การเคลือนที่ในหนึ่งมิติ
                                                    ่
1. ความหมายของการเคลือนที่
                     ่

         1.1 การเคลื่อนที่ (Motion) หมายถึง ขบวนการอย่างหนึ่งที่ทาให้มีการเปลี่ยนแปลงตาแหน่งอย่าง
                    ่
ต่อเนื่องตามเวลาที่ผานไป โดยมีทิศทางและระยะทาง

         1.2 การเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง (Rectilinear motion) หมายถึง การเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็ นแนว
เส้นตรงซึ่ งความสัมพันธ์ระหว่างความเร็ ว เวลา ความเร่ ง และระยะทางที่วตถุเคลื่อนที่ไปได้ (นันทพงษ์ ลาย
                                                                      ั
ทอง และคณะ, 2549)

                                                                ่
              ลักษณะการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง สิ่ งต่าง ๆ ที่อยูรอบตัวซึ่ งมีการเคลื่อนที่น้ นจะมีการเคลื่อนที่
                                                                                             ั
แตกต่างกันออกไป เช่น การเคลื่อนที่ในแนวตรง แนวโค้ง เป็ นวงกลม หรื อกลับไปกลับมาในการที่เราจะ
พิจารณาว่าวัตถุมีการเคลื่อนที่หรื อไม่ พิจารณาที่ มีการเปลี่ยนตาแหน่งหรื อไม่ ถ้ามีการเปลี่ยนตาแหน่ง ถือเป็ น
การเคลื่อนที่
         1.3 การบอกตาแหน่งของวัตถุ การบอกตาแหน่งของสิ่ งต่าง ๆ นั้นทาได้โดยการบอกตาแหน่งเทียบกับ
ตาแหน่งหรื อสิ่ งที่สังเกตได้โดยง่าย ซึ่ งเรี ยกว่า ตาแหน่งอ้างอิงหรื อจุดอ้างอิง ซึ่ งต้องเป็ นจุดที่หยุดนิ่ง

2. ปริมาณทีเ่ กียวข้ องกับการเคลือนที่
                ่                ่

         2.1 เวลา (Time, t) การที่จะทราบว่าวัตถุเคลื่อนที่หรื อไม่ จะเริ่ มจากการสังเกตวัตถุน้ นในช่วงเวลาหนึ่ง
                                                                                               ั
ซึ่ งจุดที่เริ่ มสังเกตจะนับเวลาเริ่ มต้น ณ จุดนั้นมีค่า t = 0 จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป วัตถุจะมีการเปลี่ยนตาแหน่ง
ช่วงเวลาที่สงเกตจะเป็ นเวลาที่วตถุเคลื่อนที่ซ่ ึ งถ้าไม่ทราบค่าแน่นอนจะใช้ t แทนช่วงเวลาดังกล่าว โดยมีหน่วย
            ั                  ั
เป็ นวินาที (s)

         2.2 ระยะทาง (Distance, s) หมายถึง แนวเส้นที่วตถุเคลื่อนที่ไปโดยนับจากจุดเริ่ มต้นอ้างอิง ระยะทาง
                                                      ั
    ั                                  ่
ที่วตถุเคลื่อนที่จะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผานไป การวัดระยะทางจะวัดตามแนวทางที่วตถุเคลื่อนที่ไป ถ้าวัตถุ
                                                                           ั
เคลื่อนที่เป็ นแนวเส้นตรงก็วดระยะทางได้ง่ายขึ้น แต่ถาแนวทางไม่เป็ นเส้นตรงก็จะวัดระยะทางได้ลาบาก
                            ั                       ้
ระยะที่วตถุเคลื่อนที่ไปได้ตามเส้นทางที่วตถุน้ นเคลื่อนที่จริ ง ๆ โดยไม่คานึงว่าวัตถุ
                ั                               ั ั

จะเคลื่อนที่เป็ นเส้นตรงหรื อไม่ ระยะทางเป็ นปริ มาณสเกลาร์

       2.3 การกระจัด (Displacement, d) หมายถึง การที่วตถุเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
                                                         ั
โดยการเคลื่อนที่จากตาแหน่งเริ่ มต้นไปยังตาแหน่งสุ ดท้าย โดยมีทิศทางจัดเป็ นปริ มาณเวกเตอร์ มีหน่วยเป็ น
เมตร (m) (นันทพงษ์ ลายทองและคณะ, 2549)



                                  ระยะทาง



                                                                       B

           A                   การกระจัด

                             รู ป ภาพที่ 3.2 การกระจัด

            สรุ ป ระยะห่างตามแนวเส้นตรงระหว่างจุดเริ่ มต้นถึงจุดสุ ดท้าย เป็ นปริ มาณ

เวกเตอร์ มีขนาดเท่ากับระยะห่างและทิศทางจากจุดเริ่ มต้นถึงจุดสุ ดท้าย

            ข้ อเปรียบเทียบระหว่างระยะทางกับการกระจัด

            1. ระยะทางเป็ นปริ มาณสเกลาร์ การกระจัดเป็ นปริ มาณเวกเตอร์

            2. ขนาดของระยะทางจะมากกว่าการกระจัดเสมอ ถ้าวัตถุน้ นไม่ได้เคลื่อนที่ใน
                                                               ั
แนวเส้นตรงตลอด เช่น วัตถุหนึ่งเคลื่อนที่จาก A ไปทางทิศตะวันออก ถึง B เป็ นระยะทาง 12 เมตร แล้ว
เคลื่อนที่ต่อไปทางทิศเหนือ ถึง C เป็ นระยะ 5 เมตร

                                                           C




                 A                                             B


                         รู ปภาพที่ 3.3 การหาการกระจัด

                     ระยะทาง = AB + BC = 12 + 5 = 17 เมตร

                     แต่การกระจัด = AC = (12) + (5)               = 144 + 25   = 13 เมตร
                                                   2   2




                3. ขนาดของระยะทางกับการกระจัดมีโอกาสเท่ากันได้ ถ้าวัตถุน้ นเคลื่อนที่โดย
                                                                          ั

ไม่มีการเปลี่ยนทิศทาง

            2.4 อัตราเร็ ว คือ ระยะทางที่วตถุเคลื่อนที่ในหนึ่งหน่วยเวลาเป็ นปริ มาณ
                                          ั

สเกลาร์ ไม่คานึงถึงทิศทาง มีหน่วยเป็ นเมตร / วินาที



                                         ระยะทาง                       S
                          อัตราเร็ ว =             ,              =
                                           เวลา                        t
ตัวอย่างที่ 3.1 จงหาอัตราเร็ วของการเคลื่อนที่จากจุด A ไปจุด B ซึ่งมีระยะทาง

750 เมตร เวลาในการเดินทาง 10 วินาที
                                                    S
          วิธีทา            จากสู ตร       ν    = t


                                                    750 m
                            แทนค่า         ν    =    10s




                                           ν    = 75 m/s                       ตอบ



            2.5 ความเร็ ว (velocity) คือ ระยะการเปลี่ยนแปลงการกระจัดหรื อระยะการเปลี่ยนตาแหน่งที่
เกิดขึ้นในหนึ่งหน่วยเวลา เป็ นปริ มาณเวกเตอร์ มีห0น่mวยเป็ นเมตร / วินาที

