วิธีการใช้งานโปรแกรม  MICROSOFT EXCEL  ในการคำนวณ และการใช้โปรแกรม  MICROSOFT WORD  ในการทำจดหมายเวียนหรือ  MAIL MERGE  นางสาวธนพร เฟื่องขจร  รหัสนิสิต  53011213084  คณะวิทยากาสารสนเทศ  สาขาสารสนเทศศาสตร์ ระบบปกติ
การทำจดหมายเวียนหรือ  Mail merge  Mail Merge  เป็นฟีเจอร์ที่สำคัญใน  Microsoft Word  ที่ช่วยในการสร้างจดหมาย เช่น จดหมายแจ้งข่าว ที่มีชื่อ และที่อยู่ของผู้รับ โดยปรกติ เราอาจจะพิมพ์ชื่อของแต่ละคนลงไปตรงๆ ในจดหมายนั้น แล้วก็เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ ถ้ามีรายชื่อจำนวนมาก ก็ต้องเสียเวลาในการแก้ไขจดหมายแต่ละฉบับ  Mail Merge  จะช่วยในการนำข้อมูลจากตารางมาใส่ลงในจดหมาย ตามจุดที่เรากำหนด แล้วสามารถสั่งพิมพ์จดหมายตามรายชื่อผู้รับในตารางได้พร้อมกันทีเดียว ทำให้ลดเวลาในการทำงาน และลดความผิดพลาดลงได้
หลักการใช้งาน  Mail Merge ในการใช้งาน  Mail Merge  จะประกอบด้วย จดหมายหรือแบบฟอร์มใน  Word   ซึ่งอาจเป็นไฟล์เอกสาร  Label  หน้าซองจดหมาย หรือแบบฟอร์มอะไรก็ได้  ตารางข้อมูล  ซึ่งเป็นตารางข้อมูลใน  Word, Excel  หรือ  Access  นอกจากนี้อาจเป็น  Text File  ก็ได้                                                 การสร้างจดหมายเวียน โดย  Word  จะเอาจดหมายและรายชื่อมา  Merge  รวมกัน เช่น ในตารางมีรายชื่อลูกค้า นาย  A, B, C  เมื่อ  Merge ( รวม )  เสร็จจะได้จดหมาย  3  ฉบับ ออกมา คือ จดหมายถึงนาย  A,  ถึงนาย  B  และถึงนาย  C  ซึ่ง  Word  จะสร้างจดหมายออกมาให้อัตโนมัติ ซึ่งเราสามารถสั่งพิมพ์จดหมายเหล่านี้ออกมา ถึงสั่งให้บันทึกเป็นไฟล์แสดงจดหมายทั้งหมดก็ได้
1.   สร้างไฟล์ที่อยู่ไว้ในโปรแกรม   Excel    พิมพ์ตามปกติ ตั้งชื่อไฟล์ตามต้องการ  ในที่นี้ตั้งว่า  “จดหมายเวียน " 
2.   เปิดโปรแกรม  Microsoft  word   โดยสร้างไฟล์ซองจดหมาย  หรือไฟล์บันทึกข้อความที่เราต้องการจะส่งถึง * ตั้งค่าให้ได้ขนาดซองที่ได้ต้องการ  หรือเอาไม่บรรทัดวัดซองที่เราต้องการทำก่อนก็ได้  เมื่อตั้งค่ากระดาษแล้วจะได้ดังรูป
  3.  ไปที่   Tools>>letters  and   Mailings>>Mail  Merge
4.   เมื่อคลิกแล้วจะปรากฏเมนูอยู่ทางขาวมือ  เลือกประเภทที่เราต้องการให้  Merge   ในที่นี่  เลือก   letters  และ Step  1   เลือก   Next:  starting  document 
Step 2   เลือก   Next:  select  recipients
จะเห็น   sheet   ต่างๆ  แต่เราได้สร้างไว้ใน   sheet1   ให้กด   OK   จะเห็นดังรูป
เมื่อกด   ok   แล้วจะสังเกตได้ว่า  มีรายชื่อที่เราได้พิมพ์ไป
5.   จะสังเกตเมนูเกี่ยวกับ   mail  merge   ขึ้น  ให้เราคลิกเลือกที่  -  Insert  merge  fields   เลือก  fields   ที่ต้องการที่จะ  merge   ในที่นี่ เราต้องการ 
