Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
อนุชา โคยะทา
16,841 views
โครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 000 156 MULTICULTURALISM พหุวัฒนธรรม
Education
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 58 times
1
/ 50
2
/ 50
3
/ 50
4
/ 50
5
/ 50
6
/ 50
7
/ 50
8
/ 50
9
/ 50
10
/ 50
11
/ 50
12
/ 50
13
/ 50
14
/ 50
15
/ 50
16
/ 50
17
/ 50
18
/ 50
19
/ 50
20
/ 50
21
/ 50
22
/ 50
23
/ 50
24
/ 50
25
/ 50
26
/ 50
27
/ 50
Most read
28
/ 50
29
/ 50
30
/ 50
31
/ 50
32
/ 50
Most read
33
/ 50
34
/ 50
35
/ 50
36
/ 50
37
/ 50
38
/ 50
Most read
39
/ 50
40
/ 50
41
/ 50
42
/ 50
43
/ 50
44
/ 50
45
/ 50
46
/ 50
47
/ 50
48
/ 50
49
/ 50
50
/ 50
More Related Content
PDF
รายงานโครงการเครื่องจักสานงานไม้ไผ่ภูมิปัญญาไทอีสาน2558ศพว2
by
Sircom Smarnbua
PDF
โครงงานภูมิปัญญาท้องถิ่น
by
lek5899
DOCX
โครงงานสังคม ม.ปลาย
by
ธนิสร ยางคำ
PDF
โครงการจิตอาสาพัฒนาห้องน้ำโรงเรียนบ้านบัว อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น
by
อนุชา โคยะทา
PDF
ขยะ
by
พัน พัน
PDF
วิจัยในชั้นเรียนโครงงานเป็นฐาน
by
thkitiya
PDF
รายงานโครงการผีเสื้อมากมายสีสันสานสัมพันธ์ในดอนปู่ตา2558ศพว ล่าสุด
by
Sircom Smarnbua
DOCX
บทนำ
by
Wutthikrai Chaisue
รายงานโครงการเครื่องจักสานงานไม้ไผ่ภูมิปัญญาไทอีสาน2558ศพว2
by
Sircom Smarnbua
โครงงานภูมิปัญญาท้องถิ่น
by
lek5899
โครงงานสังคม ม.ปลาย
by
ธนิสร ยางคำ
โครงการจิตอาสาพัฒนาห้องน้ำโรงเรียนบ้านบัว อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น
by
อนุชา โคยะทา
ขยะ
by
พัน พัน
วิจัยในชั้นเรียนโครงงานเป็นฐาน
by
thkitiya
รายงานโครงการผีเสื้อมากมายสีสันสานสัมพันธ์ในดอนปู่ตา2558ศพว ล่าสุด
by
Sircom Smarnbua
บทนำ
by
Wutthikrai Chaisue
What's hot
PDF
โครงงานชาผักสมุนไพรพื้นบ้าน
by
Chok Ke
PDF
โครงงานออกแบบ
by
Watcharinz
PDF
โครงงานฉบับสมบูรณ์
by
paifahnutya
DOCX
แบบประเมิน ความพึงพอใจ
by
Pawit Chamruang
DOCX
หน้าปก บทคัดย่อ สารบัญ ภาคผนวก บรรณานุกรม Is
by
Sasiyada Promsuban
PPTX
วิวัฒนาการการศึกษาไทยและการศึกษาโลก
by
Chainarong Maharak
PDF
โครงงานคอมพิวเตอร์ สื่อออนไลน์พืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
by
ศิริวรรณ นามสวัสดิ์
PDF
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
by
Phongsak Kongkham
PDF
ใบความรู้ ขั้นตอนการทำโครงงาน
by
sarawut saoklieo
PDF
ม.2 ภาคเรียนที่ 1
by
นายสมหมาย ฉิมมาลี
PPTX
สะเต็มศึกษากับชีวิตประจำวัน
by
Siratcha Wongkom
PDF
การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์
by
พัน พัน
PDF
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องการจำแนกสาร ชุดที่ 1 การแยกสารด้วยวิธีการกรอง
by
ชลธิกาญจน์ จินาจันทร์
PDF
โครงงานเรื่องการใช้โปรแกรม Gsp ออกแบบลายไทย
by
กก กอล์ฟ
PDF
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การเคลื่อนที่แบบโปรเจคไทล์ หลักสูตรแกนกลาง 51
by
Weerachat Martluplao
PDF
โครงการพระราชดำริการใช้ประโยชน์จากขยะ
by
Poramate Minsiri
PDF
ใบความรู้+แผนการสอนและใบกิจกรรม ประถม4-6 เรื่อง วรจรไฟฟ้า+ป.6+290+dltvscip6+P...
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
โครงงานเเยมกล้วย(Complete)
by
Pongpan Pairojana
PDF
โครงงานวิทยาศาสตร์
by
Aphinya Tantikhom
PDF
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10
by
Aon Narinchoti
โครงงานชาผักสมุนไพรพื้นบ้าน
by
Chok Ke
โครงงานออกแบบ
by
Watcharinz
โครงงานฉบับสมบูรณ์
by
paifahnutya
แบบประเมิน ความพึงพอใจ
by
Pawit Chamruang
หน้าปก บทคัดย่อ สารบัญ ภาคผนวก บรรณานุกรม Is
by
Sasiyada Promsuban
วิวัฒนาการการศึกษาไทยและการศึกษาโลก
by
Chainarong Maharak
โครงงานคอมพิวเตอร์ สื่อออนไลน์พืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
by
ศิริวรรณ นามสวัสดิ์
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
by
Phongsak Kongkham
ใบความรู้ ขั้นตอนการทำโครงงาน
by
sarawut saoklieo
ม.2 ภาคเรียนที่ 1
by
นายสมหมาย ฉิมมาลี
สะเต็มศึกษากับชีวิตประจำวัน
by
Siratcha Wongkom
การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์
by
พัน พัน
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องการจำแนกสาร ชุดที่ 1 การแยกสารด้วยวิธีการกรอง
by
ชลธิกาญจน์ จินาจันทร์
โครงงานเรื่องการใช้โปรแกรม Gsp ออกแบบลายไทย
by
กก กอล์ฟ
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การเคลื่อนที่แบบโปรเจคไทล์ หลักสูตรแกนกลาง 51
by
Weerachat Martluplao
โครงการพระราชดำริการใช้ประโยชน์จากขยะ
by
Poramate Minsiri
ใบความรู้+แผนการสอนและใบกิจกรรม ประถม4-6 เรื่อง วรจรไฟฟ้า+ป.6+290+dltvscip6+P...
by
Prachoom Rangkasikorn
โครงงานเเยมกล้วย(Complete)
by
Pongpan Pairojana
โครงงานวิทยาศาสตร์
by
Aphinya Tantikhom
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10
by
Aon Narinchoti
Viewers also liked
PPT
โครงงาน53
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
โครงร่างโครงงาน กรุความรู้...สังคมศึกษา
by
Panupong Srimuang
PPTX
โครงการเก็บขยะในโรงเรียนสู่จิตสำนึกต่อชุมชน
by
Natthawut Sutthi
PPTX
กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์
by
จตุรพล ชานันโท
DOCX
โครงการจิตอาสาพัฒนาวัดบ้านเรา
by
Iam Champooh
PDF
โครงงานจิตอาสา พาสะอาด
by
Gob Chantaramanee
PDF
ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002
by
Thidarat Termphon
PDF
โครงการจิตอาสาเพื่อชุมชนและสังคม
by
จตุรพล ชานันโท
โครงงาน53
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
โครงร่างโครงงาน กรุความรู้...สังคมศึกษา
by
Panupong Srimuang
โครงการเก็บขยะในโรงเรียนสู่จิตสำนึกต่อชุมชน
by
Natthawut Sutthi
กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์
by
จตุรพล ชานันโท
โครงการจิตอาสาพัฒนาวัดบ้านเรา
by
Iam Champooh
โครงงานจิตอาสา พาสะอาด
by
Gob Chantaramanee
ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002
by
Thidarat Termphon
โครงการจิตอาสาเพื่อชุมชนและสังคม
by
จตุรพล ชานันโท
Similar to โครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์
PDF
เชียงคานโมเดล
by
pentanino
PPTX
ผลกระทบแหล่งท่องเที่ยว
by
Bituey Boonkanan
PDF
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกับวิถีไทย
by
Korawan Sangkakorn
PDF
วัฒนธรรมไทย.pdf
by
ssuser2aa5d7
PPTX
เชียงคาน 2010
by
Pitakchai Singboon
PDF
“พลังบ้านขวาง พลังผู้สูงวัย หัวใจละอ่อน”
by
Tum Meng
PDF
การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City W...
by
FURD_RSU
PDF
โจทย์กรณีศึกษา บทที่ 11 การจัดการองค์ความรู้(15 ต.ค.58)
by
ANUN MUNBOON
เชียงคานโมเดล
by
pentanino
ผลกระทบแหล่งท่องเที่ยว
by
Bituey Boonkanan
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกับวิถีไทย
by
Korawan Sangkakorn
วัฒนธรรมไทย.pdf
by
ssuser2aa5d7
เชียงคาน 2010
by
Pitakchai Singboon
“พลังบ้านขวาง พลังผู้สูงวัย หัวใจละอ่อน”
by
Tum Meng
การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City W...
by
FURD_RSU
โจทย์กรณีศึกษา บทที่ 11 การจัดการองค์ความรู้(15 ต.ค.58)
by
ANUN MUNBOON
โครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์
1.
1 โครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป: ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ จัดทาโดย กลุ่ม Rubik’s
Section 2 อาจารย์ที่ปรึกษา ดร.นิลวดี พรหมพักพิง โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาพหุวัฒนธรรม รหัสวิชา 000 156 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2559 สานักวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2.
2 โครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป: ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ จัดทาโดย นายกษิตินาถ จันทุมา
รหัสประจาตัว 573020036-0 นางสาวพิมพิชา เอกพันธ์ รหัสประจาตัว 573020053-0 นายภูริณัฐ แสงขา รหัสประจาตัว 573020055-6 นายอนุชา โคยะทา รหัสประจาตัว 573020063-7 นายอภิสิทธิ์ แจ่มพงษ์ รหัสประจาตัว 573020064-5 นายธีระศักดิ์ ต่อทุน รหัสประจาตัว 573020916-0 นางสาวเปรมฤดี คงโนนกอก รหัสประจาตัว 573020917-8 นายพิริยพงษ์ พงษ์ศรี รหัสประจาตัว 573020918-6 นายภูวิศ วงอินตา รหัสประจาตัว 573020919-4 นายอติเทพ คงนิ่ม รหัสประจาตัว 573020929-1 ชั้นปีที่ 2 ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์ที่ปรึกษา ดร.นิลวดี พรหมพักพิง โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาพหุวัฒนธรรม รหัสวิชา 000 156 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2559 สานักวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยขอนแก่น
3.
ก กิตติกรรมประกาศ โครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป: ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ สาเร็จได้ความ อนุเคราะห์ของบุคคลหลายท่านซึ่งไม่อาจจะนามากล่าวได้ทั้งหมด
ซึ่งผู้มีพระคุณท่านแรกที่คณะ ผู้จัดทาใคร่ขอขอบพระคุณคือ อาจารย์นิลวดี พรหมพักพิง อาจารย์ผู้สอนวิชา000 156 พหุวัฒนธรรม ที่ได้ให้ความรู้ คาแนะนา ตรวจทาน และเสียสละเวลาอันมีค่าแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความเอา ใจใส่ทุกขั้นตอน เพื่อให้การเขียนเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป: ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ สมบูรณ์ที่สุด ขอขอบพระคุณผู้ใหญ่อดุลย์ ผู่ใหญ่บ้าน หมู่4 ตาบลเชียงคาน อาเภอเชียงคาณ จังหวัดเลย ที่ ได้ให้การต้อนรับ คณะผู้จัดทาเป็นอย่างดีและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทาโครงงาน อีกทั้งยัง แนะนาเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งที่เหมาะสมในการไปหาข้อมูลในการทาโครงงาน ขอบคุณพ่อค้าแม่ค้า นักท่องเที่ยว ชาวบ้านในตาบลเชียงคาน ที่ให้ข้อมูลในการทาโครงงาน และให้ความรว่มมือในการสัมภาษณ์เป็นอย่างดี ท้ายที่สุดขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ความร่วมร่วมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการจัดทา โครงงานจนสาเร็จ คณะผู้จัดทา 21 พฤศจิกายน 2559
4.
ข ชื่อโครงงาน โครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป: ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ ชื่อคณะผู้จัดทาและหน่วยงานที่สังกัด 1.
