บทนํา

         คูมือการซักประวัติและหัตถการนี้จัดทําขึ้นเพื่อเปนการทบทวน เตรียมความพรอม ในการ
สอบภาคปฏิบัติเพื่อสอบอนุมัติวุฒิบัตรวิชาชีพเวชกรรม (Thai National License-3) ประจําปการศึกษา
2551 นิ สิ ต ควรทํ า การศึ ก ษาเพิ่ ม เติ ม ตามข อ กํ า หนดของศู น ย ก ารประเมิ น และรั บ รองความรู
ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศ.ร.ว.) ตามที่แพทยสภากําหนดไวตั้งแตปการศึกษา
2546 เนื่องจากไมสามารถสรุปการซักประวัติและตรวจรางกายทั้งหมด ดั้งนั้น นิสิตควรใหความสําคัญ
กับการนัดสอนเสริมตามตารางเรียน ที่กําหนด

          ในสวนการซักประวัติและหัตถการของงานสูตินารีวิทยาและกุมารเวชศาสตร ใหนิสิตทบทวน
จากคูมื อหั ต ถการ ซึ่งจั ด ทํ า โดยภาควิ ช าทั้ ง สองเมื่อ เรี ย นในชั้ น ป 4 และ 5 ตามลํา ดับ หากคูมื อ
หัตถการดังกลาวสูญหายและชํารุดใหติดตอผานธุรการภาควิชาทั้งสองเพื่อติดตอขอคูมือดังกลาวมา
ศึกษาใหมอีกครั้ง

        นอกจากนี้นิสิตสามารถฝกปฏิบัติหัตถการนอกเวลาในหองฝกปฏิบัติการที่งานแพทยศาสตร
ศึกษาไดจัดเตรียมไวโดยเฉพาะ บริเวณชั้น 14 ศูนยการแพทยสมเด็จพระเทพฯ โดยสามรถติดตอ
ขอรับกุญแจนอกเวลาไดที่ อาจารยฉัตรชัย กรีพละ

       ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก บุญบารมีของหมอมหลวงปน มาลากุล ดลบันดาลให
นิสิตแพทย มศว ประสบความสําเร็จในการสอบและการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในอนาคตตอไป




                                                                                       แพทยศาสตรศึกษา
                                                                                       1 ธันวาคม 2551




ติว National License PIII OSCE SWU                                                                        1
สารบัญ

ตารางติวเตรียมสอบ OSCE National Licese PIII
ลักษณะขอสอบที่ใชในการสอบ ศ.ร.ว. ขั้นตอนที่ 3
หมวดการตรวจรางกาย (Physical examination)
หมวดการทําหัตถการ (Procedures skills)
หมวดทักษะการสื่อสาร Communication skills
หมวดการซักประวัติ (History taking)
หมวด Interpretation skills
หมวด Management
Key Clinical Skills (10 แบบ ทักษะทางคลินิก )
       การแจงขาวราย
       สาธิต วิธีการปฏิบัติตัวแกผปวย หรือ ญาติ
                                  ู
       การใหขอมูล และคําแนะนําแกผูปวย
       การซักประวัติ (History taking)
       การใหคําปรึกษา
       อธิบายโรค และการรักษา
       ทักษะการขอ Consent
       การขอใหเซ็นใบยินยอมการผาตัด
       ตรวจรางกาย และการทําหัตถการที่มีผูปวยอยูดวย
       การใหกําลังใจ




ติว National License PIII OSCE SWU                        2
ลักษณะขอสอบที่ใชในการสอบ ศ.ร.ว.                ขั้นตอนที่ 3
           ตามที่แพทยสภา ไดกําหนดไววาผูที่เขาศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรของทุกสถาบัน ตั้งแต
ปการศึกษา 2546 จะตองผานการสอบเพื่อรับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม แพทยสภาจึงไดมอบหมาย
ใหศูนยประเมิน และรับรองความรูความสามารถ ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศ.ร.ว.) เปน
ผูดําเนินการโดยไดตั้งเกณฑผูที่จะไดรับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะตองผานการสอบทั้ง3 ขั้นตอน
ดังนี้ คือ
           ขั้นตอนที่ 1 (Basic science - MCQ) สอบเมื่อผานการเรียนชั้นปที่ 3 แลว
           ขั้นตอนที่ 2 (Clinical science - MCQ) สอบเมื่อผานการเรียนชั้นปที่ 5 แลว
           ขั้นตอนที่ 3 (Clinical competence – MEQ ,Long cases และ OSCE)
                         สอบเมื่อผานขั้นตอนที่ 1 และ 2 แลว
           ในการสอบขั้นตอนที่ 3 (OSCE) ศูนยประเมินและรับรองความรูความสามารถในการ
ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศ.ร.ว.) ไดกาหนดลักษณะขอสอบที่จะใชในการสอบขั้นตอนที่ 3  ทั้งหมด
                                           ํ
20 ขอ แบงเปน
- ขอสอบเกี่ยวกับหมวดการซักประวัติ 4 ขอ
- ขอสอบเกี่ยวกับหมวดการตรวจรางกาย 4 ขอ
- ขอสอบเกี่ยวกับหมวดการทําหัตถการ 4 ขอ
- ขอสอบเกี่ยวกับหมวดทักษะการสื่อสาร 3 ขอ
- ขอสอบเกี่ยวกับหมวดการอานและแปลผลขอมูลตางๆ 5 ข
ขอสอบทั้งหมดในแตละหมวดจะอางอิงตามเกณฑมาตรฐานแพทยสภา
ขอสอบในหมวดการซักประวัติและการตรวจรางกายตามเกณฑมาตรฐานแพทยสภา ขอ 2.1
นักศึกษาตองสามารถซักประวัติ และตรวจรางกายไดอยางเหมาะสม เมื่อพบผูปวยที่มีอาการ
สําคัญ ดังตอไปนี้
1. ไข
           2. ออนเพลีย ไมมีแรง
           3. ภาวะผิดรูป
           4. อวน น้ําหนักตัวลดลง
           5. อุบัติเหตุ สัตวมีพิษกัดตอย

ติว National License PIII OSCE SWU                                                           3
6. ปวดฟน เลือดออกตามไรฟน
        7. ปวดทอง แนนทอง ทองอืด
        8. ตาเหลือง ตัวเหลือง
        9. เบื่ออาหาร คลื่นไส อาเจียน อาเจียนเปนเลือด
        10. สะอึก สําลัก กลืนลําบาก
        11. ทองเดิน ทองผูก อุจจาระเปนเลือด อุจจาระ
        12. กอนในทอง
        13. ปวดศีรษะ มึนศีรษะ เวียนศีรษะ หนามืด เปนลม
        14. กลามเนื้อออนแรง ชัก สั่น กระตุก ชา ซึม ไมรูสติ
        15. ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเมื่อย ปวดกระดูก ปวดขอ ปวดแขน ปวดขา
        16. เจ็บคอ คัดจมูก น้ํามูกไหล จาม เลือดกําเดาออก
        17. ไอ ไอเปนเลือด หอบเหนื่อย หายใจขัด หายใจไมอิ่ม เจ็บหนาอก
        ใจสั่น เขียวคล้ํา
        18. บวม ปสสาวะลําบาก มีปสสาวะขัด ปสสาวะบอย ปสสาวะสีผดปกติ
                                                                   ิ
        กลั้นปสสาวะไมได
        19. ปสสาวะมีเลือดปน ปสสาวะเปนกรวดทราย
        20. หนองจากทอปสสาวะ
        21. แผลบริเวณอวัยวะเพศ
        22. ผื่น คัน แผล ฝ สิว ผิวหนังเปลี่ยนสี ผมรวง
        23. กอนที่คอ กอนในผิวหนัง กอนที่เตานม
        24. ซีด ตอมน้ําเหลืองโต
        25. ตั้งครรภ แทงบุตร ครรภผดปกติ ไมอยากมีบุตร มีบุตรยาก
                                       ิ
        26. ตกขาว คันชองคลอด
        27. เลือดออกทางชองคลอด
        28. ประจําเดือนผิดปกติ ปวดประจําเดือน
        29. คลอดกอนกําหนด เกินกําหนด
        30. เคืองตา ตาแดง ปวดตา มองเห็นไมชัด ตาบอด ตาโปน ตาเหล
        31. หูอื้อ การไดยินลดลง
        32. หงุดหงิด คลุมคลั่ง ประสาทหลอน นอนไมหลับ เครียด วิตกกังวล ซึมเศรา
        ติดสารเสพติด ฆาตัวตาย
        33. ถูกลวงละเมิดทางเพศ
        34. การเจริญเติบโตไมสมวัย


ติว National License PIII OSCE SWU                                                4
ขอสอบในหมวดการทําหัตถการตามเกณฑมาตรฐานแพทยสภา ขอ 3.5.1
         นักศึกษาตองสามารถทําไดดวยตนเอง ในหัตถการพื้นฐานทางคลินิกตอไปนี้




ติว National License PIII OSCE SWU                                             5
ขอสอบในหมวดทักษะการสื่อสารตามเกณฑมาตรฐานแพทยสภา ขอ 1.4 - 1.7
นักศึกษาตองมีความสามารถในการสื่อสารดังตอไปนี้
ทางการบันทึก
1. เขียนใบรับรองแพทย/หนังสือรับรองความพิการ
2. บันทึกขอมูลผูปวยคดี
3. การออกความเห็นทางนิติเวช
4. ใบสงผูปวย
5. ใบตอบรับผูปวย
6. รายงานการผาตัด
7. บันทึกรอยโรคตางๆ
8. บันทึกลักษณะบาดแผล
9. ขอมูลการซักประวัติและตรวจรางกาย
ทางวาจา
1. การแจงโรคและการรักษา
2. การใหเลือกการรักษา
3. การแจงขาวราย
4. การแจงขาวตายและการเตรียมญาติ
5. การสาธิต การแนะนําการปฏิบัตตัว
                                ิ
6. Counseling
7. การใหกําลังใจ
8. การขอ autopsy
9. การพูดแนะนําชุมชน
10. การขอคํายินยอมการรักษา/ผาตัด




ติว National License PIII OSCE SWU                                6
ขอสอบในหมวดการอานและแปลผลขอมูลตางๆ ตามเกณฑมาตรฐานแพทยสภา ขอ 3.2 - 3.4
นักศึกษาตองสามารถอานและแปลผลการตรวจ/รายงานการตรวจไดถูกตอง ดังตอไปนี้




ติว National License PIII OSCE SWU                                         7
History taking
Medicine

I. ประวัติผื่นผิวหนัง
        1.   ผื่นเริ่มเมื่อไหร
        2.   คันหรือไม
        3.   ผื่นเริ่มที่ไหน
        4.   ลักษณะการกระจาย
        5.   การเปลี่ยนแปลงของผื่น
        6.   ปจจัยที่มาสงเสริมการเกิดผื่น
        7.   การรักษาที่ไดรับมากอน
        8.   การซักประวัตตามระบบ โดยเฉพาะอยางยิงในกรณีที่สงสัยระบบนั้น ๆ
                              ิ                 ่
        9.   ประวัติอดีตและประวัติครอบครัว

การตรวจรางกาย ซี่งจะรวมเอาการตรวจทางผิวหนัง ผม เล็บ และเยื่อเมือกตา ๆ
สําหรับการพิจารณาผื่นแยกออกเปน 3 สวน ดวยกันดังนี้
        ลักษณะของผื่น
        รูปรางแลกการเรียงตัวของผืน  ่
        การกระจายของผื่น
        ขั้นตอนนี้เปนขั้นตอนที่สําคัญที่สุดในการตรวจทางผิวหนังจากคุณลักษณะที่สําคัญ 3
ประการที่กลาวมาแลว เราควรพิจารณาลักษณะประกอบอื่นๆ เพิ่มอีก เชน สีสัน แบะความนุมหรือ
ความแข็งของผื่น
การซักประวัตตามระบบ โดยเฉพาะอยางยิงในกรณีที่สงสัยระบบนั้นๆ
              ิ                            ่
ประวัติอดีตและประวัติครอบครัว

II. การซักประวัติและการตราจรางกายดวยอาการ dyspnea
             1.   อาการเกิดขึ้นขณะพักหรือออกกําลังกาย ถาเกิดขณะออกกําลังกาย เกิดขึ้นขณะออกกําลังกาย
                  มากแคไหน เชน ขึ้นบันไดกี่ขั้น ยกของหนัก ทํางานบาน
             2.   อาการเกิดขึ้นทันทีทันใด หรือคอยๆเกิด
             3.   อาการเปนมากขึ้นเมื่อเกิดภาวะใด
             4.   อาการดีขึ้น เมื่อทําอยางไร
             5.   มีอาการหายใจลําบากขณะนอนราบ แตดีขึ้นเมื่อนอนยกหัวสูงหรือไม นอนหนุนหมอนกี่ใบ
             6.   มีอาการตื่นขึ้นมาหอบในเวลากลางคืนหรือไม


ติว National License PIII OSCE SWU                                                                     8
7.     มีเสียง wheezing รวมดวยหรือไม
            8.     มีอาการบวมกดบุมรวมดวยหรือไม
            9.     มีอาการไอรวมดวยหรือไม มีเสมหะหรือไม จํานวนนอยมาก แคไหน
            10.    มีอาการไอเปนเลือดรวมดวยหรือไม ปริมาณมากนอยแคไหน
            11.    สูบบุหรี่มากนอยเพียงใด
            12.    มีไขรวมดวยหรือไม
            13.    มีอาการแนนหนาอกรวมดวยหรือไม
            14.    มีอากรเจ็บปวยใดนํามากอนหรือไม

III. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยอาการ syncope (เปนลม)
                 1. เกิดขึ้นขณะทําอะไรอยู
                 2. มีอาการรวมดวยหรือไม เชน ชัก หัวใจเตนผิดจังหวะ มีอาการหอบเหนื่อย
                 3. เปนอยูนานเทาไร
                 4. ทําอยางไรอาการถึงจะดีขึ้น
                 5. เคยเปนมากอนหรือไม
                 6. มีโรคประจําตัวหรือไม เชน โรคเบาหวาน
                 7. ไดรับยาลดความดันโลหิตอยูหรือไม
                 8. มีภาวะอื่นรวมดวย หรือไม เชน ทองเดิน ตกเลือก อาเจียน

    IV. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยอาการไอ
                 1. เปนมานานเทาใด
                 2. เปนบอยแคไหน
                 3. มีภาวะอะไรที่กระตุนการไอหรือทําใหการไอนอยลง
                 4. มีเสมหะหรือไม เสมหะสีอะไร กลิ่นเหม็นหรือไม ลักษณะเปนอยาไร จํานวนมากแคไหน
                 5. มีไอเปนเลือกรวมดวยหรือไม
                 6. มีน้ํามูกไหล เจ็บคอรวมดวยหรือไม เสียงเปลี่ยนหรือไม
                 7. มีไขรวมดวยหรือไม เปนมานานเทาไร
                 8. มีเหนื่อยหอบและแนนหนาอกรวมดวยหรือไม
                 9. สูบบุหรี่หรือไม
                 10. มีหอบหืดรวมดวยหรือไม

ติว National License PIII OSCE SWU                                                         9
11. มีอาการน้ําหนักลดรวมดวยหรือไม
              12. มี่ orthopnea PND รวมดวยหรือไม

V. การซักประวัติในผูปวยที่มีอาการไอเปนเลือด
            1. เลือดออกมาปนเล็กนอย เปนกอน หรือจํานวนมาก
            2. เลือดออกมาจากการไอ หรือจากการอาเจียน หรือมาจากชองปาก
            3. เปนมานานเทาไร
            4. มีอาการไอเรื้อรังรวมดวยหรือไม
            5. มีอาการไอมีเสมหะจํานวนมากรวมดวยหรือไม
            6. มีไข น้ําหนักลดรวมดวยหรือไม
            7. มีประวัติสูบบุหรี่หรือไม
            8. มี orthopnea PND รวมดวยหรือไม

VI. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยอาการปสสาวะเปนเลือด
            1. ประวัติรับประทานยาที่ทําใหปสสาวะเปลียนเปนสีคลายสีเลือด เชน ยาระบาย
                                                     ่
            2. ลักษณะปสสาวะเปนสีน้ําลางเนื้อ หรือสีแดงสด หรือสีโคคาโคลา
            3. ปสสาวะเปนเลือด สวนแรก สวนกลางหรือสวนทาย
            4. มีอาการอื่นรวมดวยหรือไม เชน มีอาการปวดทองแบบ colicky pain ปสสาวะแสบขัด
            5. มีประวัติเปนนิ่วมากอนหรือไม
            6. มีประวัติบวม หรือความดันโลหิตสูงรวมดวยหรือไม

VII. การซักประวัติผูปวยที่ดวยอาการปสสาวะนอยลง หรือปสสาวะไมออกเลย
            1. มีปสสาวะออกนอยกวาปกติ หรือไมออกเลย
            2. มีประวัตการเสียน้ํา เชน อุจจาระรวง อาเจียน หรือไม
                       ิ
            3. มีประวัติเคยเปนนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปสสาวะมากอนหรือไม
            4. เคยปสสาวะเปนเลือด เปนโรคไตมากอนหรือไม
            5. ไดรับยาอะไรหรือไม
            6. มีอาการปวดทองรวมดวยหรือไม
            7. มีอาการเปนโรคหัวใจรวมดวยหรือไม


ติว National License PIII OSCE SWU                                                       10
VIII. การซักประวัติผปวยที่มาดวยอาการบวม
                    ู
          1. บวมสวนใดหรือบวมทั้งตัว
            2. บวมมากตอนไหน ตอนเชา หรือตอนกลางคืน
            3. บวมกดบุมหรือไม
            4. ใสแหวนแลวคับขึ้นหรือไม
            5. หนังตาบวมหรือไม
            6. ทองโตดวยหรือไม
            7. มีอาการเหนื่อยหอบ นอนราบไมได หรือลุกขึ้นมาหอบเหนื่อยตอนกลางคืน
            8. มีอาการอื่นรวมดวยหรือไม เชน ปสสาวะนอย ซีด คลื่นไสอาเจียน ซึม
            9. เคยมีตัวเหลืองตาเหลือง เปนโรคตับอักเสบดื่มสุราเรื้อรังมากอนหรือไม

IX. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยเรื่องซีด
            1.    มีอาการเวียนศีรษะ หนามืด ใจสั่น เหงื่อออก มือเทาเย็นหรือไม
            2.    มีอาการออนเพลีย ไมมีแรง เหนื่อยหอบหรือไม
            3.    มีอาการเลือดออกงายรวมดวยหรือไม
            4.    มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองรวมดวยหรือไม
            5.    มีอาการแสบลิ้น เล็บเปราะรวมดวยหรือไม
            6.    มีอาการตามัวรวมดวยหรือไม
            7.    มีอาการเบื่ออาหาร แนนทอง ทองอืด ทองผูก กลืนลําบาก รวมดวยหรือไม
            8.    มีอาการถายอุจจาระดํา ถายอุจจาระเปนเลือด ประจําเดือนมามากผิดปกติ
            9.    มีกอนในทองหรือไม มีไขรวมดวยหรือไม
            10.   มีปสสาวะเปนสีโคคาโคลาหรือไม
            11.   มีน้ําหนักลดหรือไม

X. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยเรื่องเลือดออกผิดปกติ
            1.    เลือดออกไดเองโดยไมมีการกระทบกระแทกหรือไม เชน จ้ําเลือด เลือดออกตามไรฟน โดย
                  ไมมีเหงือกอักเสบ เลือดกําเดาไหลเอง ประจําเดือนมามากและนาน เลือดออกในขอ
            2.    มีเลือดออกหลังจากการกระทบกระแทก จํานวนไมไดสัดสวนกับความรุนแรงของการกระทบ
                  กระแทก เชน เดินชนขอบโตะ แตมีจ้ําเลือดใหญมาก ถอนฟนแลวเลือดออกไมหยุด
            3.    มีเลือดออกมากกวาแหงเดียวหรือไม
            4.    มีประวัติครอบครัวมีเลือดออกงายหรือไม


ติว National License PIII OSCE SWU                                                                  11
5.    ประวัติผาตัดในอดีตแลวเลือดออกไมหยุด
            6.    ประวัติการใชยามี่มีผลตอกลไกการหามเลือดหรือไม เขน ยาเคมีบําบัด ยาแกปวด ยาปฏิชีวนะ
                  ยาตานเกร็ดเลือด ยาหามการแข็งตัวของเลือด
            7.    มีประวัติโรคตับ โรคไต ภาวะshock ภาวะแทรกซอนจากการตั้งครรภหรือไม


XI. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยเรื่องไข
            1.    มีไขมานานเทาไหร
            2.    มีไขหนาวสั่นหรือไม
            3.    ลักษณะเปนไขแบบใด เปนตลอดเวลา เปนๆหายๆ เปนตน
            4.    มีน้ํามูกไหล ไอ เจ็บคอ มีเสมหะ หอบหรือไม
            5.    มีปสสาวะแสบขัด ปวดหลังหรือไม
            6.    มีปวดทอง แนนทอง หรือทองเดินหรือไม
            7.    มีตัวเหลือง ตาเหลืองรวมดวยหรือไม
            8.    มีผื่นขึ้นตามตัวหรือไม
            9.    ประวัติไปตางจังหวัด
            10.   รับประทานยาอะไรหรือไม
            11.   ติดยาเสพติดเขาเสนหรือไม
            12.   มีผูใกลชิดไดรับ เลือดหรือสวนประกอบของเลือดหรือไม
            13.   เปนโรคเบาหวาน เปนพิษสุราเรื้อรัง ไดรับยา steroid เปนโรค AIDS หรือไม

XII. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยอาการกลืนลําบาก
            1.    กลืนไมลงบริเวณไหน
            2.    เกิดขึ้นเมื่อไร เปนๆหายๆ หรือเปนตลอดเวลา เปนมากขึ้นหรือไม เปนมากขึ้นเร็วแคไหน
            3.    กลืนลําบากเฉพาะอาหารแข็ง หรือของเหลว หรือทั้งสองอยาง
            4.    มีประวัติผิดปกติทางระบบประสาทเชน เปนอัมพาตหรือไม
            5.    มีแนนบริเวณหนาอกหรือไม
            6.    มีน้ําหนักตัวลดรวมดวยยหรือไม
            7.    มี regurgitation ออกมาขณะนอนราบหรือไม
            8.    มีอาการอื่นรวมดวยหรือไม เชน ซีด แสบลิ้น
            9.    มีอาการ heart burn รวมดวยหรือไม เริ่มจากบริเวณ epigastrium ขึ้นมา




ติว National License PIII OSCE SWU                                                                      12
XIII. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยอาการคลื่นไสอาเจียน
            1. ลักษณะที่อาเจียนออกมากเปนอาหารหรือน้ํา จํานวนมากนอยแคไหน
            2. เปนมานานเทาไร
            3. อาเจียนเปนแบบ อาเจียนพุงหรือไม
                                       
            4. มีอาการปวดทอง แนนทองรวมดวยหรือไม
            5. มีอาการทองเดินรวมดวยหรือไม
            6. น้ําหนักตัวลดลงหรือไม
            7. ประจําเดือนขาดหรือไม
            8. ไดรับยาหรือดืมสุราหรือไม
                             ่
            9. ปวดศีรษะรวมดวยหรือไม
            10. มีอาการบวม ตาเหลือง ตัวเหลือง รวมดวยหรือไม

XIV. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยอาการปวดทอง
            1. ลักษณะ ปวดอยางไรตื้อๆ หรือ จี๊ดๆ หรือยาง colic
            2. ความรุนแรง ปวดมากนอยแคไหน
            3. ตําแหนง ที่ๆปวดและ ลึกหรือตื้น
            4. ปวดอยูกับที่ ปวดจุดเล็กๆจุดเดียว หรือจุดใหญ
                     
            5. อาการปวดราว ปวดราวไปไหนบาง
            6. ระยะเวลาที่ปวด ปวดนานแคไหน
            7. ความบอยของการปวด ปวดบอยแคไหน
            8. ปวดเวลาไหนเปนพิเศษ หรือเปลา
            9. อะไรทําใหอาการปวดเกิดขึน
                                       ้
            10. อะไรทําใหอาการปวดหายไป
            11. มีอาการอะไรเกิดรวมกับอาการปวดบาง เชน อาการคลื่นไส ปวดหัว ไข ทองเสีย ทองแนน
                ทองอืด หรือมีเสียงในทองมากขึ้น มีน้ําลายไหล เหงือออกหนาซีดเปนลม หรือมีอาการทาง
                                                                  ่
                ปสสาวะ เชน ถาผูปวยมีปวดทอง ควรถามถึงอาการทางระบบปสสาวะ รวมถึงอาการทาง
                ระบบขับถาย




ติว National License PIII OSCE SWU                                                   13
XV. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยอาการทองเสีย
            1.   จํานวนที่ถายอุจจาระวันละกี่ครั้ง ครั้งละจํานวนมากหรือทีละนอย
            2.   ลักษณะอุจจาระเปนอยาไร เปนน้ําเหลว เปนมูกเลือด เปนน้ําปนเนื้อ หรือเปนกอนธรรมดา สี
                 อุจจาระเปนอยาไร กลิ่นเหม็นผิดปกติหรือไม
            3.   เปนมานานเทาไร เพิ่งเปน เปนนาน หรือเปนๆ หายๆ
            4.   ถายอุจจาระทั้งกลางวัน กลางคืน หรือไม
            5.   มีปวดเบงรวมดวยหรือไม
            6.   ไดรับยาอะไรอยูหรือไม
            7.   มีคนอื่นเปนดวยหรือไม
            8.   มีอาการอื่นรวมดวยหรือไม เชน ไข อาเจียน น้ําหนักตัวลดลงมาก ใจสั่น ประจําเดือนผิดปกติ

XVI. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยอาเจียนเปนเลือดหรือ ถายดํา
            1. จํานวนเลือดทีออกมานอยแคไหน
                            ่
            2. มีอาการเปนลม เวียนศรีษะ คลื่นไสเหงื่อออกรวมดวยหรือไม
            3. มีประวัติทากอนหรือไม
            4. มีประวัติโรคกระเพาะมากอนหรือไม
            5. มีประวัติปวดทองเปนๆหาย               ๆมากอนหรือไม
            6. ไดรับยา NSAID มาหรือไม
            7. มีภาวะ stress เชน หลังผาตัด ชอค
            8. ดื่มสุรา มากนอยแคไหน นานเทาไร
            9. มีประวัติโรคตับแข็งมากอนหรือไม
            10. มีประวัติอาเจียนนํามากอน หรือไม
            11. ไดรับยาบํารุงเลือดหรือไม

XVII. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยอาการตาเหลือง ตัวเหลือง
            1. เปนมานานเทาไร มีอาการไขนํามากอนหรือไม
            2. ปสสาวะสีอะไร
            3. ถายอุจจาระสีอะไร ซีดลงหรือไม
            4. มีอาการคัยรวมดวยหรือไม
            5. มีอาการปวดทองรวมดวยหรือไม ปวดที่ไหน เคยปวดมากอนหรือไม


ติว National License PIII OSCE SWU                                                                     14
6. ไดสัมผัสตัวผูปวยที่มีตวเหลืองตาเหลืองหรือไม
                                        ั
            7. ไดรับเลือดหรือไม
            8. ติดยาเสพติดเขาเสนหรือไม
            9. ดื่มสุราหรือไมจํานวนเทาไร
            10. ไดรับยาอะไรอยูบาง
            11. มีใครในครอบครัวตัวเหลืองตาเหลืองหรือไม

XVIII. Headace
ตัวอยาง ผูปวยหญิงอายุ 25 ป มาพบแพทยดวยอาการปวดศีรษะ 3 วัน จงซักประวัติเพื่อใหไดขอมูลที่ชวยใน
           
การวินิจฉัยและคนหาสาเหตุ
    1        Age of onset (อาการเปนแบบเฉียบพลัน คือเกิดขึ้นทันที, กึ่งเฉียบพลัน หรือ เรื้อรัง)
    2        ความถี่ของอาการปวดศีรษะ(จํานวนครั้งตอวัน/สัปดาห/เดือน)
    3        ระยะเวลาของอาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นในแตละครั้ง(นาที/ชั่วโมง/วัน)
    4        ชวงเวลาหรือกิจกรรมที่กําลังปฏิบัติขณะเกิดอาการเชน อาการเปนในชวงบาย ขณะทํางาน,
             ไอหรือจาม, หรือตองตื่นนอนกลางดึกเพราะปวดศีรษะ
    5        อาการนํากอนปวดศีรษะ เชน หิวมาก ทานมาก หาวบอย งวงนอนมากผิดปกติ
    6        Aura
    7        บริเวณที่มีอาการปวดศีรษะและบริเวณทีมอาการปวดราว เชน ปวดทั่วทั้งศีรษะ, ปวดครึง
                                                     ่ ี                                        ่
             ปวดบริเวณขมับ, ปวดรางรอบกระบอกตา, หรือ ปวดทายทอยลงมายังตนคอ
    8        ลักษณะของอาการปวดศีรษะ เชน ปวดตุบๆ(throbbing pain), ปวดเหมือนถูกมีดหรือเข็ม
                                                       
             แทง (stabbing pain), ปวดทันทีเหมือนมีอะไรระเบิดในศีรษะ(thunderclap headache),
             หรือปวดแบบตื้อๆ
    9        อาการอื่นที่มีรวมเชน คลื่นไส อาเจียน, ถายเหลว, ปวดหรือแสบตาดานเดียวกับที่ปวด
             ศีรษะ, ชาบริเวณรอบปากและแขน, เวียนศีรษะบานหมุน, เดินเซ, ปวดเมื่อยตามตัว
   10        ปจจัยทีกระตุนใหเกิดอาการปวดศีรษะ เชน ความเครียด, สุราหรือยาบางชนิด, กาแฟ, ออก
                     ่ 
             กําลังกาย, การมีเพศสัมพันธ
   11        ปจจัยที่ทําใหอาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้น เชน ไอ, จาม, เบง หรือ การเปลี่ยนทาทาง
   12        ปจจัยที่ชวยบรรเทาอาการปวดศีรษะ เชน การประคบเย็น หรือ บีบนวด
                       
   13        ประวัติการรักษาและยาที่เคยไดรับ
   14        โรคประจําตัว, การบาดเจ็บบริเวณศีรษะ, และการแพยา
   15        ประวัติการมีเพศสัมพันธที่มีความเสี่ยงสูง เชน multiple partners, homosexual


ติว National License PIII OSCE SWU                                                        15
16      ประวัติโรคทางพันธุกรรมและความผิดปกติในครอบครัว
   17      ขอมูลสวนบุคคลและขอมูลทางสังคมของผูปวย เชน อาชีพ, สถานะทางการเงิน, ปญหา
           การหยาราง, นิสัยสวนตัว และอารมณ




ติว National License PIII OSCE SWU                                                 16
Surgery
I. Abdominal pain


ตัวอยาง .ผูปวยชายไทยอายุ 40 ป มาตรวจที่หองฉุกเฉินดวยอาการปวดทอง
คําสั่งปฏิบติ จงซักประวัติ ตรวจรางกาย (เฉพาะระบบที่เกี่ยวของ) และใหการวินิจฉัย
           ั
สวนที่ 1 ทักษะการซักประวัติ
แนะนําตนเองแกผูปวย
    1. site / location of pain
    2. progression of pain/ shifting of pain
    3. characteristic of pain
    4. refer pain
    5. associated symptoms
    6. aggravating/ releasing
    7. co-morbidity
สวนที่ 2 ทักษะการตรวจรางกาย
    1. general appearance of abdomen
    2. auscultation
    3. palpation
                - McBurney point
                - Psoas sign
                - Obturator sign
                - rebound tenderness
                - Rovsing sign
    4. Digital rectal examination
สวนที่ 3 การวินิจฉัย
    1. Acute appendicitis
    2. Acute diverticulitis
    3. Peritonitis




ติว National License PIII OSCE SWU                                                  17
Psychiatry
I. Suicide
ตัวอยาง ผูปวยหญิง ไทย โสด อายุ 30 ป จบ ปวส.ดานการชาง/บัญชี ทํางานชางเชื่อม/
บัญชี (ปจจุบันตกงาน) อยูคนเดียว มารพ.เนื่องจากกินยา Paracetamol 120 เม็ด ผูปวย
กินเนื่องจากเบื่อหนายทอแท ไมอยากมีชีวิตอยู
    1.ถาม Demographic data เพศ อายุ สถานะ การศึกษา การทํางาน ที่อยู
    2.ถามเรื่องสาเหตุที่ฆาตัวตาย เรื่องที่ เครียด เชน ตกงาน หนี้สิน
    3.ถาม intention to die คือ หวังผลในการกินยาอยางไร มีความคิดอยากตายอยูหรือไม คิด
                                                                           
    เรื่องฆาตัวตายบอยหรือไม
    4.ถาม suicidal act & plan เรื่องแผนการ การเตรียมตัว กินอะไรไปบาง หลังกินเปน
    อยางไร มีใครมาชวย แผนหลังจากออกจากรพ. เรื่องจดหมายลาตาย
    5.ถามอาการของโรคซึมเศราดานอารมณเศรา เบื่อหนาย ทอแท หมดความสนใจ ไมอยาก
    ทําอะไร รองไห
    6.ถามอาการของโรคซึมเศราดานรางกาย เชน ออนเพลีย เบื่ออาหาร น้ําหนักลด นอนไม
    หลับ
    7.ถามอาการของโรคซึมเศราดานความคิด เชน สมาธิไมดี หลงลืม มองตนเองไมมีคา ไมมี
    อนาคตไมมีใครชวยได
    8.ถามประวัตโรคทางจิตเวชอื่นๆ เชน psychosis ,mania, anxiety
                  ิ
    9.ถามประวัตการฆาตัวตาย ทํารายตนเองมากอน หรือประวัติโรคทางจิตเวช
                    ิ
    10.ถามประวัตโรคทางจิตเวชในครอบครัว
                      ิ
    11.ถามประวัตโรคทางกาย หรือ การใชสารเสพติด
                        ิ
    12.ถามถึง supporting system เชน ครอบครัว เพื่อน
    13.วินิจฉัยเปน Major depressive disorder
    14.ประเมินไดวาเปน high risk suicide




ติว National License PIII OSCE SWU                                                      18
Physical examination
Medicine
1.vital signs
: Temperature, BP, PR , RR
2.Cardiovascular system
                                             ขั้นตอนการตรวจ
1. ดู general appearance (edema, cyanosis, clubbing,etc.)