เลือกไอคอนรูปภาพ   view  merge  data   เพื่อให้แสดงข้อความที่เราจะส่งถึง  ดังภาพ   ให้เราปรับชิดขอบซ้ายขาวตามที่เราต้องงานเพื่อความสวยงาม 
7.  เมื่อเราต้องการปริ้นส์ชื่อผู้ส่งถึงคนอื่นให้เราคลิก  เมนูข้างบนแล้ว   Next record   คนต่อไปเรื่อยๆ  ตามที่เราต้องการ
8.   เมื่อปิดไฟล์แล้วจะเปิดไฟล์  ms-word  ขึ้นมาใช้ใหม่  มันจะถามดังรูปไม่ต้องแปลกใจให้  คลิก   ok   ก็ได้สามารถใช้งานได้เหมือนเดิม ต่อไปนี้เวลาเราจะเพิ่มที่อยู่ก็มาพิมพ์ข้อมูลไปใน ไฟล์   excel   แล้วเรียกใช้ได้ทันทีแถมยังสามารถเป็นที่อยู่ไว้เป็นฐานข้อมูลได้อยู่ด้วย    * หมายเหตุ  เวลาจะเปิดพิมพ์ผู้ส่งถึงในโปรแกรม  excel  อย่าลืมปิดไฟล์   ms-word   ด้วยนะค่ะ  ไม่งั้นจะสามารถอ่านได้อย่างเดียวแก้ไขไม่ได้
วิธีการใช้งานโปรแกรม  MICROSOFT EXCEL  ในการคำนวณ รูปแบบการคำนวณด้วย  Excel เราสามารถใช้โปรแกรม  Excel  สร้างตารางคำนวณได้หลายรูปแบบ  ตัวที่จะช่วยเราคงหนีไม่พ้นการนำสูตรและฟังก์ชันมาใช้  ดังนั้นเราควรรู้ความสามารถในการคำนวณของ  Excel   สามารถทำอะไรได้บ้าง  เกี่ยวกับการคำนวณอัตโนมัติ  การสร้างสูตร  การใช้ฟังก์ชัน  หรือการแก้ปัญหาในกรณีที่เกิดความผิดพลาดในการเขียนสูตร ซึ่งถ้าเราเข้าใจหลักการต่าง ๆ แล้ว   Excel   จะช่วยให้เราทำงานได้สะดวกขึ้น และการใช้สูตรไม่ยากอีกต่อไป
การคำนวณอัตโนมัติ           บางขณะที่เราป้อนตัวเลขในตาราง  เราอาจจำป็นที่จะต้องตรวจสอบตัวเลขหรือดูผลลัพธ์ว่าถูกต้องหรือไม่โดยไม่ต้องการให้แสดงผลลัพธ์ในตารางนั้น ๆ เราสามารถใช้การคำนวณอัตโนมัติ  ซึ่งจะทำให้สามารถทราบผลลัพธ์ได้ทันที  โดยที่ไม่ต้องป้อนสูตรหรือฟังก์ชันใด ๆ ด้วยการดูผลลัพธ์ที่  Status Bar ( แถบสถานะ )  ซึ่งมีวิธีการใช้ดังนี้ 1. คลิกเลือกคำสั่ง   มุมมอง   ในเมนู แถบสถานะ  2.  จะปรากฏ แถบสถานะ  ด้านล่างของหน้าจอ
 
3. คลิกขวา ที่ แถบสถานะ  จะปรากฏกล่องแสดงคำสั่ง 4. เลือกคำสั่ง ที่ต้องการ  ( ในที่นี่เลือกคำสั่ง ผลรวม )  5. แดรกเมาส์เลือกช่วงเซลล ์ที่ต้องการให้คำนวณ  6. จะปรากฏผลลัพธ ์ที่ แถบสถานะ
 
จากวิธีการดังกล่าวจะเห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนคำสั่งในการคำนวณได้ตามที่ต้องการดังรูป การคำนวณโดยใช้สูตร           การใช้สูตรเป็นวิธีที่ใช้ในการคำนวณที่นิยมมากที่สุด  เพราะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว และสูตรบางอย่างยังสามารถช่วยคำนวณข้อมูลตัวเลขที่ซับซ้อนได้อีก  แต่ละสูตรมีรูปแบบการใช้ที่แตกต่างกันออกไป การใช้งานสูตรรูปแบบปกติ  ( Formula)            สูตรรูปแบบปกติจะเป็นสูตรที่เป็นสมการที่ใช้ดำเนินการกับข้อมูลในชีทด้วยการใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์  เช่นเครื่องหมายบวก ลบ คูณ หาร การอ้างอิงเซลล์อื่น  หรือสูตรที่ใช้รวมข้อความ  เป็นต้น
