ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม
ทฤษฎีนี้ เน้น การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัย ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า
และ การตอบสนอง จึงนาไปสู่ความสามารถในการแสดงพฤติกรรม คือ การเรียนรู้
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
ได้ทาการศึกษาทดลองกับสุนัขให้ ยืนนิ่งอยู่ในที่ตรึงใน ห้องทดลอง ที่ข้างแก้มของสุนัขติดเครื่องมือวัดระดับ
การไหลของน้าลาย การทดลองแบ่งออกเป็น 3 ขั้น
ก่อนการวางเงื่อนไข (Before Conditioning)
ระหว่างการวางเงื่อนไข (During Conditioning)
หลังการวางเงื่อนไข (After Conditioning)
การเรียนรู้แบบวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค คือ การตอบสนอง ที่เป็นโดยอัตโนมัติเมื่อนา สิ่งเร้าใหม่
มาควบคุมกับสิ่งเร้าเดิม เรียกว่า พฤติกรรมเรสปอนเด้นท์ (Respondent Behavior) พฤติกรรมการ
เรียนรู้นี้เกิดขึ้นได้ทั้งกับมนุษย์และสัตว์ คาที่พาฟลอฟใช้อธิบายการทดลองของเขานั้น มีส่วนประกอบสาคั
- สิ่งเร้าที่เป็นกลาง คือ สิ่งเร้าที่ไม่ก่อให้เกิดการตอบสนอง
- สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข คือ สิ่งเร้าที่ทาให้เกิดการตอบสนองได้ตาม
ธรรมชาติ
- สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข คือ สิ่งเร้าที่ทาให้เกิดการตอบสนองได้หลังจากถูก
วางเงื่อนไขแล้ว
วิธีการสอนของพาฟลอฟ
1. ในแง่ของความแตกต่างระหว่างบุคคล
2. การวางเงื่อนไข เป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมทางด้านอารมณ์
3. การลบพฤติกรรมที่วางเงื่อนไข
จุดเด่น
1.เน้นการสอนแบบกระตุ้นอารมณ์ของผู้เรียน
2. ยกเว้นการทาโทษผู้เรียนในชั้นเรียน
จุดด้อย
1. สาหรับผู้เรียนที่ไม่มีความกล้าแสดงออก หากผู้สอนกระตุ้นอารมณ์มากๆ อาจจะทาให้ผู้เรียนกลัวและ
ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น
2. หากผู้เรียนได้รับยกเว้นการทาโทษบ่อยครั้ง อาจทาให้ผู้เรียนละเลยการทากิจกรรมร่วมกับผู้เรียนอื่นๆ
ตัวอย่างการใช้ทฤษฎีของพาฟลอฟในเรียนรายวิชาภาษาไทย
การอ่านและการสะกดคา เรื่อง คาพ้องรูปและคาพ้องเสียง เช่น
คาว่า เพลา (เพา=ส่วนประกอบของจักรยาน) , เพลา (เพ-ลา=เวลา)
สระ (สะ=แอ่งน้า) , สระ (สะ-หระ=ตัวอักษรที่ใช้ประกอบพยั ชนะ)
ปักเป้า (ปัก-เป้า=ว่าวชนิดหนึ่ง) , ปักเป้า (ปัก-กะ-เป้า=ปลาชนิดหนึ่ง)
ควรฝึกให้ผู้เรียนมีการออกเสียงคา และสามารถแยะแยะคาได้ เพื่อนาไปใช้ให้ถูกกับ
รูปประโยค อาจมีประโยคมาให้และให้ผู้เรียนนาคาเหล่านี้ไปเติมให้ถูกต้อง กิจกรรมนี้ควรจัด
แบ่งกลุ่มให้ผู้เรียนและมีการให้คะแนน มีการจัดลาดับภายในชั้นเรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมี
ความกระตือรือร้นในการสืบค้นข้อมูล และยังเป็นการฝึกการทางานร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม
เน้นกระบวนการทางปั าหรือความคิด ซึ่งเป็นกระบวนการภายใน
ของสมอง นักคิดกลุ่มนี้มีความเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรม
ที่เกิดจากกระบวนการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเพียงเท่านั้นการเรียนรู้ของมนุษย์มีความ
ซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้นการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิดจากการสะสม
ข้อมูล การสร้างความหมายและความสัมพันธ์ของข้อมูลและการดึงข้อมูลออกมาใช้
ในการกระทาและการแก้ปั หาต่างๆ การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสติปั าของ
มนุษย์ในการที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ตนเอง ทฤษฏีในกลุ่มนี้ที่สาคั ๆ มี
5 ทฤษฏี
ทฤษฎีเกสตัลท์ การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดซึ่งเป็น
กระบวนการภายในตัวมนุษย์ บุคคลจะเรียนรู้จากสิ่งเร้าที่เป็นส่วนรวมได้
ดีกว่าส่วนย่อย หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้จะเน้นกระบวนการ
คิด การสอนโดยเสนอภาพรวมก่อนการเสนอส่วนย่อย ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี
ประสบการณ์มากและหลากหลายซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามรถคิดแก้ปัญหา
คิดริเริ่มและเกิดการเรียนรู้แบบหยั่งเห็นได้
ทฤษฎีสนาม แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฏีนี้การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมี
แรงจูงใจหรือแรงขับที่จะกระทาให้ไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตนต้องการ หลักการจัดการเรียนการ
สอนตามทฤษฏีนี้เน้นการเข้าไปอยู่ใน “โลก” ของผู้เรียน การสร้างแรงจูงใจหรือแรงขับโดยการจัด
สิ่งแวดล้อมทั้งทางกายภาพและจิตวิทยาให้ดึงดูดความสนใจและสนองความต้องการของผู้เรียนเป็น
สิ่งจาเป็นในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
ทฤษฎีเครื่องหมาย ของทอลแมน แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้
ของทฤษฏีนี้คือ การเรียนรู้เกิดจากการใช้เครื่องหมายเป็นตัวชี้ทางให้แสดง
พฤติกรรมไปสู่จุดหมายปลายทาง หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้
เน้นการสร้างแรงขับและหรือแรงจูงใจให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายใดๆ โดยใช้เครื่องหมาย
สัญลักษณ์หรือสิ่งอื่นๆ ที่เป็นเครื่องชี้ทางควบคู่ไปด้วย
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปั า นักคิดคนสาคั ของทฤษฏีนี้มีอยู่2 ท่าน ได้แก่ เพียเจต์
และบรุนเนอร์ แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฏีนี้เน้นเรื่องพัฒนาการทางสติปั าของ
บุคคลที่เป็นไปตามวัยและเชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจา
กระบวนการการค้นพบด้วยตนเอง หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้ คือ คานึงถึงพัฒนาการ
ทางสติปั าของผู้เรียนและจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการนั้น ให้ผู้เรียนได้
มีประสบการณ์และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมมากๆ ควรเด็กได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระและสอนการคิดแบบรวบยอดเพื่อช่วยส่งงเสริมความคิด
สร้างสรรค์ของผุ้เรียน
วิธีการสอน
เน้นกระบวนการทางปั าหรือความคิด นักคิดกลุ่มนี้เริ่มขยายขอบเขตของความคิดที่เน้นทางด้านพฤติกรรมออกไปสู่กระบวนการ
ทางความคิด ซึ่งเป็นกระบวนการภายในของสมอง นักคิดกลุ่มนี้เชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมที่เกิดจากกระบวนการตอบสนอง
ต่อสิ่งเร้าเพียงเท่านั้น การเรียนรู้ของมนุษย์มีความซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้น การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิดจาการสะสมข้อมูล การสร้าง
