02life

1,030 views
964 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,030
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
7
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

02life

  1. 1. คําวาชีวิต คืออะไร มาจากไหน ?
  2. 2. คําวาชีวิต มาจากคําวาชีวะ แปลวา เปน อยู คือ
  3. 3. อะไร, เปน, มี, อยู
  4. 4. ชีวิต หมายถึง อยางไร
  5. 5. หมายถึง การเปนไป, ดําเนินไป, เคลื่อนไหว
  6. 6. มีวิเคราะหเปนภาษาบาลีวา
  7. 7. ธมมชาเตน ชีวตีติ = ชีวิตแปลวา สิ่งใดยอม (เปน, อยู, คือ) ตามธรรมชาติสิ่งนั้นเรียกวาชีวิต
  8. 8. ชีวิต ภาษาอังกฤษตรงกับคําวาLife living Thing collectively in general plants, preple.
  9. 9. ชีวิตมาอยางไร / จากไหน / เมื่อไร
  10. 10. ทฤษฎี 99 1 มาจากอะไร มาจาก 0 0 คืออะไร0 คือ ไมมี และไมมีคือวาง และวางก็คือ 0
  11. 11. สมศักดิ์ = (พอ , แม) - ปูยา - ทวด - โครต -โครต ๆ โครตของโครต ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ 1,000,000 (หนึ่งลาน) ก็มาจากหนึ่ง 1 ก็มาจาก 0
  12. 12. กําเนิดชีวิตในทรรศนะตาง ๆ
  13. 13. ทรรศนะของนักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร
  14. 14. อับเบ จอรจ ลือมาเทรจ(Abbe George Lemaitre 1894-1966) นักวิทยาศาสตรชาวเบลเยี่ยม เสนอทฤษฎี (Big Bang Theory)(การระเบิดครั้งใหญย่ิงหรือทฤษฎีฟองไข) เซลลเดียวหลายเซลล (complex cells)
  15. 15. ชาลล ดารวิน Charles Darwin นักวิทยาศาสตรชาวอังกฤษกําเนิดจากเซลลเดียวและหลายเซลล (complex cells)
  16. 16. ธาเลส Thales = มาจาก น้ําอาแนกซิมิเนส Anaximenes =มาจาก อากาศเซโนพาเนส Zenophanes = มาจากดินเดโมคริตุส Democritus = มาจากรวมตัวของธาตุ 4
  17. 17. สังคมวิทยา = มนุษย วิวัฒนาการ มาจากสัตวประเภทลิง
  18. 18. ศาสนาพุทธเกิดจากธาตุ 4ดิน , น้ํา , ไฟ , ลมธาตุ คือ สภาวะที่มีอยู, ทรงอยูธร ธาตุ ในความทรงไว/และมีอยู
  19. 19. ทรรศนะศาสนาคริสตชีวิตมาจาก = พระเจา
  20. 20. พระตรีเอกนุภาพ ผูสรางพระยะโฮวา พระบิดาผู ไถ บ าป (พระเย ซู )ผูเสด็จเพื่อนําทาง พระบุตร พระจิตชวยเหลือมนุษยสู หรือพระ พระเจา วิณญาณ อันบริสุทธิ์ รวมกันเปนพระเจาองคเดียว
  21. 21. ทรรศนะศาสนา อิสลามมาจากพระเจา ศาสนาฮินดู มาจากพระเจา
  22. 22. ทรรศนะนักวิทยาศาสตรใชคําวา สสาร ที่เรียกวา อนินทรีย วิวัฒนาการเปน อินทรีย
  23. 23. องคประกอบของชีวิต มี 2 สวนภายนอก กาย รูปภายใน ใจ จิต นาม
  24. 24. มนะอุษย มน =ใจ อุษย = สูงมนุษย = แปลวาผูมีใจสูง
  25. 25. โครงสรางจิตมี 3 ระดับ1. จิตฝายต่ํา ID ควบคุมไมได2. จิตระดับกลาง Ego ควบคุมได3. จิตที่สงสุด Supergo จิตทีพฒนาแลว ู ่ ั
  26. 26. ชั่ว
  27. 27. ภูมิมนุษย สวรรค มนุษย นรก
  28. 28. สวรรค 7 ชั้น1. ชั้นจาตุมหาราชิกา2. ชั้นดาวดึงส3. ชั้นยามา4. ชั้นดุสิต5. ชั้นนิมมานรดี6. ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
  29. 29. อบายภูมทั้ง 4 ิ1. นรก2. เปรต3. อสุรกาย4. เดรัจฉาน
  30. 30. 1 วิชาจริยศึกษาเพือการพัฒนาตน ่ เรียบเรียงโดย อ.ปราโมทย สุวรรณา (M.A Philosophy)---------------------------------------------------------------------------------------------- ชีวตในคําสอนของพระพุทธศาสนาและศาสนาตางๆ ิ๑. ลักษณะของชีวิต “ชีวิต” ราชบัณฑิตยสถาน(๒๕๔๖: ๓๖๖) ไดใหความหมายไววา “หมายถึง ความเปนอยู” ตรงกันขามกับคําวา “อชีวิต” หรือ “อชีวะ คือ ความไมมีชีวิตหรือความตายเพราะกายสิ้นไออุนและวิญญาณ รากศัพทเดิมมาจากภาษาบาลีและสันสกฤตมาจากคําวา “ชีว ธาตุ” ซึ่งประกอบดวย “ ต ” ในกิรยากิตก ลง อิ อาคม สําเร็จรูปเปน “ชีวิต” ิ ในคัมภีรบาลี อภิธานนัปปทีปกาสูจิ ไดใหนิยาม ชีวิต ไววา ชีว : ชีวนฺติ สตฺตา เนนาติชี โ ว. ที่ ช่ื อ ว า ชี ว ะ เพราะอรรถวิ เ คราะห ที่ ม าสั ต ว ทั้ ง หลาย ย อ มเป น อยู ด ว ยเหตุ ป จ จั ย นั้ น(นาคะประทีป, ๒๔๖๔: ๔๕๐) ชีวิต : ชีว ปราณธารณ, โต. ชีวนฺติ อเนนาติ ชีวิตํ. ชีวธาตุเปนไปในอรรถวา ทรงไวซึ่งลมปราณ ลง ต ปจจัย จึงมีรูปเปน ชีวิต โดยมีอรรถวิเคราะหวา สัตวทั้งหลาย ยอมเปนอยูดวยการทรงไวซึ่งลมปราณนั้น ชีว (ชีวะ) น. ความอยู, ความเปนอยู , ใจ. ดวงวิญญาณ แตมักเรียกวา ชีโว คําวาชีวิต มีผูใหความหมายเอาไว ดังนี้ ๑. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ชีวิต คือ ความเปนอยู ๒. กลุมนักชีววิทยา ชีวิต คือ กบวนการ แหงการปรับตัวเอง ๓. กลุมจิตนิยม ชีวิต คือ การปรากฏระดับหนึ่งของวิญญาณที่สมบูรณ ๔. กลุมสสารนิยม ชีวิต คือ วิวัฒนาการของสสาร ๕. หลวงวิจิตรวาทการ ชีวิต คือ การตอสู ๖. เซ็คเปยร ชีวิต คือ ละครโรงใหญ ๗. อริสโตเติล ไดแบงทัศนะของชีวิต ไว ๓ ระดับ คือ ๗.๑ ชีวิตระดับพืช ชีวิตระดับนี้จะมีเฉพาะความตองการทางชีววิทยา เชน การหายใจ การกินอาหาร การขับถายและการสืบพันธ ๗.๒ ชีวิตระดับสัตว ชีวิตระดับนี้มีความตองการทางชีววิทยาและมีความรูสึกทางประสาทสัมผัส เชน การเห็น การฟง เปนตน
