Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
503 views
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 16
2
/ 16
3
/ 16
4
/ 16
5
/ 16
6
/ 16
7
/ 16
8
/ 16
9
/ 16
10
/ 16
11
/ 16
12
/ 16
13
/ 16
14
/ 16
15
/ 16
16
/ 16
More Related Content
PPTX
บรูไน
by
Teerapongpanjaweenin
PDF
Korea
by
Tor Jt
PPT
บาลีไวยากรณ์ ๔ (แบบฝึกหัด ๑)
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PDF
ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น)
by
พัน พัน
PDF
หน้าที่พลเมือง
by
koorimkhong
PPTX
อารยธรรมอินเดีย
by
Gain Gpk
PPT
ประวัติศาสตร์อเมริกาใต้
by
hackinteach
PDF
กลอนวันเด็กแห่งชาติ
by
Tongsamut vorasan
บรูไน
by
Teerapongpanjaweenin
Korea
by
Tor Jt
บาลีไวยากรณ์ ๔ (แบบฝึกหัด ๑)
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น)
by
พัน พัน
หน้าที่พลเมือง
by
koorimkhong
อารยธรรมอินเดีย
by
Gain Gpk
ประวัติศาสตร์อเมริกาใต้
by
hackinteach
กลอนวันเด็กแห่งชาติ
by
Tongsamut vorasan
What's hot
PPT
ยุคปัจจุบัน(อัพเดท2557)
by
Heritagecivil Kasetsart
PDF
ศาสนาอิสลาม
by
นายวินิตย์ ศรีทวี
PPTX
การเมืองการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา
by
tinnaphop jampafaed
PPT
การเมืองการปกครองอาณาจักรสุโขทัย
by
Kamonchanok VrTen Poppy
PDF
บทที่ 2 โบราณคดีและประวัติศาสตร์ไทย2
by
pop Jaturong
PDF
มาตรฐานตัวชี้วัดสังคมศึกษา
by
korakate
PPTX
ศาสนาคริสต์
by
Padvee Academy
PPTX
ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย
by
Padvee Academy
PPTX
บทท 5 ร_ปแบบการให_ความร__ผ__ปกครองในสถานศ_กษา
by
Pitchayakarn Nitisahakul
PPTX
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง
by
Lakkana Wuittiket
PPTX
ประเทศลาว
by
AyoDear
PDF
เล่มที่ 8 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
by
Choengchai Rattanachai
PDF
ศาสนาอิสลาม
by
เตชะชิน เก้าเดือนยี่
PPTX
อารยธรรมจีน
by
Infinity FonFn
PDF
แบบระบายสีดอกไม้ประจำชาติอาเซียน
by
Kansinee Kosirojhiran
PPTX
ภูมิศาสตร์ ม.1 หน่วยที่ 2
by
Bow Rattikarn
DOC
หน้าที่ผู้บริหารสถานศึกษา
by
Phuritchanart Thongmee
PPTX
ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู
by
Padvee Academy
DOC
แบบทดสอบอาเซียน 30 ข้อ
by
Kruthai Kidsdee
PDF
คำบาลี สันสกฤตในภาษาไทย
by
พัน พัน
ยุคปัจจุบัน(อัพเดท2557)
by
Heritagecivil Kasetsart
ศาสนาอิสลาม
by
นายวินิตย์ ศรีทวี
การเมืองการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา
by
tinnaphop jampafaed
การเมืองการปกครองอาณาจักรสุโขทัย
by
Kamonchanok VrTen Poppy
บทที่ 2 โบราณคดีและประวัติศาสตร์ไทย2
by
pop Jaturong
มาตรฐานตัวชี้วัดสังคมศึกษา
by
korakate
ศาสนาคริสต์
by
Padvee Academy
ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย
by
Padvee Academy
บทท 5 ร_ปแบบการให_ความร__ผ__ปกครองในสถานศ_กษา
by
Pitchayakarn Nitisahakul
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง
by
Lakkana Wuittiket
ประเทศลาว
by
AyoDear
เล่มที่ 8 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
by
Choengchai Rattanachai
ศาสนาอิสลาม
by
เตชะชิน เก้าเดือนยี่
อารยธรรมจีน
by
Infinity FonFn
แบบระบายสีดอกไม้ประจำชาติอาเซียน
by
Kansinee Kosirojhiran
ภูมิศาสตร์ ม.1 หน่วยที่ 2
by
Bow Rattikarn
หน้าที่ผู้บริหารสถานศึกษา
by
Phuritchanart Thongmee
ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู
by
Padvee Academy
แบบทดสอบอาเซียน 30 ข้อ
by
Kruthai Kidsdee
คำบาลี สันสกฤตในภาษาไทย
by
พัน พัน
Similar to พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
PDF
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
by
fernbamoilsong
PDF
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
by
banlangkhao
PDF
อยุธยา
by
ธรรมจาริกอุปถัมภ์ 1
PDF
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
พระราชประวัติของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
ประวัติศาสตร์
by
Ning Rommanee
PDF
ประวัติศาสตร์
by
Ning Rommanee
PDF
ประวัติศาสตร์
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
ประวัติศาสตร์
by
Ning Rommanee
PDF
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
นาย แสนเก่ง ป้องโพนทอง ม
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
งาน ปุ๋ย
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
ประวัติรัชกาลที่ 3
by
จันทร์แสง บุญเทียม
PDF
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช1
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
by
fernbamoilsong
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
by
banlangkhao
อยุธยา
by
ธรรมจาริกอุปถัมภ์ 1
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
พระราชประวัติของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
ประวัติศาสตร์
by
Ning Rommanee
ประวัติศาสตร์
by
Ning Rommanee
ประวัติศาสตร์
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
ประวัติศาสตร์
by
Ning Rommanee
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
นาย แสนเก่ง ป้องโพนทอง ม
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
งาน ปุ๋ย
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
ประวัติรัชกาลที่ 3
by
จันทร์แสง บุญเทียม
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช1
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
More from SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
Is
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
นัทธพงศ์ ดอนศรี.
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
นายคงศักดิ์ สงสุรีย์
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
ปวีณ์ธิดา สีหวาด
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
จารุวรรณ ลำพองชาติ
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
Isมิ้น
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
เตชินท์ประเทศอัฟกานิสถาน
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
Isประเทศบังกลาเทศ
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
อาเซอร์ไบจาน
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
คองโก
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
Is1
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
ตุรกี
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
มัลดีฟ
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
อาร์เมเนีย
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
นางสาวนภาพร คำภักดี เลขที่19 รัฐสุลต่านโอมาน
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
สอบกลางภาค
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
สอบกลางภาคIs ธิรดา-น้อยเสนา
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
จิราภา ธรรมรักษ์
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
ณัฎฐณิชา
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
PDF
กลางภาค
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
Is
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
นัทธพงศ์ ดอนศรี.
