การผงาดขึ้นของชาติมุสลิม
(The Rise of Muslim Nations)
นายอุสมาน วาจิ
ผู้ช่วยนักวิจัยคลังปัญญาฯ
วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
การผงาดขึ้นของชาติมุสลิม
(The Rise of Muslim Nations)
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.rsu-brain.com
ผู้เขียน : นาย อุสมาน วาจิ
ภาพปก : https://i.ytimg.com/vi/o84G0yPr6oE/maxresdefault.jpg
เผยแพร่ : 22 สิงหาคม 2560
ที่อยู่
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว
เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-8864
สารบัญ
บทนา นิยามและตัวชี้วัดของชาติที่กาลังผงาด Rising Power 1
บทที่ 1 การผงาดของชาติมุสลิม 7
ด้านเศรษฐกิจ 8
ด้าน Soft Power 31
บทที่ 2 การปรับตัวของไทยเพื่อสอดรับกับการผงาดของชาติมุสลิม 39
บทที่ 3 บทสรุป 45
บรรณนานุกรม 47
อ้างอิง 50
1
บทนา
ความสาคัญของการศึกษา
การที่ชาติใดชาติหนึ่งจะตัดสินใจดาเนินนโยบายต่างประเทศนั้นสิ่งสาคัญคือการทาความเข้าใจ
กับความเป็นไปของโลก หากคาดการณ์ผิดไปนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วอาจทาให้ชาติผู้ดาเนิน
นโยบายตกต่าลงอีกด้วย แต่ในปัจจุบันพลวัตของโลกยิ่งมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นตามลาดับ การ
คาดการณ์ในระยะยาวของทิศทางของโลกเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นการทาความเข้าใจกับโลก
และทิศทางของโลกในมิติใหม่ ๆ จึงเป็นเรื่องจาเป็น โดยเฉพาะทิศทางของโลกมุสลิมที่ในปัจจุบันได้รับ
ความสนใจมากขึ้นเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มักจะเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง เช่น การก่อการร้ายใน
เอเชีย สหรัฐฯ และยุโรป หลายครั้งนั้นมากจากผู้ก่อการร้ายที่ได้แนวคิดมาจากกลุ่มก่อการร้ายในโลก
มุสลิม อย่างไรก็ตามการมองแต่เพียงด้านลบของโลกมุสลิมนั้นเป็นการมองที่ไม่รอบด้าน ยังมีด้านอื่น ๆ
ที่บ่งชี้ว่าชาติมุสลิมบางชาติกาลังเจริญก้าวหน้าขึ้นด้วยเช่นกัน
นิยามของชาติที่กาลังผงาด (The Rising Power)
หากจะนิยามคาว่า Rising Power อย่างสั้นตามนิยามของ Robert Keohane แล้วก็สามารถ
อธิบายว่าเป็นรัฐที่แม้ไม่สามารถมีอิทธิพลต่อระบบระหว่างประเทศมากนักหากดาเนินการเพียงลาพัง
แต่สามารถสร้างผลกระทบอย่างเป็นระบบได้หากร่วมมือกับพันธมิตรไม่กี่ชาติหรือมีพลังพอที่จะแสดง
บทบาทผ่านองค์กรระหว่างประเทศได้1
เช่น สามารถกาหนดทิศทางความเป็นไปของภูมิภาคใกล้เคียง
แต่หากต้องการกาหนดทิศทางในระดับที่มากกว่านั้นต้องอาศัยชาติพันธมิตรหรือองค์กรระหว่างประเทศ
เข้าช่วยด้วย
ภาพที่ 1 Robert Owen Keohane ผู้เขียนหนังสือ After Hegemony
2
สิ่งที่ต้องคานึงคืออานาจภายในโลกมีอยู่อย่างจากัด เมื่อชาติใดชาติหนึ่งมีอานาจมากขึ้นย่อม
หมายถึงอานาจของชาติอื่น ๆ กาลังลดลง (zero-sum game) เช่น ในช่วงเวลาแห่งสงครามเย็นที่โลกอยู่
ภายใต้อานาจของมหาอานาจสาคัญคือสหรัฐฯ และรัสเซีย (Bipolar) ชาติอื่น ๆ จานวนมากจาต้องเลือก
ดาเนินนโยบายตามความต้องการของหนึ่งในสองชาติมหาอานาจดังกล่าว ภายหลังสงครามเย็นจบลง
การแข่งขันของสองมหาอานาจใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และ สหภาพโซเวียต ก็จบลงไปด้วย เข้าสู่ยุคใหม่ที่
สหรัฐฯ กลายเป็นเจ้าโลกเพียงหนึ่งเดียว (Unipolar) และประเทศอื่นค่อย ๆ อยู่ภายใต้ระบบที่สหรัฐฯ
และชาติตะวันตกซึ่งเป็นพันธมิตรสาคัญเป็นผู้กาหนด ส่วนในปัจจุบันด้วยกระแสของบูรพาภิวัตน์ทาให้
สหรัฐฯ และชาติตะวันตกมีความเข้มแข็งน้อยลง แต่หลายชาติในเอเชียกลับมีความเข้มแข็งและมี
บทบาทต่อระบบระหว่างประเทศมากขึ้น หรืออาจจะกล่าวได้ว่าโลกของเราได้เริ่มเข้าใกล้ภาวะหลายขั้ว
(multipolar) มากขึ้นทุกที ซึ่งในภาวะเช่นนี้สะท้อนว่าความเจริญก้าวหน้านั้นจะไม่จากัดอยู่ที่สหรัฐฯ และ
ชาติตะวันตกเพียงไม่กี่ชาติอีกต่อไป แต่จะกระจายอยู่ในหลาย ๆ ชาติแทน ซึ่งรวมถึงชาติมุสลิมด้วย
เช่นกัน แต่เดิมศัพท์ Rising Power มักจะใช้เจาะจงแก่ชาติในกลุ่ม BRICS ที่มีการเจริญด้านเศรษฐกิจที่
สูง อย่างไรก็ตามในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีชาติอื่น ๆ อีกที่มีพัฒนาการอย่างโดดเด่น เช่น
ตุรกี และ เม็กซิโก ทาให้เริ่มมีการกล่าวถึงหลายชาตินอกกลุ่ม BRICS ว่าเป็น Rising Power ด้วย
ภาพที่ 2 กราฟแสดงทิศทางและแนวโน้มของประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) ซึ่งจะ
ครองสัดส่วน GDP โลกมากกว่าประเทศตลาดพัฒนาแล้ว (developed markets)2
3
โดยมาตรซึ่งใช้ชี้วัดว่าชาติใดจะจัดเป็น Rising Power นั้นได้มีผู้แสดงทรรศนะไว้หลายประเด็น
ด้วยกัน ซึ่งประมวลได้ดังนี้
1.เศรษฐกิจ
10 ชาติที่มี GDP มากที่สุดซึ่งเป็นที่รับรู้ว่าเป็นประเทศที่มีบทบาทต่อโลกอย่างมาก3
อานาจทางเศรษฐกิจนั้นเป็นต้นทุนสาคัญในการดาเนินนโยบายระหว่างประเทศ โดยมีผลใน
หลายด้านด้วยกัน เช่น การช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจโดยตรง การพึ่งพาด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน และ
การใช้งบประมาณที่มีในการดาเนินนโยบายอื่น ๆ จนอาจกล่าวได้ว่าในบางมุมนั้นนโยบายต่างประเทศ
และนโยบายทางเศรษฐกิจคือเรื่องเดียวกันด้วยซ้าไป แม้นโยบายด้านเศรษฐกิจจะดูเป็นเป็นเรื่อง
ภายในประเทศมากกว่า เพราะทั้งต่างเอื้อประโยชน์ต่อกันอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่โลก
ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดทุนนิยมทาให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผูกพันกับเศรษฐกิจมากขึ้น
ภาพที่ 3 รัฐบาลอินโดนีเซียสามารถเพิ่มงบประมาณด้านการทหารอย่างมากในช่วงทศวรรษที่
ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง4
4
เมื่อพิจารณาจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าชาติที่มีอิทธิพลมากมักจะมีขนาดเศรษฐกิจ
ที่ใหญ่ และในทางกลับกันชาติใดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นก็จะมีอิทธิพลมากขึ้นโดยสัมพัทธ์ เช่น
สหรัฐฯ ยังคงเป็นมหาอานาจของโลกอยู่ก็ด้วยงบประมาณมหาศาลที่ทาให้การให้ความช่วยเหลือชาติ
ต่าง ๆ เป็นไปได้ การมีตลาดที่ใหญ่ทาให้ชาติต่าง ๆ หวังที่จะได้รับมาตรการลดหย่อนภาษีนาเข้าและ
เลี่ยงการถูกกีดกันทางการค้า และการที่การทหารของสหรัฐฯ นั้นเข้มแข็งที่สุดในโลกก็ด้วยงบประมาณ
ทางทหารที่รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุน ในทางกลับกันประเทศที่มีอัตราการเติบของเศรษฐกิจที่สูงก็จะมี
บทบาทมากขึ้นด้วย เช่น ประเทศจีนจากเดิมที่เน้นแต่การดาเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของตนและเลี่ยง
การยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่น ก็ต้องเปลี่ยนแนวโนบายสู่การเข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจการ
ภายในของชาติอื่น เนื่องจากผลประโยชน์แห่งชาติของจีนนั้นไปตั้งอยู่ในประเทศอื่นมากขึ้น เช่น การที่
จีนส่งกาลังทหารเข้าสู่อัฟกานิสถานเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เนื่องจากเกรงว่าความไม่สงบใน
อัฟกานิสถานจะกระทบกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในปากีสถานด้วย
2.อิทธิพลในระดับระหว่างประเทศ
นิยามหนึ่งของอานาจนั้นคือความสามารถที่จะทาให้เป้าหมายทาในสิ่งที่ผู้มีอานาจต้องการ
หรือไม่ทาในสิ่งที่ผู้มีอานาจไม่ต้องการ หรือผู้มีอานาจจะไม่ทาตามสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการ ไม่ว่าผู้มี
อานาจจะกระทาด้วยการบีบบังคับหรือการจูงใจก็ตาม ด้วยเหตุนี้เองการจะชี้วัดว่าประเทศใดประเทศ
หนึ่งเป็นมหาอานาจหรือไม่ต้องพิจารณาจากอิทธิพลและบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ เช่น คณะมนตรี
ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ประกอบด้วย 5 ชาติมหาอานาจ คือ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราช
อาณาจักร และสหรัฐฯ ซึ่งมีอภิสิทธิ์ในการล้มมติ (veto) ของสหประชาชาติได้ หรือการที่ตุรกีพยายามที่
จะเข้าเป็นสมาชิก EU เพื่อต้องการมีส่วนกาหนดทิศทางของ EU อีกทั้งต้องการการยอมรับจาก
ประชาคมโลก และการพยายามเป็นตัวกลางในการเจรจาประเด็นความขัดแย้งของประเทศในภูมิภาค
ตะวันออกกลาง เช่น กรณีสงครามกลางเมืองในซีเรียและความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและกาต้าร์
3.Soft Power ที่น่าดึงดูด
ภาพที่ 4 อันดับประเทศที่มี Soft Power มากที่สุด 10 อันดับแรก
จัดอันดับโดยสถาบัน Portland Communications5
5
ในปัจจุบันโลกได้ก้าวสู่ยุคสมัยที่การทาสงครามกลายเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากบทเรียนจากอดีต
ที่ผ่านมานั้นทาให้รัฐต่าง ๆ ตระหนักว่าการสร้างสงครามมักจะนามาสู่ความสูญเสียที่มากกว่าประโยชน์
ที่ได้รับ ด้วยเหตุนี้จึงมีมาตรการร่วมกันที่จะเลี่ยงมิให้สงครามเกิดขึ้น เช่นนี้แล้วหากชาติใดชาติหนึ่ง
ต้องการยกระดับอานาจของตัวเองจึงต้องพึ่งพาวิธีการที่มิใช่การใช้ความรุนแรง และเน้นไปที่การจูงใจ
มากกว่าการบีบบังคับ
นโยบายต่างประเทศที่ในแบบ Soft Power ที่เน้นการจูงใจนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธีและมี
ความซับซ้อนพอสมควร เช่น ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม มนุษยธรรม โดยเฉพาะในโลกยุค
ปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัวยิ่งทาให้ต้องคิดอย่าง
รอบคอบก่อนที่จะดาเนินนโยบายใด ๆ มิฉะนั้นแล้วจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ เช่น การ
ที่ตุรกีเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในแอฟริกาและโลกมุสลิม รวมถึงการให้งบประมาณ
สนับสนุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมทั่วโลก ทาให้มุสลิมจานวนมากมองว่าตุรกีคือรัฐมุสลิมต้นแบบที่
รัฐมุสลิมอื่น ๆ สมควรถือเป็นต้นแบบ ซึ่งจากการจัดอันดับประเทศทีมี Soft Power มากที่สุด 30 อันดับ
แรก ปรากฎว่ามีเพียงตุรกีประเทศเดียวเท่านั้นที่เป็นประเทศมุสลิมที่ติดอันดับ
4.กาลังทหารที่เข้มแข็ง
ภาพที่ 5 อันดับประเทศที่มีกองทัพเข้มแข็งมากที่สุด 10 อันดับแรก จัดโดยสถาบัน Global Firepower6
แม้ในปัจจุบันสงครามที่มีคู่ขัดแย้งระหว่างรัฐกับรัฐนั้นลดน้อยลงมากนับแต่สงครามเย็นจบลง
และโลกเข้าสู่ยุคที่แข่งขันกันในสนามการค้ามากกว่าการรบ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งตลอดจนการสู้รบ
กับกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐกลับมีจานวนเพิ่มมากขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้นอย่างมีนัยยะสาคัญ กระทั่ง
กลุ่มติดอาวุธบางกลุ่ม เช่น ขบวนการรัฐอิสลาม มีศักยภาพใกล้เคียงกับรัฐบางรัฐด้วยซ้าไป ด้วยเหตุนี้รัฐ
ยังจาเป็นที่ต้องรักษากาลังทางทหารไว้เพื่อการประกันความปลอดภัยมั่นคงของชาติ อีกทั้งในโลก
ปัจจุบันที่มีความขัดแย้งในหลายพื้นที่ซึ่งสามารถถูกยกระดับกลายเป็นสงครามระหว่างชาติได้โดยง่าย
เช่น สงครามกลางเมืองซีเรีย ความขัดแย้งในแคว้นแคชเมียร์ เป็นต้น โดยเฉพาะประเทศมหาอานาจที่
มักถูกคาดหวังให้เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งขนาดใหญ่เหล่านี้เสมอ จึงจาเป็นต้องมีกาลังทหารที่
สามารถส่งไปประจาการตามที่ต่าง ๆ ได้มิใช่เฉพาะปกป้องมาตุภูมิเท่านั้น
6
และในยุคโลกาภิวัตน์ที่ผลประโยชน์ของชาติหนึ่ง ๆ สามารถไปตั้งอยู่ ณ ที่แห่งใดก็ได้ของโลก
แม้จะเป็นพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งอยู่ก็ตาม ในบางกรณีจึงจาเป็นที่ต้องมีกาลังทหารที่ส่งเข้าประกบเพื่อ
ดูแลด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะมหาอานาจที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ที่มีผลประโยชน์ด้าน
พลังงานในตะวันออกกลางอย่างมาก หรือการที่จีนต้องส่งกาลังเข้าไปยังเอเชียกลางเพื่อรักษาความสงบ
เรียบร้อยในภูมิภาคซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสาเร็จของโครงการ Belt & Road
5.การรับผิดชอบต่อประชาคมโลก
ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มนุษยชาติได้รับบทเรียนว่าการปล่อยให้ความสัมพันธ์
ระหว่างประเทศมีลักษณะเป็นอนาธิปไตยตามโดยแต่ละชาติสนใจเฉพาะผลประโยชน์แห่งชาติของตน
เท่านั้น จะนามาซึ่งวิกฤติการณ์ระหว่างประเทศที่ลุกลามขยายตัวจนยากจะยุติ และส่งผลกระทบต่อ
ประชาคมโลกโดยรวม เช่น การที่อังกฤษและฝรั่งเศสเลี่ยงที่จะทาสงครามกับนาซีเยอรมัน จนในที่สุดฮิต
เลอร์สามารถขยายอานาจของนาซีได้สาเร็จอันทาให้ยุโรปไร้เสถียรภาพ ทั้งที่ในตอนแรกนั้นเยอรมันมิได้
มีกาลังเข้มแข็งพอที่จะเอาชนะฝ่ายสัมพันธมิตรได้ ฉะนั้นจึงต้องมีการสร้างองค์กรระหว่างประเทศขึ้นใน
ภายหลังคือองค์กรสหประชาชาติที่มีหน้าที่คอยรักษาระเบียบโลกไว้ โดยคาดหวังว่าชาติที่เป็น
มหาอานาจนั้นต้องสนใจในผลประโยชน์ของประชาคมโลกโดยรวมมากกว่าการสนใจเฉพาะผลประโยชน์
แห่งชาติตน ด้วยการเป็นผู้รักษาระเบียบระหว่างประเทศไว้มิใช่เป็นสมาชิกเพียงอย่างเดียว นอกจาก
ปัญหาสงครามแล้วยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก เช่น ผู้ลี้ภัยจากสงคราม ภาวะโลกร้อน การแพร่ระบาดของโลก
ทานองเดียวกัน ชาติที่เริ่มมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น แม้จะไม่มีบทบาทในการดูแลระเบียบโลก
เทียบเท่าชาติมหาอานาจ แต่จะเห็นบทบาทในระดับภูมิภาคที่มากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นจากการชาตินั้น ๆ
ต้องการได้รับการยอมรับจากนานาชาติ หรือเกิดจากการเรียกร้องของนานาชาติก็เป็นไปได้เช่นกัน
จากทั้ง 5 ประเด็นข้างต้น พอจะใช้ชี้ให้เห็นได้ว่าชาติใดบ้างที่กาลังมีอิทธิพลมากขึ้นซึ่งจะ
กลายเป็นอานาจใหม่ของโลกในไม่ช้า โดยพิจารณาจากการดาเนินนโยบายของแต่ละชาติทั้งที่เป็น Hard
Power และ Soft Power ว่ามีความสอดคล้องกับ 5 ประเด็นดังกล่าวมากน้อยเพียงใด เช่น ความเจริญ
ด้านเศรษฐกิจ บทบาทในเวทีระหว่างประเทศต่อตัวแสดงทั้งที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐ อานาจทางการทหาร
7
บทที่ 1
การผงาดของชาติมุสลิม
โลกมุสลิมอยู่ที่ไหน ?
ภาพที่ 6 แผนที่แสดงประเทศที่มีมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจานวนมาก7
ในความเข้าใจของคนทั่วไปภูมิภาคที่มีมุสลิมอาศัยอยู่มากคือภูมิภาคตะวันออกกลาง
หรือโลกอาหรับ แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีมุสลิมอาศัยอยู่จานวนมากเช่นกัน เพราะ
เป็นเวลากว่า 1,400 ปีแล้วที่อิสลามได้ถูกเผยแพร่จากมหานครมักกะฮและมาดีนะฮไปยังภูมิภาคต่าง ๆ
ทั่วโลก โดยเฉพาะแอฟริกา เอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความหลากหลายทางชาติ
พันธุ์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งรวมแล้วมีมุสลิมกว่า 1.7 พันล้านคนหรือราว 1 ใน 4 ของประชากร
โลกทีเดียว ฉะนั้นหากโลกมุสลิมเจริญก้าวหน้าขึ้นแล้วจะมีบทบาทต่อโลกมากและสมควรอย่างยิ่งที่ไทย
ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปรากฏการณ์นี้เพื่อให้เราสามารถวางบทบาทของชาติไทยอย่างเหมาะสม
ประเทศ จานวนประชากร
ที่เป็นมุสลิม
สัดส่วนต่อประชากร
ทั้งหมดในประเทศ
สัดส่วนต่อประชากร
มุสลิมทั้งหมดในโลก
ภาพที่ 7 ประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุด 4 ประเทศแรก ซึ่งไม่ใช่ประเทศอาหรับ
8
หากไม่มองจากกรอบของรัฐชาติ แต่มองโดยใช้กรอบ “ประชาชาติเดียวกัน” (Ummah)
ของมุสลิมแล้ว ประเด็นหนึ่งที่ชี้วัดถึงการขยายตัวของประชาชาติมุสลิมคืออัตราการเพิ่มขึ้นของ
ประชากร เนื่องจากตามความเชื่อของชาวมุสลิมนั้นการมีลูกถือเป็นความดีที่ศาสนาส่งเสริม แม้จะเผชิญ
ความกดดันทางเศรษฐกิจอย่างไรเสียก็ยังคงอัตราการเจริญพันธุ์ไว้ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสังคม
นั้น ๆ ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจนในทวีปยุโรปที่สัดส่วนประชากรมุสลิมเมื่อเทียบกับประชากรยุโรป
ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นที่อัตราร้อยละ 1 ในทุก ๆ 10 ปี จากสถิติในปี ค.ศ.1990 ที่มีประชากรมุสลิมร้อยละ 4
ได้เพิ่มขึ้นสู่ร้อยละ 6 ในปี ค.ศ. 2010 ซึ่งในภาพรวมระดับโลกก็สะท้อนการเพิ่มของประชากรในอัตราที่
ใกล้เคียงกัน ถ้ามองโดยใช้กรอบนี้จะเห็นถึงบทบาทของโลกมุสลิมที่จะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นตามลาดับใน
หลายพื้นที่ทั่วโลกและยากที่จะหยุดยั้งแนวโน้มนี้ได้ โดยเฉพาะเมื่ออัตราการเจริญพันธุ์ทั่วโลกกาลัง
ลดลงทาให้ทรัพยากรแรงงานจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาประเทศมุสลิมทุกประเทศแล้วแน่นอนว่าย่อมมีประเทศที่อยู่
ในช่วงตัวหรือถดถอยด้วยซ้าไป อีกทั้งยังมีความขัดแย้งระหว่างกันอีกด้วย ดังที่เราเห็นได้จากสงคราม
กลางเมืองทั้งในซีเรียและเยเมน แต่ในอีกด้านหนึ่งเมื่อมองไปยังบางประเทศแล้วจะเห็นว่ามีแนวโน้มการ
พัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านอื่น ๆ อย่างโดดเด่น และมีความพยายามที่จะสร้างเป็นหนึ่งเดียวให้
เกิดขึ้นอีกด้วย อันจะจะทาให้โลกมุสลิมโดยรวมมีบทบาทสาคัญต่อโลกมากขึ้นอย่างแน่นอน
การผงาดของชาติมุสลิม
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าลักษณะของประเทศที่กาลังมีบทบาทและอานาจมากขึ้นสามารถ
สังเกตได้จากตัวชี้วัดข้างต้น ซึ่งรายงานฉบับนี้จะใช้ตัวชี้วัด 2 ด้านคือ เศรษฐกิจ และ Soft Power เพื่อ
วิเคราะห์การผงาดขึ้นของโลกมุสลิม เนื่องจากใน 2 ด้านนี้นั้นเป็นโอกาสที่ไทยจะสามารถเข้าไปมีส่วน
ร่วมเพื่อนาผลประโยชน์สู่ชาติได้มาก ซึ่งจะเน้นไปยังประเทศซึ่งมีการผงาดอย่างโดดเด่นเป็นอันดับต้น
ๆ ของโลกมุสลิม คือ ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี และอินโดนีเซีย
1.เศรษฐกิจ
ขนาดของเศรษฐกิจมีความสาคัญต่อรัฐมาก เนื่องจากเป็นปัจจัยสาคัญในการดาเนิน
นโยบายของรัฐ หากไม่มีงบประมาณเพียงพอก็ยากที่จะดาเนินนโยบายต่าง ๆ ได้สาเร็จ ทั้งนี้เมื่อเรียง
ตามลาดับประเทศตามขนาดเศรษฐกิจโดยธนาคารโลกแล้ว พบว่าใน 20 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจ
ใหญ่ที่สุดมีประเทศมุสลิมอยู่ด้วยกัน 3 ประเทศ คือ ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี และ อินโดนีเซีย
9
ภาพที่ 8 ประเทศที่มี GDP มากที่สุดเป็นอันดับ 11 – 208
1.1 ซาอุดิอาระเบีย : เมื่อโลกกาลังก้าวพ้นยุคแห่งน้ามัน
ในอดีตนั้นผู้คนในดินแดนซาอุฯมิได้ร่ารวยแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงชนเผ่าอาหรับเร่ร่อน
ยากจนที่ทามาหาเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์และค้าขาย เนื่องด้วยความแห้งแล้งของทะเลทรายทาให้
ชีวิตความเป็นอยู่ไม่อาจศิวิไลซ์ได้เท่าใดนัก แต่แล้วทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อมีการค้นพบแหล่ง
น้ามันดิบปริมาณมหาศาลทางภาคภูมิภาคตะวันออกของประเทศในปี ค.ศ. 1938 และเริ่มผลิตเพื่อ
ส่งออกอย่างเต็มกาลังใน ค.ศ. 1941 ภายใต้การดาเนินการของบริษัท Aramco (Arabian American Oil
Company) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างสหรัฐฯ ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีและซาอุดิอาระเบียผู้เป็น
เจ้าของน้ามัน นี่นับเป็นจุดเริ่มต้นของซาอุดิอาระเบียยุคใหม่ที่ร่ารวยขึ้นอย่างมหาศาลและใช้ความร่ารวย
นี้เป็นบันไดที่ปีนป่ายไปสู่การสร้างชาติและการผันตัวเป็นมหาอานาจในภูมิภาคได้สาเร็จ
ราคาน้ามันกาลังตกต่า
ภาพที่ 9 กราฟเส้นแสดงแนวโน้มราคาน้ามันที่ตกต่าลงอย่างต่อเนื่อง9
ความมั่นคงของเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศ ของซาอุดิอาระเบียนั้นผูกอยู่กับรายได้
จากการขายน้ามันดิบเป็นหลัก โดยกว่า 92.5 % ของรายได้ของรัฐบาลมาจากธุรกิจภาคปิโตรเลียม และ
กว่า 95 % ของการผลิตน้ามันนั้นมาจากบริษัท Aramco ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ ด้วยความร่ารวย
10
อย่างมหาศาลที่ได้มาอย่างไม่ยากเย็นนักทาให้พลเมืองซาอุดิอาระเบียได้รับสวัสดิการที่ดีจากรัฐแทบทุก
ด้านโดยที่ไม่ต้องเสียภาษีให้รัฐเลย กระแสต่อต้านรัฐบาลจึงมีน้อยมาก กระทั่งกระแสอาหรับสปริงส์ก็
แทบไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อรัฐบาล ในส่วนการต่างประเทศนั้นซาอุดิอาระเบียได้แปลงงบประมาณที่มี
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดาเนินนโยบายทั้งในรูป Hard Power และ Soft Power เช่น การทาสงคราม
กับกลุ่มกบฏชีอะห์ฮูซี่ในเยเมนซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง การให้เงินทุนช่วยเหลือแก่ประเทศ
อาหรับที่ไม่ใช่ประเทศร่ารวย เช่น อียิปย์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ นอกจากการใช้ความร่ารวยจาก
น้ามันเพื่อดาเนินนโยบายแล้ว ยังมีการใช้น้ามันในฐานะยุทธวิธีหนึ่งในการดาเนินนโยบายโดยตรง เช่น
เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน บริษัท Saudi Aramco ได้ยุติการส่งน้ามันแก่อียิปย์ตามข้อตกลงความ
ช่วยเหลือที่ซาอุดิอาระเบียสัญญาว่าจะส่งน้ามันให้กว่าปีละ 700,000 ตันต่อปี ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าเป็น
ผลจากการที่อียิปย์นั้นไม่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านอิทธิพลของอิหร่านและรัฐบาลซีเรียตามความ
คาดหวังของซาอุดิอาระเบีย
เมื่อพิจารณาจากข้อเขียนข้างต้น จะเห็นว่าการดาเนินการทางการเมืองทั้งภายในและภายนอก
ประเทศนั้นล้วนมีฐานมาจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ได้เกิดจากการค้าน้ามันทั้งสิ้น แต่ในปัจจุบัน
ราคาน้ามันได้ลดลงอย่างมีนัยยะสาคัญและมีแนวโน้มว่าจะลดลงไปมากกว่านี้ เนื่องจากสหรัฐฯ ที่เป็นผู้
นาเข้าน้ามันรายใหญ่ของโลกสามารถใช้เทคนิคใหม่เพื่อผลิตน้ามันได้เองกว่า 9 ล้านบาเรลต่อวัน (shell
gas) ซึ่งเท่ากับความต้องการใช้น้ามันกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ อีกทั้งเทคโนโลยีใหม่ที่ทาให้โลกพึ่งพา
น้ามันน้อยลง เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทาให้ราคาน้ามันที่เคยสูงมากกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ
บาเรล ในช่วงก่อนปี ค.ศ. 2014 จึงค่อย ๆ ลดต่าลงจนในปัจจุบันอยู่ในระดับราคาที่ต่ากว่า 50 เหรียญ
สหรัฐฯ ต่อบาเรล ไปแล้ว แต่สิ่งที่พยุงมิให้เศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียไม่กระทบมากนักคือความ
ต้องการน้ามันจากจีนซึ่งเป็นผู้ใช้น้ามันมากที่สุด
ภาพที่ 10 กราฟเทียบปริมาณการนาเข้าน้ามันจากประเทศต่าง ๆ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน
ซึ่งจีนนาเข้ามากกว่านับแต่ปี 2013 เป็นต้นมา10
11
ภาพที่ 11 กราฟแสดงปริมาณน้ามันดิบที่ซาอุฯส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีจานวนลดลง แต่กลับส่งออก
ยังจีนมากขึ้น จนมีปริมาณที่ใกล้เคียงกันนับแต่ปี 2009 เป็นต้นมา11
ภาพที่ 12 ตลอดมาราวร้อยละ 80-90 ของรายได้ภาครัฐซาอุฯมาจากกิจการที่เกี่ยวข้องกับน้ามัน12
ผลของราคาน้ามันที่ตกต่า ความท้าทายที่ต้องรับมือ
โดยปกติแล้วรัฐต่าง ๆ นั้นล้วนมีปัญหาหรือความท้าทายบางประการที่คอยบั่นทอนความมั่นคง
ของรัฐทั้งสิ้น หากรัฐใดสามารถเอาชนะปัญหาเหล่านั้นได้ก็จะสามารถดารงความเป็นรัฐได้ต่อไป หรือ
อาจจะยกระดับสถานะของรัฐให้มั่นคงมากขึ้นทั้งในระดับภายในของรัฐเองรวมถึงระดับระหว่างประเทศ
ซึ่งแต่ละรัฐนั้นมีความท้าทายที่ต้องเผชิญแตกต่างกันไปตามบริบทที่ไม่เหมือนกัน และมีวิธีจัดการปัญหา
ไม่เหมือนกันด้วย
สาหรับความท้าทายที่ซาอุดิอาระเบียต้องพบนั้นสามารถแบ่งออกอย่างคร่าวได้เป็นสองระดับ
ด้วยกัน คือ ระดับภายในประเทศและระดับระหว่างประเทศ
12
ความท้าทายระดับระหว่างประเทศ
ดังที่กล่าวมาแล้วว่าซาอุดิอาระเบียใช้ความร่ารวยที่ได้จากการขายน้ามันมาแปลเป็นเครื่องมือใน
การดาเนินนโยบายต่างประเทศจนสามารถยกระดับตัวเองให้กลายเป็นมหาอานาจในภูมิภาคได้สาเร็จ
แน่นอนว่าการขึ้นมาเป็นมหาอานานนั้นย่อมต้องมีคู่แข่งที่คอยท้าทาย ซึ่งคู่แข่งที่สาคัญที่สุดคืออิหร่าน
เนื่องจากความแตกต่างอย่างมากในสองประเด็นด้วยกัน คือความเชื่อทางศาสนาและระบอบการ
ปกครอง ซึ่งความเข้มข้นของความขัดแย้งนั้นได้ทวีมากขึ้นจากความไม่ลงรอยในหลายประการ
โดยเฉพาะสงครามกลางเมืองในซีเรียและเยเมนที่เป็นสงครามตัวแทนที่ซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน
ประชันกาลังทางทหารในสมรภูมินี้ ยิ่งไปกว่านั้นอิหร่านกาลังอยู่ในช่วงที่ขยายอิทธิพลของตนมายัง
ภายนอกประเทศ เนื่องจากการคว่าบาตรจากโลกตะวันตกนั้นถูกยกเลิก และจีนกาลังสนใจที่จะลงทุนใน
อิหร่านเป็นจานวนเงินมหาศาลจากการที่ภูมิศาสตร์ของอิหร่านนั้นอยู่ในเส้นทางสาคัญของโครงการ Belt
& Road ในทางกลับกันซาอุดิอาระเบียกาลังสูญเสียความร่ารวยที่เป็นฐานสาคัญของการดาเนินนโยบาย
ระหว่างประเทศ และสหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรหลักมาโดยตลอดเริ่มเอนเอียงไปทางอิหร่าน นับวันอิหร่าน
จึงกลายเป็นภัยที่นับวันยิ่งมีอันตรายต่อเสถียรภาพของซาอุดิอาระเบียมากขึ้น
นอกจากความท้าทายที่เป็นรัฐแล้วก็ยังมีความท้าทายที่ไม่ใช่รัฐอีกด้วย นั่นคือกลุ่มก่อการร้าย
ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่อยู่ในแนวทางซุนนีและชีอะห์ซึ่งตั้งฐานที่มั่นอยู่รายล้อมซาอุดิอาระเบีย สาหรับ
กลุ่มที่เป็นซุนนีนั้นหมายมั่นที่จะโค่นราชวงศ์อัซซาอูดลงเนื่องจากมองว่าหมดความชอบธรรมที่จะเป็น
ผู้ดูแลสองมหานครศักดิ์สิทธิอีกต่อไป เนื่องจากกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้มีมุมมองที่ค่านข้องอุดมคติว่าการ
ที่ซาอุดิอาระเบียร่วมมือกับรัฐตะวันตกนั้นนับแต่ยุคสงครามเย็นนั้นเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์อิสลาม
อันสูงส่ง ส่วนกลุ่มที่อยู่ในแนวทางชีอะห์นั้นไม่พอใจที่ราชวงศ์ซุนนีกลายเป็นผู้ปกครองสองมหานครศักดิ์
สิทธิแทนที่จะเป็นคนในนิกายชีอะห์ ฉะนั้นซาอุดิอาระเบียจึงต้องคงหรือเพิ่มงบประมาณทางทหารอย่าง
เลี่ยงไม่ได้
ระดับภายในประเทศ
ภายหลังที่ซาอุดิอาระเบียสามารถส่งออกน้ามันดิบได้สาเร็จในปี ประเทศนี้ก็เกิดการ
พัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างรวดเร็วพร้อมด้วยสวัสดิการชั้นเยี่ยมที่รัฐมอบให้กับประชาชน ทาให้
เกิดเป็นความลักลั่นประการหนึ่งคือประเทศที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ที่ถือว่าเป็นระบอบที่มักถูกมองว่าล้าหลัง กลับมีการพัฒนาด้านวัตถุที่เป็นสมัยใหม่อย่างชัดเจน ความลัก
ลั่นนี้มักไม่เกิดขึ้นกับประเทศอื่น ๆ เนื่องจากความเจริญก้าวหน้านั้นมาจากภาษีที่พลเมืองเสียให้กับรัฐ
ทาให้ในที่สุดพลเมืองจะเรียกร้องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจบริหารประเทศ เช่น การก่อหวอด
Boston Tea party ที่ชาวอเมริกันเรียกร้องการมีตัวแทนของตนในการปกครองของอังกฤษ แต่ใน
ประเทศอ่าวอาหรับที่ร่ารวยจากน้ามันกลับมีความสัมพันธ์ที่ตรงกันข้าม เพราะนอกจากประชาชนจะไม่
ต้องเสียภาษีให้รัฐแล้ว รัฐยังมีงบประมาณมหาศาลที่จะมอบ“ชีวิตที่ดี”แก่ประชาชน ทาให้พลเมืองนั้นไม่
คิดล้มล้างบรรดาเจ้าผู้ปกครองที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของการเมืองเสียสิ้น หรือจะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ที่เรียกร้องให้เจ้าผู้ปกครองถอดห่างจากการเมือง ซึ่งในทางวิชาการสามารถเรียกได้ว่า A Rentier
Social Contract หรือสัญญาประชาคมแบบสวัสดิการ
13
แต่แล้วความพิเศษดังกล่าวนั้นกาลังถูกท้าทายเนื่องจากราคาน้ามันที่ดิ่งลงมาโดยตลอด
และซาอุดิอาระเบียนั้นพึ่งพารายได้จากน้ามันมากกว่า 90 % ของงบประมาณแผ่นดิน หากเมื่อใดที่
แหล่งรายได้ก้อนหลักนี้ไม่อาจเป็นที่พึ่งได้อีกต่อไปแล้วก็มีความเสี่ยงสูงว่าสัญญาประชาคมแบบพิเศษ
ดังกล่าวอาจถูกฉีกลงได้ทุกเมื่อเช่นที่เกิดความเสี่ยงขึ้นในปรากฏการณ์อาหรับสปริงส์ ฉะนั้นแล้วการ
เปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องจาเป็นที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย
แผนพัฒนาเศรษฐกิจใหม่เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากน้ามัน
“กษัตริย์อับดุลอาซิสและผู้ร่วมสร้างชาติซาอุดิอารเบียนั้นไม่ได้ครอบครองน้ามัน และสร้างชาติ
จนสาเร็จโดยไม่มีน้ามัน และพวกเราขับเคลื่อนชาติโดยไม่มีน้ามัน และพวกเขามีชีวิตอยู่ในอาณาจักรนี้
