและอวัยวะสำคัญ
by
sukanya petin
ใบงานที่ 14สารพันธุกรรม
by
Aomiko Wipaporn
การแบ่งเซลล์
by
อรษา อภิรมย์วิไลชัย
แรง (Force)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
สารละลาย (Solution)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
ใบงานที่ 13 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
by
Aomiko Wipaporn
แบบฝึกหัดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
by
ืkanya pinyo
ระบบย่อยอาหาร
by
พัน พัน
แบบทดสอบดาราศาสตร์ ม.3
by
Jariya Jaiyot
03แบบฝึกกฎการอนุรักษ์พลังงานกล
by
Phanuwat Somvongs
ระบบหายใจ (Respiratory System)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
ระบบย่อยอาหาร (Digestive System)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
แบบทดสอบ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
by
Jariya Jaiyot
ชีทสรุป ม.4 เทอม 2 โดยครูเนยวิภา.pdf
by
NoeyWipa
ใบงาน 3.1 3.2
by
oraneehussem
การสืบพันธุ์ของพืชดอกโครงสร้างดอก
by
Thanyamon Chat.
โครงสร้างและการเจริญเติบโตของพืชดอก
by
Ratarporn Ritmaha
Nervous system
by
Nattha Phutthaarun
ใบความรู้ เรื่อง พลังงานความร้อน วิทยาศาสตร์ 2 ว 21102
by
พัน พัน
ใบงานที่ 2 ปฏิกิริยาเคมี
by
website22556
ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อและอวัยวะสำคัญ
by
sukanya petin
Similar to การศึกษาโครงสร้างของหัวใจหมู โครงสร้างอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส และการวัดปริมาตรปอด
PPT
ระบบต่างๆในร่างกายป.6
by
arkhom260103
PPT
ระบบต่างๆในร่างกายป.6
by
arkhom260103
PPT
ระบบต่างๆในร่างกายป.6
by
arkhom260103
PPTX
บทที่ 1 การรักษาดุลยภาพในร่างกาย
by
Ta Lattapol
DOCX
Bioo
by
Thitipong Wongchan
PDF
ติวสอบเตรียมระบบย่อยและหมุนเวียน
by
Wichai Likitponrak
PDF
การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต - Homeostasis
by
supreechafkk
PDF
ระบบหายใจ (1-2560)
by
Thitaree Samphao
PDF
โครงงานสุขศึกษา
by
Tatsawan Khejonrak
PDF
ติวสอบเตรียมระบบหายใจและขับถ่าย
by
Wichai Likitponrak
PPT
G2
by
bungrung
PDF
บทเรียนสำเร็จรูประบบย่อยอาหาร
by
Krupol Phato
PPT
การรักษาดุลยภาพในร่างกาย
by
Nan Nam
PPT
ระบบย่อยอาหาร
by
นางอัจฉรา วงศ์อามาตย์
PPT
Respiration
by
Surachai Kertsang
PPT
Respiration
by
Surachai Kertsang
PPT
ระบบหายใจ
by
N'apple Naja
PPT
ระบบหายใจppt
by
Manee Mukhariwattananon
PDF
ระบบหมุนเวียนเลือด
by
Thitaree Samphao
PPT
Respiration
by
PANUWAT TANGPUNCHAROEN
ระบบต่างๆในร่างกายป.6
by
arkhom260103
ระบบต่างๆในร่างกายป.6
by
arkhom260103
ระบบต่างๆในร่างกายป.6
by
arkhom260103
บทที่ 1 การรักษาดุลยภาพในร่างกาย
by
Ta Lattapol
Bioo
by
Thitipong Wongchan
ติวสอบเตรียมระบบย่อยและหมุนเวียน
by
Wichai Likitponrak
การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต - Homeostasis
by
supreechafkk
ระบบหายใจ (1-2560)
by
Thitaree Samphao
โครงงานสุขศึกษา
by
Tatsawan Khejonrak
ติวสอบเตรียมระบบหายใจและขับถ่าย
by
Wichai Likitponrak
G2
by
bungrung
บทเรียนสำเร็จรูประบบย่อยอาหาร
by
Krupol Phato
การรักษาดุลยภาพในร่างกาย
by
Nan Nam
ระบบย่อยอาหาร
by
นางอัจฉรา วงศ์อามาตย์
Respiration
by
Surachai Kertsang
Respiration
by
Surachai Kertsang
ระบบหายใจ
by
N'apple Naja
ระบบหายใจppt
by
Manee Mukhariwattananon
ระบบหมุนเวียนเลือด
by
Thitaree Samphao
Respiration
by
PANUWAT TANGPUNCHAROEN
More from pitsanu duangkartok
PDF
Prostaglandins, Leukotrienes and Essential Fatty Acids.pdf
by
pitsanu duangkartok
PDF
Inhibitors of cyclin-dependentInhibitors of cyclin-dependent
by
pitsanu duangkartok
PDF
Vit C Sweetlet_Report - Batch Record Vit C Sweetlet
by
pitsanu duangkartok
PDF
Tranexamic Acid HydrogelTranexamic acid hydrogel (5%)
by
pitsanu duangkartok
PDF
cancer therapy by pitsanu_duangkartok ...