  31. 31. 2 ๗.๓ ชีวิตระดับมนุษย ชีวิตระดับนี้มีความตองการทางชีววิทยา มีความรูสึกทางประสาทสัมผั สและมีแนวความคิดทางดานการคนควาหาเหตุผล อันกอใหเ กิดวุฒิปญญา และคุณธรรมตาง ๆ มนุษยเปนสัตวโลกที่แตกตางจากสัตวอื่นตรงที่มีสมองขนาดใหญ ซึ่งเปนที่เกิดของปญญานํามารวมสรางลักญณะเหนือธรรมชาติ ( super organic ) ในวิถีชีวิต ซึ่งพัฒนาชีวิตทางสังคมของมนุษยใหเจริญงอกงามมากขึ้นทุกที คริสตศตวรรษที่ 20 นี้ มนุษยสามารถดํารงชีวิตอยูบนโลกดวยวิถีที่เหนือธรรมชาติอยางนาอัศจรรยสามารถคิดคนวิทยาการ นําเอาสิ่งแวดลอมทั้งปวงมาสรางปรับปรุง และดัดแปลง สรางประดิษฐกรรมใหม เพิ่มขึ้นตตลอดเวลา ชีวิตของมนุษยปจจุบัน จึงแตกตางจากบรรพกาลอยางยิ่งเพราะเปนชีวิตที่สามารถจัดการและสรางเสริมความสุขสําราญใหแกชีวิตตามที่ปารถนาไดดี ในสองสามศตวรรตนี้จึงไดเห็นปรากฏการณทางสังคมที่มนุษยภูมิภาคตางๆ ทั่วโลกรวมกันเปนกลุมหรือองคกรรวมมือรวมใจกันเพื่อพัฒนาวิถีเศรษญกิจการเมือง สังคมและวัฒนธรรมใหกาวหนา โดยเฉพาะในปลายคริสตศตวรรษที่ 20 กระบวนการรวมโลกเปนหนึ่งเดียวอยางที่เรียกวาโลกาภิวัตน ( Globalization ) เพื่อเพรกระจายความคิดวิทยาการ เทคโนโลยีและประดิษฐกรรม อยางกวางขวางแกชาวโลกทุกพื้นที่ ในศตวรรษใหมนอกจากมนุษยจะเปนกลุมชีวิตที่สุขสบายบนโลกนี้ มนุษยปรารถนาแสวงหาพื้นที่และกลุมพันธมิตรใหมในดวงดาวอื่นตอไป ๑.๑ การเกื้อกูลจิตวิญญาณของกลุมพวกและมนุษยดวยกัน ความปรารถนาทางสังคมหรือจิตใจนั้นมีอยูในมนุษยทั่วไป มนุษยตองการทําตนใหเกิดประโยชน มีคุณคา และเปนที่ชื่นชมในหมูของตน ในการดําเนินชีวิตทางสังคม มนุษยตองการกําลังใจ เกียรติยศ และความสําเร็จตามเปาหมายแหงชีวิต ซึ่งจะแสวงหาไดจากจิตที่มีคุณธรรมและสุนทรียภาพรวมกัน มนุษยใชปญญารวมกันสรางสมนําชีวิตของปจเจกบุคคลและเผาพันธุใหดําเนินและดํารงตอมาหลายชั่วรุน มนุษยสรางขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎระเบียบตางๆเพื่อจัดระบบและควบคุมมนุษยใหสามารถติดตอแลกเปลี่ยนและเกื้อกูลชีวิตทางสังคมแกกัน จนเกิดความมั่นคงและความมีภราดรภาพภายในกลกลุม แมยามทุกขยากและเกิดปญหามนุษยพยายามรวมมือกันฝาฟนอุปสรรคและแกปญหาจนลุลวงไป ดังนี้ มนุษยจึงตางเปนขวัญและกําลังใจตอกัน แสดงการยอมรับความชื่นชมยินดี และสรรเสริญคุณงามความดีของกัน จนเกิดความอบอุน ความประทับใจซึ่งสงเสริมจิตวิญญาณมนุษย ใหสูงยิ่งขึ้นไปมนุษยจึงสามารถรักษาเผาพันธุใหดําเนินชีวิตรวมกับมนุษยดวยกันและธรรมชาติแวดลอมดวยดีตลอดมา ๑.๒ ความเปนสัตวประเสริฐเหนือสรรพชีวิตอื่นบนโลก วิวัฒนาการของมนุษย รวมกับชีวิตอื่นบนโลกนานหลายหมื่นปไดประจักษชัดวา มนุษยนั้นมีววฒนาการแตกตางและพิเศษเหนือสัตวอื่นในโลก จนสามารถเรียกตนวาสัตวประเสริฐ ิั( wisdom animal ) หลายชั่วอายุขัยมนุษยที่มนุษยยังดํารงชีพอยูไดท้งมีการดําเนินชีวิตที่รุงเรืองอยาง ัไมมีส้นสุด มนุษยมพลังสรางสรรคที่จะจัดการกับชีวิตมนุษยและธรรมชาติอื่นๆ ดวยวิถีแหงปญญา ิ ี
  32. 32. 3วิทยาการ และเทคนิคใหม ที่เติบโตเร็วมาก ในสองสามศตวรรษนี้ ไดสรางชีวิตใหมที่ดีที่สุดใหแกมนุษย วิทยาการจักรกล อาทิ คอมพิวเตอร หุนยนต ตลอดจรชนการควบคุมเครื่องกลไรสายอื่น ทําใหมนุษยมีอิทธิพลมากขึ้นบนโลกและกาวไปมีอํานาจเหนือดาวอื่น อย า งไรก็ ต าม ธรรมชาติ บ างประการในตั ว มนุ ษ ย ไ ด ทํ า ลายมนุ ษ ย ด ว ยกั น และทํ า ลายธรรมชาติอื่นดวยความปรารถนาที่เกินกําลังจนเกิดกําลังจนเกิดเปนความโลภโกรธและหลงซึ่งเปนเหตุผลผลักดันใหมนุษยสวนหนึ่งตองเกิดความทุกขยากทางกาย หรือทางจิตใจชวงเวลาหนึ่งหรือตลอดชีวิตเพราะการแขงขัน แยงชิง กอบโกยผลประโยชน ใหแกตนเองหรือกลุมพวกตน จนละเลยตอมนุษยธรรมอยางสัตยประเสริฐไปได ดังนี้ปรากฏการณการทําลายลางมนุษยทั้งในระดับจุลภาคและภาคจึงพบในสังคมเสมอ เชน ปญหาสังคมปรากฏเสมอในทั่วไป โดยเฉพาะสงครามระหวางประเทศหรือสงครามโลกที่เกิดขึ้น ทั้งในประวัติศาสตรและปจจุบัน ๓. พลังสรางสรรคและทําลายสภาพแวดลอมบนโลก พลั ง มนุ ษ ย ช าติ ทั้ ง ในเชิ ง ปริ ม าณและเชิ ง คุ ณ ภาพตั้ ง แต บ รรรพกาลมี อิ ท ธิ พ ลต อ การเปลี่ ย นแปลงสภาวะแวดล อ มของโลก จํ า นวนพลโลกเพิ่ ม ขึ้ น เสมอมาโดยเฉพาะในปลายคริสตศตวรรษที่ 19 และ 20 นี้ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว จนกลาววาเปนการระเบิดทางประชากร( population explosion ) สถาบันขอมูลประชากรสหรัฐอเมริกา (1999) แสดงสถิติประชากร เมื่อเริ่มคริสตกาลประชากรโลกมีประมาณ 225 ลานคน ค.