โดยไม่มีน้ามัน” มกุฎราชกุมาร มูฮัมหมัด บิน ซัลมาน ได้กล่าวไว้ในการแถลงข่าวเกี่ยวเนื่องกับโครงการ
“วิสัยทัศน์ 2030” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะยกระดับเศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียเพื่อลดการพึ่งพา
รายได้จากน้ามันให้น้อยลง โดยตามแผนที่ได้แถลงไว้ซาอุดิอาระเบียจะสามารถเริ่มลดการพึ่งพาน้ามัน
ได้อย่างมีนัยยะสาคัญภายในปี ค.ศ. 2020 และเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2030
โดยลักษณะสาคัญของแผนนี้คือการนาเงินทุนสารองของชาติที่มีอยู่มหาศาลนั้นมาลงทุนพัฒนาในภาค
ส่วนอื่น ๆ อย่างบูรณาการและเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดบางส่วนดังต่อไปนี้
ภาพที่ 13 มกุฎราชกุมาร มูฮัมหมัด บิน ซัลมาน ประธานผู้ดูแลโครงการ Vision 2030
14
ภาพที่ 14 เป้าหมายของ Vision 2030 คือการเน้นการลดการพึ่งพาน้ามันและเพิ่มศักยภาพของเอกชน
- การศึกษาและการวิจัย
ภาพที่ 15 มหาวิทยาลัย “KAUST” (King Abdullah University of Science and Technology)
15
King Abdullah University of Science and Technology หรือ KAUST นั้น เป็น
มหาวิทยาลัยที่เน้นด้านการวิจัยซึ่งตั้งอยู่ในเมืองญิดดะห์ซึ่งเป็นเมืองสาคัญที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของ
ประเทศ มีพื้นที่กว้างกว่า 36 ตารางกิโลกเมตร KAUST ถูกตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2009 เพื่อยกระดับการวิจัย
และการศึกษาของซาอุฯ เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักเพื่อดึงดูดนักวิจัยจากทั่ว
โลก โดยเปิดทาการสอนเฉพาะในระดับปริญญาโทและเอก ในปี 2016 KAUST ได้รับการยอมรับจาก
นิตยสาร Nature ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่พัฒนาด้านการวิจัยที่มีคุณภาพได้เร็วเป็นอันดับที่ 19 ของโลก
และในปี 2015 -2017 ยังได้รับการยอมรับจากสถาบัน QS Ranking ว่าเป็นมหาลัยหนึ่งที่ผลิตงานวิจัย
ซึ่งได้รับการอ้างอิงมากที่สุดเมื่อเทียบต่อจานวนบุคลากร
KAUST นั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่เรียกได้ว่าใช้ระบบและแนวคิดของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็น
รากฐาน ทั้งในแง่กฎระเบียบ สถาปัตยกรรม หลักสูตร และวัฒนธรรม ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ของ
ซาอุฯ มาก เนื่องจากหวังว่ามหาวิทยาลัยนี้จะเป็นกลไกสาคัญที่สร้างนวัตกรรมและวิจัยเพื่อยกระดับให้
ซาอุฯ กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งสามารถยกระดับให้ทัดเทียมกับมหาวิทยาลัยชั้นนาของโลกได้
อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีงบประมาณมหาศาลที่ใช้ดึงดูดบุคลากรชั้นนา นอกจากสวัสดิการพื้นฐานอย่างที่
อยู่อาศัยหรือสาธารณสุขในระดับดีมากแล้ว ยังมีทุนให้นักศึกษาระดับปริญญาโททุกคนขั้นต่าอยู่ที่
20,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งแน่นอนว่าต้องมอบให้นักศึกษาระดับปริญญาเอก นักวิจัย และผู้สอน
มากกว่ามาก และพัฒนาระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับการวิจัยซึ่งไม่แพ้มหาลัยชั้นนาของโลก ดังจะเห็นได้ว่า
ปัจจุบันราวร้อยละ 70 ของนักศึกษานั้นเป็นนักศึกษาต่างชาติจาก 60 ชาติทั่วโลก ทาให้ KAUST เป็น
มหาวิทยาลัยหนึ่งที่มีนักศึกษาต่างชาติมากที่สุด ทั้งนี้ในอดีตมีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติมากกว่านี้มาก
แต่ภายหลังรัฐบาลกาหนดสัดส่วนให้มีนักศึกษาภายในชาติมากขึ้นเพื่อหวังพัฒนาคนในชาติ ซึ่งหลังจาก
สาเร็จการศึกษาไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งประกอบอาชีพเป็นนักวิจัยหรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนาทั่วโลก
KAUST เป็นหนึ่งในความพยายามของซาอุดีอาระเบียที่จะส่งเสริมความหลากหลายทาง
เศรษฐกิจในราชอาณาจักร และช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศที่พึ่งพาเพียงรายได้จากอุตสาหกรรมน้ามัน ไปสู่
ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ (knowledge-based economy) โดยมหาวิทยาลัยจะทางานร่วมกับทุกภาค
ส่วน ตั้งแต่บริษัท หน่วยงานเอกชน องค์กรไม่แสวงผลกาไร และหน่วยงานรัฐ เพื่อช่วยกันส่งเสริมและ
ผลักดันให้ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ที่คิดค้นในมหาวิทยาลัย ได้ถูกส่งต่อสู่สังคมและสร้าง
แรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังมีกองทุนนวัตกรรม KAUST Innovation Fund ที่ให้ความช่วยเหลือบริษัทสตาร์ท
อัพด้านเทคโนโลยี ตั้งแต่การให้เงินทุนขั้นต้นไปจนถึงช่วงเริ่มต้นของการทาธุรกิจ ตลอดจนลงทุนใน
บริษัทเทคโนโลยีชั้นนาจากต่างประเทศที่ต้องการดาเนินธุรกิจในซาอุดีอาระเบียและรับประโยชน์จาก
การวิจัยของ KAUST อีกด้วย
- วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จากน้ามันสู่แสงอาทิตย์และลม
16
ภาพที่ 16 NOMADD อุปกรณ์ขจัดฝุ่นให้แผงโซล่าเซล
ในปัจจุบันซาอุดิอาระเบียพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนน้อยมากเนื่องจากสามารถใช้น้ามันได้ในต้นทุนที่ถูก
แต่ด้วย Vision 2030 ที่ต้องการลดการพึ่งพาน้ามันนั้นทาให้รัฐบาลมองเห็นความสาคัญของแหล่ง
พลังงานอื่น ๆ โดยคาดว่าในปี 2023 จะใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 10 ของการใช้พลังงาน
ทั้งหมดจากการผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์และลม ซึ่งประมาณว่าต้องใช้เงินลงทุนราว 3 – 5 หมื่นล้าน
เหรียญสหรัฐฯ นอกจากจะช่วยในเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการสร้างงานหลายพันตาแหน่งด้วย
เนื่องจากรัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนเองมากขึ้น ซึ่งมีหลายสิบบริษัททั้งในประเทศ
และต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน ที่น่าจับตามองคือบริษัท Saudi Aramco ที่รัฐบาลซาอุฯเป็นเจ้าของซึ่งเป็น
บริษัทผลิตน้ามันที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกจะเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน
ด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ของบริษัทให้สูงขึ้นเนื่องจากธุรกิจน้ามันค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว
ตัวอย่างหนึ่งของนวัตกรรมด้านพลังงานที่ได้รับการจับตามองอย่างมากคือ NOMADD13
ซึ่งเป็น
ระบบที่แก้ไขปัญหาสาคัญของ Solar Cells ในพื้นที่ทะเลทรายที่แม้จะมีปริมาณแดดมากแต่กลับผลิต
พลังงานได้น้อยเนื่องจากถูกฝุ่นทรายบดบังแสงอยู่เสมอ บางครั้งอาจจะผลิตได้น้อยลงถึงร้อยละ 60 หาก
มีพายุทะเลทราบ และระบบขจัดฝุ่นนั้นใช้พลังงานมากจนไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน ซึ่งการทางานของ
NOMADD นั้นคือการขจัดฝุ่นออกจากแผงรับแสงอาทิตย์ในพลังงานที่ต่านั่นเอง ความสาเร็จของ
NOMADD มีส่วนสาคัญจาก KAUST Innovation Fund ซึ่งเป็นกองทุนที่อยู่ใต้มหาวิทยาลัย KAUST ที่มี
จุดมุ่งหมายในการสนับสนุนธุรกิจซึ่งสร้างนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาให้แก่ซาอุฯ ได้ โดยกองทุนนี้ได้
ลงทุนใน NOMADD ไปแล้วกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
17
- การท่องเทียว
แม้ในอดีตซาอุดิอาระเบียจะเป็นประเทศหนึ่งที่การขอวีซ่านั้นมีขั้นตอนยุ่งยากและล่าช้า
เนื่องจากระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ยังเป็นประเทศที่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศมาก
เป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคตะวันออกกลางเนื่องจากเป็นจุดหมายในการทาพิธีฮัจย์ซึ่งเป็นการจาริกแสวง
บุญของชาวมุสลิมทั่วโลก โดยในปีที่ผ่านมีผู้แสวงบุญราว 1.5 ล้านคน และมีผู้ทาอุมเราะฮหรือการจาริก
อาสาอีก 3 ล้านคน แม้ทางการซาอุดิอาระเบียจะพยายามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อรองรับผู้
แสวงบุญให้มากขึ้นแต่ก็ยังไม่เพียงพอจนจาเป็นต้องจากัดจานวนวีซ่า ภายหลังที่ราคาน้ามันลดต่าลง
อย่างมีนัยยะสาคัญทาให้รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเล็งเห็นช่องทางที่จะเปิดให้ผู้แสวงบุญเดินทางท่องเที่ยว
ไปในประเทศต่อภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรมแล้ว อย่างน้อยที่สุดด้วยเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อม
ระหว่างสองมหานครศักดิ์สิทธิมักกะฮและมาดีนะฮ เมือง KAEC และเมืองเจดดาห์ จะทาให้นักท่องเที่ยว
เดินทางไปมาระหว่างเมืองเหล่านี้ด้วยความสะดวก
นอกจากนั้นซาอุฯ ยังมีแผนสร้างแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกด้วย แม้ภูมิประเทศส่วนมาก
จะเป็นทะเลยทรายที่มีอากาศร้อน แต่บริเวณชายฝั่งด้านตะวันตกที่ติดกับทะเลแดงนั้นมีความสวยงาม
พอที่จะยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะการดาน้าเนื่องจากอุณหภูมิของน้าทะเลที่อุ่นทาให้
ปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลมีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ ซึ่งซาอุฯ หวังว่าชายฝั่งทะเลแดงนี้จะ
กลายเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวระดับสูงจากทั่วโลก และคาดว่าเมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จจะสามารถ
สร้างรายได้กว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และตาแหน่งงานกว่า 35,000 ตาแหน่ง
18
ภาพที่17 Infographic อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการยกระดับชายฝั่งทะเลแดงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว14
19
- เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่
ภาพที่ 18 “เมืองเศรษฐกิจกษัตริย์อับดุลลอฮ” (King Abdullah Economic City) หรือ “เค้ก” (KAEC)
ภาพที่ 19 แผนผังของเมือง KAEC ที่ครอบคลุมทั้งท่าเรือขนาดใหญ่(A) เขตอุตสาหกรรม(B)
ศูนย์กลางธุรกิจ(C) สถานศึกษา(D) สถานที่ท่องเที่ยว(E) และที่พักอาศัย(F)15
ในปี ค.ศ. 2005 ซาอุดิอาระเบียได้เปิดเผยถึงแผนการที่จะสร้างเมืองใหม่ภายใต้ชื่อ “เมือง
เศรษฐกิจกษัตริย์อับดุลลอห์” (King Abdullah Economic City) หรือ “เค้ก” (KAEC) ซึ่งจะเป็นเมือง
เศรษฐกิจพิเศษที่รองรับการค้าการลงทุนหลากหลายประเภท เพื่อเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่จะสามารถเข้า
มาเสริมและทดแทนรายได้จากน้ามันในที่สุด โดยหวังว่าเมืองนี้จะสามารถดึงดูดภาคการผลิตจาก
ประเทศจีนและนวัตกรรมจากโลกตะวันตกมารวมตัวกันในอภิเมืองแห่งนี้ ด้วยงบประมาณกว่า 3 ล้าน
ล้านบาทที่มาจากภาคเอกชนทั้งหมดเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนทุกสิ่งที่จาเป็นเพื่อให้ที่นี่
เปรียบดั่งสวรรค์ของการลงทุน เช่น ท่าเรือขนาดยักษ์ ณ ชายฝั่งทะเลแดงที่รองรับตู้คอนเทนเนอร์กว่า 3
ล้านตู้พร้อมระบบจัดการที่ทันสมัยที่สุดซึ่งตั้งเป้าจะเป็นคู่แข่งกับท่าเรือของดูไบที่เป็นศูนย์กลางของ
20
ภูมิภาคในปัจจุบัน เขตอุตสาหกรรมพิเศษที่มีทุกอย่างที่นักลงทุนต้องการ และเขตที่อยู่อาศัยซึ่ง
เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอานวยความสะดวก เช่น สถานศึกษา สถานพยาบาล และระบบขนส่งมวลชน
นอกจากการลงทุนที่จะเป็นหัวใจหลักของเมืองนี้แล้ว ก็ยังหวังด้วยว่างานจานวนมหาศาลที่เกิดขึ้นใน
เมืองนี้จะทาให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตด้วยเช่น ทางการหวังว่าจะมีผู้เข้าพักอาศัยไม่ต่ากว่า 2
ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่ 180 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่กว้างทัดเทียมกับกรุงวอชังตัน ดีซี และยังหวัง
ด้วยว่าเมืองนี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสาคัญ
ภาพที่ 20 แผนที่แสดงความหนาแน่นของประชากร ซึ่งชี้ให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ว่างเปล่าอีกมาก
ที่สามารถรองรับชาวต่างชาติได้หากพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ16
นอกจากการพัฒนาในด้านวัตถุแล้วทางผู้บริหารโครงการยังเตรียมความพร้อมในเรื่อง
ทรัพยากรบุคคลด้วย ทางหนึ่งคือบรรดาคนหนุ่มสาวที่ออกไปร่าเรียนอย่างต่างประเทศจะมีตลาดงาน
รองรับที่เหมาะสมแทนที่จะต้องทางานในต่างประเทศ และอีกทางคือการอานวยความสะดวกในการเข้า
มาของแรงงานต่างชาติเพื่อทางานในตาแหน่งที่ขาดแคลน
21
ภาพที่ 21 เส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมระหว่างเมืองสาคัญ เช่น มักกะฮ มาดีนะ ริยาด และ KAEC17
- ข้อวิจารณ์ต่อแผนปฏิรูป
แม้ Vision 2030 จะมีการวางแผนไว้ดีเพียงใด แต่อาจจะไม่ประสบผลสาเร็จตามแผนเนื่องจากมี
ความท้าทายหลายประการที่ซาอุฯ ต้องเผชิญ
1. ซาอุดิอาระเบียกาลังเผชิญกับความขัดแย้งที่อยู่รายล้อมประเทศ ทั้งคู่ขัดแย้งที่เป็นรัฐ เช่น
อิหร่าน เยเมน กาต้า และมิใช่รัฐ เช่น IS ซึ่งการจัดการความขัดแย้งต่าง ๆ นั้นต้องใช้งบประมาณ
มหาศาล อีกทั้งหากภายในประเทศเกิดความไม่สงบเรียบร้อยจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่าง
มาก
2. แม้จะมีประชากรในวัยแรงงานอยู่มากเนื่องจากมีอัตราการเกิดของประชากรมาก แต่กลับขาด
แคลนแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ เช่น แพทย์ วิศวกร ฯลฯ รวมถึงแรงงานไร้ทักษะที่ค่าแรงต่าอีกด้วย ทา
ให้บรรษัทข้ามชาตินิยมจ้างชาวต่างชาติเข้ามาทางานแม้จะต้องจ่ายค่าวีซ่ามากขึ้นก็ตาม ทาให้ปัจจุบันมี
ชาวต่างชาติที่อยู่ในซาอุดิอาระเบียอย่างถูกกฎหมายไม่ต่ากว่า 10 ล้านคน และที่อยู่อย่างไม่ถูกกฎหมาย
อีกจานวนหนึ่ง จากพลเมืองซาอุฯที่มี 20 ล้านคน
3. Mckinsey ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนชื่อดังผู้วางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียมิได้
คานึงถึงความพร้อมของกาลังคนที่จะทาหน้าที่บริหารแผนงานให้เกิดผลสาเร็จ และชนชั้นปกครอง
ซาอุดิอาระเบียขาดประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่เศรษฐกิจน้ามันมาก่อน แผนนี้
จึงเป็นแผนที่เสี่ยงจะเกิดปัญหาในการปฏิบัติพอสมควร
4. แม้รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรจะสูงและสวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐนั้นดีมาก แต่ปัญหาความ
เหลื่อมล้ายังมีอยู่มากเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับสิทธิอาศัยแต่ไม่ได้รับสัญชาติซาอุฯ เช่น ชาวมุสลิม
จาก 3 จังหวัดภาคใต้ที่เข้าไปอาศัยเมื่อนานมาแล้ว จะได้รับสวัสดิการและโอกาสการทางานที่น้อยกว่า
พลเมืองซาอุฯ มาก
22
5.ระบบราชการที่ยุ่งยากและเชื่องช้า ระบบราชการของซาอุฯนั้นขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพที่ไม่
เพียงพอและยังขาดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อแผนพัฒนา 2030 เป็นอย่างมากเพราะ
ระบบราชการเปรียบได้ดั่งกระดูกสันหลังของการพัฒนาประเทศ หากยังไม่มีการปฏิรูประบบราชการ
เสียก่อนก็ยากที่จะเกิดการปฏิรูปในภาคเอกชนที่เป็นผล
อย่างไรก็ตามยังมีแนวโน้มที่ดีว่าซาอุฯ จะสามารถเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ได้ หากเปิดกว้าง
ให้ชาวต่างชาติที่มีความสามารถเข้ามาร่วมเป็นผู้ผลักดัน vision 2030 มากขึ้น เนื่องจากงบประมาณที่
ทางการมีอยู่นั้นมากเพียงพอที่จะดึงดูดผู้มีความสามารถจากทั่วโลกได้ไม่ยากนัก
1.2 ตุรกี : จากคนป่วยแห่งยุโรปสู่มหาอานาจใหม่
ความสาเร็จในการยกระดับเศรษฐกิจของตุรกีนั้นถือว่าโดดเด่นมาก ในปี 2003 ที่อัรโดกันก้าว
ขึ้นเป็นประธานาธิบดีนั้น GDP ของประเทศอยู่ที่ราว 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ในปัจจุบันได้ขึ้น
มากกว่า 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับเศรษฐกิจของประเทศออสเตรเลีย
เมื่อนับตามอานาจซื้อที่เป็นจริง อีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ถึงความสาเร็จของตุรกีคือรายได้เฉลี่ยของประชากร
ตุรกีกว่า 77 ล้านคนนั้นเคยอยู่ที่ราว 20% ของรายได้เฉลี่ยประชากรในสหภาพยุโรป แต่ในปัจจุบันได้
เพิ่มขึ้นจนใกล้ระดับ 70% แล้ว ซึ่งหากเศรษฐกิจของตุรกียังมีการเติบโตที่ดีเช่นนี้คาดว่ารายได้ของ
ประชากรตุรกีจะทัดเทียมกับประชากรในสหภาพยุโรปภายในปี 2030 และกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
อย่างแท้จริง อันเป็นการลบคาสบประมาทว่าตุรกีเป็น “ผู้ป่วยของยุโรป”ลงอย่างสิ้นเชิง และจากการ
คาดการณ์ของธนาคาร HSBC ชี้ว่าภายในปี 2050 ตุรกีจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็น
อันดับ 12 ของโลก จากปัจจุบันซึ่งอยู่อันดับ 18 เมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้นแล้วก็ทาให้บรรษัท
สัญชาติตุรกีมีความมั่นใจและความพร้อมที่จะขยายกิจการออกไปยังต่างประเทศ ทาให้ปัจจุบันมีบริษัท
มากกว่า 15,000 บริษัทที่กาการลงทุนในต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แม้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอเกอร์และปรากฏการณ์อาหรับสปริง
ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่รายล้อมตุรกีและเศรษฐกิจโลกพอสมควร แต่นั่นกลับไม่ส่งผล
กระทบต่อเศรษฐกิจของตุรกีมากนัก ซึ่งนี่คือสิ่งสะท้อนความเข้มแข็งของเศรษฐกิจตุรกีได้อย่างดี
23
ภาพที่ 22 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของตุรกีจะเติบโตมากที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD
จับตลาดยุโรป
สินค้าที่ผลิตขึ้นจากตุรกีแม้จะมีราคาสูงกว่าสินค้าที่ผลิตจากจีนแต่ก็ได้รับการยอมรับถึงคุณภาพ
ที่ดี สินค้าเกษตรก็ได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเดียวกันเนื่องจากสภาพภูมิอากาศและพื้นที่เหมาะกับการทา
เกษตร ส่วนในภาคท่องเที่ยวนั้นตุรกีติดอันดับ 1 ใน 10 จุดหมายการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมที่สุดใน
โลก ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตุรกีมีที่ตั้งติดกับทวีปยุโรปซึ่งเป็นตลาดที่มีกาลังซื้อสูง ทาให้ลดระยะเวลา
ค่าเดินทางและค่าขนส่งได้มาก ซึ่งการติดต่อค้าขายกับยุโรปนั้นมิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหากแต่เป็นความ
พยายามของรัฐบาลตุรกีที่เดินหน้าเจรจาการค้ากับชาติต่าง ๆ นอกจากนี้ยังทาให้ตุรกีมีภาพลักษณ์ที่ดี
และน่าลงทุนสาหรับนักลงทุนจากยุโรปอีกด้วย
ภาพที่ 23 กราฟแสดงมูลค่าการค้าระหว่าง EU และ ตุรกีซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ส่วนตะวันออกกลาง
และแอฟริกาคือตลาดที่ได้ดุลการค้ามากที่สุด18
24
ส่งเสริม SMEs
นับแต่พรรค AKP ได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาล นโยบายหนึ่งซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจาก
ประชาชนคือการส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่ที่ทาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยในปีที่ผ่านมา
สัดส่วนของผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนกับรัฐบาลนั้นกว่า 99.8% เป็นธุรกิจในกลุ่ม SMEs ซึ่งการมี
ผู้ประกอบการใหม่มากขึ้นนอกจากจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้าได้แล้วยังกระตุ้นการส่งออกได้อีกด้วย
เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์หลากหลายตอบสนองต่อตลาดต่างประเทศ เพราะตลาดหลักของตุรกีนั้นคือยุโรป
ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งมีความต้องการต่างกัน ทาให้ในปีที่ผ่านมาสินค้าจากกลุ่มธุรกิจ SMEs
สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เป็นครั้งแรก19
ลดต้นทุนด้านพลังงาน
ต้นทุนด้านพลังงานนั้นเป็นต้นทุนที่แทบจะกระทบกับธุรกิจทุกประเภท หากลดค่าใช้จ่ายด้าน
พลังงานได้ก็จะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจกาลังเติบโตจะยิ่ง
ต้องการพลังงานมาก จึงเป็นโจทย์สาคัญที่รัฐบาลตุรกีต้องหาทางลดต้นทุนด้านพลังงานให้ได้ ซึ่งไม่ใช้
เรื่องง่ายเพราะมากกว่าร้อย 70 ของพลังงานในตุรกีนั้นมาจากการนาเข้า รัฐบาลจึงมีมาตรการ เช่น การ
สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สร้างท่อส่งก๊าซทั่วประเทศเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง นาเข้าก๊าซจากแหล่งใหม่ ๆ
ที่มีราคาต่ากว่า พึ่งพาถ่านหินที่ผลิตจากในประเทศ
ภาพที่ 24 ท่อส่งก๊าซจากอาณาเขตของชาวเคิร์ดในอิรักซึ่งตุรกีได้ลงทุนสร้างเพื่อนาเข้าก๊าซในราคาถูก20
25
แหล่งทุนอาหรับ
แม้ในระยะหลังมาตุรกีจะตกเป็นเป้าของการก่อการร้ายอยู่หลายครั้ง แต่ถ้าเทียบกับภูมิภาค
อาหรับที่อยู่ข้างเคียงแล้วยังถือว่าปลอดภัยกว่ามาก และยังมีบริบทของสังคมที่ใกล้เคียงกับอาหรับทาให้
เป็นที่คุ้นเคยของนักลงทุน ทาให้เงินทุนอาหรับที่เคยอยู่ราว 9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2003 คาดว่า
จะเพิ่มขึ้นเป็น 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 201721
และประธานาธิบดีอัรโดกันยังมีนโยบายให้ชาติ
อาหรับและตุรกีนั้นใช้เงินตราท้องถิ่นในการดาเนินธุรกิจแทนที่จะพึ่งเงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ อันจะเป็น
การเพิ่มความเข้มแข็งให้กับสกุลเงินของทั้งอาหรับและตุรกีเองด้วย
นอกจากนี้ในกลุ่มชาวอาหรับที่ไม่ใช่นักลงทุนซึ่งลี้ภัยสงครามเข้ามายังตุรกี จานวนมากนั้นเป็น
กลุ่มผู้มีฐานะที่มีกาลังซื้อพอสมควรซึ่งไม่จาเป็นต้องอยู่ในค่ายลี้ภัยและมีกาลังซื้อพอที่จะดารงชีพได้เอง
ทาให้กระตุ้นเศรษฐกิจของตุรกีได้มากเช่นกัน
1.3 อินโดนีเซีย: เสือแห่งเอเชียที่กลับมาผงาด
ในอดีตภาพลักษณ์ของประเทศอินโดนีเซียคือประเทศที่มีประชากรมากแต่ล้าหลังด้อยพัฒนา
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันด้วยกระแสบูรพาภิวัตน์ได้เปลี่ยนโฉมของประเทศนี้อย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่
เห็นแนวโน้มที่จะกลายเป็นประเทศมหาอานาจระดับโลก แต่ในปัจจุบันอินโดนีเซียได้ก้าวสู่การเป็น
ประเทศมหาอานาจระดับกลางแล้วและกาลังพัฒนาต่อไปสู่มหาอานาจระดับกลางที่อยู่ในแนวหน้า
อานาจทางเศรษฐกิจคือฐานสาคัญของความเจริญของชาติ และเศรษฐกิจของอินโดนีเซียนั้น
เติบโตเฉลี่ยปีละ 5% มาเป็นเวลานับเกือบสองทศวรรษ ซึ่งแม้จะน้อยกว่าจีนและอินเดียซึ่งเป็นผู้นา
บูรพาภิวัตน์ แต่กระนั้นก็นับว่ารวดเร็วมากกระทั่งจนกระทั่งในปัจจุบันมี GDP สูงกว่าออสเตรเลียด้วยซ้า
ไป และยังเป็นที่คาดการณ์ว่าในปี 2030 นั้นเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะมากเป็นอันดับ 10 ของของโลก
ซึ่งจะมากกว่าออสเตรเลียสองเท่าเป็นอย่างน้อย และในปี 2040 อาจจะสามารถยกระดับจนเป็นอันดับ 5
ของโลกด้วยซ้าไป ฉะนั้นหากจะกล่าวว่าอินโดนีเซียคือเสือตัวที่สามในกระแสบูรพาภิวัตน์ถัดจากจีนและ
อินเดียก็ไม่ผิดนัก ซึ่งจุดเด่นอย่างหนึ่งที่ทั้งสามชาติมีเหมือนกันคือการมีพลเมืองจานวนมากที่สามารถ
เป็นแรงงานเพื่อพัฒนาชาติได้ ยิ่งไปกว่านั้นอินโดนีเซียยังมีอัตราการเกิดที่สูงกว่าทั้งสองชาติด้วย สวน
ทางกับทิศทางของโลกตะวันตกที่ประชากรใกล้จะลดลงเต็มทีเนื่องจากอัตราการเกิดที่ต่าลงอย่าง
ต่อเนื่อง นอกจากนี้การมีประชากรมากยังประกันว่าการบริโภคจากตลาดภายในประเทศจะมากพอที่จะ
หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของชาติได้
นอกจากเรื่องกาลังคนแล้วทรัพยากรทางธรรมชาติก็เป็นจุดแข็งที่สาคัญ อาณาเขตที่กว้างขวาง
จากทิศเหนือถึงใต้กว่าห้าพันกิโลเมตรและจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกสองพันกิโลเมตรย่อมทา
ให้อินโดนีเซียครอบครองทรัพยากรมากมาย ในจานวนเกาะกว่าหนึ่งหมื่นสามพันเกาะนั้นเกือบครึ่งหนึ่ง
ไม่มีประชากรอาศัยอยู่ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกทาลายนัก หากมองในแง่ภูมิรัฐศาสตร์แล้วก็จะเห็น
ความสาคัญในแง่ที่ว่าเป็นที่ตั้งของช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นช่องแคบที่สาคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
26
ทั้งในแง่ความมั่นคงและเศรษฐกิจ ช่องแคบมะละกาเป็นช่องแคบที่มีความกว้างบริเวณทางเข้าประมาณ
5 ไมล์ ยาวประมาณ 600 ไมล์ ช่วงที่แคบที่สุดประมาณ 1.5 ไมล์ มีเรือผ่านประมาณ 900 ลาต่อวันหรือ
ประมาณ 50,000 ลาต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วมีประมาณเรือที่ผ่านมากกว่าคลองสุเอซประมาณ 2
เท่า และมากกว่าคลองปานามากว่า 3 เท่า ขณะนี้กาลังมีการขนสินค้าผ่านช่องทางนี้มากกว่า 1 ใน 4
ของการค้าโลกทั้งหมด ขณะที่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของน้ามันที่ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน สั่งน้าเข้า
จากอ่าวเปอร์เซีย ต้องใช้เส้นทางนี้เช่นกัน เมื่อผลประโยชน์มีอยู่อย่างมหาศาลแน่นอนว่าประเด็นความ
มั่นคงในพื้นที่นี้จึงเป็นเรื่องสาคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคบูรพาภิวัตน์ที่เศรษฐกิจโลกกลับมาเฟื่องฟูยัง
ประเทศจีน จนทาให้จีนต้องแสวงหาช่องทางอื่น ๆ เพื่อขนส่งน้ามัน เช่น ท่าเรือกวาดาร์ในประเทศ
ปากีสถาน และท่อส่งน้ามันที่เชื่อมต่อจากภูมิภาคเอเชียกลาง รวมถึงความพยายามที่จะให้ไทยขุดคลอง
คอดกระ เพราะช่องแคบมะละกานั้นค่อนข้างตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ พอสมควร หากวันหนึ่งจีนถูก
ห้ามใช้เส้นทางนี้จะกระทบกับจีนอย่างมากในหลาย ๆ ด้าน
ภาพที่ 24 แผนที่แสดงความสาคัญของช่องแคบมะละกาในฐานะเส้นทาง
ขนส่งพลังงานที่สาคัญที่สุดของโลก 22
27
เมื่อมองเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันแล้วจะเห็นว่าอินโดนีเซียมีความโดดเด่น
มาก มีประชากรมากกว่าเวียดนามและฟิลิปปินส์เกือบสามเท่า มีขนาดเศรษฐกิจและอัตราการเติบโต
ของ GDP มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์ มีอาณาเขตที่กว้างกว่าพม่าสาม
เท่า แม้สัดส่วนของ GDP จะยังพึ่งพาภาคการเกษตรพื้นฐานอยู่มาก ภาคอุตสาหกรรมยังมีอยู่ไม่มากนัก
แต่ในปัจจุบันเริ่มมีความพยายามที่จะปฏิรูปให้เข้าสู่การเป็นอุตสาหกรรมเกษตรให้เกิดการแปรรูปสินค้า
เพื่อเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น หากทาได้สาเร็จแล้วอินโดนีเซียจะสามารถลดการพึ่งพาทุนจากต่างชาติและ
เพิ่มรายได้ของประชากรได้อย่างมาก และไม่น่าแปลกใจที่จะกลายเป็นผู้นาอาเซียนอย่างแท้จริงใน
อนาคตอันใกล้
ภาพที่ 25 กราฟแสดงมูลค่า GDP ของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจ
ของอินโดนีเซียนั้นเจริญขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ23
ภาพที่ 26 กราฟแสดง GDP (PPP) ของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจ
ของอินโดนีเซียนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุด24
28
แต่ใช่ว่าจะไร้อุปสรรคเสียทีเดียว ความท้าทายสาคัญที่ทาให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียไม่โต
มากกว่านี้แม้จะมีความพร้อมก็คือการเมืองและระบบราชการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ มีการคอรัปชั่นสูง
และการกระจายอานาจยังติดขัด ซึ่ง Joko Widodo หรือ Jokowi ผู้นาอินโดนีเซียในปัจจุบันค่อนข้าง
ได้รับคาชื่นชมว่าค่อย ๆ แก้ปัญหาเหล่านั้นได้ดี หากแก้ปัญหานี้ได้อย่างจริงจังเชื่อว่า GDP ของ
อินโดนีเซียอาจจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้
โครงสร้างพื้นฐาน กลไกสาคัญยกระดับเศรษฐกิจ
จากรายงาน the Global Competitiveness Report 2016-2017 โดย World Economic
Forum25
ซึ่งเป็นรายงานประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ พบว่า
หากเทียบโดยรวมในทุกแง่มุมแล้วอินโดนีเซียจะอยู่อันดับที่ 41 จาก 138 ประเทศ แต่หากเทียบเฉพาะ
เรื่องโครงสร้างพื้นฐานจะอยู่ในอันดับที่ 60 ซึ่งด้อยกว่าไทยและมาเลเซียพอสมควร
โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่พร้อมทาให้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้า เพราะการขนส่งสินค้า
ซึ่งเป็นต้นทุนสาคัญในการดาเนินธุรกิจมีต้นทุนสูง ทาให้บางครั้งสินค้าที่ผลิตเองภายในประเทศยังมี
ราคาที่สูงกว่าสินค้านาเข้าด้วยซ้าและยังทาให้ราคาของสินค้าพื้นฐาน เช่น ปูนซีเมนต์ ข้าวสาร ไฟฟ้า มี
ราคาสูงซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชากรโดยตรง และยังทาให้นักลงทุนต่างชาติไม่สนใจเข้ามา
ลงทุนด้วย นอกจากปัญหาในการขนส่งสินค้าแล้วก็ยังมีปัญหาในการเดินทางของประชากรเช่นกัน การ