นายกษิตินาถ จันทุมา รหัสประจาตัว 573020036-0 2. นางสาวพิมพิชา เอกพันธ์ รหัสประจาตัว 573020053-0 3. นายภูริณัฐ แสงขา รหัสประจาตัว 573020055-6 4. นายอนุชา โคยะทา รหัสประจาตัว 573020063-7 5. นายอภิสิทธิ์ แจ่มพงษ์ รหัสประจาตัว 573020064-5 6. นายธีระศักดิ์ ต่อทุน รหัสประจาตัว 573020916-0 7. นางสาวเปรมฤดี คงโนนกอก รหัสประจาตัว 573020917-8 8. นายพิริยพงษ์ พงษ์ศรี รหัสประจาตัว 573020918-6 9. นายภูวิศ วงอินตา รหัสประจาตัว 573020919-4 10. นายอติเทพ คงนิ่ม รหัสประจาตัว 573020929-1 ชั้นปีที่ 3 ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์ที่ปรึกษา ดร.นิลวดี พรหมพักพิง บทคัดย่อ โครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ของคนในท้องถิ่นเชียงคาน สาเหตุที่ทาให้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นเชียงคานเปลี่ยนไป และผลกระทบจากการมาท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเชียงคาน กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้นาชุมชน ชาวบ้านที่อยู่มานาน ชาวบ้านที่อยู่มาไม่นาน และนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่เชียงคาน เป็นโครงงานพหุ วัฒนธรรมด้านวิถีชีวิต ที่ยึดถือกระบวนทัศน์การตีความ วิเคราะห์ข้อมูล โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการ ทาโครงงานเป็นบทสัมภาษณ์จากกลุ่มเป้าหมาย โดยลงพื้นที่ดาเนินโครงงานในวันที่ 23 ตุลาคม 2559 ได้สัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายในบริเวณ แก่งคุดคู้และบริเวณถนนคนเดิน ซึ่งผลการดาเนินโครงการก็ สาเร็จไปได้ด้วยดี จากการดาเนินโครงงานได้ทาการสัมภาษณ์จากผู้นาชุมชน ชาวบ้านที่อยู่มานาน ชาวบ้านที่ อยู่มาไม่นาน และนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่เชียงคาน จานวน 25 คน พบว่าวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของ คนในท้องถิ่นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งทางผู้จัดทาได้ทาการศึกษามาทั้งหมด 4 ด้าน ดังนี้ 1.ผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจของเชียงคานดีขึ้น รายได้ของ ชาวบ้านมีมากขึ้น 2.ผลกระทบในด้านวัฒนธรรม ซึ่งการทาวัฒนธรรมเป็นสินค้าของเมืองเชียงคานนั้น ก็สามารถทาให้วัฒนธรรมของเชียงคานเองนั้นได้แพร่หลายไปสู่สังคมภายนอกมากขึ้น 3.ผลกระทบใน
5.
ค ด้านสิ่งแวดล้อม จากการที่มีการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวที่เชียงคาน ทาให้เกิดปัญหาในด้าน สิ่งแวดล้อมต่างๆ
อาทิเช่น ปัญหาการจราจรติดขัดทาให้เกิดมลพิษทางอากาศ และเนื่องจากจานวน นักท่องเที่ยวมีจานวนมากทาเกิดปัญหาขยะที่มากเกินตามมาด้วย 4.ผลกระทบด้านวิถีชีวิตความ เป็นอยู่ จากการที่เชียงคานกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง จึงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของ ชาวบ้านในตาบลเชียงคาน ซึ่งในอดีตชาวบ้านในตาบลเชียงคานจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมและทา ผ้านวมขายซึ่งในปัจจุบันอาชีพเหล่านี้ได้ค่อยๆลดหายไปเรื่อยๆชาวบ้านส่วนมากจะหันมาประกอบ อาชีพค้าขายเป็นส่วนมาก
6.
ง สารบัญ เรื่อง หน้า กิตติกรรมประกาศ...........................................................................................................................ก บทคัดย่อ..........................................................................................................................................ข สารบัญ............................................................................................................................................ง สารบัญภาพ.....................................................................................................................................ฉ สารบัญตาราง..................................................................................................................................ช บทที่ 1
บทนา 1.1. ที่มาและความสาคัญ..................................................................................................1 1.2. วัตถุประสงค์...............................................................................................................2 1.3. ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า..........................................................................................2 1.4. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ........................................................................................ 2 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1. ความหมายของวัฒนธรรม..........................................................................................3 2.2. แนวคิดเกี่ยวกับพหุวัฒนธรรม.....................................................................................8 2.3. แนวคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์.........................................................................................9 2.4. แนวคิดเกี่ยวกับการผสมผสานทางวัฒนธรรม...........................................................10 2.5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง...................................................................................................12 บทที่ 3 วิธีการดาเนินโครงการ 3.1. พื้นที่เป้าหมาย...........................................................................................................18 3.2. กลุ่มเป้า......................................................................................................................18 3.3. วัสดุและอุปกรณ์.........................................................................................................18 3.4. งบประมาณที่ใช้ดาเนินโครงงาน.................................................................................19 3.5. วิธีการและขั้นตอนในการดาเนินโครงงาน..................................................................19 3.6. แผนการดาเนินโครงงาน.............................................................................................19 3.7. เครื่องมือที่ใช้ในการดาเนินโครงงาน.......................................................................... 20 3.8. วิธีดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................21 3.9. จริยธรรมในการทาโครงงาน........................................................................................22
7.
จ สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 4
ผลการดาเนินการ 4.1. ความเป็นมาของเชียงคาน......................................................................................... 23 4.2. การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเชียงคาน...................................................................24 4.3. สาเหตุที่ทาให้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นเชียงคานเปลี่ยนไป...............24 4.4. ผลกระทบจากการมาเที่ยวของนักท่องเที่ยว..............................................................25 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 5.1. ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์.............................................................................. 27 บทที่ 6 สรุปผลการดาเนินโครงงานและข้อเสนอแนะ 6.1. สรุปผลการดาเนินโครงการ........................................................................................29 6.2. ข้อเสนอแนะ.............................................................................................................. 30 บรรณานุกรม...................................................................................................................................31 ภาคผนวก........................................................................................................................................33
8.
ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ภาพที่ 1
ออกเดินทางโดยรถตู้โดยสาร..............................................................................................34 ภาพที่ 2 ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้าน บ้านน้อย หมู่ 4 ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย..................34 ภาพที่ 3 ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านน้อย หมู่ 4 ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย..........35 ภาพที่ 4 เดินทางถึงแก่งคุดคู้............................................................................................................35 ภาพที่ 5 แบ่งกลุมไปสัมภาษณ์แม่ค้าและนักท่องเที่ยวในแก่งคุดคู้...................................................36 ภาพที่ 6 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้.......................................................................................36 ภาพที่ 7 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้......................................................................................37 ภาพที่ 8 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้......................................................................................37 ภาพที่ 9 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้......................................................................................38 ภาพที่ 10 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้................................................................................... 38 ภาพที่ 11 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้................................................................................... 39 ภาพที่ 12 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้................................................................................... 39 ภาพที่ 13 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้................................................................................... 40 ภาพที่ 14 เดินทางถึงถนนคนเดิน ตาบลเชียงคาน อาเภอเชียงคาน............................................... 40 ภาพที่ 15 สัมภาษณ์แม่ค้าที่ค้าขายอยู่ถนนคนเดิน......................................................................... 41
9.
ช สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 3.6.
ตารางแสดงแผนการดาเนินโครงงาน.........................................................................19 ตารางที่ 4.2. ตารางแสดงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเชียงคาน................................................24
10.
1 บทที่ 1 บทนา 1.1. ที่มาและความสาคัญ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรม และประเพณี
แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นแต่ละจังหวัด ศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกถึง ความเชื่อ ค่านิยม ศาสนาและรูปแบบการดาเนินชีวิตตลอดจนอาชีพของคนในท้องถิ่นนั้นๆได้เป็น อย่างดี สาเหตุที่ภาคอีสานมีความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมประเพณีส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมา จาก การเป็นศูนย์รวมของประชากรหลากหลายเชื้อชาติ และมีการติดต่อสังสรรค์กับประชาชนใน ประเทศใกล้เคียง จนก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมขึ้น เช่น ประชาชนชาวอีสานแถบจังหวัด เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี อานาจเจริญ ที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศลาว ประชาชนของทั้งสองประเทศมีการเดินทางไปมาหากัน จึงทาให้เกิดการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยน ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีระหว่างกันขึ้น ซึ่งเราพบว่าชาวไทยอีสานและชาวลาวแถบลุ่มแม่น้าโขงมี ศิลปวัฒนธรรมประเพณีที่คล้ายๆกัน อีกทั้งรูปแบบของการดาเนินชีวิตก็ยังมีความคล้ายคลึงกันอีก ด้วย ประเพณีของชาวอีสานมีความหลากหลายและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไปใน แต่ละท้องถิ่น ประเพณีส่วนใหญ่จะเกิดจากความเชื่อ ค่านิยม ศาสนา ล้วนมีอิทธิพลต่อการดารงชีวิต และการประกอบอาชีพของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ในปัจจุบันรัฐบาลมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวมไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วย ซึ่งผลจากการที่รัฐบาลเข้ามาส่งเสริมการท่องเที่ยวก็ทาให้ศิลปวัฒนธรรมประเพณีได้ถูกทาให้ กลายเป็นสินค้านอกจากนี้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนแต่ละท้องถิ่นก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่นักท่องเที่ยว อยากลองสัมผัสไม่น้อยไปกว่าศิลปวัฒนธรรมประเพณี เมื่อนักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถี ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วภาคอีสาน แล้วนาไปพูดกันปากต่อปากหรือแชร์ ประสบการณ์ผ่านทางโลกออนไลน์ ทาให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันหลั่งไหลไปสัมผัส กับวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนแต่ละท้องถิ่นด้วยตัวเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งเมืองเล็กๆ ริมฝั่ง โขงอย่างอาเภอเชียงคานที่กลายมาเป็นเมืองท่องเที่ยวในปัจจุบัน
11.
2 ยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันได้ทาให้เมืองเล็กๆ ริมฝั่งโขงอย่างอาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย กลายเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวเป็นจานวนมากภายในระยะเวลาไม่กี่ปี
ด้วยเหตุนี้ทางคณะผู้จัดทาจึง มีความสนใจที่จะศึกษาถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นเชียงคาน และผลกระทบที่ เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ 1.2. วัตถุประสงค์ 1.2.1. เพื่อศึกษาวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นเชียงคาน 1.2.2. เพื่อศึกษาถึงสาเหตุที่ทาให้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นเชียงคานเปลี่ยนไป 1.2.3. เพื่อศึกษาถึงผลกระทบจากการมาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเชียงคาน 1.3. ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า วิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ของคนในชุมชนเชียงคาน ผลกระทบที่เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ สถานที่ อาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ระยะเวลา 1 ตุลาคม 2559 – 22 พฤศจิกายน 2559 1.4. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.4.1. ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนในถ้องถิ่นเชียงคาน 1.4.2. ได้รู้ถึงสาเหตุที่ทาให้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นเชียงคานเปลี่ยนไป 1.4.3. ได้รู้ถึงผลกระทบจากการมาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเชียงคาน
12.
3 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ในการดาเนินโครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป: ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ ทางคณะผู้จัดทาได้ทาการค้นคว้า
และศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องดังนี้ 2.1. ความหมายของวัฒนธรรม 2.2. แนวคิดเกี่ยวกับพหุวัฒนธรรม 2.3. แนวคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ 2.4. แนวคิดเกี่ยวกับการผสมผสานทางวัฒนธรรม 2.5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1. ความหมายของวัฒนธรรม 2.1.1. การเกิดวัฒนธรรม รัชนีกร เศรษโฐ (2536). ได้กล่าวว่า ระยะแรกมนุษย์จะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ มี ลักษณะคล้ายครอบครัวใหญ่ เมื่อคนกลุ่มเล็กอาศัยอยู่ด้วยกัน ก็สามารถเข้าใจกัน และประพฤติปฏิบัติ ต่อกันได้ โดยไม่มีความขัดแย้งมากเท่าไรนัก แต่เมื่อสังคมมีขนาดใหญ่ขึ้น มีคนหลายครอบครัว อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน การใช้วิถีชีวิตอาจแตกต่างกันบ้าง ความคิดความอ่านอาจไม่สอดคล้องกัน และอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมา ฉะนั้น เมื่อสังคมมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงจาเป็นต้องมีกฎ เพื่อที่สังคมจะได้มีระบบและระเบียบมากยิ่งขึ้น สิ่งไหนทีควรทา สิ่งไหนที่ไม่ควรทา มีข้อตกลงต่างๆ เกี่ยวกับวิถีชีวิต การประพฤติปฏิบัติเกี่ยวกับความเชื่อ ซึ่งอาจเรียกรวมๆว่า วัฒธรรมจึงเกิดขึ้นใน สังคมมนุษย์ นอกจากนี้วัฒนธรรมยังอาจอธิบายได้ทางด้านความต้องการของมนุษย์ ซึ่งมีอยู่หลาย ระดับ โดยระดับแรกคือความต้องการขั้นมูลฐานทางชีววิทยา เมื่อความต้องการแรกได้รับการ ตอบสนองแล้ว ระดับความต้องการที่สองคือระดับความต้องการทางสังคม ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิด วัฒนธรรม และเมื่อเกิดวัฒนธรรมแล้ว ความต้องการอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นก็ตามมาอีก วิธีการทามาหา เลี้ยงชีพถือเป็นการตอบสนองความต้องการที่อยู่เหนือความอยู่รอดและวิถีการผลิตเพื่อยังชีพก็นับเป็น วัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งความต้องการหลังจากมีวัฒนธรรมแล้ว คือความต้องการความ สะดวกสบาย ความหรูหรา และเป็นต้นเหตุให้มนุษย์ผลิตเครื่องประดิษฐ์ต่างๆ เพื่อตอบสนองความ ต้องการ และพัฒนาเครื่องประดิษฐ์นั้นขึ้นไปเรื่อยๆ ลักษณะการตอบสนองความต้องการขั้นมูลฐาน จะวิวัฒนาการไปเรื่อยๆจนถึงขั้นว่าไม่ได้ตอบสนองความต้องการขั้นมูลฐานเพียงอย่างเดียว แต่มีเพื่อ ประโยชน์อย่างอื่นๆด้วย
13.
