427 416  ชั่วโมงที่ ˆ 1 20 มิ.ย. 54
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Like this? Share it with your network

Share

427 416 ชั่วโมงที่ ˆ 1 20 มิ.ย. 54

  • 1,258 views
Uploaded on

 

More in: Education
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
1,258
On Slideshare
1,258
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
5
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide
  • Learning ใน 7 ขั้นตอนเป็นการเรียนรู้ว่าความรู้ที่กำหนดนั้นเป็นความรู้ที่ต้องการหรือไม่

Transcript

  • 1. 427-416 Readings in Sociology and Anthropology คำอธิบายรายวิชา เลือกศึกษาทฤษฎี ระเบียบวิธีวิจัย ระบบสังคม วัฒนธรรม จิตวิทยา สังคม หรือมนุษยนิเวศ ตามแนวสังคมวิทยาหรือมานุษยวิทยา ตามความสนใจของผู้เรียน โดยคำแนะนำของผู้สอน
  • 2. 427- 416 Reading in Sociology and Anthropology วิชาเลือกเอก สังคมวิทยา ชั้นปีที่ 4 กลุ่ม 3 อ . มานพ เน้นสังคมวิทยา จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเรียนเป็นลักษณะ Area Based Research การสอน เป็นลักษณะ Problem Based Learning จันทร์ 09.00-11.00 น . ห้อง 19307 พฤหัส 09.00-10.00 น . ห้อง 19401
  • 3. Area-based research ( งานวิจัยเพื่อพื้นที่ )
    • โจทย์ใหญ่ๆ / “ ยุทธศาสตร์” ของพื้นที่
    • Manufacturing , Services, การเกษตร ทรัพยากร การค้าข้ามแดน ฯลฯ
    • กลไกจัดการพื้นที่ ( จังหวัด / กลุ่มจังหวัด ) และภาคี
    • ความรู้ที่มีอยู่แล้ว / ภูมิปัญญา ( นักวิชาการ ภาคประชาชน )
  • 4. 427- 416 Reading in Sociology and Anthropology ความต้องการของแผนกวิชา คือการเตรียมความพร้อม ให้กับนักศึกษา ก่อนไปเรียนวิชา 427-401 ปฏิบัติการวิจัย (Practicum in Social Research) ในภาคเรียน 2-2554 เป็นการพัฒนา ข้อเสนอการวิจัย (research proposal)
  • 5. ตำแหน่ง แหล่งที่ของ ข้อเสนอการวิจัย (research proposal)
  • 6. The Research Process Writing a research report Processing data Collecting data Writing a research proposal Selecting a sample Constructing an instrument for data collection Conceptualising a research design Formulating a research problem
  • 7. The Research Process Writing a research report Processing data Collecting data Writing a research proposal Selecting a sample Constructing an instrument for data collection Conceptualising a research design Formulating a research problem Step I Step VI Step V Step IV Step III Step II Step VIII Step VII 1.Reviewing the literature 2.Formulating a research problem 3.Identifying variables 4.Constructing hypotheses 7.Selecting a method of data collection 8.Establishing the validity and reliability of research instrument 9. Steps in collecting data 11.Writing a research proposal 13.Processing data 14.Displaying data 5.The research design 6.Selecting a study design 10.Sampling 12.Considering ethical issues in data collection 15.Writing a research report
  • 8. The Research Process Writing a research report Processing data Collecting data Writing a research proposal Selecting a sample Constructing an instrument for data collection Conceptualising a research design Formulating a research problem Consideration and steps in formulating a research problem Principle of scientific writing Methods of data processing:Use of computers and statistics Sampling theory and designs Methods and tools of data collection Research design:function Literature review Variables and hypotheses:definition and typology Study design Validity and reliability of the research tool Contents of the research proposal Field test of the research tool Editing of the data Developing a code book Coding Operational steps Required theoretical knowledge Required intermediary knowledge Conducting of the study What How