by
pitsanu duangkartok
PDF
บทนำเกี่ยวกับโรคมะเร็ง (Cancer introduction).pdf
by
pitsanu duangkartok
PDF
steroid.pdf
by
pitsanu duangkartok
PDF
Hormone exercise
by
pitsanu duangkartok
PDF
การลดลงของ MHC Class I ในมะเร็ง ตอนที่ 2.pdf
by
pitsanu duangkartok
PDF
MHC Class I Downregulation in Cancer Part 1
by
pitsanu duangkartok
PDF
Melatonin a New Way to Reduce Self-Harm.pdf
by
pitsanu duangkartok
PDF
Carbohydrates และ Glycobiology.pdf
by
pitsanu duangkartok
PDF
โครงสร้างและคุณสมบัติของคาร์โบไฮเดรตและไขมัน.pdf
by
pitsanu duangkartok
PDF
มลพิษทางน้ำ (Water pollution).pdf
by
pitsanu duangkartok
PDF
อาหารกับสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง.pdf
by
pitsanu duangkartok
PPTX
Pharmaceutical Suspensions.pptx
by
pitsanu duangkartok
PDF
Metabolism and Energy.pdf
by
pitsanu duangkartok
PDF
Ecosystem part 2
by
pitsanu duangkartok
PDF
ecosystem
by
pitsanu duangkartok
PDF
Photosynthesis
by
pitsanu duangkartok
Prostaglandins, Leukotrienes and Essential Fatty Acids.pdf
by
pitsanu duangkartok
Inhibitors of cyclin-dependentInhibitors of cyclin-dependent
by
pitsanu duangkartok
Vit C Sweetlet_Report - Batch Record Vit C Sweetlet
by
pitsanu duangkartok
Tranexamic Acid HydrogelTranexamic acid hydrogel (5%)
by
pitsanu duangkartok
cancer therapy by pitsanu_duangkartok ...
by
pitsanu duangkartok
บทนำเกี่ยวกับโรคมะเร็ง (Cancer introduction).pdf
by
pitsanu duangkartok
steroid.pdf
by
pitsanu duangkartok
Hormone exercise
by
pitsanu duangkartok
การลดลงของ MHC Class I ในมะเร็ง ตอนที่ 2.pdf
by
pitsanu duangkartok
MHC Class I Downregulation in Cancer Part 1
by
pitsanu duangkartok
Melatonin a New Way to Reduce Self-Harm.pdf
by
pitsanu duangkartok
Carbohydrates และ Glycobiology.pdf
by
pitsanu duangkartok
โครงสร้างและคุณสมบัติของคาร์โบไฮเดรตและไขมัน.pdf
by
pitsanu duangkartok
มลพิษทางน้ำ (Water pollution).pdf
by
pitsanu duangkartok
อาหารกับสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง.pdf
by
pitsanu duangkartok
Pharmaceutical Suspensions.pptx
by
pitsanu duangkartok
Metabolism and Energy.pdf
by
pitsanu duangkartok
Ecosystem part 2
by
pitsanu duangkartok
ecosystem
by
pitsanu duangkartok
Photosynthesis
by
pitsanu duangkartok
การศึกษาโครงสร้างของหัวใจหมู โครงสร้างอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส และการวัดปริมาตรปอด
1.
รายงาน เรื่อง การศึกษาโครงสร้างของหัวใจหมู โครงสร้างอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส
และการวัดปริมาตรปอด จัดทาโดย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 4 นางสาว ชนัญธิดา สายปัญญาใย เลขที่ 1 นาย ชิษณุชา มณีจักร เลขที่ 7 นาย ชุติพัทธ์ สุขแก้ว เลขที่ 10 นาย วิชญะ เขียวทะวงค์ เลขที่ 32 นาย พิษณุ ดวงกระโทก เลขที่ 42 เสนอ มาสเตอร์ ทศพล โฆษิตพล รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีววิทยา ว30241 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย
2.