4 2.1.2. ความหมายของวัฒนธรรม วัฒนธรรมเกิดจากความสามารถของในการสร้างและใช้กระบวนการความคิดเชิงสัญลักษณ์ ได้อย่างงกว้างขวางและเป็นระบบ มีความหมายที่กว้างขวางมาก
มีผู้รู้หลายท่านให้นิยามของ “วัฒนธรรมไว้” ซึ่งจุไรรัตน์ จันท์ธารง ได้รวบรวมเอาไว้ดังนี้ เอ็ดเวิร์ด บี ไทเลอร์ นิยามวัฒนธรรมว่าหมายถึง “ส่วนทั้งหมดที่ซับซ้อนอันประกอบด้วย ความรู้ ความเชื่อ ศิลปะ ศีลธรรมจรรยา กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี ความสามารถ และ นิสัยอื่นใดที่ได้มาในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคม” เลสลี่ไวท์ นิยามวัฒนธรรมว่าหมายถึง “การรวมอย่างมีระเบียบของปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การกระทา (แบบแผนพฤติกรรม) วัตถุ (เครื่องมือและสิ่งที่ทาขึ้นโดยใช้เครื่องมือ) ความคิดและ ความรู้สึก (ความรู้ ทัศนคติ และค่านิยม) และสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการใช้สัญลักษณ์” อี อดัม โฮเบล นิยามวัฒนธรรมว่าหมายถึง “ผลรวมลักษณะสาคัญของพฤติกรรมที่มาจาก การเรียนรู้ทั้งหมด โดยสมาชิกของสังคมเป็นผู้แสดงออกและมีส่วนร่วม” เกอร์ฮาร์ด เลนสกี้ นิยามวัฒนธรรมว่าหมายถึง “ระบบสัญลักษณ์และทุกสิ่งทุกอย่างใน ชีวิตมนุษย์ที่ต้องอาศัยสัญลักษณ์” พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิพงษ์ ได้อ้างถึงคาจากัดความที่ พาร์สันส์ ให้ไว้เกี่ยวกับคาว่าวัฒนธรรมว่า หมายถึง “วิถีทางมาตรฐานต่างๆแห่งการมีแนวทางและการกระทา ที่รวมอยู่ในสัญลักษณ์และมี ความหมาย” พัทยา สายหู ได้ขยายความว่าความหมายดั้งเดิมของคาว่าวัฒนธรรมมาจากภาษาละตินว่า “culture” หมายถึงการเพาะ (พืช) หรือการเลี้ยง (สัตว์) ด้วยฝีมือมนุษย์ที่เข้าไปแทรกซึมเพิ่มเติม กระบวนการธรรมชาติ เช่น agriculture, aquaculture, sericulture ดังนั้นวัฒนธรรมจึงหมายถึง “ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นนอกเหนือจากธรรมชาติ” เฉลียว บุรีภักดี นิยามคาว่าวัฒนธรรมว่าหมายถึง “วิธีในการดาเนินชีวิต หลักเกณฑ์การ ดาเนินชีวิต และเครื่องมือเครื่องใช้ วัตถุสิ่งของต่างๆที่นามาใช้เพื่อการเหล่านั้น จะเป็นสิ่งของที่หา มาจากธรรมชาติ หรือคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ก็ตาม” หรือ “วัฒนธรรมคือวิธีการต่างๆที่มนุษย์ คิดค้นเพื่อใช้ในการดาเนินชีวิตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตน” จากความหมายของวัฒนธรรมดังกล่าว สามารถสรุปลักษณะที่สาคัญของวัฒนธรรมได้ดังนี้ คือ 1.วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและปรับปรุงจากธรรมชาติและมนุษย์จะเรียนรู้ วัฒนธรรมจากกันและกัน
14.
5 2.วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีการสืบต่อเนื่อง เป็นมรดกทางสังคมที่มีการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไป ยังคนอีกรุ่นหนึ่ง มนุษย์ได้เรียนรู้วัฒนธรรมจากทั้งที่ตายไปแล้วและที่ยังมีชีวิตอยู่
โดยได้รับความรู้นั้น ไว้เป็นมรดกตกทอดกันมาตามลาดับ 3.วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีลักษณะเพิ่มพูนหรือขยายตัวโดยการค้นพบส่งใหม่ การประดิษฐ์ และ การแพร่กระจายเพื่อจะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา และประสบการณ์ของมนุษย์จะถูกสั่งสมและเพิ่มพูนมาก ขึ้นเรื่อยๆ 4.วัฒนธรรมเป็นสมบัติร่วมของกลุ่มหรือสังคม มิใช่ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะ 5.วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วก่อนบุคคลจะเกิดและมีชีวิตในสังคม วัฒนธรรมจะยังอยู่ต่อไป เมื่อบุคคลนั้นได้ตายไปแล้ว นอกจากนี้ลักษณะที่สาคัญดังกล่าวแล้ว วัฒนธรรมยังมีลักษณะอื่นๆที่สาคัญอีก 2 ประการ คือ 1.วฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่สม่าเสมอ ลักษณะของวัฒนธรรมจะค่อยๆผ่านรูปแบบ วัฒนธรรมหนึ่งไปอีกวัฒนธรรมหนึ่งอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างสม่าเสมอ แต่อัตราช้า เร็วจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาต่างๆ 2.วัฒนธรรมมีหน้าที่แต่ละส่วน ไม่ว่าลักษณาการทางวัฒนธรรม (cultural trait) ซึ่งเป็นส่วน ที่เล็กและมีลักษณะง่ายที่สุดของวัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมซ้อน (cultural complex) ซึ่งเป็นการรวม ลักษณาการทางวัฒนธรรมหลายๆอย่างไว้กลายเป็นวัฒนธรรมซับซ้อน หรือสถาบัน (institution) ซึ่ง ประกอบด้วยวัฒนธรรมซับซ้อนหลายๆอย่าง ต่างก็หน้าที่สาคัญในตัวของมันเองอย่างสมเหตุสมผล และจาเป็นในขอบข่ายของวัฒนธรรม ซึ่งส่วนนั้นๆเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น (สังคมและ วัฒนธรรม เอกสารประกอบการศึกษาวิชา 313-183, 2533) 2.1.3. องค์ประกอบของวัฒนธรรม 1.องค์มติ (Concepts) หมายถึง แนวความคิดร่วมของสังคมอันได้แก่ ความเชื่อ ความคิด ความเข้าใจ และอุดมการณ์ต่างๆ เช่น ความเชื่อในเรื่องพระเจ้า ในเรื่องของระบบเศรษฐกิจ และการ มีแผนการตามความคิดของตนเองเป็ฯต้น 2.องค์พิธีการ (Usages) ได้แก่ วัฒนธรรมที่แสดงออกในรูปพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีการ แต่งงาน พิธีไหว้ครู พิธีโกนผมไฟ พิธีนั่งโต๊ะเพื่อรับประธานอาหาร เป็นต้น 3.องค์การ (Organization) ได้แก่ สถาบันและองค์การต่างๆ ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นอย่างมีระเบียบ แบบแผนแน่นอน มีกฎเกณฑ์ มีข้อบังคับ มีวิธีการดาเนินงานอย่างเป็นระบบ มีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน เช่น องค์การไฟฟ้าตั้งขึ้นมาเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้า กรมตารวจจัดขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการในด้าน การปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น
15.
6 4.องค์วัตถุ (Instrumental and
Symbolic Objects) ได้แก่ วัตถุต่างๆ ที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ ขึ้นเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้ เช่น จาน มีด รูปภาพ ฯลฯ และสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ เช่น เครื่องหมาย ภาษา ตัวเลข ฯลฯ (สังคมและวัฒนธรรม เอกสารประกอบการศึกษาวิชา 313-183, 2533) 2.1.4. ประเภทของวัฒนธรรม วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับกิจกรรมทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 9 ประเภท ดังนี้คือ 1.วัฒนธรรมการบริโภคหรือวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับกิจกรรมในการรับประทานอาหาร ได้แก่ วิธี แสวง วิธีประกอบ วิธีปรุง และวิธีรับประทานอาหาร 2.วัฒนธรรมการอยู่ ได้แก่ วิธีจัดและสร้างที่อยู่อาศัย 3.วัฒนธรรมการแต่งกาย ได้แก่ วิธีปกคลุมร่างกาย วัสดุที่ใช้ วิธีกาหนดชนิด สีของเครื่องใช้ วิธีกาหนดรักษาความสะอาดของเครื่องแต่งกาย และวิธีการแต่งกายตามโอกาสต่างๆ 4.วัฒนธรรมการพักผ่อน ได้แก่ วิธีจัดเวลาพักผ่อน ชนิด อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการ พักผ่อนนั้นๆ 5.วัฒนธรรมเกี่ยวกับการแสดงอารมณ์ ได้แก่ วิธีแสดงอารมณ์ต่างๆ เช่น อารมรณ์รัก เกลียด โกรธ และวิธีแสดงอารมณ์ทางเพศตามกาลเทศะ 6.วัฒนธรรมเกี่ยวกับการสื่อความหมาย เช่น วิธีส่งและรับข่าวสาร อันได้แก่ ภาษาท่าทาง รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับการสื่อความหมายนั้นๆ 7.วัฒนธรรมเกี่ยวกับการจราจรขนส่ง ได้แก่ วิธีเดิน การส่งสิ่งของและระบบจราจร 8.วัฒนธรรมเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ คือ การจัดระบอบการปกครองและควบคุม ป้องกันสังคม อันได้แก่ วิธีสร้างความสามัคคีรักใคร่ระหว่างกลุ่ม วิธีบริหารงานขององค์การ วิธีจัดตั้ง หรือยุบเลิกรัฐบาล และวิธีควบคุมพฤติกรรมของกลุ่มคนหรือบุคคล 9.วัฒนธรรมเกี่ยวกับการแสวงหาความสุขทางจิตใจและหลักเกณฑ์การดาเนินชีวิต อันได้แก่ ความคิด ความเชื่อทางศาสนา และปรัชญาชีวิต (สังคมและวัฒนธรรม เอกสารประกอบการศึกษาวิชา 313-183, 2533) 2.1.5. หน้าที่ของวัฒนธรรม วิเชียร รักการ (2533) ได้กล่าวว่า หน้าที่ของวัฒนธรรมในสังคมมนุษย์สามารถสรุปได้ดังนี้ 1.วัฒนธรรมสร้างมนุษย์ (Culture creates men) หมายความว่า วัฒนธรรมจะกาหนด เป้าหมายของชีวิตว่าควรมีเป้าหมายอย่างไร กาหนดรูปแบบของครอบครัวว่าอะไรผิดถูก เป็นต้น
16.
7 2.วัฒนธรรมจะควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น กาหนดปทัสถานต่างๆทางสังคมและ กาหนดได้แม้แต่เรื่องที่เกี่ยวกับชีวภาพ
เช่น การรับประทานอาหารวันละกี่มื้อ จะแต่งงานควรอายุ เท่าใด กาหนดความแตกต่างในด้านบุคลิกภาพของชายและหญิง 2.1.6. การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ผ่องพันธุ์ มณีรัตน์ (2521) ได้กล่าวว่า กระบวนการทางวัฒนธรรมหมายถึงปัจจัยต่างๆ ซึ่งทา ให้มีการรักษาวัฒนธรรมเดิมไว้ หรือเป็นปัจจัยที่ทาให้วัฒนธรรมนั้นเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลง การศึกษากระบวนการการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม จึงหมายถึงการศึกษากลไกซึ่งทาให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอาจจะประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ปัจจัยภายในอย่างเช่น การปรับปรุงสิ่งเก่าๆให้ดีขึ้น การประดิษฐ์คิดค้นอาจนาไปสู่การเพิ่มการผลิตทางอาหาร และการ ขยายตัวของพลเมือง ปัจจัยภายนอกตัวอย่างเช่น การที่สังคมหนึ่งได้ชัยชนะและเข้าครอบครองอีก สังคมหนึ่ง อาจนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม การเรียนรู้จากวัฒนธรรมภายนอก อาจ หมายถึงการสูญเสียและทดแทนวัฒนธรรมที่มีอยู่แต่เดิม นอกเหนือจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงย่อยๆ หรือการผิดเพี้ยนไปจากเดิม ซึ่งไม่เป็นไปทั้งในทางเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็มี การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม อาจอธิบายได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของชาวบ้าน หรือจารีต กฎหมาย ศาสนา ส่งประดิษฐ์ และวัตถุอื่นๆในชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่านิยม การที่วัฒนธรรมเน้นหนักอยู่ที่ความเชื่อ ความรู้ ความเข้าใจ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ภายใน จิตใจของมนุษย์และกระตุ้นให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมออกมา อาจกล่าวได้ว่าพื้นฐานของการ เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติ และพฤติกรรมของปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นสมาชิกของสังคมนั้นๆ และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมส่วนมาก เกิดจากการประดิษฐ์และ การแพร่กระจาย 2.1.7. ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและวัฒนธรรม สังคมย่อมมีอยู่คู่กับวัฒนธรรมเสมอ เพราะเมื่อมีกลุ่มบุคคลในสังคมก็ย่อมต้องมีแบบแผนของ การกระทา หรือแบบอย่างของการดาเนินชีวิตที่เรียกว่า “วัฒนธรรม” ที่กลุ่มบุคคลสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ ในการดารงชีวิตร่วมกันได้อย่างผสมผสานและถาวร ขณะเดียวกันวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นลอยๆโดย ปราศจากสังคมไม่ได้เหมือนกัน โดยทั่วไปแล้วคาสองคานี้มักถูกใช้แทนกันได้เพราะต่างก็รวมเอา ความหมายของกันและกันไว้ แต่ถ้าจะแบ่งแยกคาสองคานี้ออกจากกันในเชิงวิเคราะห์ “สังคม” ก็คือ “คน” และ “วัฒนธรรม” ก็คือ “ของ” ที่คนกลุ่มนั้นสร้างขึ้นมานั่นเอง (ผ่องพันธุ์ มณีรัตน์ ,2521) 2.1.8. รูปแบบของสังคมและวัฒนธรรม
17.
