อารยธรรมอินเดีย
อ.ปรางค์สุวรรณ ศักดิ์โสภณกุล
อารยธรรมอินเดีย
อินเดีย เป็นต้นสายธารทางวัฒนธรรมของชาติตะวันออก (ชนชาติในทวีป
เอเชีย) หลายชาติ เป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก บางทีเรียกว่า
“แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้าสินธุ” (Indus Civilization)
อารยธรรมอินเดียสมัยก่อนประวัติศาสตร์
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคโลหะของอินเดียเริ่มเมื่อผู้คนรู้จักใช้ทองแดงและ
สาริด เมื่อประมาณ 2,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และรู้จักใช้เหล็กในเวลาต่อมา พบ
หลักฐานเป็นซากเมืองโบราณ 2 แห่ง ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้าสินธุ คือ
Mohenjodaro
เมืองโมเฮนโจดาโร ทางตอนใต้ของประเทศปากีสถาน
Harappa
เมืองฮารัปปา ในแคว้นปันจาป ประเทศปากีสถานในปัจจุบัน
สมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้าสินธุ
สมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้าสินธุ (ประมาณ 2,500-1,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ถือว่าเป็น
สมัยอารยธรรม “กึ่งก่อนประวัติศาสตร์” เพราะมีการค้นพบหลักฐานจารึกเป็นตัวอักษรโบราณ
แล้วแต่ยังไม่มีผู้ใดอ่านออก และไม่แน่ใจว่าเป็นตัวอักษรหรือภาษาเขียนจริงหรือไม่
ศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่เมืองโมเฮนโจดาโร และเมืองฮารัปปา ริมฝั่งแม่น้าสินธุประเทศ
ปากีสถานในปัจจุบัน สันนิษฐานว่าเป็นอารยธรรมของชนพื้นเมืองเดิม ที่เรียกว่า “ทราวิฑ” หรือ
พวกดราวิเดียน (Dravidian)
อารยธรรมอินเดียสมัยประวัติศาสตร์
สมัยพระเวท (ประมาณ 1,500-600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ) เป็นอารยธรรมของชนเผ่าอิน
โด-อารยัน ซึ่งอพยพมาจากเอเชียกลาง เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้าสินธุและคงคา
โดยขับไล่ชนพื้น เมืองทราวิฑให้ถอยร่นลงไปทางตอนใต้ของอินเดีย
สมัยพระเวทแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ หลักฐานที่ทาให้ทราบ
เรื่องราวของยุคสมัยนี้ คือ “คัมภีร์พระเวท” ซึ่งเป็นบทสวดของพวกพราหมณ์ นอกจากนี้ยังมีบท
ประพันธ์มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่อีก 2 เรื่อง คือ มหากาพย์รามายณะและมหาภารตะ บางทีจึงเรียกว่า
เป็นยุคมหากาพย์
สมัยจักรวรรดิ
สมัยจักรวรรดิมคธ ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกของลุ่มน้าคงคา กษัตริย์ที่มี
ชื่อเสียงของมคธ 2 พระองค์ คือ พระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าอชาตศัตรู
ในระบอบการปกครอง กษัตริย์มีพระราชอานาจสูงสุด มีขุนนางข้าราชการ
เป็นผู้ช่วย 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายการทหาร รวมเรียกว่า มหา
มาตระ
สิ่งที่แสดงถึงอารยธรรมอันรุ่งเรืองของจักรวรรดิมคธคือ พระพุทธศาสนา
ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นอย่างมาก
จักรวรรดิมคธกลายเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ส่งผลให้พระพุทธศาสนา
ยิ่งได้รับการเผยแผ่ไปอย่างกว้างไกล ขณะเดียวกันศาสนาพราหมณ์ก็กาลังเสื่อม