                                                    d
                                                    t




            2.6 ความเร็ วเฉลี่ย (average velocity) เป็ นความเร็ วที่เฉลี่ยว่าความเร็ วของการเคลื่อนที่แต่ละจุดเป็ น
เส้นทางที่วตถุเคลื่อนที่มีค่าเท่ากัน เป็ นการเปลี่ยนแปลงการกระจัดในช่วงเวลายาว ๆ มีทิศเดียวกัน ซึ่ งกาหนด
           ั
u = ความเร็ วต้น และ    ν    = ความเร็ วปลาย


                                                            d
                                           ν   เฉลี่ย =     t




                                                            u+ ν
                                           ν   เฉลี่ย =      2
ตัวอย่างที่ 3.2 รถคันหนึ่งวิงด้วยความเร็ วเฉลี่ย 5 เมตร/วินาที ถ้าใช้เวลาในการวิงไป 20 วินาที จะ
                                        ่                                                   ่
มีการกระจัดเท่าใด
                                                              d
        วิธีทา            จากสู ตร                  v   =     t

                                                              d
                          แทนค่า                    5   =    20

                                                    d   = 100         เมตร         ตอบ

            2.7 ความเร็ วขณะใดขณะหนึ่ง (Instantaneous velocity) เป็ นการเปลี่ยนแปลงการกระจัดในช่วงเวลา
สั้น ๆ ที่  t 0 และการกระจัดเป็ นการกระจัด ณ จุดนั้น
                                                        d
                                     ν   lim   t   =   t

        การหาความเร็วเฉลียและ ความเร็วขณะใดขณะหนึ่งจากกราฟ
                         ่

        ถ้าเขียนกราฟระหว่างการกระจัด d และเวลา t ความชันของเส้นตรงที่ลากระหว่างตาแหน่งคู่ใด ๆ
คือ ความเร็ วเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ระหว่างตาแหน่งทั้งสอง

                     d                              B



                      A                                           t

                            รู ปภาพที่ 3.4 แสดงกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง d กับ t
จากกราฟความชัน(slope) ของเส้นตรงที่ต่อระหว่าง A และ B คือความเร็ วเฉลี่ยของ

การเคลื่อนที่ในช่วง AB หรื อเป็ นความเร็ วเฉลี่ยในช่วง t1 ถึง t2


                                                     S2 – S1        S
             ความชัน (slope) = V = tan =                      =           = V
                                                     t2 – t1        t




              ถ้าตาแหน่ง A และ B อยูใกล้กนมาก จนทาให้ t 0 คือ t มีค่าน้อยมาก เส้นตรงที่ลากผ่าน
                                    ่    ั
A และ B คือ เส้นสัมผัสกราฟ ความชันของเส้นสัมผัสคือความเร็ วที่จุดใดจุดหนึ่ง



              ข้ อเปรียบเทียบระหว่างอัตราเร็วกับความเร็ว

              1. อัตราเร็ วเป็ นปริ มาณสเกลาร์ ความเร็ วเป็ นปริ มาณเวกเตอร์

              2. ถ้าวัตถุเคลื่อนที่โดยไม่เปลี่ยนทิศทาง (เคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง) ขนาดของความเร็ ว คือ
อัตราเร็ ว

              3. อัตราเร็ วจะมีค่าเปลี่ยนแปลงเมื่อขนาดเปลี่ยนแปลง

              4. ความเร็ วจะเปลี่ยนแปลงเมื่อ

                4.1 ขนาดเปลี่ยนแปลง

                4.2 ขนาดคงที่แต่ทิศทางเปลี่ยนแปลง เช่น วัตถุที่กาลังเคลื่อนที่เป็ นวงกลมด้วย

อัตราเร็ วคงที่ ความเร็ วของการเคลื่อนที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะเส้นทางของความเร็ ว
เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
2.8 ความเร่ ง และความหน่วง (Acceleration) เป็ นความเร็ วที่เปลี่ยนแปลงไปในหนึ่งหน่วยเวลา
หรื อ อัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็ ว มีหน่วยเป็ นเมตร/วินาที2 เป็ นปริ มาณเวกเตอร์ สาหรับช่วงเวลาน้อย ๆ
t 0 ความเร่ งในช่วงเวลานี้เป็ นความเร่ งขณะหนึ่ง a ขณะหนึ่ง

ณ ตาแหน่งกึ่งกลางช่วงเวลา t

                           aขณะหนึ่ง =    v 
                                           t 0
                                          t 



             ถ้าพิจารณาการเคลื่อนที่ที่ยาวขึ้น ความเร่ งขณะหนึ่งอาจมีค่าไม่คงที่ อาจเพิ่มขึ้นหรื อลดลงก็ได้ จึง
นิยมบอกความเร่ งในรู ปของอัตราเร่ งเฉลี่ย a ซึ่ งเป็ นอัตราส่ วนระหว่างความเร็ วที่เปลี่ยนไปทั้งหมดกับช่วงเวลาที่
เกิดการเปลี่ยนแปลงความเร็ วนั้น

             ในภาษาไทย คาว่าเร่ งหมายถึงทาให้เร็ วขึ้น แต่ในทางฟิ สิ กส์เป็ นอัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็ ว
ซึ่ งการเปลี่ยนแปลงอาจมีท้ งเร็ วขึ้นหรื อช้าลง (ถ้าช้าลงเราเรี ยกว่าความหน่วง(Deceleration) เร็ วขึ้นเรี ยกว่า
                           ั
ความเร่ ง ซึ่ งก็คือความเร่ งในทางฟิ สิ กส์ ต่างกันที่ทิศทาง)
ตัวอย่างที่ 3.3 รถยนต์คนหนึ่งเคลื่อนที่ในแนวตรง โดยมีความเร็ วเริ่ มต้น 10 m/s และมีความเร็ ว
                                   ั
เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 S ซึ่ งแสดงในตาราง จงหาความเร่ งเฉลี่ยและความเร่ งขณะหนึ่งที่เวลา t = 1, 2 และ 3 S



                             เวลา(วินาที)                 ความเร็ ว (เมตร/วินาที)

                                  0                                 10

                                  1                                 11

                                  2                                 12

                                  3                                 13

                                  4                                 14

                                  5                                 15



                                   ตารางที่ 3.1 การเคลื่อนที่ของรถยนต์
v
วิธีทา จาก     a =
                         t

                         15  10
      ดังนั้น a =                      m/s 2
                          50

                          5
               a =                = 1 m/s 2
                          5

      ความเร่ งเฉลี่ยเท่ากับ 1         m/s 2

                                   v 
         จาก     a ขณะหนึ่ง =       t 0
                                   t 




                                  11  10
         ดังนั้น a1        =                 = 1 m/s 2
                                   1 0

                                   12  11
                  a2          =              = 1 m/s 2
                                    2 1

                                   13  12
                  a3          =              = 1 m/s 2   ตอบ
                                    32
3. กฎการเคลือนที่ (Laws of Motion)
            ่
                กฎของการเคลื่อนที่ซ่ ึ งเสนอโดยท่าน เซอร์ ไอแซค นิวตัน เป็ นหัวใจของวิชากลศาสตร์