2. คลํา pulse
2.1 คลําครบทั้ง 4 extremities
2.2 คลํา pulse ทั้งซายและขวาไปพรอมกัน
2.3 คลํา radial และ femoral pulse พรอมกัน
3. คลํา carotid pulse
3.1 กอนคลํา carotid pulse ตองฟงหาดูวามี carotid bruits ไหม? โดยเฉพาะในผูปวยสูงอายุ
3.2 คลําทีละขาง, หามคลําพรอมกัน
4. ดู JVP
4.1 ดูในทา 30 – 45 เพื่อตรวจหาระดับของ JVP โดยเทียบระดับกับ sternal angle
4.2 ดูในทาใดก็ได เพื่อตรวจหาลักษณะและความแรงของ a และ v waves ทั้งนี้ตองแสดงทาทางเปรียบเทียบกับ carotid
pulse หรือ heart sound
5. การตรวจ precordium
5.1 ดูเพื่อสังเกตรูปรางและความผิดปกติในรูปราง หรือ impulse ที่แรงหรือผิดตําแหนง
5.2 คลําโดยวางมือขวาบนทรวงอกดานซายใตตอราวนม เพื่อหา apical impulse หรือ PMI, abnormal impulse
หรือ heart sound
5.3 ตรวจตําแหนงของ apical impulse ใหแนนอนโดยใชปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางแยงที่ตําแหนงนั้นใน ทานอนหงาย
5.4 ตรวจแบบเดียวกับ 5.3 เพื่อหาลักษณะของ apical contour วาเปน normal thrust, tap, slap, heave
หรือ double apical impulse หากคลําไมไดชัดเจน ใหผูปวยนอนตะแคงไปทางซาย (left lateral decubitus) แลว
คลําดูใหม
5.5 ตรวจ RV heaving โดยวางฝามือขวาที่บริเวณ sternum ใหลําแขนตั้งฉากกับฝามือและออกแรงกดเล็กนอย
5.6 ฟงโดย stethoscope ทั้ง precordiumเริ่มที่ apex หรือ base รวมทั้งบริเวณ Lt parasternal aea
 5.6.1 ฟงโดยใช bell หรือ diaphragm ตามความเหมาะสม
 5.6.2 ฟงในทาที่ผูปวยนอนตะแคงซาย
 5.6.3 ฟงในทาที่ผูปวยลุกนั่งโนมตัวไปขางหนา




ติว National License PIII OSCE SWU                                                                        19
3.Respiratory System
                                            ขั้นตอนการตรวจ
Inspection
1. Cyanosis ลิ้นและปลายมือปลายเทา
2. Clubbing นิ้วมือนิ้วเทา
3 Plethora, venous distension ของบริเวณใบหนาและลําคอ
4 Chest contour ใหถอดเสื้อและตรวจในทานั่งดูความผิดปกติโดยรอบ
5. Breathing movement ดู rate. depth. rhythm, equality presence of paradox. accessory
muscle use
Palpation
1. Lymph node คลําที่บริเวณคอและรักแร(ในกรณีสงสัยมะเร็ง)
2. Trache คลําบริเวณ supasternàl fossa โดยใหหนาตรงและคางอยูในแนวกลางใชนิ้งชี้ทั้งสองขางกับนิ้วกลางคลํา
จากดานหนาหรือดานหลัง
3. Chest expansion
- Apical วางนิ้วมือบนไหปลาราใหนิ้วหัวแมมือสองขางมาชิดกันในแนวกลางขณะหายใจออกสุด
- Base ทําเหมือนกันแตกางนิ้วไปตามแนวชี่โครง ตรวจทั้งหนาและหลัง
. Vocal fremitus วางฝามือแนบกับทรวงอกในตําแหนง เหมือนตรวจ expansion แลวใหคนไขนับ 1 2 3
4. อื่นๆเชน subcutaneous emphysema
Percussion
1. ดานหนาเคาะไหลจากบนไหปลาราลงมาตามชองซี่โครงเปรียบเทียบ 2 ขาง
2. ดานหลังเคาะไลจากดานบนระหวางสะบักลงมาดานลางเปรียบเทียบ 2 ขาง
Auscultation
1. Breath sound ฟงเทียบกัน 2 ขาง มีการลดลงในตําแหนงใดหรือไม
2. มี abnormal bronchial breathi sounds ในตําแหนงใดหรือไม
3.ฟงวามี adventitious sounds ในตําแหนงใดหรือไม ไดแก crackles, wheezes. stridor. pleural rub.
mediastinal crunch
4. Voice-generated sounds
- Vocal resonance (นับ1.2.3ฟงเปรียบเทียบ 2 ขางวามีตําแหนงใดเสียงดังหรือเบากวากันหรือไม)
หรือ- Whispering pectoriloquy (พูดเบาๆแลวฟง 2 ขางเปรียบเทียบกันวามีตําแหนงใดฟงไดชัดกวาหรือไม)
หรือEgophony (ออกเสียง E ฟงไดเปน A ในตําแหนงใดหรือไม)




ติว National License PIII OSCE SWU                                                                       20
4.Gastroenterology
                                                    ขั้นตอนการตรวจ
1. Observation:
- general appearance including leg edema
- ตา (anemia. jaundice)
- oral cavity
- signs of chronic liver disease (spider nevi. palmar erthrerna. gynecomastia etc.)
- signs of hepatic encephalopathy(flapping fetor hepaticus)
- abdominal contour and superficial dilated veins (หนาและหลัง)
2.ฟง
- bowel sound
- (bruit or venous hum)
3. คลํา-เคาะ
- light palpation (all quadrants)
- deep palpation (all quadrants)
- examination of liver (describe size. span liver dullness, consistency, edge surface,
tender. etc.)
- examination of spleen (supine and right lateral decubitus )
- bimanual palpation of kidney
- examination of hernia
4. ExamInation of ascites
- fluid thrill
- shifting dullness
5. Rectal examination


5.วิธีการตรวจ Cranial Nerve
CN I
    -    อธิบายใหผูปวยปดรูจมูกทีละขางสูดลมหายใจเขาทางจมูกอีกขางสลับกันเพื่อตรวจสอบวารูจมูกไมอุดตัน
    -    เลือกวัตถุที่ใชทดสอบ(เลือกกาแฟ, ยาเสน)ใหผูปวยอุดรูจมูกขางหนึ่ง ถามผูปวยวาไดกลิ่นหรือไมและเปนกลิ่นอะไร
    -    ใหผูปวยสูดกลิ่นทางรูจมูกอีกขาง โดยมีวิธีเดียวกัน ถามวาผูปวยไดกลิ่นหรือไมและเปนกลิ่นเดียวกันหรือไม
CN II
1. Visual acuity (Pocket near vision chart)
- ถือ chart หางตาผูปวยประมาณ 14 นิ้ว
- ใหผูปวยใชมือปดตาทีละขางแลวใหอานตัวเลขบน Chart ตั้งแตแถวแรก
2. Visual field (Confrontation test)
- ใหผูปวยและผูตรวจหันหนาเขาหากันโดยอยูหางกันประมาณ 1 เมตร ระดับสายตาเทากัน
- ตรวจ VF ทีละขางโดยใหผูปวยและผูตรวจปดตาขางที่อยูตรงขามกัน
- ใหผูปวยมองที่ตาผูตรวจ
- เลื่อนนิ้วมือของผูตรวจจาก peripheral field เขามาทดสอบทีละ quadrant โดยกะระยใหนิ้วมืออยูหางจากผูตรวจและ
                                                                                          
ผูปวยระยะเทาๆกัน
3. Fundoscopic examination
- ใหผูปวยมองไปขางหนา จองมองวัตถุที่อยูไกลๆ ถาผูปวยใสแวนใหถอดออก



ติว National License PIII OSCE SWU                                                                                           21
- ผูตรวจปรับ lens ใหเหมาะสม ถาผูตรวจใสแวนใหถอดกอน* ถาผูตรวจใสแวนใหบันทึกดวย
- แนบ ophthalmoscope เขากับกระบอกตาแลวตรวจตาผูปวยขางเดียวกันถือ ophthalmoscope ดวยมือขางเดียวกับ
ตาที่ใช ใหนิ้วชี้อยูที่ disk ปรับ refraction และนิ้วกลางแตะใบหนาผูปวย ดู potic fundi ใหทั่วโดยเปลี่ยนมุมมอง* ถา
ผูสอบทําสิ่งตอไปนี้ใหบันทึกไวดวย(ไมเหมาะสม)
- ผูตรวจปดตาผูปวย โดยที่ผูปวยไมไดมีหนังตาตก*
-ผูตรวจวางมือบนศีรษะของผูปวย*
CN III. IV. VI
1. Exophthalmos
- สังเกต exophthalmos โดยการมองจากดานบนของศีรษะผูปวยแลวเปรียเทียบกัน
2. Puplliary
- ใหผูปวยมองตรง เปรียบเทียบขนาด pupil สองไฟฉายขางทางดานขาง
- สังเกต direct reflex ของตาขาวนั้น และ consensual reflex ของตาอีกขาง
3. Extraocular movement
- ใหผูปวยมองตามวัตถุไปทิศทางตางๆ: ซาย ขวา บน ลาง โดยแตละทิศทางใหผูปวยมองคางนิ่งในทิศนั้นอยานอย 5 วินาที
4. Ptosis
- สังเกตเปรียบเทียบระดับหนังตา 2 ขางแลวบอกผลที่เห็น
5.Accommodation
- ใหผูปวยมองตามวัตถุที่เลื่อนเขาหาผูปวยในแนวกลาง: สังเกต convergence และ miosis
CNV
1. Motors
1.1 Temporalis muscle
- สังเกต temporal fossa 2 ขางเพื่อดูวามี muscle atrophy หรือไม
- ใหผูปวยอาปากแลวกัดกรามโดยผูตรวจใชมือคลําบนกลามเนื้อเปรียบเทียบกัน 2 ขาง
1.2 Masseter muscle
- สังเกตบริเวณ mandible 2 ขาง เพื่อดูวามี muscle atrophy หรือไม
- ใหผูปวยอาปากแลวกัดกราม โดยผูตรวจใชมือคลําบนกลามเนื้อเปรียบเทียบกัน 2 ขาง
1.3 Latefal pterygoid muscle
- ใหผูปวยอาปากและหุบปากหลายๆครั้งเพื่อดูวามี jaw deviation ไปดานที่ออนแรงหรือไม
- ใหผูปวยอาปาก โดยผูตรวจพยายามดันคางไว ใชมือหนึ่งวางบนศีรษะผูปวยโดยตองขอโทษกอนเสมอ
- ใหผูปวยโยคางไปดานขางทีละดานโดยผูตรวจพยายามตานแรงไว
2 Facial sensation
2.1 skin sensation
- ผูตรวจทดสอบความรูสึกดวย เข็มและสําลีที่บริเวณหนาผาก(V1) แกม(V2) และคาง(V3) เปรียบเทียบกัน 2 ขาง
2.2 corneal reflex วิธีการตรวจ
- อธิบายวัตถุประสงคและวิธีการตรวจ
- ผูตรวจใชสําลีปนปลายใหแหลม แตะที่ cornea อาจตองใหผูปวยมอง upward, medial
3. Jaw jerk
- ใหผูปวยอาปากหยอนเล็กนอย ผูตรวจวางนิ้วชี้ลงบนคางผูปวย โดยใชไมเคาะ reflex เคาะลงทางดานลาง




ติว National License PIII OSCE SWU                                                                                  22
6.Motor Function
                                             ขั้นตอนการตรวจ.
1. Observe : มองหาabnormal movement muscle wasting. fasciculation. กระตุนใหเกิด
fasciculation โดยเคาะลงบนกลามเนื้อ
2. Pronator drift : ใหเหยียดแขนตรงยื่นมาขางหนาระดับไหล forearm
flexion และ pronation. finger flexion แลวลองตบบนมือ 2 ขางเร็วๆดู rebound
3. Muscle tone ใหผูปวยนังตามสสบายไมเกร็ง ทํา passive movement ของ joint ตางๆ
                             ่
- Shoulder joint มือหนึ่งจับใหลอีกมือหนึ่งจับบริเวณ forearm ขยับตนแขนไปขางหนา-ขางหลัง-หมุนรอบขอไหล
-Elbow joint ใชมือหนึ่งจับไหล อีกมือหนึ่งจับทา shake hand ใหงอ-เหยียดศอก
- Radio-ulnar joint ใชทาเดิมใหคว่ํามือ-หงายมือ
-Wrist joint มือหนึ่งจับ forearm อีกมือจับทา shake hand กระดกมือขึ้น-ลง.
4. ตรวจ power ทีละแขนเปรียบเทียบกัน
- deltoid ตรวจพรอมกันทั้งสองขาง
- biceps
- triceps
- brachioradialis
- pronator
- supinator
- wrist flexion
-wrist extension
- hand grip (ตรวจพรอมกันทั้ง 2 ขาง)
-finger extension
- finger abduction (ตรวจพรอมกันทั้ง 2 ขาง)
- finger adduction
- opponens
5. Deep tendon reflex
- Biceps ผูปวยงอแขนพอประมาณ ใชนิ้ววางบน biceps tendon เคาะบนนิ้ว
-Triceps ผูปวยงอแขนพอประมาณ เคาะบน triceps tendon (2” เหนือศอก)
- Brachioradialis เคาะบน brachioradialis tendon (2 ” เหนือขอมือ)
- Finger วางนิ้วบนมือของผูปวยระดับ PIP joint เคาะบนนิ้วมือผูตรวจ
6.ตรวจ Hoffmann หรือ Trommer sign ทีละมือ
- จับมือผูปวยให extend wrist MCP. PIP joint ของนิ้วกลางดีด distal phalanx ลงหรือขึ้นเร็วๆดู
palmar flexion ของนิ้วอื่นๆโดยเฉพาะนิ้วหัวแมมือ




ติว National License PIII OSCE SWU                                                                          23
ขั้นตอนการตรวจ
ขา        ตรวจในทานอน
1.Observatlon ควรถลกขากางเกง มองหา wasting. fasciculation etc.
2.Muscle tone ใหผูปวยนอนตามสบายไมเกร็ง
- roll วางมือบนตนขาผูปวยแลวexternal และ internal rotate ตนขา สังเกตดู movement ของปลายขา
- lift สอดมือ 2 ขางใตเขาทีละขางจับยกเขาขึ้นมาเร็วๆ สังเกตmovement ของปลายขา
3.ตรวจ power ทีละขา
- hip flexion
- hip extension
- hip abduction
- knee flexion
- knee extension
- ankle dorsiflexion
- ankle plantar flexion
-eversion
- inversion
- toe dorsiflexion
- toe flexion
4. ตรวจ deep tendon reflex ทีละขา
- Knee สอดแขนซายพยุงใตเขาของผูปวยใหอยูในทา flex เคาะบน patellar tendon
-Ankle ใหผูปวยงอสะโพกและเขาพรอมทั้งทํา external rotation ใชมือซายแตะฝาเทาผูปวยเพื่อทําdorsiflexion
เลกนอยเคาะบน Archiles tendon
5.ตรวจ plantar reflex ขีดฝาเทาไปตาม lateral aspect ของฝาเทาจนถึงใตนวหัวแมเทา
                                                                              ิ้
6. ตรวจ ankle clonus มือหนึ่งจับเหนือขอเทา อีกมือดันฝาเทาเพื่อทํา dorsiflexion เร็วๆ
7. ตรวจ gait



7. Deep Tendon Reflex ในทานอน
                                               ขั้นตอนการตรวจ
1.การแนะนําผูปวย
-ขอใบอนุญาตและบอกวาจะตรวจอะไร
-บอกผูปวยใหนอนราบตามสบายไมตองเกร็ง
2.Bicetp jerk
-จัดทาใหผูปวยวางตนแขนบนที่นอนปลายแขนและมือวางบนหนาทองในทา pronation
-ผูตรวจวางนิ้วหัวแมมือหรือนิ้วชี้ลงบน biceps tendon
3.Brahiosradialis jerk
-จัดทาใหผูปวยวางตนแขนบนที่นอนปลายแขนและมือวางบนหนาทองในทา pronation
-ใชไมเคาะ เคาะ ปลายลางของกระดูก radius ที่ตําแหนงประมาณ 2 นิ้วเหนือขอมือ
4.Triceps jerk
-จัดทาใหแขนของผูปวยวางบนลําตัว
-ใชไมเคาะ เคาะ triceps ใชไมเคาะที่ตําแหนงประมาณ 2” เหนือขอศอก


ติว National License PIII OSCE SWU                                                                          24
5.Finger jerk
-ใหผูปวย supinate แบมือและปลอยใหนิ้วมืองอตามสบาย
-ผูตรวจวางมือบนนิ้วผูปวย ใชไมเคาะเคาะบนนิ้วผูตรวจ
6.Knee jerk
-ผูตรวจใชแขนขางซายสอดและพยุงใตเขาของผูปวยซึ่งอยูในทา flexion เล็กนอย
-ใชไมเคาะ เคาะ pateliar tendon
7.Ankle jerk
-จัดทาใหผูปวยงอสะโพกและเขาพรอมทั้งทํา externa; rotation
-ผูตรวจใชมือขางซายแตะที่ฝาเทาของผูปวยเพื่อ dorsiflex ขอเทาเล็กนอย
-ใชไมเคาะ เคาะที่ Archilles tendon
8.การใชไมเคาะรีเฟล็กซ(ประเมินรวม)
-การจับไมเคาะ
-ใชขอมือเหวี่ยงไมเคาะโดยการใชน้ําหนักของไมเคาะเปนการกําหนดความแรงของการเคาะ



8. Cerebellar Function
                                                      ขั้นตอนการตรวจ
1. Nystagmus
ใหผูปวยกลอกตาไปมาทางซาย-ขวา, บน-ลาง
2. Tone ของกลามเนื้อ
- shoulder joint
- elbow joint
- radlo—ulnar joint
- wrist joint
3. Co-ordination ของแขน(วิธใดวิธีหนึ่ง)
                              ี
3.1 Finge-to-finger ใหผูปวยหลับตากางแขนแลวใหเอานิ้วชี้ทั้ง 2 ขางมาแตะกันตรงกลาง
3.2Finger-to-nose ใหผูปวยหลับตากางแขนแลวใหเอานิ้วชี้มาแตะปลายจมูกตนเอง
3.3 Finger-to-nose-to-finger ใหผูปวยลืมตาเอานิ้วแตะนิ้วชี้ผูตรวจแลวกลับไปแตะปลายจมูกผูปวยเอง
4. Co-ordination ของขา
Heel-to-knee ใหผูปวยกสนเทาขึ้นวางบนหัวเขาดานตรงขามแลวไถสนเทาไปตามสันหนาแขง
5. Alternate movement ของแขน(วิธีใดวิธีหนึง)                ่
5.1 ใหผูปวยใชปลายนิ้วชี้แตะปลายนิ้วหัวแมมืออยางเร็วหรือแตะทุนิ้วเรียงกันไปอยางเร็วพรอมกัน 2 มือ
5.2 .ใชมือขางหนึ่งตบคว่ํา-หงายบนมืออีกขางหนึ่งหรือเขาของตนเองเปนจังหวะ
6. Alternate movement ของขา
ใหผูปวยตบปลายเทาลงบนพื้น(ทานัง)หรือมือของผูปวยตรวจ(ทานอน)เปนจังหวะ
                                  ่
7. Tandem walking
ใหผูปวยเดินตอเทาเปนเสนตรงโดยผูตรวจตองระวังไมใหผูปวยหกลม




ติว National License PIII OSCE SWU                                                                        25
9. Sign of Meningeal Irrigation
                                                     ขั้นตอนการตรวจ
1.Stiff neck(nuchal rigidity)
1.1บอกผูปวยวาตรวจอะไรและขออนุญาต
1.2ใชมือสอดใตศีรษะผูปวยบริเวณทายทอยและคอยๆยกศีรษะใหคางแตะกับอก
1.3 ใชมือจับศีรษะของผูปวยหันไปทางซาย-ขวา
1.4จับไหล 2 ขางของผูปวยยกขึ้น โดยไมตองยกศีรษะตามสังเกตวาคอหงายไปดานหลังไกหรือไม
1.5แปลผล
Positive เมื่อเจ็บตึงตนคอ ดานหลัง หรือ กลามเนื้อ Extensor ของคอเกร็ง กมหรือเงยไมได
2.Kernig’s Sign
2.1บอกผูปวยวาตรวจอะไรและขออนุญาต
2.2 งอสะโพกและขอเขาของผูปวยทีละชางใหทํามุมประมาณ 90o
2.3คอยๆเหยียดขอเขาของผูปวยจนตึง
2.4แปลผล
         Positive เมื่อ ยึดเขาทั้ง 2 ขาง ไดไมเต็มที่(หรือนอยกวา 135 o)หรือเจ็บตึงกลามเนื้อ
         Hamstring ทั้ง 2 ขาง



10.Vibration and Position Sensation (Lower Extremities)
                                                     ขั้นตอนการตรวจ
การตรวจ Vibration sensation
1.พฤติกรรมทัวไป  ่
-เลือกสอมเสียงขนาดความถี่ 128 Hz
- จับสอมเสียงที่ดาม
- อธิบายใหผูปวยทราบวาความรูสึกจากสอมเปนอยางไร(เชนเอาโคนสอมเสียงที่ทําใหสั่นแตะทีกระดูก sternum หรือ
                                                                                           ่
clavicle ของผูปวย) 
2.การตรวจ Vibratory ของขอเทา
- ใหผูปวยหลับตาและใชโคนสอมเสียงที่ทําใหสั่นแตะทีดานหลังของกระดูกนิ้วหัวแมเทา โดยใหผูปวยบอกวาสั่นหรือไม หยุดสั่น
                                                      ่
เมื่อใดเปรียบเทียบกันทั้ง 2 ขาง
- ทดสอบวาคําตอบของผูปวยเชื่อถือไดหรือไม โดยทําใหสอมเสียงสั่งและหยุดสั่นสลับกันอยางสุมเปรียบเทียบกันทั้ง 2 ขาง)
การตรวจ position sensation
1.พฤติกรรมทัวไป่
-อธิบายวิธีตรวจใหผูปวยเขาใจกอน
2. การตรวจ position sensation ของเทา
- ใชนิ้วมือจับดานขางกระดูก proximal phalanx ของนิ้วหัวแมเทาใหแนน และใหนัวมืออีกขางหนึ่งจับที่ดานขางกระดูก
distal phalanx นิ้วนั้นคอยๆ extend หรือ reflex ขอนิ้วเทาทีละนอยแบบสุมโดใหผูปวยบอกวาปลายนิ้วเทาเคลื่อนขึ้น
หรือลง
- ทดสอบดังกลาวหลายๆครั้งเปรียบเทียบกันทั้ง 2 ขาง




ติว National License PIII OSCE SWU                                                                                              26
11.Hearing
                                                       ขั้นตอนการตรวจ
1.พฤติกรรมทั่วไป
- เลือกสอมเสียงความถี่ 256 Hz
- จับสอมเสียงทีดาม
                ่
- เคาะสอมเสียงกับวัสดุที่ไมแข็ง
ทดสอบความเขาใจโดยถือสอมเสียงหนาหูทีละขางแลวถามวาไดยินเสียงหรือไม
2.การตรวจ Weber’s test
- วางดามสอมเสียงบนกระหมอมดวยแรงพอประมาณ
- ถามผูถูกตรวจวาไดยินเสียงหรือไม
- ถามผูถูกตรวจวาหูขางใดไดยินเสียงดังกวา
แปลผล lateralization to the……………..(left or right)
3.การตรวจ Rinne’s test
- วางดามสอมเสียงที่สั่นอยูหลังหูบนกระดูก mastoid กดดวยแรงพอประมาณ
- ถามผูถูกตรวจวาไดยินเสียงหรือไม
- ขอใหผูถูกตรวจบอกเมื่อไมไดยินเสียง
- ถามผูถูกตรวจวาไดยินเสียงอีกหรือไม

12.การตรวจตอมไทรอยด
                                                  ขั้นตอนการตรวจ
ใหผูปวยนั่งมองตรงในระดับสายตาหรือเงยหนาขึ้นพอประมาณ ผูตรวจสังเกตลักษณะของตอมธัยรอยดจากทาง
ดานหนาผูปวยและบรรยายลักษณะตอไปนี้
- ขนาดของตอมธัยรอยด
- มีการอักเสบของผิวหนังบริเวณตอมธัยรอยดหรือไม
- มีอาการเจ็บขณะกลืนหรือไม
การตรวจจากทางดานหลังของผูปวย
- ผูตรวจยืนอยูดานหลังของผูปวยโดยใชนิ้วชี้, นิ้วกลางและนิ้วนาง ทั้ง 2 ขางคลําบริเวณตอมธัยรอยดแตละกลีบ
(lobe) โดยนิ้วหัวแมมือวางอยูบริเวณ trapezius muscle
- ในระหวางนี้ใหผูปวยกลืนเปนระยะ
การตรวจจากทางดานหนาของผูปวย
- ผูตรวจยืนอยูดานหนาเยื้องไปทางดานซายหรือขวาของผูปวย
- ตรวจตอมธัยรอยดกลีบซาย โดยใชนิ้วแมมือดันตอมธัยรอยดกลีบขวาเบาๆไปทางซาย และใชนิ้วชี้ นิ้วกลาง และ
นิ้วนางขางขวา คลําตอมกลีบซาย
- ตรวจตอมธัยรอยดกลีบขวา โดยใชนิ้วแมมือดันตอมธัยรอยดกลีบซายเบาๆไปทางขวา และใชนิ้วชี้ นิ้วกลาง และ
นิ้วนางขางซาย คลําตอมกลีบขวา



ติว National License PIII OSCE SWU                                                                         27
ในขณะตรวจทั้งทางดานหนาและดานหลังของผูปวย ใหบรรยายลลักษณะตอไปนี้
- ขนาดของตอมธัยรอยด
- ผิวเรียบหรือไมเรียบหรือมีกอน
- อาการเจ็บขณะคลํา
- ความแข็ง, นุม
- ในกรณีที่มีกอนที่ตอมธัยรอยด
- จํานวนกอน
- ขนาดของแตละกอน
- ตําแหนงของแตละกอน
- ความแข็งนุม
- อาการเจ็บขณะคลํา
คลําตอมน้ําเหลืองที่คอและบรรยายตําแหนงและจํานวนตอมน้ําเหลือที่คลําได
ฟงเสียง bruit ที่ตอมธัยรอยดโดยใชหูฟง

13.การตรวจ Trousseau
วัตถุประสงค     ทดสอบวาผูปวยมีภาวะแคลเซียมต่ําในเลือดหรือไม
                                         ขั้นตอนการตรวจ
วิธีการและขั้นตอนการตรวจ
1.ผูปวยอยูในทานั่งหรือนอน
2. วัดความดันเลือดโดยวิธีมาตรฐานและบันทึกคาที่วัดได
3. ใช arm cuff ของเครื่องวัดความดันเลือดรัดที่ตนแขนเชนเดียวกับการวัดความดันเลือด
4. Apply pressure จนถึงระดับประมาณ 10-20 มม.ปรอท เหนือความดันซิสโตลิก คงไวนาน 2-3 นาทีและดูการ
ตอบสนอง เมื่อมีการตอบสนองใหสิ้นสุดการทดสอบได
บรรยายการตอบสนองและแปลผล
1. การทดสอบใหผลบวกเมื่อมีการเกร็งของกลามเนื้อ (carpal spasm)ซึ่งเกิดขึ้นตามลําดับดังนี้
- adduction ของ thumb
- fIexoim ของ metacarpophalangeal joints และนิ้วที่จีบเขาหากัน
-flexion ของ wrist joint
-flexion ของ elbow joint
ของมือซึ่งมีการเกร็งของกลามเนื้อมือในลักษณะดังกลาวเรียกวาaccoucheur’s hand
2. การเกิด carpal spasm แบงไดเปน 4 ระดับ
Grade 1 ผูถูกทดสอบสามารถฝนไดดวยตนเอง
Grade 2 ผูถูกทดสอบไมสามารถฝนไดดวยตนเอง แตผูตรวจสามารถชวยฝนได
Grade 3 เชนเดียวกับ grade 2 และเกิดขึ้นหลังเริ่มการทดสอบนานกวา 1 นาที
Grade 4 เชนเดียวกับ grade 2 และเกิดขึ้นหลังเริ่มการทดสอบภายใน 1 นาที


ติว National License PIII OSCE SWU                                                                28
3.การทดสอบใหผลลบเมื่อไมมีการตอบสนองใดๆดังกลาวภายใน 5 นาที
การแปลผลทางคลินิก
1.การทดสอบใหผลบวกแสดงวาผูปวยมีภาวะตอไปนี้
    - แคลเซียมต่ําในเลือด (สําคัญที่สุด)
    - ดางเมตาบอลิค
    - โปแตสเซียมสูงหรือต่ําในเลือด
    - แมกนีเซียมต่ําในเลือด
2.การตอบสนอง grade 1 และ 2 สามารถพบไดประมาณรอยละ 4 ของคนปกติ, grade 3 และ 4 บงชี้ถึงพยาธิ
สภาพ



14.การตรวจ Chvostek
วัตถุประสงค   ทดสอบวาผูปวยมีภาวะแคลเซียมต่ําในเลือดหรือไม
                                   วิธีการและขั้นตอนการตรวจ
1.ผูปวยอยูในทานั่งหรือนอน
2. การตรวจ Chvostek I (เปนการกระตุน facial nerve โดยตรง) ใชนิ้วกลางเคาะที่ facial nerve โดยการเคลื่อน
ขอมือเชนเดียวดันกับการเคาะปอดหรือทองในตําแหนง 2-3 ซ.ม. หนาตอใบหูและใตตอ zvgomatic arch กับมุม
ปากโดยการเคลื่อนขอมือ
3. การตรวจ Chvostek II (เปนการกระตุนระหวาง facial never โดยรีเฟล็กซ ) ใชนิ้วกลางเคาะที่ตําแหนงระหวา
zygomatic arch กับมุมปากโดยการเคลื่อนขอมือ
บรรยายการตอบสนองและแปลผล
1.การทดสอบใหผลลบเมื่อไมมีการตอบสนองดังกลาว
2.ทดสอบใหผลบวกเมื่อมีการตอบสนองดังนี้
Grade 1 มีการกระตุกของมุมปากขางที่ทดสอบ
Grade 2 มีการกระตุกของมุมปากและ alae nasi ขางที่ทดสอบ
Grade 3 มีการกระตุกของมุมปาก alae nasi และ orbicularis oculi
Grade 4 มีการกระตุกของกลามเนื้อทุกมัดของใบหนาขางทดสอบ
การแปลผลทางคลินิก
1.การทดสอบใหผลบวกแสดงวาผูปวยมีภาวะตอไปรี้
- แคลเซียมต่ําในเลือด (สําคัญที่สุด)
- ดางเมตะบอลิค
- โปแตสเซียมสูงหรือต่ําในเลือด
- แมกนีเซียมต่ําในเลือด
2. การตอบสนอง grade 1 สามารถพบไดประมาณรอยละ 25 ของคนปกติโดยเฉพาะในเด็ก




ติว National License PIII OSCE SWU                                                                           29
15.การตรวจดู Deep Vein Thrombosis ของขา
                                             ขั้นตอนการตรวจ
1.ดูวามีการบวมขางใดขางหนึ่งมากกวาอีกขางหนึ่งหรือไม
2.คลําวามีการกดเจ็บของขาขางใดขางหนึ่งมากกวาอีกขางหนึ่งหรือไม
3.วัดเสนรอบวงเปรียบเทียบกันของตนขาและนองของขาสองขาในตําแหนงที่ตรง
4.ตรวจ Homan’s sign โดยการทํา active หรีอ passive dorsiflexion ถือวาใหผลบวกเมื่อมีขอใดขอหนึ่งหรือ
มากกวา
4.1เจ็บบริเวณนอง
4.2ไมสามารถทํา dorsiflexion ไดเต็มที่
4.3มีการงอเขาเพื่อลดการเจ็บที่บริเวณนอง



16.Musculoskeletal System
                                             ขั้นตอนการตรวจ
Inspection
1.Posture:ใหผูปวยยืนตรง สังเกตตําแหนงศีรษะคอและไหล
2.Gait: ใหผูปวยเดินสังเกตลักษณะทาทางการเดินและการเคลื่อนไหว
3.Derfromity และ Sign on inflammation: สังเกตความผิดรูปหรืออาการอักเสบของนิ้วมือ, นิ้วเทาและหลังควรให
ผูปวยถอดถุงเทาหรือรองเทา หรือถอดเสื้อ(หากจําเปน)สังเกตวาขอมีบวมแดงหรือไม
Palpation
1.คลําตําแหนงขอวามีอุณหภูมิผิดปกติหรือไม เปรียบเทียบระหวางขอกับผิวหนังที่อยูใกลเคียง
2.การตรวจการบวมของขอswelling): ใชนิ้วคลําและกดบริเวณรอบขอเพื่อแยกน้ําในขอหรือการหนาตัวของ
synovium
3.การตรวจ การเจ็บของขอ(tenderness):ใชนิ้วกดตามแนวขอและถามวามีการเก็บหรือไม
4.การตรวจการเคลื่อนไหวของขอ(range of motion)
:ดูองศาวาขอเคลื่อนไหวไดเทาปกติหรือไม
:ถามผูปวยวามีปวดในขอขณะเคลื่อนไหวขอหรือไม
Special tests (ถามี)
1. Carpal tunnel syndrome
1.1 Tinesl’s test: ใหผูปวยแบมือ เคาะที่ขอมือของผูปวย ถามอาการชาตาม median nerve distribution หรือไม
1.2 Phalen’s test: ใหผูปวยงอมือเปนเวลา 1 นาที ถามวามีอาการชาตาม median nerve distribution หรือไม
2. Sacroiliitis
: Sign of 4: ผูปวยนอนหงายงอสะโพกและเขาดานหนึ่งไวโดยวางเทาบนเขาดานตรงขามผูตรวจใชมือขางหนึ่ง
                 
fix กระดูกเชิงกรานของสะโพกดานตรงขามไวขณะเดียวกันใชมืออีกขางหนึ่งกดบนเขาดานที่งอถามอาการปวดที่
SI joint ดานตรงขาม