1. การศึกษาโครงสร้างของหัวใจหมู 1.1 อุปกรณ์ในการดาเนินกิจกรรม 1.
หัวใจหมู 2. ถุงมือยาง 3. ถาดผ่าตัด 4. มีดผ่าตัด 5. เข็มเขี่ย 6. กรรไกร 7. คีมคีบ 8. แท่งแก้ว 9. มีด 1.2 วิธีการปฏิบัติการ 1. สังเกตขนาด รูปร่างภายนอก และผิวรอบนอกของหัวใจ
3.
2. สังเกตความหนาของผนังหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกับหัวใจ ใช้แท่งแก้วหรือนิ้วมือสอดลงไปตามหลอดเลือด 3.
ใช้มีดผ่าตั้งแต่ส่วน Apex of heart เข้ามาจนถึงโคนของหลอดเลือด และสังเกตลักษณะลิ้นของหัวใจที่กั้นระหว่างห้อง atrium และห้อง ventricle และโครงสร้างต่างๆภายในหัวใจ เช่น ผนังกั้นในแต่ละห้อง เป็นต้น ในร่างกายมนุษย์ หัวใจจะวางตัวอยู่ในช่องอกและเยื้องไปทางซ้ายเล็กน้อย ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ หัวใจจะมี น้าหนักประมาณ 250-350 กรัม และมีขนาดประมาณสามในสี่ของกาปั้น บนพื้นผิวของหัวใจจะมีร่องหัวใจ (cardiac grooves) ซึ่งเป็นบริเวณที่มี การวางตัวของหลอดเลือดหัวใจ ร่องหัวใจที่สาคัญได้แก่ 1. ร่องโคโรนารี่ (Coronary grooves) หรือร่องเอตริโอเวนตริคิวลาร์ (atrioventricular groove) 2. ร่องอินเตอร์เวนตริคิวลาร์ด้านหน้า (Anterior interventricular groove) 3. ร่องอินเตอร์เวนตริคิวลาร์ด้านหลัง (Posterior interventricular groove)
4.
1.3 ผนังของหัวใจประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3
ชั้น 1.4 ห้องหัวใจ 1.5 ลิ้นหัวใจ Epicardium Apex of heart Myocardium Endocardium Right atrium Right ventricle Left atrium Left ventricle Mitral Valve or Bicuspid valve Tricuspid Valve Septum
5.
1.6 หลอดเลือดหัวใจ 1.7 โครงสร้างอื่นๆ Aortic
Valve Pulmonary Valve Pulmonary vein Pulmonary artery Aorta Coronary artery Chordae tendinae Papillary muscle Thymus gland
6.
1.8 สรุปผลการทดลอง หัวใจมีสีแดงอยู่ภายในเยื่อหุ้มหัวใจ แต่ละห้องมีขนาดแตกต่างกัน
มีความหนาแน่นต่างกัน มีหลอดเลือดรอบหัวใจทา หน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ หัวใจหมูมี 4 ห้องคือ Right atrium Right ventricle Left atrium Left ventricle โดย ห้อง atrium กับ venricle จะมี valve กั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ โดยลิ้นแต่ละลิ้นจะมีกล้ามเนื้อยึดลิ้นเพื่อบังคับ การปิด-เปิดของลิ้น โดยหัวใจห้องล่างซ้ายจะมีผนังหนาที่สุดเพราะต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายและขนาด ของหลอดเลือด aorta จะมีผนังหนาเพื่อรองรับแรงดันเลือดที่สูบฉีดมาจากหัวใจห้องล่างซ้าย เปรียบเทียบลักษณะของผนังหัวใจทั้ง 3 ชั้น ชื่อ ลักษณะ ผนังชั้นนอก Epicardium มีลักษณะบาง เป็นชั้นของเยื่อหุ้มหัวใจ (pericardium) มีไขมันมาห่อหุ้มเพื่อป้องกัน การเสียดสี ผนังชั้นกลาง Myocardium มีความหนา เป็นชั้นของกล้ามเนื้อหัวใจ ผนังชั้นใน Endocardium เป็นชั้นเยื่อบุภายในผนังของหัวใจเชื่อมต่อกับลิ้นหัวใจ เปรียบเทียบลักษณะของลิ้นหัวใจ ชื่อลิ้นหัวใจ บริเวณที่พบ ลักษณะ 1. tricuspid valve กั้นระหว่างหัวใจห้องบนขวากับล่างขวา มีเอ็นยึดแผ่น 3 แผ่น 2. bicuspid valve กั้นระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายกับล่างซ้าย มีเอ็นยึดแผ่น 2 แผ่น 3. aortic valve กั้นระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายกับเส้นเลือด aorta เป็นแผ่นรูปเสี้ยวพระจันทร์ ไม่มีเอ็นยึด 4. pulmonary valve กั้นระหว่างหัวใจห้องล่างขวากับเส้นเลือด pulmonary artery เป็นแผ่นรูปเสี้ยวพระจันทร์ ไม่มีเอ็นยึด 2. โครงสร้างอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส (ปลา) 2.1 อุปกรณ์ในการดาเนินกิจกรรม 1. ปลานิล (ควักไส้ออก) 2. ถุงมือยาง 3. มีดผ่าตัด 4. คีมคีบ 5. มีด
7.