การใช้งานสูตรแบบฟังก์ชัน  ( Function)            เราสามารถใช้สูตรแบบฟังก์ชันช่วยคำนวณข้อมูลที่ซับซ้อนหรือมดีปริมาณมากได้  ซึ่งฟังก์ชันใน  Excel   เป็นสูตรที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและถูกสร้างให้เหมาะกับงานเฉพาะอย่าง   ตัวอย่าง =5-1 =9*8  =B5-A7 ตัวอย่าง =SUM(B1:B9) =AVERAGE(A9:A20) =COUNT(A1:A5)
การใช้งานสูตรแบบอาร์เรย์  ( Array)            การใช้สูตรแบบอาร์เรย์สามารถทำหลาย ๆ การคำนวณให้คืนค่าเป็นผลลัพธ์เดียวหรือหลายผลลัพธ์ โดยสูตรอาร์เรย์ตั้งแต่  2  ชุดขึ้นไป  สูตรแบบต่าง ๆ จะมีความยากง่ายแตกต่างกันออกไป ซึ่งการสร้างสูตรนั้น  เราจะต้องทราบหลักการทำงานของเครื่องหมายและสัญลักษณ์ในสูตร รวมถึงลำดับการคำนวณ  เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการแสดงผลลัพธ์ทั้งสิ้น ตัวอย่าง {=SUM((B1:B9)/(A1:A5))}
การสร้างสูตรคำนวณใช้เอง การสร้างสูตรใช้เองนั้นจำเป็นจะต้องทราบถึงหลักกการและองค์ประกอบสำคัญต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ในสูตรรวมถึงลำดับที่เราจะใช้ในการสร้างสูตรด้วย   หลักการสร้างสูตร           โครงสร้างหรือลำดับขององค์ประกอบต่าง ๆ ในสูตร  จะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายซึ่ง  Excel   จะคำนวณตามรูปแบบที่เรากำหนด  โดยปกติ  Excel   จะคำนวณสูตรจากซ้ายไปขวา  แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลำดับของตัวดำเนินการที่มีลำดับเหนือกว่า  โดยที่เราสามารถควบคุมลำดับของการคำนวณได้โดยใช้เครื่องหมายวงเล็บเพื่อจัดกลุ่มในการคำนวณที่ควรจะเริ่มทำก่อน ตัวอย่าง =9+3/2 ผลลัพธ์เท่ากับ  10.5  เนื่องจาก  Excel  จะคำนวณ  3  หาร ด้วย  2  ก่อน ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เท่ากับ  1.5  แล้วสุดท้ายนำมาบวกด้วย  9   แต่ถ้าเราใช้วงเล็บเพื่อควบคุมการคำนวณโดยใส่วงเล็บให้  9  บวกกับ  3  ก่อนแล้วจึงหารด้วย  2  ก็จะต้องใช้สูตร  =(9+3)/2  ผลลัพธ์เท่ากับ  6
องค์ประกอบสำคัญในการสร้างสูตร           ในการสร้างสูตรใช้งานต่าง ๆ ส่วนประกอบสำคัญต่อไปนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ ประกอบด้วย  เครื่องหมายเท่ากับ   (=)  จะเป็นตัวขึ้นต้นเสมอในการสร้างสูตร  เพื่อเป็นการระบุให้  Excel  รู้ว่าอักขระตัวถัดไปเป็นสูตร  อาร์กิวเมนต ์  หรือองค์ประกอบที่จะถูกนำมาคำนวณได้แก่  อาร์กิวเมนต์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหรือการอ้างอิงเซลล์หรือช่วง  ป้ายชื่อ  ชื่อ หรือฟังก์ชันแผ่นงาน  ตัวดำเนินการ   ในการคำนวณ  เช่น  เครื่องหมาย  ( + )  เครื่องหมายหาร  ( / )  ลำดับการคำนวณ   โดยปกติแล้ว   Excel   จะลำดับการคำนวณเครื่องหมายดังต่อไปนี้ ตามลำดับ   1. วงเล็บ  (   )     2. คูณ  ( * )   หาร  ( / )    3. บวก  ( + )  ลบ  ( - )   หมายเหตุ   ลำดับความสำคัญเท่ากันให้คำนวณจากซ้ายไปขวา
