การพัฒนาเศรษฐกิจ และ
                               เศรษฐกิจระหวางประเทศ

                                                                        อ.คมกฤษณ ศิริวงษ
                                                                   โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

      เศรษฐกิจระหวางประเทศ

       เศรษฐกิจระหวางประเทศ หมายถึง ความสัมพันธระหวางประเทศทางดานเศรษฐกิจ ซึ่งมี
ความสัมพันธกันอยู 3 เรื่อง คือ การคาระหวางประเทศ การเงินระหวางประเทศ และการรวมมือ
ทางเศรษฐกิจระหวางประเทศ

การคาระหวางประเทศ
           การคาระหวางประเทศ หมายถึง การนําสินคาและบริการจากประเทศหนึ่งไปแลกเปลี่ยน
กับอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งลักษณะการแลกเปลี่ยนมีทั้งที่เปนการแลกเปลี่ยนสินคากับสินคา การแลก
เปลี่ยนโดยใชเงินเปนสือกลาง และการแลกเปลียนโดยใหสนเชือหรือเครดิต การคาระหวางประเทศ
                       ่                     ่          ิ ่
นันเกิดขึนเนื่องจากการที่ประเทศตางๆ มีลักษณะทางกายภาพและทรัพยากรที่มีความสามารถใน
  ้      ้
การผลิตแตกตางกันนั่นเอง ในการคาระหวางประเทศนั้นจะมีสินคาอยู 2 ชนิด คือ สินคาเขา
(Import) คือ สินคาที่นํามาจากตางประเทศเพือเขามาจําหนาย และสินคาออก (Export) คือ สินคาทีสง
                                           ่                                                 ่ 
ออกไปจําหนายตางประเทศ
        การคาระหวางประเทศกอใหเกิดประโยชนทางเศรษฐกิจ ดังนี้
        1. ประเทศตางๆ มีสินคาครบตามความตองการ
        2. ประเทศตางๆ จะมีการผลิตสินคาแบบการคา หรือมีเศรษฐกิจแบบการคา
        3. การผลิตสินคาในประเทศตางๆ จะมีการแขงขันกันทางดานคุณภาพและประสิทธิภาพ
        4. กอใหเกิดความรูความชํานาญเฉพาะอยาง แบงงานทําตามความถนัด
        นโยบายการคาระหวางประเทศ (Trade Policy) หมายถึง แนวทางปฏิบัติทางการคา กับ
ประเทศตางๆ มักจะกําหนดขึ้นใชเพื่อรักษาไวซึ่งประโยชนทางเศรษฐกิจของประเทศ นโยบาย
การคา ระหวางประเทศแบงออกเปน 2 ประเภท คือ นโยบายการคาเสรี และนโยบายการคาคุมกัน
1. นโยบายการคาโดยเสรี (Free Trade Policy) เปนนโยบายการคาที่เปดโอกาสใหมีการ
สงสินคาจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง ไมมีการกีดกันใดๆ ทางการคา ประเทศที่ใชนโยบาย
นี้มักจะใชวิธีการดังนี้
              ไมมีการเก็บภาษีคุมกัน เชน ไมมีการตั้งกําแพงภาษีสินคาขาเขา หรือไมมีการเก็บคา
              พรีเมียม เปนตน
              ไมใหสิทธิพิเศษทางการคาแกประเทศหนึ่งประเทศใด
              ไมมีขอจํากัดทางการคาใดๆ เชน ไมมีการกําหนดโควตาสินคา เปนตน
              เลือกผลิตเฉพาะสินคาที่ถนัด ซึ่งทําใหทุนการผลิตตํ่า สินคามีคุณภาพ
           2. นโยบายการคาคุมกัน (Protective Trade Policy) เปนนโยบายการคาที่จํากัดการนําสิน
คาเขามาแขงขันกับการผลิตในประเทศ            นโยบายนี้มวัตถุประสงคเพื่อคุมครองการผลิตภายใน