2.2 วิธีการปฏิบัติการ 1. เตรียมปลานิลและทาการใช้มีดผ่าตัดผ่าตรงส่วนเหงือกออกมา 2.
ทาการแกะช่องเหงือกออกมาและสังเกตโครงสร้างภายในช่องเหงือก 2.3 ศึกษาโครงสร้างภายนอกและส่วนประกอบภายในช่องเหงือกของปลานิล (Oreochromis niloticus) เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้าจืด (fresh water) มีเหงือก (Gill) เป็นอวัยวะทาหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สกับน้า โดยมีพื้นที่ สัมผัสกับน้ามากมาย และในเหงือกจะมีหลอดเลือดฝอยมาเลี้ยงเหงือก อาจมีผิวบาง ๆ หรือมีเซลล์เพียงแถวเดียวกั้น ระหว่างเลือดกับน้าหรือมีผนังหลอดเลือดบาง ๆ เพื่อสะดวกในการรับออกซิเจนจากน้าและคายคาร์บอนไดออกไซด์ External Anatomy Mouth Eye Scales Pectoral Fins Anal Fin Caudal (Tail) Fin Spiny Dorsal Fin Soft Dorsal Fin
8.
4) การไหลของน้าผ่านเหงือกต้องไหลสวนทางกับการไหลของเลือด เหงือกปลาเป็นอวัยวะที่ไม่เปิดให้เห็นโดยตรง แต่มีแผ่นแก้ม
( Operculum ) ปิด โดยเฉพาะบริเวณของของแผ่นแก้ม ด้านที่ติดกับลาตัวนั้นเปิดปิดได้ เมื่อปลาอ้าปากน้าจะผ่านปากเข้าไปปลายนี้จะปิด เมื่อมันต้องการให้น้าไหลผ่านเหงือกไป ปลายแผ่นแก้มด้านนี้จะเปิด 2.4 กลไกการหายใจของปลา การแลกเปลี่ยนก๊าซที่เหงือกเกิดขึ้นจากน้าไหลผ่านเหงือกโดยผ่านเข้าทางปาก ผ่านช่องในคอหอย ผ่านเหงือก และ ผ่านออกนอกตัวปลา การหายใจในน้าเพื่อดึงออกซิเจนจากน้ามีข้อเสียเปรียบเมื่อเทียบกับการหายใจบนบก สัตว์ที่หายใจ ด้วยเหงือกจึงต้องมีวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการหายใจโดย 1) การที่เนื้อเยื่อเหงือกมีการพับซ้อนหรือม้วนตัวเพื่อเพิ่มพื้นผิวในการแลกเปลี่ยนก๊าซ 2) การจัดให้มีการจัดเรียงตัวของเส้นเลือดฝอยให้สัมผัสกับน้ามากที่สุด 3) การทาให้น้าไหลผ่านเหงือกตลอดเวลาและมากที่สุด เช่น การว่ายน้า Gill arch Gill filament Gill rakers Operculum
9.