ลง
สมัยจักรวรรดิ
สมัยจักรวรรดิเมารยะ (Maurya) ประมาณ
321-184 ปี ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าจันทรคุปต์ปฐม
กษัตริย์ราชวงศ์เมารยะได้รวบรวมแว่นแคว้นใน
ดินแดนชมพูทวีปให้เป็นปึกแผ่นภายใต้จักรวรรดิที่
ยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกของอินเดีย
สมัยราชวงศ์เมารยะ พระพุทธศาสนาได้รับการ
อุปถัมภ์ให้เจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้า
อโศกมหาราช(Asoka) ได้เผยแพร่พระพุทธศาสนา
ไปยังดินแดนทั้งใกล้และไกลรวมทั้งดินแดนใน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเผยแพร่เข้าสู่
แผ่นดินไทยในยุคสมัยที่ยังเป็นอาณาจักรทวารวดี
สมัยจักรวรรดิ
สมัยราชวงศ์กุษาณะ (ประมาณ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ.320) พวกกุษาณะ
(Kushana) เป็น ชนต่างชาติที่เข้ามารุกรานและตั้งอาณาจักรปกครองอินเดียทางตอนเหนือ
กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ คือ พระเจ้ากนิษกะ รัชสมัยของพระองค์อินเดียมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้าน
ศิลปวิทยาการแขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการแพทย์
นอกจากนั้นยังทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา (นิกายมหายาน) ให้เจริญรุ่งเรือง โดยจัดส่ง
สมณทูตไปเผยแพร่พระศาสนายังจีนและทิเบต มีการสร้างพระพุทธรูปที่มีศิลปะงดงาม และ
สร้างเจดีย์ใหญ่ที่เมืองเปชะวาร์
สมัยจักรวรรดิ
สมัยจักรวรรดิคุปตะ (Gupta) ประมาณ ค.ศ.320-550 พระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 1 ต้น
ราชวงศ์คุปตะได้ทรงรวบรวมอินเดียให้เป็นจักรวรรดิอีกครั้งหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็นยุคทอง
ของอินเดีย มีความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม การเมือง การ
ปกครอง ปรัชญาและศาสนา ตลอดจนการค้าขายกับต่างประเทศ
สมัยหลังราชวงศ์คุปตะ หรือยุคกลางของอินเดีย (ค.ศ.550 – 1206) เป็นยุคที่
จักรวรรดิแตกแยกเป็นแคว้นหรืออาณาจักรจานวนมากต่างมีราชวงศ์แยกปกครองกันเอง
สมัยสุลต่านแห่งเดลฮี หรืออาณาจักรเดลฮี (ค.ศ.1206-1526) เป็นยุคที่พวกมุสลิม
เข้ามาปกครองอินเดีย มีสุลต่านเป็นผู้ปกครองที่เมืองเดลฮี
สมัยจักรวรรดิ
สมัยจักรวรรดิโมกุล (Mughul) ประมาณ ค.ศ.1526 – 1858 พระเจ้าบาบูร์ ผู้ก่อตั้ง
ราชวงศ์โมกุลได้รวบรวมอินเดียให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิอิสลามและ
เป็นราชวงศ์สุดท้ายของอินเดีย โดยอินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี ค.ศ. 1858
กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลที่ยิ่งใหญ่ คือ พระเจ้าอักบาร์มหาราช (Akbar) ทรงทะนุบารุง
อินเดียให้มีความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน และในสมัยของชาห์ เจฮัน (Shah Jahan) ทรง
สร้าง “ทัชมาฮัล” (Taj Mahal) ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก เป็นงานสถาปัตยกรรมที่
ผสมผสานศิลปะอินเดียและเปอร์เซียที่มีความงดงามยิ่ง
Taj Mahal