                                                        ี
ประเทศใหสามารถดําเนินการได ประเทศใดที่ใชนโยบายนี้มักจะมีเครื่องมือในการคุมกัน คือ การ
ตั้งกําแพงภาษี การกําหนดโควตาสินคา การหามเขาหรือสงออกของสินคาบางอยาง การควบคุมการ
แลกเปลียนเงินตรา และใหเงินอุดหนุน
         ่
        ปริมาณการคาระหวางประเทศและดุลการคาระหวางประเทศ               ปริมาณการคาระหวาง
ประเทศ คือ มูลคารวมของสินคาเขาและสินคาออกในระยะเวลา 1 ป สวนดุลการคาระหวาง
ประเทศ หมายถึง การเปรียบเทียบระหวางมูลคาของสินคาเขากับมูลคาของสินคาออก เมือเปรียบเทียบ
                                                                                   ่
แลวจะมีอยู 3 ลักษณะ ดังนี้
        1. ดุลการคาเกินดุล คือ มูลคาของสินคาออกสูงกวามูลคาของสินคาเขา (ไดเปรียบดุลการ
คา)
        2. ดุลการคาขาดดุล คือ มูลคาของสินคาออกตํ่ากวามูลคาของสินคาเขา (เสียเปรียบดุลการ
คา)
        3. ดุลการคาไดดุล (สมดุล) คือ มูลคาของสินคาออกเทากับมูลคาของสินคาเขา
        ในการศึกษาปริมาณการคาระหวางประเทศ และดุลการคาระหวางประเทศจะตองศึกษา
จากมูลคาของสินคาเขาและมูลคาของสินคาออก
         สรุปลักษณะการคาตางประเทศของไทย
         1. ใชนโยบายการคาคุมกัน เพื่อคุมครองการผลิตในประเทศโดยมีมาตรการที่สําคัญ เชน
การตั้งกําแพงภาษีสินคาเขา การกําหนดโควตาสินคานําเขา และการใหเงินอุดหนุนการผลิตหรือสง
ออก เปนตน
         2 ใหเอกชนมีบทบาทในทางการคามากที่สุด โดยรัฐจะเปนผูอํานวยความสะดวกให แต
บางครั้งรัฐบาลก็อาจทําการคากับตางประเทศโดยตรงบาง
3. ใชระบบภาษีศุลกากรพิกัดอัตราเดียว คือ สินคาเขาเปนชนิดเดียวกัน ไมวาจะสงมาจาก
ประเทศใดก็ตาม จะเก็บภาษีศุลกากรในอัตราเดียวกัน

     การเงินระหวางประเทศ

         การเงินระหวางประเทศ เปนการแสดงความสัมพันธทางดานการเงินระหวางประเทศหนึ่ง
กับอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งความสัมพันธนี้สืบเนื่องมาจากการคาขายระหวางประเทศ การกูยืมเงินและ
การชําระหนี้ การลงทุนระหวางประเทศและการชวยเหลือกันระหวางประเทศ
         การแลกเปลี่ยนเงินตราตางประเทศ คือ การนําเงินตราสกุลหนึ่งไปแลกเปลี่ยนกับอีกสกุล
หนึ่ง การแลกเปลี่ยนเงินตราเปนสิ่งที่สําคัญในการดําเนินธุรกิจระหวางประเทศ การแลกเปลี่ยน
เงินตราตางประเทศที่ถูกตองนั้นตองแลกที่ธนาคารพาณิชยซึ่งมีการกําหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว 2
อยาง คือ อัตราซึ้อ (Buying) คือ อัตราที่ธนาคารรับซื้อ (ราคาตํ่า) และอัตราขาย (Selling) คือ
อัตราที่ธนาคารขายไป (ราคาสูง) ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนทั้ง 2 ประเภท ธนาคารกลางเปนผูกําหนด
โดยเทียบคาเงินของตนกับทองคํา หรือ เงินตราสกุลอื่นๆ ภายใตเงื่อนไขที่กองทุนการเงินระหวาง
ประเทศกําหนด
         ปจจุบันประเทศไทยกําหนดการแลกเปลี่ยนเงินตราระหวางประเทศ เปนแบบ "ลอยตัว"
จะใชอุปสงคและอุปทานของเงินตราเปนตัวกําหนดอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งขึ้นอยูกับสถาบันการเงินที่