8 ทั้งสังคมและวัฒนธรรมต่างมีลักษณะเป็นกึ่งรูปธรรมและนามธรรมทั้งคู่ ในแง่ที่เป็นรูปธรรม สังคมคือกลุ่มคน ส่วนในแง่ที่เป็นนามธรรม
รูปแบบของสังคมคือระบบความสัมพันธ์ที่อยู่เบื้องหลัง ของการกระทาระหว่างกันของบุคคลในสังคม รูปแบบของวัฒนธรรมในแง่ที่เป็นรูปธรรม คือ พฤติกรรมตลอดจนผลิตผลทางวัตถุของคนในสังคม และในแง่นามธรรมก็คือ ระบบความเชื่อ ค่านิยม และบรรทัดฐาน (รัชนีกร เศรษโฐ ,2536) 2.2. แนวคิดเกี่ยวกับพหุวัฒนธรรม ศาสตราจารย์ ดร.สิริวรรณ ศรีพหล (2555) ก่อนที่จะกล่าวถึงพหุวัฒนธรรมนั้น จาเป็นต้องทราบ ความหมายของคาว่า วัฒนธรรมก่อนซึ่งวัฒนธรรม หมายถึงแบบแผนหรือกฎเกณฑก์ การดาเนินชีวิต ของมนุษย์ ในสังคมใดสังคมหนึ่ง วัฒนนธรรม เป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดนิ่งและมีการสืบ ทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง เรื่องของวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องของวิถีชีวิตของมนุษย์ ในแต่ละแห่งหรือแต่ละชุมชนหรือ แต่ละ สังคมที่มีการปฏิบัติ เลือกสรร ปรับเปลี่ยน ประยุกต์ และถ่ายทอดสืบต่อกันมา ดังนั้นใน แต่ละกลุ่ม หรือแต่ละสังคมจึงมีวัฒนธรรมย่อย โลกปัจจุบันอยู่ในศตวรรษที่ 21 ที่มีประชากรหลายพันล้านคนอาศัยอยู่ในหลายร้อยประเทศ จึง มีความหลากหลาย )พหุ( ทางเชื้อชาติและความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่ ปรากฏอยู่บนโลกนี้มีทั้งความแตกต่างและคล้ายคลึงกัน เช่น ประเทศอินเดีย ประเทศจีน ประเทศ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ประเทศต่างๆ ที่มีประชากรจานวนมากนี้ มีประชากรที่มีเชื้อชาติ ภาษา และ วัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างมาก สาหรับในประเทศไทยนั้น เรามีวัฒนธรรมไทยเป็นหลักของประเทศ แต่ในวัฒนธรรมไทยนั้น ก็ อยู่บนความหลากหลายและความแตกต่างของวัฒนธรรม เนื่องจากประเทศไทยมีประชากร ทั่วราช อาณาจกัร จานวน 63,878,267 คน สารวจเมื่อเดือนธันวาคม 2553 สานักบริหารทะเบียน กรมการ ปกครอง กระทรวมหาดไทยประกอบด้วยกลุ่มคนไทยเชื้อสายไทย จีน ญวน ลาว เขมร ไทย ทรงดา ไทยพวน มลายู ฯลฯ ประชากรไทยจึงประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความหลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายภาษา หลากหลายขนบธรรมเนียมประเพณีรวมทั้งมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์และเป้าหมาย ต่างๆ กันไป ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมประเทศหนึ่งของ โลก แต่ทุกวัฒนธรรมของกลุ่มต่างๆ ย่อมมีคุณค่าในตัววัฒนธรรม ดังที่ นายแพทย์ประเวศ วะสี กล่าว ไว้ว่า “...ถ้าเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ทุกชุมชน ท้องถิ่น และประเทศจะมีเกียรติและศักดิ์ศรีเสมอกันไม่ มีใครเหนือใครเพราะวัฒนธรรมมีความหลากหลาย ไม่ได้รวมศูนย์ การยอมรับและเห็นคุณค่า วัฒนธรรมท้องถิ่น จึงเป็นการกระจายเกียรติและศักดิ์ศรี เปิดทางออกอันหลากหลายและทาให้ ท้องถิ่น เข้มแข็งและยั่งยืน
18.
9 ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยมีสภาพความเป็นพหุวัฒนธรรมตลอดมา ผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ในสังคมไทยอย่างมีความสุขนั้นมีความหลากหลายหรือมีความเป็นพหุ ทั้งในด้านชาติพันธุ์
ศาสนา และวัฒนธรรม การเข้าใจถึงวัฒนธรรมที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งจาเป็นของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ กล่าวโดยสรุปความหมายของพหุวัฒนธรรม คือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งได้แก่ การ ดาเนินวิถีชีวิตประจาวัน ที่มีความเหมือนและความต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆ โดยเน้นการ ยอมรับซึ่งกัน และกัน เป็นต้น 2.3. แนวคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ 2.3.1. ความหมายของโลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ (มักเขียนผิดเป็น โลกาภิวัฒน์) หรือ โลกานุวัตร (อังกฤษ: globalization) คือ ผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันแสดงให้เห็นถึง การเจริญเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยง ระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลก โลกาภิวัตน์ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง "การ แพร่กระจายไปทั่วโลก การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับ ผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็น ต้น" โลกาภิวัตน์ เป็นคาศัพท์เฉพาะที่บัญญัติขึ้นเพื่อตอบสนองปรากฏการณ์ของสังคมโลกที่เหตุการณ์ ทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของโลก ส่งผลกระทบ อันรวดเร็วและสาคัญต่อส่วนอื่นๆของโลก โลกาภิวัตน์หมายถึงกระบวนการที่ประชากรของโลกถูกหลอมรวมกลายเป็นสังคมเดี่ยว กระบวนการนี้เกิดจากแรงของอิทธิพลร่วมทางเศรษฐกิจเทคโนโลยีและสังคม-วัฒนธรรมและการเมือง (โลกาภิวัตน์, 2559) 2.3.2. ปัจจัยที่ตอบสนองต่อกระแสโลกาภิวัตน์ของสังคมไทย วัฒนา สุกัณศีล (2548) ได้กล่าวว่ากระแสโลกาภิวัตน์ทาให้สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลง องค์ประกอบทางชนชั้น ทัศนคติและอุดมการณ์ ปัจจัยที่ตอบสนองต่อกระแสโลกาภิวัตน์ของ สังคมไทย ได้แก่ 1.โครงสร้างเศรษฐกิจไทย เป็นระบบทุนนิยมเสรี มีลักษณะเอื้ออานวยต่อการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วตามระบบเศรษฐกิจโลก 2.โครงสร้างสังคมไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจ เนื่องจากอิทธิพลของอุดมการณ์แบบเสรีนิยมกระจายไปอยู่ในชนทุกชั้น
19.
10 3.โครงสร้างทางการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองแบบเสรีนิยมขยายตัวลงมาสัมพันธ์กับวิถี ชีวิตประจาวันทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ผลด้านบวกของโลกาภิวัตน์ 1. ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว 2.
ช่วยจัดระเบียบและประมวลผลข้อมูล 3. ช่วยลดการใช้กาลังแรงงานลง 4. ช่วยสนับสนุนการประดิษฐ์คิดค้น และการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ 5. ช่วยให้มีการเผยแพร่ข้อมูลความคิดเห็น ข่าวสาร วัฒนธรรม และแบบแผนปฏิบัติระหว่าง มนุษย์อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ผลด้านลบของโลกาภิวัตน์ 1. ก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบที่เป็นสากล แต่ทาลายคุณค่า วิธีคิด ค่านิยม วัฒนธรรม และ แบบแผนปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละสังคม 2. สร้างความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างประเทศ หรือบุคคล 3. เปิดโอกาสให้เกิดการแทรกแซงและครอบงาโดยประเทศหรือสังคมที่มีความเหนือกว่า 4. ย้าความสาคัญของลัทธิทุนนิยม วัตถุนิยม และบริโภคนิยม แต่ลดคุณค่าทางจิตใจและ วัฒนธรรมของมนุษย์ 5. เปิดช่องให้มีการติดต่อธุรกรรม การกระจายสื่อหรือเนื้อหาสาระที่ไม่เหมาะสม หรือการ เดินทางเข้าออกประเทศได้อย่างเสรี ซึ่งเป็นโอกาสของอาชญากรรมข้ามชาติ การหลั่งไหลของยาเสพ ติด การหลอกลวง มอมเมาเยาวชน การก่อการร้าย และการกอบโกยผลประโยชน์ซึ่งฝ่ายที่เสียเปรียบ คือประเทศที่อ่อนแอ (วัฒนา สุกัณศีล, 2548) 2.4. แนวคิดเกี่ยวกับการผสมผสานทางวัฒนธรรม ณัฐพล มีแก้ว (2555) ได้กล่าวว่าวิธีชีวิตและสินค้าดั้งเดิมในเชียงคานก็ถูกนามาเป็นสินค้า ทางวัฒนธรรมที่ชุมชนเชียงคานได้นามาปรับหรือประยุกต์ใช้เพื่อเสนอขายให้กับนักท่องเที่ยวนั้น ประกอบไปด้วย โฮมสเตย์ การทาผ้านวม การตักบาตรข้าวเหนียว และสภาพบ้านไม้เก่าแก่ริมฝั่ง แม่น้าโขง 1) โฮมสเตย์ รูปแบบของโฮมสเตย์ในอาเภอ เชียงคานส่วนใหญ่นั้นจะเป็นการประยุกต์นา บ้านเก่า ดั้งเดิมมาปรับปรุงใหม่ให้รองรับนักท่องเที่ยวได้ ทาให้ ราคาห้องพักมีราคาไม่สูงมากนัก แตกต่างจากโรงแรม ที่เกิดขึ้นใหม่ที่ราคาค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อการท่องเที่ยว เข้ามายังพื้นที่ส่งผลให้วิถี การดารงชีพของคนในพื้นที่ ต่างไปจากเดิมที่ชาวบ้านจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ใน พื้นที่การเกษตรของ
20.
11 ตน เมื่อกิจกรรมการพักแรมเริ่ม ได้รับความนิยมขึ้น
ชาวบ้านก็เปลี่ยนมาเป็นการเปิด บ้านของตนเอง เพื่อรับนักท่องเที่ยวโดยที่ชาวบ้านจะเป็นผู้บริหารจัดการที่พักของตนเอง โฮมสเตย์ในบริเวณนั้นก็จะ ได้รับการบอกเล่าแบบปากต่อปากในหมู่นักท่องเที่ยว หรือ ประชาสัมพันธ์ตามนิตยสารท่องเที่ยว ต่างๆ ส่งผลให้ เป็นที่รู้จักมากขึ้น 2) การทาผ้านวม ปัจจัยการผลิตที่สาคัญก็ คือฝ้าย ซึ่งเมื่อก่อนิยมปลูกกันมากในอาเภอเชียง คาน แต่ปัจจุบันไม่ เพียงพอต่อความต้องการผลิต ทาให้ต้อง นาเข้ามาจากแหล่งอื่น โดยในการผลิต ผ้านวมนั้นมีทั้งรูปแบของการวมกลุ่ม เป็นกลุ่มแม่บ้านและการ ดาเนินการผลิตด้วยตนเองผ่าน เครื่องมือสาคัญคือ โครงหูกและจักรอุตสาหกรรม ในการ ผลิตผ้านวมนั้น ปัจจุบันยังคงนิ ยมใช้ แรงงานฝี มือคนในการผลิต เช่นเดิม แต่มีการนาเทคโนโลยีการผลิตเข้ามา ประยุกต์ใช้เช่นกัน เพื่อ ความสะดวกสบายและความ รวดเร็วในการผลิต 3) การตักบาตรข้าวเหนียวของเมืองเชียงคานนั้นได้รับอิทธิพลมาจากประเพณีดั้งเดิมของ เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว โดยลักษณะการตักบาตรข้าวเหนียวนั้นเดิมจะใส่เฉพาะข้าวเหนียว ประมาณหยิบมือเท่านั้น ส่วนพวกกับข้าวหรื อดอกไม้ต่างๆจะนิยมไปถวาย ให้กับพระช่วงสายๆ อย่างไรก็ตามเมื่อการท่องเที่ยว เข้ามายังพื้นที่รูปแบบการตักบาตรได้เปลี่ยนไป บริษัท ทัวร์หรือ เจ้าของโฮมสเตย์บางรายมีการบริ การจัด แพ็คเกจการตักบาตรข้าวเหนียวให้กับนักท่องเที่ยว โดย ประกอบด้วยข้าวเหนียว กับข้าวและดอกไม้ ทาให้พระสงฆ์แต่ละวัดต้องมีการนารถเข็นมาใส่ของที่ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาถวาย และเส้นทางการเดิน บิณฑบาตของพระสงฆ์แต่ละวัดนั้น จะเดินไม่ ซ้าเส้นทางกน จะเดินบิณฑบาตบริเวณคุ้มวัดของตัวเอง เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจากรูปแบบดังกล่าว สะท้อนให้เห็น ถึงบทบาทหน้าที่ของพระสงฆ์และชาวบ้านในชุมชนที่ เปลี่ยนไปเพื่อรองรับกระแสการ ท่องเที่ยว 4) บ้านไม้เก่าแก่เมืองเชียงคาน สภาพบ้าน ไม้เก่าแก่นับร้อยปี ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้าโขงของ อาเภอ เชียงคานนั้น นับวาเป็นจุดขายที่โดดเด่นที่สุดของเมือง เชียงคาน โดยมีลักษณะเป็นบ้านไม้ สองชั้นหรือสาม ชั้นเลียบไปตามแม่น้าโขง ทรงของบ้านหรืออาคารมี ลักษณะผสมผสานความเป็นไทย ลาว และจีนอันเนื่องมาจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมตั้งแต่ สมัยก่อนที่เชียงคานนั้นเป็นศูนย์กลาง ทางการค้าของ ภูมิภาค ในปัจจุบันเมื่อการท่องเที่ยวเข้ามาทางชุมชน จึงมีรูปแบบการอนุรักษ์สภาพ อาคารบ้านเรือนเพื่อเป็น จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามายังพื้นที่ โดยมีการร่วมมือกับทางหน่วยงานทั้ง ภาครัฐและเอกชนในการกาหนดแบบแผนการปลูกสร้างอาคารใหม่หรือแนวทาง อนุรักษ์สภาพบ้านไม้ เก่าแก่ โดยเน้นให้เกิดความเป็น รูปแบบเดียวกันไม่ว่าจะเป็นบ้านไม้เก่าหรือการก่อสร้างอาคารใหม่ โดยพยายามทารูปแบบให้ เหมือนกับสภาพบ้านเก่าแก่ให้มากที่สุด
21.