  • 9. Research Functional Dimension Research policy Research plan Research program Research sub-program Research project Research task Research activity
  • 10. ทำความเข้าใจ มิติหลักและองค์ประกอบการวิจัย (core and functional dimension) 1. ทิศทางการวิจัย (research direction) หมายถึง ลักษณะหรือแนวทางการทำวิจัยที่มุ่งไปสู่สิ่งที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต หากดำเนินการไปตามแนวทางนี้ ความคาดหวังยังไม่เป็นรูปธรรมที่เป็นตัวเลขที่กำหนดไว้ แต่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นโดยลำดับ ทั้งนี้ ทิศทางการวิจัยเปรียบเสมือนนโยบายวิจัย (research policy) 2 . แผนวิจัย (research plan) หมายถึง โครงร่างข้อกำหนดที่ ระบุเรื่องหรือลักษณะการดำเนินการในการทำวิจัยให้เป็นไป ในทางสอดคล้องกับทิศทางการวิจัยหรือนโยบายวิจัยที่ กำหนดไว้
  • 11. 3. แผนงานวิจัย (research program) หมายถึง แผนที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อดำเนินการวิจัย ประกอบด้วยโครงการวิจัย (research project) หลาย ๆ โครงการ หรืออาจเรียกว่า ชุดโครงการวิจัย โดยมีความสัมพันธ์หรือสนับสนุนซึ่งกันและกัน มีลักษณะบูรณาการ (integration) ทำให้เกิดองค์รวม (holistic ideology) เป็นการวิจัยสหสาขาวิชาการ (multi-disciplines) และครบวงจร (complete set) โดยมีเป้าหมายที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างชัดเจน 4. แผนงานวิจัยย่อย (research sub-program) หมายถึง หัวข้อการวิจัยภายใต้แผนงานวิจัย ซึ่งกำหนดลักษณะการทำงานวิจัยของโครงการวิจัย
  • 12. 5. โครงการวิจัย (research project) หมายถึง รูปการที่กำหนดหรือคิดไว้ในการดำเนินการวิจัย โดยมีแผนการแสดงหัวข้อรายละเอียดในการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ หรือทดลองอย่างมีระบบที่แน่นอน ซึ่งหน่วยงานหนึ่ง ๆ หรือหลายหน่วยงานจะร่วมกันดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง 6. โครงการวิจัยย่อย (research sub-project) หมายถึง หัวข้อการวิจัยภายใต้โครงการวิจัย ซึ่งระบุถึงการวิจัยที่ดำเนินการ
  • 13. 7. งานวิจัยย่อย (research task) หมายถึง เป็นขั้นสุดท้ายของแต่ละโครงการวิจัย (research project) 8. กิจกรรมวิจัย (research activity) หมายถึง การแสดงหัวข้อเรื่องวิจัยที่จะต้องปฏิบัติในงานวิจัยย่อย โครงการวิจัย และแผนงานวิจัย โดยให้สอดคล้องและเป็นลำดับกับแผนการดำเนินงาน (work plan) ที่กำหนดไว้
  • 14. ทำโครงการวิจัยเดี่ยว / อิสระ P1 P2 P3 P4 P6 P5 P7
  • 15. ทำชุดโครงการวิจัย P1 P2 P3 P4 P6 P5 P7 เป้าหมาย เดียวกัน
  • 16. แนวทางการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย
  • 17. แต่ละส่วนของข้อเสนอโครงการมีความสำคัญ
    • ชื่อโครงการ (Project title)
    • ความเป็นมาและความสำคัญของเรื่อง (Background and Justification)
    • วัตถุประสงค์ (Objectives)
    • ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ (Expected outputs)
    • ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Literature reviews)
    • แนวทางและวิธีการดำเนินการ (Research design or Methodology)
    • ผู้รับผิดชอบ (Working group)
    • ระยะเวลา (Time)
    • งบประมาณ (Budget)
    • เอกสารอ้างอิง (References)
    • ประวัตินักวิจัย
  • 18.
    • ความเชื่อมโยงของหัวข้อในข้อเสนอโครงการ
    • หลักการและเหตุผล เชื่อมกับปัญหา ความรุนแรงของปัญหา จึงต้องการแก้ปัญหา ( โดยการหาปัญญาเพื่อแก้ปัญหา )
    • วัตถุประสงค์ ต้องเป็นไป เพื่อแก้ปัญหา ( ไม่ใช่แค่ได้ปัญญา ) ตามที่ระบุใน หลักการและเหตุผล
    • ผลได้ ต้องทำให้ วัตถุประสงค์ บรรลุผล ( ถ้าเป็นการแก้ปัญหา ก็ต้องมีการ Implement ผลวิจัย )
    • วิธีการ ต้องทำแล้วได้ ผลได้ โดยวิธีการที่ “เร็ว” “ถูก” “ดี / แม่น / ยำ เชื่อถือได้” วิธีการจึงอยู่ในกรอบของ Acceptable lower limit (ALL) ของการใช้ทรัพยากร
    • งบประมาณ ต้องสอดคล้องกับกิจกรรมใน วิธีการ และเป็น ALL
  • 19.