ทําการ แลกเปลี่ยนเงินตรา
        ดุลการชําระเงินระหวางประเทศ (Balance of Payment) หมายถึง รายงานทีแสดงถึงยอด
                                                                                ่
รายไดและรายจายที่ประเทศไดรับหรือจายใหแกตางประเทศในระยะเวลา 1ป บัญชีตางๆ ที่ใชแสดง
รายงานดุลการชําระเงินระหวางประเทศมีอยู 3 บัญชี คือ
        1. บัญชีเดินสะพัด เปนบัญชีแสดงรายรับและรายจายเกี่ยวกับสินคาเขาและสินคาออก
หรือ ดุลการคารวมทั้งดุลบริการ และดุลบริจาค
        2. บัญชีทุนเคลื่อนยาย เปนบัญชีที่แสดงเกี่ยวกับการนําเงินทุนไปลงทุนระหวางประเทศ
        3. บัญชีทุนสํารองระหวางประเทศ เปนบัญชีที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของจํานวนเงิน
สํารองระหวางประเทศในแตละป
       ลักษณะของดุลการชําระเงินระหวางประเทศ แบงออกเปน 3 ลักษณะ คือ
       1.) ดุลการชําระเงินเกินดุล คือ รายรับสูงกวารายจาย (ทําใหเงินทุนสํารองฯ เพิ่มขึ้น)
       2.) ดุลการชําระเงินขาดดุล คือ รายรับตํ่ากวารายจาย (ทําใหเงินทุนสํารองฯ ลดลง)
       3.) ดุลการชําระเงินไดดุล (สมดุล) คือ รายรับเทากับรายจาย
องคกรทางเศรษฐกิจระหวางประเทศ

       กองทุนการเงินระหวางประเทศ ( International Monetary Fund : IMF ) เปนของ
สหประชาชาติ สํานักงานอยูที่กรุงนิวยอรก สหรัฐอเมริกา ตั้งขึ้นมาเพื่อรวมมือกันในดานการเงิน
ระหวางประเทศ รักษาเสถียรภาพของการแลกเปลี่ยนเงินตราระหวางประเทศ ดูแลใหคาแนะนํา    ํ
และเสนอความชวยเหลือเพื่อแกปญหาการขาดดุลการชํ าระเงินแกประเทศสมาชิกหรือประเทศที่
ประสบปญหาหนี้ตางประเทศ
               
       ธนาคารโลก (World Bank) เปนของสหประชาชาติ สํานักงานตั้งอยูที่วอชิงตัน ดี.ซี.
สหรัฐอเมริกา ตั้งขึ้นมาเพื่อระดมเงินฝากจากสมาชิก และใหสมาชิกกูยืมไปใชในการพัฒนาทาง
ดานเศรษฐกิจตามโครงตางๆ โดยอัตราดอกเบี้ยตํ่า และระยะเวลาการชําระหนี้ยาวนาน
       สหภาพยุโรป ( European Union : EU ) มีสมาชิก 15 ประเทศ คือ เบลเยียม เนเธอร
แลนด ลักเซมเบอรก ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ เยอรมนี อังกฤษ เดนมารก สเปน โปรตุเกส ออส
เตรีย สวีเดน และฟนแลนด องคกรนี้รวมมือกันเพื่อลดการกีดกันทางการคา การบริการ และการ
ลงทุน โดยการใชเงินสกุลเดียวกัน การเปนยุโรปตลาดเดียว และการเปนเขตการคาเสรี
        สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต หรือสมาคมอาเซียน (Association of South
East Asia Nations : ASEAN ) มีสมาชิก 10 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร ฟลิปปนส
อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว พมา บรูไน และกัมพูชา จุดประสงคของอาเซียนตั้งขึ้นเพื่อสงเสริม
ความรวมมือทางดานเศรษฐกิจ วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี สังคมและวัฒนธรรม ในหมูสมาชิก

การพํมนาเศรษฐกิจและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

  • 1.