ศ.2025 คาดวาประชากรโลกมีกวา 7,800 ลานคนแรงกดดันดังนี้ มนุษยชาติตางเรงคิดคนประดิษฐกรรม เพื่อดูแลมนุษยจํานวนมหาศาลใหมีวิถีชีวิตที่อยูรวดจนถึงมีชีวิตที่ดีที่สุด จนทําใหมนุษยเปนผูพัฒนาและผูทําลายสรรพสิ่งแวดลอมบนโลกทั้งเจตนาและไมเจตนา ปญหายิ่งใหญที่มนุษยเผชิญหนาอยู คือ การเสื่อมเสียของสภาวะแวดลอมธรรมชาติการเผชิญหนากันของมนุษยตางกลุมตางรัฐเพื่อตอสูชวงชิงทรัพยากรทั้งในกลุมผูพัฒนาและผูดอยพัฒนากลุมนายทุนกับกลุมผูไรทุน และสงครามระหวางประเทศทั้งสงครามเย็นและสงครามรอนวิวฒนาการของมนุษย ั มีผูอธิบายถึงวิวัฒนาการของมนุษยหลายทานดวยกัน แนวคิดที่สนใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษยมีดังนี้ วราคม ทีสุกะ กลาวถึงวิวัฒนาการของมนุษย จากการศึกษาคนคาวของนักวิทยาศาสตรไดสืบคนประวัติความเปนมาของมนุษยไดตามลําดับดังนี้ 1. มนุษยมีบรรพบุรุษที่วิวัฒนาการจากสัตวเลี้ยงลูกดวยนมชนิดหนึ่งในอันดับไพรเมตส(Primates ) คือ ลิงเอปส ( Apes ) ลิงชนิดนี้มีชีวิตอยูเมื่อประมาณ 25 ลานปมาแลว ไดมีการคนพบซากลิงเอปสบนเกาะเล็กๆ บริเวณทะเลสาบวิคเตอเรีย ในประเทศคีนยา ทวีปแอฟริกา เมื่อปค.ศ.1930
  33. 33. 4 2. แรมพิทคุส ( Rampathecus ) เปนไพรเมตสอีกชนิดหนึ่งที่คนพบในประเทศอินเดียเมื่อป ิค.ศ.1939 ตอมาคนพบอีกในทวีปแอฟริกาและยุโรป ไพรเมตสชนิดนี้มีขากรรไกรและฟนใกลเคียงกับมนุษยมาก เชื่อกันวามีอายุอยูเมื่อประมาณ 14 ลานปที่แลว 3. ออสตราโลพิทิคุส ( Australopithecus ) คนพบที่แทนซาเนีย ทวีปแอฟริกาใต ตอมามีการคนพบอีกหลายแหง จากรูปรางของกระดูกสะโพก สันนิษฐานวายืดตัวตรงคลายมนุษย และเชื่อกันวามีการใชเครื่องมือในยุคนี้ คือ เครื่องมือที่เปนหิน สันนิษฐานวามนุษยออสตรา โลพิทิคุส มีความจุของสมองประมาณ 860 ซีซี และมีชีวิตอยูประมาณ 2 ลานปถง 5 แสนปที่แลว ึ 4. โฮโมอีเรคตุส ( Homoerectus ) Homo ในภาษาละติน แปลวา คน Erectus แปลวายืนตัวตรง จึงหมายถึงวา คนที่ยืนตัวตรง ซากมนุษยเผาพันธุนี้คนพบซากที่ชวา เรียกวา มนุษยชวา ที่คนพบในประเทศจีน เรียกวา มนุษยปกกิ่ง สันนิษฐานวามีชีวิตอยูประมาณ 7 – 4 แสนลานปมาแลวเชื่อกันวา โฮโมรอีเรคตุสเปนมนุษยที่อยูในระหวางออสตราโลพิทิคุสกับมนุษยปจจุบันสามารถยืนตัวตรงกวามนษยออสตราโลพิทิคุสมีความจุของสมองประมาณ 1,075 ซีซี ( นอยกวามนุษยในปจจุบัน ) เครื่องมือที่ใชเปนหินแตฝมือขอนขางหยาบแตก็ดีกวามนุษยออสตราโลพิคุศอีกอยางหนึ่งที่สําคัญเพิ่มขึ้นมา คือ รูจักใชไฟแลว 5. มนุษยนีแอนเดอรทัล ( Neanderthal Man ) ตั้งชื่อตามสถานที่คนพบแหงแรก คือสถานที่ที่พบตรั้งแรกในหุบเขาแหงหนึ่งในประเทศเยอรมนี ตอมามีคนพบตามถ้ําหลายแหงในยุโรป จากหลักฐานตางๆ ที่พบทําใหเชื่อวา มนุษยนีแอนเดอรทัล รูปรางใหญ เปนนักลาสัตว และรูจักใชไฟเปนอยางดี นอกจากนี้เชื่อวามนุษยพวกนี้มีมันสมองใหญเทากับมนุษยปจจุบัน และรูจักทําพิธีฝงศพ เพราะมักจะมีเครื่องมือตางๆ ฝงรวมกับศพที่คนพบ มีชีวิตอยูเมื่อประมาณ 1.5 แสนลานปแลว 6. โฮโม เซเปยนส ( Homo Sapjens ) มีความจุมันสมอง 1,300 ซีซี นักมนุษยวิทยาเชื่อวาแอนเดอรเดอรทัล ไดวิวัฒนาการมาเปนมนุษยปจจุบันที่เรียกวา โฮโม เซเปยนส (แปลวา มนุษยผูฉลาด )โฮโฒม เซเปยนส ยุคแรกที่สุด คือ มนุษยโครมาญอง ( Cro-Magnon Man ) คนพบที่ประเทศฝรั่งเศส มีอายุอยูระหวาง 4-3.5 หมื่นป ซากมนุษยโฮโม เซเปยนส คนพบในที่หลายแหงทั้งในเอเชียแอฟริกา ยุโรป และออสเตรเลีย สันนิษฐานวาเปนนักลาสัตวเพราะพบอาวุธหลายอยาง เชน มีด ธนูบางพวกเปนศิลปนเขียนภาพตามผนังถ้ํา เชน ในประเทศฝรั่งเศสและสเปน นักมนุษวิทยาเชื่อวามนุษยโครมาญองนี้เปนพวกแรกที่ออกจากถ้ํา อันเปนการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญของมนุษยชาติ ยุทธ ศักดิ์เดชยนต ไดกลาวถึงขั้นตอนของวิวัฒนาการของมนุษยไวดังนี้ ๑. เอปส ( Apes ) ที่มีลักษณะเหมือนคน ไดแก Australopiticus และ Zinijanthropus ๒. คนที่มีลักษณะเหมือนเอปส ( Ape likke Man ) ไดแก Pithecanthropus และSinanthropus ๓. มนุษยโบราณ ( Primitive Species of Man ) ไดแก Neanderthal Man
  34. 34. 5 ๔. มนุษยโบราณ Cro – Magnonมนุษยยุคปจจุบัน ( Modern men ) มนุษยปจจุบันที่ชื่อวา Homo sapiens sapiens ไดกระจายอยูบนโลกที่มีลักษณะทางภูมิศาสตรที่แตกตางกัน จึงทําใหเกิดเผาพันธุแตกตางกัน คอรครัมและแมคคอลเลย ( Corkrum andMc Cauley 1965 อางถึงใน บพิธ จารุพันธ และนันทพร จารุพันธุ 2538 : 573 – 576 ) อธิบายเผาพันธุมนุษยปจจุบันดังนี้  ๑. ออสเตรลอยด ( Australoids ) โดยทั่วไปมีลักษณศรีษะยาว จมูกแบน หนาผากต่ํา ผมเป น ลอน ขนตามตั ว มาก ผิ ว ดํ า เช น คนเมื อ งในทวี ป ออสเตรเลี ย เกาะทั ส มาเนี ย และชนเผ าตอนกลางทวีปเอเชียใต ( พวกบิลและเวดดา : Bhils and Vaddahs ประเทศศรีลังกา ) และทวีปแอฟริกา ( คนปาในทะเลทรายคาลาฮาร ของทวีปแอฟริกาใต ) ๒. คอเคซอย ( Caucasoids ) ดํารงชีวิตอยูในขอบเขตอบอุน ลักษณะของศรีษะมีรูปรางตางๆกัน แตที่เหมือนกันก็คือ มีจมูกโดง และผมเปนลอน ผิวสีน้ําตาล หรือสีออน เปนกลุมเมดิเตอรเรเนียน ( Mediteraneans ) ในทวีปยุโรปตอนใตบริเวณชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเดียนทางตะวันออกของเอเชียใตจนถึงอินเดีย ศรีษะยาวผิวน้ําตาล ผมสีน้ําตาลหรือดํา กลุมนอรคิด (Nordics ) ในยุโรปเหนือ ศรีษะยาว ผิวสีบรอนซ ผิวขาว และกลุมอัลไพน ( Alpines ) อาศัยอยูบริเวณฝรั่งเศสตอนกลางไปจนถึงรัสเซีย และปอรเซีย ๓. มองโกลอยด ( Mongolids ) ดํารงชีวิตในเขตอากาศหนาว ศรีษะกวางกระดูกแก็มเปนโหนก จมูกไมโดงมาก ผมแข็งเหยียดตรง ผิวเหลืองหรือแดง ขนบนหนามีนอยอาศัยอยูบิเวณทวีปเอเชียตะสันออกและทวีปอเมริกา แบงเปนกลุมอินเดียอเมริกา ( American Indians ) ซึ่งอพยพจากทวีปเอเชียตะวันออกและทวีปอเมริกา แบงเปนกลุมอินเดียในทวีปอเมริกาใต กลุมเอสกิโม( Eskimos ) ลักษณะทั่วไปคลายมาองโกลอยดทวีปเอเชียมากกวาอินเดียในทวีปอเมริกา อยูตามเมืองทางตอนเหนือของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และกลุมมองโกลอยด เอเชีย ( AsiaticMongoloids ) อยูทางฝงตะวันออกทวีปเอซีย ประชากรทางตอนใตมีการผสมผสานระหวางลักษณะมองโกลอยดกับคอเคซอยจึงเชื่อวาเปนมองโกลอยดที่แยกสายมาจากคออคซอย ๔. นิกรอย ( Negroids ) ดํารงชีวิตในเขตอากาศรอน ศรีษะยาว จมูกกวาง ริมฝปากหนาหนาผากสูง ผมนุม ผิวดํา แบงเปนกลุมนิโกรแอหริกา ( African Negros ) อยูในเขตรอนทองทวีปแอฟริกา เชนพวกไนล ( Nile Negros ) พวกอยูในปาตอนกลางทวีป ( negros )พวกบันตู ( Bantus )ทางตะวันออกเฉียงใตของทวีป ดพวกคนปาซูลู ( zulu ) และพวกคนปาเผาแคฟเฟอร ( Kuffir ) กลุมนิโกรตามชายฝงทะเล ( Oceanic Negros ) คนผิวดําตามเกาะในมหาสมุทรแปซิฟก และทางตะวันออกของเกาะนิวกินี
  35. 35. 6 ๕. ปกมี่ ( Pygmies , Negritoes ) รูปรางแคระ มีความสูงไมเกิน 145 เซนติเมตร จมูกกวางศรัษะกวาง อาศัยอยูตามปาเขตรอนในคองโก หมูเกาะอันดามัน ในอาวเบงกอลคาบสมุทรมาเลยเกาะนิวกินี และเกาะฟลิปนส มนุษยแตกตางจากสัตวในดานการรูจักใชเครื่องมือมากกวาอยูที่ความแตกตางของรางกายเครื่องมือนั้นเทากับการยืดแขนมนุษยออกไป สัตวทั้งหลายมีเครื่องมือตามธรรมชาติเฉพาะที่เปนสวนประกอบของรางกาย เชน มามีฟนสําหรับกินหญา และมีขาไวสําหรับวิ่งบนที่ราบ แตรางกายนของมนุษยไมจําเปนตองมีวิวัฒนาการถึงเพียงนั้น เพราะมนุษยสามารถปรับตัวไดโดยการสรางเครื่องมือเพื่อปรับสภาพแวดลอม และความสามารถในการปรับตัวของมนุษยเชนนี้เองทําใหมนุษยสามารถสรางเครื่องมือใชเพื่อปรับตัวใหอยุไดในที่อยุตางๆบนโลก มนุษยจึงสามารถอยูไดแทบทุกหนทุกแหงบนโลก และการที่มนุษยมีถิ่นที่อยูอาศัยแตกตางกันนี้เองทําใหเกิดเชื้อชาติที่แตกตางกันออกไปอยูในสวนตางๆ ของพื้นโลก ( ดูภาพคนเชื้อชาติตางๆซึ่งมีแหลงกําเนิดแตกตางกันไป )ลักษณะสําคัญของวิวัฒนาการมนุษย วิวัฒนาการทางชีวภาพของมนุษย มีลักษณะที่สําคัญอยู 3 ประการ คือ ประการแรกมนุษยสามารถยืดตัวตรงตั้งฉากกับพื้นและเดินดวยเทาเพียง 2 ขาง ทําใหมอทั้งสองวางอยุอะไรทําตางๆได ืสะดวก ประการที่สอง การเปลี่ยนลักษณะของกะโหลกศรีษะและฟน ซึ่งทําใหเกิดลักษณะประการที่สาม คือ ขนาดของมันสมองโตขึ้นและกลไกสวนตางๆก็ซับซอนขึ้นโดยเฉพาะสวนที่เกี่ยวกับการพุด นักวิทยาศาสตรประมาณวามนุษยมีวิวัฒนาการอยางเต็มที่ประมาณ 50,000 ปที่แลวมานี่เองและมนุษยพวกนี้สามารถใชเครื่องมือตางๆ กอนการพัฒนาขนาดของสมองไดเทากัน กลุมเมดิเตอรเรเนียน ( Mediteraneans ) ในทวีปยุโรปตอนใต บริเวณชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเดียนทางตะวันออกของเอเชียใตจนถึงอินเดีย ศรีษะยาว ผิวสีน้ําตาล ผมสีน้ําตาลหรือดํากลุมนอรคิด ( Nordics ) ในยุโรปเหนือศรีษะยาว ผิวสีบรอนซ ผิวขาว และกลุมอัลไพน ( Alpines ) อาศัยอยูบริเวณฝรั่งเศสตอนกลางไปจนถึงรัสเซีย และปอรเซีย มนุษยแตกตางจากสัตวในดานการรูจักใชเครื่องมือมากกวาอยูที่ความแตกตางของรางกายเครื่องมือนั้นเทากับการยืดแขนมนุษยออกไป สัตวทั้งหลายมีเครื่องมือตามธรรมชาติเฉพาะที่เปนสวนประกอบของรางกาย เชน มามีฟนสําหรับกินหญา และมีขาไวสําหรับวิ่งบนที่ราบ แตรางกายนของมนุษยไมจําเปนตองมีวิวัฒนาการถึงเพียงนั้น เพราะมนุษยสามารถปรับตัวไดโดยการสรางเครื่องมือเพื่อปรับสภาพแวดลอม และความสามารถในการปรับตัวของมนุษยเชนนี้เองทําใหมนุษยสามารถสรางเครื่องมือใชเพื่อปรับตัวใหอยุไดในที่อยุตางๆบนโลก มนุษยจึงสามารถอยูไดแทบทุก
  36. 36. 7หนทุกแหงบนโลก และการที่มนุษยมีถิ่นที่อยูอาศัยแตกตางกันนี้เองทําใหเกิดเชื้อชาติที่แตกตางกันออกไปอยูในสวนตางๆ ของพื้นโลก ( ดูภาพคนเชื้อชาติตางๆซึ่งมีแหลงกําเนิดแตกตางกันไป ) ลักษณะทางกายภาพของมนุษย กําเนินใหมนุษย กําเนินใหมนุษยตองปรับตนอยางยิ่งยวดเพื่อดํารงชีวิตอยูไดทามกลางชีวิตและสภาพแวดลอมอื่นๆ ทั่งโดยวิธีอยูรวมกัน ตอสูแยงชิงและการถอยหนีจากสิ่งแวดลอมในธรรมชาติรอบๆตัว จนถึงบัดนี้ มนุษยสามารถดํารงรักษาเผาพันธุ ตลอดทั้งแสดงพลังอํานาจเหนือธรรมชาติแวดลอมบางสวนไดดีอันเปนผลใหสามารถเลือกสรรและพัฒนาชีวิตทางกายภาพและทางสังคมเขาสูระบบชีวิตที่ดีที่สุด เมื่อพิจรณาเปรียบเทียบลักษณะทางกายภาพของมนุษยกับสิ่งมีชีวิตอื่น ตลอดทั้งผลที่นําไปสูการปรับตนเพื่อการดํารงอยูบนโลกพบโลกพบวา มนุษยมีทั้งลักษณะเดนที่สงเสริมใหเกิดพลังอํานาจและลักษณะดอยอันออนแอของมนุษย ๑. ลักษณะเดนทางกายภาพที่สงเสริมใหเกิดพลังอํานาจสรางสรรคมหลายประการ ี ๑.