                ่
เราอาจกล่าววได้วาหลักการ (principles) ทุกหลักการในวิชานี้งอกเงยมาจากกฎ(ของ)การเคลื่อนที่น้ ี

กฎเหล่านี้ไม่ได้มาจากการทาการทดลองหาโดยตรง แต่มาจากการสังเกตปรากฎการณ์ธรรมชาติและจากสมอง
สุ ดล้ าเลิศของนักฟิ สิ กส์สาคัญคนหนึ่งที่มนุษยชาติเคยมี ท่านนั้นคือเซอร์ ไอแซค นิวตัน กฎการเคลื่อนที่น้ ีมีอยู่
สามข้อ ดังนี้

                                                                                                 ่
                3.1 กฎการเคลื่อนที่ขอที่หนึ่ง: กฎของความเฉื่อย(Law of Inertia) “วัตถุจะคงสภาวะอยูนิ่ง หรื อ
                                    ้
เคลื่อนที่ดวยความเร็ วคงที่ในแนวเส้นตรง หากไม่มีแรงมากระทาให้เปลี่ยนสภาวะนั้น ๆ ไป” กฎข้อนี้เท่ากับ
           ้
เป็ นการให้คาจากัดความของระบบอ้างอิงแบบที่เรี ยกว่า ระบบอ้างอิงเฉื่ อย (inertial frames of reference) และ
พร้อมกันก็นามาซึ่ งแนวคิดเกี่ยวกับความเฉื่ อย(inertia) (วุทธิ พนธุ์ ปรัชญพฤทธิ์ ,2549)
                                                               ั

                            F = 0

                3.2 กฎการเคลื่อนที่ขอที่สอง: กฎของแรง (Law of Force) “เมื่อมีแรงลัพธ์ซ่ ึ งมีขนาดไม่เป็ นศูนย์
                                    ้
มากระทาต่อวัตถุ จะทาให้วตถุเกิดความเร่ งในทิศเดียวกับแรงลัพธ์ที่มากระทา และขนาดของความเร่ ง จะแปร
                        ั
ผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ์ และจะแปรผกผันกับมวลของวัตถุ ”

                            a F
                                  1
                            a    m

                                  F


                            a    m
                                      F
                            a= k      m

         จากนิยาม ถ้า F = 1 ถ้ามวล m = 1 kg เกิดความเร่ ง a = 1 m/s2
F
                                           ⇀
                      จาก     a    = k     m                    1




                              a    = k 1
                                       1
                              k    = 1

               จาก   1
                                             F
                             a     = 1x m
                             F     = ma (ถ้ามีแรงเดียว)
                            F     = ma (ถ้ามีแรงกระทามากกว่า 1 แรง)

           3.3 กฎการเคลื่อนที่ขอที่สาม: กฎของแรงกิริยา-ปฏิกิริยา(Law of Action-Reaction)
                                  ้
               “ทุกครั้งที่มีแรงกิริยา จะต้องมีแรงปฎิกิริยาโต้ตอบต้องขนาดเท่ากันแต่ทิศทางตรงกันข้าม”

                  แรงกิริยา(action) = แรงปฏิกิริยา (Reaction)

                               F1  - F2 (สุ รางคณา แก่นโนนสังข์ , 2549)



           3.4 กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน “วัตถุท้ งหลายในเอกภพจะออกแรงดึงดูดซึ่ งกันและกัน
                                                       ั
โดยขนาดของแรงดึงดูดระหว่างวัตถุคู่หนึ่ง ๆ จะแปรผันตรงกับผลคูณระหว่างมวลวัตถุท้ งสองและจะ
                                                                               ั
แปรผกผันกับกาลังสองของระยะทางระหว่างวัตถุท้ งสองนั้น ”
                                            ั

                                    Gm, m2
                            F =
                                     R2

           เมื่อ G คือ ค่าคงตัวความโน้มถ่วงสากลมีค่า 6.67 x 10-11 N.m2/kg2 (จารุ ณี เชิดชัยสถาพร , 2550)
ตัวอย่างที่ 3.4 ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งมีมวล 12  108 กิโลกรัม รัศมี 2  102 เมตร ดาวเคราะห์จะมีแรง
ดึงดูดดวงจันทร์บริ วารซึ่งมีมวล 2  103 กิโลกรัม อยูใกล้ๆผิวของดาวเคราะห์
                                                    ่

                                                   Gm1m 2
        วิธีทา           จากสู ตร       F     
                                                    R2

                                           6.67  10 11  12  10 8  2  10 3
                         แทนค่า         F
                                                      (2  10 2 ) 2

                                               160.08
                                        F
                                               4  10 4

                             F  0.004            นิวตัน                           ตอบ



สาหรับการเคลื่อนที่แนวตรงด้วยความเร็ วคงตัว ระยะทางที่ได้จะเท่ากับผลคูณระหว่างความเร็ วกับช่วงเวลาที่
ใช้ในการเคลื่อนที่น้ น ถ้าพิจารณาจากกราฟ ผลคูณระหว่างความเร็ วกับช่วงเวลาคือพื้นที่ใต้กราฟความเร็ ว –
                     ั
เวลา นันแสดงว่าพื้นที่ใต้กราฟความเร็ ว – เวลา ในช่วงเวลาที่กาหนดคือ ระยะที่วตถุเคลื่อนที่ได้ หรื อการกระจัด
       ่                                                                    ั
ที่เปลี่ยนไปในช่วงเวลานั้น

                                    ความเร็ วขณะหนึ่ง



                                  

                                                   . t   =S

                                    0                           t                 เวลา

                                            รู ปภาพที่ 3.5 กราฟ t กับ ความเร็ วขณะหนึ่ง
4. การเคลือนทีในแนวเส้ นตรงตามแนวราบ
          ่ ่

            4.1 เคลื่อนที่ดวยความเร็ วคงที่
                           ้
                                          S
                                   V=
                                          t

            4.2 สมการสาหรับคานวณหาปริ มาณต่าง ๆ การเคลื่อนที่แนวตรง ตามแนวราบ ด้วยความเร่ งคงตัว

                              1. S =      u+      t
                                           2
                              2        = u + at

                              3. S = ut + 1 at2
                                          2



                              4.   2    = u2 + 2as

            เมื่อ u เป็ นความเร็ วต้น เมื่อเริ่ มคิดเวลา (t = 0 ) ขนาดของ u นี้อาจมีค่าเท่ากับศูนย์

หรื อไม่เท่ากับศูนย์ก็ได้ หน่วยเป็ นเมตรต่อวินาที (m/s)

            t เป็ นช่วงเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ท้ งหมด าหนดเวลาเริ่ มต้นทีt่ = 0 ) หน่วยเป็ นวินาที(s)
                                                   ั (ก

             S เป็ นการกระจัดที่เปลี่ยนไปในช่วงเวลา       t   หน่วยเป็ นเมตร (m)

             v เป็ นความเร็ วสุ ดท้ายของช่วงเวลา t หรื อเป็ นความเร็ วเมื่อสิ้ นช่วงเวลา t หน่วยเป็ น

เมตรต่อวินาที (m/s)

             a เป็ นความเร่ งเฉลี่ยในช่วงเวลา t หน่วยเป็ นเมตรต่อวินาที 2 (m/s2)

