1
กุกกุฏชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๑๐. กุกกุฏชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๔๔๘)
ว่าด้วยพญาไก่
(พญาไก่กล่าวว่า)
[๑๐๔] ไม่ควรวางใจในคนทาความชั่ว คนพูดเหลาะแหละ
คนเห็นแก่ตัว แม้คนที่สงบเกินไปก็ไม่ควรวางใจ
[๑๐๕] เพราะว่ามีคนพวกหนึ่งเป็ นเช่นกับโคกระหายน้า
เพียงแต่พูดเสียดสีมิตร แต่ไม่กระทาตามที่พูด
[๑๐๖] ผู้ใดดีแต่ประณมมือไหว้ พูดวกวน เป็นมนุษย์กระพี้
ไม่มีความกตัญญู ผู้นั้นก็ไม่ควรนั่งใกล้
[๑๐๗] อนึ่ง ไม่พึงวางใจสตรีหรือบุรุษผู้มีจิตแปรปรวน
แม้คนเปิดเผยความสัมพันธ์มีประการต่างๆ เช่นนั้น ก็ไม่ควรวางใจ
[๑๐๘] คนผู้ตกอยู่ในกรรมชั่ว มีวาจาไม่มั่นคง ฆ่าได้ทุกคน
เหมือนดาบที่ลับแล้วซ่อนไว้ แม้คนเช่นนั้นก็ไม่ควรวางใจ
[๑๐๙] คนบางพวกในโลกนี้ เป็ นคนเทียมมิตร มีวาจาคมคาย
แต่ไร้น้าใจ เข้าไปหาด้วยอุบายต่างๆ แม้คนเช่นนั้นก็ไม่ควรวางใจ
[๑๑๐] คนใดเห็นอามิสหรือทรัพย์ในที่ใดยังละทิ้งเพื่อนนั้นไปเสียได้
คนเช่นนั้นเป็นคนโง่ ทาลายมิตร
(พระราชาตรัสว่า)
[๑๑๑] สัตว์จานวนมากปกปิดตนไว้ เป็ นคนเทียมมิตร คอยคบหาอยู่
คนเหล่านี้เป็นคนชั่ว ควรละเว้นเสีย เหมือนไก่ละเว้นเหยี่ยว
[๑๑๒] อนึ่ง ผู้ใดไม่รู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน
ผู้นั้นจะตกอยู่ในอานาจของศัตรูและจะเดือดร้อนในภายหลัง
[๑๑๓] ส่วนผู้ใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน
ผู้นั้นย่อมพ้นจากความคับขันอันเกิดจากศัตรู เหมือนไก่พ้นจากเหยี่ยว
[๑๑๔] คนผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มีปกติกาจัดอยู่เป็นนิตย์
เหมือนบ่วงที่เขาดักไว้ในป่าฉะนั้น นรชนผู้มีปัญญาพิจารณาควรเว้นให้ห่างไกล
เหมือนไก่ในป่าไผ่จะเว้นเหยี่ยว
กุกกุฏชาดกที่ ๑๐ จบ
-----------------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา
กุกกุฏชาดก
ว่าด้วย พ้นศัตรูเพราะรู้เท่าทัน
2
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน
ทรงปรารภความพยายามปลงพระชนม์ จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ความย่อว่า
ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาถึงความไม่ดีของพระเทวทัตว่า
อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทาอุบายเพื่อจะปลงพระชนม์พระทศพล
ด้วยการวางนายขมังธนูเป็นต้น.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร?
เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตพยายามฆ่าเรา
แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราเหมือนกัน
แล้วได้ทรงนาเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล
พระราชาทรงพระนามว่าโกสัมพิกะ ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครโกสัมพี.
ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นไก่ ณ
ป่าไผ่แห่งหนึ่งมีไก่หลายร้อยเป็ นบริวารอยู่ในป่า. เหยี่ยวตัวหนึ่งอยู่ ณ ที่ใกล้ๆ
กันนั้น มันใช้อุบายจับไก่กินทีละตัวๆ กินจนหมด
นอกจากพระโพธิสัตว์อยู่ตัวเดียว เป็ นผู้ไม่ประมาท
เที่ยวหาอาหารตามเวลาแล้วก็เข้าไปอยู่ ณ เชิงไผ่.
เหยี่ยวนั้นไม่อาจจับไก่พระโพธิสัตว์นั้นได้ จึงคิดว่า
เราจักใช้อุบายอย่างหนึ่งล่อลวงจับไก่นั้นกินให้ได้.