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
นายคงศักดิ์ สงสุรีย์
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
ปวีณ์ธิดา สีหวาด
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
จารุวรรณ ลำพองชาติ
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
Isมิ้น
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
เตชินท์ประเทศอัฟกานิสถาน
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
Isประเทศบังกลาเทศ
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
อาเซอร์ไบจาน
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
คองโก
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
Is1
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
ตุรกี
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
มัลดีฟ
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
อาร์เมเนีย
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
นางสาวนภาพร คำภักดี เลขที่19 รัฐสุลต่านโอมาน
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
สอบกลางภาค
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
สอบกลางภาคIs ธิรดา-น้อยเสนา
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
จิราภา ธรรมรักษ์
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
ณัฎฐณิชา
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
กลางภาค
by
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
2.
รายงาน
เรื่ อง ่ ั ประวัติพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว จัดทาโดย นาย สิ ทธิพงศ์ โสภณอดิศย เลขที่ 3 ั นางสาวกมลชนก โสภาอุทก เลขที่ 3 นางสาวกมลทิพย์ ปัญยาง เลขที่ 4 นางสาวสรัญญา มีพนธ์ ั เลขที่ 16 เสนอ คุณครู สฤษดิ์ศกดิ์ ชิ้นเขมจารี ั โรงเรี ยนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรี นคริ นทร์ ร้อยเอ็ด
3.
คานา
รายงานเล่มนี้เป็ นส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรี ยนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม เรื่ อง พระ ราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษา เรื่ องพระราชประวัติของ ่ ั พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ในด้านต่าง ที่พระองค์ได้ทาเพื่อประเทศไทย เพื่อ ให้ผที่สนใจเรื่ อง ่ ั ู้ พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ได้ศึกษาค้นคว้าจากรายงานเล่มนี้ ่ ั ขอขอบพระคุณคุณครู สฤษศักดิ์ ชินเขมจารี ที่ให้คาปรึ กษาจนรายงานเล่มนี้สาเร็ จลุล่วงไปด้วยดี ้ คณะผูจดทาหวังว่ารายงานเล่มนี้จะมีประโยชน์กบผูอ่านไม่มากก็นอย หากรายงานเล่มนี้มี ้ั ั ้ ้ ข้อผิดพลาดประการใด คณะผูจดทาต้องขออภัยมา ณ ที่น้ ีดวย ้ั ้ คณะผูจดทา ้ั
4.
สารบัญ
เรื่อง หน้ า พระราชประวัติ 1-3 ด้านพระพุทธศาสนา 3-4 ด้านการทานุบารุ งประเทศ 4-5 ด้านการปกครอง 5 ด้านการศึกษา 6 ด้านดาราศาสตร์ 6-7 พระราชกาหนดเรื่ องนาฬิกา 8-9 ด้านประเพณี และวัฒนธรรม 9 ั ด้านความสัมพันธ์กบต่างประเทศ 9-10 การเปลี่ยนชื่อประเทศ 10 การออกราชกิจจานุเบกษา 11 พระสยามเทวาธิราช 11 บทสรุ ป 11
5.
1
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้ าเจ้ าอยู่หัว พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้ ามงกุฎ เด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ่ ั 17ตุลาคม พ.ศ. 2347 ทรงเป็ นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และกรมสมเด็จ พระศรี สุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินี สมเด็จเจ้าฟ้ ามงกุฎ ทรงได้ศึกษาวิชาการด้านต่าง ๆ ในการที่จะเป็ นประโยชน์แก่การปกครองในอนาคต วิชา ที่ทรงศึกษา ได้แก่ ตาราพิชยสงคราม การฝึ กหัดอาวุธ วิชาคหกรรม วิชาโหราศาสตร์โดยเฉพาะวิชา ั ภาษาต่างประเทศ พระองค์ทรงโปรดศึกษามากเป็ นพิเศษ อีกทั้งสมเด็จเจ้าฟ้ ามงกุฎทรงมีพระทัยสนใจใน ด้านพระพุทธศาสนาอยูเ่ สมอ เมื่อพระชนมายุครบผนวช ทรงผนวช ณ วัดพระศรี รัตนศาสดาราม ภายใน พระบรมมหาราชวังเมื่อ พ.ศ. 2367โดยมีองค์สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุเป็ นพระอุปัชฌาย์ ทรง ได้รับพระฉายาว่า “วชิรญาณภิกขุ” ทรงประทับ ณ วัดมหาธาตุอยูนาน 3 วัน แล้วจึงเสด็จไปจาพรรษาที่วดสมอราย (วัดราชาธิ ่ ั วาส) หลังจากนั้นอีกเพียง 2 สัปดาห์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบรมชนกนาถทรงเสด็จ สวรรคต แต่มิได้ทรงตรัสมอบพระราชสมบัติให้กบผูใด พระบรมวงศานุวงศ์จึงประชุมและลงมติในที่ ั ้
6.