    • ทุกหัวข้อ ในข้อเสนอโครงการ มีหน้าที่เฉพาะ ต้องเอาใจใส่เวลาเขียนและเมื่อเขียนเสร็จ ต้องถามกลับว่า แต่ละหัวข้อที่เขียนไปนั้นได้ทำหน้าที่ของมันสมบูรณ์แล้วหรือยัง
    ข้อเสนอโครงการที่มีการวางแผนหน้าที่ของ ทุกหัวข้อ / องค์ประกอบ ได้ ชัดเจน มีความสอดคล้อง และถูกต้อง ( หลักวิชาการ ) จะช่วยการันตีความสำเร็จของโครงการและช่วยให้การตีพิมพ์ผลงานง่ายขึ้น
  • 20. 1. เอกสารเชิงหลักการ หรือเอกสารแนวความคิด (Concept paper) 2. โครงการวิจัยเต็มรูป หรือโครงการวิจัยแบบสมบูรณ์ (Full proposal) การ เขียนข้อเสนอโครงการ ยื่น 1 หรือ 2 อย่างเดียว หรือ ยื่นทั้ง 1 และ 2
  • 21. เอกสารเชิงหลักการ (Concept paper) ไม่เกิน 5 หน้า
    • ชื่อโครงการ
    • ชื่อผู้เสนอ สถานที่ทำงาน หมายเลขโทรศัพท์และโทรสาร
    • วัตถุประสงค์ของการวิจัย
    • ประเด็นคำถามการวิจัย
    • แนวทางโดยสรุปที่จะใช้ในการตอบคำถามวิจัยที่ตั้งไว้
    • ผลได้ (Outputs) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ
    • ระยะเวลา
    • งบประมาณ และเอกสารอ้างอิง
    • ประวัติการทำงานและประสบการณ์ในการวิจัยของหัวหน้าโครงการ และ Key persons
  • 22. โครงการวิจัยเต็มรูป (Full proposal) 5 – 10 หน้า
    • ปก
    • บทสรุปย่อสำหรับผู้บริหาร (Executive summary)
    • ความเป็นมาและความสำคัญของเรื่อง
    • วัตถุประสงค์ของการวิจัย
    • คำถามหลักของการวิจัย
    • กรอบความคิด / ฐานความคิดที่ใช้ในการวิจัย
    • แนวทางการดำเนินการวิจัย (Research design or Methodology)
    • แผนการดำเนินงาน / ขั้นตอนการวิจัย (Gantt chart)
  • 23. โครงการวิจัยเต็มรูป (Full proposal) 5-10 หน้า ( ต่อ )
    • กระบวนการประสานความร่วมมือและแลกเปลี่ยนจากผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ( ถ้ามีผู้ใช้ )
    • ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการที่เป็นรูปธรรม
    • ผู้รับผิดชอบและหน่วยงานสนับสนุน ( ถ้ามี )
    • ระยะเวลา
    • งบประมาณ
    • เอกสารอ้างอิง
  • 24. ประเด็นการตรวจสอบโครงร่างวิจัยเพื่อให้ทุน
        • ความสอดคล้องระหว่างโครงร่างวิจัยที่เสนอกับ โครงการหลัก
        • ความชัดเจนของ ความเป็นมาและความสำคัญ ของเรื่อง คำถามวิจัย และความสามารถที่จะทำได้
        • ความสอดคล้องของ วัตถุประสงค์กับวิธีการดำเนินการวิจัย เช่น วิธีการรวบรวมข้อมูล ฯลฯ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ความสมเหตุสมผล
  • 25. ประเด็นการตรวจสอบโครงร่างวิจัยเพื่อให้ทุน ( ต่อ )
        • การตรวจสอบ ทฤษฎี ผลงานวิจัย และสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้อง
        • ขั้นตอนการทำงานและระยะเวลา
        • คุณค่าของผลการวิจัยที่คาดว่าจะได้
        • - ความรู้พื้นฐาน
        • - องค์ความรู้ใหม่
        • - องค์ความรู้เก่าที่ต้องการยืนยัน
        • - การพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ การพัฒนาสังคม ฯลฯ
        • 7. งบประมาณ
  • 26. ความสำคัญของการสำรวจเอกสาร
      • 1. รู้ว่าใครทำมาแล้วบ้าง ทำอย่างไร ได้ผลอย่างไร - ไม่ให้เสียเวลาทำซ้ำ - ไม่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ - จากที่คนอื่นทำไว้นั้นเราควรทำอะไร อย่างไร
      • 2. เพื่อให้ได้คำตอบที่เร็วและลงทุนถูกที่สุด
      • 3. แสดงให้เห็นว่าผู้เสนอโครงการมีความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องที่จะทำเพียงไร
  • 27. ผู้วิจัย มีปัญหา ในการ review literature ขาดการสรุป เกี่ยวกับสถานะขององค์ความรู้ (Status of Knowledge)
  • 28. หัวข้อวิจัย (research topic) Review theory เพื่อเลือก ทฤษฎีในการมองปัญหา Review งานวิจัย เพื่อกำหนดคำถามในการวิจัย (research question)