ติว National License PIII OSCE SWU                                                                      30
3. Spondyloarthropathy
3.1 Schobers testjModified Schobers test: ขณะที่ผูปวยยืนตรงหาตําแหนง L5โดยหาจุดตัดระหวางเสนที่ลากจาก
posterior iliac spine 2 ขางและกระดูกสันหลังทําเครื่องหมายไวที่จุดดังกลาวและเหนือจุดนั้น 10 ซ.ม.
 (ถาเปน modfied Schobers test ทําตําแหนงไวต่ํากวา L5 5 ซ.ม.รวมดวย) ใหผูปวยกมตัวลงทางดานหนามากที่สุด
เทาที่ทําไดแลววัดระยะระหวาง ถามีคาต่ํากวา 13 ซ.ม.ในSchobers test หรือ 20 ซ.ม. ใน modified Schobers test
ถือวาผิดปกติ
3.2Occiput to-wall: ใหผูปวยยืนตรงหลังชิดฝาผนังวัดระยะหางระหวางสวนหลังของOcciput และ ผนัง
3.3 Chest expansion: วัดรอบอกที่ระดับ 4th intercostals spale ในทาหายใจเขาเต็มที่และออกเต็มที่คาที่แตกตางกัน
นอยกวา 5.0 ซ.ม. ถือวาผิดปกติ




ติว National License PIII OSCE SWU                                                                           31
Surgery
1. Breast nass
ตัวอยาง ผูปวยหญิงไทย อายุ 60 ป มาตรวจดวยคลําไดกอนที่เตานมมา 2 เดือน
คําสั่งปฏิบัติ อธิบายและแสดงขั้นตอนการตรวจเตานม
                 สวนที่ 1 Doctor-patient relationship
                     1. แนะนําตัวเอง
                     2. ขออนุญาต
                     3. แจงผูปวยเปนระยะถึงขั้นตอนที่จะทําการตรวจ
                     4. ทาทางสุภาพ

               สวนที่ 2 การจัดสถานที่และการจัดทาผูปวย
                   1. บอกวาตรวจในสถานที่มิดชิด
                   2. ขอบุคคลที่สาม
                   3. จัดทานั่งเพื่อตรวจ axilla
                   4. จัดทาผูปวยนอนราบ หงาย แขนและมือผูปวยขางที่จะตรวจอยูหลัง
                          ศรีษะ
               สวนที่ 3 ขั้นตอนการตรวจ
                   1. ตรวจเตานมทั้งสองขาง โดยใชฝามือขางที่ถนัด
                   2. ใชสวนกลางนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางในการตรวจ
                   3. ตรวจครบทั้ง 4 quadrant
                   4. บีบดู nipple discharge
                   5. ตรวจ axilla ทั้งสองขาง
                   6. คลํา supraclavicular lymph node

ENT.
หญิงไทยอายุ 25 ป มีอาการหูอื้อขางซาย จงทําแสดงการตรวจรางกาย
                       1. Rinne test
                       2. Weber test
                       3. Bing test
                       4. Schwabach test
                       5. แปลผลการตรวจ
                                   ขั้นตอนการประเมิน
สวนที่ 1 Doctor-Patient Relationship
1. แนะนําตนเองแกผูปวย
                     
2. ขออนุญาต


ติว National License PIII OSCE SWU                                                     32
3. มีการแจง/สื่อกับผูปวยเปนระยะถึงหัตถการที่จะกระทํา
 4. ทาทางสุภาพและตอบสนองกับปฏิกริยาของผูปวย
                                         ิ
 สวนที่ 2 ขันตอนในการตรวจรางกายผูปวย/ทําหัตถการ
              ้
 1. ทํา Rinne test โดยวางสอมเสียงหางจากหนาหูผูปวยประมาณ 1 นิว และวางโคนสอมเสียงที่
                                                                  ้
บริเวณ mastoid ถามผูปวยวาไดยนหนาหูหรือหลังหูดังกวากัน
                                   ิ
 2. ทํา Weber test วางโคนสอมเสียงที่บริเวณหนาผาก หรือปลายคาง ถามผูปวยวาดังในทางไหน
มากกวากัน หรือดังตรงกลาง
 3. ทํา Bing test วางโคนสอมเสียงที่บริเวณ mastoid ผูปวย และปดหูถามผูปวยวาเปดหูหรือปดหู
ดังกวากัน ทําทั้งซายและขวา
4. ทํา Schwabach test
    4.1 วางโคนสอมเสียงที่ mastoid ผูตรวจพอหมดเสียงแลวไปวางที่ mastoid ผูปวยถามผูปวยวา
                                                                                           
ไดยินหรือไม
    4.2 วางโคนสอมเสียงที่ mastoid ของผูปวย ถามผูปวยวาหมดเสียงหรือยัง ถาหมดเสียงแลวมา
                                                      
วางที่ mastoid ของผูตรวจ
5. แปลผล ผูปวย
         1. Rinne test            หูขวาบอกวา หนาหู ไดยนดังกวาหลังหู
                                                           ิ
                                  หูซาย บอกวา หลังหู ไดยนดังกวาหนาหู
                                                             ิ
         2. Weber test            บอกวาเสียงดังในทางซายมากกวา
         3. Bing test             หูขวา บอกวาดังมากขึ้นเวลาปดหู
                                  หูซาย บอกวาดังเทาเดิม
           4. ทํา Schwabach test
                                  หูขวา ถาผูตรวจเอาสอมเสียงมาวางที่หลังใบหูแลวถามวา
                                  ไดยินเสียง หรือไม บอกวาไมไดยิน
                                  หูซาย บอกวายังไดยินอยู

. แปลผล Conductive hearing Lt, Normal hearing Rt




 ติว National License PIII OSCE SWU                                                         33
หมวดหัตถการ
    Eye- ENT.
    1. ผูปวยตาขวา/ซาย ปวดตา เคืองตา ตาแดง น้ําตาไหล 1 ชั่วโมงกอนมาโรงพยาบาล
      ตรวจรางกาย
       พลิกเปลือกตาบนพบวามี foreign body ที่ upper palpebral conjunctiva
       นิสิตแพทยจงแสดงการพลิกเปลือกตาบนและ remove foreign body

                                        ขั้นตอนการประเมิน
            สวนที่ 1 Doctor-Patient Relationship
            1. แนะนําตนเองแกผูปวย  
            2. ขออนุญาต
            3. มีการแจง/สื่อกับผูปวยเปนระยะถึงหัตถการที่จะกระทํา
            4. ทาทางสุภาพและตอบสนองกับปฏิกริยาของผูปวย
                                                    ิ
            สวนที่ 2 ขันตอนในการตรวจรางกายผูปวย/ทําหัตถการ
                            ้
           1. แจงผูปวยวาจะตรวจตาโดยพลิกเปลือกตาบนขวา/ซาย
           2. ลางมือหรือเช็ดมือดวย Alcohol กอนพลิกเปลือกตา
           3. หยอดยาชาตาขวา/ซาย แลวรอยาชาออกฤทธิ์ โดยถามผูปวยวา
               หายแสบตาหรือยัง
           4. หยอดยาฆาเชื้อที่ปลายไมพันสําลีจนชุม
           5. ใหผูปวยมองลงลางหรือมองลงพื้น
           6. มือซายจับขนตาเปลือกตาขวา/ซายบริเวณตรงกลางตา มือขวาใช
               ปลายไมพนสําลีแตะตรงกลางเปลือกตาเพื่อเปน fulcrum และมือซาย
                          ั
               พลิกเปลือกตาบนขึ้นแลว Fix ไว
           7. ใชไฟฉายสองตรวจตาวามี foreign body ที่ upper palpebral
                conjunctival
           8. ถามี foreign body ใหผูชวยสองไฟบริเวณ foreign body
           9. มือขวาใชไมพันสําลีสวนปลายที่มีสําลีชุมดวย
               Antibiotic eye drop remove F.B.
           10. ปลอยมือซายที่จับขนตา
           11. ใหผูปวยมองบน เปลือกตาบนจะพลิกกลับเขาที่เอง
           12. หยอดยา Antibiotic ตาขวา/ซายผูปวย


ติว National License PIII OSCE SWU                                                34
2. จงแสดงวิธีทําและอธิบายประกอบ การทํา Anterior packing ดวย Vaseline gauze
ขอที่                                              เฉลย
 1.      อธิบายใหผูปวยเขาใจวิธีการทําเพื่อความสงบ, ความรวมมือ
 2.      พนยาชา 10% Xylocaine (หรือ 5% cocaine) + ใช Ephedine pack จมูก
         รอเวลา 5 – 10 นาที (ถารอได)
 3.      เลือกใช Nasal speculum ตัวยาวปานกลาง ใสในจมูก
 4.      ใช Chloramph oint ทา Vaseline guaze ใหทั่ว
 5.      ใช bayonet forcep คีบจับ Vaseline gauze ตรงกลาง โดยใหมีความยาว 10 - 15 cm.
         แลวใสในจมูกผาน speculum โดยใหเหลือปลาย gauze ไวนอกจมูกสวนหนึ่ง
 6.      ใสเปนชั้น ๆ จนรูสึกแนน จึงคอย ๆ เอา speculum และ forcep ออก
 7.      ตัด guaze แลวผูกเชือกหรือดายติดไวที่จมูก
 8.      ตรวจดูในชองปากใหแนวาไมมีเลือดออกอยู และไมมี guaze ตกลงในคอ
 9.      ถามีเลือดลงคอใหทํา Posterior packing ดวย Foley’s cath. ตอ
 10. ถาไมมี bleed แลวใหกลับได ถาสภาพผูปวยดี แตถาไมดีให admit ทั้ง 2 กรณี
         ตองใหยาปฏิชีวนะดวย




   Pediatric


   ติว National License PIII OSCE SWU                                                   35
1. เด็กชายไทยอายุ 1½ ป ภูมิลําเนาจังหวัดนครนายก น้ําหนัก 12 กิโลกรัม มาตรวจที่คลินิก เด็กดีตามนัด
   ปจจุบันแข็งแรงดี ประวัติในอดีต BCG, HBV3 , DPT3 , OPV3 , MMR1 จงเขียนใบสั่งยาสําหรับวัคซีน
   , ยา และฟลูออไรดใหกับเด็กรายนี้

ตอบ




Medicine
1. Fist aid management of injury pateint
ตัวอยาง 1 .ชาวนาไทยอายุ 25 ป จังหวัดกรุงเทพมหานคร เดินไปสวนหลังบานตอนหัวค่ํา ถูกงูกัด
ที่เทาซาย เทาบวมเล็กนอย ยังไมมีอาการผิดปกติอะไร
1. ญาติโทรศัพทมาปรึกษาที่โรงพยาบาล เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องตน ถาทานอยูเวรวันนั้น
      ทานจะแนะนําญาติผูปวยรายนี้อยางไรบาง
2. ญาติกระวนกระวายนําผูปวย พรอมจับงูมาสงโรงพยาบาล โดยตัวงูมลักษณะดังภาพ และ
                                                                        ี
      เมื่อทาน ดูบาดแผลเบื้องตนดังภาพแลว ทานคิดวาเปนงูชนิดใด เปนงูพิษหรือไม เพราะเหตุ
                                                        
      ใด และถาเปนงูพิษ จะมีผลตอระบบใดในรางกาย
           จงบอกแนวทางการดูแลผูปวย หลังญาตินําผูปวยมาสงโรงพยาบาล




ติว National License PIII OSCE SWU                                                         36
ตอบ
1         การปฐมพยาบาลเบื้องตน (Pre-hospital treatment – First Aid)
                • พยายามใหบริเวณที่ถกงูกัดเคลื่อนไหวนอยที่สุด โดย เฉพาะอวัยวะสวนที่ถูกงูกัดจะ
                                           ู
                    ชะลอการซึมของพิษงูเขาสูรางกายได
                • ลางแผลดวยน้าสะอาด หามกรีด ตัด ดูด จี้ไฟ หรือพอกยาบริเวณแผลที่ถูกงูกัด
                                    ํ
                    เนื่องจากอาจทําใหมีการติดเชื้อได และการดูดแผลงูกัด อาจเกิดอันตรายรายแรงตอผู
                    ดูด
                • ใชเชือก หรือผาขนาดประมาณนิวกอย รัดเหนือแผลที่ถูกกัดแนนพอควร ใหสอดนิ้ว
                                                     ้
                    มือได 1 นิ้ว (ทุก 15-20 นาที อาจคลายเชือกหรือสายรัดออกประมาณ 1 นาทีจนกวาจะ
                    ถึงโรงพยาบาล) อยารัดแนนเกินไปอาจทําใหบวมและเนื้อตายมากขึน        ้
                         นําผูปวยสงโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด และนํางูที่กัดมาดวยถาเปนไปได
2         ตรวจบาดแผลเบื้องตนปนรอยเขี้ยว 2 รู (fang mask) บวมเล็กนอย รวมกับลักษณะงูที่เห็นบง
          บอกวาเปนงูพษ   ิ
          งูที่เห็นมีลักษณะตัวเขียว ทองเหลือง หางไหม
          ประกอบขอมูลทางระบาดวิทยาถิ่นที่อยูเปนงูเขียวหางไหม
          งูเขียวหางไหมเปนงูที่มีพิษตอระบบเลือด

3         การดูแลรักษาเมื่อผูปวยมาถึงโรงพยาบาล
              • ประเมิน ABC และใหการชวยเหลือเบื้องตน: A (Airway), B (Breathing),
                  (Circulation) ในกรณีที่ผูปวยเอาเชือกรัดเหนือแผลมา ควรคลายเชือกหรือที่รัดออก
             • อธิบายใหผูปวยหรือญาติคลายความกังวลและอยาตกใจ แมไมมีอาการ ใหอธิบายวางู
                 พิษกัดนั้น พิษงูอาจยังไมดูดซึมเขาสูรางกายจนเกิดอันตรายทันที จําเปนตองติดตาม
                 สังเกตอาการ และบางรายอาจไมเกิดภาวะผิดปกติได
             • ทําความสะอาดบริเวณแผลที่ถูกงูกัด ดวย povidine iodine
             • ซักประวัติ ตําแหนงที่ถูกงูกด สถานที่ที่ถูกกัด ชนิดของงู เวลาที่ถูกกัดหรือระยะเวลา
                                               ั
                 กอนมาถึงโรงพยาบาล อาการที่ผิดปกติ รวมกับตรวจรางกาย : vital sign, รอยเขียว   ้
                 (fang mark) และขนาด บริเวณแผลที่ถูกกัด ตรวจหาภาวะ                เลือดออกผิดปกติ
                 เชน echymosis, petechiae หรือเลือดออกจากสวนตาง ๆ ของรางกาย




    ติว National License PIII OSCE SWU                                                           37
เฉลย
(ตอ)       • ตรวจ Venous clotting time (VCT)               CBC + platelet การตรวจปสสาวะ
              (urinalysis) BUN, creatinine, electrolyte
            • Admit เฝาสังเกตอาการอยางนอย 24 ชั่วโมง และตรวจซ้ําหลังรับไว 6 ชั่วโมง  ดู
              การเปลี่ยนแปลงของ VCT
            • การดูแลรักษาบาดแผล ทําความสะอาดแผล ใหยาปฏิชีวนะตามสภาพของแผล และให
              วัคซีนบาดทะยัก ไมตองรีบใหทันที ควรใหเมื่อ VCT ปกติหรือแกไขให VCT ปกติ
              แล ว ให ย าแก ป วดประเภทพาราเซตามอล ในรายที่ป วดมากอาจใชอ นุพั น ธ ข อง
              มอรฟนได และหามให NSAIDs แกผูปวย

    2.basic life support
    ตัวอยาง 1; ทานพบคน นอนไมรูสึกตัว จะใหการชวยเหลืออยางไร
    1. เรียก เขยาตัวเบาๆ
    2. รองขอความชวยเหลือ
    3. เปดทางเดินหายใจ โดย head tilt และ chin lift
    4. ตรวจการหายใจ (ตาดู หูฟง แกมแนบ)
    5. ใหผูชวยทําการชวยหายใจ 2 ครั้ง
    6. ตรวจชีพจร เปนเวลาไมนอยกวา 3วินาที
    7. ทําการกดหนาอก
        7.1 จํานวน 30 ครั้ง อัตรา 100 ครั้ง/นาที
        7.2 ความลึก 1.5-2.0 นิ้ว
        7.3 การออกแรงกดใชเวลา 50% ของ cycle
        7.4 ตําแหนงมือ แขน
    8. กดหนาอกสลับกับชวยหายใจดวย ratio 30:2 ติดตอกัน 5 รอบ

    9. ตรวจชีพจร
    10. เริ่มทําการกดหนาอกซ้ํารอบใหม




    ติว National License PIII OSCE SWU                                                   38
ตัวอยาง 2. airway management พื้นฐาน
             ทานไดประสบเหตุผูปวยหญิงไทยอายุ 15 ป มีอาการสําลักอาหารในรานอาหาร จากนั้น
             รูสึกหายใจลําบาก พูดไมได และหมดสติ จงใหการชวยเหลือผูปวยรายนี้ โดยแกไขภาวะอุด
             กั้นของทางเดินหายใจสวนตนไดอยางถูกตองและเปนขันตอน (เริ่มตั้งแตตน)
                                                                ้                   
                                                  เฉลย
 1. โทรแจงศูนยรถพยาบาลที่ใกลที่สุด
 2. เปดทางเดินหายใจดวย head-tilt chin-lift techniques
       โดยไมตองทํา finger sweep ในปากของผูปวย 
       (หากทํา finger sweep ใหตัด คะแนน)
 3. ประเมินการหายใจเปนเวลา 10 วินาที ดวย look-listen-feel
 4. ชวยหายใจดวย mouth-to-mouth 2 ครั้ง (ผูคุมสอบแจงวา “เปาลมไมเขา”)
 5. โดยนั่งคุกเขาครอมบริเวณหนาตักของผูปวย 
 6. วางฝามือที่ใตตอ xyphoid process
 7. เริ่มทํา abdominal thrust ในทานอน x 5 ครั้ง
 8. เปดทางเดินหายใจดวย head-tilt chin-lift techniques อีกครั้ง
 9. ชวยหายใจดวย mouth-to-mouth 2 ครั้ง (ผูคุมสอบแจงวา “ลมเขาดี”)
 10. คลําชีพจร carotid (ผูคุมสอบแจงวา “มีชีพจร”)
 11. จัดใหอยูในทานอน recovery position
             ตัวอยาง 3. airway mangement ในสถานพยาบาล
ผูปวยหญงไทยอายุ 22 ปถูกนําสงโรงพยาบาลดวยอาการหมดสติและหยุดหายใจมา 10 นาที กอน
                ิ
หนานี้ผปวยมีเรื่องทะเลาะกับแฟนหนุมและตัดสินใจกินยานอนหลับ diazepam ประมาณ 20 เม็ด
          ู
ทานเปนแพทยประจําแผนกฉุกเฉินในขณะนั้น จงใหการดูแลรักษา (เริ่มตั้งแตการเตรียมผูปวย   
เบื้องตน)
                                                  เฉลย
1.เปดทางเดินหายใจดวย head-tilt chin-lift techniques
 2.ประเมินการหายใจเปนเวลา 10 วินาที ดวย look-listen-feel
 3.คลําชีพจร carotid (ผูคุมสอบแจงวามี pulse)
                             
 4.เตรียมเครื่องมือ ประกอบ Laryngoscope อยางถูกตองและตรวจสภาพไฟ
     เตรียมทอดูดเสมหะ (suction) เลือกขนาดของทอชวยหายใจ (อยางนอยใชเบอร 7.5-8)
      ตรวจสภาพของ cuff ของทอชวยหายใจ โดยฉีดลมเขาไปจน cuff โปงจากนั้นดูดลมออกให
แฟบตามเดิม


ติว National License PIII OSCE SWU                                                             39
ใสลวด stylet เขาไปภายในทอ ดัดใหทอโคงตามตองการ
      ทาปลายทอชวยหายใจดวย Lidocaine gel
      เตรียมหนากาก (face mask) พรอม ambu bag
      เตรียมสายออกซิเจน
  5.เตรียมผูปวย
      ตรวจสภาพชองปากของผูปวย (เชน เอาฟนปลอมออก)
                                    
      จัดใหผูปวยนอนหงาย คอยืด หนาแหงนเต็มที่ โดยนิสิตยืนอยูที่ปลายเตียงดานศีรษะ
      ใชหนากาก (ambu bag & mask) พรอมตอ oxygen วางครอบลงบนปากและจมูกของผูปวย         
        สวนมือขวาใชบีบ ambu bag บีบ ambu bag เพียง 1/3-1/2 ของปริมาตร bag เทานั้น
  6. เทคนิคการใสทอชวยหายใจ
      อาปากผูปวยใหกวาง
                 
      ใส laryngoscope ดวยมือซาย (หากถนัดขวา) โดยใหปลาย blade เขาทางขวาของลิน สอดเขา
                                                                                    ้
  ไปเหนือ epiglottis แลวยกขึน   ้
      เมื่อเห็น glottis ใหใชมือขวาใสทอชวยหายใจเขาทางมุมปากขวา (หากถนัดขวา) แลวคอยๆ ดัน
  ทอเขาไป
      เมื่อทอชวยหายใจอยูประจําที่แลวใชมือซายประคองหรือจับทอเอาไว
      ใช stethoscope ฟงปอดทั้งสองขาง วามีลมผานเขาออกเทากันหรือไมในขณะที่ใหผูชวยตอ
  ambu. bag กับปลายทอชวยหายใจและบีบ
      ตรึงทอชวยหายใจดวยเทปกาวติดไวกับใบหนาของผูปวยหากลมผานเขาออกเทาๆ กันสองขาง
  ของปอด
      ใช syringe สูบลมเขาไปทางสายสูบ เพื่อให cuff โปง
  6. สั่งใหมีการถายภาพรังสีทรวงอก (chest X-ray)
  3. ACLS
  ตัวอยาง 1. ผูหญิง 42 ป โรคประจําตัว type 1 DM มา 10 ป มี NPDR และ DN มา 2 ป severe
            rheumatoid arthritis มา 3 ป 2 ชั่วโมงกอนมาโรงพยาบาลมีแนนหนาอกดานซายราว
            ไปที่กรามซาย อมยาใตลิ้น 2 เม็ดไมดีขึ้นตอมา 15 นาทีกอนมา ญาติพบหมดสติจึง
            นําสงโรงพยาบาลทานซึ่งเปนแพทยเวรที่หองฉุกเฉิน ทานจะมีแนวทางในการดูแล
              ผูปวยอยางไร
1. ตรวจ ABCD
    Airway (RA มี risk ตอ atlantoaxial subluxation) Breathing (ดูทรวงอกหรือใชหูฟงฟง) ใสทอชวยหายใจ
     Circulatio (คลํา pulse หรือคลํา/ฟง apex)   ดู EKG เปน VT


  ติว National License PIII OSCE SWU                                                                       40
Defibrillation
            (ถาเลือกใชเครื่องกรรมการบอกวาเปน biphasic defibrillator/cardiovertor)
2. ตามดวย CPR 5 cycle
          (จุด CPR คือ median ระหวาง nipples)
3. กรรมการปลอยสัญญาณ Pulseless electrical activity; PEA (ปลอย normal EKG แตไมมี pulse)
4. ให Adrenaline 1 mg IV ตามดวย CPR 5 cycle
5. หยุด check EKG และคลํา pulse ไมเกิน 5 วินาที (EKG เปน asystole)
6. ใหยา Adrenaline หรือ atropine 1 mg ตามดวย CPR 5 cycles
7. หยุด Check EKG คลํา pulse
          (EKG-normal sinus, คลํา pulse +วัดความดันและ check 5H, 5T สําหรับ asystole)
  ตัวอยาง 2. ผูปวยชายอายุ 68 ป ถูกนําสงแผนกฉุกเฉินมีผูพบหมดสติที่ปายรถเมล แพทยฉุกเฉินตรวจพบไมหายใจ คลําชีพจร
  ไมได จึงรีบแจงทานและชวยเหลือเบื้องตนไปกอน จงใหการ Management (ผูปวยไดใส endotracheal tube แลว, monitor BP
  และ pulse oximetry)
                     check airway, breathing, conscious, circulation
         หัวขอ Key : คลําชีพจร ไมได ยังเขียวอยู, SpO =70%
                                                               2
                     CPR (chest compression + บีบ ambu) เปนระยะเวลา 2 นาที
                     Key : คลําชีพจรไดเบาเร็ว 180 ครั้ง/mm BP = 90/40
                     บอก management
                     Key : วาง Paddle ดู EKG หรือ ติด lead EKG
                     อาน EKG ที่เห็น
                     Key : regular, wide complex tachycardia
                     ผูคุมสอบบอก P เบามาก BP วัดไมได ใหบอก management
                     Key : synchronized cardioversion
                     เปดเครื่อง defibrillation/cardioversion unit
                     กดปุม synchronized
                     หมุนปุมเลือกพลังงาน100 J (monophasic)
                     ทา jelly ที่ paddle ใหทั่ว โดยถู paddle ทั้ง 2 อัน เขาหากันเพื่อฉาบ jelly ใหทั่วผิวหนา paddle
                     วาง paddles บนหนาอกผูปวย โดยอันหนึ่งวางขาง right upper sternum ใต clavicle อีกอันหนึ่งวางที่ apex ให
                     paddle หางกันอยางนอย 2-3 cm.
                     กด charge พลังงาน โดยกดปุมบน apex paddle หรือใหผูชวยกดที่เครื่อง
                     เมื่อ fully charged ใหพูดวา “clear” ตรวจดูวาไมมีคนที่สัมผัสกับผูปวย รวมทั้งผูสอบ
                     กด paddle ดวยแรงประมาณ 25 lb/paddle แลวกดปุม discharge/shock ที่ paddle พรอมกันทั้ง 2 ขาง
                     ตรวจดู cardiac rhythm, P, BP

                   ถาม สาเหตุที่เปนไปไดที่ทําใหเกิดเหตุการณนี้
                   Key : ตอบ

       ติว National License PIII OSCE SWU                                                                        41
1. electrolytes imbalance
               2. ischemic heart disease
               3. pneumothorax
          บอกผล lab : K = 7.0 meq/l
          ถามการแกไข
          Key : ตอบ
               1. 10 % Ca gluconate
                2. Insulin + 50% glucose 50 cc / 7.5% NaHCO3 50 cc
                3. Kayexalate


4. การ ตั้งคาเครื่องชวยหายใจ
ตัวอยาง ; จงแสดงการตั้งเครื่องชวยหายใจแบบควบคุมดวยความดันชนิด BYRD
เพื่อใหไดอัตราการหายใจ 16 ครั้งตอนาที ปริมาตร หายใจออก (tidal volume) 400 cc. อัตราสวนเวลาการ
หายใจเขา-ออก = 1:2 ความเขมขนออกซิเจนแบบ air-mixed
ตอบ
      1. หมุนปุมเปดเครื่อง
      2. ปรับปุมความไวของเครื่องทางดานซายมือใหอยูในระดับที่เหมาะสมโดยคําสั่ง บอกใหหมุนปรับเพิ่ม
           ความไว (sensitivity, หรือหมายถึงการปรับลด effort) ของเครื่อง
      3. ใชเครื่องวัดปริมาตรลมหายใจตอเขากับสวนของชองระบายลมหายใจออกไดถูกตอง
      4. ปรับปุมควบคุมความดันของเครื่องชวยหายใจทางดานขวามือ
      5. ใชเครื่องวัดปริมาตรลมหายใจไดถูกตอง โดยปรับปุมควบคุมความดันจนไดปริมาตรลมหายใจออกจาก
           เครื่องวัดเทากับ 400 cc.
      6. ปรับปุมควบคุมเวลาการหายใจออกจนไดอัตราการหายใจ 16 ครั้ง/นาที
           คําสั่งเพิ่มเติม
                   ผูคุมสอบ บอกใหปรับ เพิ่ม อัตราการหายใจ
                   ผูสอบ ปรับปุมถูกตองโดยการ หมุนลด expiratory time
      7. ปรับปุมอัตราเร็วลมหายใจจนไดอัตราสวน I:E = 1:2
           คําสั่งเพิ่มเติม
                   ผูคุมสอบ บอกใหปรับ I : E เปน 1 : 3
                   ผูสอบ ปรับปุมถูกตองโดยการ หมุนเพิ่ม expiratory flow rate

    8. ปรับปุมควบคุมความเขมขนออกซิเจนเปน air-mixed
        คําสั่งเพิ่มเติม
                ผูคุมสอบ บอกใหปรับ FiO2 เปน 1.0
                ผูสอบ ปรับหัวจุกไดถูกตอง
        หมายเหตุ หรือคําสั่งกลับกันกรณีที่ FiO2 เปน 1.0 อยูแลว

ติว National License PIII OSCE SWU                                                                42
5. การเจาะ arterial blood gas
     จงแสดงการเจาะ arterial blood gas ที่ radial artery พรอมทั้งอธิบายประกอบการปฏิบัติโดยสมมติให
     หุนที่อยูดานหนาของทานเปนผูปวย
                                     
 ตอบ
 1. อธิบายใหผปวยรับทราบถึง ความจําเปน, ผลดีและผลเสีย
                  ู                       
 2. สวมถุงมือ และใหผูปวยหงายมือพรอม
 3.Hyperextend ขอมือ
 4.ทําความสะอาดผิวหนังของผูปวยและนิ้วชนิ้วกลางของผูเจาะดวยน้ํายาฆาเชื้อโรค
                                             ี้
 5. ทํา Modified Allen’s test (โดยใชนวมือกดลงไปทีทั้ง radial และ ulnae artery พรอมๆกัน
                                        ิ้          ่
 แลวใหผูปวยกํามือและแบมือสลับกันจากนั้นจึงปลอยนิวที่กด ulnae artery ออก) เลือกใชเข็ม
                                                      ้
 เบอร 22 – 24 ตอเขากับ syringe ขนาด 5 มล.
 6. ดูด heparin มา 0.5 มล. เพื่อฉาบ syringe และ เข็ม แลวไล heparin และอากาศทั้งหมดทิง   ้
 จับ syringe ใหคลายกับการจับปากกา แลวแทงเข็มลงไปตรง radial artery
 7.เมื่อไดเลือดครบ 1-3 มล. ใหคอยๆ ดึงเข็มและ syringe ออก ใชสําลีกดบริเวณรอบเจาะเลือด
 ราว 5 นาที
 8. ทําการไลฟองอากาศและวาง syringe ลงใน ภาชนะบรรจุน้ําแข็ง

 6. การฉีดยา subcutaneous
      ตัวอยาง; ผูปวยหญิงอายุ 50 ป เพิ่งไดรับการวินิจฉัยเปนเบาหวาน แพทยพจารณาให
                                                                              ิ
      การรักษาดวย NPH 14 U sc ac เชา จงสาธิตการฉีดยา insulin พรอมอธิบาย
1.  เลือกชนิดของ insulin ไดอยางถูกตอง (น้ําขุน)
2.  สํารวจวันหมดอายุของ insulin และขวดที่บรรจุปดมิดชิด
3.  ลางมือใหสะอาด
 4.  กลิ้งขวด insulin ในแนวนอนระหวางฝามือทั้งสองขางหรือพลิกขวด insulin กลับไปกลับมาเบาๆ เพื่อใหน้ํายา
     เปนเนื้อเดียวกันดี
    *ไมเขยาขวดอยางแรง
5. เช็ดฝาจุกยางของขวด insulin ดวย 70% alcohol
 6. ถอดฝาครอบเข็มออกและวางฝาครอบโดยหงายขึ้นหรือวางตะแคง
    *หามวางใหปลายเปดของฝาคว่ําลง
7. ดูดอากาศเขาใน syringe จํานวนเทากับ insulin ที่ตองการ
8. ใชมือซายจับขวด insulin ตั้งขึ้น ใหฝาจุกยางอยูดานบน ใชมือขวาจับ syringe แทงเข็มลงผานจุกยางเบาๆ ฉีด
อากาศที่ดูดไวใน syringe เขาไปในขวด insulin จนหมด

 ติว National License PIII OSCE SWU                                                                    43
9. ใชมือซายจับขวด insulin กลับเอาฝาจุกยางลงในแนวดิ่ง มือขวาจับ syringe ตั้งขึ้นในแนวดิ่ง ใหปลายเข็มชี้ขึ้น
ปลายเข็มตองจมอยูในน้ํายา ดูด insulin เขาใน syringe ตามจํานวนที่ตองการ
10. ถามีฟองอากาศใหไลฟองอากาศในขณะที่เข็มยังอยูในขวด
11. วาง syringe ที่ดูดน้ํายาไวที่ขอบโตะ โดยใหปลายเข็มพนขอบโตะ
12. ทําความสะอาดผิวหนังดวย 70% alcohol รอใหแหง
13. ใชนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้ขางซายหยิบผิวหนังที่ตนขาและหนาทองใหเปนลํา
14. จับ syringe ดวยมือขวาเหมือนการจับปากกา แลวแทงเข็มลงไปจนสุดอยางรวดเร็ว โดยใหแนวเข็มทํามุมกับ
แนวผิวหนัง 45-90°
15. ใชนิ้วหัวแมมือหรือนิ้วชี้ดันกานสูบ syringe ลงจนสุด
16. ดึงเข็มออก แลวใชสําลีแหงสะอาดกดไวสักครู