ลำดับที่  Excel  ใช้ดำเนินการในสูตร หากใช้ตัวดำเนินการหลาย ๆ ตัวในสูตรเดียวกัน  ใน  Excel   จะมีลำดับการดำเนินการตามลำดับดังนี้ ลำดับที่ ตัวดำเนินการ คำอธิบาย 1. : ( เครื่องหมายจุดคู่ ) ตัวดำเนินการอ้างอิง 2. ( ที่ว่างเดียว ) ตัวดำเนินการอ้างอิง 3. , ( เครื่องหมาจุลภาค ) ตัวดำเนินการอ้างอิง 4. - เครื่องหมายลบ  ( เช่น  -5)  5. % เปอร์เซ็นต์ 6. ^ เลขชี้กำลัง 7. *   และ  / การคูณและการหาร 8. +  และ  - การบวกและการลบ 9. & เชื่อมสายอักขระของข้อความ 10. = <> <=> = <>  การเปรียบเทียบ
ตัวดำเนินการที่ใช้ในสูตร  ( Operator)             เครื่องหมายหรือตัวดำเนินการคือ  องค์ประกอบหนึ่งในสูตรโดยจะระบุชนิดของการคำนวณที่ต้องการ ซึ่ง  Excel   จะแบ่งตัวดำเนินการออกเป็น   4   ประเภท  คือ  คณิตศาสตร์  การเปรียบเทียบ  ข้อความ  และการอ้างอิง ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์  ( Arithmetic Operator)             ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์  ใช้คำนวณด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน  เช่น  การบวก  ลบ คูณ หาร การรวมตัวเลข  การหาผลลัพธ์ต่าง ๆ  เครื่องหมาย ความหมาย ตัวอย่าง + การบวก 5+3 - การลบ 9-4 หรือ -1 * การคูณ 5*6 / การหาร 10/3 % เปอร์เซ็นต์ 2 % ^ เลขชี้กำลัง 2 ^ 2 ( หรือ 2*2)
ตัวดำเนินการเปรียบเทียบ  ( COMPARISON OPERATOR)  เราสามารถใช้ตัวดำเนินการเปรียบเทียบเพื่อการเปรียบค่าสองค่า โดยผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นค่าทางตรรกศาสตร์คือ  TRUE  หรือ  FALSE เครื่องหมาย ความหมาย ตัวอย่าง = เท่ากับ C5=D5 > มากกว่า C5>D5 < น้อยกว่า C5<D5 >= มากกว่าหรือเท่ากับ C5>=D5 <= น้อยกว่าหรือเท่ากับ C5<=D5 <> ไม่เท่ากับ C5<>D5
ตัวดำเนินการข้อความ  ( TEXT CONCATENATION OPERATOR)            ตัวดำเนินการข้อความจะใช้เครื่องหมาย  (&)  ในการรวมข้อความหรือคำ  2  คำขึ้นไป เพื่อให้เป็นข้อความเดียวกัน  เครื่องหมาย ความหมาย ตัวอย่าง & เชื่อมหรือนำคำ  2  คำมาต่อกีนทำให้เกิดค่าข้อความต่อเนื่องที่เป็นค่าเดียวกัน &quot;Lampamg&quot;&&quot;Kanlayanee&quot; ผลลัพธ์เป็น LampangKanlayanee
ตัวดำเนินการสำหรับอ้างอิง  ( REFERENCE OPERATOR) ตัวดำเนินการอ้างอิงถูกนำมาใช้เพื่อรวมช่วงของเซลล์สำหรับการคำนวณ เครื่องหมาย ความหมาย ตัวอย่าง : ( จุดคู่ ) ตัวดำเนินการช่วง โดยจะอ้างอิงเป็นช่วง ระหว่างจุดอ้างอิงที่หนึ่งกับจุดอ้างอิงที่สอง  B1:B9 , ( จุลภาค ) ตัวดำเนินการส่วนรวม ซึ่งเป็นตัวรวมการอ้างอิงหลาย ๆ ชุดเช้าด้วยกันเป็นการอ้างอิงหนึ่งชุด  SUM(A5:a12,C1:C5)

53011213084

  • 1.