๑ มนุษยนับวาเปนสัตวที่มีสมองขนาดใหญตามสัดสวนของรางกาย น้ําหนักสมองมนุษยปจจุบันประมาณ 1,600 มิลลิลิตร มนุษยจึงเปนสัตวที่คิดเปนและใชปญญาใหเกิดประโยชนในการดํารงชีวิตธํารงรักษาเผาพันธุของตน และมีอานาจเหนือสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกสิ่งประดิษฐตางๆ ํ เปนผลผลิตของปญญาที่นํามาสรางเสริมใหการดํารงชีวิตของมนุษยสะดวกสบายขึ้น หรือในทางตรงกันขามอาจนําไปสูความเสื่อมโทรมของธรรมชาติแวดลอมและหรือมนุษยเองก็ได ๑.๒ มนุษยมีนิ้วมือหานิ้วที่มีความคลองตัวในการหยิบจับสิ่งตางๆ แมสิ่งของขนาดเล็กจิ๋วอยางเข็มซึ่งเข็มสงเสริมใหสามารถประดิษฐผลงานที่มีความประณีตละเอียดออนทั้งใหญเล็กโดยเฉพาะผลงานเชิงศิลปะมนุ ษยใ ชศักยภาพทั้งสองประการนี้พัฒนาสิ่งประดิษ ฐสําหรับการดํารงชีวิตไดอยางมีคุณภาพ จึงสรางความภูมิใจและแสดงความสามารถ จากคํากลาว “ มนุษยทํา” (man made ) ๑.๓ ตําแหนงดวงตาทั้งสองขางของมนุษยอยูดานหนา สามารถมองเห็นชัดเจนเปนสามมิติและเห็นไดกวางไกล เมื่อมีการทรงตัวขึ้นในแนวตั้ง ลักษณะการมองเห็นดังนี้ มนุษยไดปรับสายตาเพื่อมองและสรางสุนทรียภาพทางสายตา โดยอาศัยลักษณะทางชีวภาพสองประการขางตนมารวมสรางสรรคจนเกิดเปนผลงานอารยธรรมของมนุษยชาติขึ้นมา ๑.๔ มนุษยมีการทรงตัวแนวตั้งจึงเกิดความคลองแคลวในการเคลื่อนที่รอบตัวเมื่อเทาทั้งสองวางเวาจากการทําหนาที่ในการทรงตัว จึงกลายเปนมือที่มีคุณภาพในการสรางผลงานหรือสิ่งประดิษฐทั้งปวง ๑.๕ มนุษยมีความตองการทางเพศเมื่อยางเขาสุวัยหนุมสาวและความตองการทางเพศนี้เกิดขึ้นไดตลอดเวลาจนถึงวัยชรา ในขณะที่สัตวอื่นมีความตองการทางเพศในชวงเวลาเจริญพันธที่ยาวนานตอเนื่อง แมวามนุษยสามารถมีลุกออนไดคราวละหนึ่งก็ตาม
  37. 37. 8 ๑.๖ มนุษยเปนสัตวสังคม มนุษยนั้นมีความออนแอทางชีวภาพหลายประการดังจะกลาวตอไปจึงจําเปนและปรารถนาที่อยูรวมกันเปนกลุมเหลามากกวาอยูโดดเดี่ยวซึ่งจะสามารถผดุงรักษาชีวิตของตนและเผาพันธุไวใหไดทามกลางธรรมชาติแวดลอมที่มีอันตรายและไมปลอดภัยนักผลของการรวมตัวทางกายภาพไดนําไปสูการระดมปญญาภายในกลุมสรางแบบแผนและระเบียบชีวิตรวมกัน จนเกิดระบบชีวิตใหมที่เหนือกวาเปนธรรมชาติ อิทิ สัญลักษณ เชน ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี และประดิษฐกรรมสําหรับการดํารงชีวิตทางสังคมของมนุษย ๑.๗ มนุษยมีชวงชีวิตที่ยาวนาน อายุขัยเฉลี่ยของมนุษยประมาณ 58 ป มนุษยจึงมีชวงโอกาสดีที่มีระยะเวลามากพอที่จะสรางสมภูมิปญญา และกระบวนการเรียนรูทางสังคม เพื่อใหเกิดการสืบทอดและสานสรางวิถีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของมนุษยรุนลูกหลานตอๆมา ความสามารถในการปรับตัวดานการเรียนรูของมนุษยเชนนี้ สัตวอื่นไมอาจปรับตัวไดเชนมนุษย ๒. ลักษณะออนแอทางกายของมนุษย มีหลายประการจนอาจทําใหชีวิตและเผาพันธุของมนุษยชาติสูญสิ้นโลกนี้ไดในทามกลางธรรมชาติที่แกรงและโหดราย แตอยางไรก็ตาม มนุษยไดใชคุณลักษณะทางกายภาพที่ดีทั้งปวงมาลบเลือนและขจัดลักษณะดอยกวาจนแทบจะหมดสิ้น กลาวคือ ๒.๑ ขนาดสรีระที่ไมใหญโตนัก และการมีสรีระภายนอกที่ออนนุมเปราะบางดังเชนผิวหนังออนบาง เสนผม และเสนขนไมเหนียวและหนา เล็บเปราะ ฟนไมแข็งแรงและคมมากพอลักษณะของสรีระเชนนี้เปนจุดออนของรางกายในการอยูรอดเนื่องจากไมสามารถทนทานตอเขี้ยวเล็บและวัตถุแข็งคมทั้งปวง แมสภาวะที่รอนหรือหนาวเกินไป อีกทั้งพละกําลังที่ไมแข็งแรงพอจะตอสุกบสัตวใหญไดโดยลําพัง ั ๒.๒ การเปลงเสียงตามสุญชาตญาณจณะมีความรูสึกตางๆ แมยามโกรธเกรี้ยวก็ไมโกญจนาทความไวตอกลิ่นต่ํา การไดยินเสียงไมสมบรูณสูงสุด การเครื่อนไหวดวยการเดิน และการวิ่งไมรวดเร็วเชนสัตวอื่นคุณลักษณะทางชีวภาพที่ออนแอเหลานี้เปนจุดออนในการดํารงอยูของชีวตมากทีเดียว ิ ๒.๓ สภาวะการเจริญพันธุของมนุษยเปนอุปสรรค๒. ชีวิตและกําเนิดชีวิตในทัศนะของศาสนาพุทธ ชีวิต คือความเปนอยูขององคประกอบที่เรียกวา ขันธ ๕ อันประกอบดวย รูป เวทนาสัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่มาประกอบกันเขาเปนสิ่งที่บัญญัติเรียกวา สัตว บุคคล เรา เขา และการมีชีวิตนั้นเริ่มนับตั้งแตปฏิสนธิในครรภมารดา และอาจจะสิ้นสุดลงขณะใดขณะหนึ่ง ในชวงเวลาที่แตกตางกัน เช น มีชีวิ ตอยูในครรภห ลังจากปฏิสนธิไ มกี่วัน หรือหลั งคลอด ๑ วัน ๑ เดื อน ๑ ปหรือ…๒๐ ป…๑๐๐ ป(บุญมี แทนแก็ว, ๒๕๔๑: ๒๗ - ๒๘)และในชวงที่ยังมีชีวิตอยูยอมตองการมีชีวตที่ดีที่สด ซึ่งในทัศนะของพระพุทธศาสนา ชีวิตที่ดีท่ีสุดคือ ชีวิตที่แสวงหาความจริงที่ทําใหหลุด ิ ุพนจากการเวียนวายตายเกิด แตในความเปนจริงจะมีมนุษยสักกี่คนที่พยายามแสวงหาความจริงนั้น