แล้วเข้าไปแอบอยู่ที่กิ่งไม้ใกล้ๆ กันนั้น กล่าวว่า แน่ะพญาไก่ผู้เพื่อน
ท่านกลัวเราเพราะเหตุไร? เราต้องการทาความคุ้นเคยกับท่าน
ประเทศชื่อโน้นสมบูรณ์ด้วยอาหาร เราทั้งสองไปหาอาหารกันที่นั้น
แล้วจักอยู่อย่างมีความรักใคร่กันและกัน.
ลาดับนั้น พระโพธิสัตว์กล่าวกะเหยี่ยวว่า แน่ะเพื่อน
เราจะมีความคุ้นเคยกะเจ้าไม่ได้ เจ้าไปเถิด. เหยี่ยวถามว่า แน่ะเพื่อน
ท่านไม่เชื่อเราเพราะเราเคยทาความชั่วมาแล้ว ตั้งแต่นี้ไปเราจักไม่ทาเช่นนั้นอีก.
พระโพธิสัตว์ตอบว่า เราไม่ต้องการสหายเช่นเจ้า เจ้าจงไปเสียเถิด.
พระโพธิสัตว์ห้ามเหยี่ยวทานองนี้ถึง ๓ ครั้ง แล้วส่งเสียงขันก้องป่าว่า
ใครๆ ไม่ควรทาความคุ้นเคยกับผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะเช่นนี้ ดังนี้
เมื่อเทวดาทั้งหลายพากันแซ่ซ้องสาธุการ เมื่อจะเริ่มธรรมกถา
ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
บุคคลไม่พึงคุ้นเคยในคนทาบาป คนมักพูดเหลาะแหละ
คนมีปัญญาคิดแต่ประโยชน์ตน คนแสร้งทาสงบเสงี่ยมแต่ภายนอก.
3
มีคนพวกหนึ่ง มีปกติเหมือนโคกระหายน้า
ทาทีเหมือนจะกล้ากลืนมิตรด้วยวาจา แต่ไม่ใช่ด้วยการงาน
ไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนั้น.
คนพวกหนึ่ง เป็ นคนชูมือเปล่า พัวพันอยู่แต่ด้วยวาจา
เป็นมนุษย์กระพี้ ไม่มีความกตัญญู ไม่ควรนั่งใกล้คนเช่นนั้น.
บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อสตรีหรือบุรุษผู้มีจิตกลับกลอก
ไม่ทาความเกี่ยวข้องให้แจ้งชัดด้วยเหตุต่างๆ.
ไม่ควรคุ้นเคยกับบุคคลผู้หยั่งลงสู่กรรมอันไม่ประเสริฐ
เป็นคนไม่แน่นอน กาจัดคนไม่เลือกหน้า เหมือนดาบที่เขาลับแล้วปกปิดไว้
ฉะนั้น.
คนบางพวกในโลกนี้ คอยเพ่งโทษเข้าไปหาด้วยอุบายต่างๆ
ด้วยคาพูดอันคมคาย ซึ่งไม่ตรงกับน้าใจ ด้วยสามารถแห่งคนเทียมมิตร
แม้คนเช่นนี้ก็ไม่ควรคุ้นเคย.
คนมีความคิดชั่วเช่นนั้น พบเห็นอามิส หรือทรัพย์เข้า ณ ที่ใด
ย่อมคิดประทุษร้าย และครั้นได้แล้วก็ละสหายนั้นไป.
พญาไก่ได้กล่าวคาถา ๗ คาถาด้วยประการดังนี้ :-
พระศาสดาผู้เป็นธรรมราชาได้ทรงภาษิตอภิสัมพุทธคาถา ๔
คาถาดังนี้ว่า :-
มีคนเป็นจานวนมาก ที่ปลอมเป็นมิตรมาคบหา
บุคคลพึงละบุรุษชั่วเหล่านั้นเสีย เหมือนไก่ละเหยี่ยว ฉะนั้น.
อนึ่ง บุคคลใดไม่รู้เท่าเหตุที่เกิดขึ้นได้ฉับพลันหลงไปตามอานาจศัตรู
บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
ส่วนบุคคลใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นได้ฉับพลัน
บุคคลนั้นย่อมพ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากเหยี่ยว ฉะนั้น.
คนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณาควรเว้นบุคคลผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม
มักทาการกาจัดอยู่เป็นนิตย์ เหมือนแร้วที่เขาดักไว้ในป่า เช่นนั้นเสียให้ห่างไกล
เหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้นเหยี่ยว ฉะนั้น.
พระยาไก่นั้นครั้นกล่าวคาถาแล้ว เรียกเหยี่ยวมาขู่ว่า
ถ้าเราจักอยู่ในที่นี้ เราจักตอบแทนการกระทาของเจ้า
แม้เหยี่ยวก็ได้หนีจากที่นั้นไปในที่อื่น.