2.5 สรุปผลการทดลอง ภายในช่องเหงือกของปลาจะประกอบไปด้วยอวัยวะส่วนสาคัญอยู่ด้วยกัน 3
อย่าง ได้แก่ Gill filament (เส้นเหงือก) , Gill arch (กระดูกเหงือก) และ Gill rakes (ซี่กรอง) โดยอวัยวะทั้งสามอย่างจะมีอยู่ภายใน Operculum ซึ่งต่างก็ทาหน้าที่ ต่างกันดังนี้ 1. Gill filament - เส้นเหงือกแต่ละเส้นจะแตกแขนงเป็นเส้นฝอย ๆ (leaflets) สั้นๆ งอกออกสองข้าง เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการ แลกเปลี่ยน O2 และ CO2 มากขึ้น 2. Gill arch - เป็นแกนยึดเกาะของเส้นเหงือก เป็นกระดูกแข็งงอโค้ง หันส่วนหน้าเว้ารับช่องปากและส่วนโค้งด้านท้ายไปทาง ช่องเหงือก กระดูกเหงือกนี้มี 4 อัน 3. Gill rakes - ทาหน้าที่คล้ายที่กรองเป็นตะแกรง กั้นอาหาร เศษผง หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ติดมากับน้า ไม่ให้ไปรบกวนบริเวณ เส้นเหงือกและยังช่วยสกัดกั้นอาหารให้ผ่านลงตรงช่องคอ (Pharynx) ไม่ให้หลุดไปทางช่องเหงือก 3. โครงสร้างอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส (หมึก) 3.1 อุปกรณ์ในการดาเนินกิจกรรม 1. หมึกกล้วย (ไม่ควักไส้ออก) 2. ถุงมือยาง 3. ถาดผ่าตัด 4. มีดผ่าตัด 5. เข็มเขี่ย 6. กรรไกร 7. คีมคีบ 8. มีด
10.
3.2 วิธีการปฏิบัติการ 1. เตรียมหมึกกล้วยและทาการใช้มีดผ่าตัดผ่าตามยาวบริเวณตั้งแต่ใต้หัวลงมาจนถึงท้ายลาตัว 2.
ทาการคลี่ผิวหนังบริเวณลาตัวออกมาและสังเกตโครงสร้างภายในร่างกาย 3.3 ศึกษาโครงสร้างภายนอกและส่วนประกอบภายในของหมึกกล้วย (Decapodiformes) ไม่มีเปลือก มีเหงือก 1 คู่ (Dibranchia) อยู่ภายในช่องตัว มีระยางค์รอบปาก 4-5 คู่ เรียกว่า หนวด (Tantacle) และ แขน (Arm) บนหนวดแต่ละเส้นมีปุ่มดูด (Sucker) ภายในลาตัวของหมึกจะมีโครงสร้างของแข็งเป็นแผ่นใสคล้ายพลาสติก Anatomy of squid Tentacles Sucker cups Arms Eye Mantle Radula Collar Fin Mantle
11.
3.4 กลไกการหายใจของหมึกกล้วย น้าที่ไหลผ่านลาตัวจะถูกดันออกทางช่องไซฟอน (Siphon)
ซึ่งมีประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนแก๊สและการเคลื่อนที่ มีจังหวะ การยืดหดตัวของผนังลาตัว ที่จะกระตุ้นการดูดน้าเข้าและขับน้าออก น้าที่มีออกซิเจนจะให้ไหลผ่านเหงือกตลอดเวลา โดย การทางานร่วมกันของกล้ามเนื้อลาตัว ช่องตัวและลิ้นปิดเปิด การหายใจจะเพิ่มขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นหรือระหว่างการเคลื่อนที่ก็ จะมีการยืดหดตัวอย่างแรง Gill Rectum Pollial cartilage Kidney Bronchial heart Neck Siphon โครงสร้างภายนอกและภายในของหมึก
12.
3.5 สรุปผลการทดลอง อวัยวะในการแลกเปลี่ยนแก๊สของหมึก คือ
เหงือก (gill) อยู่ภายในช่อง mantle มีลักษณะเป็นเส้น ขนานลาตัวทั้งสองข้าง เหงือกประกอบด้วย - แกนเหงือก (gill axis) ลักษณะเป็นแท่งแบนด้านข้าง - ซี่เหงือกหรือแผ่นเหงือก (gill filament) แยก ออกมาจากแกนเหงือก ซึ่งอาจมีทั้งสองข้าง (bipectinate) หรือมีเพียงข้างเดียว (monopectinate) - afferent branchial vessel - efferent branchial vessel – ทิศทางการไหลของเลือดจะสวนทางกับน้า การแลกเปลี่ยนแก๊สส่วนใหญ่ได้มาจากการ เคลื่อนที่ของน้าที่ผ่านเข้าลาตัวแล้วผ่านเหงือกจึงจัดว่าเป็น internal gill 4. โครงสร้างอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส (ปู) 4.1 อุปกรณ์ในการดาเนินกิจกรรม 1.ปูม้า 2. ถุงมือยาง 3. ถาดผ่าตัด 4. เข็มเขี่ย 5. กรรไกร 6. คีมคีบ 4.2 วิธีการปฏิบัติการ 1.เตรียมปูที่จะใช้ในการปฏิบัติการและทาการแกะกระดองออก
13.