เดินทางที่ยากลาบากทาให้การกระจายความเจริญและการเข้าถึงความเจริญเป็นไปได้ยาก นามาซึ่ง
ปัญหาความเหลื่อมล้าที่เป็นรากฐานของปัญหาอื่น ๆ มากมาย โดยเฉพาะความต่างระหว่างบริเวณเมือง
และชนบท และยังทาให้ภาคการท่องเที่ยวไม่เติบโตเท่าที่ควรเพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ในปัจจุบันคือ
คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเที่ยวอย่างประหยัด ทาให้นิยมท่องเที่ยวในประเทศที่สามารถใช้ขนส่งมวลชนได้
มากกว่า ฉะนั้น ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกาลังเติบโตอย่างมาก การพัฒนาโครงสร้าง
พื้นฐานจึงเป็นเรื่องจาเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลอินโดนีเซียในปัจจุบันจึงเล็งเห็นความสาคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ซึ่งในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นถนน ท่าเรือ สนามบิน หรือ อื่น ๆ ล้วนยังต้องการการพัฒนาอีกมาก ปัญหา
สาคัญคือพื้นที่ของอินนีเซียนั้นเป็นหมู่เกาะที่มีเกาะนับหมื่นเกาะทาให้ต้องใช้ต้นทุนที่มากกว่าประเทศ
อื่น ๆ ในการพัฒนา ทาให้ที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลใดกล้าลงทุนอย่างเต็มที่ แต่ในรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การ
นาของ Joko Widowo ได้มีแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจนด้วยการเพิ่มงบประมาณมาก
ขึ้น จัดตั้งบริษัทรัฐวิสาหกิจที่ดูแลด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะ ให้ธนาคารแห่งชาติปล่อย
เงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ร่วมมือกับรัฐบาลจีน เป็นต้น
29
ภาพที่ 27 งบประมาณด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้รับการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง26
แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะเพิ่มงบประมาณด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยัง
ไม่เพียงพอ จาเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างชาติโดยเฉพาะจีน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาระหว่างการ
เยือนจีนของประธานาธิบดี Joko Widodo เนื่องในการประชุม Belt & Road ธนาคารเพื่อการพัฒนา
แห่งชาติจีน (Chinese Development Bank) ได้สัญญาว่าจะปล่อยเงินกู้กว่า 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
เพื่อสนับสนุนการสร้างรถไฟความเร็วสูงในอินโดนีเซียเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเมืองหลวงนครจากาต้าและ
เมืองบันดุง ซึ่งเงินกู้ที่ได้นี้จะมีจานวนมากครอบคลุมกว่า 70% ของงบประมาณทั้งหมด โดยอีก 30% ที่
เหลือจะมาจากการลงทุนภาครัฐและเอกชนอินโดนีเซียเอง
ไม่เพียงเส้นทางจากาต้า – บันดุง เท่านั้น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมารัฐบาลยังมีแผนที่จะสร้าง
รถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมบาหลีและเดนพาซ่า โดยรถไฟสายนี้นั้นมีจุดประสงค์หลักเพื่อการท่องเที่ยว
โดยหวังว่านักท่องเที่ยวจะไม่หยุดเฉพาะที่บาหลีเพียงอย่างเดียวแต่ยังเดินทางต่อไปยังพื้นที่ภาคเหนือ
ของประเทศซึ่งมีธรรมชาติที่สวยงามเหมาะกับการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่ยังขาดการพัฒนาเพื่อรองรับ
นักท่องเที่ยว ซึ่งเส้นทางรถไฟสายนี้ผ่านการศึกษาโดยธนาคารโลกและสามารถหาแหล่งเงินทุนซึ่งส่วน
หนึ่งมาจากนักลงทุนชาวจีนเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดาเนินงานรถไฟสายนี้ได้ในปี 2018
ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งที่ยังไม่ความคืบหน้ามากนักคือคือเส้นทางเชื่อมต่อระหว่าง จากาต้าและสุรา
บายา สองเมืองที่มีประชากรอาศัยมากที่สุด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาเดินทางราว 11 ชั่วโมง คาดว่าหาก
ดาเนินการเสร็จสิ้นจะลดเวลาการเดินทางลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเส้นทางสายนี้นั้นอินโดนีเซียต้องการที่จะเปิด
ประมูลให้หลายชาติเข้ามาเสนอ ต่างจากที่ผ่านมาซึ่งเลือกจีนเป็นผู้ดาเนินการ โดยต้องรอความชัดเจน
จากประธานาธิบดีอินโดนีเซียในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้
30
ภาพที่ 28 แสดงเส้นทางเดินรถไฟความเร็วสูงของเกาะชวา27
ความทะเยอทะยานของอินโดนีเซียที่จะก้าวมาเป็นชาติมหาอานาจระดับกลางนั้นสามารถรับรู้ได้
จากบทบาทในอดีต ในปี 1955 อินโดนีเซียจัดการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างชาติเอเชียและ
แอฟริกาซึ่งเป็นหมุดหมายสาคัญที่ทาให้ชาติที่เข้าร่วมตั้งเจตนาที่จะปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากเจ้า
อาณานิคม ไม่กี่ปีถัดจากนั้นอินโดนีเซีย อินเดีย และยูโกสลาเวีย ได้ร่วมกันจัดตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่าย
ใดเพื่อเป็นทางเลือกให้ชาติ ๆ ต่างสามารถมีเวทีระหว่างประเทศที่ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของชาติ
มหาอานาจ แต่ในบริบทที่อินโดนีเซียพึ่งผ่านพ้นการตกอยู่ใต้อาณานิคมมาเพียงราวทศวรรษและยัง
ยากจนนั้นทาให้ไม่มีบทบาทที่เป็นรูปธรรมนัก ต่างจากปัจจุบันที่อินโดนีเซียร่ารวยขึ้นมากทาให้มี
ศักยภาพที่จะดาเนินนโยบายที่ส่งผลต่อโลกได้อย่างแท้จริง แม้ไม่ใช่มหาอานาจแต่ด้วยการเป็น
มหาอานาจระดับกลางในแนวหน้าย่อมส่งผลอย่างมากแน่นอน
31
2.Soft Power
2.1 ซาอุดิอาระเบีย: ถึงยุคแห่งการเปิ ดสู่โลก
เมื่อพิจารณาถึง Soft power ของซาอุฯแล้ว โดยผิวเผินเราจะเห็นเพียงการใช้ความร่ารวยจาก
การครอบครองน้ามัน แต่ในความเป็นจริงแล้วจุดแข็งสาคัญอีกประการคือการเป็นผู้มีอานาจเหนือมัก
กะฮ์และมาดีนะฮ สองมหานครศักดิ์สิทธิที่เป็นศูนย์กลางของโลกมุสลิมและอาหรับ เมื่อผสานเข้ากับ
ความร่ารวยที่มีทาให้ Soft power ของซาอุฯ นั้นเข้มแข็งมาโดยตลอด ดังจะเห็นว่าแม้ภูมิภาคอาหรับจะ
เผชิญทั้งวิกฤติการณ์ทางการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ รวมถึงราคาน้ามันตกต่าอย่างต่อเนื่อง แต่
นั่นมิได้ทาให้ประเทศซาอุฯ สั่นคลอนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามความท้าทายเหล่านี้ยังมีแนวโน้มดาเนิน
ต่อไปและยังมีความท้าทายใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้เสมอ หากซาอุฯ มิได้เพิ่มความเข้มแข็งแก่ Soft power
แล้ว ก็เสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศได้
ขยายอานาจสู่เอเชีย ก้าวสาคัญของการขยาย Soft Power
ในช่วงต้นของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กษัตริย์ซัลมานแห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียพร้อม
ด้วยคณะผู้ติดตามกว่า 600 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยมีแผนเยือน
หลายชาติในเอเชีย ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ญี่ปุ่น จีน และ มัลดีฟ เพื่อกระชับความสัมพันธ์
และแสวงหาพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคนี้ ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งเพราะมิใช่วิสัย
ปกติที่ผู้นาสูงสุดแห่งซาอุฯ นับแต่อดีตจะเยือนต่างชาติ แต่ในครั้งนี้กลับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการ
ที่ใช้เวลานานหลายสัปดาห์ มีคณะผู้ติดตามมากมาย และมีการเจรจาที่มีผลสืบเนื่องทั้งในแง่ศาสนา
การเมือง เศรษฐกิจ และด้านอื่น ๆ มากมาย แม้สื่อหลักของทางการซาอุฯ จะนาเสนอว่าเป็นการเยือน
เพื่อเรื่องเศรษฐกิจและพลังงานเท่านั้น ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จากการแบ่งประเทศที่เยือนออกเป็นสอง
กลุ่ม คือ เอเชียตะวันออกได้แก่จีนและญี่ปุ่น และอีกกลุ่มหนึ่งคือ อาเซียนและมัลดิฟ
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าซาอุฯ มี Vision 2030 ที่จะลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจากน้ามัน ซึ่งต้องการการ
ลงทุนจากต่างชาติจานวนมากเพื่อรับวิทยาการใหม่ ๆ และทาให้เศรษฐกิจของประเทศมีความ
หลากหลาย แน่นอนว่าจีนและญี่ปุ่นคือสองชาติสาคัญที่ซาอุฯ มองว่ามีศักยภาพและนวัตกรรมที่เหมาะ
จะเข้าไปลงทุนในประเทศได้ ซึ่งจากมุมมองของทั้งจีนและญี่ปุ่นล้วนยินดีในความสัมพันธ์นี้เนื่องจากต่าง
เป็นผู้นาเข้าพลังงานรายใหญ่จากซาอุฯ การเข้าไปลงทุนในซาอุฯ จึงหมายถึงการลดการเสียดุลการค้า
กับซาอุฯ นั่นเอง
การที่ซาอุฯ เข้าหาจีนนั้นสามารถมองได้ว่าเป็นผลจากบูรพาภิวัตน์ที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตร
เก่าแก่นั้นอ่อนกาลังลง แต่จีนกลับมีอิทธิพลมากขึ้นและมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น ฉะนั้น
การดึงจีนเข้าเป็นพันธมิตรย่อมเป็นผลดีต่อซาอุฯ ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านได้เปิดประเทศและ
จีนสนใจที่จะสานสัมพันธ์กับอิหร่านอยู่บนเส้นทาง Belt & Road อย่างมาก ซาอุฯ ย่อมไม่ยอมให้อิหร่าน
ใกล้ชิดกับจีนแต่เพียงฝ่ายเดียว
32
ส่วนการเยือนชาติอาเซียนและมัลดิฟทั้งสี่นั้น ความเหมือนกันของประเทศทั้งสี่คือการเป็น
สมาชิกของ OIC และมีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม โดยบรูไนและมัลดิฟนั้นใช้หลักชารีอะห์ ส่วน
ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียแม้จะใช้กฎหมายทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติหลักคาสอนอิสลามมีผลต่อ
กฎหมายและการเมืองของประเทศไม่น้อย
ภาพที่ 29 กษัตริย์ ซัลมาน แห่งซาอุดิอาระเบียและประธานาธิบดี Joko Widowo ของอินโดนีเซีย
ในการเยือนครั้งนี้แม้จะมีเป้าหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และมีการลงทุนมหาศาล มีการลงนาม
การลงทุนกว่า 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กับอินโดนีเซีย แต่แทบทุกครั้งที่ผู้นาซาอุฯ ทาการเยือน
ประเทศมุสลิมจะมีการดาเนินการที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะในแนวทางสลา
ฟีย์ที่ซาอุฯ ถือเป็นแนวทางหลัก โดยรวมถึงการแสดงภาพว่าแนวทางอิสลามที่ถูกต้องนั้นจะแก้ปัญหา
การก่อการร้ายในภูมิภาคอาเซียนที่นับวันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เช่น มีการเปิด
สถาบันสอนภาษาอาหรับใน 3 เมืองสาคัญของอินโดนีเซีย จัดตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายในประเทศ
มาเลเซีย แม้ทั้งสองมิได้เป็นองค์กรทางศาสนาโดยตรง แต่โดยปกติแล้วมักจะมีคาสอนทางศาสนาแทรก
อยู่ด้วยเสมอ
การส่งเสริมการเผยแพร่คาสอนอิสลามของซาอุฯ นั้นนับว่าเป็น Soft Power สาคัญที่ทาให้
มุสลิมยอมรับในบทบาทของประเทศนี้ เพราะมุสลิมนั้นจะให้ความเคารพกับผู้มีความรู้ทางศาสนา ซึ่งใน
ปัจจุบันซาอุฯ คือชาติที่สนับสนุนงบประมาณในการศึกษาอิสลามมากที่สุด โดยเฉพาะการให้ทุนแก่
นักศึกษาต่างชาติเพื่อเข้ามาศึกษาในซาอุฯ เมื่อกลับยังประเทศของต้นหลังสาเร็จการศึกษาแล้วก็มัก
ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้รู้ทางศาสนา
33
กล่าวโดยสรุป การเยือนเอเชียในครั้งนี้ของกษัตริย์ซัลมานนั้นมีเป้าหมายเพื่อขยายอิทธิพลมายัง
ประเทศในอาเซียน รวมถึงการสร้างพันธมิตรกับญี่ปุ่นและจีนในห้วงเวลาที่โลกตะวันตกกาลังอ่อนกาลัง
และยังเป็นการส่งเสริมการเผยแพร่ศาสนาในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เสริมพลัง Soft
Power ของซาอุฯ ได้อย่างดี
2.2 ตุรกี: อดีตผู้นาโลกมุสลิมที่กาลังกลับมายิ่งใหญ่
ในอดีตนั้นตุรกีเคยเป็นดินแดนสาคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เนื่องจากเป็นที่ตั้งของเมือง
หลวงของอาณาจักรอิสลามออตโตมันที่ครองดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล มีความโดดเด่นในเรื่องการเมือง
การปกครองที่ไม่เหมือนชาติอื่น ๆ จวบจนปัจจุบัน ในแง่การต่างประเทศนั้นตุรกีก็นับว่ามีความสาคัญ
เป็นอย่างมากเพราะเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศที่สาคัญหลายองค์กร เช่น สหประชาชาติ
(UN) องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการ
พัฒนา (OECD) องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป(OSCE) องค์การความร่วมมือ
อิสลาม (OIC) กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จี 20(G-20) และยังอยู่ในช่วงการเจรจาต่อรองเพื่อเข้า
ร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) อีกด้วย ซึ่งบทบาทที่โดดเด่นของตุรกีนี้เป็นผลมาจากภูมิ
รัฐศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างสองทวีปสาคัญ ขนาดเศรษฐกิจที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่
ผ่านมา รัฐบาลมีความเข้มแข็งและยังมีแนวทางการดาเนินการทางการทูตที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
เหล่านี้คือปัจจัยที่ทาให้ตุรกีกลายเป็นมหาอานาจระดับกลางซึ่งมีบทบาทสาคัญในการกาหนดทิศทาง
ความเป็นไปของภูมิภาคตะวันออกกลางในที่สุด และมีบทบาทมากขึ้นเมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาผู้ลี้
ภัยและสงครามกลางเมืองในประเทศซีเรียซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก ฉะนั้นหากต้องการจะเข้าใจถึงความ
เข้มแข็งของตุรกีที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านและยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อไป จึงต้องเริ่ม
ด้วยการทาความเข้าใจใน Soft Power ของตุรกีเสียก่อน
การทูตสุเหร่า
บทบาทหนึ่งของตุรกีที่ทาให้ได้รับความนิยมจากโลกมุสลิมเป็นอย่างมากคือการสนับสนุนและ
อุปถัมภ์การเผยแพร่ศาสนาอิสลามในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ผ่านหน่วยงานของรัฐที่ชื่อ Diyanet
Diyanet ได้ถูกตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1924 โดยในมาตราที่ 136 แห่งรัฐธรรมนูญตุรกีระบุว่าหน่วยงาน
นี้มีหน้าที่ดูแลกิจการด้านศาสนาอิสลามแทนที่องค์กรเดิมในสมัยอาณาจักรออตโตมันที่ล่มสลายไปแล้ว
ซึ่งหนึ่งในภารกิจของ Diyanet ที่สาคัญมากคือการร่างบทเทศนาประจาละหมาดวันศุกร์แก่มัสยิดกว่า
85,000 แห่งทั่วตุรกีและมัสยิดกว่า 2,000 แห่งในต่างประเทศที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ Diyanet
รวมถึงเป็นสถาบันที่อบรมความรู้ศาสนาแก่อิหม่ามในประเทศตุรกีด้วย
นับแต่ปี ค.ศ. 2006 เป็นต้นมา Diyanet ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก จนในปี
2015 งบประมาณของหน่วยงานได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 4 เท่า และมีจานวนเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นสองเท่าเป็น
ราว 150,000 คน ในปี 2012 ได้เปิดช่องโทรทัศน์ที่มีรายการตลอด 24 ชั่วโมง และขยายการสอนศาสนา
ไปยังเยาวชนอีกด้วย
34
บทบาทที่เพิ่มขึ้นเรื่อยมาของ Diyanet นั้นมีส่วนสาคัญจากการสนับสนุนของพรรค AK ที่มีอัรโด
กันเป็นผู้นา นับแต่ปี 2002 ที่พรรค AK ขึ้นมามีอานาจ Diyanet ได้เปลี่ยนบทบาทจากหน่วยงานที่ดูแล
เรื่องกิจศาสนาและเฝ้าระวังมิให้ศาสนามามีบทบาทในการปกครองของรัฐเพื่อรักษาความเป็นรัฐ secular
ที่สาธารณรัฐตุรกียึดถือไว้มาโดยตลอด สู่การเป็นองค์กรที่เผยแพร่อิสลามทั้งในและต่างประเทศด้วย
ด้วยเหตุนี้อัรโดกันจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขากาลังทาลายความเป็น secular ของสาธารณรัฐตุรกีลงและ
รื้อฟื้นบทบาททางศาสนาในแบบอาณาจักรออตโตมันเข้ามาแทนที่ บทบาทในต่างประเทศนี่เองที่มีผล
อย่างมากต่อการสร้างความนิยมต่อตุรกีแก่มุสลิมทั่วโลก มีมัสยิดและโรงเรียนมากกว่า 100 แห่ง ที่ถูก
สร้างใน 25 ประเทศ ซึ่งบางโปรเจคนั้นใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯทีเดียว
สาหรับประเทศไทยนั้นก็มีความสัมพันธ์กับ Diyanet ด้วยเช่นกัน ทั้งในระดับนักศึกษาไทย
ทั่วไปที่ได้รับทุนการศึกษาต่อในประเทศตุรกีหลายสิบคน ซึ่งเป็นทุนที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ทั้งหมด และในระดับองค์ศาสนาอิสลามที่มีการพบปะระหว่างทั้งสองประเทศ
ภาพที่ 30 ฯพณฯ อาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีในฐานะผู้นามุสลิมไทย ได้เข้าเยี่ยมและพบปะผู้นา
ขององค์กร Diyanet ณ ประเทศตุรกี พร้อมทั้งให้โอวาทแก่นักศึกษาไทยในตุรกีด้วย
35
ภาพที่มัสยิดบางอุทิศซึ่งได้รับงบประมาณในการบูรณะจากรัฐบาลตุรกี โดยบนประตูทางเข้ามี
ตราออตโตมันประดับอยู่มานับแต่อดีต แสดงถึงอิทธิพลของออตโตมันเป็นที่รับรู้ของมุสลิมในกรุงเทพฯ
มานาน
เสริมบทบาทด้านมนุษยธรรม
บทบาทที่มีผลทาให้โลกมุสลิมยอมรับตุรกีมากที่สุดน่าจะเป็นบทบาทด้านมนุษยธรรม ตุรกีเป็น
แหล่งพักพิงสาคัญสาหรับผู้อพยพลี้ภัยสงครามจากตะวันออกกลางมานานนับทศวรรษ และมีภารกิจทาง
มนุษยธรรมในกว่า 140 ประเทศทั่วโลกในหลากหลายภารกิจไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติหรือมนุษย์
สร้างขึ้น โดยไม่จากัดเฉพาะประเทศมุสลิมเท่านั้น จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่บริจาค
เพื่อมนุษยธรรมมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะในช่วงราว 5 ปีที่ผ่านมาซึ่งประเทศซีเรียประสบวิกฤติการณ์
ด้านมนุษยธรรมเป็นอย่างมาก นับแต่สงครามกลางเมืองเริ่มขึ้นจนปัจจุบัน ตามข้อมูลของ UNHCR มี
ชาวซีเรียที่ต้องลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้านเกือบ 5 ล้านคน โดยที่กว่าครึ่งหนึ่งนั้นได้อพยพไปยังค่ายผู้
ลี้ภัยในตุรกี ที่ผ่านมาตุรกีได้มอบความช่วยเหลือเป็นเงินกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปแล้วโดยใน
จานวนนี้มีเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากต่างชาติเพียง 4.5 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น โดยความ
ช่วยเหลือนี้ครอบคลุมทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และที่อยู่อาศัย ลงอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งตุรกีเข้าไปมี
บทบาทด้านมนุษยธรรมอย่างแข็งขันและยังเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้โลกมุสลิมโดยเฉพาะในภูมิภาค
อาเซียนให้การยอมรับตุรกีคือบทบาทในการบรรเทาทุกข์แก่ชาวโรฮิงญา ชาวโรฮิงญานั้นถูกกล่าวถึง
จากสหประชาชาติว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง และรัฐบาล
พม่าไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้าไปให้ความช่วยเหลือมากนัก แต่ตุรกีกลับสามารถเข้าไปมีบทบาท
ช่วยเหลือชาวโรฮิงญาได้ค่อนข้างมากจากการพยายามสานสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่าโดยเฉพาะภายหลัง
การเลือกตั้งที่ผ่านมา นับแต่ปี 2012 เป็นต้นมามูลค่าความช่วยเหลือที่ตุรกีมอบให้มีมูลค่าไม่ต่ากว่า 13
36
ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังส่งตัวแทนระดับสูงของประเทศเข้ามายังพื้นที่นี้ด้วยตนเอง เช่น ในปี 2013
ศ.ดร.อะหมัด ดาวุดโอฆลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของตุรกีได้เดินทางเข้ามาพบปะกับ
ชาวโรฮิงญา การเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาคมมุสลิมทั่วโลกแม้ในพื้นที่ซึ่ง
ไม่ได้มีปัญหามากนักอย่างประเทศไทยก็ตามสะท้อนถึงความจริงจังและจริงใจในการให้ความช่วยเหลือด
แน่นอนว่านโยบายนี้จะประสบความสาเร็จได้นั้นมีส่วนสาคัญจากประชาชนของตุรกีเองที่ให้การ
สนับสนุนเป็นอย่างดี และตุรกีเองมีองค์กรทั้งที่เป็นรัฐและมิใช่รัฐที่เดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้
ความช่วยเหลือด้วยตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วไม่แปลกเลยว่าภาพลักษณ์ของตุรกีต่อโลกมุสลิมนั้นจะมี
แนวโน้มเป็นไปในทางที่ดี เพราะประชาคมมุสลิมทั่วโลกนั้นจะมีความรู้สึกผูกพันธ์กันด้วยปัจจัยทาง
ศาสนาเป็นทุนเดิม ดังเช่นวจนะจากท่านศาสดามูฮัมหมัดที่ได้เรียกร้องให้มุสลิมรักกันประหนึ่งเรือนร่าง
เดียวกันที่หากส่วนใดส่วนหนึ่งเจ็บปวด ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ฉะนั้นการที่
ตุรกีช่วยมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนก็เท่ากับได้ช่วยพี่น้องมุสลิมทั่วโลกไปด้วยเช่นกัน
ภาพที่ศ.ดร.ดาวุด โอกลู อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกีเข้าเยี่ยม
ชาวโรฮิงญาในรัฐอาระกันของประเทศพม่า
เป็นตัวกลางจัดการเจรจา
เอกลักษณ์เด่นอย่างหนึ่งของนโยบายต่างประเทศตุรกีคือการพยายามเลี่ยงการสร้างคู่ขัดแย้งให้
มากที่สุด โดยเฉพาะนับจากการประกาศนโยบาย “Zero Problem” ในปี 2011 โดย ศ.ดร.ดาวุด โอกลู
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งนโยบายนี้ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมากเนื่องจากทาให้
ตุรกีก้าวพ้นความขัดแย้งต่าง ๆ ได้จริง ยิ่งไปกว่านั้นตุรกีจึงได้รับความไว้วางใจให้กลายเป็นคนกลางใน
การเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งต่าง ๆ ซึ่งนี่ถือเป็นการยอมรับโดยอ้อมถึงความเป็นมหาอานาจระดับภูมิภาค
ของตุรกี โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่หลายประเทศเป็นคู่ขัดแย้งกันมาโดยตลอด เช่น ใน
ปัจจุบันที่มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศ GCC และประเทศกาต้า ตุรกีก็ได้แสดงบทบาทสาคัญใน
การเป็นตัวกลางที่พยายามคุมระดับความขัดแย้งมิให้บานปลาย
37
2.3อินโดนีเซีย:สู่การเป็นผู้นาแห่งอาเซียน
สาหรับกรณีของอินโดนีเซียนั้นแม้จะดูมีอิทธิพลไม่มากนัก แต่ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น
อย่างต่อเนื่องจึงเป็นต้นทุนอย่างดีในการเสริมสร้าง Soft Power ของชาติ ประกอบกับอินโดนีเซียนั้นมี
ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีส่วนในการสร้าง Soft Power มากอยู่แล้ว แต่ขาดงบประมาณในการนาเสนอปัจจัย
เหล่านั้นสู่โลก เช่น ศิลปะ วัฒนธรรม ทุนการศึกษา เป็นต้น ในระยะหลังมานี้ไม่เพียงแต่รัฐเท่านั้นซึ่งมี
นโยบายอันเป็นผลบวกต่อ soft power มากขึ้น แม้แต่องค์กรเอกชนเองก็มีบทบาทสาคัญไม่แพ้กัน
บูรณาการเพื่อยกระดับ Soft Power
เมื่อเดือนกันยายนในปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Joko Widodo ได้กาชับให้กระทรวงต่าง ๆ ได้
บูรณาการการทางานเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศให้ดีขึ้น28
จากในปัจจุบันที่กระทรวงต่าง ๆ
มักจะดาเนินงานโดยแยกส่วนกัน เช่น กระทรวงพานิชย์จะเน้นสร้างภาพลักษณ์เฉพาะเรื่องการค้าการ
ลงทุน ในขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวจะเน้นสร้างภาพลักษณ์เฉพาะการท่องเที่ยว ทั้งที่ในความเป็น
จริงแล้วสามารถที่จะร่วมกันทางานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ และประธานาธิบดี Joko Widodo ยังกล่าว
อีกด้วยว่าหากจะแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ ต้องผนวกเอาวัฒนธรรม อาหารการกิน และกีฬา ผนวก
รวมเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของชาติ
ทุน DARMASISWA เพื่อการเผยแพร่วัฒนธรรมอินโดนีเซีย
ทุน DARMASISWA คือทุนการศึกษาที่มอบให้กับนักศึกษาต่างชาติทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์
ทางการทูตกับอินโดนีเซีย เพื่อให้นักศึกษาเหล่านี้ได้เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม ศิลปะ อาหารและการ
ท่องเที่ยว อันเป็นเอกลักษณ์ของอินโดนีเซีย โดยทุนดังกล่าวจะครอบคลุมค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าหนังสือ ค่า
พาหนะภายในประเทศ ค่าประกันสุขภาพและค่าใช้จ่ายส่วนตัว และทาการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนา
ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ โดยมี
กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ดูแลทุนการศึกษานี้
ทุนนี้ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1974 ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือ ASEAN โดยเปิดรับ
เฉพาะนักศึกษาจากในอาเซียนเท่านั้น อย่างไรก็ตามนับแต่ปี 1976 เป็นต้นมาได้เปิดให้หลากหลาย
ประเทศโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ สวีเดน ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส แคนาดา เยอรมนี และ
ภายหลังจึงได้เปิดรับนักศึกษาจากทุกชาติที่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งนับแต่ปี
2010 เป็นต้นมาในแต่ละปีมีนักศึกษาราว 500 – 700 คนกว่า 80 ประเทศจากทุกภูมิภาคที่เข้าร่วมใน
ทุนการศึกษานี้ สะท้อนถึงผลจากการที่เศรษฐกิจมีการเติบโตจนสามารถใช้งบประมาณในการเผยแพร่
Soft Power ของชาติได้มากขึ้น
เป้าหมายของของ DARMASISWA นั้นมีขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ชาวต่างชาติโดยเฉพาะนักศึกษาซึ่ง
จะเป็นกาลังหลักของแต่ละชาติมีความรู้ความเข้าใจในภาษาและวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย อันจะทาให้
ชาติต่าง ๆ นั้นมีความรู้สึกเปิดรับและมีมุมมองเชิงบอกต่ออินโดนีเซียมากขึ้น
38
ตารางแสดงจานวนผู้ได้รับทุน DARMASISWA ในแต่ละปี
ทุน Muhammadiyah
นอกจากทุน DARMASISWA ซึ่งเป็นทุนการศึกษาของรัฐบาลที่มอบแก่คนทุกศาสนาแล้ว ยังมี
ทุนสาคัญอีกทุนหนึ่งซึ่งมอบให้นักศึกษาต่างชาติจานวนมาก คือทุนที่มอบโดยองค์กร Muhammadiyah
ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่เน้นการศึกษาและเผยแพร่ศาสนาอิสลาม โดยในแต่ละปีทางองค์กร
Muhammadiyah ได้มอบทุนให้กับนักศึกษามุสลิมไทยกว่า 200 ทุน เพื่อศึกษายังมหาวิทยาลัยของ
องค์กร Muhammadiyah จานวน 14 แห่งทั่วสาธารณรัฐอินโดนีเซียผ่านความร่วมมือของศูนย์
อานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
39
บทที่ 2
การปรับตัวของไทยเพื่อสอดรับ
กับการผงาดของชาติมุสลิม
ดึงการลงทุนจากกลุ่มประเทศ GCC
“กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” หรือ “กองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งชาติ” (Sovereign Wealth
Fund คือกองทุนเพื่อการลงทุนประเภทหนึ่งซึ่งรัฐเป็นผู้จัดการกองทุนเอง ซึ่งเงินลงทุนนั้นจะมาจาก
งบประมาณภาครัฐเป็นหลัก และในบางประเทศอาจเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้ โดยจะลงทุนใน
รูปแบบต่าง ๆ เพื่อนาผลกาไรมาเป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศต่อไป บางประเทศอาจมีกองทุน
เดียวแต่บางประเทศเช่นจีนหรือ UAE นั้นได้ตั้งไว้หลายกองทุนด้วยกัน ซาอุดิอาระเบียเป็นชาติหนึ่งซึ่ง
ให้ความสาคัญกับ“กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ”มาก เนื่องจากมีงบประมาณมหาศาลจากการส่งออก
น้ามัน แต่ในอนาคตที่ราคาน้ามันจะค่อย ๆ ลดลงจึงจาเป็นที่ต้องลงทุนในกิจการประเภทอื่น ๆ เพื่อ
ยังคงประกันว่าเศรษฐกิจของประเทศจะไม่เกิดปัญหานักเมื่อไม่สามารถพึ่งพารายได้จากน้ามันได้มาก
เหมือนอดีต ทาให้เมื่อปลายปีที่แล้วรัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้มีแผนที่จะเพิ่มงบประมาณให้กับกองทุน
ของตนอีกกว่า 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกทั้งจะถ่ายโอนให้บริษัท Saudi Aramco ซึ่งเป็นผู้ดูแล
กิจการน้ามันของชาติซาอุฯให้อยู่ภายใต้การดูแลของกองทุนนี้ด้วย อันจะทาให้กองทุนนี้กลายเป็น
กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และจะใหญ่กว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของ
ประเทศนอเวย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันกว่าสองเท่าตัว โดยจะเน้นไปที่การลงทุนในกิจการที่
เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอนาคต เช่น Uber ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นชั้นแนวหน้าได้รับเงินลงทุนจากกองทุน
ความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดิอาระเบียกว่า 3.5 พันล้านบาท
ภาพที่ แผนภูมิเปรียบเทียบขนาดของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุด 29
40
ไม่เพียงแต่ซาอุดิอาระเบียเท่านั้นที่ให้ความสาคัญกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ กลุ่มประเทศ
GCC ซึ่งร่ารวยมาจากกิจการน้ามันก็มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน กลุ่มประเทศ GCC คือกลุ่มประเทศความ
ร่วมมืออ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่
ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน GCC ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.