  38. 38. 9สวนมากยังตองการแสวงหาความสุข ลาภ ยศ สรรเสริญ มากกวา และพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความเสื่อมทั้งหลาย มีความเลื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา อันเปนทางมาแหงทุกข ทั้งนี้เพราะ ไมเขาใจวาคุณคาที่แทจริงของชีวิตนั้นคืออะไรนั่นเอง การกําเนิดของชีวิต ทางพุทธปรัชญาเรียกวา โยนิ คือกําเนิดหรือที่ที่ปฏิสนธิวิญญาณอาศัยเกิด ชาติ คือการเกิด ทั้ง ๒ คํานี้มีความหมายตางกันวา โยนิ หมายถึงการกําเนิด, แบบ หรือชนิดของการเกิดของสัตว สวนคําวา ชาติ นั้น มีความหมายกวางออกไปอีกคือ หมายถึงการเกิดชนิด เหลาและปวงชนแหงประเทศเดียวกัน ในมหาสีหนาทสูตร พระพุทธองคไดตรัสกับพระสารีบุตรเกี่ยวกับโยนิ ไวดังนี้ สารีบุตร กําเนิด ๔ ชนิดนี้ กําเนิด ๔ ชนิดไหนบาง คือ กําเนิดอัณฑชะ กําเนิดชลาพุชะกําเนิดสังเสทชะ และกําเนิดโอปปาติกะกําเนิด กําเนิดอัณฑชะคืออะไร คือเหลาสัตวผูเจาะทําลายเปลือกไขแลวเกิด นี้เราเรียกวา กําเนิดอัณฑชะ กําเนิดชลาพุชะคืออะไร คือเหลาสัตวผูเกิดในครรภนี้เราเรียกวา กําเนิดชลาพุชะ กําเนิดสังเสทชะคืออะไร คือเหลาสัตวผูเกิดในปลาเนา ซากศพเนาขนมบูด น้ําครําหรือเถาไคล นี้เราเรียกวา กําเนิดสังเสทชะ กําเนิดโอปปาติกะ คืออะไร คือเทวดาสัตวนรก มนุษยบางจําพวกและเปรตบางจําพวก นี้เราเรียกวา กําเนิดโอปปาติกะ พระพุทธดํารัสขางตนนั้น บงชัดวา กําเนิดของสัตวหรือสิ่งมีชวตนั้นมี ๔ ทางคือ ีิ ๑. ชลาพุชะ หมายถึง การเกิดของสิ่งมีชีวิตแบบคลอดออกมาเปนตัวแลวคอยๆ โตขึ้นไดแก มนุษย เทวดาชั้นต่ํา (หมายถึง เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาที่เปนภุมมัฏฐเทวดาคือ เทวดาที่อยูบนพื้นดิน ไมมีวิมานที่ลอยอยูในอากาศเปนที่อยู ซึ่งมีชื่อวา วินิปาติกอสุรา และเวมานิกเปรต) สัตวเดรัจฉานบางพวก เปรต (เวนนิชฌามตัณหิกเปรต คือเปรตจําพวกที่ถูกไฟเผาอยูเสมอ) และอสุรกาย ๒. อัณฑชะ หมายถึง การเกิดของสิ่งมีชีวิตที่ตองอาศัยเกิดจากทองมารดา แตมีฟองหอหุม คลอดออกมาเปนไขกอนแลวจึงฟกออกมาเปนตัวในภายหลัง ไดแก มนุษย เทวดาชั้นต่ําสัตวเดียรัจฉาน เปรต (เวนนิชฌามตัณหิกเปรต) และอสุรกาย ในรูปสังคหวิภาค กลาววา ชลาพุชกําเนิดและอัณฑชกําเนิด ทั้ง ๒ รวมเรียกวา คัพภเสยยก-กําเนิด เพราะตองอาศัยเกิดในครรภมารดาเหมือนกัน ตางกันเพียงวา ออกมาเปนตัวหรือออกมาเปนฟองกอนแลวจึงแตกเปนตัวภายหลัง ซึ่งเกิดไดเฉพาะในกามภูมิเทานั้น๑๑ ๓. สังเสทชะ หมายถึง การเกิดของสิ่งมีชีวิตแบบอาศัยที่เย็น ชื้นหรือแฉะ สิ่งบูดเนา เกิดเชน หนอน (กิมิชาติ) แมพวกราและเชื้อโรคก็รวมอยูในสังเสทชะกําเนิด ไดแก มนุษย เทวดาชั้นต่ําสัตวเดียรัจฉาน เปรต (เวนนิชฌามตัณหิกเปรต) และอสุรกาย ๑. โอปปาติก ะ หมายถึ ง การเกิ ด ของสิ่งมี ชีวิตแบบไม ตองอาศัยมารดาบิ ดาเป นผู ใ หกําเนิด ไดแก มนุษยตนกัปป (มนุษยยุคแรก) เทวดา ๖ ชั้น (ยกเวนเทวดาชั้นต่ํา) สัตวเดียรัจฉานเปรต (รวมทั้งนิชฌามตัณหิกเปรต) และอสุรกาย
  39. 39. 10 วิวัฒนาการของชีวิตใหมในครรภมารดาในมุมมองทางพระพุทธศาสนา เมื่อเราทราบกันแลววาสัตวที่มาเกิดในครรภมารดาในลักษณะเปนวิญญาณ วิญญาณเขาถือปฏิสนธิในครรภมารดา ครรภมารดาสวนที่เล็ก ก็คือมดลูก (ชลาพุ) ในมดลูกมีไข(OvumX ) ของมารดา ผสมกับน้ําเชื้อ (Spem) ของบิดาไดแลว ปปญจสูทนี อธิบายวา เมื่อบิดามารดามีเพศสัมพันธกันแลงครั้งหนึ่ง ภายใน ๗ วันนั้นเอง จะเปนชวงที่มีวิญญาณเขามาถือปฏิสนธิ หากเลย ๗ วันนั้นไป ไขที่ผสมเชื้อหาไมมีวิญญาณ ถือปฏิสนธิ ก็หมดสภาพ เมื่อวิญญาณปฏิสนธิแลว ก็จะมีรูป ๓ อยางเกิดขึ้นพรอมกัน คือ เคาโครงรางกาย(กาย) , สมอง (วัตถุ) และเพศ (เพศหญิงและเพศชาย) วิญญาณที่มาปฏิสนธินี้เรียกวาปฏิสนธิวิญญาณ (วิญญาณที่ทําหนาที่ใหกําเนิดชีวิต) เมื่อทําหนาที่ใหปฏิสนธิและดับไปเปนป จ จั ย ให เ กิ ด ภวั ง ควิ ญ ญาณสื บต อภวัง ควิญ ญาณนี้จ ะทํา หน า ที่ ห ลอเลี้ย งสร า งสรรชีวิ ต ใหมใ หวิวัฒนาการขึ้นตามลําดับ ในอินทกสูตร พระพุทธเจาไดตรัสถึงวิวัฒนาการของชีวิตในครรภมารดาไว ดังนี้ “รูปนี้เปนกลละกอน จากกลละเปนอัมพุทะ จากอัมพุทะเกิดเปนเปสิ จากเปสิเกิดเปนฆนะ จากฆนะเกิดเปน ๕ ปุม ตอจากนั้นก็มีผม ขนและเล็บ (เปนตน) เกิดขึ้น มารดาของสัตวในครรภบริโภคขาวน้ําโภชนาหารอยางใด สัตวที่อยูในครรภมารดาก็เลี้ยงอัตตภาพอยูดวยอาหารอยางนั้นในครรภนั้น” พระสูตรอีกสูตรหนึ่ง ที่พระพุทธเจาไดตรัสไววาดวยลําดับของชีวิตในครรภมารดาซึ่งเราไปพบคําบาลีเปนคาถาวาปมํ กลลํ โหติ กลลา โหติ อพฺพุทํอพฺพุทา ชายเต เปสิ เปสิ นิตฺตตฺตตี ฆโนฆนา ปสาขา ชายนฺติ เกสา โลมา นขาป นี้คือคําอธิบายดวยลําดับการเกิดเปนระยะ ๆ ทีละชวงสัปดาห หรือชวงละเจ็ดวัน ๆลําดับแรกที่สุดก็คือ เปน ปมํ กลลํ เปนกลละกอน อรรถกถาสารั ต ถปกาสิ นี ไ ด ข ยายความพระพุ ท ธพจน นี้ ว า ระยะแรกเป น กลละนั้ นหมายความวา สัตวที่เกิดในครรภมารดาอวัยวะทุกสวนมิใชเกิดพรอมกันทีเดียว แทจริงแลวคอย ๆวิวัฒนาการขึ้นทีละนอยตามลําดับโดยระยะแรกอยูในสภาพเปน “กลละ” กอน กลละคือน้ําใส มีสีคลายเนยใส ขนานเทาหยาดน้ํามันงา ซึ่งติดอยูที่ปลายดายที่ทําจากขนแกะแรกเกิด ๓ เสน ฎีกาอภิธัมมัตถวิภาวินี อธิบายเสริมวา “กลละนั้น มีเคาโครงของกายภาพอยูดวยแลว ๓ อยาง คือกายทสกะ (โครงสรางทางรางกาย) วัตถุทสกะ (โครงสรางทางสมอง) และภาวะทสกะ