 7. จงแสดงการเจาะน้ําในชองทอง
1. ใหผูปวยนอนราบหรือนอนยกศีรษะสูง 45 องศา
           
 2. ตรวจรางกายเพื่อดูระดับ ascites ดวยวิธี shifting dullness
 3. ใสถุงมือ sterile
 5. ทําความสะอาดบริเวณที่เจาะดวย 70% alcohol หรือ povidine 2-3 ครั้ง
 5. ปูผาเจาะกลาง
 6. ฉีดยาชาบริเวณที่เจาะในชั้นผิวหนังและ peritoneum
 7. ใชเข็ม 18-20 G และ syringe 10 cc. เจาะผานชั้นผิวหนังชาๆ
 8. หลังจากที่เข็มผานชันผิวหนัง ดึงผิวหนังลงเล็กนอย แทงเข็มผานชั้น peritoneum ชาๆ (Z track
                         ้
technique)
 9. ดูด ascites ชาๆ นําใสขวดสงตรวจ
10. หลังได ascites ที่ตองการ ดึงเข็มออกชาๆ ปดแผลดวยผากอซ
11. ผูสอบสามารถบอกการสง specimen ที่เหมาะสมในผูปวยรายนี้
(albumin, cell count, cell differential, culture ใสขวด hemoculture)




 ติว National License PIII OSCE SWU                                                                       44
7. จงแสดงการทํา lumbar puncture และบอกการสงตรวจ CSF ที่
              เหมาะสม




1     อธิบายใหผูปวยทราบและเขาใจการทํา
2     จัดทาผูปวยโดยใหผูปวยนอนในทาตะแคงไปทางซายใหหลังตั้งฉากกับเตียง งอตัวเขาชิดหนาอก กมศีรษะและคอให
      ชิดหนาอก ไมหนุนหมอน กําหนดตําแหนงที่เจาะ ชองระหวางกระดูกสันหลังที่ L3-L4 (โดยกําหนดเสนสมมติ
      ระหวาง Iliac crest ลากตั้งฉากกัน) แลวทําเครื่องหมายไวและจัดเกาอี้นั่งของแพทย
3     เลือกขนาดของเข็ม spinal needle No.18-21
4     สวมถุงมือปลอดเชื้อ ใหผูชวยเปดset เจาะหลัง ทายาฆาเชื้อ povidine เมื่อแหงใช 70% alcoholเช็ดอีกครั้งรอจนแหง
      ปูผาเจาะกลาง
5     ฉีดยาชาโดยใชเข็มเบอร 18 ดูด 1%xylocaineจากผูชวยประมาณ 5 mlและใชเข็มเบอร 22 ฉีดยาชาเขาใตผิวหนังและ
      interspinous ligament
6     ตรวจสอบเข็มที่เจาะโดยปลายของstyletตองตอเสมอกับbevelของเข็ม styletตองดึงออกสะดวก เข็มตองตรงและ
      เตรียมตอspinal manometer และ three way stopcockไวพรอม
7     จับเข็มเจาะหลังบริเวณโคนเข็ม จัดตําแหนงใหหนาตัดของเข็มหงายขึ้นและขนานกับแนว spinous processใหหลังมือ
      หรือนิ้วชี้ทั้งสองขางแตะที่หลังเพื่อเปนการ guardและใชนิ้วหัวแมมือเปนตัวดันโคนเข็ม แทงเข็มผานผิวหนัง
      ,subcutaneous, interspinous ligament จนถึง ligamentum flavum(รูจากมีแรงตานเกิดขึ้น) เคลื่อนเข็มเขาใน
      subarachnoid space ดึงstylet ออกจะมีน้ําไขสันหลังออกมา
8     วัดopened pressureโดยใช spinal manometer โดยใหผูปวยเหยียดขาออก
9     เก็บ CSF ใสขวด sterile 3-4 ขวด
      ขวด 1 สงculture
      ขวด 2 สงตรวจprotein&sugar
      ขวด 3 สงตรวจcellและยอมดูจุลชีพ
10     วัดclosed pressure ใส stylet กลับเขาที่ แลวดึงออกพรอมเข็ม ปดพลาสเตอรที่รอยเจาะใหผูปวยนอนราบนาน
       ประมาณ 2-4 ชั่วโมง
ติว National License PIII OSCE SWU                                                                         45
9. จงสาธิตการใช MDI

     หัวขอ                                             การปฏิบติั
       1.      เขยาขวดใหยาเขากันดีแลวถอดฝาปองกันฝุนออก
       2.      นั่งตัวตรง ตังกระบอกยาใหตั้งฉากกับพื้น
                            ้
       3.      หายใจเขาออกตามปกติ แลวหายใจออกเต็มที่
       4.      อมปากกระบอกพนใหสนิท หรือใหหางจากปาก 2 นิ้วมือ
       5.      กดกนขวดยาลงจนสุด 1 ครังพรอมสูดยาเขาทางปากชา ๆแตสูดลึก ๆ จนสุด เอาหลอดออก
                                              ้
               กลั้นหายใจประมาณ 10 วินาที แลวคอยผอนลมหายใจออกทางจมูก
       6.      คําถาม ถาใหใชยา 2 puff ตอการใชยา 1 ครั้ง จะทําอยางไร
       7.      เฉลย ทําซ้ําอีกครั้ง ตังแตขนตอนที่ 2 เปนตนไป โดยตองเวนระยะเวลาหางจากการใชยาครั้ง
                                      ้    ั้
               แรก ½ - 1 นาที
               คําถาม บอกความแตกตางในการใชยา inhaled steroid กับ bronchodilator
       8.      เฉลย บวนปากหลังการใช inhaled steroid ทุกครั้ง

10. Oxygen therapy
    จงแสดงวิธีการให oxygen therapy with T-piece ในผูปวยรายนีซึ่งสามารถหายใจไดเองผานทอชวยหายใจ
                                                             ้
    1.บอกผูปวยวากําลังจะใหการรักษา
    2.ประกอบ T-piece ไดถูกตอง ดังนี้
       ทอยาว 1 เมตร ตอกับ T-piece ดาน 22 มม.
       ทอยาว 6 หรือ 12 นิ้ว ตอกับ T-piece ดาน 22 มม.
    3.ตอทอยาวกับ Nebulizer (ถามวาจะเลือก bubble หรือ Jet)
    4. เปด oxygen flow ใหเพียงพอ > 6 Lpm (ยาว 6 นิ้ว) หรือ >10 Lpm (ยาว 1
    5. ตอ T-piece ดาน 15 มม. เขากับ ETT
    6. อธิบายวา Nebulizer สามารถใหละอองไดจริงโดยดูจากพวยควัน




ติว National License PIII OSCE SWU                                                         46
Surgery
Excission
ตัวอยาง ผูปวยหญิงตองผาตัดกอนใตผวหนังบริเวณหลัง
                                    ิ
คําสั่งปฏิบติ แสดงขันตอนการ excision subcutaneous mass พรอมอธิบายขั้นตอนขณะทํา
           ั        ้
สวนที่1 การเตรียมผิวหนังบริเวณผาตัด
    1. ใช Betadine solution ทําความสะอาดผิวหนัง
    2. ปูผาเจาะกลาง
สวนที่ 2 การเตรียมยาชาและวิธีการฉีดยาชา
    1. ใชเข็มใหญดูดยาชา
    2. push air เขาในขวดยาชา
    3. ใชเข็มเล็กฉีดยาชา
    4. negative pressure กอนฉีด
    5. ฉีดยาชาถูกตอง ( field block )
สวนที่ 3 การผาตัด
    1. จับมีดถูกตอง
    2. จับ forceps ถูกตอง
    3. การลงแผลถูกตอง ( elliptical incision )
    4. ทักษะการเลาะกอน


2. Dressing wound
    .จงแสดงและอธิบายการ Dressing แผล post operative thyroidectomy ดวย proper sterile technique
    โดยสมมติวาสวมถุงมือ disposable แลว

    ตอบ
    1. นํา forcep ออกจากถาดดวยวิธีที่ถกตองตาม sterile technique
                                          ู
    2. จับ forcep ดวยทาที่ถกตอง
                             ู
    3. เลือก alcohol ถูกตอง
    4. ใช forcep จับสําลีชุบ alcohol ทําความสะอาดรอบแผลวนจากในออกนอก
    5. ใช forcep จับ gauze 4x4 พับตามยาวปดแผล
    6. ปดเทปตามแนวขวางของคอ
    7. มีความชํานาญคลองแคลว




ติว National License PIII OSCE SWU                                                  47
3. การเย็บแผลและตัดไหม
การปฏิบัติ
1.    เลือกใชเข็ม cutting
2.    จับเข็มที่ 1 /3 จากกนเข็ม
3.    รอย silk ถูกวิธี
4.    จับ holder ถูกวิธี
5.    จับ forcept ถูกวิธี
6.    เย็บ vertical mattress ถูกตอง
7.    เย็บ half bury ถูกตอง
8.    ขอบแผลชิดกันดี
9.    ความชํานาญคลองแคลว
10.   จับกรรไกรถูกวิธี
11.   เลือกใช non tooth forcep
12.   ตัดไหมถูกวิธี

4. จงแสดงการพัน BK amputation stump
       - Anterior bandage 2 ชิ้น
       - พันรอบฐาน
       - พันไปยัง distal stump ใหกดปลาย stamp ลงมาสลับกับพันรอบฐาน
          eg. Distal medial      ฐาน    distal ulnar

5. จงแสดงวิธการทํา Digital block
            ี
       1. มีการแนะนํากับผูปวยวาจะตองฉีดอยางไร บริเวณใด
       2. Sterilized เชน alcohol, plaint
       3. ระบุ landmark ไดถูกตอง
       4. ระบุ superficial landmark ของ neurovascular ของ digit ได
       5. แสดงการเลือกอุปกรณไดเหมาะสม
                - Syringe 10 ml.
                - เข็มเบอร 25 เล็ก
       6. ฉีด periosteal แลว point dorsum & point volar




ติว National License PIII OSCE SWU                                    48
หมวดทักษะการสื่อสาร
 1. ผูปวยหญิงอายุ 55 ป มีอาการปวดหัวเขาขางซายมาประมาณ 5 วันกอนมาโรงพยาบาล เดินมี
 เสียงดังกรอบแกรบในเขาขางซาย ปวด บวมรอน เดินไมคอยถนัด เขาติดตอนเชาเล็กนอยจึงมา
 โรงพยาบาล เพื่อขอการรักษาจากทาน
 PE Left knee : mild swelling and inflammation, crepitation, varus deformity
 Film= OA knee

สวนที่ 1 ทักษะในการใหขอมูล/ใหคําแนะนํา
1. แนะนําตัวกับผูปวย
2. แจงโรค/อธิบายเหตุผลการวินิจฉัย
     2.1 แจงโรควาเปนขอเขาเสื่อม
     2.2 มีอาการปวดเขาและฟลม x-rays เขาได
     2.3 มีอายุมากกวา 50 ป
     2.4 มีขอยึดติดตอนเชานอยกวาครึ่งชั่วโมง
     2.5 มี crepitus เมื่อตรวจเขา
3. คําแนะนําผูปวยเรื่องการออกกําลังกาย
    3.1 Isometric exercise และอธิบายการทํา
    3.2 Isotonic exercise และอธิบายการทํา
    3.3 ประเภทกีฬาที่ควรแนะนํา เชน วายน้ํา, ปนจักรยาน, เดินในน้ํา, เดิน
4. คําแนะนําขอปฏิบัติ
    4.1 แนะนําเรื่องการลดน้ําหนัก
    4.2 แนะนําเรื่องการนั่ง
    4.3 แนะนําการขึ้นลงบันไดและอธิบายไดถูกตอง
หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดใหมากที่สุด
ใชขางดีขึ้นกอน และใชขางไมดีลงกอน
    4.4 แนะนําเรื่องหองน้ํา ลักษณะสวมที่เหมาะสม
    4.5 แนะนําเรื่องการปรับรองเทา ใหใส lateral wedge ที่พื้นรองเทา
    4.6 แนะนําเรื่องการใส knee brace
    4.7 แนะนําเรื่องการใช gait aid ที่เหมาะสมและวิธีการใชที่ถูกตอง
ควรเลือกถือ cane และถือดานขวามือ




 ติว National License PIII OSCE SWU                                                       49
2.ชายไทยอายุ 42 ป อาชีพหัวหนาฝายซอมบํารุง สุขภาพรางกายแข็งแรง สมบูรณดี
• ในครอบครัวไมมีใครเปน hypertension, DM หรือโรคหัวใจ ไขมันในเลือดของพอแม พี่นองอยู
   ในเกณฑปกติ
• ไมมีประวัติสบบุหรี่ แตดื่มเบียรเปนประจํา ตองเดินทาง มีงานเลี้ยง งานสังคมบอย
               ู
• ดัชนีมวลกาย (BMI) = 24.5 kg/m2 Blood pressure 150/95 mm. Hg
• ตรวจรางกายไมพบความผิดปกติใดๆ
• การตรวจ FBS ทํางานของไต ตับ และ ไทรอยดอยูในเกณฑปกติ
                                                    
• Chest X-ray และ EKG แพทยอานผลวาปกติ
   มาปรึกษาทานดวยเรื่องผลการตรวจรางกายประจําป พบผลการตรวจระดับไขมัน ในเลือด
   เปนดังนี้
มาปรึกษาทานดวยเรื่องรายงานผลการตรวจรางกายประจําป พบผลการตรวจระดับ ไขมันใน
เลือดเปนดังนี้
                         ระดับ Cholesterol 270 mg/dl
                         ระดับ HDL           60 mg/dl
                         ระดับ Triglyceride 150 mg/dl

A. ในผูปวยรายนี้มีปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดกี่ปจจัย และอะไรบาง
B. ทานจะใหคําแนะนําการปฏิบัติตัวในผูปวยรายนี้อยางไรบาง
C. หลังจากทานแนะนําผูปวยรายนี้แลว ทานคิดวาจะตองควบคุมระดับ LDL ใหอยูในระดับ ใด
   เพื่อปองกัน การเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
ตอบ
     ในผูปวยรายนีมีเพียงปจจัยเดียว คือ hypertension จากปจจัยเสี่ยงทั้งหมด
                  ้
       (อายุเพศชาย 45 ป เพศหญิง 55 ป/ ความดันโลหิตสูง/สูบบุหรี่/ เบาหวาน/ ประวัติ
     ครอบครัว/ ระดับ HDL ต่ํา)
     คําแนะนําการปฏิบติตัว
                      ั
     1. ตอบ 1 ใน 2 ขอ ตอไปนี้
         • ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เชน มันสัตว แกงกะทิ เนย นม ครีมไอศกรีม ขนมที่
           ทําจากแปง
         • ลดอาหารที่มีcholesterol สูง เชนไขแดง หอยนางรม เครืองใน
                                                                 ่
     2. ตอบ 1 ใน 6 ขอตอไปนี้

ติว National License PIII OSCE SWU                                                       50
• ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร เชน การกินอาหารนอกบาน กะปริมาณการ
           กิน กินใหถูกหลัก หลีกเลี่ยงของทอด ทํา อาหารที่ใชน้ํามันที่มีไขมันอิ่มตัวต่ํา
           เชน น้ํามันถั่วเหลือง
         • รับประทานโปรตีนที่มไขมันต่ํา เชน ไก ปลา ถั่ว
                                   ี
         • ควรรับประทานคารโบไฮเดรตเชิงซอน เชน ขาวและแปงเปนหลัก ควรหลีกเลี่ยง
           ของหวาน น้ําตาล
         • บริโภคผักและผลไม
         • งดดื่มเครื่องดืมที่มีแอลกอฮอล
                           ่
     3. ตอบ 1 ใน 2 ขอตอไปนี้
          • ควบคุมความดันโลหิต
          • หลีกเลี่ยงบริโภคเกลือ หรืออาหารที่เค็มหรือมีโซเดียมสูง
     4. ออกกําลังกายอยางนอย 3 ครั้งตอสัปดาห ครั้งละ 30 นาที

เนื่องจากมีปจจัยเสี่ยงเพียง 1 ปจจัยดังนั้นระดับ LDL ที่ควบคุมคือ ต่ากวา 160 mg/dl
                                                                     ํ




ติว National License PIII OSCE SWU                                                          51
3. เลี้ยงลูกดวยนมแม
       1. แนะนําตัว สรางความคุนเคย
       2. ใชคําพูดชัดเจน เขาใจงาย ไมใชศัพทเทคนิคมากเกินไป
       3. บอกประโยชนของน้ํานมแมไดอยางนอย 5 ขอ ( 1 ขอ = 3 คะแนน )
       4. สาธิตการใหนมลูกได ทานั่ง / หรือทานอน / หรือจัดทาใหนมบุตรหลังผาคลอด
       5. บอกขั้นตอนการใหนมแมไดถูกตอง เนน
            5.1 ใชหัวนมเขี่ยริมฝปากลูกใหลูกอาปาก
            5.2 ใหปากลูกงับถึงลานเตานม
            5.3 ใหดูดจนหมดทีละขางเพื่อใหไดน้ํานมสวนทาย ( ได hind milk )
       6. ควรใหลูกดูดนมบอยๆ ทุก 2 – 3 ชั่วโมง
       7. บอกการเก็บนมแมในตูเย็นธรรมดา ( 4°C ) ไดนาน 24 – 48 ชั่วโมง
                                 
       8. เก็บในภาชนะที่สะอาดและปดมิดชิด
       9. หากเก็บในชองแข็ง ( – 14 °C ) คงที่เก็บไดถึง 3 เดือน
       10. เมื่อจะนํามาใช นําภาชนะบรรจุไปแชน้ําอุน / ไมนําไปตม
       11. เปดโอกาสใหมารดาซักถาม
4. หยุดสูบบุหรี่
Advice ลดสูบบุหรี่ ดูเอกสารประกอบการสอนปสี่ อาจารยสุทัศน

การบําบัดรักษาผูติดบุหรี่โดยไมใชยา
 ก. ใหคําแนะนํา
      1. อธิบายใหผูปวยรูและเขาใจวาการสูบบุหรี่เปนอันตรายตอสุขภาพทําใหเกิดโรค
         ตาง ๆ เชน โรคหัวใจโคโรนารี่ (2คะแนน), โรคหลอดเลือดสมอง (2คะแนน)
        มะเร็งปอด (2 คะแนน) COPD (3 คะแนน) เปนตน
      2. แนะนําใหผูปวยหยุดสูบบุหรี่ทันที ไมจําเปนตองคอย ๆ ลดลง
      3. แนะนําวิธีการหยุดบุหรี่ ดวยตนเองใหแกผูปวย
          - กําหนดวันที่ จะเริ่มหยุดที่แนนอน เชนไมเกิน 2 สัปดาห
          - ใหผูปวยบอกญาติ เพื่อน วาจะหยุดสูบบุหรี่ เพื่อการสนับสนุนจากคนรอบขาง
          - ทิ้งบุหรี่ และที่จุดบุหรี่ ไมใหนํามาใชไดอีก
          - แนะนําใหผูปวยหลีกเลี่ยงปจจัยที่จะใหกลับมาสูบบุหรี่ใหม ไดแก การดื่มสุรา
            ความเครียด การมีบุคคลอื่นที่ใกลชิดยังคงสูบบุหรี่ เปนตน
     5. นัดใหผูปวยมารับการรักษาตอ เพื่อปองกันการกลับมาสูบบุหรี่
     ใชยุทธศาสตร STAR
Set a quit date นิยมใชวันที่มีความหมายตอผูปวยหรือคนใกลชิด เชน วันเกิด วันครบรอบแตงงาน วันปใหม
อยางไรก็ตามควรใหมีวันเลิกบุหรี่ใน 2 สับดา หลังจากตัดสินใจเลิก


ติว National License PIII OSCE SWU                                                                 52
Tell family and request supportแนะนําใหผูปวยจางคนใกลชิด วาตนตัดสินใจจะเลิกบุหรี่แลว และขอใหคน
เหลานี้ชวยเหลือ
Anticipate challenges แพทยควรใหความรูเกี่ยวกับนิโคตินโดยกลยุทธ 4D
          Deep breath สูดหายใจเขากลั้นไวราว หาวินาที แลวหายใจออกชาๆทางปาก
          Drink water ดื่มนสะอาดวันละแปดแกว
          Do something อยาใหตนเองวางหางานอดิเรกทําตบอดเวลาเชน เลนกีฬา ออกกําลังกาย
          Delay พยายามยื้อเวลา แข็งใจ และไมยอมกลับไปสูบบุหรี่อีกแมในขณะที่มีอาการอยากบุหรี่
หลีกลเยงงานสังสรรคที่มีผูสูบบุหรี่มากๆ หากเลี่ยงไมไดพยายามอยาใหมือวางเชนถือแกวน้ําผลไมแทนการนสูบบุหรี่
Remove tobacco product
          พยายามใหผูปวยทิ้งบุหรี่และอุปกรณการสูบทั้งหมด ไมใหเหลือทั้ง ในบาน ที่ทํางาน และใน รถ
Arrange
          ติดตามอาการครั้งแรกใน หนึ่งสับดาหลังวันเลิกบุหรี่ เมืออาการคงที่ดีแลวตรวจทุก สอง สับดา จากนั้นเมือหยุดยา
ชวยเลิกบุหรี่ทุก สามเดือน
มาตราการ                             คําอธิบาย                             ตัวอยาง
Relevance                            พยาพยามชี้ใหผูปวยเห็นวาการลิก ชี้ใหเห็นวาการสุบบุหรี่สงผลราย
                                     บุหรี่นี้เกี่ยวของโดยตรงกับผูปวย ตอทารกในครรภ และทใหเสน
                                     และครอบครัว                           เลือดหัวใจอุดตันแยลงหากผูปวย
                                                                           สูบบุหรี่
Risks                                บอกผลเสียแลย้ําถึงความสําคัญของ ย้ําวาอาจทําใหทารกใรครรภ
                                     ผลเสียที่กําลังจะเกิดขึ้นโดยตรงกับ น้ําหนักตัวต่ํา และเปนโรคทางเดิน
                                     ตัวผูปวย                            หายใจงาย
Rewards                              แพทยบอกถึงขอดีในการเลิกบุหรี่ เนนวาการสูบบุหรี่ทําใหสุขภาพ
                                     แลวเนนย้ําถึงสวนเกี่ยวขงอโดยตรง ทั้งของตนและบุตรหลานดีขึ้นและ
                                     กับผูปวย                            เปนตัวอยางแกบุตรหลาน
Reloadblocks                         ใหผูปวยพูดถึงอุปสรรคที่อาจ         กลัน้ําหนักเพิ่มขึ้นหรือยังไมรูวา
                                     เกิดขึ้นระหวางการเลิกบุหรี่หรือ      เลิกไดจริงหรือไม อีกทั้งไมรูวิธีที่
                                     ปจจัยที่ใหผูปวยยังไมอยากเลิก     ถูกตองและไดผลแนนอนในการ
                                     บุหรี่                                เลิกสูบบุหรี่
Repetition                           แพทยตองใหคําแนะปรึกษาแก           ชี้ใหเห็นวายังมีผูปวยอีกจํานวน
                                     ผูปวยในเรืองนี้ซ้ําทุกครั้งที่มาพบ มากที่ไดพยายามและลมเหลวอยู
                                     และคอยใหกําลงัใจหากผูปวย           หลายครั้งกอนที่จะเลิกบุหรี่ได
                                     ลมเหลว                               สําเร็จหรือในกรณีที่สามารถเลิกอยู
                                                                           ไดหลายวันกอนจะกลับมาสูบใหม
                                                                           และชี้ใหเห็นวาอยางหนอยพวกเขา
                                                                           ก็ทําไดสําเร็จตั้งหลายวัน และไม
                                                                           ควรทอถอย แตนาจะกลับมา
                                                                           เริ่มตนใหมใหเลิกไดนานขึ้น

ติว National License PIII OSCE SWU                                                                       53
6. ผูปวยชายอายุ 55 ป เปนโรคเกาทที่ขอเทา และหัวแมเทาเปนๆ หาย มา 5 ป ปนี้เปนบอยทุก 1-2 เดือน
    ทุกครั้งที่ปวดตองไปหาหมอกินยาฉีดยาจึงจะหายตรวจพบ Chronic tophacous gout ผลการตรวจ
    เลือด Creatinine 1.2 มก/ดล Uric acid 9.8 มก/ดล เพือปองกันไมใหเกิด gouty attack อีกทานจะให
                                                          ่
    คําแนะนําผูปวยอยางไร ขณะเริ่มใหยา colchicines และ allopurinol

         Check list
           1. ขออักเสบของโรคเกาทเปนสิ่งที่ปองกันและรักษาได โดยใชการควบคุม อาหาร
               และยา ซึ่งตองกินยา สม่ําเสมอตอเนื่องนานหลายป
           2. โรคเกาท เกิดจากมีกรดยูริกคั่งมานานจนตกตะกอนตามขอ ยาที่ให
               ลดกรดยูริก คือ allopurinol ซึ่งถาลดระดับกรดยูริกลงมาเหลือ
                 4-5 (5.5) มก/ดล จะสลายผลึกยูเรทใหหายไปได ซึ่งตองใชเวลาหลายป
           3. ผลขางเคียงของ allopurinol คือ ผื่นแพยาควรเริ่มขนาดนอย
              100 มก/วัน เพิ่มเปน 300 มก/วัน ใน 1 เดือน ใหยาขนาดนี้จนกระทั่ง
              ปุมกอนที่สะสมตามขอยุบหายไปหมอ จึงพิจารณาลดหรือหยุดยา
           - ถาเกิดผื่น คัน ระหวาง รับประทานยาควรหยุดยาแลวมาปรึกษาแพทย
           - ผลขางเคียงที่พบไมบอยคือตับอักเสบ ซึ่งพบในผูที่ตับไมดีอยูแลว
               จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา, ยาดองเหลา
           4.colchicine เปนยาที่ปองกันไมใหขออักเสบควรรับประทาน
               วันละ 1-2 เม็ด ถาขออักเสบใหเพิ่มได 1 เม็ด
           5.ผลขางเคียงของ colchicine คือ ทองเสียถามีอาการใหหยุดยา
               แลวเริ่มยาใหม ใหขนาดนอยลง



6. จงใหคําแนะนําเกี่ยวกับการดูแลเทาที่ถูกตองแกผปวยเบาหวาน
                                                   ู 

              1. การสํารวจเทา
                 แนะนําใหทําทุกวัน
                 สํารวจใหทั่วเทา โดยเฉพาะซอกนิ้วเทา และฝาเทา
                 ดูวามีแผล, รอยถลอก, พุพอง, หนังแข็ง, ตาปลา หรือมีสีคล้ําผิดปกติหรือไม
                 ถาสายตาไมดีใหผูใกลชิดชวยสํารวจ
              2. การทําความสะอาดเทา
                 แนะนําใหทําทุกวัน อยางนอยวันละครั้ง และทันทีเมื่อเทาสกปรก
                 ทําความสะอาดใหทั่ว รวมทั้งซอกนิ้วเทา
                 ใชสบูออนและน้ําสะอาดทําความสะอาดเทา
                 ไมแชเทาในน้ํานานเกินไป


ติว National License PIII OSCE SWU                                                            54
ใชผาเช็ดเทาและซอกนิ้วเทาใหแหงหลังจากทําความสะอาดเสร็จ
                    ไมควรใชน้ํารอน ถาใชน้ําอุนตองมีผูอื่นทดสอบอุณหภูมิมิใหรอนเกินไป
               3.   การสวมรองเทา
                    สวมรองเทาเวลาเดินทุกครั้ง ไมเดินเทาเปลา
                    รองเทาตองมีขนาดพอดี ไมหลวมหรือคับจนเกินไป
                    รองเทาควรทําจากวัสดุที่นุม ไมแข็งกระดางจนทําอันตรายตอผิวหนังงาย
                    ถาสวมรองเทาหุมสนควรสวมถุงเทาดวยเสมอ และถุงเทาไมควรรัดเกินไป
                    สํารวจภายในรองเทาวามีสิ่งแปลกปลอมหรือไม กอนสวมรองเทา
               4.   การดูแลเล็บเทา
                    ตัดเล็บเทาใหเสมอปลายนิ้วเทา ไมตัดจนสั้นเกินไป หรือจนมีเลือดไหล
                    ไมขูดหรือแคะซอกเล็บ และไมตัดเนื้อรอบเล็บ
                     ถาสายตาไมดี ใหผูใกลชิดชวยทําให
               5.   เมื่อมีแผล หรือตาปลา หรือหนังแข็งเกิดขึ้น ควรปรึกษาแพทยไม
                    รักษาดวยตัวเอง
               6.    หามใชกระเปาน้ํารอน หรือแผนประคบรอนวางที่เทา


    6. ผูชายอายุ 25 ป ถูกสุนัขจรจัดกัดเขาที่นองซายและหนีไป มีบาดแผลลึกและกวาง ทานเปนแพทย จะให
       การรักษาอยางไร
                                                 Chick list
               1. ลดจํานวนเชื้อตรงบาดแผลใหนอยที่สุดเทาที่จะทําได โดยใชน้ําสะอาดลาง
                     บาดแผล ฟอกดวยสบูทันที หลังจากนั้นลางดวยน้ําสะอาดอีกครั้ง เช็ดแผล
                     ดวย Alcohol 70% ทิงเจอรไอโอดีนหรือ โพวิโดนไอโอดีน ไมควรเย็บ
                     แผล ถาจะเย็บแผลเพราะมีเลือดออกมากควรเย็บหลังฉีด Rabies
                     Immunoglobulin แลว

                2. ใหฉีด vaccine ปองกันพิษสุนัขบา โดยอาจใชวัคซีนที่มีมาตรฐาน ไมทํา
                   จากเซลลประสาทหรือ สมองของสัตว อาทิเชน Human diploid
                   cell vaccine หรือ Purified vero vaccine หรือ Purified
                   chicken embryo cell vaccine โดยฉีดเขาที่กลามเนื้อไหล
                   (deltoid muscle) ไมฉีดเขาที่สะโพก โดยฉีด 1 dose วันที่ 0,3,
                   7,14,28 โดยวันที่ 0 เปนวันที่มาพบแพทยหรือวันที่สุนัขกัด
                3. ฉีด Rabies immunoglobulin (RIG) เขาใตกนแผลและรอบๆ
                   แผล ถามียาเหลือใหฉีดเขากลามใหหมดในบริเวณที่หางไกล จากฉีดวัคซีน

                4. ฉีดยาปองกันบาดทะยักเขาที่กลามเนื้อแขนโดยตารางฉีดควรเปน 0, 1, 6
                   เดือน ตามลําดับ (อยางนอยตองไดฉีด 2 เข็ม)

ติว National License PIII OSCE SWU                                                                    55
5. การใหยาปฏิชีวนะควรใหยาที่ครอบคลุมเชื้อชนิดไมพึ่งออกซิเจน และยา
                   ครอบคลุมเชื้อแกรมบวกและลบชนิดพึ่งออกซิเจน อาทิ เชน ampicillin
                   หรือ amoxycillin รวมกับ metronidazole หรือรวมกับ
                   Clindamycin เปนตน
                6. ควรทําแผลทุกวันและติดตามการรักษาจนกวาแผลจะหาย
                7. ใหคําแนะนําแกผูปวยถึงอาการเริ่มแรกของพิษสุนัขบา อาทิเชน จะมีอาการ
                   ชาที่บริเวณบาดแผล, ปวดศรีษะ มีไขต่ําๆ และอาจมีอาการคันบริเวณรอย
                   แผลที่ถูกกัดได ถาผูปวยมีอาการดังกลาว ควรรีบพบแพทยเพื่อนตรวจรักษา
                   ตอไป

7. ชายไทยอายุ 45 ป มีประวัติดื่มสุรามานาน ตรวจพบวาเปน alcoholic cirrhosis ตรวจGastroscopy พบ esohpageal
   Varice รวมกับ cherry red spot sign และ diffuse gastritis
         ก. จงใหคําแนะนําแกผูปวย
         ข. จงบอกการรักษา
         ค. จงบอกภาวะแทรกซอนที่อาจพบได
                                               Chick list
          ก. คําแนะนํา
             1. เปนโรคตับแข็งจากเหลา
             2. งดดื่มเหลาตลอดไป แตระยะแรกตองระวังอาหารผิดปกติจากการหยุดเหลา
             3. งดอาหารเค็ม, เผ็ด, อาหารทะเลดิบและรับประทานอาหารโปรตีน พอสมควร
             4. อยาใหทองผูก
             5. ระวังการรับประทานยาที่มีผลตอตับ
          ข. การรักษา
               1. spironolacione 100 มก/วัน
               2. วิตามิน เชน วิตามินบี , folic acid
               3. propranolol 40 มก/วัน
            ค. โรคแทรกซอน
            1. SBP
            2. Hepatic encephalopathy
            3. Hepatorenal syndrome
            4. Hepatoma
            5. Bleeding tendency




ติว National License PIII OSCE SWU                                                                56
8. หญิงไทยอายุ 65 ป มาดวยอาการปวดขอเขามา 1 เดือน มีประวัติเคยเปน ๆ หาย ๆ มา 5 ป ไดรับการวินิจฉัยวาเปนโรคขอ
   เสื่อม ผูปวยอาการไมดีขึ้นหลังไดยา Paracetamol และการทํากายภาพบําบัด
                                                   Check list
               ก. พิจารณากอนที่จะใหยา
                   1. พิจารณาวาผูปวยมีปจจัยเสี่ยงของการใชยา NSAID ตอทางเดินอาหารหรือไม
                   เชน
                         1.1 อายุมากกวา 60 ป
                         1.2 มีประวัติโรคเปปติก หรือไม
                         1.3 มีประวัติการใชยาลดกรด(Antacids), H2 – antagonist หรือ
                             Omeprazole
                         1.4 ประวัติปวดทองเปนๆ หายๆ โดยไมทราบสาเหตุ
                         1.5 ประวัติการใชยาสเตียรอยดรวมดวยหรือไม
                 2. มีภาวะหรือโรครวมดวยหรือไม เชน โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง
                 3. ผูปวยไดรับยาอะไรประจําอยู เพราะอาจมีปญหา drug interaction เชน
                    ASA coumadin
               ข. วิธีใชยา
                   1. ใช NSAID ในขนาดต่ําที่สุดที่จะบําบัดอาการปวดได
                    2. เมื่อหายปวดดีแลวควรหยุดยา
                   3. ถาไมดีขึ้นควรคอย ๆ เพิ่มขนาดของยาดวยความระมัดระวัง
                  4. หลีกเลี่ยง NSAID บางตัวที่มีผลขางเคียง ในผูสูงอายุ เชน Indomethacin
                  5. ไมใช NSAID มากกวาหนึ่งตัวในการรักษาแตละครั้ง
               ค. ติดตามผลขางเคียง
                   ติดตามผลขางเคียงของการใชยาอยางใกลชิด (CBC, urinalysis,lives
                   enzymes, electrolyts, BUN, creatinine, stool ocult blood