            กรณี วตถุเคลื่อนที่ดวยความเร่ งคงตัวในแนวราบกาหนดให้ปริ มาณที่มีความเร็ วเพิมขึ้น
                  ั             ้                                                       ่

ค่า a เป็ นบวก และถ้าความเร็ วลดลงค่า a เป็ นลบ

            กรณี วตถุออกจากสภาพนิ่งค่า u = 0
                  ั
กรณี วตถุเคลื่อนที่แล้วหยุดค่า
                 ั                             =0

           กรณี วตถุเคลื่อนที่ดวยความเร็ วคงตัวค่า a = 0
                 ั             ้



           ตัวอย่างที่ 3.5 วัตถุเริ่ มเคลื่อนที่จากจุดหยุดนิ่งไปด้วยความเร่ ง 4 m/s2 นาน 5 s

ถ้าแล่นต่อไปด้วยความเร็ วคงที่ เป็ นเวลา 20 s ต่อจากนั้นก็ลดความเร็ วลงด้วยความหน่วง 5 m/s2 จนหยุด จง
หา

           ก. ระยะที่วตถุน้ นแล่นไปได้ท้ งหมด
                      ั ั                ั

           ข. เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ท้ งหมด
                                          ั



       วิธีทา ก. ระยะที่วตถุเคลื่อนที่ไปได้ท้ งหมด นั้นแบ่งหาเป็ น 3 ช่วง
                         ั                    ั

       ช่ วงแรก โจทย์กาหนดให้ u = 0 m/s a = 4 m/s2 t = 5 s หาระยะทางในช่วงแรก

        จากสู ตร         S = ut + 1 at2
                                  2



        แทนค่า           S = 0 m/s (5 s) + 1 (4 m/s2) ( 5 s)2
                                           2



                         S = 50 m
ช่ วงที่ 2 เคลื่อนที่ดวยความเร็ วคงที่ จะได้ a = 0 และต้องหาความเร็ วเมื่อเคลื่อนที่ได้ระยะ 200 m
                            ้
แรก

      จากสมการ           2    = u2 + 2as

      แทนค่ า            2   = (0 m/s) 2 + 2(4 m/s2 )(50 m)

                         2    = 400 m/s

                             =      400 m/s

                             = 20 m/s

      จะได้ระยะในช่วงที่ 2 โดยใช้สมการ S = v t

                    แทนค่า S = 20 m/s  20 s

      จะได้ระยะในช่วงที่ 2 เป็ น 400 เมตร




       ช่ วงที่ 3       u = 20 m/s         a = - 5 m/s2        v=0

      จากสมการ          ν2    = u2 + 2as

      แทนค่ า           0 = (20 m/s) 2 + 2(- 5 m/s2 )( S)

                     10 S = 400 m

                       S = 40 m

       ระยะทางที่เคลื่อนที่ได้ = 50 + 400 + 40 = 490 m                           ตอบ
ข. หาเวลาในช่วง สุ ดท้าย แล้วนามารวมกับเวลาในช่วงที่ 1 และ 2 จะได้เวลาที่ใช้ท้ งหมด
                                                                                   ั

        u = 20 m/s      a = - 5 m/s2        = 0 หาเวลาในช่วงสุ ดท้าย

       จากสมการ               = u + at

        แทนค่ า           0 = (20 m/s) + (- 5 m/s2) t s

                    (5 m/s2) t = 20 m/s

                           t = 4 s

        จะได้เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ท้ งหมดเป็ น 5 + 20 + 4 = 29 S
                                         ั                                           ตอบ



            4.3. กราฟการกระจัด – เวลา

                    กราฟการกระจัด – เวลา มีประโยชน์สาหรับในการหาปริ มาณการเคลื่อนที่ของวัตถุ เช่น
รถยนต์คนหนึ่งเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรงจากจุด A ที่เวลา t1 = 0 วินาที ถึงจุด B ที่เวลา
       ั

t2 = t วินาที ได้การกระจัด S เมตร

                           S


           A : t1                      B : t2




             รู ปภาพที่ 3.6 รถยนต์ A ,B
S(m)


               30


               10
                0                                t (s)
                       1       3

       รู ปภาพที่ 3.7 แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง S กับ t



             1. การกระจัด S เป็ นบวก และกราฟเป็ นเส้นตรง แสดงว่ารถเคลื่อนที่ไปทิศทางเดียว

ไม่ยอนกลับ
    ้

             2. การกระจัด S แปรผันตรงกับเวลา และกราฟเป็ นเส้นตรง แสดงว่าความเร็ วคงที่ สามารถหา
ความเร็ วได้จากความชัน (Slope)ของกราฟ
                                             30  10 20
                     ความเร็ ว = ความชัน =            10   m/s
                                              3 1 2
4.4 กราฟความเร็ ว – เวลา

                          ่
                  วัตถุอยูนิ่งกับที่และวัตถุที่เคลื่อนที่ดวยความเร็ วคงที่จะมีความเร่ งเป็ นศูนย์ วัตถุที่เปลี่ยน
                                                          ้
ความเร็ วจะมีความเร่ ง ดังนั้นความเร่ งสามารถหาได้จากกราฟความเร็ ว – เวลา
               v(m/s)
                    50
                                                       กราฟ 2


                                                                                      กราฟ 1
                    30




                                                                                       t(s)
                      0               2                4                6



                          รู ปภาพที่ 3.8 แสดงกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง t กับ 

            สาหรับเส้ นกราฟ 1

                                         ่
            1. ความเร็ วคงที่ 30 m/s ไม่วาเวลาจะผ่านไปเท่าใดก็ตาม

            2. สามารถหาการกระจัดของการเคลื่อนที่ได้จากพื้นที่ใต้กราฟ ดังนี้

               การกระจัด = พื้นที่ใต้กราฟ = (30 m/s) (6s) = 180 เมตร

            3. หาความเร่ งของการเคลื่อนที่จากความชันของกราฟ = 0

            สาหรับเส้ นกราฟ 2

            1. ความเร็ วเป็ นบวก และเพิ่มขึ้นเมื่อเวลามากขึ้น

            2. ความเร็ วแปรผันตรงกับเวลา ได้กราฟเป็ นเส้นตรง

            3. การกระจัดหาได้จากพื้นที่ใต้กราฟ
                                                           1
               การกระจัดในช่วงเวลา 0 – 4 วินาที =            ( 4s )(50m / s ) = 100   เมตร
                                                           2
4. ความเร่ งหาได้จาก ความชันของเส้นกราฟ
                                                     50
               ความเร่ ง = ความชันของเส้นกราฟ =           = 12.5 m/s2
                                                     4



         4.5 การเคลื่อนที่เป็ นเส้นตรงในแนวดิ่งภายใต้แรงดึงดูดของโลก

             การเคลื่อนที่ของสิ่ งต่าง ๆ ที่พบเห็นในชีวตประจาวัน ส่ วนใหญ่ถาพิจารณาโดยหลักการทาง
                                                       ิ                   ้
ฟิ สิ กส์จะพบว่าเป็ นการเคลื่อนที่แบบมีความเร่ ง ซึ่ งมีท้ งความเร่ งคงตัวและความเร่ งที่เปลี่ยนแปลง ในการศึกษา
                                                           ั
เบื้องต้น จะศึกษาเฉพาะการเคลื่อนที่แนวตรงด้วยความเร่ งคงตัว จากการศึกษา การตกแบบเสรี (Free fall) ซึ่ง
เป็ นการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ปล่อยให้ตกภายใต้แรงดึงดูดของโลกเพียงอย่างเดียว ( ไม่คิดแรงต้านหรื อแรงเสี ยด
ทานของอากาศ)