1981 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการทูต เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ตลอดจน
ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมอันดีงามระหว่างประเทศสมาชิก รวมทั้งมุ่งมั่นในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกันของประเทศในกลุ่ม GCC เพื่อให้มีอานาจต่อรองมากขึ้นในการแข่งขันโดยเฉพาะในด้านการค้า
กับประเทศนอกกลุ่ม โดยรายได้หลักของประเทศในกลุ่มนี้คือการค้าน้ามันและก๊าซธรรมชาติเป็นปริมาณ
มหาศาลในแต่ละปี ทาให้ประชากรในกลุ่มประเทศเหล่านี้มีรายได้ต่อหัวประชากรไม่น้อยกว่าหรือ
มากกว่าประชากรในโลกตะวันตกเสียอีก อย่างไรก็ตามจากการคาดการณ์ว่าน้ามันจะเริ่มเป็นที่ต้องการ
น้อยลงทาให้รัฐบาลของแต่ละชาติ GCC กาลังเร่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในประเทศของตนให้มีความ
หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกเฉพาะสินค้าน้ามันเพียงอย่างเดียว รวมถึงการนาเงินที่ได้
จากการค้านามันไปลงทุนในกิจการภายนอกประเทศด้วย
ภาพที่10 อันดับประเทศที่มี “กองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งชาติ” (Sovereign Wealth Fund : SWF)
ใหญ่ที่สุด ซึ่งกว่าครึ่งเป็นประเทศมุสลิม30
ยุทธศาสตร์หนึ่งในการก้าวพ้นการพึ่งพาน้ามันคือการที่รัฐก่อตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ
(sovereign wealth fund) ซึ่งเป็นกองทุนที่สั่งสมความมั่งคั่งจากน้ามันแล้วนาไปลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ
โดยในปัจจุบันมีการประเมินว่ากองทุนของรัฐใน GCC นั้นมีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมี
มูลค่าราวครึ่งหนึ่งของกองทุนความมั่งคั่งทั้งโลก ในอดีตกองทุนดังกล่าวมักจะเข้าลงทุนในกิจการของ
โลกตะวันตกเสียมากเนื่องด้วยความคุ้นชินจากการค้าขายน้ามันมาเป็นระยะเวลานาน แต่ภายหลังโลก
ได้เข้าสู่ยุคที่มีการก่อการร้ายมากขึ้นทาให้โลกตะวันตกเริ่มตั้งเงื่อนไขในการเคลื่อนย้ายของทุนอาหรับ
อีกทั้งเศรษฐกิจของโลกตะวันตกกาลังซบเซาลงโดยเฉพาะภายหลัง Hamburger Crisis แต่ในทาง
กลับกันกระแสบูรพาภิวัตน์ทาให้โลกตะวันออกกลายเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งเหมาะ
41
แก่การลงทุน ซึ่งมีด้วยเหตุนี้เองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจึงเห็นทุนอาหรับโดยเฉพาะกองทุนฯเข้ามาลงทุน
ในโลกตะวันออกมากขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีของไทยหากเรามีความพร้อมเพียงพอ เช่น ในปี 2015
กองทุนของรัฐบาลกาต้าได้เข้าลงทุนในธุรกิจด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าของฮ่องกงราว 1 พันล้านดอลล่าสหรัฐฯ
ซึ่งกาต้ามีแผนที่จะลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านดอลล่าสหรัฐฯ ในช่วงระหว่างปี 2015 ถึง 2020 โดยเฉพาะใน
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และอสังหาริมทรัพย์
ส่วนในประเทศไทยนั้นมีนักลงทุนจาก GCC สนใจเข้าทาธุรกิจทาธุรกิจไม่มากนักเมื่อเทียบกับ
ประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความพร้อมใกล้เคียงกับไทย เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย เนื่องจากมีอุปสรรค
สาคัญ 3 ประการ คือความเชื่อและวัฒนธรรมธรรมที่แตกต่าง ขาดการสานสัมพันธ์โดยรัฐต่อรัฐ และขาด
การวางยุทธศาสตร์ระยะยาวโดยรัฐ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่แก้ได้ด้วยการกาหนดยุทธศาสตร์ที่
ชัดเจนและการสั่งสมองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศใน GCC มากขึ้น อีกทั้งไทยมีความพร้อมในการเป็น
แหล่งผลิตอาหารซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ GCC ให้ความสนใจเป็นพิเศษอยู่แล้วด้วย เช่น กลุ่มทุนจากซาอุฯ
เคยมีแผนสร้างโรงงานผลิตสินค้าฮาลาลในนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน
ภาคใต้ เนื่องจากมีความพร้อมทั้งในเรื่องวัตถุดิบและแรงงานที่เป็นมุสลิม อย่างไรก็ตามเนื่องจาก
เหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ทาให้นิคมดังกล่าวไม่ประสบความสาเร็จ แผนการลงทุนจึงถูกยกเลิกไป ทั้งนี้
หากภาครัฐสามารถแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ได้สาเร็จ เชื่อว่าพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ของไทยสามารถเป็นแหล่งลงทุนสาคัญของ GCC ได้แน่นอน เนื่องจากมีบริบทของความเชื่อและ
วัฒนธรรมในพื้นที่ซึ่งใกล้เคียงกับ GCC ไม่แพ้มาเลเซีย ซึ่งต้องเร่งพัฒนาพื้นที่โดยเร็วเนื่องจากใน
ปัจจุบันเป็นช่วงที่ทุนของ GCC กาลังมองหาแหล่งลงทุนในภูมิภาคเอเชียเพื่อทดแทนรายได้จากน้ามันที่
มีแนวโน้มลดลง
นอกจากการลงทุนโดยตรงแล้วการลงทุนโดยผ่านตลาดหลักทรัพย์ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ปัญหา
ของตลาดหลักทรัพย์แบบดั้งเดิมคือมิได้แยกธุรกิจที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามหลักการอิสลามออกจาก
กัน เช่น ระบบดอกเบี้ยซึ่งเป็นที่ต้องห้าม ด้วยเหตุนี้เงินลงทุนจากโลกมุสลิมจานวนมากจึงหลั่งไหลเข้าสู่
ตลาดทุนของประเทศมุสลิมแทนเนื่องจากมีธุรกิจสอดคล้องกับหลักการอิสลามมากกว่า ฉะนั้นหากไทย
สามารถสร้างและยกระดับตลาดหุ้นไทยให้มีส่วนที่รองรับการลงที่ถูกต้องตามหลักอิสลามมากขึ้น เช่น
สร้างระบบการเงินอิสลามมาแทนที่ระบบดอกเบี้ย เป็นที่ยอมรับจากโลกอิสลามมากขึ้น รวมถึงได้รับ
ความสนใจจากผู้ประกอบการชาวไทย ย่อมเป็นโอกาสสาคัญที่จะดึงเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศไทยได้
โดยง่าย และในอนาคตอาจจะยกระดับด้วยการผลึกกาลังกับตลาดหุ้นในอาเซียน เช่น มาเลเซียหรือ
สิงคโปร์ ให้มากขึ้นเพื่อสร้างความน่าดึงดูดจากนักลงทุนมุสลิมจากภายนอกอาเซียน
42
เจาะตลาดโลกมุสลิม
ภาพที่อันดับสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังตะวันออกกลางมากที่สุด31
แม้ในปัจจุบันสินค้าของจีนจะเข้าตีตลาดในโลกมุสลิมมากขึ้นเนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าสินค้าจาก
ชาติอื่น ๆ แต่สินค้าจากไทยก็ยังคงได้รับความนิยมไม่ต่างจากเดิมนักเนื่องจากเป็นที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสินค้า
ที่มีคุณภาพแม้จะมีราคาสูงกว่าสินค้าจากจีนบ้าง นี่คือจุดแข็งของสินค้าไทยซึ่งยากที่ชาติอื่นจะแข่งขันได้
ฉะนั้นสิ่งที่ผู้ส่งออกไทยต้องเรียนรู้คือจะส่งสินค้าใดไปยังประเทศใดเนื่องจากประเทศมุสลิมแต่ละ
ประเทศแม้จะมีความเชื่อเดียวกันแต่บริบทของวัฒนธรรมนั้นต่างกันทาให้ความต้องการสินค้าต่างกัน
เช่น ในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นพื้นที่ซึ่งสามารถทาเกษตรกรรมได้มีอยู่น้อยมากแต่กาลังซื้อมีอยู่สูง
ฉะนั้นสินค้าเกษตรไทย เช่น ข้าวสาร ไก่สด หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ความประณีตละเอียดอ่อนและ
ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตซึ่งทักษะที่ชาวอาหรับขาดแต่เป็นจุดเด่นของผู้ประกอบการไทย เช่น
เครื่องแต่งกาย เครื่องหอม อัญมณี จึงเป็นที่ต้องการของตะวันออกกลางอยู่เสมอ หากเป็นประเทศใน
กลุ่มเอเชียกลางเช่นตุรกีซึ่งมีผลผลิตทางการเกษตรที่เพียงพอก็จะนาเข้าสินค้าเกษตรไทยไม่มากนัก
ยกเว้นในฤดูหนาวที่เพาะปลูกได้ยาก แต่จะเน้นไปที่สินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์
เครื่องปรับอากาศ และสิ่งทอแทน
อย่างไรก็ตามเฉพาะบทบาทของภาคเอกชนนั้นยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุผล ต้องอาศัยการวาง
ยุทธศาสตร์จากรัฐด้วย เช่น การตกลงเขตการค้าเสรีต่าง ๆ การเจรจาเพื่อสร้างความร่วมมือในระดับรัฐ
การคัดเลือกสินค้าไทยที่มีมาตรฐาน การจัดงานแสดงสินค้าไทยในประเทศมุสลิมซึ่งยังไม่รู้จักสินค้าไทย
นัก และการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยถึงบริบทวัฒนธรรมของโลกมุสลิม ซึ่งปัจจุบันประเทศมุสลิม
เริ่มรู้จักสินค้าไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ จากบทบาทการส่งเสริมของภาครัฐที่มากขึ้นตามลาดับ
การท่องเที่ยววิถีฮาลาล
ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายสาคัญของการท่องเที่ยวโลก โดยในปีที่ผ่านมากรุงเทพฯได้ขึ้นเป็น
เมืองที่มีผู้เข้ามาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกแทนที่มหานครลอนดอนเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในแต่ละปีเอง
ประเทศไทยก็ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมจานวนมาก จากรายงาน Global Muslim Travel Index
2017 (GMTI) หรือดัชนีการท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั่วโลก จัดทาโดย Master Card ร่วมกับ
43
CrescentRating ซึ่งเป็นบริษัทให้คาปรึกษาเรื่องการท่องเที่ยววิถีมุสลิม ได้ระบุว่าในบรรดาประเทศที่
ไม่ใช่ประเทศมุสลิมนั้น ประเทศไทยเป็นจุดหมายอันดับสองที่เหมาะสาหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม
ภาพที่ประเทศที่เหมาะสาหรับนักท่องเที่ยวมุสลิมมากที่สุด 20 อันดับแรก
โดยแยกระหว่างกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมและประเทศมุสลิม 32
สาหรับนักท่องเที่ยวมุสลิมนั้นมีผู้เข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นโดยตลอด โดยสถิติจากภาครัฐระบุ
ว่านักท่องเที่ยวจากประเทศมุสลิมในปี 2006 นั้นมีอยู่ราว 2.63 ล้านคนได้เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัวในปี
2016 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวได้อย่างคร่าวสองกลุ่มด้วยกัน คือนักท่องเที่ยวจาก
กลุ่มประเทศอาเซียนและกลุ่มนักท่องเที่ยวจากอาหรับ สาหรับนักท่องเที่ยวจากกลุ่มอาเซียนนั้นโดยมาก
จะเป็นการเข้ามาท่องเที่ยวในภาคใต้ของไทยเป็นส่วนใหญ่ จากสถิติของกรมการท่องเที่ยว ในปี พ.ศ.
2559 มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยจานวน 3,533,826คน เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.
2558 ร้อยละ 3.36 ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากนักท่องเที่ยวจีน แหล่งท่องเที่ยว 5 อันดับแรกที่เป็นที่
นิยม คือ หาดใหญ่ กรุงเทพฯ สุไหงโกลก เบตง และ ภูเก็ต เนื่องจากเดินทางสะดวก ไม่ห่างจาก
ชายแดนมาเลเซียมากนัก ซึ่งหลัก ๆ แล้วนักท่องเที่ยวมาเลเซียมาประเทศไทยเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้ามาก
ที่สุดตามเมืองชายแดนและอาเภอหาดใหญ่ รองลงมาคือการท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวตาม
ธรรมชาติ สาหรับนักท่องเที่ยวจากอินโดนีเซียนั้น ในปี พ.ศ. 2559 มีนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 535,625 คน
ซึ่งเพิ่มจากปีก่อนหน้ากว่าร้อยละ 14 แม้ทั้งประชากรของทั้งสองชาติจะไม่ใช่มุสลิมทั้งหมด แต่มีสัดส่วน
ประชากรมุสลิมเป็นจานวนมาก
สาหรับนักท่องเที่ยวชาวอาหรับในปีที่ผ่านมานั้นมีจานวนราว 6 แสนคน และเป็นที่น่ายินดีว่า
นักท่องเที่ยวชาวอาหรับนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีราวปีละร้อยละ 10 โดยเฉพาะนักเที่ยวชาวซาอุฯ ซึ่ง
44
เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 จากปี 201533
รูปแบบที่ดึงดูดชาวมุสลิมจากตะวันออกกลางได้มากคือการ
ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะธุรกิจด้านการรักษาสุขภาพในชาติอาหรับนั้นมีราคาที่สูงมาก เนื่องจาก
การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพยังไม่ก้าวหน้าทาให้ไม่สามารถผลิตแพทย์ได้เองเพียงพอ จึงต้อง
จ้างบุคลากรทางการแพทย์จากต่างชาติ หากเทียบแล้วการเดินทางมายังประเทศไทยจะทาให้ได้รับการ
รักษาพยาบาลที่ถูกกว่าในมาตรฐานระดับโลก และโดยวัฒนธรรมชาวอาหรับนั้นหากมีสมาชิกเพียงคน
เดียวที่ต้องเข้ารับการรักษาสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวก็จะเดินทางมาดูแลด้วย อีกทั้งบ่อยครั้งที่การ
รักษานั้นใช้เวลานานทาให้ทั้งครอบครัวต้องอยู่ในเมืองไทยนานขึ้น จึงเป็นเหตุให้แม้นักท่องเที่ยวชาว
อาหรับจะเดินทางมายังประเทศไทยไม่มากเมื่อเทียบชาติอื่น ๆ แต่การใช้จ่ายต่อหัวถือว่าสูงเป็นอันดับ
ต้น ๆ ทีเดียว โดยชาติที่มีการใช้จ่ายรายวันต่อหัวมากที่สุดสามอันดับแรกได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐฯ
อาหรับเอมิเรต และคูเวต34
เนื่องจากค่าครองชีพในประเทศอาหรับที่ร่ารวยนั้นสูงกว่าไทยทาให้
นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าสินค้าไทยนั้นมีราคาถูก อีกทั้งยังมีกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่
หลากหลายซึ่งไม่มีในโลกอาหรับเนื่องจากภูมิประเทศเป็นทะเลทรายเสียมาก นอกจากรูปแบบการ
ท่องเที่ยวแล้วการที่ไทยมีที่พักซึ่งมีมาตรฐานสูงยังเป็นปัจจัยสาคัญ เนื่องจากนักท่องเที่ยวอาหรับนิยม
เดินทางเป็นครอบครัวและไม่ชอบวิถีชีวิตที่สมบุกสมบันนัก จึงต้องการที่พักที่สะดวกสบายพอสมควร
น้อยมากที่จะเดินทางในลักษณะ Backpacker เหมือนนักท่องเที่ยวจากตะวันตก
ทั้งนี้ ปัจจัยสาคัญที่ทาให้นักท่องเที่ยวมุสลิมเลือกเดินทางไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นคือ
อาหารฮาลาลและสถานที่ละหมาด แม้ไทยจะมีมุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อยราวร้อยละ 5 ของประชากร แต่
อาหารฮาลาลหรืออาหารที่ถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลามและสถานที่ละหมาดนั้นสามารถหาได้ง่าย
ตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในกรุงเทพเกือบทั้งหมดจะมีอาหารฮาลาล
และห้องละหมาดเตรียมพร้อมไว้เสมอเพื่อดึงดูดลูกค้ามุสลิม อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายจุดที่ยังไม่มี
ความพร้อมรับนักท่องเที่ยวมุสลิม หรืออาจจะมีอยู่แต่ไม่มีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้เอง
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้จัดทาแอพลิเคชั่น “Muslim Friendly Destination” เพื่อ
อานวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการหาสถานที่ละหมาดและอาหารฮาลาล
โดยรวมแล้วการท่องเที่ยวของไทยถือว่าประสบความสาเร็จเป็นอย่างสูงโดยสามารถครองอันดับ
สองในฐานะประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิมแต่เป็นที่นิยมสาหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม อย่างไรก็ตามไทย
สามารถยกระดับการท่องเที่ยวของเราได้อีกด้วยการเรียนรู้จากประเทศที่เป็นอันดับหนึ่งคือประเทศ
สิงคโปร์ เช่น การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ดี การสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและ
ทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว การเพิ่มจุดบริการอาหารฮาลาลให้ครอบคลุมมากขึ้น และอีกหนทางหนึ่งคือ
การประสานความร่วมด้านการท่องเที่ยวกับประเทศมาเลเซีย เนื่องจากประเทศมาเลเซียเป็นจุดหมาย
การท่องเที่ยวอันดับหนึ่งสาหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม และไทยนั้นมีพรมแดนที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย
อยู่แล้ว ฉะนั้นหากสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เช่น จัดโปรแกรมท่องเที่ยวที่เกี่ยวโยงทั้งสอง
ประเทศไว้ ได้สาเร็จ ก็จะเพิ่มจานวนนักท่องเที่ยวมุสลิมได้อีก
45
บทสรุป
กล่าวโดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่าประเทศมุสลิมหลายชาติกาลังผงาดขึ้นทั้งในแง่เศรษฐกิจและ
การเมือง โดยเฉพาะสามประเทศที่ได้การกล่าวถึงเป็นพิเศษในรายงานฉบับนี้ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย
ตุรกี และ อินโดนีเซีย ดังที่เราเห็นได้ว่าเศรษฐกิจของทั้งสามชาตินั้นที่ดีมาโดยตลอดมีแนวโน้มจะเติบโต
ขึ้นอีกจากปัจจัยต่าง ๆ ดังที่กล่าวไว้แล้วในบทที่ 2
สาหรับประเทศซาอุดิอาระเบียนั้นมีจุดแข็งอยู่ที่การมีเงินทุนสารองจานวนมากจากการขาย
น้ามัน ซึ่งสามารถแปรเงินจานวนนี้เป็นการสร้างเทคโนโลยีและดึงบุคลากรจากต่างชาติที่มีความรู้
ความสามารถเข้ามาพัฒนาประเทศได้ อีกทั้งยังใช้อานาจทางเศรษฐกิจที่มีไปเสริมสร้าง Soft Power
มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ซาอุดิอาระเบียเองก็มีความท้าทายที่ต้องเผชิญอยู่เช่นกัน เช่น ในระยะ
ยาวแล้วจะพัฒนาศักยภาพของพลเมืองในชาติเองได้หรือไม่ ชาวต่างชาติจะพอใจที่จะอาศัยในประเทศ
มากเพียงใด จะทาให้นวัตกรรมที่เกิดขึ้นเกิดประโยชน์กับชาติได้อย่างไร ยังรวมถึงภัยจากความขัดแย้ง
ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับอิหร่าน ด้วยเหตุนี้การมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว
จึงไม่เพียงพอ ต้องเสริมสร้างให้ชาติมีความมั่นคงด้วย
ในกรณีของตุรกีนั้น ตุรกี หรือ สาธารณรัฐตุรกี ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความพิเศษเป็นอย่างมาก
เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างสองทวีปสาคัญของโลกนั่นคือเอเชียและยุโรป มีพรมแดนที่ติดกับประเทศถึง 8
ประเทศและมีทางออกทะเลถึงสามทาง ที่ตั้งของตุรกีในปัจจุบันนั้นหากมองย้อนไปในอดีตจะพบว่าเคย
ถูกสับเปลี่ยนหมุนเวียนตกอยู่ใต้การปกครองของหลายกลุ่มด้วยกัน ก่อนจะถูกปกครองด้วยชาวเติร์กนั้น
ดินแดนแห่งนี้เคยมีความสาคัญเป็นเมืองหลวงด้านตะวันออกของจักรวรรดิโรมันซึ่งยึดมั่นในศาสนา
คริสต์อีกด้วย ก่อนที่จะล่มสลายด้วยการยึดครองของชาวเติร์กที่มาพร้อมกับศาสนาและวัฒนธรรม
อิสลามในที่สุดภายใต้อาณาจักรออตโตมัน ด้วยเหตุนี้เองตุรกีจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูด
นักท่องเที่ยวจานวนมากให้เข้าไปสัมผัสความหลากหลายที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว และอาศัยจุดเด่น
เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ทาให้สามารถใช้ข้อได้เปรียบนี้ต่อทั้งสองภูมิภาคเพื่อ
การเสริมสร้างเศรษฐกิจและอิทธิพลของตน เช่น การเปิดรับการลงทุนจากโลกอาหรับและการส่งสินค้า
ไปยังยุโรป
ส่วนอินโดนีเซียที่ยังดูไม่โดดเด่นนักในปัจจุบัน แต่ด้วยการเป็นประเทศที่มีประชากรและ
ทรัพยากรจานวนมาก ประกอบกับโครงสร้างพื้นที่ฐานที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ได้ดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน
มากขึ้นเป็นลาดับ เมื่อเงินทุนต่างชาติมากขึ้นย่อมหมายถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนคาดการณ์
ว่าในทศวรรษหน้าอินโดนีเซียจะกลายเป็นผู้นาอาเซียนได้ไม่ยากนัก และดังที่กล่าวไปแล้วว่าปัจจัยทาง
เศรษฐกิจคือฐานสาคัญของการดาเนินนโยบายระหว่างประเทศ แน่นอนว่าจะพัฒนาการในหลาย ๆ ด้าน
เกิดขึ้นกับอินโดนีเซียตามมาแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเมื่อกลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลางกาลังถูก
46
บีบให้ต้องสลายตัวลง ทาให้สมาชิกกลุ่มที่จานวนหนึ่งเป็นชาวอินโดนีเซียจะกลับมาขยายแนวคิดก่อการ
ร้ายในประเทศ รวมถึงการร่วมมือกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอื่น ๆ ในอาเซียนได้เช่นกัน
ในแง่ภาพรวมของโลกมุสลิมจะเห็นว่ามีความพยายามสร้างความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ
มากขึ้น โดยเฉพาะในทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งโลกมุสลิมเกิดปัญหาหลายประการและความช่วยเหลือจาก
ประเทศภายนอกนั้นไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ซ้าร้ายยังทาให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น ซึ่งสุดท้าย
แล้วผลเสียที่เกิดขึ้นก็จะกระทบกับโลกมุสลิมเอง ด้วยเหตุนี้เองจึงผลักดันให้ชาติมุสลิมชั้นนา เช่น
ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี และอินโดนีเซีย แสดงบทบาทในการเป็นผู้ประสานโลกมุสลิมและร่วมกันแก้ปัญหา
ที่เกิดขึ้น อันจะทาให้ในระยะยาวโลกมุสลิมในภาพรวมจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเช่นกัน
ในโลกยุคโลกาภิวัตน์นี้การผงาดขึ้นของชาติใดชาติหนึ่งมักหนีไม่พ้นการเกี่ยวข้องกับชาติอื่น ๆ
ทั้งในแง่ความร่วมมือและความขัดแย้ง โดยประเทศไทยนั้นมีพื้นฐานที่พร้อมสาหรับการเข้าเป็นส่วนหนึ่ง
ของกระแสการเจริญก้าวหน้าของโลกมุสลิมนี้ด้วยการปรับปรุงและยกระดับกลต่าง ๆ ให้มีความ
เหมาะสมกับบริบทของโลกและโลกมุสลิมที่กาลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน เช่น การพัฒนา
อาหารฮาลาลและจัดเตรียมสถานที่ละหมาดเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมุสลิม การจัดสภาพแวดล้อม
ทางการเงินและการลงทุนเพื่อดึงดูดให้กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากโลกมุสลิมให้ความสนใจ หากทา
ได้เช่นนี้แล้วเชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงซบเซาได้ขยายตัวขึ้น
47
บรรณานุกรม
Arab countries continue their investments in Turkey. (2016, December 15). Retrieved August 17, 2017,
from https://www.dailysabah.com/business/2016/12/16/arab-countries-continue-their-investments-in-
turkey
Best Muslim/Halal friendly holiday destination rankings. Retrieved August 17, 2017, from
https://www.crescentrating.com/travel-index-ranking.html
Croucher, M. (2014, July 05). Robot ‘maid’ keeps solar panels clean. Retrieved August 13, 2017,
from https://www.thenational.ae/business/technology/robot-maid-keeps-solar-panels-clean-1.304204
Derolle, P. G. (2015, May 3). What does it mean to be an emerging power? Retrieved August 10, 2017, from
http://www.moderndiplomacy.eu/index.php?option=com_k2&view=item&id=652%3Awhat-does-it-
mean-to-be-an-emerging-power&Itemid=768
GDP ranking. Retrieved August 20, 2017, from http://data.worldbank.org/data-catalog/GDP-ranking-table
Indonesia Military Expenditure 1974-2017. Retrieved August 10, 2017, from
https://tradingeconomics.com/indonesia/military-expenditure
GDP ranking. Retrieved August 12, 2017, from http://data.worldbank.org/data-catalog/GDP-ranking-table
5 Year Crude Oil Prices and Price Charts. (2017, August 18). Retrieved August 14, 2017,
from http://www.infomine.com/investment/metal-prices/crude-oil/5-year/
GDP growth (annual %). (n.d.). Retrieved August 16, 2017, from http://data.worldbank.org/indicator
/NY.GDP.MKTP.KD.ZG?end=2016&locations=MY-ID-TH&start=2006&view=chart
GDP, PPP (current international $). (n.d.). Retrieved August 16, 2017, fromhttp://data.worldbank.org
/indicator/NY.GDP.MKTP.PP.CD?locations=MY-ID-TH
Investments, I. (2015, December 29). Indonesia Investments. Retrieved August 16, 2017, from
https://www.indonesia-investments.com/news/todays-headlines/government-of-indonesia-preparing-
2016-infrastructure-projects/item6322
Iraq, Kurds, Turks and oil A tortuous triangle. https://cdn.static-economist.com/sites/default/
files/images/print-edition/20121222_MAM920.png
List of countries by sovereign wealth funds. (2017, August 10). Retrieved August 18, 2017, from
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_sovereign_wealth_funds
48
Martin, M., & Almashabi, D. (2016, November 30). Saudi Arabia Boosts Wealth Fund With $27 Billion
Injection. Retrieved August 15, 2017, from https://www.bloomberg.com/news/articles/2016-11-
30/saudi-arabia-to-transfer-27-billion-to-sovereign-wealth-fund
Moving Forward. (2017, July 02). Retrieved August 17, 2017, from http://www.kaec.net/
New strategy needed: Failed Indonesian bullet train bid highlights Japan's weakness. (2015, October 01).
Retrieved August 18, 2017, from https://asia.nikkei.com/Politics-Economy/International-
Relations/Failed-Indonesian-bullet-train-bid-highlights-Japan-s-weakness
POPULATION DENSITY. Retrieved August 20, 2017, from http://www.3dgeography.co.uk/population-density-
maps
Post, T. J. (n.d.). Jokowi wants unified ‘national branding’ for positive image. Retrieved August 19, 2017,
from http://www.thejakartapost.com/news/2016/09/27/jokowi-wants-unified-national-branding-for-
positive-image.html
Power shift. (2011, August 04). Retrieved August 20, 2017, from https://www.economist.com/blogs
/dailychart/2011/08/emerging-vs-developed-economies
Rail_transport_map_of_Saudi_Arabia . Retrieved August 17, 2017,https://en.wikipedia.org/wiki/
Haramain_High_Speed_Rail_Project
Soft Power 30. Retrieved August 09, 2017, from http://softpower30.com/
Szoldra. (2017, March 15). The 25 most powerful militaries in the world. Retrieved August 15, 2017, from
http://www.businessinsider.com/the-worlds-most-powerful-militaries-2017-3
Saudi Arabia's post-oil future. (2016, April 30). Retrieved August 14, 2017, from https://www.economist.com
/news/middle-east-and-africa/21697673-bold-promises-bold-young-prince-they-will-be-hard-keep-
saudi-arabias
The Global Competitiveness Index 2016-2017. Retrieved August 19, 2017, fromhttp://reports.weforum.org/
global-competitiveness-index/
Tomas Hirst, The world's most important trade route? Retrieved August 18, 2017, from
https://www.weforum.org/agenda/2014/05/world-most-important-trade-route/
49
Tourism Statistics 2016. Retrieved August 20, 2017, from http://www.mots.go.th/more_news.php?cid=435&
filename=index
TURKEY-exports-graphic. https://dailybrief.oxan.com/g/oxweb/GA214260/272-TURKEY-exports-
graphic_1200.png
Turkey's SME's driving force behind exports. (2015, November 19). Retrieved August 18, 2017,
from https://www.dailysabah.com/economy/2015/11/19/turkeys-smes-driving-force-behind-exports
U.S. Energy Information Administration - EIA - Independent Statistics and Analysis. Retrieved
August 09, 2017, from https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=15531
U.S. Global Investors U.S. Global Investors. Retrieved August 13, 2017, from http://www.usfunds.com/
investor-library/frank-talk/saudi-oil-flowing-east/
Zahid, I. World Map - Muslim Distribution. Retrieved August 17, 2017, from http://www.islam101.com/
dawah/muslim_world_map.html
‫.,األحمر‬ (2017, August 01). A Saudi world class tourism destination #TheRedSeaProject
pic.twitter.com/Bd2XInQnQB. Retrieved August 15, 2017, from https://twitter.com/TheRedSeaSA
/status/892239999168655360
ชี้ช่อง SMEไทย ล่าขุมทรัพย์ตลาดอาหรับ. Retrieved August 19, 2017, from
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/724357
50
อ้างอิง
1
Derolle, P. G. (2015, May 3). What does it mean to be an emerging power? Retrieved August 10, 2017,
from http://www.moderndiplomacy.eu/index.php?option=com_k2&view=item&id=652%3Awhat-does-it-
mean-to-be-an-emerging-power&Itemid=768
2
Power shift. (2011, August 04). Retrieved August 20, 2017, from https://www.economist.com/blogs
/dailychart/2011/08/emerging-vs-developed-economies
3
GDP ranking. Retrieved August 20, 2017, from http://data.worldbank.org/data-catalog/GDP-ranking-table
4
Indonesia Military Expenditure 1974-2017. Retrieved August 10, 2017, from
https://tradingeconomics.com/indonesia/military-expenditure
5
Soft Power 30. Retrieved August 09, 2017, from http://softpower30.com/
6
Szoldra. (2017, March 15). The 25 most powerful militaries in the world. Retrieved August 15, 2017, from
http://www.businessinsider.com/the-worlds-most-powerful-militaries-2017-3
7
Zahid, I. World Map - Muslim Distribution. Retrieved August 17, 2017, from
http://www.islam101.com/dawah/muslim_world_map.html
8
GDP ranking. Retrieved August 12, 2017, from http://data.worldbank.org/data-catalog/GDP-ranking-table
9
5 Year Crude Oil Prices and Price Charts. (2017, August 18). Retrieved August 14, 2017,
from http://www.infomine.com/investment/metal-prices/crude-oil/5-year/
10
U.S. Energy Information Administration - EIA - Independent Statistics and Analysis. Retrieved
August 09, 2017, from https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=15531
11
U.S. Global Investors U.S. Global Investors. Retrieved August 13, 2017,
from http://www.usfunds.com/investor-library/frank-talk/saudi-oil-flowing-east/
12
Saudi Arabia's post-oil future. (2016, April 30). Retrieved August 14, 2017, from
https://www.economist.com/news/middle-east-and-africa/21697673-bold-promises-bold-young-prince-
they-will-be-hard-keep-saudi-arabias
13
Croucher, M. (2014, July 05). Robot ‘maid’ keeps solar panels clean. Retrieved August 13, 2017,
from https://www.thenational.ae/business/technology/robot-maid-keeps-solar-panels-clean-1.304204
14
‫.,األحمر‬ (2017, August 01). A Saudi world class tourism destination #TheRedSeaProject
pic.twitter.com/Bd2XInQnQB. Retrieved August 15, 2017, from https://twitter.com/TheRedSeaSA
/status/892239999168655360
15
Moving Forward. (2017, July 02). Retrieved August 17, 2017, from http://www.kaec.net/
16
(n.d.). Retrieved August 20, 2017, from http://www.3dgeography.co.uk/population-density-maps
17
https://en.wikipedia.org/wiki/Haramain_High_Speed_Rail_Project#/media
/File:Rail_transport_map_of_Saudi_Arabia.png
18
https://dailybrief.oxan.com/g/oxweb/GA214260/272-TURKEY-exports-graphic_1200.png
19
Turkey's SME's driving force behind exports. (2015, November 19). Retrieved August 18, 2017,
from https://www.dailysabah.com/economy/2015/11/19/turkeys-smes-driving-force-behind-exports
20
https://cdn.static-economist.com/sites/default/files/images/print-edition/20121222_MAM920.png
51
21
Arab countries continue their investments in Turkey. (2016, December 15). Retrieved August 17, 2017,
from https://www.dailysabah.com/business/2016/12/16/arab-countries-continue-their-investments-in-
turkey
22
Tomas Hirst, The world's most important trade route? Retrieved August 18, 2017, from
https://www.weforum.org/agenda/2014/05/world-most-important-trade-route/
23
GDP growth (annual %). (n.d.). Retrieved August 16, 2017, from http://data.worldbank.org/indicator
/NY.GDP.MKTP.KD.ZG?end=2016&locations=MY-ID-TH&start=2006&view=chart
24
GDP, PPP (current international $). (n.d.). Retrieved August 16, 2017, from
http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.MKTP.PP.CD?locations=MY-ID-TH
25
The Global Competitiveness Index 2016-2017. (n.d.). Retrieved August 19, 2017, from
http://reports.weforum.org/global-competitiveness-index/
26
Investments, I. (2015, December 29). Indonesia Investments. Retrieved August 16, 2017, from
https://www.indonesia-investments.com/news/todays-headlines/government-of-indonesia-preparing-
2016-infrastructure-projects/item6322
27
New strategy needed: Failed Indonesian bullet train bid highlights Japan's weakness. (2015, October 01).
