การศึกษาลักษณะพันธุกรรมของเมนเดล
     การทดลองของเมนเดล
     เมน เดลประสบผลสำาเร็จในการทดลอง จนตั้งเป็นกฎเกี่ยวกับการ
     ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มายังลูกหลานใน ช่วงต่อๆมา
     ได้เนื่องจากสาเหตุสำาคัญสองประการ คือ

1.    เมนเดลรู้จักเลือกชนิดของพืชมาทำาการทดลอง พืชที่เมนเดลใช้ใน
      การทดลองคือถั่วลันเตา (Pisum sativum) ซึ่งมีข้อดีในการศึกษาด้าน
      พันธุศาสตร์หลายประการ เช่น
      1.1 เป็นพืชที่ผสมตัวเอง (self- fertilized) ซึ่งสามารถสร้างพันธุ์แท้
      ได้ง่าย หรือจะทำาการผสมข้ามพันธุ์ (cross-fertilized) เพื่อสร้าง
      ลูกผสมก็ทำาได้ง่ายโดยวิธีผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination)
      1.2 เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องทำานุบำารุงรักษามากนัก ใช้เวลาปลูก
      ตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยวภายในหนึ่งฤดูปลูก (growing season)
      หรือประมาณ 3 เดือน เท่านั้น และยังให้เมล็ดในปริมาณที่มากด้วย
      1.3 เป็นพืชที่ มีลักษณะทางพันธุกรรม ทีแตกต่างกันชัดเจนหลาย
                                                 ่
      ลักษณะ ซึ่งในการทดลองดังกล่าว เมนเดลได้นำามาใช้ 7 ลักษณะด้วย
      กัน
2.    เมนเดลรู้จักวางแผนการทดลอง
      2.1 เลือกศึกษาการถ่ายทอดลักษณะของถั่วลันเตาแต่ละลักษณะก่อน
      เมื่อเข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะนั้น ๆ แล้ว เขาจึงได้ศึกษาการ
      ถ่ายทอดสองลักษณะไปพร้อม ๆ กัน
      2.2 ในการผสมพันธุ์จะใช้พ่อแม่ พันธุ์แท้ (pure line) ในลักษณะที่
      ตรงกันข้ามกัน มาทำาการผสมข้ามพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสมโดยใช้มือช่วย
      (hand pollination )
      2.3 ลูกผสมจากข้อ 2.2 เรียกว่าลูกผสมช่วงที่ 1 หรือ F1( first filial
      generation) นำาลูกผสมที่ได้มาปลูกดูลักษณะที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร
      บันทึกลักษณะและจำานวนที่พบ 2.4 ปล่อยให้ลูกผสมช่วงที่ 1 ผสม
      กันเอง ลูกที่ได้เรียกว่า ลูกผสมช่วงที่ 2 หรือ F2( second filial
      generation) นำาลูกช่วงที่ 2 มาปลูกดูลักษณะต่าง ๆ ทีเกิดขึ้นว่าเป็น
                                                            ่
      อย่างไร บันทึกลักษณะและจำานวนที่พบ


     ลักษณะต่าง ๆ ของถัวลันเตาที่เมนเดล ใช้ในการศึกษาการถ่ายทอด
                       ่
     ลักษณะพันธุกรรม
1.    ลักษณะของเมล็ด – เมล็ดกลม และ เมล็ดย่น (round & wrinkled)
2.    สีของเปลือกหุ้มเมล็ด – สีเหลือง และ สีเขียว (yellow & green)
3.    สีของดอก – สีม่วงและ สีขาว (purple & white)
4.    ลักษณะของฝัก – ฝักอวบ และ ฝักแฟบ (full & constricted)
5.    ลักษณะสีของฝัก – สีเขียว และ สีเหลือง (green & yellow )
6.    ลักษณะตำาแหน่งของดอก-ดอกติดอยู่ที่กิ่ง และเป็นกระจุกที่ปลายยอด
      (axial & terminal)
7.    ลักษณะความสูงของต้น – ต้นสูง และ ต้นเตี้ย (long & short)




