ทฤษฎีพฤติกรรม
นิยม
Learning Theory : Behaviorism
หลักการ
ทฤษฎีนี้จะมองธรรมชาติของมนุษย์ในลักษณะเป็นกลาง คือ ไม่ดีและไม่เลว (neutral-passive) โดยอิทธิพลของ
สิ่งแวดล้อมภายนอกจะส่งผลต่อการกระทา พฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้า (stimulus-response)
พฤติกรรมนิยมให้ความสาคัญกับพฤติกรรมมาก เพราะเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน สามารถวัดและทดสอบได้ นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมเองก็
มีส่วนสาคัญเช่นกัน เพราะสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกาหนดพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้น โดยที่การเรียนรู้จะเกิดจากการความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า
สิ่งเร้าและการตอบสนอง
แนวคิดของทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมเชื่อว่า คนเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ โดยใช้สิ่งเร้าที่ต้องการมา
กาหนดการกระทา และการใช้แรงเสริมหรือรางวัลมาทาให้พฤติกรรมที่ต้องการเกิดซ้าขึ้นอีก จนกลายเป็นพฤติกรรมที่ถาวรและสม่าเสมอ
ในทางตรงกันข้ามก็เน้นการลงโทษกับพฤติกรรมที่ไม่ดีด้วย โดยเชื่อว่าการลงโทษจะทาให้บุคคลลดการทาไม่ดี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ
ทฤษฎีนี้มีแนวคิดสาคัญ 3 แนวคิด คือ ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (Thorndike’s Connectionism Theory)
ทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Conditioning Theory) และทฤษฎีการเรียนรู้ของฮัลล์ (Hull’s Systematic Behavior Theory)
นักการศึกษาที่สาคัญ
ธอร์นไดค์ (Edward L Thorndike) เป็นนักจิตวิทยาและนักการศึกษาชาวอเมริกัน
เจ้าของทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง เขาเชื่อว่าการ
เรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ต้องสร้างสิ่งเชื่อมโยงหรือพันธะระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง โดยมักจะแสดง
ออกมาในรูปแบบต่างๆ อย่างหลากหลาย เรียกทฤษฎีนี้ว่า ทฤษฎีพันธะระหว่างสิ่งเร้ากับการ
ตอบสนอง (Connectionism Theory) หรือ ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยง
อิวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov) นักสรีระวิทยาชาวรัสเซีย
เชื่อว่า การเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการวางเงื่อนไข
(Conditioning) คือ การตอบสนองหรือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนั้น
จะต้องมีเงื่อนไขหรือมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้น เรียกทฤษฎีนี้ว่า
ทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Conditioning Theory)
ฮัลล์ (Hull) เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน มีความเชื่อว่าถ้าร่างกาย
เมื่อยล้า การเรียนรู้จะลดลง การตอบสนองต่อการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด
เมื่อได้รับแรงเสริม การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้จึงมักคานึงถึงความ
พร้อม ความสามารถและเวลาที่ผู้เรียนจะเรียนได้ดีที่สุด ทฤษฎีนี้เรียกว่า
ทฤษฎีการเรียนรู้ของฮัลล์ (Hull’s Systematic Behavior Theory)
นอกจากนี้ยังมีทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอร์แรนต์ของสกินเนอร์ (Skinner’s