9. หญิงไทยคูอายุ 28 ป หลังคลอดบุตรคนแรก 1 สัปดาห มาตรวจดวยไข, ไอ ภาพรังสีทรวงอก พบโพรงฝ ยอมเสมหะ
    พบ AFB + 3 นอกจากใหยาวัณโรคที่เหมาะสมแกผูปวย ทานจะใหคําแนะนําผูปวยอยางไร
                                                 Chick list
      1. ความรูเกี่ยวกับวัณโรคที่ผูปวยเปน
         1.1 เปนโรคติดเชื้อ
         1.2 ติดตอไดทางการหายใจ
         1.3 ผูปวยอยูในระยะที่แพรเชื้อใหผูอื่นได
         1.4 โรคอาจแพรกระจายไปสูผูที่อยูใกลชิดได ตั้งแตเริ่มมีอาการจนกวา
              จะไดรับการรักษาตอเนื่องอีกระยะหนึ่ง
      2. แนวทางการรักษาวัณโรคดวยยา
           2.1 สามารถรักษาโรคใหหายขาดได โดยการมาพบแพทยและรับประทานยาสม่ําเสมอ


ติว National License PIII OSCE SWU                                                                    57
(อยางสั้นที่สุด 6 เดือน)
           2.2 ตรวจเสมหะ ติดตามผลการรักษา
           2.3 อาการขางเคียงที่พบได คือ ตับอักเสบ ผื่น ผิวหนัง
                ถามีอาการเหลานี้ใหมาพบแพทยกอนกําหนด
                สามารถให breast feeding ได
                รับประทานยา rifampicin ปสสาวะจะออกสีแดงสมเปนปกติ
                ไมตองตกใจ
       3. การปฏิบัติตัวทั่วไปของผูปวย
           3.1 ปดปากปดจมูกเวลาไอดวยผา
           3.2 เสมหะควรบวนเปนที่ เพื่อลดการแพรกระจายเชื้อ
           3.3 รับประทานอาหารใหครบสวน
           3.4 พักผอนใหเพียงพอ
       4. การตรวจและรักษาผูสัมผัสโรค
           ก. สามี/ผูใหญ ในบาน และเด็กอื่นซึ่งอยูในบานใหมาพบแพทย
               ซักถามอาการ, ทํา Chest X-ray
          ข. ใหพาลูกไปใหกุมารแพทยตรวจ เพื่อตรวจหารองรอยหรือ
               อาการของโรค ทํา Chest X-ray, tuberculin test