ความหมาย และความสัมพันธ์ของข้อมูลและการดึงข้อมูลออกมาใช้ในการกระทาและการแก้ปั หาต่างๆ การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสติปั าของ
มนุษย์ในการที่จะสร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่ตนเอง
จุดเด่น
1.ยึดผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลางในการเรียนการสอน
2. ให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่
จุดด้อย
1. ความรู้ที่ผู้เรียนได้รับอาจบกพร่องหรือไม่ครบถ้วน
ตัวอย่างการใช้ทฤษฎีของพาฟลอฟในเรียนรายวิชาภาษาไทย
ให้ผู้เรียนฝึกการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยมีการจัดการสอนที่มีกิจกรรม
สอดแทรก เช่น การทาโครงงาน การโต้วาที หรือ การพูดสุทรพจน์ เป็นต้น ผู้สอนต้อง
มีการกาหนดหัวข้อให้ผู้เรียนอย่างชัดเจน เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นจากผู้เรียนนั้น
มีขอบเขตและไม่กว้างขวางจนเกินไป
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มสร้างสรรค์นิยม
ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงพฤติกรรมนิยม นักจิตวิทยา
กลุ่มนี้มีแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ว่า เป็น
พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ โดยเน้นที่ความสาคั ของการ
เสริมแรง การตอบสนองที่ถูกต้องกับสิ่งเร้าเฉพาะหรือสถานการณ์
นอกจากนี้ยังเน้นความสัมพันธ์ทางปั า คือการโยงความสัมพันธ์
จากสิ่งเร้าหนึ่งไปยังสิ่งเร้าต่างๆ ทาให้เกิดความคิดใหม่ หรือสิ่งใหม่
เกิดขึ้น
ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงจิตวิเคราะห์ นักจิตวิทยาทางจิตวิเคราะห์หลาย
คน เช่น ฟรอยด์ และคริส ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเกิดความคิดสร้างสรรค์ว่า
ความคิดสร้างสรรค์เป็นผลมาจากความขัดแย้งภายในจิตใต้สานึกระหว่างแรงขับทาง
เพศ (Libido) กับความรู้สึกรับผิดชอบทางสังคม (Social conscience) ส่วน
คูไบ และรัค ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาแนวใหม่ กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้นเกิดขึ้น
ระหว่างการรู้สติกับจิตใต้สานึก ซึ่งอยู่ในขอบเขตของจิตส่วนที่เรียกว่า
จิตก่อนสานึก
ทฤษฎีอูต้า ทฤษฎีนี้เป็นรูปแบบของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล
โดยมีแนวคิดว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นมีอยู่ในมนุษย์ทุกคนและสามารถพัฒนาให้สูงขึ้นได้การ
พัฒนาความคิกสร้างสรรค์ตามรูปแบบอูต้าประกอบด้วย 4.1 การตระหนัก คือ ตระหนักถึง
ความสาคั ของความคิดสร้างสรรค์ที่มีต่อตนเองสังคม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และตระหนักถึง
ความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตนเองด้วย
1. ความคิดริเริ่ม (Originality) หมายถึง ความคิดแปลกใหม่ไม่ซ้ากันกับความคิดของคนอื่นและแตกต่างจากความคิดธรรมดา
ความคิดริเริ่มอาจเกิดจากการคิดจากเดิมที่มีอยู่แล้วให้แปลกแตกต่างจากที่เคยเห็น หรือสามารถพลิกแพลงให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่เคย
คาดคิด ความคิดริเริ่มอาจเป็นการนาเอาความคิดเก่ามาปรุงแต่งผสมผสานจนเกิดเป็นของใหม่ ความคิดริเริ่มมีหลายระดับซึ่งอาจเป็น