            ความเร่ งในการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ตกอย่างอิสระหรื อตกแบบเสรี น้ ี คือ ความเร่ งเนื่องจากแรง
ดึงดูดของโลก (Acceleration due to gravity) ใช้ g เป็ นสัญลักษณ์ ซึ่ งมีค่าประมาณ 9.80665 m/s2 ซึ่งเป็ น
ค่าที่หาได้จากค่าเฉลี่ยทุกจุดของโลก เพื่อความสะดวกมักจะใช้ค่า g = 9.8 m/s2 หรื ออาจใช้ 10 m/s2

การเคลื่อนที่ในหนึ่งมิติ

  • 1.
    การเคลือนที่ในหนึ่งมิติ ่ 1. ความหมายของการเคลือนที่ ่ 1.1 การเคลื่อนที่ (Motion) หมายถึง ขบวนการอย่างหนึ่งที่ทาให้มีการเปลี่ยนแปลงตาแหน่งอย่าง ่ ต่อเนื่องตามเวลาที่ผานไป โดยมีทิศทางและระยะทาง 1.2 การเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง (Rectilinear motion) หมายถึง การเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็ นแนว เส้นตรงซึ่ งความสัมพันธ์ระหว่างความเร็ ว เวลา ความเร่ ง และระยะทางที่วตถุเคลื่อนที่ไปได้ (นันทพงษ์ ลาย ั ทอง และคณะ, 2549) ่ ลักษณะการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง สิ่ งต่าง ๆ ที่อยูรอบตัวซึ่ งมีการเคลื่อนที่น้ นจะมีการเคลื่อนที่ ั แตกต่างกันออกไป เช่น การเคลื่อนที่ในแนวตรง แนวโค้ง เป็ นวงกลม หรื อกลับไปกลับมาในการที่เราจะ พิจารณาว่าวัตถุมีการเคลื่อนที่หรื อไม่ พิจารณาที่ มีการเปลี่ยนตาแหน่งหรื อไม่ ถ้ามีการเปลี่ยนตาแหน่ง ถือเป็ น การเคลื่อนที่ 1.3 การบอกตาแหน่งของวัตถุ การบอกตาแหน่งของสิ่ งต่าง ๆ นั้นทาได้โดยการบอกตาแหน่งเทียบกับ ตาแหน่งหรื อสิ่ งที่สังเกตได้โดยง่าย ซึ่ งเรี ยกว่า ตาแหน่งอ้างอิงหรื อจุดอ้างอิง ซึ่ งต้องเป็ นจุดที่หยุดนิ่ง 2. ปริมาณทีเ่ กียวข้ องกับการเคลือนที่ ่ ่ 2.1 เวลา (Time, t) การที่จะทราบว่าวัตถุเคลื่อนที่หรื อไม่ จะเริ่ มจากการสังเกตวัตถุน้ นในช่วงเวลาหนึ่ง ั ซึ่ งจุดที่เริ่ มสังเกตจะนับเวลาเริ่ มต้น ณ จุดนั้นมีค่า t = 0 จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป วัตถุจะมีการเปลี่ยนตาแหน่ง ช่วงเวลาที่สงเกตจะเป็ นเวลาที่วตถุเคลื่อนที่ซ่ ึ งถ้าไม่ทราบค่าแน่นอนจะใช้ t แทนช่วงเวลาดังกล่าว โดยมีหน่วย ั ั เป็ นวินาที (s) 2.2 ระยะทาง (Distance, s) หมายถึง แนวเส้นที่วตถุเคลื่อนที่ไปโดยนับจากจุดเริ่ มต้นอ้างอิง ระยะทาง ั ั ่ ที่วตถุเคลื่อนที่จะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผานไป การวัดระยะทางจะวัดตามแนวทางที่วตถุเคลื่อนที่ไป ถ้าวัตถุ ั เคลื่อนที่เป็ นแนวเส้นตรงก็วดระยะทางได้ง่ายขึ้น แต่ถาแนวทางไม่เป็ นเส้นตรงก็จะวัดระยะทางได้ลาบาก ั ้
  • 2.
    ระยะที่วตถุเคลื่อนที่ไปได้ตามเส้นทางที่วตถุน้ นเคลื่อนที่จริ งๆ โดยไม่คานึงว่าวัตถุ ั ั ั จะเคลื่อนที่เป็ นเส้นตรงหรื อไม่ ระยะทางเป็ นปริ มาณสเกลาร์ 2.3 การกระจัด (Displacement, d) หมายถึง การที่วตถุเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ั โดยการเคลื่อนที่จากตาแหน่งเริ่ มต้นไปยังตาแหน่งสุ ดท้าย โดยมีทิศทางจัดเป็ นปริ มาณเวกเตอร์ มีหน่วยเป็ น เมตร (m) (นันทพงษ์ ลายทองและคณะ, 2549) ระยะทาง B A การกระจัด รู ป ภาพที่ 3.2 การกระจัด สรุ ป ระยะห่างตามแนวเส้นตรงระหว่างจุดเริ่ มต้นถึงจุดสุ ดท้าย เป็ นปริ มาณ เวกเตอร์ มีขนาดเท่ากับระยะห่างและทิศทางจากจุดเริ่ มต้นถึงจุดสุ ดท้าย ข้ อเปรียบเทียบระหว่างระยะทางกับการกระจัด 1. ระยะทางเป็ นปริ มาณสเกลาร์ การกระจัดเป็ นปริ มาณเวกเตอร์ 2. ขนาดของระยะทางจะมากกว่าการกระจัดเสมอ ถ้าวัตถุน้ นไม่ได้เคลื่อนที่ใน ั
  • 3.
    แนวเส้นตรงตลอด เช่น วัตถุหนึ่งเคลื่อนที่จากA ไปทางทิศตะวันออก ถึง B เป็ นระยะทาง 12 เมตร แล้ว เคลื่อนที่ต่อไปทางทิศเหนือ ถึง C เป็ นระยะ 5 เมตร C A B รู ปภาพที่ 3.3 การหาการกระจัด ระยะทาง = AB + BC = 12 + 5 = 17 เมตร แต่การกระจัด = AC = (12) + (5) = 144 + 25 = 13 เมตร 2 2 3. ขนาดของระยะทางกับการกระจัดมีโอกาสเท่ากันได้ ถ้าวัตถุน้ นเคลื่อนที่โดย ั ไม่มีการเปลี่ยนทิศทาง 2.4 อัตราเร็ ว คือ ระยะทางที่วตถุเคลื่อนที่ในหนึ่งหน่วยเวลาเป็ นปริ มาณ ั สเกลาร์ ไม่คานึงถึงทิศทาง มีหน่วยเป็ นเมตร / วินาที ระยะทาง S อัตราเร็ ว = ,  = เวลา t
  • 4.