12 นอกจากนี้ยังพบวาผลจากการผลิตสินค้าทาง วัฒนธรรมในเชิงอุตสาหกรรมกลับทาให้ ความสัมพันธ์ ระหว่างคนในชุมชนเปลี่ยนไป
กล่าวคือ เกิดการแย่ง ชิงกลุ่มผู้บริโภคสินค้ากันเอง ทา ให้เกิดความขัดแย้ง กนภายในชุมชน รวมไปถึงการจ้างคนในชุมชนใน ลักษณะที่เป็นลูกจ้าง-นายจ้าง ทาให้ความสัมพันธ์ ภายในชุมชนไม่ใกล้ชิดกันเหมือนเมื่อก่อน 2.5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นิคม ชมพูหลง (2556) ได้ศึกษาเรื่องชุมชนเชียงคาน: การผลิตอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อ บริโภคความเป็นอดีตยุคโลกาภิวัตน์ เป็นการศึกษาโดยใช้กระบวนการ วิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ กลุ่มเป้าหมาย ในพื้นที่ชุมชนเชียงคาน อาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จากการศึกษาพบว่าในอดีต วัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชนเชียงคาน สืบทอดและผสมผสานมาจากวัฒนธรรมลานช้างหลวงพระบาง และลานช้างเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวพบวัฒนธรรมที่สาคัญหลายอย่าง เช่น วัฒนธรรมด้านประเพณีพิธีกรรม วัฒนธรรมด้านวิถีอาชีพ วัฒนธรรมด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม วัฒนธรรมด้านการแพทย์แผนไทย วัฒนธรรมด้านที่อยู่อาศัย วัฒนธรรมด้านภาษาและตานาน ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้เลือกทาการศึกษาเชิงลึก วัฒนธรรมท้องถิ่นที่โดดเด่นจนเป็นอัตลักษณ์จานวน 3 อย่างคือ วัฒนธรรมการใส่บาตรข้าวเหนียว วัฒนธรรมเทศกาลออกพรรษา และวัฒนธรรมบ้านไม่ชายโขง ซึ่ง สภาพปัจจุบันของวัฒนธรรมท้องถิ่นชุมชนเชียงคาน เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตแล้วพบว่า วัฒนธรรมทั้ง 3 อย่างนั้น ยังคงมีบางส่วนที่อนุรักษ์ไว้เหมือนเดิม แต่มีบางส่วนที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ ตามผู้วิจัยได้ข้อค้นพบจากการศึกษาว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการผลิตซ้าเชิงพัฒนา โดน เฉพาะปัจจัยจากกระแสการท่องเที่ยวเชิงโหยหาอดีต ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคม ปัจจัยด้านความ เชื่อในพระพุทธศาสนาและที่สาคัญคือปัจจัยกระแสโลกาภิวัตน์ ที่พุ่งเข้ามากระทบวัฒนธรรมท้องถิ่น ชุมชนเชียงคาน ซึ่งการใช้ภูมิปัญญาโลกาภิวัตน์มาปรับเปลี่ยนภูมิปัญญาดั้งเดิม นิคม ชมพูหลง (2556) ได้ศึกษาเรื่องวิถีชีพชนบท การปรับตัวต่อสู้ภายใต้กระแสพัฒนาเพื่อ ความทันสมัยในยุคโลกาภิวัฒน์ กรณีศึกษา : บ้านโคกสว่าง ตาบลโคกสูง จังหวัดอุบลรัตน์ จังหวัด ขอนแก่น งานการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิถียังชีพของครัวเรือนเกษตรกรในอดีตและ ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนเกษตรกรและวิเคราะห์การปรับตัวเพื่อการยังชีพ ภายใต้กระแสการพัฒนาในยุคโลกาภิวัฒน์ของครัวเรือนเกษตรกร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิง คุณภาพและปริมาณโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การจัดประชุมสนทนากลุ่มและการจัดเวทีประชุมเชิง ปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยครัวเรือนเกษตรกรที่มีอาชีพนอกภาคเกษตร อาสาสมัครชุมชน ผู้นาชุมชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่วิจัยบ้านโคกสว่าง ตาบลโคกสูง อาเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น
22.
13 ผลการศึกษาวิถียังชีพของครัวเรือนเกษตรกรในอดีตและปัจจุบัน พบว่าวิถีชีพของครัวเรือน เกษตรกรในอดีตมีวิถีพึ่งพิงทุนธรรมชาติด้านปัจจัยสี่ที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต การพึ่งพาแรงงานใน ครัวเรือนและช่วยเหลือกันของสมาชิกในชุมชนซึ่งวิถียังชัพของครัวเรือนเกษตรกรในปัจจุบัน
มีปัจจัย ที่เกี่ยวข้อง 4 ด้านคือ ด้านที่ 1 ทรัพย์สินซึ่งครัวเรือนเป็นเจ้าของหรือสามารถที่จะเข้าถึงได้แก่ การใช้ ประโยชน์ทุนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การใช้ภูมิปัญญางานหัตถกรรม การใช้ทุนทางการเงินจาก สถาบันการเงินและกองทุนของชุมชน การใช้ทุนทางกายภาพที่ดินเป็นที่ทากินและที่อยู่อาศัยและการ ใช้ทุนทางสังคมในการสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่สืบทอดกันมา ด้านที่ 2 ปัจจัยด้านกิจกรรม ที่มีความหลากหลายในการหารายได้ที่อานวยให้ครัวเรือนใช้ทรัพยากรในการตอบสนองต่อความ จาเป็น (need) พื้นฐานของปัจเจกและครัวเรือนในการดารงชีพ ด้านที่ 3 ปัจจัยด้านนโยบาย สถาบัน ในการสนับสนุนส่งเสริมการดาของครัวเรือน ด้านที่ 4 ปัจจัยด้านอื่นๆ ที่ครัวเรือนไม่สามารถควบคุม ได้โดยตรงจากธรรมชาติที่แปรปรวนและระบบตลาดที่ไม่แน่นอน ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมที่มีผลต่อครัวเรือนเกษตรกร สรุปได้ 4 ด้านคือ ด้านที่ 1) ด้านทรัพย์สินซึ่งครัวเรือนเป็นเข้าของหรือสามารถที่จะเข้าถึงซึ่งกระทบด้านทุนธรรมชาติและวิ่ง แวดล้อมถูกทาลายระบบนิเวศวิทยาที่อุดมสมบูรณ์ ผลกระทบด้านทรัพยากรมนุษย์เกิดวิกฤติ การ ถ่ายทอดภูมิปัญญาและการเคลื่อนย้ายแรงงาน ผลกระทบด้านทุนทางสังคมเกิดความเหลื่อมล้าในการ ใช้ทุนทางสังคม ด้านที่ 2 กิจกรรมที่อานวยให้ครัวเรือนใช้ทรัพยากรเพื่อตอบสนองต่อความจาเป็น (need) ของปัจเจกและครัวเรือนมีความหลากหลาย ด้านที 3 นโยบาย สถาบันซึ่งอาจจะช่วย สนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคสาหรับการครองชีพที่พอเพียงของครัวเรือนให้ดารงอยู่ได้ ด้านที่ 4 ปัจจัย ด้านอื่นๆ ที่ครัวเรือนไม่สามารถควบคุมได้โดยตรงตามกลไกระบบตลาด ผลการศึกษาการปรับตัวเพื่อการยังชีพภายใต้กระแสการพัฒนาในยุคโลกาภิวัฒน์ของครัวเรือน เกษตรกร สรุปได้ 4 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ครัวเรือนเป็นเป็นเจ้าของหรือสามารถที่จะเข้าถึงทุนธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเกิดความรู้ในการใช้และการอนุรักษ์การใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ด้านที่ 2 กิจกรรมที่ อานวยให้ครัวเรือนใช้ทรัพยากรเพื่อตอบสนองต่อความจาเป็น(need) ของปัจเจกและครัวเรือน ระบบ ตลาดเป็นกลไกที่สร้างแรงบันดาลใจของครัวเรือน ด้านที่ 3 ด้านนโยบาย สถาบันมีลักษณะการ ส่งเสริมความรู้การลดต้นทุนการผลิตและสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่สาคัญ ด้านที่ 4 ที่ครัวเรือนไม่ สามารถควบคุมได้โดยตรงของฤดูกาลและกลไกตลาดต้องประกอบอาชีพที่หลากหลายเพื่อให้เพียงพอ สาหรับครัวเรือน ข้อเสนอแนะต่อวิถียังชีพชนบท : การปรับตัวต่อสู้ภายใต้กระแสการพัฒนา เพื่อสร้างความ ทันสมัยในยุคโลกาภิวัฒน์ ในเชิงนโยบายรัฐในการส่งเสริมการพัฒนาควรให้สอดคล้องกับวิถีชนบท ข้อเสนอแนะเชิงการพัฒนาควรสร้างกระบวนเรียนรู้ระบบทุนนิยมให้ครัวเรือนสามารถนาทุนทาง สังคมประยุกต์ปรับใช้ในชุมชนและการนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นฐานคิดในการวิจัยครั้ง
23.
14 ต่อไปควรเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมยึดเอาครัวเรือนเป็นหน่วยวิจัยมาร่วมเรียนรู้และ วิเคราะห์ สังเคราะห์ปัญหาในการจัดทาแผนแบบมีส่วนร่วม จิรวรรณ เตียรถ์สุวรรณ
และคณะ (2551) ได้ศึกษาเรื่องสภาพปัจจุปัน ปัญหา และแนวโน้ม บริบทการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกและสังคมไทย ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ ด้านสิ่งแวดล้อมและ พลังงาน ซึ่งสานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้จัดทาโครงการศึกษาภาคการศึกษาไทยในอนาคต 10-20 ปี เพื่อกาหนดทิศทางการจัดกาศึกษาของไทยในอนาคต 10-20 ปี ที่สอดคล้องกับสภาพการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยได้ศึกษา สภาพปัจจุบันปัญหา และแนวโน้มบริบทการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกและสังคมไทย ภายใต้กระแส โลกาภิวัฒน์ในประเด็นต่างๆ เพื่อนามาเป็นส่วนประกอบในการวาดภาพอนาคต ของแต่ละประเด็น อันจะนาไปสู่การปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2545 -2559 ในส่วนของการศึกษาสภาะปัจจุบัน ปัญหา และแนวโน้มบริบท การเปลี่ยนแปลงสังคมโลกและ สังคมไทย ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ในด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน สามารถสรุปได้ ดังนี้ การวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานของโลก พบว่า ปัญหาของการผลิตและการใช้พลังงานของโลก ส่วนใหญ่ เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจาพวกไฮโดรคาร์บอน เช่น น้ามัน เป็นหลัก รองลงมา ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน จากการประมาณอัตราส่วนระหว่างปริมาณสารอง และอัตราการผลิตเพื่อ นามาใช้ ณ ปี ค.ศ. 2005 พบว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลของพื้นที่ต่างๆ บนโลกจะยังคงมีเชื้อเพลิงเหลือใช้ ไปได้ไม่ถึง 100 ปี สาหรับน้ามันและก๊าซธรรมชาติ ส่วนปริมาณสารองที่ยังคงมีมาก ประมาณ 150- 480 ปี ได้แก่ ถ่านหิน เมื่อพิจารณาถึงปัญหาปัจจุบัน พบว่า หากมนุษย์โลกยังคงมีการบริโภคพลังงาน ดังเช่นปัจจุบันจะก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนพลังงานหลักได้ในอนาคตอันใกล้ จากความต้องการ พลังงานของโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันทั่วโลกมีการตื่นตัวและพยามยามหาพลังงานอื่น เพื่อทดแทน โดยแนวโน้มของการพยายามผลิตไฟฟ้า จากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ พลังงานจากชีว มวล แสงอาทิตย์ ตลอดจนพลังงานจากลม เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าของแต่ละภูมิภาคในโลกมีแนวโน้ม การพัฒนาที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1 – 2 % แต่ยังคงเป็นปริมาณที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมารการใช้ พลังงานจากเชื้อเพลิงหลัก ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาของประสิทธิภาพ ปัญหาทางเทคโนโลยี ตลอดจน ความคุ้มค่าทางเศรษศาสตร์ที่ยังคงมีราคาที่แพงมาเมื่อเทียบกลับเชื้อเพลิงหลัก ซึ่งนานาประเทศยังคง มีการพัฒนาเพื่อให้แนวโน้มในการใช้พลังงานทดแทนมีค่าเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน สาหรับสถานการณ์พลังงานที่มีผลกระทบของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถผลิต พลังงานหลักได้ด้วยตนเอง ซึ่งพลังงานหลักที่ใช้ในประเทศไทย ได้แก่ น้ามัน ซึ่งต้องพึ่งพาการนาเข้า จากต่างประเทศ ทาให้ต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศ ในอัตราที่เพิ่มขึ้นจาก 5.2% ในปี 2544 เป็น 7.3% ภายในปี 2547 ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินลิกไนต์ได้เอง บางส่วนการตาม เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว ภาครัฐได้มีการจัดการยุทธศาสตร์พลังงาน เพื่อเสริมสร้าง
24.