• ระบบวรรณะ คัมภีร์พระเวทแบ่งคนออกเป็น 4 วรรณะ ได้แก่
1.วรรณะพราหมณ์ คือ ผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เชื่อว่ากาเนิดมาจากปากของพระพรหม
2.วรรณะกษัตริย์ทาหน้าที่ปกป้องประชาชนและเป็นผู้นารัฐ เชื่อว่ากาเนิดมาจากหน้าอกของพระ
พรหม
3.วรรณะแพศย์คือ ผู้ประกอบพาณิชกรรม เกษตรกรรม ซึ่งเป็นวรรณะของคนส่วนใหญ่ในสังคม
เชื่อว่ากาเนิดมาจากมือของพระพรหม
4.วรรณะศูทร คือ กรรมกร เชื่อว่ากาเนิดมาจากเท้าของพระพรหม
- ถ้ามีการแต่งงานข้ามวรรณะ บุตรที่เกิดมาจะกลายเป็น“จัณฑาล”ซึ่งเป็นที่รังเกียจของทุกวรรณะ
• ปรัชญาและลัทธิของสังคมอินเดีย
อินเดียเป็นแหล่งกาเนิดศาสนาสาคัญ ได้แก่ พระพุทธศาสนา และศาสนาเชน ซึ่ง
หลักคาสอนเป็นผลมาจากการไตร่ตรองเพื่อหาแนวทางการดาเนินชีวิตส่วนศาสนา
พราหมณ์-ฮินดู หลักคาสอนมาจากการสร้างปรัชญาสนับสนุนความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า
ชาวอินเดียมีความเชื่อและปฏิบัติตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด จึงมีวิถีชีวิต ค่านิยม
และแนวคิดสัมพันธ์กับศาสนาอย่างใกล้ชิด
• เทพเจ้าของอินเดีย
ในตอนต้นชาวอารยันนับถือเทพเจ้าที่มีอิทธิพลต่อ
ชีวิตมนุษย์เช่น ดวงอาทิตย์ฝน พายุภายหลังเกิดระบบ ชน
ชั้นขึ้นได้มีการนับถือเทพเจ้า3 องค์หรือพระตรีมูรติ ได้แก่
1.พระพรหม เชื่อว่าเป็นผู้สร้างโลกและทุกสรรพสิ่ง
2.พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ เป็นเทพผู้รักษาคุ้มครองโลก
3.พระอิศวร หรือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุดและเป็นเทพผู้
ทาลาย
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในบางนิกายมีความเชื่อเรื่อง
การทารุณโหดร้ายเช่น การบูชายัญ
• สถาปัตยกรรม
- ซากเมืองฮารับปาและโมเฮนโจดาโร สมัยอารยธรรมลุ่ม
แม่น้าสินธุ แสดงถึงการวางผังเมืองอย่างดีและ
สาธารณูปโภคซึ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความ
สวยงาม
- ในสมัยราชวงศ์เมารยะ มีการสร้างสถูป เสาหิน เช่น
พระสถูปที่สาญจี
- สมัยราชวงศ์กุษาณะ เกิดศิลปะขึ้น 3 แบบ คือ คันธา
ระ มถุรา และอมราวดี
- ในสมัยมุสลิม ศิลปะอินเดียจะผสมกับเปอร์เซีย เช่น ทัช
มาฮาล
• ประติมากรรม
- รุ่นแรกๆอยู่ในสมัยเมารยะ เป็นประติมากรรมลอยตัวขนาดใหญ่
แข็งกระด้าง และมีภาพสลักนูนต่าพุทธประวัติ
- พระพุทธรูปสมัยแรก คือ แบบคันธาระ ได้รับอิทธิพลจากกรีก
- พระพุทธรูปของศิลปะมถุรา ได้อิทธิพลจากคันธาระผสมกับ
ศิลปะพื้นเมือง คล้ายแบบคันธาระ แต่จะมีพระเศียรเกลี้ยง
พระพักตร์กลม จีวรบางกว่าแบบคันธาระและแนบสนิทกับลาตัว
- พระพุทธรูปในศิลปะอมราวดี เป็นแบบผสมอิทธิพลกรีก
พระพักตร์ยาว มีพระเกตุมาลาชัดเจน มีขมวดพระเกศา
ครองจีวรหนาและมักห่มเฉียง
- สมัยคุปตะ เป็นศิลปะที่แสดงถึงอินเดียอย่างแท้จริง เช่น
พระพุทธรูปปางปรินิพพานในถ้าอชันตะ แต่ในสมัยหลังคุปตะ
ประติมากรรมถูกสร้างตามกฎเกณฑ์มากขึ้น และไม่ค่อยเป็น
ธรรมชาติ
• จิตรกรรม
- จิตรกรรมสมัยเมารยะส่วนใหญ่สูญหายหมดแล้ว และ
ศิลปะอมราวดี ซึ่งเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงให้
เห็นถึงความงดงามอ่อนช้อย แต่ก็มีการลบเลือนไปมาก