    ตัวอย่างที่ 3.1 จงหาอัตราเร็วของการเคลื่อนที่จากจุด A ไปจุด B ซึ่งมีระยะทาง 750 เมตร เวลาในการเดินทาง 10 วินาที S วิธีทา จากสู ตร ν = t 750 m แทนค่า ν = 10s ν = 75 m/s ตอบ 2.5 ความเร็ ว (velocity) คือ ระยะการเปลี่ยนแปลงการกระจัดหรื อระยะการเปลี่ยนตาแหน่งที่ เกิดขึ้นในหนึ่งหน่วยเวลา เป็ นปริ มาณเวกเตอร์ มีห0น่mวยเป็ นเมตร / วินาที d t 2.6 ความเร็ วเฉลี่ย (average velocity) เป็ นความเร็ วที่เฉลี่ยว่าความเร็ วของการเคลื่อนที่แต่ละจุดเป็ น เส้นทางที่วตถุเคลื่อนที่มีค่าเท่ากัน เป็ นการเปลี่ยนแปลงการกระจัดในช่วงเวลายาว ๆ มีทิศเดียวกัน ซึ่ งกาหนด ั u = ความเร็ วต้น และ ν = ความเร็ วปลาย d ν เฉลี่ย = t u+ ν ν เฉลี่ย = 2
  • 5.
    ตัวอย่างที่ 3.2 รถคันหนึ่งวิงด้วยความเร็วเฉลี่ย 5 เมตร/วินาที ถ้าใช้เวลาในการวิงไป 20 วินาที จะ ่ ่ มีการกระจัดเท่าใด d วิธีทา จากสู ตร v = t d แทนค่า 5 = 20 d = 100 เมตร ตอบ 2.7 ความเร็ วขณะใดขณะหนึ่ง (Instantaneous velocity) เป็ นการเปลี่ยนแปลงการกระจัดในช่วงเวลา สั้น ๆ ที่  t 0 และการกระจัดเป็ นการกระจัด ณ จุดนั้น d ν lim t = t การหาความเร็วเฉลียและ ความเร็วขณะใดขณะหนึ่งจากกราฟ ่ ถ้าเขียนกราฟระหว่างการกระจัด d และเวลา t ความชันของเส้นตรงที่ลากระหว่างตาแหน่งคู่ใด ๆ คือ ความเร็ วเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ระหว่างตาแหน่งทั้งสอง d B A t รู ปภาพที่ 3.4 แสดงกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง d กับ t
  • 6.
    จากกราฟความชัน(slope) ของเส้นตรงที่ต่อระหว่าง Aและ B คือความเร็ วเฉลี่ยของ การเคลื่อนที่ในช่วง AB หรื อเป็ นความเร็ วเฉลี่ยในช่วง t1 ถึง t2 S2 – S1 S ความชัน (slope) = V = tan = = = V t2 – t1 t ถ้าตาแหน่ง A และ B อยูใกล้กนมาก จนทาให้ t 0 คือ t มีค่าน้อยมาก เส้นตรงที่ลากผ่าน ่ ั A และ B คือ เส้นสัมผัสกราฟ ความชันของเส้นสัมผัสคือความเร็ วที่จุดใดจุดหนึ่ง ข้ อเปรียบเทียบระหว่างอัตราเร็วกับความเร็ว 1. อัตราเร็ วเป็ นปริ มาณสเกลาร์ ความเร็ วเป็ นปริ มาณเวกเตอร์ 2. ถ้าวัตถุเคลื่อนที่โดยไม่เปลี่ยนทิศทาง (เคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง) ขนาดของความเร็ ว คือ อัตราเร็ ว 3. อัตราเร็ วจะมีค่าเปลี่ยนแปลงเมื่อขนาดเปลี่ยนแปลง 4. ความเร็ วจะเปลี่ยนแปลงเมื่อ 4.1 ขนาดเปลี่ยนแปลง 4.2 ขนาดคงที่แต่ทิศทางเปลี่ยนแปลง เช่น วัตถุที่กาลังเคลื่อนที่เป็ นวงกลมด้วย อัตราเร็ วคงที่ ความเร็ วของการเคลื่อนที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะเส้นทางของความเร็ ว เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  • 7.
    2.8 ความเร่ งและความหน่วง (Acceleration) เป็ นความเร็ วที่เปลี่ยนแปลงไปในหนึ่งหน่วยเวลา หรื อ อัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็ ว มีหน่วยเป็ นเมตร/วินาที2 เป็ นปริ มาณเวกเตอร์ สาหรับช่วงเวลาน้อย ๆ t 0 ความเร่ งในช่วงเวลานี้เป็ นความเร่ งขณะหนึ่ง a ขณะหนึ่ง ณ ตาแหน่งกึ่งกลางช่วงเวลา t aขณะหนึ่ง =  v    t 0  t  ถ้าพิจารณาการเคลื่อนที่ที่ยาวขึ้น ความเร่ งขณะหนึ่งอาจมีค่าไม่คงที่ อาจเพิ่มขึ้นหรื อลดลงก็ได้ จึง นิยมบอกความเร่ งในรู ปของอัตราเร่ งเฉลี่ย a ซึ่ งเป็ นอัตราส่ วนระหว่างความเร็ วที่เปลี่ยนไปทั้งหมดกับช่วงเวลาที่ เกิดการเปลี่ยนแปลงความเร็ วนั้น ในภาษาไทย คาว่าเร่ งหมายถึงทาให้เร็ วขึ้น แต่ในทางฟิ สิ กส์เป็ นอัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็ ว ซึ่ งการเปลี่ยนแปลงอาจมีท้ งเร็ วขึ้นหรื อช้าลง (ถ้าช้าลงเราเรี ยกว่าความหน่วง(Deceleration) เร็ วขึ้นเรี ยกว่า ั ความเร่ ง ซึ่ งก็คือความเร่ งในทางฟิ สิ กส์ ต่างกันที่ทิศทาง)
  • 8.
    ตัวอย่างที่ 3.3 รถยนต์คนหนึ่งเคลื่อนที่ในแนวตรงโดยมีความเร็ วเริ่ มต้น 10 m/s และมีความเร็ ว ั เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 S ซึ่ งแสดงในตาราง จงหาความเร่ งเฉลี่ยและความเร่ งขณะหนึ่งที่เวลา t = 1, 2 และ 3 S เวลา(วินาที) ความเร็ ว (เมตร/วินาที) 0 10 1 11 2 12 3 13 4 14 5 15 ตารางที่ 3.1 การเคลื่อนที่ของรถยนต์
  • 9.
    v วิธีทา จาก a = t 15  10 ดังนั้น a = m/s 2 50 5 a = = 1 m/s 2 5  ความเร่ งเฉลี่ยเท่ากับ 1 m/s 2  v  จาก a ขณะหนึ่ง =   t 0  t  11  10 ดังนั้น a1 = = 1 m/s 2 1 0 12  11 a2 = = 1 m/s 2 2 1 13  12 a3 = = 1 m/s 2 ตอบ 32
  • 10.