2. ทำกำรแกะกระดองออกมำและเพื่อสังเกตโครงสร้ำงภำยในร่ำงกำย 4.3 ศึกษาโครงสร้างภายนอกและส่วนประกอบภายในของปูม้า
(Portunus armatus) มีก้ามยาวเรียว มีสัน มีกระดองหุ้มอยู่ตอนบน หนามข้างกระดอง ทางด้านข้างทั้งสองของกระดองจะเป็นรอยหยัก คล้ายฟันเลื่อย ขาเดินมี 3 คู่ กรรเชียงว่ายน้า 1 คู่ มีลักษณะเป็นใบพายใช้ในการว่ายน้า มีสีฟ้าอ่อนและมีจุดขาวตกกระ ทั่วไปบนกระดองและก้าม พื้นท้องเป็นสีขาว จับปิ้งเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียวสูง ส่วนหัวและอกจะอยู่ติดกัน ลาตัวความยาว ประมาณ 15-20 cm. Dactyl Propodus Carpus Merus Lateral Spine Spine Eye Basi-ischium Coxa Swimming leg Abdominal Segment Posterior Margins Pereopods Chela Cheliped Gill rakers Gills Cardiac stomach Heart Gonad
14.
4.4 กลไกการหายใจของปูม้า ปูแลกเปลี่ยนแก๊สโดยใช้เหงือก น้าจะไหลผ่านช่องเหงือกของปูตรงบริเวณช่องเปิดที่ฐานของก้ามปู
เหงือกปูจะดึงเอาแก๊ส ออกซิเจนจากน้า และขับน้าออกมาทางช่องน้าออกซึ่งเป็นรูเล็กๆอยู่บริเวณเพดานปาก ปูเกือบทุกชนิดหายใจโดยมี กระแสน้าไหลเวียนผ่านช่องเหงือก 4.5 สรุปผลการทดลอง ปูแลกเปลี่ยนแก๊สโดยใช้เหงือก น้าจะไหลผ่านช่องเหงือกของปูตรงบริเวณช่องเปิดที่ฐานของก้ามปู เหงือกปูจะดึง เอาแก๊สออกซิเจนจากน้า และขับน้าออกมาทางช่องน้าออก เหงือกของปูอยู่ภายใต้แผ่น carapace มีลักษณะเป็นเส้นใย จานวนมาก เพื่อที่จะได้ใช้ในการเพิ่มพื้นที่ผิวในการแลกเปลี่ยนแก๊ส เหงือกจะชุ่มไปด้วยน้าเพื่อเพิ่มอัตราการแลกเปลี่ยน สาร เหมือนกับโครงสร้างที่ใช้สาหรับดูดซับน้า และมี gill rakers ทาหน้าที่การกรองเศษอาหารไม่ให้เข้าไปติดภายในเหงือก 5. โครงสร้างอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส (กุ้ง) 5.1 อุปกรณ์ในการดาเนินกิจกรรม 1.กุ้งก้ามกราม 2. ถุงมือยาง 3. ถาดผ่าตัด 4. มีดผ่าตัด 5. เข็มเขี่ย 7. คีมคีบ โครงสร้างภายนอกและภายในของปู
15.
5.2 วิธีการปฏิบัติการ 1. เตรียมกุ้งและทาการแยกส่วนหัวให้ออกจากลาตัวเพื่อศึกษาดูโครงสร้างของเหงือก 2.
สังเกตบริเวณส่วนหัวเพื่อหาเหงือกที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส 5.3 ศึกษาโครงสร้างภายนอกและส่วนประกอบภายในของกุ้งก้ามกราม ( Macrobrahim roesenbergii ) เป็นกุ้งน้าจืด ส่วนของหัวและอกอยู่รวมกันมีขนาดใหญ่ บนเปลือกกุ้งบริเวณหัวส่วนหน้าใกล้กับเบ้านัยน์ตามีหนาม เล็กๆ มีเปลือกสีเขียวอมสีฟ้าหรือม่วง ไม่มีกระดูกสันหลัง แต่มีเปลือกหุ้มอยู่ภายนอก ลาตัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วน หัว ส่วนลาตัว ส่วนหาง ส่วนหัวประกอบด้วยขาเดิน 3 คู่ และขาที่มีลักษณะเป็นก้ามอีก 2 คู่ อยู่ทางส่วนหน้า ขาคู่ที่ 1 หายใจด้วยเหงือก ลาตัวยาว แบนหรือกลม แบ่งเป็นปล้อง ๆ เปลือกที่หุ้มท่อนหัวและอกคลุมมาถึงอกปล้องที่ 8 ส่วนใหญ่ กรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามและขาอยู่ที่ส่วนหัวและอก มี 10 ขา โครงสร้างภายนอกของกุ้ง
16.