- ยุครุ่งเรืองที่สุดของจิตรกรรมอินเดีย คือ สมัยคุปตะ
และหลังสมัยคุปตะ พบงานจิตรกรรมที่ ผนังถ้าอชันตะ
เป็นภาพเขียนในพระพุทธศาสนาแสดงถึงชาดกต่างๆ
ที่งดงามมาก ความสามารถในการวาดเส้นและการอาศัย
เงามืดบริเวณขอบภาพ ทาให้ภาพแลดูเคลื่อนไหวให้
ความรู้สึกสมจริง
• นาฏศิลป์และสังคีตศิลป์ เป็นศิลปะชั้นสูง และเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อบูชาพระเจ้า
- นาฏศิลป์เกี่ยวกับการฟ้อนรามีต้นกาเนิดจากวัดราชสานัก และท้องถิ่น เช่น
ภารตนาฏยัม
- สังคีตศิลป์หรือการดนตรี มีบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าเป็นแบบแผนการร้องที่เก่าแก่ที่สุด
ในสังคีตศิลป์ของอินเดียแบ่งเป็นดนตรีศาสนา ดนตรีในราชสานัก และดนตรีท้องถิ่น
เครื่องดนตรีสาคัญ คือ วีณาหรือพิณ ใช้สาหรับดีด เวณุหรือขลุ่ย และกลอง
• วรรณกรรมเริ่มจากเป็นบทสวดและท่องจาสืบต่อกันมา โดยวรรณกรรมอินเดียจะเน้นไปทาง
ศาสนา แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ
1.วรรณกรรมภาษาพระเวท ประกอบด้วย ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และอาถรรพเวท
2.วรรณกรรมตันติสันสกฤต มักเป็นร้อยกรองที่เรียกว่า โศลก เรื่องสาคัญคือ มหาภารตะ และ
รามายณะ และยังมีบทละครที่มีชื่อเสียง เรื่องศกุนตลา
3.วรรณกรรมสันสกฤตฺผสม ใช้เขียนหลักธรรมทางพุทธศาสนา งานที่มีชื่อเสียงคือ พุทธจริต
4.วรรณกรรมภาษาอื่นๆ ได้แก่ ภาษาบาลี ใช้เขียนหลักธรรมทางศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เช่น
พระไตรปิฎก
• ภาษาศาสตร์ ชาวอินเดียให้ความสนใจด้านภาษามาก มีการ
แต่งหนังสือศัพทานุกรม(โกศะ)ขึ้นหลายเล่ม เมื่อมุสลิมเติร์กเข้า
ปกครอง ได้นาเอาภาษาสันสกฤต ภาษาอารบิก และภาษาเปอร์
เชีย มาผสมกันเป็นภาษาใหม่ เรียกว่า ภาษาอูรดู ซึ่งเป็นภาษาที่
มุสลิมในอินเดียใช้พูดกันในปัจจุบัน
• ธรรมศาสตร์และนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์มีพื้นฐานมาจาก
ธรรมสูตรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระเวท โดยมีหนังสือเล่ม
แรกที่รวบรวมกฎและหน้าที่เกี่ยวกับฆราวาส คือ
มานวธรรมศาสตร์ หรือ มนูสมฤติ ส่วนนิติศาสตร์หรือ
อรรถศาสตร์ ว่าด้วยการเมืองการปกครอง และการบริหาร
บ้านเมืองให้มั่งคั่ง โดยมีอรรถศาสตร์ของเกาฎิลยะ เป็นงาน
เขียนที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองที่สาคัญ
• แพทยศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งบอกว่าการแพทย์ของอินเดียมีมานานแล้ว และยังมี
หนังสือหลายเล่มกล่าวถึงวิชาการแพทย์เช่น อรรถศาสตร์ ระบุถึงการใช้ยาพิษต่างๆ
• ชโยติษ (ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ คณิตศาสตร์)เป็นศาสตร์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรม โดยฤกษ์ยาม
เป็นสิ่งสาคัญมาก จึงต้องอาศัยในเรื่องของดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพื่อ
คานวณหาตาแหน่งของดวงดาวต่างๆ นอกจากนี้ชาวอินเดียยังเป็นชนชาติแรกที่ประดิษฐ์เลขศูนย์
ทาให้เกิดหลักหน่วย สิบ ร้อย พัน ใช้ในการคานวณอีกด้วย

อารยธรรมอินเดีย

  • 1.
