• ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม
• ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม เน้นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัย
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า(Stimulas)และ การตอบสนอง (Response) โดยอินทรีย์
จะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและ การตอบสนองอันนาไปสู่ ความสามารถ
ในการแสดงพฤติกรรม คือการเรียนรู้นั่นเอง ผู้นาที่สาคัญของ กลุ่มนี้ คือ พาฟลอฟ
(Ivan Pavlov) ธอร์นไดร์ (Edward Thorndike) และสกินเนอร์ (B.F.Skinner)
ประโยชน์ที่ได้รับจากทฤษฎีนี้
1. ใช้ในการคิดหาความสามารถในการสัมผัสและการรับรู้
2. ใช้ในการแก้พฤติกรรมที่เป็นปัญหา
3. ใช้ในการวางเงื่อนไขเกี่ยวกับอารมณ์ และเจตคติ
• ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม (Constructivism)
• ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม(Constructivism) มีหลักที่สาคัญเกี่ยวกับการ
สอนและการเรียนรู้ คือ ผู้เรียนจะต้องสร้างความรู้(Knowledge) ขึ้นในใจเอง ครูเป็นแค่
เพียงผู้ช่วยหรือเข้าใจในกระบวนการนี้ โดยหาวิธีการจัดการข้อมูลข่าวสารให้มีความหมาย
แก่ผู้เรียนหรือให้โอกาสผู้เรียนได้มีโอกาสค้นพบด้วยตนเองนอกจากนี้จะต้องสอนศิลปะ
การเรียนรู้ ให้ผู้เรียน ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้ลงมือกระทาเองไม่ว่าครูจะใช้วิธีสอนอย่างไร
• ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
• ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ทฤษฎีที่นามาเป็นรากฐานสาคัญในการสร้างความรู้
ของผู้เรียน คือ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (ConstructivistTheory) เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วย
การสร้างความรู้ของผู้เรียนซึ่งถ้าพิจารณาจากรากศัพท์ “Construct”แปลว่า “สร้าง”
โดยในที่นี้หมายถึงการสร้างความรู้โดยผู้เรียนนั่นเอง
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชื่อว่า การเรียนรู้ หรือการสร้างความรู้ เป็น
กระบวนการที่เกิดขึ้นภายในของผู้เรียน โดยที่ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ โดยการนา
ประสบการณ์หรือสิ่งที่พบเห็นในสิ่งแวดล้อมหรือสารสนเทศใหม่ที่ได้รับมา
เชื่อมโยงกับ ความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมมาสร้างเป็น ความเข้าใจของตนเองหรือ
เรียกว่า โครงสร้างทางปัญญา (Cognitivestructure) หรือที่เรียกว่า สกีมา (Schema)
ซึ่งนั่นคือ ความรู้ นั่นเอง ซึ่งอาจมิใช่เป็นเพียงการจดจาสารสนเทศมาเท่านั้น แต่จะ
ประกอบด้วย โดยที่แต่ละบุคคลนาประสบการณ์เดิม หรือความรู้ความเข้าใจเดิมที่
ตนเองมีมาก่อน มาสร้างเป็นความรู้ความเข้าใจที่มีความหมายของตนเองเกี่ยวกับสิ่ง
นั้นๆ ซึ่งแต่บุคคลอาจสร้างความหมายที่แตกต่างกัน เพราะมีประสบการณ์ หรือ
ความรู้ความเข้าใจเดิมที่แตกต่างกัน
การออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้โดยอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม เป็นการสร้างนวัตกรรมการ
เรียนรู้โดยคานึงถึงผู้เรียนที่จะมีการตอบสนองต่อการเรียนรู้ สามารถรับรู้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถแก้ไข
ปัญหาผลการเรียนของผู้เรียนได้และสามารถใช้วัดเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อรายวิชานั้นๆได้
การออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้โดยอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม เป็นการสร้างนวัตกรรมการ
