ประเภทของโครงงาน
โครงงาน แบ่งตามลักษณะการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. โครงงานตามสาระการเรียนรู้ เป็นการใช้บูรณาการความรู้ ทักษะ คุณธรรม
จริยธรรม และค่านิยมในกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นพื้นฐานในการกาหนดโครงงานและ
ปฏิบัติ
2. โครงงานตามความสนใจหรือโครงงานอิสระ เป็นโครงงานที่ผู้เรียนได้กาหนดขั้นตอน
ตามความถนัด ความสนใจ ความต้องการ โดยนาทักษะ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม
ในกลุ่มสาระต่างๆหลากหลายรายวิชา มาบูรณาการกาหนดเป็นโครงงานและการปฏิบัติ
มีข้อดีอย่างมากคือไม่ปิดกั้นความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน ทาให้ได้คิดกว้าง คิดไกล
ได้ศึกษาค้นคว้าตามศักยภาพของตนเอง
(สสวท.2529 : 7) ได้แบ่งโครงงานออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะของกิจกรรมที่ทา ดังนี้
1. โครงงานประเภทสารวจรวบรวมข้อมูล (Servey research project)
- เป็นโครงงานการศึกษาที่เกิดจากปัญหาความไม่รู้ ต้องการที่จะรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จึง
ดาเนินการสารวจ หรือเก็บรวบรวมข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม แล้วนาเอาข้อมูลนั้นมาจาแนกเป็นหมวดหมู่ ในรูปแบบที่เหมาะสม เช่น
แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึก เป็นต้น เพื่อนาไปใช้ในการวางแผนหรือ
พัฒนางาน หรือดาเนินการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติมผลงานและส่งเสริมผลผลิตให้มี
คุณภาพดียิ่งขึ้น แล้วนาเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น ตาราง กราฟ แผนภูมิ และ
คาอธิบายประกอบ เพื่อให้เห็นลักษณะหรือความสัมพันธ์ในเรื่องที่ศึกษาชัดเจน
ยิ่งขึ้น โดยข้อมูลนั้น อาจมีผู้จัดทา แต่มีการแปรเปลี่ยนไปแล้ว ต้องสารวจจัดทา
ขึ้นมาใหม่ให้ทันสมัยอยู่เสมอ
o ตัวอย่าง หัวข้อเรื่อง/ชื่อโครงงาน ประเภทข้อมูลสารวจ
 พันธุ์ผีเสื้อในตาบล……………………...……..
 สมุนไพรในหมู่บ้าน……………..……………..
 การใช้ยานพาหนะในอาเภอ……………………
 อาชีพของประชาชนในตาบล………...….….…
 โครงงานสารวจวัสดุอุปกรณ์ในชุมชน
 การสารวจราคาผลผลิตเกษตรในท้องถิ่น
 การสารวจราคาสิ้นค้าอุปโภคบริโภคในท้องถิ่น
 โครงงานสารวจสถานประกอบการช่างในชุมชน
- ขั้นตอนการดาเนินการ ดังนี้
o กาหนดปัญหาหรือความอยากรู้
o ตั้งสมมุติฐาน
o รวบรวมข้อมูล
o วิเคราะห์
o สรุปอภิปรายผล
2. โครงงานประเภททดลอง (Experimental research project)
- เป็นการศึกษาเปรียบเทียบของสิ่งของสองสิ่ง (หรือมากกว่า) หรือ วิธีการทางาน
สองวิธี (หรือมากกว่า) ดาเนินการทดลองหรือพิสูจน์ความจริงตามหลักวิชาการอย่าง
เป็นเหตุเป็นผล หรือค้นหาข้อเท็จจริงในสิ่งที่ต้องการรู้ หรือหาคาตอบของปัญหา
เป็นการศึกษาที่เกิดจากปัญหา ต้องการรู้ถึงผลของการเปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์
ระหว่างเหตุและผล แล้วนาผลที่ได้แต่ละอย่างมาเปรียบเทียบกัน การทาโครงงาน
ประเภทนี้ ผู้เรียนต้องมีการกาหนดรูปแบบในการทดลอง โดยออกแบบในรูปผลการ
ทดลอง เพื่อศึกษาตัวแปรหนึ่ง จะมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่างไร ด้วยการ
ควบคุมตัวแปร โดยกาหนดตัวแปรต่างๆไว้ให้ชัดเจนเพื่อจะปฏิบัติการได้ถูกต้อง