  • 29. นั่นคือ เลือกทฤษฎี และงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง ได้แล้ว อ่านในรายละเอียด เพื่อ สร้างปัญหาวิจัย (research problem) ให้ได้ โดยใช้ กระบวนการของการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process)
  • 30. ความรู้มี 2 ประเภท 1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) 2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
  • 31. Ikujiro Nonaka และ Hirotaka Takeuchi เขียนบทความใหม่ขึ้นมาเกี่ยวกับการบริหารความรู้ ชื่อว่า The Wise Leader และพยายามขยายองค์ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับ Knowledge Management ออกไปในอีกมิติหนึ่ง
  • 32. ได้พยายามชี้ให้เห็นว่าถึงแม้องค์กรต่างๆ จะเริ่มมีการบริหารความรู้กันมากขึ้น แต่ผลของการบริหารความรู้นั้นก็ไม่ได้ทำให้คนที่เป็นผู้นำมีความสามารถมากขึ้น หรือ ฉลาดขึ้น ( Wise Leadership) ซึ่งทั้งคู่พบว่าปัญหาเกิดขึ้นจากสาเหตุ 2 ประการ คือการที่ไม่ได้ใช้ความรู้อย่างถูกต้องและเหมาะสม และไม่ได้สร้างหรือสะสมความรู้ที่ถูกต้อง
  • 33. ภาวะผู้นำในปัจจุบันจะต้องบริหารภายใต้สภาวะที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องสามารถเชื่อมโยงระหว่างการบริหารกับการมองภาพไปในอนาคต ในช่วงหลัง Nonaka และ Takeuchi จึงได้พยายามเสาะหาความรู้ชนิดใหม่ที่จะเหมาะสมกับการบริหารงานในปัจจุบัน และพบว่าการใช้ Explicit และ Tacit Knowledge เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอแล้ว
  • 34. ผู้บริหารที่ดีจะต้องใช้ความรู้ประเภทที่สาม เข้ามาช่วย นั่นคือสิ่งที่เขาทั้งคู่เรียกว่า Practical Wisdom ซึ่งเป็น Tacit Knowledge ชนิดหนึ่งที่ผู้บริหารได้มาจากประสบการณ์ ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจและเลือกปฏิบัติได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นไปตามค่านิยมที่ยึดถือ
  • 35. เมื่อดูไปในรายละเอียดของ Practical Wisdom ก็พบว่าเป็นความรู้จากประสบการณ์ที่ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องตามหลักจริยธรรม ดูเหมือนว่าผู้เขียนทั้งสองคนพยายามโยงเรื่องของจริยธรรม เข้ากับเรื่องของ Knowledge Management ให้มากขึ้น และได้ให้ชื่อสำหรับผู้บริหารที่สามารถนำองค์กรด้วย Practical Wisdom ว่าเป็น Phronetic Leaders
  • 36. ใน course นี้ ต้องการให้นักศึกษา ผู้เรียน รู้จักสร้างและใช้ practical Wisdom เพื่อให้สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลง (change management) และ เตรียมตัวเป็น wise leader เมื่อจบไปแล้ว
  • 37. 1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือ สัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือ การคิดเชิงวิเคราะห์ บางคนจึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม
  • 38. 2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม
  • 39. กระบวนการของความรู้
    • Tacit Knowledge ปัญญา (wisdom)
    • การตัดสินใจ คุณค่า
    • ประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรู้ (knowledge)
    • ความตระหนัก ความตระหนัก
    • Explicit Knowledge สารสนเทศ (information)
    • เหตุการณ์ ข้อมูล (data) สัญลักษณ์
  • 40. Externalization Internalization Combination การ จัดการ ความรู้ คือการ สร้าง “ เกลียวความรู้ ” ให้เกิดขึ้นเพื่อนำมาใช้ แก้ปัญหา / พัฒนางาน ความรู้ หมุนเวียนเคลื่อนที่ ได้ ตามกระบวนการ SECI หรือ Knowledge Spiral ของ Nonaka Tacit Tacit Socialization Explicit Explicit
  • 41. ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล สารสนเทศ ความรู้และปัญญา ปัญญา Knowledge Information Data Wisdom