ความคิดครั้งแรกที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครสอนแม้ความคิดนั้นจะมีผู้อื่นคิดไว้ก่อนแล้วก็ตาม
2. ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency) หมายถึง ปริมาณความคิดที่ไม่ซ้ากันในเรื่องเดียวกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
2.1 ความคล่องแคล่วทางด้านถ้อยคา (Word Fluency) เป็นความสามารถในการใช้ถ้อยคาอย่างคล่องแคล่ว
2.2 ความคิดคล่องแคล่วทางด้านการโยงสัมพันธ์(Associational Fluency) เป็นความสามารถที่จะคิดหาถ้อยคาที่
เหมือนกันได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ภายในเวลาที่กาหนด
2.3 ความคล่องแคล่วทางด้านการแสดงออก (Expression Fluency) เป็นความสามารถในการใช้วลีหรือประโยค
กล่าวคือ สามารถที่จะนาคามาเรียงกันอย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้ประโยคที่ต้องการ
2.4 ความคล่องแคล่วในการคิด(Ideational Fluency) เป็นความสามารถที่จะคิดค้นสิ่งที่ต้องการภายในเวลาที่กาหนด
เช่น ใช้คิดหาประโยชน์ของก้อนอิฐให้ได้มากที่สุดภายในเวลาที่กาหนดซึ่งอาจเป็น 5 นาที หรือ 10 นที
3. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) หมายถึง ประเภทหรือแบบของการคิดแบ่งออกเป็น
3.1 ความคิดยืดหยุ่นที่เกิดขึ้นทันที (Spontaneous Flexibility) เป็นความสามารถที่จะพยายามคิดได้
หลายทางอย่างอิสระตัวอย่างของคนที่มีความคิดยืดหยุ่นในด้านนี้จะคิดได้ว่าประโยชน์ของหนังสือพิมพ์มีอะไรบ้าง
ความคิดของผู้ที่ยืดหยุ่นสามารถจัดกลุ่มได้หลายทิศทางหรือหลายด้าน เช่น เพื่อรู้ข่าวสาร เพื่อโฆษณาสินค้า เพื่อธุรกิจ
ฯลฯ ในขณะที่คนที่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์จะคิดได้เพียงทิศทางเดียว คือ เพื่อรู้ข่าวสาร เท่านั้น
3.2 ความคิดยืดหยุ่นทางด้านการดัดแปลง(Adaptive Flexibility) หมายถึง ความสามารถในการ
ดัดแปลงความรู้ หรือประสบการณให้เกิดประโยชน์หลายๆด้าน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการแก้ปั หา ผู้ที่มีความยืดหยุ่นจะคิด
ดัดแปลงได้ไม่ซ้ากัน
4. ความคิดละเอียดละออ (Elaboration) หมายถึง ความคิดในรายละเอียดเป็นขั้นตอน สามารถอธิบายให้เห็น
ภาพชัดเจน หรือเป็นแผนงานที่สมบูรณ์ขึ้น ความคิดละเอียดละออจัดเป็นรายละเอียดที่นามาตกแต่งขยายความคิดครั้ง
แรกให้สมบูรณ์ขึ้น
ข้อเด่น
จากทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด จะเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่มี
ในตัวบุคคลทุกคน สามารถที่จะพัฒนาให้สูงขึ้นได้โดยอาศัยการเรียนรู้และบรรยากาศที่เอื้ออานวยได้ผลักดัน
ให้บุคคลสามารถดึงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของตนเองออกมาใช้ได้ส่วนข้อจากัดคือ ความขัดแย้งภายในใจ
เพราะแต่ละคนนั้นมีความเห็นที่ต่างกัน
ปรับใช้ในการสอน
ตัวอย่างเช่นการนาใปใช้ในการแต่งบทประพันธ์ หรือโคลงกลอนต่างๆ ซึ่งหากนาทฤษฎีนี้ไปปรับ
ใช้ก็จะสามารถขยายขอบเขตความคิด และสื่อสารออกมาได้อย่างชัดเจน เห็นภาพ นาไปสู่การแต่งบท
ประพันธ์ที่ดี มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน และการแต่งโคลงกลอนที่ไพเราะ หลากหลายอีกด้วย
ผู้จัดทา
นางสาวรัชฎา รัตนพิทักษ์ 56115200006
นางสาวภัทรวดี แดงกระจ่าง 56112500007
นางสาววลีทิพย์ อ่อนอุไร 56115200008
นางสาวประภารัตน์ หย่องบางไทร 56115200010

ทฤษฎีการเรียนรู้