การเขียนโครงร่าง

34,933 views

Published on

การสรุปสาระสำคัญในการเขียนหัวข้อโครงร่าง
การวิจัย

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
34,933
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
146
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

การเขียนโครงร่าง

  1. 1. การเขียนโครงร่างงานวิจัย
  2. 2. การเขียนโครงร่างงานวิจัย <ul><li>วิจัยคือ ? </li></ul><ul><li>การหาความจริงตามธรรมชาติ </li></ul><ul><li>ใช้กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ระเบียบ และมีแบบแผน </li></ul><ul><li>อาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ </li></ul>
  3. 3. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ <ul><li>กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ ? </li></ul><ul><li>กำหนดปัญหา </li></ul><ul><li>ตั้งสมมติฐาน </li></ul><ul><li>ศึกษาค้นคว้าทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐาน </li></ul><ul><li>สรุปและวิเคราะห์ผล </li></ul>
  4. 4. การศึกษาใดเป็นงานวิจัยบ้าง ? <ul><li>เกณฑ์การพิจารณา </li></ul><ul><li>มีการดำเนินตามวิธีการวิจัยอย่างสมบูรณ์ </li></ul><ul><li>มีการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระเบียบ ลึกซึ้ง และเป็นระบบ </li></ul><ul><li>สร้างองค์ความรู้ขึ้นมาใหม่ ๆ </li></ul><ul><li>มีความน่าเชื่อถือ </li></ul>
  5. 5. ความน่าเชื่อถือของงานวิจัยพิจารณาจาก <ul><li>ความน่าเชื่อถือของวิธีการหรือขบวนการในการดำเนินงานวิจัย </li></ul><ul><li>ความคลาดเคลื่อนของการทำวิจัยนั้น ๆ ต้องน้อยที่สุด </li></ul>
  6. 6. ความคลาดเคลื่อนหรือความเท็จจากการวิจัย <ul><li>แบ่งได้เป็น 2 ประเภท </li></ul><ul><li>Systemic error (Bias) </li></ul><ul><li>Random error (Noise) จากการบังเอิญ </li></ul>
  7. 7. วิธีการป้องกันความคลาดเคลื่อน ที่เกิดจากงานวิจัย <ul><li>มาตรการในการป้องกันความคลาดเคลื่อน </li></ul><ul><li>มีการกำหนดรูปแบบงานวิจัยที่เหมาะสม </li></ul><ul><li>มีระเบียบวิธีการวิจัยที่เหมาะสม </li></ul><ul><li>เลือกใช้สถิติที่เหมาะสม </li></ul>
  8. 8. ขั้นตอนการทำวิจัย <ul><li>การกำหนดประเด็นปัญหาที่สนใจ </li></ul><ul><li>ทบทวนองค์ความรู้จากเอกสารและรายงานการวิจัย ที่เกี่ยวข้อง </li></ul><ul><li>2.1. สภาพปัญหาอุปสรรคของประเด็นปัญหาที่สนใจ </li></ul><ul><li>2.2. เนื้อหา ทฤษฏีและแนวความคิดของประเด็นปัญหานั้น </li></ul><ul><li>2.3. ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง </li></ul><ul><li>2.4. รูปแบบการวิจัย เทคนิคและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการวิจัย </li></ul><ul><li>การกำหนดหัวข้อเรื่องให้อยู่ในกรอบแนวคิด (Conceptual framework) </li></ul>
  9. 9. ขั้นตอนการทำวิจัย ( ต่อ ) <ul><li>การกำหนดกรอบแนวติด </li></ul><ul><li>4.1 ประเด็นหลัก ( Key word, main idea) </li></ul><ul><li>4.2 ปัญหาของงานวิจัยที่ต้องการทราบ </li></ul><ul><li>4.3 ตัวแปรการวิจัย ความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปร </li></ul><ul><li>4.4 ขอบเขตเกี่ยวกับประชากรในการวิจัย </li></ul><ul><li>4.5 รูปแบบการวิจัย </li></ul><ul><li>4.6 ข้อตกลงเบื้องต้นและเงื่อนไขในการทำการวิจัย </li></ul><ul><li>ปรับหัวข้ออีกครั้งให้สอดคล้องกับกรอบแนวคิด </li></ul>