ศึกษา ค้นคว้าและทดลอง เพื่อนาผลที่ได้มายืนยันหลักการหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง มี
วัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นโครงงานที่เกิดขึ้นเพื่อ
ยืนยันทฤษฎีหรือหลักการ เช่น
o โครงงานปลูกผักลอยฟ้าไร้สารพิษ
o โครงงานศึกษาสูตรอาหารไก่ตอน
o โครงงานการศึกษาขนมอบชนิดต่างๆ
o โครงงานทดลองปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน
o โครงงานการใช้ฮอร์โมนกับกิ่งกุหลาบ
o โครงงานศึกษาวัสดุก่อสร้างประเภทไม้
o โครงงานการยืดอายุของกุหลาบตัดดอก
o โครงงานสารในพืชชนิดใดใช้ฆ่าแมลงสาบ
o โครงงานศึกษาสูตรน้ายากัดกระจกจากผลไม้
o โครงงานการศึกษาเครื่องดื่มที่ผลิตจากผลไม้
o โครงงานการปลูกพืชด้วยสารละลายจากมูลสัตว์
o โครงงานการควบคุมกล้วยให้สุกอย่างมีคุณภาพ
o โครงงานแสงมีผลต่อการเจริญเติบโตของผักคะน้า
o โครงงานควบคุมการเจริญเติบโตของไม้ประดับประเภทเถา
- ขั้นตอนการมีดังนี้
o กาหนดปัญหา
o ตั้งจุดประสงค์
o ตั้งสมมุติฐาน
o การออกแบบทดลอง
o รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการทดลอง
o วิเคราะห์หรือแปลผล
o สรุปผลการทดลอง
3. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์หรือการพัฒนา (Developmental research project or
invention project)
- เป็นโครงงานเกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ หรือหลังจากที่ได้ศึกษา
ทฤษฎีหรือพบเห็นผลงานของผู้อื่นแล้ว แต่ต้องการพัฒนา จึงทาการดัดแปลง สร้าง
แบบจาลองขึ้นเพื่ออธิบายแนวคิดบางอย่าง โดยประดิษฐ์เป็นของเล่น เครื่องมือ
เครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ แล้วศึกษาคุณภาพ หาประสิทธิภาพและอายุการ
ใช้งาน เช่น
o ถังขยะจากยางรถยนต์
o ผลิตภัณฑ์กระดาษสา
o แบบจาลองพัดลมไอน้า
o กระดาษจากว่านหางจระเข้
o โครงงานประดิษฐ์โคมไฟฟ้า
o กระถางต้นไม้จากกระดาษใช้แล้ว
o น้ายาบ้วนปากจากสมุนไพรธรรมชาติ
o ดอกไม้ประดิษฐ์จากใบไม้ประเภทต่างๆ
o โครงงานการสร้างแบบจาลองบ้านประหยัดไฟ
o โครงงานประดิษฐ์สิ่งของประดับบ้านด้วยไม้ไผ่
- ขั้นตอนการดาเนินการดังนี้
o กาหนดโครงงาน ประโยชน์ รูปแบบ/แบบ วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ
o ดาเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติ ดาเนินการปฏิบัติ นาเสนอผลงานในรูป
ผลิตภัณฑ์
4. โครงงานประเภททฤษฎีหรืออธิบาย (Theoretical research project)
- เป็นโครงงานที่เกิดจากปัญหาความต้องการทฤษฎีใหม่ๆหลักการหรือแนวคิดใหม่ๆ
มาใช้ประโยชน์ในโอกาสอื่นๆ จึงดาเนินการสร้างทฤษฎีใหม่ๆขึ้น มีวัตถุประสงค์
เพื่อเสนอความรู้ หรือหลักการใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีใครเคยคิด
หรือขัดแย้ง หรือขยายจากของเดิมที่มีอยู่ ซึ่งต้องผ่านการพิสูจน์อย่างมีหลักการก่อน
โดยอาศัย ทฤษฎี หลักการ หลักการทางวิทยาศาสตร์ หรือทฤษฎีอื่นๆตลอดจนข้อมูล
อื่นๆสนับสนุนโครงงานประเภทนี้ มักเป็นโครงงานทางคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์
เช่น
o การเกษตรทฤษฎีใหม่
o การผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์
o การผลิตแท่งเชื่อเพลิงเขียว
- ข้อดีของการเรียนรู้แบบโครงงาน
o ผู้เรียนได้เลือกประเด็นที่จะศึกษา วิธีการศึกษาและแหล่งความรู้ด้วยตนเอง