  • 2.
    อารยธรรมอินเดีย อินเดีย เป็นต้นสายธารทางวัฒนธรรมของชาติตะวันออก (ชนชาติในทวีป เอเชีย)หลายชาติ เป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก บางทีเรียกว่า “แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้าสินธุ” (Indus Civilization)
  • 4.
    อารยธรรมอินเดียสมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคโลหะของอินเดียเริ่มเมื่อผู้คนรู้จักใช้ทองแดงและ สาริด เมื่อประมาณ2,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และรู้จักใช้เหล็กในเวลาต่อมา พบ หลักฐานเป็นซากเมืองโบราณ 2 แห่ง ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้าสินธุ คือ
  • 5.
  • 6.
  • 7.
    สมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้าสินธุ สมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้าสินธุ (ประมาณ 2,500-1,500ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ถือว่าเป็น สมัยอารยธรรม “กึ่งก่อนประวัติศาสตร์” เพราะมีการค้นพบหลักฐานจารึกเป็นตัวอักษรโบราณ แล้วแต่ยังไม่มีผู้ใดอ่านออก และไม่แน่ใจว่าเป็นตัวอักษรหรือภาษาเขียนจริงหรือไม่ ศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่เมืองโมเฮนโจดาโร และเมืองฮารัปปา ริมฝั่งแม่น้าสินธุประเทศ ปากีสถานในปัจจุบัน สันนิษฐานว่าเป็นอารยธรรมของชนพื้นเมืองเดิม ที่เรียกว่า “ทราวิฑ” หรือ พวกดราวิเดียน (Dravidian)
  • 8.
    อารยธรรมอินเดียสมัยประวัติศาสตร์ สมัยพระเวท (ประมาณ 1,500-600ปีก่อนคริสต์ศักราช ) เป็นอารยธรรมของชนเผ่าอิน โด-อารยัน ซึ่งอพยพมาจากเอเชียกลาง เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้าสินธุและคงคา โดยขับไล่ชนพื้น เมืองทราวิฑให้ถอยร่นลงไปทางตอนใต้ของอินเดีย สมัยพระเวทแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ หลักฐานที่ทาให้ทราบ เรื่องราวของยุคสมัยนี้ คือ “คัมภีร์พระเวท” ซึ่งเป็นบทสวดของพวกพราหมณ์ นอกจากนี้ยังมีบท ประพันธ์มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่อีก 2 เรื่อง คือ มหากาพย์รามายณะและมหาภารตะ บางทีจึงเรียกว่า เป็นยุคมหากาพย์
  • 9.
    สมัยจักรวรรดิ สมัยจักรวรรดิมคธ ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกของลุ่มน้าคงคา กษัตริย์ที่มี ชื่อเสียงของมคธ2 พระองค์ คือ พระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าอชาตศัตรู ในระบอบการปกครอง กษัตริย์มีพระราชอานาจสูงสุด มีขุนนางข้าราชการ เป็นผู้ช่วย 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายการทหาร รวมเรียกว่า มหา มาตระ สิ่งที่แสดงถึงอารยธรรมอันรุ่งเรืองของจักรวรรดิมคธคือ พระพุทธศาสนา ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นอย่างมาก จักรวรรดิมคธกลายเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ส่งผลให้พระพุทธศาสนา ยิ่งได้รับการเผยแผ่ไปอย่างกว้างไกล ขณะเดียวกันศาสนาพราหมณ์ก็กาลังเสื่อม ลง
  • 10.
    สมัยจักรวรรดิ สมัยจักรวรรดิเมารยะ (Maurya) ประมาณ 321-184ปี ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าจันทรคุปต์ปฐม กษัตริย์ราชวงศ์เมารยะได้รวบรวมแว่นแคว้นใน ดินแดนชมพูทวีปให้เป็นปึกแผ่นภายใต้จักรวรรดิที่ ยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกของอินเดีย สมัยราชวงศ์เมารยะ พระพุทธศาสนาได้รับการ อุปถัมภ์ให้เจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้า อโศกมหาราช(Asoka) ได้เผยแพร่พระพุทธศาสนา ไปยังดินแดนทั้งใกล้และไกลรวมทั้งดินแดนใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเผยแพร่เข้าสู่ แผ่นดินไทยในยุคสมัยที่ยังเป็นอาณาจักรทวารวดี
  • 11.