เรียนรู้โดยคานึงถึงการคิด วิเคราะห์ และสามารสื่อความหมายของสิ่งที่วิเคราะห์ได้โดยเกิดจากการวางแผน ความ
ตั้งใจที่จะคิดวิเคราะห์ออกมาให้สามารถสื่อถึงผู้รับได้
การออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้โดยอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธิปัญญานิยม เป็นการสร้างนวัตกรรม
การเรียนรู้โดยการเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิดให้แปลกใหม่ไปจากเดิม ต้องตระหนัก ไตร่ตรอง กระบวนการคิด
อย่างรอบคอบ เพื่อให้สื่อการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
เทคโนโลยีและสื่อการศึกษาตามแนวพุทธิปัญญานิยม
 1.พฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นโดยการเรียนรู้และสามารถสังเกตได้
 2.พฤติกรรมแต่ละชนิดเป็นผลรวมของการเรียนที่เป็นอิสระหลายอย่าง
 3.แรงเสริมช่วยทาให้พฤติกรรมเกิดขึ้นได้
 การประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน สามารถทาได้คือ
 1.ในแง่ของความแตกต่างระหว่างบุคคล ความแตกต่างทางด้านอารมณ์มีแบบแผนการตอบสนองได้ไม่เท่ากัน จาเป็นต้องคานึงถึง
สภาพทางอารมณ์ผู้เรียนว่าเหมาะสมที่จะสอนเนื้อหาอะไร
 2.การวางเงื่อนไข เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางด้านอารมณ์ด้วย โดยปกติผู้สอนสามารถทาให้ผู้เรียนรู้สึกชอบหรือไม่ชอบเนื้อหา
ที่เรียนหรือสิ่งแวดล้อมในการเรียน
 3.การลบพฤติกรรมที่วางเงื่อนไข ผู้เรียนที่ถูกวางเงื่อนไขให้กลัวผู้สอน เราอาจช่วยได้โดยป้องกันไม่ให้ผู้สอนทาโทษเขา
 4.การสรุปความเหมือนและการแยกความแตกต่าง เช่น การอ่านและการสะกดคา ผู้เรียนที่สามารถสะกดคาว่า"round" เขาก็ควร
จะเรียนคาทุกคาที่ออกเสียง o-u-n-d ไปในขณะเดียวกันได้เช่นคาว่า found, bound, sound, ground, แต่คาว่า
wound (บาดแผล) นั้นไม่ควรเอาเข้ามารวมกับคาที่ออกเสียง o - u - n - d และควรฝึกให้รู้จักแยกคานี้ออกจากกลุ่ม
การนาทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยมไปใช้
 1.ผู้เรียนสร้างความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง
 2.การเรียนรู้สิ่งใหม่ขึ้นกับความรู้เดิมและความเข้าใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน
 3.การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีความสาคัญต่อการเรียนรู้
 4.การจัดสิ่งแวดล้อม กิจกรรมที่คล้ายคลึงกับชีวิตจริง ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
 การประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน สามารถทาได้คือ
 1. กระบวนการค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีมีความหมายสาหรับผู้เรียน
 2. การวิเคราะห์และจัดโครงสร้างเนื้อหาสาระการเรียนรู้ให้เหมาะสม เป็นสิ่งจาเป็นที่ต้องทาก่อนการสอน
 3. การจัดหลักสูตรแบบเกลียว (Spiral Curriculum) ช่วยให้สามารถสอนเนื้อหาหรือความคิดรวบยอดเดียวกันแก่
ผู้เรียนทุกวัยได้โดยต้องจัดเนื้อหาความคิดรวบยอดและวิธีสอน ให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการของผู้เรียน
 4. ในการเรียนการสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระให้มาก เพื่อช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน
 5. การสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนเป็นสิ่งจาเป็นในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน
 6. การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
 7. การสอนความคิดรวบยอดให้แก่ผู้เรียนเป็นสิ่งจาเป็น