  • 42. กระบวนการจัดการความรู้ ( Knowledge Management Process) 1. การบ่งชี้ความรู้ ( Knowledge Identification) 2. การสร้างและแสวงหาความรู้ ( Knowledge Creation and Acquisition) 3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) 4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ ( Knowledge Codification and Refinement) 5. การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access) 6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) 7. การเรียนรู้ (Learning) เราต้องมีความรู้เรื่องอะไร เรามีความรู้เรื่องนั้นหรือยัง ความรู้นั้นทำให้เกิดประโยชน์กับองค์กรหรือไม่ ทำให้องค์กรดีขึ้นหรือไม่ มีการแบ่งปันความรู้ให้กันหรือไม่ เรานำความรู้มาใช้งานได้ง่ายหรือไม่ ความรู้อยู่ที่ใคร อยู่ในรูปแบบอะไร จะเอามาเก็บรวมกันได้อย่างไร จะแบ่งประเภท หัวข้ออย่างไร จะทำให้เข้าใจง่ายและสมบูรณ์อย่างไร
  • 43. กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process) เป็นกระบวนการแบบหนึ่งที่จะช่วยให้องค์กรเข้าใจถึงขั้นตอนที่ทำให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้ หรือพัฒนาการของความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน
  • 44. 1. การบ่งชี้ความรู้ ( Knowledge Identification) เช่นพิจารณาว่า วิสัยทัศน์ / พันธกิจ / เป้าหมาย คืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องรู้อะไร , ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง , อยู่ในรูปแบบใด , อยู่ที่ใคร
  • 45. 2. การสร้างและแสวงหาความรู้ ( Knowledge Creation and Acquisition) เช่น การสร้างความรู้ใหม่ , แสวงหาความรู้จากภายนอก , รักษาความรู้เก่า , กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว
  • 46. 3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้ อย่างเป็นระบบในอนาคต
  • 47. 4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ ( Knowledge Codification and Refinement) เช่นปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน , ใช้ภาษาเดียวกัน , ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์
  • 48. 5. การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access) เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้นั้นเข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), Web board , บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
  • 49. 6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็น เอกสาร , ฐานความรู้ , เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge อาจจัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน , กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม , ชุมชนแห่งการเรียนรู้ , ระบบพี่เลี้ยง , การสับเปลี่ยนงาน , การยืมตัว , เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น
  • 50. 7. การเรียนรู้ (Learning) ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่น เกิดระบบการเรียนรู้จาก สร้างองค์ความรู้ > นำความรู้ไปใช้ > เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง
  • 51. แนวคิดเรื่อง KM เรียนรู้ / ยกระดับ รวบรวม / จัดเก็บ นำไปปรับใช้ เข้าถึง / ตีความ ความรู้เด่นชัด Explicit Knowledge ความรู้ซ่อนเร้น Tacit Knowledge สร้าง / ยกระดับ มีใจ / แบ่งปัน เรียนรู้ร่วมกัน เน้น “ 2T” Tool & Technology เน้น “ 2P” Process & People create/leverage care & share access/validate capture & learn store apply/utilize
  • 52. ให้เขียน Concept Paper ส่ง ภายใน วันที่ 26 มิ . ย . 54 เพื่อ บ่งชี้ความรู้ ( Knowledge Identification) และ สร้างและแสวงหาความรู้ ( Knowledge Creation and Acquisition) ในชั่วโมงวันจันทร์ ที่ 27 มิ . ย . 54
  • 53. ในการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย ให้ใช้แบบ ภค -1 ย /5 5   แบบเสนอโครงการวิจัย ( Research Project ) ประกอบการเสนอของบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 255 5 Download ได้ใน http://www.nrct.go.th/index.php?mod=contents&req =view&id=1209