Operant Conditioning) ที่เน้นการเสริมแรงหรือให้รางวัล โดยมีแนวคิดว่า การกระทาใดๆ ถ้า
ได้รับการเสริมแรงจะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีก การเสริมแรงที่แปรเปลี่ยนทาให้การตอบสนองคงทน
กว่าการเสริมแรงที่ตายตัว การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้จึงเน้นที่การเสนอสิ่งเร้าในการเรียน
การสอน การจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการแสริมแรงหรือให้รางวัลเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความพึง
พอใจที่จะเรียนรู้
วิธีการสอนตามทฤษฎี
การสอนตรง หรือการสาธิต การสอนวิธีนี้ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจและ
สามารถทาในสิ่งนั้นได้ถูกต้อง และ ยังเป็นการสอนให้นักเรียนได้ใช้ทักษะในการสังเกต และถือว่า
เป็นการได้ประสบการณ์ตรงวิธีหนึ่ง
การให้ทาแบบฝึกหัด และปฏิบัติ หรือการทาซ้า ๆ การสอนวิธีนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิด
ความรู้ความเข้าใจในการเรียนมากขึ้น จากการฝึกปฏิบัติหรือทาซ้าๆ
การสอนเกมต่างๆ การสอนวิธีนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียนรู้มากขึ้น
และเกิดการเรียนรู้ในขณะเล่นเกม ช่วยให้เรียนได้อย่างมีความสุข
ข้อเด่นของทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม
ทฤษนี้เชื่อว่า คนเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ โดยกาหนดสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการกระทา
ที่จะเกิดขึ้นหรือการตอบสนอง และการเรียนรู้จะเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าคือสภาพแวดล้อมและการ
ตอบสนองหรือการกระทา
ข้อจากัดของทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม
การที่พฤติกรรมถูกกาหนดโดยสภาพแวดล้อม ทาให้ถูกมองว่าคนเราไม่มีสิทธิ์ในการกาหนดพฤติกรรม
ตนเอง เพราะตกอยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม และการเรียนรู้ตามทฤษฎีนี้อาจเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สอน ทาให้
กลายเป็นผู้ควบคุม แทนที่จะเกิดประโยขน์กับตัวผู้เรียน
การปรับใช้ในเนื้อหาวิชาภาษาไทย
สามารถนาทฤษฎีนี้มาปรับใช้ในวิชาภาษาไทยในเนื้อหาเกี่ยวกับวรรณคดี โดยจัดการ
เรียนการสอนที่มีความน่าสนใจ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนมากขึ้นโดยอาจสร้าง
สถานการณ์จาลอง เมื่อผู้เรียนทาได้ดีก็มีรางวัลหรือคะแนนให้ เป็นการสร้างแรงจูงใจในการเรียน
ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขและสนใจในการเรียนมากขึ้น ซึ่งจะทาให้เกิดความรู้ความเข้าใจ
ในการเรียนมากขึ้น
ทฤษฎีพุทธินิยม
Learning Theory : Cognitivism
กลุ่มพุทธินิยมหรือกลุ่มความรู้ความเข้าใจ เป็นกลุ่มที่เน้นกระบวนการทาง
ปัญญาหรือความคิด โดยเริ่มขยายขอบเขต ที่เน้นแสดงออกด้านพฤติกรรมไปสู่
กระบวนการคิด ซึ่งเป็นกระบวนภายในสมอง คนทุกคนมีธรรมชาติภายในที่ฝักใฝ่
ใคร่เรียน การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิดจากการสะสมข้อมูล
การสร้างความหมายและความสัมพันธ์ของข้อมูล และการดึงข้อมูลออกมาใช้ใน
การกระทาหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งก็คือ การจัดการเรียนการสอน โดยเน้นผู้เรียน
เป็นศูนย์กลาง
หลักก
าร
ทฤษฎีในการสอนที่สาคัญมี 5 ทฤษฎี คือ
1. ทฤษฎีเกสตัลท์ (Gestalt Theory) แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฏี
นี้คือ การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดซึ่งเป็นกระบวนการภายในตัวมนุษย์ บุคคลจะ
เรียนรู้จากสิ่งเร้าที่เป็นส่วนรวมได้ดีกว่าส่วนย่อย
2. ทฤษฎีสนาม (Field Theory) แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฏีนี้
คือ การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีแรงจูงใจหรือแรงขับที่จะกระทาให้ไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตน
ต้องการ
3. ทฤษฎีเครื่องหมาย (Sign Theory) นักจิตวิทยา เอ็ด
เวิร์ด ซี ทอลแมน (Edward C. Tolman) คิดแนวทฤษฎีความคิด
เกี่ยวกับการเรียนรู้นี้คือ การเรียนรู้เกิดจากการใช้เครื่องหมายเป็นตัวชี้
ทางให้แสดงพฤติกรรมไปสู่จุดหมายปลายทาง
4. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Intellectual Development Theory)
นักคิดคนสาคัญของทฤษฏีนี้มีอยู่ 2 ท่าน ได้แก่ เพียเจต์ (Piaget) และ บรูเนอร์
(Bruner) แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฏีนี้เน้นเรื่องพัฒนาการทางสติปัญญญา
ของบุคคลที่เป็นไปตามวัยและเชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจา
กระบวนการการค้นพบด้วยตนเอง
เพียเจต์
(Piaget)
บรูเนอร์ (Bruner)
5. ทฤษฏีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (A Theory of Meaningful Verbal
Learning) ของ ออซูเบล (David p. Ausubel) เชื่อว่า การเรียนรู้จะมีความหมายแก่
ผู้เรียน หากการเรียนรู้นั้นสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่รู้มาก่อน หลักการจัดการเรียนการ
สอนตามทฤษฏีนี้ คือ มีการนาเสนอความคิดรวบยอดหรือกรอบมโนทัศน์ หรือกรอบแนวคิดใน
เรื่องใดเรื่องหนึ่งแก่ผู้เรียนก่อนการสอนเนื้อหาสาระนั้นๆ จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาสาระนั้น
อย่างมีความหมาย
วิธีสอนตามทฤษฎี
ศึกษาพฤติกรรมของผู้เรียนเพื่อกระบวนการคิดและการรับรู้ของคน บุคคลนนั้นจะ
เรียนรู้จากสิ่งเร้าที่เป็นส่วนรวมได้ดีกว่าส่วนย่อย การเรียนรู้จะเกิดขึ้นด้วยการรับรู้ การหยั่ง
เห็นหรือการค้นพบช่องทางการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วจากการพิจารณา การจัดระเบียบ
การเรียนรู้ การใช้กฏแห่งความคล้ายคลึงคือสิ่งเร้าที่มีลักษณะเหมือนกัน บุคคลมักรับรู้ได้
เหมือนกัน พยายามให้ผู้เรียนไปถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการที่เกิดการเรียนรู้จากการใช้
สัญลักษณ์ เครื่องหมาย สถานที่ สนองความต้องการ วัตถุประสงค์ของตนเอง
ข้อเด่น
เหมาะกับการเรียนรู้เป็นกลุ่มใหญ่ ผู้เรียนมีความกล้าที่จะเกิดคาถามและต้องการที่จะเรียนรู้ด้วย
ตัวเองเพิ่มเติม มีบทบาทเชิงรุกในการเรียนรู้ โดยจะเกิดการตั้งคาถาม ออกแบบและวางแผนการตรวจสอบ
สรุปความรู้ ขยายความรู้ไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้
ข้อจากัด
กระบวนการบางส่วนขาดหายไป เช่น ขั้นตอนแรกในการตั้งคาถาม เพราะผู้สอนมักตั้งปัญหาไว้ให้
หากผู้สอนสรุปความรู้ไว้ให้ ผู้เรียนจะขาดการฝึกปฏิบัติ การวิเคราะห์และการสรุปผลด้วยตนเอง
การนามาปรับใช้ในการสอนภาษาไทย
นามาปรับใช้ในเนื้อหาเกี่ยวกับวรรณคดี โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาต่างๆ
ด้วยการลงมือทา เช่น การจัดนิทรรศการ การจัดการแสดงในวันสาคัญต่างๆ ของ
ภาษาไทย การจัดกิจกรรมตอบคาถามชิงรางวัล โดยผู้สอนเป็นผู้ให้คาปรึกษาและให้