o ผู้เรียนมีความสนใจเพราะเป็นผู้ศึกษาหรือลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองทุก
ขั้นตอน
o การศึกษาได้เชื่อมโยงหรือบูรณาการระหว่างความรู้/ทักษะ/ประสบการณ์เดิม
กับสิ่งใหม่
o ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตามวิธีธรรมชาติและมีประสบการณ์ในการทางาน
ร่วมกับผู้อื่น
o ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และการทางานอย่างมีแผนและรู้จักประเมินผล
งานของตนเอง
o ฝึกให้นักเรียนได้รู้จักแก้ปัญหาในการทางาน และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับ
สภาพสังคมจริง
o เป็นการจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญได้จริง
o ใช้ทักษะทางวิทยาศาสตร์ และเหตุผลในการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ
- ข้อจากัดของการเรียนรู้แบบโครงงาน
o ใช้เวลาในการเรียนรู้มาก เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
o ถ้าผู้สอนให้คาปรึกษาและดูแลไม่ทั่วถึง ขาดการเอาใจใส่ ขาดความอดทน
วางแผนการทางานไม่ดี ขาดทักษะ อาจทาให้ไม่ประสบผลสาเร็จ หรือได้รับ
ความรู้ที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักวิชาการ
อ้างอิง : https://sites.google.com/site/krutermsaksuwan/home/keiyw-kab-khru-teim-
sakdi/khwam-ru-reuxng/khwam-hmay-khxng-khorng-ngan/prayochn-khxng-khorng-
ngan/watthuprasngkh-kar-reiyn-ru-baeb-khorng-ngan/prapheth-khxng
วีดีโออ้างอิง : https://youtu.be/DjONgZ3BxXs

ประเภทของโครงงาน

  • 1.
    ประเภทของโครงงาน โครงงาน แบ่งตามลักษณะการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาเป็น 2ประเภท ได้แก่ 1. โครงงานตามสาระการเรียนรู้ เป็นการใช้บูรณาการความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นพื้นฐานในการกาหนดโครงงานและ ปฏิบัติ 2. โครงงานตามความสนใจหรือโครงงานอิสระ เป็นโครงงานที่ผู้เรียนได้กาหนดขั้นตอน ตามความถนัด ความสนใจ ความต้องการ โดยนาทักษะ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ในกลุ่มสาระต่างๆหลากหลายรายวิชา มาบูรณาการกาหนดเป็นโครงงานและการปฏิบัติ มีข้อดีอย่างมากคือไม่ปิดกั้นความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน ทาให้ได้คิดกว้าง คิดไกล ได้ศึกษาค้นคว้าตามศักยภาพของตนเอง (สสวท.2529 : 7) ได้แบ่งโครงงานออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะของกิจกรรมที่ทา ดังนี้ 1. โครงงานประเภทสารวจรวบรวมข้อมูล (Servey research project) - เป็นโครงงานการศึกษาที่เกิดจากปัญหาความไม่รู้ ต้องการที่จะรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จึง ดาเนินการสารวจ หรือเก็บรวบรวมข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม แล้วนาเอาข้อมูลนั้นมาจาแนกเป็นหมวดหมู่ ในรูปแบบที่เหมาะสม เช่น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึก เป็นต้น เพื่อนาไปใช้ในการวางแผนหรือ พัฒนางาน หรือดาเนินการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติมผลงานและส่งเสริมผลผลิตให้มี คุณภาพดียิ่งขึ้น แล้วนาเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น ตาราง กราฟ แผนภูมิ และ
  • 2.