2 ประชุมว่า ควรอัญเชิญ พระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ข้
ึนเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบเทนสมเด็จเจ้าฟ้ า มงกุฎจึงมิได้ทรงลาผนวช และทรงผนวชอยูตลอดรัชกาลที่ 3 ทาให้ทรงมีเวลามากมายในการศึกษาหา ่ ความรู้ในวิชาการแขนงต่าง ๆ จนแตกฉาน โดยเฉพาะทรงมีโอกาสได้ศึกษาวิชาภาษาต่างระเทศจาก บาทหลวง และมิชชันนารี ที่เข้าเผยแผ่ศาสนาคริ สต์ ทาให้สามารถทรงพระอักษรและตรัสภาษาอังกฤษได้ เป็ นอย่างดี และมีโอกาสได้รับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวจากต่างประเทศ ซึ่งพระองค์ได้ทรงนาความรู้ เหล่านั้นมาใช้ในการบริ หารประเทศเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยูหวเสด็จสวรรคต ทรงตรัสเวนคืนพระราชสมบัติให้แก่บรรดา ่ ่ ั พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชสานักชั้นผูใหญ่ ว่าจะเห็นควรให้ผใดขึ้นครองราชย์สมบัติสืบแทนพระองค์ ้ ู้ บรรดาข้าราชการและข้าราชสานักจึงประชุม และมีมติอญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้ ามงกฎขึ้นครองราชย์สมบัติเป็ น ั พระมหากษัตริ ยองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์จกรี ในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จ ์ ั พระจอมเกล้าเจ้าอยูหว แต่ดวยขณะนั้นพระองค์ยงทรงผนวชอยูจึงจาเป็ นต้องลาผนวชในเวลานั้นเอง ่ ั ้ ั ่ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหวขึ้นครองสิริราชสมบัติแล้ว ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ ากรมขุนอิศ ่ ั เรศรังสรรค์ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ขึ้นเป็ น “สมเด็จพระปิ่ นเกล้าเจ้าอยูหว” โดยมีฐานะเทียบเท่ากับพระ ่ ั เจ้าแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ทรงมีพระอัครมเหสี พระนามว่า สมเด็จพระเทพศิริน-ทรา บรม ่ ั ราชินี ทรงมีพระนามเดิมว่า ราเพย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ทรงมีพระราชโอรสและพระราช ่ ั ธิดารวมทั้งสิ้น 82 พระองค์ โดยประสูติจากพระอัครมเหสี 3 พระองค์ ได้แก่ 1.สมเด็จเจ้าฟ้ าจุฬาลงกรณ์ ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็ น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า-เจ้าอยูหว ่ ั รัชกาลที่ 5 2.สมเด็จเจ้าฟ้ าหญิงจันทรมณฑล สิ้นพระชนม์ต้งแต่พระชนมายุ 10 พรรษา ั 3.สมเด็จเจ้าฟ้ าจาตุรนต์รัศมี ประสูติเมื่อ 13 มกราคม พ.ศ. 2399 เป็ นต้นราชสกุล จักรพันธุสิ้นพระชนม์เมื่อ ์ 11 เมษายน พ.ศ. 2443 4.สมเด็จเจ้าฟ้ าชายภาณุรังษีสว่างวงศ์ ประสูติเมื่อ 11 มกราคม พ.ศ. 2402 เสด็จทิวงคตเมื่อ13 มิถุนายน พ.ศ. 2470 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2411 เนื่องจากเมื่อทรง ่ ั เสด็จกลับจากเสด็จทอดพระเนตรสุริยปราคา ที่บานหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขนธ์ ทรงประชวรด้วยโรคไข้ป่า ุ ้ ั
7.
3 และเสด็จสวรรคตเมื่อเสด็จถึงพระบรมมหาราชวัง รวมมีพระชนมายุ 64
พรรษาระยะเวลาที่ทรงครองอยูใน ่ ราชสมบัตินาน 17 ปี เศษ พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้ าเจ้ าอยู่หัว ด้ านพระพุทธศาสนา ทรงจัดตั้งนิกายใหม่ เรี ยกว่า “ธรรมยุติกานิกาย” ในปี พ.ศ. 2372 เนื่องด้วยพระองค์ท่านทรงผนวชอยูเ่ ป็ น เวลานาน ทั้งทรงแตกฉานเชี่ยวชาญในภาษมคธ บาลีและสันสฤต พระองค์จึงสามารถสอบสวนข้อความต่าง ในพระคัมภีร์พระไตรปิ ฏกทุกฉบับได้โดยละเอียด ตลอดจนสามารถเรี ยนรู้และกาหนดจดจาตามพระอรรถ กถา ด้วยพระองค์เอง ซึ่งได้ความว่า คลาดเคลื่อนจากพุทธบัญญัติเป็ นอันมากเมื่อพระองค์ไต่ถามศึกษาข้อ ปฏิบติทรงทราบว่า ศาสนาวงศ์น้ นได้หายมาตั้งแต่ครั้งกรุ งศรี อยุธยาแตกเสียให้แก่พม่าแล้ว จึงไม่มีสิ่งนามา ั ั ซึ่งความเลื่อมใส พระองค์จึงได้คนหาผูรู้แนะนา จนอยูมาถึงวันหนึ่งก็ทรงทราบข่าวว่ามีพระมอญรู ปหนึ่งมี ้ ้ ่ ความรู้แตกฉานในพระธรรมในพระธรรมวินยและพระไตรปิ ฎกเป็ นอย่างดี ทรงได้มีโอกาสชักถามพระ ั ธรรมวินยกับพระมอญรู ปนี้ ท่านสามารถกราบทูลตอบคาถามได้อย่างคล่องแคล่วเป็ นที่พอพระราชหฤทัย ั มากบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงทรงตั้งพระทัยจะทรงปฏิบติพระธรรมวินยในลัทธิของฝ่ ายมอญ แต่เมื่อ ั ั ทรงใคร่ ครวญแล้วหาจะมิได้เพราะเมื่อถ้าทรงประพฤติเช่นนั้นแล้วอาจก่อให้เกิดสังฆเภทได้ จึงเข้าไปกราบ ทูลลาพระสังฆราช ขอกลับวัดสมอรายอีกครั้ง และทรงโปรดให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศว ริ ยาลงกรณ์ซ่ึงเป็ นศิษย์ใกล้ชิด ได้ร่วมกันจัดตั้งนิกายธรรมยุติกาขึ้นในครั้งนั้น ธรรมยุติกานิกายนี้พระสมเด็จ
8.