15 ศักยภาพในการแปรผันของประเทศ โดยมีแนวทางการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพ มีเป้าหมายกาหนดให้ค่าความยืดหยุ่นของการใช้พลังงานเท่ากับ
1:1 ภายในปี พ.ศ. 2550 โดยมุ่งเน้นที่ภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมเป็นหลักการพัฒนาพลังงานทดแทนมีเป้าหมาย การใช้พลังงานหมุนเวียนเชิงพาณิชย์ร้อยละ 8 ของการใช้พลังงานทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2554 มีการ กาหนด Renewable Portfolio Standard สาหรับโรงไฟฟ้าที่สร้างใหม่ต้องผลิตพลังงานไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์ ลม หรือ ชีวมวล ในอัตราร้อยละ 4 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ในด้านการสร้าง ความมั่นคงทางพลังงานกาหนดให้ปริมาณสารองพลังงานเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการที่จะใช้ ภายในประเทศเพิ่มจาก 30 ปีเป็น 50 ปี และกาหนดให้มีการเร่งรัดการสารองและประสานความ ร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคและการปรับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค เพื่อให้มีความสะดวกในการจัดการพลังงานและลดความเสี่ยง จากการขาดแคลนพลังงานในอนาคต นอกจากนี้รัฐบาลยังคงสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์และการจัดการพลังงานของประเทศใน ภาคอุตสาหกรรม และครัวเรือน เป็นวิธีการจัดการจากบนสู่ล่าง โดยมีกรมพัฒนาทดแทนและอนุรักษ์ พลังงาน(พพ.) สานักงานคณะกรรมการนโยบายและแผนพลังงานแห่งชาติ(สพช.) และศูนย์การ อนุรักษ์พลังงานของประเทสไทย(ศอท.) เป็นผู้ดาเนินการให้แผนและมาตรการต่างๆ บรรลุผลสาเร็จ ใน 3 มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการบังคับ มาตรการความร่วมมือ และมาตรการการส่งเสริม ซึ่งถือว่า เป็นมาตรการที่พัฒนาและมีความก้าวหน้าที่สุดอันหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน จากการผลิตและการใช้พลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อส่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่ สถาณการณ์ สิ่งแวดล้อมโลกมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น การสูญเสียโอโซน การทาลายป่าไม้เมืองร้อน การสูญเปล่าของทรัพยากรการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศต่างๆ อาร์ม นาครทรรพ และ ผศ.ดร.สุรชัย จันทร์จรัส (2555) ได้ศึกษาเรื่องอุปสงค์และการ ตัดสินใจในการท่องเที่ยวเชียงคาน ซึ่งพบว่า ตาบลเชียงคาน อาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย กาลังเป็น สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งนึงในประเทศไทยในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เนื่องด้วยจุดเด่นเชิง วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่อันเรียบง่ายของผู้คนท่องถิ่น ซึ่งนับวันจะสัมผัสได้ยากในสังคมใน เมืองปัจจุบัน การวิเคราะห์สภาพการท่องเที่ยวของตาบลเชียงคานในมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์นั้น นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถนามาใช้พัฒนาปรับปรุงกลยุทธ์การท่องเที่ยวของตาบลเชียงคานได้ วัตถุประสงค์ของการทาวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลพื้นฐานจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่มาเที่ยวตาบลเชียงคานไว้เป็นข้อมูลเบื้องต้น และศึกษาอุปสงค์และปัจจัยที่มีผลกระทบต่ออุปสงค์ การท่องเที่ยวเชียงคาน โดยใช้วิธีการ Travel cost method เป็นรากฐานทางทฤษฎี และใช้การ ถดถอยแบบพัวซองและแบบโลจิต ในการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อจานวนคืนที่นักท่องเที่ยวจะ พักค้างแรม และการตัดสินใจมาเที่ยวซ้าของนักท่องเที่ยว และการใช้แบบจาลองวิเคราะห์ความอยู่ รอด (Survival Analysis)เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยคาดการณ์ระยะเวลาที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางกลับมาที่
25.
16 ตาบลเชียงคานอีกครั้งหนึ่ง โดยในการศึกษาจะเน้นศึกษาข้อมูลปฐมภูมิอันเนื่องมาจากข้อมูลที่ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในตาบลเชียงคานนั้นยังมีน้อย ผลของการศึกษาทาให้ทราบว่าสิ่งดึงดูดและความประทับใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อ เชียงคานมากที่สุดคือเรื่องของสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิม
ในขณะที่กลุ่ม นักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มคนเมืองที่เป็นคนหนุ่มสาว และมีรายได้ต่อเดือนไม่มานัก นอกจากนี้ สาหรับนักท่องเที่ยว ที่เคยไปเที่ยวเชียงคานมาแล้วครั้งหนึ่ง การตัดสินใจไปเที่ยวเชียงคาน ซ้าของนักท่องเที่ยวเหล่านี้มีเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับรายได้ คือ ถ้ารายได้ของนักท่องเที่ยว สูงขึ้น จะมีแนวโน้มที่จะกลับมาเยือนเชียงคานต่าลง ทางคณะผู้วิจัยได้วางข้อเสนอในเชิงนโยบายและ เชิงวิจัยเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวในตาบลเชียงคานต่อไปในอนาคต นิคม ชมพูหลง (2556) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาเภอเชียงคาน ซึ่งจากการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ ได้แก่ 1. ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล เชิงบริบทเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 2. ศึกษาปัญหาและปัจจัยที่มี ผลกระทบต่อการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว 3. ทาการวิเคราะห์ข้อมูลและประมเนมาตรฐาน ด้านคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว 4. ศึกษาแนวทางในด้านการแก้ไข และการกาหนดแผนพัฒนาเกี่ยวกับ ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อ.เชียงคาน จ.เลย การเก็บข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ เจาะลึกกลุ่มผู้นาชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จานวน50คน จัดการปภิปรายกลุ่มหน่อยงานภาครัฐ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และชุมชนจานวน 300 คน และแจกแบบสอบถามเพื่อที่จะสอบถามความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่อปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการ ตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยว สาหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวในพื้นที่อาเภอเชียงคาน จังหวัดเลยจานวน 400 คน โดยมใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ร้อยล่ะ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ในการอธิบายข้อมูล พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง15-22 ปี มีสถานภาพโสด โดยส่วนมากมีอาชีพนักเรียน/นักศึกษา โดยส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือนอยู่ระหว่าง 7001-10000บาท มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยว ระดับมากที่สุดคือ ปัจจัยด้านความสาคัญและคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยว จากการศึกษาสภาพแวดล้อมภายนอกและภายใน การประเมินมาตฐานด้านการ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของพื้นที่ พบว่า ผลการประเมินมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เมื่อ พิจารณาจากองค์ประกอบหลักทั้ง 3ด้าน คือ ด้านศักยภาพในการดึงดูดใจ ด้านการท่องเที่ยว ด้าน ศักยภาพการรองรับด้านการท่องเที่ยว ด้านการบริหารจัดการ สามารถสรุปได้ว่า อาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย มีมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอยู่ในระดับปานกลาง และนาปัญหา อุปสรรคที่ได้ไปสู่การวิเคราะห์การพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย โดยผู้วิจัยได้แบ่งแนวทางในการพัฒนาออกเป็น 3 ด้าน
26.
17 คือ ด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ด้านการบริการ
และด้านการบริหารจัดการ เพื่อใช้เป็น ส่วนหนึ่งในการกาหนดแนวการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
27.
18 บทที่ 3 วิธีการดาเนินโครงการ ในการดาเนินโครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป: ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ ทางคณะผู้จัดทาได้มีวิธีการดาเนินโครงการดังนี้ 3.1.
พื้นที่เป้าหมาย 3.2. กลุ่มเป้าหมาย 3.3. วัสดุและอุปกรณ์ 3.4. งบประมาณที่ใช้ดาเนินโครงการ 3.5. วิธีการและขั้นตอนในการดาเนินโครงการ 3.6. แผนการดาเนินโครงการ 3.7. เครื่องมือที่ใช้ในการดาเนินโครงงาน 3.8. วิธีดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.9. จริยธรรมในการทาโครงงาน 3.1. พื้นที่เป้าหมาย 3.1.1. ชุมชนที่ตั้งบริเวณถนนคนเดิน อาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย 3.1.2. ชุมชนที่ตั้งบริเวณแก่งคุดคู้ อาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย 3.2. กลุ่มเป้าหมาย 3.2.1. ผู้นาชุมชนเชียงคานจานวน 2 คน 3.2.2. ชาวบ้านที่อยู่ที่ชุมชนเชียงคานมานานจานวน 10 คน 3.2.3. ชาวบ้านที่อยู่ที่ชุมชนเชียงคานมาไม่นานจานวน 5 คน 3.2.4. นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่เชียงคานจานวน 8 คน 3.3. วัสดุและอุปกรณ์ 3.3.1. เครื่องคอมพิวเตอร์ 3.3.2. เครื่องปริ้น 3.3.3. เครื่องบันทึกเสียง 3.3.4. กล้องถ่ายภาพ/วิดีโอ 3.3.5. สมุดบันทึกและเครื่องเขียน
28.
19 3.4. งบประมาณที่ใช้ดาเนินโครงงาน 3.4.1. ค่าเอกสารโครงการ
เป็นเงิน 100 บาท 3.4.2. ค่าเดินทาง 4,400 บาท รวมงบประมาณ 4,500 บาท 3.5. วิธีการและขั้นตอนในการดาเนินโครงงาน 3.5.1. สมาชิกร่วมกันประชุมและเสนอโครงงาน 3.5.2. วางแผนการดาเนินงาน 3.5.3. ค้นคว้าและเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงงาน 3.5.4. วางแผนการดาเนินงาน 3.5.5. เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ดาเนินโครงการ 3.5.6. ลงพื้นที่ทากิจกรรมตามที่ได้วางแผนไว้ 3.5.7. ติดตามประเมินผลการทากิจกรรม 3.5.8. สรุปโครงงานและจัดทารูปเล่ม 3.5.9. นาเสนอโครงการต่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ 3.6. แผนการดาเนินโครงงาน ตารางที่ 3.6. ตารางแสดงแผนการดาเนินโครงงาน ลาดับ กิจกรรม สัปดาห์ที่ (ต.ค.-พ.ย.2559) 1 2 3 4 5 6 7 8 1 สมาชิกร่วมกันประชุมและเสนอโครงการ 2 วางแผนการดาเนินงาน 3 ค้นคว้าและเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการ 4 เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ดาเนินโครงการ 5 ลงพื้นที่ทากิจกรรมตามที่ได้วางแผนไว้ 6 ติดตามและประเมินผลการทากิจกรรม 7 สรุปผลโครงการและจัดทารูปเล่ม 8 นาเสนอโครงการต่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ
29.
20 3.7. เครื่องมือที่ใช้ในการดาเนินโครงงาน แนวคาถามสัมภาษณ์โดยใช้ประเด็นคาถามแบ่งตามกลุ่มเป้าหมายได้ดังนี้ 3.7.1. แนวทางในการสัมภาษณ์ผู้นาชุมชนเชียงคาน 1.
ท่านตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เชียงคานมานานแค่ไหน 2. อยากขอให้ท่านช่วยเล่าความเป็นมาของชุมชนเชียงคานว่าเป็นอย่างไร 3. ในเชียงคานมีผู้คนที่มาตั้งถิ่นฐานใหม่มากน้อยเพียงใด 4. เชียงคานกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างไรตั้งแต่ประมาณเมื่อไร 5. แต่เดิมชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ทามาหากิน หรือประกอบอาชีพอะไร มาก่อน 6. ท่านคิดว่าเชียงคานมีวัฒนธรรมหรือมีสิ่งไหนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยว 7. ท่านคิดว่าการหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวของผู้คนมีผลกระทบกับวิถีชีวิตของคนใน ชุมชนเชียงคานหรือไม่อย่างไร 3.7.2. แนวทางในการสัมภาษณ์ชาวบ้านที่อยู่ที่ชุมชนเชียงคานมานาน 1. ท่านตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เชียงคานมานานแล้วหรือยัง 2. เชียงคานก่อนที่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเป็นอย่างไรมาก่อน 3. เชียงคานกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างไร 4. ก่อนที่เชียงคานจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ชาวบ้านจะประกอบอาชีพอะไรมาก่อน 5. คิดว่าวิถีชีวิตของคนในเชียงคาน เป็นอย่างไรก่อนที่เชียงคานจะกลายเป็นสถานที่ ท่องเที่ยว 6. หลังจากเชียงคานกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว วิถีชีวิตของคนในเชียงคาน เป็น อย่างไร 7. คิดว่าวิถีชีวิตของคนในเชียงคานก่อนที่เชียงคานจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และหลังจากเชียงคานกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่างกันอย่างไร 8. คิดว่ากระแสโลกาภิวันต์มีผลกระทบกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนเชียงคานอย่างไร 9. คิดว่าเชียงคานมีวัฒนธรรมอะไรที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยว 10. คิดว่าเชียงคานมีอะไรที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยว 11. พบปัญหาอะไร ที่เกิดจากการที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเชียงคานมากขึ้น
30.