Retrieved August 18, 2017, from https://asia.nikkei.com/Politics-Economy/International-
Relations/Failed-Indonesian-bullet-train-bid-highlights-Japan-s-weakness
28
Post, T. J. (n.d.). Jokowi wants unified ‘national branding’ for positive image. Retrieved August 19, 2017,
from http://www.thejakartapost.com/news/2016/09/27/jokowi-wants-unified-national-branding-for-
positive-image.html
29
Martin, M., & Almashabi, D. (2016, November 30). Saudi Arabia Boosts Wealth Fund With $27 Billion
Injection. Retrieved August 15, 2017, from https://www.bloomberg.com/news/articles/2016-11-
30/saudi-arabia-to-transfer-27-billion-to-sovereign-wealth-fund
30
List of countries by sovereign wealth funds. (2017, August 10). Retrieved August 18, 2017, from
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_sovereign_wealth_funds
31
B. (2016, October 25). ชี้ช่อง SMEไทย ล่าขุมทรัพย์ตลาดอาหรับ. Retrieved August 19, 2017, from
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/724357
32
C. Best Muslim/Halal friendly holiday destination rankings. Retrieved August 17, 2017, from
https://www.crescentrating.com/travel-index-ranking.html
33
Tourism Statistics 2016. Retrieved August 20, 2017, from http://www.mots.go.th/more_news.php?cid=435&
filename=index
34
Ibid.

การผงาดขึ้นของชาติมุสลิม

  • 1.
    การผงาดขึ้นของชาติมุสลิม (The Rise ofMuslim Nations) นายอุสมาน วาจิ ผู้ช่วยนักวิจัยคลังปัญญาฯ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 2.
    การผงาดขึ้นของชาติมุสลิม (The Rise ofMuslim Nations) สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.rsu-brain.com ผู้เขียน : นาย อุสมาน วาจิ ภาพปก : https://i.ytimg.com/vi/o84G0yPr6oE/maxresdefault.jpg เผยแพร่ : 22 สิงหาคม 2560 ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-8864
  • 3.
    สารบัญ บทนา นิยามและตัวชี้วัดของชาติที่กาลังผงาด RisingPower 1 บทที่ 1 การผงาดของชาติมุสลิม 7 ด้านเศรษฐกิจ 8 ด้าน Soft Power 31 บทที่ 2 การปรับตัวของไทยเพื่อสอดรับกับการผงาดของชาติมุสลิม 39 บทที่ 3 บทสรุป 45 บรรณนานุกรม 47 อ้างอิง 50
  • 4.
    1 บทนา ความสาคัญของการศึกษา การที่ชาติใดชาติหนึ่งจะตัดสินใจดาเนินนโยบายต่างประเทศนั้นสิ่งสาคัญคือการทาความเข้าใจ กับความเป็นไปของโลก หากคาดการณ์ผิดไปนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วอาจทาให้ชาติผู้ดาเนิน นโยบายตกต่าลงอีกด้วย แต่ในปัจจุบันพลวัตของโลกยิ่งมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นตามลาดับการ คาดการณ์ในระยะยาวของทิศทางของโลกเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นการทาความเข้าใจกับโลก และทิศทางของโลกในมิติใหม่ ๆ จึงเป็นเรื่องจาเป็น โดยเฉพาะทิศทางของโลกมุสลิมที่ในปัจจุบันได้รับ ความสนใจมากขึ้นเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มักจะเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง เช่น การก่อการร้ายใน เอเชีย สหรัฐฯ และยุโรป หลายครั้งนั้นมากจากผู้ก่อการร้ายที่ได้แนวคิดมาจากกลุ่มก่อการร้ายในโลก มุสลิม อย่างไรก็ตามการมองแต่เพียงด้านลบของโลกมุสลิมนั้นเป็นการมองที่ไม่รอบด้าน ยังมีด้านอื่น ๆ ที่บ่งชี้ว่าชาติมุสลิมบางชาติกาลังเจริญก้าวหน้าขึ้นด้วยเช่นกัน นิยามของชาติที่กาลังผงาด (The Rising Power) หากจะนิยามคาว่า Rising Power อย่างสั้นตามนิยามของ Robert Keohane แล้วก็สามารถ อธิบายว่าเป็นรัฐที่แม้ไม่สามารถมีอิทธิพลต่อระบบระหว่างประเทศมากนักหากดาเนินการเพียงลาพัง แต่สามารถสร้างผลกระทบอย่างเป็นระบบได้หากร่วมมือกับพันธมิตรไม่กี่ชาติหรือมีพลังพอที่จะแสดง บทบาทผ่านองค์กรระหว่างประเทศได้1 เช่น สามารถกาหนดทิศทางความเป็นไปของภูมิภาคใกล้เคียง แต่หากต้องการกาหนดทิศทางในระดับที่มากกว่านั้นต้องอาศัยชาติพันธมิตรหรือองค์กรระหว่างประเทศ เข้าช่วยด้วย ภาพที่ 1 Robert Owen Keohane ผู้เขียนหนังสือ After Hegemony
  • 5.
    2 สิ่งที่ต้องคานึงคืออานาจภายในโลกมีอยู่อย่างจากัด เมื่อชาติใดชาติหนึ่งมีอานาจมากขึ้นย่อม หมายถึงอานาจของชาติอื่น ๆกาลังลดลง (zero-sum game) เช่น ในช่วงเวลาแห่งสงครามเย็นที่โลกอยู่ ภายใต้อานาจของมหาอานาจสาคัญคือสหรัฐฯ และรัสเซีย (Bipolar) ชาติอื่น ๆ จานวนมากจาต้องเลือก ดาเนินนโยบายตามความต้องการของหนึ่งในสองชาติมหาอานาจดังกล่าว ภายหลังสงครามเย็นจบลง การแข่งขันของสองมหาอานาจใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และ สหภาพโซเวียต ก็จบลงไปด้วย เข้าสู่ยุคใหม่ที่ สหรัฐฯ กลายเป็นเจ้าโลกเพียงหนึ่งเดียว (Unipolar) และประเทศอื่นค่อย ๆ อยู่ภายใต้ระบบที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกซึ่งเป็นพันธมิตรสาคัญเป็นผู้กาหนด ส่วนในปัจจุบันด้วยกระแสของบูรพาภิวัตน์ทาให้ สหรัฐฯ และชาติตะวันตกมีความเข้มแข็งน้อยลง แต่หลายชาติในเอเชียกลับมีความเข้มแข็งและมี บทบาทต่อระบบระหว่างประเทศมากขึ้น หรืออาจจะกล่าวได้ว่าโลกของเราได้เริ่มเข้าใกล้ภาวะหลายขั้ว (multipolar) มากขึ้นทุกที ซึ่งในภาวะเช่นนี้สะท้อนว่าความเจริญก้าวหน้านั้นจะไม่จากัดอยู่ที่สหรัฐฯ และ ชาติตะวันตกเพียงไม่กี่ชาติอีกต่อไป แต่จะกระจายอยู่ในหลาย ๆ ชาติแทน ซึ่งรวมถึงชาติมุสลิมด้วย เช่นกัน แต่เดิมศัพท์ Rising Power มักจะใช้เจาะจงแก่ชาติในกลุ่ม BRICS ที่มีการเจริญด้านเศรษฐกิจที่ สูง อย่างไรก็ตามในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีชาติอื่น ๆ อีกที่มีพัฒนาการอย่างโดดเด่น เช่น ตุรกี และ เม็กซิโก ทาให้เริ่มมีการกล่าวถึงหลายชาตินอกกลุ่ม BRICS ว่าเป็น Rising Power ด้วย ภาพที่ 2 กราฟแสดงทิศทางและแนวโน้มของประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) ซึ่งจะ ครองสัดส่วน GDP โลกมากกว่าประเทศตลาดพัฒนาแล้ว (developed markets)2
  • 6.
    3 โดยมาตรซึ่งใช้ชี้วัดว่าชาติใดจะจัดเป็น Rising Powerนั้นได้มีผู้แสดงทรรศนะไว้หลายประเด็น ด้วยกัน ซึ่งประมวลได้ดังนี้ 1.เศรษฐกิจ 10 ชาติที่มี GDP มากที่สุดซึ่งเป็นที่รับรู้ว่าเป็นประเทศที่มีบทบาทต่อโลกอย่างมาก3 อานาจทางเศรษฐกิจนั้นเป็นต้นทุนสาคัญในการดาเนินนโยบายระหว่างประเทศ โดยมีผลใน หลายด้านด้วยกัน เช่น การช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจโดยตรง การพึ่งพาด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน และ การใช้งบประมาณที่มีในการดาเนินนโยบายอื่น ๆ จนอาจกล่าวได้ว่าในบางมุมนั้นนโยบายต่างประเทศ และนโยบายทางเศรษฐกิจคือเรื่องเดียวกันด้วยซ้าไป แม้นโยบายด้านเศรษฐกิจจะดูเป็นเป็นเรื่อง ภายในประเทศมากกว่า เพราะทั้งต่างเอื้อประโยชน์ต่อกันอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่โลก ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดทุนนิยมทาให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผูกพันกับเศรษฐกิจมากขึ้น ภาพที่ 3 รัฐบาลอินโดนีเซียสามารถเพิ่มงบประมาณด้านการทหารอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง4
  • 7.
    4 เมื่อพิจารณาจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าชาติที่มีอิทธิพลมากมักจะมีขนาดเศรษฐกิจ ที่ใหญ่ และในทางกลับกันชาติใดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นก็จะมีอิทธิพลมากขึ้นโดยสัมพัทธ์เช่น สหรัฐฯ ยังคงเป็นมหาอานาจของโลกอยู่ก็ด้วยงบประมาณมหาศาลที่ทาให้การให้ความช่วยเหลือชาติ ต่าง ๆ เป็นไปได้ การมีตลาดที่ใหญ่ทาให้ชาติต่าง ๆ หวังที่จะได้รับมาตรการลดหย่อนภาษีนาเข้าและ เลี่ยงการถูกกีดกันทางการค้า และการที่การทหารของสหรัฐฯ นั้นเข้มแข็งที่สุดในโลกก็ด้วยงบประมาณ ทางทหารที่รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุน ในทางกลับกันประเทศที่มีอัตราการเติบของเศรษฐกิจที่สูงก็จะมี บทบาทมากขึ้นด้วย เช่น ประเทศจีนจากเดิมที่เน้นแต่การดาเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของตนและเลี่ยง การยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่น ก็ต้องเปลี่ยนแนวโนบายสู่การเข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจการ ภายในของชาติอื่น เนื่องจากผลประโยชน์แห่งชาติของจีนนั้นไปตั้งอยู่ในประเทศอื่นมากขึ้น เช่น การที่ จีนส่งกาลังทหารเข้าสู่อัฟกานิสถานเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เนื่องจากเกรงว่าความไม่สงบใน อัฟกานิสถานจะกระทบกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในปากีสถานด้วย 2.อิทธิพลในระดับระหว่างประเทศ นิยามหนึ่งของอานาจนั้นคือความสามารถที่จะทาให้เป้าหมายทาในสิ่งที่ผู้มีอานาจต้องการ หรือไม่ทาในสิ่งที่ผู้มีอานาจไม่ต้องการ หรือผู้มีอานาจจะไม่ทาตามสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการ ไม่ว่าผู้มี อานาจจะกระทาด้วยการบีบบังคับหรือการจูงใจก็ตาม ด้วยเหตุนี้เองการจะชี้วัดว่าประเทศใดประเทศ หนึ่งเป็นมหาอานาจหรือไม่ต้องพิจารณาจากอิทธิพลและบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ เช่น คณะมนตรี ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ประกอบด้วย 5 ชาติมหาอานาจ คือ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราช อาณาจักร และสหรัฐฯ ซึ่งมีอภิสิทธิ์ในการล้มมติ (veto) ของสหประชาชาติได้ หรือการที่ตุรกีพยายามที่ จะเข้าเป็นสมาชิก EU เพื่อต้องการมีส่วนกาหนดทิศทางของ EU อีกทั้งต้องการการยอมรับจาก ประชาคมโลก และการพยายามเป็นตัวกลางในการเจรจาประเด็นความขัดแย้งของประเทศในภูมิภาค ตะวันออกกลาง เช่น กรณีสงครามกลางเมืองในซีเรียและความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและกาต้าร์ 3.Soft Power ที่น่าดึงดูด ภาพที่ 4 อันดับประเทศที่มี Soft Power มากที่สุด 10 อันดับแรก จัดอันดับโดยสถาบัน Portland Communications5
  • 8.
    5 ในปัจจุบันโลกได้ก้าวสู่ยุคสมัยที่การทาสงครามกลายเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากบทเรียนจากอดีต ที่ผ่านมานั้นทาให้รัฐต่าง ๆตระหนักว่าการสร้างสงครามมักจะนามาสู่ความสูญเสียที่มากกว่าประโยชน์ ที่ได้รับ ด้วยเหตุนี้จึงมีมาตรการร่วมกันที่จะเลี่ยงมิให้สงครามเกิดขึ้น เช่นนี้แล้วหากชาติใดชาติหนึ่ง ต้องการยกระดับอานาจของตัวเองจึงต้องพึ่งพาวิธีการที่มิใช่การใช้ความรุนแรง และเน้นไปที่การจูงใจ มากกว่าการบีบบังคับ นโยบายต่างประเทศที่ในแบบ Soft Power ที่เน้นการจูงใจนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธีและมี ความซับซ้อนพอสมควร เช่น ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม มนุษยธรรม โดยเฉพาะในโลกยุค ปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัวยิ่งทาให้ต้องคิดอย่าง รอบคอบก่อนที่จะดาเนินนโยบายใด ๆ มิฉะนั้นแล้วจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ เช่น การ ที่ตุรกีเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในแอฟริกาและโลกมุสลิม รวมถึงการให้งบประมาณ สนับสนุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมทั่วโลก ทาให้มุสลิมจานวนมากมองว่าตุรกีคือรัฐมุสลิมต้นแบบที่ รัฐมุสลิมอื่น ๆ สมควรถือเป็นต้นแบบ ซึ่งจากการจัดอันดับประเทศทีมี Soft Power มากที่สุด 30 อันดับ แรก ปรากฎว่ามีเพียงตุรกีประเทศเดียวเท่านั้นที่เป็นประเทศมุสลิมที่ติดอันดับ 4.กาลังทหารที่เข้มแข็ง ภาพที่ 5 อันดับประเทศที่มีกองทัพเข้มแข็งมากที่สุด 10 อันดับแรก จัดโดยสถาบัน Global Firepower6 แม้ในปัจจุบันสงครามที่มีคู่ขัดแย้งระหว่างรัฐกับรัฐนั้นลดน้อยลงมากนับแต่สงครามเย็นจบลง และโลกเข้าสู่ยุคที่แข่งขันกันในสนามการค้ามากกว่าการรบ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งตลอดจนการสู้รบ กับกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐกลับมีจานวนเพิ่มมากขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้นอย่างมีนัยยะสาคัญ กระทั่ง กลุ่มติดอาวุธบางกลุ่ม เช่น ขบวนการรัฐอิสลาม มีศักยภาพใกล้เคียงกับรัฐบางรัฐด้วยซ้าไป ด้วยเหตุนี้รัฐ ยังจาเป็นที่ต้องรักษากาลังทางทหารไว้เพื่อการประกันความปลอดภัยมั่นคงของชาติ อีกทั้งในโลก ปัจจุบันที่มีความขัดแย้งในหลายพื้นที่ซึ่งสามารถถูกยกระดับกลายเป็นสงครามระหว่างชาติได้โดยง่าย เช่น สงครามกลางเมืองซีเรีย ความขัดแย้งในแคว้นแคชเมียร์ เป็นต้น โดยเฉพาะประเทศมหาอานาจที่ มักถูกคาดหวังให้เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งขนาดใหญ่เหล่านี้เสมอ จึงจาเป็นต้องมีกาลังทหารที่ สามารถส่งไปประจาการตามที่ต่าง ๆ ได้มิใช่เฉพาะปกป้องมาตุภูมิเท่านั้น
  • 9.
    6 และในยุคโลกาภิวัตน์ที่ผลประโยชน์ของชาติหนึ่ง ๆ สามารถไปตั้งอยู่ณ ที่แห่งใดก็ได้ของโลก แม้จะเป็นพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งอยู่ก็ตาม ในบางกรณีจึงจาเป็นที่ต้องมีกาลังทหารที่ส่งเข้าประกบเพื่อ ดูแลด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะมหาอานาจที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ที่มีผลประโยชน์ด้าน พลังงานในตะวันออกกลางอย่างมาก หรือการที่จีนต้องส่งกาลังเข้าไปยังเอเชียกลางเพื่อรักษาความสงบ เรียบร้อยในภูมิภาคซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสาเร็จของโครงการ Belt & Road 5.การรับผิดชอบต่อประชาคมโลก ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มนุษยชาติได้รับบทเรียนว่าการปล่อยให้ความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศมีลักษณะเป็นอนาธิปไตยตามโดยแต่ละชาติสนใจเฉพาะผลประโยชน์แห่งชาติของตน เท่านั้น จะนามาซึ่งวิกฤติการณ์ระหว่างประเทศที่ลุกลามขยายตัวจนยากจะยุติ และส่งผลกระทบต่อ ประชาคมโลกโดยรวม เช่น การที่อังกฤษและฝรั่งเศสเลี่ยงที่จะทาสงครามกับนาซีเยอรมัน จนในที่สุดฮิต เลอร์สามารถขยายอานาจของนาซีได้สาเร็จอันทาให้ยุโรปไร้เสถียรภาพ ทั้งที่ในตอนแรกนั้นเยอรมันมิได้ มีกาลังเข้มแข็งพอที่จะเอาชนะฝ่ายสัมพันธมิตรได้ ฉะนั้นจึงต้องมีการสร้างองค์กรระหว่างประเทศขึ้นใน ภายหลังคือองค์กรสหประชาชาติที่มีหน้าที่คอยรักษาระเบียบโลกไว้ โดยคาดหวังว่าชาติที่เป็น มหาอานาจนั้นต้องสนใจในผลประโยชน์ของประชาคมโลกโดยรวมมากกว่าการสนใจเฉพาะผลประโยชน์ แห่งชาติตน ด้วยการเป็นผู้รักษาระเบียบระหว่างประเทศไว้มิใช่เป็นสมาชิกเพียงอย่างเดียว นอกจาก ปัญหาสงครามแล้วยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก เช่น ผู้ลี้ภัยจากสงคราม ภาวะโลกร้อน การแพร่ระบาดของโลก ทานองเดียวกัน ชาติที่เริ่มมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น แม้จะไม่มีบทบาทในการดูแลระเบียบโลก เทียบเท่าชาติมหาอานาจ แต่จะเห็นบทบาทในระดับภูมิภาคที่มากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นจากการชาตินั้น ๆ ต้องการได้รับการยอมรับจากนานาชาติ หรือเกิดจากการเรียกร้องของนานาชาติก็เป็นไปได้เช่นกัน จากทั้ง 5 ประเด็นข้างต้น พอจะใช้ชี้ให้เห็นได้ว่าชาติใดบ้างที่กาลังมีอิทธิพลมากขึ้นซึ่งจะ กลายเป็นอานาจใหม่ของโลกในไม่ช้า โดยพิจารณาจากการดาเนินนโยบายของแต่ละชาติทั้งที่เป็น Hard Power และ Soft Power ว่ามีความสอดคล้องกับ 5 ประเด็นดังกล่าวมากน้อยเพียงใด เช่น ความเจริญ ด้านเศรษฐกิจ บทบาทในเวทีระหว่างประเทศต่อตัวแสดงทั้งที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐ อานาจทางการทหาร
  • 10.
    7 บทที่ 1 การผงาดของชาติมุสลิม โลกมุสลิมอยู่ที่ไหน ? ภาพที่6 แผนที่แสดงประเทศที่มีมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจานวนมาก7 ในความเข้าใจของคนทั่วไปภูมิภาคที่มีมุสลิมอาศัยอยู่มากคือภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือโลกอาหรับ แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีมุสลิมอาศัยอยู่จานวนมากเช่นกัน เพราะ เป็นเวลากว่า 1,400 ปีแล้วที่อิสลามได้ถูกเผยแพร่จากมหานครมักกะฮและมาดีนะฮไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะแอฟริกา เอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความหลากหลายทางชาติ พันธุ์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งรวมแล้วมีมุสลิมกว่า 1.7 พันล้านคนหรือราว 1 ใน 4 ของประชากร โลกทีเดียว ฉะนั้นหากโลกมุสลิมเจริญก้าวหน้าขึ้นแล้วจะมีบทบาทต่อโลกมากและสมควรอย่างยิ่งที่ไทย ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปรากฏการณ์นี้เพื่อให้เราสามารถวางบทบาทของชาติไทยอย่างเหมาะสม ประเทศ จานวนประชากร ที่เป็นมุสลิม สัดส่วนต่อประชากร ทั้งหมดในประเทศ สัดส่วนต่อประชากร มุสลิมทั้งหมดในโลก ภาพที่ 7 ประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุด 4 ประเทศแรก ซึ่งไม่ใช่ประเทศอาหรับ
  • 11.
    8 หากไม่มองจากกรอบของรัฐชาติ แต่มองโดยใช้กรอบ “ประชาชาติเดียวกัน”(Ummah) ของมุสลิมแล้ว ประเด็นหนึ่งที่ชี้วัดถึงการขยายตัวของประชาชาติมุสลิมคืออัตราการเพิ่มขึ้นของ ประชากร เนื่องจากตามความเชื่อของชาวมุสลิมนั้นการมีลูกถือเป็นความดีที่ศาสนาส่งเสริม แม้จะเผชิญ ความกดดันทางเศรษฐกิจอย่างไรเสียก็ยังคงอัตราการเจริญพันธุ์ไว้ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสังคม นั้น ๆ ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจนในทวีปยุโรปที่สัดส่วนประชากรมุสลิมเมื่อเทียบกับประชากรยุโรป ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นที่อัตราร้อยละ 1 ในทุก ๆ 10 ปี จากสถิติในปี ค.ศ.1990 ที่มีประชากรมุสลิมร้อยละ 4 ได้เพิ่มขึ้นสู่ร้อยละ 6 ในปี ค.ศ. 2010 ซึ่งในภาพรวมระดับโลกก็สะท้อนการเพิ่มของประชากรในอัตราที่ ใกล้เคียงกัน ถ้ามองโดยใช้กรอบนี้จะเห็นถึงบทบาทของโลกมุสลิมที่จะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นตามลาดับใน หลายพื้นที่ทั่วโลกและยากที่จะหยุดยั้งแนวโน้มนี้ได้ โดยเฉพาะเมื่ออัตราการเจริญพันธุ์ทั่วโลกกาลัง ลดลงทาให้ทรัพยากรแรงงานจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาประเทศมุสลิมทุกประเทศแล้วแน่นอนว่าย่อมมีประเทศที่อยู่ ในช่วงตัวหรือถดถอยด้วยซ้าไป อีกทั้งยังมีความขัดแย้งระหว่างกันอีกด้วย ดังที่เราเห็นได้จากสงคราม กลางเมืองทั้งในซีเรียและเยเมน แต่ในอีกด้านหนึ่งเมื่อมองไปยังบางประเทศแล้วจะเห็นว่ามีแนวโน้มการ พัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านอื่น ๆ อย่างโดดเด่น และมีความพยายามที่จะสร้างเป็นหนึ่งเดียวให้ เกิดขึ้นอีกด้วย อันจะจะทาให้โลกมุสลิมโดยรวมมีบทบาทสาคัญต่อโลกมากขึ้นอย่างแน่นอน การผงาดของชาติมุสลิม ดังที่กล่าวไปแล้วว่าลักษณะของประเทศที่กาลังมีบทบาทและอานาจมากขึ้นสามารถ สังเกตได้จากตัวชี้วัดข้างต้น ซึ่งรายงานฉบับนี้จะใช้ตัวชี้วัด 2 ด้านคือ เศรษฐกิจ และ Soft Power เพื่อ วิเคราะห์การผงาดขึ้นของโลกมุสลิม เนื่องจากใน 2 ด้านนี้นั้นเป็นโอกาสที่ไทยจะสามารถเข้าไปมีส่วน ร่วมเพื่อนาผลประโยชน์สู่ชาติได้มาก ซึ่งจะเน้นไปยังประเทศซึ่งมีการผงาดอย่างโดดเด่นเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกมุสลิม คือ ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี และอินโดนีเซีย 1.เศรษฐกิจ ขนาดของเศรษฐกิจมีความสาคัญต่อรัฐมาก เนื่องจากเป็นปัจจัยสาคัญในการดาเนิน นโยบายของรัฐ หากไม่มีงบประมาณเพียงพอก็ยากที่จะดาเนินนโยบายต่าง ๆ ได้สาเร็จ ทั้งนี้เมื่อเรียง ตามลาดับประเทศตามขนาดเศรษฐกิจโดยธนาคารโลกแล้ว พบว่าใน 20 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจ ใหญ่ที่สุดมีประเทศมุสลิมอยู่ด้วยกัน 3 ประเทศ คือ ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี และ อินโดนีเซีย
  • 12.
    9 ภาพที่ 8 ประเทศที่มีGDP มากที่สุดเป็นอันดับ 11 – 208 1.1 ซาอุดิอาระเบีย : เมื่อโลกกาลังก้าวพ้นยุคแห่งน้ามัน ในอดีตนั้นผู้คนในดินแดนซาอุฯมิได้ร่ารวยแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงชนเผ่าอาหรับเร่ร่อน ยากจนที่ทามาหาเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์และค้าขาย เนื่องด้วยความแห้งแล้งของทะเลทรายทาให้ ชีวิตความเป็นอยู่ไม่อาจศิวิไลซ์ได้เท่าใดนัก แต่แล้วทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อมีการค้นพบแหล่ง น้ามันดิบปริมาณมหาศาลทางภาคภูมิภาคตะวันออกของประเทศในปี ค.ศ. 1938 และเริ่มผลิตเพื่อ ส่งออกอย่างเต็มกาลังใน ค.ศ. 1941 ภายใต้การดาเนินการของบริษัท Aramco (Arabian American Oil Company) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างสหรัฐฯ ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีและซาอุดิอาระเบียผู้เป็น เจ้าของน้ามัน นี่นับเป็นจุดเริ่มต้นของซาอุดิอาระเบียยุคใหม่ที่ร่ารวยขึ้นอย่างมหาศาลและใช้ความร่ารวย นี้เป็นบันไดที่ปีนป่ายไปสู่การสร้างชาติและการผันตัวเป็นมหาอานาจในภูมิภาคได้สาเร็จ ราคาน้ามันกาลังตกต่า ภาพที่ 9 กราฟเส้นแสดงแนวโน้มราคาน้ามันที่ตกต่าลงอย่างต่อเนื่อง9 ความมั่นคงของเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศ ของซาอุดิอาระเบียนั้นผูกอยู่กับรายได้ จากการขายน้ามันดิบเป็นหลัก โดยกว่า 92.5 % ของรายได้ของรัฐบาลมาจากธุรกิจภาคปิโตรเลียม และ กว่า 95 % ของการผลิตน้ามันนั้นมาจากบริษัท Aramco ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ ด้วยความร่ารวย
  • 13.
    10 อย่างมหาศาลที่ได้มาอย่างไม่ยากเย็นนักทาให้พลเมืองซาอุดิอาระเบียได้รับสวัสดิการที่ดีจากรัฐแทบทุก ด้านโดยที่ไม่ต้องเสียภาษีให้รัฐเลย กระแสต่อต้านรัฐบาลจึงมีน้อยมาก กระทั่งกระแสอาหรับสปริงส์ก็ แทบไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อรัฐบาล ในส่วนการต่างประเทศนั้นซาอุดิอาระเบียได้แปลงงบประมาณที่มี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดาเนินนโยบายทั้งในรูป Hard Power และ Soft Power เช่น การทาสงคราม กับกลุ่มกบฏชีอะห์ฮูซี่ในเยเมนซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง การให้เงินทุนช่วยเหลือแก่ประเทศ อาหรับที่ไม่ใช่ประเทศร่ารวย เช่น อียิปย์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ นอกจากการใช้ความร่ารวยจาก น้ามันเพื่อดาเนินนโยบายแล้ว ยังมีการใช้น้ามันในฐานะยุทธวิธีหนึ่งในการดาเนินนโยบายโดยตรง เช่น เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน บริษัท Saudi Aramco ได้ยุติการส่งน้ามันแก่อียิปย์ตามข้อตกลงความ ช่วยเหลือที่ซาอุดิอาระเบียสัญญาว่าจะส่งน้ามันให้กว่าปีละ 700,000 ตันต่อปี ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าเป็น ผลจากการที่อียิปย์นั้นไม่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านอิทธิพลของอิหร่านและรัฐบาลซีเรียตามความ คาดหวังของซาอุดิอาระเบีย เมื่อพิจารณาจากข้อเขียนข้างต้น จะเห็นว่าการดาเนินการทางการเมืองทั้งภายในและภายนอก ประเทศนั้นล้วนมีฐานมาจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ได้เกิดจากการค้าน้ามันทั้งสิ้น แต่ในปัจจุบัน ราคาน้ามันได้ลดลงอย่างมีนัยยะสาคัญและมีแนวโน้มว่าจะลดลงไปมากกว่านี้ เนื่องจากสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ นาเข้าน้ามันรายใหญ่ของโลกสามารถใช้เทคนิคใหม่เพื่อผลิตน้ามันได้เองกว่า 9 ล้านบาเรลต่อวัน (shell gas) ซึ่งเท่ากับความต้องการใช้น้ามันกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ อีกทั้งเทคโนโลยีใหม่ที่ทาให้โลกพึ่งพา น้ามันน้อยลง เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทาให้ราคาน้ามันที่เคยสูงมากกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ บาเรล ในช่วงก่อนปี ค.ศ. 2014 จึงค่อย ๆ ลดต่าลงจนในปัจจุบันอยู่ในระดับราคาที่ต่ากว่า 50 เหรียญ สหรัฐฯ ต่อบาเรล ไปแล้ว แต่สิ่งที่พยุงมิให้เศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียไม่กระทบมากนักคือความ ต้องการน้ามันจากจีนซึ่งเป็นผู้ใช้น้ามันมากที่สุด ภาพที่ 10 กราฟเทียบปริมาณการนาเข้าน้ามันจากประเทศต่าง ๆ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งจีนนาเข้ามากกว่านับแต่ปี 2013 เป็นต้นมา10
  • 14.
    11 ภาพที่ 11 กราฟแสดงปริมาณน้ามันดิบที่ซาอุฯส่งออกไปยังสหรัฐฯมีจานวนลดลง แต่กลับส่งออก ยังจีนมากขึ้น จนมีปริมาณที่ใกล้เคียงกันนับแต่ปี 2009 เป็นต้นมา11 ภาพที่ 12 ตลอดมาราวร้อยละ 80-90 ของรายได้ภาครัฐซาอุฯมาจากกิจการที่เกี่ยวข้องกับน้ามัน12 ผลของราคาน้ามันที่ตกต่า ความท้าทายที่ต้องรับมือ โดยปกติแล้วรัฐต่าง ๆ นั้นล้วนมีปัญหาหรือความท้าทายบางประการที่คอยบั่นทอนความมั่นคง ของรัฐทั้งสิ้น หากรัฐใดสามารถเอาชนะปัญหาเหล่านั้นได้ก็จะสามารถดารงความเป็นรัฐได้ต่อไป หรือ อาจจะยกระดับสถานะของรัฐให้มั่นคงมากขึ้นทั้งในระดับภายในของรัฐเองรวมถึงระดับระหว่างประเทศ ซึ่งแต่ละรัฐนั้นมีความท้าทายที่ต้องเผชิญแตกต่างกันไปตามบริบทที่ไม่เหมือนกัน และมีวิธีจัดการปัญหา ไม่เหมือนกันด้วย สาหรับความท้าทายที่ซาอุดิอาระเบียต้องพบนั้นสามารถแบ่งออกอย่างคร่าวได้เป็นสองระดับ ด้วยกัน คือ ระดับภายในประเทศและระดับระหว่างประเทศ
  • 15.
    12 ความท้าทายระดับระหว่างประเทศ ดังที่กล่าวมาแล้วว่าซาอุดิอาระเบียใช้ความร่ารวยที่ได้จากการขายน้ามันมาแปลเป็นเครื่องมือใน การดาเนินนโยบายต่างประเทศจนสามารถยกระดับตัวเองให้กลายเป็นมหาอานาจในภูมิภาคได้สาเร็จ แน่นอนว่าการขึ้นมาเป็นมหาอานานนั้นย่อมต้องมีคู่แข่งที่คอยท้าทาย ซึ่งคู่แข่งที่สาคัญที่สุดคืออิหร่าน เนื่องจากความแตกต่างอย่างมากในสองประเด็นด้วยกัน คือความเชื่อทางศาสนาและระบอบการ ปกครองซึ่งความเข้มข้นของความขัดแย้งนั้นได้ทวีมากขึ้นจากความไม่ลงรอยในหลายประการ โดยเฉพาะสงครามกลางเมืองในซีเรียและเยเมนที่เป็นสงครามตัวแทนที่ซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน ประชันกาลังทางทหารในสมรภูมินี้ ยิ่งไปกว่านั้นอิหร่านกาลังอยู่ในช่วงที่ขยายอิทธิพลของตนมายัง ภายนอกประเทศ เนื่องจากการคว่าบาตรจากโลกตะวันตกนั้นถูกยกเลิก และจีนกาลังสนใจที่จะลงทุนใน อิหร่านเป็นจานวนเงินมหาศาลจากการที่ภูมิศาสตร์ของอิหร่านนั้นอยู่ในเส้นทางสาคัญของโครงการ Belt & Road ในทางกลับกันซาอุดิอาระเบียกาลังสูญเสียความร่ารวยที่เป็นฐานสาคัญของการดาเนินนโยบาย ระหว่างประเทศ และสหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรหลักมาโดยตลอดเริ่มเอนเอียงไปทางอิหร่าน นับวันอิหร่าน จึงกลายเป็นภัยที่นับวันยิ่งมีอันตรายต่อเสถียรภาพของซาอุดิอาระเบียมากขึ้น นอกจากความท้าทายที่เป็นรัฐแล้วก็ยังมีความท้าทายที่ไม่ใช่รัฐอีกด้วย นั่นคือกลุ่มก่อการร้าย ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่อยู่ในแนวทางซุนนีและชีอะห์ซึ่งตั้งฐานที่มั่นอยู่รายล้อมซาอุดิอาระเบีย สาหรับ กลุ่มที่เป็นซุนนีนั้นหมายมั่นที่จะโค่นราชวงศ์อัซซาอูดลงเนื่องจากมองว่าหมดความชอบธรรมที่จะเป็น ผู้ดูแลสองมหานครศักดิ์สิทธิอีกต่อไป เนื่องจากกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้มีมุมมองที่ค่านข้องอุดมคติว่าการ ที่ซาอุดิอาระเบียร่วมมือกับรัฐตะวันตกนั้นนับแต่ยุคสงครามเย็นนั้นเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์อิสลาม อันสูงส่ง ส่วนกลุ่มที่อยู่ในแนวทางชีอะห์นั้นไม่พอใจที่ราชวงศ์ซุนนีกลายเป็นผู้ปกครองสองมหานครศักดิ์ สิทธิแทนที่จะเป็นคนในนิกายชีอะห์ ฉะนั้นซาอุดิอาระเบียจึงต้องคงหรือเพิ่มงบประมาณทางทหารอย่าง เลี่ยงไม่ได้ ระดับภายในประเทศ ภายหลังที่ซาอุดิอาระเบียสามารถส่งออกน้ามันดิบได้สาเร็จในปี ประเทศนี้ก็เกิดการ พัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างรวดเร็วพร้อมด้วยสวัสดิการชั้นเยี่ยมที่รัฐมอบให้กับประชาชน ทาให้ เกิดเป็นความลักลั่นประการหนึ่งคือประเทศที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ถือว่าเป็นระบอบที่มักถูกมองว่าล้าหลัง กลับมีการพัฒนาด้านวัตถุที่เป็นสมัยใหม่อย่างชัดเจน ความลัก ลั่นนี้มักไม่เกิดขึ้นกับประเทศอื่น ๆ เนื่องจากความเจริญก้าวหน้านั้นมาจากภาษีที่พลเมืองเสียให้กับรัฐ ทาให้ในที่สุดพลเมืองจะเรียกร้องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจบริหารประเทศ เช่น การก่อหวอด Boston Tea party ที่ชาวอเมริกันเรียกร้องการมีตัวแทนของตนในการปกครองของอังกฤษ แต่ใน ประเทศอ่าวอาหรับที่ร่ารวยจากน้ามันกลับมีความสัมพันธ์ที่ตรงกันข้าม เพราะนอกจากประชาชนจะไม่ ต้องเสียภาษีให้รัฐแล้ว รัฐยังมีงบประมาณมหาศาลที่จะมอบ“ชีวิตที่ดี”แก่ประชาชน ทาให้พลเมืองนั้นไม่ คิดล้มล้างบรรดาเจ้าผู้ปกครองที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของการเมืองเสียสิ้น หรือจะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่เรียกร้องให้เจ้าผู้ปกครองถอดห่างจากการเมือง ซึ่งในทางวิชาการสามารถเรียกได้ว่า A Rentier Social Contract หรือสัญญาประชาคมแบบสวัสดิการ
  • 16.