    สมัยจักรวรรดิ สมัยราชวงศ์กุษาณะ (ประมาณ 200ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ.320) พวกกุษาณะ (Kushana) เป็น ชนต่างชาติที่เข้ามารุกรานและตั้งอาณาจักรปกครองอินเดียทางตอนเหนือ กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ คือ พระเจ้ากนิษกะ รัชสมัยของพระองค์อินเดียมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้าน ศิลปวิทยาการแขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ นอกจากนั้นยังทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา (นิกายมหายาน) ให้เจริญรุ่งเรือง โดยจัดส่ง สมณทูตไปเผยแพร่พระศาสนายังจีนและทิเบต มีการสร้างพระพุทธรูปที่มีศิลปะงดงาม และ สร้างเจดีย์ใหญ่ที่เมืองเปชะวาร์
  • 12.
    สมัยจักรวรรดิ สมัยจักรวรรดิคุปตะ (Gupta) ประมาณค.ศ.320-550 พระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 1 ต้น ราชวงศ์คุปตะได้ทรงรวบรวมอินเดียให้เป็นจักรวรรดิอีกครั้งหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็นยุคทอง ของอินเดีย มีความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม การเมือง การ ปกครอง ปรัชญาและศาสนา ตลอดจนการค้าขายกับต่างประเทศ สมัยหลังราชวงศ์คุปตะ หรือยุคกลางของอินเดีย (ค.ศ.550 – 1206) เป็นยุคที่ จักรวรรดิแตกแยกเป็นแคว้นหรืออาณาจักรจานวนมากต่างมีราชวงศ์แยกปกครองกันเอง สมัยสุลต่านแห่งเดลฮี หรืออาณาจักรเดลฮี (ค.ศ.1206-1526) เป็นยุคที่พวกมุสลิม เข้ามาปกครองอินเดีย มีสุลต่านเป็นผู้ปกครองที่เมืองเดลฮี
  • 13.
    สมัยจักรวรรดิ สมัยจักรวรรดิโมกุล (Mughul) ประมาณค.ศ.1526 – 1858 พระเจ้าบาบูร์ ผู้ก่อตั้ง ราชวงศ์โมกุลได้รวบรวมอินเดียให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิอิสลามและ เป็นราชวงศ์สุดท้ายของอินเดีย โดยอินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี ค.ศ. 1858 กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลที่ยิ่งใหญ่ คือ พระเจ้าอักบาร์มหาราช (Akbar) ทรงทะนุบารุง อินเดียให้มีความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน และในสมัยของชาห์ เจฮัน (Shah Jahan) ทรง สร้าง “ทัชมาฮัล” (Taj Mahal) ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก เป็นงานสถาปัตยกรรมที่ ผสมผสานศิลปะอินเดียและเปอร์เซียที่มีความงดงามยิ่ง
  • 14.
  • 15.
    • ระบบวรรณะ คัมภีร์พระเวทแบ่งคนออกเป็น4 วรรณะ ได้แก่ 1.วรรณะพราหมณ์ คือ ผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เชื่อว่ากาเนิดมาจากปากของพระพรหม 2.วรรณะกษัตริย์ทาหน้าที่ปกป้องประชาชนและเป็นผู้นารัฐ เชื่อว่ากาเนิดมาจากหน้าอกของพระ พรหม 3.วรรณะแพศย์คือ ผู้ประกอบพาณิชกรรม เกษตรกรรม ซึ่งเป็นวรรณะของคนส่วนใหญ่ในสังคม เชื่อว่ากาเนิดมาจากมือของพระพรหม 4.วรรณะศูทร คือ กรรมกร เชื่อว่ากาเนิดมาจากเท้าของพระพรหม - ถ้ามีการแต่งงานข้ามวรรณะ บุตรที่เกิดมาจะกลายเป็น“จัณฑาล”ซึ่งเป็นที่รังเกียจของทุกวรรณะ
  • 16.