    การพัฒนาเศรษฐกิจ และ เศรษฐกิจระหวางประเทศ อ.คมกฤษณ ศิริวงษ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เศรษฐกิจระหวางประเทศ เศรษฐกิจระหวางประเทศ หมายถึง ความสัมพันธระหวางประเทศทางดานเศรษฐกิจ ซึ่งมี ความสัมพันธกันอยู 3 เรื่อง คือ การคาระหวางประเทศ การเงินระหวางประเทศ และการรวมมือ ทางเศรษฐกิจระหวางประเทศ การคาระหวางประเทศ การคาระหวางประเทศ หมายถึง การนําสินคาและบริการจากประเทศหนึ่งไปแลกเปลี่ยน กับอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งลักษณะการแลกเปลี่ยนมีทั้งที่เปนการแลกเปลี่ยนสินคากับสินคา การแลก เปลี่ยนโดยใชเงินเปนสือกลาง และการแลกเปลียนโดยใหสนเชือหรือเครดิต การคาระหวางประเทศ ่ ่ ิ ่ นันเกิดขึนเนื่องจากการที่ประเทศตางๆ มีลักษณะทางกายภาพและทรัพยากรที่มีความสามารถใน ้ ้ การผลิตแตกตางกันนั่นเอง ในการคาระหวางประเทศนั้นจะมีสินคาอยู 2 ชนิด คือ สินคาเขา (Import) คือ สินคาที่นํามาจากตางประเทศเพือเขามาจําหนาย และสินคาออก (Export) คือ สินคาทีสง ่ ่  ออกไปจําหนายตางประเทศ การคาระหวางประเทศกอใหเกิดประโยชนทางเศรษฐกิจ ดังนี้ 1. ประเทศตางๆ มีสินคาครบตามความตองการ 2. ประเทศตางๆ จะมีการผลิตสินคาแบบการคา หรือมีเศรษฐกิจแบบการคา 3. การผลิตสินคาในประเทศตางๆ จะมีการแขงขันกันทางดานคุณภาพและประสิทธิภาพ 4. กอใหเกิดความรูความชํานาญเฉพาะอยาง แบงงานทําตามความถนัด นโยบายการคาระหวางประเทศ (Trade Policy) หมายถึง แนวทางปฏิบัติทางการคา กับ ประเทศตางๆ มักจะกําหนดขึ้นใชเพื่อรักษาไวซึ่งประโยชนทางเศรษฐกิจของประเทศ นโยบาย การคา ระหวางประเทศแบงออกเปน 2 ประเภท คือ นโยบายการคาเสรี และนโยบายการคาคุมกัน
  • 2.