    วิธีการใช้งานโปรแกรม MICROSOFT EXCEL ในการคำนวณ และการใช้โปรแกรม MICROSOFT WORD ในการทำจดหมายเวียนหรือ MAIL MERGE นางสาวธนพร เฟื่องขจร รหัสนิสิต 53011213084 คณะวิทยากาสารสนเทศ สาขาสารสนเทศศาสตร์ ระบบปกติ
  • 2.
    การทำจดหมายเวียนหรือ Mailmerge Mail Merge เป็นฟีเจอร์ที่สำคัญใน Microsoft Word ที่ช่วยในการสร้างจดหมาย เช่น จดหมายแจ้งข่าว ที่มีชื่อ และที่อยู่ของผู้รับ โดยปรกติ เราอาจจะพิมพ์ชื่อของแต่ละคนลงไปตรงๆ ในจดหมายนั้น แล้วก็เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ ถ้ามีรายชื่อจำนวนมาก ก็ต้องเสียเวลาในการแก้ไขจดหมายแต่ละฉบับ Mail Merge จะช่วยในการนำข้อมูลจากตารางมาใส่ลงในจดหมาย ตามจุดที่เรากำหนด แล้วสามารถสั่งพิมพ์จดหมายตามรายชื่อผู้รับในตารางได้พร้อมกันทีเดียว ทำให้ลดเวลาในการทำงาน และลดความผิดพลาดลงได้
  • 3.
    หลักการใช้งาน MailMerge ในการใช้งาน Mail Merge จะประกอบด้วย จดหมายหรือแบบฟอร์มใน Word ซึ่งอาจเป็นไฟล์เอกสาร Label หน้าซองจดหมาย หรือแบบฟอร์มอะไรก็ได้ ตารางข้อมูล ซึ่งเป็นตารางข้อมูลใน Word, Excel หรือ Access นอกจากนี้อาจเป็น Text File ก็ได้                                                การสร้างจดหมายเวียน โดย Word จะเอาจดหมายและรายชื่อมา Merge รวมกัน เช่น ในตารางมีรายชื่อลูกค้า นาย A, B, C เมื่อ Merge ( รวม ) เสร็จจะได้จดหมาย 3 ฉบับ ออกมา คือ จดหมายถึงนาย A, ถึงนาย B และถึงนาย C ซึ่ง Word จะสร้างจดหมายออกมาให้อัตโนมัติ ซึ่งเราสามารถสั่งพิมพ์จดหมายเหล่านี้ออกมา ถึงสั่งให้บันทึกเป็นไฟล์แสดงจดหมายทั้งหมดก็ได้
  • 4.
    1.  สร้างไฟล์ที่อยู่ไว้ในโปรแกรม  Excel   พิมพ์ตามปกติ ตั้งชื่อไฟล์ตามต้องการ  ในที่นี้ตั้งว่า  “จดหมายเวียน &quot; 
  • 5.
    2.   เปิดโปรแกรม Microsoft word  โดยสร้างไฟล์ซองจดหมาย  หรือไฟล์บันทึกข้อความที่เราต้องการจะส่งถึง * ตั้งค่าให้ได้ขนาดซองที่ได้ต้องการ  หรือเอาไม่บรรทัดวัดซองที่เราต้องการทำก่อนก็ได้  เมื่อตั้งค่ากระดาษแล้วจะได้ดังรูป
  • 6.
      3. ไปที่  Tools>>letters  and   Mailings>>Mail  Merge
  • 7.
    4.   เมื่อคลิกแล้วจะปรากฏเมนูอยู่ทางขาวมือ เลือกประเภทที่เราต้องการให้ Merge  ในที่นี่  เลือก  letters และ Step  1  เลือก  Next:  starting  document 
  • 8.
    Step 2  เลือก  Next:  select  recipients
  • 9.
    จะเห็น  sheet  ต่างๆ  แต่เราได้สร้างไว้ใน  sheet1  ให้กด  OK  จะเห็นดังรูป
  • 10.
    เมื่อกด  ok  แล้วจะสังเกตได้ว่า  มีรายชื่อที่เราได้พิมพ์ไป
  • 11.
    5.   จะสังเกตเมนูเกี่ยวกับ  mail  merge  ขึ้น  ให้เราคลิกเลือกที่  -  Insert  merge  fields  เลือก fields  ที่ต้องการที่จะ merge  ในที่นี่ เราต้องการ 
  • 12.