  10. 10. ขั้นตอนการทำวิจัย ( ต่อ ) <ul><li>6. คุณค่าของงานวิจัย </li></ul><ul><li>6.1 เป็นประเด็นปัญหาใหม่ที่ไม่ซ้ำซ้อนกับคนอื่น </li></ul><ul><li>6.2 มีความสำคัญ ทั้งการเสริมสร้างความรู้ใหม่ และ การนำเอาผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ </li></ul><ul><li>6.3 ประเด็นปัญหาน่าสนใจของทั้งตัวผู้วิจัยและ ผู้ที่เกี่ยวข้อง </li></ul><ul><li>6.4 ไม่กว้างหรือแคบเกินไป มีเนื้อหาสาระมากพอ </li></ul>
  11. 11. ขั้นตอนการทำวิจัย ( ต่อ ) <ul><li>6. คุณค่าของงานวิจัย ( ต่อ ) </li></ul><ul><li>6.5 สามารถรวบรวมข้อมูลมาทดสอบได้ ในงบประมาณและเวลาที่พอเหมาะ </li></ul><ul><li>6.6 มีงบประมาณเพียงพอ </li></ul><ul><li>6.7 ไม่เสี่ยงอันตราย ทั้งต่อตนเองและส่วนรวม </li></ul><ul><li>6.8 สามารถหา หรือสร้างทักษาะพิเศษได้ ( ถ้ามี ) </li></ul><ul><li>6.9 มีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในการทำงานวิจัย </li></ul>
  12. 12. ขั้นตอนการทำวิจัย ( ต่อ ) <ul><li>7. เลือกรูปแบบในการทำการวิจัย </li></ul><ul><li>8. กำหนดขนาดประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง </li></ul><ul><li>9. สร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล </li></ul><ul><li>10. การเก็บข้อมูล </li></ul><ul><li>11. จัดการและวิเคราะห์ข้อมูล </li></ul><ul><li>12. แปลผลและเขียนรายงาน </li></ul><ul><li>13. จัดทำเอกสารอ้างอิงและภาคผนวก </li></ul>
  13. 13. โครงร่างงานวิจัยคืออะไร <ul><li>แบบแปลนหรือแผนในการการแสวงหาความรู้โดยแสดงให้เห็นความสำคัญและความเป็นไปได้ในการดำเนินการให้ บรรลุตามจุดมุ่งหมายได้ เพื่อนำเสนอขอรับการสนับสนุนหรือความเห็นชอบในการอนุมัติให้ดำเนินการ </li></ul>
  14. 14. ทำไมต้องเขียนโครงร่างการวิจัย <ul><li>เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ ในโครงร่างการวิจัยนั้น </li></ul><ul><li>ให้ผู้วิจัยได้มีโอกาสชี้แจงรายละเอียดการศึกษาวิจัย และกรอบแนวคิดของงานวิจัย </li></ul><ul><li>เป็นสื่อระหว่างผู้ร่วมทำโครงการวิจัย ให้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน </li></ul>
  15. 15. การเขียนโครงร่างงานวิจัย <ul><li>1. หัวข้อการวิจัยหรือชื่อเรื่อง (The Tiltle) </li></ul><ul><li>2. ความสำคัญและที่มาของปัญหางานวิจัย (Background & Rationale) </li></ul><ul><li>3. ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (Review of Related Literatures) </li></ul><ul><li>4. คำถามของการวิจัย (Research Questions) </li></ul><ul><li>5. วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) </li></ul>
  16. 16. การเขียนโครงร่างงานวิจัย ( ต่อ ) <ul><li>6. สมมติฐาน (Hypothesis) ( ถ้ามี ) </li></ul><ul><li>7. กรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual framework) ( ถ้ามี ) </li></ul><ul><li>8. ข้อตกลงเบื้องต้น (Assumption) ( ถ้ามี ) </li></ul><ul><li>9. คำสำคัญ (Key words) </li></ul><ul><li>10. การให้คำนิยามเชิงปฏิบัติที่จะใช้ในการวิจัย (Operational Definition) ( ถ้ามี ) </li></ul>
  17. 17. การเขียนโครงร่างงานวิจัย ( ต่อ ) <ul><li>11. รูปแบบการวิจัย (Research Design) </li></ul><ul><li>12. ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) </li></ul><ul><li>13. การรวบรวมข้อมูล (Data Collection) </li></ul><ul><li>14. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) </li></ul><ul><li>15. ปัญหาทางจริยธรรม (Ethical considerations) </li></ul><ul><li>16. ข้อจำกัดในการวิจัย (Limitation) </li></ul>