พระศาสดา ครั้นทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราอย่างนี้
ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า
4
เหยี่ยวในครั้งนั้น ได้เป็ น พระเทวทัต ในบัดนี้
ส่วนพญาไก่ในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๑๐
-----------------------------------------------------

448 กุกกุฏชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 กุกกุฏชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๐. กุกกุฏชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๔๔๘) ว่าด้วยพญาไก่ (พญาไก่กล่าวว่า) [๑๐๔] ไม่ควรวางใจในคนทาความชั่ว คนพูดเหลาะแหละ คนเห็นแก่ตัว แม้คนที่สงบเกินไปก็ไม่ควรวางใจ [๑๐๕] เพราะว่ามีคนพวกหนึ่งเป็ นเช่นกับโคกระหายน้า เพียงแต่พูดเสียดสีมิตร แต่ไม่กระทาตามที่พูด [๑๐๖] ผู้ใดดีแต่ประณมมือไหว้ พูดวกวน เป็นมนุษย์กระพี้ ไม่มีความกตัญญู ผู้นั้นก็ไม่ควรนั่งใกล้ [๑๐๗] อนึ่ง ไม่พึงวางใจสตรีหรือบุรุษผู้มีจิตแปรปรวน แม้คนเปิดเผยความสัมพันธ์มีประการต่างๆ เช่นนั้น ก็ไม่ควรวางใจ [๑๐๘] คนผู้ตกอยู่ในกรรมชั่ว มีวาจาไม่มั่นคง ฆ่าได้ทุกคน เหมือนดาบที่ลับแล้วซ่อนไว้ แม้คนเช่นนั้นก็ไม่ควรวางใจ [๑๐๙] คนบางพวกในโลกนี้ เป็ นคนเทียมมิตร มีวาจาคมคาย แต่ไร้น้าใจ เข้าไปหาด้วยอุบายต่างๆ แม้คนเช่นนั้นก็ไม่ควรวางใจ [๑๑๐] คนใดเห็นอามิสหรือทรัพย์ในที่ใดยังละทิ้งเพื่อนนั้นไปเสียได้ คนเช่นนั้นเป็นคนโง่ ทาลายมิตร (พระราชาตรัสว่า) [๑๑๑] สัตว์จานวนมากปกปิดตนไว้ เป็ นคนเทียมมิตร คอยคบหาอยู่ คนเหล่านี้เป็นคนชั่ว ควรละเว้นเสีย เหมือนไก่ละเว้นเหยี่ยว [๑๑๒] อนึ่ง ผู้ใดไม่รู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ในอานาจของศัตรูและจะเดือดร้อนในภายหลัง [๑๑๓] ส่วนผู้ใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นย่อมพ้นจากความคับขันอันเกิดจากศัตรู เหมือนไก่พ้นจากเหยี่ยว [๑๑๔] คนผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มีปกติกาจัดอยู่เป็นนิตย์ เหมือนบ่วงที่เขาดักไว้ในป่าฉะนั้น นรชนผู้มีปัญญาพิจารณาควรเว้นให้ห่างไกล เหมือนไก่ในป่าไผ่จะเว้นเหยี่ยว กุกกุฏชาดกที่ ๑๐ จบ ----------------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา กุกกุฏชาดก ว่าด้วย พ้นศัตรูเพราะรู้เท่าทัน
  • 2.
    2 พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณพระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภความพยายามปลงพระชนม์ จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้. ความย่อว่า ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาถึงความไม่ดีของพระเทวทัตว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทาอุบายเพื่อจะปลงพระชนม์พระทศพล ด้วยการวางนายขมังธนูเป็นต้น. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตพยายามฆ่าเรา แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราเหมือนกัน แล้วได้ทรงนาเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าโกสัมพิกะ ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครโกสัมพี. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นไก่ ณ ป่าไผ่แห่งหนึ่งมีไก่หลายร้อยเป็ นบริวารอยู่ในป่า. เหยี่ยวตัวหนึ่งอยู่ ณ ที่ใกล้ๆ กันนั้น มันใช้อุบายจับไก่กินทีละตัวๆ กินจนหมด นอกจากพระโพธิสัตว์อยู่ตัวเดียว เป็ นผู้ไม่ประมาท เที่ยวหาอาหารตามเวลาแล้วก็เข้าไปอยู่ ณ เชิงไผ่. เหยี่ยวนั้นไม่อาจจับไก่พระโพธิสัตว์นั้นได้ จึงคิดว่า เราจักใช้อุบายอย่างหนึ่งล่อลวงจับไก่นั้นกินให้ได้. แล้วเข้าไปแอบอยู่ที่กิ่งไม้ใกล้ๆ กันนั้น กล่าวว่า แน่ะพญาไก่ผู้เพื่อน ท่านกลัวเราเพราะเหตุไร? เราต้องการทาความคุ้นเคยกับท่าน ประเทศชื่อโน้นสมบูรณ์ด้วยอาหาร เราทั้งสองไปหาอาหารกันที่นั้น แล้วจักอยู่อย่างมีความรักใคร่กันและกัน. ลาดับนั้น พระโพธิสัตว์กล่าวกะเหยี่ยวว่า แน่ะเพื่อน เราจะมีความคุ้นเคยกะเจ้าไม่ได้ เจ้าไปเถิด. เหยี่ยวถามว่า แน่ะเพื่อน ท่านไม่เชื่อเราเพราะเราเคยทาความชั่วมาแล้ว ตั้งแต่นี้ไปเราจักไม่ทาเช่นนั้นอีก. พระโพธิสัตว์ตอบว่า เราไม่ต้องการสหายเช่นเจ้า เจ้าจงไปเสียเถิด. พระโพธิสัตว์ห้ามเหยี่ยวทานองนี้ถึง ๓ ครั้ง แล้วส่งเสียงขันก้องป่าว่า ใครๆ ไม่ควรทาความคุ้นเคยกับผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะเช่นนี้ ดังนี้ เมื่อเทวดาทั้งหลายพากันแซ่ซ้องสาธุการ เมื่อจะเริ่มธรรมกถา ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :- บุคคลไม่พึงคุ้นเคยในคนทาบาป คนมักพูดเหลาะแหละ คนมีปัญญาคิดแต่ประโยชน์ตน คนแสร้งทาสงบเสงี่ยมแต่ภายนอก.
  • 3.
    3 มีคนพวกหนึ่ง มีปกติเหมือนโคกระหายน้า ทาทีเหมือนจะกล้ากลืนมิตรด้วยวาจา แต่ไม่ใช่ด้วยการงาน ไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนั้น. คนพวกหนึ่งเป็ นคนชูมือเปล่า พัวพันอยู่แต่ด้วยวาจา เป็นมนุษย์กระพี้ ไม่มีความกตัญญู ไม่ควรนั่งใกล้คนเช่นนั้น. บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อสตรีหรือบุรุษผู้มีจิตกลับกลอก ไม่ทาความเกี่ยวข้องให้แจ้งชัดด้วยเหตุต่างๆ. ไม่ควรคุ้นเคยกับบุคคลผู้หยั่งลงสู่กรรมอันไม่ประเสริฐ เป็นคนไม่แน่นอน กาจัดคนไม่เลือกหน้า เหมือนดาบที่เขาลับแล้วปกปิดไว้ ฉะนั้น. คนบางพวกในโลกนี้ คอยเพ่งโทษเข้าไปหาด้วยอุบายต่างๆ ด้วยคาพูดอันคมคาย ซึ่งไม่ตรงกับน้าใจ ด้วยสามารถแห่งคนเทียมมิตร แม้คนเช่นนี้ก็ไม่ควรคุ้นเคย. คนมีความคิดชั่วเช่นนั้น พบเห็นอามิส หรือทรัพย์เข้า ณ ที่ใด ย่อมคิดประทุษร้าย และครั้นได้แล้วก็ละสหายนั้นไป. พญาไก่ได้กล่าวคาถา ๗ คาถาด้วยประการดังนี้ :- พระศาสดาผู้เป็นธรรมราชาได้ทรงภาษิตอภิสัมพุทธคาถา ๔ คาถาดังนี้ว่า :- มีคนเป็นจานวนมาก ที่ปลอมเป็นมิตรมาคบหา บุคคลพึงละบุรุษชั่วเหล่านั้นเสีย เหมือนไก่ละเหยี่ยว ฉะนั้น. อนึ่ง บุคคลใดไม่รู้เท่าเหตุที่เกิดขึ้นได้ฉับพลันหลงไปตามอานาจศัตรู บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. ส่วนบุคคลใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นได้ฉับพลัน บุคคลนั้นย่อมพ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากเหยี่ยว ฉะนั้น. คนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณาควรเว้นบุคคลผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มักทาการกาจัดอยู่เป็นนิตย์ เหมือนแร้วที่เขาดักไว้ในป่า เช่นนั้นเสียให้ห่างไกล เหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้นเหยี่ยว ฉะนั้น. พระยาไก่นั้นครั้นกล่าวคาถาแล้ว เรียกเหยี่ยวมาขู่ว่า ถ้าเราจักอยู่ในที่นี้ เราจักตอบแทนการกระทาของเจ้า แม้เหยี่ยวก็ได้หนีจากที่นั้นไปในที่อื่น. พระศาสดา ครั้นทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราอย่างนี้ ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า
  • 4.
    4 เหยี่ยวในครั้งนั้น ได้เป็ นพระเทวทัต ในบัดนี้ ส่วนพญาไก่ในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๑๐ -----------------------------------------------------