4 เจ้าฟ้ ามงกุฎได้ทรงอนุเคราะห์สงสอนกุลบุตรและผูมศรัทธาในข้อวินยวัตร และสุตตันตะปฏิบติต่าง
ๆ อย่าง ั่ ้ี ั ั ถูกต้องตามพระธรรมวินย จนกุลบุตรเหล่านั้นเกิดความศรัทธาและขอบรรพชาอุปสมบทประพฤติตาม ั ธรรมยุตินิกาย นับเป็ นมหามหัศจรรย์แห่งพระพุทธศาสนาอย่างยิง บนยอดให้ก่อสร้างพระเจดีย ์ บรรจุพระ ่ เขี้ยวแก้วและพระบรมสารี ริกธาติของพระพุทธเจ้าไว้บนยอด แล้วพระราชทานนามว่า “บรมบรรพต” การ สร้างพระบรมบรรพตนั้นได้คางมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหว จึงเสร็ จสมบูรณ์ ้ ่ ั ในปี พ.ศ. 2403 โปรดให้จดพิธีสมโภชพระสมุทรเจดียที่สร้างขึ้นใหม่ เป็ นเจดีย ์ ทรงกลมแบบลังกาแทน ั ์ พระเจดียเ์ หลี่ยมย่อไม้สิบสองที่พระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยูหวทรงสร้างค้างไว้ เพื่อสนองพระราช ่ ่ ั ประสงค์จะให้สร้างปูชนียสถานไว้ที่บริ เวณปากแม่น้ าเจ้าพระยา หน้าเมืองสมุทรปราการเพื่อเป็ นนิมตหมาย ิ ว่าประเทศสยามนั้นเป็ นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา และเพื่อที่บรรดาพุทธศาสนิกชนที่สญจรผ่านจะได้ ั สักการะเป็ นสวัสดิมงคลแก่ตนเอง และยังทรงมีพระกรุ ณาให้สร้างวัดขึ้นใหม่อีกหลายแห่ง ได้แก่ วัดมกุฎ กษัตริ ยาราม วัดราชประดิษฐาราม วัดปทุมวนาราม เป็ นต้น ด้ านการทานุบารุงประเทศ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาก เนื่องจากมีการติดต่อ ่ ั ค้าขายกับชาวต่างประเทศมากขึ้น ทาให้บานเมืองในขณะนั้นดูคบแคบไปมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ้ ั เจ้าอยูหว จึงมีพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ สร้างถนนขึ้นมาอีกหลายสาย เพื่อการคมนาคมภายในประเทศจะได้ ่ ั สะดวกยิงขึ้น โดยเริ่ มจากในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2404 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรี สุริยวงศ์เป็ นแม่ ่ กอง พระอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง เป็ นนายงานดาเนินการก่อสร้าง ถนนเจริ ญกรุ ง ให้เป็ นถนนสายหลัก สายแรกและในการก่อสร้างครั้งนี้ได้บอกบุญแก่ผที่ศรัทธาประสงค์จะร่ วมสร้างสะพานข้ามคลองเชื่อมกับ ู้ ถนนครั้งนี้ดวย และในปี ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ครุ ฑ) เป็ นแม่กอง พระพรหมบริ รักษ์ ้ เป็ นนายงานจัดสร้างถนนเจริ ญกรุ งต่อจากตอนใต้ เริ่ มตั้งแต่หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามไปออกประตู สามยอดสะพานเหล็ก ถนนเจริ ญกรุ งเส้นนี้มีความยาวถึง 25 เส้น 30 วา 3 ศอก กว้าง 4 วา ใช้งบประมาณใน การก่อสร้าง 19,700 บาท ต่อมาพระองค์ท่านโปรดเกล้าฯ ให้บริ ษทพระพรหมบริ รักษ์เป็ นแม่กองจัดสร้างถนนบารุ งเมืองมีระยะทาง ั 24 เส้น 24 วา 2 ศอก ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเป็ นจานวนเงิน 15,092 บาท และสร้างถนนเฟื่ อง-นคร ขึ้นอีกสายมีความยาว 50 เส้น ใช้เงินงบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 20,042 บาท เมื่อสร้างถนนเสร็ จ แล้วโปรดเกล้าฯให้สร้างถึงแถวขึ้นสองข้างถนน อุทิศให้เป็ นสมบัติของวัดบวรนิเวศน์ฯ 1 แถว และวัดราช ประดิษฐ์ฯ อีก 1 แถว
9.
5 พ.ศ.2409 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ทรงพระกรุ
ณาโปรดเกล้าฯ ให้พระภาษีสมบัติบริ บูรณ์ เจ้า ่ ั ภาษีฝิ่นขุดคลองภาษีเจริ ญ โดยเริ่ มตั้งแต่ปากคลองบางกอกใหญ่ ริ มวัดปากน้ าด่านไปจนจดแม่น้ าเมืองนคร ชัยศรี เป็ นเส้นทางยาว 620 เส้น กว้า 7 วา ลึก 5 ศอก สิ้นเงินงบประมาณเป็ นค่าขุดทั้งสิ้น 112,000บาท ซึ่ง เป็ นเงินที่เรี ยกเก็บจากภาษีผนทั้งสิ้น ิ่ เมื่อครั้งที่ยงทรงผนวชอยูได้เสด็จธุดงค์ไปจนถึงเมืองเพชรบุรี ได้ทรงพบที่ราบกว้างบนยอดเขาซึ่งสามารถ ั ่ มองเห็นทิวทัศน์เมืองเพชรบุรีได้เป็ นอย่างดีเป็ นที่พอพระราชฆฤทัยมาก เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ จึงมี พระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรี สุริยวงศ์ (ช่วงบุนนาค) สมุหพระกลาโหม เป็ นแม่กองก่อสร้าง และ พระพิไสยศรี สวัสดิ์ (ท้วม บุนนาค) ปลักเมืองเพชรบุรี เป็ นนายงานก่อสร้าง สร้างพระราชวังขึ้นที่เขามหา สมณะ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็ นเขามหาสวรรค์) พระราชวังแห่งนี้มีพระที่นงด้วยกันหลายแห่ง ได้แก่ พระที่นง ั่ ั่ เวชยันต์วิเชียรปราสาทเป็ นปราสาทหลังน้อย ยอดปรางค์สร้างขึ้นด้วยพระราชดาริ วา “พระราชวังใหญ่แต่ ่ โบราณมา เช่น พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เมืองลพบุรี ย่อมมีปราสาท” จึงทรงสร้างปราสาทขึ้นหลังนี้ข้ ึนมา พอสังเขป ภายในปราสาทแห่งนี้ปัจจุบนได้ประดิษฐานพระบรมรู ปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ั ่ ั ในชุดฉลองพระองค์ที่มพระราชดาริ ข้ ึนแบบใหม่และทรงชุดนี้เสด็จออกรับทูตานุทูตมาแล้ว พระหัตถ์ขวา ี ทรงพระแสงดาย พระกัตถ์ซายทรงหนังสือประทับยืนภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร หอชัชวาลย์เวียงชัย หอ ้ นี้สร้างเป็ นรู ปวงกลมคล้ายกระโจมไฟ มีบนไดเวียนภายในขึ้นข้างบนหลังคา หลังคาเป็ นรู ปโดมมุงด้วย ั กระจกโค้ง ภายในโดมห้องโคมไฟ กลางคืนจุดแล้วส่องเห็นไปได้ไกลถึงชายทะเลนักเดินเรื อได้อาศัยแสง โคมนี้เป็ นประภาคารที่หมายนาเรื อเข้าอ่าวบ้านแหลมในเวลากลางคืนราษฎรเรี ยกว่า “กระโจมแก้ว” เนื่องจากหอชัชวาลย์เวียงชัยมีลกษณะคล้ายหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์จึงสันนิษฐาน กันว่ามีพระราช ั ประสงค์จะใช้เป็ นสถานที่สงเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เนื่องทรงสนพระทัยด้านดาราศาสตร์เป็ นอย่างมาก ั นอกจากนี้ยงมีพระที่นงเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นงปราโมทย์มไหศวรรย์ พระที่นงสันฐาคารสถานพระที่นง ั ั่ ั่ ั่ ั่ พิมานเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นงราชธรรมสภา พระที่นงเพชรมเหศวร์ และพระที่นงจัตุเวทประดิษฐ์พจน์ ั่ ั่ ั่ เป็ นต้น ทั้งนี้เริ่ มลงมือก่อสร้างในปี พ.ศ. 2398 และก่อสร้างเสร็ จในปี พ.ศ. 2403 และพระราชทานนาม พระราชวังแห่งนี้ว่า “พระนครคีรี” (หรื อรู้จกกันดีในนาม เขาวัง) นอกจากนี้ยงทรงโปรดเกล้าให้สร้างพระ ั ั พุทธเจดีย ์ และพระธาตุจอมเพชรขึ้นบนยอดเขาแห่งนี้ดวย ้ ด้ านการปกครอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหวทรงโปรดให้มการจัดตั้งตารวจนครบาลขึ้นเพื่อรักษาความสงบ ่ ั ี เรี ยบร้อยของบ้านเมือง หรื อที่ชาวบ้านเรี ยกว่า “หัวแดงแข้งดา” พร้อมด้วยทรงจัดตั้งศาลสถิตย์ยติธรรมขึ้น ุ พร้อมด้วยทรงโปรดเกล้าฯ ให้แก้กฎหมายให้ทนสมัยและเป็ นสากลมากขึ้น โดยได้ทรงประกาศ ั พระราชบัญญัติกฎหมายต่าง ๆ มากมายถึง 500 ฉบับ
10.