  18. 18. การเขียนโครงร่างงานวิจัย ( ต่อ ) <ul><li>17. ผลหรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย (Expected Benefits) </li></ul><ul><li>18. อุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการวิจัยและมาตรฐานในการแก้ไข </li></ul><ul><li>19. การบริหารงานวิจัยและตารางการปฏิบัติงาน (Administration&Time Schedule) </li></ul><ul><li>20. งบประมาณ (Budget) </li></ul><ul><li>21. เอกสารอ้างอิง (References) </li></ul><ul><li>22. ภาคผนวก (Appendix) ( ถ้ามี ) </li></ul>
  19. 19. การกำหนดประเด็นปัญหาที่สนใจ <ul><li>ความแตกต่างของบุคคลเป็นตัวกำหนดประเด็นปัญหา </li></ul><ul><li>ประเด็นปัญหาบางอย่างเมื่อนำมาพิจารณาด้วยเหตุผลอาจไม่ใช่ประเด็นปัญหาก็ได้ </li></ul><ul><li>ประเด็นปัญหาบางอย่างทำไม่ได้เพราะ เพ้อฝันเกินไป </li></ul>
  20. 20. ข้อพิจารณาในการเลือกหัวข้อ <ul><li>เป็นหัวข้อที่ผู้วิจัยสนใจ ชอบ อยากศึกษา อาจเพราะมีความรู้อยู่ก่อน หรือมีประสบการณ์เดิม </li></ul><ul><li>มีความสำคัญ มีประโยชน์ และคุ้มค่า ต่อการทำการศึกษา </li></ul><ul><li>- ได้องค์ความรู้ใหม่ (Basic research) </li></ul><ul><li>- นำผลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ได้ (Applied research) </li></ul>
  21. 21. ข้อพิจารณาในการเลือกหัวข้อ ( ต่อ ) <ul><li>หัวข้อไม่แคบ หรือง่ายเกินไป ซึ่งใช้สามัญสำนึกหรือเหตุผลทางวิชาการ หรือข้อมูลที่มีอยู่ช่วยในการอธิบายเพื่อหาคำตอบได้ </li></ul><ul><li>ไม่ซ้ำซ้อนกับงานวิจัยที่มีอยู่แล้ว </li></ul><ul><li>สามารถทำการวิจัยนั้นๆ ได้ </li></ul>
  22. 22. หัวข้อหรือชื่อเรื่อง (The Title) <ul><li>เป็นส่วนดึงดูดความสนใจจุดแรก ของ โครงร่างงานวิจัยทั้งโครงการ </li></ul><ul><li>หยิบยกเอาคำสำคัญหรือ key words ของเรื่องที่จะทำวิจัยมาประกอบเป็นชื่อเรื่อง </li></ul>
  23. 23. หัวข้อหรือชื่อเรื่อง (The Title) ( ต่อ ) <ul><li>การเขียนชื่อเรื่องของงานวิจัย </li></ul><ul><li>ใช้ภาษาที่ง่าย กะทัดรัดและชัดเจน คลอบคลุมปัญหาที่จะศึกษาทั้งหมด </li></ul><ul><li>บอกว่าศึกษาอะไร กับใคร ของใคร ที่ไหน เมื่อไร </li></ul><ul><li>ไม่สั้นมากเกินไป </li></ul><ul><li>ไม่ควรใช้คำย่อมากเกินไป และควรใช้ภาษาเดียว </li></ul>
  24. 24. ความสำคัญและที่มาของปัญหา <ul><li>แสดงความสามารถเบื้องต้นของผู้วิจัย ให้เห็นว่ามีความรู้พื้นฐานและเข้าใจปัญหา ที่เกิดขึ้นได้ สามารถ เชื่อมโยงเข้าสู่กรอบแนวคิด ของการวิจัยนี้ได้ </li></ul><ul><li>เจาะลึกให้เป็นปัญหาที่แท้จริง ตีกรอบปัญหา ให้แคบ พยายามตั้งเป็นคำถามวิจัยและ ทำ line listing คิดอะไรให้เขียนไว้ </li></ul>
  25. 25. ความสำคัญและที่มาของปัญหา ( ต่อ ) <ul><li>บอกเหตุผลที่ต้องทำการวิจัย โดยมีข้อมูลสนับสนุน เช่น สถิติต่าง ๆ ที่แสดงถึงปัญหาที่เกิด ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา งานวิจัยนี้สามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างไรบ้าง </li></ul><ul><li>ที่มาของปัญหาในการวิจัย เกี่ยวกับปัญหาที่ต้องตอบ และคำถามของปัญหานั้น ๆ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตการวิจัย และแนวทางกว้าง ๆ ในการตอบคำถามวิจัย </li></ul>
  26. 26. การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (Literature Review) <ul><li>ก่อนที่จะเริ่มงานวิจัยนั้น ๆ ต้องมีการทบทวนวรรณกรรม ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราจะทำวิจัย อย่างละเอียดและรอบคอบ </li></ul>