    13 แต่แล้วความพิเศษดังกล่าวนั้นกาลังถูกท้าทายเนื่องจากราคาน้ามันที่ดิ่งลงมาโดยตลอด และซาอุดิอาระเบียนั้นพึ่งพารายได้จากน้ามันมากกว่า 90 %ของงบประมาณแผ่นดิน หากเมื่อใดที่ แหล่งรายได้ก้อนหลักนี้ไม่อาจเป็นที่พึ่งได้อีกต่อไปแล้วก็มีความเสี่ยงสูงว่าสัญญาประชาคมแบบพิเศษ ดังกล่าวอาจถูกฉีกลงได้ทุกเมื่อเช่นที่เกิดความเสี่ยงขึ้นในปรากฏการณ์อาหรับสปริงส์ ฉะนั้นแล้วการ เปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องจาเป็นที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย แผนพัฒนาเศรษฐกิจใหม่เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากน้ามัน “กษัตริย์อับดุลอาซิสและผู้ร่วมสร้างชาติซาอุดิอารเบียนั้นไม่ได้ครอบครองน้ามัน และสร้างชาติ จนสาเร็จโดยไม่มีน้ามัน และพวกเราขับเคลื่อนชาติโดยไม่มีน้ามัน และพวกเขามีชีวิตอยู่ในอาณาจักรนี้ โดยไม่มีน้ามัน” มกุฎราชกุมาร มูฮัมหมัด บิน ซัลมาน ได้กล่าวไว้ในการแถลงข่าวเกี่ยวเนื่องกับโครงการ “วิสัยทัศน์ 2030” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะยกระดับเศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียเพื่อลดการพึ่งพา รายได้จากน้ามันให้น้อยลง โดยตามแผนที่ได้แถลงไว้ซาอุดิอาระเบียจะสามารถเริ่มลดการพึ่งพาน้ามัน ได้อย่างมีนัยยะสาคัญภายในปี ค.ศ. 2020 และเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2030 โดยลักษณะสาคัญของแผนนี้คือการนาเงินทุนสารองของชาติที่มีอยู่มหาศาลนั้นมาลงทุนพัฒนาในภาค ส่วนอื่น ๆ อย่างบูรณาการและเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดบางส่วนดังต่อไปนี้ ภาพที่ 13 มกุฎราชกุมาร มูฮัมหมัด บิน ซัลมาน ประธานผู้ดูแลโครงการ Vision 2030
  • 17.
    14 ภาพที่ 14 เป้าหมายของVision 2030 คือการเน้นการลดการพึ่งพาน้ามันและเพิ่มศักยภาพของเอกชน - การศึกษาและการวิจัย ภาพที่ 15 มหาวิทยาลัย “KAUST” (King Abdullah University of Science and Technology)
  • 18.
    15 King Abdullah Universityof Science and Technology หรือ KAUST นั้น เป็น มหาวิทยาลัยที่เน้นด้านการวิจัยซึ่งตั้งอยู่ในเมืองญิดดะห์ซึ่งเป็นเมืองสาคัญที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของ ประเทศ มีพื้นที่กว้างกว่า 36 ตารางกิโลกเมตร KAUST ถูกตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2009 เพื่อยกระดับการวิจัย และการศึกษาของซาอุฯ เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักเพื่อดึงดูดนักวิจัยจากทั่ว โลก โดยเปิดทาการสอนเฉพาะในระดับปริญญาโทและเอก ในปี 2016 KAUST ได้รับการยอมรับจาก นิตยสาร Nature ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่พัฒนาด้านการวิจัยที่มีคุณภาพได้เร็วเป็นอันดับที่ 19 ของโลก และในปี 2015 -2017 ยังได้รับการยอมรับจากสถาบัน QS Ranking ว่าเป็นมหาลัยหนึ่งที่ผลิตงานวิจัย ซึ่งได้รับการอ้างอิงมากที่สุดเมื่อเทียบต่อจานวนบุคลากร KAUST นั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่เรียกได้ว่าใช้ระบบและแนวคิดของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็น รากฐาน ทั้งในแง่กฎระเบียบ สถาปัตยกรรม หลักสูตร และวัฒนธรรม ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ของ ซาอุฯ มาก เนื่องจากหวังว่ามหาวิทยาลัยนี้จะเป็นกลไกสาคัญที่สร้างนวัตกรรมและวิจัยเพื่อยกระดับให้ ซาอุฯ กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งสามารถยกระดับให้ทัดเทียมกับมหาวิทยาลัยชั้นนาของโลกได้ อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีงบประมาณมหาศาลที่ใช้ดึงดูดบุคลากรชั้นนา นอกจากสวัสดิการพื้นฐานอย่างที่ อยู่อาศัยหรือสาธารณสุขในระดับดีมากแล้ว ยังมีทุนให้นักศึกษาระดับปริญญาโททุกคนขั้นต่าอยู่ที่ 20,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งแน่นอนว่าต้องมอบให้นักศึกษาระดับปริญญาเอก นักวิจัย และผู้สอน มากกว่ามาก และพัฒนาระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับการวิจัยซึ่งไม่แพ้มหาลัยชั้นนาของโลก ดังจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันราวร้อยละ 70 ของนักศึกษานั้นเป็นนักศึกษาต่างชาติจาก 60 ชาติทั่วโลก ทาให้ KAUST เป็น มหาวิทยาลัยหนึ่งที่มีนักศึกษาต่างชาติมากที่สุด ทั้งนี้ในอดีตมีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติมากกว่านี้มาก แต่ภายหลังรัฐบาลกาหนดสัดส่วนให้มีนักศึกษาภายในชาติมากขึ้นเพื่อหวังพัฒนาคนในชาติ ซึ่งหลังจาก สาเร็จการศึกษาไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งประกอบอาชีพเป็นนักวิจัยหรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนาทั่วโลก KAUST เป็นหนึ่งในความพยายามของซาอุดีอาระเบียที่จะส่งเสริมความหลากหลายทาง เศรษฐกิจในราชอาณาจักร และช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศที่พึ่งพาเพียงรายได้จากอุตสาหกรรมน้ามัน ไปสู่ ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ (knowledge-based economy) โดยมหาวิทยาลัยจะทางานร่วมกับทุกภาค ส่วน ตั้งแต่บริษัท หน่วยงานเอกชน องค์กรไม่แสวงผลกาไร และหน่วยงานรัฐ เพื่อช่วยกันส่งเสริมและ ผลักดันให้ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ที่คิดค้นในมหาวิทยาลัย ได้ถูกส่งต่อสู่สังคมและสร้าง แรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีกองทุนนวัตกรรม KAUST Innovation Fund ที่ให้ความช่วยเหลือบริษัทสตาร์ท อัพด้านเทคโนโลยี ตั้งแต่การให้เงินทุนขั้นต้นไปจนถึงช่วงเริ่มต้นของการทาธุรกิจ ตลอดจนลงทุนใน บริษัทเทคโนโลยีชั้นนาจากต่างประเทศที่ต้องการดาเนินธุรกิจในซาอุดีอาระเบียและรับประโยชน์จาก การวิจัยของ KAUST อีกด้วย - วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากน้ามันสู่แสงอาทิตย์และลม
  • 19.
    16 ภาพที่ 16 NOMADDอุปกรณ์ขจัดฝุ่นให้แผงโซล่าเซล ในปัจจุบันซาอุดิอาระเบียพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนน้อยมากเนื่องจากสามารถใช้น้ามันได้ในต้นทุนที่ถูก แต่ด้วย Vision 2030 ที่ต้องการลดการพึ่งพาน้ามันนั้นทาให้รัฐบาลมองเห็นความสาคัญของแหล่ง พลังงานอื่น ๆ โดยคาดว่าในปี 2023 จะใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 10 ของการใช้พลังงาน ทั้งหมดจากการผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์และลม ซึ่งประมาณว่าต้องใช้เงินลงทุนราว 3 – 5 หมื่นล้าน เหรียญสหรัฐฯ นอกจากจะช่วยในเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการสร้างงานหลายพันตาแหน่งด้วย เนื่องจากรัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนเองมากขึ้น ซึ่งมีหลายสิบบริษัททั้งในประเทศ และต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน ที่น่าจับตามองคือบริษัท Saudi Aramco ที่รัฐบาลซาอุฯเป็นเจ้าของซึ่งเป็น บริษัทผลิตน้ามันที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกจะเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ของบริษัทให้สูงขึ้นเนื่องจากธุรกิจน้ามันค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว ตัวอย่างหนึ่งของนวัตกรรมด้านพลังงานที่ได้รับการจับตามองอย่างมากคือ NOMADD13 ซึ่งเป็น ระบบที่แก้ไขปัญหาสาคัญของ Solar Cells ในพื้นที่ทะเลทรายที่แม้จะมีปริมาณแดดมากแต่กลับผลิต พลังงานได้น้อยเนื่องจากถูกฝุ่นทรายบดบังแสงอยู่เสมอ บางครั้งอาจจะผลิตได้น้อยลงถึงร้อยละ 60 หาก มีพายุทะเลทราบ และระบบขจัดฝุ่นนั้นใช้พลังงานมากจนไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน ซึ่งการทางานของ NOMADD นั้นคือการขจัดฝุ่นออกจากแผงรับแสงอาทิตย์ในพลังงานที่ต่านั่นเอง ความสาเร็จของ NOMADD มีส่วนสาคัญจาก KAUST Innovation Fund ซึ่งเป็นกองทุนที่อยู่ใต้มหาวิทยาลัย KAUST ที่มี จุดมุ่งหมายในการสนับสนุนธุรกิจซึ่งสร้างนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาให้แก่ซาอุฯ ได้ โดยกองทุนนี้ได้ ลงทุนใน NOMADD ไปแล้วกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • 20.
    17 - การท่องเทียว แม้ในอดีตซาอุดิอาระเบียจะเป็นประเทศหนึ่งที่การขอวีซ่านั้นมีขั้นตอนยุ่งยากและล่าช้า เนื่องจากระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ยังเป็นประเทศที่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศมาก เป็นอันดับ1 ในภูมิภาคตะวันออกกลางเนื่องจากเป็นจุดหมายในการทาพิธีฮัจย์ซึ่งเป็นการจาริกแสวง บุญของชาวมุสลิมทั่วโลก โดยในปีที่ผ่านมีผู้แสวงบุญราว 1.5 ล้านคน และมีผู้ทาอุมเราะฮหรือการจาริก อาสาอีก 3 ล้านคน แม้ทางการซาอุดิอาระเบียจะพยายามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อรองรับผู้ แสวงบุญให้มากขึ้นแต่ก็ยังไม่เพียงพอจนจาเป็นต้องจากัดจานวนวีซ่า ภายหลังที่ราคาน้ามันลดต่าลง อย่างมีนัยยะสาคัญทาให้รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเล็งเห็นช่องทางที่จะเปิดให้ผู้แสวงบุญเดินทางท่องเที่ยว ไปในประเทศต่อภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรมแล้ว อย่างน้อยที่สุดด้วยเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อม ระหว่างสองมหานครศักดิ์สิทธิมักกะฮและมาดีนะฮ เมือง KAEC และเมืองเจดดาห์ จะทาให้นักท่องเที่ยว เดินทางไปมาระหว่างเมืองเหล่านี้ด้วยความสะดวก นอกจากนั้นซาอุฯ ยังมีแผนสร้างแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกด้วย แม้ภูมิประเทศส่วนมาก จะเป็นทะเลยทรายที่มีอากาศร้อน แต่บริเวณชายฝั่งด้านตะวันตกที่ติดกับทะเลแดงนั้นมีความสวยงาม พอที่จะยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะการดาน้าเนื่องจากอุณหภูมิของน้าทะเลที่อุ่นทาให้ ปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลมีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ ซึ่งซาอุฯ หวังว่าชายฝั่งทะเลแดงนี้จะ กลายเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวระดับสูงจากทั่วโลก และคาดว่าเมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จจะสามารถ สร้างรายได้กว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และตาแหน่งงานกว่า 35,000 ตาแหน่ง
  • 21.
  • 22.
    19 - เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ ภาพที่ 18“เมืองเศรษฐกิจกษัตริย์อับดุลลอฮ” (King Abdullah Economic City) หรือ “เค้ก” (KAEC) ภาพที่ 19 แผนผังของเมือง KAEC ที่ครอบคลุมทั้งท่าเรือขนาดใหญ่(A) เขตอุตสาหกรรม(B) ศูนย์กลางธุรกิจ(C) สถานศึกษา(D) สถานที่ท่องเที่ยว(E) และที่พักอาศัย(F)15 ในปี ค.ศ. 2005 ซาอุดิอาระเบียได้เปิดเผยถึงแผนการที่จะสร้างเมืองใหม่ภายใต้ชื่อ “เมือง เศรษฐกิจกษัตริย์อับดุลลอห์” (King Abdullah Economic City) หรือ “เค้ก” (KAEC) ซึ่งจะเป็นเมือง เศรษฐกิจพิเศษที่รองรับการค้าการลงทุนหลากหลายประเภท เพื่อเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่จะสามารถเข้า มาเสริมและทดแทนรายได้จากน้ามันในที่สุด โดยหวังว่าเมืองนี้จะสามารถดึงดูดภาคการผลิตจาก ประเทศจีนและนวัตกรรมจากโลกตะวันตกมารวมตัวกันในอภิเมืองแห่งนี้ ด้วยงบประมาณกว่า 3 ล้าน ล้านบาทที่มาจากภาคเอกชนทั้งหมดเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนทุกสิ่งที่จาเป็นเพื่อให้ที่นี่ เปรียบดั่งสวรรค์ของการลงทุน เช่น ท่าเรือขนาดยักษ์ ณ ชายฝั่งทะเลแดงที่รองรับตู้คอนเทนเนอร์กว่า 3 ล้านตู้พร้อมระบบจัดการที่ทันสมัยที่สุดซึ่งตั้งเป้าจะเป็นคู่แข่งกับท่าเรือของดูไบที่เป็นศูนย์กลางของ
  • 23.
    20 ภูมิภาคในปัจจุบัน เขตอุตสาหกรรมพิเศษที่มีทุกอย่างที่นักลงทุนต้องการ และเขตที่อยู่อาศัยซึ่ง เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอานวยความสะดวกเช่น สถานศึกษา สถานพยาบาล และระบบขนส่งมวลชน นอกจากการลงทุนที่จะเป็นหัวใจหลักของเมืองนี้แล้ว ก็ยังหวังด้วยว่างานจานวนมหาศาลที่เกิดขึ้นใน เมืองนี้จะทาให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตด้วยเช่น ทางการหวังว่าจะมีผู้เข้าพักอาศัยไม่ต่ากว่า 2 ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่ 180 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่กว้างทัดเทียมกับกรุงวอชังตัน ดีซี และยังหวัง ด้วยว่าเมืองนี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสาคัญ ภาพที่ 20 แผนที่แสดงความหนาแน่นของประชากร ซึ่งชี้ให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ว่างเปล่าอีกมาก ที่สามารถรองรับชาวต่างชาติได้หากพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ16 นอกจากการพัฒนาในด้านวัตถุแล้วทางผู้บริหารโครงการยังเตรียมความพร้อมในเรื่อง ทรัพยากรบุคคลด้วย ทางหนึ่งคือบรรดาคนหนุ่มสาวที่ออกไปร่าเรียนอย่างต่างประเทศจะมีตลาดงาน รองรับที่เหมาะสมแทนที่จะต้องทางานในต่างประเทศ และอีกทางคือการอานวยความสะดวกในการเข้า มาของแรงงานต่างชาติเพื่อทางานในตาแหน่งที่ขาดแคลน
  • 24.
    21 ภาพที่ 21 เส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมระหว่างเมืองสาคัญเช่น มักกะฮ มาดีนะ ริยาด และ KAEC17 - ข้อวิจารณ์ต่อแผนปฏิรูป แม้ Vision 2030 จะมีการวางแผนไว้ดีเพียงใด แต่อาจจะไม่ประสบผลสาเร็จตามแผนเนื่องจากมี ความท้าทายหลายประการที่ซาอุฯ ต้องเผชิญ 1. ซาอุดิอาระเบียกาลังเผชิญกับความขัดแย้งที่อยู่รายล้อมประเทศ ทั้งคู่ขัดแย้งที่เป็นรัฐ เช่น อิหร่าน เยเมน กาต้า และมิใช่รัฐ เช่น IS ซึ่งการจัดการความขัดแย้งต่าง ๆ นั้นต้องใช้งบประมาณ มหาศาล อีกทั้งหากภายในประเทศเกิดความไม่สงบเรียบร้อยจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่าง มาก 2. แม้จะมีประชากรในวัยแรงงานอยู่มากเนื่องจากมีอัตราการเกิดของประชากรมาก แต่กลับขาด แคลนแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ เช่น แพทย์ วิศวกร ฯลฯ รวมถึงแรงงานไร้ทักษะที่ค่าแรงต่าอีกด้วย ทา ให้บรรษัทข้ามชาตินิยมจ้างชาวต่างชาติเข้ามาทางานแม้จะต้องจ่ายค่าวีซ่ามากขึ้นก็ตาม ทาให้ปัจจุบันมี ชาวต่างชาติที่อยู่ในซาอุดิอาระเบียอย่างถูกกฎหมายไม่ต่ากว่า 10 ล้านคน และที่อยู่อย่างไม่ถูกกฎหมาย อีกจานวนหนึ่ง จากพลเมืองซาอุฯที่มี 20 ล้านคน 3. Mckinsey ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนชื่อดังผู้วางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียมิได้ คานึงถึงความพร้อมของกาลังคนที่จะทาหน้าที่บริหารแผนงานให้เกิดผลสาเร็จ และชนชั้นปกครอง ซาอุดิอาระเบียขาดประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่เศรษฐกิจน้ามันมาก่อน แผนนี้ จึงเป็นแผนที่เสี่ยงจะเกิดปัญหาในการปฏิบัติพอสมควร 4. แม้รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรจะสูงและสวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐนั้นดีมาก แต่ปัญหาความ เหลื่อมล้ายังมีอยู่มากเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับสิทธิอาศัยแต่ไม่ได้รับสัญชาติซาอุฯ เช่น ชาวมุสลิม จาก 3 จังหวัดภาคใต้ที่เข้าไปอาศัยเมื่อนานมาแล้ว จะได้รับสวัสดิการและโอกาสการทางานที่น้อยกว่า พลเมืองซาอุฯ มาก
  • 25.
    22 5.ระบบราชการที่ยุ่งยากและเชื่องช้า ระบบราชการของซาอุฯนั้นขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพที่ไม่ เพียงพอและยังขาดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อแผนพัฒนา2030 เป็นอย่างมากเพราะ ระบบราชการเปรียบได้ดั่งกระดูกสันหลังของการพัฒนาประเทศ หากยังไม่มีการปฏิรูประบบราชการ เสียก่อนก็ยากที่จะเกิดการปฏิรูปในภาคเอกชนที่เป็นผล อย่างไรก็ตามยังมีแนวโน้มที่ดีว่าซาอุฯ จะสามารถเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ได้ หากเปิดกว้าง ให้ชาวต่างชาติที่มีความสามารถเข้ามาร่วมเป็นผู้ผลักดัน vision 2030 มากขึ้น เนื่องจากงบประมาณที่ ทางการมีอยู่นั้นมากเพียงพอที่จะดึงดูดผู้มีความสามารถจากทั่วโลกได้ไม่ยากนัก 1.2 ตุรกี : จากคนป่วยแห่งยุโรปสู่มหาอานาจใหม่ ความสาเร็จในการยกระดับเศรษฐกิจของตุรกีนั้นถือว่าโดดเด่นมาก ในปี 2003 ที่อัรโดกันก้าว ขึ้นเป็นประธานาธิบดีนั้น GDP ของประเทศอยู่ที่ราว 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ในปัจจุบันได้ขึ้น มากกว่า 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับเศรษฐกิจของประเทศออสเตรเลีย เมื่อนับตามอานาจซื้อที่เป็นจริง อีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ถึงความสาเร็จของตุรกีคือรายได้เฉลี่ยของประชากร ตุรกีกว่า 77 ล้านคนนั้นเคยอยู่ที่ราว 20% ของรายได้เฉลี่ยประชากรในสหภาพยุโรป แต่ในปัจจุบันได้ เพิ่มขึ้นจนใกล้ระดับ 70% แล้ว ซึ่งหากเศรษฐกิจของตุรกียังมีการเติบโตที่ดีเช่นนี้คาดว่ารายได้ของ ประชากรตุรกีจะทัดเทียมกับประชากรในสหภาพยุโรปภายในปี 2030 และกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว อย่างแท้จริง อันเป็นการลบคาสบประมาทว่าตุรกีเป็น “ผู้ป่วยของยุโรป”ลงอย่างสิ้นเชิง และจากการ คาดการณ์ของธนาคาร HSBC ชี้ว่าภายในปี 2050 ตุรกีจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็น อันดับ 12 ของโลก จากปัจจุบันซึ่งอยู่อันดับ 18 เมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้นแล้วก็ทาให้บรรษัท สัญชาติตุรกีมีความมั่นใจและความพร้อมที่จะขยายกิจการออกไปยังต่างประเทศ ทาให้ปัจจุบันมีบริษัท มากกว่า 15,000 บริษัทที่กาการลงทุนในต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอเกอร์และปรากฏการณ์อาหรับสปริง ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่รายล้อมตุรกีและเศรษฐกิจโลกพอสมควร แต่นั่นกลับไม่ส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจของตุรกีมากนัก ซึ่งนี่คือสิ่งสะท้อนความเข้มแข็งของเศรษฐกิจตุรกีได้อย่างดี
  • 26.
    23 ภาพที่ 22 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของตุรกีจะเติบโตมากที่สุดในกลุ่มประเทศOECD จับตลาดยุโรป สินค้าที่ผลิตขึ้นจากตุรกีแม้จะมีราคาสูงกว่าสินค้าที่ผลิตจากจีนแต่ก็ได้รับการยอมรับถึงคุณภาพ ที่ดี สินค้าเกษตรก็ได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเดียวกันเนื่องจากสภาพภูมิอากาศและพื้นที่เหมาะกับการทา เกษตร ส่วนในภาคท่องเที่ยวนั้นตุรกีติดอันดับ 1 ใน 10 จุดหมายการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมที่สุดใน โลก ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตุรกีมีที่ตั้งติดกับทวีปยุโรปซึ่งเป็นตลาดที่มีกาลังซื้อสูง ทาให้ลดระยะเวลา ค่าเดินทางและค่าขนส่งได้มาก ซึ่งการติดต่อค้าขายกับยุโรปนั้นมิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหากแต่เป็นความ พยายามของรัฐบาลตุรกีที่เดินหน้าเจรจาการค้ากับชาติต่าง ๆ นอกจากนี้ยังทาให้ตุรกีมีภาพลักษณ์ที่ดี และน่าลงทุนสาหรับนักลงทุนจากยุโรปอีกด้วย ภาพที่ 23 กราฟแสดงมูลค่าการค้าระหว่าง EU และ ตุรกีซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ส่วนตะวันออกกลาง และแอฟริกาคือตลาดที่ได้ดุลการค้ามากที่สุด18
  • 27.
    24 ส่งเสริม SMEs นับแต่พรรค AKPได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาล นโยบายหนึ่งซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจาก ประชาชนคือการส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่ที่ทาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยในปีที่ผ่านมา สัดส่วนของผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนกับรัฐบาลนั้นกว่า 99.8% เป็นธุรกิจในกลุ่ม SMEs ซึ่งการมี ผู้ประกอบการใหม่มากขึ้นนอกจากจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้าได้แล้วยังกระตุ้นการส่งออกได้อีกด้วย เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์หลากหลายตอบสนองต่อตลาดต่างประเทศ เพราะตลาดหลักของตุรกีนั้นคือยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งมีความต้องการต่างกัน ทาให้ในปีที่ผ่านมาสินค้าจากกลุ่มธุรกิจ SMEs สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เป็นครั้งแรก19 ลดต้นทุนด้านพลังงาน ต้นทุนด้านพลังงานนั้นเป็นต้นทุนที่แทบจะกระทบกับธุรกิจทุกประเภท หากลดค่าใช้จ่ายด้าน พลังงานได้ก็จะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจกาลังเติบโตจะยิ่ง ต้องการพลังงานมาก จึงเป็นโจทย์สาคัญที่รัฐบาลตุรกีต้องหาทางลดต้นทุนด้านพลังงานให้ได้ ซึ่งไม่ใช้ เรื่องง่ายเพราะมากกว่าร้อย 70 ของพลังงานในตุรกีนั้นมาจากการนาเข้า รัฐบาลจึงมีมาตรการ เช่น การ สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สร้างท่อส่งก๊าซทั่วประเทศเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง นาเข้าก๊าซจากแหล่งใหม่ ๆ ที่มีราคาต่ากว่า พึ่งพาถ่านหินที่ผลิตจากในประเทศ ภาพที่ 24 ท่อส่งก๊าซจากอาณาเขตของชาวเคิร์ดในอิรักซึ่งตุรกีได้ลงทุนสร้างเพื่อนาเข้าก๊าซในราคาถูก20
  • 28.
    25 แหล่งทุนอาหรับ แม้ในระยะหลังมาตุรกีจะตกเป็นเป้าของการก่อการร้ายอยู่หลายครั้ง แต่ถ้าเทียบกับภูมิภาค อาหรับที่อยู่ข้างเคียงแล้วยังถือว่าปลอดภัยกว่ามาก และยังมีบริบทของสังคมที่ใกล้เคียงกับอาหรับทาให้ เป็นที่คุ้นเคยของนักลงทุนทาให้เงินทุนอาหรับที่เคยอยู่ราว 9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2003 คาดว่า จะเพิ่มขึ้นเป็น 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 201721 และประธานาธิบดีอัรโดกันยังมีนโยบายให้ชาติ อาหรับและตุรกีนั้นใช้เงินตราท้องถิ่นในการดาเนินธุรกิจแทนที่จะพึ่งเงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ อันจะเป็น การเพิ่มความเข้มแข็งให้กับสกุลเงินของทั้งอาหรับและตุรกีเองด้วย นอกจากนี้ในกลุ่มชาวอาหรับที่ไม่ใช่นักลงทุนซึ่งลี้ภัยสงครามเข้ามายังตุรกี จานวนมากนั้นเป็น กลุ่มผู้มีฐานะที่มีกาลังซื้อพอสมควรซึ่งไม่จาเป็นต้องอยู่ในค่ายลี้ภัยและมีกาลังซื้อพอที่จะดารงชีพได้เอง ทาให้กระตุ้นเศรษฐกิจของตุรกีได้มากเช่นกัน 1.3 อินโดนีเซีย: เสือแห่งเอเชียที่กลับมาผงาด ในอดีตภาพลักษณ์ของประเทศอินโดนีเซียคือประเทศที่มีประชากรมากแต่ล้าหลังด้อยพัฒนา อย่างไรก็ตามในปัจจุบันด้วยกระแสบูรพาภิวัตน์ได้เปลี่ยนโฉมของประเทศนี้อย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่ เห็นแนวโน้มที่จะกลายเป็นประเทศมหาอานาจระดับโลก แต่ในปัจจุบันอินโดนีเซียได้ก้าวสู่การเป็น ประเทศมหาอานาจระดับกลางแล้วและกาลังพัฒนาต่อไปสู่มหาอานาจระดับกลางที่อยู่ในแนวหน้า อานาจทางเศรษฐกิจคือฐานสาคัญของความเจริญของชาติ และเศรษฐกิจของอินโดนีเซียนั้น เติบโตเฉลี่ยปีละ 5% มาเป็นเวลานับเกือบสองทศวรรษ ซึ่งแม้จะน้อยกว่าจีนและอินเดียซึ่งเป็นผู้นา บูรพาภิวัตน์ แต่กระนั้นก็นับว่ารวดเร็วมากกระทั่งจนกระทั่งในปัจจุบันมี GDP สูงกว่าออสเตรเลียด้วยซ้า ไป และยังเป็นที่คาดการณ์ว่าในปี 2030 นั้นเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะมากเป็นอันดับ 10 ของของโลก ซึ่งจะมากกว่าออสเตรเลียสองเท่าเป็นอย่างน้อย และในปี 2040 อาจจะสามารถยกระดับจนเป็นอันดับ 5 ของโลกด้วยซ้าไป ฉะนั้นหากจะกล่าวว่าอินโดนีเซียคือเสือตัวที่สามในกระแสบูรพาภิวัตน์ถัดจากจีนและ อินเดียก็ไม่ผิดนัก ซึ่งจุดเด่นอย่างหนึ่งที่ทั้งสามชาติมีเหมือนกันคือการมีพลเมืองจานวนมากที่สามารถ เป็นแรงงานเพื่อพัฒนาชาติได้ ยิ่งไปกว่านั้นอินโดนีเซียยังมีอัตราการเกิดที่สูงกว่าทั้งสองชาติด้วย สวน ทางกับทิศทางของโลกตะวันตกที่ประชากรใกล้จะลดลงเต็มทีเนื่องจากอัตราการเกิดที่ต่าลงอย่าง ต่อเนื่อง นอกจากนี้การมีประชากรมากยังประกันว่าการบริโภคจากตลาดภายในประเทศจะมากพอที่จะ หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของชาติได้ นอกจากเรื่องกาลังคนแล้วทรัพยากรทางธรรมชาติก็เป็นจุดแข็งที่สาคัญ อาณาเขตที่กว้างขวาง จากทิศเหนือถึงใต้กว่าห้าพันกิโลเมตรและจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกสองพันกิโลเมตรย่อมทา ให้อินโดนีเซียครอบครองทรัพยากรมากมาย ในจานวนเกาะกว่าหนึ่งหมื่นสามพันเกาะนั้นเกือบครึ่งหนึ่ง ไม่มีประชากรอาศัยอยู่ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกทาลายนัก หากมองในแง่ภูมิรัฐศาสตร์แล้วก็จะเห็น ความสาคัญในแง่ที่ว่าเป็นที่ตั้งของช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นช่องแคบที่สาคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
  • 29.
    26 ทั้งในแง่ความมั่นคงและเศรษฐกิจ ช่องแคบมะละกาเป็นช่องแคบที่มีความกว้างบริเวณทางเข้าประมาณ 5 ไมล์ยาวประมาณ 600 ไมล์ ช่วงที่แคบที่สุดประมาณ 1.5 ไมล์ มีเรือผ่านประมาณ 900 ลาต่อวันหรือ ประมาณ 50,000 ลาต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วมีประมาณเรือที่ผ่านมากกว่าคลองสุเอซประมาณ 2 เท่า และมากกว่าคลองปานามากว่า 3 เท่า ขณะนี้กาลังมีการขนสินค้าผ่านช่องทางนี้มากกว่า 1 ใน 4 ของการค้าโลกทั้งหมด ขณะที่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของน้ามันที่ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน สั่งน้าเข้า จากอ่าวเปอร์เซีย ต้องใช้เส้นทางนี้เช่นกัน เมื่อผลประโยชน์มีอยู่อย่างมหาศาลแน่นอนว่าประเด็นความ มั่นคงในพื้นที่นี้จึงเป็นเรื่องสาคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคบูรพาภิวัตน์ที่เศรษฐกิจโลกกลับมาเฟื่องฟูยัง ประเทศจีน จนทาให้จีนต้องแสวงหาช่องทางอื่น ๆ เพื่อขนส่งน้ามัน เช่น ท่าเรือกวาดาร์ในประเทศ ปากีสถาน และท่อส่งน้ามันที่เชื่อมต่อจากภูมิภาคเอเชียกลาง รวมถึงความพยายามที่จะให้ไทยขุดคลอง คอดกระ เพราะช่องแคบมะละกานั้นค่อนข้างตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ พอสมควร หากวันหนึ่งจีนถูก ห้ามใช้เส้นทางนี้จะกระทบกับจีนอย่างมากในหลาย ๆ ด้าน ภาพที่ 24 แผนที่แสดงความสาคัญของช่องแคบมะละกาในฐานะเส้นทาง ขนส่งพลังงานที่สาคัญที่สุดของโลก 22
  • 30.
    27 เมื่อมองเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันแล้วจะเห็นว่าอินโดนีเซียมีความโดดเด่น มาก มีประชากรมากกว่าเวียดนามและฟิลิปปินส์เกือบสามเท่า มีขนาดเศรษฐกิจและอัตราการเติบโต ของGDP มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์ มีอาณาเขตที่กว้างกว่าพม่าสาม เท่า แม้สัดส่วนของ GDP จะยังพึ่งพาภาคการเกษตรพื้นฐานอยู่มาก ภาคอุตสาหกรรมยังมีอยู่ไม่มากนัก แต่ในปัจจุบันเริ่มมีความพยายามที่จะปฏิรูปให้เข้าสู่การเป็นอุตสาหกรรมเกษตรให้เกิดการแปรรูปสินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น หากทาได้สาเร็จแล้วอินโดนีเซียจะสามารถลดการพึ่งพาทุนจากต่างชาติและ เพิ่มรายได้ของประชากรได้อย่างมาก และไม่น่าแปลกใจที่จะกลายเป็นผู้นาอาเซียนอย่างแท้จริงใน อนาคตอันใกล้ ภาพที่ 25 กราฟแสดงมูลค่า GDP ของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจ ของอินโดนีเซียนั้นเจริญขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ23 ภาพที่ 26 กราฟแสดง GDP (PPP) ของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจ ของอินโดนีเซียนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุด24
  • 31.