ผู้เรียนเลือกที่จะทากิจกรรมตามความสนใจของตน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก
สถานการณ์จริง
ทฤษฎีการเรียนการสอนกลุ่มสร้างสรรค์นิยม หรือ
ทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยตนเอง
Learning Theory : Constructionism
หลักการ
ความรู้ไม่ใช่มาจากการสอนของครูหรือผู้สอนเพียงอย่างเดียว แต่ความรู้จะเกิดขึ้นและสร้าง
ขึ้นโดยผู้เรียนเอง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ลงมือกระทาด้วยตนเอง (Learning
by doing) นอกจากนั้น หากมองลึกลงไปถึงการพัฒนาการของผู้เรียนในการเรียนรู้ซึ่งจะมี
มากกว่าการได้ลงมือปฏิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปฏิกริยาระหว่างความรู้ในตัวของ
ผู้เรียนเอง ประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมภายนอก ผู้เรียนจะเรียนรู้เองจากประสบการณ์ แล้วนา
ข้อมูลเหล่านี้กลับเข้าไปบันทึกในสมองผสมผสานกับความรู้ภายในที่มีอยู่ แล้วแสดงความรู้ออกมาสู่
สิ่งแวดล้อมภายนอก
นักการศึกษาคนสาคัญ
ซีมัวร์ พาร์เพิร์ท (Seymour Papert) เป็นผู้พัฒนาทฤษฎีนี้ขึ้นมา โดยได้ให้ความเห็นว่า ทฤษฎีการศึกษา
การเรียนรู้ ที่มีพื้นฐานอยู่บนกระบวนการการสร้าง 2 กระบวนการด้วยกัน
สิ่งแรก คือ ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ใหม่ขึ้นด้วยตนเอง ความรู้จะเกิดขึ้นจากการแปลความหมายของ
ประสบการณ์ที่ได้รับ หากเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทาด้วยตนเองจะทาให้เกิดการเรียนรู้อย่างมี
ความหมาย
สิ่งที่สอง คือ กระบวนการการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากกระบวนการนั้นมีความหมายกับผู้เรียนคนนั้น
วิธีสอนตามทฤษฎี
1. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสังเกต สารวจเพื่อให้เห็นปัญญา
2. มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน เช่นแนะนา ถามให้คิด หรือสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง
3. ช่วยให้ผู้เรียนคิดค้นต่อ ๆ ไป ให้ทางานเป็นกลุ่ม
4. ประเมินความคิดรวบยอดของผู้เรียน ตรวจสอบความคิดและทักษะการคิดต่าง ๆ การ
ปฏิบัติ การแก้ปัญหาและพัฒนาให้เคารพความคิดและเหตุผลของผู้อื่น
ข้อเด่น
- ผู้เรียนได้ลงมือประกอบกิจกรรมด้วยตนเอง
- ผู้เรียนได้อยู่ในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่ดี
- เครื่องมืออุปกรณ์ในการประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม
ข้อจากัด
- หากผู้เรียนได้ข้อมูลผิดมาจะแก้ไขได้ยาก เพราะไม่มีผู้สอน
- ดูแลไม่ทั่วถึง
ปรับใช้การสอนกับภาษาไทย
1. การใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการให้ผู้เรียนสร้างสาระการเรียนรู้และผลงานต่าง ๆ ด้วย
ตนเอง
2. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทาในสิ่งที่สนใจ ซึ่งจะทาให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการคิด การทา และการ
เรียนรู้ในวิชาภาษาไทยต่อไป
3. จัดสภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่างกัน เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ภาษาไทยแขนงต่างๆ
4. การสร้างสภาพแวดล้อมที่มีบรรยากาศที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกตามความ
สนใจ
นาย เมธัส แสงทับทิม
56115200052
นางสาวพิมพิกา ใจหนัก
56115200053
นางสาววิมลพรรณ ประวัติ

ทฤษฎีการเรียนรู้