  27. 27. การศึกษารายงานอื่นที่เกี่ยวข้อง <ul><li>ศึกษาเรื่องอะไร ? ปัญหาของการวิจัยคืออะไร ? </li></ul><ul><li>สภาพ ขอบเขตและปริมาณของปัญหา </li></ul><ul><li>ประเมินการวินิจฉัยโรค </li></ul><ul><li>ศึกษาธรรมชาติของโรค </li></ul><ul><li>ศึกษาต้นเหตุของปัญหา </li></ul><ul><li>หากลวิธีในการแก้ปัญหา </li></ul><ul><li>การวิจัยปฏิบัติการ </li></ul>
  28. 28. การทบทวนวรรณกรรมเอาข้อมูลมาจากที่ใด ? <ul><li>วารสาร เอกสาร ตำรามาตรฐาน </li></ul><ul><li>Current Contents </li></ul><ul><li>Index Medicus </li></ul><ul><li>Science Citation Index </li></ul><ul><li>MEDLINE etc. </li></ul>
  29. 29. วิจารณญาณในการประเมินบทความ <ul><li>ความน่าเชื่อถือ ของวรรณกรรมที่ใช้อ้างอิง </li></ul><ul><li>สามารถนำข้อมูลจากวรรณกรรมที่ทบทวนนั้นมาประยุกต์ให้เข้ากับเรื่องที่ทำการศึกษาได้หรือไม่ </li></ul>
  30. 30. การเขียน Literature Review <ul><li>การเขียนโครงร่างงาน ควรบรรยายในลักษณะ การสรุปวิเคราะห์ ดังกล่าวมาแล้ว ไม่ใช่นำรายงานเหล่านั้น มาย่อ หรือยกเอาบทคัดย่อ (Abstract) ของแต่ละบทความ มาปะติดปะต่อกัน เพราะจะทำให้เหตุผลต่าง ๆ อ่อนลงไปมาก </li></ul>
  31. 31. คำถามของการวิจัย (Research Questions) <ul><li>การกำหนดคำถามของงานวิจัย ให้นิยามปัญหานั้น อย่างชัดเจน </li></ul><ul><li>ปัญหาที่ชัดเจน ช่วยให้ผู้วิจัย กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ตั้งสมมติฐาน </li></ul><ul><li>นิยามตัวแปรที่สำคัญ และระบุตัวแปรของงานวิจัยให้ชัดเจน </li></ul><ul><li>คำถามของการวิจัยต้องเหมาะสมหรือสัมพันธ์ กับเรื่อง ที่จะศึกษา </li></ul>
  32. 32. วัตถุประสงค์การวิจัย <ul><li>บ่งชี้ถึงสิ่งที่จะทำ ขอบเขต และคำตอบที่คาดว่าจะได้รับ </li></ul><ul><li>การตั้งวัตถุประสงค์ ต้องให้สมเหตุสมผล </li></ul><ul><li>โดยทั่วไป วัตถุประสงค์อาจจำแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ </li></ul><ul><li>วัตถุประสงค์ทั่วไป (General Objective) จะกล่าวถึงสิ่งที่คาดหวัง (implication) </li></ul><ul><li>วัตถุประสงค์เฉพาะ (Specific Objective) พรรณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในงานวิจัยนี้ ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดว่า จะทำอะไร โดยใคร มากน้อยเพียงไร ที่ไหน เมื่อไร และเพื่ออะไร </li></ul>
  33. 33. สมมติฐานของการวิจัย (Hypothesis) <ul><li>การตั้งสมมติฐาน เป็นการคาดคะเน (predict) หรือการทำนายคำตอบของปัญหา อย่างมีเหตุผล จึงมักเขียนในลักษณะ การแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรอิสระ (Independent variables) และตัวแปรตาม (Dependent variable) </li></ul>
  34. 34. สมมติฐานของการวิจัย (Hypothesis) <ul><li>ทำหน้าที่เป็นทิศทางและแนวทางในการวิจัย </li></ul><ul><li>สมมติฐานที่ตั้งขึ้น ไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป แต่ถ้าทดสอบแล้วผลสรุปเป็นความจริง ก็จะทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นได้ </li></ul>
  35. 35. กรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual Framework) <ul><li>เป็นการกำหนดขอบเขตของแนวทางงานวิจัย นิยมทำเป็นแผนภูมิ </li></ul>
  36. 36. ข้อตกลงเบื้องต้นในการศึกษาวิจัย (Assumption) แจ้งรูปแบบและวิธีการวิจัยให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยทราบก่อนเสมอ