    28 แต่ใช่ว่าจะไร้อุปสรรคเสียทีเดียว ความท้าทายสาคัญที่ทาให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียไม่โต มากกว่านี้แม้จะมีความพร้อมก็คือการเมืองและระบบราชการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ มีการคอรัปชั่นสูง และการกระจายอานาจยังติดขัดซึ่ง Joko Widodo หรือ Jokowi ผู้นาอินโดนีเซียในปัจจุบันค่อนข้าง ได้รับคาชื่นชมว่าค่อย ๆ แก้ปัญหาเหล่านั้นได้ดี หากแก้ปัญหานี้ได้อย่างจริงจังเชื่อว่า GDP ของ อินโดนีเซียอาจจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้ โครงสร้างพื้นฐาน กลไกสาคัญยกระดับเศรษฐกิจ จากรายงาน the Global Competitiveness Report 2016-2017 โดย World Economic Forum25 ซึ่งเป็นรายงานประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ พบว่า หากเทียบโดยรวมในทุกแง่มุมแล้วอินโดนีเซียจะอยู่อันดับที่ 41 จาก 138 ประเทศ แต่หากเทียบเฉพาะ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานจะอยู่ในอันดับที่ 60 ซึ่งด้อยกว่าไทยและมาเลเซียพอสมควร โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่พร้อมทาให้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้า เพราะการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นต้นทุนสาคัญในการดาเนินธุรกิจมีต้นทุนสูง ทาให้บางครั้งสินค้าที่ผลิตเองภายในประเทศยังมี ราคาที่สูงกว่าสินค้านาเข้าด้วยซ้าและยังทาให้ราคาของสินค้าพื้นฐาน เช่น ปูนซีเมนต์ ข้าวสาร ไฟฟ้า มี ราคาสูงซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชากรโดยตรง และยังทาให้นักลงทุนต่างชาติไม่สนใจเข้ามา ลงทุนด้วย นอกจากปัญหาในการขนส่งสินค้าแล้วก็ยังมีปัญหาในการเดินทางของประชากรเช่นกัน การ เดินทางที่ยากลาบากทาให้การกระจายความเจริญและการเข้าถึงความเจริญเป็นไปได้ยาก นามาซึ่ง ปัญหาความเหลื่อมล้าที่เป็นรากฐานของปัญหาอื่น ๆ มากมาย โดยเฉพาะความต่างระหว่างบริเวณเมือง และชนบท และยังทาให้ภาคการท่องเที่ยวไม่เติบโตเท่าที่ควรเพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ในปัจจุบันคือ คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเที่ยวอย่างประหยัด ทาให้นิยมท่องเที่ยวในประเทศที่สามารถใช้ขนส่งมวลชนได้ มากกว่า ฉะนั้น ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกาลังเติบโตอย่างมาก การพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานจึงเป็นเรื่องจาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้รัฐบาลอินโดนีเซียในปัจจุบันจึงเล็งเห็นความสาคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นถนน ท่าเรือ สนามบิน หรือ อื่น ๆ ล้วนยังต้องการการพัฒนาอีกมาก ปัญหา สาคัญคือพื้นที่ของอินนีเซียนั้นเป็นหมู่เกาะที่มีเกาะนับหมื่นเกาะทาให้ต้องใช้ต้นทุนที่มากกว่าประเทศ อื่น ๆ ในการพัฒนา ทาให้ที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลใดกล้าลงทุนอย่างเต็มที่ แต่ในรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การ นาของ Joko Widowo ได้มีแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจนด้วยการเพิ่มงบประมาณมาก ขึ้น จัดตั้งบริษัทรัฐวิสาหกิจที่ดูแลด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะ ให้ธนาคารแห่งชาติปล่อย เงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ร่วมมือกับรัฐบาลจีน เป็นต้น
  • 32.
    29 ภาพที่ 27 งบประมาณด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้รับการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง26 แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะเพิ่มงบประมาณด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยัง ไม่เพียงพอจาเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างชาติโดยเฉพาะจีน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาระหว่างการ เยือนจีนของประธานาธิบดี Joko Widodo เนื่องในการประชุม Belt & Road ธนาคารเพื่อการพัฒนา แห่งชาติจีน (Chinese Development Bank) ได้สัญญาว่าจะปล่อยเงินกู้กว่า 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการสร้างรถไฟความเร็วสูงในอินโดนีเซียเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเมืองหลวงนครจากาต้าและ เมืองบันดุง ซึ่งเงินกู้ที่ได้นี้จะมีจานวนมากครอบคลุมกว่า 70% ของงบประมาณทั้งหมด โดยอีก 30% ที่ เหลือจะมาจากการลงทุนภาครัฐและเอกชนอินโดนีเซียเอง ไม่เพียงเส้นทางจากาต้า – บันดุง เท่านั้น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมารัฐบาลยังมีแผนที่จะสร้าง รถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมบาหลีและเดนพาซ่า โดยรถไฟสายนี้นั้นมีจุดประสงค์หลักเพื่อการท่องเที่ยว โดยหวังว่านักท่องเที่ยวจะไม่หยุดเฉพาะที่บาหลีเพียงอย่างเดียวแต่ยังเดินทางต่อไปยังพื้นที่ภาคเหนือ ของประเทศซึ่งมีธรรมชาติที่สวยงามเหมาะกับการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่ยังขาดการพัฒนาเพื่อรองรับ นักท่องเที่ยว ซึ่งเส้นทางรถไฟสายนี้ผ่านการศึกษาโดยธนาคารโลกและสามารถหาแหล่งเงินทุนซึ่งส่วน หนึ่งมาจากนักลงทุนชาวจีนเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดาเนินงานรถไฟสายนี้ได้ในปี 2018 ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งที่ยังไม่ความคืบหน้ามากนักคือคือเส้นทางเชื่อมต่อระหว่าง จากาต้าและสุรา บายา สองเมืองที่มีประชากรอาศัยมากที่สุด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาเดินทางราว 11 ชั่วโมง คาดว่าหาก ดาเนินการเสร็จสิ้นจะลดเวลาการเดินทางลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเส้นทางสายนี้นั้นอินโดนีเซียต้องการที่จะเปิด ประมูลให้หลายชาติเข้ามาเสนอ ต่างจากที่ผ่านมาซึ่งเลือกจีนเป็นผู้ดาเนินการ โดยต้องรอความชัดเจน จากประธานาธิบดีอินโดนีเซียในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้
  • 33.
    30 ภาพที่ 28 แสดงเส้นทางเดินรถไฟความเร็วสูงของเกาะชวา27 ความทะเยอทะยานของอินโดนีเซียที่จะก้าวมาเป็นชาติมหาอานาจระดับกลางนั้นสามารถรับรู้ได้ จากบทบาทในอดีตในปี 1955 อินโดนีเซียจัดการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างชาติเอเชียและ แอฟริกาซึ่งเป็นหมุดหมายสาคัญที่ทาให้ชาติที่เข้าร่วมตั้งเจตนาที่จะปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากเจ้า อาณานิคม ไม่กี่ปีถัดจากนั้นอินโดนีเซีย อินเดีย และยูโกสลาเวีย ได้ร่วมกันจัดตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่าย ใดเพื่อเป็นทางเลือกให้ชาติ ๆ ต่างสามารถมีเวทีระหว่างประเทศที่ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของชาติ มหาอานาจ แต่ในบริบทที่อินโดนีเซียพึ่งผ่านพ้นการตกอยู่ใต้อาณานิคมมาเพียงราวทศวรรษและยัง ยากจนนั้นทาให้ไม่มีบทบาทที่เป็นรูปธรรมนัก ต่างจากปัจจุบันที่อินโดนีเซียร่ารวยขึ้นมากทาให้มี ศักยภาพที่จะดาเนินนโยบายที่ส่งผลต่อโลกได้อย่างแท้จริง แม้ไม่ใช่มหาอานาจแต่ด้วยการเป็น มหาอานาจระดับกลางในแนวหน้าย่อมส่งผลอย่างมากแน่นอน
  • 34.
    31 2.Soft Power 2.1 ซาอุดิอาระเบีย:ถึงยุคแห่งการเปิ ดสู่โลก เมื่อพิจารณาถึง Soft power ของซาอุฯแล้ว โดยผิวเผินเราจะเห็นเพียงการใช้ความร่ารวยจาก การครอบครองน้ามัน แต่ในความเป็นจริงแล้วจุดแข็งสาคัญอีกประการคือการเป็นผู้มีอานาจเหนือมัก กะฮ์และมาดีนะฮ สองมหานครศักดิ์สิทธิที่เป็นศูนย์กลางของโลกมุสลิมและอาหรับ เมื่อผสานเข้ากับ ความร่ารวยที่มีทาให้ Soft power ของซาอุฯ นั้นเข้มแข็งมาโดยตลอด ดังจะเห็นว่าแม้ภูมิภาคอาหรับจะ เผชิญทั้งวิกฤติการณ์ทางการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ รวมถึงราคาน้ามันตกต่าอย่างต่อเนื่อง แต่ นั่นมิได้ทาให้ประเทศซาอุฯ สั่นคลอนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามความท้าทายเหล่านี้ยังมีแนวโน้มดาเนิน ต่อไปและยังมีความท้าทายใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้เสมอ หากซาอุฯ มิได้เพิ่มความเข้มแข็งแก่ Soft power แล้ว ก็เสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศได้ ขยายอานาจสู่เอเชีย ก้าวสาคัญของการขยาย Soft Power ในช่วงต้นของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กษัตริย์ซัลมานแห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียพร้อม ด้วยคณะผู้ติดตามกว่า 600 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยมีแผนเยือน หลายชาติในเอเชีย ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ญี่ปุ่น จีน และ มัลดีฟ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และแสวงหาพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคนี้ ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งเพราะมิใช่วิสัย ปกติที่ผู้นาสูงสุดแห่งซาอุฯ นับแต่อดีตจะเยือนต่างชาติ แต่ในครั้งนี้กลับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการ ที่ใช้เวลานานหลายสัปดาห์ มีคณะผู้ติดตามมากมาย และมีการเจรจาที่มีผลสืบเนื่องทั้งในแง่ศาสนา การเมือง เศรษฐกิจ และด้านอื่น ๆ มากมาย แม้สื่อหลักของทางการซาอุฯ จะนาเสนอว่าเป็นการเยือน เพื่อเรื่องเศรษฐกิจและพลังงานเท่านั้น ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จากการแบ่งประเทศที่เยือนออกเป็นสอง กลุ่ม คือ เอเชียตะวันออกได้แก่จีนและญี่ปุ่น และอีกกลุ่มหนึ่งคือ อาเซียนและมัลดิฟ ดังที่กล่าวไปแล้วว่าซาอุฯ มี Vision 2030 ที่จะลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจากน้ามัน ซึ่งต้องการการ ลงทุนจากต่างชาติจานวนมากเพื่อรับวิทยาการใหม่ ๆ และทาให้เศรษฐกิจของประเทศมีความ หลากหลาย แน่นอนว่าจีนและญี่ปุ่นคือสองชาติสาคัญที่ซาอุฯ มองว่ามีศักยภาพและนวัตกรรมที่เหมาะ จะเข้าไปลงทุนในประเทศได้ ซึ่งจากมุมมองของทั้งจีนและญี่ปุ่นล้วนยินดีในความสัมพันธ์นี้เนื่องจากต่าง เป็นผู้นาเข้าพลังงานรายใหญ่จากซาอุฯ การเข้าไปลงทุนในซาอุฯ จึงหมายถึงการลดการเสียดุลการค้า กับซาอุฯ นั่นเอง การที่ซาอุฯ เข้าหาจีนนั้นสามารถมองได้ว่าเป็นผลจากบูรพาภิวัตน์ที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตร เก่าแก่นั้นอ่อนกาลังลง แต่จีนกลับมีอิทธิพลมากขึ้นและมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น ฉะนั้น การดึงจีนเข้าเป็นพันธมิตรย่อมเป็นผลดีต่อซาอุฯ ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านได้เปิดประเทศและ จีนสนใจที่จะสานสัมพันธ์กับอิหร่านอยู่บนเส้นทาง Belt & Road อย่างมาก ซาอุฯ ย่อมไม่ยอมให้อิหร่าน ใกล้ชิดกับจีนแต่เพียงฝ่ายเดียว
  • 35.
    32 ส่วนการเยือนชาติอาเซียนและมัลดิฟทั้งสี่นั้น ความเหมือนกันของประเทศทั้งสี่คือการเป็น สมาชิกของ OICและมีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม โดยบรูไนและมัลดิฟนั้นใช้หลักชารีอะห์ ส่วน ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียแม้จะใช้กฎหมายทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติหลักคาสอนอิสลามมีผลต่อ กฎหมายและการเมืองของประเทศไม่น้อย ภาพที่ 29 กษัตริย์ ซัลมาน แห่งซาอุดิอาระเบียและประธานาธิบดี Joko Widowo ของอินโดนีเซีย ในการเยือนครั้งนี้แม้จะมีเป้าหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และมีการลงทุนมหาศาล มีการลงนาม การลงทุนกว่า 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กับอินโดนีเซีย แต่แทบทุกครั้งที่ผู้นาซาอุฯ ทาการเยือน ประเทศมุสลิมจะมีการดาเนินการที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะในแนวทางสลา ฟีย์ที่ซาอุฯ ถือเป็นแนวทางหลัก โดยรวมถึงการแสดงภาพว่าแนวทางอิสลามที่ถูกต้องนั้นจะแก้ปัญหา การก่อการร้ายในภูมิภาคอาเซียนที่นับวันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เช่น มีการเปิด สถาบันสอนภาษาอาหรับใน 3 เมืองสาคัญของอินโดนีเซีย จัดตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายในประเทศ มาเลเซีย แม้ทั้งสองมิได้เป็นองค์กรทางศาสนาโดยตรง แต่โดยปกติแล้วมักจะมีคาสอนทางศาสนาแทรก อยู่ด้วยเสมอ การส่งเสริมการเผยแพร่คาสอนอิสลามของซาอุฯ นั้นนับว่าเป็น Soft Power สาคัญที่ทาให้ มุสลิมยอมรับในบทบาทของประเทศนี้ เพราะมุสลิมนั้นจะให้ความเคารพกับผู้มีความรู้ทางศาสนา ซึ่งใน ปัจจุบันซาอุฯ คือชาติที่สนับสนุนงบประมาณในการศึกษาอิสลามมากที่สุด โดยเฉพาะการให้ทุนแก่ นักศึกษาต่างชาติเพื่อเข้ามาศึกษาในซาอุฯ เมื่อกลับยังประเทศของต้นหลังสาเร็จการศึกษาแล้วก็มัก ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้รู้ทางศาสนา
  • 36.
    33 กล่าวโดยสรุป การเยือนเอเชียในครั้งนี้ของกษัตริย์ซัลมานนั้นมีเป้าหมายเพื่อขยายอิทธิพลมายัง ประเทศในอาเซียน รวมถึงการสร้างพันธมิตรกับญี่ปุ่นและจีนในห้วงเวลาที่โลกตะวันตกกาลังอ่อนกาลัง และยังเป็นการส่งเสริมการเผยแพร่ศาสนาในภูมิภาคเอเชียอีกด้วยซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เสริมพลัง Soft Power ของซาอุฯ ได้อย่างดี 2.2 ตุรกี: อดีตผู้นาโลกมุสลิมที่กาลังกลับมายิ่งใหญ่ ในอดีตนั้นตุรกีเคยเป็นดินแดนสาคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เนื่องจากเป็นที่ตั้งของเมือง หลวงของอาณาจักรอิสลามออตโตมันที่ครองดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล มีความโดดเด่นในเรื่องการเมือง การปกครองที่ไม่เหมือนชาติอื่น ๆ จวบจนปัจจุบัน ในแง่การต่างประเทศนั้นตุรกีก็นับว่ามีความสาคัญ เป็นอย่างมากเพราะเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศที่สาคัญหลายองค์กร เช่น สหประชาชาติ (UN) องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการ พัฒนา (OECD) องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป(OSCE) องค์การความร่วมมือ อิสลาม (OIC) กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จี 20(G-20) และยังอยู่ในช่วงการเจรจาต่อรองเพื่อเข้า ร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) อีกด้วย ซึ่งบทบาทที่โดดเด่นของตุรกีนี้เป็นผลมาจากภูมิ รัฐศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างสองทวีปสาคัญ ขนาดเศรษฐกิจที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ ผ่านมา รัฐบาลมีความเข้มแข็งและยังมีแนวทางการดาเนินการทางการทูตที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น เหล่านี้คือปัจจัยที่ทาให้ตุรกีกลายเป็นมหาอานาจระดับกลางซึ่งมีบทบาทสาคัญในการกาหนดทิศทาง ความเป็นไปของภูมิภาคตะวันออกกลางในที่สุด และมีบทบาทมากขึ้นเมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาผู้ลี้ ภัยและสงครามกลางเมืองในประเทศซีเรียซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก ฉะนั้นหากต้องการจะเข้าใจถึงความ เข้มแข็งของตุรกีที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านและยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อไป จึงต้องเริ่ม ด้วยการทาความเข้าใจใน Soft Power ของตุรกีเสียก่อน การทูตสุเหร่า บทบาทหนึ่งของตุรกีที่ทาให้ได้รับความนิยมจากโลกมุสลิมเป็นอย่างมากคือการสนับสนุนและ อุปถัมภ์การเผยแพร่ศาสนาอิสลามในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ผ่านหน่วยงานของรัฐที่ชื่อ Diyanet Diyanet ได้ถูกตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1924 โดยในมาตราที่ 136 แห่งรัฐธรรมนูญตุรกีระบุว่าหน่วยงาน นี้มีหน้าที่ดูแลกิจการด้านศาสนาอิสลามแทนที่องค์กรเดิมในสมัยอาณาจักรออตโตมันที่ล่มสลายไปแล้ว ซึ่งหนึ่งในภารกิจของ Diyanet ที่สาคัญมากคือการร่างบทเทศนาประจาละหมาดวันศุกร์แก่มัสยิดกว่า 85,000 แห่งทั่วตุรกีและมัสยิดกว่า 2,000 แห่งในต่างประเทศที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ Diyanet รวมถึงเป็นสถาบันที่อบรมความรู้ศาสนาแก่อิหม่ามในประเทศตุรกีด้วย นับแต่ปี ค.ศ. 2006 เป็นต้นมา Diyanet ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก จนในปี 2015 งบประมาณของหน่วยงานได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 4 เท่า และมีจานวนเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นสองเท่าเป็น ราว 150,000 คน ในปี 2012 ได้เปิดช่องโทรทัศน์ที่มีรายการตลอด 24 ชั่วโมง และขยายการสอนศาสนา ไปยังเยาวชนอีกด้วย
  • 37.
    34 บทบาทที่เพิ่มขึ้นเรื่อยมาของ Diyanet นั้นมีส่วนสาคัญจากการสนับสนุนของพรรคAK ที่มีอัรโด กันเป็นผู้นา นับแต่ปี 2002 ที่พรรค AK ขึ้นมามีอานาจ Diyanet ได้เปลี่ยนบทบาทจากหน่วยงานที่ดูแล เรื่องกิจศาสนาและเฝ้าระวังมิให้ศาสนามามีบทบาทในการปกครองของรัฐเพื่อรักษาความเป็นรัฐ secular ที่สาธารณรัฐตุรกียึดถือไว้มาโดยตลอด สู่การเป็นองค์กรที่เผยแพร่อิสลามทั้งในและต่างประเทศด้วย ด้วยเหตุนี้อัรโดกันจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขากาลังทาลายความเป็น secular ของสาธารณรัฐตุรกีลงและ รื้อฟื้นบทบาททางศาสนาในแบบอาณาจักรออตโตมันเข้ามาแทนที่ บทบาทในต่างประเทศนี่เองที่มีผล อย่างมากต่อการสร้างความนิยมต่อตุรกีแก่มุสลิมทั่วโลก มีมัสยิดและโรงเรียนมากกว่า 100 แห่ง ที่ถูก สร้างใน 25 ประเทศ ซึ่งบางโปรเจคนั้นใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯทีเดียว สาหรับประเทศไทยนั้นก็มีความสัมพันธ์กับ Diyanet ด้วยเช่นกัน ทั้งในระดับนักศึกษาไทย ทั่วไปที่ได้รับทุนการศึกษาต่อในประเทศตุรกีหลายสิบคน ซึ่งเป็นทุนที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด และในระดับองค์ศาสนาอิสลามที่มีการพบปะระหว่างทั้งสองประเทศ ภาพที่ 30 ฯพณฯ อาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีในฐานะผู้นามุสลิมไทย ได้เข้าเยี่ยมและพบปะผู้นา ขององค์กร Diyanet ณ ประเทศตุรกี พร้อมทั้งให้โอวาทแก่นักศึกษาไทยในตุรกีด้วย
  • 38.
    35 ภาพที่มัสยิดบางอุทิศซึ่งได้รับงบประมาณในการบูรณะจากรัฐบาลตุรกี โดยบนประตูทางเข้ามี ตราออตโตมันประดับอยู่มานับแต่อดีต แสดงถึงอิทธิพลของออตโตมันเป็นที่รับรู้ของมุสลิมในกรุงเทพฯ มานาน เสริมบทบาทด้านมนุษยธรรม บทบาทที่มีผลทาให้โลกมุสลิมยอมรับตุรกีมากที่สุดน่าจะเป็นบทบาทด้านมนุษยธรรมตุรกีเป็น แหล่งพักพิงสาคัญสาหรับผู้อพยพลี้ภัยสงครามจากตะวันออกกลางมานานนับทศวรรษ และมีภารกิจทาง มนุษยธรรมในกว่า 140 ประเทศทั่วโลกในหลากหลายภารกิจไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติหรือมนุษย์ สร้างขึ้น โดยไม่จากัดเฉพาะประเทศมุสลิมเท่านั้น จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่บริจาค เพื่อมนุษยธรรมมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะในช่วงราว 5 ปีที่ผ่านมาซึ่งประเทศซีเรียประสบวิกฤติการณ์ ด้านมนุษยธรรมเป็นอย่างมาก นับแต่สงครามกลางเมืองเริ่มขึ้นจนปัจจุบัน ตามข้อมูลของ UNHCR มี ชาวซีเรียที่ต้องลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้านเกือบ 5 ล้านคน โดยที่กว่าครึ่งหนึ่งนั้นได้อพยพไปยังค่ายผู้ ลี้ภัยในตุรกี ที่ผ่านมาตุรกีได้มอบความช่วยเหลือเป็นเงินกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปแล้วโดยใน จานวนนี้มีเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากต่างชาติเพียง 4.5 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น โดยความ ช่วยเหลือนี้ครอบคลุมทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และที่อยู่อาศัย ลงอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งตุรกีเข้าไปมี บทบาทด้านมนุษยธรรมอย่างแข็งขันและยังเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้โลกมุสลิมโดยเฉพาะในภูมิภาค อาเซียนให้การยอมรับตุรกีคือบทบาทในการบรรเทาทุกข์แก่ชาวโรฮิงญา ชาวโรฮิงญานั้นถูกกล่าวถึง จากสหประชาชาติว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง และรัฐบาล พม่าไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้าไปให้ความช่วยเหลือมากนัก แต่ตุรกีกลับสามารถเข้าไปมีบทบาท ช่วยเหลือชาวโรฮิงญาได้ค่อนข้างมากจากการพยายามสานสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่าโดยเฉพาะภายหลัง การเลือกตั้งที่ผ่านมา นับแต่ปี 2012 เป็นต้นมามูลค่าความช่วยเหลือที่ตุรกีมอบให้มีมูลค่าไม่ต่ากว่า 13
  • 39.
    36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังส่งตัวแทนระดับสูงของประเทศเข้ามายังพื้นที่นี้ด้วยตนเอง เช่นในปี 2013 ศ.ดร.อะหมัด ดาวุดโอฆลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของตุรกีได้เดินทางเข้ามาพบปะกับ ชาวโรฮิงญา การเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาคมมุสลิมทั่วโลกแม้ในพื้นที่ซึ่ง ไม่ได้มีปัญหามากนักอย่างประเทศไทยก็ตามสะท้อนถึงความจริงจังและจริงใจในการให้ความช่วยเหลือด แน่นอนว่านโยบายนี้จะประสบความสาเร็จได้นั้นมีส่วนสาคัญจากประชาชนของตุรกีเองที่ให้การ สนับสนุนเป็นอย่างดี และตุรกีเองมีองค์กรทั้งที่เป็นรัฐและมิใช่รัฐที่เดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้ ความช่วยเหลือด้วยตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วไม่แปลกเลยว่าภาพลักษณ์ของตุรกีต่อโลกมุสลิมนั้นจะมี แนวโน้มเป็นไปในทางที่ดี เพราะประชาคมมุสลิมทั่วโลกนั้นจะมีความรู้สึกผูกพันธ์กันด้วยปัจจัยทาง ศาสนาเป็นทุนเดิม ดังเช่นวจนะจากท่านศาสดามูฮัมหมัดที่ได้เรียกร้องให้มุสลิมรักกันประหนึ่งเรือนร่าง เดียวกันที่หากส่วนใดส่วนหนึ่งเจ็บปวด ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ฉะนั้นการที่ ตุรกีช่วยมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนก็เท่ากับได้ช่วยพี่น้องมุสลิมทั่วโลกไปด้วยเช่นกัน ภาพที่ศ.ดร.ดาวุด โอกลู อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกีเข้าเยี่ยม ชาวโรฮิงญาในรัฐอาระกันของประเทศพม่า เป็นตัวกลางจัดการเจรจา เอกลักษณ์เด่นอย่างหนึ่งของนโยบายต่างประเทศตุรกีคือการพยายามเลี่ยงการสร้างคู่ขัดแย้งให้ มากที่สุด โดยเฉพาะนับจากการประกาศนโยบาย “Zero Problem” ในปี 2011 โดย ศ.ดร.ดาวุด โอกลู อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งนโยบายนี้ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมากเนื่องจากทาให้ ตุรกีก้าวพ้นความขัดแย้งต่าง ๆ ได้จริง ยิ่งไปกว่านั้นตุรกีจึงได้รับความไว้วางใจให้กลายเป็นคนกลางใน การเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งต่าง ๆ ซึ่งนี่ถือเป็นการยอมรับโดยอ้อมถึงความเป็นมหาอานาจระดับภูมิภาค ของตุรกี โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่หลายประเทศเป็นคู่ขัดแย้งกันมาโดยตลอด เช่น ใน ปัจจุบันที่มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศ GCC และประเทศกาต้า ตุรกีก็ได้แสดงบทบาทสาคัญใน การเป็นตัวกลางที่พยายามคุมระดับความขัดแย้งมิให้บานปลาย
  • 40.
    37 2.3อินโดนีเซีย:สู่การเป็นผู้นาแห่งอาเซียน สาหรับกรณีของอินโดนีเซียนั้นแม้จะดูมีอิทธิพลไม่มากนัก แต่ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น อย่างต่อเนื่องจึงเป็นต้นทุนอย่างดีในการเสริมสร้าง SoftPower ของชาติ ประกอบกับอินโดนีเซียนั้นมี ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีส่วนในการสร้าง Soft Power มากอยู่แล้ว แต่ขาดงบประมาณในการนาเสนอปัจจัย เหล่านั้นสู่โลก เช่น ศิลปะ วัฒนธรรม ทุนการศึกษา เป็นต้น ในระยะหลังมานี้ไม่เพียงแต่รัฐเท่านั้นซึ่งมี นโยบายอันเป็นผลบวกต่อ soft power มากขึ้น แม้แต่องค์กรเอกชนเองก็มีบทบาทสาคัญไม่แพ้กัน บูรณาการเพื่อยกระดับ Soft Power เมื่อเดือนกันยายนในปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Joko Widodo ได้กาชับให้กระทรวงต่าง ๆ ได้ บูรณาการการทางานเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศให้ดีขึ้น28 จากในปัจจุบันที่กระทรวงต่าง ๆ มักจะดาเนินงานโดยแยกส่วนกัน เช่น กระทรวงพานิชย์จะเน้นสร้างภาพลักษณ์เฉพาะเรื่องการค้าการ ลงทุน ในขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวจะเน้นสร้างภาพลักษณ์เฉพาะการท่องเที่ยว ทั้งที่ในความเป็น จริงแล้วสามารถที่จะร่วมกันทางานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ และประธานาธิบดี Joko Widodo ยังกล่าว อีกด้วยว่าหากจะแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ ต้องผนวกเอาวัฒนธรรม อาหารการกิน และกีฬา ผนวก รวมเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของชาติ ทุน DARMASISWA เพื่อการเผยแพร่วัฒนธรรมอินโดนีเซีย ทุน DARMASISWA คือทุนการศึกษาที่มอบให้กับนักศึกษาต่างชาติทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์ ทางการทูตกับอินโดนีเซีย เพื่อให้นักศึกษาเหล่านี้ได้เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม ศิลปะ อาหารและการ ท่องเที่ยว อันเป็นเอกลักษณ์ของอินโดนีเซีย โดยทุนดังกล่าวจะครอบคลุมค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าหนังสือ ค่า พาหนะภายในประเทศ ค่าประกันสุขภาพและค่าใช้จ่ายส่วนตัว และทาการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนา ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ โดยมี กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ดูแลทุนการศึกษานี้ ทุนนี้ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1974 ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือ ASEAN โดยเปิดรับ เฉพาะนักศึกษาจากในอาเซียนเท่านั้น อย่างไรก็ตามนับแต่ปี 1976 เป็นต้นมาได้เปิดให้หลากหลาย ประเทศโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ สวีเดน ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส แคนาดา เยอรมนี และ ภายหลังจึงได้เปิดรับนักศึกษาจากทุกชาติที่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งนับแต่ปี 2010 เป็นต้นมาในแต่ละปีมีนักศึกษาราว 500 – 700 คนกว่า 80 ประเทศจากทุกภูมิภาคที่เข้าร่วมใน ทุนการศึกษานี้ สะท้อนถึงผลจากการที่เศรษฐกิจมีการเติบโตจนสามารถใช้งบประมาณในการเผยแพร่ Soft Power ของชาติได้มากขึ้น เป้าหมายของของ DARMASISWA นั้นมีขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ชาวต่างชาติโดยเฉพาะนักศึกษาซึ่ง จะเป็นกาลังหลักของแต่ละชาติมีความรู้ความเข้าใจในภาษาและวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย อันจะทาให้ ชาติต่าง ๆ นั้นมีความรู้สึกเปิดรับและมีมุมมองเชิงบอกต่ออินโดนีเซียมากขึ้น
  • 41.
    38 ตารางแสดงจานวนผู้ได้รับทุน DARMASISWA ในแต่ละปี ทุนMuhammadiyah นอกจากทุน DARMASISWA ซึ่งเป็นทุนการศึกษาของรัฐบาลที่มอบแก่คนทุกศาสนาแล้ว ยังมี ทุนสาคัญอีกทุนหนึ่งซึ่งมอบให้นักศึกษาต่างชาติจานวนมาก คือทุนที่มอบโดยองค์กร Muhammadiyah ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่เน้นการศึกษาและเผยแพร่ศาสนาอิสลาม โดยในแต่ละปีทางองค์กร Muhammadiyah ได้มอบทุนให้กับนักศึกษามุสลิมไทยกว่า 200 ทุน เพื่อศึกษายังมหาวิทยาลัยของ องค์กร Muhammadiyah จานวน 14 แห่งทั่วสาธารณรัฐอินโดนีเซียผ่านความร่วมมือของศูนย์ อานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
  • 42.
    39 บทที่ 2 การปรับตัวของไทยเพื่อสอดรับ กับการผงาดของชาติมุสลิม ดึงการลงทุนจากกลุ่มประเทศ GCC “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ”หรือ “กองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งชาติ” (Sovereign Wealth Fund คือกองทุนเพื่อการลงทุนประเภทหนึ่งซึ่งรัฐเป็นผู้จัดการกองทุนเอง ซึ่งเงินลงทุนนั้นจะมาจาก งบประมาณภาครัฐเป็นหลัก และในบางประเทศอาจเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้ โดยจะลงทุนใน รูปแบบต่าง ๆ เพื่อนาผลกาไรมาเป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศต่อไป บางประเทศอาจมีกองทุน เดียวแต่บางประเทศเช่นจีนหรือ UAE นั้นได้ตั้งไว้หลายกองทุนด้วยกัน ซาอุดิอาระเบียเป็นชาติหนึ่งซึ่ง ให้ความสาคัญกับ“กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ”มาก เนื่องจากมีงบประมาณมหาศาลจากการส่งออก น้ามัน แต่ในอนาคตที่ราคาน้ามันจะค่อย ๆ ลดลงจึงจาเป็นที่ต้องลงทุนในกิจการประเภทอื่น ๆ เพื่อ ยังคงประกันว่าเศรษฐกิจของประเทศจะไม่เกิดปัญหานักเมื่อไม่สามารถพึ่งพารายได้จากน้ามันได้มาก เหมือนอดีต ทาให้เมื่อปลายปีที่แล้วรัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้มีแผนที่จะเพิ่มงบประมาณให้กับกองทุน ของตนอีกกว่า 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกทั้งจะถ่ายโอนให้บริษัท Saudi Aramco ซึ่งเป็นผู้ดูแล กิจการน้ามันของชาติซาอุฯให้อยู่ภายใต้การดูแลของกองทุนนี้ด้วย อันจะทาให้กองทุนนี้กลายเป็น กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และจะใหญ่กว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของ ประเทศนอเวย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันกว่าสองเท่าตัว โดยจะเน้นไปที่การลงทุนในกิจการที่ เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอนาคต เช่น Uber ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นชั้นแนวหน้าได้รับเงินลงทุนจากกองทุน ความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดิอาระเบียกว่า 3.5 พันล้านบาท ภาพที่ แผนภูมิเปรียบเทียบขนาดของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุด 29
  • 43.