    • ปรัชญาและลัทธิของสังคมอินเดีย อินเดียเป็นแหล่งกาเนิดศาสนาสาคัญ ได้แก่พระพุทธศาสนา และศาสนาเชน ซึ่ง หลักคาสอนเป็นผลมาจากการไตร่ตรองเพื่อหาแนวทางการดาเนินชีวิตส่วนศาสนา พราหมณ์-ฮินดู หลักคาสอนมาจากการสร้างปรัชญาสนับสนุนความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า ชาวอินเดียมีความเชื่อและปฏิบัติตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด จึงมีวิถีชีวิต ค่านิยม และแนวคิดสัมพันธ์กับศาสนาอย่างใกล้ชิด
  • 17.
    • เทพเจ้าของอินเดีย ในตอนต้นชาวอารยันนับถือเทพเจ้าที่มีอิทธิพลต่อ ชีวิตมนุษย์เช่น ดวงอาทิตย์ฝนพายุภายหลังเกิดระบบ ชน ชั้นขึ้นได้มีการนับถือเทพเจ้า3 องค์หรือพระตรีมูรติ ได้แก่ 1.พระพรหม เชื่อว่าเป็นผู้สร้างโลกและทุกสรรพสิ่ง 2.พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ เป็นเทพผู้รักษาคุ้มครองโลก 3.พระอิศวร หรือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุดและเป็นเทพผู้ ทาลาย ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในบางนิกายมีความเชื่อเรื่อง การทารุณโหดร้ายเช่น การบูชายัญ
  • 18.
    • สถาปัตยกรรม - ซากเมืองฮารับปาและโมเฮนโจดาโรสมัยอารยธรรมลุ่ม แม่น้าสินธุ แสดงถึงการวางผังเมืองอย่างดีและ สาธารณูปโภคซึ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความ สวยงาม - ในสมัยราชวงศ์เมารยะ มีการสร้างสถูป เสาหิน เช่น พระสถูปที่สาญจี - สมัยราชวงศ์กุษาณะ เกิดศิลปะขึ้น 3 แบบ คือ คันธา ระ มถุรา และอมราวดี - ในสมัยมุสลิม ศิลปะอินเดียจะผสมกับเปอร์เซีย เช่น ทัช มาฮาล
  • 19.
    • ประติมากรรม - รุ่นแรกๆอยู่ในสมัยเมารยะเป็นประติมากรรมลอยตัวขนาดใหญ่ แข็งกระด้าง และมีภาพสลักนูนต่าพุทธประวัติ - พระพุทธรูปสมัยแรก คือ แบบคันธาระ ได้รับอิทธิพลจากกรีก - พระพุทธรูปของศิลปะมถุรา ได้อิทธิพลจากคันธาระผสมกับ ศิลปะพื้นเมือง คล้ายแบบคันธาระ แต่จะมีพระเศียรเกลี้ยง พระพักตร์กลม จีวรบางกว่าแบบคันธาระและแนบสนิทกับลาตัว - พระพุทธรูปในศิลปะอมราวดี เป็นแบบผสมอิทธิพลกรีก พระพักตร์ยาว มีพระเกตุมาลาชัดเจน มีขมวดพระเกศา ครองจีวรหนาและมักห่มเฉียง - สมัยคุปตะ เป็นศิลปะที่แสดงถึงอินเดียอย่างแท้จริง เช่น พระพุทธรูปปางปรินิพพานในถ้าอชันตะ แต่ในสมัยหลังคุปตะ ประติมากรรมถูกสร้างตามกฎเกณฑ์มากขึ้น และไม่ค่อยเป็น ธรรมชาติ
  • 20.
    • จิตรกรรม - จิตรกรรมสมัยเมารยะส่วนใหญ่สูญหายหมดแล้วและ ศิลปะอมราวดี ซึ่งเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงให้ เห็นถึงความงดงามอ่อนช้อย แต่ก็มีการลบเลือนไปมาก - ยุครุ่งเรืองที่สุดของจิตรกรรมอินเดีย คือ สมัยคุปตะ และหลังสมัยคุปตะ พบงานจิตรกรรมที่ ผนังถ้าอชันตะ เป็นภาพเขียนในพระพุทธศาสนาแสดงถึงชาดกต่างๆ ที่งดงามมาก ความสามารถในการวาดเส้นและการอาศัย เงามืดบริเวณขอบภาพ ทาให้ภาพแลดูเคลื่อนไหวให้ ความรู้สึกสมจริง
  • 21.