21 3.7.3. แนวทางในการสัมภาษณ์ชาวบ้านที่อยู่ที่ชุมชนเชียงคานมาไม่นาน 1. ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เชียงคานมานานแล้วหรือยัง 2.
วิถีชีวิตในการดาเนินชีวิตของคนในเชียงคาน เป็นอย่างไรหลังจากที่มีนักท่องเที่ยว มาเที่ยวมากขึ้น 3. คิดว่าเชียงคานมีวัฒนธรรมอะไรที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยว 4. คิดว่าเชียงคานมีอะไรที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยว 5. พบปัญหาอะไร ที่เกิดจากการที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเชียงคานมากขึ้น 6. คิดว่ากระแสโลกาภิวันต์มีผลกระทบกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนเชียงคานอย่างไร 3.7.4. แนวทางในการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยว 1. ท่านเคยมาเที่ยวที่เชียงคานไหม 2. ถ้าเคยมาเที่ยวที่เชียงคานแล้ว มีเหตุผลอะไรที่มาเที่ยวที่เชียงคานอีก 3. ทราบว่าเชียงคานเป็นสถานทืท่องเที่ยวได้อย่างไร 4. คิดว่าเชียงคานที่มาเที่ยวครั้งแล้วกับครั้งนี้ต่างกันไหม 5. ทาไมถึงเลือกที่จะมาเที่ยวที่เชียงคาน 6. ที่มาเที่ยวที่เชียงคานชอบอะไรในเชียงคาน 7. มาเที่ยงที่เชียงคานและประทับใจอะไรบ้าง 8. คิดว่าในเชียงคานมีอะไรที่ควรปรับปรุง หรืออยากให้มีอะไรเพิ่มขึ้นจากเดิมในเชียง คาน 3.8. วิธีดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.8.1. จัดทาแนวทางในการสัมภาษณ์ 3.8.2. เลือกกลุ่มเป้าหมายที่จะทาการสัมภาษณ์ 3.8.3. ทาการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย 3.8.4. บันทึกผลการสัมภาษณ์
31.
22 3.9. จริยธรรมในการทาโครงงาน 3.9.1. ข้อมูลที่ใช้ในการอ้างอิง
ต้องเป็นข้อมูลตามความเป็นจริง สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา ของข้อมูลได้ 3.9.2. เก็บข้อมูลและนาเสนอข้อมูลตามความเป็นจริง ไม่ปรับแต่งข้อมูล 3.9.3. มีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องานที่ทา 3.9.4. ไม่คัดลอกงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง 3.9.5. ไม่เผยแพร่ข้อมูลของผู้ถูกสัมภาษณ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ถูกสัมภาษณ์
32.
23 บทที่ 4 ผลการดาเนินการ ในการดาเนินโครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป: ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ ทางคณะผู้จัดทาได้ผลการดาเนินโครงงานดังนี้ 4.1.
ความเป็นมาของเชียงคาน 4.2. การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเชียงคาน 4.3. สาเหตุที่ทาให้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นเชียงคานเปลี่ยนไป 4.4. ผลกระทบจากการมาเที่ยวของนักท่องเที่ยว 4.1. ความเป็นมาของเชียงคาน 4.1.1. ประวัติความเป็นมาของเชียงคาน เชียงคานเป็นอาเภอหนึ่งในจังหวัดเลย ตั้งอยู่ริมแม่น้าโขง เคยเป็นราชธานีหรือเมืองหลวง ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือราชอาณาจักรลาวมาก่อน เมืองเชียงคาน เก่า หรือเมืองสานะคาม (ชนะสงคราม) ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสาคัญในประวัติศาสตร์ทางยุทธศาสตร์ สมัยราชอาณาจักรล้านช้าง ถูกก่อสร้างโดย ขุนคาม โอรสของขุนคัวแห่งอาณาจักรล้านช้าง เมื่อ ประมาณปีพ.ศ. 1400 ต่อมาประมาณปีพ.ศ. 2250 ทางเวียงจันทร์ได้ตั้งเมืองเชียงคานเดิม ซึ่งอยู่ฝั่ง ซ้ายของแม่น้าโขงเป็นเมืองหน้าด่าน พ.ศ. 2320 พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระสุรสีห์ ยกทัพไปตีกรุง เวียงจันทร์ ตีเวียงจันทร์ได้จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกต กลับมายังกรุงธนบุรี แล้วได้รวมอาณาจักรล้าน ช้างเข้าด้วยกันและให้เป็นประเทศราชของไทย แล้วได้กวาดต้อนผู้คนมาอยู่เมืองปากเหืองมากขึ้น แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เมืองปากเหืองขึ้นกับเมืองพิชัย ต่อมมาสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้กองทัพไทยยกทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครราชสีมา เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์ เจ้าเมืองเวียงจันทร์คิดกอบกู้เอกราชเพื่อแยกเป็นอิสระจากไทย หลังจากปราบได้ สาเร็จแล้ว ก็ไปกวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายแม่น้าโขงมาอยู่เมืองปากน้าเหืองมากขึ้น แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ไปขึ้นกับเมืองพิชัย ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกจีนฮ่อได้ยกทัพมาตีเมือง เวียงจันทน์ เมืองหลวงพระบางและได้เข้าปล้นสดมภ์เมืองเชียงคานเดิมที่อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้าโขง ชาว เชียงคานเดิมจึงอพยพผู้คนไปอยู่เมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) เป็นจานวนมาก ครั้นต่อมา เห็นว่าชัยภูมิเมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) ไม่เหมาะสม ผู้คนส่วนใหญ่จึงอพยพไป อยู่ที่บ้านท่านาจันทร์ซึ่งใกล้กับที่ตั้งของอาเภอเชียงคานปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า เมืองใหม่เชียงคาน ต่อมาไทยได้เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้าโขงให้กับฝรั่งเศส ทาให้เมืองปากเหืองตกเป็นของฝรั่งเศส คน
33.
24 ไทยที่อยู่เมืองปากเหืองจึงอพยพมาอยู่เมืองใหม่เชียงคาน หรืออาเภอเชียงคานปัจจุบันโดยสิ้นเชิง “แล้วได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเมืองเชียงคานใหม่” ได้ตั้งที่ทาการอยู่บริเวณวัดธาตุ
เรียกว่าศาลาเมือง เชียงคาน ต่อมาได้ย้ายที่อยู่บริเวณวัดโพนชัย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2452 เมืองเชียงคานซึ่งมีพระยาศรี อรรคฮาด (ทองดี ศรีประเสริฐ) ได้รับตาแหน่งนายอาเภอเชียงคานคนแรก ต่อมาปี พ.ศ. 2484 ได้ย้าย ที่ว่าการอาเภอเชียงคานมาอยู่ ณ ที่อยู่ปัจจุบันตราบเท่าทุกวันนี้ 4.2. การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเชียงคาน ตารางที่ 4.2 ตารางแสดงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเชียงคาน อดีต ปัจจุบัน -ส่วนมากมีแต่คนในท้องถิ่น -ชุมชนเงียบสงบ -ผู้คนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน -อาชีพทาไร่ทานาอย่างเดียว -เป็นแหล่งท่องเที่ยวแต่คนยังรู้จักไม่ค่อย เยอะ -คนในพื้นที่มีจานวนน้อย คนที่ย้ายเข้ามาใหม่มี เยอะซึ่งทาให้เกิดการเห็นแก่ตัว มีปัญหาเรื่องการลักขโมย -เปลี่ยนอาชีพหลักมาค้าขาย และ ทาโฮมสเตย์ พอถึงหน้าฝนก็จะทานาเป็นอาชีพเสริม -มีคนรู้จักเชียงคานและมาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 4.3. สาเหตุที่ทาให้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นเชียงคานเปลี่ยนไป เนื่องจากการท่องเที่ยวนั้นถูกยกให้เป็นสาเหตุสาคัญของสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางวัฒนธรรมในทุกๆด้าน ใน ประเทศไทยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมถูกใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวในท้องถิ่นอย่าง แพร่หลาย ซึ่งวัฒนธรรมนี้เองได้ถูกทาให้เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคและแลกเปลี่ยนเชิงเศรษฐกิจ สิ่งที่ เป็นจุดขายของเมืองเชียงคานในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเรียบง่ายของชุมชน ชาวเชียงคานบริเวณถนนชายโขง รวมถึงความเป็นอดีตที่ยังคงกลิ่นอายของเมืองเก่าที่ตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้าโขงมานานกว่า 100 ปี อาคารไม้หลังเก่ามากมายตั้งอยู่ริมฝั่ง โดยมีหลักฐานที่สะท้อนให้เห็น “ภาพของเมืองเก่าแก่” ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ในปัจจุบัน มีร่องรอยของโรงเรียน โรงแรม และโรงหนัง (โรงภาพยนตร์) ยังคงปรากฏให้เห็น ถนนชายโขงนั้นนับได้ว่ามีความมั่งคั่งในเรื่องของมรดกทาง วัฒนธรรม นั่นจึงกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีเอกลักษณ์ทาให้สามารถดึงดูดความสนใจจาก นักท่องเที่ยว แล้วนักท่องเที่ยวก็นาไปพูดกันปากต่อปากหรือแชร์ประสบการณ์ผ่านทางโลกออนไลน์
34.
25 ทาให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาที่เชียงคานทาให้เกิดการพัฒนาของเมือง เชียงคานในด้านต่างๆ 4.4. ผลกระทบจากการมาเที่ยวของนักท่องเที่ยว 4.4.1. ผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ ผลของการที่นักท่องเที่ยวที่เข้ามายังพื้นที่ทาให้เกิดการนาเสนอวัฒนธรรมวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเป็นจุดที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนเชียงคาน
สาหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกระบวนการผลิตสินค้า วัฒนธรรม มีการนารูปแบบการผลิตที่เป็นอุตสาหกรรมเข้ามาใช้ในการผลิตสินค้า ทาให้เกิดการผลิต สินค้าที่เป็นจานวนมากในแต่ละชนิเพื่อรองรับกับความต้องการของนักท่องเที่ยว และมีการผลิตหซ้า สินค้าให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน นั่นคือลักษณะตึกอาคารที่ทาให้ดูเก่าแก่ ซึ่งผลจากการที่ผลิตใน ลักษณะอุตสาหกรรมเอง ส่งผลให้ฐานะทางเศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น ชาวบ้านมีรายได้เสริมจากการ ผลิตหรือขายสินค้าทางวัฒนธรรม ผลจากระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วภายอาเภอเชียงคานกลับกาลังส่งผลให้เกิดการ แย่งชิงทรัพยากรการท่องเที่ยวและการบริการ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การเกิดขึ้นของ ร้านสะดวกซื้อตลอด 24 ชม. รวมไปถึงการกว้านซื้อที่ดินบริเวณชุมชนชายโขงเพื่อสร้างโรงแรมใหม่ ซึ่งตรงนี้เองเป็นสิ่งที่ดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยว แทนที่จะตกไปสู่ชุมชน แต่กลับถูกแบ่งปันให้กลับ กลุ่มนักลงทุนจากภายนอก และอาจส่งผลให้ชาวบ้านในชุมชนเป็นเพียงแค่ลูกจ้างภายในชุมชนของ ตัวเองในที่สุด เกิดการแย่งชิงกลุ่มผู้บริโภคสินค้ากันเอง ทาให้เกิดความขัดแย้งกันภายในชุมชน รวมไป ถึงการว่างจ้างคนในชุมชนในลักษณะที่เป็นลูกจ้าง-นายจ้าง ทาให้ความสัมพันธ์ภายในชุมชนไม่ใกล้ชิด กันเหมือนเมื่อก่อน 4.4.2. ผลกระทบในด้านวัฒนธรรม การทาวัฒนธรรมเป็นสินค้านั้นส่งผลให้เกิดในเรื่องของคุณค่าของสินค้าวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่ง คุณค่าของสินค้าทางวัฒนธรรมนั้นก็ขึ้นอยู่กับการให้ความหมายของบุคคลและช่วงเวลา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อการท่องเที่ยวเข้ามายังชุมชนชายโขง ส่งผลให้วัฒนธรรมท้องถิ่นกลายเป็นเพียงสินค้าที่ให้ นักท่องเที่ยวได้สัมผัสโดยปราศจากคุณค่า ผลจากการทาวัฒนธรรมเป็นสินค้าของเมืองเชียงคานนั้นก็สามารถทาให้วัฒนธรรมของเชียง คานเองนั้นได้แพร่หลายไปสู่สังคมภายนอกมากขึ้น ผู้คนจะรู้จักเชียงคานมากขึ้นและส่งผลให้เกิดการ กระตุ้นให้คนภายนอกอยากรู้จักและอยากสัมผัสถึงอัตลักษณ์ของเชียงคาน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีในเชิง เศรษฐกิจกับชุมชนในที่สุด 4.4.3. ผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวก็นาไปพูดกันปากต่อปากหรือแชร์ประสบการณ์ผ่านทางโลกออนไลน์ ทาให้ นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาที่เชียงคาน ทาให้เกิดปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อม
35.