6 ด้ านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ทรงจ้างแหม่มแอนนา
เลียวโนเว็นส์ หญิงหม้ายชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ ่ ั ในประเทศสิงคโปร์เข้าสอนภาษาอังกฤษให้แก่พระราชโอรสในพระบรมมหาราชวัง ด้วยตระหนักว่า ต่างชาติเริ่ มเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศไทยมากขึ้น จาเป็ นที่ตองเข้าใจภาษา ้ ต่าง ประเทศในการติดต่อกับต่างประเทศ ด้ านดาราศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหวทรงมีความเชี่ยวชาญในวิชาโหราศาสตร์และดาราศาสตร์อย่างมากอีก ่ ั แขนงหนึ่ง ทรงสามารถคานวณวันเวลาที่จะเกิดสุริยปราคาล่วงหน้าถึง 2 ปี ได้อย่างถูกต้องและแม่นยา โดย ุ ทรงพยากรณ์การเกิดสุริยปราคาในวันขึ้น 1 ค่า เดือน ๑๐ พ.ศ. 1 2411 (วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2411) เวลา ุ ตั้งแต่ 10.85 น. ถึง 11.30 น. เป็ นสุริยปราคามืดเต็มดวงตั้งแต่เมืองปราณบุรีลงไปจนถึงเมืองชุมพร และ ุ สามารถมองเห็นได้ชดเจน ณ บ้านหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขนธ์ ตามพิกดภูมิศาสตร์ที่ 99 องศา 40 ลิปดา 20 ั ั ั พิลิปดาตะวันออก เส้นรุ ้ง 11 องศา 41 ลิปดา 40 พิลิปดาเหนือจะเห็นดวงจันทร์เข้าจับดวงอาทิตย์จากทางทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วออกทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลา 11.42 นาฬิกา ซึ่งพระองค์ได้เสด็จไปพักแรม ณ-บริ เวณดังกล่าวด้วย เพื่อทอดพระเนตรสุริยปราคาโดยมีชาวต่างประเทศที่ทราบข่า เช่น เวอร์แฮรี่ ออด ุ เจ้า-เมืองสิงคโปร์ และคณะดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสร่ วมโดยเสด็จเพื่อสังเกตการณ์ดวย และเหตุการณ์ก็ ้ เป็ นไปตามที่ทรงคานวณไว้โดยแม่นยา ถือว่าทรงเป็ นนักดาราศาสตร์ชาวไทยคนแรก โดยประชาชนชาว
11.
7 ไทยได้ถวายพระราชสมัญญานามให้พระองค์เป็ น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”
โดยกาหนดให้วนที่ ั พระองค์ทรงคานวณการเกิด – สุริยปราคาเป็ นวันวิทยาศาสตร์ประจาชาติดวย ุ ้ นอกจากนี้ ในแผ่นดินของพระองค์ได้มิดาวหางปรากฏมาถึง 3 ดวง ด้วยกัน ได้แก่ 1. ดาวหางฟลูเกอร์ กส์ (FLAUGERGUES) ค้นพบเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2353 โดยชาวฝรั่งเศลชื่อ ฟลู ู เกอร์ กส์ ดาวหางดวงนี้มคาบวงโคจร 3094 ปี เมื่อดาวหางดวงนี้มาปรากฏ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่ ู ี หัวทรงจาได้ว่าเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์น้นทรงได้ทอดพระเนตรเห็นดวงหางดวงนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว และได้ ั ทรงศึกษาเรื่ องราวของดาวหางดวงนี้จากหนังสือของนักดาราศาสตร์ชาวต่างประเทศ จึงได้มีพระราชนิพนธ์ เกี่ยวกับดาวหางว่า “ดาวหาง………เป็ นของโคจรไปมานานหลายปี แล้วก็กลับมาให้เห็นในประเทศข้างนี้ อีก กล่าวคือดาวหางกลับมาเป็ นรอบ ๆ นั้นเอง” 2. ดาวหางโดนาติ (DONATI) เป็ นดาวหางดวงใหญ่ ค้นพบครั้งแรกเมื่อ วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2401 มีคาบ โคจร 1950 ปี ค้นพบโดยชาวอิตาลี ชื่อ โดนาติ และมาปรากฏให้ชาวไทยได้เห็นในปี เดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหวทรงเกรงว่าประชาชนจะพากันตกในจึงทรงออก “ประกาศดาวหาง ่ ั ขึ้นอย่าวิตก” โดยอธิบายว่าดาวหางเป็ น ปรากฏการณ์ธรรมชาติเท่านั้น 3. ดาวหางเทบบุท (TEBBUTT) ค้นพบโดยชาวออสเตรเลีย ชื่อ เทบบุท เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2404 มี คาบโคจร 409.4 ปี ดาวหางเทบบุทเป็ นดาวหางดวงใหญ่ หางยาวและสว่างกว่าดาวหางโดนาติ และมา ปรากฏให้ชาวไทยได้เห็นในปี เดียวกันนั้น ทาให้ประชาชนเกิดความตื่นกลัวจนกล่าวขานกันว่าอาจเกิด เหตุการณ์อาเพทอย่างใดอย่งหนึ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหวทรงพระราชนิพนธ์ “ประกาศ ่ ั ดวงหางปี ระกาตรี ศก” ออกประกาศล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นกลัว พร้อมด้วยทรงแนะนาอุบายต่าง ๆ เพื่อป้ องกันเหตุร้ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น หากเกรงว่าปี น้นจะเกิดความแห้งแล้งก็รีบปลูกข้าวเสียตั้งแต่ตน ั ้ ฤดูฝน หรื อหากตื่นกลัวไข้ทรพิษระบาดก็ให้ – ประชาชนรี บไปรับการปลูกฝี และรักษาความสะอาดของ บ้านเมืองที่อยูอาศัยเพื่อป้ องกันเชื้อโรค ่ ในปี พ.ศ. 2395 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้าง พระที่นง – ภูวดล ่ ั ั่ ทัศไนย เพื่อให้เป็ นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตราฐานของไทย พระที่นงภูวดลทัศไนยเป็ นอาคารทรง ั่ ยุโรปสูง 5 ชั้น ด้านบนติดนาฬิกาใหญ่ท้ง 4 ด้าน ตั้งอยูบนเส้นแวงที่ 100 องศา 29 ลิปดา ตะวันออกซึ่งถือว่า ั ่ เป็ น ตาแหน่งทางวิทยาศาสตร์ชุดแรกของไทย ด้วยทรงมีเหตุผลดังที่ปรากฎในประกาศในพระราช กาหนดเวลาดังนี้
12.