ติว National License PIII OSCE SWU                                        58

Step3 Tutorial by SWU book1

  • 2.
    บทนํา คูมือการซักประวัติและหัตถการนี้จัดทําขึ้นเพื่อเปนการทบทวน เตรียมความพรอม ในการ สอบภาคปฏิบัติเพื่อสอบอนุมัติวุฒิบัตรวิชาชีพเวชกรรม (Thai National License-3) ประจําปการศึกษา 2551 นิ สิ ต ควรทํ า การศึ ก ษาเพิ่ ม เติ ม ตามข อ กํ า หนดของศู น ย ก ารประเมิ น และรั บ รองความรู ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศ.ร.ว.) ตามที่แพทยสภากําหนดไวตั้งแตปการศึกษา 2546 เนื่องจากไมสามารถสรุปการซักประวัติและตรวจรางกายทั้งหมด ดั้งนั้น นิสิตควรใหความสําคัญ กับการนัดสอนเสริมตามตารางเรียน ที่กําหนด ในสวนการซักประวัติและหัตถการของงานสูตินารีวิทยาและกุมารเวชศาสตร ใหนิสิตทบทวน จากคูมื อหั ต ถการ ซึ่งจั ด ทํ า โดยภาควิ ช าทั้ ง สองเมื่อ เรี ย นในชั้ น ป 4 และ 5 ตามลํา ดับ หากคูมื อ หัตถการดังกลาวสูญหายและชํารุดใหติดตอผานธุรการภาควิชาทั้งสองเพื่อติดตอขอคูมือดังกลาวมา ศึกษาใหมอีกครั้ง นอกจากนี้นิสิตสามารถฝกปฏิบัติหัตถการนอกเวลาในหองฝกปฏิบัติการที่งานแพทยศาสตร ศึกษาไดจัดเตรียมไวโดยเฉพาะ บริเวณชั้น 14 ศูนยการแพทยสมเด็จพระเทพฯ โดยสามรถติดตอ ขอรับกุญแจนอกเวลาไดที่ อาจารยฉัตรชัย กรีพละ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก บุญบารมีของหมอมหลวงปน มาลากุล ดลบันดาลให นิสิตแพทย มศว ประสบความสําเร็จในการสอบและการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในอนาคตตอไป แพทยศาสตรศึกษา 1 ธันวาคม 2551 ติว National License PIII OSCE SWU 1
  • 3.
    สารบัญ ตารางติวเตรียมสอบ OSCE NationalLicese PIII ลักษณะขอสอบที่ใชในการสอบ ศ.ร.ว. ขั้นตอนที่ 3 หมวดการตรวจรางกาย (Physical examination) หมวดการทําหัตถการ (Procedures skills) หมวดทักษะการสื่อสาร Communication skills หมวดการซักประวัติ (History taking) หมวด Interpretation skills หมวด Management Key Clinical Skills (10 แบบ ทักษะทางคลินิก ) การแจงขาวราย สาธิต วิธีการปฏิบัติตัวแกผปวย หรือ ญาติ ู การใหขอมูล และคําแนะนําแกผูปวย การซักประวัติ (History taking) การใหคําปรึกษา อธิบายโรค และการรักษา ทักษะการขอ Consent การขอใหเซ็นใบยินยอมการผาตัด ตรวจรางกาย และการทําหัตถการที่มีผูปวยอยูดวย การใหกําลังใจ ติว National License PIII OSCE SWU 2
  • 4.
    ลักษณะขอสอบที่ใชในการสอบ ศ.ร.ว. ขั้นตอนที่ 3 ตามที่แพทยสภา ไดกําหนดไววาผูที่เขาศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรของทุกสถาบัน ตั้งแต ปการศึกษา 2546 จะตองผานการสอบเพื่อรับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม แพทยสภาจึงไดมอบหมาย ใหศูนยประเมิน และรับรองความรูความสามารถ ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศ.ร.ว.) เปน ผูดําเนินการโดยไดตั้งเกณฑผูที่จะไดรับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะตองผานการสอบทั้ง3 ขั้นตอน ดังนี้ คือ ขั้นตอนที่ 1 (Basic science - MCQ) สอบเมื่อผานการเรียนชั้นปที่ 3 แลว ขั้นตอนที่ 2 (Clinical science - MCQ) สอบเมื่อผานการเรียนชั้นปที่ 5 แลว ขั้นตอนที่ 3 (Clinical competence – MEQ ,Long cases และ OSCE) สอบเมื่อผานขั้นตอนที่ 1 และ 2 แลว ในการสอบขั้นตอนที่ 3 (OSCE) ศูนยประเมินและรับรองความรูความสามารถในการ ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศ.ร.ว.) ไดกาหนดลักษณะขอสอบที่จะใชในการสอบขั้นตอนที่ 3  ทั้งหมด ํ 20 ขอ แบงเปน - ขอสอบเกี่ยวกับหมวดการซักประวัติ 4 ขอ - ขอสอบเกี่ยวกับหมวดการตรวจรางกาย 4 ขอ - ขอสอบเกี่ยวกับหมวดการทําหัตถการ 4 ขอ - ขอสอบเกี่ยวกับหมวดทักษะการสื่อสาร 3 ขอ - ขอสอบเกี่ยวกับหมวดการอานและแปลผลขอมูลตางๆ 5 ข ขอสอบทั้งหมดในแตละหมวดจะอางอิงตามเกณฑมาตรฐานแพทยสภา ขอสอบในหมวดการซักประวัติและการตรวจรางกายตามเกณฑมาตรฐานแพทยสภา ขอ 2.1 นักศึกษาตองสามารถซักประวัติ และตรวจรางกายไดอยางเหมาะสม เมื่อพบผูปวยที่มีอาการ สําคัญ ดังตอไปนี้ 1. ไข 2. ออนเพลีย ไมมีแรง 3. ภาวะผิดรูป 4. อวน น้ําหนักตัวลดลง 5. อุบัติเหตุ สัตวมีพิษกัดตอย ติว National License PIII OSCE SWU 3
  • 5.
    6. ปวดฟน เลือดออกตามไรฟน 7. ปวดทอง แนนทอง ทองอืด 8. ตาเหลือง ตัวเหลือง 9. เบื่ออาหาร คลื่นไส อาเจียน อาเจียนเปนเลือด 10. สะอึก สําลัก กลืนลําบาก 11. ทองเดิน ทองผูก อุจจาระเปนเลือด อุจจาระ 12. กอนในทอง 13. ปวดศีรษะ มึนศีรษะ เวียนศีรษะ หนามืด เปนลม 14. กลามเนื้อออนแรง ชัก สั่น กระตุก ชา ซึม ไมรูสติ 15. ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเมื่อย ปวดกระดูก ปวดขอ ปวดแขน ปวดขา 16. เจ็บคอ คัดจมูก น้ํามูกไหล จาม เลือดกําเดาออก 17. ไอ ไอเปนเลือด หอบเหนื่อย หายใจขัด หายใจไมอิ่ม เจ็บหนาอก ใจสั่น เขียวคล้ํา 18. บวม ปสสาวะลําบาก มีปสสาวะขัด ปสสาวะบอย ปสสาวะสีผดปกติ ิ กลั้นปสสาวะไมได 19. ปสสาวะมีเลือดปน ปสสาวะเปนกรวดทราย 20. หนองจากทอปสสาวะ 21. แผลบริเวณอวัยวะเพศ 22. ผื่น คัน แผล ฝ สิว ผิวหนังเปลี่ยนสี ผมรวง 23. กอนที่คอ กอนในผิวหนัง กอนที่เตานม 24. ซีด ตอมน้ําเหลืองโต 25. ตั้งครรภ แทงบุตร ครรภผดปกติ ไมอยากมีบุตร มีบุตรยาก ิ 26. ตกขาว คันชองคลอด 27. เลือดออกทางชองคลอด 28. ประจําเดือนผิดปกติ ปวดประจําเดือน 29. คลอดกอนกําหนด เกินกําหนด 30. เคืองตา ตาแดง ปวดตา มองเห็นไมชัด ตาบอด ตาโปน ตาเหล 31. หูอื้อ การไดยินลดลง 32. หงุดหงิด คลุมคลั่ง ประสาทหลอน นอนไมหลับ เครียด วิตกกังวล ซึมเศรา ติดสารเสพติด ฆาตัวตาย 33. ถูกลวงละเมิดทางเพศ 34. การเจริญเติบโตไมสมวัย ติว National License PIII OSCE SWU 4
  • 6.
    ขอสอบในหมวดการทําหัตถการตามเกณฑมาตรฐานแพทยสภา ขอ 3.5.1 นักศึกษาตองสามารถทําไดดวยตนเอง ในหัตถการพื้นฐานทางคลินิกตอไปนี้ ติว National License PIII OSCE SWU 5
  • 7.
    ขอสอบในหมวดทักษะการสื่อสารตามเกณฑมาตรฐานแพทยสภา ขอ 1.4- 1.7 นักศึกษาตองมีความสามารถในการสื่อสารดังตอไปนี้ ทางการบันทึก 1. เขียนใบรับรองแพทย/หนังสือรับรองความพิการ 2. บันทึกขอมูลผูปวยคดี 3. การออกความเห็นทางนิติเวช 4. ใบสงผูปวย 5. ใบตอบรับผูปวย 6. รายงานการผาตัด 7. บันทึกรอยโรคตางๆ 8. บันทึกลักษณะบาดแผล 9. ขอมูลการซักประวัติและตรวจรางกาย ทางวาจา 1. การแจงโรคและการรักษา 2. การใหเลือกการรักษา 3. การแจงขาวราย 4. การแจงขาวตายและการเตรียมญาติ 5. การสาธิต การแนะนําการปฏิบัตตัว ิ 6. Counseling 7. การใหกําลังใจ 8. การขอ autopsy 9. การพูดแนะนําชุมชน 10. การขอคํายินยอมการรักษา/ผาตัด ติว National License PIII OSCE SWU 6
  • 8.
    ขอสอบในหมวดการอานและแปลผลขอมูลตางๆ ตามเกณฑมาตรฐานแพทยสภา ขอ3.2 - 3.4 นักศึกษาตองสามารถอานและแปลผลการตรวจ/รายงานการตรวจไดถูกตอง ดังตอไปนี้ ติว National License PIII OSCE SWU 7
  • 9.
    History taking Medicine I. ประวัติผื่นผิวหนัง 1. ผื่นเริ่มเมื่อไหร 2. คันหรือไม 3. ผื่นเริ่มที่ไหน 4. ลักษณะการกระจาย 5. การเปลี่ยนแปลงของผื่น 6. ปจจัยที่มาสงเสริมการเกิดผื่น 7. การรักษาที่ไดรับมากอน 8. การซักประวัตตามระบบ โดยเฉพาะอยางยิงในกรณีที่สงสัยระบบนั้น ๆ ิ ่ 9. ประวัติอดีตและประวัติครอบครัว การตรวจรางกาย ซี่งจะรวมเอาการตรวจทางผิวหนัง ผม เล็บ และเยื่อเมือกตา ๆ สําหรับการพิจารณาผื่นแยกออกเปน 3 สวน ดวยกันดังนี้ ลักษณะของผื่น รูปรางแลกการเรียงตัวของผืน ่ การกระจายของผื่น ขั้นตอนนี้เปนขั้นตอนที่สําคัญที่สุดในการตรวจทางผิวหนังจากคุณลักษณะที่สําคัญ 3 ประการที่กลาวมาแลว เราควรพิจารณาลักษณะประกอบอื่นๆ เพิ่มอีก เชน สีสัน แบะความนุมหรือ ความแข็งของผื่น การซักประวัตตามระบบ โดยเฉพาะอยางยิงในกรณีที่สงสัยระบบนั้นๆ ิ ่ ประวัติอดีตและประวัติครอบครัว II. การซักประวัติและการตราจรางกายดวยอาการ dyspnea 1. อาการเกิดขึ้นขณะพักหรือออกกําลังกาย ถาเกิดขณะออกกําลังกาย เกิดขึ้นขณะออกกําลังกาย มากแคไหน เชน ขึ้นบันไดกี่ขั้น ยกของหนัก ทํางานบาน 2. อาการเกิดขึ้นทันทีทันใด หรือคอยๆเกิด 3. อาการเปนมากขึ้นเมื่อเกิดภาวะใด 4. อาการดีขึ้น เมื่อทําอยางไร 5. มีอาการหายใจลําบากขณะนอนราบ แตดีขึ้นเมื่อนอนยกหัวสูงหรือไม นอนหนุนหมอนกี่ใบ 6. มีอาการตื่นขึ้นมาหอบในเวลากลางคืนหรือไม ติว National License PIII OSCE SWU 8
  • 10.
    7. มีเสียง wheezing รวมดวยหรือไม 8. มีอาการบวมกดบุมรวมดวยหรือไม 9. มีอาการไอรวมดวยหรือไม มีเสมหะหรือไม จํานวนนอยมาก แคไหน 10. มีอาการไอเปนเลือดรวมดวยหรือไม ปริมาณมากนอยแคไหน 11. สูบบุหรี่มากนอยเพียงใด 12. มีไขรวมดวยหรือไม 13. มีอาการแนนหนาอกรวมดวยหรือไม 14. มีอากรเจ็บปวยใดนํามากอนหรือไม III. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยอาการ syncope (เปนลม) 1. เกิดขึ้นขณะทําอะไรอยู 2. มีอาการรวมดวยหรือไม เชน ชัก หัวใจเตนผิดจังหวะ มีอาการหอบเหนื่อย 3. เปนอยูนานเทาไร 4. ทําอยางไรอาการถึงจะดีขึ้น 5. เคยเปนมากอนหรือไม 6. มีโรคประจําตัวหรือไม เชน โรคเบาหวาน 7. ไดรับยาลดความดันโลหิตอยูหรือไม 8. มีภาวะอื่นรวมดวย หรือไม เชน ทองเดิน ตกเลือก อาเจียน IV. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยอาการไอ 1. เปนมานานเทาใด 2. เปนบอยแคไหน 3. มีภาวะอะไรที่กระตุนการไอหรือทําใหการไอนอยลง 4. มีเสมหะหรือไม เสมหะสีอะไร กลิ่นเหม็นหรือไม ลักษณะเปนอยาไร จํานวนมากแคไหน 5. มีไอเปนเลือกรวมดวยหรือไม 6. มีน้ํามูกไหล เจ็บคอรวมดวยหรือไม เสียงเปลี่ยนหรือไม 7. มีไขรวมดวยหรือไม เปนมานานเทาไร 8. มีเหนื่อยหอบและแนนหนาอกรวมดวยหรือไม 9. สูบบุหรี่หรือไม 10. มีหอบหืดรวมดวยหรือไม ติว National License PIII OSCE SWU 9
  • 11.
    11. มีอาการน้ําหนักลดรวมดวยหรือไม 12. มี่ orthopnea PND รวมดวยหรือไม V. การซักประวัติในผูปวยที่มีอาการไอเปนเลือด 1. เลือดออกมาปนเล็กนอย เปนกอน หรือจํานวนมาก 2. เลือดออกมาจากการไอ หรือจากการอาเจียน หรือมาจากชองปาก 3. เปนมานานเทาไร 4. มีอาการไอเรื้อรังรวมดวยหรือไม 5. มีอาการไอมีเสมหะจํานวนมากรวมดวยหรือไม 6. มีไข น้ําหนักลดรวมดวยหรือไม 7. มีประวัติสูบบุหรี่หรือไม 8. มี orthopnea PND รวมดวยหรือไม VI. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยอาการปสสาวะเปนเลือด 1. ประวัติรับประทานยาที่ทําใหปสสาวะเปลียนเปนสีคลายสีเลือด เชน ยาระบาย ่ 2. ลักษณะปสสาวะเปนสีน้ําลางเนื้อ หรือสีแดงสด หรือสีโคคาโคลา 3. ปสสาวะเปนเลือด สวนแรก สวนกลางหรือสวนทาย 4. มีอาการอื่นรวมดวยหรือไม เชน มีอาการปวดทองแบบ colicky pain ปสสาวะแสบขัด 5. มีประวัติเปนนิ่วมากอนหรือไม 6. มีประวัติบวม หรือความดันโลหิตสูงรวมดวยหรือไม VII. การซักประวัติผูปวยที่ดวยอาการปสสาวะนอยลง หรือปสสาวะไมออกเลย 1. มีปสสาวะออกนอยกวาปกติ หรือไมออกเลย 2. มีประวัตการเสียน้ํา เชน อุจจาระรวง อาเจียน หรือไม ิ 3. มีประวัติเคยเปนนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปสสาวะมากอนหรือไม 4. เคยปสสาวะเปนเลือด เปนโรคไตมากอนหรือไม 5. ไดรับยาอะไรหรือไม 6. มีอาการปวดทองรวมดวยหรือไม 7. มีอาการเปนโรคหัวใจรวมดวยหรือไม ติว National License PIII OSCE SWU 10
  • 12.
    VIII. การซักประวัติผปวยที่มาดวยอาการบวม ู 1. บวมสวนใดหรือบวมทั้งตัว 2. บวมมากตอนไหน ตอนเชา หรือตอนกลางคืน 3. บวมกดบุมหรือไม 4. ใสแหวนแลวคับขึ้นหรือไม 5. หนังตาบวมหรือไม 6. ทองโตดวยหรือไม 7. มีอาการเหนื่อยหอบ นอนราบไมได หรือลุกขึ้นมาหอบเหนื่อยตอนกลางคืน 8. มีอาการอื่นรวมดวยหรือไม เชน ปสสาวะนอย ซีด คลื่นไสอาเจียน ซึม 9. เคยมีตัวเหลืองตาเหลือง เปนโรคตับอักเสบดื่มสุราเรื้อรังมากอนหรือไม IX. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยเรื่องซีด 1. มีอาการเวียนศีรษะ หนามืด ใจสั่น เหงื่อออก มือเทาเย็นหรือไม 2. มีอาการออนเพลีย ไมมีแรง เหนื่อยหอบหรือไม 3. มีอาการเลือดออกงายรวมดวยหรือไม 4. มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองรวมดวยหรือไม 5. มีอาการแสบลิ้น เล็บเปราะรวมดวยหรือไม 6. มีอาการตามัวรวมดวยหรือไม 7. มีอาการเบื่ออาหาร แนนทอง ทองอืด ทองผูก กลืนลําบาก รวมดวยหรือไม 8. มีอาการถายอุจจาระดํา ถายอุจจาระเปนเลือด ประจําเดือนมามากผิดปกติ 9. มีกอนในทองหรือไม มีไขรวมดวยหรือไม 10. มีปสสาวะเปนสีโคคาโคลาหรือไม 11. มีน้ําหนักลดหรือไม X. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยเรื่องเลือดออกผิดปกติ 1. เลือดออกไดเองโดยไมมีการกระทบกระแทกหรือไม เชน จ้ําเลือด เลือดออกตามไรฟน โดย ไมมีเหงือกอักเสบ เลือดกําเดาไหลเอง ประจําเดือนมามากและนาน เลือดออกในขอ 2. มีเลือดออกหลังจากการกระทบกระแทก จํานวนไมไดสัดสวนกับความรุนแรงของการกระทบ กระแทก เชน เดินชนขอบโตะ แตมีจ้ําเลือดใหญมาก ถอนฟนแลวเลือดออกไมหยุด 3. มีเลือดออกมากกวาแหงเดียวหรือไม 4. มีประวัติครอบครัวมีเลือดออกงายหรือไม ติว National License PIII OSCE SWU 11
  • 13.
    5. ประวัติผาตัดในอดีตแลวเลือดออกไมหยุด 6. ประวัติการใชยามี่มีผลตอกลไกการหามเลือดหรือไม เขน ยาเคมีบําบัด ยาแกปวด ยาปฏิชีวนะ ยาตานเกร็ดเลือด ยาหามการแข็งตัวของเลือด 7. มีประวัติโรคตับ โรคไต ภาวะshock ภาวะแทรกซอนจากการตั้งครรภหรือไม XI. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยเรื่องไข 1. มีไขมานานเทาไหร 2. มีไขหนาวสั่นหรือไม 3. ลักษณะเปนไขแบบใด เปนตลอดเวลา เปนๆหายๆ เปนตน 4. มีน้ํามูกไหล ไอ เจ็บคอ มีเสมหะ หอบหรือไม 5. มีปสสาวะแสบขัด ปวดหลังหรือไม 6. มีปวดทอง แนนทอง หรือทองเดินหรือไม 7. มีตัวเหลือง ตาเหลืองรวมดวยหรือไม 8. มีผื่นขึ้นตามตัวหรือไม 9. ประวัติไปตางจังหวัด 10. รับประทานยาอะไรหรือไม 11. ติดยาเสพติดเขาเสนหรือไม 12. มีผูใกลชิดไดรับ เลือดหรือสวนประกอบของเลือดหรือไม 13. เปนโรคเบาหวาน เปนพิษสุราเรื้อรัง ไดรับยา steroid เปนโรค AIDS หรือไม XII. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยอาการกลืนลําบาก 1. กลืนไมลงบริเวณไหน 2. เกิดขึ้นเมื่อไร เปนๆหายๆ หรือเปนตลอดเวลา เปนมากขึ้นหรือไม เปนมากขึ้นเร็วแคไหน 3. กลืนลําบากเฉพาะอาหารแข็ง หรือของเหลว หรือทั้งสองอยาง 4. มีประวัติผิดปกติทางระบบประสาทเชน เปนอัมพาตหรือไม 5. มีแนนบริเวณหนาอกหรือไม 6. มีน้ําหนักตัวลดรวมดวยยหรือไม 7. มี regurgitation ออกมาขณะนอนราบหรือไม 8. มีอาการอื่นรวมดวยหรือไม เชน ซีด แสบลิ้น 9. มีอาการ heart burn รวมดวยหรือไม เริ่มจากบริเวณ epigastrium ขึ้นมา ติว National License PIII OSCE SWU 12
  • 14.
    XIII. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยอาการคลื่นไสอาเจียน 1. ลักษณะที่อาเจียนออกมากเปนอาหารหรือน้ํา จํานวนมากนอยแคไหน 2. เปนมานานเทาไร 3. อาเจียนเปนแบบ อาเจียนพุงหรือไม  4. มีอาการปวดทอง แนนทองรวมดวยหรือไม 5. มีอาการทองเดินรวมดวยหรือไม 6. น้ําหนักตัวลดลงหรือไม 7. ประจําเดือนขาดหรือไม 8. ไดรับยาหรือดืมสุราหรือไม ่ 9. ปวดศีรษะรวมดวยหรือไม 10. มีอาการบวม ตาเหลือง ตัวเหลือง รวมดวยหรือไม XIV. การซักประวัติในผูปวยที่มาดวยอาการปวดทอง 1. ลักษณะ ปวดอยางไรตื้อๆ หรือ จี๊ดๆ หรือยาง colic 2. ความรุนแรง ปวดมากนอยแคไหน 3. ตําแหนง ที่ๆปวดและ ลึกหรือตื้น 4. ปวดอยูกับที่ ปวดจุดเล็กๆจุดเดียว หรือจุดใหญ  5. อาการปวดราว ปวดราวไปไหนบาง 6. ระยะเวลาที่ปวด ปวดนานแคไหน 7. ความบอยของการปวด ปวดบอยแคไหน 8. ปวดเวลาไหนเปนพิเศษ หรือเปลา 9. อะไรทําใหอาการปวดเกิดขึน ้ 10. อะไรทําใหอาการปวดหายไป 11. มีอาการอะไรเกิดรวมกับอาการปวดบาง เชน อาการคลื่นไส ปวดหัว ไข ทองเสีย ทองแนน ทองอืด หรือมีเสียงในทองมากขึ้น มีน้ําลายไหล เหงือออกหนาซีดเปนลม หรือมีอาการทาง ่ ปสสาวะ เชน ถาผูปวยมีปวดทอง ควรถามถึงอาการทางระบบปสสาวะ รวมถึงอาการทาง ระบบขับถาย ติว National License PIII OSCE SWU 13
  • 15.
    XV. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยอาการทองเสีย 1. จํานวนที่ถายอุจจาระวันละกี่ครั้ง ครั้งละจํานวนมากหรือทีละนอย 2. ลักษณะอุจจาระเปนอยาไร เปนน้ําเหลว เปนมูกเลือด เปนน้ําปนเนื้อ หรือเปนกอนธรรมดา สี อุจจาระเปนอยาไร กลิ่นเหม็นผิดปกติหรือไม 3. เปนมานานเทาไร เพิ่งเปน เปนนาน หรือเปนๆ หายๆ 4. ถายอุจจาระทั้งกลางวัน กลางคืน หรือไม 5. มีปวดเบงรวมดวยหรือไม 6. ไดรับยาอะไรอยูหรือไม 7. มีคนอื่นเปนดวยหรือไม 8. มีอาการอื่นรวมดวยหรือไม เชน ไข อาเจียน น้ําหนักตัวลดลงมาก ใจสั่น ประจําเดือนผิดปกติ XVI. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยอาเจียนเปนเลือดหรือ ถายดํา 1. จํานวนเลือดทีออกมานอยแคไหน ่ 2. มีอาการเปนลม เวียนศรีษะ คลื่นไสเหงื่อออกรวมดวยหรือไม 3. มีประวัติทากอนหรือไม 4. มีประวัติโรคกระเพาะมากอนหรือไม 5. มีประวัติปวดทองเปนๆหาย ๆมากอนหรือไม 6. ไดรับยา NSAID มาหรือไม 7. มีภาวะ stress เชน หลังผาตัด ชอค 8. ดื่มสุรา มากนอยแคไหน นานเทาไร 9. มีประวัติโรคตับแข็งมากอนหรือไม 10. มีประวัติอาเจียนนํามากอน หรือไม 11. ไดรับยาบํารุงเลือดหรือไม XVII. การซักประวัติผูปวยที่มาดวยอาการตาเหลือง ตัวเหลือง 1. เปนมานานเทาไร มีอาการไขนํามากอนหรือไม 2. ปสสาวะสีอะไร 3. ถายอุจจาระสีอะไร ซีดลงหรือไม 4. มีอาการคัยรวมดวยหรือไม 5. มีอาการปวดทองรวมดวยหรือไม ปวดที่ไหน เคยปวดมากอนหรือไม ติว National License PIII OSCE SWU 14
  • 16.
    6. ไดสัมผัสตัวผูปวยที่มีตวเหลืองตาเหลืองหรือไม ั 7. ไดรับเลือดหรือไม 8. ติดยาเสพติดเขาเสนหรือไม 9. ดื่มสุราหรือไมจํานวนเทาไร 10. ไดรับยาอะไรอยูบาง 11. มีใครในครอบครัวตัวเหลืองตาเหลืองหรือไม XVIII. Headace ตัวอยาง ผูปวยหญิงอายุ 25 ป มาพบแพทยดวยอาการปวดศีรษะ 3 วัน จงซักประวัติเพื่อใหไดขอมูลที่ชวยใน  การวินิจฉัยและคนหาสาเหตุ 1 Age of onset (อาการเปนแบบเฉียบพลัน คือเกิดขึ้นทันที, กึ่งเฉียบพลัน หรือ เรื้อรัง) 2 ความถี่ของอาการปวดศีรษะ(จํานวนครั้งตอวัน/สัปดาห/เดือน) 3 ระยะเวลาของอาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นในแตละครั้ง(นาที/ชั่วโมง/วัน) 4 ชวงเวลาหรือกิจกรรมที่กําลังปฏิบัติขณะเกิดอาการเชน อาการเปนในชวงบาย ขณะทํางาน, ไอหรือจาม, หรือตองตื่นนอนกลางดึกเพราะปวดศีรษะ 5 อาการนํากอนปวดศีรษะ เชน หิวมาก ทานมาก หาวบอย งวงนอนมากผิดปกติ 6 Aura 7 บริเวณที่มีอาการปวดศีรษะและบริเวณทีมอาการปวดราว เชน ปวดทั่วทั้งศีรษะ, ปวดครึง ่ ี ่ ปวดบริเวณขมับ, ปวดรางรอบกระบอกตา, หรือ ปวดทายทอยลงมายังตนคอ 8 ลักษณะของอาการปวดศีรษะ เชน ปวดตุบๆ(throbbing pain), ปวดเหมือนถูกมีดหรือเข็ม  แทง (stabbing pain), ปวดทันทีเหมือนมีอะไรระเบิดในศีรษะ(thunderclap headache), หรือปวดแบบตื้อๆ 9 อาการอื่นที่มีรวมเชน คลื่นไส อาเจียน, ถายเหลว, ปวดหรือแสบตาดานเดียวกับที่ปวด ศีรษะ, ชาบริเวณรอบปากและแขน, เวียนศีรษะบานหมุน, เดินเซ, ปวดเมื่อยตามตัว 10 ปจจัยทีกระตุนใหเกิดอาการปวดศีรษะ เชน ความเครียด, สุราหรือยาบางชนิด, กาแฟ, ออก ่  กําลังกาย, การมีเพศสัมพันธ 11 ปจจัยที่ทําใหอาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้น เชน ไอ, จาม, เบง หรือ การเปลี่ยนทาทาง 12 ปจจัยที่ชวยบรรเทาอาการปวดศีรษะ เชน การประคบเย็น หรือ บีบนวด  13 ประวัติการรักษาและยาที่เคยไดรับ 14 โรคประจําตัว, การบาดเจ็บบริเวณศีรษะ, และการแพยา 15 ประวัติการมีเพศสัมพันธที่มีความเสี่ยงสูง เชน multiple partners, homosexual ติว National License PIII OSCE SWU 15
  • 17.
    16 ประวัติโรคทางพันธุกรรมและความผิดปกติในครอบครัว 17 ขอมูลสวนบุคคลและขอมูลทางสังคมของผูปวย เชน อาชีพ, สถานะทางการเงิน, ปญหา การหยาราง, นิสัยสวนตัว และอารมณ ติว National License PIII OSCE SWU 16
  • 18.
    Surgery I. Abdominal pain ตัวอยาง.ผูปวยชายไทยอายุ 40 ป มาตรวจที่หองฉุกเฉินดวยอาการปวดทอง คําสั่งปฏิบติ จงซักประวัติ ตรวจรางกาย (เฉพาะระบบที่เกี่ยวของ) และใหการวินิจฉัย ั สวนที่ 1 ทักษะการซักประวัติ แนะนําตนเองแกผูปวย 1. site / location of pain 2. progression of pain/ shifting of pain 3. characteristic of pain 4. refer pain 5. associated symptoms 6. aggravating/ releasing 7. co-morbidity สวนที่ 2 ทักษะการตรวจรางกาย 1. general appearance of abdomen 2. auscultation 3. palpation - McBurney point - Psoas sign - Obturator sign - rebound tenderness - Rovsing sign 4. Digital rectal examination สวนที่ 3 การวินิจฉัย 1. Acute appendicitis 2. Acute diverticulitis 3. Peritonitis ติว National License PIII OSCE SWU 17
  • 19.
    Psychiatry I. Suicide ตัวอยาง ผูปวยหญิงไทย โสด อายุ 30 ป จบ ปวส.ดานการชาง/บัญชี ทํางานชางเชื่อม/ บัญชี (ปจจุบันตกงาน) อยูคนเดียว มารพ.เนื่องจากกินยา Paracetamol 120 เม็ด ผูปวย กินเนื่องจากเบื่อหนายทอแท ไมอยากมีชีวิตอยู 1.ถาม Demographic data เพศ อายุ สถานะ การศึกษา การทํางาน ที่อยู 2.ถามเรื่องสาเหตุที่ฆาตัวตาย เรื่องที่ เครียด เชน ตกงาน หนี้สิน 3.ถาม intention to die คือ หวังผลในการกินยาอยางไร มีความคิดอยากตายอยูหรือไม คิด  เรื่องฆาตัวตายบอยหรือไม 4.ถาม suicidal act & plan เรื่องแผนการ การเตรียมตัว กินอะไรไปบาง หลังกินเปน อยางไร มีใครมาชวย แผนหลังจากออกจากรพ. เรื่องจดหมายลาตาย 5.ถามอาการของโรคซึมเศราดานอารมณเศรา เบื่อหนาย ทอแท หมดความสนใจ ไมอยาก ทําอะไร รองไห 6.ถามอาการของโรคซึมเศราดานรางกาย เชน ออนเพลีย เบื่ออาหาร น้ําหนักลด นอนไม หลับ 7.ถามอาการของโรคซึมเศราดานความคิด เชน สมาธิไมดี หลงลืม มองตนเองไมมีคา ไมมี อนาคตไมมีใครชวยได 8.ถามประวัตโรคทางจิตเวชอื่นๆ เชน psychosis ,mania, anxiety ิ 9.ถามประวัตการฆาตัวตาย ทํารายตนเองมากอน หรือประวัติโรคทางจิตเวช ิ 10.ถามประวัตโรคทางจิตเวชในครอบครัว ิ 11.ถามประวัตโรคทางกาย หรือ การใชสารเสพติด ิ 12.ถามถึง supporting system เชน ครอบครัว เพื่อน 13.วินิจฉัยเปน Major depressive disorder 14.ประเมินไดวาเปน high risk suicide ติว National License PIII OSCE SWU 18
  • 20.
    Physical examination Medicine 1.vital signs :Temperature, BP, PR , RR 2.Cardiovascular system ขั้นตอนการตรวจ 1. ดู general appearance (edema, cyanosis, clubbing,etc.) 2. คลํา pulse 2.1 คลําครบทั้ง 4 extremities 2.2 คลํา pulse ทั้งซายและขวาไปพรอมกัน 2.3 คลํา radial และ femoral pulse พรอมกัน 3. คลํา carotid pulse 3.1 กอนคลํา carotid pulse ตองฟงหาดูวามี carotid bruits ไหม? โดยเฉพาะในผูปวยสูงอายุ 3.2 คลําทีละขาง, หามคลําพรอมกัน 4. ดู JVP 4.1 ดูในทา 30 – 45 เพื่อตรวจหาระดับของ JVP โดยเทียบระดับกับ sternal angle 4.2 ดูในทาใดก็ได เพื่อตรวจหาลักษณะและความแรงของ a และ v waves ทั้งนี้ตองแสดงทาทางเปรียบเทียบกับ carotid pulse หรือ heart sound 5. การตรวจ precordium 5.1 ดูเพื่อสังเกตรูปรางและความผิดปกติในรูปราง หรือ impulse ที่แรงหรือผิดตําแหนง 5.2 คลําโดยวางมือขวาบนทรวงอกดานซายใตตอราวนม เพื่อหา apical impulse หรือ PMI, abnormal impulse หรือ heart sound 5.3 ตรวจตําแหนงของ apical impulse ใหแนนอนโดยใชปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางแยงที่ตําแหนงนั้นใน ทานอนหงาย 5.4 ตรวจแบบเดียวกับ 5.3 เพื่อหาลักษณะของ apical contour วาเปน normal thrust, tap, slap, heave หรือ double apical impulse หากคลําไมไดชัดเจน ใหผูปวยนอนตะแคงไปทางซาย (left lateral decubitus) แลว คลําดูใหม 5.5 ตรวจ RV heaving โดยวางฝามือขวาที่บริเวณ sternum ใหลําแขนตั้งฉากกับฝามือและออกแรงกดเล็กนอย 5.6 ฟงโดย stethoscope ทั้ง precordiumเริ่มที่ apex หรือ base รวมทั้งบริเวณ Lt parasternal aea 5.6.1 ฟงโดยใช bell หรือ diaphragm ตามความเหมาะสม 5.6.2 ฟงในทาที่ผูปวยนอนตะแคงซาย 5.6.3 ฟงในทาที่ผูปวยลุกนั่งโนมตัวไปขางหนา ติว National License PIII OSCE SWU 19
  • 21.
    3.Respiratory System ขั้นตอนการตรวจ Inspection 1. Cyanosis ลิ้นและปลายมือปลายเทา 2. Clubbing นิ้วมือนิ้วเทา 3 Plethora, venous distension ของบริเวณใบหนาและลําคอ 4 Chest contour ใหถอดเสื้อและตรวจในทานั่งดูความผิดปกติโดยรอบ 5. Breathing movement ดู rate. depth. rhythm, equality presence of paradox. accessory muscle use Palpation 1. Lymph node คลําที่บริเวณคอและรักแร(ในกรณีสงสัยมะเร็ง) 2. Trache คลําบริเวณ supasternàl fossa โดยใหหนาตรงและคางอยูในแนวกลางใชนิ้งชี้ทั้งสองขางกับนิ้วกลางคลํา จากดานหนาหรือดานหลัง 3. Chest expansion - Apical วางนิ้วมือบนไหปลาราใหนิ้วหัวแมมือสองขางมาชิดกันในแนวกลางขณะหายใจออกสุด - Base ทําเหมือนกันแตกางนิ้วไปตามแนวชี่โครง ตรวจทั้งหนาและหลัง . Vocal fremitus วางฝามือแนบกับทรวงอกในตําแหนง เหมือนตรวจ expansion แลวใหคนไขนับ 1 2 3 4. อื่นๆเชน subcutaneous emphysema Percussion 1. ดานหนาเคาะไหลจากบนไหปลาราลงมาตามชองซี่โครงเปรียบเทียบ 2 ขาง 2. ดานหลังเคาะไลจากดานบนระหวางสะบักลงมาดานลางเปรียบเทียบ 2 ขาง Auscultation 1. Breath sound ฟงเทียบกัน 2 ขาง มีการลดลงในตําแหนงใดหรือไม 2. มี abnormal bronchial breathi sounds ในตําแหนงใดหรือไม 3.ฟงวามี adventitious sounds ในตําแหนงใดหรือไม ไดแก crackles, wheezes. stridor. pleural rub. mediastinal crunch 4. Voice-generated sounds - Vocal resonance (นับ1.2.3ฟงเปรียบเทียบ 2 ขางวามีตําแหนงใดเสียงดังหรือเบากวากันหรือไม) หรือ- Whispering pectoriloquy (พูดเบาๆแลวฟง 2 ขางเปรียบเทียบกันวามีตําแหนงใดฟงไดชัดกวาหรือไม) หรือEgophony (ออกเสียง E ฟงไดเปน A ในตําแหนงใดหรือไม) ติว National License PIII OSCE SWU 20
  • 22.
    4.Gastroenterology ขั้นตอนการตรวจ 1. Observation: - general appearance including leg edema - ตา (anemia. jaundice) - oral cavity - signs of chronic liver disease (spider nevi. palmar erthrerna. gynecomastia etc.) - signs of hepatic encephalopathy(flapping fetor hepaticus) - abdominal contour and superficial dilated veins (หนาและหลัง) 2.ฟง - bowel sound - (bruit or venous hum) 3. คลํา-เคาะ - light palpation (all quadrants) - deep palpation (all quadrants) - examination of liver (describe size. span liver dullness, consistency, edge surface, tender. etc.) - examination of spleen (supine and right lateral decubitus ) - bimanual palpation of kidney - examination of hernia 4. ExamInation of ascites - fluid thrill - shifting dullness 5. Rectal examination 5.วิธีการตรวจ Cranial Nerve CN I - อธิบายใหผูปวยปดรูจมูกทีละขางสูดลมหายใจเขาทางจมูกอีกขางสลับกันเพื่อตรวจสอบวารูจมูกไมอุดตัน - เลือกวัตถุที่ใชทดสอบ(เลือกกาแฟ, ยาเสน)ใหผูปวยอุดรูจมูกขางหนึ่ง ถามผูปวยวาไดกลิ่นหรือไมและเปนกลิ่นอะไร - ใหผูปวยสูดกลิ่นทางรูจมูกอีกขาง โดยมีวิธีเดียวกัน ถามวาผูปวยไดกลิ่นหรือไมและเปนกลิ่นเดียวกันหรือไม CN II 1. Visual acuity (Pocket near vision chart) - ถือ chart หางตาผูปวยประมาณ 14 นิ้ว - ใหผูปวยใชมือปดตาทีละขางแลวใหอานตัวเลขบน Chart ตั้งแตแถวแรก 2. Visual field (Confrontation test) - ใหผูปวยและผูตรวจหันหนาเขาหากันโดยอยูหางกันประมาณ 1 เมตร ระดับสายตาเทากัน - ตรวจ VF ทีละขางโดยใหผูปวยและผูตรวจปดตาขางที่อยูตรงขามกัน - ใหผูปวยมองที่ตาผูตรวจ - เลื่อนนิ้วมือของผูตรวจจาก peripheral field เขามาทดสอบทีละ quadrant โดยกะระยใหนิ้วมืออยูหางจากผูตรวจและ   ผูปวยระยะเทาๆกัน 3. Fundoscopic examination - ใหผูปวยมองไปขางหนา จองมองวัตถุที่อยูไกลๆ ถาผูปวยใสแวนใหถอดออก ติว National License PIII OSCE SWU 21
  • 23.
    - ผูตรวจปรับ lensใหเหมาะสม ถาผูตรวจใสแวนใหถอดกอน* ถาผูตรวจใสแวนใหบันทึกดวย - แนบ ophthalmoscope เขากับกระบอกตาแลวตรวจตาผูปวยขางเดียวกันถือ ophthalmoscope ดวยมือขางเดียวกับ ตาที่ใช ใหนิ้วชี้อยูที่ disk ปรับ refraction และนิ้วกลางแตะใบหนาผูปวย ดู potic fundi ใหทั่วโดยเปลี่ยนมุมมอง* ถา ผูสอบทําสิ่งตอไปนี้ใหบันทึกไวดวย(ไมเหมาะสม) - ผูตรวจปดตาผูปวย โดยที่ผูปวยไมไดมีหนังตาตก* -ผูตรวจวางมือบนศีรษะของผูปวย* CN III. IV. VI 1. Exophthalmos - สังเกต exophthalmos โดยการมองจากดานบนของศีรษะผูปวยแลวเปรียเทียบกัน 2. Puplliary - ใหผูปวยมองตรง เปรียบเทียบขนาด pupil สองไฟฉายขางทางดานขาง - สังเกต direct reflex ของตาขาวนั้น และ consensual reflex ของตาอีกขาง 3. Extraocular movement - ใหผูปวยมองตามวัตถุไปทิศทางตางๆ: ซาย ขวา บน ลาง โดยแตละทิศทางใหผูปวยมองคางนิ่งในทิศนั้นอยานอย 5 วินาที 4. Ptosis - สังเกตเปรียบเทียบระดับหนังตา 2 ขางแลวบอกผลที่เห็น 5.Accommodation - ใหผูปวยมองตามวัตถุที่เลื่อนเขาหาผูปวยในแนวกลาง: สังเกต convergence และ miosis CNV 1. Motors 1.1 Temporalis muscle - สังเกต temporal fossa 2 ขางเพื่อดูวามี muscle atrophy หรือไม - ใหผูปวยอาปากแลวกัดกรามโดยผูตรวจใชมือคลําบนกลามเนื้อเปรียบเทียบกัน 2 ขาง 1.2 Masseter muscle - สังเกตบริเวณ mandible 2 ขาง เพื่อดูวามี muscle atrophy หรือไม - ใหผูปวยอาปากแลวกัดกราม โดยผูตรวจใชมือคลําบนกลามเนื้อเปรียบเทียบกัน 2 ขาง 1.3 Latefal pterygoid muscle - ใหผูปวยอาปากและหุบปากหลายๆครั้งเพื่อดูวามี jaw deviation ไปดานที่ออนแรงหรือไม - ใหผูปวยอาปาก โดยผูตรวจพยายามดันคางไว ใชมือหนึ่งวางบนศีรษะผูปวยโดยตองขอโทษกอนเสมอ - ใหผูปวยโยคางไปดานขางทีละดานโดยผูตรวจพยายามตานแรงไว 2 Facial sensation 2.1 skin sensation - ผูตรวจทดสอบความรูสึกดวย เข็มและสําลีที่บริเวณหนาผาก(V1) แกม(V2) และคาง(V3) เปรียบเทียบกัน 2 ขาง 2.2 corneal reflex วิธีการตรวจ - อธิบายวัตถุประสงคและวิธีการตรวจ - ผูตรวจใชสําลีปนปลายใหแหลม แตะที่ cornea อาจตองใหผูปวยมอง upward, medial 3. Jaw jerk - ใหผูปวยอาปากหยอนเล็กนอย ผูตรวจวางนิ้วชี้ลงบนคางผูปวย โดยใชไมเคาะ reflex เคาะลงทางดานลาง ติว National License PIII OSCE SWU 22