26 ต่างๆ อาทิเช่น ปัญหาการจราจรติดขัดทาให้เกิดมลพิษทางอากาศ
และเนื่องจากจานวนนักท่องเที่ยว มีจานวนมากทาเกิดปัญหาขยะที่มากเกินตามมาด้วย 4.4.4. ผลกระทบด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ จากผลที่เชียงคานกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง จึงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในตาบลเชียงคาน ซึ่งในอดีตชาวบ้านในตาบลเชียงคานจะ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและทาผ้านวมขายซึ่งในปัจจุบันอาชีพเหล่านี้ได้ค่อยๆลดหายไปเรื่อยๆ ชาวบ้านส่วนมากจะหันมาประกอบอาชีพค้าขายเป็นส่วนมาก
36.
27 บทที่ 5 อภิปรายผลการดาเนินโครงงาน จากการดาเนินโครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป: ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ สามารถอภิปรายผลการศึกษาวิจัยได้ดังนี้ 5.1.
ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ 5.1.1.ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ในด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เนื่องจากในปัจจุบันชุมชนเชียงคานได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในด้านวิถีชีวิตความ เป็นอยู่ซึ่งจะเห็นว่ามีการอนุรักษ์บ้านโบราณไว้บริเวณถนนคนเดินซึ่งทาให้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชม เป็นจานวนมากซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในตาบลเชียงคานซึ่งในอดีตชาวบ้านในตาบล เชียงคานจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมและทาผ้านวมขายซึ่งในปัจจุบันอาชีพเหล่านี้ได้ค่อยๆลด หายไปเรื่อยๆชาวบ้านส่วนมากจะหันมาประกอบอาชีพค้าขายเป็นส่วนมากซึ่งจะสอดคล้องกับวิจัย ของ นิคม ชมพูหลง. (2556). ที่ได้ศึกษาเรื่องวิถีชีพชนบท การปรับตัวต่อสู้ภายใต้กระแสพัฒนาเพื่อ ความทันสมัยในยุคโลกาภิวัฒน์ กรณีศึกษา : บ้านโคกสว่าง ตาบลโคกสูง จังหวัดอุบลรัตน์ จังหวัด ขอนแก่น ซึ่งจากผลการศึกษาการปรับตัวเพื่อการยังชีพภายใต้กระแสการพัฒนาในยุคโลกาภิวัฒน์ ของครัวเรือนเกษตรกร สรุปได้ว่าเกษตรกรจะมีการการปรับตัวต่อสู้ภายใต้กระแสการพัฒนา เพื่อ สร้างความทันสมัยในยุคโลกาภิวัฒน์ 5.1.2.ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ในด้านเศรษฐกิจ จากการดาเนินโครงงานพบว่า ปัจจัยที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากที่สุด คือ วัฒนธรรมความ เป็นอยู่ ธรรมชาติและสภาพสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการวิจัยเรื่องอุปสงค์และ การตัดสินใจในการท่องเที่ยวเชียงคานของ อ.อาร์ม นาครทรรพ และ ผศ.ดร.สรุชัย จันทร์จรัส. (2555). ซึ่งผลการวิจัยออกมาว่า สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวได้ดีที่สุดคือ สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม แบบวิถีดั้งเดิม จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดี และถ้านักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ เศรษฐกิจในเชียงคานดีขึ้น 5.1.3.ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ในด้านวัฒนธรรม การทาวัฒนธรรมเป็นสินค้านั้นส่งผลให้เกิดในเรื่องของคุณค่าของสินค้าวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่ง คุณค่าของสินค้าทางวัฒนธรรมนั้นก็ขึ้นอยู่กับการให้ความหมายของบุคคลและช่วงเวลา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อการท่องเที่ยวเข้ามายังชุมชนชายโขง ส่งผลให้วัฒนธรรมท้องถิ่นกลายเป็นเพียงสินค้าที่ให้ นักท่องเที่ยวได้สัมผัสโดยปราศจากคุณค่า ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องชุมชนเชียงคาน: การผลิตอัต ลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อบริโภคความเป็นอดีตยุคโลกาภิวัตน์ของนิคม ชมพูหลง (2556). ซึ่งได้ ผลการวิจัยว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตแล้วพบว่าวัฒนธรรมบางวัฒนธรรมยังคงมีบางส่วนที่อนุรักษ์ไว้
37.
28 เหมือนเดิม แต่มีบางส่วนที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตามผู้วิจัยได้ข้อค้นพบจากการศึกษาว่า
มี ปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการผลิตซ้าเชิงพัฒนา โดนเฉพาะปัจจัยจากกระแสการท่องเที่ยวเชิงโหย หาอดีต ซึ่งเหมือนที่เป็นอยู่ในอาเภอเชียงคาน 5.1.4.ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ในด้านสิ่งแวดล้อม จากการดาเนินโครงงานพบว่าเชียงคานมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมาก ทาให้เกิดปัญหาในด้าน สิ่งแวดล้อมต่างๆ อาทิเช่น ปัญหาการจราจรติดขัดทาให้เกิดมลพิษทางอากาศ และเนื่องจากจานวน นักท่องเที่ยวมีจานวนมากทาเกิดปัญหาขยะที่มากเกินตามมาด้วย ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการศึกษา เรื่องสภาพปัจจุปัน ปัญหา และแนวโน้มบริบทการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกและสังคมไทย ภายใต้ กระแสโลกาภิวัฒน์ ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานของ ดร.จิรวรรณ เตียร์สุวรรณและคณะ. (2551). ซึ่ง ได้ผลการวิจัยว่า ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์จะส่งผลให้เกิดการใช้พลังงานมากขึ้น ส่งผลให้มีการใช้ พลังงาน และทรัพยากรณ์มากขึ้น ทาให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามมา
38.
29 บทที่ 6 สรุปผลการดาเนินโครงงานและข้อเสนอแนะ 6.1. สรุปผลการดาเนินโครงงาน การดาเนินโครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป:
ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่ง ได้ลงพื้นที่ปฏิติบัติงานจริงในวันที่ 23 ตุลาคม 2559 ซึ่งในวันดังกล่าวก็ได้ทาการลงพื้นทิ่ โดยที่แรกที่ ลงไปสัมภาษณ์คือบริเวณแก่งคุดคู้และบริเวณที่สัมภาษณ์ต่อมาคือบริเวณถนนคนเดิน ผลการดาเนินโครงงานพบว่าวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นเชียงคานมีการ เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งจากที่ในอดีตชุมชนเชียงคานจะประกอบอาชีพเกษตรกร และผลิตผ้านวมขาย แต่ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนไปประกอบอาชีพค้าขาย ซึ่งเป็นผลมาจากการ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของอาเภอเชียงคาน ซึ่งการที่เชียงคานกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้เร็ว ภายในไม่กี่ปี เกิดจากที่มีนักท่องเที่ยวนาไปพูดกันปากต่อปากหรือแชร์ประสบการณ์ผ่านทางโลก ออนไลน์ ทาให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันหลั่งไหลไปสัมผัสกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตความ เป็นอยู่ของชาวเชียงคาน และจากการที่เชียงคานกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวก็มีผลกระทบที่เกิดจาก กระแสโลกาภิวัตน์ ที่ทาให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเป็นจานวนมากก็ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ของคนในอาเภอเชียงคานเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมากซึ่งเห็นได้ชัดที่สุดในด้านการประกอบอาชีพี่จาก เดิมจะประกอบอาชีพเกษตรกรและทาผ้านวมขาย แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นอาชีพค้าขายเป็นส่วน ใหญ่ และมีผู้คนมาอาศัยที่เชียงคานมากขึ้น ซึ่งก็มีผลกระทบต่อเชียงคานหลายด้านด้วยกัน ซึ่งทาง ผู้จัดทาได้ทาการศึกษามาทั้งหมด 4 ด้าน 1.ผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจ ของเชียงคานดีขึ้น รายได้ของชาวบ้านมีมากขึ้น 2.ผลกระทบในด้านวัฒนธรรม ซึ่งการทาวัฒนธรรม เป็นสินค้าของเมืองเชียงคานนั้นก็สามารถทาให้วัฒนธรรมของเชียงคานเองนั้นได้แพร่หลายไปสู่สังคม ภายนอกมากขึ้น 3.ผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม จากการที่มีการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวที่ เชียงคาน ทาให้เกิดปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ อาทิเช่น ปัญหาการจราจรติดขัดทาให้เกิดมลพิษ ทางอากาศ และเนื่องจากจานวนนักท่องเที่ยวมีจานวนมากทาเกิดปัญหาขยะที่มากเกินตามมาด้วย 4. ผลกระทบด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ จากการที่เชียงคานกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง จึง ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในตาบลเชียงคาน ซึ่งในอดีตชาวบ้านในตาบลเชียงคานจะ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและทาผ้านวมขายซึ่งในปัจจุบันอาชีพเหล่านี้ได้ค่อยๆลดหายไปเรื่อยๆ ชาวบ้านส่วนมากจะหันมาประกอบอาชีพค้าขายเป็นส่วนมาก
39.
30 6.2. ข้อเสนอแนะ 6.2.1. การจัดทาโครงงานเป็นการดาเนินงานที่ต้องลงพื้นที่สัมภาษณ์บุคคล
เพราะฉะนั้นการที่จะ สัมภาษณ์นั้นต้องมีมารยาทในการสอบถาม และใช้ภาษาที่ไพเราะและหมาะสม 6.2.2. ในการลงพื้นที่ควรวางแผนในการดาเนินโครงการ เพื่อความสะดวกในการลงพื้นที่
40.
31 บรรณานุกรม จิรวรรณ เตียรถ์สุวรรณ และคณะ.
(2551). รายงานการศึกษา สภาพปัจจุบัน ปัญหา และ แนวโน้วบริบทการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกและสังคมไทย ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ด้าน สิ่งแวดล้อมและพลังงาน (พิมพ์ครั้งที่ 1). บริษัท เอส.พี.วี. การพิมพ์ (2550) จากัด : สานักนโยบาย และแผนการศึกษา สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. ณัฐพล มีแก้ว. (2555). ถนนชายโขงเมืองเชียงคาน: การทาวัฒนธรรมให้เป็นสินค้าเพื่อ การท่องเที่ยวอาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา สังคมวิทยาการพัฒนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ณัฐกานต์ เพ็งหาพันธ์. (2554). การพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย. วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น. นิคม ชมพูหลง. (2556). ชุมชนเชียงคาน: การผลิตอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อบริโภค ความเป็นอดีตยุคโลกาภิวัตน์. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม บัณฑิตศึกษาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ผ่องพันธุ์ มณีรัตน์. (2521). การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. พรรณพิมล ขันติยู. (2554). วิถีชีวิตชนบท การปรับตัวต่อสู้ภายใต้กระแสการพัฒนาเพื่อ สร้างความทันสมัยในยุคโลกาภิวัตน์ กรณีศึกษา: บ้านโคกสว่าง ตาบลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น. โลกาภิวัตน์. (2559). สืบค้นเมื่อ 18 เมษายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki โลกาภิวัตน์. รัชนีกร เศรษโฐ. (2536). โครงสร้างสังคม และ วัฒนธรรมไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2). บริษัทโรง พิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จากัด: บริษัทสานักพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จากัด. วัฒนา สุกัณศีล. (2548). โลกาภิวัตน์ = Globalization (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา. วิเชียร รักการ. (2533). วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์โอเดียนสโตร์. สังคมและวัฒนธรรม เอกสารประกอบการศึกษาวิชา 313-183. (2533). ภาควิชาสังคม วิทยาและมนุษวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกาณ์มหาวิทยาลัย สิริวรรณ ศรีพหล. (2555).การพัฒนาระบบการจัดการเรียนการสอนทางไกล เรื่อง พหุ วัฒนธรรมสาหรับครูสังคมศึกษา. สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
41.
32 อาร์ม นาครทรรพ และ
ผศ.ดร.สุรชัย จันทร์จรัส. (2555). รายงานการวิจัย อุปสงค์และการ ตัดสินใจในการท่องเที่ยวเชียงคาน. กลุ่มวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะวิทยาการ หาวิทยาลัยขอนแก่น.
42.
33 ภาคผนวก
43.
34 รูปกิจกรรม - วันที่ 23
ตุลาคม 2559 (เช้า) ภาพที่ 1 ออกเดินทางโดยรถตู้โดยสาร ภาพที่ 2 ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้าน บ้านน้อย หมู่ 4 ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย
44.
35 ภาพที่ 3 ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
บ้านน้อย หมู่ 4 ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย - วันที่ 23 ตุลาคม 2559 (บ่าย) ภาพที่ 4 เดินทางถึงแก่งคุดคู้
45.
36 ภาพที่ 5 แบ่งกลุมไปสัมภาษณ์แม่ค้าและนักท่องเที่ยวในแก่งคุดคู้ ภาพที่
6 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้
46.
37 ภาพที่ 7 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู ภาพที่
8 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้
47.
38 ภาพที่ 9 สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้ ภาพที่
10 สัมภาษณ์แม่ค้าในแกงคุดคู้
48.
39 ภาพที่ 11 สัมภาษณ์แม่ค้าในแก่งคุดคู้ ภาพที่
12 สัมภาษณ์แม่ค้าในแก่งคุดคู้
49.
40 ภาพที่ 13 สัมภาษณ์แม่ค้าในแกงคุดคู้ -
วันที่ 23 ตุลาคม 2559 (เย็น) ภาพที่ 14 เดินทางถึงถนนคนเดิน ตาบลเชียงคาน อาเภอเชียงคาน
50.
41 ภาพที่ 15 สัมภาษณ์แม่ค้าที่ค้าขายอยู่ถนนคนเดิน
Download