  40. 40. 11(โครงสรางกําหนดเพศ) โครงสรางทั้ง ๓ นี้ ปรากฏรวมอยูแลวในกลละ สวนกลละจะมีลักษณะเปนก็อนกลมใส มีขนานเทาหยดน้ํามันงาซึ่งอยูติดที่ขนแกะแรกเกิด ๑ เสน” จากกลละมาเปนอัพพุทะ (จากน้ําใสมาเปนน้ําขุนขน) อรรถกถาอธิบายวา ครั้นเปนกลละได ๗ วัน อัพพุทะนั้นจะวิวัฒนาการเปนน้ําขุนขน มีสีคลายน้ําลางเนื้อ เรียกวา “อัพพุทะ” จากอัพพุทะมาเปนเปสิ (จากน้ําขุนขนมาเปนชิ้นเนื้อ) อรรถกถาอธิบายวา ครั้นเปนอัพพุทะได ๗ วันแลว อัพพุทะนั้นก็วิวัฒนาการแข็งตัวเปนชิ้นเนื้อสีแดง มีลักษณะคลายเนื้อแตงโมบด จากเปสิมาเปนฆนะ (จากชิ้นเนื้อมาเปนก็อน) อรรถกถาอธิบายวา ครั้นเปนชิ้นเนื้อได๗ วัน ชิ้นเนื้อก็วิวัฒนาการแข็งตัวขึ้นอีกเปนก็อนเนื้อ ทรงกลมรีคลายไขไก จากก็อนเนื้อก็เกิดเปนสาขา อรรถกถาอธิบายวา ในสัปดาหที่ ๕ ก็อนเนื้อขึ้นก็เกิดเปนปุม ๕ ปุม เรียกวา “ปญจสาขา” ปุม ๕ ปุมนี้ภายใน ๗ วันนั้น ก็วิวัฒนาการขึ้นเปนมือ ๒ ขางเทา ๒ ขาง และศีรษะ ในสัปดาหที่ ๖ เคาโครงตา (จักขุทสกะ) ก็เกิด จากนนั้นสัปดาหที่ ๗เคาโครงลิ้น (ชิวหาทสกะ) ก็เกิด รวมเวลาตั้งแตแรกถือปฏิสนธิจนกระทั้งถึงเวลาเกิดอวัยวะ คือตา หู จมูก ลิ้น ทั้งสิ้น ๙ สัปดาห (๖๓ วัน) จากสัปดาหที่ ๙ ไปถึงสัปดาหที่ ๔๒ องคาพยพตาง ๆ เกิดขึ้น คือ ผม ขน เล็บหนัง เนื้อ เอ็ น กระดูก เยื่ อในกระดูก มาม หัวใจ ตับ พังพืด ไต ปอด ไสใหญ ไสนอย(อาหารใหม อาหารเกา) ในขณะที่องคาพยพตาง ๆ เกิดขึ้นอยูนั้น สวนตาง ๆ ของรางกายก็เกิดขึ้นดวยพรอมกันดังนี้ สวนที่เกิดเปนของเหลว (อาโปธาตุ) ไดแก น้ําดี เสลด น้ําเหลือง เหงื่อ มันขน เปลวมัน น้ําลาย น้ํามูก ไขขอ ปสสาวะ สวนที่เปนพลังงาน (เตโชธาตุ) ไดแก ไฟธาตุทํารางกายใหอบอุน ซึ่งตอไปจะแปรสภาพเปนไฟยอยอาหาร ไฟทํารางกายใหทรุดโทรม ไฟที่ทํารางกายใหกระวนกระวาย (เชน รอนใน เปนตน) สวนที่เปนกาซ (วาโยธาตุ) ไดแก ลมพัดซานไป ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ําลมในทอง ลมพัดในไส ลมพัดไปมาตามตัว ซึ่งตอไปจะแปรสภาพเปนลมหายใจ ๔. ความเปนอยูในครรภของมารดา ตามที่ปรากฏในอินทกสูตร วา มารดาของสัตวในครรภบริโภคขาวน้ําโภชนาการอยางใด สัตวผูอยูในครรภมารดาก็เลี้ยงดวยอัตภาพอยางนั้นในครรภ อรรถาธิบายเพิ่มเติมวา สัตวที่อยูในครรภมารดาบริโภคอาหารทางก็านสะดือ (นาภิโตอฏฐิตนาโฬ) กลาวคือ ก็านสะดือจะติดเปนอันเดียวกันกับแผนทองของมารดา ก็านสะดือนั้นมีลักษณะเปนรูปพรุนขางในเหมือนก็าน รสอาหารที่มารดากินเขาไปแลวแผซานไปทางกานสะดือสัตวในครรภก็เลี้ยงตนเองดวยรสอาหารนั้น
  41. 41. 12 สรุปแลวคนเราอยูในครรภมารดา ๔๒ สัปดาห คิดเปนเดือนได ๑๐ เดือน คิดเปนวันได ๒๙๔ วัน ซึ่งตลอดระยะเวลาเทานี้ ชีวิตเราเกิดและวิวัฒนาการสมบูรณเต็มที่พรอมที่จะออกมาลืมตาดูโลกไดกลาวถึงการเกิด วิวัฒนาการของชีวิตใหมในครรภมารดาและความเปนอยูในครรภมารดาในทัศนะของพระพุทธศาสนามาแลว การเกิด ในวันที่ ๑๔ ของแตละเดือน ในรางกายของหญิงที่ยังมีประจําเดือนจะมีไขสุกพรอมที่จะผสมกับสเปอรมหลุดออกมาจากรังไข ไขนี้เล็กมากมีขนาด ๐. ๑๓๕ มิลลิเมตร ตัวไขมีเยื่อบาง ๆ ซึ่งเปนเซลลรูปกรวยคลุมอยู ภายในไขมีโครโมโซมบอกเพศทารกและยีนอยู ยีนนี้มีขนาดเล็กมากประมาณ ๐.๐๐๐๐๒ มิลลิเมตร และมีความสําคัญมากเพราะจําทําหนาที่สืบลักษณะของบรรพบุรุษมายังลูกหลานตอไป ลักษณะดังกลาวนั้น ก็คือสีผมลักษณะของหนาตา ศรีษะ จมูกรวมทั้งนิสัยใจคอเปนตน ยีนนี้มีอยูในโครโมโซมโครโมโซมมีจํานวนจํากัด คือ มี ๒๓ คู รวมทั้งโครโมโซม X หรือโครโมโซม Y สําหรับบอกเพศดวย กอนที่ไขกับสเปอรมจะผสมกัน ตางก็ลดจํานวนโครโมโซมเหลือครึ่งหนึ่งภายหลังผสมกันแลวจึงรวมกลับเปน ๒๓ คูเทาเกา ถารวมเปน ๒๒ คู + XY จะเปนชาย ถาเปน ๒๒ คู+XX ลูกจะเปนหญิง เมื่อสเปอรมเขาไปในชองคลอดแลว จะวายทวนขึ้นไปในโพรงมดลูก ไปที่หลอดมดลูกดานนอก ทั้งนี้กินเวลาประมาณ ๖๕-๗๕ นาที การผสมไขจะเกิดขึ้นที่นั่นโดยสเปอรม ๑ ตัวจะใชหัวไซทะลุเยื่อหุมเซลลของไขเขาไปไดและทิ้งหางไวภายในนอกไข จากนั้นไขที่ผสมแลว (Ferltillzed Ovum = Zygote) จะลอยกลับไปโพรงมดลูกระหวางนี้ไขจะเปลี่ยนแปลงรูปรางและเซลลภายในจากสภาพที่ผสมแลวเปนสภาพมีผิวขรุขระคลายนอยหนา (Morula) ประมาณวันที่ ๖ จะแปรสภาพเปนตัวออน (Embeyo) ซึ่งจะวิวฒนาการ ัตอไป ตัวออนขั้นนี้ จะมีสภาพเนื้อเยื่อของเซลลตรงกลางเปนรูกลวงซึ่งพรอมแลวที่จะฝงตัวลงในเยื่อบุมดลูกที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อการตั้งครรภ ตัวออนจะพัฒนาตัวเองอยู ๖ สัปดาห และสิ้นสุดเมื่ออายุ ๒ เดือน เนื้อเยื่อเซลลของตัวออนแบงออกไดเปน ๓ ชั้น คือ ๑. ชั้นในที่สุด (Endoderm) ชั้นนี้จะเจริญเติบโตตอไปเปนเยื่อบุลําไส เยื่อบุทางเดินของระบบหายใจ กระเพาะปสสาวะ ทอปสสาวะ ตอมไทรอยด และตอมไทมัส ๒. ชั้นกลาง (Mesoderm) ชั้นนี้จะเจริญเติบโตเปนกลามเนื้อ กระดูก เสนเลือดกระดูกออน เอ็นตาง ๆ แกนกลางของฟน ไต ทอไต รังไข (เพศหญิง) ลูกอัณฑะ (เพศชาย)หัวใจ หลอดโลหิต ทอน้ําเหลือง เยื่อหุมหัวใจและเยื่อหุมปอด ๓. ชั้นนอกสุด (Ectoderm) ชั้นนี้จะเจริญเติบโตเปนผิวหนัง ผม ขน เล็บ ตอมน้ํามันตอมน้ําลาย ตอมน้ํามูก เคลือบฟน ระบบประสาท รวมทั้งเนื้อสมอง