8 พระราชกาหนดเรื่องนาฬิ กา มีพระราชกาหนดบังคับไว้เป็ นแน่แก่กรมพระโหรหน้าหลังในพระบรมมหาราชวัง
ในพระบวรราชวัง และ ชาวพนักงานรักษานาฬิกาตีทุ่มยามในที่ทุกแห่งให้รู้แน่ในลักษณะที่จะหมุนนาฬิกาผ่อนทุ่มยามให้เป็ นไป ตามเทศาจารี ต และฤดูพระอาทิตย์ที่ยกย้านไปตามสมควรแก่ประเทศนี้ให้พึงรู้ความชี้แจงก่อนว่า แต่เดิมที ั คนโบราณในประเทศนี้มีสติที่จะสังเกตุแลปัญญาที่จะรู้เหตุผลในที่จะกาหนดกาลเวลาทุ่มโมงให้เรี ยบร้อย แน่นอนนั้นยังหยาบนัก รู้จกแต่ความมืดเป็ นกลางคืน สว่างเป็ นกลางวัน แลว่ากลางคืนก็ 12 ทุ่ม แลกลางวัน ั ก็ 12 โมง เท่ากันเป็ นนิจ จึงได้ต้งแบบอย่างเป็ นตารารู้ทวกันเป็ นอันขาดมาเสียให้ตีกลางคืน 12 ทุ่ม กลางวัง ั ั่ 12 โมง เสมอไปสว่างเมื่อไรจึงยาคา ได้จนวันไรมืดฝนเวลาเย็นก็ด่วนยาค่าเร็ วไป มืดฝนเวลายารุ่ งก็สาย ่ ่ ่ เกินไป ไม่แน่นอนว่าที่แท้กลางคืนกลางวันไม่เท่ากันทุกฤดูผ่อนไปผ่อนมาอยู่ เพราะพระอาทิตย์เมื่อเวลา เที่ยงจะตั้งตรงศรี ษะคนยืนในประเทศนี้เป็ นนิจทุกวันก็หามิได้ ย่อมปัดขึ้นเหนือทุกวัน แล้วปัดมาข้างใต้ทุก วันตามฤดูกาลตลอดปี การที่เป็ นอย่างนี้ผจะสังเกตุให้รู้กนอยตัวนักเป็ นแต่สาคัญกันโดยมาก ว่าเวลาเที่ยง ู้ ็ ้ แล้วแดดก็ตรงศรี ษะคนยืนกลางแจ้งทุกวัน ผูที่จะรู้การที่อาทิตย์เที่ยงผันไปเหนือใต้ดงนั้นจะมีอยูบางก็แต่ ้ ั ่ ้ โหรที่เรี ยนรู้มาสฉายาหรื อชาววัดที่มคติอาจารย์ถือตาราเหยียบชั้นฉันเพลบ้าง หรื อชาวบ้านที่มกสังเกต ี ั เล็กน้อย สังเกตแดดที่เข้ามาทางหน้าต่างผันไปผันมา หรื อเงาเหย้าเรื อนเมื่อเวลาเที่ยงไปข้างเหนือมากในฤดู หนาว ร่ มไปข้างใต้ในฤดูร้อน ที่ต่อกับฤดูฝนก็ว่ากันอยูบาง ว่าอาทิตย์เที่ยงผันเหนือผันใต้ ถึงกระนั้นก็ไม่มี ่ ้ ใครสาคัญตอลดไปว่ากลางคืนกลางวันไม่เท่ากันทุกฤดูดงว่านี้เลย เพราะลงใจเชื่อเป็ นหนึ่งว่านาฬิกาตี 12 ั ทุ่ม 12 โมง อยูเ่ ป็ นนิ จมิได้ผดเลย ิ ฝ่ ายชาวนาฬิกาที่ใช้นาฬิกาขันลอยน้ าเฝ้ าดูอยูเ่ ป็ นนิจนั้นเห็นเข้าใจได้บางว่าลางฤดูกลางวันมากไปกลางคืน ้ น้อยลางฤดูทุ่มโมงกลางวันกลางคืนเสมอเท่ากันทุกขัน ถึงกระนั้นจะยักย้ายธรรมเนียมใหม่ คือ ให้เอก กลางวันเป็ น 13 โมง 14 โมง กลางคืน เป็ น 10 โมง 11 โมง หรื อจะยาค่าต่อวันย้ารุ่ งต่อสายตามขณะขันจม ่ เป็ นจริ งนั้นก็ไม่ได้ ไม่มีใครเชื่อกลับดิเตียนว่านาฬิกาไม่ถก ชาวนาฬิกาก็ตองหนุน ล่ม ๆ ผิด ๆ ถูก ๆ ไปจะ ู ้ จัดแจงให้เรี ยบร้อยเสมอกันก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้จกลักษณะพระอาทิตย์โคจรตามฤดูกาลเป็ นเที่ยงได้ ไม่มีใคร ั วางกาหนดให้ตามฤดู เพราะฉะนั้นทุ่มโมงหลายแห่งก็ดีไม่ถกกันผิดกันหลายบาทนาฬิกา แต่คนทั้งปวงใน ู พระนครโดยมาก ก็เชื่อว่าทุ่มโมงในพระบรมมหาราชวังในพระบวรราชวังถูกต้องแน่นอนเป็ นนิจ เพราะมีผู้ พนักงานผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ าดูแลตรวจตรา แลมีโหราจารย์ดแลอยู่ ฝ่ ายพนักงานเมื่อจะบอกบาทนาฬิกาตาม ู ฤกษ์ยามโหรให้ในกาลใด ๆ เมื่อฤดูตองหนุน ต้องล่ม ก็คะเนบอกบาทขาด ๆ เกิน ๆ ผิดๆ ไปคงให้ได้แต่ ้ ความแต่ว่าโมงละ10 บาท อยูน้ นเอง ดูการฟั่นฟื อนเลื่อนเปื้ อนเลอะเทอะนักหนาเป็ นที่อปยศอดสูแก่แขก ่ ั ั เมืองคนนอกประเทศที่เขาใช้นาฬิกากล ใส่พกติดตัวเที่ยวมาเที่ยวไป เขาจะได้ยนทุ่งโมงตีส้ น ๆ ยาว ๆ ผิดไป ิ ั กว่าทุ่มโมงที่จริ งนั้น จะเป็ นเหตุให้เขาหัวเราะเยาะเย้ยได้ ว่าเมืองเราใช้เครื่ องมือนับทุ่มโมง เวลาหยาบคาย
13.