  • 24.
    6.Motor Function ขั้นตอนการตรวจ. 1. Observe : มองหาabnormal movement muscle wasting. fasciculation. กระตุนใหเกิด fasciculation โดยเคาะลงบนกลามเนื้อ 2. Pronator drift : ใหเหยียดแขนตรงยื่นมาขางหนาระดับไหล forearm flexion และ pronation. finger flexion แลวลองตบบนมือ 2 ขางเร็วๆดู rebound 3. Muscle tone ใหผูปวยนังตามสสบายไมเกร็ง ทํา passive movement ของ joint ตางๆ ่ - Shoulder joint มือหนึ่งจับใหลอีกมือหนึ่งจับบริเวณ forearm ขยับตนแขนไปขางหนา-ขางหลัง-หมุนรอบขอไหล -Elbow joint ใชมือหนึ่งจับไหล อีกมือหนึ่งจับทา shake hand ใหงอ-เหยียดศอก - Radio-ulnar joint ใชทาเดิมใหคว่ํามือ-หงายมือ -Wrist joint มือหนึ่งจับ forearm อีกมือจับทา shake hand กระดกมือขึ้น-ลง. 4. ตรวจ power ทีละแขนเปรียบเทียบกัน - deltoid ตรวจพรอมกันทั้งสองขาง - biceps - triceps - brachioradialis - pronator - supinator - wrist flexion -wrist extension - hand grip (ตรวจพรอมกันทั้ง 2 ขาง) -finger extension - finger abduction (ตรวจพรอมกันทั้ง 2 ขาง) - finger adduction - opponens 5. Deep tendon reflex - Biceps ผูปวยงอแขนพอประมาณ ใชนิ้ววางบน biceps tendon เคาะบนนิ้ว -Triceps ผูปวยงอแขนพอประมาณ เคาะบน triceps tendon (2” เหนือศอก) - Brachioradialis เคาะบน brachioradialis tendon (2 ” เหนือขอมือ) - Finger วางนิ้วบนมือของผูปวยระดับ PIP joint เคาะบนนิ้วมือผูตรวจ 6.ตรวจ Hoffmann หรือ Trommer sign ทีละมือ - จับมือผูปวยให extend wrist MCP. PIP joint ของนิ้วกลางดีด distal phalanx ลงหรือขึ้นเร็วๆดู palmar flexion ของนิ้วอื่นๆโดยเฉพาะนิ้วหัวแมมือ ติว National License PIII OSCE SWU 23
  • 25.
    ขั้นตอนการตรวจ ขา ตรวจในทานอน 1.Observatlon ควรถลกขากางเกง มองหา wasting. fasciculation etc. 2.Muscle tone ใหผูปวยนอนตามสบายไมเกร็ง - roll วางมือบนตนขาผูปวยแลวexternal และ internal rotate ตนขา สังเกตดู movement ของปลายขา - lift สอดมือ 2 ขางใตเขาทีละขางจับยกเขาขึ้นมาเร็วๆ สังเกตmovement ของปลายขา 3.ตรวจ power ทีละขา - hip flexion - hip extension - hip abduction - knee flexion - knee extension - ankle dorsiflexion - ankle plantar flexion -eversion - inversion - toe dorsiflexion - toe flexion 4. ตรวจ deep tendon reflex ทีละขา - Knee สอดแขนซายพยุงใตเขาของผูปวยใหอยูในทา flex เคาะบน patellar tendon -Ankle ใหผูปวยงอสะโพกและเขาพรอมทั้งทํา external rotation ใชมือซายแตะฝาเทาผูปวยเพื่อทําdorsiflexion เลกนอยเคาะบน Archiles tendon 5.ตรวจ plantar reflex ขีดฝาเทาไปตาม lateral aspect ของฝาเทาจนถึงใตนวหัวแมเทา ิ้ 6. ตรวจ ankle clonus มือหนึ่งจับเหนือขอเทา อีกมือดันฝาเทาเพื่อทํา dorsiflexion เร็วๆ 7. ตรวจ gait 7. Deep Tendon Reflex ในทานอน ขั้นตอนการตรวจ 1.การแนะนําผูปวย -ขอใบอนุญาตและบอกวาจะตรวจอะไร -บอกผูปวยใหนอนราบตามสบายไมตองเกร็ง 2.Bicetp jerk -จัดทาใหผูปวยวางตนแขนบนที่นอนปลายแขนและมือวางบนหนาทองในทา pronation -ผูตรวจวางนิ้วหัวแมมือหรือนิ้วชี้ลงบน biceps tendon 3.Brahiosradialis jerk -จัดทาใหผูปวยวางตนแขนบนที่นอนปลายแขนและมือวางบนหนาทองในทา pronation -ใชไมเคาะ เคาะ ปลายลางของกระดูก radius ที่ตําแหนงประมาณ 2 นิ้วเหนือขอมือ 4.Triceps jerk -จัดทาใหแขนของผูปวยวางบนลําตัว -ใชไมเคาะ เคาะ triceps ใชไมเคาะที่ตําแหนงประมาณ 2” เหนือขอศอก ติว National License PIII OSCE SWU 24
  • 26.
    5.Finger jerk -ใหผูปวย supinateแบมือและปลอยใหนิ้วมืองอตามสบาย -ผูตรวจวางมือบนนิ้วผูปวย ใชไมเคาะเคาะบนนิ้วผูตรวจ 6.Knee jerk -ผูตรวจใชแขนขางซายสอดและพยุงใตเขาของผูปวยซึ่งอยูในทา flexion เล็กนอย -ใชไมเคาะ เคาะ pateliar tendon 7.Ankle jerk -จัดทาใหผูปวยงอสะโพกและเขาพรอมทั้งทํา externa; rotation -ผูตรวจใชมือขางซายแตะที่ฝาเทาของผูปวยเพื่อ dorsiflex ขอเทาเล็กนอย -ใชไมเคาะ เคาะที่ Archilles tendon 8.การใชไมเคาะรีเฟล็กซ(ประเมินรวม) -การจับไมเคาะ -ใชขอมือเหวี่ยงไมเคาะโดยการใชน้ําหนักของไมเคาะเปนการกําหนดความแรงของการเคาะ 8. Cerebellar Function ขั้นตอนการตรวจ 1. Nystagmus ใหผูปวยกลอกตาไปมาทางซาย-ขวา, บน-ลาง 2. Tone ของกลามเนื้อ - shoulder joint - elbow joint - radlo—ulnar joint - wrist joint 3. Co-ordination ของแขน(วิธใดวิธีหนึ่ง) ี 3.1 Finge-to-finger ใหผูปวยหลับตากางแขนแลวใหเอานิ้วชี้ทั้ง 2 ขางมาแตะกันตรงกลาง 3.2Finger-to-nose ใหผูปวยหลับตากางแขนแลวใหเอานิ้วชี้มาแตะปลายจมูกตนเอง 3.3 Finger-to-nose-to-finger ใหผูปวยลืมตาเอานิ้วแตะนิ้วชี้ผูตรวจแลวกลับไปแตะปลายจมูกผูปวยเอง 4. Co-ordination ของขา Heel-to-knee ใหผูปวยกสนเทาขึ้นวางบนหัวเขาดานตรงขามแลวไถสนเทาไปตามสันหนาแขง 5. Alternate movement ของแขน(วิธีใดวิธีหนึง) ่ 5.1 ใหผูปวยใชปลายนิ้วชี้แตะปลายนิ้วหัวแมมืออยางเร็วหรือแตะทุนิ้วเรียงกันไปอยางเร็วพรอมกัน 2 มือ 5.2 .ใชมือขางหนึ่งตบคว่ํา-หงายบนมืออีกขางหนึ่งหรือเขาของตนเองเปนจังหวะ 6. Alternate movement ของขา ใหผูปวยตบปลายเทาลงบนพื้น(ทานัง)หรือมือของผูปวยตรวจ(ทานอน)เปนจังหวะ ่ 7. Tandem walking ใหผูปวยเดินตอเทาเปนเสนตรงโดยผูตรวจตองระวังไมใหผูปวยหกลม ติว National License PIII OSCE SWU 25
  • 27.
    9. Sign ofMeningeal Irrigation ขั้นตอนการตรวจ 1.Stiff neck(nuchal rigidity) 1.1บอกผูปวยวาตรวจอะไรและขออนุญาต 1.2ใชมือสอดใตศีรษะผูปวยบริเวณทายทอยและคอยๆยกศีรษะใหคางแตะกับอก 1.3 ใชมือจับศีรษะของผูปวยหันไปทางซาย-ขวา 1.4จับไหล 2 ขางของผูปวยยกขึ้น โดยไมตองยกศีรษะตามสังเกตวาคอหงายไปดานหลังไกหรือไม 1.5แปลผล Positive เมื่อเจ็บตึงตนคอ ดานหลัง หรือ กลามเนื้อ Extensor ของคอเกร็ง กมหรือเงยไมได 2.Kernig’s Sign 2.1บอกผูปวยวาตรวจอะไรและขออนุญาต 2.2 งอสะโพกและขอเขาของผูปวยทีละชางใหทํามุมประมาณ 90o 2.3คอยๆเหยียดขอเขาของผูปวยจนตึง 2.4แปลผล Positive เมื่อ ยึดเขาทั้ง 2 ขาง ไดไมเต็มที่(หรือนอยกวา 135 o)หรือเจ็บตึงกลามเนื้อ Hamstring ทั้ง 2 ขาง 10.Vibration and Position Sensation (Lower Extremities) ขั้นตอนการตรวจ การตรวจ Vibration sensation 1.พฤติกรรมทัวไป ่ -เลือกสอมเสียงขนาดความถี่ 128 Hz - จับสอมเสียงที่ดาม - อธิบายใหผูปวยทราบวาความรูสึกจากสอมเปนอยางไร(เชนเอาโคนสอมเสียงที่ทําใหสั่นแตะทีกระดูก sternum หรือ ่ clavicle ของผูปวย)  2.การตรวจ Vibratory ของขอเทา - ใหผูปวยหลับตาและใชโคนสอมเสียงที่ทําใหสั่นแตะทีดานหลังของกระดูกนิ้วหัวแมเทา โดยใหผูปวยบอกวาสั่นหรือไม หยุดสั่น ่ เมื่อใดเปรียบเทียบกันทั้ง 2 ขาง - ทดสอบวาคําตอบของผูปวยเชื่อถือไดหรือไม โดยทําใหสอมเสียงสั่งและหยุดสั่นสลับกันอยางสุมเปรียบเทียบกันทั้ง 2 ขาง) การตรวจ position sensation 1.พฤติกรรมทัวไป่ -อธิบายวิธีตรวจใหผูปวยเขาใจกอน 2. การตรวจ position sensation ของเทา - ใชนิ้วมือจับดานขางกระดูก proximal phalanx ของนิ้วหัวแมเทาใหแนน และใหนัวมืออีกขางหนึ่งจับที่ดานขางกระดูก distal phalanx นิ้วนั้นคอยๆ extend หรือ reflex ขอนิ้วเทาทีละนอยแบบสุมโดใหผูปวยบอกวาปลายนิ้วเทาเคลื่อนขึ้น หรือลง - ทดสอบดังกลาวหลายๆครั้งเปรียบเทียบกันทั้ง 2 ขาง ติว National License PIII OSCE SWU 26
  • 28.
    11.Hearing ขั้นตอนการตรวจ 1.พฤติกรรมทั่วไป - เลือกสอมเสียงความถี่ 256 Hz - จับสอมเสียงทีดาม ่ - เคาะสอมเสียงกับวัสดุที่ไมแข็ง ทดสอบความเขาใจโดยถือสอมเสียงหนาหูทีละขางแลวถามวาไดยินเสียงหรือไม 2.การตรวจ Weber’s test - วางดามสอมเสียงบนกระหมอมดวยแรงพอประมาณ - ถามผูถูกตรวจวาไดยินเสียงหรือไม - ถามผูถูกตรวจวาหูขางใดไดยินเสียงดังกวา แปลผล lateralization to the……………..(left or right) 3.การตรวจ Rinne’s test - วางดามสอมเสียงที่สั่นอยูหลังหูบนกระดูก mastoid กดดวยแรงพอประมาณ - ถามผูถูกตรวจวาไดยินเสียงหรือไม - ขอใหผูถูกตรวจบอกเมื่อไมไดยินเสียง - ถามผูถูกตรวจวาไดยินเสียงอีกหรือไม 12.การตรวจตอมไทรอยด ขั้นตอนการตรวจ ใหผูปวยนั่งมองตรงในระดับสายตาหรือเงยหนาขึ้นพอประมาณ ผูตรวจสังเกตลักษณะของตอมธัยรอยดจากทาง ดานหนาผูปวยและบรรยายลักษณะตอไปนี้ - ขนาดของตอมธัยรอยด - มีการอักเสบของผิวหนังบริเวณตอมธัยรอยดหรือไม - มีอาการเจ็บขณะกลืนหรือไม การตรวจจากทางดานหลังของผูปวย - ผูตรวจยืนอยูดานหลังของผูปวยโดยใชนิ้วชี้, นิ้วกลางและนิ้วนาง ทั้ง 2 ขางคลําบริเวณตอมธัยรอยดแตละกลีบ (lobe) โดยนิ้วหัวแมมือวางอยูบริเวณ trapezius muscle - ในระหวางนี้ใหผูปวยกลืนเปนระยะ การตรวจจากทางดานหนาของผูปวย - ผูตรวจยืนอยูดานหนาเยื้องไปทางดานซายหรือขวาของผูปวย - ตรวจตอมธัยรอยดกลีบซาย โดยใชนิ้วแมมือดันตอมธัยรอยดกลีบขวาเบาๆไปทางซาย และใชนิ้วชี้ นิ้วกลาง และ นิ้วนางขางขวา คลําตอมกลีบซาย - ตรวจตอมธัยรอยดกลีบขวา โดยใชนิ้วแมมือดันตอมธัยรอยดกลีบซายเบาๆไปทางขวา และใชนิ้วชี้ นิ้วกลาง และ นิ้วนางขางซาย คลําตอมกลีบขวา ติว National License PIII OSCE SWU 27
  • 29.
    ในขณะตรวจทั้งทางดานหนาและดานหลังของผูปวย ใหบรรยายลลักษณะตอไปนี้ - ขนาดของตอมธัยรอยด -ผิวเรียบหรือไมเรียบหรือมีกอน - อาการเจ็บขณะคลํา - ความแข็ง, นุม - ในกรณีที่มีกอนที่ตอมธัยรอยด - จํานวนกอน - ขนาดของแตละกอน - ตําแหนงของแตละกอน - ความแข็งนุม - อาการเจ็บขณะคลํา คลําตอมน้ําเหลืองที่คอและบรรยายตําแหนงและจํานวนตอมน้ําเหลือที่คลําได ฟงเสียง bruit ที่ตอมธัยรอยดโดยใชหูฟง 13.การตรวจ Trousseau วัตถุประสงค ทดสอบวาผูปวยมีภาวะแคลเซียมต่ําในเลือดหรือไม ขั้นตอนการตรวจ วิธีการและขั้นตอนการตรวจ 1.ผูปวยอยูในทานั่งหรือนอน 2. วัดความดันเลือดโดยวิธีมาตรฐานและบันทึกคาที่วัดได 3. ใช arm cuff ของเครื่องวัดความดันเลือดรัดที่ตนแขนเชนเดียวกับการวัดความดันเลือด 4. Apply pressure จนถึงระดับประมาณ 10-20 มม.ปรอท เหนือความดันซิสโตลิก คงไวนาน 2-3 นาทีและดูการ ตอบสนอง เมื่อมีการตอบสนองใหสิ้นสุดการทดสอบได บรรยายการตอบสนองและแปลผล 1. การทดสอบใหผลบวกเมื่อมีการเกร็งของกลามเนื้อ (carpal spasm)ซึ่งเกิดขึ้นตามลําดับดังนี้ - adduction ของ thumb - fIexoim ของ metacarpophalangeal joints และนิ้วที่จีบเขาหากัน -flexion ของ wrist joint -flexion ของ elbow joint ของมือซึ่งมีการเกร็งของกลามเนื้อมือในลักษณะดังกลาวเรียกวาaccoucheur’s hand 2. การเกิด carpal spasm แบงไดเปน 4 ระดับ Grade 1 ผูถูกทดสอบสามารถฝนไดดวยตนเอง Grade 2 ผูถูกทดสอบไมสามารถฝนไดดวยตนเอง แตผูตรวจสามารถชวยฝนได Grade 3 เชนเดียวกับ grade 2 และเกิดขึ้นหลังเริ่มการทดสอบนานกวา 1 นาที Grade 4 เชนเดียวกับ grade 2 และเกิดขึ้นหลังเริ่มการทดสอบภายใน 1 นาที ติว National License PIII OSCE SWU 28
  • 30.
    3.การทดสอบใหผลลบเมื่อไมมีการตอบสนองใดๆดังกลาวภายใน 5 นาที การแปลผลทางคลินิก 1.การทดสอบใหผลบวกแสดงวาผูปวยมีภาวะตอไปนี้ - แคลเซียมต่ําในเลือด (สําคัญที่สุด) - ดางเมตาบอลิค - โปแตสเซียมสูงหรือต่ําในเลือด - แมกนีเซียมต่ําในเลือด 2.การตอบสนอง grade 1 และ 2 สามารถพบไดประมาณรอยละ 4 ของคนปกติ, grade 3 และ 4 บงชี้ถึงพยาธิ สภาพ 14.การตรวจ Chvostek วัตถุประสงค ทดสอบวาผูปวยมีภาวะแคลเซียมต่ําในเลือดหรือไม วิธีการและขั้นตอนการตรวจ 1.ผูปวยอยูในทานั่งหรือนอน 2. การตรวจ Chvostek I (เปนการกระตุน facial nerve โดยตรง) ใชนิ้วกลางเคาะที่ facial nerve โดยการเคลื่อน ขอมือเชนเดียวดันกับการเคาะปอดหรือทองในตําแหนง 2-3 ซ.ม. หนาตอใบหูและใตตอ zvgomatic arch กับมุม ปากโดยการเคลื่อนขอมือ 3. การตรวจ Chvostek II (เปนการกระตุนระหวาง facial never โดยรีเฟล็กซ ) ใชนิ้วกลางเคาะที่ตําแหนงระหวา zygomatic arch กับมุมปากโดยการเคลื่อนขอมือ บรรยายการตอบสนองและแปลผล 1.การทดสอบใหผลลบเมื่อไมมีการตอบสนองดังกลาว 2.ทดสอบใหผลบวกเมื่อมีการตอบสนองดังนี้ Grade 1 มีการกระตุกของมุมปากขางที่ทดสอบ Grade 2 มีการกระตุกของมุมปากและ alae nasi ขางที่ทดสอบ Grade 3 มีการกระตุกของมุมปาก alae nasi และ orbicularis oculi Grade 4 มีการกระตุกของกลามเนื้อทุกมัดของใบหนาขางทดสอบ การแปลผลทางคลินิก 1.การทดสอบใหผลบวกแสดงวาผูปวยมีภาวะตอไปรี้ - แคลเซียมต่ําในเลือด (สําคัญที่สุด) - ดางเมตะบอลิค - โปแตสเซียมสูงหรือต่ําในเลือด - แมกนีเซียมต่ําในเลือด 2. การตอบสนอง grade 1 สามารถพบไดประมาณรอยละ 25 ของคนปกติโดยเฉพาะในเด็ก ติว National License PIII OSCE SWU 29
  • 31.
    15.การตรวจดู Deep VeinThrombosis ของขา ขั้นตอนการตรวจ 1.ดูวามีการบวมขางใดขางหนึ่งมากกวาอีกขางหนึ่งหรือไม 2.คลําวามีการกดเจ็บของขาขางใดขางหนึ่งมากกวาอีกขางหนึ่งหรือไม 3.วัดเสนรอบวงเปรียบเทียบกันของตนขาและนองของขาสองขาในตําแหนงที่ตรง 4.ตรวจ Homan’s sign โดยการทํา active หรีอ passive dorsiflexion ถือวาใหผลบวกเมื่อมีขอใดขอหนึ่งหรือ มากกวา 4.1เจ็บบริเวณนอง 4.2ไมสามารถทํา dorsiflexion ไดเต็มที่ 4.3มีการงอเขาเพื่อลดการเจ็บที่บริเวณนอง 16.Musculoskeletal System ขั้นตอนการตรวจ Inspection 1.Posture:ใหผูปวยยืนตรง สังเกตตําแหนงศีรษะคอและไหล 2.Gait: ใหผูปวยเดินสังเกตลักษณะทาทางการเดินและการเคลื่อนไหว 3.Derfromity และ Sign on inflammation: สังเกตความผิดรูปหรืออาการอักเสบของนิ้วมือ, นิ้วเทาและหลังควรให ผูปวยถอดถุงเทาหรือรองเทา หรือถอดเสื้อ(หากจําเปน)สังเกตวาขอมีบวมแดงหรือไม Palpation 1.คลําตําแหนงขอวามีอุณหภูมิผิดปกติหรือไม เปรียบเทียบระหวางขอกับผิวหนังที่อยูใกลเคียง 2.การตรวจการบวมของขอswelling): ใชนิ้วคลําและกดบริเวณรอบขอเพื่อแยกน้ําในขอหรือการหนาตัวของ synovium 3.การตรวจ การเจ็บของขอ(tenderness):ใชนิ้วกดตามแนวขอและถามวามีการเก็บหรือไม 4.การตรวจการเคลื่อนไหวของขอ(range of motion) :ดูองศาวาขอเคลื่อนไหวไดเทาปกติหรือไม :ถามผูปวยวามีปวดในขอขณะเคลื่อนไหวขอหรือไม Special tests (ถามี) 1. Carpal tunnel syndrome 1.1 Tinesl’s test: ใหผูปวยแบมือ เคาะที่ขอมือของผูปวย ถามอาการชาตาม median nerve distribution หรือไม 1.2 Phalen’s test: ใหผูปวยงอมือเปนเวลา 1 นาที ถามวามีอาการชาตาม median nerve distribution หรือไม 2. Sacroiliitis : Sign of 4: ผูปวยนอนหงายงอสะโพกและเขาดานหนึ่งไวโดยวางเทาบนเขาดานตรงขามผูตรวจใชมือขางหนึ่ง  fix กระดูกเชิงกรานของสะโพกดานตรงขามไวขณะเดียวกันใชมืออีกขางหนึ่งกดบนเขาดานที่งอถามอาการปวดที่ SI joint ดานตรงขาม ติว National License PIII OSCE SWU 30
  • 32.
    3. Spondyloarthropathy 3.1 SchoberstestjModified Schobers test: ขณะที่ผูปวยยืนตรงหาตําแหนง L5โดยหาจุดตัดระหวางเสนที่ลากจาก posterior iliac spine 2 ขางและกระดูกสันหลังทําเครื่องหมายไวที่จุดดังกลาวและเหนือจุดนั้น 10 ซ.ม. (ถาเปน modfied Schobers test ทําตําแหนงไวต่ํากวา L5 5 ซ.ม.รวมดวย) ใหผูปวยกมตัวลงทางดานหนามากที่สุด เทาที่ทําไดแลววัดระยะระหวาง ถามีคาต่ํากวา 13 ซ.ม.ในSchobers test หรือ 20 ซ.ม. ใน modified Schobers test ถือวาผิดปกติ 3.2Occiput to-wall: ใหผูปวยยืนตรงหลังชิดฝาผนังวัดระยะหางระหวางสวนหลังของOcciput และ ผนัง 3.3 Chest expansion: วัดรอบอกที่ระดับ 4th intercostals spale ในทาหายใจเขาเต็มที่และออกเต็มที่คาที่แตกตางกัน นอยกวา 5.0 ซ.ม. ถือวาผิดปกติ ติว National License PIII OSCE SWU 31
  • 33.
    Surgery 1. Breast nass ตัวอยางผูปวยหญิงไทย อายุ 60 ป มาตรวจดวยคลําไดกอนที่เตานมมา 2 เดือน คําสั่งปฏิบัติ อธิบายและแสดงขั้นตอนการตรวจเตานม สวนที่ 1 Doctor-patient relationship 1. แนะนําตัวเอง 2. ขออนุญาต 3. แจงผูปวยเปนระยะถึงขั้นตอนที่จะทําการตรวจ 4. ทาทางสุภาพ สวนที่ 2 การจัดสถานที่และการจัดทาผูปวย 1. บอกวาตรวจในสถานที่มิดชิด 2. ขอบุคคลที่สาม 3. จัดทานั่งเพื่อตรวจ axilla 4. จัดทาผูปวยนอนราบ หงาย แขนและมือผูปวยขางที่จะตรวจอยูหลัง ศรีษะ สวนที่ 3 ขั้นตอนการตรวจ 1. ตรวจเตานมทั้งสองขาง โดยใชฝามือขางที่ถนัด 2. ใชสวนกลางนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางในการตรวจ 3. ตรวจครบทั้ง 4 quadrant 4. บีบดู nipple discharge 5. ตรวจ axilla ทั้งสองขาง 6. คลํา supraclavicular lymph node ENT. หญิงไทยอายุ 25 ป มีอาการหูอื้อขางซาย จงทําแสดงการตรวจรางกาย 1. Rinne test 2. Weber test 3. Bing test 4. Schwabach test 5. แปลผลการตรวจ ขั้นตอนการประเมิน สวนที่ 1 Doctor-Patient Relationship 1. แนะนําตนเองแกผูปวย  2. ขออนุญาต ติว National License PIII OSCE SWU 32
  • 34.
    3. มีการแจง/สื่อกับผูปวยเปนระยะถึงหัตถการที่จะกระทํา 4.ทาทางสุภาพและตอบสนองกับปฏิกริยาของผูปวย ิ สวนที่ 2 ขันตอนในการตรวจรางกายผูปวย/ทําหัตถการ ้ 1. ทํา Rinne test โดยวางสอมเสียงหางจากหนาหูผูปวยประมาณ 1 นิว และวางโคนสอมเสียงที่  ้ บริเวณ mastoid ถามผูปวยวาไดยนหนาหูหรือหลังหูดังกวากัน ิ 2. ทํา Weber test วางโคนสอมเสียงที่บริเวณหนาผาก หรือปลายคาง ถามผูปวยวาดังในทางไหน มากกวากัน หรือดังตรงกลาง 3. ทํา Bing test วางโคนสอมเสียงที่บริเวณ mastoid ผูปวย และปดหูถามผูปวยวาเปดหูหรือปดหู ดังกวากัน ทําทั้งซายและขวา 4. ทํา Schwabach test 4.1 วางโคนสอมเสียงที่ mastoid ผูตรวจพอหมดเสียงแลวไปวางที่ mastoid ผูปวยถามผูปวยวา  ไดยินหรือไม 4.2 วางโคนสอมเสียงที่ mastoid ของผูปวย ถามผูปวยวาหมดเสียงหรือยัง ถาหมดเสียงแลวมา   วางที่ mastoid ของผูตรวจ 5. แปลผล ผูปวย 1. Rinne test หูขวาบอกวา หนาหู ไดยนดังกวาหลังหู ิ หูซาย บอกวา หลังหู ไดยนดังกวาหนาหู ิ 2. Weber test บอกวาเสียงดังในทางซายมากกวา 3. Bing test หูขวา บอกวาดังมากขึ้นเวลาปดหู หูซาย บอกวาดังเทาเดิม 4. ทํา Schwabach test หูขวา ถาผูตรวจเอาสอมเสียงมาวางที่หลังใบหูแลวถามวา ไดยินเสียง หรือไม บอกวาไมไดยิน หูซาย บอกวายังไดยินอยู . แปลผล Conductive hearing Lt, Normal hearing Rt ติว National License PIII OSCE SWU 33
  • 35.
    หมวดหัตถการ Eye- ENT. 1. ผูปวยตาขวา/ซาย ปวดตา เคืองตา ตาแดง น้ําตาไหล 1 ชั่วโมงกอนมาโรงพยาบาล ตรวจรางกาย พลิกเปลือกตาบนพบวามี foreign body ที่ upper palpebral conjunctiva นิสิตแพทยจงแสดงการพลิกเปลือกตาบนและ remove foreign body ขั้นตอนการประเมิน สวนที่ 1 Doctor-Patient Relationship 1. แนะนําตนเองแกผูปวย  2. ขออนุญาต 3. มีการแจง/สื่อกับผูปวยเปนระยะถึงหัตถการที่จะกระทํา 4. ทาทางสุภาพและตอบสนองกับปฏิกริยาของผูปวย ิ สวนที่ 2 ขันตอนในการตรวจรางกายผูปวย/ทําหัตถการ ้ 1. แจงผูปวยวาจะตรวจตาโดยพลิกเปลือกตาบนขวา/ซาย 2. ลางมือหรือเช็ดมือดวย Alcohol กอนพลิกเปลือกตา 3. หยอดยาชาตาขวา/ซาย แลวรอยาชาออกฤทธิ์ โดยถามผูปวยวา หายแสบตาหรือยัง 4. หยอดยาฆาเชื้อที่ปลายไมพันสําลีจนชุม 5. ใหผูปวยมองลงลางหรือมองลงพื้น 6. มือซายจับขนตาเปลือกตาขวา/ซายบริเวณตรงกลางตา มือขวาใช ปลายไมพนสําลีแตะตรงกลางเปลือกตาเพื่อเปน fulcrum และมือซาย ั พลิกเปลือกตาบนขึ้นแลว Fix ไว 7. ใชไฟฉายสองตรวจตาวามี foreign body ที่ upper palpebral conjunctival 8. ถามี foreign body ใหผูชวยสองไฟบริเวณ foreign body 9. มือขวาใชไมพันสําลีสวนปลายที่มีสําลีชุมดวย Antibiotic eye drop remove F.B. 10. ปลอยมือซายที่จับขนตา 11. ใหผูปวยมองบน เปลือกตาบนจะพลิกกลับเขาที่เอง 12. หยอดยา Antibiotic ตาขวา/ซายผูปวย ติว National License PIII OSCE SWU 34
  • 36.
    2. จงแสดงวิธีทําและอธิบายประกอบ การทําAnterior packing ดวย Vaseline gauze ขอที่ เฉลย 1. อธิบายใหผูปวยเขาใจวิธีการทําเพื่อความสงบ, ความรวมมือ 2. พนยาชา 10% Xylocaine (หรือ 5% cocaine) + ใช Ephedine pack จมูก รอเวลา 5 – 10 นาที (ถารอได) 3. เลือกใช Nasal speculum ตัวยาวปานกลาง ใสในจมูก 4. ใช Chloramph oint ทา Vaseline guaze ใหทั่ว 5. ใช bayonet forcep คีบจับ Vaseline gauze ตรงกลาง โดยใหมีความยาว 10 - 15 cm. แลวใสในจมูกผาน speculum โดยใหเหลือปลาย gauze ไวนอกจมูกสวนหนึ่ง 6. ใสเปนชั้น ๆ จนรูสึกแนน จึงคอย ๆ เอา speculum และ forcep ออก 7. ตัด guaze แลวผูกเชือกหรือดายติดไวที่จมูก 8. ตรวจดูในชองปากใหแนวาไมมีเลือดออกอยู และไมมี guaze ตกลงในคอ 9. ถามีเลือดลงคอใหทํา Posterior packing ดวย Foley’s cath. ตอ 10. ถาไมมี bleed แลวใหกลับได ถาสภาพผูปวยดี แตถาไมดีให admit ทั้ง 2 กรณี ตองใหยาปฏิชีวนะดวย Pediatric ติว National License PIII OSCE SWU 35
  • 37.
    1. เด็กชายไทยอายุ 1½ป ภูมิลําเนาจังหวัดนครนายก น้ําหนัก 12 กิโลกรัม มาตรวจที่คลินิก เด็กดีตามนัด ปจจุบันแข็งแรงดี ประวัติในอดีต BCG, HBV3 , DPT3 , OPV3 , MMR1 จงเขียนใบสั่งยาสําหรับวัคซีน , ยา และฟลูออไรดใหกับเด็กรายนี้ ตอบ Medicine 1. Fist aid management of injury pateint ตัวอยาง 1 .ชาวนาไทยอายุ 25 ป จังหวัดกรุงเทพมหานคร เดินไปสวนหลังบานตอนหัวค่ํา ถูกงูกัด ที่เทาซาย เทาบวมเล็กนอย ยังไมมีอาการผิดปกติอะไร 1. ญาติโทรศัพทมาปรึกษาที่โรงพยาบาล เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องตน ถาทานอยูเวรวันนั้น ทานจะแนะนําญาติผูปวยรายนี้อยางไรบาง 2. ญาติกระวนกระวายนําผูปวย พรอมจับงูมาสงโรงพยาบาล โดยตัวงูมลักษณะดังภาพ และ ี เมื่อทาน ดูบาดแผลเบื้องตนดังภาพแลว ทานคิดวาเปนงูชนิดใด เปนงูพิษหรือไม เพราะเหตุ  ใด และถาเปนงูพิษ จะมีผลตอระบบใดในรางกาย จงบอกแนวทางการดูแลผูปวย หลังญาตินําผูปวยมาสงโรงพยาบาล ติว National License PIII OSCE SWU 36
  • 38.
    ตอบ 1 การปฐมพยาบาลเบื้องตน (Pre-hospital treatment – First Aid) • พยายามใหบริเวณที่ถกงูกัดเคลื่อนไหวนอยที่สุด โดย เฉพาะอวัยวะสวนที่ถูกงูกัดจะ ู ชะลอการซึมของพิษงูเขาสูรางกายได • ลางแผลดวยน้าสะอาด หามกรีด ตัด ดูด จี้ไฟ หรือพอกยาบริเวณแผลที่ถูกงูกัด ํ เนื่องจากอาจทําใหมีการติดเชื้อได และการดูดแผลงูกัด อาจเกิดอันตรายรายแรงตอผู ดูด • ใชเชือก หรือผาขนาดประมาณนิวกอย รัดเหนือแผลที่ถูกกัดแนนพอควร ใหสอดนิ้ว ้ มือได 1 นิ้ว (ทุก 15-20 นาที อาจคลายเชือกหรือสายรัดออกประมาณ 1 นาทีจนกวาจะ ถึงโรงพยาบาล) อยารัดแนนเกินไปอาจทําใหบวมและเนื้อตายมากขึน ้ นําผูปวยสงโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด และนํางูที่กัดมาดวยถาเปนไปได 2 ตรวจบาดแผลเบื้องตนปนรอยเขี้ยว 2 รู (fang mask) บวมเล็กนอย รวมกับลักษณะงูที่เห็นบง บอกวาเปนงูพษ ิ งูที่เห็นมีลักษณะตัวเขียว ทองเหลือง หางไหม ประกอบขอมูลทางระบาดวิทยาถิ่นที่อยูเปนงูเขียวหางไหม งูเขียวหางไหมเปนงูที่มีพิษตอระบบเลือด 3 การดูแลรักษาเมื่อผูปวยมาถึงโรงพยาบาล • ประเมิน ABC และใหการชวยเหลือเบื้องตน: A (Airway), B (Breathing), (Circulation) ในกรณีที่ผูปวยเอาเชือกรัดเหนือแผลมา ควรคลายเชือกหรือที่รัดออก • อธิบายใหผูปวยหรือญาติคลายความกังวลและอยาตกใจ แมไมมีอาการ ใหอธิบายวางู พิษกัดนั้น พิษงูอาจยังไมดูดซึมเขาสูรางกายจนเกิดอันตรายทันที จําเปนตองติดตาม สังเกตอาการ และบางรายอาจไมเกิดภาวะผิดปกติได • ทําความสะอาดบริเวณแผลที่ถูกงูกัด ดวย povidine iodine • ซักประวัติ ตําแหนงที่ถูกงูกด สถานที่ที่ถูกกัด ชนิดของงู เวลาที่ถูกกัดหรือระยะเวลา ั กอนมาถึงโรงพยาบาล อาการที่ผิดปกติ รวมกับตรวจรางกาย : vital sign, รอยเขียว ้ (fang mark) และขนาด บริเวณแผลที่ถูกกัด ตรวจหาภาวะ เลือดออกผิดปกติ เชน echymosis, petechiae หรือเลือดออกจากสวนตาง ๆ ของรางกาย ติว National License PIII OSCE SWU 37
  • 39.
    เฉลย (ตอ) • ตรวจ Venous clotting time (VCT) CBC + platelet การตรวจปสสาวะ (urinalysis) BUN, creatinine, electrolyte • Admit เฝาสังเกตอาการอยางนอย 24 ชั่วโมง และตรวจซ้ําหลังรับไว 6 ชั่วโมง ดู การเปลี่ยนแปลงของ VCT • การดูแลรักษาบาดแผล ทําความสะอาดแผล ใหยาปฏิชีวนะตามสภาพของแผล และให วัคซีนบาดทะยัก ไมตองรีบใหทันที ควรใหเมื่อ VCT ปกติหรือแกไขให VCT ปกติ แล ว ให ย าแก ป วดประเภทพาราเซตามอล ในรายที่ป วดมากอาจใชอ นุพั น ธ ข อง มอรฟนได และหามให NSAIDs แกผูปวย 2.basic life support ตัวอยาง 1; ทานพบคน นอนไมรูสึกตัว จะใหการชวยเหลืออยางไร 1. เรียก เขยาตัวเบาๆ 2. รองขอความชวยเหลือ 3. เปดทางเดินหายใจ โดย head tilt และ chin lift 4. ตรวจการหายใจ (ตาดู หูฟง แกมแนบ) 5. ใหผูชวยทําการชวยหายใจ 2 ครั้ง 6. ตรวจชีพจร เปนเวลาไมนอยกวา 3วินาที 7. ทําการกดหนาอก 7.1 จํานวน 30 ครั้ง อัตรา 100 ครั้ง/นาที 7.2 ความลึก 1.5-2.0 นิ้ว 7.3 การออกแรงกดใชเวลา 50% ของ cycle 7.4 ตําแหนงมือ แขน 8. กดหนาอกสลับกับชวยหายใจดวย ratio 30:2 ติดตอกัน 5 รอบ 9. ตรวจชีพจร 10. เริ่มทําการกดหนาอกซ้ํารอบใหม ติว National License PIII OSCE SWU 38
  • 40.
    ตัวอยาง 2. airwaymanagement พื้นฐาน ทานไดประสบเหตุผูปวยหญิงไทยอายุ 15 ป มีอาการสําลักอาหารในรานอาหาร จากนั้น รูสึกหายใจลําบาก พูดไมได และหมดสติ จงใหการชวยเหลือผูปวยรายนี้ โดยแกไขภาวะอุด กั้นของทางเดินหายใจสวนตนไดอยางถูกตองและเปนขันตอน (เริ่มตั้งแตตน) ้  เฉลย 1. โทรแจงศูนยรถพยาบาลที่ใกลที่สุด 2. เปดทางเดินหายใจดวย head-tilt chin-lift techniques โดยไมตองทํา finger sweep ในปากของผูปวย  (หากทํา finger sweep ใหตัด คะแนน) 3. ประเมินการหายใจเปนเวลา 10 วินาที ดวย look-listen-feel 4. ชวยหายใจดวย mouth-to-mouth 2 ครั้ง (ผูคุมสอบแจงวา “เปาลมไมเขา”) 5. โดยนั่งคุกเขาครอมบริเวณหนาตักของผูปวย  6. วางฝามือที่ใตตอ xyphoid process 7. เริ่มทํา abdominal thrust ในทานอน x 5 ครั้ง 8. เปดทางเดินหายใจดวย head-tilt chin-lift techniques อีกครั้ง 9. ชวยหายใจดวย mouth-to-mouth 2 ครั้ง (ผูคุมสอบแจงวา “ลมเขาดี”) 10. คลําชีพจร carotid (ผูคุมสอบแจงวา “มีชีพจร”) 11. จัดใหอยูในทานอน recovery position ตัวอยาง 3. airway mangement ในสถานพยาบาล ผูปวยหญงไทยอายุ 22 ปถูกนําสงโรงพยาบาลดวยอาการหมดสติและหยุดหายใจมา 10 นาที กอน ิ หนานี้ผปวยมีเรื่องทะเลาะกับแฟนหนุมและตัดสินใจกินยานอนหลับ diazepam ประมาณ 20 เม็ด ู ทานเปนแพทยประจําแผนกฉุกเฉินในขณะนั้น จงใหการดูแลรักษา (เริ่มตั้งแตการเตรียมผูปวย  เบื้องตน) เฉลย 1.เปดทางเดินหายใจดวย head-tilt chin-lift techniques 2.ประเมินการหายใจเปนเวลา 10 วินาที ดวย look-listen-feel 3.คลําชีพจร carotid (ผูคุมสอบแจงวามี pulse)  4.เตรียมเครื่องมือ ประกอบ Laryngoscope อยางถูกตองและตรวจสภาพไฟ เตรียมทอดูดเสมหะ (suction) เลือกขนาดของทอชวยหายใจ (อยางนอยใชเบอร 7.5-8) ตรวจสภาพของ cuff ของทอชวยหายใจ โดยฉีดลมเขาไปจน cuff โปงจากนั้นดูดลมออกให แฟบตามเดิม ติว National License PIII OSCE SWU 39
  • 41.
    ใสลวด stylet เขาไปภายในทอดัดใหทอโคงตามตองการ ทาปลายทอชวยหายใจดวย Lidocaine gel เตรียมหนากาก (face mask) พรอม ambu bag เตรียมสายออกซิเจน 5.เตรียมผูปวย ตรวจสภาพชองปากของผูปวย (เชน เอาฟนปลอมออก)  จัดใหผูปวยนอนหงาย คอยืด หนาแหงนเต็มที่ โดยนิสิตยืนอยูที่ปลายเตียงดานศีรษะ ใชหนากาก (ambu bag & mask) พรอมตอ oxygen วางครอบลงบนปากและจมูกของผูปวย  สวนมือขวาใชบีบ ambu bag บีบ ambu bag เพียง 1/3-1/2 ของปริมาตร bag เทานั้น 6. เทคนิคการใสทอชวยหายใจ อาปากผูปวยใหกวาง  ใส laryngoscope ดวยมือซาย (หากถนัดขวา) โดยใหปลาย blade เขาทางขวาของลิน สอดเขา ้ ไปเหนือ epiglottis แลวยกขึน ้ เมื่อเห็น glottis ใหใชมือขวาใสทอชวยหายใจเขาทางมุมปากขวา (หากถนัดขวา) แลวคอยๆ ดัน ทอเขาไป เมื่อทอชวยหายใจอยูประจําที่แลวใชมือซายประคองหรือจับทอเอาไว ใช stethoscope ฟงปอดทั้งสองขาง วามีลมผานเขาออกเทากันหรือไมในขณะที่ใหผูชวยตอ ambu. bag กับปลายทอชวยหายใจและบีบ ตรึงทอชวยหายใจดวยเทปกาวติดไวกับใบหนาของผูปวยหากลมผานเขาออกเทาๆ กันสองขาง ของปอด ใช syringe สูบลมเขาไปทางสายสูบ เพื่อให cuff โปง 6. สั่งใหมีการถายภาพรังสีทรวงอก (chest X-ray) 3. ACLS ตัวอยาง 1. ผูหญิง 42 ป โรคประจําตัว type 1 DM มา 10 ป มี NPDR และ DN มา 2 ป severe rheumatoid arthritis มา 3 ป 2 ชั่วโมงกอนมาโรงพยาบาลมีแนนหนาอกดานซายราว ไปที่กรามซาย อมยาใตลิ้น 2 เม็ดไมดีขึ้นตอมา 15 นาทีกอนมา ญาติพบหมดสติจึง นําสงโรงพยาบาลทานซึ่งเปนแพทยเวรที่หองฉุกเฉิน ทานจะมีแนวทางในการดูแล ผูปวยอยางไร 1. ตรวจ ABCD Airway (RA มี risk ตอ atlantoaxial subluxation) Breathing (ดูทรวงอกหรือใชหูฟงฟง) ใสทอชวยหายใจ Circulatio (คลํา pulse หรือคลํา/ฟง apex) ดู EKG เปน VT ติว National License PIII OSCE SWU 40
  • 42.