     ลักษณะที่แตกต่างกันอย่าง เห็นได้ชัด 7 ลักษณะ
     ที่มา
     science.rbru.ac.th/~winp/images/4032401_gen/03mendelian.p
     df
     ข้อสรุปจากการวิเคราะห์ของเมนเดล

1. การถ่ายทอดลักษณะหนึ่งลักษณะใดของสิ่งมีชีวิตถูกควบคุมโดย
   ปัจจัย (fector) เป็นคู่ๆ ต่อมาปัจจัยเหล่านั้นถูกเรียกว่า ยีน (gene)
2. ยีนที่ควบคุมลักษณะต่างๆจะอยู่กันเป็นคู่ๆ และสามารถถ่ายทอดไปยัง
   รุ่นต่อไปได้
3. ลักษณะแต่ละลักษณะจะมียีนควบคุม 1 คู่ โดยมียนหนึ่งมาจากพ่อและ
                                                       ี
   อีกยีนมาจากแม่
4. เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ(gamete) ยีนที่อยู่เป็นคู่ๆจะแยกออกจาก
                                ์
   กันไปอยู่ในเซลล์สืบพันธุ์ของแต่ละเซลล์และ ยีนเหล่านั้นจะเข้าคู่กัน
   ได้ใหม่อีกในไซโกต
5. ลักษณะที่ไม่ปรากฏในรุน F1 ไม่ได้สูญหายไปไหนเพียงแต่ไม่
                            ่
   สามารถแสดงออกมาได้
6.   ลักษณะที่ปรากฏออกมาในรุ่น F1 มีเพียงลักษณะเดียวเรียกว่า
     ลักษณะเด่น ( dominant) ส่วนลักษณะที่ปรากฏในรุ่น F2 และมี
     โอกาสปรากฏในรุ่นต่อไปได้น้อยกว่า เรียกว่า ลักษณะด้อย
     (recessive)
7.   ในรุน F2 จะได้ลักษณะเด่นและลักษณะด้อยปรากฏออกมาเป็น
         ่
     อัตราส่วน เด่น : ด้อย = 3 : 1