    1. นโยบายการคาโดยเสรี (FreeTrade Policy) เปนนโยบายการคาที่เปดโอกาสใหมีการ สงสินคาจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง ไมมีการกีดกันใดๆ ทางการคา ประเทศที่ใชนโยบาย นี้มักจะใชวิธีการดังนี้ ไมมีการเก็บภาษีคุมกัน เชน ไมมีการตั้งกําแพงภาษีสินคาขาเขา หรือไมมีการเก็บคา พรีเมียม เปนตน ไมใหสิทธิพิเศษทางการคาแกประเทศหนึ่งประเทศใด ไมมีขอจํากัดทางการคาใดๆ เชน ไมมีการกําหนดโควตาสินคา เปนตน เลือกผลิตเฉพาะสินคาที่ถนัด ซึ่งทําใหทุนการผลิตตํ่า สินคามีคุณภาพ 2. นโยบายการคาคุมกัน (Protective Trade Policy) เปนนโยบายการคาที่จํากัดการนําสิน คาเขามาแขงขันกับการผลิตในประเทศ นโยบายนี้มวัตถุประสงคเพื่อคุมครองการผลิตภายใน ี ประเทศใหสามารถดําเนินการได ประเทศใดที่ใชนโยบายนี้มักจะมีเครื่องมือในการคุมกัน คือ การ ตั้งกําแพงภาษี การกําหนดโควตาสินคา การหามเขาหรือสงออกของสินคาบางอยาง การควบคุมการ แลกเปลียนเงินตรา และใหเงินอุดหนุน ่ ปริมาณการคาระหวางประเทศและดุลการคาระหวางประเทศ ปริมาณการคาระหวาง ประเทศ คือ มูลคารวมของสินคาเขาและสินคาออกในระยะเวลา 1 ป สวนดุลการคาระหวาง ประเทศ หมายถึง การเปรียบเทียบระหวางมูลคาของสินคาเขากับมูลคาของสินคาออก เมือเปรียบเทียบ ่ แลวจะมีอยู 3 ลักษณะ ดังนี้ 1. ดุลการคาเกินดุล คือ มูลคาของสินคาออกสูงกวามูลคาของสินคาเขา (ไดเปรียบดุลการ คา) 2. ดุลการคาขาดดุล คือ มูลคาของสินคาออกตํ่ากวามูลคาของสินคาเขา (เสียเปรียบดุลการ คา) 3. ดุลการคาไดดุล (สมดุล) คือ มูลคาของสินคาออกเทากับมูลคาของสินคาเขา ในการศึกษาปริมาณการคาระหวางประเทศ และดุลการคาระหวางประเทศจะตองศึกษา จากมูลคาของสินคาเขาและมูลคาของสินคาออก สรุปลักษณะการคาตางประเทศของไทย 1. ใชนโยบายการคาคุมกัน เพื่อคุมครองการผลิตในประเทศโดยมีมาตรการที่สําคัญ เชน การตั้งกําแพงภาษีสินคาเขา การกําหนดโควตาสินคานําเขา และการใหเงินอุดหนุนการผลิตหรือสง ออก เปนตน 2 ใหเอกชนมีบทบาทในทางการคามากที่สุด โดยรัฐจะเปนผูอํานวยความสะดวกให แต บางครั้งรัฐบาลก็อาจทําการคากับตางประเทศโดยตรงบาง
  • 3.
    3. ใชระบบภาษีศุลกากรพิกัดอัตราเดียว คือสินคาเขาเปนชนิดเดียวกัน ไมวาจะสงมาจาก ประเทศใดก็ตาม จะเก็บภาษีศุลกากรในอัตราเดียวกัน การเงินระหวางประเทศ การเงินระหวางประเทศ เปนการแสดงความสัมพันธทางดานการเงินระหวางประเทศหนึ่ง กับอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งความสัมพันธนี้สืบเนื่องมาจากการคาขายระหวางประเทศ การกูยืมเงินและ การชําระหนี้ การลงทุนระหวางประเทศและการชวยเหลือกันระหวางประเทศ การแลกเปลี่ยนเงินตราตางประเทศ คือ การนําเงินตราสกุลหนึ่งไปแลกเปลี่ยนกับอีกสกุล หนึ่ง การแลกเปลี่ยนเงินตราเปนสิ่งที่สําคัญในการดําเนินธุรกิจระหวางประเทศ การแลกเปลี่ยน เงินตราตางประเทศที่ถูกตองนั้นตองแลกที่ธนาคารพาณิชยซึ่งมีการกําหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว 2 อยาง คือ อัตราซึ้อ (Buying) คือ อัตราที่ธนาคารรับซื้อ (ราคาตํ่า) และอัตราขาย (Selling) คือ อัตราที่ธนาคารขายไป (ราคาสูง) ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนทั้ง 