5.4 กลไกการหายใจของกุ้งก้ามกราม กุ้ง -->
แลกเปลี่ยนแก๊สโดยใช้เหงือก ซึ่งอยู่ในส่วนเซฟาโรทอแรกซ์ (Cephalothorax) โดยน้าไหลเวียนและผ่านเข้าสู่ช่อง เล็กๆใกล้ๆรยางค์ขาเพื่อให้น้าไหลเข้าสู่ช่องเหงือกและเกิดการแลกเปลี่ยนแก๊ส Pleopods Pereopods Antennae Eye Rostum Abdominal segments Uropods Telson Carapace Stomach Hepatopancrea s Gill Claws Pereiopods โครงสร้างภายในของกุ้ง
17.
5.5 สรุปผลการทดลอง กุ้งใช้เหงือกในการแลกเลี่ยนแก๊ส โดยอาศัยการไหลของน้าผ่านช่องภายในเหงือกและกุ้งใช้รยางค์พิเศษพัดโบกน้าให้ไหล ผ่านเหงือกเพื่อช่วยเพิ่มอัตราการไหลของน้าให้ผ่านช่องเหงือก
โดยเหงือกของกุ้งจะอยู่ตรงบริเวณส่วนหัว อยู่ภายในแผ่น carapace มีลักษณะเป็นแขนงเล็กๆ ที่เรียงซ้อนกันอยู่มากมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซหายใจได้ดียิ่งขึ้น 6. โครงสร้างอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส (หอย) 6.1 อุปกรณ์ในการดาเนินกิจกรรม 1.หอยแครง 2. ถุงมือยาง 3. ถาดผ่าตัด 4. เข็มเขี่ย 5. คีมคีบ 6.2 วิธีการปฏิบัติการ 1. แกะเปลือกหอยเพื่อศึกษาดูโครงสร้างภายในตัวหอยแครง
18.
2. ใช้เข็มเขี่ยเพื่อดูตาแหน่งของเหงือกของหอยแครง 6.3 ศึกษาโครงสร้างภายนอกและส่วนประกอบภายในของหอยแครง
(Tegillarca granosa ) หอยแครงเป็นหอยสองฝาลักษณะค่อนข้างกลม เปลือกหนา ด้านนอกของเปลือกเป็นสันโค้ง เปลือกมีสีน้าตาลอม ดา ลาตัวถูกหุ้มด้วยเปลือกหินปูนหนา ภายในเปลือกเป็นลาตัวของหอย ตัวหอยมีสีน้าตาลแดงเพราะมีสาร hemoglobin มี กล้ามเนื้อยึดเปลือกแน่น ส่วนหัวเห็นไม่ชัด มีเหงือกขนาดใหญ่ไว้สาหรับแลกเปลี่ยนแก๊ส และช่วยในการกรองอาหาร มีร่อง ลึกที่เปลือกและบานพับ เปลือกที่มีลักษณะเป็นเส้นตรง และมีฟันละเอียดที่บานพับจานวนมาก ไม่มีท่อน้า รอยยึดติด กล้ามเนื้อยึดเปลือกด้านหลังจะใหญ่กว่ารอยแผลของกล้ามเนื้อยึดเปลือกด้านหน้า เท้าหอยแครงเจริญได้ดีและสามารถ เคลื่อนที่ตามผิวโคลนได้ 6.4 กลไกการหายใจของหอยแครง หอยสองฝาใช้เหงือกซึ่งอยู่ในช่องแมนเทิลในการแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยที่หอยสองฝาจะมีเหงือก 1 หรือ 2 คู่ ที่เหงือก จะมีเส้นเลือดฝอยจานวนมาก โดยออกซิเจนซึ่งละลายอยู่ในน้าจะผ่านไปที่เหงือก และแพร่ผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ คาร์บอนไดออกไซด์ก็จะแพร่ออกมาจากเหงือกได้เช่นกัน Gills Shell Anterior adductor muscle Stomach Mantle Foot Kidney
19.