    • นาฏศิลป์และสังคีตศิลป์ เป็นศิลปะชั้นสูงและเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อบูชาพระเจ้า - นาฏศิลป์เกี่ยวกับการฟ้อนรามีต้นกาเนิดจากวัดราชสานัก และท้องถิ่น เช่น ภารตนาฏยัม - สังคีตศิลป์หรือการดนตรี มีบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าเป็นแบบแผนการร้องที่เก่าแก่ที่สุด ในสังคีตศิลป์ของอินเดียแบ่งเป็นดนตรีศาสนา ดนตรีในราชสานัก และดนตรีท้องถิ่น เครื่องดนตรีสาคัญ คือ วีณาหรือพิณ ใช้สาหรับดีด เวณุหรือขลุ่ย และกลอง
  • 22.
    • วรรณกรรมเริ่มจากเป็นบทสวดและท่องจาสืบต่อกันมา โดยวรรณกรรมอินเดียจะเน้นไปทาง ศาสนาแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.วรรณกรรมภาษาพระเวท ประกอบด้วย ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และอาถรรพเวท 2.วรรณกรรมตันติสันสกฤต มักเป็นร้อยกรองที่เรียกว่า โศลก เรื่องสาคัญคือ มหาภารตะ และ รามายณะ และยังมีบทละครที่มีชื่อเสียง เรื่องศกุนตลา 3.วรรณกรรมสันสกฤตฺผสม ใช้เขียนหลักธรรมทางพุทธศาสนา งานที่มีชื่อเสียงคือ พุทธจริต 4.วรรณกรรมภาษาอื่นๆ ได้แก่ ภาษาบาลี ใช้เขียนหลักธรรมทางศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เช่น พระไตรปิฎก
  • 23.
    • ภาษาศาสตร์ ชาวอินเดียให้ความสนใจด้านภาษามากมีการ แต่งหนังสือศัพทานุกรม(โกศะ)ขึ้นหลายเล่ม เมื่อมุสลิมเติร์กเข้า ปกครอง ได้นาเอาภาษาสันสกฤต ภาษาอารบิก และภาษาเปอร์ เชีย มาผสมกันเป็นภาษาใหม่ เรียกว่า ภาษาอูรดู ซึ่งเป็นภาษาที่ มุสลิมในอินเดียใช้พูดกันในปัจจุบัน • ธรรมศาสตร์และนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์มีพื้นฐานมาจาก ธรรมสูตรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระเวท โดยมีหนังสือเล่ม แรกที่รวบรวมกฎและหน้าที่เกี่ยวกับฆราวาส คือ มานวธรรมศาสตร์ หรือ มนูสมฤติ ส่วนนิติศาสตร์หรือ อรรถศาสตร์ ว่าด้วยการเมืองการปกครอง และการบริหาร บ้านเมืองให้มั่งคั่ง โดยมีอรรถศาสตร์ของเกาฎิลยะ เป็นงาน เขียนที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองที่สาคัญ
  • 24.
    • แพทยศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งบอกว่าการแพทย์ของอินเดียมีมานานแล้วและยังมี หนังสือหลายเล่มกล่าวถึงวิชาการแพทย์เช่น อรรถศาสตร์ ระบุถึงการใช้ยาพิษต่างๆ • ชโยติษ (ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ คณิตศาสตร์)เป็นศาสตร์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรม โดยฤกษ์ยาม เป็นสิ่งสาคัญมาก จึงต้องอาศัยในเรื่องของดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพื่อ คานวณหาตาแหน่งของดวงดาวต่างๆ นอกจากนี้ชาวอินเดียยังเป็นชนชาติแรกที่ประดิษฐ์เลขศูนย์ ทาให้เกิดหลักหน่วย สิบ ร้อย พัน ใช้ในการคานวณอีกด้วย