    40 ไม่เพียงแต่ซาอุดิอาระเบียเท่านั้นที่ให้ความสาคัญกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ กลุ่มประเทศ GCC ซึ่งร่ารวยมาจากกิจการน้ามันก็มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกันกลุ่มประเทศ GCC คือกลุ่มประเทศความ ร่วมมืออ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน GCC ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1981 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการทูต เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ตลอดจน ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมอันดีงามระหว่างประเทศสมาชิก รวมทั้งมุ่งมั่นในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันของประเทศในกลุ่ม GCC เพื่อให้มีอานาจต่อรองมากขึ้นในการแข่งขันโดยเฉพาะในด้านการค้า กับประเทศนอกกลุ่ม โดยรายได้หลักของประเทศในกลุ่มนี้คือการค้าน้ามันและก๊าซธรรมชาติเป็นปริมาณ มหาศาลในแต่ละปี ทาให้ประชากรในกลุ่มประเทศเหล่านี้มีรายได้ต่อหัวประชากรไม่น้อยกว่าหรือ มากกว่าประชากรในโลกตะวันตกเสียอีก อย่างไรก็ตามจากการคาดการณ์ว่าน้ามันจะเริ่มเป็นที่ต้องการ น้อยลงทาให้รัฐบาลของแต่ละชาติ GCC กาลังเร่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในประเทศของตนให้มีความ หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกเฉพาะสินค้าน้ามันเพียงอย่างเดียว รวมถึงการนาเงินที่ได้ จากการค้านามันไปลงทุนในกิจการภายนอกประเทศด้วย ภาพที่10 อันดับประเทศที่มี “กองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งชาติ” (Sovereign Wealth Fund : SWF) ใหญ่ที่สุด ซึ่งกว่าครึ่งเป็นประเทศมุสลิม30 ยุทธศาสตร์หนึ่งในการก้าวพ้นการพึ่งพาน้ามันคือการที่รัฐก่อตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (sovereign wealth fund) ซึ่งเป็นกองทุนที่สั่งสมความมั่งคั่งจากน้ามันแล้วนาไปลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ โดยในปัจจุบันมีการประเมินว่ากองทุนของรัฐใน GCC นั้นมีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมี มูลค่าราวครึ่งหนึ่งของกองทุนความมั่งคั่งทั้งโลก ในอดีตกองทุนดังกล่าวมักจะเข้าลงทุนในกิจการของ โลกตะวันตกเสียมากเนื่องด้วยความคุ้นชินจากการค้าขายน้ามันมาเป็นระยะเวลานาน แต่ภายหลังโลก ได้เข้าสู่ยุคที่มีการก่อการร้ายมากขึ้นทาให้โลกตะวันตกเริ่มตั้งเงื่อนไขในการเคลื่อนย้ายของทุนอาหรับ อีกทั้งเศรษฐกิจของโลกตะวันตกกาลังซบเซาลงโดยเฉพาะภายหลัง Hamburger Crisis แต่ในทาง กลับกันกระแสบูรพาภิวัตน์ทาให้โลกตะวันออกกลายเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งเหมาะ
  • 44.
    41 แก่การลงทุน ซึ่งมีด้วยเหตุนี้เองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจึงเห็นทุนอาหรับโดยเฉพาะกองทุนฯเข้ามาลงทุน ในโลกตะวันออกมากขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีของไทยหากเรามีความพร้อมเพียงพอเช่น ในปี 2015 กองทุนของรัฐบาลกาต้าได้เข้าลงทุนในธุรกิจด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าของฮ่องกงราว 1 พันล้านดอลล่าสหรัฐฯ ซึ่งกาต้ามีแผนที่จะลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านดอลล่าสหรัฐฯ ในช่วงระหว่างปี 2015 ถึง 2020 โดยเฉพาะใน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนในประเทศไทยนั้นมีนักลงทุนจาก GCC สนใจเข้าทาธุรกิจทาธุรกิจไม่มากนักเมื่อเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความพร้อมใกล้เคียงกับไทย เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย เนื่องจากมีอุปสรรค สาคัญ 3 ประการ คือความเชื่อและวัฒนธรรมธรรมที่แตกต่าง ขาดการสานสัมพันธ์โดยรัฐต่อรัฐ และขาด การวางยุทธศาสตร์ระยะยาวโดยรัฐ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่แก้ได้ด้วยการกาหนดยุทธศาสตร์ที่ ชัดเจนและการสั่งสมองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศใน GCC มากขึ้น อีกทั้งไทยมีความพร้อมในการเป็น แหล่งผลิตอาหารซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ GCC ให้ความสนใจเป็นพิเศษอยู่แล้วด้วย เช่น กลุ่มทุนจากซาอุฯ เคยมีแผนสร้างโรงงานผลิตสินค้าฮาลาลในนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เนื่องจากมีความพร้อมทั้งในเรื่องวัตถุดิบและแรงงานที่เป็นมุสลิม อย่างไรก็ตามเนื่องจาก เหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ทาให้นิคมดังกล่าวไม่ประสบความสาเร็จ แผนการลงทุนจึงถูกยกเลิกไป ทั้งนี้ หากภาครัฐสามารถแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ได้สาเร็จ เชื่อว่าพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของไทยสามารถเป็นแหล่งลงทุนสาคัญของ GCC ได้แน่นอน เนื่องจากมีบริบทของความเชื่อและ วัฒนธรรมในพื้นที่ซึ่งใกล้เคียงกับ GCC ไม่แพ้มาเลเซีย ซึ่งต้องเร่งพัฒนาพื้นที่โดยเร็วเนื่องจากใน ปัจจุบันเป็นช่วงที่ทุนของ GCC กาลังมองหาแหล่งลงทุนในภูมิภาคเอเชียเพื่อทดแทนรายได้จากน้ามันที่ มีแนวโน้มลดลง นอกจากการลงทุนโดยตรงแล้วการลงทุนโดยผ่านตลาดหลักทรัพย์ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ปัญหา ของตลาดหลักทรัพย์แบบดั้งเดิมคือมิได้แยกธุรกิจที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามหลักการอิสลามออกจาก กัน เช่น ระบบดอกเบี้ยซึ่งเป็นที่ต้องห้าม ด้วยเหตุนี้เงินลงทุนจากโลกมุสลิมจานวนมากจึงหลั่งไหลเข้าสู่ ตลาดทุนของประเทศมุสลิมแทนเนื่องจากมีธุรกิจสอดคล้องกับหลักการอิสลามมากกว่า ฉะนั้นหากไทย สามารถสร้างและยกระดับตลาดหุ้นไทยให้มีส่วนที่รองรับการลงที่ถูกต้องตามหลักอิสลามมากขึ้น เช่น สร้างระบบการเงินอิสลามมาแทนที่ระบบดอกเบี้ย เป็นที่ยอมรับจากโลกอิสลามมากขึ้น รวมถึงได้รับ ความสนใจจากผู้ประกอบการชาวไทย ย่อมเป็นโอกาสสาคัญที่จะดึงเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศไทยได้ โดยง่าย และในอนาคตอาจจะยกระดับด้วยการผลึกกาลังกับตลาดหุ้นในอาเซียน เช่น มาเลเซียหรือ สิงคโปร์ ให้มากขึ้นเพื่อสร้างความน่าดึงดูดจากนักลงทุนมุสลิมจากภายนอกอาเซียน
  • 45.
    42 เจาะตลาดโลกมุสลิม ภาพที่อันดับสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังตะวันออกกลางมากที่สุด31 แม้ในปัจจุบันสินค้าของจีนจะเข้าตีตลาดในโลกมุสลิมมากขึ้นเนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าสินค้าจาก ชาติอื่น ๆ แต่สินค้าจากไทยก็ยังคงได้รับความนิยมไม่ต่างจากเดิมนักเนื่องจากเป็นที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสินค้า ที่มีคุณภาพแม้จะมีราคาสูงกว่าสินค้าจากจีนบ้างนี่คือจุดแข็งของสินค้าไทยซึ่งยากที่ชาติอื่นจะแข่งขันได้ ฉะนั้นสิ่งที่ผู้ส่งออกไทยต้องเรียนรู้คือจะส่งสินค้าใดไปยังประเทศใดเนื่องจากประเทศมุสลิมแต่ละ ประเทศแม้จะมีความเชื่อเดียวกันแต่บริบทของวัฒนธรรมนั้นต่างกันทาให้ความต้องการสินค้าต่างกัน เช่น ในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นพื้นที่ซึ่งสามารถทาเกษตรกรรมได้มีอยู่น้อยมากแต่กาลังซื้อมีอยู่สูง ฉะนั้นสินค้าเกษตรไทย เช่น ข้าวสาร ไก่สด หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ความประณีตละเอียดอ่อนและ ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตซึ่งทักษะที่ชาวอาหรับขาดแต่เป็นจุดเด่นของผู้ประกอบการไทย เช่น เครื่องแต่งกาย เครื่องหอม อัญมณี จึงเป็นที่ต้องการของตะวันออกกลางอยู่เสมอ หากเป็นประเทศใน กลุ่มเอเชียกลางเช่นตุรกีซึ่งมีผลผลิตทางการเกษตรที่เพียงพอก็จะนาเข้าสินค้าเกษตรไทยไม่มากนัก ยกเว้นในฤดูหนาวที่เพาะปลูกได้ยาก แต่จะเน้นไปที่สินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และสิ่งทอแทน อย่างไรก็ตามเฉพาะบทบาทของภาคเอกชนนั้นยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุผล ต้องอาศัยการวาง ยุทธศาสตร์จากรัฐด้วย เช่น การตกลงเขตการค้าเสรีต่าง ๆ การเจรจาเพื่อสร้างความร่วมมือในระดับรัฐ การคัดเลือกสินค้าไทยที่มีมาตรฐาน การจัดงานแสดงสินค้าไทยในประเทศมุสลิมซึ่งยังไม่รู้จักสินค้าไทย นัก และการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยถึงบริบทวัฒนธรรมของโลกมุสลิม ซึ่งปัจจุบันประเทศมุสลิม เริ่มรู้จักสินค้าไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ จากบทบาทการส่งเสริมของภาครัฐที่มากขึ้นตามลาดับ การท่องเที่ยววิถีฮาลาล ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายสาคัญของการท่องเที่ยวโลก โดยในปีที่ผ่านมากรุงเทพฯได้ขึ้นเป็น เมืองที่มีผู้เข้ามาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกแทนที่มหานครลอนดอนเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในแต่ละปีเอง ประเทศไทยก็ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมจานวนมาก จากรายงาน Global Muslim Travel Index 2017 (GMTI) หรือดัชนีการท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั่วโลก จัดทาโดย Master Card ร่วมกับ
  • 46.
    43 CrescentRating ซึ่งเป็นบริษัทให้คาปรึกษาเรื่องการท่องเที่ยววิถีมุสลิม ได้ระบุว่าในบรรดาประเทศที่ ไม่ใช่ประเทศมุสลิมนั้นประเทศไทยเป็นจุดหมายอันดับสองที่เหมาะสาหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม ภาพที่ประเทศที่เหมาะสาหรับนักท่องเที่ยวมุสลิมมากที่สุด 20 อันดับแรก โดยแยกระหว่างกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมและประเทศมุสลิม 32 สาหรับนักท่องเที่ยวมุสลิมนั้นมีผู้เข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นโดยตลอด โดยสถิติจากภาครัฐระบุ ว่านักท่องเที่ยวจากประเทศมุสลิมในปี 2006 นั้นมีอยู่ราว 2.63 ล้านคนได้เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัวในปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวได้อย่างคร่าวสองกลุ่มด้วยกัน คือนักท่องเที่ยวจาก กลุ่มประเทศอาเซียนและกลุ่มนักท่องเที่ยวจากอาหรับ สาหรับนักท่องเที่ยวจากกลุ่มอาเซียนนั้นโดยมาก จะเป็นการเข้ามาท่องเที่ยวในภาคใต้ของไทยเป็นส่วนใหญ่ จากสถิติของกรมการท่องเที่ยว ในปี พ.ศ. 2559 มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยจานวน 3,533,826คน เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2558 ร้อยละ 3.36 ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากนักท่องเที่ยวจีน แหล่งท่องเที่ยว 5 อันดับแรกที่เป็นที่ นิยม คือ หาดใหญ่ กรุงเทพฯ สุไหงโกลก เบตง และ ภูเก็ต เนื่องจากเดินทางสะดวก ไม่ห่างจาก ชายแดนมาเลเซียมากนัก ซึ่งหลัก ๆ แล้วนักท่องเที่ยวมาเลเซียมาประเทศไทยเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้ามาก ที่สุดตามเมืองชายแดนและอาเภอหาดใหญ่ รองลงมาคือการท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวตาม ธรรมชาติ สาหรับนักท่องเที่ยวจากอินโดนีเซียนั้น ในปี พ.ศ. 2559 มีนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 535,625 คน ซึ่งเพิ่มจากปีก่อนหน้ากว่าร้อยละ 14 แม้ทั้งประชากรของทั้งสองชาติจะไม่ใช่มุสลิมทั้งหมด แต่มีสัดส่วน ประชากรมุสลิมเป็นจานวนมาก สาหรับนักท่องเที่ยวชาวอาหรับในปีที่ผ่านมานั้นมีจานวนราว 6 แสนคน และเป็นที่น่ายินดีว่า นักท่องเที่ยวชาวอาหรับนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีราวปีละร้อยละ 10 โดยเฉพาะนักเที่ยวชาวซาอุฯ ซึ่ง
  • 47.
    44 เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 จากปี201533 รูปแบบที่ดึงดูดชาวมุสลิมจากตะวันออกกลางได้มากคือการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะธุรกิจด้านการรักษาสุขภาพในชาติอาหรับนั้นมีราคาที่สูงมาก เนื่องจาก การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพยังไม่ก้าวหน้าทาให้ไม่สามารถผลิตแพทย์ได้เองเพียงพอ จึงต้อง จ้างบุคลากรทางการแพทย์จากต่างชาติ หากเทียบแล้วการเดินทางมายังประเทศไทยจะทาให้ได้รับการ รักษาพยาบาลที่ถูกกว่าในมาตรฐานระดับโลก และโดยวัฒนธรรมชาวอาหรับนั้นหากมีสมาชิกเพียงคน เดียวที่ต้องเข้ารับการรักษาสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวก็จะเดินทางมาดูแลด้วย อีกทั้งบ่อยครั้งที่การ รักษานั้นใช้เวลานานทาให้ทั้งครอบครัวต้องอยู่ในเมืองไทยนานขึ้น จึงเป็นเหตุให้แม้นักท่องเที่ยวชาว อาหรับจะเดินทางมายังประเทศไทยไม่มากเมื่อเทียบชาติอื่น ๆ แต่การใช้จ่ายต่อหัวถือว่าสูงเป็นอันดับ ต้น ๆ ทีเดียว โดยชาติที่มีการใช้จ่ายรายวันต่อหัวมากที่สุดสามอันดับแรกได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐฯ อาหรับเอมิเรต และคูเวต34 เนื่องจากค่าครองชีพในประเทศอาหรับที่ร่ารวยนั้นสูงกว่าไทยทาให้ นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าสินค้าไทยนั้นมีราคาถูก อีกทั้งยังมีกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ หลากหลายซึ่งไม่มีในโลกอาหรับเนื่องจากภูมิประเทศเป็นทะเลทรายเสียมาก นอกจากรูปแบบการ ท่องเที่ยวแล้วการที่ไทยมีที่พักซึ่งมีมาตรฐานสูงยังเป็นปัจจัยสาคัญ เนื่องจากนักท่องเที่ยวอาหรับนิยม เดินทางเป็นครอบครัวและไม่ชอบวิถีชีวิตที่สมบุกสมบันนัก จึงต้องการที่พักที่สะดวกสบายพอสมควร น้อยมากที่จะเดินทางในลักษณะ Backpacker เหมือนนักท่องเที่ยวจากตะวันตก ทั้งนี้ ปัจจัยสาคัญที่ทาให้นักท่องเที่ยวมุสลิมเลือกเดินทางไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นคือ อาหารฮาลาลและสถานที่ละหมาด แม้ไทยจะมีมุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อยราวร้อยละ 5 ของประชากร แต่ อาหารฮาลาลหรืออาหารที่ถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลามและสถานที่ละหมาดนั้นสามารถหาได้ง่าย ตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในกรุงเทพเกือบทั้งหมดจะมีอาหารฮาลาล และห้องละหมาดเตรียมพร้อมไว้เสมอเพื่อดึงดูดลูกค้ามุสลิม อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายจุดที่ยังไม่มี ความพร้อมรับนักท่องเที่ยวมุสลิม หรืออาจจะมีอยู่แต่ไม่มีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้เอง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้จัดทาแอพลิเคชั่น “Muslim Friendly Destination” เพื่อ อานวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการหาสถานที่ละหมาดและอาหารฮาลาล โดยรวมแล้วการท่องเที่ยวของไทยถือว่าประสบความสาเร็จเป็นอย่างสูงโดยสามารถครองอันดับ สองในฐานะประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิมแต่เป็นที่นิยมสาหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม อย่างไรก็ตามไทย สามารถยกระดับการท่องเที่ยวของเราได้อีกด้วยการเรียนรู้จากประเทศที่เป็นอันดับหนึ่งคือประเทศ สิงคโปร์ เช่น การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ดี การสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว การเพิ่มจุดบริการอาหารฮาลาลให้ครอบคลุมมากขึ้น และอีกหนทางหนึ่งคือ การประสานความร่วมด้านการท่องเที่ยวกับประเทศมาเลเซีย เนื่องจากประเทศมาเลเซียเป็นจุดหมาย การท่องเที่ยวอันดับหนึ่งสาหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม และไทยนั้นมีพรมแดนที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย อยู่แล้ว ฉะนั้นหากสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เช่น จัดโปรแกรมท่องเที่ยวที่เกี่ยวโยงทั้งสอง ประเทศไว้ ได้สาเร็จ ก็จะเพิ่มจานวนนักท่องเที่ยวมุสลิมได้อีก
  • 48.
    45 บทสรุป กล่าวโดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่าประเทศมุสลิมหลายชาติกาลังผงาดขึ้นทั้งในแง่เศรษฐกิจและ การเมือง โดยเฉพาะสามประเทศที่ได้การกล่าวถึงเป็นพิเศษในรายงานฉบับนี้ ได้แก่ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี และ อินโดนีเซีย ดังที่เราเห็นได้ว่าเศรษฐกิจของทั้งสามชาตินั้นที่ดีมาโดยตลอดมีแนวโน้มจะเติบโต ขึ้นอีกจากปัจจัยต่าง ๆ ดังที่กล่าวไว้แล้วในบทที่ 2 สาหรับประเทศซาอุดิอาระเบียนั้นมีจุดแข็งอยู่ที่การมีเงินทุนสารองจานวนมากจากการขาย น้ามัน ซึ่งสามารถแปรเงินจานวนนี้เป็นการสร้างเทคโนโลยีและดึงบุคลากรจากต่างชาติที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาพัฒนาประเทศได้ อีกทั้งยังใช้อานาจทางเศรษฐกิจที่มีไปเสริมสร้าง Soft Power มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ซาอุดิอาระเบียเองก็มีความท้าทายที่ต้องเผชิญอยู่เช่นกัน เช่น ในระยะ ยาวแล้วจะพัฒนาศักยภาพของพลเมืองในชาติเองได้หรือไม่ ชาวต่างชาติจะพอใจที่จะอาศัยในประเทศ มากเพียงใด จะทาให้นวัตกรรมที่เกิดขึ้นเกิดประโยชน์กับชาติได้อย่างไร ยังรวมถึงภัยจากความขัดแย้ง ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับอิหร่าน ด้วยเหตุนี้การมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว จึงไม่เพียงพอ ต้องเสริมสร้างให้ชาติมีความมั่นคงด้วย ในกรณีของตุรกีนั้น ตุรกี หรือ สาธารณรัฐตุรกี ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความพิเศษเป็นอย่างมาก เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างสองทวีปสาคัญของโลกนั่นคือเอเชียและยุโรป มีพรมแดนที่ติดกับประเทศถึง 8 ประเทศและมีทางออกทะเลถึงสามทาง ที่ตั้งของตุรกีในปัจจุบันนั้นหากมองย้อนไปในอดีตจะพบว่าเคย ถูกสับเปลี่ยนหมุนเวียนตกอยู่ใต้การปกครองของหลายกลุ่มด้วยกัน ก่อนจะถูกปกครองด้วยชาวเติร์กนั้น ดินแดนแห่งนี้เคยมีความสาคัญเป็นเมืองหลวงด้านตะวันออกของจักรวรรดิโรมันซึ่งยึดมั่นในศาสนา คริสต์อีกด้วย ก่อนที่จะล่มสลายด้วยการยึดครองของชาวเติร์กที่มาพร้อมกับศาสนาและวัฒนธรรม อิสลามในที่สุดภายใต้อาณาจักรออตโตมัน ด้วยเหตุนี้เองตุรกีจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูด นักท่องเที่ยวจานวนมากให้เข้าไปสัมผัสความหลากหลายที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว และอาศัยจุดเด่น เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ทาให้สามารถใช้ข้อได้เปรียบนี้ต่อทั้งสองภูมิภาคเพื่อ การเสริมสร้างเศรษฐกิจและอิทธิพลของตน เช่น การเปิดรับการลงทุนจากโลกอาหรับและการส่งสินค้า ไปยังยุโรป ส่วนอินโดนีเซียที่ยังดูไม่โดดเด่นนักในปัจจุบัน แต่ด้วยการเป็นประเทศที่มีประชากรและ ทรัพยากรจานวนมาก ประกอบกับโครงสร้างพื้นที่ฐานที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ได้ดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน มากขึ้นเป็นลาดับ เมื่อเงินทุนต่างชาติมากขึ้นย่อมหมายถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนคาดการณ์ ว่าในทศวรรษหน้าอินโดนีเซียจะกลายเป็นผู้นาอาเซียนได้ไม่ยากนัก และดังที่กล่าวไปแล้วว่าปัจจัยทาง เศรษฐกิจคือฐานสาคัญของการดาเนินนโยบายระหว่างประเทศ แน่นอนว่าจะพัฒนาการในหลาย ๆ ด้าน เกิดขึ้นกับอินโดนีเซียตามมาแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเมื่อกลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลางกาลังถูก
  • 49.
    46 บีบให้ต้องสลายตัวลง ทาให้สมาชิกกลุ่มที่จานวนหนึ่งเป็นชาวอินโดนีเซียจะกลับมาขยายแนวคิดก่อการ ร้ายในประเทศ รวมถึงการร่วมมือกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอื่นๆ ในอาเซียนได้เช่นกัน ในแง่ภาพรวมของโลกมุสลิมจะเห็นว่ามีความพยายามสร้างความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งโลกมุสลิมเกิดปัญหาหลายประการและความช่วยเหลือจาก ประเทศภายนอกนั้นไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ซ้าร้ายยังทาให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น ซึ่งสุดท้าย แล้วผลเสียที่เกิดขึ้นก็จะกระทบกับโลกมุสลิมเอง ด้วยเหตุนี้เองจึงผลักดันให้ชาติมุสลิมชั้นนา เช่น ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี และอินโดนีเซีย แสดงบทบาทในการเป็นผู้ประสานโลกมุสลิมและร่วมกันแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้น อันจะทาให้ในระยะยาวโลกมุสลิมในภาพรวมจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเช่นกัน ในโลกยุคโลกาภิวัตน์นี้การผงาดขึ้นของชาติใดชาติหนึ่งมักหนีไม่พ้นการเกี่ยวข้องกับชาติอื่น ๆ ทั้งในแง่ความร่วมมือและความขัดแย้ง โดยประเทศไทยนั้นมีพื้นฐานที่พร้อมสาหรับการเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของกระแสการเจริญก้าวหน้าของโลกมุสลิมนี้ด้วยการปรับปรุงและยกระดับกลต่าง ๆ ให้มีความ เหมาะสมกับบริบทของโลกและโลกมุสลิมที่กาลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน เช่น การพัฒนา อาหารฮาลาลและจัดเตรียมสถานที่ละหมาดเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมุสลิม การจัดสภาพแวดล้อม ทางการเงินและการลงทุนเพื่อดึงดูดให้กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากโลกมุสลิมให้ความสนใจ หากทา ได้เช่นนี้แล้วเชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงซบเซาได้ขยายตัวขึ้น
  • 50.
    47 บรรณานุกรม Arab countries continuetheir investments in Turkey. (2016, December 15). Retrieved August 17, 2017, from https://www.dailysabah.com/business/2016/12/16/arab-countries-continue-their-investments-in- turkey Best Muslim/Halal friendly holiday destination rankings. Retrieved August 17, 2017, from https://www.crescentrating.com/travel-index-ranking.html Croucher, M. (2014, July 05). Robot ‘maid’ keeps solar panels clean. Retrieved August 13, 2017, from https://www.thenational.ae/business/technology/robot-maid-keeps-solar-panels-clean-1.304204 Derolle, P. G. (2015, May 3). What does it mean to be an emerging power? Retrieved August 10, 2017, from http://www.moderndiplomacy.eu/index.php?option=com_k2&view=item&id=652%3Awhat-does-it- mean-to-be-an-emerging-power&Itemid=768 GDP ranking. Retrieved August 20, 2017, from http://data.worldbank.org/data-catalog/GDP-ranking-table Indonesia Military Expenditure 1974-2017. Retrieved August 10, 2017, from https://tradingeconomics.com/indonesia/military-expenditure GDP ranking. Retrieved August 12, 2017, from http://data.worldbank.org/data-catalog/GDP-ranking-table 5 Year Crude Oil Prices and Price Charts. (2017, August 18). Retrieved August 14, 2017, from http://www.infomine.com/investment/metal-prices/crude-oil/5-year/ GDP growth (annual %). (n.d.). Retrieved August 16, 2017, from http://data.worldbank.org/indicator /NY.GDP.MKTP.KD.ZG?end=2016&locations=MY-ID-TH&start=2006&view=chart GDP, PPP (current international $). (n.d.). Retrieved August 16, 2017, fromhttp://data.worldbank.org /indicator/NY.GDP.MKTP.PP.CD?locations=MY-ID-TH Investments, I. (2015, December 29). Indonesia Investments. Retrieved August 16, 2017, from https://www.indonesia-investments.com/news/todays-headlines/government-of-indonesia-preparing- 2016-infrastructure-projects/item6322 Iraq, Kurds, Turks and oil A tortuous triangle. https://cdn.static-economist.com/sites/default/ files/images/print-edition/20121222_MAM920.png List of countries by sovereign wealth funds. (2017, August 10). Retrieved August 18, 2017, from https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_sovereign_wealth_funds
  • 51.
    48 Martin, M., &Almashabi, D. (2016, November 30). Saudi Arabia Boosts Wealth Fund With $27 Billion Injection. Retrieved August 15, 2017, from https://www.bloomberg.com/news/articles/2016-11- 30/saudi-arabia-to-transfer-27-billion-to-sovereign-wealth-fund Moving Forward. (2017, July 02). Retrieved August 17, 2017, from http://www.kaec.net/ New strategy needed: Failed Indonesian bullet train bid highlights Japan's weakness. (2015, October 01). Retrieved August 18, 2017, from https://asia.nikkei.com/Politics-Economy/International- Relations/Failed-Indonesian-bullet-train-bid-highlights-Japan-s-weakness POPULATION DENSITY. Retrieved August 20, 2017, from http://www.3dgeography.co.uk/population-density- maps Post, T. J. (n.d.). Jokowi wants unified ‘national branding’ for positive image. Retrieved August 19, 2017, from http://www.thejakartapost.com/news/2016/09/27/jokowi-wants-unified-national-branding-for- positive-image.html Power shift. (2011, August 04). Retrieved August 20, 2017, from https://www.economist.com/blogs /dailychart/2011/08/emerging-vs-developed-economies Rail_transport_map_of_Saudi_Arabia . Retrieved August 17, 2017,https://en.wikipedia.org/wiki/ Haramain_High_Speed_Rail_Project Soft Power 30. Retrieved August 09, 2017, from http://softpower30.com/ Szoldra. (2017, March 15). The 25 most powerful militaries in the world. Retrieved August 15, 2017, from http://www.businessinsider.com/the-worlds-most-powerful-militaries-2017-3 Saudi Arabia's post-oil future. (2016, April 30). Retrieved August 14, 2017, from https://www.economist.com /news/middle-east-and-africa/21697673-bold-promises-bold-young-prince-they-will-be-hard-keep- saudi-arabias The Global Competitiveness Index 2016-2017. Retrieved August 19, 2017, fromhttp://reports.weforum.org/ global-competitiveness-index/ Tomas Hirst, The world's most important trade route? Retrieved August 18, 2017, from https://www.weforum.org/agenda/2014/05/world-most-important-trade-route/
  • 52.
    49 Tourism Statistics 2016.Retrieved August 20, 2017, from http://www.mots.go.th/more_news.php?cid=435& filename=index TURKEY-exports-graphic. https://dailybrief.oxan.com/g/oxweb/GA214260/272-TURKEY-exports- graphic_1200.png Turkey's SME's driving force behind exports. (2015, November 19). Retrieved August 18, 2017, from https://www.dailysabah.com/economy/2015/11/19/turkeys-smes-driving-force-behind-exports U.S. Energy Information Administration - EIA - Independent Statistics and Analysis. Retrieved August 09, 2017, from https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=15531 U.S. Global Investors U.S. Global Investors. Retrieved August 13, 2017, from http://www.usfunds.com/ investor-library/frank-talk/saudi-oil-flowing-east/ Zahid, I. World Map - Muslim Distribution. Retrieved August 17, 2017, from http://www.islam101.com/ dawah/muslim_world_map.html ‫.,األحمر‬ (2017, August 01). A Saudi world class tourism destination #TheRedSeaProject pic.twitter.com/Bd2XInQnQB. Retrieved August 15, 2017, from https://twitter.com/TheRedSeaSA /status/892239999168655360 ชี้ช่อง SMEไทย ล่าขุมทรัพย์ตลาดอาหรับ. Retrieved August 19, 2017, from http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/724357
  • 53.
    50 อ้างอิง 1 Derolle, P. G.(2015, May 3). What does it mean to be an emerging power? Retrieved August 10, 2017, from http://www.moderndiplomacy.eu/index.php?option=com_k2&view=item&id=652%3Awhat-does-it- mean-to-be-an-emerging-power&Itemid=768 2 Power shift. (2011, August 04). Retrieved August 20, 2017, from https://www.economist.com/blogs /dailychart/2011/08/emerging-vs-developed-economies 3 GDP ranking. Retrieved August 20, 2017, from http://data.worldbank.org/data-catalog/GDP-ranking-table 4 Indonesia Military Expenditure 1974-2017. Retrieved August 10, 2017, from https://tradingeconomics.com/indonesia/military-expenditure 5 Soft Power 30. Retrieved August 09, 2017, from http://softpower30.com/ 6 Szoldra. (2017, March 15). The 25 most powerful militaries in the world. Retrieved August 15, 2017, from http://www.businessinsider.com/the-worlds-most-powerful-militaries-2017-3 7 Zahid, I. World Map - Muslim Distribution. Retrieved August 17, 2017, from http://www.islam101.com/dawah/muslim_world_map.html 8 GDP ranking. Retrieved August 12, 2017, from http://data.worldbank.org/data-catalog/GDP-ranking-table 9 5 Year Crude Oil Prices and Price Charts. (2017, August 18). Retrieved August 14, 2017, from http://www.infomine.com/investment/metal-prices/crude-oil/5-year/ 10 U.S. Energy Information Administration - EIA - Independent Statistics and Analysis. Retrieved August 09, 2017, from https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=15531 11 U.S. Global Investors U.S. Global Investors. Retrieved August 13, 2017, from http://www.usfunds.com/investor-library/frank-talk/saudi-oil-flowing-east/ 12 Saudi Arabia's post-oil future. (2016, April 30). Retrieved August 14, 2017, from https://www.economist.com/news/middle-east-and-africa/21697673-bold-promises-bold-young-prince- they-will-be-hard-keep-saudi-arabias 13 Croucher, M. (2014, July 05). Robot ‘maid’ keeps solar panels clean. Retrieved August 13, 2017, from https://www.thenational.ae/business/technology/robot-maid-keeps-solar-panels-clean-1.304204 14 ‫.,األحمر‬ (2017, August 01). A Saudi world class tourism destination #TheRedSeaProject pic.twitter.com/Bd2XInQnQB. Retrieved August 15, 2017, from https://twitter.com/TheRedSeaSA /status/892239999168655360 15 Moving Forward. (2017, July 02). Retrieved August 17, 2017, from http://www.kaec.net/ 16 (n.d.). Retrieved August 20, 2017, from http://www.3dgeography.co.uk/population-density-maps 17 https://en.wikipedia.org/wiki/Haramain_High_Speed_Rail_Project#/media /File:Rail_transport_map_of_Saudi_Arabia.png 18 https://dailybrief.oxan.com/g/oxweb/GA214260/272-TURKEY-exports-graphic_1200.png 19 Turkey's SME's driving force behind exports. (2015, November 19). Retrieved August 18, 2017, from https://www.dailysabah.com/economy/2015/11/19/turkeys-smes-driving-force-behind-exports 20 https://cdn.static-economist.com/sites/default/files/images/print-edition/20121222_MAM920.png
  • 54.
    51 21 Arab countries continuetheir investments in Turkey. (2016, December 15). Retrieved August 17, 2017, from https://www.dailysabah.com/business/2016/12/16/arab-countries-continue-their-investments-in- turkey 22 Tomas Hirst, The world's most important trade route? Retrieved August 18, 2017, from https://www.weforum.org/agenda/2014/05/world-most-important-trade-route/ 23 GDP growth (annual %). (n.d.). Retrieved August 16, 2017, from http://data.worldbank.org/indicator /NY.GDP.MKTP.KD.ZG?end=2016&locations=MY-ID-TH&start=2006&view=chart 24 GDP, PPP (current international $). (n.d.). Retrieved August 16, 2017, from http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.MKTP.PP.CD?locations=MY-ID-TH 25 The Global Competitiveness Index 2016-2017. (n.d.). Retrieved August 19, 2017, from http://reports.weforum.org/global-competitiveness-index/ 26 Investments, I. (2015, December 29). Indonesia Investments. Retrieved August 16, 2017, from https://www.indonesia-investments.com/news/todays-headlines/government-of-indonesia-preparing- 2016-infrastructure-projects/item6322 27 New strategy needed: Failed Indonesian bullet train bid highlights Japan's weakness. (2015, October 01). Retrieved August 18, 2017, from https://asia.nikkei.com/Politics-Economy/International- Relations/Failed-Indonesian-bullet-train-bid-highlights-Japan-s-weakness 28 Post, T. J. (n.d.). Jokowi wants unified ‘national branding’ for positive image. Retrieved August 19, 2017, from http://www.thejakartapost.com/news/2016/09/27/jokowi-wants-unified-national-branding-for- positive-image.html 29 Martin, M., & Almashabi, D. (2016, November 30). Saudi Arabia Boosts Wealth Fund With $27 Billion Injection. Retrieved August 15, 2017, from https://www.bloomberg.com/news/articles/2016-11- 30/saudi-arabia-to-transfer-27-billion-to-sovereign-wealth-fund 30 List of countries by sovereign wealth funds. (2017, August 10). Retrieved August 18, 2017, from https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_sovereign_wealth_funds 31 B. (2016, October 25). ชี้ช่อง SMEไทย ล่าขุมทรัพย์ตลาดอาหรับ. Retrieved August 19, 2017, from http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/724357 32 C. Best Muslim/Halal friendly holiday destination rankings. Retrieved August 17, 2017, from https://www.crescentrating.com/travel-index-ranking.html 33 Tourism Statistics 2016. Retrieved August 20, 2017, from http://www.mots.go.th/more_news.php?cid=435& filename=index 34 Ibid.