    Defibrillation (ถาเลือกใชเครื่องกรรมการบอกวาเปน biphasic defibrillator/cardiovertor) 2. ตามดวย CPR 5 cycle (จุด CPR คือ median ระหวาง nipples) 3. กรรมการปลอยสัญญาณ Pulseless electrical activity; PEA (ปลอย normal EKG แตไมมี pulse) 4. ให Adrenaline 1 mg IV ตามดวย CPR 5 cycle 5. หยุด check EKG และคลํา pulse ไมเกิน 5 วินาที (EKG เปน asystole) 6. ใหยา Adrenaline หรือ atropine 1 mg ตามดวย CPR 5 cycles 7. หยุด Check EKG คลํา pulse (EKG-normal sinus, คลํา pulse +วัดความดันและ check 5H, 5T สําหรับ asystole) ตัวอยาง 2. ผูปวยชายอายุ 68 ป ถูกนําสงแผนกฉุกเฉินมีผูพบหมดสติที่ปายรถเมล แพทยฉุกเฉินตรวจพบไมหายใจ คลําชีพจร ไมได จึงรีบแจงทานและชวยเหลือเบื้องตนไปกอน จงใหการ Management (ผูปวยไดใส endotracheal tube แลว, monitor BP และ pulse oximetry) check airway, breathing, conscious, circulation หัวขอ Key : คลําชีพจร ไมได ยังเขียวอยู, SpO =70% 2 CPR (chest compression + บีบ ambu) เปนระยะเวลา 2 นาที Key : คลําชีพจรไดเบาเร็ว 180 ครั้ง/mm BP = 90/40 บอก management Key : วาง Paddle ดู EKG หรือ ติด lead EKG อาน EKG ที่เห็น Key : regular, wide complex tachycardia ผูคุมสอบบอก P เบามาก BP วัดไมได ใหบอก management Key : synchronized cardioversion เปดเครื่อง defibrillation/cardioversion unit กดปุม synchronized หมุนปุมเลือกพลังงาน100 J (monophasic) ทา jelly ที่ paddle ใหทั่ว โดยถู paddle ทั้ง 2 อัน เขาหากันเพื่อฉาบ jelly ใหทั่วผิวหนา paddle วาง paddles บนหนาอกผูปวย โดยอันหนึ่งวางขาง right upper sternum ใต clavicle อีกอันหนึ่งวางที่ apex ให paddle หางกันอยางนอย 2-3 cm. กด charge พลังงาน โดยกดปุมบน apex paddle หรือใหผูชวยกดที่เครื่อง เมื่อ fully charged ใหพูดวา “clear” ตรวจดูวาไมมีคนที่สัมผัสกับผูปวย รวมทั้งผูสอบ กด paddle ดวยแรงประมาณ 25 lb/paddle แลวกดปุม discharge/shock ที่ paddle พรอมกันทั้ง 2 ขาง ตรวจดู cardiac rhythm, P, BP ถาม สาเหตุที่เปนไปไดที่ทําใหเกิดเหตุการณนี้ Key : ตอบ ติว National License PIII OSCE SWU 41
  • 43.
    1. electrolytes imbalance 2. ischemic heart disease 3. pneumothorax บอกผล lab : K = 7.0 meq/l ถามการแกไข Key : ตอบ 1. 10 % Ca gluconate 2. Insulin + 50% glucose 50 cc / 7.5% NaHCO3 50 cc 3. Kayexalate 4. การ ตั้งคาเครื่องชวยหายใจ ตัวอยาง ; จงแสดงการตั้งเครื่องชวยหายใจแบบควบคุมดวยความดันชนิด BYRD เพื่อใหไดอัตราการหายใจ 16 ครั้งตอนาที ปริมาตร หายใจออก (tidal volume) 400 cc. อัตราสวนเวลาการ หายใจเขา-ออก = 1:2 ความเขมขนออกซิเจนแบบ air-mixed ตอบ 1. หมุนปุมเปดเครื่อง 2. ปรับปุมความไวของเครื่องทางดานซายมือใหอยูในระดับที่เหมาะสมโดยคําสั่ง บอกใหหมุนปรับเพิ่ม ความไว (sensitivity, หรือหมายถึงการปรับลด effort) ของเครื่อง 3. ใชเครื่องวัดปริมาตรลมหายใจตอเขากับสวนของชองระบายลมหายใจออกไดถูกตอง 4. ปรับปุมควบคุมความดันของเครื่องชวยหายใจทางดานขวามือ 5. ใชเครื่องวัดปริมาตรลมหายใจไดถูกตอง โดยปรับปุมควบคุมความดันจนไดปริมาตรลมหายใจออกจาก เครื่องวัดเทากับ 400 cc. 6. ปรับปุมควบคุมเวลาการหายใจออกจนไดอัตราการหายใจ 16 ครั้ง/นาที คําสั่งเพิ่มเติม ผูคุมสอบ บอกใหปรับ เพิ่ม อัตราการหายใจ ผูสอบ ปรับปุมถูกตองโดยการ หมุนลด expiratory time 7. ปรับปุมอัตราเร็วลมหายใจจนไดอัตราสวน I:E = 1:2 คําสั่งเพิ่มเติม ผูคุมสอบ บอกใหปรับ I : E เปน 1 : 3 ผูสอบ ปรับปุมถูกตองโดยการ หมุนเพิ่ม expiratory flow rate 8. ปรับปุมควบคุมความเขมขนออกซิเจนเปน air-mixed คําสั่งเพิ่มเติม ผูคุมสอบ บอกใหปรับ FiO2 เปน 1.0 ผูสอบ ปรับหัวจุกไดถูกตอง หมายเหตุ หรือคําสั่งกลับกันกรณีที่ FiO2 เปน 1.0 อยูแลว ติว National License PIII OSCE SWU 42
  • 44.
    5. การเจาะ arterialblood gas จงแสดงการเจาะ arterial blood gas ที่ radial artery พรอมทั้งอธิบายประกอบการปฏิบัติโดยสมมติให หุนที่อยูดานหนาของทานเปนผูปวย  ตอบ 1. อธิบายใหผปวยรับทราบถึง ความจําเปน, ผลดีและผลเสีย ู  2. สวมถุงมือ และใหผูปวยหงายมือพรอม 3.Hyperextend ขอมือ 4.ทําความสะอาดผิวหนังของผูปวยและนิ้วชนิ้วกลางของผูเจาะดวยน้ํายาฆาเชื้อโรค ี้ 5. ทํา Modified Allen’s test (โดยใชนวมือกดลงไปทีทั้ง radial และ ulnae artery พรอมๆกัน ิ้ ่ แลวใหผูปวยกํามือและแบมือสลับกันจากนั้นจึงปลอยนิวที่กด ulnae artery ออก) เลือกใชเข็ม ้ เบอร 22 – 24 ตอเขากับ syringe ขนาด 5 มล. 6. ดูด heparin มา 0.5 มล. เพื่อฉาบ syringe และ เข็ม แลวไล heparin และอากาศทั้งหมดทิง ้ จับ syringe ใหคลายกับการจับปากกา แลวแทงเข็มลงไปตรง radial artery 7.เมื่อไดเลือดครบ 1-3 มล. ใหคอยๆ ดึงเข็มและ syringe ออก ใชสําลีกดบริเวณรอบเจาะเลือด ราว 5 นาที 8. ทําการไลฟองอากาศและวาง syringe ลงใน ภาชนะบรรจุน้ําแข็ง 6. การฉีดยา subcutaneous ตัวอยาง; ผูปวยหญิงอายุ 50 ป เพิ่งไดรับการวินิจฉัยเปนเบาหวาน แพทยพจารณาให ิ การรักษาดวย NPH 14 U sc ac เชา จงสาธิตการฉีดยา insulin พรอมอธิบาย 1. เลือกชนิดของ insulin ไดอยางถูกตอง (น้ําขุน) 2. สํารวจวันหมดอายุของ insulin และขวดที่บรรจุปดมิดชิด 3. ลางมือใหสะอาด 4. กลิ้งขวด insulin ในแนวนอนระหวางฝามือทั้งสองขางหรือพลิกขวด insulin กลับไปกลับมาเบาๆ เพื่อใหน้ํายา เปนเนื้อเดียวกันดี *ไมเขยาขวดอยางแรง 5. เช็ดฝาจุกยางของขวด insulin ดวย 70% alcohol 6. ถอดฝาครอบเข็มออกและวางฝาครอบโดยหงายขึ้นหรือวางตะแคง *หามวางใหปลายเปดของฝาคว่ําลง 7. ดูดอากาศเขาใน syringe จํานวนเทากับ insulin ที่ตองการ 8. ใชมือซายจับขวด insulin ตั้งขึ้น ใหฝาจุกยางอยูดานบน ใชมือขวาจับ syringe แทงเข็มลงผานจุกยางเบาๆ ฉีด อากาศที่ดูดไวใน syringe เขาไปในขวด insulin จนหมด ติว National License PIII OSCE SWU 43
  • 45.
    9. ใชมือซายจับขวด insulinกลับเอาฝาจุกยางลงในแนวดิ่ง มือขวาจับ syringe ตั้งขึ้นในแนวดิ่ง ใหปลายเข็มชี้ขึ้น ปลายเข็มตองจมอยูในน้ํายา ดูด insulin เขาใน syringe ตามจํานวนที่ตองการ 10. ถามีฟองอากาศใหไลฟองอากาศในขณะที่เข็มยังอยูในขวด 11. วาง syringe ที่ดูดน้ํายาไวที่ขอบโตะ โดยใหปลายเข็มพนขอบโตะ 12. ทําความสะอาดผิวหนังดวย 70% alcohol รอใหแหง 13. ใชนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้ขางซายหยิบผิวหนังที่ตนขาและหนาทองใหเปนลํา 14. จับ syringe ดวยมือขวาเหมือนการจับปากกา แลวแทงเข็มลงไปจนสุดอยางรวดเร็ว โดยใหแนวเข็มทํามุมกับ แนวผิวหนัง 45-90° 15. ใชนิ้วหัวแมมือหรือนิ้วชี้ดันกานสูบ syringe ลงจนสุด 16. ดึงเข็มออก แลวใชสําลีแหงสะอาดกดไวสักครู 7. จงแสดงการเจาะน้ําในชองทอง 1. ใหผูปวยนอนราบหรือนอนยกศีรษะสูง 45 องศา  2. ตรวจรางกายเพื่อดูระดับ ascites ดวยวิธี shifting dullness 3. ใสถุงมือ sterile 5. ทําความสะอาดบริเวณที่เจาะดวย 70% alcohol หรือ povidine 2-3 ครั้ง 5. ปูผาเจาะกลาง 6. ฉีดยาชาบริเวณที่เจาะในชั้นผิวหนังและ peritoneum 7. ใชเข็ม 18-20 G และ syringe 10 cc. เจาะผานชั้นผิวหนังชาๆ 8. หลังจากที่เข็มผานชันผิวหนัง ดึงผิวหนังลงเล็กนอย แทงเข็มผานชั้น peritoneum ชาๆ (Z track ้ technique) 9. ดูด ascites ชาๆ นําใสขวดสงตรวจ 10. หลังได ascites ที่ตองการ ดึงเข็มออกชาๆ ปดแผลดวยผากอซ 11. ผูสอบสามารถบอกการสง specimen ที่เหมาะสมในผูปวยรายนี้ (albumin, cell count, cell differential, culture ใสขวด hemoculture) ติว National License PIII OSCE SWU 44
  • 46.
    7. จงแสดงการทํา lumbarpuncture และบอกการสงตรวจ CSF ที่ เหมาะสม 1 อธิบายใหผูปวยทราบและเขาใจการทํา 2 จัดทาผูปวยโดยใหผูปวยนอนในทาตะแคงไปทางซายใหหลังตั้งฉากกับเตียง งอตัวเขาชิดหนาอก กมศีรษะและคอให ชิดหนาอก ไมหนุนหมอน กําหนดตําแหนงที่เจาะ ชองระหวางกระดูกสันหลังที่ L3-L4 (โดยกําหนดเสนสมมติ ระหวาง Iliac crest ลากตั้งฉากกัน) แลวทําเครื่องหมายไวและจัดเกาอี้นั่งของแพทย 3 เลือกขนาดของเข็ม spinal needle No.18-21 4 สวมถุงมือปลอดเชื้อ ใหผูชวยเปดset เจาะหลัง ทายาฆาเชื้อ povidine เมื่อแหงใช 70% alcoholเช็ดอีกครั้งรอจนแหง ปูผาเจาะกลาง 5 ฉีดยาชาโดยใชเข็มเบอร 18 ดูด 1%xylocaineจากผูชวยประมาณ 5 mlและใชเข็มเบอร 22 ฉีดยาชาเขาใตผิวหนังและ interspinous ligament 6 ตรวจสอบเข็มที่เจาะโดยปลายของstyletตองตอเสมอกับbevelของเข็ม styletตองดึงออกสะดวก เข็มตองตรงและ เตรียมตอspinal manometer และ three way stopcockไวพรอม 7 จับเข็มเจาะหลังบริเวณโคนเข็ม จัดตําแหนงใหหนาตัดของเข็มหงายขึ้นและขนานกับแนว spinous processใหหลังมือ หรือนิ้วชี้ทั้งสองขางแตะที่หลังเพื่อเปนการ guardและใชนิ้วหัวแมมือเปนตัวดันโคนเข็ม แทงเข็มผานผิวหนัง ,subcutaneous, interspinous ligament จนถึง ligamentum flavum(รูจากมีแรงตานเกิดขึ้น) เคลื่อนเข็มเขาใน subarachnoid space ดึงstylet ออกจะมีน้ําไขสันหลังออกมา 8 วัดopened pressureโดยใช spinal manometer โดยใหผูปวยเหยียดขาออก 9 เก็บ CSF ใสขวด sterile 3-4 ขวด ขวด 1 สงculture ขวด 2 สงตรวจprotein&sugar ขวด 3 สงตรวจcellและยอมดูจุลชีพ 10 วัดclosed pressure ใส stylet กลับเขาที่ แลวดึงออกพรอมเข็ม ปดพลาสเตอรที่รอยเจาะใหผูปวยนอนราบนาน ประมาณ 2-4 ชั่วโมง ติว National License PIII OSCE SWU 45
  • 47.
    9. จงสาธิตการใช MDI หัวขอ การปฏิบติั 1. เขยาขวดใหยาเขากันดีแลวถอดฝาปองกันฝุนออก 2. นั่งตัวตรง ตังกระบอกยาใหตั้งฉากกับพื้น ้ 3. หายใจเขาออกตามปกติ แลวหายใจออกเต็มที่ 4. อมปากกระบอกพนใหสนิท หรือใหหางจากปาก 2 นิ้วมือ 5. กดกนขวดยาลงจนสุด 1 ครังพรอมสูดยาเขาทางปากชา ๆแตสูดลึก ๆ จนสุด เอาหลอดออก ้ กลั้นหายใจประมาณ 10 วินาที แลวคอยผอนลมหายใจออกทางจมูก 6. คําถาม ถาใหใชยา 2 puff ตอการใชยา 1 ครั้ง จะทําอยางไร 7. เฉลย ทําซ้ําอีกครั้ง ตังแตขนตอนที่ 2 เปนตนไป โดยตองเวนระยะเวลาหางจากการใชยาครั้ง ้ ั้ แรก ½ - 1 นาที คําถาม บอกความแตกตางในการใชยา inhaled steroid กับ bronchodilator 8. เฉลย บวนปากหลังการใช inhaled steroid ทุกครั้ง 10. Oxygen therapy จงแสดงวิธีการให oxygen therapy with T-piece ในผูปวยรายนีซึ่งสามารถหายใจไดเองผานทอชวยหายใจ  ้ 1.บอกผูปวยวากําลังจะใหการรักษา 2.ประกอบ T-piece ไดถูกตอง ดังนี้ ทอยาว 1 เมตร ตอกับ T-piece ดาน 22 มม. ทอยาว 6 หรือ 12 นิ้ว ตอกับ T-piece ดาน 22 มม. 3.ตอทอยาวกับ Nebulizer (ถามวาจะเลือก bubble หรือ Jet) 4. เปด oxygen flow ใหเพียงพอ > 6 Lpm (ยาว 6 นิ้ว) หรือ >10 Lpm (ยาว 1 5. ตอ T-piece ดาน 15 มม. เขากับ ETT 6. อธิบายวา Nebulizer สามารถใหละอองไดจริงโดยดูจากพวยควัน ติว National License PIII OSCE SWU 46
  • 48.
    Surgery Excission ตัวอยาง ผูปวยหญิงตองผาตัดกอนใตผวหนังบริเวณหลัง  ิ คําสั่งปฏิบติ แสดงขันตอนการ excision subcutaneous mass พรอมอธิบายขั้นตอนขณะทํา ั ้ สวนที่1 การเตรียมผิวหนังบริเวณผาตัด 1. ใช Betadine solution ทําความสะอาดผิวหนัง 2. ปูผาเจาะกลาง สวนที่ 2 การเตรียมยาชาและวิธีการฉีดยาชา 1. ใชเข็มใหญดูดยาชา 2. push air เขาในขวดยาชา 3. ใชเข็มเล็กฉีดยาชา 4. negative pressure กอนฉีด 5. ฉีดยาชาถูกตอง ( field block ) สวนที่ 3 การผาตัด 1. จับมีดถูกตอง 2. จับ forceps ถูกตอง 3. การลงแผลถูกตอง ( elliptical incision ) 4. ทักษะการเลาะกอน 2. Dressing wound .จงแสดงและอธิบายการ Dressing แผล post operative thyroidectomy ดวย proper sterile technique โดยสมมติวาสวมถุงมือ disposable แลว ตอบ 1. นํา forcep ออกจากถาดดวยวิธีที่ถกตองตาม sterile technique ู 2. จับ forcep ดวยทาที่ถกตอง ู 3. เลือก alcohol ถูกตอง 4. ใช forcep จับสําลีชุบ alcohol ทําความสะอาดรอบแผลวนจากในออกนอก 5. ใช forcep จับ gauze 4x4 พับตามยาวปดแผล 6. ปดเทปตามแนวขวางของคอ 7. มีความชํานาญคลองแคลว ติว National License PIII OSCE SWU 47
  • 49.
    3. การเย็บแผลและตัดไหม การปฏิบัติ 1. เลือกใชเข็ม cutting 2. จับเข็มที่ 1 /3 จากกนเข็ม 3. รอย silk ถูกวิธี 4. จับ holder ถูกวิธี 5. จับ forcept ถูกวิธี 6. เย็บ vertical mattress ถูกตอง 7. เย็บ half bury ถูกตอง 8. ขอบแผลชิดกันดี 9. ความชํานาญคลองแคลว 10. จับกรรไกรถูกวิธี 11. เลือกใช non tooth forcep 12. ตัดไหมถูกวิธี 4. จงแสดงการพัน BK amputation stump - Anterior bandage 2 ชิ้น - พันรอบฐาน - พันไปยัง distal stump ใหกดปลาย stamp ลงมาสลับกับพันรอบฐาน eg. Distal medial ฐาน distal ulnar 5. จงแสดงวิธการทํา Digital block ี 1. มีการแนะนํากับผูปวยวาจะตองฉีดอยางไร บริเวณใด 2. Sterilized เชน alcohol, plaint 3. ระบุ landmark ไดถูกตอง 4. ระบุ superficial landmark ของ neurovascular ของ digit ได 5. แสดงการเลือกอุปกรณไดเหมาะสม - Syringe 10 ml. - เข็มเบอร 25 เล็ก 6. ฉีด periosteal แลว point dorsum & point volar ติว National License PIII OSCE SWU 48
  • 50.
    หมวดทักษะการสื่อสาร 1. ผูปวยหญิงอายุ55 ป มีอาการปวดหัวเขาขางซายมาประมาณ 5 วันกอนมาโรงพยาบาล เดินมี เสียงดังกรอบแกรบในเขาขางซาย ปวด บวมรอน เดินไมคอยถนัด เขาติดตอนเชาเล็กนอยจึงมา โรงพยาบาล เพื่อขอการรักษาจากทาน PE Left knee : mild swelling and inflammation, crepitation, varus deformity Film= OA knee สวนที่ 1 ทักษะในการใหขอมูล/ใหคําแนะนํา 1. แนะนําตัวกับผูปวย 2. แจงโรค/อธิบายเหตุผลการวินิจฉัย 2.1 แจงโรควาเปนขอเขาเสื่อม 2.2 มีอาการปวดเขาและฟลม x-rays เขาได 2.3 มีอายุมากกวา 50 ป 2.4 มีขอยึดติดตอนเชานอยกวาครึ่งชั่วโมง 2.5 มี crepitus เมื่อตรวจเขา 3. คําแนะนําผูปวยเรื่องการออกกําลังกาย 3.1 Isometric exercise และอธิบายการทํา 3.2 Isotonic exercise และอธิบายการทํา 3.3 ประเภทกีฬาที่ควรแนะนํา เชน วายน้ํา, ปนจักรยาน, เดินในน้ํา, เดิน 4. คําแนะนําขอปฏิบัติ 4.1 แนะนําเรื่องการลดน้ําหนัก 4.2 แนะนําเรื่องการนั่ง 4.3 แนะนําการขึ้นลงบันไดและอธิบายไดถูกตอง หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดใหมากที่สุด ใชขางดีขึ้นกอน และใชขางไมดีลงกอน 4.4 แนะนําเรื่องหองน้ํา ลักษณะสวมที่เหมาะสม 4.5 แนะนําเรื่องการปรับรองเทา ใหใส lateral wedge ที่พื้นรองเทา 4.6 แนะนําเรื่องการใส knee brace 4.7 แนะนําเรื่องการใช gait aid ที่เหมาะสมและวิธีการใชที่ถูกตอง ควรเลือกถือ cane และถือดานขวามือ ติว National License PIII OSCE SWU 49
  • 51.
    2.ชายไทยอายุ 42 ปอาชีพหัวหนาฝายซอมบํารุง สุขภาพรางกายแข็งแรง สมบูรณดี • ในครอบครัวไมมีใครเปน hypertension, DM หรือโรคหัวใจ ไขมันในเลือดของพอแม พี่นองอยู ในเกณฑปกติ • ไมมีประวัติสบบุหรี่ แตดื่มเบียรเปนประจํา ตองเดินทาง มีงานเลี้ยง งานสังคมบอย ู • ดัชนีมวลกาย (BMI) = 24.5 kg/m2 Blood pressure 150/95 mm. Hg • ตรวจรางกายไมพบความผิดปกติใดๆ • การตรวจ FBS ทํางานของไต ตับ และ ไทรอยดอยูในเกณฑปกติ  • Chest X-ray และ EKG แพทยอานผลวาปกติ มาปรึกษาทานดวยเรื่องผลการตรวจรางกายประจําป พบผลการตรวจระดับไขมัน ในเลือด เปนดังนี้ มาปรึกษาทานดวยเรื่องรายงานผลการตรวจรางกายประจําป พบผลการตรวจระดับ ไขมันใน เลือดเปนดังนี้ ระดับ Cholesterol 270 mg/dl ระดับ HDL 60 mg/dl ระดับ Triglyceride 150 mg/dl A. ในผูปวยรายนี้มีปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดกี่ปจจัย และอะไรบาง B. ทานจะใหคําแนะนําการปฏิบัติตัวในผูปวยรายนี้อยางไรบาง C. หลังจากทานแนะนําผูปวยรายนี้แลว ทานคิดวาจะตองควบคุมระดับ LDL ใหอยูในระดับ ใด เพื่อปองกัน การเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ตอบ ในผูปวยรายนีมีเพียงปจจัยเดียว คือ hypertension จากปจจัยเสี่ยงทั้งหมด  ้ (อายุเพศชาย 45 ป เพศหญิง 55 ป/ ความดันโลหิตสูง/สูบบุหรี่/ เบาหวาน/ ประวัติ ครอบครัว/ ระดับ HDL ต่ํา) คําแนะนําการปฏิบติตัว ั 1. ตอบ 1 ใน 2 ขอ ตอไปนี้ • ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เชน มันสัตว แกงกะทิ เนย นม ครีมไอศกรีม ขนมที่ ทําจากแปง • ลดอาหารที่มีcholesterol สูง เชนไขแดง หอยนางรม เครืองใน ่ 2. ตอบ 1 ใน 6 ขอตอไปนี้ ติว National License PIII OSCE SWU 50
  • 52.
    • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร เชนการกินอาหารนอกบาน กะปริมาณการ กิน กินใหถูกหลัก หลีกเลี่ยงของทอด ทํา อาหารที่ใชน้ํามันที่มีไขมันอิ่มตัวต่ํา เชน น้ํามันถั่วเหลือง • รับประทานโปรตีนที่มไขมันต่ํา เชน ไก ปลา ถั่ว ี • ควรรับประทานคารโบไฮเดรตเชิงซอน เชน ขาวและแปงเปนหลัก ควรหลีกเลี่ยง ของหวาน น้ําตาล • บริโภคผักและผลไม • งดดื่มเครื่องดืมที่มีแอลกอฮอล ่ 3. ตอบ 1 ใน 2 ขอตอไปนี้ • ควบคุมความดันโลหิต • หลีกเลี่ยงบริโภคเกลือ หรืออาหารที่เค็มหรือมีโซเดียมสูง 4. ออกกําลังกายอยางนอย 3 ครั้งตอสัปดาห ครั้งละ 30 นาที เนื่องจากมีปจจัยเสี่ยงเพียง 1 ปจจัยดังนั้นระดับ LDL ที่ควบคุมคือ ต่ากวา 160 mg/dl ํ ติว National License PIII OSCE SWU 51
  • 53.
    3. เลี้ยงลูกดวยนมแม 1. แนะนําตัว สรางความคุนเคย 2. ใชคําพูดชัดเจน เขาใจงาย ไมใชศัพทเทคนิคมากเกินไป 3. บอกประโยชนของน้ํานมแมไดอยางนอย 5 ขอ ( 1 ขอ = 3 คะแนน ) 4. สาธิตการใหนมลูกได ทานั่ง / หรือทานอน / หรือจัดทาใหนมบุตรหลังผาคลอด 5. บอกขั้นตอนการใหนมแมไดถูกตอง เนน 5.1 ใชหัวนมเขี่ยริมฝปากลูกใหลูกอาปาก 5.2 ใหปากลูกงับถึงลานเตานม 5.3 ใหดูดจนหมดทีละขางเพื่อใหไดน้ํานมสวนทาย ( ได hind milk ) 6. ควรใหลูกดูดนมบอยๆ ทุก 2 – 3 ชั่วโมง 7. บอกการเก็บนมแมในตูเย็นธรรมดา ( 4°C ) ไดนาน 24 – 48 ชั่วโมง  8. เก็บในภาชนะที่สะอาดและปดมิดชิด 9. หากเก็บในชองแข็ง ( – 14 °C ) คงที่เก็บไดถึง 3 เดือน 10. เมื่อจะนํามาใช นําภาชนะบรรจุไปแชน้ําอุน / ไมนําไปตม 11. เปดโอกาสใหมารดาซักถาม 4. หยุดสูบบุหรี่ Advice ลดสูบบุหรี่ ดูเอกสารประกอบการสอนปสี่ อาจารยสุทัศน การบําบัดรักษาผูติดบุหรี่โดยไมใชยา ก. ใหคําแนะนํา 1. อธิบายใหผูปวยรูและเขาใจวาการสูบบุหรี่เปนอันตรายตอสุขภาพทําใหเกิดโรค ตาง ๆ เชน โรคหัวใจโคโรนารี่ (2คะแนน), โรคหลอดเลือดสมอง (2คะแนน) มะเร็งปอด (2 คะแนน) COPD (3 คะแนน) เปนตน 2. แนะนําใหผูปวยหยุดสูบบุหรี่ทันที ไมจําเปนตองคอย ๆ ลดลง 3. แนะนําวิธีการหยุดบุหรี่ ดวยตนเองใหแกผูปวย - กําหนดวันที่ จะเริ่มหยุดที่แนนอน เชนไมเกิน 2 สัปดาห - ใหผูปวยบอกญาติ เพื่อน วาจะหยุดสูบบุหรี่ เพื่อการสนับสนุนจากคนรอบขาง - ทิ้งบุหรี่ และที่จุดบุหรี่ ไมใหนํามาใชไดอีก - แนะนําใหผูปวยหลีกเลี่ยงปจจัยที่จะใหกลับมาสูบบุหรี่ใหม ไดแก การดื่มสุรา ความเครียด การมีบุคคลอื่นที่ใกลชิดยังคงสูบบุหรี่ เปนตน 5. นัดใหผูปวยมารับการรักษาตอ เพื่อปองกันการกลับมาสูบบุหรี่ ใชยุทธศาสตร STAR Set a quit date นิยมใชวันที่มีความหมายตอผูปวยหรือคนใกลชิด เชน วันเกิด วันครบรอบแตงงาน วันปใหม อยางไรก็ตามควรใหมีวันเลิกบุหรี่ใน 2 สับดา หลังจากตัดสินใจเลิก ติว National License PIII OSCE SWU 52
  • 54.
    Tell family andrequest supportแนะนําใหผูปวยจางคนใกลชิด วาตนตัดสินใจจะเลิกบุหรี่แลว และขอใหคน เหลานี้ชวยเหลือ Anticipate challenges แพทยควรใหความรูเกี่ยวกับนิโคตินโดยกลยุทธ 4D Deep breath สูดหายใจเขากลั้นไวราว หาวินาที แลวหายใจออกชาๆทางปาก Drink water ดื่มนสะอาดวันละแปดแกว Do something อยาใหตนเองวางหางานอดิเรกทําตบอดเวลาเชน เลนกีฬา ออกกําลังกาย Delay พยายามยื้อเวลา แข็งใจ และไมยอมกลับไปสูบบุหรี่อีกแมในขณะที่มีอาการอยากบุหรี่ หลีกลเยงงานสังสรรคที่มีผูสูบบุหรี่มากๆ หากเลี่ยงไมไดพยายามอยาใหมือวางเชนถือแกวน้ําผลไมแทนการนสูบบุหรี่ Remove tobacco product พยายามใหผูปวยทิ้งบุหรี่และอุปกรณการสูบทั้งหมด ไมใหเหลือทั้ง ในบาน ที่ทํางาน และใน รถ Arrange ติดตามอาการครั้งแรกใน หนึ่งสับดาหลังวันเลิกบุหรี่ เมืออาการคงที่ดีแลวตรวจทุก สอง สับดา จากนั้นเมือหยุดยา ชวยเลิกบุหรี่ทุก สามเดือน มาตราการ คําอธิบาย ตัวอยาง Relevance พยาพยามชี้ใหผูปวยเห็นวาการลิก ชี้ใหเห็นวาการสุบบุหรี่สงผลราย บุหรี่นี้เกี่ยวของโดยตรงกับผูปวย ตอทารกในครรภ และทใหเสน และครอบครัว เลือดหัวใจอุดตันแยลงหากผูปวย สูบบุหรี่ Risks บอกผลเสียแลย้ําถึงความสําคัญของ ย้ําวาอาจทําใหทารกใรครรภ ผลเสียที่กําลังจะเกิดขึ้นโดยตรงกับ น้ําหนักตัวต่ํา และเปนโรคทางเดิน ตัวผูปวย หายใจงาย Rewards แพทยบอกถึงขอดีในการเลิกบุหรี่ เนนวาการสูบบุหรี่ทําใหสุขภาพ แลวเนนย้ําถึงสวนเกี่ยวขงอโดยตรง ทั้งของตนและบุตรหลานดีขึ้นและ กับผูปวย เปนตัวอยางแกบุตรหลาน Reloadblocks ใหผูปวยพูดถึงอุปสรรคที่อาจ กลัน้ําหนักเพิ่มขึ้นหรือยังไมรูวา เกิดขึ้นระหวางการเลิกบุหรี่หรือ เลิกไดจริงหรือไม อีกทั้งไมรูวิธีที่ ปจจัยที่ใหผูปวยยังไมอยากเลิก ถูกตองและไดผลแนนอนในการ บุหรี่ เลิกสูบบุหรี่ Repetition แพทยตองใหคําแนะปรึกษาแก ชี้ใหเห็นวายังมีผูปวยอีกจํานวน ผูปวยในเรืองนี้ซ้ําทุกครั้งที่มาพบ มากที่ไดพยายามและลมเหลวอยู และคอยใหกําลงัใจหากผูปวย หลายครั้งกอนที่จะเลิกบุหรี่ได ลมเหลว สําเร็จหรือในกรณีที่สามารถเลิกอยู ไดหลายวันกอนจะกลับมาสูบใหม และชี้ใหเห็นวาอยางหนอยพวกเขา ก็ทําไดสําเร็จตั้งหลายวัน และไม ควรทอถอย แตนาจะกลับมา เริ่มตนใหมใหเลิกไดนานขึ้น ติว National License PIII OSCE SWU 53
  • 55.
    6. ผูปวยชายอายุ 55ป เปนโรคเกาทที่ขอเทา และหัวแมเทาเปนๆ หาย มา 5 ป ปนี้เปนบอยทุก 1-2 เดือน ทุกครั้งที่ปวดตองไปหาหมอกินยาฉีดยาจึงจะหายตรวจพบ Chronic tophacous gout ผลการตรวจ เลือด Creatinine 1.2 มก/ดล Uric acid 9.8 มก/ดล เพือปองกันไมใหเกิด gouty attack อีกทานจะให ่ คําแนะนําผูปวยอยางไร ขณะเริ่มใหยา colchicines และ allopurinol Check list 1. ขออักเสบของโรคเกาทเปนสิ่งที่ปองกันและรักษาได โดยใชการควบคุม อาหาร และยา ซึ่งตองกินยา สม่ําเสมอตอเนื่องนานหลายป 2. โรคเกาท เกิดจากมีกรดยูริกคั่งมานานจนตกตะกอนตามขอ ยาที่ให ลดกรดยูริก คือ allopurinol ซึ่งถาลดระดับกรดยูริกลงมาเหลือ 4-5 (5.5) มก/ดล จะสลายผลึกยูเรทใหหายไปได ซึ่งตองใชเวลาหลายป 3. ผลขางเคียงของ allopurinol คือ ผื่นแพยาควรเริ่มขนาดนอย 100 มก/วัน เพิ่มเปน 300 มก/วัน ใน 1 เดือน ใหยาขนาดนี้จนกระทั่ง ปุมกอนที่สะสมตามขอยุบหายไปหมอ จึงพิจารณาลดหรือหยุดยา - ถาเกิดผื่น คัน ระหวาง รับประทานยาควรหยุดยาแลวมาปรึกษาแพทย - ผลขางเคียงที่พบไมบอยคือตับอักเสบ ซึ่งพบในผูที่ตับไมดีอยูแลว จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา, ยาดองเหลา 4.colchicine เปนยาที่ปองกันไมใหขออักเสบควรรับประทาน วันละ 1-2 เม็ด ถาขออักเสบใหเพิ่มได 1 เม็ด 5.ผลขางเคียงของ colchicine คือ ทองเสียถามีอาการใหหยุดยา แลวเริ่มยาใหม ใหขนาดนอยลง 6. จงใหคําแนะนําเกี่ยวกับการดูแลเทาที่ถูกตองแกผปวยเบาหวาน ู  1. การสํารวจเทา แนะนําใหทําทุกวัน สํารวจใหทั่วเทา โดยเฉพาะซอกนิ้วเทา และฝาเทา ดูวามีแผล, รอยถลอก, พุพอง, หนังแข็ง, ตาปลา หรือมีสีคล้ําผิดปกติหรือไม ถาสายตาไมดีใหผูใกลชิดชวยสํารวจ 2. การทําความสะอาดเทา แนะนําใหทําทุกวัน อยางนอยวันละครั้ง และทันทีเมื่อเทาสกปรก ทําความสะอาดใหทั่ว รวมทั้งซอกนิ้วเทา ใชสบูออนและน้ําสะอาดทําความสะอาดเทา ไมแชเทาในน้ํานานเกินไป ติว National License PIII OSCE SWU 54
  • 56.
    ใชผาเช็ดเทาและซอกนิ้วเทาใหแหงหลังจากทําความสะอาดเสร็จ ไมควรใชน้ํารอน ถาใชน้ําอุนตองมีผูอื่นทดสอบอุณหภูมิมิใหรอนเกินไป 3. การสวมรองเทา สวมรองเทาเวลาเดินทุกครั้ง ไมเดินเทาเปลา รองเทาตองมีขนาดพอดี ไมหลวมหรือคับจนเกินไป รองเทาควรทําจากวัสดุที่นุม ไมแข็งกระดางจนทําอันตรายตอผิวหนังงาย ถาสวมรองเทาหุมสนควรสวมถุงเทาดวยเสมอ และถุงเทาไมควรรัดเกินไป สํารวจภายในรองเทาวามีสิ่งแปลกปลอมหรือไม กอนสวมรองเทา 4. การดูแลเล็บเทา ตัดเล็บเทาใหเสมอปลายนิ้วเทา ไมตัดจนสั้นเกินไป หรือจนมีเลือดไหล ไมขูดหรือแคะซอกเล็บ และไมตัดเนื้อรอบเล็บ ถาสายตาไมดี ใหผูใกลชิดชวยทําให 5. เมื่อมีแผล หรือตาปลา หรือหนังแข็งเกิดขึ้น ควรปรึกษาแพทยไม รักษาดวยตัวเอง 6. หามใชกระเปาน้ํารอน หรือแผนประคบรอนวางที่เทา 6. ผูชายอายุ 25 ป ถูกสุนัขจรจัดกัดเขาที่นองซายและหนีไป มีบาดแผลลึกและกวาง ทานเปนแพทย จะให การรักษาอยางไร Chick list 1. ลดจํานวนเชื้อตรงบาดแผลใหนอยที่สุดเทาที่จะทําได โดยใชน้ําสะอาดลาง บาดแผล ฟอกดวยสบูทันที หลังจากนั้นลางดวยน้ําสะอาดอีกครั้ง เช็ดแผล ดวย Alcohol 70% ทิงเจอรไอโอดีนหรือ โพวิโดนไอโอดีน ไมควรเย็บ แผล ถาจะเย็บแผลเพราะมีเลือดออกมากควรเย็บหลังฉีด Rabies Immunoglobulin แลว 2. ใหฉีด vaccine ปองกันพิษสุนัขบา โดยอาจใชวัคซีนที่มีมาตรฐาน ไมทํา จากเซลลประสาทหรือ สมองของสัตว อาทิเชน Human diploid cell vaccine หรือ Purified vero vaccine หรือ Purified chicken embryo cell vaccine โดยฉีดเขาที่กลามเนื้อไหล (deltoid muscle) ไมฉีดเขาที่สะโพก โดยฉีด 1 dose วันที่ 0,3, 7,14,28 โดยวันที่ 0 เปนวันที่มาพบแพทยหรือวันที่สุนัขกัด 3. ฉีด Rabies immunoglobulin (RIG) เขาใตกนแผลและรอบๆ แผล ถามียาเหลือใหฉีดเขากลามใหหมดในบริเวณที่หางไกล จากฉีดวัคซีน 4. ฉีดยาปองกันบาดทะยักเขาที่กลามเนื้อแขนโดยตารางฉีดควรเปน 0, 1, 6 เดือน ตามลําดับ (อยางนอยตองไดฉีด 2 เข็ม) ติว National License PIII OSCE SWU 55
  • 57.
    5. การใหยาปฏิชีวนะควรใหยาที่ครอบคลุมเชื้อชนิดไมพึ่งออกซิเจน และยา ครอบคลุมเชื้อแกรมบวกและลบชนิดพึ่งออกซิเจน อาทิ เชน ampicillin หรือ amoxycillin รวมกับ metronidazole หรือรวมกับ Clindamycin เปนตน 6. ควรทําแผลทุกวันและติดตามการรักษาจนกวาแผลจะหาย 7. ใหคําแนะนําแกผูปวยถึงอาการเริ่มแรกของพิษสุนัขบา อาทิเชน จะมีอาการ ชาที่บริเวณบาดแผล, ปวดศรีษะ มีไขต่ําๆ และอาจมีอาการคันบริเวณรอย แผลที่ถูกกัดได ถาผูปวยมีอาการดังกลาว ควรรีบพบแพทยเพื่อนตรวจรักษา ตอไป 7. ชายไทยอายุ 45 ป มีประวัติดื่มสุรามานาน ตรวจพบวาเปน alcoholic cirrhosis ตรวจGastroscopy พบ esohpageal Varice รวมกับ cherry red spot sign และ diffuse gastritis ก. จงใหคําแนะนําแกผูปวย ข. จงบอกการรักษา ค. จงบอกภาวะแทรกซอนที่อาจพบได Chick list ก. คําแนะนํา 1. เปนโรคตับแข็งจากเหลา 2. งดดื่มเหลาตลอดไป แตระยะแรกตองระวังอาหารผิดปกติจากการหยุดเหลา 3. งดอาหารเค็ม, เผ็ด, อาหารทะเลดิบและรับประทานอาหารโปรตีน พอสมควร 4. อยาใหทองผูก 5. ระวังการรับประทานยาที่มีผลตอตับ ข. การรักษา 1. spironolacione 100 มก/วัน 2. วิตามิน เชน วิตามินบี , folic acid 3. propranolol 40 มก/วัน ค. โรคแทรกซอน 1. SBP 2. Hepatic encephalopathy 3. Hepatorenal syndrome 4. Hepatoma 5. Bleeding tendency ติว National License PIII OSCE SWU 56
  • 58.
    8. หญิงไทยอายุ 65ป มาดวยอาการปวดขอเขามา 1 เดือน มีประวัติเคยเปน ๆ หาย ๆ มา 5 ป ไดรับการวินิจฉัยวาเปนโรคขอ เสื่อม ผูปวยอาการไมดีขึ้นหลังไดยา Paracetamol และการทํากายภาพบําบัด Check list ก. พิจารณากอนที่จะใหยา 1. พิจารณาวาผูปวยมีปจจัยเสี่ยงของการใชยา NSAID ตอทางเดินอาหารหรือไม เชน 1.1 อายุมากกวา 60 ป 1.2 มีประวัติโรคเปปติก หรือไม 1.3 มีประวัติการใชยาลดกรด(Antacids), H2 – antagonist หรือ Omeprazole 1.4 ประวัติปวดทองเปนๆ หายๆ โดยไมทราบสาเหตุ 1.5 ประวัติการใชยาสเตียรอยดรวมดวยหรือไม 2. มีภาวะหรือโรครวมดวยหรือไม เชน โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง 3. ผูปวยไดรับยาอะไรประจําอยู เพราะอาจมีปญหา drug interaction เชน ASA coumadin ข. วิธีใชยา 1. ใช NSAID ในขนาดต่ําที่สุดที่จะบําบัดอาการปวดได 2. เมื่อหายปวดดีแลวควรหยุดยา 3. ถาไมดีขึ้นควรคอย ๆ เพิ่มขนาดของยาดวยความระมัดระวัง 4. หลีกเลี่ยง NSAID บางตัวที่มีผลขางเคียง ในผูสูงอายุ เชน Indomethacin 5. ไมใช NSAID มากกวาหนึ่งตัวในการรักษาแตละครั้ง ค. ติดตามผลขางเคียง ติดตามผลขางเคียงของการใชยาอยางใกลชิด (CBC, urinalysis,lives enzymes, electrolyts, BUN, creatinine, stool ocult blood 9. หญิงไทยคูอายุ 28 ป หลังคลอดบุตรคนแรก 1 สัปดาห มาตรวจดวยไข, ไอ ภาพรังสีทรวงอก พบโพรงฝ ยอมเสมหะ พบ AFB + 3 นอกจากใหยาวัณโรคที่เหมาะสมแกผูปวย ทานจะใหคําแนะนําผูปวยอยางไร Chick list 1. ความรูเกี่ยวกับวัณโรคที่ผูปวยเปน 1.1 เปนโรคติดเชื้อ 1.2 ติดตอไดทางการหายใจ 1.3 ผูปวยอยูในระยะที่แพรเชื้อใหผูอื่นได 1.4 โรคอาจแพรกระจายไปสูผูที่อยูใกลชิดได ตั้งแตเริ่มมีอาการจนกวา จะไดรับการรักษาตอเนื่องอีกระยะหนึ่ง 2. แนวทางการรักษาวัณโรคดวยยา 2.1 สามารถรักษาโรคใหหายขาดได โดยการมาพบแพทยและรับประทานยาสม่ําเสมอ ติว National License PIII OSCE SWU 57
  • 59.
    (อยางสั้นที่สุด 6 เดือน) 2.2 ตรวจเสมหะ ติดตามผลการรักษา 2.3 อาการขางเคียงที่พบได คือ ตับอักเสบ ผื่น ผิวหนัง ถามีอาการเหลานี้ใหมาพบแพทยกอนกําหนด สามารถให breast feeding ได รับประทานยา rifampicin ปสสาวะจะออกสีแดงสมเปนปกติ ไมตองตกใจ 3. การปฏิบัติตัวทั่วไปของผูปวย 3.1 ปดปากปดจมูกเวลาไอดวยผา 3.2 เสมหะควรบวนเปนที่ เพื่อลดการแพรกระจายเชื้อ 3.3 รับประทานอาหารใหครบสวน 3.4 พักผอนใหเพียงพอ 4. การตรวจและรักษาผูสัมผัสโรค ก. สามี/ผูใหญ ในบาน และเด็กอื่นซึ่งอยูในบานใหมาพบแพทย ซักถามอาการ, ทํา Chest X-ray ข. ใหพาลูกไปใหกุมารแพทยตรวจ เพื่อตรวจหารองรอยหรือ อาการของโรค ทํา Chest X-ray, tuberculin test ติว National License PIII OSCE SWU 58