    เลือกไอคอนรูปภาพ  view merge  data  เพื่อให้แสดงข้อความที่เราจะส่งถึง  ดังภาพ   ให้เราปรับชิดขอบซ้ายขาวตามที่เราต้องงานเพื่อความสวยงาม 
  • 13.
    7. เมื่อเราต้องการปริ้นส์ชื่อผู้ส่งถึงคนอื่นให้เราคลิก เมนูข้างบนแล้ว  Next record  คนต่อไปเรื่อยๆ  ตามที่เราต้องการ
  • 14.
    8.   เมื่อปิดไฟล์แล้วจะเปิดไฟล์ ms-word ขึ้นมาใช้ใหม่  มันจะถามดังรูปไม่ต้องแปลกใจให้  คลิก  ok  ก็ได้สามารถใช้งานได้เหมือนเดิม ต่อไปนี้เวลาเราจะเพิ่มที่อยู่ก็มาพิมพ์ข้อมูลไปใน ไฟล์  excel  แล้วเรียกใช้ได้ทันทีแถมยังสามารถเป็นที่อยู่ไว้เป็นฐานข้อมูลได้อยู่ด้วย    * หมายเหตุ  เวลาจะเปิดพิมพ์ผู้ส่งถึงในโปรแกรม excel อย่าลืมปิดไฟล์  ms-word  ด้วยนะค่ะ  ไม่งั้นจะสามารถอ่านได้อย่างเดียวแก้ไขไม่ได้
  • 15.
    วิธีการใช้งานโปรแกรม MICROSOFTEXCEL ในการคำนวณ รูปแบบการคำนวณด้วย Excel เราสามารถใช้โปรแกรม Excel สร้างตารางคำนวณได้หลายรูปแบบ  ตัวที่จะช่วยเราคงหนีไม่พ้นการนำสูตรและฟังก์ชันมาใช้  ดังนั้นเราควรรู้ความสามารถในการคำนวณของ Excel  สามารถทำอะไรได้บ้าง  เกี่ยวกับการคำนวณอัตโนมัติ  การสร้างสูตร  การใช้ฟังก์ชัน  หรือการแก้ปัญหาในกรณีที่เกิดความผิดพลาดในการเขียนสูตร ซึ่งถ้าเราเข้าใจหลักการต่าง ๆ แล้ว  Excel  จะช่วยให้เราทำงานได้สะดวกขึ้น และการใช้สูตรไม่ยากอีกต่อไป
  • 16.
    การคำนวณอัตโนมัติ           บางขณะที่เราป้อนตัวเลขในตาราง  เราอาจจำป็นที่จะต้องตรวจสอบตัวเลขหรือดูผลลัพธ์ว่าถูกต้องหรือไม่โดยไม่ต้องการให้แสดงผลลัพธ์ในตารางนั้นๆ เราสามารถใช้การคำนวณอัตโนมัติ  ซึ่งจะทำให้สามารถทราบผลลัพธ์ได้ทันที  โดยที่ไม่ต้องป้อนสูตรหรือฟังก์ชันใด ๆ ด้วยการดูผลลัพธ์ที่ Status Bar ( แถบสถานะ ) ซึ่งมีวิธีการใช้ดังนี้ 1. คลิกเลือกคำสั่ง มุมมอง   ในเมนู แถบสถานะ 2. จะปรากฏ แถบสถานะ ด้านล่างของหน้าจอ
  • 17.
  • 18.
    3. คลิกขวา ที่แถบสถานะ  จะปรากฏกล่องแสดงคำสั่ง 4. เลือกคำสั่ง ที่ต้องการ ( ในที่นี่เลือกคำสั่ง ผลรวม ) 5. แดรกเมาส์เลือกช่วงเซลล ์ที่ต้องการให้คำนวณ 6. จะปรากฏผลลัพธ ์ที่ แถบสถานะ
  • 19.
  • 20.
    จากวิธีการดังกล่าวจะเห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนคำสั่งในการคำนวณได้ตามที่ต้องการดังรูป การคำนวณโดยใช้สูตร           การใช้สูตรเป็นวิธีที่ใช้ในการคำนวณที่นิยมมากที่สุด เพราะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว และสูตรบางอย่างยังสามารถช่วยคำนวณข้อมูลตัวเลขที่ซับซ้อนได้อีก  แต่ละสูตรมีรูปแบบการใช้ที่แตกต่างกันออกไป การใช้งานสูตรรูปแบบปกติ ( Formula)            สูตรรูปแบบปกติจะเป็นสูตรที่เป็นสมการที่ใช้ดำเนินการกับข้อมูลในชีทด้วยการใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์  เช่นเครื่องหมายบวก ลบ คูณ หาร การอ้างอิงเซลล์อื่น  หรือสูตรที่ใช้รวมข้อความ  เป็นต้น
  • 21.