  37. 37. รูปแบบการวิจัย <ul><li>รูปแบบการวิจัยที่เหมาะสมจะช่วยลด อคติหรือ Systematic error </li></ul><ul><li>รูปแบบการวิจัยที่ดี เป็นโครงสร้างของบ้าน </li></ul><ul><li>ระเบียบวิธีวิจัยที่ดี เป็นการตกแต่งภายใน </li></ul><ul><li>แบ่งการวิจัยได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ </li></ul><ul><li>- การวิจัยโดยการสังเกต (Observational research) </li></ul><ul><li>- การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) </li></ul>
  38. 38. Observational Research <ul><li>การวิจัยเชิงพรรณา (Descriptive Study): ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ </li></ul><ul><li>การวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytical Study): มีกลุ่มเปรียบเทียบ </li></ul><ul><li>- การศึกษา ณ . จุดใดจุดหนึ่ง (Cross-sectional Study) </li></ul><ul><li>- การศึกษาไปข้างหน้า (Cohort or Perspective) </li></ul><ul><li>- การศึกษาย้อนหลัง (Case-control of Retrospective) </li></ul>
  39. 39. การเลือกรูปแบบวิจัยตามคำถามของการวิจัย คำถามหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย รูปแบบการวิจัยที่ควรเลือก <ul><li>ศึกษาขนาดของปัญหา </li></ul><ul><li>ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของโรค </li></ul><ul><li>ศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของเครื่องมือในการวินิจฉัยโรค </li></ul><ul><li>ศึกษาต้นเหตุของโรค </li></ul><ul><li>ประเมินผลการให้บริการ </li></ul>การวิจัยโดยการสังเกตเชิงพรรรณา การวิจัยโดยการสังเกตเชิงพรรรณา การวิจัยโดยการสังเกตเชิงพรรรณา การวิจัยโดยการสังเกตเชิงวิเคราะห์ การวิจัยโดยการทดลอง
  40. 40. ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) <ul><li>ประชากร (Population) และตัวอย่าง (Sample) </li></ul><ul><li>การสังเกตและการวัด (Observation&Measurement) </li></ul><ul><li>ถ้ารูปแบบการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ก็ต้องมี การกำหนดสิ่งที่ต้องการทดสอบหรือ intervention </li></ul>
  41. 41. ประชากรและตัวอย่าง (Population&Sample) <ul><li>หลักเกณฑ์ในการคัดเลือก (Diagnostic criteria) </li></ul><ul><li>- กฏเกณฑ์ในการคัดเลือกเข้ามาศึกษา (Inclusion criteria) </li></ul><ul><li>- กฏเกณฑ์ในการตัดออกจากการศึกษา (Exclusion criteria) </li></ul>
  42. 42. สรุปขั้นตอนการเขียนโครงร่างงานวิจัย <ul><li>หัวข้อการวิจัย </li></ul><ul><li>ผู้วิจัยเป็นใคร </li></ul><ul><li>ความสำคัญและที่มาของปัญหา </li></ul><ul><li>วัตถุประสงค์การวิจัย </li></ul><ul><li>ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ </li></ul><ul><li>5.1. จากความรู้ที่เกิดขึ้น </li></ul><ul><li>5.2 หน่วยงานหรือบุคคลที่จะได้รับประโยชน์ </li></ul>
  43. 43. สรุปขั้นตอนการเขียนโครงร่างงานวิจัย <ul><li>6. ขอบเขตและข้อจำกัดในงานวิจัย รวมไปถึงข้อตกลงเบื้องต้น </li></ul><ul><li>7. กรอบแนวคิดรวบยอดของการวิจัย </li></ul><ul><li>8. คำจำกัดความที่ใช้ในงานวิจัย </li></ul><ul><li>9. เอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง </li></ul><ul><li>10. ระเบียบวิธีวิจัย </li></ul><ul><li>11. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย </li></ul><ul><li>12. แผนการดำเนินงาน </li></ul><ul><li>13. งบประมาณที่ใช้ในงานวิจัย </li></ul>

×