6.5 สรุปผลการทดลอง หอยแครง มีระบบหายใจ
ประกอบด้วยเหงือก หัวใจ เส้นเลือด และแอ่งเลือด เหงือกมีจานวน ๑ - ๒ อัน ประกอบด้วย แกนเหงือก และซี่เหงือก หัวใจแบ่งเป็นหัวใจห้องต้นและหัวใจห้องปลาย เมื่อหัวใจบีบตัวทาให้เลือดไหลไปตามเส้นเลือด และแอ่งเลือด ที่กระจายอยู่ทั่วตัวหอย เลือดของหอยแครงมีลักษณะพิเศษคือมีสารเฮโมโกลบิน (haemoglobin) ในเลือด ทา ให้เลือดมีสีแดง 7. การวัดปริมาตรปอด ชื่อ-สกุลผู้ทาการทดลอง : นายวิชญะ เขียวทะวงศ์ อายุ : 16 ปี น้าหนัก : 54 kg ส่วนสูง : 165 cm 7.1 การทดลองครั้งที่ 1 หายใจออกปกติ การวัดปริมาตรอากาศที่หายใจปกติ 1.5-0.8 = 0.7 L 1 L = 1000 cm3 0.7 L = 700 cm3 Before After โครงสร้างภายในของหอย
20.
7.2 การทดลองครั้งที่ 2
หายใจให้ลมหายใจออกให้มากที่สุด การวัดปริมาตรอากาศที่หายใจออกแบบออกแรง = 2.2-1.0 = 1.2 L 1 L = 1000 cm3 1.2 L = 1200 cm3 7.3 การทดลองครั้งที่ 3 หายใจเข้าให้มากที่สุด การวัดปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าแบบออกแรง = 2.4-1.6 = 0.8 L 1 L = 1000 cm3 0.8 L = 800 cm3 7.4 วิธีการในการคานวณหาปริมาตรของปอด ในการหายใจเข้าออกแต่ละครั้งมีปริมาตรอากาศ ปริมาตรอากาศนี้เรียกว่า ปริมาตรหายใจปกติ ( Tidal valume ; TV ) เมื่อ หายใจเข้าเป็นปกติแล้ว เรายังสามารถสูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุดเรียกว่า ปริมาตรหายใจเข้าสารอง ( Inspiratory reserve volume ; IRV ) เวลาหายใจออกปกติจะไล่ลมออกได้เท่า ๆ กับเมื่อสูดลมหายใจเข้า แต่เราก็ยังมีความสามารถไล่ลมหายใจ ออกให้มากที่สุด ปริมาอากาศนี้เรียกว่า ปริมาตรหายใจออกสารอง ( Expiratory reserve volume ; ERV ) แต่ในปอดก็ยังมี ลมหายใจตกค้าง เรียกว่า ปริมาตรตกค้าง ( Residual volume ; RV ) ดังนั้นหากจะรวมการสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และไล่ลม หายใจออกลึก ๆ อาจจะเรียกว่า ความสามารถสูงสุดในการสูดลมหายใจ (Vital capacity ; VC ) มีค่าเท่ากับผลรวมของ TV ,IRV และ ERV ดังนั้นอาจรวมอากาศทั้งหมดในปอด ( Total lung capacity ) = VC + RV Before After Before After
21.
Tidal volume 700
cm3 Inspiratory reserve volume=IRV+TV 800+700 = 1500 cm3 Expiratory reserve volume = ERV-TV 1200-700 = 500 cm3 Residual volume กาหนดให้ 1000 cm3 Vital capacity = TV+IRV+ERV 700+1500+500 = 2700 cm3 รวมอากาศทั้งหมดในปอด ( Total lung capacity ) = VC + RV 2700+1000 = 3700 cm3 7.5 สรุปผลการทดลอง ปริมาตรของอากาศในการหายใจออกเต็มที่ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาตรของอากาศในการหายใจ ออก ได้แก่ อายุ เพศ ขนาดของร่างกาย และกิจกรรมที่ทาและทาให้รู้ถึงว่าในการหายใจเข้า-ออกในละครั้งจะมีอากาศที่ยัง คงเหลือในปอดอยู่ภายในปอดและตามทางเดินหายใจ ซึ่งจะสังเกตได้จากค่าของ ERV-TV และค่าของ IRV-TV ซึ่งเมื่อนาค่า ทั้งสองมาลบกันแล้วจะทาให้ได้ค่าของ RV ออกมาซึ่งจะเป็นค่าที่บ่งบอกถึงปริมาตรอากาศที่ยังคงตกค้างในปอดหลังจาก หายใจออกเต็มที่แล้ว 1000 3700 2200 1500 Lung volume ( cm 3 ) Lung Volumes and Capacities 0
Download