    การใช้งานสูตรแบบฟังก์ชัน (Function)            เราสามารถใช้สูตรแบบฟังก์ชันช่วยคำนวณข้อมูลที่ซับซ้อนหรือมดีปริมาณมากได้  ซึ่งฟังก์ชันใน Excel  เป็นสูตรที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและถูกสร้างให้เหมาะกับงานเฉพาะอย่าง  ตัวอย่าง =5-1 =9*8 =B5-A7 ตัวอย่าง =SUM(B1:B9) =AVERAGE(A9:A20) =COUNT(A1:A5)
  • 22.
    การใช้งานสูตรแบบอาร์เรย์ (Array)            การใช้สูตรแบบอาร์เรย์สามารถทำหลาย ๆ การคำนวณให้คืนค่าเป็นผลลัพธ์เดียวหรือหลายผลลัพธ์ โดยสูตรอาร์เรย์ตั้งแต่ 2 ชุดขึ้นไป สูตรแบบต่าง ๆ จะมีความยากง่ายแตกต่างกันออกไป ซึ่งการสร้างสูตรนั้น  เราจะต้องทราบหลักการทำงานของเครื่องหมายและสัญลักษณ์ในสูตร รวมถึงลำดับการคำนวณ  เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการแสดงผลลัพธ์ทั้งสิ้น ตัวอย่าง {=SUM((B1:B9)/(A1:A5))}
  • 23.
    การสร้างสูตรคำนวณใช้เอง การสร้างสูตรใช้เองนั้นจำเป็นจะต้องทราบถึงหลักกการและองค์ประกอบสำคัญต่าง ๆที่ประกอบอยู่ในสูตรรวมถึงลำดับที่เราจะใช้ในการสร้างสูตรด้วย  หลักการสร้างสูตร           โครงสร้างหรือลำดับขององค์ประกอบต่าง ๆ ในสูตร  จะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายซึ่ง Excel  จะคำนวณตามรูปแบบที่เรากำหนด  โดยปกติ Excel  จะคำนวณสูตรจากซ้ายไปขวา  แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลำดับของตัวดำเนินการที่มีลำดับเหนือกว่า  โดยที่เราสามารถควบคุมลำดับของการคำนวณได้โดยใช้เครื่องหมายวงเล็บเพื่อจัดกลุ่มในการคำนวณที่ควรจะเริ่มทำก่อน ตัวอย่าง =9+3/2 ผลลัพธ์เท่ากับ 10.5 เนื่องจาก Excel จะคำนวณ 3 หาร ด้วย 2 ก่อน ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 1.5 แล้วสุดท้ายนำมาบวกด้วย 9  แต่ถ้าเราใช้วงเล็บเพื่อควบคุมการคำนวณโดยใส่วงเล็บให้ 9 บวกกับ 3 ก่อนแล้วจึงหารด้วย 2 ก็จะต้องใช้สูตร =(9+3)/2 ผลลัพธ์เท่ากับ 6
  • 24.
    องค์ประกอบสำคัญในการสร้างสูตร           ในการสร้างสูตรใช้งานต่าง ๆส่วนประกอบสำคัญต่อไปนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ ประกอบด้วย เครื่องหมายเท่ากับ (=) จะเป็นตัวขึ้นต้นเสมอในการสร้างสูตร  เพื่อเป็นการระบุให้ Excel รู้ว่าอักขระตัวถัดไปเป็นสูตร อาร์กิวเมนต ์  หรือองค์ประกอบที่จะถูกนำมาคำนวณได้แก่  อาร์กิวเมนต์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหรือการอ้างอิงเซลล์หรือช่วง  ป้ายชื่อ  ชื่อ หรือฟังก์ชันแผ่นงาน ตัวดำเนินการ   ในการคำนวณ  เช่น  เครื่องหมาย ( + ) เครื่องหมายหาร ( / ) ลำดับการคำนวณ  โดยปกติแล้ว  Excel  จะลำดับการคำนวณเครื่องหมายดังต่อไปนี้ ตามลำดับ   1. วงเล็บ (   )    2. คูณ ( * )  หาร ( / )   3. บวก ( + ) ลบ ( - )   หมายเหตุ   ลำดับความสำคัญเท่ากันให้คำนวณจากซ้ายไปขวา
  • 25.