2 ประเภท ธนาคารกลางเปนผูกําหนด โดยเทียบคาเงินของตนกับทองคํา หรือ เงินตราสกุลอื่นๆ ภายใตเงื่อนไขที่กองทุนการเงินระหวาง ประเทศกําหนด ปจจุบันประเทศไทยกําหนดการแลกเปลี่ยนเงินตราระหวางประเทศ เปนแบบ "ลอยตัว" จะใชอุปสงคและอุปทานของเงินตราเปนตัวกําหนดอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งขึ้นอยูกับสถาบันการเงินที่ ทําการ แลกเปลี่ยนเงินตรา ดุลการชําระเงินระหวางประเทศ (Balance of Payment) หมายถึง รายงานทีแสดงถึงยอด ่ รายไดและรายจายที่ประเทศไดรับหรือจายใหแกตางประเทศในระยะเวลา 1ป บัญชีตางๆ ที่ใชแสดง รายงานดุลการชําระเงินระหวางประเทศมีอยู 3 บัญชี คือ 1. บัญชีเดินสะพัด เปนบัญชีแสดงรายรับและรายจายเกี่ยวกับสินคาเขาและสินคาออก หรือ ดุลการคารวมทั้งดุลบริการ และดุลบริจาค 2. บัญชีทุนเคลื่อนยาย เปนบัญชีที่แสดงเกี่ยวกับการนําเงินทุนไปลงทุนระหวางประเทศ 3. บัญชีทุนสํารองระหวางประเทศ เปนบัญชีที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของจํานวนเงิน สํารองระหวางประเทศในแตละป ลักษณะของดุลการชําระเงินระหวางประเทศ แบงออกเปน 3 ลักษณะ คือ 1.) ดุลการชําระเงินเกินดุล คือ รายรับสูงกวารายจาย (ทําใหเงินทุนสํารองฯ เพิ่มขึ้น) 2.) ดุลการชําระเงินขาดดุล คือ รายรับตํ่ากวารายจาย (ทําใหเงินทุนสํารองฯ ลดลง) 3.) ดุลการชําระเงินไดดุล (สมดุล) คือ รายรับเทากับรายจาย
  • 4.
    องคกรทางเศรษฐกิจระหวางประเทศ กองทุนการเงินระหวางประเทศ ( International Monetary Fund : IMF ) เปนของ สหประชาชาติ สํานักงานอยูที่กรุงนิวยอรก สหรัฐอเมริกา ตั้งขึ้นมาเพื่อรวมมือกันในดานการเงิน ระหวางประเทศ รักษาเสถียรภาพของการแลกเปลี่ยนเงินตราระหวางประเทศ ดูแลใหคาแนะนํา ํ และเสนอความชวยเหลือเพื่อแกปญหาการขาดดุลการชํ าระเงินแกประเทศสมาชิกหรือประเทศที่ ประสบปญหาหนี้ตางประเทศ  ธนาคารโลก (World Bank) เปนของสหประชาชาติ สํานักงานตั้งอยูที่วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ตั้งขึ้นมาเพื่อระดมเงินฝากจากสมาชิก และใหสมาชิกกูยืมไปใชในการพัฒนาทาง ดานเศรษฐกิจตามโครงตางๆ โดยอัตราดอกเบี้ยตํ่า และระยะเวลาการชําระหนี้ยาวนาน สหภาพยุโรป ( European Union : EU ) มีสมาชิก 15 ประเทศ คือ เบลเยียม เนเธอร แลนด ลักเซมเบอรก ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ เยอรมนี อังกฤษ เดนมารก สเปน โปรตุเกส ออส เตรีย สวีเดน และฟนแลนด องคกรนี้รวมมือกันเพื่อลดการกีดกันทางการคา การบริการ และการ ลงทุน โดยการใชเงินสกุลเดียวกัน การเปนยุโรปตลาดเดียว และการเปนเขตการคาเสรี สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต หรือสมาคมอาเซียน (Association of South East Asia Nations : ASEAN ) มีสมาชิก 10 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร ฟลิปปนส อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว พมา บรูไน และกัมพูชา จุดประสงคของอาเซียนตั้งขึ้นเพื่อสงเสริม ความรวมมือทางดานเศรษฐกิจ วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี สังคมและวัฒนธรรม ในหมูสมาชิก