    3. กฎการเคลือนที่ (Lawsof Motion) ่ กฎของการเคลื่อนที่ซ่ ึ งเสนอโดยท่าน เซอร์ ไอแซค นิวตัน เป็ นหัวใจของวิชากลศาสตร์ ่ เราอาจกล่าววได้วาหลักการ (principles) ทุกหลักการในวิชานี้งอกเงยมาจากกฎ(ของ)การเคลื่อนที่น้ ี กฎเหล่านี้ไม่ได้มาจากการทาการทดลองหาโดยตรง แต่มาจากการสังเกตปรากฎการณ์ธรรมชาติและจากสมอง สุ ดล้ าเลิศของนักฟิ สิ กส์สาคัญคนหนึ่งที่มนุษยชาติเคยมี ท่านนั้นคือเซอร์ ไอแซค นิวตัน กฎการเคลื่อนที่น้ ีมีอยู่ สามข้อ ดังนี้ ่ 3.1 กฎการเคลื่อนที่ขอที่หนึ่ง: กฎของความเฉื่อย(Law of Inertia) “วัตถุจะคงสภาวะอยูนิ่ง หรื อ ้ เคลื่อนที่ดวยความเร็ วคงที่ในแนวเส้นตรง หากไม่มีแรงมากระทาให้เปลี่ยนสภาวะนั้น ๆ ไป” กฎข้อนี้เท่ากับ ้ เป็ นการให้คาจากัดความของระบบอ้างอิงแบบที่เรี ยกว่า ระบบอ้างอิงเฉื่ อย (inertial frames of reference) และ พร้อมกันก็นามาซึ่ งแนวคิดเกี่ยวกับความเฉื่ อย(inertia) (วุทธิ พนธุ์ ปรัชญพฤทธิ์ ,2549) ั F = 0 3.2 กฎการเคลื่อนที่ขอที่สอง: กฎของแรง (Law of Force) “เมื่อมีแรงลัพธ์ซ่ ึ งมีขนาดไม่เป็ นศูนย์ ้ มากระทาต่อวัตถุ จะทาให้วตถุเกิดความเร่ งในทิศเดียวกับแรงลัพธ์ที่มากระทา และขนาดของความเร่ ง จะแปร ั ผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ์ และจะแปรผกผันกับมวลของวัตถุ ” a F 1 a m F a m F a= k m จากนิยาม ถ้า F = 1 ถ้ามวล m = 1 kg เกิดความเร่ ง a = 1 m/s2
  • 11.
    F ⇀ จาก a = k m 1 a = k 1 1 k = 1 จาก 1 F a = 1x m F = ma (ถ้ามีแรงเดียว) F = ma (ถ้ามีแรงกระทามากกว่า 1 แรง) 3.3 กฎการเคลื่อนที่ขอที่สาม: กฎของแรงกิริยา-ปฏิกิริยา(Law of Action-Reaction) ้ “ทุกครั้งที่มีแรงกิริยา จะต้องมีแรงปฎิกิริยาโต้ตอบต้องขนาดเท่ากันแต่ทิศทางตรงกันข้าม” แรงกิริยา(action) = แรงปฏิกิริยา (Reaction) F1  - F2 (สุ รางคณา แก่นโนนสังข์ , 2549) 3.4 กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน “วัตถุท้ งหลายในเอกภพจะออกแรงดึงดูดซึ่ งกันและกัน ั โดยขนาดของแรงดึงดูดระหว่างวัตถุคู่หนึ่ง ๆ จะแปรผันตรงกับผลคูณระหว่างมวลวัตถุท้ งสองและจะ ั แปรผกผันกับกาลังสองของระยะทางระหว่างวัตถุท้ งสองนั้น ” ั Gm, m2 F = R2 เมื่อ G คือ ค่าคงตัวความโน้มถ่วงสากลมีค่า 6.67 x 10-11 N.m2/kg2 (จารุ ณี เชิดชัยสถาพร , 2550)
  • 12.
    ตัวอย่างที่ 3.4 ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งมีมวล12  108 กิโลกรัม รัศมี 2  102 เมตร ดาวเคราะห์จะมีแรง ดึงดูดดวงจันทร์บริ วารซึ่งมีมวล 2  103 กิโลกรัม อยูใกล้ๆผิวของดาวเคราะห์ ่ Gm1m 2 วิธีทา จากสู ตร F  R2 6.67  10 11  12  10 8  2  10 3 แทนค่า F (2  10 2 ) 2 160.08 F 4  10 4 F  0.004 นิวตัน ตอบ สาหรับการเคลื่อนที่แนวตรงด้วยความเร็ วคงตัว ระยะทางที่ได้จะเท่ากับผลคูณระหว่างความเร็ วกับช่วงเวลาที่ ใช้ในการเคลื่อนที่น้ น ถ้าพิจารณาจากกราฟ ผลคูณระหว่างความเร็ วกับช่วงเวลาคือพื้นที่ใต้กราฟความเร็ ว – ั เวลา นันแสดงว่าพื้นที่ใต้กราฟความเร็ ว – เวลา ในช่วงเวลาที่กาหนดคือ ระยะที่วตถุเคลื่อนที่ได้ หรื อการกระจัด ่ ั ที่เปลี่ยนไปในช่วงเวลานั้น ความเร็ วขณะหนึ่ง   . t =S 0 t เวลา รู ปภาพที่ 3.5 กราฟ t กับ ความเร็ วขณะหนึ่ง
  • 13.
    4. การเคลือนทีในแนวเส้ นตรงตามแนวราบ ่ ่ 4.1 เคลื่อนที่ดวยความเร็ วคงที่ ้ S V= t 4.2 สมการสาหรับคานวณหาปริ มาณต่าง ๆ การเคลื่อนที่แนวตรง ตามแนวราบ ด้วยความเร่ งคงตัว 1. S = u+  t 2 2  = u + at 3. S = ut + 1 at2 2 4. 2 = u2 + 2as เมื่อ u เป็ นความเร็ วต้น เมื่อเริ่ มคิดเวลา (t = 0 ) ขนาดของ u นี้อาจมีค่าเท่ากับศูนย์ หรื อไม่เท่ากับศูนย์ก็ได้ หน่วยเป็ นเมตรต่อวินาที (m/s) t เป็ นช่วงเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ท้ งหมด าหนดเวลาเริ่ มต้นทีt่ = 0 ) หน่วยเป็ นวินาที(s) ั (ก S เป็ นการกระจัดที่เปลี่ยนไปในช่วงเวลา t หน่วยเป็ นเมตร (m) v เป็ นความเร็ วสุ ดท้ายของช่วงเวลา t หรื อเป็ นความเร็ วเมื่อสิ้ นช่วงเวลา t หน่วยเป็ น เมตรต่อวินาที (m/s) a เป็ นความเร่ งเฉลี่ยในช่วงเวลา t หน่วยเป็ นเมตรต่อวินาที 2 (m/s2) กรณี วตถุเคลื่อนที่ดวยความเร่ งคงตัวในแนวราบกาหนดให้ปริ มาณที่มีความเร็ วเพิมขึ้น ั ้ ่ ค่า a เป็ นบวก และถ้าความเร็ วลดลงค่า a เป็ นลบ กรณี วตถุออกจากสภาพนิ่งค่า u = 0 ั
  • 14.