    คาอธิบายประกอบ เพื่อให้เห็นลักษณะหรือความสัมพันธ์ในเรื่องที่ศึกษาชัดเจน ยิ่งขึ้น โดยข้อมูลนั้นอาจมีผู้จัดทา แต่มีการแปรเปลี่ยนไปแล้ว ต้องสารวจจัดทา ขึ้นมาใหม่ให้ทันสมัยอยู่เสมอ o ตัวอย่าง หัวข้อเรื่อง/ชื่อโครงงาน ประเภทข้อมูลสารวจ  พันธุ์ผีเสื้อในตาบล……………………...……..  สมุนไพรในหมู่บ้าน……………..……………..  การใช้ยานพาหนะในอาเภอ……………………  อาชีพของประชาชนในตาบล………...….….…  โครงงานสารวจวัสดุอุปกรณ์ในชุมชน  การสารวจราคาผลผลิตเกษตรในท้องถิ่น  การสารวจราคาสิ้นค้าอุปโภคบริโภคในท้องถิ่น  โครงงานสารวจสถานประกอบการช่างในชุมชน - ขั้นตอนการดาเนินการ ดังนี้ o กาหนดปัญหาหรือความอยากรู้ o ตั้งสมมุติฐาน o รวบรวมข้อมูล o วิเคราะห์ o สรุปอภิปรายผล 2. โครงงานประเภททดลอง (Experimental research project) - เป็นการศึกษาเปรียบเทียบของสิ่งของสองสิ่ง (หรือมากกว่า) หรือ วิธีการทางาน สองวิธี (หรือมากกว่า) ดาเนินการทดลองหรือพิสูจน์ความจริงตามหลักวิชาการอย่าง เป็นเหตุเป็นผล หรือค้นหาข้อเท็จจริงในสิ่งที่ต้องการรู้ หรือหาคาตอบของปัญหา เป็นการศึกษาที่เกิดจากปัญหา ต้องการรู้ถึงผลของการเปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ ระหว่างเหตุและผล แล้วนาผลที่ได้แต่ละอย่างมาเปรียบเทียบกัน การทาโครงงาน ประเภทนี้ ผู้เรียนต้องมีการกาหนดรูปแบบในการทดลอง โดยออกแบบในรูปผลการ
  • 3.
    ทดลอง เพื่อศึกษาตัวแปรหนึ่ง จะมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่างไรด้วยการ ควบคุมตัวแปร โดยกาหนดตัวแปรต่างๆไว้ให้ชัดเจนเพื่อจะปฏิบัติการได้ถูกต้อง ศึกษา ค้นคว้าและทดลอง เพื่อนาผลที่ได้มายืนยันหลักการหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง มี วัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นโครงงานที่เกิดขึ้นเพื่อ ยืนยันทฤษฎีหรือหลักการ เช่น o โครงงานปลูกผักลอยฟ้าไร้สารพิษ o โครงงานศึกษาสูตรอาหารไก่ตอน o โครงงานการศึกษาขนมอบชนิดต่างๆ o โครงงานทดลองปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน o โครงงานการใช้ฮอร์โมนกับกิ่งกุหลาบ o โครงงานศึกษาวัสดุก่อสร้างประเภทไม้ o โครงงานการยืดอายุของกุหลาบตัดดอก o โครงงานสารในพืชชนิดใดใช้ฆ่าแมลงสาบ o โครงงานศึกษาสูตรน้ายากัดกระจกจากผลไม้ o โครงงานการศึกษาเครื่องดื่มที่ผลิตจากผลไม้ o โครงงานการปลูกพืชด้วยสารละลายจากมูลสัตว์ o โครงงานการควบคุมกล้วยให้สุกอย่างมีคุณภาพ o โครงงานแสงมีผลต่อการเจริญเติบโตของผักคะน้า o โครงงานควบคุมการเจริญเติบโตของไม้ประดับประเภทเถา - ขั้นตอนการมีดังนี้ o กาหนดปัญหา o ตั้งจุดประสงค์ o ตั้งสมมุติฐาน o การออกแบบทดลอง o รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการทดลอง o วิเคราะห์หรือแปลผล
  • 4.