9 นักไม่สมควรเลย
เพราะเหตุฉะนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหวได้ทรงพิจารณาตรวจตราคานวน ่ ั ความดาเนินพระอาทิตย์ในฤดูท้งปวงสอบกับนาฬิกาที่ดีมาหลายปี ทรงทราบถ้วนถี่ทุกประการแจ้งในพระ ั ราชหฤทัยแล้ว (คัดจาก ประกาศรัชกาลที่ 4 ฉบับที่ 306 พ.ศ.2411) ด้ านประเพณีและวัฒนธรรม จากการที่พระจอมเกล้าเจ้าอยูหวทรงเข้าใจในความต้องการของประชาชนว่าต้องการที่จะเข้าเฝ้ าเพื่อชมพระ ่ ั บารมีอย่างใกล้ชิดและเปิ ดเผย เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้วจึงยกเลิกพิธีการกีดกันห้ามประชาชนที่เข้า เฝ้ าหรื อจ้องมองพระเจ้าแผ่นดิน และเลิกบังคับให้ประชาชนปิ ดประตูหน้าต่างสองข้างทางที่เสด็จพระราช ดาเนินผ่าน และโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนเข้าเฝ้ าได้โดยทัวถึง กับทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้ ่ ประชาชนถวายฎีการ้องทุกข์กบพระหัตถ์อีกด้วย ั นอกจากนี้ยงเปิ ดโอกาสให้ชาวต่างประเทศได้เข้าเฝ้ าในพระบรมมหาสมาคมเนื่องในงานพระราชพิธีต่าง ๆ ั โดยเริ่ มตั้งแต่วนที่ทรงประกอบพิธีราชาภิเษกเป็ นต้นมา ั ความสัมพันธ์กบต่างประเทศ ั เมื่อเริ่ มต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว เป็ นยุคที่ประเทศมหาอานาจนิยม ลัทธิการล่าอาณา ่ ั นิคมเป็ นอย่างมาก การเข้าล่าประเทศต่าง ๆ โดยเริ่ มตั้งแต่แถบทวีปแอฟริ กาและต่อด้วยประเทศในแถบทวีป เอเซีย โดยอาศัยวิธีทางการทูตเข้ามาเจรจาขอทาสัญญา ซึ่งประเทศมหาอานาจเหล่านี้จะได้รับผลประโยชน์ มากมาย และถ้าหากประเทศที่ดอยพัฒนากว่าไม่ยอมทาตามสัญญาประเทศมหาอานาจเหล่านั้นก็จะใช้กาลัง ้ บังคับให้ยอมปฏิบติตาม ซึ่งก็กระทาสาเร็ จมาแล้วหลายประเทศทั้งในแถบเอเซียและแอฟริ กาใต้ ั พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหวทรงประมาณสถานการณ์และกาลังของประเทศได้อย่างถูกต้อง จึง ่ ั ทรงยอมผ่อนปรณติดต่อกับประเทศตะวันตก และทรงใช้นโยบายทางการทูตยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วน น้อย เพื่อรักษาเอกราชของประเทศโดยทรงยินยอมทาสนธิสญญากับประเทศตะวันตกเหล่านั้น ั ประเทศอังกฤษเป็ นประเทศแรกที่เข้ามาเจริ ญสัมพันธไมตรี กบประเทศไทย โดยสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรี ย ั พระบรมราชินี แห่งประเทศอังกฤษได้ส่งราชทูต ชื่อ เซอร์ จอห์น บาวริ่ ง นาพระราชสาสน์และเครื่ องราช บรรณาการเข้ามาขอเจริ ญทางพระราชไมตรี ดวย ในปี พ.ศ. 2398 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ้ ่ ั ได้ทรงต้อนรับคณะราชฑูตจากอังกฤษอย่างสมเกียรติสนธิสญญาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ั ่ ั ทรงลงพระนามกับประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2398 หรื อที่รู้จกกันในชื่อว่า สนธิสญญาบาวริ่ ง ั ั
14.