  42. 42. 13 หลังจาก ๒ เดือนนี้แลว ขณะยางเขาเดือนที่ ๓ เซลลอวัยวะจะเจริญเติบโตและมีรูปรางพอที่จะมองเห็นคราว ๆ ไดวา เปนรางกายมนุษย (Fetus) นับจากเดือนที่ ๓ ถึงคลอด (คือสัปดาหที่ ๘ หลังจากมีสภาพเปนตัวออนแลว) ทารกก็จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อวัยวะตาง ๆ จะมีวิวัฒนาการไปตามลําดับจนครบ ๙ เดือน หรือ ๔๐สัปดาห หรือ ๒๘๐ วัน จึงจะคลอด ๒. วิวัฒนาการของชีวิตใหมในครรภมารดา ไขตั้งแตผสมกับสเปอรมจนอายุได ๒สัปดาห เรียกวา ไข (Ovum) ระหวาง ๓-๘ สัปดาห เรียกวา ตัวออน (Embryo) ระหวาง ๘ สัปดาห ถึงคลอด เรียกวา ทารก (Fetus) ที่กลาวมาทั้งหมดนี้ คือ วิวัฒนาการอยางคราว ๆ ที่เปลี่ยนสภาพมาตามลําดับคือ จากไข เปนตัวออน และจากตัวออนเปนทารก นักชีววิทยาไดศึกษาและใหรายละเอียดเกี่ยวกับอวัยวะและน้ําหนักตัวของทารกอีกดังตอไปนี้ สัปดาหที่ ๓ เริ่มมีทางเดินอาหาร ตอไปมีหัวใจเกิดขึ้น และมีตุมแขนขา และระบบประสาท เริ่มพัฒนาขึ้น โดยชั้นเซลลกอพันธดานอก หรือผิวหนังของตัวออนจะหนาขึ้นตามลําดับมีเสนกลางและกลายเปนกลีบยาว ๒ กลีบ กลีบยาว ๒ กลีบนี้แหละจะทําใหเกิดมีรองขึ้น ๑ รองจากดานหัวไปดานทาย รองนี้จะปดกลายเปนหลอดขึ้นมา ๑ หลอด เมื่อกลีบทั้ง ๒ แตะกันและผสมผสานเปนเนื้อเดียวกันโดยเริ่มจากเอวเรื่อยไปจนถึงปลายทั้ง ๒ ขาง ยอดหลอดจะโตขึ้นเปนสมอง และใยประสาทเริ่มเติบโตออกจากสมองและไขสันหลังที่เพิ่งจะมีขึ้นมา สัปดาหที่ ๔ ตัวยาว ๑ เซ็นติเมตร มีตุมตา หู จมูก แก็ม เริ่มเปนรูปรางขึ้นมา สัปดาหที่ ๕-๖ ตัวยาว ๑ เซ็นติเมตรเศษ ศรีษะและรางกายมีขนาดเทา ๆ กัน กานสมองเติบโตขึ้นมาก มือทั้ง ๒ ขาง มีนิ้วมือใหเห็นราง ๆ แตเทายังมีลักษณเหมือนใบพาย สัปดาหที่ ๖-๗ ตัวยาว ๒-๓ เซนติเมตร นิ้วมือกําลังพัฒนาขึ้นมา แตแขนยังสั้น สัปดาหที่ ๘ ตัวยาว ๔ เซนติเมตร ตัวงอ มองดูศรีษะใหญกวาตัว เพราะสมองเริ่มเจริญ อวัยวะสืบพันธุภายนอกเจริญขึ้น แตยังแยกเพศไมได สัปดาหที่ ๙ ตัวยาว ๕ เซนติเมตร อวัยวะเพศเริ่มวิวัฒนาการขึ้น สัปดาหที่ ๑๐-๑๑ ตัวยาว ๖ เซนติเมตร หัวใจเปนรูปรางสมบูรณแลว เซลล เลือดขาวที่ทําหนาที่ตอตานเชื้อโรคกําลังกอตัวขึ้นในปุมน้ําเหลือง ตายังปดอยู หนาผากใหญและกลม จมูกเล็กและบี้ กลามเนื้อทํางานแลวที่ใตผิวหนัง ริมฝปากเปดและปด หนาผากยน คิ้วเลิกและศรีษะสั่นได สัปดาหที่ ๑๒ ตัวยาว ๙ เซนติเมตร หนัก ๑๕ กรัม มีนิ้วมือ นิ้วเทามองเห็นชัดเจนและมีเล็บออน ๆ เริ่มแยกเพศได
  43. 43. 14 สัปดาหที่ ๑๖ ตัวยาว ๑๖ เซนติเมตร หนัก ๑๑๐ กรัม แยกเพศไดชัดเจน มีการเคลื่อนไหวของระบบการหายใจและการกลืนเริ่มมีขนออนขึ้น ผิวหนังแดง ดิ้นไดจนมารดารูสึกทันที (ถาฟงจะไดยินเสียงหัวใจเด็กเตน) สัปดาหที่ ๒๐ ตัวยาว ๒๕ เซนติเมตร หนัก ๓๐๐ กรัม ศรีษะยังใหญอยู ทองเล็กลงมีผมเพิ่มขึ้น สัปดาหที่ ๒๔ ตัวยาว ๓๐ เซนติเมตร หนัก ๖๓๐ กรัม มีขนออนขึ้นทั่วตัว มีขนตาและขนคิ้ว หนังตาแยกจากกัน ผิวหนังยนเหี่ยวรูปรางดีขึ้น สัปดาหที่ ๒๘ ตัวยาว ๓๕ เซนติเมตร หนัก ๑.๐๔๕ กรัม (สามารถเลี้ยงรอดได ถาคลอดออกมา แตมีจํานวนนอยมาก) ผิวหนังมีสีแดง ยน และมีไขปกคลุมอยูเต็ม ลืมตาได(อัณฑะลงมาอยูในถุง- เพศชาย) รองเสียงคอย สัปดาหที่ ๓๒ ตัวยาว ๔๐ เซนติเมตร หนัก ๒,๐๐๐ กรัม ลักษณะคลายคนแก และคลายเด็กปลายสัปดาหที่ ๒๘ สัปดาหที่ ๓๖ ตัวยาว ๔๕ เซนติเมตร หนัก ๒,๕๐๐ กรัมขึ้นไป ผิวหนังมีสีชมพู ถือวาครบกําหนดคลอดแลว รองทันทีเมื่อคลอด และลืมตายกมือยกเทาปดไปปดมา สวนมากถายปสสาวะขณะที่รอง ทําปากดูดได และถาใหน้ํารับประทานจะดูดได มีขนเล็กนอยบริเวณไหล มีไขติ ด ตามตั ว โดยเฉพาะตามข อ พั บ เล็ บ ยาวพั น นิ้ ว เด็ ก ผู ช ายอั ณ ฑะจะลงมาอยู ใ นถุ ง อั ณ ฑะเด็กผูหญิงแคมอวัยวะเพศทั้ง ๒ ขางจะติดกัน๓. องคประกอบของชีวิต ชีวิตที่สามารถดํารงอยูไดดวยสวนประกอบที่สําคัญ ๒ สวนคือ กายกับใจ หรือจิต ถาหากปราศจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งแลว ไมสามารถที่จะดํารงอยูไดดวยตัวของมันเอง แตเปนการอาศัยซึ่งกันและกันจึงดํารงอยูได จึงใครที่จะเสนอแนวคิดเหลานี้สมพร สุขเกษม (๒๕๔๒: ๔๕ - ๕๑) ไดกลาวถึงองคประกอบของชีวตไวสรุปไดดังนี้ ิ ๑. องคประกอบของชีวิตทางกายภาพ รางกายมนุษยประกอบไปดวยเซลล (Cell) จํานวนนับพัน ๆ ลานเซลลขึ้นไป เซลลเปนหนวยยอยที่เล็กที่สุดในชีวิต ซึ่งแสดงธรรมชาติของความมีชีวิต เชน ในสวนของเซลที่เปนโปโตปลาสซึม ( Photoplasm ) ซึ่งเรียกกันวาสารมีชวิต ( Life substance) นั้นมีการเจริญเติบโตขยายพันธ ีตอบสนองตอสิ่งเรา หายใจตองการอาหารและมีการเปลี่ยนแปลงอาหารใหเปนพลังงาน ธรรมชาติเชนนี้ทําใหชีวิตมี “ ความตองการทางกาย ” หรือ “ความตองการทางชีววิทยา” ( BiologicalNeeds ) ซึ่งเปน “แรงขับ” ( Drives) พื้นฐานของพฤติกรรม

×