    o สรุปผลการทดลอง 3. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์หรือการพัฒนา(Developmental research project or invention project) - เป็นโครงงานเกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ หรือหลังจากที่ได้ศึกษา ทฤษฎีหรือพบเห็นผลงานของผู้อื่นแล้ว แต่ต้องการพัฒนา จึงทาการดัดแปลง สร้าง แบบจาลองขึ้นเพื่ออธิบายแนวคิดบางอย่าง โดยประดิษฐ์เป็นของเล่น เครื่องมือ เครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ แล้วศึกษาคุณภาพ หาประสิทธิภาพและอายุการ ใช้งาน เช่น o ถังขยะจากยางรถยนต์ o ผลิตภัณฑ์กระดาษสา o แบบจาลองพัดลมไอน้า o กระดาษจากว่านหางจระเข้ o โครงงานประดิษฐ์โคมไฟฟ้า o กระถางต้นไม้จากกระดาษใช้แล้ว o น้ายาบ้วนปากจากสมุนไพรธรรมชาติ o ดอกไม้ประดิษฐ์จากใบไม้ประเภทต่างๆ o โครงงานการสร้างแบบจาลองบ้านประหยัดไฟ o โครงงานประดิษฐ์สิ่งของประดับบ้านด้วยไม้ไผ่ - ขั้นตอนการดาเนินการดังนี้ o กาหนดโครงงาน ประโยชน์ รูปแบบ/แบบ วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ o ดาเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติ ดาเนินการปฏิบัติ นาเสนอผลงานในรูป ผลิตภัณฑ์
  • 5.
    4. โครงงานประเภททฤษฎีหรืออธิบาย (Theoreticalresearch project) - เป็นโครงงานที่เกิดจากปัญหาความต้องการทฤษฎีใหม่ๆหลักการหรือแนวคิดใหม่ๆ มาใช้ประโยชน์ในโอกาสอื่นๆ จึงดาเนินการสร้างทฤษฎีใหม่ๆขึ้น มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสนอความรู้ หรือหลักการใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีใครเคยคิด หรือขัดแย้ง หรือขยายจากของเดิมที่มีอยู่ ซึ่งต้องผ่านการพิสูจน์อย่างมีหลักการก่อน โดยอาศัย ทฤษฎี หลักการ หลักการทางวิทยาศาสตร์ หรือทฤษฎีอื่นๆตลอดจนข้อมูล อื่นๆสนับสนุนโครงงานประเภทนี้ มักเป็นโครงงานทางคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์ เช่น o การเกษตรทฤษฎีใหม่ o การผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ o การผลิตแท่งเชื่อเพลิงเขียว - ข้อดีของการเรียนรู้แบบโครงงาน o ผู้เรียนได้เลือกประเด็นที่จะศึกษา วิธีการศึกษาและแหล่งความรู้ด้วยตนเอง o ผู้เรียนมีความสนใจเพราะเป็นผู้ศึกษาหรือลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองทุก ขั้นตอน o การศึกษาได้เชื่อมโยงหรือบูรณาการระหว่างความรู้/ทักษะ/ประสบการณ์เดิม กับสิ่งใหม่ o ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตามวิธีธรรมชาติและมีประสบการณ์ในการทางาน ร่วมกับผู้อื่น o ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และการทางานอย่างมีแผนและรู้จักประเมินผล งานของตนเอง
  • 6.
    o ฝึกให้นักเรียนได้รู้จักแก้ปัญหาในการทางาน และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับ สภาพสังคมจริง oเป็นการจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญได้จริง o ใช้ทักษะทางวิทยาศาสตร์ และเหตุผลในการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ - ข้อจากัดของการเรียนรู้แบบโครงงาน o ใช้เวลาในการเรียนรู้มาก เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง o ถ้าผู้สอนให้คาปรึกษาและดูแลไม่ทั่วถึง ขาดการเอาใจใส่ ขาดความอดทน วางแผนการทางานไม่ดี ขาดทักษะ อาจทาให้ไม่ประสบผลสาเร็จ หรือได้รับ ความรู้ที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักวิชาการ อ้างอิง : https://sites.google.com/site/krutermsaksuwan/home/keiyw-kab-khru-teim- sakdi/khwam-ru-reuxng/khwam-hmay-khxng-khorng-ngan/prayochn-khxng-khorng- ngan/watthuprasngkh-kar-reiyn-ru-baeb-khorng-ngan/prapheth-khxng วีดีโออ้างอิง : https://youtu.be/DjONgZ3BxXs