 8. การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเองสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
การนาทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ไปใช้
 เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการสร้างความรู้ ได้มีการเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นการศึกษาปัจจัยภายนอกมาเป็น สิ่งเร้าภายใน ซึ่งได้แก่ ความรู้
ความเข้าใจ หรือกระบวนการรู้คิด กระบวนการคิดที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ จากผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยภายในมีส่วนช่วยทา
ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย และความรู้เดิมมีส่วนเกี่ยวข้องและเสริมสร้างความเข้าใจของผู้เรียน แนวคิดของทฤษฎีคอน
สตรัคติวิสซึม หรือ เรียกชื่อแตกต่างกันไป ได้แก่ สร้างสรรค์ความรู้นิยม หรือสรรสร้างความรู้นิยม หรือ การสร้างความรู้ ซึ่ง
การนาไปใช้อาจทาได้ ดังนี้
 - เชื่อว่าความรู้ของบุคคลใด คือ โครงสร้างทางปัญญาของบุคคลนั้นที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์ในการคลี่คลายสถานการณ์ที่
เป็นปัญหาและสามารถนาไปใช้เป็นฐานในการแก้ปัญหาหรืออธิบายสถานการณ์อื่น
 - นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยวิธีการที่ต่าง ๆ กัน โดยอาศัยประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม ความสนใจและ
แรงจูงใจภายในตนเองเป็นจุดเริ่มต้น
 - ครูมีหน้าที่จัดการให้นักเรียนได้ปรับขยายโครงสร้างทางปัญญาของนักเรียนเอง ภายใต้ข้อสมมติฐานต่อไปนี้
- สถานการณ์ที่เป็นปัญหาและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา
- ความขัดแย้งทางปัญญาเป็นแรงจูงใจภายในให้เกิดกิจกรรมการไตร่ตรองเพื่อขจัดความขัดแย้งนั้น
- การไตร่ตรองบนฐานแห่งประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิมภายใต้การมีปฎิสัมพันธ์ทางสังคม
กระตุ้นให้มีการสร้างโครงสร้างใหม่ทางปัญญา
นวัตกรรม 21022015

นวัตกรรม 21022015

  • 3.
    • ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม • ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยมเน้นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัย ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า(Stimulas)และ การตอบสนอง (Response) โดยอินทรีย์ จะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและ การตอบสนองอันนาไปสู่ ความสามารถ ในการแสดงพฤติกรรม คือการเรียนรู้นั่นเอง ผู้นาที่สาคัญของ กลุ่มนี้ คือ พาฟลอฟ (Ivan Pavlov) ธอร์นไดร์ (Edward Thorndike) และสกินเนอร์ (B.F.Skinner) ประโยชน์ที่ได้รับจากทฤษฎีนี้ 1. ใช้ในการคิดหาความสามารถในการสัมผัสและการรับรู้ 2. ใช้ในการแก้พฤติกรรมที่เป็นปัญหา 3. ใช้ในการวางเงื่อนไขเกี่ยวกับอารมณ์ และเจตคติ
  • 4.
    • ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม (Constructivism) •ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม(Constructivism) มีหลักที่สาคัญเกี่ยวกับการ สอนและการเรียนรู้ คือ ผู้เรียนจะต้องสร้างความรู้(Knowledge) ขึ้นในใจเอง ครูเป็นแค่ เพียงผู้ช่วยหรือเข้าใจในกระบวนการนี้ โดยหาวิธีการจัดการข้อมูลข่าวสารให้มีความหมาย แก่ผู้เรียนหรือให้โอกาสผู้เรียนได้มีโอกาสค้นพบด้วยตนเองนอกจากนี้จะต้องสอนศิลปะ การเรียนรู้ ให้ผู้เรียน ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้ลงมือกระทาเองไม่ว่าครูจะใช้วิธีสอนอย่างไร
  • 5.
    • ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ • ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ทฤษฎีที่นามาเป็นรากฐานสาคัญในการสร้างความรู้ ของผู้เรียน คือ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (ConstructivistTheory) เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วย การสร้างความรู้ของผู้เรียนซึ่งถ้าพิจารณาจากรากศัพท์ “Construct”แปลว่า “สร้าง” โดยในที่นี้หมายถึงการสร้างความรู้โดยผู้เรียนนั่นเอง ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชื่อว่า การเรียนรู้ หรือการสร้างความรู้ เป็น กระบวนการที่เกิดขึ้นภายในของผู้เรียน โดยที่ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ โดยการนา ประสบการณ์หรือสิ่งที่พบเห็นในสิ่งแวดล้อมหรือสารสนเทศใหม่ที่ได้รับมา เชื่อมโยงกับ ความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมมาสร้างเป็น ความเข้าใจของตนเองหรือ เรียกว่า โครงสร้างทางปัญญา (Cognitivestructure) หรือที่เรียกว่า สกีมา (Schema) ซึ่งนั่นคือ ความรู้ นั่นเอง ซึ่งอาจมิใช่เป็นเพียงการจดจาสารสนเทศมาเท่านั้น แต่จะ ประกอบด้วย โดยที่แต่ละบุคคลนาประสบการณ์เดิม หรือความรู้ความเข้าใจเดิมที่ ตนเองมีมาก่อน มาสร้างเป็นความรู้ความเข้าใจที่มีความหมายของตนเองเกี่ยวกับสิ่ง นั้นๆ ซึ่งแต่บุคคลอาจสร้างความหมายที่แตกต่างกัน เพราะมีประสบการณ์ หรือ ความรู้ความเข้าใจเดิมที่แตกต่างกัน
  • 7.
    การออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้โดยอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม เป็นการสร้างนวัตกรรมการ เรียนรู้โดยคานึงถึงผู้เรียนที่จะมีการตอบสนองต่อการเรียนรู้ สามารถรับรู้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสามารถแก้ไข ปัญหาผลการเรียนของผู้เรียนได้และสามารถใช้วัดเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อรายวิชานั้นๆได้ การออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้โดยอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม เป็นการสร้างนวัตกรรมการ เรียนรู้โดยคานึงถึงการคิด วิเคราะห์ และสามารสื่อความหมายของสิ่งที่วิเคราะห์ได้โดยเกิดจากการวางแผน ความ ตั้งใจที่จะคิดวิเคราะห์ออกมาให้สามารถสื่อถึงผู้รับได้ การออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้โดยอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธิปัญญานิยม เป็นการสร้างนวัตกรรม การเรียนรู้โดยการเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิดให้แปลกใหม่ไปจากเดิม ต้องตระหนัก ไตร่ตรอง กระบวนการคิด อย่างรอบคอบ เพื่อให้สื่อการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • 9.
    เทคโนโลยีและสื่อการศึกษาตามแนวพุทธิปัญญานิยม  1.พฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นโดยการเรียนรู้และสามารถสังเกตได้  2.พฤติกรรมแต่ละชนิดเป็นผลรวมของการเรียนที่เป็นอิสระหลายอย่าง 3.แรงเสริมช่วยทาให้พฤติกรรมเกิดขึ้นได้  การประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน สามารถทาได้คือ  1.ในแง่ของความแตกต่างระหว่างบุคคล ความแตกต่างทางด้านอารมณ์มีแบบแผนการตอบสนองได้ไม่เท่ากัน จาเป็นต้องคานึงถึง สภาพทางอารมณ์ผู้เรียนว่าเหมาะสมที่จะสอนเนื้อหาอะไร  2.การวางเงื่อนไข เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางด้านอารมณ์ด้วย โดยปกติผู้สอนสามารถทาให้ผู้เรียนรู้สึกชอบหรือไม่ชอบเนื้อหา ที่เรียนหรือสิ่งแวดล้อมในการเรียน  3.การลบพฤติกรรมที่วางเงื่อนไข ผู้เรียนที่ถูกวางเงื่อนไขให้กลัวผู้สอน เราอาจช่วยได้โดยป้องกันไม่ให้ผู้สอนทาโทษเขา  4.การสรุปความเหมือนและการแยกความแตกต่าง เช่น การอ่านและการสะกดคา ผู้เรียนที่สามารถสะกดคาว่า"round" เขาก็ควร จะเรียนคาทุกคาที่ออกเสียง o-u-n-d ไปในขณะเดียวกันได้เช่นคาว่า found, bound, sound, ground, แต่คาว่า wound (บาดแผล) นั้นไม่ควรเอาเข้ามารวมกับคาที่ออกเสียง o - u - n - d และควรฝึกให้รู้จักแยกคานี้ออกจากกลุ่ม
  • 10.
    การนาทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยมไปใช้  1.ผู้เรียนสร้างความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง  2.การเรียนรู้สิ่งใหม่ขึ้นกับความรู้เดิมและความเข้าใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน 3.การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีความสาคัญต่อการเรียนรู้  4.การจัดสิ่งแวดล้อม กิจกรรมที่คล้ายคลึงกับชีวิตจริง ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย  การประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน สามารถทาได้คือ  1. กระบวนการค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีมีความหมายสาหรับผู้เรียน  2. การวิเคราะห์และจัดโครงสร้างเนื้อหาสาระการเรียนรู้ให้เหมาะสม เป็นสิ่งจาเป็นที่ต้องทาก่อนการสอน  3. การจัดหลักสูตรแบบเกลียว (Spiral Curriculum) ช่วยให้สามารถสอนเนื้อหาหรือความคิดรวบยอดเดียวกันแก่ ผู้เรียนทุกวัยได้โดยต้องจัดเนื้อหาความคิดรวบยอดและวิธีสอน ให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการของผู้เรียน  4. ในการเรียนการสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระให้มาก เพื่อช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน  5. การสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนเป็นสิ่งจาเป็นในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน  6. การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี  7. การสอนความคิดรวบยอดให้แก่ผู้เรียนเป็นสิ่งจาเป็น  8. การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเองสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
  • 11.
    การนาทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ไปใช้  เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการสร้างความรู้ ได้มีการเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นการศึกษาปัจจัยภายนอกมาเป็นสิ่งเร้าภายใน ซึ่งได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจ หรือกระบวนการรู้คิด กระบวนการคิดที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ จากผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยภายในมีส่วนช่วยทา ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย และความรู้เดิมมีส่วนเกี่ยวข้องและเสริมสร้างความเข้าใจของผู้เรียน แนวคิดของทฤษฎีคอน สตรัคติวิสซึม หรือ เรียกชื่อแตกต่างกันไป ได้แก่ สร้างสรรค์ความรู้นิยม หรือสรรสร้างความรู้นิยม หรือ การสร้างความรู้ ซึ่ง การนาไปใช้อาจทาได้ ดังนี้  - เชื่อว่าความรู้ของบุคคลใด คือ โครงสร้างทางปัญญาของบุคคลนั้นที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์ในการคลี่คลายสถานการณ์ที่ เป็นปัญหาและสามารถนาไปใช้เป็นฐานในการแก้ปัญหาหรืออธิบายสถานการณ์อื่น  - นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยวิธีการที่ต่าง ๆ กัน โดยอาศัยประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม ความสนใจและ แรงจูงใจภายในตนเองเป็นจุดเริ่มต้น  - ครูมีหน้าที่จัดการให้นักเรียนได้ปรับขยายโครงสร้างทางปัญญาของนักเรียนเอง ภายใต้ข้อสมมติฐานต่อไปนี้ - สถานการณ์ที่เป็นปัญหาและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา - ความขัดแย้งทางปัญญาเป็นแรงจูงใจภายในให้เกิดกิจกรรมการไตร่ตรองเพื่อขจัดความขัดแย้งนั้น - การไตร่ตรองบนฐานแห่งประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิมภายใต้การมีปฎิสัมพันธ์ทางสังคม กระตุ้นให้มีการสร้างโครงสร้างใหม่ทางปัญญา