10 ต่อมาไม่นานนัก สหรัฐอเมริ กาในสมัยนายพลแจ็คสัน
เป็ นประธานาธิบดี ได้ส่งนายเทาน์เซนต์ฮาริ ส เข้ามา ขอทาสนธิสญญาการค้าตามอย่างอังกฤษ ซึ่งไทยก็ยนยอมทาตามโดยดี นอกจากนี้ไทยยังทาสนธสัญญาใน ั ิ ทานองเดียวกันนี้กบประเทศฝรั่งเศล โปรตุเกส เยอรมนี อิตาลี และประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย เช่น ั เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม สวีเดนและนอร์เวย์ อย่างไรก็ดี การที่ไทยได้ทาสนธิสญญากับต่างประเทศนั้นก็เกิด ่ ั ข้อดีกบประเทศไทยอยูบางกล่าวคือ ั ่ ้ 1. ทาให้ประเทศไทยรักษาความเป็ นเอกราอยูได้ตลอดมา ่ 2. การยกเลิกระบบการค้าแบบผูกขาดมาเป็ นการค้าแบบเสรี ทาให้เศรษฐกิจของประเทศรุ่ งเรื องไปอย่าง รวดเร็ ว 3. การติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศ ทาให้ไทยมีโอกาสได้รับวิทยาการที่ทนสมัยเข้ามาเพื่อพัฒนา ั ปรับปรุ งประเทศให้มความเจริ ญก้าวหน้าขึ้น ี นอกจากนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ได้ทรงส่งคณะทูตไปเจริ ญพระราชไมตรี กบประเทศ ่ ั ั อังกฤษ เป็ นการตอบแทนเป็ นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2400 ในรัชสมัยสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรี ย พระบรม ราชินี โดยมี พระยาสรี สุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็ นราชทูต เจ้าหมื่นสรรเพชรภักดี (เพ็ง เพ็ญกุล) เป็ นอุปทูต ในปี พ.ศ. 2403 ไทยก็ได้ทาการส่งคณะทูตอีกชุดหนึ่งไปยังฝรั่งเศส โดยมีพระยาศรี พิพฒน์เป็ นราชฑูต เจ้า ั หมื่นไวยวรนารถเป็ นอุปทูต อัญเชิญพระราชสาสน์และเครื่ องราชบรรณาการไปถวายแต่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 การเปลี่ยนชื่อประเทศ ในปี พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ทรงมีพระราชดาริ เห็นว่า ควรเปลี่ยนชื่อประเทศจาก ่ ั ชื่อเดิม กรุ งศรี อยุธยา เป็ นสยาม เนื่องจากรุ งศรี อยุธยาเป็ นชื่อของราชธานีเดิม เมื่อเปลี่ยนที่ต้งราชธานีแล้ว ั ควรมีการเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อเป็ นการแสดงให้รู้ว่ามีการย้ายเมืองหลวงมาในสถานที่ใหม่แล้ว และในเวลานั้น มีต่างประเทศเข้ามาเจริ ญสัมพันธไมตรี หลายประเทศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว จึงทรง ่ ั ประกาศชื่อประเทศขึ้นใหม่มนามว่าสยาม ี
15.
11 การออกราชกิจจานุเบกษา ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ในการที่จะประกาศข่าวสารที่เป็ นประโยชน์ให้กบราษฎรได้รับรู้ข่าวสารด่าง ๆ
ั จากหน่วยราชการ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษาขึ้น และจัดสร้างโรงพิมพ์อกษร ั ั พิมพ์การพิมพ์อกษรพิมพ์การขึ้นในพระบรมมหาราชวัง หนังสือราชกิจจานุเบกษา พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ั 2400 เนื้อความในหนังสือราชกิจจานุเบกษานั้นส่วนหนึ่งเป็ นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยูหว และส่วนหนึ่งเป็ นข่าวสารต่าง ๆ ของทางราชการ หนังสือราชกิจจานุเบกษาพิมพ์อยูได้เพียงปี ่ ั ่ เศษก็ตองหยุดไป เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหวทรงมีพระราชกรณี ยกิจมากขึ้น ไม่มีเวลา ้ ่ ั ในการพระราชนิพนธ์งาน พระสยามเทวาธิราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูทรงมีพระราชดาริ ในว่า ประเทศสยามได้รอดพ้นจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ ่ เกือบจะสูญเสียบ้านเมืองมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็รอดพ้นมาได้ดวยดี น่าจะเป็ นด้วยเทวานุภาพแห่งเทพยาดา ้ คุมครอง จึงมีพระกรุ ณาโปรดเกล้าให้สร้าง พระสยามเทวาธิราช เป็ นพระหล่อด้วยทองคาทั้งองค์สูง 8 นิ้ว ้ องค์พระสยามเทวาธิราชได้ประดิษฐานอยูในเรื อนแก้วทาด้วยไม้จนทน์มีจารึ กที่ผนังเรื อนแก้วเป็ นอักษรจีน ่ ั แปลความได้ว่า “ที่สถิตย์แห่งพระสยามเทวาธิราช” บทสรุป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่ง ่ ั วิทยาศาสตร์ไทย” ด้วยทรงมีพระปรี ชาสามารถอย่างมากในการวิทยาศาสตร์เป็ นอย่างยิง โดยเฉพาะทางด้าน ่ ดารา ศาสตร์และโหราศาสตร์ นอกจากนี้ยงทรงมีพระราชกรณี ยกิจที่เป็ นประโยชน์แก่บานเมืองหลาย ั ้ ประการ เป็ นต้นว่า ทรงทานุบารุ งบ้านเมือง สร้างถนนขึ้นมาใหม่หลายสาย เช่น ถนนเจริ ญกรุ ง ถนนเฟื่ อง นคร เป็ นต้น ทางด้าน พระพุทธศาสนาทรงริ เริ่ มให้มีการจัดตั้งนิกายใหม่ ชื่อว่า “ ธรรมยุติกานิกาย” รวมถึง สร้างและ ปฏิสงขรณ์วดขึ้นมาใหม่ เช่น วัดสระเกศ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างภูเขาทอง พระปฐมเจดีย ์ วัดมกุฎ ั ั กษัตริ ยาราม วัดราชประดิษฐารามเป็ นต้น ด้านวิทยาศาสตร์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จดสร้างโรงพิมพ์เพื่อ ั จัดพิมพ์ราชกิจจานุเบกษา สร้างโรงกษาปณ์ เพื่อผลิตเหรี ยญกษาปณ์ข้ ึนใช้แทนเงินพดด้วง แต่ดวยทรงพระปรี ชาสามารถในด้านนี้ ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้จดสร้างพระบรมราชานุสาวรี ยพระ ้ ั ์ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ขึ้น ณ บริ เวณด้านหน้าของกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและ ่ ั สิ่งแวดล้อม
16.
บรรณานุกรม จิรวัฒน์ อุตตมะกุล.// “
พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว,”/สมเด็จพระภรรยาเจ้ าและสมเด็จเจ้ าฟ าใน ่ ั ้ รัชกาลที่ 5.// 30 ตุลาคม พ.ศ. 2453./</http://mahamakuta.inet.co.th/buddhism/rama/rama4.html> //20 มิถุนายน 2554.
Download