    กรณี วตถุเคลื่อนที่แล้วหยุดค่า ั  =0 กรณี วตถุเคลื่อนที่ดวยความเร็ วคงตัวค่า a = 0 ั ้ ตัวอย่างที่ 3.5 วัตถุเริ่ มเคลื่อนที่จากจุดหยุดนิ่งไปด้วยความเร่ ง 4 m/s2 นาน 5 s ถ้าแล่นต่อไปด้วยความเร็ วคงที่ เป็ นเวลา 20 s ต่อจากนั้นก็ลดความเร็ วลงด้วยความหน่วง 5 m/s2 จนหยุด จง หา ก. ระยะที่วตถุน้ นแล่นไปได้ท้ งหมด ั ั ั ข. เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ท้ งหมด ั วิธีทา ก. ระยะที่วตถุเคลื่อนที่ไปได้ท้ งหมด นั้นแบ่งหาเป็ น 3 ช่วง ั ั ช่ วงแรก โจทย์กาหนดให้ u = 0 m/s a = 4 m/s2 t = 5 s หาระยะทางในช่วงแรก จากสู ตร S = ut + 1 at2 2 แทนค่า S = 0 m/s (5 s) + 1 (4 m/s2) ( 5 s)2 2 S = 50 m
  • 15.
    ช่ วงที่ 2เคลื่อนที่ดวยความเร็ วคงที่ จะได้ a = 0 และต้องหาความเร็ วเมื่อเคลื่อนที่ได้ระยะ 200 m ้ แรก จากสมการ 2 = u2 + 2as แทนค่ า 2 = (0 m/s) 2 + 2(4 m/s2 )(50 m) 2 = 400 m/s  = 400 m/s  = 20 m/s จะได้ระยะในช่วงที่ 2 โดยใช้สมการ S = v t แทนค่า S = 20 m/s  20 s จะได้ระยะในช่วงที่ 2 เป็ น 400 เมตร ช่ วงที่ 3 u = 20 m/s a = - 5 m/s2 v=0 จากสมการ ν2 = u2 + 2as แทนค่ า 0 = (20 m/s) 2 + 2(- 5 m/s2 )( S) 10 S = 400 m S = 40 m  ระยะทางที่เคลื่อนที่ได้ = 50 + 400 + 40 = 490 m ตอบ
  • 16.
    ข. หาเวลาในช่วง สุดท้าย แล้วนามารวมกับเวลาในช่วงที่ 1 และ 2 จะได้เวลาที่ใช้ท้ งหมด ั u = 20 m/s a = - 5 m/s2  = 0 หาเวลาในช่วงสุ ดท้าย จากสมการ  = u + at แทนค่ า 0 = (20 m/s) + (- 5 m/s2) t s (5 m/s2) t = 20 m/s t = 4 s จะได้เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ท้ งหมดเป็ น 5 + 20 + 4 = 29 S ั ตอบ 4.3. กราฟการกระจัด – เวลา กราฟการกระจัด – เวลา มีประโยชน์สาหรับในการหาปริ มาณการเคลื่อนที่ของวัตถุ เช่น รถยนต์คนหนึ่งเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรงจากจุด A ที่เวลา t1 = 0 วินาที ถึงจุด B ที่เวลา ั t2 = t วินาที ได้การกระจัด S เมตร S A : t1 B : t2 รู ปภาพที่ 3.6 รถยนต์ A ,B
  • 17.
    S(m) 30 10 0 t (s) 1 3 รู ปภาพที่ 3.7 แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง S กับ t 1. การกระจัด S เป็ นบวก และกราฟเป็ นเส้นตรง แสดงว่ารถเคลื่อนที่ไปทิศทางเดียว ไม่ยอนกลับ ้ 2. การกระจัด S แปรผันตรงกับเวลา และกราฟเป็ นเส้นตรง แสดงว่าความเร็ วคงที่ สามารถหา ความเร็ วได้จากความชัน (Slope)ของกราฟ 30  10 20 ความเร็ ว = ความชัน =   10 m/s 3 1 2
  • 18.
    4.4 กราฟความเร็ ว– เวลา ่ วัตถุอยูนิ่งกับที่และวัตถุที่เคลื่อนที่ดวยความเร็ วคงที่จะมีความเร่ งเป็ นศูนย์ วัตถุที่เปลี่ยน ้ ความเร็ วจะมีความเร่ ง ดังนั้นความเร่ งสามารถหาได้จากกราฟความเร็ ว – เวลา v(m/s) 50 กราฟ 2 กราฟ 1 30 t(s) 0 2 4 6 รู ปภาพที่ 3.8 แสดงกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง t กับ  สาหรับเส้ นกราฟ 1 ่ 1. ความเร็ วคงที่ 30 m/s ไม่วาเวลาจะผ่านไปเท่าใดก็ตาม 2. สามารถหาการกระจัดของการเคลื่อนที่ได้จากพื้นที่ใต้กราฟ ดังนี้ การกระจัด = พื้นที่ใต้กราฟ = (30 m/s) (6s) = 180 เมตร 3. หาความเร่ งของการเคลื่อนที่จากความชันของกราฟ = 0 สาหรับเส้ นกราฟ 2 1. ความเร็ วเป็ นบวก และเพิ่มขึ้นเมื่อเวลามากขึ้น 2. ความเร็ วแปรผันตรงกับเวลา ได้กราฟเป็ นเส้นตรง 3. การกระจัดหาได้จากพื้นที่ใต้กราฟ 1 การกระจัดในช่วงเวลา 0 – 4 วินาที = ( 4s )(50m / s ) = 100 เมตร 2
  • 19.
    4. ความเร่ งหาได้จากความชันของเส้นกราฟ 50 ความเร่ ง = ความชันของเส้นกราฟ = = 12.5 m/s2 4 4.5 การเคลื่อนที่เป็ นเส้นตรงในแนวดิ่งภายใต้แรงดึงดูดของโลก การเคลื่อนที่ของสิ่ งต่าง ๆ ที่พบเห็นในชีวตประจาวัน ส่ วนใหญ่ถาพิจารณาโดยหลักการทาง ิ ้ ฟิ สิ กส์จะพบว่าเป็ นการเคลื่อนที่แบบมีความเร่ ง ซึ่ งมีท้ งความเร่ งคงตัวและความเร่ งที่เปลี่ยนแปลง ในการศึกษา ั เบื้องต้น จะศึกษาเฉพาะการเคลื่อนที่แนวตรงด้วยความเร่ งคงตัว จากการศึกษา การตกแบบเสรี (Free fall) ซึ่ง เป็ นการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ปล่อยให้ตกภายใต้แรงดึงดูดของโลกเพียงอย่างเดียว ( ไม่คิดแรงต้านหรื อแรงเสี ยด ทานของอากาศ) ความเร่ งในการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ตกอย่างอิสระหรื อตกแบบเสรี น้ ี คือ ความเร่ งเนื่องจากแรง ดึงดูดของโลก (Acceleration due to gravity) ใช้ g เป็ นสัญลักษณ์ ซึ่ งมีค่าประมาณ 9.80665 m/s2 ซึ่งเป็ น ค่าที่หาได้จากค่าเฉลี่ยทุกจุดของโลก เพื่อความสะดวกมักจะใช้ค่า g = 9.8 m/s2 หรื ออาจใช้ 10 m/s2