การศึกษาลักษณะพันธุกรรมของเมนเดล

  • 1.
    การศึกษาลักษณะพันธุกรรมของเมนเดล การทดลองของเมนเดล เมน เดลประสบผลสำาเร็จในการทดลอง จนตั้งเป็นกฎเกี่ยวกับการ ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มายังลูกหลานใน ช่วงต่อๆมา ได้เนื่องจากสาเหตุสำาคัญสองประการ คือ 1. เมนเดลรู้จักเลือกชนิดของพืชมาทำาการทดลอง พืชที่เมนเดลใช้ใน การทดลองคือถั่วลันเตา (Pisum sativum) ซึ่งมีข้อดีในการศึกษาด้าน พันธุศาสตร์หลายประการ เช่น 1.1 เป็นพืชที่ผสมตัวเอง (self- fertilized) ซึ่งสามารถสร้างพันธุ์แท้ ได้ง่าย หรือจะทำาการผสมข้ามพันธุ์ (cross-fertilized) เพื่อสร้าง ลูกผสมก็ทำาได้ง่ายโดยวิธีผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination) 1.2 เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องทำานุบำารุงรักษามากนัก ใช้เวลาปลูก ตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยวภายในหนึ่งฤดูปลูก (growing season) หรือประมาณ 3 เดือน เท่านั้น และยังให้เมล็ดในปริมาณที่มากด้วย 1.3 เป็นพืชที่ มีลักษณะทางพันธุกรรม ทีแตกต่างกันชัดเจนหลาย ่ ลักษณะ ซึ่งในการทดลองดังกล่าว เมนเดลได้นำามาใช้ 7 ลักษณะด้วย กัน 2. เมนเดลรู้จักวางแผนการทดลอง 2.1 เลือกศึกษาการถ่ายทอดลักษณะของถั่วลันเตาแต่ละลักษณะก่อน เมื่อเข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะนั้น ๆ แล้ว เขาจึงได้ศึกษาการ ถ่ายทอดสองลักษณะไปพร้อม ๆ กัน 2.2 ในการผสมพันธุ์จะใช้พ่อแม่ พันธุ์แท้ (pure line) ในลักษณะที่ ตรงกันข้ามกัน มาทำาการผสมข้ามพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination ) 2.3 ลูกผสมจากข้อ 2.2 เรียกว่าลูกผสมช่วงที่ 1 หรือ F1( first filial generation) นำาลูกผสมที่ได้มาปลูกดูลักษณะที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร บันทึกลักษณะและจำานวนที่พบ 2.4 ปล่อยให้ลูกผสมช่วงที่ 1 ผสม กันเอง ลูกที่ได้เรียกว่า ลูกผสมช่วงที่ 2 หรือ F2( second filial generation) นำาลูกช่วงที่ 2 มาปลูกดูลักษณะต่าง ๆ ทีเกิดขึ้นว่าเป็น ่ อย่างไร บันทึกลักษณะและจำานวนที่พบ ลักษณะต่าง ๆ ของถัวลันเตาที่เมนเดล ใช้ในการศึกษาการถ่ายทอด ่ ลักษณะพันธุกรรม
  • 2.
    1. ลักษณะของเมล็ด – เมล็ดกลม และ เมล็ดย่น (round & wrinkled) 2. สีของเปลือกหุ้มเมล็ด – สีเหลือง และ สีเขียว (yellow & green) 3. สีของดอก – สีม่วงและ สีขาว (purple & white) 4. ลักษณะของฝัก – ฝักอวบ และ ฝักแฟบ (full & constricted) 5. ลักษณะสีของฝัก – สีเขียว และ สีเหลือง (green & yellow ) 6. ลักษณะตำาแหน่งของดอก-ดอกติดอยู่ที่กิ่ง และเป็นกระจุกที่ปลายยอด (axial & terminal) 7. ลักษณะความสูงของต้น – ต้นสูง และ ต้นเตี้ย (long & short) ลักษณะที่แตกต่างกันอย่าง เห็นได้ชัด 7 ลักษณะ ที่มา science.rbru.ac.th/~winp/images/4032401_gen/03mendelian.p df ข้อสรุปจากการวิเคราะห์ของเมนเดล 1. การถ่ายทอดลักษณะหนึ่งลักษณะใดของสิ่งมีชีวิตถูกควบคุมโดย ปัจจัย (fector) เป็นคู่ๆ ต่อมาปัจจัยเหล่านั้นถูกเรียกว่า ยีน (gene) 2. ยีนที่ควบคุมลักษณะต่างๆจะอยู่กันเป็นคู่ๆ และสามารถถ่ายทอดไปยัง รุ่นต่อไปได้ 3. ลักษณะแต่ละลักษณะจะมียีนควบคุม 1 คู่ โดยมียนหนึ่งมาจากพ่อและ ี อีกยีนมาจากแม่ 4. เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ(gamete) ยีนที่อยู่เป็นคู่ๆจะแยกออกจาก ์ กันไปอยู่ในเซลล์สืบพันธุ์ของแต่ละเซลล์และ ยีนเหล่านั้นจะเข้าคู่กัน ได้ใหม่อีกในไซโกต 5. ลักษณะที่ไม่ปรากฏในรุน F1 ไม่ได้สูญหายไปไหนเพียงแต่ไม่ ่ สามารถแสดงออกมาได้
  • 3.
    6. ลักษณะที่ปรากฏออกมาในรุ่น F1 มีเพียงลักษณะเดียวเรียกว่า ลักษณะเด่น ( dominant) ส่วนลักษณะที่ปรากฏในรุ่น F2 และมี โอกาสปรากฏในรุ่นต่อไปได้น้อยกว่า เรียกว่า ลักษณะด้อย (recessive) 7. ในรุน F2 จะได้ลักษณะเด่นและลักษณะด้อยปรากฏออกมาเป็น ่ อัตราส่วน เด่น : ด้อย = 3 : 1