    ลำดับที่ Excel ใช้ดำเนินการในสูตร หากใช้ตัวดำเนินการหลาย ๆ ตัวในสูตรเดียวกัน  ใน Excel  จะมีลำดับการดำเนินการตามลำดับดังนี้ ลำดับที่ ตัวดำเนินการ คำอธิบาย 1. : ( เครื่องหมายจุดคู่ ) ตัวดำเนินการอ้างอิง 2. ( ที่ว่างเดียว ) ตัวดำเนินการอ้างอิง 3. , ( เครื่องหมาจุลภาค ) ตัวดำเนินการอ้างอิง 4. - เครื่องหมายลบ ( เช่น -5) 5. % เปอร์เซ็นต์ 6. ^ เลขชี้กำลัง 7. * และ / การคูณและการหาร 8. + และ - การบวกและการลบ 9. & เชื่อมสายอักขระของข้อความ 10. = <> <=> = <> การเปรียบเทียบ
  • 26.
    ตัวดำเนินการที่ใช้ในสูตร (Operator)            เครื่องหมายหรือตัวดำเนินการคือ  องค์ประกอบหนึ่งในสูตรโดยจะระบุชนิดของการคำนวณที่ต้องการ ซึ่ง Excel  จะแบ่งตัวดำเนินการออกเป็น  4  ประเภท  คือ  คณิตศาสตร์  การเปรียบเทียบ  ข้อความ  และการอ้างอิง ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ ( Arithmetic Operator)            ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์  ใช้คำนวณด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน  เช่น  การบวก  ลบ คูณ หาร การรวมตัวเลข  การหาผลลัพธ์ต่าง ๆ เครื่องหมาย ความหมาย ตัวอย่าง + การบวก 5+3 - การลบ 9-4 หรือ -1 * การคูณ 5*6 / การหาร 10/3 % เปอร์เซ็นต์ 2 % ^ เลขชี้กำลัง 2 ^ 2 ( หรือ 2*2)
  • 27.
    ตัวดำเนินการเปรียบเทียบ (COMPARISON OPERATOR) เราสามารถใช้ตัวดำเนินการเปรียบเทียบเพื่อการเปรียบค่าสองค่า โดยผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นค่าทางตรรกศาสตร์คือ TRUE หรือ FALSE เครื่องหมาย ความหมาย ตัวอย่าง = เท่ากับ C5=D5 > มากกว่า C5>D5 < น้อยกว่า C5<D5 >= มากกว่าหรือเท่ากับ C5>=D5 <= น้อยกว่าหรือเท่ากับ C5<=D5 <> ไม่เท่ากับ C5<>D5
  • 28.
    ตัวดำเนินการข้อความ (TEXT CONCATENATION OPERATOR)            ตัวดำเนินการข้อความจะใช้เครื่องหมาย (&) ในการรวมข้อความหรือคำ 2 คำขึ้นไป เพื่อให้เป็นข้อความเดียวกัน เครื่องหมาย ความหมาย ตัวอย่าง & เชื่อมหรือนำคำ 2 คำมาต่อกีนทำให้เกิดค่าข้อความต่อเนื่องที่เป็นค่าเดียวกัน &quot;Lampamg&quot;&&quot;Kanlayanee&quot; ผลลัพธ์เป็น LampangKanlayanee
  • 29.
    ตัวดำเนินการสำหรับอ้างอิง (REFERENCE OPERATOR) ตัวดำเนินการอ้างอิงถูกนำมาใช้เพื่อรวมช่วงของเซลล์สำหรับการคำนวณ เครื่องหมาย ความหมาย ตัวอย่าง : ( จุดคู่ ) ตัวดำเนินการช่วง โดยจะอ้างอิงเป็นช่วง ระหว่างจุดอ้างอิงที่หนึ่งกับจุดอ้างอิงที่สอง B1:B9 , ( จุลภาค ) ตัวดำเนินการส่วนรวม ซึ่งเป็นตัวรวมการอ้างอิงหลาย ๆ ชุดเช้าด้วยกันเป็นการอ้างอิงหนึ่งชุด SUM(A5:a12,C1:C5)